The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย เรื่อง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝึกอบรมโครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยการใช้ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by trainingphet, 2023-08-15 04:56:38

วิจัย เรื่อง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝึกอบรมโครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยการใช้ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting)

วิจัย เรื่อง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝึกอบรมโครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยการใช้ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting)

Keywords: ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ภาคีภาคส่วน ระบบออนไลน์ zoom cloud meeting

33 ความยืดหยุ่น ด้านเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายลง ผู้เร�ยนยังสามารถสื่อสารได้โดยตรงกับอาจารย์ผู้สอน หร�อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หร�อกับเพื่อนผู้เร�ยนที่อยู่กันคนละที่ ซึ่งการเร�ยนแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทํางานร่วมกัน แต่ป�จจุบันมีกล้องว�ดีโอคอมพิวเตอร์ที่สามารถส่งและรับภาพทางคอมพิวเตอร์ได้ จึงทําให้ หมดป�ญหาด้าน face to face ความสําเร็จและคุณภาพของการเร�ยนก็ยังขึ้นอยู่กับตัวผู้เร�ยนค่อนข้างมาก เพราะจะต้องบร�หารเวลาเพื่อติดตามบทเร�ยน การทํากิจกรรม และการทดสอบต่างๆ ให้ทันตามกําหนดเวลา การเร�ยนจึงจะสัมฤทธิผล์ ความหมายห้องเร�ยนเสมือน นลินี ทองประเสร�ฐ (2552) ได้ให้ความหมายห้องเร�ยนเสมือน (Virtual classroom) การเร�ยนการ สอนผ่านระบบเคร�อข่ายคอมพิวเตอร์โดยใช้ช่องทางของระบบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต ผู้เร�ยนสามารถใช้ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตเข้าเร�ยนผ่านเว็บไซต์ที่ออกแบบกระบวนการเร�ยนการสอนให้มี สภาพแวดล้อมคล้ายกับเร�ยนในห้องเร�ยนแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เร�ยนกับผู้สอน และผู้เร�ยนกับผู้เร�ยน ซึ่งมี บรรยากาศเสมือนพบกันจร�ง กระบวนการเร�ยนการสอนจึงไม่ใช่การเดินทางไปเร�ยนในห้องเร�ยนแต่เป�นการ เข้าถึงข้อมูลเนื้อหาของบทเร�ยนได้โดยผ่านคอมพิวเตอร์ ลักษณะของห้องเร�ยนเสมือน ห้องเร�ยนเสมือนสามารถจําแนกได้ 2 ลักษณะ คือ 1. การจัดเร�ยนการสอนในห้องเร�ยนธรรมดา มีการถ่ายทอดสดภาพและเสียง โดยอาศัยระบบ โทรคมนาคมและเคร�อข่ายคอมพิวเตอร์ เร�ยนว่า Online ไปยังผู้เร�ยนที่อยู่นอกห้องเร�ยน ซึ่งผู้เร�ยนสามารถ ติดตามการสอนของผู้สอนได้จากเคร�่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง สามารถโต้ตอบกับอาจารย์ผู้สอนที่อยู่คนละ แห่ง 2. ห้องเร�ยนเสมือนเป�นการจัดการเร�ยนการสอนผ่านระบบเคร�อข่าย ที่อาศัยประสิทธิภาพของ เทคโนโลยีการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต การสอนจึงต้องมีการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เร�ยนเข้ากับ เคร�อข่ายคอมพิวเตอร์ การเร�ยนการสอนต้องทําการเข้าสู่เว็บไซต์ของห้องเร�ยนเสมือน ดําเนินกิจกรรมที่ ผู้สอนได้ออกแบบไว้ เช่น ชื่อผู้สอน ภาพถ่าย ภาพกราฟ�ก ตัวอักษร เป�นการใช้สีสันเพื่อดึงดูความสนใจของ ผู้เร�ยน มีลักษณะข้อความสั้นๆ ที่จัดเร�ยงอยู่ในหน้าโฮมเพจ เป�าหมายและว�ธีการ ห้องเร�ยนเสมือนเป�นการเป�ดโอกาสให้บุคคลสามารถเข้าถึงและได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การเร�ยนแบบร่วมมือ(cooperative learning) เป�าหมายพัฒนาโอกาสของการเข้าถึงการศึกษาอาจจะ พิจารณาแนวคิดกว้างๆ ที่เกี่ยวกับห้องเร�ยนเสมือนในประเด็นต่อไปนี้ 1. ทําเลเป�าหมาย ผู้เร�ยนสามารถเลือกเร�ยนกับผู้สอนคนใดคนหนึ่ง หากมีการเป�ดโอกาสให้ ลงทะเบียนเร�ยนได้โดยไม่มีขีดจํากัดในเร�่องพื้นที่ 2. เวลาที่ยืดหยุ่น ผู้เร�ยนมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป�นกลางวันหร�อกลางคืน การได้รับข้อมูล ย้อนกลับจากผู้สอน และเพื่อนที่เร�ยนร่วมกันจะไม่มีข้อจํากัดเร�่องเวลา 3. ไม่มีการเดินทาง ผู้เร�ยนสามารถทํางานได้อย่างสะดวก ซึ่งอาจะเป�นข้อดีสําหรับผู้เร�ยนที่มี อุปสรรคบางประการในการเดินทาง หร�อแม้แต่ผู้เร�ยนที่มีภาระด้านครอบครัว ป�จจัยบางประการนับเป�น โอกาสที่ทําให้ทุกคนมีโอกาสที่ทําให้มีทางเลือกและความสะดวกสบาย 4. ประหยัดเวลา ในการเข้าเร�ยนซึ่งไม่จําเป�นต้องเดินทางไปสถานศึกษา ถ้าเร�ยนจากห้องเร�ยน เสมือนจะประหยัดการเดินทาง


34 5. ทํางานร่วมกันด้วยภาพทางเทคโนโลยี ทําให้ผู้เร�ยนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้ง่าย ในขณะที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลในห้องเร�ยนปกติ ผู้เร�ยนในระบบห้องเร�ยนเสมือนจะสามารถอธิบายป�ญหา ร่วมกัน แลกเปลี่ยนโครงงานซึ่งกันและกันได้ การเร�ยนการสอนผ่านเว็บ สังคม ภูมิพันธุ์ (2549) ความหมายการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ เป�นการนําเอาระบบอินเทอร์เน็ตมา ออกแบบเพื่อใช้ในการจัดการเร�ยนการสอน นําเอาสิ่ งที่ต้องการส่งให้บางส่วน หร�อทั้งหมดโดยอาศัย (Web) โดยเว็บสามารถกระทําได้ในหลากหลายรูปแบบและหลายขอบเขตที่เชื่อมโยง ทั้งการเชื่อมต่อบทเร�ยน วัสดุ ช่วยการเร�ยนรู้ และการศึกษาทางไกล ผู้เร�ยนสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้เร�ยนด้วยกัน อาจารย์หร�อผู้เชี่ยวชาญ สามารถรับส่งข้อมูลอย่างไม่จํากัดเวลา ไม่จํากัดสถานที่ ภายใต้ระบบเคร�อข่ายอินเทอร์เน็ต การทํากิจกรรม ใดๆ ที่เคยทําในห้องเร�ยนแบบเดิม สามารถทําได้ทุกอย่างบนระบบเคร�อข่าย (WBI) ที่อยู่บนระบบเคร�อข่าย อินเทอร์เน็ต การจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ สังคม ภูมิพันธุ์ (2549) การจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เร�ยนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน โดยผ่านระบบเคร�อข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เร�ยนเข้าไว้กับเคร�่องคอมพิวเตอร์ของผู้ ให้บร�การเคร�อข่าย (File server) และเคร�่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บร�การเว็บ (Web server) เป�นการ เชื่อมโยงโดยระยะทางใกล้ หร�อเชื่อมโยงระยะไกลผ่านทางระบบการสื่อสาร มีขั้นตอนการจัดการเร�ยนการ สอน ดังนี้ 1. กําหนดวัตถุประสงค์ของการเร�ยนการสอน 2. การว�เคราะห์ผู้เร�ยน 3. การออกแบบเนื้อหารายว�ชา ต้องเป�นเนื้อหาตามหลักสูตร และสอดคล้องกับความต้องการของ ผู้เร�ยน ทักษะพื้นฐานที่จําเป�นต่อการเร�ยน มีการจัดลําดับเนื้อหา จําแนกหัวข้อตามหลักการเร�ยนรู้ มี ลักษณะเฉพาะในแต่ละหัวข้อ กําหนดระยะเวลา ตารางการศึกษาในแต่ละหัวข้อ บอกขั้นตอนว�ธีการศึกษา จัดทําสื่อที่ใช้ประกอบการศึกษา และมีการประเมินผล ว�ธีการหร�อกิจกรรมที่ใช้ในการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ การออกแบบกิจกรรมที่ใช้ในการเร�ยนการอสนบนเว็บ ต้องคํานึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เร�ยน และผู้สอน และความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม ซึ่งมีหลายว�ธีดังนี้ 1. การแจ้งล่วงหน้า (Notices) เป�นการใช้เว็บโดยกําหนดพื้นที่เฉพาะที่เป�นบอร์ดในเว็บสําหรับ อาจารย์ กําหนดนัดหมาย หร�อสั่งงาน ผู้เร�ยนอาจจะได้รับการแจ้งล่วงหน้าผ่านอีเมล์ และสามารถสอบถามได้ โดยอีเมล์เช่นกัน 2. การนําเสนอ (Presentations) เป�นการนําเสนอด้วยเว็บผู้สอนและผู้เร�ยน โดยนําเสนองานที่ ได้รับมอบหมาย จัดทําแบบสัมมนาหร�อประชุม นําเสนอผ่านเว็บไซต์หร�อโดยอีเมล์ หร�อการเผยแพร่ในกลุ่ม เป�นกิจกรรมสื่อสารกันระหว่างผู้สอนและผู้เร�ยน 3. การอภิปรายปกติ (Formal discussions) เป�นการอภิปรายกันบนเว็บโดยใช้อีเมล์ หร�อการ ประชุมสัมมนากลุ่มเป�นเคร�่องมือที่จัดเหมือนการประชุม ซึ่งเป�นกลุ่มสนทนาที่แสดงเป�นรูปภาพแทนผู้ใช้ หร�อ แทนชื่อของผู้ใช้ก็ได้


35 4. การใช้คําถาม (Questioning) เป�นการกําหนดคําถามขึ้นโดยผู้สอนใช้คําถามนํา และให้ผู้เร�ยนหา คําตอบ ถ้าคําตอบตรงกับคําถามที่กําหนด ก็จะเป�นการป�อนกลับไปยังผู้เร�ยน เพื่อการตอบสนองและ ประเมินผล 5. การระดมสมอง (Brainstorms) เป�นการออกแบบเพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อคําถาม ผู้เร�ยน ต้องร่วมหาคําตอบ กระตุ้นให้เกิดการอภิปรายภายในเว็บจากคําถามที่กําหนดในกิจกรรมเดียวกัน 6. การกําหนดสภาพงาน (Task setting) เป�นการกําหนดกระบวนการในการทํางานส่งตามกิจกรรม อาจจะเป�นรายงานหร�อกลุ่มย่อย อยู่ในรูปของเว็บไซต์หร�ออีเมล์ 7. แบบฝ�กหัด (Class quizzes) เป�นการทดสอบผลทั้งชั้นเร�ยน หร�อถามเพื่อประเมินผลของการ เร�ยน สามารถทําได้หลายว�ธี เช่น เป�นแบบตัวเลือก หร�อคําถามสั้นๆ ที่จะมีการป�อนกลับตลอดเวลา และ ประเมินผลตามวัตถุประสงค์ 8. การอภิปรายรายคู่นอกระบบหร�อการศึกษาเป�นกลุ่ม เป�นการออกแบบพื้นที่ของเว็บช่วยสอน ให้มี พื้นที่เฉพาะสําหรับการพบประสนทนาอย่างไม่เป�นทางการ ซึ่งสามารถทําเป�นสภากาแฟ ห้องสัมมนา ห้องพัก ผ่อน ห้องสมุด ซึ่งผู้ใช้เว็บสามารถเข้าไปทํากิจกรรมได้อิสระ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อย่างอิสระ สิ่ งที่ควรคํานึงถึงในการจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ สังคม ภูมิพันธุ์ (2549) การจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บมีข้อคํานึง ดังนี้ 1. ความพร้อมและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของผู้เร�ยน 2. เคร�่องมือในการใช้เทคโนโลยีที่ผู้เร�ยนต้องมีระบบคอมพิวเตอร์ และวัสดุอุปกรณ์ต่อเนื่องต่างๆ 3. ความพร้อมของเทคโนโลยีและการลงทุน ความคุ้มค่าของกรลงทุน 4. การสร้างและจัดหลักสูตร ว�ธีการประเมินผล ซึ่งผู้รับผิดชอบในการสร้าง และจัดหลักสูตรควรต้อง หาว�ธีการและอาจต้องมีการปรับว�ธีการ หร�อหลักการในการเร�ยนการสอน พร้อมทั้งว�ธีการประเมินผลให้ เหมาะสมกับระบบใหม่ที่ใช้ ผู้ว�จัยสรุปได้ว่า ห้องเร�ยนเสมือสามารถตอบสนองสําหรับกลุ่มของผู้เร�ยนในกลุ่มที่มีข้อจํากัดเร�่อง เวลา สถานที่การเร�ยน และอาจจะมีข้อจํากัดในเร�่องการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่มีราคาสูง และความสามารถการ ใช้เทคโนโลยีของผู้เร�ยน การปฏิสัมพันธ์จะมีมากขึ้นมากกว่าการเร�ยนในห้องเร�ยนเพราะมีการเป�ดช่องทางใน การสื่อสารผ่านอีเมล์ 2.5 งานว�จัยที่เกี่ยวข้อง กิตติ์ธเนศ สว่างวรนาถ , ชมสุภุค ครุฑกะ (2561) ได้ศึกษาเร�่องการพัฒนาหลักสูตรฝ�กอบรมทักษะ ทางป�ญญาของผู้สูงอายุ ผลการว�จัยพบว่า 1) การศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ทักษะทางป�ญญาที่ จําเป�นของผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ทักษะทางป�ญญาที่จําเป�นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป�นรายด้าน พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ทักษะทางป�ญญาที่จําเป�น ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เร�ยงตามลําดับคะแนนค่าเฉลี่ยได้แก่ ด้านการคิดแก้ป�ญหา ด้านการคิดอย่างมี ว�จารณญาณ และด้านการคิดว�เคราะห์ ทั้งนี้เนื่องมาจากทักษะทางป�ญญาจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ ผู้สูงอายุต้อง ได้รับประสบการณ์ และสั่งสมประสบการณ์จากการคิดว�เคราะห์เพื่อจําแนกแยกแยะไปสู่การแก้ป�ญหาและ การไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล รอบคอบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีว�ตของตน ถ้าผู้สูงอายุมีคุณภาพดี มีความสุขทั้ง ทางร่างกายและจิตใจจะช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภาวะสุขภาพ ตลอดจนสังคมและ


36 สิ่งแวดล้อม 2)ผลการพัฒนาหลักสูตรทักษะทางป�ญญาของผู้สูงอายุ ผู้ว�จัยนําผลการศึกษา และผลการ ว�เคราะห์ข้อมูลพื้นฐานมาใช้เป�นแนวทางในการร่างโครงร่างหลักสูตร ประกอบด้วย สภาพป�ญหาและความ จําเป�นของหลักสูตร หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หน่วยการอบรม ประกอบด้วย จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร กิจกรรมและว�ธีการอบรม สื่อการอบรม และการวัดและ ประเมินผล พร้อมทั้งแผนการสอน ซึ่งประกอบด้วยแผนการอบรม ผลการตรวจสอบคุณภาพของโครงร่าง หลักสูตรพบว่า โครงร่างหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และมีความสอดคล้องกัน องค์ประกอบต่างๆ ของโครงร่างหลักสูตร ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้ว�จัยออกแบบหลักสูตรที่ได้มาการสํารวจความ คิดเห็นของผู้สูงอายุเป�นการสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการพัฒนาทักษะทางป�ญญาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีว�ต ของผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพาตนเอง และปรับตัวเข้ากับสิ่ งแวดล้อมได้ จึงออกแบบตามแนวคิดการพัฒนา หลักสูตร ประกอบด้วย (1) การกําหนดเป�าหมาย จุดประสงค์ และขอบเขตหลักสูตร (2) การออกแบบ หลักสูตรและการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การคัดเลือกเนื้อหาสาระ จัดเร�ยงลําดับเนื้อหา และจัดประสบการณ์การ เร�ยนให้มีความสอดคล้องกัน 3) ผลการประเมินตนเองเกี่ยวกับทักษะทางป�ญญาของผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุมีทักษะทางป�ญญาในภาพรวม และด้านการว�เคราะห์ ด้านการคิดแก้ป�ญหา และด้านการคิดอย่างมี ว�จารณญาณ หลังใช้หลักสูตรฝ�กอบรมสูงกว่าก่อนใช้หลักสูตรฝ�กอบรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ทั้งนี้เนื่องมาจากหลักสูตรได้มีการตรวจสอบและปรับปรุงก่อนนําไปทดลองใช้ อีกทั้งการกําหนดกรอบเนื้อหา และการออกแบบกิจกรรมมีความเหมาะสมและความสอดคล้องในการนําไปพัฒนาทักษะทางป�ญญาเพื่อ เสร�มสร้างสุขภาพผู้สูงอายุให้สามารถเกิดการเร�ยนรู้และปรับตัวได้กับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพและ สภาพแวดล้อมทางสังคม จึงทําให้ทักษะทางป�ญญาของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังทดลองหลักสูตรสูง กว่าก่อนทดลองหลักสูตรอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 กุลฤดี โชติรัตน์ ได้ศึกษาความหลากหลายภายในทีมทางด้านเพศ และทางด้านช่วงวัยในฐานะตัว แปรกํากับอิทธิพลของการมุ่งเน้นการเร�ยนรู้ของทีมต่อสมรรถนะ การเร�ยนรู้ของทีมและประสิทธิผลของการ ทํางานเป�นทีมในบร�บทของนักทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการว�จัยเชิงผสมผสาน (Mixed method research) ผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ นักทรัพยากรมนุษย์ ที่ทํางานเป�นทีมจํานวน 400 คน ในการเก็บข้อมูลเชิงปร�มาณ และ สัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างจาก ผู้ตอบแบบสอบถาม จํานวน 7 คน พบว่า ความหลากหลายภายในทีม ทางด้านเพศและช่วงวัยไม่มีอิทธิพลเป�นตัวแปรกํากับอิทธิพลการมุ่งเน้นการเร�ยนรู้ของทีม สมรรถนะการ เร�ยนรู้ของทีม และประสิทธิผลของการทํางานเป�นทีม โดยที่การมุ่งเน้นการเร�ยนรู้ของทีมมีอิทธิพลทางตรง กับ ประสิทธิผลของการทํางานเป�นทีมและสมรรถนะการทํางานเป�นทีม รวมถึงสมรรถนะการทํางานเป�น ทีมมี อิทธิพลเป�นตัวแปรส่งผ่าน โดยนักทรัพยากรมนุษย์มีว�ธีการจัดการความหลากหลายในการทํางาน เป�นทีม คือ 1) การเตร�ยมข้อมูลและการลงมือปฏิบัติงานในรูปแบบ Proactive 2) เลือกว�ธีการสื่อสาร กับสมาชิกภายใน ทีมให้เหมาะสม 3) เป�ดใจยอมรับและเร�ยนรู้สิ่ งใหม่ๆ และ 4) ขอความช่วยเหลือ จากผู้บร�หาร หร�อหัวหน้าทีม โครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ป� (พ.ศ. 2561-2580) ได้กําหนดว�สัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป�นประเทศพัฒนาแล้ว โดยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” กรมการปกครองเป�น หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่บําบัดทุกข์ บํารุงสุข ให้กับประชาชนในทุกพื้นที่โดยมีอํานาจหน้าที่ บทบาท และ ภารกิจในการรักษาความสงบเร�ยบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ การอํานวยความเป�นธรรม การ ปกครองท้องที่ การอาสารักษาดินแดนและการทะเบียน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัย เกิดความ


37 สงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงการนํานโยบายจากแผนในระดับต่างๆ ตลอดจนแผนปฏิบัติราชการ กระทรวงมหาดไทยไปสู่การปฏิบัติหร�อการพัฒนาในระดับพื้นที่ (Area Based) จังหวัด-อําเภอ-ตําบลหมู่บ้าน และท้องถิ่ นโดยเฉพาะในระดับอําเภอที่มีนายอําเภอเป�นผู้ขับเคลื่อนภารกิจของอําเภอในด้านการ บําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการ โดยประสานการขับเคลื่อนและสร้างกลไกการทํางานร่วมกันกับภาค เคร�อข่าย ทั้ง 7 ภาคีในระดับพื้นที่ ให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนากิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่ ส่งผลต่อการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมให้เสียสละ มีจิตอาสา จิตสาธารณะ เอื้อเฟ�้อ แบ่งป�นผู้อื่น โดยอาศัยหลักการทรงงานและการพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อนํามาปรับใช้ในการ ปฏิบัติราชการและขยายผล เพื่อ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ วัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างความรู้ความเข้าให้แก่ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมเกี่ยวกีบหลักการทรงงานและการพัฒนา ประเทศตรมหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราชบรมนาถบพิตร เพื่อนํามาปรับใช้ในการปฏิบัติราชการเพื่อ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ให้แก่พี่น้อง ประชาชน 2. เพื่อปลูกฝ�งค่านิยมการเป�นผู้นําการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้เข้ารับการฝ�กอบรม ซึ่งนําไปสู่การขับเคลื่อน และสร้างกลไกการทํางานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา กิจกรรม สาธารณประโยชน์ที่ส่งผลต่อการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมให้เสียสละ มีจิตสาธารณะ เอื้อเฟ�้อแบ่งป�นผู้อื่นและเป�นพลังสําคัญในการจัดการป�ญหาความเหลื่อมล�า การพัฒนาตนเอง และการัดการ ของชุมชนท้องถิ่ น 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมนําความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปขยายผลในการสร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกผังให้ประชาชนมีความรู้เข้าใจที่ถูกต้องและเป�นจร�งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตร�ย์และ พระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตร�ย์ทุกพระองค์ เพื่อก่อให้เกิด การมีส่วนร่วมอย่างถูกต้อง 4. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป�นประโยชน์กับ การพัฒนาเคร�อข่ายในการทํางานเป�นทีม ซึ่งถือว่าเป�นหัวใจสําคัญสําหรับการทํางานร่วมกันในป�จจุบัน รวมถึง การสร้างสรายสัมพันธ์ที่ดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทําให้เกิดพลังในการขับเคลื่อภารกิจของ หน่วยงาน เป�าหมาย นายอําเภอ ปลัดอําเภอ ตัวแทนผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ นโดยตําแหน่ง ตัวแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทน อส. ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตร�อําเภอ ผู้นําภาคศาสนา ผู้นําภาคประชาชน ผู้นํา ภาคว�ชาการ และผู้นําภาคเอกชน หัวหน้าศูนย์เร�ยนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําร�ต้นแบบหร�อผู้แทน จํานวน 878 อําเภอ อําเภอละ 10 คน รวมทั้งสิ้ น 8,780 คน ระยะเวลาดําเนินการ ระหว่างเดือนกราคม - เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 สถานที่ดําเนินการ ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ทั้ง 11 แห่ง


38 บทที่ 3 ว�ธีดําเนินการว�จัย การว�จัยครั้งนี้เป�นการว�จัยเชิงปร�มาณ (Quantitative Research) ซึ่งได้นําแนวคิด ทฤษฎีและ งานว�จัยที่เกี่ยวข้องมาเป�นแนวทางในการศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการ ฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยการใช้ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) โดยมีขั้นตอนการดําเนินการว�จัย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการว�จัยครั้งนี้ เป�นผู้เข้ารับการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบ บูรณาการอย่างยั่งยืน ป� 2566 ในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุร� ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุร� จังหวัดนครปฐม จังหวัดประจวบคีร�ขันธ์ จังหวัดเพชรบุร� จังหวัดราชบุร� จังหวัด สมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร รวม 52 อําเภอ เป�นจํานวนทั้งสิ้ น 520 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการว�จัยครั้งนี้ ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple sampling Random) โดยการสุ่มตัวอย่างถือว่าทุกๆหน่วยหร�อทุก ๆ สมาชิกในประชากรมีโอกาสจะถูกเลือกเท่า ๆ กัน การสุ่มว�ธีนี้ จะต้องมีรายชื่อประชากรทั้งหมดและมีการให้เลขกํากับ ว�ธีการอาจใช้ว�ธีการจับสลากโดยทํารายชื่อประชากร ทั้งหมด หร�อใช้ตารางเลขสุ่มโดยมีเลขกํากับหน่วยรายชื่อทั้งหมดของประชากร โดยกําหนดขนาดกลุ่ม ตัวอย่าง การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจาก 7 จังหวัด ๆ ละ 2 อําเภอ รวม 14 อําเภอ รวมทั้งสิ้ น 140 คน ขั้นตอนการดําเนินการว�จัย 1. ทําการศึกษาข้อมูลจากการเอกสาร ตําราว�ชาการ แนวคิด ทฤษฎี บทความและตัวอย่างงานว�จัยที่ เกี่ยวข้องประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 2. กําหนดขอบเขตและแนวทางการจัดทําแบบสอบถาม ให้สอดคล้องกับประเด็นป�ญหาและ วัตถุประสงค์ของการว�จัย จากนั้นนําข้อมูลที่ได้มาจัดเก็บเป�นแบบสอบถามให้เหมาะสมกับกลุ่มประชากรที่ ต้องการศึกษา โดยมีแนวทางที่เป�นไปตามแนวคิดประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน เคร�่องมือในการศึกษา เคร�่องมือที่ใช้ในการว�จัยคือ แบบสอบถาม (Questionnaire) เป�นคําถามแบบมีตัวเลือกให้เลือก คําตอบ และการให้คะแนนเป�นระดับการแสดงความคิดเห็น ซึ่งผู้ว�จัยสร้างขึ้นโดยอาศัยการค้นคว้าจากตํารา เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้ผ่านการตรวจสอบจากอาจารย์ที่ปร�กษา ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนคือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถาม เป�นข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล สอบถาม เกี่ยวกับ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และตําแหน่งหน้าที่


39 ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการที่ใช้ในการเร�ยนรู้ระหว่างการฝ�กอบรมส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ประกอบด้วยคําถาม จํานวน 9 ข้อ ซึ่งลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ และ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ เนื้อหาว�ชาตามหลักสูตรการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ซึ่ง ลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ตอนที่ 4 เป�นแบบสอบถามข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่น ๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการ เร�ยนรู้ กิจกรรม ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ โดยเป�นคําถามเป�ด (Open-ended Questions) เกณฑ์การให้คะแนนแบบสอบถาม 1. แบบสอบถามตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการที่ใช้ในการเร�ยนรู้ระหว่างการฝ�กอบรมส่งผลต่อประสิทธิภาพ การเร�ยนรู้ ลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยให้ผู้ตอบเลือกตอบได้เพียงคําตอบเดียว คะแนน 5 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นมาก คะแนน 3 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นน้อย คะแนน 1 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นน้อยที่สุด 2. แบบสอบถามตอนที่ 3.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ ซึ่งลักษณะของแบบสอบถามเป�น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยให้ผู้ตอบเลือกตอบได้เพียงคําตอบเดียว คะแนน 5 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้มากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้มาก คะแนน 3 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้ปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้น้อย คะแนน 1 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้น้อยที่สุด 3. แบบสอบถามตอนที่ 3.2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของเนื้อหาว�ชาตามหลักสูตรการ ฝ�กอบรม ซึ่งลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยให้ผู้ตอบเลือกตอบได้เพียงคําตอบเดียว คะแนน 5 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมมาก คะแนน 3 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมน้อย คะแนน 1 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมน้อยที่สุด เกณฑ์การประเมิน จะใช้ว�ธีการแบ่งช่วงการแปลผลตามหลักการของการแบ่งอันตรภาคชั้น (Class Interval) โดยแบ่งคะแนนที่สูงที่สุดออกเป�น 5 ระดับ จากคะแนนเฉลี่ยที่ได้รับจากแบบสอบถาม คะแนนต�า


40 ที่สุดคือ 1 คะแนน และคะแนนที่สูงที่สุดคือ 5 คะแนน หากึ่งกลางพิสัยโดยใช้สูตรคํานวณช่วงกว้างของอันตร ภาคชั้น (ชนินาถ สงวนวงศ์ว�จิตร,2552) ดังต่อไปนี้ Interval = () () = 5−1 5 = 0.80 ดังนั้นช่วงระยะจะเท่ากับ 0.80 โดยแบ่งระยะเป�น 5 ระดับดังนี้ คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 4.21 - 5.00 หมายถึง สูงที่สุด คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 3.41 - 4.20 หมายถึง สูง คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 2.61 - 3.40 หมายถึง ปานกลาง คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.81 - 2.60 หมายถึง ต�า คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.00 - 1.80 หมายถึง ต�าทีสุด การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลและทําการส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างที่ทําการว�จัย ซึ่งก็คือ ผู้เข้ารับ การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ป� 2566 จํานวน 7 จังหวัด ๆ ละ 2 อําเภอ จํานวน 140 คน เป�นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่งหมดซึ่งได้แบ่งข้อมูลออกเป�นข้อมูลผู้ตอบ แบบสอบถาม เทคนิคว�ธีการ การนําไปปรับใช้ความเหมาะสมการนําไปปรับใช้ และข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและ คําแนะนําอื่น ๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ สถิติที่ใช้ในการว�เคราะห์ข้อมูล ผู้ว�จัยว�เคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติเพื่อการว�จัยทางสังคมศาสตร์(Statistical Package for the Social Science : SPSS for Windows) เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลที่ รวบรวม ว�เคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ดังนี้ 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ใช้อธิบายข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม เทคนิคว�ธีการ การนําไปปรับใช้ความเหมาะสมการนําไปปรับใช้ และข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่น ๆ เพื่อการ พัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( � ) 2. ข้อมูลทุติยภูมิ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารว�ชาการ ตํารา บทความว�ชาการ ผลการว�จัย ในประเทศ จากแหล่งข้อมูล เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต เอกสารว�ชาการ โดยพิจารณาความน่าเชื่อถือของ ผู้เขียน เช่น จากประสบการณ์ ผลงานทางว�ชาการของผู้เขียน นํามาคัดแยกข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้ มาจัด หมวดหมู่ และคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป�นประโยชน์ต่อการศึกษาครั้งนี้


41 บทที่ 4 ผลการว�เคราะห์ข้อมูล การว�จัยเร�่อง การเพิ่ มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝ�กอบรมโดยใช้ ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting)ซึ่งเป�นการว�จัยเชิงปร�มาณ (Quantitative Research) โดยการใช้ แบบสอบถาม (Questionnaire) เป�นเคร�่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากประชากรกลุ่มตัวอย่างผู้ผ่าน การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน จากอําเภอในจังหวัดพื้นที่ ให้บร�การฯ 7 จังหวัด รวม 14 อําเภอๆละ 10 คน รวมจํานวน 140 คน ผู้ว�จัยได้ทําการว�เคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ซึ่งขอนําเสนอผลการว�จัยเป�น 5 ตอน ตามลําดับดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีที่ใช้การเร�ยนรู้ที่ท่านใช้ในการฝ�กอบรม การนําไปปรับใช้และความเหมาะสมของ องค์ประกอบของหลักสูตร ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ และ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ เนื้อหาว�ชาตามหลักสูตรการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่นๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม/ ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ โดยกําหนดค่าคะแนน กําหนดความหมายของระดับคะแนนความคิดเห็น 5 ระดับ คือ ระดับคะแนน 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด ระดับคะแนน 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก ระดับคะแนน 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง ระดับคะแนน 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย ระดับคะแนน 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด กําหนดความหมายของเกณฑ์จากค่าคะแนนเฉลี่ย 5 ระดับ คือ ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00 อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 อยู่ในระดับมาก ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 อยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 อยู่ในระดับน้อย ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 อยู่ในระดับน้อยที่สุด


42 ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตารางที่ 2 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ จากตารางที่ 2 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 140 คน เป�นเพศชาย 93 คน คิดเป�นร้อยละ 66.4% และเป�นเพศหญิง 47 คน คิดเป�นร้อยละ 33.6% ตารางที่ 3 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามช่วงอายุ ช่วงอายุ จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ต�ากว่า 30 ป� 8 5.7 5.7 ระหว่าง 31-40 ป� 33 23.6 29.3 ระหว่าง 41-50 ป� 42 30.0 59.3 ระหว่าง 51-60 ป� 44 31.4 90.7 มากกว่า 60 ป�ขึ้นไป 13 9.3 100.0 รวม 140 100.0 จากตารางที่ 3 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 51 -60 ป� จํานวน 44 คน คิดเป�น ร้อยละ 31.4 รองมาคือ อายุระหว่าง 41 -–50 ป� จํานวน 42 คน คิดเป�นร้อยละ 30.0 และอายุระหว่าง 31 – 40 ป� จํานวน 33 คนคิดเป�นร้อยละ 23.6 อายุมากกว่า 60 ป� จํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 และต�ากว่า 30 ป� จํานวน 8 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ตามลําดับ ตารางที่ 4 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามวุฒิการศึกษา วุฒิการศึกษา จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ประถมศึกษา 10 7.1 7.1 ปวช./ปวส/ม. 19 13.6 20.7 ปร�ญญาตร� 74 52.9 73.6 ปร�ญญาโท 33 23.6 97.1 ปร�ญญาเอก 4 2.9 100.0 รวม 140 100.0 จากตารางที่ 4 พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามมีวุฒิการศึกษาในระดับปร�ญญาตร� จํานวน 74 คน คิดเป�นร้อยละ 52.9 รองมาคือระดับปร�ญญาโท จํานวน 33 คน คิดเป�นร้อยละ 23.6 และระดับปวช./ เพศ จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ชาย 93 66.4 66.4 หญิง 47 33.6 100.0 Total 140 100.0


43 ปวส./มัธยม จํานวน 19 คน คิดเป�นร้อยละ 19 ระดับประถมศึกษา จํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ปร�ญญาเอก จํานวน 4 คน คิดเป�นร้อยละ 2.9 ตามลําดับ ตารางที่ 5 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามตําแหน่งเป�าหมาย โครงการฯ ในบทบาทภาคีภาคส่วน ตําแหน่ง จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ภาคประชาชน 39 27.9 27.9 ภาคว�ชาการ 12 8.6 36.5 ภาครัฐ 46 32.9 69.4 ภาคสื่อสาร 11 7.8 77.2 ภาคศาสนา 9 6.4 83.6 ภาคเอกชน 7 5.0 88.6 ภาคประชาสังคม 16 11.4 100.0 รวม 140 100.0 จากตารางที่ 5 พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามมีการทํางานในบทบาท 7 ภาคี ในภาครัฐ จํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ 32.9 รองมาคือภาคประชาชน จํานวน 39 คน คิดเป�นร้อยละ 27.9 และภาคประชา สังคม จํานวน 16 คน คิดเป�นร้อยละ 11.4 ภาคว�ชาการ 12 คน คิดเป�นร้อยละ 8.6 ภาคสื่อสารมวลชน จํานวน 11 คน คิดเป�นร้อยละ 7.8 ภาคศาสนา จํานวน 9 คน คิดเป�นร้อยละ 6.4 ภาคเอกชน จํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอและมีการจดบันทึกลงสมุด ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอและมีการจด บันทึก 46 32.9 77 55.0 15 10.7 2 1.4 0 0.0 4.18 0.732 มาก จากตารางที่ 6 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้ว�ธีการฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.18 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.732 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ และมีการจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ 32.9 ระดับมากมีจํานวน 77 คน คิดเป�นร้อยละ 55.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 15 คน คิดเป�นร้อยละ 10.7 ระดับน้อยมีจํานวน 2 คน คิดเป�น ร้อยละ 1.4 ตามลําดับ โดยไม่มีความคิดเห็นในระดับน้อยที่สุด X X


44 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอแต่ไม่จดบันทึก 6 4.3 76 54.3 38 27.1 14 10.0 6 4.3 3.44 0.892 ปาน กลาง จากตารางที่ 7 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอแต่ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.44 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.892 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอแต่ไม่ จดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 6 คน คิดเป�นร้อยละ 4.3 ระดับมากมีจํานวน 76 คน คิดเป�นร้อย ละ 54.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 38คน คิดเป�นร้อยละ 27.1 ระดับน้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 6 คน คิดเป�นร้อยละ 4.3 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ฟ�งบรรยายดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูล จากกลุ่มไลน์และมีการจด บันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปานกลาง จากตารางที่ 8 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.48 และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.971 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดู ไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ระดับมากมีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 37 คน คิดเป�นร้อยละ 26.4 ระดับ น้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ X X X X


45 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์แต่ไม่จดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ก า ร ฟ� ง บ ร ร ย า ย ดู ไฟล์ข้อมูลจากกลุ่ม ไลน์แต่ไม่จดบันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปาน กลาง จากตารางที่ 9 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์แต่ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.48 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.971 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูล จากกลุ่มไลน์แต่ไม่จดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ระดับมากมีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 37 คน คิดเป�นร้อยละ 26.4 ระดับน้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอ และมีการจดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ใช้โทรศัพท์ ถ่ายภายหน้าจอและมี การจดบันทึก 45 32.1 71 50.7 23 16.4 0 0.00 1 0.7 4.14 0.732 มาก จากตารางที่ 10 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภายหน้าจอและมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.14 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.732 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�ง บรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภายหน้าจอและมีการจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 45 คน คิดเป�นร้อยละ 32.1 ระดับมากมีจํานวน 71 คน คิดเป�นร้อยละ 50.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 23 คน คิด เป�นร้อยละ 16.4 ระดับน้อยไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ตามลําดับ X X X X


46 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอ แต่ไม่จดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ใช้โทรศัพท์ ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่ จดบันทึก 10 7.1 68 48.6 41 29.3 14 10.0 7 5.0 3.43 0.946 ปาน กลาง จากตารางที่ 11 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก มี ค่าเฉลี่ย 3.43 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.946 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการ ฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ระดับมากมีจํานวน 68 คน คิดเป�นร้อยละ 48.6 ระดับปานกลางมีจํานวน 41 คน คิด เป�นร้อยละ 29.3 ระดับน้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�น ร้อยละ 5.0 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจด บันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทาง ไลน์กลุ่มและจดบันทึก 46 32.9 72 51.4 20 14.3 1 0.7 1 0.7 4.15 0.739 มาก จากตารางที่ 12 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟลน์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.15 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.739 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดู ภาพหน้าจอ ดูไฟลน์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ X X X X


47 32.9 ระดับมากมีจํานวน 72 คน คิดเป�นร้อยละ 51.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 20 คน คิดเป�นร้อยละ 14.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรมและ ศพช.อื่นๆ ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ 50 35.7 75 53.6 14 10.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.685 มาก จากตารางที่ 13 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ มีค่าเฉลี่ย 4.24 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.685 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 50 คน คิดเป�นร้อยละ 35.7 ระดับ มากมีจํานวน 75 คน คิดเป�นร้อยละ 53.6 ระดับปานกลางมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 ระดับน้อยมี จํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติม จากอินเทอร์เน็ต 35 25.0 78 55.7 26 18.6 1 0.7 0 0.0 4.04 0.708 มาก จากตารางที่ 14 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้การสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ตมีค่าเฉลี่ย 4.04 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.708 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 35 คน คิดเป�นร้อยละ 25.0 ระดับมากมีจํานวน 78 คน คิดเป�นร้อยละ 55.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 26 คน คิดเป�นร้อยละ 18.6 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X X X


48 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในภาพรวม ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ ห น้ า จ อ แ ล ะ มี ก า ร จ ด บันทึก 46 32.9 77 55.0 15 10.7 2 1.4 0 0.0 4.18 0.732 มาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอแต่ไม่จดบันทึก 6 4.3 76 54.3 38 27.1 14 10.0 6 4.3 3.44 0.892 ปาน กลาง การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูล จากกลุ่มไลน์และมีการจด บันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปาน กลาง ก า ร ฟ� ง บ ร ร ย า ย ดู ไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์ แต่ไม่จดบันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปาน กลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่าย ภายหน้าจอและมีการจด บันทึก 45 32.1 71 50.7 23 16.4 0 0.00 1 0.7 4.14 0.732 มาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพ ห น้ า จ อ ใ ช้ โ ท ร ศั พ ท์ ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จด บันทึก 10 7.1 68 48.6 41 29.3 14 10.0 7 5.0 3.43 0.946 ปาน กลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทาง ไลน์กลุ่มและจดบันทึก 46 32.9 72 51.4 20 14.3 1 0.7 1 0.7 4.15 0.739 มาก X X


49 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในภาพรวม ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ 50 35.7 75 53.6 14 10.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.685 มาก การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม จากอินเทอร์เน็ต 35 25.0 78 55.7 26 18.6 1 0.7 0 0.0 4.04 0.708 มาก ทั้งนี้จากตารางที่ 15 มีการนําข้อมูลของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ เร�ยงลําดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ลําดับแรกคือ การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจาก ผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ 4.24 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.685 อยู่ในระดับมาก รองมาได้แก่ การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.18 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.732 อยู่ในระดับมาก และ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟลน์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.15 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.739 อยู่ในระดับมาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ ถ่ายภาพหน้าจอและมีการจดบันทึก ค่าเฉลี่ย 4.14 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.732 อยู่ในระดับมาก การ สืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ย 4.04 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.708 อยู่ในระดับมาก การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก และ การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์ และมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากันคือ มีค่าเฉลี่ย 3.48 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.971 อยู่ในระดับปานกลาง การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอแต่ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.44 ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.892 อยู่ในระดับปานกลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.43 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.946 อยู่ในระดับปานกลาง ตามลําดับ X X


50 ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำไปปรับใช และความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ เนื้อหาวิชาตามหลักสูตรการฝกอบรมโครงการอำเภอบำบัดทุกข บำรุงสุขแบบบูรณาการอยางยั่งยืน 3.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำไปปรับใช จากเนื้อหาหลักสูตรการฝกอบรมโครงการอำเภอบำบัด ทุกข บำรุงสุขแบบบูรณาการอยางยั่งยืน S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ทัศนศึกษาตัวอย่างสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นาฯ การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ทั ศ น ศึ ก ษ า ตั ว อ ย่ า ง ความสํ าเร็จพื้นที่พัฒนา คุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎี ใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู โคก หนอง นาฯ 69 49.3 64 45.7 6 4.3 1 0.7 0 0.0 4.40 0.597 มาก จากตารางที่ 16 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทัศนศึกษาตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นาฯ มี ค่าเฉลี่ย 4.40 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.597 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนํา ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทัศนศึกษา ตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นาฯ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับมากมีจํานวน 64 คน คิดเป�นร้อยละ 45.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 6 คน คิดเป�นร้อยละ 4.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิด เป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


51 S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เหลียวหลาง แลหน้า แบ่งกลุ่มถอดบทเร�ยนสิ่ งที่ผ่านมา หัวข้อ 130 ป� แห่งการ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาเหลียวหลัง -แล หน้า 130 ป� แห่งการ บําบัดทุกข์บํารุงสุข 56 40.0 62 44.3 21 15.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.726 มาก จากตารางที่ 17 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาเหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการ บําบัดทุกข์บํารุงสุข มีค่าเฉลี่ย 4.24 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.726 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา เหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 56 คน คิดเป�น ร้อยละ 40.0 ระดับมากมีจํานวน 62 คน คิดเป�นร้อยละ 44.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 21 คน คิดเป�นร้อยละ 15.0 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการทรัพยากร ดิน น�า ป�า สู่การพัฒนา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการ บร�หารจัดการทรัพยากร ดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้10 ฐาน) 61 43.6 72 51.4 7 5.0 0 0.0 0 0.0 4.39 0.583 มาก จากตารางที่ 18 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการ X X X X


52 ทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้10ฐาน) มีค่าเฉลี่ย 4.39 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.583 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับ ประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) พบว่า ใน ระดับมากที่สุด มีจํานวน 61 คน คิดเป�นร้อยละ 43.6 ระดับมากมีจํานวน 72 คน คิดเป�นร้อยละ 51.4 ระดับ ปานกลางมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับสําหรับระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดง ความคิดเห็น S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน หลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ ความพอเพียง การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาหลักกสิกรรม ธรรมชาติกับระบบ เศรษฐกิจพอเพียง และ บันได 9 ขั้นสู่ความ พอเพียง 62 44.3 65 46.4 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.35 0.645 มาก จากตารางที่ 19 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาหลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบ เศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง มีค่าเฉลี่ย 4.35 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.645 อยู่ใน เกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุง สุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาหลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ความ พอเพียง พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 62 คน คิดเป�นร้อยละ 44.3 ระดับมากมีจํานวน 65 คน คิดเป�น ร้อยละ 46.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยและระดับ น้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


53 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เสวนาตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์ บํารุง สุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว� ช า เ ส ว น า ตั ว อ ย่ า ง ความสําเร็จการขับเคลื่อน งานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน 60 42.9 66 47.1 13 9.3 1 0.7 0 0.0 4.32 0.671 มาก จากตารางที่ 20 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการ ขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.32 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.671 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ใน การปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการ ขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน พบว่า ในระดับมากที่สุด มี จํานวน 60 คน คิดเป�นร้อยละ 42.9 ระดับมากมีจํานวน 66 คน คิดเป�นร้อยละ 47.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่ มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ถอดบทเร�ยนตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์ บํารุงสุข การนำความรูที่ไดไปปรับใช ในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่าง ความสําเร็จการขับเคลื่อน งานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน 63 45.0 64 45.7 12 8.6 1 0.7 0 0.0 4.35 0.667 มาก X X X X


54 จากตารางที่ 21 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไป ปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่าง ความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.35 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.667 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่าง ความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน พบว่า ใน ระดับมากที่สุด มีจํานวน 63 คน คิดเป�นร้อยละ 45.0 ระดับมากมีจํานวน 64 คน คิดเป�นร้อยละ 45.7 ระดับ ปานกลางมีจํานวน 12 คน คิดเป�นร้อยละ 8.6 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรม ความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน การนำความรูที่ไดไปปรับใช ในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การแปลงปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่ รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�น ขั้นเป�นตอน 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก จากตารางที่ 22 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน มีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.594 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหร�อ ทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 51 คน คิดเป�นร้อย ละ 36.4 ระดับมากมีจํานวน 79 คน คิดเป�นร้อยละ 56.6 ระดับปานกลางมีจํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


55 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน หมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยังยืน (SV to SDGs) การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 หมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ ยั่งยืน (SV to SDGs) 57 40.7 67 47.9 16 11.4 0 0.0 0 0.0 4.29 0.662 มาก จากตารางที่ 23 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาหมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) มีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.662 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา หมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 57 คน คิดเป�นร้อยละ 40.7 ระดับมากมีจํานวน 67 คน คิดเป�นร้อยละ 47.9 ระดับปานกลางมีจํานวน 16 คน คิดเป�นร้อยละ 11.4 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ศึกษาเร�ยนรู้ นิทรรศการ MOI ONE 49 35.0 73 52.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.21 0.676 มาก จากตารางที่ 24 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE X X X X


56 มีค่าเฉลี่ย 4.21 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.676 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนํา ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา ศึกษาเร�ยนรู้ นิทรรศการ MOI ONE พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 49 คน คิดเป�นร้อยละ 35.0 ระดับมากมีจํานวน 73 คน คิดเป�นร้อยละ 52.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิดเป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิด เป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การเสวนา MOI ONE การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การเสวนา MOI ONE 50 35.7 69 49.3 20 14.3 1 0.7 0 0.0 4.20 0.701 มาก จากตารางที่ 25 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการเสวนา MOI ONE มีค่าเฉลี่ย 4.20 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.701 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไป ปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา การเสวนา MOI ONE พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 50 คน คิดเป�นร้อยละ 35.7 ระดับมากมีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 20 คน คิดเป�นร้อยละ 14.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


57 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน การนำความรูที่ไดไปปรับใช ในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การ พัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่าง ยั่งยืน 52 37.1 79 56.5 9 6.4 0 0.0 0 0.0 4.31 0.568 มาก จากตารางที่ 26 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนา คุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน มีค่าเฉลี่ย 4.31 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.568 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�น แต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จาก เนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 52 คน คิดเป�นร้อยละ 37.1 ระดับมากมีจํานวน 79 คน คิดเป�นร้อยละ 56.5 ระดับปานกลางมีจํานวน 9 คน คิดเป�น ร้อยละ 6.4 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิง บูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ การนําความรู้ที่ได้ไป ปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การเขียนโครงการและ การนําเสนอโครงการ ยุทธศาสตร์เชิงบูรณา ก า ร ใ น พื้ น ที่ ร ะ ดั บ อําเภอเพื่อขับเคลื่อน งานพื้นที่จากการจัดทํา แผนและประสานแผน พื้นที่ 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก X X X X


58 จากตารางที่ 27 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการเขียนโครงการและการนําเสนอ โครงการยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและ ประสานแผนพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.594 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา การเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงาน พื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 51 คน คิดเป�นร้อยละ 36.4 ระดับมากมีจํานวน 79 คน คิดเป�นร้อยละ 56.5 ระดับปานกลางมีจํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ สู่การปฏิบัติ การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบ สานศาสตร์พระราชาเพื่อการ ปฏิรูปประเทศสู่การปฏิบัติ 54 38.6 73 52.1 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.29 0.629 มาก จากตารางที่ 28 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศสู่การปฏิบัติมีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.629 อยู่ใน เกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุง สุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศสู่ การปฏิบัติ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 54 คน คิดเป�นร้อยละ 38.6 ระดับมากมีจํานวน 73 คน คิดเป�น ร้อยละ 52.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับ น้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


59 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในบร�บทของการ ร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การขับเคลื่อนเขต พัฒนาเศรษฐกิจ พอเพียงในบร�บทของ การร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน 53 37.9 73 52.1 14 10.0 0 0.0 0 0.0 4.28 0.635 มาก จากตารางที่ 29 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พอเพียงในบร�บทของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน มีค่าเฉลี่ย 4.28 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.635 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ใน การปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พอเพียงในบร�บทของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน พบว่า ในระดับมากที่สุด มี จํานวน 53 คน คิดเป�นร้อยละ 37.9 ระดับมากมีจํานวน 73 คน คิดเป�นร้อยละ 52.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


60 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี” จากตารางที่ 30 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอา มื้อสามัคคี” มีค่าเฉลี่ย 4.51 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.662 อยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี” พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 82 คน คิดเป�นร้อยละ 58.6 ระดับมากมีจํานวน 50 คน คิดเป�นร้อยละ 35.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 สําหรับ ในระดับน้อยไม่มีผู้แส้งความคิดเห็น และระดับน้อยที่สุดไม่มีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา ภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” 85 60.7 45 32.1 8 5.7 1 0.7 1 0.7 4.51 0.704 มากที่สุด จากตารางที่ 31 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หา X X X การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา พัฒนา เอามื้อสามัคคี” 82 58.6 50 35.7 7 5.0 0 0.0 1 0.7 4.51 0.662 มาก ที่สุด X


61 อยู่หากิน” มีค่าเฉลี่ย 4.51 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.704 อยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 85 คน คิดเป�นร้อยละ 60.7 ระดับมากมีจํานวน 45 คน คิดเป�นร้อยละ 32.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 8 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ในระดับ น้อยและระดับน้อยที่สุดมีจํานวนเท่ากัน คือ 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทํา แผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การจัดทําแผน ยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่ จากการจัดทําแผน และประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ 44 31.4 78 55.7 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.18 0.660 มาก จากตารางที่ 32 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.18 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.660 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อน งานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 44 คน คิดเป�น ร้อยละ 31.4 ระดับมากมีจํานวน 78 คน คิดเป�นร้อยละ 55.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิดเป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับสําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


62 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน แนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จาก การจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 แนวทางการจัดทํา แผนยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่ จากการจัดทําแผน และประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ 45 32.1 77 55.0 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.19 0.663 มาก จากตารางที่ 33 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.19 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.663 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 45 คน คิดเป�นร้อยละ 32.1 ระดับมากมีจํานวน 77 คน คิดเป�นร้อยละ 55.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิด เป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดง ความคิดเห็น X X


63 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ทัศนศึกษาตัวอย่าง ความสําเร็จพื้นที่พัฒนา คุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎี ใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู โคก หนอง นาฯ 69 49.3 64 45.7 6 4.3 1 0.7 0 0.0 4.40 0.597 มาก เหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข 56 40.0 62 44.3 21 15.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.726 มาก ทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หาร จัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้10ฐาน) 61 43.6 72 51.4 7 5.0 0 0.0 0 0.0 4.39 0.583 มาก หลักกสิกรรมธรรมชาติกับ ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ความ พอเพียง 62 44.3 65 46.4 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.35 0.645 มาก เสวนาตัวอย่างความสําเร็จ การขับเคลื่อนงานบําบัด ทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการ ในบทบาทของ 7 ภาคีภาค ส่วน 60 42.9 66 47.1 13 9.3 1 0.7 0 0.0 4.32 0.671 มาก X X


64 S.D.) ของระดับความคิดเห็น เกี่ยวกับการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ถ อ ด บ ท เ ร�ย น ตั ว อ ย่ า ง ความสําเร็จการขับเคลื่อน งานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน 63 45.0 64 45.7 12 8.6 1 0.7 0 0.0 4.35 0.667 การแปลงปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่ รูปธรรมความสําเร็จอย่าง เป�นขั้นเป�นตอน 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก ศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE 49 35.0 73 52.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.21 0.676 มาก การเสวนา MOI ONE 50 35.7 69 49.3 20 14.3 1 0.7 0 0.0 4.20 0.701 มาก ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การ พัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่าง ยั่งยืน 52 37.1 79 56.5 9 6.4 0 0.0 0 0.0 4.31 0.568 X X


65 S.D.) ของระดับความคิดเห็น เกี่ยวกับการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การเขียนโครงการและการ นํ า เ ส น อ โ ค ร ง ก า ร ยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการใน พื้ น ที่ ร ะ ดั บ อํ า เ ภ อ เ พื่ อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการ จัดทําแผนและประสาน แผนพื้นที่ 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน สืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อ การปฏิรูปประเทศสู่การ ปฏิบัติ 54 38.6 73 52.1 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.29 0.629 การขับเคลื่อนเขตพัฒนา เศรษฐกิจพอเพียงในบร�บท ของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และ ภาคประชาชน 53 37.9 73 52.1 14 10.0 0 0.0 0 0.0 4.28 0.635 มาก ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา พัฒนา เอามื้อสามัคคี” 82 58.6 50 35.7 7 5.0 0 0.0 1 0.7 4.51 0.662 มาก ที่สุด ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัย พิบัติ หาอยู่หากิน” 85 60.7 45 32.1 8 5.7 1 0.7 1 0.7 4.51 0.704 มาก ที่สุด X X


66 S.D.) ของระดับความคิดเห็น เกี่ยวกับการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การจัดทําแผนยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จาก การจัดทําแผนและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ 44 31.4 78 55.7 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.18 0.660 มาก แนวทางการจัดทําแผน ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อน งานพื้นที่จากการจัดทําแผน และประสานแผนพัฒนา พื้นที่ 45 32.1 77 55.0 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.19 0.663 มาก ทั้งนี้จากตารางที่ 34 นําข้อมูลเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนจากมากไปหาน้อยพบว่า ลําดับแรกคือ ว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี” มีค่าเฉลี่ย 4.51 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.704 อยู่ในระดับมากที่สุด รองมา ได้แก่ ว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” มีค่าเฉลี่ย 4.51 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.662 อยู่ ในระดับมากที่สุด และ ว�ชาทัศนศึกษาตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์ สู่ โคก หนอง นา มีค่าเฉลี่ย 4.40 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.597 อยู่ในระดับมาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ด้าน การบร�หารจัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) มีค่าเฉลี่ย 4.39 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.583 อยู่ในระดับมาก ว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการ ในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.35 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.667 อยู่ในระดับมาก ว�ชา หลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง มีค่าเฉลี่ย 4.35 มีค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.645 อยู่ในระดับมาก ว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุง สุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.32 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.671 อยู่ในระดับ มาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน มีค่าเฉลี่ย 4.31 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.568 อยู่ในระดับมาก ว�ชาหมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) มีค่าเฉลี่ย 4.29 ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.662 อยู่ในระดับมาก ว�ชายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูป ประเทศสู่การปฏิบัติ มีค่าเฉลี่ย 4.29 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.629 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการแปลงปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน มีค่าเฉลี่ย 4.29 มีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.594 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการ ในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.29 X X


67 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.594 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในบร�บทของ การร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน มีค่าเฉลี่ย 4.28 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.635 อยู่ในระดับมาก ว�ชาเหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข มีค่าเฉลี่ย 4.24 มีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.726 อยู่ในระดับมาก ว�ชาศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE มีค่าเฉลี่ย 4.21 มีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.676 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการเสวนา MOI ONE มีค่าเฉลี่ย 4.20 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 0.701 อยู่ในระดับมาก ว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและ ประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.19 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.663 อยู่ในระดับมาก และว�ชาการจัดทํา แผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.18 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.660 อยู่ในระดับมาก ตามลําดับ S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตร จํานวนวันในการฝ�กอบรม องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 จํานวนวันในการฝ�กอบรม 30 21.4 63 45.0 37 26.4 9 6.4 1 0.7 3.80 0.875 มาก จากตารางที่ 35 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม มีค่าเฉลี่ย 3.80 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.875 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็น ต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 30 คน คิดเป�นร้อยละ 21.4 ระดับมากมีจํานวน 63 คน คิดเป�นร้อยละ 45.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 37 คน คิดเป�น ร้อยละ 26.4 ระดับน้อยมีจํานวน 9 คน คิดเป�นร้อยละ 6.4 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ X X


68 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตร ช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวัน องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ช่วงระยะเวลาการ เร�ยนรู้แต่ละวัน 28 20.0 51 36.4 41 29.3 13 9.3 7 5.0 3.57 1.067 มาก จากตารางที่ 36 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ ละวัน มีค่าเฉลี่ย 3.57 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.068 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของ คิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวันพบว่า ในระดับมากที่สุด มี จํานวน 28 คน คิดเป�นร้อยละ 20.0 ระดับมากมีจํานวน 51 คน คิดเป�นร้อยละ 36.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 41 คน คิดเป�นร้อยละ 29.3 ระดับน้อยมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรจํานวนรายว�ชาของหลักสูตร องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 จํานวนรายว�ชาของ หลักสูตร 34 24.3 66 47.1 40 28.6 0 0.0 0 0.0 3.96 0.728 มาก จากตารางที่ 37 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรายว�ชาของหลักสูตร มี ค่าเฉลี่ย 3.96 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.728 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อ ความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรายว�ชาของหลักสูตร พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 34 คน คิดเป�น ร้อยละ 24.3 ระดับมากมีจํานวน 66 คน คิดเป�นร้อยละ 47.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 40 คน คิดเป�นร้อยละ 28.6 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X X X


69 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบออนไลน์ องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ธีการถ่ายทอดความรู้ แบบออนไลน์ 32 22.9 83 59.3 24 17.1 1 0.7 0 0.0 4.04 0.656 มาก จากตารางที่ 38 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบ ออนไลน์มีค่าเฉลี่ย 4.04 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.656 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับ ของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบออนไลน์พบว่า ในระดับมาก ที่สุด มีจํานวน 32 คน คิดเป�นร้อยละ 22.9 ระดับมากมีจํานวน 83 คน คิดเป�นร้อยละ 59.3 ระดับปานกลางมี จํานวน 24 คน คิดเป�นร้อยละ 17.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับในระดับ น้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ธีการถ่ายทอดของ ว� ท ย า ก ร ภ า ย นอก (Zoomฯ) 32 22.9 85 60.7 22 15.7 1 0.7 0 0.0 4.06 0.643 มาก จากตารางที่ 39 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของ ว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.643 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยก เป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 32 คน คิดเป�นร้อยละ 22.9 ระดับมากมีจํานวน 85 คน คิดเป�น X X X X


70 ร้อยละ 60.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 22 คน คิดเป�นร้อยละ 15.7 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว� ธี ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ของ ว�ทยากรภายใน (ว�ทยากร ศูนย์ฯ) 42 30.0 80 57.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.16 0.653 มาก จากตารางที่ 40 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของ ว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.16 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.653 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหาก แยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 42 คน คิดเป�นร้อยละ 30.0 ระดับมากมีจํานวน 80 คน คิดเป�นร้อยละ 57.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิดเป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�น ร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ) องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 รูปแบบการนําเสนอ ผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ) 28 20.0 93 66.4 19 13.6 0 0.0 0 0.0 4.06 0.578 มาก จากตารางที่ 41 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรูปแบบการนําเสนอผลงาน แบบออนไลน์ (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.578 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�น X X X X


71 แต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ)พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 28 คน คิดเป�นร้อยละ 20.0 ระดับมากมีจํานวน 93 คน คิดเป�น ร้อยละ 66.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 19 คน คิดเป�นร้อยละ 13.6 ระดับตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและ ระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรการอํานวยความสะดวก องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การอํานวยความสะดวก 66 47.1 70 50.0 4 2.9 0 0.0 0 0.0 4.44 0.553 มาก จากตารางที่ 42 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านการอํานวยความสะดวก มี ค่าเฉลี่ย 4.44 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.553 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อ ความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านการอํานวยความสะดวก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 66 คน คิด เป�นร้อยละ 47.1 ระดับมากมีจํานวน 70 คน คิดเป�นร้อยละ 50.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 4 คน คิดเป�นร้อย ละ 2.9 ระดับตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


72 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรประโยชน์จากการแลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจาก ศพช.อื่น องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ก า ร แลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้ เข้าอบรม และข้อมูลจาก ศพช.อื่น 58 41.4 72 51.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.34 0.609 มาก จากตารางที่ 43 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านประโยชน์จากการ แลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น มีค่าเฉลี่ย 4.34 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.609 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านประโยชน์ จากการแลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 58 คน คิดเป�นร้อยละ 41.4 ระดับมากมีจํานวน 72 คน คิดเป�นร้อยละ 51.5 ระดับปานกลางมีจํานวน 10 คน คิดเป�น ร้อยละ 7.1 ระดับตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X


73 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยภาพรวม องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 จํานวนวันในการฝ�กอบรม 30 21.4 63 45.0 37 26.4 9 6.4 1 0.7 3.80 0.875 มาก ช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ ละวัน 28 20.0 51 36.4 41 29.3 13 9.3 7 5.0 3.57 1.067 มาก รายว�ชาของหลักสูตร 34 24.3 66 47.1 40 28.6 0 0.0 0 0.0 3.96 0.728 มาก ว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบ ออนไลน์ 32 22.9 83 59.3 24 17.1 1 0.7 0 0.0 4.04 0.656 มาก ว� ธี ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ของ ว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) 32 22.9 85 60.7 22 15.7 1 0.7 0 0.0 4.06 0.643 มาก ว� ธี ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ของ ว�ทยากรภายใน (ว�ทยากร ศูนย์ฯ) 42 30.0 80 57.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.16 0.653 มาก รูปแบบการนําเสนอผลงาน แบบออนไลน์ (Zoomฯ) 28 20.0 93 66.4 19 13.6 0 0.0 0 0.0 4.06 0.578 มาก X X


74 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยภาพรวม องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การอํานวยความสะดวก 66 47.1 70 50.0 4 2.9 0 0.0 0 0.0 4.44 0.553 ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ก า ร แลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้า อบรม และข้อมูลจากศพช. อื่น 58 41.4 72 51.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.34 0.609 มาก ทั้งนี้จากตารางที่ 44 นําข้อมูลมาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ องค์ประกอบของหลักสูตรจากมากไปหาน้อยพบว่า ลําดับแรกคือ ความเหมาะสมด้านการอํานวยความสะดวก มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ 4.44 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.553 อยู่ในระดับมาก รองมาได้แก่ ด้านประโยชน์จาก การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น มีค่าเฉลี่ย 4.34 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.609 อยู่ในระดับมาก และ ด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.16 มีค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.653 อยู่ในระดับมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.643 อยู่ในระดับมาก ด้านรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.578 อยู่ในระดับมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบ ออนไลน์ (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.04 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.656 อยู่ในระดับมาก ด้านรายว�ชาของ หลักสูตร มีค่าเฉลี่ย 3.96 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.728 อยู่ในระดับมาก ด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม มี ค่าเฉลี่ย 3.80 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.875 อยู่ในระดับมาก ด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวัน มี ค่าเฉลี่ย 3.57 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.067 อยู่ในระดับมาก ตามลําดับ X X


75 ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่นๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม/ ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ 4.1 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับว�ธีการจัดการเร�ยนรู้ - ว�ธีการจัดการเร�ยนรู้ทั้ง 5 วัน เร�มจากเวลา 05.00 น. ถึง เวลา 23.00 น. มีความเหมาะสมเป�น ่ อย่างยิ่ ง - กระบวนการจัดการเร�ยนรู้ มีความเหมาะสม สามารถนํามาปรับใช้ในการทํางานในเร�่องการ จัดการบร�หารการทํางานทําให้ลดขั้นตอนการทํางานลงเพราะสามารถบร�หารเวลาได้อย่างเหมาะสม - ว�ธีการจัดการเร�ยนรู้มีความเหมาะสม เนื่องจากมีการบรรยายทั้งทฤษฎี เร�ยนรู้จากการศึกษา ดูงานนอกสถานที่ให้ดูตัวอย่างจร�ง รวมทั้งว�ทยากรที่มาบรรยายเป�นว�ทยากรที่มากด้วยความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในสาขาที่บรรยายและได้รับความยกย่องชื่นชมในเร�่องสถานที่มีความเหมาะสมห้องประชุม ห้องบรรยากาศดีมาก - ควรจัดการเร�ยนรู้แบบระดมสมองให้มีเวลามากขึ้น เพราะการนั่งฟ�งนานๆ สมองไม่รับ - การจัดการเร�ยนรู้ดี เข้าใจง่าย ทั้งระบบ Zoom และออฟไลน์ แต่ชอบแบบออฟไลน์มากกว่า เจ้าหน้าที่พูดคุยถึงกัน สอบถามทําความเข้าใจง่าย สนุกสนาน เพลิดเพลิน - การจัดตารางการฝ�กอบรมระยะเวลานานเกินไป ตั้งแต่เช้า จนค�า ทําให้ร่างกายพักผ่อนน้อย เกิดความอ่อนล้า การรับรู้ทําได้ช้าลงไป ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมจึงไม่ให้ความสนใจ ช่วงกิจกรรมจะติดต่อกันมาก ไป ควรเพิ่ มจํานวนวันอบรมให้มากกว่านี้ และมีการศึกษาดูงานกิจกรรมที่มีความสําเร็จเป�นตัวอย่างเป�น รูปธรรมจร�งๆ - การจัดการเร�ยนรู้ควรเพิ่ มฐานการเร�ยนรู้มากยิ่ งขึ้น ทุกคนที่เข้าอบรมจะได้รับความรู้เพิ่มไป ถ่ายทอดความรู้ได้ 4.2 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมการเร�ยนรู้ - กิจกรรมต่างๆ ในการเร�ยนรู้เป�นกิจกรรมที่ได้ทั้งสาระ เนื้อหา เป�นกิจกรรมที่ได้ทั้งความรักความ สามัคคี - กระบวนการเกี่ยวกับกิจกรรมการเร�ยนรู้ มีความเหมาะสมสามารถนํามาถ่ายทอดส่งต่อ ครัวเร�อน และสามารถเป�นต้นแบบในชุมชน “ทําให้ดูได้ผลจร�ง” มีความสมเหตุ สมผล และมีการศึกษาดูงาน นอกสถานที่ พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสําเร็จจร�งๆ - กิจกรรมการเร�ยนรู้มีความเหมาะสมดีมาก ว�ทยากรบรรยายเป�นผู้มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์จาก การทํางานได้รับการชื่นชมจากหน่วยงาน มีการศึกษาดูงานจากสถานที่จร�ง ทําให้เห็นตัวอย่างที่เป�นรูปธรรม การบรรยายมีความชัดเจนเข้าใจได้ง่าย - เพิ่ มกิจกรรมในด้านนันทนาการเข้าไปเพื่อไม่ให้เกิดความเคร�ยด - ควรมีกิจกรรมสร้าง Model ในการพัฒนามากขึ้น เชื่อมแผนหมู่บ้าน แผนตําบลและแผน อปท. แผนจังหวัด กลไกการพัฒนาที่มีจร�งในพื้นที่ 4.3 ข้อเสนอแนะเนื้อหาว�ชา - เนื้อหาว�ชาต่างๆ ที่คณะว�ทยากรได้ให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรมเป�นเนื้อหาที่ดีเยี่ยม เป�นการ เป�ดมุมมองว�สัยทัศน์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนํามาปรับใช้ในว�ชาประจําวัน และ นํามาขับเคลื่อนองค์กร หมู่บ้านชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเกิดผลเป�นรูปธรรม - เนื้อหาว�ชาครบถ้วนเหมาะสม เป�นเร�่องที่ครัวเร�อนนํามาใช้ได้จร�ง ทําให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน


76 - เนื้อหาว�ชาการมีความเหมาะสม สามารถนํามาประยุกต์ปฏิบัติได้จร�งในพื้นที่ ความกะทัดรัด ไม่เยินเย่อ ทําให้ผู้เข้ารับการอบรมได้สนใจในการอบรมตลอดเวลา - เนื้อหาว�ชาในแต่ละวันดีมาก แต่ด้วยเวลาที่รับในแต่ละวันอาจจะเยอะเกินไป อยากให้จัดการ เร�่องเวลาให้น้อยกว่านี้ เพื่อที่จะได้เพิ่ มประสิทธิภาพในการรับข้อมูล เนื้อหาว�ชาได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ยิ่ งขึ้น - ควรเน้นการปฏิบัติทําได้จร�ง บางรายว�ชาไม่น่าสนใจ ควรเพิ่ มว�ชาเกี่ยวกับป�จจุบัน และอนาคต เช่น เร�่องโลกร้อน ระบบ IT สังคมผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นหลายมิติ เช่น การัดการป�ญหาสิ่ งแวดล้อม ป�ญหา ยาเสพติด ป�ญหาสาธารณภัย เป�นต้น - เห็นควรมีเอกสารหร�อคู่มือมอบให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ศึกษาในทุกว�ชา และทุกกิจกรรม เพื่อ เก็บไว้เป�นคู่มือศึกษา และการจดจําหลังจากการสําเร็จการฝ�กอบรม - ควรลดชั่วโมงการนั่งดูผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ที่นานเกินไป 4.4 ข้อเสนอแนะอื่นๆ - การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบ ออนไลน์Zoom เป�นการดําเนินการที่ประสบผลสําเร็จ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยิ่ ง - ควรขยายเวลา จํานวนวันในการอบรมต่อรุ่น - ลดชั่วโมงต่อวันในการฝ�กอบรมลง (เพื่อการรับรู้ข้อมูลได้ดี) ส่งผลกับสุขภาพทําให้ผู้เข้ารับการ ฝ�กอบรมป�วย และขาดการเร�ยนรู้ในบางว�ชา และช่วงของการพักเบรกแต่ละว�ชา ขอให้เหมาะสมต่อการ ผ่อนคลายสมอง - ควรขยายกลุ่มเป�าหมายลงสู่ภาคครัวเร�อน (กม) เพื่อนํามาปรับใช้ในชีว�ตประจําวันได้จร�ง - ความสําเร็จของโครงการ กรม. กระทรวงประสบความสําเร็จในการจัดทําโครงการ ในมุมของผู้ เข้าอบรมไม่สามารถรับข้อมูลเนื้อหาได้ 100% จึงทําให้เห็นว่าควรปรับเร�่องของเวลาเพื่อให้ผู้เข้าอบรมเก็บ เกี่ยวข้อมูลได้มากที่สุด เพราะกลุ่มเป�าหมายมีหลายช่วงวัย - อยากให้มีการอบรมในรูปแบบนี้อีกในที่ต่างๆ และควรเพิ่ มระยะเวลาการอบรมอีก 14 วัน - ควรจัดการอบรมในทุกชุมชน เพื่อจะได้นําไปปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะจะได้มีความรู้ เหมือนกัน ไม่ต้องนําไปถ่ายทอดอีกที - ต้องหาว�ธีปรับกระบวนการเร�ยน การสอนเพื่อลดความเบื่อจากการเร�ยน ทําให้ผู้สนใจและนําไป ปฏิบัติจะทําให้เกิดความสุขได้จร�ง มีความสุขกับสิ่ งที่ทํา และความสุขกับสิ่ งที่ได้รับ - ควรมีการขับเคลื่อนไปหน่วยงานอื่นๆ จะทําให้การขับเคลื่อนดีกว่านี้


77 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การว�จัยเร�่อง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝ�กอบรมโดยการใช้ระบบ ออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษากระบวนการเร�ยนรู้การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการ อย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) 2. เพื่อศึกษาการนําผลการเร�ยนรู้การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการ อย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน 3. เพื่อเสนอแนวทางการนําความรู้จากการฝ�กอบรมแบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) เพื่อ นําไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างในการว�จัยครั้งนี้ เป�นผู้เข้ารับการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการอย่างยั่งยืน ประจําป�งบประมาณ พ.ศ.2566 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุร� ซึ่งเป�นพื้นที่ จังหวัดให้บร�การของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุร� จํานวน 7 จังหวัด ซึ่งเป�นการเลือกกลุ่มผู้ตอบ แบบสอบถามจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป�นไปตามโอกาสทางสถิติ (Probability Sampling) ใช้การสุ่ม อย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยว�ธีการจับสลากจากรายชื่อของอําเภอใน 7 จังหวัด แยกเป�น รายจังหวัดและเลือกหยิบสลากจังหวัดละ 2 อําเภอ ซึ่งจะไม่ใส่กลับคืน จะได้รายชื่ออําเภอรวม 14 อําเภอๆละ 10 คน รวมจํานวน 140 คน คิดเป�น ร้อยละ 27 ของผู้เข้ารับการฝ�กอบรมทั้งหมด ประกอบด้วย 1) จังหวัดกาญจนบุร� คือ อําเภอท่ามะกา และ อําเภอท่าม่วง 2) จังหวัดนครปฐม คือ อําเภอพุทธมณฑล และ อําเภอสามพราน 3) จังหวัดประจวบคีร�ขันธ์ คือ อําเภอเมืองฯ และ อําเภอปราณบุร� 4) จังหวัดเพชรบุร� คือ อําเภอชะอํา และ อําเภอหนองหญ้าปล้อง 5) จังหวัดราชบุร� คือ อําเภอปากท่อ และ อําเภอโพธาราม 6) จังหวัดสมุทรสงคราม คือ อําเภอบางคนที และ อําเภออัมพวา 7) จังหวัดสมุทรสาคร คือ อําเภอเมืองฯ และอําเภอบ้านแพ้ว เคร�่องมือที่ใช้ในการว�จัยเป�นแบบสอบถามมีลักษณะเป�นคําถามแบบมีตัวเลือกให้เลือกคําตอบ และ การให้คะแนนเป�นระดับการแสดงความคิดเห็น โครงสร้างแบบคําถามประกอบด้วย - ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม - ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการที่ใช้ในการเร�ยนรู้ระหว่างการฝ�กอบรม - ตอนที่ 3 ความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบของกิจกรรมตามโครงการฯ - ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่นๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม/ ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ


78 โดยใช้การว�เคราะห์ข้อมูลทางสถิติเชิงปร�มาณด้วยโปรแกรม SPSS การสรุปข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้รับคืน จากทั้งหมด 140 ชุด ซึ่งคําถามเป�นการตรวจสอบ รายการ Check-List) เป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และเป�นคําถามปลายเป�ด (Open End) โดยเมื่อรวบรวมหลังจากที่ตรวจสอบความถูกต้องของแบบสอบถามเร�ยบร้อยแล้ว จะนําข้อมูลจาก แบบสอบถามมาเปลี่ยนแปลงเป�นรหัสตัวเลข (Code) แล้วบันทึกรหัสลงในเคร�่องคอมพิวเตอร์ ด้วย โปรแกรม SPSS เพื่อแปลค่าและสรุปว�เคราะห์ผลของค่าที่ได้โดยแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของ ผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้ว�ธีการหาค่าความถี่ โดยสรุปออกมาเป�นค่าร้อยละ และแบบสอบถามข้อมูลที่เป�น การสํารวจทัศนคติเกี่ยวกับระดับความคิดเห็น ใช้ว�ธีการหาค่าเฉลี่ย ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และผู้ว�จัยได้ดําเนินการว�เคราะห์ข้อมูลและสามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 5.1 สรุปผลการว�จัย จากจํานวนกลุ่มตัวอย่างของผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 140 คน ในส่วนข้อมูลทั่วไปพบว่า เป�นเพศ ชาย 93 คน คิดเป�นร้อยละ 66.4% และเป�นเพศหญิง 47 คน คิดเป�นร้อยละ 33.6% ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 51 -60 ป� จํานวน 44 คน คิดเป�นร้อยละ 31.4 รองมาคือ อายุระหว่าง 41 -–50 ป� จํานวน 42 คน คิดเป�น ร้อยละ 30.0 และอายุระหว่าง 31 – 40 ป� จํานวน 33 คนคิดเป�นร้อยละ 23.6 อายุมากกว่า 60 ป� จํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 และต�ากว่า 30 ป� จํานวน 8 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ตามลําดับ ในส่วนวุฒิ การศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาในระดับปร�ญญาตร� จํานวน 74 คน คิดเป�นร้อย ละ 52.9 รองมาคือระดับปร�ญญาโท จํานวน 33 คน คิดเป�นร้อยละ 23.6 และระดับปวช./ปวส./มัธยม จํานวน 19 คน คิดเป�นร้อยละ 19 ระดับประถมศึกษา จํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ปร�ญญาเอก จํานวน 4 คน คิดเป�นร้อยละ 2.9 ตามลําดับ และในส่วนข้อมูลตําแหน่งการทํางานในบทบาท 7 ภาคีภาคส่วนในเป�าหมาย ของผู้เข้ารับการฝ�กอบรม พบว่าส่วนใหญ่เป�นภาคีในภาครัฐ จํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ 32.9 รองมาคือ ภาคประชาชน จํานวน 39 คน คิดเป�นร้อยละ 27.9 ภาคประชาสังคม จํานวน 16 คน คิดเป�นร้อยละ 11.4 ภาค ว�ชาการ 12 คน คิดเป�นร้อยละ 8.6 ภาคสื่อสารมวลชน จํานวน 11 คน คิดเป�นร้อยละ 7.8 ภาคศาสนา จํานวน 9 คน คิดเป�นร้อยละ 6.4 และภาคเอกชน จํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ สําหรับความคิดเห็นต่อเทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของผู้ตอบ แบบสอบถาม เมื่อนํามาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถามจากมากไปหาน้อย พบว่า ส่วน ใหญ่มีความคิดเห็นในว�ธีการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ เป�นลําดับแรก อยู่ใน ระดับเห็นด้วยมาก รองมาได้แก่ การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอและมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การสืบค้นข้อมูล เพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต มี อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจด บันทึก และ การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง การ ฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอแต่ไม่จดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้ โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง ตามลําดับ ในส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับ ประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยนํามาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นจากมากไปหาน้อยพบว่า ส่วน


79 ใหญ่มีระดับความเห็นด้วยเกี่ยวกับการนําความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานในว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา พัฒนา เอามื้อสามัคคี” เป�นลําดับแรก มีระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมากที่สุด รองมาได้แก่ว�ชาฝ�ก ปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมากที่สุด ว�ชาทัศนศึกษา ตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงาน บําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มี อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯ มาก ว�ชาหลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน มี อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาหมู่บ้าน ยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชายุทธศาสตร์การ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศสู่การปฏิบัติ อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ ฯมาก ว�ชาการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาการเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิง บูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในบร�บทของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาเหลียวหลังแลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาศึกษาเร�ยนรู้ นิทรรศการ MOI ONE อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาการเสวนา MOI ONE อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการ จัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก และว�ชาการจัดทําแผน ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ตามลําดับ ในส่วนระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยนํามาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นจากมากไปหาน้อยพบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความ เหมาะสมด้านการอํานวยความสะดวก เป�นลําดับแรก อยู่ในระดับเหมาะสมมาก รองมาได้แก่ ความเหมาะสม ด้านประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดของ ว�ทยากรภายนอก (Zoom Cloud Meeting) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบ ออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านรายว�ชาของหลักสูตร อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวัน อยู่ในระดับ เหมาะสมมาก ตามลําดับ สําหรับการให้ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติม ผู้ตอบแบบสอบถามได้มีการให้ข้อเสนอแนะ คําแนะนําเพิ่ มเติม เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยน กิจกรรม/ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ โดยในเร�่องเกี่ยวกับการจัดการ


80 เร�ยนรู้ ให้ข้อเสนอแนะว่า ว�ธีการกระบวนการจัดการเร�ยนรู้ทั้ง 5 วัน มีความเหมาะสมเป�นอย่างยิ่ ง เนื่องจาก มีการบรรยายทั้งทฤษฎี เร�ยนรู้จากการศึกษาดูงานนอกสถานที่ให้ดูตัวอย่างจร�ง รวมทั้งว�ทยากรที่มาบรรยาย เป�นว�ทยากรที่มากด้วยความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในสาขาที่บรรยายควรจัดการเร�ยนรู้แบบระดม สมองให้มีเวลามากขึ้น เพราะการนั่งฟ�งในระยะเวลานานเกินไป ทําให้ขาดความตื่นตัวและความสามารถใน การเร�ยนรู้และจดจําข้อมูลไม่ดีเท่าที่ควร การจัดการเร�ยนรู้ดี เข้าใจง่าย ทั้งระบบ Zoom และออฟไลน์ แต่ ชอบแบบออฟไลน์มากกว่า เจ้าหน้าที่พูดคุยถึงกัน สอบถามทําความเข้าใจง่าย สนุกสนาน เพลิดเพลิน แต่ เนื่องจากการจัดตารางการฝ�กอบรมระยะเวลานานเกินไป ตั้งแต่เช้า จนค�า ทําให้ร่างกายพักผ่อนน้อยเกิด ความอ่อนล้า อาจส่งผลกับสุขภาพทําให้ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมป�วย และขาดการเร�ยนรู้ในบางว�ชา ในส่วนกิจกรรมการเร�ยนรู้มีจํานวนมากหลายกิจกรรม ทําให้ต้องเร�ยนรู้ในช่วงเวลาที่ติดต่อกันมาก เกินไป ซึ่งหากมีจํานวนรายว�ชามากควรเพิ่ มจํานวนวัน และลดชั่วโมงการนั่งดูผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) ที่มีระยะเวลานานเกินไป รวมทั้งควรเพิ่ มฐานเร�ยนรู้ให้มากขึ้น ทั้งนี้ กิจกรรมการเร�ยนรู้ มี ความเหมาะสมสามารถนํามาถ่ายทอดส่งต่อครัวเร�อน และสามารถเป�นต้นแบบในชุมชน “ทําให้ดูได้ผลจร�ง” มี ความสมเหตุ สมผล และมีการศึกษาดูงานนอกสถานที่ ควรพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสําเร็จแบบจร�งๆ ว�ทยากรบรรยายเป�นผู้มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์จากการทํางานได้รับการชื่นชมจากหน่วยงาน มีการศึกษาดู งานจากสถานที่จร�ง ทําให้เห็นตัวอย่างที่เป�นรูปธรรม การบรรยายมีความชัดเจนเข้าใจได้ง่าย กิจกรรมการ เร�ยนรู้สามารถนํามาปรับใช้ในการทํางานในเร�่องการจัดการบร�หารการทํางานทําให้สามารถลดขั้นตอนการ ทํางานลงและสามารถบร�หารเวลาได้อย่างเหมาะสม หากเป�นไปได้ควรเพิ่ มกิจกรรมนันทนาการเข้าไปเพื่อ ไม่ให้เกิดความเคร�ยด รวมทั้งควรมีกิจกรรมสร้าง Model ในการพัฒนามากขึ้น เชื่อมแผนหมู่บ้าน แผนตําบล และแผน อปท. แผนจังหวัด กลไกการพัฒนาที่มีจร�งในพื้นที่ ในส่วนของเนื้อหาว�ชา เห็นว่าเป�นเนื้อหาที่ดีเยี่ยม ครบถ้วน เหมาะสม เป�นการเป�ดมุมมองว�สัยทัศน์ สามารถนํามาประยุกต์ปฏิบัติได้จร�งในพื้นที่ สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนํามาปรับใช้ ในว�ชาประจําวัน ครัวเร�อนนํามาใช้ได้จร�ง และนํามาขับเคลื่อนองค์กร หมู่บ้านชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเกิดผลเป�นรูปธรรม ทําให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน แต่ควรเน้นเนื้อหาว�ชาที่สามารถนําไปปฏิบัติทําได้ จร�ง ควรเพิ่ มว�ชาเกี่ยวกับป�จจุบัน และอนาคต เช่น เร�่องโลกร้อน ระบบ IT สังคมผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นหลาย มิติ เช่น การัดการป�ญหาสิ่ งแวดล้อม ป�ญหายาเสพติด ป�ญหาสาธารณภัย เป�นต้น และสิ่ งสําคัญคือควรมี เอกสารหร�อคู่มือมอบให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ศึกษาในทุกว�ชา และทุกกิจกรรม เพื่อเก็บไว้เป�นคู่มือศึกษาและ การจดจําหลังจากการสําเร็จการฝ�กอบรม ในส่วนข้อเสนอแนะอื่นๆ ให้ความเห็นว่า การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณา การอย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) เป�นการดําเนินการที่ประสบผลสําเร็จ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยิ่ง หากจะให้เกิดผลดียิ่งขึ้นควรมีการขยายกลุ่มเป�าหมายลงสู่ภาค ครัวเร�อน (กม.) ทุกชุมชน โดยไม่ต้องนําไปถ่ายทอดอีก รวมทั้งการขยายไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อื่นๆ เพื่อให้เข้าใจแนวทางการทํางานไปในทิศทางเดียวกัน อาจทําให้สามารถขับเคลื่อนงานเพื่อบําบัดทุกข์ บํารุงสุข หร�อช่วยเหลือดูแลประชาชนได้มากขึ้น


81 5.2 อภิปรายผลการว�จัย จากการศึกษาว�จัยเร�่อง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝ�กอบรมโดย การใช้ระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) คณะผู้ว�จัยได้อภิปรายผลตามผลจากการศึกษารายละเอียด ดังนี้ 1) กระบวนการเทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ใช้ในการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบ Zoom Cloud Meeting ของผู้เข้ารับการอบรม ส่วนใหญ่ใช้ เทคนิคว�ธีการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้โดยว�ธีการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และ ศพช.(ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน) อื่นๆ ซึ่งได้มีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รองมาคือ การฟ�ง บรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก และการฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟล์ ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ตามลําดับ ซึ่งจากการพิจารณาเห็นว่าส่วนใหญ่ให้ ความสําคัญกับการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้กับผู้เข้ารับการอบรมด้วยกัน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากการศึกษา ข้อมูลของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอื่นๆ อันอาจเป�นสาเหตุจาก ส่วนใหญ่กิจกรรมการเร�ยนรู้เป�นการ เร�ยนรู้ในแบบออนไลน์ ซึ่งถือเป�นการสื่อสารทางเดียวเป�นส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากการเร�ยนรู้แบบออฟไลน์ หร�อการเร�ยนรู้ในห้องเร�ยนจร�ง ที่สามารถสัมผัสถึงบรรยายการศการเร�ยนรู้ได้ด้วยการมองเห็นในมุมมองของ ความจร�ง การได้เห็นความจร�งของการสัมผัสความจร�งจากการมองด้วยสายตา การพูดคุย การสอบถาม การ มองเห็นพฤติกรรมและกระบวนการที่เกิดขึ้นจร�งตรงหน้า หร�อในบร�เวณที่เป�นพื้นที่ที่เดียวกัน และสามารถ สื่อสาร พูดคุยได้ตลอดเวลาที่ต้องการ หากแต่การเร�ยนในระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) มี ข้อจํากัดในส่วนนี้ ทําให้ผู้เข้ารับการอบรมจําเป�นต้องหาว�ธีที่เป�นว�ธีการเร�ยนรู้ในแบบที่มีการสื่อสารได้ 2 ทาง และมีความรวดเร็วทันต่อความต้องการข้อมูล จึงเลือกใช้เทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการ เร�ยนรู้ด้วยว�ธีการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และ ศพช.(ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน) อื่นๆ เนื่องจากสามารถสื่อสารได้ พูดคุยสอบถาม แลกเปลี่ยนข้อมูลได้แบบทันต่อความต้องการ สามารถทําได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา และอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สามารถสื่อสารได้ตลอดเวลา และในส่วนที่รองลงมาจะใช้เทคนิค ว�ธีการที่คุ้ยเคย คือการฟ�งบรรยาย ดูหน้าจอ ดูข้อมูลจากหน้าจอหร�อข้อมูลจากไลน์กลุ่มของผู้เข้าอบรม เนื่องจากสามารถสัมผัสและศึกษาได้ทันทีที่ต้องการ และเป�นว�ธีที่สามารถใช้ได้ทันทีด้วยตัวเองและความคุ้น ชินในการเร�ยนรู้ในแบบที่เคยปฏิบัติมานานเป�นการเร�ยนรู้ด้วยว�ธีจากประสบการณ์ที่เคยปฏิบัติมา ทั้งนี้ใน ว�ธีการเร�ยนรู้ในเนื้อหาว�ชาอื่นๆผู้อบรมก็สามารถเร�ยนรู้โดยว�ธีต่างๆกันไปถึงแม้จะเป�นการเร�ยนรู้ในระบบ ออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) เนื่องจากเป�นหลักสูตรการฝ�กอบรมที่สอดคล้องกับสภาวะของโลกใน ป�จจุบัน เกิดป�ญหาขึ้นมากมายที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประชาชน ทําให้ผู้เข้าอบรมที่มี บทบาทหน้าที่ในการร่วมกันช่วยเหลือบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้แก่ประชาชนต้องการเร�ยนรู้ที่จะนําไปแก้ไขป�ญหา ต่างเหล่านั้น โดยผู้เข้าอบรมทุกคนต่างมีความรู้ความสามารถทั้งจากการศึกษา ประสบการณ์ และ ประสิทธิภาพการทํางานของแต่ละคนมาสนับสนุนให้การเร�ยนรู้มีประสิทธิภาพเพิ่ มมากขึ้น การนําข้อมูลที่ได้ เร�ยนรู้ในเนื้อหาหนึ่งไปสู่การเร�ยนรู้และได้ลงมือทําว่าสิ่ งที่ได้เร�ยนรู้ไปแล้วนั้นเกิดผลดีเพียงใด ได้ผลหร�อมี ประสิทธิภาพเพียงใด ในการระดมความคิดแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถ สร้างผลงานเพื่อนําไปปรับใช้และ ดําเนินการ ในพื้นที่ในบทบาทของทีมงานและภาคีภาคส่วนในการทํางาน สอดคล้องกับ ปาร�ชาติ วลัย เสถียร (2549) ได้กล่าวถึงว�ธีการเร�ยนรู้หลักๆ 3 ประการ คือ


82 1. ว�ธีการเร�ยนรู้ : กระบวนการเชิงปฏิสัมพันธ์ การเร�ยนรู้เป�นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และสิ่ งแวดล้อม การเร�ยนรู้ด้วยตนเอง และ การเร�ยนรู้จากผู้อื่น อันประกอบด้วย 1.1 การเร�ยนรู้ด้วยตนเองเป�นการเร�ยนรู้ที่มีพื้นฐานจากความสนใจ ความมุ่งมั่นความเพียรพยายาม มี การตั้งคําถาม การสะท้อนกลับต่อประสบการณ์และความรู้เดิม สร้างความรู้ที่มีผลสัมฤทธิสอดคล้องกับชีว�ต ์ ศักยภาพของตนและทุนทางธรรมชาติ เป�นการเร�ยนรู้โดยอาศัยการสังเกต การทดลอง และการฝ�กปฏิบัติ ด้วยตนเองเป�นหลัก 1.2 การเร�ยนรู้จากผู้อื่น โดยเร�ยนรู้จากบรรพบุรุษและพ่อครูแม่ครูเร�ยนรู้หร�อได้รับความรู้จากเพื่อน บ้าน เคร�อญาติ หร�อคนภายนอกในชุมชน เร�ยนรู้จากบุคคลภายนอก (การฝ�กอบรมจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ด้าน เร�ยนรู้จากบุคคลตัวอย่าง 2. ว�ธีการเร�ยนรู้จําแนกโดยการใช้ผัสสะ โดยการฟ�ง การพูด การศึกษาดูงานจากรูปธรรมจร�ง (การ เร�ยนรู้จากรูปธรรมของลุ่มภายในชุมชน การเร�ยนรู้จากรูปธรรมของกลุ่มอื่น/พื้นที่อื่น และการเร�ยนรู้ผ่าน กิจกรรมการออกร้าน/การจัดการแสดงผลงาน/นิทรรศการและมหกรรมการเร�ยนรู้ตามงานต่างๆร่วมกับกลุ่ม อื่นๆ) 3. การเร�ยนรู้จากการปฏิบัติจร�ง ถือได้ว่าเป�นการเร�ยนรู้ที่ดีที่สุด หน่วยของการเร�ยนรู้มีหลายระดับ ตั้งแต่ บุคคล ครอบครัว กลุ่ม หมู่บ้านและเคร�อข่าย โดยการลองผิดลองถูก การค้นหาเอกกลักษณ์ของตน อีกทั้งสอดคล้องกับ สุวัฒน์ วัฒนวงศ์(2547) พื้นฐานของทฤษฎีการเร�ยนรู้สําหรับผู้ใหญ่สมัยใหม่ ในสาระสําคัญที่ว่า ขั้นตอนการเร�ยนรู้ของบุคคล กระบวนการเร�ยนรู้ของบุคคลนั้น เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ กันของ 4 ขั้นตอนที่สําคัญ คือ ความต้องการ ข้อมูล-ข้อสนเทศ การทดสอบ-ผลสะท้อน และการ ประยุกต์ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 : ความต้องการในการเร�ยนรู้ เป�นสิ่ งสําคัญมากที่สุดที่จะต้องทราบว่าบุคคลนั้นต้องการ จะเร�ยนอะไร ต้องการประสบความสําเร็จในสิ่งใด ต้องการค้นหาคําตอบหร�อแก้ป�ญหาในเร�่องใด เช่น ต้องการเร�ยนรู้ศิลปะการเป�นว�ทยากร เป�นต้น ขั้นตอนที่ 2 : การรวบรวมข้อมูล-ข้อสนเทศ สิ่ งเหล่านี้บุคคลจะเก็บรวบรวมตั้งแต่โรงเร�ยน จาก ว�ชาต่าง ๆ เป�นการเร�ยนในระบบโรงเร�ยน และบางส่วนได้รับจากการเร�ยนรู้ตามอัธยาศัย หร�อการเร�ยนรู้ อย่างไม่เป�นทางการ โดยจะได้รับจากที่บ้าน หร�อสถานที่ทํางาน เช่น จากการอ่าน หนังสือพิมพ์การเล่นกีฬา หร�อดนตร�การชมโทรทัศน์ รับฟ�งรายการว�ทยุ เป�นต้น ขั้นตอนที่ 3 : การทดสอบและผลสะท้อน จากการทดลองในการพยายามเร�ยนเร�่องใดในการเร�ยน ของบุคคล เช่น การทดสอบฝ�มือทางด้านอาชีพต่าง ๆ เป�นต้น ขั้นตอนที่ 4 : การประยุกต์และปฏิกิร�ยาตอบสนอง เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ข้อสนเทศที่ผู้เร�ยนได้ จากสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเขาอาจจะได้ประเมินดูถึงผลลัพธ์จากการทดสอบ หร�อผลลัพธ์จากการพยายาม ค้นหาคําตอบ การประยุกต์ใช้ความรู้จากสิ่ งที่เร�ยนรู้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ ๆ ถ้าหากทักษะการเร�ยนรู้ได้นําไป เกี่ยวพันกับการปฏิบัติในทักษะใหม่ ๆ และสามารถถ่ายโอนทักษะนั้น ๆ ไปสู่การเร�ยนรู้ใหม่ ๆ เช่น การขับรถ ได้ด้วยตนเอง การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทํางานได้ด้วยตนเอง เป�นต้น นอกจากนี้การเร�ยนรู้ที่ผู้เข้าอบรมสามารถเร�ยนรู้ได้ดีในระดับมากเนื่องจากผู้เข้าอบรมเป�นผู้ทํางานใน พื้นที่ชุมชน ดังนั้นย่อมเปร�ยบเสมือนเป�นประชาชนในพื้นที่ชุมชนที่ต้องการนําความรู้ไปแก้ป�ญหาของตนเอง


Click to View FlipBook Version