ปัญหาในคดีผ้ ู บร ิโภค รังสรรค ์วิจิตรไกรสร ผ้พิ ู พากษาอาว ุ โสในศาลอ ุ ทธรณ ์ เอกสารแจก หล ั กส ู ตร เจ ้ าพนักงานคดี (ชํานาญการพเศษ ิ ) 21 กรกฎาคม 2565
ค ำน ำ เอกสำร PDF นี้ผู้เขียนปรับปรุงแก้ไขจำกเอกสำรฉบับก่อนที่จัดท ำแจก ในกำรบรรยำย หลักสูตร เจ้ำพนักงำนคดีช ำนำญกำรพิเศษ เม่ือปี2564 โดยได้ปรับ เนื้อหำเพิ่มเติม ส่วนใหญ่เป็ นค ำวินิจฉัยประเภทคดีเพื่อแจกแก่เจ้ำพนักงำนคดีผู้เข้ำ รับกำรอบรมปี2565 นี้ เช่นเคย ผู้เขียนได้ท ำสำรบัญและ Link ที่สำรบัญ เพื่อสะดวกแก่กำรอ่ำน ให้ click ที่หัวข้อในสำรบัญเพื่อไปยังหน้ำที่สนใจอ่ำน เมื่อจะกลับไปที่สำรบัญ ให้ click ที่เลขหน้ำของแต่ละหน้ำ เอกสำรนี้ท ำขึ้นเฉพำะเพื่อเจ้ำพนักงำนคดี ขอบเขตและเนื้อหำจึงมี ควำมมุ่งหมำยเฉพำะกลุ่ม และเป็ นธรรมดำที่อำจมีข้อบกพร่องได้ จึงต้องขออภัยไว้ ณ ท่ีนี้และขอขอบคุณล่วงหน้ำหำกผู้พบข้อบกพร่องจะกรุณำแจ้งให้ผู้เขียนทรำบเพ่ือ แก้ไข ทั้งนี้ หวังว่ำ เอกสำรนี้จะเป็ นประโยชน์แก่ผู้เข้ำรับกำรอบรมไม่มำกกน ็้อย./ รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ผู้พพิำกษำอำวุโสในศำลอุทธรณ์ 21 กรกฎำคม 2565
สารบัญ ปัญหาว่าเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ 1 หลักกฎหมายในการวินิจฉัยสถานะคดี 1 แนวคิดในการวินิจฉัยคดี 5 เกณฑ์End User 6 เกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม 8 ข้อดี ข้อเสียของเกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม 11 แนวทางกฎหมายต่างประเทศ 13 นิตบิุคคลเป็ นผู้บริโภคได้หรือไม่ 14 แนวทางวินิจฉัยในปัจจุบันกรณีนิติบุคคล 15 นิตบิุคคลประเภทมูลนิธิ 17 กา หนดเวลาขอชีข้าดปัญหาว่าเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ 17 สรุปหลักเกณฑ์วันนัดพิจารณา 20 กรณีศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้ อง โจทก์อุทธรณ์ค าสั่ง 22 ฟ้ องที่ศาลไหน 25 ค่าฤชาธรรมเนียม 29 ปัญหาในคดีผู้บริโภคชัน้ศาลอุทธรณ์ 29 ชั้นขออนุญาตอุทธรณ์ 29 การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 30 ปัญหาพบบ่อย 31 ปัญหาในคดีผู้บริโภคชัน้ศาลฎีกา 32 ชั้นขออนุญาตฎีกา 32 การขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 32 ตัวอย่างค าร้องไม่ชัดแจ้ง 33 ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน 34 ฟ้ องเคลือบคลุม 35 ข้อพิจารณา ฎ.5323/2562 35 ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาไม่ชัดแจ้ง 36 บันทึกเหตุผลโดยย่อประกอบคดี 36
บรรยายฟ้ อง 39 ความส าคัญของการโฆษณา 39 โฆษณาเป็ นส่วนหนึ่งของสัญญา 40 สัญญาบริการ 42 หลักสุจริตกับคดีผู้บริโภค 45 ตัวอย่างฎีกาที่น าหลักสุจริตมาปรับใช้ 46 พิพากษาเกินค าขอ 53 มาตรา 39 พิพากษาเกินค าขอ Ultra Petita 54 มาตรา 40 การสงวนสิทธิแก้ไขค าพิพากษา 56 มาตรา 41 การเปลี่ยนสินค้าช ารุดบกพร่อง Lemon Law 57 มาตรา 42 ค่าเสียหายเชิงลงโทษ Punitive Damages 58 ตัวอย่างคดีที่ศาลอุทธรณ์ก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ 59 ตัวอย่างคดีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ 60 ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ 60 ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาไม่ก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ 60 มาตรา 43 การเรียกคืนสินค้า Recall 61 มาตรา 44 การแหวกม่านนิติบุคคล Piercing the Corporate Veils 62 ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา 44 63 ภาระการพสิูจน์ในคดีผู้บริโภค 63 ทรัพย์ส่วนกลาง อาคารชุด 65 คดีเช่าซื้อรถยนต์ : ค่าขาดราคา 66 ฎ.3965/2564 ประชุมใหญ่ 72 -----------------------
1 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ปั ญหาในคด ี ผ ้ ู บร ิโภค 1 ---------------------------------- เอกสารนี ้2 จัดท าขึ ้นเฉพาะเพื่อใช้ประกอบการสัมมนา หลักสูตร เจ้าพนักงานคดี ระดับช านาญการพิเศษ หัวข้อ ปัญหาชัน้สูงในคดีผู้บริโภค ซึ่งสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ ายตุลา การศาลยุติธรรม จัดขึ ้น ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2565 เวลา 9 – 12 น. เพื่อให้เจ้าพนักงานคดีได้มี โอกาสทบทวน แลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ในกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค และ กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภค ปัญหาว่าเป็ นคดผ ี้ ู บร ิโภคหร ื อไม่ ชั ้นฟ้ องคดี โจทก์ต้องเลือกว่าจะฟ้ องเป็ น คดีแพ่ง หรือ คดีผู้บริโภค หากศาลหรือ จ าเลยไม่เห็นด้วยก็เป็ นกรณีมีปัญหาว่าเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภค พ.ศ.2551 จึงก าหนดใน มาตรา 8 ให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็ นผู้มีหน้าท่ีชีข้าด ค า ชี ้ขาดให้เป็ นที่สุด (มาตรา 8 วรรคหนึ่ง) หลักกฎหมายในการวินิจฉัยสถานะคดี การพิจารณาว่าคดีใดเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่เกณฑ์พิจารณาเป็ นไปตาม พ.ร.บ.วิธี พจิารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 ที่บัญญัตินิยามว่า “คดีผู้บริโภค” หมายความว่า (1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอ านาจฟ้ องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 หรือ ตามกฎหมายอื่น กับผู้ ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้ าที่ตามกฎหมายอัน เนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ (2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ ้นจากสินค้าที่ ไม่ปลอดภัย 1 รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ผู้พิพากษาอาวูโสในศาลอุทธรณ์เอกสารประกอบการสัมมนา หลักสูตร เจ้าพนักงานคดี (ช านาญการพิเศษ) ปัญหาชั้นสูงในคดีผู้บริโภค 21 ก.ค. 2565 2 ปรับปรุงแก้ไขจากเอกสารที่ผู้เขียนแจกประกอบการสัมมนา หลักสูตร เจ้าพนักงานคดี (ช านาญการพิเศษ) ปัญหาชั้นสูงในคดีผู้บริโภค 10 ก.ย.2564
2 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร (3) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (1) หรือ (2) (4) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี ้ “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และ ให้หมายความรวมถึงผู้เสียหายตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ ้นจาก สินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองผู้บริโภคและให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย เมื่อ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 บัญญัติโยงไปใช้กฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ ้นจาก สินค้าที่ไม่ปลอดภัย การพิจารณาความเป็ นผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนความหมายของ ธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง จึงต้องพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งหมายถึง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ ้นจากสินค้า ที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ด้วย ส่วนคดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภค พ.ศ. 2551 นั ้น ปัจจุบันมีพ.ร.บ. คุ้มครองประชาชนในการท าสัญญาขายฝากที่ดิน เพ่ือเกษตรกรรมหรือท่ีอยู่อาศัย พ.ศ. 2562 มาตรา 11 บัญญัติให้ คดีที่มีข้ อพิพาทอัน เนื่องมาจากการขายฝากเป็ นคดีผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยให้ถือว่า ผู้ขายฝากเป็ นผู้บริโภค ดังนั ้น ตั ้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 3 คดีเกี่ยวกับการขายฝากจึงเป็ นคดี ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 (4)4 ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 บัญญัตินิยามว่า “ซื้อ” หมายความรวมถึง เช่า เช่าซื ้อ หรือได้มาไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยให้ ค่าตอบแทนเป็ นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น 3 พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทาสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยพ.ศ.2562 มาตรา 2 ใช้บังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจาฯ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 4 คฉ.ที่ 409/2564 ผู้รับซื ้อฝากฟ้ องผู้ขายฝากที่อยู่อาศัย เป็นคดี ผบ.โดยผลของ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการท าสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ2562 .ศ. เป็นคดี ผบ.ตาม ม.3 (4)
3 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร “ขาย” หมายความรวมถึง ให้เช่า ให้เช่าซื ้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็ นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนการเสนอหรือการชักชวนเพื่อการ ดังกล่าวด้วย “สินค้า” หมายความว่า สิ่งของที่ผลิตหรือมีไว้เพื่อขาย “บริการ” หมายความว่า การรับจัดท าการงาน การให้สิทธิใด ๆ หรือการให้ใช้หรือ ให้ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็ นเงินหรือผลประโยชน์อื่นแต่ไม่ รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน “ผลิต” หมายความว่า ท า ผสม ปรุง ประกอบ ประดิษฐ์ หรือแปรสภาพและ หมายความรวมถึงการเปลี่ยนรูป การดัดแปลง การคัดเลือก หรือการแบ่งบรรจุ “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้ซื ้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ซึ่ง ได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื ้อสินค้าหรือรับบริการ และหมายความ รวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็ นผู้เสียค่าตอบแทนก็ ตาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือน าเข้ามาใน ราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื ้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ ประกอบกิจการโฆษณาด้วย และตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ ปลอดภัย พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัตินิยามว่า “สินค้า” หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ทุกชนิดที่ผลิตหรือน าเข้าเพื่อขาย รวมทั ้ง ผลิตผลเกษตรกรรม และให้ หมายความรวมถึงกระแสไฟฟ้ า ยกเว้ นสินค้ าตามที่ก าหนดใน กฎกระทรวง5 “ผลิตผลเกษตรกรรม” หมายความว่า ผลิตผลอันเกิดจากเกษตรกรรมต่าง ๆ เช่น การท านา ท าไร่ ท าสวน เลี ้ยงสัตว์ เลี ้ยงสัตว์น ้า เลี ้ยงไหม เลี ้ยงครั่ง เพาะเห็ด แต่ไม่รวมถึงผลิตผล ที่เกิดจากธรรมชาติ 5 กฎกระทรวงก าหนดยา เครื่องมือแพทย์และผลิตผลเกษตรกรรมเป็นสินค้ายกเว้น
4 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร “ผลิต” หมายความว่า ท า ผสม ปรุง แต่ง ประกอบ ประดิษฐ์ แปรสภาพ เปลี่ยนรูป ดัดแปลง คัดเลือก แบ่งบรรจุ แช่เยือกแข็ง หรือฉายรังสี รวมถึงการกระท าใด ๆ ที่มีลักษณะท านอง เดียวกัน “ผู้เสียหาย” หมายความว่า ผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย “ความเสียหาย” หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไม่ว่า จะเป็ นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สิน ทั ้งนี ้ไม่รวมถึงความ เสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั ้น “ความเสียหายต่อจิตใจ” หมายความว่า ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความ หวาดกลัว ความวิตกกังวล ความเศร้ าโศกเสียใจ ความอับอาย หรือความเสียหายต่อจิตใจอย่าง อื่นที่มีลักษณะท านองเดียวกัน “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” หมายความว่า สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหาย ขึ ้นได้ไม่ว่าจะเป็ นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิตหรือการออกแบบ หรือไม่ได้ก าหนด วิธีใช้ วิธีเก็บรักษา ค าเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือก าหนดไว้แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจน ตามสมควร ทั ้งนี ้ โดยค านึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั ้งลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษา ตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้ “ขาย” หมายความว่า จ าหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และให้หมายความรวมถึงให้เช่า ให้เช่าซื ้อ จัดหา ตลอดจนเสนอ ชักชวน หรือน าออกแสดงเพื่อการ ดังกล่าว “น าเข้า” หมายความว่า น าหรือสั่งสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย “ผู้ประกอบการ” หมายความว่า (1) ผู้ผลิต หรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต (2) ผู้น าเข้า (3) ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้น าเข้าได้ (4) ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย ข้อความหรือแสดง ด้วยวิธีใด ๆ อันมีลักษณะที่จะท าให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็ นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้น าเข้า
5 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร หลักกฎหมายดังกล่าว เป็ นบทที่ใช้ในการวินิจฉัยว่าคดีใดเป็ นคดีผู้บริโภค หรือไม่ นับแต่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน คดีที่ส่งให้ ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนใหญ่เป็ นคดีพิพาทกันด้วยข้อพิพาททางแพ่ง เช่น การให้สินเชื่อ การจ้างท าของ การซื ้อขาย ส่วนคดีเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั ้น มีเป็ นส่วนน้อย เกณฑ ์ วนิิจฉัยท่ีสา คัญ คือ คดีท่ีจะเป็ นคดีผู้บริโภคต้อง 1) เป็ นคดีแพ่ง6 2) เป็ นคดีพิพาทกันระหว่างผู้บริโภค (หรือผู้มีอ านาจฟ้ องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 หรือตามกฎหมายอื่น) ฝ่ ายหนึ่ง กับผู้ประกอบธุรกิจอีกฝ่ ายหนึ่ง 3) ข้อพิพาทกันในคดีต้องเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภค สินค้าหรือบริการ ส าหรับคดีตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 (3) ที่ว่า “ คดี แพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (1) หรือ (2)” นั ้น มีข้อพึงสังเกตว่า แม้คดีลักษณะดังกล่าวจะเป็ น คดีผู้ บริโภค แต่คู่ความทุกรายในคดีอาจไม่เป็ นผู้บริโภคทั้งหมดก็ได้เพราะสถานะ ความเป็ นผ ้ ู บร ิโภคหร ื อไม่นัน้เป็ นสถานะเฉพาะบ ุ คคล ว่าบุคคลผู้นั ้นเป็ น ผู้บริโภคสินค้าหรือบริการหรือไม่ เช่น คฉ.ที่ 368/2564 ผู้ซื ้อที่ดินจัดสรร 7 ราย ร่วมกันฟ้ องผู้จัดสรรว่าไม่ท าตามโฆษณา วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 ถึง 7 เป็ นบุคคลธรรมดาจึงเป็ นผู้บริโภค คดีระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึง 7 และฝ่ าย จ าเลย เป็ นคดีผู้บริโภค ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็ นบริษัทจ ากัด ตั ้งขึ ้นเพื่อหาก าไร ซื ้อที่ดินเพื่อใช้ ประกอบธุรกิจ จึงไม่เป็ นผู้บริโภค แต่เมื่อฟ้ องรวมเป็ นคดีนี ้ ถือเป็ นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 (3) วินิจฉัยว่า คดีนีเ้ป็ นคดีผู้บริโภค แนวคิดในการวินิจฉัยคดี แนวคิดหรือทฤษฎีที่ยึดถือเป็ นหลักในการวินิจฉัยว่าคดีใดเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่นั ้น มีอยู่ 2 เกณฑ์ คือ เกณฑ์ผู้ใช้ทอดสุดท้าย (End User) และเกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม 6 คดีช านัญพิเศษไม่เป็นคดีแพ่ง จึงไม่อาจเป็นคดีผู้บริโภคได้ คฉ.113/2555 เช่นเดียวกับคดีไม่อยู่ในอ านาจศาลยุติธรรมเช่น คดีปกครอง ไม่เป็นคดีผู้บริโภค คฉ.352/2555
6 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร เกณฑ์ End User นั ้น พิจารณาว่า ผู้ใช้สินค้าหรือบริการเป็ นผู้ใช้ทอดสุดท้าย หรือไม่ เกณฑ์นี ้มีที่มาจากนิยาม “ ผู้บริโภค ” และ “ ผู้ประกอบธุรกิจ ” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง ผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้ซื ้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ซึ่ง ได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื ้อสินค้าหรือรับบริการ และหมายความ รวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็ นผู้เสียค่าตอบแทนก็ ตาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือน าเข้ามาใน ราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื ้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ ประกอบกิจการโฆษณาด้วย เกณฑ์ End User มีข้อดีคือ มีความชัดเจน บังคับใช้ง่าย เพราะเพียงพิจารณาว่า เป็ นผู้ใช้ทอดสุดท้ายหรือไม่ ก็วินิจฉัยความเป็ นผู้บริโภคได้ ดังค าวินิจฉัย คฉ.ที่ 145/2551 โจทก์ประกอบอาชีพทนายความและรับว่าความให้แก่จ าเลยทั ้ง สามโดยเรียกค่าจ้าง โจทก์จึงเป็ นผู้จัดท าการงานให้แก่จ าเลยทั ้งสาม โดยเรียกค่าตอบแทน ถือได้ ว่าโจทก์เป็ นผู้ให้บริการและเป็ นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจ าเลยทั ้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เป็ นทนายความ ว่าความให้ในคดีของตน จึงเป็ นผู้ได้รับบริการและเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 197/2551 โจทก์ท าสัญญาเป็ นสมาชิกของจ าเลยเพื่อรับบริการเข้าพักใน สถานตากอากาศในเครือจ าเลย โดยเสียค่าสมาชิกเป็ นการตอบแทน จึงถือว่าโจทก์เป็ นผู้ใช้บริการ และเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 100/2553 โจทก์ซื ้อพันธุ์ข้าวไปปลูกฟ้ องว่าได้รับความเสียหายเนื่องจากพันธุ์ ข้าวได้ผลผลิตต ่าน าไปขายได้เงินน้อย ข้าวที่น าไปขายนั ้นเป็ นผลผลิตจากการเพาะปลูก โจทก์มิได้ น าพันธุ์ข้าวที่ซื ้อจากจ าเลยทั ้งสองไปขายต่อโดยตรง กรณีจึงเป็ นการซื ้อพันธุ์ข้าวไปใช้ในการท านา ตามปกติ ถือได้ว่าโจทก์เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 74/2554 โจทก์เปิ ดบัญชีซื ้อขายหุ้นกับจ าเลยที่ 1ถือว่าโจทก์เป็ นผู้ได้รับบริการ และเป็ นผู้บริโภค
7 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร คฉ.ที่ 100/2556 โจทก์ซึ่งเป็ นผู้ซื ้อและเป็ นผู้รับบริการหลังการขายนั ้น กรณีเป็ นการซื ้อ เครื่องปรับอากาศไปใช้ในห้องนอนอันเป็ นการใช้สอยเพื่อตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 356/2563 บุคคลธรรมดาเช่าห้องชุดเพื่ออยู่อาศัย ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์ โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จึงอยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 167/2564 โจทก์ขอสินเชื่อเพอร์ซันนัลแคชจากธนาคาร ไม่ปรากฏว่าแสวง ประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่งโจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 120/2565 โจทก์ซื ้อห้องชุด 2 ห้อง ต่อจากผู้ซื ้อเดิมโดยจ าเลยเจ้าของ โครงการรับทราบยินยอม โจทก์เป็ นบุคคลธรรมดา รับโอนห้องชุดเพียง 2 ห้อง ไม่ปรากฏว่าแสวง ประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่งโจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค แต่การยึดถือหลัก End User เคร่งครัดเกินไป มีข้อเสีย คือ ส่งผลให้ผู้ประกอบ ธุรกิจที่ไม่ขาดอ านาจต่อรอง แต่มีฐานะเป็ นผู้ใช้ทอดสุดท้าย มีฐานะเป็ นผู้บริโภคไปด้วย เช่น คฉ.ที่ 120/2551 จ าเลยซื ้อน ้ามันดีเซลไปจากโจทก์ แม้ จะปรากฏว่าจ าเลย ประกอบกิจการจ าหน่ายหิน ดิน ทราย วัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าน ้ามันที่ ซื ้อไปนั ้นถูกใช้เป็ นส่วนหนึ่งของสินค้าหรือบริการที่จ าเลยขายหรือท าให้แก่ลูกค้า กรณีจึงเป็ นการ ซื ้อน ้ามันไปใช้สอยในกิจการตามปกติ จ าเลยจึงเป็ นผู้ซื ้อและผู้บริโภค คฉ.ที่ 179/2551 โจทก์ได้ยื่นขอกู้เงินจากธนาคารจ าเลยวงเงิน 24,000,000 บาท เพื่อน าไปก่อสร้างโรงงาน ซื ้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในธุรกิจน ้าแข็ง โจทก์จึงเป็ นลูกค้าของจ าเลย โดยกู้เงินและต้องเสียดอกเบี ้ยเป็ นการตอบแทน โจทก์จึงเป็ นผู้ได้รับบริการและเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 26/2552 ห้างจ าเลยที่ 1 ซื ้อสินค้าประเภทเหล็กจากโจทก์ไปเพื่อใช้สร้ างเป็ น โครงสร้างในการยึดเครื่องจักรและใช้ในโรงงานของตน จึงเป็ นการซื ้อมาเพื่อใช้สอยตามปกติในการ ประกอบกิจการ โดยจ าเลยที่ 1 เป็ นผู้ใช้ประโยชน์จากสินค้านั ้น มิใช่สินค้าที่ซื ้อมาเพื่อใช้ผลิตสินค้า ของจ าเลยที่ 1โดยตรง ถือได้ว่าจ าเลยที่ 1 เป็ นผู้ซื ้อและเป็ นผู้บริโภค
8 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร คฉ.ที่ 155/2552 ธนาคารโจทก์ให้สินเชื่อเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่นิติบุคคลจ าเลยที่ 1 โดยเรียกดอกเบี ้ย และค่าธรรมเนียมจากจ าเลยที่ 1 เป็ นการตอบแทน ถือว่าโจทก์เป็ นผู้ให้บริการ จ าเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ที่จะเกิดขึ ้นจากสินเชื่อถือได้ว่าได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินอย่างหนึ่ง จ าเลยที่ 1 เป็ น ผู้ได้รับบริการและเป็ นผู้บริโภค เกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม เมื่อการยึดถือหลักคิด เกณฑ์ End User เพียงเกณฑ์เดียว อาจส่งผลให้การ วินิจฉัยคดีผิดเพี ้ยนจากความจริง โดยผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้สินค้าหรือบริการทอดสุดท้าย มีฐานะ เป็ นผู้บริโภคไปด้วย จึงเกิดแนวทางวินิจฉัยคดีที่เรียกว่า เกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม ขึ ้น เพื่ออุดช่องว่างของหลัก End User โดยมีที่มาจากนิยาม “ ผู้ประกอบธุรกิจ ” ซึ่งหมายรวมถึง ผู้ซื ้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า ซึ่งก็คือการหาประโยชน์จากสินค้าหรือบริการที่ได้รับต่อไป เกณฑ์ วัตถุประสงค์ของนิติกรรม จึงพิจารณาจากการที่ผู้ซื ้อสินค้าน าสินค้าไปจ าหน่าย จ่าย โอนต่อ ด้วยวิธีการใดที่มีลักษณะส่อไปในเชิงธุรกิจ หรือมีการหาประโยชน์โดยตรงในทางธุรกิจต่อไปอีก ทอดหนึ่งหรือหลายทอด แนววินิจฉัยคดีของประธานศาลอุทธรณ์จะถือว่า ผู้นั ้นไม่ใช่ผู้บริโภค มีผล ให้คดีไม่เป็ นคดีผู้บริโภคได้ดังตัวอย่างค าวินิจฉัย คฉ.ที่ 63/2552 จ าเลยจ้างโจทก์ผลิตซองลามิเนต จ าเลยย่อมเป็ นผู้ได้รับบริการ จากโจทก์ ทั ้งจ าเลยได้เสียเงินค่าว่าจ้างแก่โจทก์เป็ นค่าตอบแทน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจ าเลยมี วัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิตและขายส่งแป้ ง ซองลามิเนตที่จ าเลยว่าจ้างโจทก์ผลิตนั ้นจ าเลย น าไปใช้บรรจุสินค้าของจ าเลยคือแป้ งสาลีตรากระทิง ฟ้า เพื่อน าไปจ าหน่ายแก่ลูกค้า โดยสินค้า ของจ าเลยทุกชิ ้นต้องจ าหน่ายไปพร้อมกับซองที่โจทก์ผลิต จึงเป็ นการด าเนินกิจการในทางการค้า ตามวัตถุประสงค์ของตน ถือได้ว่าจ าเลยว่าจ้างให้โจทก์ผลิตสินค้าเพื่อน าไปขายต่อ จ าเลยจึงอยู่ ในฐานะเป็ นผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ใช่ผู้บริโภค คฉ.ที่ 194/2552 จ าเลยแม้เป็ นผู้ซื ้อเสาเข็มคอนกรีตจากโจทก์ แต่ปรากฏตาม หนังสือรับรองความเป็ นนิติบุคคลของจ าเลยว่าจ าเลยประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้างและรับเหมา
9 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ก่อสร้ างอาคารและสิ่งปลูกสร้ างต่างๆ การซื ้อสินค้าของจ าเลยจึงมีลักษณะซื ้อไปเพื่อจ าหน่าย ให้แก่บุคคลอื่นอีกต่อหนึ่ง จ าเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ใช่ผู้บริโภค คฉ. ที่ 29/2553 จ าเลยเป็ นนิติบุคคลประกอบกิจการตั ้งโรงงานผลิตและรับจ้างผลิต เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือเครื่องใช้ และสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้หรือท าจากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หาก จ าเลยซื ้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้ องซึ่งเป็ นอะไหล่และอุปกรณ์ประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์จาก โจทก์ มีมูลค่าสูงถึง 379,181.25 บาท ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจ าเลยตั ้งใจจะน าไปใช้ในกิจการ ของจ าเลย ส าหรับผลิตสินค้าออกจ าหน่ายต่อไป อันเป็ นการแสวงหาก าไรทางธุรกิจจากสินค้าที่ซื ้อ มาอีกต่อหนึ่ง มิใช่ซื ้อมาเพื่อใช้สอยเอง จ าเลยไม่เป็ นผู้บริโภค กรณีซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้าหรือบริการ รวมถึงการให้เช่า เช่าซื้อ หรือแสวง ประโยชน์ทางธุรกิจต่อไปไม่ว่าประการใด เช่น คฉ.ที่ 163/2555 จ าเลยท าสัญญาเช่าที่ดินพิพาทรวมกับที่ดินอื่นอีก 4 แปลง เพื่อ ลงทุนประกอบกิจการหลายอย่างซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง จ าเลยจึงต้องหาผู้ร่วมลงทุนทั ้งในรูปแบบ การร่วมทุนและแบ่งเช่าที่ดิน ดังนี ้ จ าเลยจึงมิได้ใช้สอยที่ดินเพื่อตนแต่ได้แสวงประโยชน์โดยตรง ทางธุรกิจจากที่ดินที่เช่าอีกต่อหนึ่งจ าเลยไม่เป็ นผู้บริโภค คฉ. ที่ 183/2555 โจทก์ทั ้งสองเป็ นชาวต่างชาติซื ้อห้องชุดจากจ าเลยรวม 7 ห้อง ซึ่ง มากเกินกว่าที่โจทก์ทั ้งสองใช้อยู่อาศัย โดยโจทก์ทั ้งสองไม่ได้แสดงหลักฐานว่าซื ้อห้องชุดเพื่อการ ใด เมื่อโจทก์ทั ้งสองได้รับส าเนาค าร้องขอให้วินิจฉัยคดีแล้วไม่คัดค้าน พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุ ให้เชื่อได้ตามค าร้ องว่า โจทก์ทั ้งสองซื ้อห้องชุดจ านวนมากเพื่อขายหรือให้เช่า ซึ่งเป็ นการแสวง ประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดนั ้นอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั ้งสองจึงไม่อยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 18/2561 จ าเลยที่ 1 เช่าซื ้อรถยนต์บรรทุกจากโจทก์เพื่อน าไปใช้รับจ้างขนส่ง น ้ามันตามทางการค้าปกติของตน อันเป็ นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากรถยนต์บรรทุกที่เช่า ซื ้อ จ าเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่กรณีการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็ นสถานที่ประกอบการค้า ไม่ได้ให้ เช่าช่วงพื้นที่หรือหาประโยชน์อื่นจากพื้นที่ ถือว่าเป็ นการใช้ประโยชน์ตามปกติของการ เช่ามาเพื่อใช้สอย ไม่ถือเป็ นการหาประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากพื้นที่เช่านั้น เช่น
10 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร คฉ. ที่ 52/2562 แม้โจทก์จะใช้อาคารพาณิชย์ที่เช่าช่วงเพื่อเปิ ดเป็ นร้านค้าก็เป็ นการใช้ ประโยชน์ด้วยตนเองตามปกติ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภค คฉ. ที่ 86/2562 จ าเลยซึ่งเป็ นผู้ เช่าและอยู่ในฐานะผู้ ซื ้อตาม พระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 ที่ว่าการซื ้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่า ด้วย เห็นว่า แม้จ าเลยจะเช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์เพื่อประกอบกิจการซ่อมรถจักรยานยนต์ ก็เป็ น การใช้ประโยชน์จากทรัพย์ที่เช่าด้วยตนเองตามปกติในการประกอบอาชีพ จ าเลยจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภค คฉ.ที่ 222/2563 จ าเลยทั ้งสองเป็ นผู้เช่าซื ้อและอยู่ในฐานะผู้ซื ้อได้เช่าซื ้อรถยนต์ นั่งสองตอนท้ายบรรทุกจากโจทก์นั ้น ไม่ปรากฏว่าได้แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากรถยนต์ ที่เช่าซื ้อ จ าเลยทั ้งสองจึงเป็ นผู้บริโภค หรือกรณีการซื้อห้องชุด ก็มีเกณฑ์วินิจฉัยคดีต่อมาว่า หากซื้อไม่มากห้อง แม้ซือ้เพ่ือให้นักท่องเท่ยีวเช่า กย ็ังเป็ นผู้บริโภค เช่น คฉ.ที่ 104/2565 โจทก์เป็ นบุคคลธรรมดาท าสัญญาจะซื ้อห้องชุดเพียง ๒ ห้อง การใช้ห้องชุดเพื่ออยู่อาศัยให้เช่า หรือหาผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างที่โจทก์ไม่ได้อยู่อาศัยเป็ น เรื่องของการใช้ประโยชน์ในห้องชุด เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดนั ้น ค าวินิจฉัยเรื่องห้องชุดที่ผู้ซื ้อซื ้อไม่มากห้องและให้เช่าแต่มีฐานะเป็ นผู้บริโภค ยังมี อีกมาก เช่น ซื ้อ 1 ห้อง คฉ.ที่ 17/2565 คฉ.ที่ 138/2565 คฉ.ที่ 139/2565 หรือซื ้อ 2 ห้อง คฉ.ที่ 26/2565 คฉ.ที่ 150/2565 คฉ.ที่ 300/2565 หรือแม้ผู้ซื ้อ 2 ห้อง แล้วขายต่อให้ผู้ซื ้ออื่นซึ่งซื ้อไว้แล้ว 2 ห้อง ก็มีค าวินิจฉัยว่า ... เมื่อไม่ปรากฏว่าการขายต่อเป็ นปกติธุระทางการค้า ผู้ซื ้อแล้วขายต่อนั ้นก็ยังเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 235/3565
11 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ข้อดี ข้อเสียของเกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม เกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม มี ข้อดีคือ จ ากัดวงผู้บริโภคให้แคบเฉพาะ ผู้บริโภคสินค้าหรือบริการที่ไม่ใช่เพื่อการค้า แต่ก็มี ข้อเสีย เพราะผู้ขาดอ านาจต่อรองบางกลุ่ม เช่น หาบเร่ แผงลอยหรือร้านค้าเล็ก ๆ ซึ่งซื ้อสินค้าเพื่อขายต่อ หรือธุรกิจ SME จะเข้าเกณฑ์เป็ น ผู้ประกอบธุรกิจไปด้วย การใช้ เกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรม จึงมีข้อยกเว้น ส าหรับ ผู้ค้าขายหรือผู้ประกอบกจิการเล็กน้อยรายย่อย ซึ่งเป็ นผู้ขาดอ านาจต่อรองในท านองเดียวกับ ผู้บริโภคแท้ ๆ ทั่วไปเช่นกัน ดังค าวินิจฉัย คฉ.ที่ 12/2562 จ าเลยที่ 1 เป็ นบุคคลธรรมดาและรถบรรทุกส่วนบุคคลที่เช่าซื ้อเป็ นรถ เก่า พฤติการณ์ส่อแสดงว่า จ าเลยที่ 1 เช่าซื ้อรถบรรทุกส่วนบุคคลดังกล่าวไปใช้ในการประกอบอาชีพ เพื่อด ารงชีพ มิใช่เป็ นการประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ จ าเลยที่ 1 จึงเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 73/2562 จ าเลยซึ่งเป็ นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั ้น เห็นว่า จ าเลยเป็ น บุคคลธรรมดา แม้จะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมท าหนังสือค ้าประกันการช าระ หนี ้ แต่เงินกู้ทั ้งสองประเภทมีจ านวนไม่มากและไม่ปรากฏว่าจ าเลยประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ พฤติการณ์แห่งคดีในชั ้นนี ้ฟังไม่ได้ว่า จ าเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ที่ได้รับจาก โจทก์ จ าเลยจึงอยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 78682562 จ าเลยเป็ นบุคคลธรรมดาขอสินเชื่อจากโจทก์ซึ่งเป็ นสถาบัน การเงิน แม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินระบุว่าน าเงินที่ได้รับจากโจทก์เพื่อไปใช้เป็ น ทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ แต่ไม่ปรากฏว่าจ าเลยประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ และสัญญากู้เงิน ส่วนหนึ่งระบุว่าเป็ นสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและตกแต่งบ้าน พฤติการณ์แห่งคดีในชั ้นนี ้ฟังไม่ได้ว่า จ าเลย แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากสินเชื่อที่ได้รับจากโจทก์ จ าเลยจึงเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่6/2563 จ าเลยที่ 1 ซึ่งเป็ นผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั ้น เห็นว่า จ าเลยที่ 1 เป็ นบุคคลธรรมดาท าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ซึ่งเป็ นสถาบันการเงิน แม้จะน าเงินไปใช้ในธุรกิจการค้าเหล็กโครงสร้างและเหล็กรูปพรรณ แต่ไม่ปรากฏว่าเป็ นกิจการค้า
12 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ขนาดใหญ่ พฤติการณ์แห่งคดีในชั ้นนี ้ฟังไม่ได้ว่า จ าเลยที่ 1 แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจาก สินเชื่อที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จ าเลยที่ 1 จึงเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 620/2563 จ าเลยท าสัญญาเช่าพื ้นที่ชั ้นสอง 2 ห้อง พร้ อมสัญญาบริการภายใน ศูนย์การค้าเห็นว่า จ าเลยเป็ นบุคคลธรรมดา แม้จะเช่าพื ้นที่และรับบริการจากโจทก์เพื่อประกอบกิจการ ค้าก็เป็ นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์ที่เช่าด้วยตนเองในการประกอบอาชีพและไม่ปรากฏว่าเป็ น กิจการขนาดใหญ่ จ าเลยจึงเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 380/2564 สามีภริยาประกอบกิจการฟาร์มเลี ้ยงไก่ ภริยาจ้างห้างหุ้นส่วน จ ากัดก่อสร้างโรงเลี ้ยง ราคา 3,500,000 บาท มีลักษณะเป็ นการใช้ในการประกอบอาชีพเพื่อด ารง ชีพและไม่ปรากฏว่าเป็ นกิจการค้าขนาดใหญ่ ภริยาอยู่ในฐานะผู้บริโภค ส่วนจ าเลยที่ 2ซึ่ง หจก. ฟ้ องให้ร่วมรับผิดในฐานะสามี ถือเป็ นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็ นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3(3) คฉ.ที่ 414/2564 เกษตรกรประกอบกิจการฟาร์มเลี ้ยงสุกร บริษัทจ ากัดขายลูกสุกร อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ให้เกษตรกรรับไปเลี ้ยงเมื่อโตได้ขนาดต้องขายคืนบริษัท มีลักษณะเป็ น การประกอบอาชีพเพื่อด ารงชีพของเกษตรกรเกษตรกรจึงอยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 241/2565 เช่าซื ้อแท็กซี่ใช้ในการรับจ้างสาธารณะ เป็ นการใช้สอยด้วยตนเอง ในการประกอบอาชีพเพื่อด ารงชีพ เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 242/2565 บุคคลธรรมดาเช่าซื ้อเครื่องจักรใช้ตัดเหล็กเป็ นรูปทรงตามค าสั่ง ลูกค้า เป็ นการใช้ทรัพย์ที่เช่าซื ้อด้วยตนเองในการประกอบอาชีพเพื่อด ารงชีพและไม่ปรากฏว่า เป็ นกิจการค้าขนาดใหญ่ จึงเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 455/2565 บุคคลธรรมดาเช่าซื ้อรถยนต์หัวลากเพื่อน าไปใช้ในการประกอบ อาชีพเพื่อด ารงชีพและไม่ปรากฏว่าเป็ นกิจการค้าขนาดใหญ่จึงเป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 744/2565 บุคคลธรรมดาซื ้อโดรนเพื่อใช้บินรับจ้างฉีดพ่นปุ๋ ยหรือยาก าจัด วัชพืช ก็เป็ นการใช้ประโยชน์ด้วยตนเองในการประกอบอาชีพเพื่อด ารงชีพและไม่ปรากฏว่าเป็ นกิจการ ค้าขนาดใหญ่ จึงเป็ นผู้บริโภค
13 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยว่าเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่เป็ นการวินิจฉัย ข้อเท็จจริงเป็ นรายคดีหากมีข้อเท็จจริงว่าไม่น่าจะเป็ นการด าเนินการเพื่อด ารงชีพ แม้เป็ นบุคคล ธรรมดา ก็เคยวินิจฉัยว่าไม่เป็ นผู้บริโภค เช่น คฉ.ที่ 554/2564 จ าเลยท าสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับรวม 50,000,000 บาท แม้เป็ น บุคคลธรรมดา แต่ท าสัญญากู้ยืมเงินจ านวนมากเกินความจ าเป็ นในการน าไปใช้ประกอบอาชีพ เพื่อเลี ้ยงชีพ พฤติการณ์เชื่อได้ว่าจ าเลยน าเงินกู้ที่ได้รับไปแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อ หนึ่ง ไม่เป็ นผู้บริโภค แนวทางกฎหมายต่างประเทศ USA : The Consumer Legal Remedies Act : California Civil Code 552750- 1784 Business and Profession Code Section 300-303 (Consumer Affairs Act) Consumer means an individual who seeks or acquires, by purchase or lease, any goods or services for personal, family or household purpose. หลักเกณฑ์ : ต้องน าสินค้า/บริการไปใช้สอยส่วนตัว ในครอบครัว หรือในครัวเรือน เท่านั ้น หากใช้ในทางการค้า แม้ไม่ได้น าไปขายหรือให้บริการต่อแก่ผู้อื่นโดยตรง ก็ไม่เป็ นผู้บริโภค Europe: Directive 2005/29/EC of the European Parliament and the Council of 11 May 2005 concerning unfair business to consumer commercial practices in the internal marker amending Council Directive 84/450/EEC, Directive 97/7/EC, 98/27/EC and 2002/65/EC of the European Parliament and of the Council and Regulation(EC) No. 2006/2004 of the European Parliament and of the Council (‘Unfair Commercial Practices Directive’) Article 2 (a) :Consumer means any natural person who, in commercial practices covered by this Directive, is acting for purposes which are outside his trade, business, craft or professionหรือใน Consumer Credit Directive /2008/48/EC นิยามใน Article 3 ท านองเดียวกันว่า
14 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร Consumer means any natural person who, in transactions cover by this Directive, is acting for purposes which are outside his trade, business, or profession และใน Council Directive 93/13/EEC of 5 April 1993 on unfair terms in consumer contracts ใช้แนวคิดอย่างเดียวกันในการพิจารณาว่าใครคือผู้บริโภค ดังปรากฏตาม Article 2 (b) : Consumer means any natural person who, in contracts covered by this Directive, is acting for purposes which are outside his trade, business, or profession Japan:The Consumer Contract Act 2001, Article 2 : Consumer means individuals (however, the same shall not apply in cases where said individual becomes a party to a contract as a business or for the purpose of business โดยสรุป ตามกฎหมายต่างประเทศ มุ่งคุ้มครองบุคคลธรรมดาผู้ซือ้สนิค้า/ บริการ โดยไม่ได้มุ่งน าไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า น ิ ตบ ิ ุ คคลเป็ นผ ้ ู บร ิโภคได ้ หร ื อไม่ เดิมแนววินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ คงยึดหลัก เกณฑ์ผู้ใช้ทอดสุดท้าย (End User) และเกณฑ์วัตถุประสงค์ของนิติกรรมโดยมีข้อยกเว้นส าหรับผู้ค้าขายเล ็ กน้อย รายย่อย ซ่งึเป็ นผู้ขาดอา นาจต่อรองดังกล่าวมา โดยไม่ค านึงว่า ผู้ซื ้อหรือผู้รับบริการนั ้นจะเป็ น นิติบุคคลหรือไม่ ดังตัวอย่างค าวินิจฉัย คฉ.ที่ 55/2551 บริษัทจ าเลยที่ 1 ได้ท าสัญญาแฟ็ กเตอริงกับโจทก์ โดยน าสิทธิเรียกร้อง ในหนี ้อันเกิดจากการรับจ้างท าของที่มีอยู่กับลูกค้าของจ าเลยที่ 1 มาโอนแก่โจทก์และได้รับเงินจ่าย ล่วงหน้าไปจากโจทก์ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์แล้ว จ าเลยที่ 1 จึงเป็ นลูกค้าผู้ใช้บริการจากโจทก์และ เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 256/2552 บริษัทโจทก์เป็ นลูกค้ากู้ยืม เบิกเงินเกินบัญชี และตั๋วเงินสินเชื่อของ ธนาคารจ าเลย จึงถือว่าโจทก์เป็ นผู้ได้รับบริการและเป็ นผู้บริโภค
15 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร คฉ.ที่ 328/2552 บริษัทจ าเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ติดตั ้งราวสแตนเลสกันตกและ บันไดของอาคาร “เอ” ในโครงการ “ เดอะพาซิโอ” ของจ าเลยถือได้ว่าจ าเลยเป็ นผู้ใช้บริการและ เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 190/2556 บริษัทจ าเลยท าสัญญาจองพื ้นที่เช่าและบริการกับโจทก์เพื่อเช่า ศูนย์การค้ า 2 ห้ อง ใช้ประกอบธุรกิจความงามและสปาก็เป็ นเพียงการใช้ สถานที่เช่าอย่าง ปัจจัยพื ้นฐานในการประกอบธุรกิจ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็ นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากพื ้นที่ เช่าอีกต่อหนึ่ง กรณีเป็ นการใช้สอยทรัพย์ที่เช่าตามปกติวิสัยของการเช่า จ าเลยจึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจ แต่อยู่ในฐานะเป็ นผู้บริโภค แนวทางวินิจฉัยในปัจจุบันกรณีนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม แนวทางวินิจฉัยคดีในปัจจุบัน ได้ค านึงถึงหลักเกณฑ์ตามแนวทาง ของต่างประเทศ โดยถือว่า นิติบุคคล เช่น บริษัทจ ากัด บริษัทมหาชนจ ากัด ห้างหุ้นส่วนจ ากัด ตั้งขึ้นเพื่อหาก าไรตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ จึงย่อม เป็ นไปเพื่อการค้าตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้น ไม่เข้าเกณฑ์เป็ นผู้บริโภค ดังตัวอย่างค า วินิจฉัย คฉ.ที่ 69/2562 จ าเลยที่ 1 เป็ นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจ ากัด จัดตั ้งขึ ้นเพื่อ ประกอบการค้าแสวงหาก าไร จ าเลยที่ 1 ท าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์เพื่อน าไปใช้เป็ น ทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็ นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากสินเชื่อที่ ได้รับจากโจทก์ จ าเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภค คฉ.ที่ 122/2562 บริษัทจ าเลยเช่ารถยนต์จากโจทก์เพื่อน าไปใช้เป็ นรถประจ าต าแหน่ง ของผู้บริหาร อันเป็ นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จ าเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค คฉ.ที่ 128/2562 จ าเลยที่ 1 เป็ นนิติบุคคลประเภทบริษัทจ ากัด จัดตั ้งขึ ้นเพื่อ ประกอบการค้าแสวงหาก าไร จ าเลยที่ 1 ขอสินเชื่อหลายประเภทจากโจทก์เพื่อน าไปใช้เป็ นทุน หมุนเวียนในการประกอบกิจการค้า อันเป็ นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จ าเลย ที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภค
16 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร คฉ.ที่ 3/2563 โจทก์เป็ นนิติบุคคลประเภทบริษัทจ ากัด จัดตั ้งขึ ้นเพื่อประกอบการค้า แสวงหาก าไร โจทก์สั่งซื ้อสินค้าประเภทแผ่นพื ้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อส าเร็จรูปเพื่อ น าไปใช้กิจการรับเหมาก่อสร้ างของโจทก์ อันเป็ นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค คฉ.ที่ 342/2563 จ าเลยที่ 1 เป็ นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจ ากัด จัดตั ้งขึ ้นเพื่อ ประกอบการค้าแสวงหาก าไร จ าเลยที่ 1 โดยจ าเลยที่ 2 ซึ่งเป็ นหุ้นส่วนผู้จัดการท าสัญญาเช่าซื ้อ รถยนต์จากโจทก์เพื่อน าไปใช้ในกิจการขนส่งสินค้า อันเป็ นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจ จากรถยนต์ที่เช่าซื ้ออีกต่อหนึ่ง จ าเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภค คฉ.ที่ 617/2563 จ าเลยซึ่งเป็ นผู้ซื ้อและอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั ้น เป็ นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจ ากัด จัดตั ้งขึ ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหาก าไร จ าเลยสั่งซื ้อสินค้าจากโจทก์ และ ว่าจ้างโจทก์ติดตั ้งและซ่อมบ ารุงเครื่องมือและเครื่องจักรในโรงงานผลิตเอทานอลของจ าเลย อันเป็ นการ แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จ าเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค และยังมีค าวินิจฉัยอีกมากในปัจจุบันที่ถือเอาสถานะความเป็ นนิติบุคคล เป็ นเหตุหลักในการวินิจฉัยว่าไม่เป็ นคดีผู้บริโภค โดยถือว่านิติบุคคลตั ้งขึ ้นเพื่อแสวงหาก าไร การกระท าของนิติบุคคลไม่ว่าจะเป็ น บริษัทจ ากัด (บจ.) บริษัทมหาชนจ ากัด (บมจ.) หรือห้าง หุ้นส่วนจ ากัด (หจก.) ถือเป็ นการด าเนินการเพื่อแสวงประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น คฉ.ที่ 10/2565 บจ.จ้างผู้ให้บริการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวโดย บจ.เป็ นผู้ช าระ ค่าบริการเพื่อให้กรรมการผู้มีอ านาจ 2 คน กับผู้มีชื่อ 2 คน เป็ นผู้เดินทางบจ.ไม่เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 106/2565 บจ.เช่าซื ้อรถยนต์เพื่อให้ผู้บริหารใช้ บจ.ไม่เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 208/2565 บจ.ถูกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฟ้ องเรียกค่าส่วนกลาง โดย บจ. เป็ นเจ้าของที่ดินและบ้าน 9แปลง ในหมู่บ้านจัดสรร เป็ นการถือครองเพื่อประโยชน์ในธุรกิจ บจ.ไม่ เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 312/2565 บจ.ขอเปิ ดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จ านวน 2 หมายเลข จากผู้ ให้บริการเพื่อน าไปใช้ในกิจการของตน บจ.ไม่เป็ นผู้บริโภค
17 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร คฉ.ที่ 452/2565 บจ.ท าสัญญาขอสินเชื่อหมุนเวียนจากธนาคาร เป็ นการน าไปใช้ ในการประกอบกิจการ บจ.ไม่เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 558/2565 บจ.(ประกอบกิจการที่ปรึกษากฎหมาย) จ้างสร้างสระว่ายน ้าราคา กว่า 600,000 บาท เมื่อ บจ.ตั ้งขึ ้นเพื่อแสวงหาก าไร การจ้างย่อมเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ บจ.ไม่ เป็ นผู้บริโภค คฉ.ที่ 640/2565 บจ.กู้เงินธนาคารเพื่อเป็ นทุนหมุนเวียนบจ.ไม่เป็ นผู้บริโภค นิตบิุคคลประเภทมูลนิธิ แต่หากนิติบุคคลนั้นไม่ใช่ บจ. บมจ. หรือ หจก. หรือห้างหุ้นส่วน ประเภทอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งตามที่จดทะเบียนเพื่อประกอบการค้าหาก าไร เช่น ม ู ลน ิ ธ ิ แม้เป็ นนิติบุคคลกเ ็ป็ นผู้บริโภคได้เช่น คฉ.ที่ 760/2565 มูลนิธิท าสัญญาใช้พื ้นที่โดยเสียค่าบริการรายเดือนแก่เจ้าของที่ ไม่ปรากฏว่าเป็ นการกระท าเพื่อแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง มูลนิธิเป็ นผู้บริโภค หากมูลนิธิเป็ นฝ่ายผู้ประกอบการหรือให้บริการ ถ้าไม่ปรากฏว่าเป็ นการ กระทา ท่ีเป็ นปกติธุระในเชิงธุรกิจหรือทางการค้าปกติมูลนิธิก ็ไม่จัดเข้าเป็ นผู้ประกอบ ธุรกิจ เช่น คฉ.ที่ 179/2563 มูลนิธิมีวัตถุประสงค์เก็บดอกผลแห่งทรัพย์สินมาประกอบและ บ าเพ็ญการกุศลในทางพุทธศาสนา บ ารุงการศึกษา ช่วยเหลือการฌาปนกิจและการกุศลอื่น ๆมูลนิธิ ให้ผู้ประกอบกิจการเช่าทางออกที่เป็ นถนนส่วนบุคคลอันเป็ นทรัพย์สินของมูลนิธิ ไม่ปรากฏว่าให้เช่า เพื่อประโยชน์ในทางการค้ าหรือแสวงหาก าไร ฟั งไม่ได้ ว่าให้ เช่าที่ดินโดยเรียกค่าเช่าเป็ น ค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน มูลนิธิไม่เป็ นผู้ประกอบธุรกจิ กา หนดเวลาขอชี ข้าดปัญหาว่าเป็ นคด ี ผ ้ ู บร ิโภคหร ื อไม่
18 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ก าหนดเวลาที่จะขอชี ้ขาดถูกก าหนดในมาตรา 8 วรรคสอง ว่า หากคดีนั ้นฟ้ องเป็ น คดีแพ่ง จะขอได้อย่างช้าภายในวันชี้สองสถาน ถ้าคดีนั ้นไม่มีการชี ้สองสถาน ก็ขอได้อย่างช้า ภายในวันสืบพยาน หากคดีนั ้นฟ้ องเป็ นคดีผู้บริโภค จะขอได้อย่างช้าภายในวันนัดพิจารณา (มาตรา 24 : เพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยาน) ถ้าเกินก าหนดดังกล่าว จะขอชี ้ขาดไม่ได้ ก าหนดระยะเวลาขอวินิจฉัยปัญหาดังที่บัญญัติตามมาตรา 8 วรรคสอง กรณีคดี แพ่งนับว่ามีความชัดเจนและไม่ค่อยเป็ นปัญหาแก่ผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็ นการก าหนดเอา กระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็ นตัวชี ้วัด ความหมายของวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยาน ในคดีแพ่งมีความชัดเจนที่นักกฎหมายทั่วไปเข้ าใจกันเป็ นอย่างดีว่า เป็ นวันที่ศาลได้ด าเนิน กระบวนพิจารณานั ้นจริง มิใช่วันที่นัดแล้วแต่เลื่อนคดีไป7 และวันสืบพยานหมายถึงวันที่ศาล เริ่มต้นท าการสืบพยาน ส่วนวันที่ศาลนัดสืบพยานหลังจากนั ้น แม้มีการสืบพยานก็ไม่ใช่วันเริ่มต้น สืบพยาน8 แม้เกณฑ์ในคดีแพ่งมีความชัดเจนแก่การท าความเข้าใจดังกล่าว ก็ยังมีคดีที่ศาลรับ ฟ้ องเป็ นคดีแพ่งที่ส่งให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาเมื่อล่วงเลยวันชี ้สองสถาน (กรณีเป็นคดี ที่มีการชี้สองสถาน) หรือเมื่อล่วงเลยวันสืบพยานอยู่บ้าง เช่น ขอเมื่อสืบพยานโจทก์กับจ าเลยเสร็จ แล้ว (คฉ.ที่ 21/2554) หรือสืบพยานโจทก์แล้ว (คฉ.ที่ 408/2554 คฉ.ที่ 158/2557) ซึ่งประธาน ศาลอุทธรณ์ไม่อาจรับวินิจฉัยคดีได้ ส่วนก าหนดระยะเวลาขอวินิจฉัยปัญหาตามมาตรา 8 วรรคสอง ในกรณีที่โจทก์ฟ้ อง เป็ นคดีผู้บริโภค ที่ก าหนดให้ขออย่างช้าใน วันนัดพิจารณา นั ้น จากบรรดาคดีที่ส่งให้ประธาน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และเข้าเกณฑ์เป็ นกรณีไม่อาจรับวินิจฉัยให้เพราะล่วงเลยก าหนดระยะเวลา พบว่ามีจ านวนมาก แสดงว่าผู้เกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจชัดเจนในเกณฑ์ระยะเวลาที่ถือวันนัดพิจารณา ว่ามีความหมายเช่นไร การส่งคดีที่เกินก าหนดระยะเวลาไปขอรับการวินิจฉัยเช่นนี ้ ย่อมท าให้การ พิจารณาคดีของศาลชั ้นต้นล่าช้าโดยไม่จ าเป็ น และเมื่อคดีต้องห้ามที่จะรับวินิจฉัยเพราะยื่นเกิน ก าหนดก็อาจส่งผลต่อการใช้วิธีพิจารณาความผิดประเภทแก่คดี ซึ่งในบางกรณีอาจก่อให้เกิด ความไม่เป็ นธรรมในคดีเกิดขึ ้นได้ เช่น การขาดนัดยื่นค าให้การ หรือการก าหนดภาระการพิสูจน์ 7 ป.วิ.พ.ม.182 ม.183 ฎีกา 5600/2548 8 ป.วิ.พ.ม1.
19 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร เป็ นต้น การท าความเข้าใจความหมายเกณฑ์ระยะเวลาการขอวินิจฉัยในคดีผู้บริโภคจึงเป็ นสิ่ง ส าคัญ ปัญหาดังกล่าวในคดีผู้บริโภคสืบเนื่องจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ก าหนดให้ศาลออกหมายเรียกจ าเลยให้มาศาลในวันนัดพิจารณาเพื่อ การไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน เมื่อก าหนดเอากระบวนพิจารณา 3 อย่าง ไป ด าเนินการในวันเดียวกัน ต่างกับกรณีคดีแพ่งที่มาตรา 8 ก าหนดกระบวนพิจารณาเพียงอย่างเดียว คือ การชี ้สองสถาน หรือการสืบพยาน จึงเป็ นปัญหาว่าหากศาลด าเนินกระบวนพิจารณาในคดี ผู้บริโภคไม่ครบทั้ง 3 อย่าง ในวันนั้น คงท าเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ 2 อย่าง เช่น ท าการ ไกล่เกลี่ยแล้วเลื่อนคดี หรือไกล่เกลี่ยและสั่งรับค าให้การจ าเลยแล้วเลื่อนคดี หรือสืบพยานไปบ้าง แล้วเลื่อนคดี เช่นนี้จะถือวันที่ด าเนินกระบวนพิจารณาครั้งแรกนั้นเป็ นวันนัดพิจารณา ตามที่มาตรา 8 วรรคสองก าหนดหรือไม่ บรรดาคดีผู้บริโภคที่ส่งคดีมาแล้วประธานศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะมีค าขอ เกินก าหนดระยะเวลานั ้น ปี 2551 ถึงปี 2561 มีคดีที่ไม่รับวินิจฉัย 127 คดี ด้วยสาเหตุเพราะ ล่วงเลยวันนัดพิจารณาเนื่องจากมีการด าเนินกระบวนพิจารณาดังต่อไปนี ้แล้วจึงร้ องขอวินิจฉัย หลังจากวันนัดนั ้น 1) สืบพยานแล้วบางส่วนหรือสืบพยานจนเสร็จการพิจารณาคดีแล้ว รวม 17 คดี 2) ศาลก าหนดประเด็นข้อพิพาทหรือสอบพยานที่จะน าสืบพร้ อมก าหนดหน้าที่น า สืบตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 31 มาตรา 32 แล้ว รวม 4 คดี 3) มีการไกล่เกลี่ยพร้ อมด าเนินกระบวนพิจารณาอื่น เช่น รับค าให้การในวันนัด ก าหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่น าสืบแล้ว รวม 9 คดี 4) ศาลมีค าสั่งรับค าให้การหรือค าให้การและฟ้ องแย้งในวันนัดตามพ.ร.บ.วิธี พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 24 มาตรา 26 รวม 92 คดี 5) ศาลมีค าสั่งว่าจ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การในวันนัดตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 26 รวม 4 คดี 6) เคยรับวินิจฉัยแล้ว เมื่อมีผู้ร้องสอด จึงส่งวินิจฉัยอีก รวม 1 คดี
20 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ปี 2562 ในคดีผู้บริโภค มีกรณีศาลมีค าสั่งรับค าให้การในวันนัดตาม มาตรา 24และ 26 รวม 10 คดีเป็ นกรณีศาลก าหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่น าสืบในวันนัดพิจารณานัดแรก แล้วจึงยื่นค าร้องขอวินิจฉัย 2 คดีและมีกรณียื่นค าร้องหลังวันชี ้สองสถานในคดีแพ่ง 1 คดี ปี 2563 มีกรณีศาลมีค าสั่งรับค าให้การในวันนัดตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 24และ 26 รวม 2 คดีศาลมีค าสั่งว่าจ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การในวันนัดตาม มาตรา 26 รวม 1 คดีและมีกรณียื่นค าร้องหลังวันชี ้สองสถานในคดีแพ่ง 4 คดี ปี 2564 มีกรณีศาลมีค าสั่งรับค าให้การในวันนัดตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา24และ26 รวม 3 คดี(คฉ.ที่118/2564 คฉ.ที่136/2564 คฉ.ที่166/2564) ปี 25659 มีกรณีศาลมีค าสั่งรับค าให้การในวันนัดตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 24และ 26 รวม 3 คดี(คฉ.ที่ 280/2565คฉ.ที่ 696/2565คฉ.ที่ 765/2565) สรุปหลักเกณฑ์วันนัดพิจารณา จากบรรดาคดีที่ไม่รับวินิจฉัยดังกล่าว สรุปหลักเกณฑ์ได้ว่า วันนัดพิจารณาในคดี ผู้บริโภคที่ก าหนดเป็ นเกณฑ์ตามมาตรา 8 วรรคสอง ว่าห้ามร้องขอวินิจฉัยคดีหลังจากวันดังกล่าว นั ้น ไม่ได้มีความหมายว่า วันนั้นศาลต้องด าเนินกระบวนพิจารณาครบทั้งการไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยานในวันเดียวกัน จึงจะเข้าเกณฑ์ถือเป็ นวันนัดพิจารณา เมื่อพิเคราะห์ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ประกอบกับหลักเกณฑ์ที่ก่อนการ พิจารณาคดีคู่ความกับศาลต้องทราบกติกาที่จะใช้บังคับแก่คดีเสียก่อนเข้าสู่เนื ้อหาคดีแล้ว เช่น คู่ความต้ องยื่นบัญชีระบุพยานในก าหนดเวลาตามวิธีพิจารณาความฉบับใด เห็นได้ ชัดว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความที่เป็ นเครื่องมือส าหรับศาลใช้ค้นหาความจริงในคดี ต้องมีความชัดเจน แน่นอนเป็ นที่ประจักษ์แก่ทั ้งศาลและคู่ความก่อนที่จะเริ่มด าเนินกระบวนพิจารณาคดีนั ้น มิฉะนั ้น ศาลและคู่ความย่อมไม่อาจปฏิบัติให้ถูกต้องได้10 9 ข้อมูลจนถึงขณะท าเอกสาร 10เช่น อ านาจศาลในการสั่งแก้ฟ้ องหรือแก้ค าให้การโดยคู่ความไม่ต้องร้องขอ การแก้ไขข้อผิดระเบียบหรือผิดหลงที่คู่ความกระท าในคดี การยกเว้นหลักฐานที่ใช้ฟ้ องร้องหรือยกเว้นกฎหมายที่บังคับให้สัญญาต้องท าตาม แบบแก่ฝ่ ายผู้บริโภค การถือเอาประกาศหรือโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาได้ การก าหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่น าสืบ หรือการยกเว้นข้อห้ามน าสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารแก่ฝ่ ายผู้บริโภค เป็นต้น
21 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ดังนั ้น ในคดีผู้บริโภค หากวันนัดพิจารณาศาลมีค าสั่งรับค าให้การ ไม่ว่าจะเป็ น ค าให้การที่จ าเลยยื่นก่อนวันนัดและศาลรอไว้สั่งในวันนัด11 ซึ่งเป็ นการด าเนินกระบวนพิจารณา ตามมาตรา 24 และ 26 โดยชอบ หากจ าเลยไม่ให้การและไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลา จ าเลยย่อมอยู่ในฐานะขาดนัดยื่นค าให้การตามมาตรา 26 วรรคสอง การที่ศาลมีค าสั่งในวันนัด พิจารณาให้รับค าให้การก็ดี12 สั่ งว่าจ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การก็ดี ไม่ว่าศาลจะได้ ด าเนินการไกล่เกลี่ยหรือสืบพยานในวันนั้นด้วยหรือไม่ วันนัดนั้นก็ถือเป็ นวันนัดพิจารณา ตามมาตรา 8 วรรคสองแล้ว ส าหรับกระบวนพิจารณาเรื่องการสืบพยานในคดีผู้บริโภคนั ้น เป็ นการด าเนิน กระบวนพิจารณาเข้าไปในเนื ้อหาแห่งคดี ก่อนการพิจารณาคดีคู่ความกับศาลต้องทราบกติกาที่ใช้ บังคับแก่คดีก่อนด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว โดยก่อนการสืบพยานศาลต้องแจ้งประเด็นข้อพิพาทให้ คู่ความทราบและก าหนดให้คู่ความฝ่ ายใดน าพยานมาสืบก่อนหรือหลัง13 ศาลต้องเป็ นผู้ซักถาม พยานโดยจะอนุญาตให้คู่ความหรือทนายความซักถามพยานก็ได้14 ซึ่งเป็ นการด าเนินกระบวน พิจารณาโดยชอบ ดังนั ้น เมื่อมีการสืบพยานในวันนัดพิจารณาแล้วบางส่วนหรือทั ้งหมด ย่อมมีผล ให้วันนั ้นเป็ นวันนัดพิจารณาตามมาตรา 8 วรรคสอง เช่นกัน ส่วนเรื่ องการไกล่เกลี่ยนั ้นเป็ นกระบวนพิจารณาที่ก าหนดให้ ท าในวันนัด พิจารณา15 แม้ศาลชั ้นต้นมักให้มีการไกล่เกลี่ยในวันนัดพิจารณาแล้วเลื่อนคดีไปโดยยังไม่ได้ ด าเนินการเรื่องการให้การและสืบพยาน และการไกล่เกลี่ยที่กระท าไปในวันนัดแรกนั ้นเป็ นการ ด าเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ แต่เกณฑ์วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ไม่ถือเคร่งครัดเอา กิจกรรมการไกล่เกลี่ยโดด ๆ เพียงล าพังเป็ นตัวก าหนดให้วันดังกล่าวเป็ นวันนัดพิจารณาตาม มาตรา 8 วรรคสอง กรณีมีการไกล่เกลี่ยไม่ว่าส าเร็จหรือไม่เป็ นที่ตกลง แล้วมีการเลื่อนคดี ไป การร้ องขอวินิจฉัยปัญหาสถานะคดีก็ยังกระท าได้หลังจากวันนั้น เหตุที่การวินิจฉัย ตีความวางเกณฑ์เช่นนี ้เนื่องจากการไกล่เกลี่ยคดีนั ้น แม้ได้ด าเนินการแล้วไม่เป็ นที่ตกลงกัน แต่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551ไม่ได้บัญญัติห้ามการไกล่เกลี่ยคดีอีกไม่ว่าอยู่ในขั ้นตอน 11มาตรา 24 วรรคสอง : จ าเลยจะยื่นค าให้การเป็นหนังสือก่อนวันนัดพิจารณาก็ได้ 12เมื่อจ าเลยยื่นค าให้การ ย่อมทราบดีว่าตนประสงค์จะโต้แย้งเรื่องสถานะคดีหรือไม่ 13พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ255.1 มาตรา 32 14พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ255.1 มาตรา 34 15พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ255.1 มาตรา 25 ข้อก าหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการด าเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ255 .1 ข้อ 14 ถึง 16
22 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ใดในการพิจารณาคดีหลังจากนั ้น ทั ้งไม่มีบทบัญญัติเป็ นโทษบังคับในการไกล่เกลี่ยไว้ด้วย เมื่อ ไม่ได้บัญญัติความดังกล่าวไว้ จึงต้องน าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ที่บัญญัติให้ศาลมีอ านาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอม ความกันในข้อที่พิพาทได้ ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ด าเนินไปแล้วเพียงใด มาใช้แก่คดีผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551มาตรา 7 กิจกรรมการไกล่เกลี่ยเพียงล าพังที่ท าไป ในวันนัดพิจารณาแล้วเลื่อนคดีไป สิทธิร้องขอวินิจฉัยสถานะคดีตามมาตรา 8 วรรคสอง จึงยังคง กระท าได้หลังจากนั ้น กรณีศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ค าสั่ง กรณีศาลชั ้นต้นตรวจค าฟ้ องแล้วมีค าสั่งไม่รับฟ้ องอ้างว่าเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ เป็ นคดีผู้บริโภคแล้วแต่กรณีโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งค าสั่ง ศาลชั ้นต้นส่งส านวนไปศาลอุทธรณ์ที่มีเขต อ านาจ ประเด็นพิจารณาในชั้นอุทธรณ์จึงมีว่า คดีนัน้เป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งศาล อุทธรณ์ดังกล่าวไม่มีอ านาจวินิจฉัย เพราะกรณีเป็ นอ านาจเฉพาะของประธานศาลอุทธรณ์ตาม มาตรา 8 กรณีเช่นนี ้ ศาลอุทธรณ์นั ้นชอบที่จะส่งคดีไปยังประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งประธาน ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยคดีโดยถือว่า กรณีเป็ นการส่งคดีให้วินิจฉัยแทนศาลชั ้นต้น โดยไม่ต้องให้ ศาลอุทธรณ์ดังกล่าวคืนส านวนไปยังศาลชั ้นต้น แล้วให้ศาลชั ้นต้นส่งคดีให้วินิจฉัยอีกครั ้ง16 และ กรณีเช่นนี ้ ถือว่าคดียังพิพาทกันอยู่ในชั ้นรับฟ้ องของศาลชั ้นต้ น ยังไม่มีการด าเนินกระบวน พิจารณาชั ้นพิจารณา การส่งคดีของศาลชั ้นต้น (โดยศาลชั้นอุทธรณ์ส่งแทน) จึงไม่เกินก าหนด ระยะเวลาตามมาตรา 8 วรรคสอง (คฉ.ที่ 66/2553, 14/2554, 25/2554 ฯลฯ) กรณีดังกล่าว เมื่อโจทก์อุทธรณ์ค าสั่ง ศาลชั ้นต้นจะส่งคดีให้วินิจฉัยเสียก่อนส่ง ส านวนไปยังศาลอุทธรณ์ที่มีเขตอ านาจก็กระท าได้ (คฉ.ที่164/2553 ฯลฯ) ข้อสังเกต การขอวินิจฉัยในคดีแพ่ง กรณีปัญหาว่าเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ กฎหมายบัญญัติ ความว่า ต้องกระท าอย่างช้าใน วันชี้สองสถาน หรือ วันสืบพยาน หากวันนัดชี ้สองสถาน หลังจากศาลชี ้สองสถานเสร็จในตอนเช้าแล้ว และเลื่อนคดีไปสืบพยานในนัดหน้า คู่ความหรือศาล 16ซี่งศาลชั้นอุทธรณ์จะกระท าเช่นนั้นก็ได้ แต่เป็นการเสียเวลา เพราะในที่สุดก็ต้องส่งคดีไปให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเช่นกัน
23 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร จะขอให้วินิจฉัยในตอนบ่ายวันนั ้น ซึ่งเป็ นเวลาภายหลังจากการด าเนินกระบวนพิจารณาชั ้นชี ้สอง สถานเสร็จแล้วแต่ยังอยู่ในวันเดียวกันได้หรือไม่ ในเรื่องนี ้ ผู้เขียนเห็นว่า การบัญญัติความเรื่องนี ้ไม่ชัดเจน แต่ตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายมุ่งหมายให้คดีที่มีปัญหาเรื่องประเภทคดีได้ข้อยุติว่าจะใช้วิธีพิจารณาคดีประเภทใดแก่ คดีนั ้นเสียก่อนที่จะมีการด าเนินกระบวนพิจารณาเข้าไปในเนื ้อหาแห่งคดี เพราะเมื่อมีการด าเนิน กระบวนพิจารณาเช่นนั ้นแล้ว ย่อมท าให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดี อันจะก่อให้เกิด ผลกระทบต่อความยุติธรรมในคดีนั ้นได้ดังนั ้น กรณีตามปัญหา เมื่อคู่ความยื่นค าร้องขอให้วินิจฉัย คดีหรือศาลเห็นสมควรส่งคดีให้วินิจฉัยภายในวันชี ้สองสถาน (แม้หลังจากการชี้สองสถานแล้ว) แต่ เมื่อยังไม่มีการด าเนินกระบวนพิจารณาอื่นใดในวันนั ้นอันจะส่งผลให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ในเชิงคดีของคู่ความ หรือท าให้เกิดความไม่เป็ นธรรมแก่คดีนั ้น ย่อมไม่ควรแปลความว่าเป็ นการส่ง คดีเกินก าหนดเวลา อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปจากวันชี ้สองสถานกลายเป็ นวัน สืบพยาน เช่น คดีที่งดชี ้สองสถาน และศาลด าเนินกระบวนพิจารณาในตอนเช้าโดยสืบพยานไป บ้างแล้ว ต่อมา คู่ความยื่นค าร้องในตอนบ่ายขอให้วินิจฉัยคดี กรณีเช่นนี ้ แม้ยังไม่พ้นวันนั ้นซึ่งเป็ น วันสืบพยาน แต่เห็นได้ว่า กรณีมีการด าเนินกระบวนพิจารณาล่วงล ้าเข้าไปในเนื ้อหาแห่งคดีแล้ว ต้องแปลความว่า แม้ยื่นวันเดียวกันก็เป็ นการล่วงเลยเวลาเนื่องจากมีการลงมือสืบพยานไปแล้ว กรณีศาลรับฟ้ องเป็ นคดีแพ่ง จ าเลยขาดนัดยื่นค าให้การก็ดี หรือจ าเลยให้การแต่ ไม่ได้ให้การปฏิเสธในปัญหานี ้ก็ดี เมื่อศาลด าเนินกระบวนพิจารณาจนล่วงเลยวันชี ้สองสถานหรือ วันสืบพยานไปแล้ว และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้ง แสดงว่า คู่ความยอมรับอ านาจศาลท่ีรับ ฟ้ องและด าเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างคดีแพ่ง คดีจึงไม่มีปัญหาเรื่องอ านาจศาล ดังกล่าวอีก กรณีเช่นนี้จ าเลยจะใช้วิธีการยื่นค าร้องขอให้วินิจฉัยคดีไม่ได้เพราะเป็ นการยื่น ค าร้ องขอเมื่อเกินก าหนดแล้ว ศาลชั ้นต้นชอบที่จะมีค าสั่งยกค าร้ องได้ (ไม่ถือเป็นการใช้อ านาจ วินิจฉัยปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ เพราะเป็ นเพียงการวินิจฉัยปัญหาว่าค าร้องยื่นเกิน ก าหนดเวลาหรือไม่) ค าสั่งเข่นนี ้ถือเป็ นค าสั่งระหว่างพิจารณา คู่ความผู้ยื่นค าร้องจะอุทธรณ์ค าสั่ง ทันทีไม่ได้ คงท าได้เพียงใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านค าสั่งไว้ เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ซึ่งใช้แก่คดีผู้บริโภคด้วยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภค พ.ศ. 2551มาตรา 7
24 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร กรณีตามวรรคก่อน คู่ความจะยื่นค าร้ องขอให้ เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิด ระเบียบก็ไม่ได้ เพราะเป็ นกรณีที่ถือว่าคดีไม่มีปัญหาโต้แย้งเรื่องอ านาจศาลแล้ว ไม่เข้าเกณฑ์เป็ น การด าเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ดังนั ้น แม้ศาลจะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ เองโดยคู่ความไม่ได้ขอ ก็น่าจะกระท าไม่ได้เช่นกัน หากศาลด าเนินกระบวนพิจารณาไปในลักษณะ ดังกล่าวแล้วส่งคดีให้วินิจฉัย ประธานศาลอุทธรณ์เคยมีค าสั่งไม่รับวินิจฉัย เช่น ศาลรับฟ้ องและด าเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่จนสืบพยานโจทก์เสร็จ ส่วน จ าเลยไม่สืบพยานและนัดฟังค าพิพากษาแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีคู่ความขอหรือศาลเห็นสมควรให้วินิจฉัย ปัญหาว่าเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงเป็ นการล่วงเลยเวลาที่จะขอให้มีการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวแล้ว คู่ความหรือศาลไม่อาจด าเนินการด้วยวิธีหนึ่งวิธีใดเพื่อย้อนไปขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี ้ ได้อีกเพราะเป็ นกรณีต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงไม่รับวินิจฉัย (คฉ.ที่255/2553) ส าหรับปัญหาว่า จ าเลยให้การต่อสู้คดีในค าให้การไว้ว่า คดีนั ้นไม่ใช่คดีแพ่ง แต่เป็ น คดีผู้บริโภค ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็ นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี เมื่อศาลเพิ่งพบเห็นข้อต่อสู้ดังกล่าว หลังจากสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ท าให้ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาเพราะเล็งเห็นว่า ปัญหาว่า คดีใดเป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ไม่ใช่อ านาจศาลที่จะวินิจฉัย แต่เป็ นอ านาจเฉพาะประธานศาล อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เมื่อประธานศาล อุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยแล้ว ศาลต้องถึงทางตันเพราะจะพิพากษาในประเด็นดังกล่าวก็ไม่ได้เพราะ ไม่ใช่อ านาจศาล ปัญหาในกรณีเช่นนี ้ ผู้เขียนเห็นว่า แม้จ าเลยให้การต่อสู้คดีไว้ แต่จ าเลยไม่ ด าเนินการขอให้ศาลส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยภายในก าหนดอย่างช้าในวันชี ้สองสถาน หรือวันสืบพยาน และจ าเลยมิได้ยกเรื่องนี ้ขึ ้นโต้แย้งเพื่อให้ศาลเสนอปัญหาให้ประธานศาลอุทธรณ์ วินิจฉัย พฤติการณ์ย่อมแสดงว่า จ าเลยยอมรับอ านาจศาลและคดีย่อมไม่มีปัญหาเรื่อง อ านาจศาลตามค าให้การอีกต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหานี ้เป็ นอันตกไปและถือว่าจ าเลยไม่ ติดใจโต้แย้งหรือสละแล้วโดยปริยาย ค าพิพากษาศาลจึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหานี ้โดยควรชี ้ขาดว่า ปัญหานี ้ไม่เป็ นประเด็นข้อพิพาทอีกต่อไป (เทียบ ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2551กรณีเช่นนี ้ ประธานศาลอุทธรณ์มีค าวินิจฉัยแล้ว เช่น
25 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร คฉ.ที่252/2558 คดีนี ้ศาลจังหวัดชลบุรีรับฟ้ องเป็ นคดีแพ่ง แม้จ าเลยให้การต่อสู้ว่า เป็ นคดีผู้บริโภค โจทก์จะฟ้ องเป็ นคดีแพ่งสามัญมิได้ แต่ศาลจังหวัดชลบุรีด าเนินกระบวนพิจารณา อย่างคดีแพ่งจนสืบพยานโจทก์และจ าเลยเสร็จแล้วไม่ปรากฏว่าจ าเลยยกเรื่องนี ้ขึ ้นโต้แย้งหรือมีค า ขอให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวเพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอัน เป็ นพฤติการณ์ที่แสดงว่า จ าเลยยอมรับการด าเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีแพ่งนั ้นตลอดมา และไม่ติดใจปัญหาว่าคดีนี ้เป็ นคดีผู้บริโภคหรือไม่ดังที่ให้การอีกต่อไป ที่ศาลฎีกาพิพากษายกค า พิพากษาศาลจังหวัดชลบุรีและย้อนส านวนให้พิจารณาพิพากษาใหม่ ก็หาได้เพิกถอนกระบวน พิจารณาชั ้นสืบพยานที่ด าเนินการจนแล้วเสร็จไม่ ดังนี ้ จึงไม่ใช่กรณีมีปัญหาว่าคดีนี ้เป็ นคดี ผู้บริโภคหรือไม่อีกต่อไป ทั ้งเป็ นการล่วงเลยเวลาที่จะขอให้มีการวินิจฉัยปัญหาว่าคดีนี ้เป็ นคดี ผู้บริโภคหรือไม่แล้ว จึงไม่อาจขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี ้ได้อีกเพราะเป็ นการ ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับวินิจฉัยคดีนี ้ ฟ้ องที่ศาลไหน หากผู้ฟ้ องเป็ นผู้ประกอบธุรกิจจะฟ้ องผู้บริโภค ถูกบังคับให้ฟ้ องได้เฉพาะที่ศาลซึ่ง ผู้บริโภคมีภูมิล าเนาอยู่ในเขตอ านาจศาลนั ้นเท่านั ้น หากมีผู้บริโภคหลายคน ก็เลือกฟ้ องศาลใด ศาลหนึ่งได้ (มาตรา 17 และ ป.วิ.พ.ม.5) หากผู้ฟ้ องเป็ นผู้บริโภคจะฟ้ องผู้ประกอบธุรกิจ โดยทั่วไปเลือกฟ้ องได้ที่ศาลซึ่ง ผู้ประกอบธุรกิจมีภูมิล าเนาอยู่ในเขตอ านาจศาลก็ได้ หรือจะเลือกฟ้ องที่ศาลที่มูลคดีนั ้นเกิดขึ ้นใน เขตอ านาจศาลนั ้นก็ได้ หากมีผู้ประกอบธุรกิจหลายคน ก็เลือกฟ้ องศาลใดศาลหนึ่งได้(ป.วิ.พ. ม.4, ม.5) คดีที่ผู้ประกอบธุรกิจฟ้ องลูกหนี ้ชั ้นต้นและผู้ค ้าประกันเป็ นจ าเลยให้ร่วมกันรับผิด เดิมมีแนวค าวินิจฉัยว่า ผู้ค ้าประกันไม่ใช่ผู้บริโภค หากคดีของลูกหนี ้ชั ้นต้นเป็ นคดีผู้บริโภค ค า วินิจฉัยจะระบุว่า คดีส าหรับผู้ค ้าประกันเป็ นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.วิธี พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 (3) ซึ่งหมายถึงว่า ตัวผู้ค ้าประกันนั ้นมิใช่ผู้บริโภค แต่คดี ส่วนของผู้ค ้าประกันที่ฟ้ องรวมกันมาเป็ นคดีผู้บริโภคไปด้วยตามสภาพคดีของลูกหนี ้ชั ้นต้น เหตุที่
26 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ค าวินิจฉัยชี ้ขาดเช่นนี ้เป็ นเพราะผู้ค ้าประกันไม่ใช่ผู้บริโภคสินค้าหรือได้รับบริการจากเจ้าหนี ้ของ ลูกหนี ้ชั ้นต้น คฉ.ที่ 154/2553 โจทก์เป็ นนิติบุคคลประเภทบริษัทจ ากัด มีวัตถุประสงค์ในการ จ าหน่ายรถจักรยานยนต์และได้ท าสัญญาขายรถจักรยานยนต์ให้แก่นายศราวุฒิตามทางค้าปกติ ของตน โจทก์จึงเป็นผู้ขายและเป็ นผู้ประกอบธุรกิจ โดยมีนายศราวุฒิเป็ นผู้ซื ้อและเป็ นผู้บริโภค ส าหรับจ าเลยแม้มิใช่ผู้บริโภค แต่เมื่อโจทก์ฟ้ องให้รับผิดในฐานะผู้ค ้าประกันของ นายศราวุฒิผู้ซื ้อ อันมีลักษณะเป็ นคดีที่เกี่ยวพันกันกับคดีตามมาตรา 3 (1) จึงเป็ นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3 (3) คฉ.ที่ 5172555 ส าหรับจ าเลยที่ 2ซึ่งโจทก์ฟ้ องให้ร่วมรับผิดกับจ าเลยที่ 1 ในฐานะ ผู้ค ้าประกันนั ้น แม้มิใช่ผู้ได้รับบริการจากโจทก์ แต่เป็ นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีผู้บริโภคตาม มาตรา 3 (1) จึงเป็ นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3 (3) คฉ.ที่ 158/2556 โจทก์ฟ้ องขอให้บังคับจ าเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื ้อ กับให้ จ าเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะเป็ นผู้ค ้าประกัน โดยจ าเลยที่ 2 มิใช่ผู้ซื ้อสินค้าหรือผู้รับบริการใดจาก โจทก์ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตาม กฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ คฉ.ที่ 51/2557 จ าเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งโจทก์ฟ้ องให้ร่วมรับผิดกับจ าเลยที่ 1 และ ที่ 2 ในฐานะผู้ค ้าประกันนั ้น มิใช่ผู้บริโภคสินค้าหรือได้รับบริการจากโจทก์จึงไม่มีฐานะเป็ น ผู้บริโภค แต่คดีของจ าเลยที่ 3 และที่ 4 เป็ นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีของจ าเลยที่ 1 และที่ 2 ตามมาตรา 3 (3) คฉ.ที่ 18/2558 จ าเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้ องให้ร่วมรับผิดกับจ าเลยที่ 1ในฐานะผู้ค ้าประกัน การกู้เงินนั ้น เห็นว่า จ าเลยที่ 2 มิใช่ผู้ซื ้อสินค้าหรือได้รับบริการจากโจทก์ จึงไม่เป็ นผู้บริโภค แต่คดี ของจ าเลยที่ 2 เป็ นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3 (1) จึงเป็ นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3(3)
27 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ตามแนวการวินิจฉัยคดีเดิมที่ผู้ค ้าประกันไม่เป็ นผู้บริโภค การฟ้ องคดีจึงต้องถือ ภูมิล าเนาลูกหนี ้ชั ้นต้นซึ่งเป็ นผู้บริโภคเป็ นหลัก ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 17 แต่ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คา ้ประกันเป็ นผู้บริโภค ฎีกาที่ 11872/2554 คดีเรื่องเช่าซื ้อ ค ้าประกัน โจทก์ฟ้ องว่าจ าเลยที่ 1 เป็ นผู้เช่า ซื ้อ มีจ าเลยท่ี2 ท่ี3 เป็ นผู้ค า้ประกัน ให้ร่วมกันรับผิด ศาลฎีกาวินิจฉัยตอนท้ายเพื่อสั่งคืนค่า ฤชาธรรมเนียมว่า อน่ึง จ าเลยทัง้สามเป็ นผู้บริโภค ไม่ต้ องเสียค่าขึ ้นศาลตาม พ.ร.บ.วิธี พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง...(ต่อมีมีฎีกา 6837/2562 วินิจฉัยตาม) ฎีกาที่ 8737/2559 การที่โจทก์ฟ้ องคดีต่อศาลชั ้นต้นที่จ าเลยที่ 2 ผู้ค ้าประกัน มี ภูมิล าเนาอยู่ในเขตศาล ย่อมเป็ นการฟ้ องคดีต่อศาลที่ผู้บริโภคคนหนึ่งมีภูมิล าเนาอยู่ในเขตศาล แล้ว และเมื่อหนี ้ของจ าเลยทั ้งสองที่มีต่อโจทก์เป็ นเรื่องการเช่าซื ้อ การค ้าประกัน มูลความแห่งคดี ย่อมเกี่ยวข้องกัน โจทก์ชอบที่จะฟ้ องจ าเลยทั ้งสองเป็ นคดีเดียวกันต่อศาลชั ้นต้นนี ้ได้ แนววินิจฉัยคดีของประธานศาลอุทธรณ์จึงเปลี่ยนไปวินิจฉัยเป็ นว่า เมื่อหนี้ ประธานเป็ นคดีผู้บริโภค หนีค้ า้ประกันซ่ึงเป็ นหนีอุ้ปกรณ์ย่อมเป็ นคดีผู้บริโภคด้วย เช่น คฉ.ที่ 605/58 ...เมื่อคดีของจ าเลยที่ 1 ซึ่งเป็ นหนี ้ประธานเป็ นคดีผู้บริโภค คดีในส่วนของจ าเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งโจทก์ฟ้ องให้ร่วมรับผิดกับจ าเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค ้าประกันและผู้จ านองซึ่งเป็ นหนี ้ อุปกรณ์จึงเป็ นคดีผู้บริโภค และมีค าวินิจฉัยในท านองเดี ยวกันอี ก เช่น คฉ.ที่ 606-608/58 คฉ.ที่ 612,614,616,618/2558 คฉ.ที่ 1/2559 คฉ.ที่ 100/2559 คฉ.ที่ 118/2559 คฉ.ที่ 121/2559 คฉ.ที่ 776/2559 ฯลฯ ปัจจุบัน ค าวินิจฉัยไม่ชี้สถานะว่าผู้ค า้ประกันเป็ นผู้บริโภคหรือไม่โดยตรง คง วินิจฉัยเพียงว่า ลูกหนี ้ชั ้นต้นเป็ นผู้บริโภค เมื่อผู้ประกอบธุรกิจฟ้ องลูกหนี ้ชั ้นต้น โดยให้ผู้ค ้าประกัน ร่วมรับผิดด้วยในฐานะผู้ค ้าประกัน จึงเป็ นคดีผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 (1) โดยไม่อ้างมาตรา 3 (3) เช่น คฉ.ที่ 701/2563 คฉ.ที่ 892/2563 คฉ.ที่
28 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร 76/2564 คฉ.ที่ 891/2564 คฉ.ที่ 522/2565 คฉ.ที่ 681/2565 คฉ.ที่ 730/2565 คฉ.ที่ 857/2565 ฯลฯ ปัจจุบันเป็ นอันยุติว่าคดีท่ีผู้ประกอบธุรกิจฟ้องลูกหนีช้ัน้ต้นและผู้ค า้ ประกันเป็ นจ าเลยให้ร่วมกันรับผิด เม่ือทัง้ลูกหนีช้ัน้ต้นและผู้ค า้ประกันต่างเป็ นผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจย่อมเลือกฟ้องท่ีศาลใดศาลหน่ึงท่ีลูกหนีช้ั้นต้นและผู้ค า้ประกันมี ภูมิลา เนาอยู่ในเขตศาลได้ตามมาตรา 17 และ ป.วิ.พ.ม.5 อนึ่ง ประธานศาลอุทธรณ์มีอ านาจเพียงวินิจฉัยปัญหาว่าคดีที่ฟ้ องเป็ นคดีผู้บริโภค หรือไม่ ไม่มีอ านาจวินิจฉัยเรื่องเขตอ านาจศาลกรณีเจ้าหนี ้ฟ้ องลูกหนี ้ชั ้นต้นและผู้ค ้าประกันเป็ น คดีเดียวกันโดยฟ้ องเป็ นคดีผู้บริโภค แต่เลือกใช้สิทธิฟ้ องที่ศาลซึ่งเป็ นภูมิล าเนาของผู้ค ้าประกัน แต่ ไม่ใช่ภูมิล าเนาของลูกหนี ้ชั ้นต้น กรณีเช่นนี ้ เป็ นอ านาจศาลชั ้นต้นจะวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในเขตอ านาจ ศาลหรือไม่ ไม่อาจส่งคดีมาให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ หากส่งมา ประธานศาลอุทธรณ์ย่อม ไม่รับวินิจฉัย ดัง คฉ.ที่ 677/2563 เช่นเดียวกัน หากมีกรณีเคยวินิจฉัยแล้ว เม่ือมีการน าคดีในมูลความเดียวกัน ไปฟ้ องใหม่ จะขอวินิจฉัยอีกไม่ได้ เช่น คฉ.ที่ 693/2564 โจทก์ฟ้ องคดีต่อศาลแพ่งเป็ นคดีแพ่ง จ าเลยขอให้วินิจฉัย ค า วินิจฉัยชี ้ว่าเป็ นคดีผู้บริโภค โจทก์ฟ้ องใหม่เป็ นคดีผู้บริโภคต่อศาลแพ่ง จ าเลยขอให้วินิจฉัยคดีอีก ค าวินิจฉัยเดิมเป็ นที่สุดและผูกพันคู่ความ จ าเลยขอใหม่ไม่ได้ ไม่รับวินิจฉัย คฉ.ที่ 860/2565 โจทก์ฟ้ องจ าเลยเป็ นคดี ผบ. จ าเลยโต้แย้งว่าไม่เป็ นและขอ วินิจฉัย ค าวินิจฉัยชี ้ว่าไม่เป็ นคดีผู้บริโภค โจทก์ฟ้ องใหม่เป็ นคดี ผบ.เช่นเดิมต่อศาลเดิม จ าเลยขอให้วินิจฉัยคดีอีก ค าวินิจฉัยเดิมเป็ นที่สุดและผูกพันคู่ความ จ าเลยขอให้วินิจฉัยใหม่ไม่ได้ ไม่รับวินิจฉัย
29 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ค่าฤชาธรรมเนียม หากผู้ฟ้ องเป็ นผู้บริโภค ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม ได้แก่ ค่าขึ ้นศาล ค่าส่ง หมาย (มาตรา 18 วรรคหนึ่ง) เป็ นต้น การยกเว้นนี ้ไม่ยกเว้นให้แก่โจทก์ที่เป็ นผู้ประกอบธุรกิจ การ ยกเว้นแก่ผู้บริโภคนี ้ เป็ นการยกเว้นทุกชั ้นศาล (มาตรา 18 ใช้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยตามมาตรา 50 และใช้ในชั้นฎีกาด้วยตามมาตรา 55) การยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมแก่ผู้บริโภคนี ้ ไม่ใช่ยกเว้นเด็ดขาด หมายถึง ศาลมี อ านาจพิจารณาว่า กรณีผู้บริโภคมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายก าหนด (คือ ฟ้ องคดีโดยไม่มีเหตุผล อันสมควร เรียกร้องค่าเสียหายเกินสมควร ประพฤติตนไม่เรียบร้อย ด าเนินกระบวนพิจารณาอันมี ลักษณะเป็นการประวิงคดีหรือที่ไม่จ าเป็ น หรือมีพฤติการณ์อื่นที่ศาลเห็นสมควร) ศาลก็สั่งให้ ผู้บริโภคกลับไปเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ทั ้งหมด หรือให้เสียแค่บางส่วนก็ได้แล้วแต่พฤติการณ์ (มาตรา 18 วรรคสอง) การยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมแก่ผู้บริโภคดังกล่าว ไม่รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมใช้ แทนแก่อีกฝ่ ายเมื่อศาลตัดสินคดี หมายความว่า หากผู้บริโภคแพ้คดี และศาลสั่งให้รับผิดใช้ค่า ฤชาธรรมเนียมแทนผู้ชนะคดี ผู้บริโภคก็ต้องช าระค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี ้ (มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย)อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคไม่มีเงินช าระ ผู้บริโภคขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมได้ตาม ป. วิ.พ.ม.156 ประกอบพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551มาตรา 7(ฎีกาที่ 8636/2558) ผู้บริโภคได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าส่งหมายหรือค่าส่งค าคู่ความ ค่ารับรองเอกสาร ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (ฎีกาที่ 8636/2558, 5352/2562) การที่ศาลชั ้นต้นมักเรียกเก็บเงินเป็ น ค่าดังกล่าวจากคู่ความฝ่ ายผู้บริโภคจึงไม่ถูกต้อง ศาลสูงจะสั่งคืนเสมอ เช่น ฎ. 4829/2558 ฎ. 5352/2562 ฎ.6837/2562 ปัญหาในคด ี ผ ้ ู บร ิโภค (ชัน้ศาลอ ุ ทธรณ ์) ชั้นขออนุญาตอุทธรณ์ : คดีผู้บริโภคที่มีทุนทรัพย์ชั ้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ใน ปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551(วิ.ผบ.) มาตรา 47 คดีที่ต้องห้าม อุทธรณ์เช่นนี ้ ผู้อุทธรณ์ใช้สิทธิได้ 2 กรณีตามมาตรา 48 คือ
30 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร 1) ยื่นอุทธรณ์ไปพร้อมค าร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลชั ้นอุทธรณ์ หรือ 2) ยื่นอุทธรณ์ล าพังก่อน เมื่อศาลชั ้นต้นสั่งไม่รับเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง จึง เลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี ้ 2.1) เมื่อเห็นด้วยกับศาลว่าเป็ นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง ใช้สิทธิยื่นค าร้องขอ อนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลชั ้นอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่ที่ศาลชั ้นต้นมีค าสั่งไม่รับ 2.2) หากไม่เห็นด้วยกับศาลว่าเป็ นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง ใช้สิทธิยื่นค าร้อง อุทธรณ์ค าสั่งไม่รับอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับแต่ที่ศาลชั ้นต้นมีค าสั่งไม่รับ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 234 ประกอบ วิ.ผบ.ม.7 ที่ว่าเลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง หมายความว่า หากใช้สิทธิยื่นค าร้องขออนุญาต ตาม 2.1) จะไม่มีสิทธิอุทธรณ์ค าสั่งไม่รับอุทธรณ์อีกตาม วิ.ผบ.ม.48 วรรคสอง ตอนท้าย ปัญหาว่า หากเลือกใช้สิทธิยื่นค าร้องอุทธรณ์ค าสั่งตาม 2.2) แล้ว จะใช้สิทธิ ยื่นค าร้องขอตาม 2.1 อีกได้หรือไม่ เช่น ยื่นค าร้องอุทธรณ์ค าสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วภายใน 7 วัน นับแต่ศาลชันต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาอีก 3 วัน ยื่นค าร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อีก ปัญหานี้แม้ วิ.ผบ.ไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรง แต่ย่อมตีความได้ว่า เป็ นกรณีไม่อาจ ท าได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็ นการใช้สิทธิ 2 ทางที่ขัดแย้งกัน เนื่องจากการใช้สิทธิยื่นค าร้อง ขอตาม 2.1 เท่ากับยอมรับว่าเห็นด้วยที่เป็ นอุทธรณ์ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนการใช้สิทธิ ตาม 2.2) เป็ นกรณีไม่เห็นด้วยและยืนยันว่าอุทธรณ์ไม่ต้องห้าม การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ : ข้อก าหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการด าเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติ หน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551ข้อ 30 “ ในกรณีที่มีการยื่นค าขอโดยท าเป็ นค าร้ องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ในปั ญหา ข้อเท็จจริงตามมาตรา 48ให้ศาลชั ้นต้นมีอ านาจตรวจค าขอและอุทธรณ์ และมีค าสั่งตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามค าสั่ง ให้ศาลชั ้นต้นรีบส่งค าขอ และอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็วต่อไป
31 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ในกรณีมีการขออนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือระยะเวลายื่นค าขออนุญาต อุทธรณ์หากศาลชั ้นต้นเห็นสมควรอนุญาตให้ขยาย ให้ศาลชั ้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร หากจะไม่ อนุญาตให้ศาลชั ้นต้นด าเนินการตามวรรคหนึ่ง ” ข้อสังเกต:ชั ้นขอยายระยะเวลาระหว่างฎีกา (นับแต่มีการแก้ไขความใน ม.51 โดย พ.ร.บ.วิธี พิจารณาคดีผูบ้ริโภค (ฉบบัที่3) พ.ศ 2559 มาตรา 3 และน าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่งมาใช้บังคับแทนโดยอนุโลม การขยายระยะเวลาระหว่างฎีกาคดีผู้บริโภค จึงต้องบงัคบัตาม ข้อก าหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558ข้อ 9 ที่ ก าหนดให้) กรณีศาลชั ้นต้นเห็นสมควรอนุญาตให้ขยาย ศาลชั ้นต้นเป็ นผู้สั่งหากจะไม่อนุญาต ให้ เป็ นอ านาจศาลฎีกาพิจารณาสั่ง ปัญหาพบบ่อย:ส าหรับชั ้นอุทธรณ์ การที่ข้อก าหนดฯ ไม่ได้บัญญัติเรื่องอ านาจสั่งขยาย ระยะเวลาเป็ นบททั่วไปเพื่อใช้ในทุกกรณี แต่กลับบัญญัติในวรรคสองของข้อ 30 ซึ่งวรรคหนึ่ง เป็ น เรื่องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การตรวจสั่งค าร้ องขออนุญาตและตรวจอุทธรณ์ จึง เป็ นที่มาของทางปฏิบัติของศาลชั ้นอุทธรณ์ที่แตกต่างกัน คือ 1) หากศาลชั ้นต้นจะไม่อนุญาต ต้องส่งศาลชั ้นอุทธรณ์ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็ นคดีอยู่ใน เกณฑ์ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ หากศาลชั ้นต้นสั่งไม่อนุญาตเสียเอง และผู้ อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ค าสั่ง คดีไปสู่ศาลชั ้นอุทธรณ์ ศาลชั ้นอุทธรณ์จะถือว่าสั่งโดยไม่มี อ านาจและสั่งยกค าสั่งศาลชั ้นต้น แล้วสั่งใหม่เสียเองตามรูปคดี 2) หากศาลชั ้นต้นจะไม่อนุญาต ดูเกณฑ์ทุนทรัพย์ในคดีเมื่อเริ่มฟ้ องเกิน 50,000 บาท หรือไม่ หากเกิน เป็ นอ านาจศาลชั ้นต้นพิจารณาสั่งไม่อนุญาตให้ขยายได้เอง หากไม่ เกิน ศาลชั ้นต้นไม่มีอ านาจสั่ง ต้องส่งศาลชั ้นอุทธรณ์สั่ง เช่น ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์พร้อม ค าร้ องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และยื่นค าร้ องขอขยายระยะเวลา วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน กรณีตาม 2) มีข้อพึงสังเกตว่า หากผู้อุทธรณ์ยื่นค าร้ องขอขยายระยะเวลายื่น อุทธรณ์ฉบับเดียว ศาลชั ้นต้นจะพิจารณาทราบได้ อย่างไรว่า คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปั ญหา ข้อเท็จจริงหรือไม่ แม้ชั ้นเริ่มฟ้ องคดีทุนทรัพย์อาจเกิน 50,000 บาท แต่ชั ้นอุทธรณ์อาจมีทุนทรัพย์
32 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ไม่ถึง 50,000 บาท ก็เป็ นได้ ทั ้งอาจเป็ นกรณีอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายได้เช่นกันกรณีตาม 2) นี ้ หากศาลชั ้นต้นปฏิบัติไม่ตรงกับแนวศาลชั ้นอุทธรณ์นั ้น ศาลชั ้นอุทธรณ์จะถือว่าสั่งโดยไม่มี อ านาจและสั่งยกค าสั่งศาลชั ้นต้น แล้วสั่งใหม่เสียเองตามรูปคดี ปัญหาอ านาจศาลชั ้นต้นในการสั่งไม่อนุญาตขยายระยะเวลาดังกล่าว ไม่เป็ น ปัญหาขึ ้นสู่ศาลฎีกา จึงไม่มีแนวบรรทัดฐาน ปัจจุบันศาลชั ้นอุทธรณ์ทั ้ง 10 แห่ง ก็ยังปฏิบัติ แตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็ นกรณีตาม 1) หรือ 2) ความเสียหายในทางคดีก็ไม่ เกิดขึ ้น เพราะเมื่อคดีไปสู่ศาลชั ้นอุทธรณ์ ค าร้องขอขยายระยะเวลาก็ได้รับการพิจารณาจากศาล ชั ้นอุทธรณ์อยู่ดี ปัญหาในคดผ ี้ ู บร ิโภค (ชัน ้ ศาลฎก ี า) ชั้นขออนุญาตฎีกา : พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 การฎีกาค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคและศาลอุทธรณ์ ภาคแผนกคดีผู้บริโภคให้น าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ โดยอนุโลม (ความเดิมในมาตรานีถู้กยกเลิกโดย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบ้ริโภค (ฉบบัที่3) พ.ศ 2559 มาตรา 3 ประกาศ รกจ. 14 ธันวาคม 2558 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ (ม.2) และ ม. 5 ยกเลิกความในมาตรา 52–54 กับ ม. 6 บทเฉพาะกาลให้คดีที่พิพากษาหรือมีค าสั่งก่อน กฎหมายใหม่ใช้บังคับ ให้ใช้กฎหมายเก่าแทนจนกว่าคดีเสร็จจากศาลฎีกา) การขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา : ข้อก าหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ.2558 ข้อ 9 ถ้าจะอนุญาต ศาลชั ้นต้นอนุญาตได้เอง ถ้าจะไม่อนุญาตศาลชั ้นต้นไม่มีอ านาจสั่ง ต้องส่ง ศาลฎีกาเป็ นผู้สั่ง ปัญหาพบบ่อย : ศาลชั ้นต้นส่งฎีกาและค าร้องขออนุญาตฎีกาที่ยื่นเกินก าหนดไปศาลฎีกาโดย ไม่มีค าร้องขอขอขยายระยะเวลา
33 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร การขออนุญาตยื่นฎีกา : ปัญหาพบบ่อย - ส่งฎีกาไปโดยไม่มีค าร้องขอขยายระยะเวลา - ค าร้องไม่ชัดแจ้ง ตัวอย่างค าร้องไม่ชัดแจ้ง เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดี จึงขอน าตัวอย่างค าร้องที่ศาล ฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่าเป็ นค าร้องไม่ชัดแจ้ง เป็ นเหตุให้ต้องสั่งไม่รับฎีกามาเป็ น ตัวอย่างไว้ให้ได้ศึกษา ครพ.ผบ. 6/2560 คดีมีความเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะสมาชิกทั ้งหมู่บ้าน และเป็ นปัญหาข้อกฎหมายส าคัญที่ศาลฎีกาควรอนุญาตให้ฎีกา ครพ.ผบ.354/2560 เนื ้อหาของคดีมีประเด็นที่เป็ นองค์ประกอบส าคัญและเป็ น สาระองค์ความรู้ที่ควรได้รับการวินิจฉัยในเรื่องอ านาจฟ้ องและความรับผิดของจ าเลยว่ามีเพียงใด เป็ นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้ อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ล้วนเป็ นเหตุผลสาระส าคัญที่ต้องว่ากล่าวต่อไปในศาลสูง ทั ้งจะเป็ นแนวฎีกาที่ใช้เป็ นบรรทัดฐาน เป็ นปัญหาข้อกฎหมายที่มีรายละเอียดแนวทางที่ดีในทางปฏิบัติ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็ นไปโดย เที่ยงธรรมและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ครพ.ผบ.1098/2560 ฎีกาของโจทก์ทั ้งสองเป็ นปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ สมควรได้รับการพิจารณาคดีในชั ้นศาลฎีกาอีกครั ้งหนึ่งเพื่อประโยชน์ต่อบุคคลที่รับประทานอาหาร เสริมที่ขายตรงแก่ผู้บริโภค เมื่อเกิดเหตุดังโจทก์ทั ้งสองได้รับจากการบริโภคแล้วแพ้สารอาหาร และ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ครพ.ผบ.1213/2560 ศาลชั ้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีทั ้ง ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนจ าเลยประสงค์ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็ นบรรทัดฐานใน อนาคต รายละเอียดและเหตุผลตามฎีกาที่แนบพร้ อมค าร้ อง ขอให้อนุญาตฎีกาเพื่อให้จ าเลยได้ ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ครพ.ผบ.4480-4482/2561 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลชั ้นต้นพิพากษายกฟ้ อง และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงประสงค์จะยื่นฎีกาเพื่อน าคดีขึ ้นสู่ศาลสูง
34 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ครพ.ผบ.4907/2561 ฎีกาของผู้ร้ องเป็ นปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ควร ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาเพราะผู้ร้องท าสัญญาซื ้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้วไม่ได้รับ ความเป็ นธรรมจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ครพ.ผบ.359/2562 ฎีกาของจ าเลยเป็ นปัญหาส าคัญเพราะยังไม่มีแนวบรรทัดฐาน ของศาลฎีกามาก่อน ครพ.ผบ.5362/2562 จ าเลยยื่นฎีกาคัดค้านค าพิพากษา แต่เนื่องจากคดีต้องห้าม ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อต่อสู้ที่จ าเลยหยิบยกเป็ นข้อฎีกาสามารถเปลี่ยนแปลงค าพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค อันเป็ นปัญหาส าคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัยเพื่อประโยชน์ แห่งความยุติธรรม ครพ.ผบ.6096/2562 ฎีกาของผู้ร้องมีทั ้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงพอที่ศาล ฎีกาจะพิพากษากลับค าพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภค เนื่องจากขัดกับแนว บรรทัดฐานของค าพิพากษาศาลฎีกา เพื่อพัฒนาการตีความกฎหมาย และเพื่อประโยชน์แห่งความ ยุติธรรม ครพ.ผบ. 6420/2562 ฎีกาของจ าเลยเป็ นประเด็นข้อกฎหมายและจ าเลยมีโอกาส ชนะคดี นอกจากนี ้ ฎีกาของจ าเลยยังมีประเด็นทั ้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็ นสาระส าคัญ แห่งคดี สมควรที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกาเพื่อเป็ นบรรทัดฐานต่อไป จากแนววินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าว คงพอให้ศึกษาได้ว่า อย่างไรเป็ นค าร้องที่เข้า ลักษณะไม่ชัดแจ้ง แม้ปัจจุบันศาลฎีกาไม่เคร่งครัดในหลักค าร้องไม่ชัดแจ้งดังเดิม แต่การเขียนค า ร้องให้เข้าหลักเกณฑ์ย่อมเป็ นการแน่นอนว่าจะไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็ นค าร้องไม่ชัดแจ้ง ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ส่งฎีกาไปโดยผู้ฎีกายังไม่วางค่าฤชาฯใช้แทน แม้ผู้บริโภคจะได้รับยกเว้นค่าขึ ้นศาลและค่าธรรมเนียมอื่น แต่หากศาลชั ้นอุทธรณ์ ให้ผู้บริโภครับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ผู้บริโภคก็ต้องวางเงินส่วนนี ้ เพราะไม่ได้รับยกเว้น ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย กรณีเช่นนี ้ หาก ผู้เกี่ยวข้องในศาลชั ้นต้นตรวจสอบให้ถูกต้อง ย่อมท าให้คดีแล้วเสร็จจากศาลฎีกาได้โดยรวดเร็วขึ ้น
35 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร มิฉะนั ้น ศาลฎีกาจะจดรายงานกระบวนพิจารณาส่งมาพร้อมร่างค าพิพากษาเพื่อให้ศาลชั ้นต้นสั่ง คู่ความวางเงินดังกล่าวก่อนอ่านค าพิพากษา หรือบางกรณีอาจถึงกับสั่งจ าหน่ายคดีแล้วส่งส านวน กลับไปให้วางเงินเสียก่อน เมื่อวางแล้วจึงส่งกลับไปพิจารณาพิพากษาอีกครั ้ง ฟ้ องเคลือบคลุม ฎ. 5323/2562แม้จ าเลยที่ 1 อุทธรณ์ท านองว่า การที่โจทก์ที่ 3 ไม่บรรยายฟ้ อง ว่าจ าเลยที่ 6 กระท าละเมิดในทางการที่จ้างจึงขาดสาระส าคัญและศาลชั้นต้นไม่ได้ก าหนด ประเด็นข้อพิพาทไว้ ท าให้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จ าเลยที่ 1 รับผิดเพราะผลของการกระท าของ จ าเลยที่6 ลูกจ้างเป็นการนอกประเด็นตามค าฟ้ องและประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จะเป็ นปัญหาข้อ กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งท าให้จ าเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ก็ตาม แต่ในชั ้นฎีกาจ าเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ต้องรับผิดเพราะเหตุที่ฟ้ องของโจทก์ที่ 3 ไม่ได้ตั้งข้อหาเพื่อ เรียกร้องให้จ าเลยที่ 1 รับผิดในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จ าเลยที่ 6 กระท า ในฐานะลูกจ้าง เป็นการบรรยายฟ้องไม่ครบถ้วนตามหลกัเกณฑ์มาตรา 172 แห่ง ป.วิ.พ. เป็นฟ้ องที่ ไม่ชอบ จึงเป็ นข้อที่มิได้ยกขึ ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ประกอบกับในคดีผู้บริโภค ไม่มีเรื่องค าฟ้ องไม่ชัดแจ้งหรือฟ้ องเคลือบคลุม เนื่องจาก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 20 ให้ศาลมีอ านาจแก้ไขได้หากศาลเหน ็ ว่าค าฟ้องนัน้ ไม่ถูกต้องหรือ ขาดสาระส าคัญบางเรื่องทั ้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้ อยของประชาชนที่ คู่ความจะมีสิทธิยกขึ ้นอ้างในชั ้นฎีกาได้ จ าเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี ้ตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 ปัญหานี ้จ าเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อเป็ นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ข้อพิจารณา ฎ.5323/2562 - เป็ นคดีที่ไม่ได้ผ่านการประชุมของแผนกคดีผู้บริโภค - ข้อวินิจฉัยไม่ใช่ประเด็นโดยตรง - ม.20 ไม่ใช่บทบังคับ หากศาลไม่ได้ดู จะผูกมัดว่าเป็ นกรณีฟ้ องไม่เคลือบคลุมหรือไม่ - อุทธรณ์ฎีกาเป็ นค าฟ้ อง อยู่ใต้บังคับ ม.20 โดย ม.50 และ ม.55 หรือไม่
36 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร - ผู้ประกอบธุรกิจเป็ นโจทก์ฟ้ อง ผู้บริโภค ฟ้ องไม่มีเคลือบคลุมหรือไม่ ทั ้งนี ้ ขอให้ศึกษาจากตัวอย่างคดีดังต่อไปนี ้ ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาไม่ชัดแจ้ง ครพ.ผบ.128/2560 โจทก์ฎีกาในปัญหาความรับผิดของจ าเลยกรณีพื ้นถนนรอบ อาคารชุด โดยลอกข้อความตามอุทธรณ์ในปัญหานี ้มาทั ้งหมด ไม่ได้โต้แย้งว่าค าพิพากษาศาล อุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในปัญหานี ้ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็ นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม โดยผลของ ม.9 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ.ฉบับที่ 27 พ.ศ.2558) เทียบนัย ฎ.9620/2558 ฎ.2176/2559และ ฎ.6721/2539ฎีกาในปัญหานี ้จึงไม่เป็ นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกา ควรวินิจฉัย ครพ.ผบ. 2174/2563 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจส านวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาจ าเลยทั ้งสองว่า ฟ้ องเคลือบคลุมหรือไม่...นั ้น ไม่เป็ นปัญหาส าคัญที่ศาล ฎีกาควรวินิจฉัย บันทึกเหตุผลโดยย่อประกอบคดี ครพ.ผบ. 2174/2563 ฏีกาปัญหาฟ้ องเคลือบคลุมศาลชั ้นต้นก าหนดประเด็นนี ้และฟังว่าไม่เคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์ฟังว่า เป็ นหน้าที่ศาลตรวจฟ้ อง หากเห็นว่าไม่เข้าเกณฑ์วิ.ผู้บริโภคม.20 ศาลอาจสั่งให้แก้ และอ้างข้อก าหนดฯ ข้อ 6 เรื่องหน้าที่เจ้าพนักงานคดี แล้ววินิจฉัยว่า แม้จ าเลย ทั ้งสองให้การเรื่องฟ้ องเคลือบคลุมก็ไม่อาจตัดฟ้ องเรื่องนี ้ในคดีผู้บริโภคได้ ศาลชั ้นต้นก าหนด ประเด็นฟ้ องเคลือบคลุมและรับวินิจฉัยมาไม่ชอบ เมื่ออุทธรณ์มาจึงไม่เป็ นประเด็นที่จะวินิจฉัยและ ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้ องเคลือบคลุม เห็นว่า ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ คลาดเคลื่อนต่อ กฎหมาย เนื่องจาก 1) วิ.ผู้บริโภคม.20 ใช้ค าว่า “ อาจ ” จึงไม่อาจตีความว่าเป็ นบทบังคับศาล และดุลพินิจ ศาลชั ้นต้น(ที่เห็นว่าฟ้ องเคลือบคลุมหรือไม่เคลือบคลุม)ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอ การตีความเช่นศาล อุทธรณ์ หากศาลชั ้นต้นเห็นว่า ฟ้ องชอบด้วย ม.20 และไม่ได้สั่งให้แก้ไข ทั ้งที่ความจริงฟ้ องไม่ชอบ ย่อมก่อให้เกิดปัญหาแก่คดีในชั ้นศาลสูงได้
37 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร 2) กรณีตามข้อ 1 หากศาลชั ้นต้นเห็นว่าฟ้ องเคลือบคลุมและสั่งให้แก้ไข แต่โจทก์เห็นว่า ฟ้ องชอบแล้วและไม่ยินยอมแก้ หากตีความดังศาลอุทธรณ์ว่าไม่มีกรณีฟ้ องเคลือบคลุม ย่อมเกิด ปัญหาที่ไม่มีทางออก 3) ที่ศาลอุทธรณ์อ้างข้อก าหนดฯ เป็ นเหตุผลประกอบการวินิจฉัยนั ้น ข้อก าหนดฯ ออก ภายใต้บังคับ ม.6 ที่จะต้องไม่ท าให้สิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความลดน้อยลงการตีความนัย ดังกล่าวย่อมขัดกับหลักการ ม.6 4)คดีผู้บริโภคมิใช่มีแต่ผู้บริโภคเป็ นโจทก์เท่านั ้น คดีส่วนใหญ่ฝ่ ายผู้ประกอบธุรกิจเป็ นโจทก์ การตีความเช่นศาลอุทธรณ์ย่อมจ ากัดสิทธิในการต่อสู้คดีของฝ่ ายผู้บริโภคที่เป็ นจ าเลยอยู่ในตัว 5) บทบัญญัติ ม.20อยู่ในหมวด 2 ซึ่งน าไปใช้ในชั ้นอุทธรณ์และฎีกาด้วยโดยผลของ ม.50 และ ม.55หากตีความดังศาลอุทธรณ์ กรณีอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ชัดแจ้ง เมื่ออุทธรณ์หรือฎีกามี สถานะเป็ นค าฟ้ อง ศาลสูงต้องสั่งให้ผู้อุทธรณ์ฎีกาซึ่งถือเป็ นโจทก์ในชั ้นอุทธรณ์ฎีกาแก้ไขด้วย เช่นกัน และคู่ความฝ่ ายตรงข้ามจะแก้อุทธรณ์หรือแก้ฎีกาว่าไม่ชัดแจ้ง ไม่ควรรับวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือฎีกาย่อมไม่ได้ ทั ้งหากศาลสูงไม่ได้สั่งให้แก้ไข จะไม่รับวินิจฉัยประเด็นนั ้น ๆ โดยอ้างว่าไม่ชัด แจ้งก็ย่อมไม่ได้ ซึ่งเห็นได้ว่าการตีความของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามแนวทางที่ศาลสูงยึดถือมา ตั ้งแต่ปี 2551 ที่กฎหมายออกใช้บังคับ ปัจจุบันศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคก็ยังออกร่างอยู่ตลอดมา ว่า ประเด็นตามฎีกาบางข้อไม่ชัดแจ้ง ไม่รับวินิจฉัย แม้ว่าฝ่ ายผู้บริโภคจะเป็ นผู้ฎีกาก็ตาม ปัญหาเรื่องฟ้ องเคลือบคลุมนี ้ ข้อวินิจฉัยท่ีถูกต้องคือ บทบัญญัติ ม.20 เป็ นบท ดุลพินิจศาลที่จะเข้าไปดูฟ้ องว่าชอบด้วยมาตรานี ้หรือไม่ ไม่ใช่บทบังคับศาลว่า ต้อง ปฏิบัติ เห็น ได้ชัดจากที่กฎหมายบัญญัติใช้ค าว่า อาจ ไม่ได้บัญญัติใช้ค าว่า ต้องแม้ศาลไม่ได้สั่งให้แก้ไข ปัญหาฟ้องเคลือบคลุมก็ไม่ถือว่ายุติไปหรือมีขึ้นไม่ได้เลยในคดีผู้บริโภคเช่น หากฟ้ องของผู้ ประกอบธุรกิจเคลือบคลุม และจ าเลยซึ่งเป็ นผู้บริโภคให้การต่อสู้คดี ศาลย่อมพิพากษาว่าฟ้ อง เคลือบคลุมและยกฟ้ องได้ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาฟ้ องเคลือบคลุม จึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การบรรยายฟ้ องคดีผู้บริโภคซึ่งเป็ นคดีแพ่ง โจทก์ไม่ จ าต้องปรับบทมาในฟ้ อง การปรับบทเป็ นหน้าที่ศาล นัย ฎ.1455/2562ฟ้องโจทก์ที่บรรยาย ถึงข้อเท็จจริงทั ้งการส าคัญผิดก็ดี การโฆษณาลวงก็ดี เป็ นค าฟ้ องที่มีข้อเท็จจริงที่เป็ นเหตุแห่งการ
38 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ฟ้ องคดีรวมทั ้งค าขอบังคับชัดเจนพอที่จะท าให้เข้าใจได้ ตาม ม.20 แล้ว ฟ้ องจึงไม่เคลือบคลุม แม้ รับฎีกาข้อนี้มา ผลคดีก็ไม่เปลี่ยนแปลงจึงไม่มีเหตุควรรับวินิจฉัย ครพ.ผบ.2407/2561 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจส านวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ...ส่วนปัญหาว่าจ าเลยที่ 1 ออกใบเสร็จรับเงินว่าได้รับเงินจาก โจทก์แล้ว แต่กลับเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันชีวิตที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ ชัดแจ้งนั ้น ตามฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ชอบอย่างไร จึงเป็ นฎีกาที่ ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252 จึงไม่เป็ นปัญหาส าคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยเช่นกัน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคสอง และข้อก าหนดของประธานศาลฎีกา ว่า ด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่งพ.ศ.2558 ข้อ 13อันเป็ นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดี ผู้บริโภคโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 เรื่องฟ้ องเคลือบคลุมในคดีผู้บริโภคมีได้หรือไม่นี ้ ต่อมามีค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 360/2563 วินิจฉัยว่า ...แม้ศาลชั ้นต้นจะก าหนดประเด็นข้อพิพาทตามค าให้การของจ าเลยว่าฟ้ อง โจทก์เคลือบคลุมหรือไม่และมิได้หยิบยกประเด็นข้อนี ้ขึ ้นวินิจฉัยในค าพิพากษาเพื่อตัดฟ้ องโจทก์ จึงมีผลเท่ากับว่าฟ้ องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เป็ นการสมประโยชน์แก่โจทก์ผู้ฟ้ องคดี เมื่อจ าเลยมิได้ ยกประเด็นนี ้ขึ ้นโต้แย้งในชั ้นอุทธรณ์ประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้ องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็ นข้อที่ไม่ได้ ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั ้งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความ สงบเรียบร้ อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ ้นอ้างในชั ้นฎีกาได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาใน ปัญหานี ้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิฯ ผู้บริโภค มาตรา 51 แม้โจทก์จะ ได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อเป็ นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคก็ไม่อาจวินิจฉัยได้... ค าพิพากษาฎีกาฉบับนี ้ แม้ไม่วินิจฉัยโดยตรงว่า ฟ้ องเคลือบคลุมในคดีผู้บริโภคมีได้ หรือไม่ แต่หากฟ้ องเคลือบคลุมในคดีผู้บริโภคไม่อาจมีได้ ศาลฎีกาไม่น่าจะวินิจฉัยตัดเพียงเรื่องข้อ ที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ เพราะหากฟ้ องเคลือบคลุมไม่อาจมีในคดีผู้บริโภค การที่ศาล ชั ้นต้นก าหนดประเด็นฟ้ องเคลือบคลุมย่อมไม่ชอบมาแต่ต้น
39 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร บรรยายฟ้ อง ฎ.1455/2562 การฟ้ องคดีผู้บริโภคโจทก์เพียงบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็ นเหตุแห่งการ ฟ้ องคดีรวมทั ้งค าขอบังคับชัดเจนพอที่จะท าให้เข้าใจได้ตามที่บัญญัติในมาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551ก็เป็ นการเพียงพอ โจทก์หาจ าต้องปรับบท กฎหมายที่ฝ่ ายจ าเลยต้องรับผิดมาในค าฟ้ องไม่ การที่โจทก์ตั ้งข้อหาในฟ้ องว่าเป็ นเรื่องสินค้าที่ไม่ ปลอดภัยเพราะความช ารุดบกพร่องของรถพิพาทและฟ้ องให้จ าเลยที่ 1 ผู้ผลิต จ าเลยที่ 2 ผู้รับหรือ ซื ้อรถพิพาทจากจ าเลยที่ 1 ไปจ าหน่าย จ าเลยที่ 3 ตัวแทนจ าหน่ายของจ าเลยที่ 2 และจ าเลยที่ 4 ผู้ให้เช่าซื ้อรถพิพาทแก่โจทก์ร่วมกันรับผิดโดยบรรยายฟ้ องถึงเหตุแห่งความรับผิดว่า รถพิพาทมี ความช ารุดบกพร่อง เครื่องยนต์ดับในขณะที่รถแล่นหรือจอดและไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตของโจทก์และผู้อื่นนั ้น นอกจากเป็ นการฟ้ องให้รับผิดตาม พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ดังศาล ล่างทั ้งสองวินิจฉัยแล้ว ยังเป็ นการฟ้ องให้จ าเลยทั ้งสี่รับผิดในความช ารุดบกพร่องของรถพิพาทซึ่ง อยู่ในเกณฑ์ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภค พ.ศ.2551 อยู่ด้วย ฟ้ องโจทก์หาได้จ ากัดความรับผิดของจ าเลยทั ้งสี่เพียงในฐานะเป็ น ผู้ประกอบการตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551ไม่ ความส าคัญของการโฆษณา บรรดาสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบธุรกิจผลิต จัดท าเพื่อจ าหน่ายหรือให้บริการแก่ ผู้บริโภคนั ้น ย่อมขาดไม่ได้ซึ่งการท าการตลาดเพื่อให้เป็ นที่ทราบแก่ผู้บริโภค การโฆษณาโดยการ น าเสนอสินค้าหรือบริการนั ้นว่ามีดีอย่างไรเพื่อจูงใจผู้บริโภคให้สนใจซื ้อหรือรับบริการจึงเป็ น เครื่องมือการตลาดที่ใช้กันแพร่หลาย หากการโฆษณาเป็ นการป่ าวประกาศข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงให้ ผู้บริโภคทราบย่อมไม่เป็ นภัยหรือเป็ นโทษต่อผู้บริโภค ในทางตรงกันข้าม หากการโฆษณาไม่เป็ น จริง มีการปกปิ ดข้อเท็จจริงที่ส าคัญ หรือถึงขนาดลวงให้หลงเชื่อ ย่อมเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจ
40 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร กระท าโดยไม่สุจริต ซึ่งปัจจุบันการตัดสินคดีผู้บริโภคได้ตื่นตัวเรื่องผลของการโฆษณาขึ ้นมาก ดัง ตัวอย่างคดี โฆษณาเป็ นส่วนหนึ่งของสัญญา ฎ. 5351/2562 จ าเลยแจกแผ่นพับโฆษณาเพื่อขายห้องชุดแก่ผู้ซื ้อเป็ นการทั่วไป โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบชัดว่า ที่ดินพิพาทเป็ นที่ดินตามโฉนดต่างหากจากที่ดินที่ตั ้งอาคารชุด จ าเลย ไม่ได้มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้เป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด เพียงให้ใช้สอยได้อย่างภาระจ า ยอมเท่านั ้น ที่จ าเลยน าสืบต่อสู้ท านองว่า ตามแผ่นพับโฆษณา แสดงชัดอยู่ในตัวแผ่นพับว่า พื ้นที่ส่วนใดเป็ นส่วนอาคารชุด ทั ้งได้ระบุที่ดินที่ตั ้งอาคารชุดไว้ชัดเจนตามแผ่นพับว่า ที่ตั ้งอาคาร ชุดคือที่ดินเฉพาะตามโฉนดเลขที่ระบุเท่านั ้น ผู้ซื ้อดูแผ่นพับแล้วย่อมเข้าใจทั ้งย่อมตรวจสอบ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้โดยง่ายนั ้น เห็นว่าแผ่นพับโฆษณา เป็ นประกาศโฆษณาที่จ าเลยแจกจ่ายแก่ผู้ซื ้อห้องชุด ซึ่ง ย่อมเป็ นไปเพื่อจูงใจให้ผู้พบเห็นเข้าท าสัญญากับจ าเลยเพื่อซื ้อห้องชุด สิ่งที่จ าเลยก าหนดในแผ่น พับที่เป็ นสื่อกลางโฆษณาให้ผู้ซื ้อทราบว่าจะได้รับสิ่งใดเป็ นการตอบแทนการเข้าท าสัญญาซื ้อห้อง ชุดจึงถือเป็ นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างจ าเลยกับผู้ซื ้อ ดังที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 จ าเลยซึ่งเป็ นผู้ประกอบธุรกิจจึงมี หน้าที่ตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็ นธรรมที่จะต้องแจ้งข้อ ท่ีผู้บริโภคควรทราบให้กระจ่างชัดทั้งต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็ นการไม่เป็ นธรรมในการ โฆษณาต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับ สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการไม่ว่าในทางใด ซึ่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) บัญญัติว่า ข้อความที่จะ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระส าคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระท าโดยใช้หรืออ้างอิง รายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม ถือ ว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรม ดังนี ้ แม้จ าเลยไม่มีเจตนาให้ที่ดินพิพาทเป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดดังจ าเลย อ้าง แต่ตามแผ่นพับโฆษณา รูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็ นทางเข้าออกและพื ้นที่ติดชายหาด
41 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ติดต่อกับพื ้นที่อาคารชุดดังวินิจฉัย ที่มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระส าคัญ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็ นพื ้นที่ใช้สอยอันมีผลต่อสถานะความเป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคาร ชุด โดยทา ให้ผู้ซือ้เข้าใจไปว่าท่ีดินพิพาทเป็ นพืน้ท่ีท่ีเจ้าของร่วมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างเป็ นทรัพย์ส่วนหนึ่งของอาคารชุด การโฆษณาของจ าเลยจึงเป็ นการโฆษณาด้วย ข้อความที่เป็ นการไม่เป็ นธรรมต่อผู้บริโภค ดังบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22(2)จ าเลยจึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั้น การที่จ าเลยไม่แสดงให้ชัดแจ้งเพื่อให้ปรากฏแก่ผู้ซื ้อซึ่งเป็ นผู้บริโภคว่า ที่ดิน พิพาทไม่ใช่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดซึ่งเป็ นหน้าท่ีของจา เลยผู้ประกอบธุรกิจต้องกระท า ให้ปรากฏอย่างชัดเจนในการโฆษณา ในขอบมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบ ธุรกิจที่เป็ นธรรมดังวินิจฉัย ดังนี้แม้จา เลยไม่มีเจตนาลวงผู้บริโภคดังอ้างจา เลยก ็ ต้องผูกพัน ตามแผนผังในแผ่นพับโฆษณา ซึ่งถือเป็ นข้อตกลงอันเป็ นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย ดังที่ บัญญัตติามพระราชบัญญัตวิิธีพจิารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 ที่จ าเลยน าสืบต่อสู้คดีท านองว่าทางและที่ดินติดชายหาดเป็ นการใช้ประโยชน์ ร่วมกันของโรงแรมและอาคารชุดจึงไม่เป็ นทรัพย์ส่วนกลางนั ้น เห็นว่า แม้ลักษณะที่แสดงตาม แผ่นพับโฆษณาจะแสดงอยู่ว่า ทางและที่ดินติดชายหาดเป็ นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของโรงแรม และอาคารชุดก็ตาม ที่ดินพิพาทก็ยังคงมีสถานะเป็ นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ ร่วมกันสา หรับเจ้าของร่วมอยู่ด้วย การที่โรงแรมมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์ด้วย หาท าให้ที่ดินพิพาท ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันส าหรับเจ้าของร่วมไม่เพราะเจ้าของร่วมใน อาคารชุดย่อมร่วมใช้ประโยชน์กับโรงแรมได้เมื่อเป็ นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ ร่วมกันส าหรับเจ้าของร่วมจึงเป็ นทรัพย์ส่วนกลางดังวินิจฉัย จ าเลยจึงมีหน้าที่ต้องด าเนินการ ให้ที่ดินพิพาทเป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดโจทก์ ที่จ าเลยน าสืบต่อสู้คดีท านองว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์ที่จดทะเบียนเป็ นทรัพย์ ส่วนกลางของอาคารชุดโจทก์จึงไม่เป็ นทรัพย์ส่วนกลางนั ้น เห็นว่าทรัพย์ส่วนกลางของ อาคารชุดนั ้น นอกจากทรัพย์สินอื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ยังหมายความถึงทรัพย์สินอื่นที่ มีไว้ เพื่อใช้ หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันส าหรับเจ้ าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ ถือเป็ นทรัพย์ ส่วนกลางด้วยดังบัญญัติความตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 และมาตรา 15
42 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ทั ้งนี ้ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะขึ้นทะเบียนอาคารชุดระบุว่าเป็ นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่หรือ เจ้าของทรัพย์สินนั้นจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธ์ิทรัพย์สินนัน้ ให้เป็ นทรัพย์ส่วนกลาง หรือไม่ก็ตาม เพราะเป็ นกรณีตกเป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย (ฎ.314/2563) เมื่อคดีฟังได้ดังวินิจฉัย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดที่ศาล ล่างทั ้งสองฟังว่า ที่ดินพิพาทไม่เป็ นทรัพย์ส่วนกลางนั ้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ ้น สัญญาบริการ ฎ.4567/2561ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามค าพิพากษาศาลชั้นต้น (ว่า เมื่อรถยนต์พิพาทที่เช่าซื้อช ารุดบกพร่อง ผูใ้หเ้ช่าซื้อเป็นฝ่ายต้องรับผิดต่อโจทก์ผูเ้ช่าซื้อ ส่วน จ าเลยทงั้สองซึ่งเป็นตวัแทนและผู้ขายต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 472 โจทก์ไม่ใช่คู่สญัญากบัจ าเลยทงั้สองที่จะใช้สิทธิเรียกร้องใหจ าเลยทั้งสองรับ ้ ผิดในความช ารุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทที่เกิดระหว่างเช่าซื้อ โจทก์จึงไม่มีอ านาจฟ้ องจ าเลยทั้ง สอง) โดยศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยตามแนว ฎ.9034/254317 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่า โจทก์เป็ นผู้ซื ้อรถยนต์พิพาทจากจ าเลยที่ 1 ด้วยวิธีการเช่าซื ้อ จ าเลยที่ 1 ตกลงด้วย มีธนาคารทิสโก้ จ ากัด (มหาชน) เป็ นผู้ให้เช่าซื ้อ จ าเลยที่ 1 รับช าระเงินดาวน์จากโจทก์แล้วส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 พร้อม มอบสมุดคู่มือการรับบริการเอกสารหมาย ล.3 แก่โจทก์ ระบุชื่อผู้ซื ้อว่าโจทก์ในใบทะเบียนลูกค้า เอกสารหมาย ล.3 (แผ่นที่ 2) จ าเลยที่ 1 ตกลงรับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและ ระยะเวลา ด้วยการก าหนดเกณฑ์รับประกันกรณีความเสียหายของวัสดุหรือคุณภาพในการ ประกอบรถที่ต้ องได้ มาตรฐานเป็ นเวลา 36 เดือน หลังจากรับมอบรถหรือใช้งาน 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณี 17 ฎ.9034/2543 แม้โจทก์สั่งซื้อรถจากจ าเลยที่ 1 โดยช าระค่าจองรวมทั้งค่ารถยนต์บางส่วน เป็นเงิน 299,000 บาท และได้รับมอบรถจากจ าเลยที่ 1 แต่โจทก์ท าสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จ ากัด เป็น เงิน 2,929,906.32 บาท บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่งจ ากัด จึงเป็นเจ้าของรถ หาใช่จ าเลยที่1 ไม่ โจทก์กับจ าเลยที่1 จึงหาได้มีนิติสัมพันธ์ตามลักษณะของสัญญาซื้อขาย ส่วนที่เกี่ยวกับจ าเลยที่2 นั้น ไม่ปรากฏว่า มีความ ผูกพนักบัโจทก์ตามสญัญาใด ที่จะท าให้ต้องรับผิดในความช ารุดบกพร่องของรถคันพิพาทต่อโจทก์ล าพังเพียงการรับประกันว่า หากรถยนต์ที่จ าหน่ายมีปัญหา สามารถส่งซ่อมได้ที่ศูนย์บริการตวัแทนจ าหน่ายและที่ศูนย์ ของจ าเลยที่2 มิได้หมายความว่า จ าเลยที่2 ผูกพนัตนตอ้งรับผิดในความช ารุดบกพร่องของรถยนต์ที่โจทก์ไดร้ับมอบมาตามสญัญาเช่าซื้อ เพราะความรับผิดในกรณีทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อช ารุดบกพร่อง โจทก์ย่อมเรียกร้อง ไดจ้ากผูใ้หเ้ช่าซื้อโดยตรง โจทก์จึงไม่มีอ านาจฟ้ องจ าเลยทั้งสองให้รับผิดในความช ารุดบกพร่อง
43 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ได้ความดังนี ้ เห็นว่า แม้โจทก์เป็ นเพียงลูกค้าติดต่อซื ้อรถยนต์พิพาทจากจ าเลยที่ 1 โดยใช้วิธีการเช่าซื ้อด้วยการขอให้ธนาคารทิสโก้ จ ากัด (มหาชน) ซื ้อรถยนต์จากจ าเลยที่ 1 แล้ว น าไปให้โจทก์เช่าซื ้อดังความตามสัญญาเช่าซื ้อ ข้อ 3และโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาท ขณะฟ้องคดีเพราะเป็ นผู้เช่าซือ้จากธนาคารทิสโก้ จ ากัด (มหาชน) เจ้าของผู้ให้เช่าซื ้อ แต่โจทก์ ในฐานะผู้เช่าซื ้อมีสิทธิครอบครองและใช้รถโดยชอบ กับมีหน้าที่รักษารถยนต์พิพาทให้อยู่ในสภาพ เรียบร้ อยและมีการซ่อมแซมที่ดีโดยค่าใช้จ่ายของโจทก์ ตามสัญญาเช่าซื ้อ ข้อ 5 (ก) เมื่อโจทก์ ช าระค่าเช่าซือ้ครบตามสญัญา กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมตกเป็นของโจทก์ตามสญัญาเช่า ซื ้อ ข้อ 7 โจทก์จึงมีสิทธิใช้สอยรถยนต์พิพาทโดยชอบ ตามพฤติการณ์ที่จ าเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ก่อนโจทก์ท าสัญญาเช่า ซื ้อกับผู้ให้เช่าซื ้อ พร้อมกับส่งมอบสมุดคู่มือการรับบริการเอกสารหมาย ล.3 ให้แก่โจทก์ ระบุการ รับประกันรถยนต์พิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา โดยระบุชื่อโจทก์เป็ นลูกค้าผู้ซื ้อ ซึ่ง ย่อม หมายถึงเป็ นผู้มีสิทธิรับบริการเก่ียวกับรถยนต์พิพาทจากจ าเลยท่ี1 เช่นนี ้เชื่อได้ว่า ย่อม เป็นไปตามข้อตกลงที่จ าเลยที่ 1 แจ้งแก่โจทก์ขณะเจรจาท าความตกลงซื้อขายกันด้วย วิธีการเช่าซื ้อว่ามีบริการรับประกันเช่นนั ้น เพราะเป็ นการจูงใจให้โจทก์เข้าเป็ นลูกค้า ข้อตกลงเช่นนี ้ย่อมถือเป็ นสัญญาการให้บริการที่จ าเลยที่ 1 ผู้ ขายตกลงจะ ให้บริการแก่โจทก์เพื่อตอบแทนแก่โจทก์ผู้ซื ้อรถยนต์พิพาทด้วยวิธีการเช่าซื ้อ แม้ไม่ได้ท าเป็ น สัญญาบริการขึน้ โดยเฉพาะเจาะจงก ็ มีผลผูกพันและบังคับแก่จ าเลยท่ี1 ได้เพราะเป็ น ส่ วนหนึ่ งของสัญญาระหว่ างโจทก์ กับจ าเลยที่ 1 และผู้ให้เช่าซื้อ โดยผลของ พระราชบัญญัตวิิธีพจิารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 ส าหรับจ าเลยที่ 2 ซึ่งเป็ นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบและจ าหน่ายรถยนต์พิพาท แม้เป็ นนิติบุคคลต่างหากจากจ าเลยที่ 1 ซึ่งเป็ นตัวแทนจ าหน่ายของตน และแม้การจ าหน่าย รถยนต์แต่ละคัน จ าเลยที่ 2 ใช้วิธีการขายรถยนต์ให้แก่ตัวแทนจ าหน่าย แล้วตัวแทนจ าหน่ายเป็ น ผู้ขายรถแก่ลูกค้าโดยจ าเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื ้อรถเองหรือลูกค้าผู้ซื ้อด้วยวิธีการ เช่าซื ้อโดยมีสถาบันการเงินเป็ นผู้ซื ้อรถยนต์จากตัวแทนจ าหน่ายน าไปให้เช่าซื ้ออีกต่อหนึ่งก็ตาม แต่ได้ความจากที่จ าเลยที่ 2 น าสืบนายศุภฤกษ์ เจียมวงษ์ พนักงานจ าเลยที่ 2เป็ นพยานเบิก
44 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ความว่า จ าเลยที่ 1ซึ่งเป็ นตัวแทนจ าหน่ายของจ าเลยที่ 2 จะซื ้อรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเล็ตจากจ าเลยที่ 2โดยใช้สัญญลักษณ์และการตกแต่งสถานที่ประกอบการในลักษณะเดียวกับตัวแทนจ าหน่ายอื่น ของจ าเลยที่ 2เพื่อเหตุผลทางการตลาด จ าเลยที่ 2เพียงมีสิทธิตรวจสอบการใช้สัญลักษณ์ตกแต่ง สถานที่และควบคุมคุณภาพการซ่อมแซมรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเล็ตเท่านั ้น เรื่องการควบคุมการซ่อมของตัวแทนจ าหน่ายโดยจ าเลยที่ 2 นี ้ จ าเลยที่ 1 น าสืบ นายประสาน องึ้สวสัดิ์ผ้จูดัการสาขาของจ าเลยที่1 เป็ นพยานเบิกความว่า หากรถที่เข้ารับบริการ มีปัญหาเล็กน้อย จ าเลยที่ 1 ไม่ต้องแจ้งรายละเอียดการซ่อมเพื่อขออนุมัติจากจ าเลยที่ 2 แต่หาก เป็ นการซ่อมแซมใหญ่เช่นกรณีที่เกิดกับรถยนต์พิพาท จ าเลยที่ 1 จะขออนุมัติซ่อมจากจ าเลยที่ 2 กรณีรถยนต์พิพาท เมื่อจ าเลยที่ 1 ได้รับจากโจทก์เพื่อซ่อมได้แจ้งจ าเลยที่ 2 ทราบ จ าเลยที่ 2 ส่ง วิศวกรรถยนต์ไปดูสภาพความเสียหายแล้วแจ้งว่า ไม่อาจซ่อมที่สาขาสมุยได้ จ าเป็ นต้องน า รถยนต์พิพาทไปซ่อมที่กรุงเทพมหานคร ดังนี้ ตามพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจของจ าเลยที่ 2 กับจ าเลยที่ 1 ผู้ เป็ นตัวแทนจ าหน่ายเห็นได้ว่า ในการให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเล็ตของตัวแทน จ าหน่ายเช่นจ าเลยที่ 1 แก่ลูกค้าเช่นโจทก์ จ าเลยที่ 2 เป็ นผู้ควบคุมคุณภาพและก ากับดูแล มาตรฐานการซ่อมของจ าเลยที่ 1 โดยใกล้ชิด กรณีที่เกินก าลังของตัวแทนจ าหน่ายจะซ่อมได้ จ าเลยที่ 2จะเข้าซ่อมเอง ทั ้งนี ้ ย่อมเป็ นไปเพื่อรักษาชื่อเสียงยี่ห้อรถยนต์ของตนให้เป็ นที่เชื่อถือใน ท้องตลาด ซึ่งเป็ นประโยชน์ในธุรกิจผลิตและจ าหน่ายรถยนต์ของตน จ าเลยที่ 2 จึงยินยอมให้ จ าเลยที่ 1 ท าค ารับรองแก่ลูกค้าโดยอ้างอิงการรับประกันจากเชฟโรเล็ตดังปรากฏตามสมุด คู่มือการรับบริการเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งค าว่า “ เชฟโรเล็ต ” ย่อมหมายถึงจ าเลยที่ 2 ข้อความการ รับประกันตามเอกสารดังกล่าวที่รับรองว่า “ ...สมุดคู่มือการรับบริการนี ้ ควรเก็บไว้ กับรถ ตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาที่ต้องการจะขายต่อ เพื่อสามารถที่จะใช้ในการรับประกันคุณภาพ ของรคคันนั ้นต่อไป...” และ “...ตัวแทนจ าหน่ายยินดีที่จะรับบริการให้กับลูกค้ าที่ร้องขอการ รับประกันคุณภาพโดยมิได้ค านึงว่ารถคันดังกล่าวซื ้อมาจากที่ใด...” ตามสมุดคู่มือการรับบริการ เอกสารหมาย ล.3 (หน้า 8) หัวข้อ การบริการเชฟโรเล็ต อันเป็ นการแสดงถึงความยินยอมให้
45 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร จ าเลยที่ 1 อ้างอิงการรับประกันการบริการภายใต้การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานโดย จ าเลยที่ 2 การที่จ าเลยที่ 2 ควบคุมก ากับการซ่อมแซมรถของจ าเลยที่ 1 และเข้าซ่อมเองใน กรณีเกินก าลังของจ าเลยที่ 1 เช่นนี ้ ย่อมบ่งชี้ชัดว่าจ าเลยที่ 2 เป็ นผู้ร่วมกับจ าเลยที่ 1 ในการให้ สัญญารับประกันการซ่อมบ ารุงรักษารถยนต์อันเป็ นบริการที่ให้แก่โจทก์ผู้เป็ นลูกค้าผู้ซื ้อรถยนต์ เชพโรเล็ตด้วย ได้ความดังนี้จ าเลยทัง้สองจึงอยู่ในฐานะเป็ นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการซ่ึง เป็ นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซ่ึงเป็ นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับบริการย่อมเป็ นผู้บริโภค ตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้ บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติคุ้ มครอง ผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับบริการจากจ าเลยทั ้งสองกล่าวอ้างว่ารถยนต์พิพาทช ารุด บกพร่องจากเหตุเครื่องยนต์ท างานผิดปกติและอยู่ในเกณฑ์บังคับภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลา การรับประกันโดยจ าเลยทั ้งสองอันเป็ นการกล่าวอ้างว่าจ าเลยทั ้งสองผิดสัญญาให้บริการซึ่งเป็ น การโต้แย้งสิทธิโจทก์ แม้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื ้อรับผิดในความช ารุดบกพร่องของรถยนต์ พิพาทได้โดยตรงดังจ าเลยที่ 1 แก้ฎีกา และโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธ์ิรถยนต์พิพาทดัง จ าเลยที่ 2 แก้ฎีกา ก็หาตัดสิทธิโจทก์ที่จะใช้สิทธิเรียกร้ องจากจ าเลยทั้งสองซึ่งเป็ น คู่สัญญาฝ่ ายผู้ให้บริการรับประกันการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ไม่ โจทก์จึงมีอ านาจฟ้ อง จ าเลยทั ้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์กับจ าเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์กันใน ลักษณะซือ้ขาย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธ์ิรถยนต์พิพาท และโจทก์เรียกให้ผู้เช่าซือ้รับ ผิดในความช ารุดบกพร่องได้โดยตรงอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีอ านาจฟ้องจ าเลยทัง้สองและ พพิากษายกฟ้องนัน้ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เหน ็ พ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ ้น หลักสุจริตกับคดีผู้บริโภค ในทางแพ่ง มีหลักสุจริตบัญญัติในกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 5 ว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการช าระหนี ้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระท าโดย สุจริต ” และ มาตรา 6 ว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระท าการโดยสุจริต ”
46 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ส่วนในคดีผู้บริโภค มีหลักที่เข้มงวดกว่าหลักสุจริตตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังกล่าว โดยบัญญัติใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ว่า “ในการใช้สิทธิ แห่งตนก็ดีในการช าระหนี้ก็ดีผูป้ระกอบธุรกิจต้องกระท าด้วยความสจุริตโดยค านึงถึงมาตรฐาน ทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม” หลักมาตรา 12 ก าหนดธรรมาภิบาลในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะต้ อง ก) กระท าโดยสุจริตแล้ ว ยังต้ อง ข) กระท าตามมาตรฐานทางการค้ าที่ เหมาะสม ทั ้งยังต้อง ค) เป็ นไปในระบบธุรกิจที่เป็ นธรรมด้วย อย่างไรจะเข้าเกณฑ์ทั ้ง ก) ข) และ ค) เป็ นข้อเท็จจริงที่ศาลจะวินิจฉัยเป็ นคดีไป ซึ่งหมายถึงว่า ต้องมีข้อเท็จจริงชี้ว่า การกระท าของผู้ ประกอบธุรกิจเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานการค้ าที่เหมาะสมทั่วไปแล้ ว มีความด้ อยกว่า มาตรฐานนั ้นหรือไม่ กับต้องเปรียบเทียบระบบธุรกิจว่าที่เป็ นธรรมนั ้นเป็ นอย่างไร และการที่ผู้ ประกอบธุรกิจในคดีกระท านั ้น ไม่เป็ นธรรมอย่างไร ข้อวินิจฉัยเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริง ซึ่ง หากไม่มีข้อเท็จจริงในคดีแล้ว ศาลจะหยิบยกบทบัญญัติมาตรา 12 ขึ ้นวินิจฉัยว่าผู้ประกอบธุรกิจ ไม่สุจริตยังไม่ได้ ตัวอย่างฎีกาที่น าหลักสุจริตมาปรับใช้ ปัจจุบันศาลฎีกาเริ่มปรับใช้บทบัญญัติมาตรา 12 กับคดีแล้ว กรณีศึกษาที่ดี เห็นได้ จากฎีกา ฎีกาที่ 1625/2563 ธนาคารฟ้ องเรียกเงินที่ให้จ าเลยกู้ 1,000,000 บาท ตกลงให้ ช าระดอกเบี ้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หากผิดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี ้ยอัตราสูงสุดผิดเงื่อนไขไม่เกิน ร้อยละ 28 ต่อปี ขณะท าสัญญาเท่ากับร้อยละ 25 ต่อปี ศาลชั้นต้นเห็นว่า ดอกเบี ้ยเป็ นเบี ้ยปรับ ลดดอกเบี ้ยหลังฟ้ องเหลือร้อยละ 12 ต่อ ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ดอกเบี ้ยที่โจทก์คิดจากจ าเลยเพิ่มขึ ้นจากอัตราร้อยละ 18 ต่อ ปี ที่คิดอยู่ตามปกติก่อนผิดนัด เพิ่มเป็ นอัตราสูงสุดไม่เกินร้ อยละ 28 ต่อปี นั ้น เป็ นเบี ้ยปรับ แต่ กรณีอยู่ในบงัคบัแห่งพระราชบญัญตัิวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ที่คุ้มครอง ผู้บริโภคมิให้เสียเปรียบจนเกินไปแก่ผู้ประกอบกิจการ เมื่อค านึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่