The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปัญหาในคดี ผบ 21 กค 65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by E - Book Wittaya S, 2023-04-26 23:56:13

ปัญหาในคดี ผบ 21 กค 65

ปัญหาในคดี ผบ 21 กค 65

47 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกกิจที่เป็นธรรมตามสมดุลระหว่างการคิดการคิดดอกเบี้ยจากลูกค้า ประเภทเงินฝากและประเภทเงินกู้เห็นสมควรก าหนดใหค้ิดดอกเบี้ยผิดนดัอตัราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ฎีกาว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ไม่ได้ ให้อ านาจศาลปรับลดดอกเบี ้ยระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคนอกเหนือจากข้อตกลงตาม สัญญาโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี ้ยตามสัญญาได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่อาจปรับลดดอกเบี ้ยได้ ศาลฎีกา...เห็นว่า มาตรา 12 ...เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับบทบัญญัติท านอง เดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ... และเจตนารมณ์ในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ดังปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ ...แล้ว เห็นได้ว่า มาตรา 12 บญัญตัิขึ้นเพือ่ยกระดบัมาตรฐานความสจุริตของผูป้ระกอบ ธุรกิจในการใช้สิทธิและในการช าระหนี้ให้สูงกว่าที่บุคคลทวั่ไปมีดงัที่ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ก าหนดไว้เดิม โดยก ำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติไม่ด้อยไปกว่ำมำตรฐำน ทำงกำรค้ำที่ผู้ประกอบธุรกิจในกิจกำรท ำนองเดียวกันปฏิบัติต่อผู้บริโภค ทั้งต้องมี จริยธรรมในกำรประกอบกจิกำรภำยใต้ระบบธุรกิจที่มีกำรแข่งขันอย่ำงเสรีและเป็ นธรรม มีควำมรับผิดชอบ ด ำเนินกิจกำรด้วยควำมโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ สูงสุดแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลแก่ควำมเจริญก้ำวหน้ำในกิจกำรของผู้ประกอบธุรกิจอยู่ใน ตัว หากผู้ประกอบธุรกิจด าเนินกิจการโดยเลือกวิธีการใช้สิทธิหรือช าระหนี ้ในเกณฑ์ที่ ด้อยกว่าระดับมาตรฐานความสุจริตดังกล่าว ย่อมเท่ากับว่า ผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริต ซึ่ง ศาลย่อมไม่อาจบังคับให้ลูกหนีช้ าระหนีแ้ก่ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใช้สิทธิไม่สุจริตได้แม้มีข้อ สัญญาบังคับผูกพันลูกหนีท้า นองเปิดช่องไว้ให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทา ได้ก ็ ตาม เนื่องจาก เป็ นการไม่เป็ นธรรมแก่ผู้บริโภค หากได้ความดังกล่าว ศาลย่อมมีอ านาจพิพากษาไม่บังคับให้ลูกหนี ้ช าระดอกเบี ้ย อันเกิดแต่การใช้สิทธิไม่สุจริตของผู้ประกอบธุรกิจได้ กรณีหาใช่มาตรา 12 ไม่ได้ให้อ านาจศาล ปรับลดดอกเบี้ยดังโจทก์ฎีกาไม่ อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิของโจทก์ในการคิดดอกเบี ้ยจาก


48 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร จ าเลยอยู่ในเกณฑ์ที่ด้อยกว่าระดับมาตรฐานความสุจริตตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม ภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็ นธรรมหรือไม่นั ้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงรวมทั ้งที่มาแห่งการใช้สิทธิ ของโจทก์ประกอบด้วย ส าหรับดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจ าเลยนั้น โจทก์เป็ นผู้ประกอบกิจการธนาคาร พาณิชย์ซึ่งเป็ นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี ้ยเงินกู้ได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยไม่อยู่ ในบังคับห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ดังที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกประกาศโดยอาศัยอ านาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 38 มาตรา 40 และมาตรา 46 ก าหนดให้โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากลูกหนี้เช่นจ าเลยได้ไม่เกินกว่า อัตราร้อยละ 28 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 โดยปรากฏตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.83/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับที่สถาบันการเงิน อาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การก ากับ เอกสารหมาย จ.9 ข้อ 1 เหตุผลในการออกประกาศว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติ ดังกล่าวออกประกาศเพื่อให้มีความชัดเจนและโปร่งใสในการเรียกเก็บดอกเบี ้ย ค่าบริการและเบี ้ย ปรับเกี่ยวเนื่องกับการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การก ากับของสถาบันการเงิน เพื่อ ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเป็ นธรรมในการประกอบธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคในการ เปรียบเทียบข้อมูลส าหรับเลือกใช้บริการจากสถาบันการเงิน และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเป็ น แนวทางให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจต่อไปจึงออกประกาศดังกล่าว ได้ความดังนี้ การคิดดอกเบี ้ยของโจทก์ทั ้งอัตราปกติก่อนผิดนัดและอัตราที่คิดเพิ่ม เมื่อผิดนัดจึงเป็ นการคิดตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยควบคุมไว้ไม่ให้เกินกว่าที่ เหมาะสมโดยค านึงการแข่งขันอย่างเป็ นธรรมในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินใน ท้องตลาด และเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคควบคู่กัน อันเป็ นการด าเนินธุรกิจปกติตามประเพณีของ สถาบันการเงินต่าง ๆ กรณีหาใช่โจทก์ประกาศคิดดอกเบี้ยตามอ าเภอใจของโจทก์โดยอิสระ เพื่อมุ่งบังคับเอาแก่ลูกหนีท้ ่ีขาดอ านาจต่อรองให้ต้องรับภาระท่ีหนักมากขึน้กว่าเกณฑ์ท่ี


49 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ควรเป็ นไม่ ทั ้งโจทก์ต้ องมีภาระต้ นทุนต่าง ๆ ในการด าเนินกิจการเพื่อให้ บริการแก่ลูกค้ า ประกอบด้วย การพิเคราะห์ถึงทางได้เสียอันชอบธรรมของโจทก์จึงหาอาจค านึงเพียงส่วนต่าง ระหว่างดอกเบี ้ยเงินฝากที่โจทก์ให้แก่ลูกค้ากับดอกเบี ้ยเงินกู้ที่โจทก์คิดจากลูกค้าเพียงล าพังได้ไม่ เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาว่าการคิดดอกเบี ้ยดังกล่าว เกิดแต่การใช้สิทธิอันมิชอบด้วยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็ นธรรมดังนี ้ การใช้สิทธิคิดดอกเบี ้ยของโจทก์ในอัตราผิดนัดดังกล่าวจึงยังไม่เป็ นการใช้สิทธิไม่สุจริตตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้ บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ที่ศาลจะอาศัยอ านาจตาม บทบัญญัติดังกล่าวลดดอกเบี ้ยที่โจทก์ขอมาได้ อย่างไรก็ดีดอกเบี ้ยที่โจทก์ขอคิดมานั ้น อาศัยเหตุที่จ าเลยผิดนัดผิดเงื่อนไขช าระหนี ้ ดอกเบี ้ยส่วนที่เพิ่มจึงเป็ นเบี ้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งอยู่ใน บังคับมาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ถ้าเบี ้ยปรับที่ริบนั ้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็ นจ านวน พอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั ้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี ้ ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน..." อันเป็ นเจตนารมณ์แห่ง กฎหมายให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าเบี ้ยปรับที่ก าหนดตามสัญญาเหมาะสมและเป็ นธรรมแก่กรณีหรือไม่ หากเห็นว่าเบี ้ยปรับสูงเกินสมควรศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจ านวนเบี ้ยปรับลงได้ คดีนี้ ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ทางได้เสียของโจทก์ซึ่งเป็ น ข้อเท ็ จจริงท่ีเป็ นเหตุปัจจัยอันน าไปสู่การค านวณเป็ นดอกเบีย้ในช่วงเวลานับถัดจากวัน ฟ้ องที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งนั้นเป็ นอย่างไรศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคจึงเห ็ นว่า เบี ้ย ปรับที่โจทก์คิดในอัตราดังกล่าวสูงเกินไป เห็นควรลดลงเป็ นอัตราร้ อยละ 19 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ แผนกคดีผู้บริโภคอาศัยอ านาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ก าหนดลดดอกเบี ้ยให้โจทก์ได้รับเพียงอัตราร้ อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้ องไปนั ้น ศาล ฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ ้นบางส่วน... โดยสรุป ตามฎีกาดังกล่าววางหลักว่า ศาลมีอ านาจปรับบทมาตรา 12 เพื่อ วินิจฉัยว่า ผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริตได้แต่ต้องมีข้อเท ็ จจริงในคดีเพียงพอท่ีจะ


50 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ประกอบการวินิจฉัย หากไม่มีข้อเท็จจริงแล้ว ศาลย่อมไม่อาจปรับลดดอกเบี ้ยที่ธนาคารคิดแก่ โจทก์ในลักษณะที่งดเบี ้ยปรับได้ นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างฎีกาที่เห็นได้ว่ามีการน าหลักสุจริตมาปรับใช้แก่คดี เช่น ฎ.7298/2561 ...แม้เป็ นการประกาศก่อสร้างสะพานทางเดินลอยฟ้ าแล้วยกให้แก่ สาธารณะ แต่เห ็ นได้ชัดอยู่ในตัวว่าเป็ นไปเพ่ือประโยชน์ทางการค้าของจ าเลยท่ี1 เป็ น เป้ าหมายหลัก ขณะที่จ าเลยที่ 2 ประกาศเรื่องดังกล่าว การก่อสร้ างอาคารศูนย์การค้ายังอยู่ ระหว่างด าเนินการ ทั ้งยังมีกลุ่มลูกค้าเช่นโจทก์ที่ยังไม่ได้เข้าท าสัญญากับจ าเลยที่ 1 การประกาศ ซึ่งถือเป็ นข้อตกลงที่ให้เพิ่มเติมจากที่ได้ท าสัญญาไว้ดังวินิจฉัย ในขณะเดียวกันก็เป็ นการจูงใจให้ผู้ ที่จองสิทธิในการเข้าท าสัญญาเช่าไม่เปลี่ยนใจและจูงใจให้เข้าท าสัญญาเช่ากับจ าเลยที่ 1 ต่อไป โดยไม่ละทิ ้งสัญญาจองด้วย เมื่อจ าเลยที่ 2 ประกาศข้อความเรื่องการก่อสร้างสะพานทางเดินลอยฟ้ าโดยไม่ได้ บอกข้อความจริงให้ปรากฏชดัแก่ลูกค้าว่าการดังกล่าวมิอาจกระท าได้โดยล าพังอ านาจสิทธิ ขาดของจ าเลยที่ 1 แต่ต้องขึน้อยู่กับการได้รับอนุมัติจากกรุงเทพมหานครซ่ึงเป็ นหน่วย ราชการผู้มีหน้าท่ีพิจารณาเสียก่อน ต่อเม่ือได้รับอนุมัติโดยชอบแล้ว จึงจะด าเนินการได้ จ าเลยที่ 2 กลับประกาศความดังกล่าวซึ่งเป็ นข้อความในลักษณะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดใน สาระส าคัญเกี่ยวกับการก่อสร้ างสะพานทางเดินลอยฟ้ าว่าจ าเลยที่ 1 กระท าได้โดยล าพัง หรือ เป็ นกรณีที่ได้รับอนุมัติจากทางราชการไว้แล้วและตนด าเนินการได้ตามที่ประกาศโดยแน่แท้ กรณีเช่นนี ้ ย่อมเข้าลักษณะการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็ นการไม่เป็ นธรรมต่อ ผูบ้ริโภคตามพระราชบญัญตัิคมุ้ครองผูบ้ริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2)และเป็ นกรณีที่จ าเลยที่ 1 ซ่งึเป็ นผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิโดยมิได้กระท าด้วยความสุจริตตามมาตรฐานทางการค้า ที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็ นธรรมดังบัญญัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ได้ความดังนี ้ เมื่อเป็ นกรณีที่จ าเลยที่ 1โดยจ าเลยที่ 2 กระท าด้วยความไม่สุจริต แม้ จ าเลยที่ 1 มีเจตนาขวนขวายด าเนินการก่อสร้างสะพานทางเดินลอยฟ้ าจริง และแม้กรณียังไม่อาจ ด าเนินการได้เพราะเหตุยังไม่ได้รับอนุมัติจากกรุงเทพมหานครเพราะมีผู้คัดค้านก็ตาม จ าเลยที่ 1


51 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ก็ไม่อาจอ้างเป็ นพฤติการณ์การช าระหนี้ยังมิได้กระท าลงเพราะเหตุซึ่งจ าเลยที่ 1 ไม่ต้อง รับผิดชอบดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อคดีฟังได้ดังนี ้ การที่จ าเลยที่ 1 ไม่อาจก่อสร้ างสะพานทางเดินลอยฟ้ าตามที่ ประกาศโฆษณา จ าเลยที่ 1 จึงเป็ นฝ่ ายผิดสัญญา...(วินิจฉัยตามแนว ฎ.6749/2561 ซึ่งเป็ นคดี กลุ่มเดียวกัน) ฎ. 8424/2563 ...เห็นว่า การที่นายศุภกรยื่นขอสินเชื่อดังกล่าวเป็ นการขอให้บริษัท เมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด ท าค าเสนอแก่ตนตามข้อมูลฐานะการเงินที่ตนส่งให้พิจารณา เมื่อ บริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่งจ ากัด ท าหนังสืออนุมัติสินเชื่อแก่นายศุภกรผ่านจ าเลยโดยมีเงื่อนไข ให้นายไพบูลย์เป็ นผู้ค ้าประกันเพิ่มอีก 1 คน และมีเงื่อนเวลาก ากับว่า ขอยกเลิกหนังสือหากผู้เช่า ซื ้อไม่ได้รับมอบรถภายในวันที่ 18 มกราคม 2559 หนังสือของบริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด จึงเป็ นค าเสนอให้นายศุภกรเข้าท านิติกรรมด้วย การที่นายศุภกรบอกปัดไม่รับเงื่อนไข ย่อมท าให้ค าเสนอนั ้นตกไปตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 357 หากนายศุภกรไม่ร้ องขอให้บริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด พิจารณาเงื่อนไขเงื่อนเวลาการอนุมัติสินเชื่อเพื่อท าค าเสนอใหม่แก่ตน กระบวนการขอ สินเชื่อครั ้งใหม่ย่อมไม่อาจเกิดขึ ้น ความข้อนี ้นายศุภกรย่อมตระหนักทราบได้ดีเพราะตนเป็ นฝ่ าย ยื่นขอให้บริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด ท าค าเสนอแก่ตนมาแต่ต้น ข้ อเท็จจริงตามที่ได้ ความดังกล่าวมา เห็นได้ ว่า นายศุภกรเพิกเฉยละเลยไม่ ด าเนินการขอให้บริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด ท าค าเสนอ แก่ตนใหม่ กรณีเช่นนี ้ บริษัทเมอร์ ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด ย่อมไม่อาจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อครั ้งใหม่หรือท าค าเสนอใหม่ให้ได้ เพราะนายศุภกรไม่เสนอข้อมูลหรือขอเปลี่ยนเงื่อนไขเป็ นอย่างอื่นให้พิจารณา ดังนี ้ การที่บริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด อนุมัติสินเชื่อโดยมีเงื่อนไขตามใบ แจ้งผลการวิเคราะห์สินเชื่อ เอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเป็ นไปตามปกติประเพณีการค้าชนิดนี้อัน เป็ นการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็ นธรรมท่ีผู้ ประกอบธุรกิจลีสซิ่งพึงปฏิบัติแล้วดังที่มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 บัญญัติไว้


52 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร การที่นายศุภกรไม่ได้รับสินเชื่อจึงมิได้เกิดจากการไม่อนุมัติสินเชื่อดังโจทก์ฎีกา หากเกิดแต่นายศุภกรปฏิเสธค าเสนอที่อนุมัติให้สินเชื่อและเกิดจากการที่นายศุภกรละเลยไม่เสนอ ขอให้บริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ ลีสซิ่ง จ ากัด พิจารณาสินเชื่อแก่ตนในเงื่อนไขอื่นแล้วท าค าเสนอใหม่ แก่ตน ซึ่งน าไปสู่การยกเลิกสัญญาจองระหว่างนายศุภกรกับจ าเลย... ฎ.5351/2562...เห็นว่า แผ่นพับโฆษณาเป็ นประกาศโฆษณาที่จ าเลยแจกจ่ายแก่ ผู้ซื ้อห้องชุด ซึ่งย่อมเป็ นไปเพื่อจูงใจให้ผู้พบเห็นเข้าท าสัญญากับจ าเลยเพื่อซื ้อห้องชุด สิ่งที่จ าเลย ก าหนดในแผ่นพับที่เป็ นสื่อกลางโฆษณาให้ผู้ซื ้อทราบว่าจะได้รับสิ่งใดเป็ นการตอบแทนการเข้าท า สัญญาซื ้อห้องชุด จึงถือเป็ นส่วนหน่ึงของสัญญาระหว่างจา เลยกับผู้ซือ้ดังท่ีกฎหมาย บัญญัติบังคับไว้ตามพระราชบัญญัตวิิธีพจิารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 จ าเลยซึ่งเป็ นผู้ประกอบธุรกิจจึงมีหน้าที่ตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม ภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็ นธรรมที่จะต้องแจ้งข้อท่ีผู้บริโภคควรทราบให้กระจ่างชัด ทั้งต้อง ไม่ใช้ข้อความที่เป็ นการไม่เป็ นธรรมในการโฆษณาต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับ สภาพ คุณภาพ หรือ ลักษณะของสินค้าหรือบริการไม่ว่าในทางใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) บัญญัติว่า ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระส าคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระท าโดย ใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็ นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็ นข้อความที่ไม่เป็ นธรรม ดังนี ้ แม้จ าเลยไม่มีเจตนาให้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ส่วนของจ าเลยเป็ นทรัพย์ ส่วนกลางของอาคารชุดดังจ าเลยอ้าง แต่ตามแผ่นพับโฆษณารูปแผนผังที่ปรากฏทางพิพาทที่เป็ น ทางเข้าออกและพื ้นที่ติดชายหาดติดต่อกับพื ้นที่อาคารชุดดังวินิจฉัย ที่มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความ เข้าใจผิดในสาระส าคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั ้ง 2 แปลง ซึ่งเป็ นพื ้นที่ใช้สอยอันมีผลต่อสถานะ ความเป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด โดยท าให้ผู้ซื ้อเข้าใจไปว่าที่ดินพิพาททั ้ง 2 แปลง เป็ นพื ้นที่ที่ เจ้าของร่วมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็ นทรัพย์ส่วนหนึ่งของอาคารชุด การโฆษณาของ


53 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร จ าเลยจึงเป็ นการโฆษณาด้ วยข้ อความที่เป็ นการไม่เป็ นธรรมต่อผู้ บริโภค ดังบัญญัติตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) จ าเลยจึงต้องรับผลแห่งการโฆษณานั ้น... พิพากษาเกินค าขอ ในคดีแพ่ง มีหลัก ห้ามพิพากษาเกินค าขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 142 ที่ห้ามศาลพิพากษาหรือท าค าสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ ปรากฏในค าฟ้ อง โดยมีข้อยกเว้นอยู่บ้างตามที่บัญญัติในบทกฎหมายดังกล่าว หลักห้ามพิพากษาเกินค าขอมีที่มาจากหลักความต้องการของโจทก์ผู้ฟ้ องคดี เป็ น หลักที่ใช้กันมานานในระบบกฎหมายทั ้งทางตะวันตก18และในไทย19 โดยถือว่าโจทก์มีสิทธิเลือกใน การใช้สิทธิทางกฎหมายว่าต้องการในเรื่องใดในขอบเขตเพียงใด และศาลซึ่งเป็ นคนกลางไม่ควรให้ ในสิ่งที่โจทก์ไม่ต้องการและฝื นความประสงค์ของโจทก์ ตามหลักนี ้ฝ่ ายจ าเลยเองก็ทราบขอบเขต ว่าหากแพ้คดีจะต้องรับผิดเพียงใด เพื่อความชัดเจนในการก าหนดทิศทางการต่อสู้คดี ตัวอย่างคดีที่ศาลไม่อาจให้ในสิ่งที่โจทก์ไม่ได้ขอบังคับไว้ในค าฟ้ อง เช่น ฎีกาที่ 2364/2526 ฟ้ องขอไถ่ที่ดิน เมื่อโจทก์ไม่ได้มีค าขอเรียกค่าเสียหายหากโอน ที่ดินคืนไม่ได้ ศาลจะให้ใช้ค่าเสียหายแทนไม่ได้ ฎีกาที่ 1552/2523 ฟ้ องว่าจ าเลยท าให้ท่อประปาเสียหาย เรียกให้ใช้ค่าซ่อมท่อ เมื่อ ไม่ได้เรียกค่าเสียหายเป็ นค่าน ้าประปาที่สูญเสียมาด้วย ศาลจะพิพากษาให้ใช้ค่าน ้าประปาไม่ได้ คดีตามตัวอย่างเห็นได้ว่า ในบางครั ้ง การจ ากัดอ านาจศาลห้ามพิพากษาเกินค าขอ กลายเป็ นอุปสรรคขัดขวางการที่ศาลจะให้ความยุติธรรมแก่โจทก์ แม้ศาลเห็นว่าโจทก์ควรได้รับสิ่ง นั ้นก็ตาม การที่โจทก์ไม่ได้ขอในสิ่งที่ควรขอตามสิทธิที่มี ซึ่งมักเกิดในรายที่โจทก์ขาดความรู้ และประสบการณ์ในทางคดี ย่อมก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ ้นได้ เพราะโจทก์ไม่ได้รับการเยียวยา ความเสียหายตามที่ควรจะได้ โดยเฉพาะในวงจรของการบริโภคสินค้าหรือบริการที่ฝ่ ายผู้ผลิตหรือ ผู้ประกอบธุรกิจมีอ านาจต่อรองเหนือกว่าฝ่ ายผู้บริโภค ความรู้ความเข้าใจที่ด้อยกว่าของผู้บริโภค ท าให้ไม่ทราบว่าตนมีสิทธิเพียงใด หากกฎหมายไม่ผ่อนปรนเรื่องห้ามพิพากษาเกินค าขอ เห็นได้ว่า 18 Ne eat judex ultra vel extra petitapartium 19พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ร127.ศ.มาตรา ประมวล 39กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142


54 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ฝ่ ายผู้บริโภคอาจไม่ได้รับความเป็ นธรรมตามสมควร จึงเกิดการยกเว้นหลักห้ามพิพากษาเกินค าขอ ขึ ้นในการด าเนินคดีผู้บริโภค การยกเว้นหลักห้ามพิพากษาเกินค าขอในคดีผู้บริโภค มีที่มาตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ว่า เป็ นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน เป็ นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาให้ความส าคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและ บริการให้ดียิ่งขึ ้น พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 สร้ างหลักเกณฑ์ให้ศาลพิพากษาได้ เกินกว่าที่ฝ่ ายผู้บริโภคเป็ นโจทก์ฟ้ องคดีได้เรียกร้องไว้ในมาตรา 39เป็ นส าคัญ มาตรา 39 การพิพากษาเกินค าขอ (Ultra Petita) มาตรา 39 ในคดีทีผู่บ้ริโภคหรือผูม้ีอ านาจฟ้องคดีแทนผูบ้ริโภคเป็นโจทก์ถ้าความ ปรากฏแก่ศาลว่าจ านวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้องหรือวิธีการบังคบัตามค าขอของ โจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้ อง ศาลมีอ านาจยกขึ้นวินิจฉยัใหถู้กต้อง หรือก าหนดวิธีการบังคับให้เหมาะสมได้แม้จะเกินกว่าที่ปรากฏในค าขอบังคับของโจทก์ก็ตาม แต่ ขอ้ทีศ่าลยกขึ้นวินิจฉยันนั้จะตอ้งเกี่ยวขอ้งกบัขอ้เท็จจริงทีคู่่ความยกขึ้นมาว่ากล่าวกนัแลว้โดยชอบ หลักเกณฑ์ตามมาตรา 39 เป็ นกรณีฝ่ ายผู้ บริโภคเป็ นโจทก์เท่านั ้น ศาลจึงจะ พิพากษาให้เกินค าขอของโจทก์ได้ ซึ่งรวมถึงกรณีที่ฝ่ ายผู้บริโภคฟ้ องแย้งด้วย เพราะถือเป็ นโจทก์ ฟ้ องแย้ง และการพิพากษาเกินค าขอเป็ นดุลพินิจศาลโดยโจทก์ไม่ต้องร้องขอ กรณีวิธีการบังคับตามค าขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย ตามฟ้ องนั ้น หากเป็ นค าขอในหนี้ต่างประเภทกัน เช่น ขอให้บังคับช าระหนี ้กระท าการด้วยการ ให้เปลี่ยนรถคันใหม่แทนคันที่ช ารุดบกพร่อง แต่ไม่ได้ขอค่าเสียหายเป็ นเงิน ถ้าศาลเห็นว่าไม่ถึง ขนาดต้องเปลี่ยน แต่รถมีความช ารุดบกพร่อง ศาลมีอ านาจพิพากษาให้เงินแทนได้หรือไม่ ฎ.4567/2561 ผู้บริโภคฟ้ องเกี่ยวกับความช ารุดบกพร่องของรถ ศาลฎีกาฟังว่า จ าเลยที่ 1 ผู้ ขายส่งมอบรถแก่โจทก์ผู้ ซื ้อพร้ อมกับส่งมอบสมุดคู่มือการรับบริการ ระบุการ รับประกันรถตามเงื่อนไขและระยะเวลา มีชื่อโจทก์เป็ นลูกค้า ย่อมหมายถึงเป็ นผู้มีสิทธิรับบริการ เกี่ยวกับรถซึ่งเป็ นไปตามข้อตกลงที่จ าเลยที่ 1 แจ้งแก่โจทก์ขณะตกลงซื ้อขายอันเป็ นการจูงใจให้


55 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร โจทก์เข้าเป็ นลูกค้าข้อตกลงเช่นนี้ย่อมถือเป็ นสัญญาการให้บริการที่ผู้ขายตกลงจะให้บริการ ตอบแทนแก่ผู้ซื ้อ มีผลเป็ นสัญญาบริการตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา 11 และพิพากษาวางหลักว่า ที่จ าเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า กรณีเป็ นการรับประกันว่าจะ ซ่อมหรือเปลี่ยนชิ ้นส่วนที่เสียหายจากความบกพร่องของวัสดุหรือวิธีการผลิตภายใต้การใช้งาน ปกติ แต่ค าขอท้ายฟ้ องกลับขอบังคับให้ใช้เงินซึ่งนอกเหนือจากที่ฝ่ายจ าเลยรับประกันไว้ จึงไม่อาจ บังคับให้ได้นั ้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าฝ่ ายจ าเลยไม่อาจแก้ไขเหตุช ารุดบกพร่อง ศาลย่อมมีอ านาจบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็ นเงินได้ตามมาตรา 39 และ 41 ตามคดีดังกล่าว ในทางกลับกัน แม้ขอให้ช าระหนี ้เป็ นเงิน ศาลก็พิพากษาให้ช าระ หนี ้โดยการเปลี่ยนรถได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม คดีตามตัวอย่างล้วนต้องอยู่ใต้หลักเกณฑ์ว่า เป็ น กรณีเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายบังคับไว้ในข้ออื่นครบถ้วน ศาลจึงจะพิพากษาเกินค าขอได้เช่น ฎีกาที่ 2123/2562 ศาลชั้นต้นยกฟ้ อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ก าหนดค่า สินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทงั้สี่กรณีผู้ตายต้องเจ็บป่ วยด้วยอาการทุกขเวทนาจากการผ่าตัดครั้ง แรก ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลจ าเลยที่ 3 เพื่อรักษาบาดแผลผ่าตัดตั้งแต่วันที่ 17 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 และต้องรักษาตัวต่อที่บ้านเป็นเงิน 200,000 บาท กับให้ค่าเสียหายเชิงลงโทษอีก 300,000 บาท รวมให้ช าระ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...การก าหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่น อันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 เป็ นสิทธิเรียกร้องที่ไม่อาจโอน กันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั ้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้ องคดี ตามสิทธินั ้นแล้ว คดีนี ้ ผู้ตายไม่ได้ฟ้ องคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีดังกล่าวไว้ ทั ้งไม่ปรากฏว่าเป็ น กรณีที่ได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาระหว่างฝ่ ายโจทก์กับฝ่ ายจ าเลย โจทก์ทั ้งสี่ (ทายาทผูต้าย) จึง ไม่มีสิทธิเรียกร้ องในมูลหนี ้ส่วนนี ้ดังที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ เมื่อโจทก์ทั ้งสี่ไม่มีอ านาจแห่ง มูลหนีที่จะบังคับให้จ าเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน ้ เพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอัน มิใช่ตัวเงินดังที่ได้ความ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคจึงไม่อาจอาศัยอ านาจตาม พ.ร.บ. วิธี พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 ก าหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี ้ให้ได้ และย่อมส่งผล


56 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ให้ไม่อาจสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ ้นจากจ านวนค่าเสียหายที่แท้ จริงที่ศาล ก าหนดให้ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา 42ไปด้วย พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามค าพิพากษาศาลชั ้นต้น ฯ นอกจากบทมาตรา 39 แล้ว ศาลในคดีผู้บริโภคยังพิพากษาเกินค าขอได้อีก ตามเกณฑ์ใน มาตรา 40 ถึงมาตรา 44 ได้แก่ มาตรา 40 การสงวนสิทธิแก้ไขค าพิพากษา มาตรา 41 การเปลี่ยนสินค้าข ารุดบกพร่อง(Lemon Law) มาตรา 42 ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) มาตรา 43 การเรียกคืนสินค้า (Recall) และมาตรา 44 การแหวกม่านนิติ บุคคล (Piercing the Corporate Veils) การสงวนสิทธิแก้ไขค าพิพากษา หลักสงวนสิทธิแก้ไขค าพิพากษานั ้น มีบัญญัติมานานตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 444 “ในกรณีท าให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั ้น ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ ้นเชิงหรือ แต่บางส่วน ทั ้งในเวลาปัจจุบันนั ้นและในเวลาอนาคตด้วย ถ้าในเวลาที่พิพากษาคดี เป็ นพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ว่าความเสียหายนั ้นได้มีแท้จริง เพียงใด ศาลจะกล่าวในค าพิพากษาว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขค าพิพากษานั ้นอีกภายใน ระยะเวลาไม่เกินสองปี ก็ได้” ส่วน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 บัญญัติเรื่องการสงวนสิทธิแก้ไขค า พิพากษาในมาตรา 40 “ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ ้นแก่ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยและในเวลาที่ พิพากษาคดีเป็ นการพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ว่าความเสียหายนั ้นมีแท้จริงเพียงใด ศาลอาจกล่าวใน ค าพิพากษาหรือค าสั่งว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขค าพิพากษาหรือค าสั่งนั ้นอีกภายในระยะเวลา ที่ศาลก าหนด ทั ้งนี ้ต้องไม่เกินสิบปี นับแต่วันที่ศาลมีค าพิพากษาหรือค าสั่ง แต่ก่อนการแก้ไขต้อง ให้โอกาสคู่ความอีกฝ่ ายที่จะคัดค้าน ”


57 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ข้อแตกต่างหลักเกณฑ์สงวนสิทธิตามกฎหมายทั ้ง 2 ฉบับ อยู่ที่ระยะเวลาที่ศาล สงวนสิทธิแก้ไขค าพิพากษา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก าหนดไว้ไม่เกิน 2 ปี แต่ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ก าหนดไว้ไม่เกิน 10 ปี นับแต่ใช้กฎหมาย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาคดีที่ศาลในคดี ผู้บริโภคใช้อ านาจสั่งสงวนสิทธิแก้ไขค าพิพากษาเท่าที่ตรวจพบ คงมีคดีตามค าพิพากษาศาล อุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 15759/2558 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนสั่งให้โรงพยาบาลและ แพทย์ ชดใช้เงิน 10,000,000บาท ฐานประมาทท าคลอดบุตรหญิงผิดพลาด เครื่องห้าม เลือดไฟฟ้าเกิดช ็ อต ไฟลุกไหม้เป็ นแผลท่ีข้างล าตัว ผิวหนังและเซลล์ประสาทถูกไฟไหม้ และข้อเท็จจริงในคดีได้ความยุติว่า จนถึงวันฟ้ อง บาดแผลก็ยังรักษาไม่หาย ทั ้งไม่อาจรักษาหาย ได้หลังวันฟ้ องไปอีกเป็ นเวลานาน ศาลอุทธรณ์จึงใช้อ านาจสงวนสิทธิแก้ไขค าพิพากษาโดยโจทก์ ซึ่งอุทธรณ์ไม่ได้ร้องขอโดยพิพากษาให้จ าเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินจ านวน 10,273,000 บาท พร้อมดอกเบี ้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ...แต่ให้สงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้จ านวนค่าเสียหาย ในอนาคต ภายในระยะเวลา 5 ปี เมื่อโจทก์ยังต้องรับการรักษาบาดแผลต่อเนื่อง การเปลี่ยนสินค้าช ารุดบกพร่อง(Lemon Law) ความรับผิดเพื่อสินค้าช ารุดบกพร่องนั ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ใน บรรพ 3 ลักษณะ 1 ซื ้อขายหมวด 2หน้าที่และความรับผิดของผู้ขายส่วนที่ 2 ความรับ ผิดเพื่อช ารุดบกพร่อง มาตรา 472 ถึง มาตรา 474 ซึ่งให้กับกรณีการเช่าด้วย โดยมาตรา 549 บัญญัติให้น าบทความรับผิดของผู้ขายกรณีช ารุดบกพร่องไปใช้แก่กรณีของผู้ให้เช่าด้วยโดยอนุโลม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเพียงกล่าวถึงการช ารุดบกพร่องเพียงกว้าง ๆ ไม่มีความชัดเจน จึงส่งผลให้ ผู้บริโภคไม่ได้รับความคุ้มครองเพียงพอ จึงมีการบัญญัติความรับผิดเพื่อสินค้าที่ช ารุดบกพร่องให้ ชัดเจนขึ ้นใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ตาม มาตรา 41 ในคดีที่ผู้บริโภคหรือผู้มีอ านาจฟ้ องคดีแทนผู้บริโภคเป็ นโจทก์ฟ้ องขอให้ผู้ประกอบ ธุรกิจรับผิดในความช ารุดบกพร่องของสินค้า หากศาลเชื่อว่าความช ารุดบกพร่องดังกล่าวมีอยู่ ในขณะส่งมอบสินค้านั ้นและไม่อาจแก้ไขให้กลับคืนสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติหรือถึงแม้จะ แก้ไขแล้วแต่หากน าไปใช้บริโภคแล้วอาจเกิดอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของ


58 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ผู้บริโภคที่ใช้สินค้านั ้น ให้ศาลมีอ านาจพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ ผู้บริโภคแทนการแก้ไขซ่อมแซมสินค้าที่ช ารุดบกพร่องนั ้นก็ได้ทั ้งนี ้ โดยค านึงถึงลักษณะของ สินค้าที่อาจเปลี่ยนทดแทนกันได้ พฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนความสุจริตของ ผู้บริโภคประกอบด้วย และหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการใช้สินค้าหรือ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้านั ้น ให้ศาลมีค าสั่งให้ผู้บริโภคชดใช้ค่าใช้ทรัพย์หรือค่าเสียหาย แล้วแต่กรณี ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนั ้นได้ตามที่เห็นสมควร การฟ้ องคดีตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้ถูกฟ้ องมิใช่ผู้ผลิตหรือผู้น าเข้าสินค้านั ้น ให้ศาลมี ค าสั่งเรียกผู้ผลิตหรือผู้น าเข้าดังกล่าวเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 (3) แห่งประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่งและมีอ านาจพิพากษาให้บุคคลดังกล่าวร่วมรับผิดในหนี ้ที่ผู้ประกอบธุรกิจตาม วรรคหนึ่งมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย อ านาจศาลในการเปลี่ยนสินค้ าใหม่ให้ แก่ผู้ บริโภคตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง กระท าได้โดยผู้บริโภคซ่ึงเป็ นโจทก์ไม่จ าต้องร้องขอ อย่างไรก็ตาม ศาลค านึงถึงความ ต้องการผู้บริโภคประกอบด้วย แม้กรณีเข้าเกณฑ์ใช้อ านาจเปลี่ยนสินค้าให้ได้ แต่หากผู้บริโภค ไม่ประสงค์จะใช้สินค้ายี่ห้อนั ้นต่อไปเพราะขาดศรัทธาเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าแล้ว ศาลก็ไม่ พิพากษาเปลี่ยนสินค้าให้เพราะเป็ นการฝื นเจตนาของผู้บริโภค กรณีเช่นนี ้ ศาลอาจใช้อ านาจ ประกอบมาตรา 39 ให้ใช้เงินเป็ นการทดแทนได้ ฎีกาที่ 4567/2561 ศาลในคดีผู้บริโภคย่อมมีอ านาจบังคับให้จ าเลยทั ้งสองใช้ ค่าเสียหายเป็ นเงินแก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 และ 41 ในกรณีที่จ าเลยทั ้งสองไม่อาจแก้ไขเหตุช ารุดบกพร่องที่เกิดขึ ้นแก่โจทก์ผู้บริโภคได้ ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ก าหนดให้ศาลอาจบังคับให้ผู้ประกอบ ธุรกิจใช้ค่าเสียหายเชิงลงโทษแก่โจทก์ซึ่งเป็ นผู้บริโภคได้ หากเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติตาม มาตรา 42


59 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร “ ถ้าการกระท าที่ถูกฟ้ องร้ องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระท าโดยเจตนาเอา เปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็ นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือ ประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ ายแรงไม่น าพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระท าการอันเป็ นการฝ่ าฝื นต่อความ รับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็ นที่ไว้วางใจของประชาชน เมื่อศาลมีค าพิพากษา ให้ ผู้ ประกอบธุรกิจชดใช้ ค่าเสียหายแก่ผู้ บริโภค ให้ ศาลมีอ านาจสั่งให้ ผู้ ประกอบธุรกิจจ่าย ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ ้นจากจ านวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลก าหนดได้ตามที่เห็นสมควร ทั ้งนี ้ โดยค านึงถึงพฤติการณ์ต่างๆ เช่น ความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบ ธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ การที่ผู้ประกอบธุรกิจได้บรรเทาความเสียหาย ที่เกิดขึ ้น ตลอดจนการที่ผู้บริโภคมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การก าหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอ านาจก าหนดได้ไม่ เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลก าหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลก าหนดมีจ านวน เงินไม่เกินห้าหมื่นบาท ให้ศาลมีอ านาจก าหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินห้าเท่าของ ค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลก าหนด” ตัวอย่างคดีที่ศาลอุทธรณ์ก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เช่น 4715/2554 ผู้เช่าซื ้อช าระค่าเช่าซื ้อครบจ านวนแล้ว ผู้ให้เช่าซื ้อไม่จดทะเบียนโอน ให้ ทั ้งไม่มอบสมุดคู่มือการจดทะเบียน เป็ นเหตุให้ผู้เช่าซื ้อขาดต่อภาษีรถยนต์ประจ าปี ผู้ให้เช่าซื ้อ อ้างว่า มอบให้ผู้ขายด าเนินการจดทะเบียน แต่เมื่อได้รับสมุดคู่มือจดทะเบียนจากผู้ขายแล้ว ผู้ให้ เช่าซื ้อจัดส่งให้แก่ผู้เช่าซื ้อล่าช้าโดยไม่ปรากฏมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็ นเหตุให้ การจด ทะเบียนต้ องเนิ่นนานออกไปโดยไม่จ าเป็ นแสดงถึงการละเลยเมินเฉยไม่เอาใจใส่ตาม ส ม ค ว ร ต่อ สิท ธิอัน พึง มีข อ ง ผู้ เ ช่า ซื ้อ ผู้ เ ป็ น ลูก ค้ า ข อ ง ต น ซึ่ง เ ป็ น ผู้ บ ริโ ภ ค ศ า ล ใ ห้ ค่าเสียหายเชิงลงโทษ 245/2557 รับประกันความเสี่ยงภัยการช าระหนี ้เงินกู้ของผู้ค ้าประกันกรณีลูกหนี ้พ้น สภาพสมาชิกสหกรณ์พนักงานซึ่งมีกรณีรับผิดเฉพาะลูกหนี ้ถูกไล่ออกจากงาน กรณีที่เกิดแก่ราย อื่นก็เคยจ่ายสินไหมทดแทน แต่รายพิพาทไม่จ่าย เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษ


60 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร 585/2557 ให้ค่าเสียหายเชิงลงโทษกรณีผู้ให้ บริการโทรศัพท์มือถือก าหนดให้ ผู้บริโภคเติมเงินรายเดือนเกินกว่าต้องใช้จริง โดยไม่มีระเบียบให้ท าได้ ตัวอย่างคดีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เช่น 762/2557 ประกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ผู้เอาประกันภัยเกิดอุบัติเหตุต้องตัดขา บริษัทประกันฯสอบถามแพทย์แล้ว เคยผ่าตัดขาขวา มีแผลติดเชื ้อเป็ นๆหายๆ จึงมีเหตุผลที่ไม่จ่าย สินไหมทดแทนอ้างว่า ตัดขาไม่ได้เหตุโดยตรงจากอุบัติเหตุ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษ 305/2558 ผู้บริโภคต้องพิสูจน์ว่า พฤติการณ์แห่งคดีเข้าเกณฑ์จ่ายค่าเสียหายเชิง ลงโทษ หรือต้องมีพฤติการณ์ให้ศาลเห็น มิฉะนั ้น ศาลไม่ให้ค่าเสียหายเชิงลงโทษ ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เช่น ฎ.7567/2562 ...เมื่อจ าเลยที่ 1 ท าให้ผู้บริโภคทั ้งสองได้รับความเดือดร้ อน มี ผลกระทบต่อการพักอาศัย และความปลอดภัยย่อมเป็ นการท าละเมิดต่อผู้บริโภคทั ้งสองมาโดย ตลอด กรณีจึงเป็ นเรื่องที่วิธีการบังคับตามค าขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการเยียวยาความเสียหาย ตามฟ้ อง ศาลมีอ านาจก าหนดวิธีการบังคับให้เหมาะสมได้ แม้จะเกินกว่าที่ปรากฏในค าขอบังคับ ของโจทก์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้ บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 โดยเห็นควรก าหนด ค่าเสียหายเป็ นเงินให้แก่ผู้บริโภคทั ้งสอง และเมื่อพฤติการณ์ของจ าเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ เป็ นกรณีไม่น าพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคทั ้งสอง และขาดความรับผิดชอบในฐานะผู้มี อาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็ นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงก าหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ เพิ่มขึ ้นจากจ านวนค่าเสียหายที่แท้จริงอีกสองเท่า... ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาก าหนดไม่ก าหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เช่น ฎ.1455/2562 ...ไม่ปรากฏจากทางน าสืบของโจทก์ว่าจ าเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิเสธไม่ ให้บริการบ ารุงรักษาซ่อมแซมรถพิพาทเมื่อโจทก์ขอเข้ารับบริการส่วนจ าเลยที่ 4...ไม่ปรากฏว่า จ าเลยที่ 4ได้เข้าเกี่ยวข้องครอบครองรถพิพาทหรือปฏิเสธหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื ้อที่มีต่อผู้เช่าซื ้อ เมื่อ คดีไม่ปรากฏความว่า จ าเลยที่ 2 ถึงที่ 4มีการกระท าโดยเจตนาเอาเปรียบโจทก์โดยไม่เป็ น ธรรมหรือจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่น าพาต่อ


61 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ความเสียหายที่จะเกิดแก่โจทก์ หรือกระท าการอันเป็ นการฝ่ าฝื นต่อความรับผิดชอบของ ตน อันเป็ นเหตุที่จะก าหนดให้รับผิดในค่าเสียหายเชิงลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีผู้บริโภค พ.ศ.2551มาตรา 42 จ าเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี ้... การเรียกคืนสินค้า (Recall) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ก าหนดให้ศาลมีอ านาจเรียกคืนสินค้า จากท้องตลาดได้ ตาม มาตรา 43 “ในคดีผู้บริโภค เมื่อศาลวินิจฉัยชี ้ขาดคดีหรือจ าหน่ายคดีเสียจากสารบบความ หากข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลว่ายังมีสินค้าที่ได้จ าหน่ายไปแล้วหรือที่เหลืออยู่ในท้องตลาดอาจเป็ น อันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้บริโภคโดยส่วนรวม และไม่อาจใช้วิธีป้ องกัน อย่างอื่นได้ ให้ศาลมีอ านาจออกค าสั่งดังต่อไปนี ้ (1) ให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดการประกาศและรับสินค้าดังกล่าวซึ่งอาจเป็ นอันตรายคืน จากผู้บริโภคเพื่อท าการแก้ไขหรือเปลี่ยนให้ใหม่ภายในเวลาที่ก าหนดโดยค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบ ธุรกิจเองแต่ถ้าเป็ นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขหรือด าเนินการตามที่กล่าวข้างต้นได้ ก็ให้ใช้ราคาตามที่ศาล เห็นสมควรโดยค านึงถึงลักษณะและสภาพของสินค้าขณะรับคืน รวมทั ้งความสุจริตของผู้ประกอบ ธุรกิจประกอบด้วย (2) ห้ามผู้ประกอบธุรกิจจ าหน่ายสินค้าที่เหลืออยู่และให้เรียกเก็บสินค้าที่ยังไม่ได้ จ าหน่ายแก่ผู้ บริโภคกลับคืนจนกว่าจะได้ มีการแก้ ไขเปลี่ยนแปลงสินค้ าดังกล่าวให้ มีความ ปลอดภัย แต่ถ้าเป็ นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ศาลจะมีค าสั่งห้ามผู้ประกอบธุรกิจ ผลิตหรือน าเข้าสินค้านั ้นก็ได้และหากเป็ นที่สงสัยว่าผู้ประกอบธุรกิจจะเก็บสินค้าที่เหลือไว้เพื่อ จ าหน่ายต่อไป ให้ศาลมีอ านาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจท าลายสินค้าที่เหลือนั ้นด้วย ถ้าความปรากฏในภายหลังว่าผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามค าสั่งศาล ให้ศาลมี อ านาจสั่งจับกุมและกักขังผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอ านาจท าการแทนของผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ ผู้ประกอบธุรกิจเป็ นนิติบุคคลไว้จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามค าสั่งดังกล่าว หรือสั่งให้เจ้าพนักงานคดี หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดด าเนินการโดยให้ผู้ประกอบธุรกิจเป็ นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่าย และหากผู้


62 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ประกอบธุรกิจไม่ช าระให้บุคคลนั ้นมีอ านาจบังคับคดีกับผู้ประกอบธุรกิจเสมือนหนึ่งเป็ นเจ้าหนี ้ ตามค าพิพากษา ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอ านาจท าการแทนของผู้ ประกอบธุรกิจในกรณีที่ผู้ ประกอบธุรกิจเป็ นนิติบุคคลที่ถูกจับกุมโดยเหตุจงใจขัดขืนค าสั่ง จะต้องถูกกักขังไว้จนกว่าจะมี ประกัน หรือประกันและหลักประกันตามจ านวนที่ศาลเห็นสมควรก าหนดว่าตนยินยอมที่จะปฏิบัติ ตามค าสั่งทุกประการ แต่ทั ้งนี ้ ห้ามไม่ให้กักขังผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอ านาจท าการแทนของผู้ ประกอบธุรกิจในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็ นนิติบุคคลแต่ละครั ้งเกินกว่าหกเดือนนับแต่วันจับหรือ กักขัง แล้วแต่กรณี” นับแต่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับเรื่อยมา ขณะนี ้ยังไม่ ปรากฏคดีขึ ้นสู่ศาลสูงว่ามีกรณีข้อพิพาทตามมาตรา 43 การแหวกม่านนิติบุคคล (Piercing the Corporate Veils) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44 บัญญัติว่า “ ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้ องเป็ นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติ บุคคลดังกล่าวถูกจัดตั ้งขึ ้นหรือด าเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของนิติบุคคลไปเป็ นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และ ทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการช าระหนี ้ตามฟ้ องเมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีอ านาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอ านาจควบคุมการด าเนินงานของนิติบุคคล หรือผู้รับมอบทรัพย์สินจากนิติบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็ นจ าเลยร่วม และให้มีอ านาจพิพากษาให้ บุคคลเช่นว่านั ้นร่วมรับผิดชอบในหนี ้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย เว้นแต่ผู้นั ้นจะพิสูจน์ได้ว่าตน มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระท าดังกล่าว หรือในกรณีของผู้รับมอบทรัพย์สินนั ้นจากนิติบุคคลจะต้อง พิสูจน์ได้ว่าตนได้รับทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้รับมอบทรัพย์สินจากนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งให้ร่วมรับผิดไม่เกินทรัพย์สินที่ผู้นั ้น ได้รับจากนิติบุคคลนั ้น” ตัวอย่างคดีที่ศาลอุทธรณ์เรียกผู้ถือหุ้นเข้ามาในคดีและให้ร่วมรับผิดกับนิติบุคคล ตามมาตรา 44


63 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร 8978/2558 ให้เรียกผู้ถือหุ้นเข้าเป็ นจ าเลยร่วมกับนิติบุคคล และให้ผู้ถือหุ้นร่วมรับ ผิดในพฤติการณ์ไฟไหม้ ซานติก้า ผับ ด้วยเหตุนิติบุคคลมีการด าเนินการโดยไม่มีทางหนีไฟ ไม่มี ระบบตรวจจับความร้ อนและควันไฟ ไม่มีแสงสว่างฉุกเฉิน ไม่มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ หรือสปริงเกอร์ ประตูหนีไฟ 3 จุด คับแคบ และมีการเปลี่ยนระดับพื ้นทางเดิน ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา 44 ฎ.5282/2562 ...โจทก์ฟ้ องขอให้บังคับจ าเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจ าเลยที่ 1 ซึ่งเป็ นนิติบุคคลชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้ อง ศาลชั ้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้ องจ าเลยที่ 1 และ จ าหน่ายคดีเฉพาะจ าเลยที่ 1 ...เนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีค าสั่งพิทักษ์ทรัพย์จ าเลยที่ 1 เด็ด ขาด...หาใช่กรณีโจทก์ไม่ประสงค์จะด าเนินคดีเอาแก่จ าเลยที่ 1 หรือเป็ นการฟ้ องขอให้บังคับจ าเลย ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็ นบุคคลผู้มีอ านาจควบคุมการด าเนินงานของนิติบุคคลให้รับผิดช าระหนี ้ที่นิติ บุคคลมีต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้ฟ้ องบังคับจ าเลยที่ 1ซึ่งเป็ นนิติบุคคลให้รับผิดแต่อย่างใด ดังนั ้น การที่ โจทก์ถอนฟ้ องจ าเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวจึงหาท าให้สิทธิในการด าเนินคดีเพื่อบังคับให้จ าเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในมูลคดีตามฟ้ องต้องถูกลบล้างไปเพราะการถอนฟ้ องไม่... จ าเลยที่ 2และที่ 3 ต้ องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้ องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธี พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44...เป็ นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่าจ าเลยที่ 1 มิได้ละเลยหรือ เพิกเฉยไม่น าพาต่อหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร กรณีจึงไม่อาจรับฟังว่าจ าเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจหรือด าเนินการโดยไม่สุจริต...โจทก์จึงหาอาจขอให้บังคับจ าเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกัน รับผิดตามฟ้ อง ภาระการพส ิ ู จน ์ในคด ี ผ ้ ู บร ิโภค ปกติในคดีแพ่ง มีหลักผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริง ผู้นั ้นต้องเป็ นผู้พิสูจน์ เว้นแต่จะเข้า ข้อยกเว้นข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็ นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติ ธรรมดาของเหตุการณ์เป็ นคุณแก่คู่ความฝ่ ายใด คู่ความฝ่ ายนั ้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั ้นครบถ้วนแล้ว (ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1)


64 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ตัวอย่างคดีที่วินิจฉัยให้ผู้ประกอบธุรกิจแพ้คดีเพราะภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 29 ดังฎีกาที่ 4567/2561 ...จ าเลยทั ้งสองซึ่งเป็ นผู้ร่วมกันรับประกันการซ่อมบ ารุงรักษารถยนต์ พิพาทดังวินิจฉัยแล้วจึงต้องร่วมกันรับผิดในความช ารุดบกพร่องดังกล่าว จ าเลยทั ้งสองน าสืบต่อสู้ คดีว่าได้ซ่อมแซมข้อช ารุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทกรณีเครื่องยนต์ไม่มีก าลังหรือเร่งไม่ขึ ้นเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็ นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการให้บริการที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจ าเลยทั ้ง สองซึ่งเป็ นฝ่ ายผู้ ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี ้จึงตกอยู่แก่จ าเลยทั ้งสองตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29… ตามข้ อเท็จจริงที่ได้ ความจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจ าเลยทั ้งสองน าสืบ ดังกล่าวจึงเป็ นการน าสืบกล่าวอ้างข้อเท็จจริงยันกัน ไม่อาจรับฟังเป็ นยุติได้ ดังนี ้ เมื่อจ าเลยทั ้ง สองซึ่งเป็ นฝ่ ายมีภาระการพิสูจน์ว่าได้ซ่อมแซมรถยนต์พิพาทกรณีเครื่องยนต์ไม่มีก าลังหรือเร่งไม่ ขึ ้นจนข้อช ารุดบกพร่องสิ ้นไปแล้ว ไม่อาจน าสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างได้ คดีจึงรับฟัง ไม่ได้ว่าข้อช ารุดบกพร่องของเครื่องยนต์ได้รับการแก้ไขแล้ว จ าเลยทั ้งสองจึงยังคงต้อง ร่วมกันรับผิด แต่หากผู้ประกอบธุรกจิซ่งึมีภาระการพสิูจน์น าสืบพิสูจน์ได้ศาลก ็ รับฟัง เช่น ฎีกาที่ 4829/2558ซึ่งศาลฎีการับฟังว่า จา เลยน าสืบได้ตามภาระการพสิูจน์โดยวินิจฉัยว่า... เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงของจ าเลยที่โจทก์ผู้บริโภคซื ้อมาจากร้านค้ามี เชื ้อราปนเปื ้อน จ าเลยในฐานะผู้ ประกอบธุรกิจหรือผู้ ประกอบการจึงมีภาระการพิสูจน์ถึง ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการด าเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เหน ็ เฉพาะของจา เลยตาม พ.ร.บ.วิธีพจิารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 เมื่อพยานบุคคลฝ่ ายจ าเลยเบิกความประกอบพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงขั ้นตอน และวิธีการผลิตข้าวสารบรรจุถุงของจ าเลยจนกระทั่งขนส่งให้แก่ลูกค้า จ าเลยมีการตรวจสอบ คุณภาพอยู่ตลอดเวลา โดยด าเนินการจัดท าระบบตามหลักการผลิตที่ดีเพื่อเป็ นหลักในการประกัน คุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร และระบบควบคุมอันตรายไม่ให้ไปสู่ผู้บริโภคเพื่อเป็ น หลักประกันในการควบคุมการผลิต โดยโรงงานบรรจุข้าวถุงของจ าเลยเป็ นแห่งแรกในประเทศไทย


65 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ที่ผ่านการรับรองทั ้งสองระบบ ระบบคุณภาพและมาตรฐานต่าง ๆ ได้รับการประเมินตรวจสอบและ ได้ใบรับรองจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าตรามาบุญครองของจ าเลยมี ความสะอาดและถูกสุขอนามัยโดยใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้แก่ ผู้บริโภค ทั ้งข้อเท็จจริงยังได้ความอีกว่าข้าวสารบรรจุถุงที่ผลิตในวันเดียวกันกับข้าวสารบรรจุถุง ปัญหาที่โจทก์ซื ้อไปไม่ปรากฏว่ามีข้าวสารบรรจุถุงที่มีเชื ้อราปนเปื ้อนอีก แสดงว่าเชื ้อราที่ปนเปื ้อน ไม่ได้เกิดขึ ้นในขั ้นตอนการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้าหรือการขนส่งของจ าเลย โจทก์ไม่ได้น าสืบ พยานหลักฐานหักล้างข้อน าสืบของจ าเลย...ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ ้น ทรัพย์ส่วนกลาง อาคารชุด เมื่อเป็ นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย แม้ไม่จด ทะเบียนก็ไม่ท าให้ไม่เป็ นทรัพย์ส่วนกลาง ฎ .8555/2561...เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ก าหนดอ านาจ หน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มี อ านาจกระท าการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามมติของเจ้าของร่วม ดังบัญญัติ ความตามมาตรา 33 และนิติบุคคลอาคารชุดยังอาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ ส่วนกลางทั ้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้ องเอาทรัพย์สินคืนเพื่อประโยชน์ของ เจ้าของร่วมทั ้งหมดได้ ดังบัญญัติความตามมาตรา 39 ส าหรับความหมายของ ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดนั ้น นอกจากทรัพย์สินอื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ยังหมายความถึงทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ ร่วมกันส าหรับเจ้าของร่วมซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือเป็ นทรัพย์ส่วนกลางด้วยดังบัญญัติ ความตามมาตรา 4 และมาตรา 15 ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะขึ้นทะเบียนอาคารชุดระบุ ว่าเป็ นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ หรือเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะแสดงเจตนายกกรรมสิทธ์ิ ทรัพย์สินนั้นให้เป็ นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็ นกรณีตกเป็ นทรัพย์ส่วนกลาง ของอาคารชุดโดยผลของกฎหมาย ดังนี ้ ที่ศาลล่างทั ้งสองฟังว่า โจทก์ไม่มีอ านาจฟ้ องด้วยเหตุอาคารสโมสรและสระ ว่ายน ้าพิพาทไม่เป็ นทรัพย์ส่วนกลางเพราะไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิจัดการ


66 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร และดูแลรักษารวมทั ้งไม่มีอ านาจหน้าที่ด าเนินการแทนเจ้าของร่วมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 39 นั ้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์จึงมีอ านาจฟ้ อง ฎีกา ของโจทก์ฟังขึ ้น… คดีเช่าซื้อรถยนต์ : ค่าขาดราคา คดีเช่าซื ้อรถยนต์ ส่วนใหญ่เป็ นคดีผู้ให้เช่าซื ้อฟ้ องผู้เช่าซื ้อและผู้ค ้าประกัน ปัญหาที่ มักเป็ นข้อต้องพิจารณาคือ กรณีค่าขาดราคาซึ่งมีค าพิพากษาฎีกาหลายฉบับวางหลักว่า ผู้ให้เช่า ซื ้อเรียกค่าขาดราคาไม่ได้ เมื่อคู่กรณีสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โดยสาเหตุหลักของเรื่องมี มูลกรณีมาจากการที่ผู้เช่าซื ้อผิดนัดช าระค่าเช่าซื ้อ และผู้ให้เช่าซื ้อกลับเข้าครอบครองรถ การให้เช่าซื ้อรถยนต์นั ้น คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ได้ออกประกาศควบคุมมานาน ฉบับปัจจุบัน คือ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื ้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็ นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 ซึ่งใช้ บังคับตั ้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็ นต้นไป เรื่องผิดนัดช าระค่าเช่าซื ้อ นั ้น ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (4) บัญญัติว่า “ ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนดัช าระค่าเช่าซื้อรายงวดสามงวดติด ๆ กนัและผู้ให้เช่าซื้อมีหนงัสือบอก กล่าวผูเ้ช่าซื้อใหใ้ช้เงินรายงวดที่ค้างช าระนนั้ภายในเวลาอย่างน้อยสามสิบวนันบัแต่วนัที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนงัสือ และผูเ้ช่าซื้อละเลยเสียไม่ปฏิบตัิตามหนงัสือบอกกล่าวนนั้ผูใ้หเ้ช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสญัญาเช่าซื้อได้” ความตาม ข้อ 4 (4) ผู้ให้เช่าซื ้อจะน าไประบุไว้ในสัญญาเช่าซื ้อ เพราะหากไม่ท า เช่นนั ้น หรือเขียนสัญญาแตกต่างไป ก็ต้องอยู่ใต้บังคับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 35 ตรี ให้ถือว่าใช้ข้อสัญญานั ้นอยู่ดี ข้อเท็จจริงในคดีเช่าซื ้อส่วนใหญ่ที่เป็ นปัญหา มักเป็ นกรณีผู้เช่าซื ้อผิดนัดช าระค่า เช่าซื ้อสามงวดติดกัน และผู้ให้เช่าซื ้อบอกกล่าวให้ใช้เงินที่ค้างโดยให้เวลา 30 วัน แล้ว แต่ผู้ให้เช่า ซื ้อกลับเข้าครอบครองรถก่อนครบก าหนดเวลา 30 วัน ซึ่งแนวค าพิพากษาศาลฎีกาจะชี้ว่า เป็ น กรณียังไม่ครบก าหนดเวลาที่ให้ไว้ ยังไม่มีสิทธิกลับเข้าครอบครองรถโดยชอบ เมื่อกระท าเช่นนั ้น


67 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร และผู้เช่าซื ้อไม่โต้แย้ง ถือว่า คู่กรณีสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย จึงต่างต้องกลับสู่ฐานะ เดิมตาม ป.พ.พ.ม.391 ผู้ให้เช่าซื ้อจะเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื ้อที่สมัครใจเลิกกันไปแล้ว ไม่ได้ เช่น ฎ.4174/2530จ าเลยที่1เช่าซื ้อรถยนต์มีข้อตกลงว่า หากผิดนัดแม้เพียงงวดหนึ่ง งวดใดถือเป็ นการผิดสัญญาและยอมให้สัญญาเช่าซื ้อเป็ นอันเลิกกันทันที แต่จ าเลยที่ 1ช าระเงิน ค่าเช่าซื ้อเกินก าหนดเวลาตลอดมาทุกงวดตั ้งแต่งวดแรก โจทก์ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ตาม พฤติการณ์แสดงว่าในทางปฏิบัติคู่สัญญาไม่ถือเอาก าหนดเวลาช าระค่าเช่าซื ้อตามสัญญาเป็ น ส าคัญ จะถือว่าจ าเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื ้อเลิกกันไม่ได้กรณีนี ้หากโจทก์ ประสงค์จะเลิกสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวให้จ าเลยที่1ช าระค่าเช่าซื ้อตามมาตรา 387 ก่อน แต่ไม่ ปรากฏว่าได้บอกเลิกสัญญา อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื ้อคืน เพราะเหตุที่จ าเลย ที่1ช าระค่าเช่าซื ้อเกินก าหนดเวลา และจ าเลยที่ 1 ก็ยินยอมให้ยึดไปโดยไม่ได้โต้แย้ง ก็เป็ น พฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจ าเลยที่1 ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายนับแต่วันที่ โจทก์ยึดรถยนต์คืน คู่สัญญาจ าต้องให้อีกฝ่ ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็ นอยู่เดิม จ าเลยที่1จึง ต้องชดใช้ค่าใช้ทรัพย์ตามมาตรา 391วรรคสาม และเมื่อสัญญาเลิกกันโดยจ าเลยที่ 1 มิได้เป็ น ฝ่ ายผิดสัญญาจ าเลยที่1 ก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ... แนววินิจฉัยข้ างต้น ศาลฎีกาตัดสินคดีเดินตามแนวทางนี ้อีกหลายคดี เช่น ฎ. 615/2531 ฎ .6034/2533 ฎ .876/2534 ฎ .3944/2535 ฎ .1889/2536 ฎ .332/2537 ฎ . 4772/2540 ฎ . 2260/2549 ฎ . 3830-3831/2550 ฎ . 6175/2550 ฎ . 8331/2551 ฎ . 1140/2553 ฎ.2417/2557 ฎ.15358/2558 ฎ.7523/2540 จ าเลยที่1ได้ช าระค่าเช่าซื ้อตั ้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่9 เรียงล าดับ มาแม้ทุกงวดจะช าระไม่ตรงเวลาแต่โจทก์ก็รับไปโดยไม่มีข้อโต้แย้งแสดงว่าในทางปฏิบัติคู่สัญญา ไม่ถือเอาก าหนดเวลาตามสัญญาเป็ นสาระส าคัญ จึงไม่ถือว่าการช าระค่าเช่าซื ้อไม่ตรงเวลาเป็ น การผิดสัญญา เมื่อจ าเลยที่ 1ช าระค่าเช่าซื ้อครั ้งสุดท้ายงวดที่ 9วันที่6 พฤศจิกายน 2534แต่ โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื ้อเมื่อวันที่25 พฤศจิกายน 2534 ห่างจากวันช าระค่าเช่าซื ้องวดสุดท้ายเพียง


68 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร 19วัน เป็ นการยึดรถคืนโดยไม่มีสิทธิจะกระท าได้นอกจากนี ้ตามสัญญาเช่าซื ้อยังได้ตกลงไว้ว่า ใน กรณีผู้เช่าไม่ใช้เงินค่าเช่าสองงวดติด ๆ กัน เมื่อโจทก์มีหลักฐานเป็ นหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่ผู้เช่า ละเลยไม่ปฏิบัติตามภายในก าหนด 30วัน ผู้เช่ายอมให้เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกการเช่าและริบเงินที่ ได้รับช าระแล้วและกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินได้ทันทีอีกทั ้งโจทก์ก็ยอมรับว่าโจทก์ต้องมีหนังสือ ทวงถามให้จ าเลยที่1ช าระค่าเช่าซื ้อภายใน 30วัน ก่อนจึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่โจทก์มิได้ มีหลักฐานเป็ นหนังสือบอกกล่าวให้จ าเลยที่ 1 ปฏิบัติการช าระค่าเช่าซื ้อภายใน30วัน กลับมี หนังสือบอกเลิกสัญญาทันทีการบอกเลิกสัญญาโดยผิดข้อตกลงเช่นนี ้จึงไม่ชอบ การที่โจทก์ยึดรถที่เช่าซื ้อคืนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2534โดยจ าเลยที่1ไม่ได้ โต้แย้งเสียภายในเวลาอันสมควรจ าเลยที่1เพิ่งมาโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิยึดรถหลังจากถูกโจทก์ ฟ้ องและโจทก์ได้ยึดรถไปแล้ว 1 ปี เศษ จึงเป็ นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์และจ าเลยที่ 1 ต่างสมัคร ใจที่จะเลิกสัญญาเช่าซื ้อต่อกันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถคืน คู่สัญญาจ าต้องให้อีกฝ่ ายได้ กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็ นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ.มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับรถคืนแล้ว โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าเช่าซื ้อที่จ าเลยที่ 1ช าระ แล้วแก่จ าเลยที่1แต่การที่จ าเลยที่1 ครอบครองรถที่เช่าซื ้อตั ้งแต่วันท าสัญญาถึงวันที่โจทก์ยึดรถ คืน โจทก์ย่อมขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์จ าเลยที่1จึงต้องชดใช้ค่าใช้ทรัพย์แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 391วรรคสาม ร ถ ที่ โ จท ก์ ยึ ด คื น ป ร า ก ฏ ว่ า จ า เล ย ที่ 1ไ ด้ ต่ อ ตัว ถัง เห ล็ ก พร้ อ ม ดั๊ม เ ป็ น เงิน 220,000 บาท และก่อนท าสัญญาเช่าซื ้อกับโจทก์จ าเลยที่1ได้ช าระเงินดาวน์แก่ห้างหุ้นส่วน จ ากัด ส.ไปแล้ว เป็ นเงิน 200,000 บาท ถือได้ว่าเป็ นการงานอันได้กระท าให้เพราะเมื่อโจทก์ยึดรถ คืนมาย่อมเป็ นประโยชน์แก่โจทก์กล่าวคือ ตัวถังเหล็กพร้ อมดั๊มเป็ นส่วนประกอบของรถ ส่วนเงิน ดาวน์ก็เป็ นส่วนหนึ่งของราคารถ โจทก์จึงต้องใช้คืนแก่จ าเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ.มาตรา 391วรรค สาม แต่การที่จ าเลยที่ 1 ต่อตัวถังเหล็กพร้ อมดั๊มก็ดีช าระเงินดาวน์ก็ดีย่อมเป็ น ประโยชน์แก่จ าเลยที่1อยู่ด้วยในการที่น ารถไปใช้รับจ้างบรรทุกสิ่งของเป็ นเวลาถึง 15เดือนซึ่งรถ ย่อมมีการเสื่อมสภาพลงจึงต้องหักค่าเสื่อมราคาของรถออกเสียก่อน


69 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ส่วนค่าเสียหายอย่างอื่นที่ต่างฝ่ ายต่างเรียกร้ องนั ้น เมื่อสัญญาเช่าซื ้อมิได้เลิกกัน เพราะความผิดของฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่ง ทั ้งสองฝ่ ายจึงต่างไม่มีสิทธิเรียกให้อีกฝ่ ายช าระ ฎ.1176/2541 สัญญาเช่าซื ้อรถยนต์ฉบับพิพาท ข้อ11วรรคหนึ่ง ระบุว่า"ในกรณี ที่ผู้เช่าซื ้อผิดนัดไม่ช าระค่าเช่าซื ้อ 2งวดติดต่อกัน เจ้าของจะบอกกล่าวให้ผู้เช่าช าระค่าเช่าซื ้อที่ ค้างช าระภายใน 30วัน หากผู้เช่าไม่ช าระหรือช าระไม่เต็มจ านวนให้ทันงวด ณ วันที่ช าระให้ถือว่า สัญญาเช่าสิ ้นสุดลงทันที" การที่โจทก์ ผู้ ให้ เช่าซื ้อได้ แจ้ งให้ จ าเลยช าระค่างวดที่ค้ าง เดิม 2งวด ภายใน 30วันมิฉะนั ้นให้ถือว่าสัญญาเช่าสิ ้นสุดลง จ าเลยได้รับหนังสือบอกกล่าว แล้วจึงน าเงินมาช าระจนครบ 22งวด การบอกกล่าวจึงไม่มีผลให้สัญญาสิ ้นสุดลง คู่สัญญายังคง มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื ้อต่อไป เอกสารใบรับรถยนต์มีข้อความเพียงว่า จ าเลยได้รับรถยนต์ที่เช่าซื ้อไปจากโจทก์ โดยห้างหุ้นส่วนจ ากัด ศ.เป็ นตัวแทนในการมอบรถยนต์ให้แก่จ าเลย ไม่มีข้อความใดแสดงว่าห้าง ดังกล่าวเป็ นตัวแทนโจทก์ในการรับรถยนต์คืนทั ้งห้างดังกล่าวไม่ใช่เป็ นตัวแทนโจทก์แต่เป็ นศูนย์ ขายรถยนต์ ทั่วไป และตามสัญญาเช่าซื ้อระบุว่า ข้ อ 12 การคืนรถในกรณีใด ๆ ก็ต้ อง คืน ณ ภูมิล าเนาของโจทก์กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจ าเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่โจทก์สัญญา เช่าซื ้อยังไม่สิ ้นสุดลง จ าเลยซึ่งเป็ นผู้เช่าซื ้อยังมีหน้าที่ต้องช าระค่าเช่าซื ้อแก่โจทก์แต่การที่ต่อมา โจทก์ยึดรถยนต์คืนมาโดยไม่ได้มีการบอกกล่าวตามข้อ11 วรรคหนึ่งอีก ย่อมเป็ นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจ าเลยต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกัน โดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์คืน สัญญาเช่าซื ้อสิ ้นสุดลงในวันนั ้น คู่สัญญาจ าต้องให้อีก ฝ่ ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็ นอยู่เดิม และการที่จ าเลยที่1ไม่ได้ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ให้ ถูกต้องนับแต่งวดที่23จนถึงวันที่โจทก์ยึดรถคืน โจทก์ย่อมเสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้รถยนต์ใน ระยะเวลานั ้น จ าเลยจึงต้ องชดใช้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ ทรัพย์ให้ โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา391วรรคสาม ส่วนค่าขาดราคานั ้น เมื่อคู่สัญญาต่างก็สมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย แล้ว หนี ้ตามสัญญาที่ก าหนดให้จ าเลยต้องชดใช้ค่าขาดราคาย่อมระงับไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิ เรียกร้องค่าขาดราคาดังกล่าวจากจ าเลย


70 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร เมื่อปี 2545 ศาลฎีกาตัดสินตาม ฎ.5363/2545 ว่า โจทก์ยึดรถคืนได้ หากมี ข้อสัญญาให้ยึดรถโดยยังไม่ต้องบอกเลิกสัญญา โดยวินิจฉัยว่า “ โจทก์กับจ าเลยที่1 ตกลง กันตามสัญญาเช่าซื ้อว่า ถ้าจ าเลยที่1 ผิดนัดไม่ช าระเงินใด ๆจ าเลยที่1 ยอมให้ผู้แทนหรือลูกจ้าง ของโจทก์เข้าไปยังสถานที่ของจ าเลยที่ 1เพื่อยึดรถยนต์ได้ไม่ว่าโจทก์จะได้บอกเลิกสัญญากับ จ าเลยที่1แล้วหรือไม่ก็ตาม การที่โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื ้อคืนจากจ าเลยที่1จึงเป็ นกรณีที่ โจทก์สามารถกระท าได้โดยที่ยังมิได้มีการบอกเลิกสัญญากันและต่อมาภายหลังโจทก์จึงได้บอก เลิกสัญญาแก่จ าเลยที่1โดยที่จ าเลยที่ 1เป็ นฝ่ ายผิดสัญญา จ าเลยทั ้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ ค่าเสียหายอันเป็ นค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์ เมื่อสัญญาเช่าซื ้อเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391วรรคแรก โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จ าเลยที่ 1ช าระค่าขาด ราคารถยนต์เท่ากับค่าเช่าซื ้อที่ยังขาดได้เพราะจะมีผลเท่ากับบังคับให้จ าเลยที่ 1 ปฏิบัติตาม สัญญาเช่าซื ้อที่เลิกกันไปแล้ว หากโจทก์ยังได้รับความเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ขาด โจทก์ สามารถเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391วรรคท้าย แต่ค่าเสียหายที่ โจทก์เรียกได้นี ้คือค่าขาดราคาไปจากราคารถยนต์ที่แท้จริง ไม่ใช่ค่าขาดราคาไปจากราคาตาม สัญญาเช่าซื ้อ ต่อมาเมื่อปี 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตัดสินคดีเช่าซื ้อรถยนต์ตาม ฎ. 4607/2562 ว่า “แม้ตามสัญญาเช่าซื ้อ ข้อ 12 จะให้สิทธิผู้เช่าซื ้อในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื ้อ เสียเมื่อใดก็ได้โดยผู้เช่าซื ้อจะต้องส่งคืนและส่งมอบรถยนต์ในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยและใช้ การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถยนต์ไปจากเจ้าของพร้ อมทั ้งอุปกรณ์ และอะไหล่ ทั ้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ ส านักงานของเจ้าของ แต่สัญญาข้อดังกล่าวยังระบุเงื่อนไขต่อไปอีกว่า “ และช าระเงินทั ้งปวงที่ถึงก าหนดช าระหรือเป็ นหนี ้ตามสัญญานี ้อยู่ในเวลานั ้น ทันที...” แสดงให้เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าเป็ นการเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื ้อข้อดังกล่าว ก็ ต่อเมื่อจ าเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื ้อคืนโจทก์พร้ อมกับช าระเงินทั ้งปวงที่ถึงก าหนดช าระ หรือเป็ นหนี ้ตามสัญญานี ้อยู่ในเวลาที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื ้อคืนแก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์มิได้น าสืบ


71 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ให้เห็นว่า นอกจากจ าเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื ้อคืนแก่โจทก์แล้ว จ าเลยที่ 1 ได้ช าระเงินทั ้ง ปวงที่ถึงก าหนดช าระหรือเป็ นหนี ้ตามสัญญาแก่โจทก์ทันที อันเป็ นการปฏิบัติตามข้อตกลงใน สัญญาเพื่อใช้สิทธิเลิกสัญญา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็ นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื ้อตามสัญญาข้อ 12 ที่จะท าให้ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 พฤติการณ์ที่จ าเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื ้อคืน โจทก์โดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ ถือว่าโจทก์และจ าเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อ กันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็ นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ซื ้อได้ ” ฎ.4607/2562 นี ้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า “จ าเลยที่ 1 ช าระค่าเช่าซื ้อแก่โจทก์เพียง 4 งวด แล้วผิดนัดตั ้งแต่งวดที่ 5 ประจ าวันที่ 10 มีนาคม 2557 เป็ นต้นไป โจทก์มีหนังสือบอกกล่าว ทวงถามให้ช าระหนี ้และบอกเลิกสัญญาไปยังจ าเลยทั ้งสองแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างก าหนดเวลาให้ช าระหนี ้ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญา จ าเลยที่ 1ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื ้อมาคืนโจทก์ในสภาพกันชนหน้าช ารุด บังโคลนหน้าซ้าย - ประตูหน้า ขวาบุบ ไฟท้ายด้านซ้าย - กระจกมองข้างขวาแตกช ารุด ประตูหน้าซ้ายเปิ ดไม่ได้ และมีรอยขีด ข่วนรอบคัน โจทก์น ารถยนต์ที่เช่าซื ้อออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง 64,000 บาท” คดีนี ้ ศาลชั ้นอุทธรณ์ให้ฝ่ ายผู้เช่าซื ้อรับผิดค่าขาดราคา จ าเลยที่ 1 ผู้เช่าซื ้อ และ จ าเลยที่ 2 ผู้ค ้าประกัน จึงฎีกาว่า “จ าเลยทั ้งสองต้องร่วมกันรับผิดช าระค่าขาดราคาแก่โจทก์ หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี ้ จ าเลยทั ้งสองฎีกาอ้างว่า จ าเลยที่ 1 เป็ นฝ่ ายบอกเลิกสัญญาที่เช่าซื ้อ โดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื ้อคืนแก่โจทก์ ผลแห่งการนั ้น คงท าให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้ องค่าเช่าซื ้อค้าง ช าระจนถึงวันที่จ าเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืน พร้ อมดอกเบี ้ย และค่าเสียหายใน การติดตาม รถยนต์กลับคืน กับเรียกเอาค่าใช้จ่ายอันเนื่องจากการขายทรัพย์ในจ านวนอันสมควรเท่านั ้น โจทก์ ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาซึ่งค านวณเท่ากับจ านวนเงินค่าเช่าซื ้อทั ้งหมดที่โจทก์ยังไม่ได้รับเต็ม ตามสัญญา ทั ้งการเรียกร้ องเงินค่าขาดราคาเท่ากับจ านวนเงินค่าเช่าซื ้อที่ค้างช าระ ยังขัดต่อ


72 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื ้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็ นธุรกิจ ที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จ าเลยทั ้งสองรับผิดช าระค่าขาดราคาได้” ศาลฎีกาวินิจฉัยให้เหตุผล 2 ประการ ที่เรียกค่าขาดราคาไม่ได้ว่า 1. แม้มีข้อสัญญาเช่าซื ้อให้ผู้เช่าซื ้ออาจบอกเลิกสัญญาโดยส่งมอบรถคืนในสภาพที่ ซ่อมแซมเรียบร้ อยและใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถ แต่มีเงื่อนไข ข้อสัญญาว่า ต้องช าระเงินทั ้งปวงที่ถึงก าหนดช าระหรือเป็ นหนี ้ตามสัญญานี ้อยู่ใน เวลานั ้นทันทีด้วยเมื่อไม่มีข้อเท็จจริงว่า จ าเลยที่ 1 ผู้เช่าซื ้อได้ช าระเงินที่เป็ นหนี ้เพื่อใช้ สิทธิเลิกสัญญา ล าพังการคืนรถยังถือไม่ได้ว่าเป็ นการบอกเลิกสัญญาตามสัญญา เช่าซื ้อข้อ 12 ที่จะท าให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็ นค่าขาดราคาตาม ข้อตกลงในสัญญา ข้อ 13 ได้ 2. พฤติการณ์ที่จ าเลยที่ 1 ผู้เช่าซื ้อส่งมอบรถคืนโดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านของ โจทก์ผู้ให้เช่าซื ้อ ถือว่า ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่า ขาดราคาอันเป็ นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื ้อได้ ฎ.3965/2564 ปัจจุบันมี ฎ.3965/2564 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยเรื่องค่าขาดราคา ข้อเท็จจริงได้ ความว่า ผู้เช่าซื ้อช าระค่างวด 13 งวด จาก 72 งวด ผิดนัดตั ้งแต่งวดที่ 14 โจทก์ผู้ให้เช่าซื ้อทวง ถามแล้วโดยมีหนังสือ ลว.20 กุมภาพันธ์ 2558 ให้ช าระหนี ้ใน 30 วัน นับแต่รับหนังสือ วันที่ 31 มีนาคม 2558 ผู้เช่าซื ้อน ารถไปคืนแก่โจทก์ มีการตรวจสภาพรถไว้ คดีมีประเด็นสู่ศาลฎีกาเรื่องค่า ขาดราคาที่ศาลชั ้นต้นไม่ก าหนดให้ แต่ศาลชั ้นอุทธรณ์ก าหนดให้โจทก์ได้รับ ผู้เช่าซื ้อฎีกาว่า ไม่ได้รับหนังสือ การส่งมอบรถคืนก่อนครบก าหนดเวลาบอกกล่าว ตามหนังสือ เมื่อโจทก์รับมอบโดยไม่โต้แย้ง เป็ นกรณีสมัครใจเลิกสัญญาปริยาย ต่างไม่ต้องรับผิด ต่อกันตามสัญญาอีก...


73 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า กรณีผิดนัด 3 งวด ติดกัน (เรื่อง ไม่ได้รับหนังสือ ปรากฏว่ามีการส่งให้แล้ว แต่จ าเลยที่ 1 ไม่ไปรับภายในก าหนด ซึ่งข้อสัญญาให้ ถือว่าเป็นการส่งโดยชอบ) ข้อสัญญาที่ก าหนดเรื่อง เกณฑ์เลิกสัญญาว่า ต้องผิดนัด 3 งวด ติดกัน และมีหนังสือให้ช าระหนี ้โดยก าหนดเวลา 30 วัน นับแต่รับหนังสือ เป็ นเกณฑ์เดียวกันกับประกาศ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ตามเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนครบ 30 วัน นับแต่รับหนังสือ กลับกันจ าเลยที่ 1 มีสิทธิช าระค่าเช่าซื ้อที่ค้างได้ใน 30 วัน นั ้น เพื่อไม่ให้โจทก์ เลิกสัญญา ตามข้ อเท็จจริงมีการส่งรถคืนก่อนครบ 30 วัน โดยผู้ เช่าซื ้อ เท่ากับจ าเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็ไม่ช าระเงินที่เป็ นหนี ้ภายใน 30 วัน นั ้น และไม่ประสงค์จะช าระค่าเช่าซื ้อที่ ค้างในก าหนดดังกล่าวเพื่อให้สัญญามีผลต่อไป ศาลฎีกาฟังว่า จ าเลยที่ 1 ท าเช่นนั ้นได้เพราะไม่มีข้อสัญญาห้าม แล้ววินิจฉัยว่า พฤติการณ์ถือว่า จ าเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา เพราะเหตุโจทก์มีหนังสือบอกโดยชอบแล้ว โจทก์หาจ าต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถคืนไม่ ศาลฎีกายังฟังว่า กรณีไม่เข้าเกณฑ์ว่าผู้เช่าซื ้อใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยส่งรถคืน เพราะกรณีเช่นนั ้นต้องช าระหนี ้ทั ้งปวงด้วย ถือไม่ได้ว่าเป็ นการสมัครใจเลิกสัญญากันโดย ปริยายดังที่จ าเลยที่ 1 ฎีกา... ข้อสังเกต 1. ผู้ ให้ เช่าซื ้อต้ องอยู่ใต้ บังคับประกาศคณะกรรมการว่าด้ วยสัญญา เกณฑ์ผิดนัด ติดต่อกัน 3 งวด และก าหนดเวลาช าระหนี ้ไม่น้อยกว่า 30 วัน จะต้องปฏิบัติตาม หาก ไม่ปฏิบัติย่อมเป็ นการใช้สิทธิไม่ชอบ การยึดรถคืนโดยไม่บอกกล่าว ไม่ให้เวลาตาม ก าหนด หรือยึดระหว่างยังไม่ครบ 30วัน เป็ นการฝ่ าฝื นเกณฑ์คุ้มครองผู้บริโภค ย่อมไม่ ก่อให้เกิดสิทธิ จึงไม่อาจอ้างสิทธิยึดรถได้ หากผู้เช่าซื ้อยอมให้ยึด จะเข้าเกณฑ์เป็ น สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายตามแนวฎีกาเดิม


74 ปัญหาในคดีผู้บริโภค : รังสรรค์ วิจิตรไกรสร 2. ความตามข้อ 1 ต้องระบุในสัญญาเช่าซื ้อ หากไม่เขียนไว้ ถือว่ามีอยู่โดยผลของ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 35 ตรี 3. เมื่อผู้เช่าซื ้อผิดสัญญาแล้ว จะคืนรถโดยไม่ช าระหนี ้ แล้วอ้างเป็ นกรณีตามมาตรา 573 หรือคืนตามข้อสัญญาไม่ได้ เพราะทั ้ง 2 กรณี ต้องไม่ผิดสัญญาหรือไม่เป็ นหนี ้ หรือ ช าระหนี ้ครบควบกับการคืนรถ 4. การคืนรถโดยผู้เช่าซื ้อสมัครใจคืนขณะยังไม่ครบก าหนด 30วัน (แต่ไม่ได้ช าระหนี ้ที่ค้าง ควบด้วย) ผู้ให้เช่าซื ้อรับรถไว้ ไม่ถือว่าผู้ให้เช่าซื ้อสมัครใจเลิกสัญญาด้วย ไม่ว่าผู้ให้เช่า ซื ้อจะโต้แย้งสงวนสิทธิไว้หรือไม่ เอกสารนี ้ ปรับปรุงแก้ไขจากเอกสารที่ใช้ประกอบบรรยายในการสัมมนา หลักสูตร เจ้าพนักงานคดีระดับช านาญการพิเศษ หัวข้อ ปัญหาชัน้สูงในคดีผู้บริโภครุ่นก่อน เพื่อใช้ ประกอบการสัมมนาหัวข้อเดียวกันที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ ายตุลาการศาลยุติธรรม จัดขึ ้น ณ วันที่ 21กรกฎาคม 2565 เวลา 9 – 12 น. เท่านั ้น จึงหยิบยกเฉพาะข้อที่ให้ผู้ฟังใช้ศึกษา ประกอบการบรรยายเป็ นสังเขป วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคยังมีข้อควรสนใจศึกษาอีกมาก ผู้ที่สนใจ อาจศึกษาเรื่องเหล่านี ้เพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจในวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคเพิ่มขึ ้นก็จะยังประโยชน์ แก่การปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีผู้บริโภคให้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ ้น ---------------------------------------


Click to View FlipBook Version