33 ความยืดหยุ่น ด้านเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายลง ผู้เร�ยนยังสามารถสื่อสารได้โดยตรงกับอาจารย์ผู้สอน หร�อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หร�อกับเพื่อนผู้เร�ยนที่อยู่กันคนละที่ ซึ่งการเร�ยนแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทํางานร่วมกัน แต่ป�จจุบันมีกล้องว�ดีโอคอมพิวเตอร์ที่สามารถส่งและรับภาพทางคอมพิวเตอร์ได้ จึงทําให้ หมดป�ญหาด้าน face to face ความสําเร็จและคุณภาพของการเร�ยนก็ยังขึ้นอยู่กับตัวผู้เร�ยนค่อนข้างมาก เพราะจะต้องบร�หารเวลาเพื่อติดตามบทเร�ยน การทํากิจกรรม และการทดสอบต่างๆ ให้ทันตามกําหนดเวลา การเร�ยนจึงจะสัมฤทธิผล์ ความหมายห้องเร�ยนเสมือน นลินี ทองประเสร�ฐ (2552) ได้ให้ความหมายห้องเร�ยนเสมือน (Virtual classroom) การเร�ยนการ สอนผ่านระบบเคร�อข่ายคอมพิวเตอร์โดยใช้ช่องทางของระบบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต ผู้เร�ยนสามารถใช้ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตเข้าเร�ยนผ่านเว็บไซต์ที่ออกแบบกระบวนการเร�ยนการสอนให้มี สภาพแวดล้อมคล้ายกับเร�ยนในห้องเร�ยนแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เร�ยนกับผู้สอน และผู้เร�ยนกับผู้เร�ยน ซึ่งมี บรรยากาศเสมือนพบกันจร�ง กระบวนการเร�ยนการสอนจึงไม่ใช่การเดินทางไปเร�ยนในห้องเร�ยนแต่เป�นการ เข้าถึงข้อมูลเนื้อหาของบทเร�ยนได้โดยผ่านคอมพิวเตอร์ ลักษณะของห้องเร�ยนเสมือน ห้องเร�ยนเสมือนสามารถจําแนกได้ 2 ลักษณะ คือ 1. การจัดเร�ยนการสอนในห้องเร�ยนธรรมดา มีการถ่ายทอดสดภาพและเสียง โดยอาศัยระบบ โทรคมนาคมและเคร�อข่ายคอมพิวเตอร์ เร�ยนว่า Online ไปยังผู้เร�ยนที่อยู่นอกห้องเร�ยน ซึ่งผู้เร�ยนสามารถ ติดตามการสอนของผู้สอนได้จากเคร�่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง สามารถโต้ตอบกับอาจารย์ผู้สอนที่อยู่คนละ แห่ง 2. ห้องเร�ยนเสมือนเป�นการจัดการเร�ยนการสอนผ่านระบบเคร�อข่าย ที่อาศัยประสิทธิภาพของ เทคโนโลยีการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต การสอนจึงต้องมีการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เร�ยนเข้ากับ เคร�อข่ายคอมพิวเตอร์ การเร�ยนการสอนต้องทําการเข้าสู่เว็บไซต์ของห้องเร�ยนเสมือน ดําเนินกิจกรรมที่ ผู้สอนได้ออกแบบไว้ เช่น ชื่อผู้สอน ภาพถ่าย ภาพกราฟ�ก ตัวอักษร เป�นการใช้สีสันเพื่อดึงดูความสนใจของ ผู้เร�ยน มีลักษณะข้อความสั้นๆ ที่จัดเร�ยงอยู่ในหน้าโฮมเพจ เป�าหมายและว�ธีการ ห้องเร�ยนเสมือนเป�นการเป�ดโอกาสให้บุคคลสามารถเข้าถึงและได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การเร�ยนแบบร่วมมือ(cooperative learning) เป�าหมายพัฒนาโอกาสของการเข้าถึงการศึกษาอาจจะ พิจารณาแนวคิดกว้างๆ ที่เกี่ยวกับห้องเร�ยนเสมือนในประเด็นต่อไปนี้ 1. ทําเลเป�าหมาย ผู้เร�ยนสามารถเลือกเร�ยนกับผู้สอนคนใดคนหนึ่ง หากมีการเป�ดโอกาสให้ ลงทะเบียนเร�ยนได้โดยไม่มีขีดจํากัดในเร�่องพื้นที่ 2. เวลาที่ยืดหยุ่น ผู้เร�ยนมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป�นกลางวันหร�อกลางคืน การได้รับข้อมูล ย้อนกลับจากผู้สอน และเพื่อนที่เร�ยนร่วมกันจะไม่มีข้อจํากัดเร�่องเวลา 3. ไม่มีการเดินทาง ผู้เร�ยนสามารถทํางานได้อย่างสะดวก ซึ่งอาจะเป�นข้อดีสําหรับผู้เร�ยนที่มี อุปสรรคบางประการในการเดินทาง หร�อแม้แต่ผู้เร�ยนที่มีภาระด้านครอบครัว ป�จจัยบางประการนับเป�น โอกาสที่ทําให้ทุกคนมีโอกาสที่ทําให้มีทางเลือกและความสะดวกสบาย 4. ประหยัดเวลา ในการเข้าเร�ยนซึ่งไม่จําเป�นต้องเดินทางไปสถานศึกษา ถ้าเร�ยนจากห้องเร�ยน เสมือนจะประหยัดการเดินทาง
34 5. ทํางานร่วมกันด้วยภาพทางเทคโนโลยี ทําให้ผู้เร�ยนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้ง่าย ในขณะที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลในห้องเร�ยนปกติ ผู้เร�ยนในระบบห้องเร�ยนเสมือนจะสามารถอธิบายป�ญหา ร่วมกัน แลกเปลี่ยนโครงงานซึ่งกันและกันได้ การเร�ยนการสอนผ่านเว็บ สังคม ภูมิพันธุ์ (2549) ความหมายการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ เป�นการนําเอาระบบอินเทอร์เน็ตมา ออกแบบเพื่อใช้ในการจัดการเร�ยนการสอน นําเอาสิ่ งที่ต้องการส่งให้บางส่วน หร�อทั้งหมดโดยอาศัย (Web) โดยเว็บสามารถกระทําได้ในหลากหลายรูปแบบและหลายขอบเขตที่เชื่อมโยง ทั้งการเชื่อมต่อบทเร�ยน วัสดุ ช่วยการเร�ยนรู้ และการศึกษาทางไกล ผู้เร�ยนสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้เร�ยนด้วยกัน อาจารย์หร�อผู้เชี่ยวชาญ สามารถรับส่งข้อมูลอย่างไม่จํากัดเวลา ไม่จํากัดสถานที่ ภายใต้ระบบเคร�อข่ายอินเทอร์เน็ต การทํากิจกรรม ใดๆ ที่เคยทําในห้องเร�ยนแบบเดิม สามารถทําได้ทุกอย่างบนระบบเคร�อข่าย (WBI) ที่อยู่บนระบบเคร�อข่าย อินเทอร์เน็ต การจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ สังคม ภูมิพันธุ์ (2549) การจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เร�ยนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน โดยผ่านระบบเคร�อข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เร�ยนเข้าไว้กับเคร�่องคอมพิวเตอร์ของผู้ ให้บร�การเคร�อข่าย (File server) และเคร�่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บร�การเว็บ (Web server) เป�นการ เชื่อมโยงโดยระยะทางใกล้ หร�อเชื่อมโยงระยะไกลผ่านทางระบบการสื่อสาร มีขั้นตอนการจัดการเร�ยนการ สอน ดังนี้ 1. กําหนดวัตถุประสงค์ของการเร�ยนการสอน 2. การว�เคราะห์ผู้เร�ยน 3. การออกแบบเนื้อหารายว�ชา ต้องเป�นเนื้อหาตามหลักสูตร และสอดคล้องกับความต้องการของ ผู้เร�ยน ทักษะพื้นฐานที่จําเป�นต่อการเร�ยน มีการจัดลําดับเนื้อหา จําแนกหัวข้อตามหลักการเร�ยนรู้ มี ลักษณะเฉพาะในแต่ละหัวข้อ กําหนดระยะเวลา ตารางการศึกษาในแต่ละหัวข้อ บอกขั้นตอนว�ธีการศึกษา จัดทําสื่อที่ใช้ประกอบการศึกษา และมีการประเมินผล ว�ธีการหร�อกิจกรรมที่ใช้ในการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ การออกแบบกิจกรรมที่ใช้ในการเร�ยนการอสนบนเว็บ ต้องคํานึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เร�ยน และผู้สอน และความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม ซึ่งมีหลายว�ธีดังนี้ 1. การแจ้งล่วงหน้า (Notices) เป�นการใช้เว็บโดยกําหนดพื้นที่เฉพาะที่เป�นบอร์ดในเว็บสําหรับ อาจารย์ กําหนดนัดหมาย หร�อสั่งงาน ผู้เร�ยนอาจจะได้รับการแจ้งล่วงหน้าผ่านอีเมล์ และสามารถสอบถามได้ โดยอีเมล์เช่นกัน 2. การนําเสนอ (Presentations) เป�นการนําเสนอด้วยเว็บผู้สอนและผู้เร�ยน โดยนําเสนองานที่ ได้รับมอบหมาย จัดทําแบบสัมมนาหร�อประชุม นําเสนอผ่านเว็บไซต์หร�อโดยอีเมล์ หร�อการเผยแพร่ในกลุ่ม เป�นกิจกรรมสื่อสารกันระหว่างผู้สอนและผู้เร�ยน 3. การอภิปรายปกติ (Formal discussions) เป�นการอภิปรายกันบนเว็บโดยใช้อีเมล์ หร�อการ ประชุมสัมมนากลุ่มเป�นเคร�่องมือที่จัดเหมือนการประชุม ซึ่งเป�นกลุ่มสนทนาที่แสดงเป�นรูปภาพแทนผู้ใช้ หร�อ แทนชื่อของผู้ใช้ก็ได้
35 4. การใช้คําถาม (Questioning) เป�นการกําหนดคําถามขึ้นโดยผู้สอนใช้คําถามนํา และให้ผู้เร�ยนหา คําตอบ ถ้าคําตอบตรงกับคําถามที่กําหนด ก็จะเป�นการป�อนกลับไปยังผู้เร�ยน เพื่อการตอบสนองและ ประเมินผล 5. การระดมสมอง (Brainstorms) เป�นการออกแบบเพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อคําถาม ผู้เร�ยน ต้องร่วมหาคําตอบ กระตุ้นให้เกิดการอภิปรายภายในเว็บจากคําถามที่กําหนดในกิจกรรมเดียวกัน 6. การกําหนดสภาพงาน (Task setting) เป�นการกําหนดกระบวนการในการทํางานส่งตามกิจกรรม อาจจะเป�นรายงานหร�อกลุ่มย่อย อยู่ในรูปของเว็บไซต์หร�ออีเมล์ 7. แบบฝ�กหัด (Class quizzes) เป�นการทดสอบผลทั้งชั้นเร�ยน หร�อถามเพื่อประเมินผลของการ เร�ยน สามารถทําได้หลายว�ธี เช่น เป�นแบบตัวเลือก หร�อคําถามสั้นๆ ที่จะมีการป�อนกลับตลอดเวลา และ ประเมินผลตามวัตถุประสงค์ 8. การอภิปรายรายคู่นอกระบบหร�อการศึกษาเป�นกลุ่ม เป�นการออกแบบพื้นที่ของเว็บช่วยสอน ให้มี พื้นที่เฉพาะสําหรับการพบประสนทนาอย่างไม่เป�นทางการ ซึ่งสามารถทําเป�นสภากาแฟ ห้องสัมมนา ห้องพัก ผ่อน ห้องสมุด ซึ่งผู้ใช้เว็บสามารถเข้าไปทํากิจกรรมได้อิสระ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อย่างอิสระ สิ่ งที่ควรคํานึงถึงในการจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บ สังคม ภูมิพันธุ์ (2549) การจัดการเร�ยนการสอนผ่านเว็บมีข้อคํานึง ดังนี้ 1. ความพร้อมและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของผู้เร�ยน 2. เคร�่องมือในการใช้เทคโนโลยีที่ผู้เร�ยนต้องมีระบบคอมพิวเตอร์ และวัสดุอุปกรณ์ต่อเนื่องต่างๆ 3. ความพร้อมของเทคโนโลยีและการลงทุน ความคุ้มค่าของกรลงทุน 4. การสร้างและจัดหลักสูตร ว�ธีการประเมินผล ซึ่งผู้รับผิดชอบในการสร้าง และจัดหลักสูตรควรต้อง หาว�ธีการและอาจต้องมีการปรับว�ธีการ หร�อหลักการในการเร�ยนการสอน พร้อมทั้งว�ธีการประเมินผลให้ เหมาะสมกับระบบใหม่ที่ใช้ ผู้ว�จัยสรุปได้ว่า ห้องเร�ยนเสมือสามารถตอบสนองสําหรับกลุ่มของผู้เร�ยนในกลุ่มที่มีข้อจํากัดเร�่อง เวลา สถานที่การเร�ยน และอาจจะมีข้อจํากัดในเร�่องการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่มีราคาสูง และความสามารถการ ใช้เทคโนโลยีของผู้เร�ยน การปฏิสัมพันธ์จะมีมากขึ้นมากกว่าการเร�ยนในห้องเร�ยนเพราะมีการเป�ดช่องทางใน การสื่อสารผ่านอีเมล์ 2.5 งานว�จัยที่เกี่ยวข้อง กิตติ์ธเนศ สว่างวรนาถ , ชมสุภุค ครุฑกะ (2561) ได้ศึกษาเร�่องการพัฒนาหลักสูตรฝ�กอบรมทักษะ ทางป�ญญาของผู้สูงอายุ ผลการว�จัยพบว่า 1) การศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ทักษะทางป�ญญาที่ จําเป�นของผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ทักษะทางป�ญญาที่จําเป�นในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป�นรายด้าน พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ทักษะทางป�ญญาที่จําเป�น ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เร�ยงตามลําดับคะแนนค่าเฉลี่ยได้แก่ ด้านการคิดแก้ป�ญหา ด้านการคิดอย่างมี ว�จารณญาณ และด้านการคิดว�เคราะห์ ทั้งนี้เนื่องมาจากทักษะทางป�ญญาจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ ผู้สูงอายุต้อง ได้รับประสบการณ์ และสั่งสมประสบการณ์จากการคิดว�เคราะห์เพื่อจําแนกแยกแยะไปสู่การแก้ป�ญหาและ การไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล รอบคอบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีว�ตของตน ถ้าผู้สูงอายุมีคุณภาพดี มีความสุขทั้ง ทางร่างกายและจิตใจจะช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภาวะสุขภาพ ตลอดจนสังคมและ
36 สิ่งแวดล้อม 2)ผลการพัฒนาหลักสูตรทักษะทางป�ญญาของผู้สูงอายุ ผู้ว�จัยนําผลการศึกษา และผลการ ว�เคราะห์ข้อมูลพื้นฐานมาใช้เป�นแนวทางในการร่างโครงร่างหลักสูตร ประกอบด้วย สภาพป�ญหาและความ จําเป�นของหลักสูตร หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หน่วยการอบรม ประกอบด้วย จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร กิจกรรมและว�ธีการอบรม สื่อการอบรม และการวัดและ ประเมินผล พร้อมทั้งแผนการสอน ซึ่งประกอบด้วยแผนการอบรม ผลการตรวจสอบคุณภาพของโครงร่าง หลักสูตรพบว่า โครงร่างหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และมีความสอดคล้องกัน องค์ประกอบต่างๆ ของโครงร่างหลักสูตร ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้ว�จัยออกแบบหลักสูตรที่ได้มาการสํารวจความ คิดเห็นของผู้สูงอายุเป�นการสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการพัฒนาทักษะทางป�ญญาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีว�ต ของผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพาตนเอง และปรับตัวเข้ากับสิ่ งแวดล้อมได้ จึงออกแบบตามแนวคิดการพัฒนา หลักสูตร ประกอบด้วย (1) การกําหนดเป�าหมาย จุดประสงค์ และขอบเขตหลักสูตร (2) การออกแบบ หลักสูตรและการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การคัดเลือกเนื้อหาสาระ จัดเร�ยงลําดับเนื้อหา และจัดประสบการณ์การ เร�ยนให้มีความสอดคล้องกัน 3) ผลการประเมินตนเองเกี่ยวกับทักษะทางป�ญญาของผู้สูงอายุ พบว่า ผู้สูงอายุมีทักษะทางป�ญญาในภาพรวม และด้านการว�เคราะห์ ด้านการคิดแก้ป�ญหา และด้านการคิดอย่างมี ว�จารณญาณ หลังใช้หลักสูตรฝ�กอบรมสูงกว่าก่อนใช้หลักสูตรฝ�กอบรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ทั้งนี้เนื่องมาจากหลักสูตรได้มีการตรวจสอบและปรับปรุงก่อนนําไปทดลองใช้ อีกทั้งการกําหนดกรอบเนื้อหา และการออกแบบกิจกรรมมีความเหมาะสมและความสอดคล้องในการนําไปพัฒนาทักษะทางป�ญญาเพื่อ เสร�มสร้างสุขภาพผู้สูงอายุให้สามารถเกิดการเร�ยนรู้และปรับตัวได้กับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพและ สภาพแวดล้อมทางสังคม จึงทําให้ทักษะทางป�ญญาของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังทดลองหลักสูตรสูง กว่าก่อนทดลองหลักสูตรอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 กุลฤดี โชติรัตน์ ได้ศึกษาความหลากหลายภายในทีมทางด้านเพศ และทางด้านช่วงวัยในฐานะตัว แปรกํากับอิทธิพลของการมุ่งเน้นการเร�ยนรู้ของทีมต่อสมรรถนะ การเร�ยนรู้ของทีมและประสิทธิผลของการ ทํางานเป�นทีมในบร�บทของนักทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการว�จัยเชิงผสมผสาน (Mixed method research) ผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ นักทรัพยากรมนุษย์ ที่ทํางานเป�นทีมจํานวน 400 คน ในการเก็บข้อมูลเชิงปร�มาณ และ สัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างจาก ผู้ตอบแบบสอบถาม จํานวน 7 คน พบว่า ความหลากหลายภายในทีม ทางด้านเพศและช่วงวัยไม่มีอิทธิพลเป�นตัวแปรกํากับอิทธิพลการมุ่งเน้นการเร�ยนรู้ของทีม สมรรถนะการ เร�ยนรู้ของทีม และประสิทธิผลของการทํางานเป�นทีม โดยที่การมุ่งเน้นการเร�ยนรู้ของทีมมีอิทธิพลทางตรง กับ ประสิทธิผลของการทํางานเป�นทีมและสมรรถนะการทํางานเป�นทีม รวมถึงสมรรถนะการทํางานเป�น ทีมมี อิทธิพลเป�นตัวแปรส่งผ่าน โดยนักทรัพยากรมนุษย์มีว�ธีการจัดการความหลากหลายในการทํางาน เป�นทีม คือ 1) การเตร�ยมข้อมูลและการลงมือปฏิบัติงานในรูปแบบ Proactive 2) เลือกว�ธีการสื่อสาร กับสมาชิกภายใน ทีมให้เหมาะสม 3) เป�ดใจยอมรับและเร�ยนรู้สิ่ งใหม่ๆ และ 4) ขอความช่วยเหลือ จากผู้บร�หาร หร�อหัวหน้าทีม โครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ป� (พ.ศ. 2561-2580) ได้กําหนดว�สัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป�นประเทศพัฒนาแล้ว โดยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” กรมการปกครองเป�น หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่บําบัดทุกข์ บํารุงสุข ให้กับประชาชนในทุกพื้นที่โดยมีอํานาจหน้าที่ บทบาท และ ภารกิจในการรักษาความสงบเร�ยบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ การอํานวยความเป�นธรรม การ ปกครองท้องที่ การอาสารักษาดินแดนและการทะเบียน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัย เกิดความ
37 สงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงการนํานโยบายจากแผนในระดับต่างๆ ตลอดจนแผนปฏิบัติราชการ กระทรวงมหาดไทยไปสู่การปฏิบัติหร�อการพัฒนาในระดับพื้นที่ (Area Based) จังหวัด-อําเภอ-ตําบลหมู่บ้าน และท้องถิ่ นโดยเฉพาะในระดับอําเภอที่มีนายอําเภอเป�นผู้ขับเคลื่อนภารกิจของอําเภอในด้านการ บําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการ โดยประสานการขับเคลื่อนและสร้างกลไกการทํางานร่วมกันกับภาค เคร�อข่าย ทั้ง 7 ภาคีในระดับพื้นที่ ให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนากิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่ ส่งผลต่อการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมให้เสียสละ มีจิตอาสา จิตสาธารณะ เอื้อเฟ�้อ แบ่งป�นผู้อื่น โดยอาศัยหลักการทรงงานและการพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อนํามาปรับใช้ในการ ปฏิบัติราชการและขยายผล เพื่อ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ วัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างความรู้ความเข้าให้แก่ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมเกี่ยวกีบหลักการทรงงานและการพัฒนา ประเทศตรมหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราชบรมนาถบพิตร เพื่อนํามาปรับใช้ในการปฏิบัติราชการเพื่อ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ให้แก่พี่น้อง ประชาชน 2. เพื่อปลูกฝ�งค่านิยมการเป�นผู้นําการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้เข้ารับการฝ�กอบรม ซึ่งนําไปสู่การขับเคลื่อน และสร้างกลไกการทํางานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา กิจกรรม สาธารณประโยชน์ที่ส่งผลต่อการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมให้เสียสละ มีจิตสาธารณะ เอื้อเฟ�้อแบ่งป�นผู้อื่นและเป�นพลังสําคัญในการจัดการป�ญหาความเหลื่อมล�า การพัฒนาตนเอง และการัดการ ของชุมชนท้องถิ่ น 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมนําความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปขยายผลในการสร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกผังให้ประชาชนมีความรู้เข้าใจที่ถูกต้องและเป�นจร�งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตร�ย์และ พระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตร�ย์ทุกพระองค์ เพื่อก่อให้เกิด การมีส่วนร่วมอย่างถูกต้อง 4. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป�นประโยชน์กับ การพัฒนาเคร�อข่ายในการทํางานเป�นทีม ซึ่งถือว่าเป�นหัวใจสําคัญสําหรับการทํางานร่วมกันในป�จจุบัน รวมถึง การสร้างสรายสัมพันธ์ที่ดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทําให้เกิดพลังในการขับเคลื่อภารกิจของ หน่วยงาน เป�าหมาย นายอําเภอ ปลัดอําเภอ ตัวแทนผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ นโดยตําแหน่ง ตัวแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทน อส. ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตร�อําเภอ ผู้นําภาคศาสนา ผู้นําภาคประชาชน ผู้นํา ภาคว�ชาการ และผู้นําภาคเอกชน หัวหน้าศูนย์เร�ยนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําร�ต้นแบบหร�อผู้แทน จํานวน 878 อําเภอ อําเภอละ 10 คน รวมทั้งสิ้ น 8,780 คน ระยะเวลาดําเนินการ ระหว่างเดือนกราคม - เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 สถานที่ดําเนินการ ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ทั้ง 11 แห่ง
38 บทที่ 3 ว�ธีดําเนินการว�จัย การว�จัยครั้งนี้เป�นการว�จัยเชิงปร�มาณ (Quantitative Research) ซึ่งได้นําแนวคิด ทฤษฎีและ งานว�จัยที่เกี่ยวข้องมาเป�นแนวทางในการศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการ ฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยการใช้ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) โดยมีขั้นตอนการดําเนินการว�จัย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการว�จัยครั้งนี้ เป�นผู้เข้ารับการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบ บูรณาการอย่างยั่งยืน ป� 2566 ในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุร� ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุร� จังหวัดนครปฐม จังหวัดประจวบคีร�ขันธ์ จังหวัดเพชรบุร� จังหวัดราชบุร� จังหวัด สมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร รวม 52 อําเภอ เป�นจํานวนทั้งสิ้ น 520 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการว�จัยครั้งนี้ ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple sampling Random) โดยการสุ่มตัวอย่างถือว่าทุกๆหน่วยหร�อทุก ๆ สมาชิกในประชากรมีโอกาสจะถูกเลือกเท่า ๆ กัน การสุ่มว�ธีนี้ จะต้องมีรายชื่อประชากรทั้งหมดและมีการให้เลขกํากับ ว�ธีการอาจใช้ว�ธีการจับสลากโดยทํารายชื่อประชากร ทั้งหมด หร�อใช้ตารางเลขสุ่มโดยมีเลขกํากับหน่วยรายชื่อทั้งหมดของประชากร โดยกําหนดขนาดกลุ่ม ตัวอย่าง การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจาก 7 จังหวัด ๆ ละ 2 อําเภอ รวม 14 อําเภอ รวมทั้งสิ้ น 140 คน ขั้นตอนการดําเนินการว�จัย 1. ทําการศึกษาข้อมูลจากการเอกสาร ตําราว�ชาการ แนวคิด ทฤษฎี บทความและตัวอย่างงานว�จัยที่ เกี่ยวข้องประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 2. กําหนดขอบเขตและแนวทางการจัดทําแบบสอบถาม ให้สอดคล้องกับประเด็นป�ญหาและ วัตถุประสงค์ของการว�จัย จากนั้นนําข้อมูลที่ได้มาจัดเก็บเป�นแบบสอบถามให้เหมาะสมกับกลุ่มประชากรที่ ต้องการศึกษา โดยมีแนวทางที่เป�นไปตามแนวคิดประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน เคร�่องมือในการศึกษา เคร�่องมือที่ใช้ในการว�จัยคือ แบบสอบถาม (Questionnaire) เป�นคําถามแบบมีตัวเลือกให้เลือก คําตอบ และการให้คะแนนเป�นระดับการแสดงความคิดเห็น ซึ่งผู้ว�จัยสร้างขึ้นโดยอาศัยการค้นคว้าจากตํารา เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้ผ่านการตรวจสอบจากอาจารย์ที่ปร�กษา ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนคือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถาม เป�นข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล สอบถาม เกี่ยวกับ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และตําแหน่งหน้าที่
39 ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการที่ใช้ในการเร�ยนรู้ระหว่างการฝ�กอบรมส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ประกอบด้วยคําถาม จํานวน 9 ข้อ ซึ่งลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ และ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ เนื้อหาว�ชาตามหลักสูตรการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ซึ่ง ลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ตอนที่ 4 เป�นแบบสอบถามข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่น ๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการ เร�ยนรู้ กิจกรรม ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ โดยเป�นคําถามเป�ด (Open-ended Questions) เกณฑ์การให้คะแนนแบบสอบถาม 1. แบบสอบถามตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการที่ใช้ในการเร�ยนรู้ระหว่างการฝ�กอบรมส่งผลต่อประสิทธิภาพ การเร�ยนรู้ ลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยให้ผู้ตอบเลือกตอบได้เพียงคําตอบเดียว คะแนน 5 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นมาก คะแนน 3 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นน้อย คะแนน 1 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า มีความคิดเห็นน้อยที่สุด 2. แบบสอบถามตอนที่ 3.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ ซึ่งลักษณะของแบบสอบถามเป�น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยให้ผู้ตอบเลือกตอบได้เพียงคําตอบเดียว คะแนน 5 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้มากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้มาก คะแนน 3 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้ปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้น้อย คะแนน 1 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความสามารถในการนําไปปรับใช้น้อยที่สุด 3. แบบสอบถามตอนที่ 3.2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของเนื้อหาว�ชาตามหลักสูตรการ ฝ�กอบรม ซึ่งลักษณะของแบบสอบถามเป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยให้ผู้ตอบเลือกตอบได้เพียงคําตอบเดียว คะแนน 5 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมมาก คะแนน 3 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมน้อย คะแนน 1 หมายถึง ข้อความที่พิจารณาแล้วว่า ระดับความเหมาะสมน้อยที่สุด เกณฑ์การประเมิน จะใช้ว�ธีการแบ่งช่วงการแปลผลตามหลักการของการแบ่งอันตรภาคชั้น (Class Interval) โดยแบ่งคะแนนที่สูงที่สุดออกเป�น 5 ระดับ จากคะแนนเฉลี่ยที่ได้รับจากแบบสอบถาม คะแนนต�า
40 ที่สุดคือ 1 คะแนน และคะแนนที่สูงที่สุดคือ 5 คะแนน หากึ่งกลางพิสัยโดยใช้สูตรคํานวณช่วงกว้างของอันตร ภาคชั้น (ชนินาถ สงวนวงศ์ว�จิตร,2552) ดังต่อไปนี้ Interval = () () = 5−1 5 = 0.80 ดังนั้นช่วงระยะจะเท่ากับ 0.80 โดยแบ่งระยะเป�น 5 ระดับดังนี้ คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 4.21 - 5.00 หมายถึง สูงที่สุด คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 3.41 - 4.20 หมายถึง สูง คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 2.61 - 3.40 หมายถึง ปานกลาง คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.81 - 2.60 หมายถึง ต�า คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.00 - 1.80 หมายถึง ต�าทีสุด การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลและทําการส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างที่ทําการว�จัย ซึ่งก็คือ ผู้เข้ารับ การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ป� 2566 จํานวน 7 จังหวัด ๆ ละ 2 อําเภอ จํานวน 140 คน เป�นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่งหมดซึ่งได้แบ่งข้อมูลออกเป�นข้อมูลผู้ตอบ แบบสอบถาม เทคนิคว�ธีการ การนําไปปรับใช้ความเหมาะสมการนําไปปรับใช้ และข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและ คําแนะนําอื่น ๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ สถิติที่ใช้ในการว�เคราะห์ข้อมูล ผู้ว�จัยว�เคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติเพื่อการว�จัยทางสังคมศาสตร์(Statistical Package for the Social Science : SPSS for Windows) เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลที่ รวบรวม ว�เคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ดังนี้ 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ใช้อธิบายข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม เทคนิคว�ธีการ การนําไปปรับใช้ความเหมาะสมการนําไปปรับใช้ และข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่น ๆ เพื่อการ พัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( � ) 2. ข้อมูลทุติยภูมิ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารว�ชาการ ตํารา บทความว�ชาการ ผลการว�จัย ในประเทศ จากแหล่งข้อมูล เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต เอกสารว�ชาการ โดยพิจารณาความน่าเชื่อถือของ ผู้เขียน เช่น จากประสบการณ์ ผลงานทางว�ชาการของผู้เขียน นํามาคัดแยกข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้ มาจัด หมวดหมู่ และคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป�นประโยชน์ต่อการศึกษาครั้งนี้
41 บทที่ 4 ผลการว�เคราะห์ข้อมูล การว�จัยเร�่อง การเพิ่ มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝ�กอบรมโดยใช้ ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting)ซึ่งเป�นการว�จัยเชิงปร�มาณ (Quantitative Research) โดยการใช้ แบบสอบถาม (Questionnaire) เป�นเคร�่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากประชากรกลุ่มตัวอย่างผู้ผ่าน การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน จากอําเภอในจังหวัดพื้นที่ ให้บร�การฯ 7 จังหวัด รวม 14 อําเภอๆละ 10 คน รวมจํานวน 140 คน ผู้ว�จัยได้ทําการว�เคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ซึ่งขอนําเสนอผลการว�จัยเป�น 5 ตอน ตามลําดับดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีที่ใช้การเร�ยนรู้ที่ท่านใช้ในการฝ�กอบรม การนําไปปรับใช้และความเหมาะสมของ องค์ประกอบของหลักสูตร ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ และ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ เนื้อหาว�ชาตามหลักสูตรการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่นๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม/ ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ โดยกําหนดค่าคะแนน กําหนดความหมายของระดับคะแนนความคิดเห็น 5 ระดับ คือ ระดับคะแนน 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด ระดับคะแนน 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก ระดับคะแนน 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง ระดับคะแนน 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย ระดับคะแนน 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด กําหนดความหมายของเกณฑ์จากค่าคะแนนเฉลี่ย 5 ระดับ คือ ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00 อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 อยู่ในระดับมาก ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 อยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 อยู่ในระดับน้อย ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 อยู่ในระดับน้อยที่สุด
42 ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตารางที่ 2 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามเพศ จากตารางที่ 2 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 140 คน เป�นเพศชาย 93 คน คิดเป�นร้อยละ 66.4% และเป�นเพศหญิง 47 คน คิดเป�นร้อยละ 33.6% ตารางที่ 3 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามช่วงอายุ ช่วงอายุ จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ต�ากว่า 30 ป� 8 5.7 5.7 ระหว่าง 31-40 ป� 33 23.6 29.3 ระหว่าง 41-50 ป� 42 30.0 59.3 ระหว่าง 51-60 ป� 44 31.4 90.7 มากกว่า 60 ป�ขึ้นไป 13 9.3 100.0 รวม 140 100.0 จากตารางที่ 3 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 51 -60 ป� จํานวน 44 คน คิดเป�น ร้อยละ 31.4 รองมาคือ อายุระหว่าง 41 -–50 ป� จํานวน 42 คน คิดเป�นร้อยละ 30.0 และอายุระหว่าง 31 – 40 ป� จํานวน 33 คนคิดเป�นร้อยละ 23.6 อายุมากกว่า 60 ป� จํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 และต�ากว่า 30 ป� จํานวน 8 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ตามลําดับ ตารางที่ 4 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามวุฒิการศึกษา วุฒิการศึกษา จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ประถมศึกษา 10 7.1 7.1 ปวช./ปวส/ม. 19 13.6 20.7 ปร�ญญาตร� 74 52.9 73.6 ปร�ญญาโท 33 23.6 97.1 ปร�ญญาเอก 4 2.9 100.0 รวม 140 100.0 จากตารางที่ 4 พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามมีวุฒิการศึกษาในระดับปร�ญญาตร� จํานวน 74 คน คิดเป�นร้อยละ 52.9 รองมาคือระดับปร�ญญาโท จํานวน 33 คน คิดเป�นร้อยละ 23.6 และระดับปวช./ เพศ จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ชาย 93 66.4 66.4 หญิง 47 33.6 100.0 Total 140 100.0
43 ปวส./มัธยม จํานวน 19 คน คิดเป�นร้อยละ 19 ระดับประถมศึกษา จํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ปร�ญญาเอก จํานวน 4 คน คิดเป�นร้อยละ 2.9 ตามลําดับ ตารางที่ 5 แสดงจํานวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามตําแหน่งเป�าหมาย โครงการฯ ในบทบาทภาคีภาคส่วน ตําแหน่ง จํานวน ร้อยละ ร้อยละสะสม ภาคประชาชน 39 27.9 27.9 ภาคว�ชาการ 12 8.6 36.5 ภาครัฐ 46 32.9 69.4 ภาคสื่อสาร 11 7.8 77.2 ภาคศาสนา 9 6.4 83.6 ภาคเอกชน 7 5.0 88.6 ภาคประชาสังคม 16 11.4 100.0 รวม 140 100.0 จากตารางที่ 5 พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามมีการทํางานในบทบาท 7 ภาคี ในภาครัฐ จํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ 32.9 รองมาคือภาคประชาชน จํานวน 39 คน คิดเป�นร้อยละ 27.9 และภาคประชา สังคม จํานวน 16 คน คิดเป�นร้อยละ 11.4 ภาคว�ชาการ 12 คน คิดเป�นร้อยละ 8.6 ภาคสื่อสารมวลชน จํานวน 11 คน คิดเป�นร้อยละ 7.8 ภาคศาสนา จํานวน 9 คน คิดเป�นร้อยละ 6.4 ภาคเอกชน จํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอและมีการจดบันทึกลงสมุด ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอและมีการจด บันทึก 46 32.9 77 55.0 15 10.7 2 1.4 0 0.0 4.18 0.732 มาก จากตารางที่ 6 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้ว�ธีการฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.18 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.732 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ และมีการจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ 32.9 ระดับมากมีจํานวน 77 คน คิดเป�นร้อยละ 55.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 15 คน คิดเป�นร้อยละ 10.7 ระดับน้อยมีจํานวน 2 คน คิดเป�น ร้อยละ 1.4 ตามลําดับ โดยไม่มีความคิดเห็นในระดับน้อยที่สุด X X
44 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอแต่ไม่จดบันทึก 6 4.3 76 54.3 38 27.1 14 10.0 6 4.3 3.44 0.892 ปาน กลาง จากตารางที่ 7 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอแต่ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.44 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.892 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอแต่ไม่ จดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 6 คน คิดเป�นร้อยละ 4.3 ระดับมากมีจํานวน 76 คน คิดเป�นร้อย ละ 54.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 38คน คิดเป�นร้อยละ 27.1 ระดับน้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 6 คน คิดเป�นร้อยละ 4.3 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ฟ�งบรรยายดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูล จากกลุ่มไลน์และมีการจด บันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปานกลาง จากตารางที่ 8 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.48 และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.971 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดู ไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ระดับมากมีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 37 คน คิดเป�นร้อยละ 26.4 ระดับ น้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ X X X X
45 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์แต่ไม่จดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ก า ร ฟ� ง บ ร ร ย า ย ดู ไฟล์ข้อมูลจากกลุ่ม ไลน์แต่ไม่จดบันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปาน กลาง จากตารางที่ 9 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์แต่ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.48 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.971 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูล จากกลุ่มไลน์แต่ไม่จดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ระดับมากมีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 37 คน คิดเป�นร้อยละ 26.4 ระดับน้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอ และมีการจดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ใช้โทรศัพท์ ถ่ายภายหน้าจอและมี การจดบันทึก 45 32.1 71 50.7 23 16.4 0 0.00 1 0.7 4.14 0.732 มาก จากตารางที่ 10 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภายหน้าจอและมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.14 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.732 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�ง บรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภายหน้าจอและมีการจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 45 คน คิดเป�นร้อยละ 32.1 ระดับมากมีจํานวน 71 คน คิดเป�นร้อยละ 50.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 23 คน คิด เป�นร้อยละ 16.4 ระดับน้อยไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ตามลําดับ X X X X
46 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอ แต่ไม่จดบันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ใช้โทรศัพท์ ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่ จดบันทึก 10 7.1 68 48.6 41 29.3 14 10.0 7 5.0 3.43 0.946 ปาน กลาง จากตารางที่ 11 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก มี ค่าเฉลี่ย 3.43 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.946 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการ ฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ระดับมากมีจํานวน 68 คน คิดเป�นร้อยละ 48.6 ระดับปานกลางมีจํานวน 41 คน คิด เป�นร้อยละ 29.3 ระดับน้อยมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�น ร้อยละ 5.0 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจด บันทึก ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทาง ไลน์กลุ่มและจดบันทึก 46 32.9 72 51.4 20 14.3 1 0.7 1 0.7 4.15 0.739 มาก จากตารางที่ 12 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของ ผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟลน์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.15 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.739 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการฟ�งบรรยาย ดู ภาพหน้าจอ ดูไฟลน์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ X X X X
47 32.9 ระดับมากมีจํานวน 72 คน คิดเป�นร้อยละ 51.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 20 คน คิดเป�นร้อยละ 14.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรมและ ศพช.อื่นๆ ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ 50 35.7 75 53.6 14 10.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.685 มาก จากตารางที่ 13 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ มีค่าเฉลี่ย 4.24 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.685 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 50 คน คิดเป�นร้อยละ 35.7 ระดับ มากมีจํานวน 75 คน คิดเป�นร้อยละ 53.6 ระดับปานกลางมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 ระดับน้อยมี จํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ การสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต ว�ธีการในการเร�ยนรู้ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติม จากอินเทอร์เน็ต 35 25.0 78 55.7 26 18.6 1 0.7 0 0.0 4.04 0.708 มาก จากตารางที่ 14 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้การสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ตมีค่าเฉลี่ย 4.04 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.708 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการสืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 35 คน คิดเป�นร้อยละ 25.0 ระดับมากมีจํานวน 78 คน คิดเป�นร้อยละ 55.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 26 คน คิดเป�นร้อยละ 18.6 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X X X
48 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในภาพรวม ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 การฟ�งบรรยาย ดูภาพ ห น้ า จ อ แ ล ะ มี ก า ร จ ด บันทึก 46 32.9 77 55.0 15 10.7 2 1.4 0 0.0 4.18 0.732 มาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอแต่ไม่จดบันทึก 6 4.3 76 54.3 38 27.1 14 10.0 6 4.3 3.44 0.892 ปาน กลาง การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูล จากกลุ่มไลน์และมีการจด บันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปาน กลาง ก า ร ฟ� ง บ ร ร ย า ย ดู ไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์ แต่ไม่จดบันทึก 13 9.3 69 49.3 37 26.4 14 10.0 7 5.0 3.48 0.971 ปาน กลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่าย ภายหน้าจอและมีการจด บันทึก 45 32.1 71 50.7 23 16.4 0 0.00 1 0.7 4.14 0.732 มาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพ ห น้ า จ อ ใ ช้ โ ท ร ศั พ ท์ ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จด บันทึก 10 7.1 68 48.6 41 29.3 14 10.0 7 5.0 3.43 0.946 ปาน กลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพ หน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทาง ไลน์กลุ่มและจดบันทึก 46 32.9 72 51.4 20 14.3 1 0.7 1 0.7 4.15 0.739 มาก X X
49 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ ว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในภาพรวม ว�ธีการในการเร�ยนรู้ฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ 50 35.7 75 53.6 14 10.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.685 มาก การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม จากอินเทอร์เน็ต 35 25.0 78 55.7 26 18.6 1 0.7 0 0.0 4.04 0.708 มาก ทั้งนี้จากตารางที่ 15 มีการนําข้อมูลของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ เร�ยงลําดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ลําดับแรกคือ การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจาก ผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ 4.24 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.685 อยู่ในระดับมาก รองมาได้แก่ การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.18 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.732 อยู่ในระดับมาก และ การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟลน์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 4.15 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.739 อยู่ในระดับมาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ ถ่ายภาพหน้าจอและมีการจดบันทึก ค่าเฉลี่ย 4.14 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.732 อยู่ในระดับมาก การ สืบค้นข้อมูลเพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ย 4.04 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.708 อยู่ในระดับมาก การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก และ การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์ และมีการจดบันทึก มีค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากันคือ มีค่าเฉลี่ย 3.48 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.971 อยู่ในระดับปานกลาง การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอแต่ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.44 ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.892 อยู่ในระดับปานกลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ ไม่จดบันทึก มีค่าเฉลี่ย 3.43 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.946 อยู่ในระดับปานกลาง ตามลําดับ X X
50 ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำไปปรับใช และความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ เนื้อหาวิชาตามหลักสูตรการฝกอบรมโครงการอำเภอบำบัดทุกข บำรุงสุขแบบบูรณาการอยางยั่งยืน 3.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำไปปรับใช จากเนื้อหาหลักสูตรการฝกอบรมโครงการอำเภอบำบัด ทุกข บำรุงสุขแบบบูรณาการอยางยั่งยืน S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ทัศนศึกษาตัวอย่างสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นาฯ การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ทั ศ น ศึ ก ษ า ตั ว อ ย่ า ง ความสํ าเร็จพื้นที่พัฒนา คุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎี ใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู โคก หนอง นาฯ 69 49.3 64 45.7 6 4.3 1 0.7 0 0.0 4.40 0.597 มาก จากตารางที่ 16 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทัศนศึกษาตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นาฯ มี ค่าเฉลี่ย 4.40 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.597 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนํา ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทัศนศึกษา ตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นาฯ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับมากมีจํานวน 64 คน คิดเป�นร้อยละ 45.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 6 คน คิดเป�นร้อยละ 4.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิด เป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
51 S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เหลียวหลาง แลหน้า แบ่งกลุ่มถอดบทเร�ยนสิ่ งที่ผ่านมา หัวข้อ 130 ป� แห่งการ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาเหลียวหลัง -แล หน้า 130 ป� แห่งการ บําบัดทุกข์บํารุงสุข 56 40.0 62 44.3 21 15.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.726 มาก จากตารางที่ 17 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาเหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการ บําบัดทุกข์บํารุงสุข มีค่าเฉลี่ย 4.24 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.726 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา เหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 56 คน คิดเป�น ร้อยละ 40.0 ระดับมากมีจํานวน 62 คน คิดเป�นร้อยละ 44.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 21 คน คิดเป�นร้อยละ 15.0 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ โดยในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการทรัพยากร ดิน น�า ป�า สู่การพัฒนา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการ บร�หารจัดการทรัพยากร ดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้10 ฐาน) 61 43.6 72 51.4 7 5.0 0 0.0 0 0.0 4.39 0.583 มาก จากตารางที่ 18 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการ X X X X
52 ทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้10ฐาน) มีค่าเฉลี่ย 4.39 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.583 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับ ประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) พบว่า ใน ระดับมากที่สุด มีจํานวน 61 คน คิดเป�นร้อยละ 43.6 ระดับมากมีจํานวน 72 คน คิดเป�นร้อยละ 51.4 ระดับ ปานกลางมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับสําหรับระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดง ความคิดเห็น S.D.) ของระดับความสามารถในการนํา เนื้อหาที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน หลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ ความพอเพียง การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาหลักกสิกรรม ธรรมชาติกับระบบ เศรษฐกิจพอเพียง และ บันได 9 ขั้นสู่ความ พอเพียง 62 44.3 65 46.4 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.35 0.645 มาก จากตารางที่ 19 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาหลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบ เศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง มีค่าเฉลี่ย 4.35 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.645 อยู่ใน เกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุง สุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาหลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ความ พอเพียง พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 62 คน คิดเป�นร้อยละ 44.3 ระดับมากมีจํานวน 65 คน คิดเป�น ร้อยละ 46.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยและระดับ น้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
53 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เสวนาตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์ บํารุง สุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว� ช า เ ส ว น า ตั ว อ ย่ า ง ความสําเร็จการขับเคลื่อน งานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน 60 42.9 66 47.1 13 9.3 1 0.7 0 0.0 4.32 0.671 มาก จากตารางที่ 20 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการ ขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.32 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.671 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ใน การปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการ ขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน พบว่า ในระดับมากที่สุด มี จํานวน 60 คน คิดเป�นร้อยละ 42.9 ระดับมากมีจํานวน 66 คน คิดเป�นร้อยละ 47.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่ มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ถอดบทเร�ยนตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์ บํารุงสุข การนำความรูที่ไดไปปรับใช ในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่าง ความสําเร็จการขับเคลื่อน งานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน 63 45.0 64 45.7 12 8.6 1 0.7 0 0.0 4.35 0.667 มาก X X X X
54 จากตารางที่ 21 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไป ปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่าง ความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.35 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.667 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่าง ความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน พบว่า ใน ระดับมากที่สุด มีจํานวน 63 คน คิดเป�นร้อยละ 45.0 ระดับมากมีจํานวน 64 คน คิดเป�นร้อยละ 45.7 ระดับ ปานกลางมีจํานวน 12 คน คิดเป�นร้อยละ 8.6 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรม ความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน การนำความรูที่ไดไปปรับใช ในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การแปลงปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่ รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�น ขั้นเป�นตอน 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก จากตารางที่ 22 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน มีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.594 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหร�อ ทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 51 คน คิดเป�นร้อย ละ 36.4 ระดับมากมีจํานวน 79 คน คิดเป�นร้อยละ 56.6 ระดับปานกลางมีจํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
55 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน หมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยังยืน (SV to SDGs) การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 หมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ ยั่งยืน (SV to SDGs) 57 40.7 67 47.9 16 11.4 0 0.0 0 0.0 4.29 0.662 มาก จากตารางที่ 23 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาหมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) มีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.662 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา หมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 57 คน คิดเป�นร้อยละ 40.7 ระดับมากมีจํานวน 67 คน คิดเป�นร้อยละ 47.9 ระดับปานกลางมีจํานวน 16 คน คิดเป�นร้อยละ 11.4 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ศึกษาเร�ยนรู้ นิทรรศการ MOI ONE 49 35.0 73 52.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.21 0.676 มาก จากตารางที่ 24 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE X X X X
56 มีค่าเฉลี่ย 4.21 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.676 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนํา ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา ศึกษาเร�ยนรู้ นิทรรศการ MOI ONE พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 49 คน คิดเป�นร้อยละ 35.0 ระดับมากมีจํานวน 73 คน คิดเป�นร้อยละ 52.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิดเป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิด เป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การเสวนา MOI ONE การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การเสวนา MOI ONE 50 35.7 69 49.3 20 14.3 1 0.7 0 0.0 4.20 0.701 มาก จากตารางที่ 25 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการเสวนา MOI ONE มีค่าเฉลี่ย 4.20 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.701 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไป ปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา การเสวนา MOI ONE พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 50 คน คิดเป�นร้อยละ 35.7 ระดับมากมีจํานวน 69 คน คิดเป�นร้อยละ 49.3 ระดับปานกลางมีจํานวน 20 คน คิดเป�นร้อยละ 14.3 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
57 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน การนำความรูที่ไดไปปรับใช ในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การ พัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่าง ยั่งยืน 52 37.1 79 56.5 9 6.4 0 0.0 0 0.0 4.31 0.568 มาก จากตารางที่ 26 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนา คุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน มีค่าเฉลี่ย 4.31 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.568 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�น แต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จาก เนื้อหาว�ชาทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 52 คน คิดเป�นร้อยละ 37.1 ระดับมากมีจํานวน 79 คน คิดเป�นร้อยละ 56.5 ระดับปานกลางมีจํานวน 9 คน คิดเป�น ร้อยละ 6.4 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิง บูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ การนําความรู้ที่ได้ไป ปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การเขียนโครงการและ การนําเสนอโครงการ ยุทธศาสตร์เชิงบูรณา ก า ร ใ น พื้ น ที่ ร ะ ดั บ อําเภอเพื่อขับเคลื่อน งานพื้นที่จากการจัดทํา แผนและประสานแผน พื้นที่ 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก X X X X
58 จากตารางที่ 27 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการเขียนโครงการและการนําเสนอ โครงการยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและ ประสานแผนพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.594 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา การเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงาน พื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 51 คน คิดเป�นร้อยละ 36.4 ระดับมากมีจํานวน 79 คน คิดเป�นร้อยละ 56.5 ระดับปานกลางมีจํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ สู่การปฏิบัติ การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบ สานศาสตร์พระราชาเพื่อการ ปฏิรูปประเทศสู่การปฏิบัติ 54 38.6 73 52.1 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.29 0.629 มาก จากตารางที่ 28 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศสู่การปฏิบัติมีค่าเฉลี่ย 4.29 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.629 อยู่ใน เกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุง สุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศสู่ การปฏิบัติ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 54 คน คิดเป�นร้อยละ 38.6 ระดับมากมีจํานวน 73 คน คิดเป�น ร้อยละ 52.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับ น้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
59 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในบร�บทของการ ร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การขับเคลื่อนเขต พัฒนาเศรษฐกิจ พอเพียงในบร�บทของ การร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน 53 37.9 73 52.1 14 10.0 0 0.0 0 0.0 4.28 0.635 มาก จากตารางที่ 29 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พอเพียงในบร�บทของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน มีค่าเฉลี่ย 4.28 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.635 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ใน การปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พอเพียงในบร�บทของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน พบว่า ในระดับมากที่สุด มี จํานวน 53 คน คิดเป�นร้อยละ 37.9 ระดับมากมีจํานวน 73 คน คิดเป�นร้อยละ 52.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 14 คน คิดเป�นร้อยละ 10.0 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
60 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี” จากตารางที่ 30 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอา มื้อสามัคคี” มีค่าเฉลี่ย 4.51 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.662 อยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี” พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 82 คน คิดเป�นร้อยละ 58.6 ระดับมากมีจํานวน 50 คน คิดเป�นร้อยละ 35.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 สําหรับ ในระดับน้อยไม่มีผู้แส้งความคิดเห็น และระดับน้อยที่สุดไม่มีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา ภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” 85 60.7 45 32.1 8 5.7 1 0.7 1 0.7 4.51 0.704 มากที่สุด จากตารางที่ 31 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อ บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หา X X X การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา พัฒนา เอามื้อสามัคคี” 82 58.6 50 35.7 7 5.0 0 0.0 1 0.7 4.51 0.662 มาก ที่สุด X
61 อยู่หากิน” มีค่าเฉลี่ย 4.51 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.704 อยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละ ระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชา ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 85 คน คิดเป�นร้อยละ 60.7 ระดับมากมีจํานวน 45 คน คิดเป�นร้อยละ 32.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 8 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ในระดับ น้อยและระดับน้อยที่สุดมีจํานวนเท่ากัน คือ 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน การจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทํา แผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การจัดทําแผน ยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่ จากการจัดทําแผน และประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ 44 31.4 78 55.7 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.18 0.660 มาก จากตารางที่ 32 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.18 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.660 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อน งานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 44 คน คิดเป�น ร้อยละ 31.4 ระดับมากมีจํานวน 78 คน คิดเป�นร้อยละ 55.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิดเป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับสําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
62 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน แนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จาก การจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ การนำความรูที่ไดไป ปรับใชในการ ปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 แนวทางการจัดทํา แผนยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่ จากการจัดทําแผน และประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ 45 32.1 77 55.0 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.19 0.663 มาก จากตารางที่ 33 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับว�ธีการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นการนําความรู้ที่ได้ไปปรับ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.19 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.663 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชน จากเนื้อหาว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 45 คน คิดเป�นร้อยละ 32.1 ระดับมากมีจํานวน 77 คน คิดเป�นร้อยละ 55.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิด เป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดง ความคิดเห็น X X
63 S.D.) ของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ทัศนศึกษาตัวอย่าง ความสําเร็จพื้นที่พัฒนา คุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎี ใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นาหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู โคก หนอง นาฯ 69 49.3 64 45.7 6 4.3 1 0.7 0 0.0 4.40 0.597 มาก เหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข 56 40.0 62 44.3 21 15.0 1 0.7 0 0.0 4.24 0.726 มาก ทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หาร จัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้10ฐาน) 61 43.6 72 51.4 7 5.0 0 0.0 0 0.0 4.39 0.583 มาก หลักกสิกรรมธรรมชาติกับ ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้นสู่ความ พอเพียง 62 44.3 65 46.4 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.35 0.645 มาก เสวนาตัวอย่างความสําเร็จ การขับเคลื่อนงานบําบัด ทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการ ในบทบาทของ 7 ภาคีภาค ส่วน 60 42.9 66 47.1 13 9.3 1 0.7 0 0.0 4.32 0.671 มาก X X
64 S.D.) ของระดับความคิดเห็น เกี่ยวกับการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ถ อ ด บ ท เ ร�ย น ตั ว อ ย่ า ง ความสําเร็จการขับเคลื่อน งานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน 63 45.0 64 45.7 12 8.6 1 0.7 0 0.0 4.35 0.667 การแปลงปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่ รูปธรรมความสําเร็จอย่าง เป�นขั้นเป�นตอน 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก ศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE 49 35.0 73 52.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.21 0.676 มาก การเสวนา MOI ONE 50 35.7 69 49.3 20 14.3 1 0.7 0 0.0 4.20 0.701 มาก ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การ พัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่าง ยั่งยืน 52 37.1 79 56.5 9 6.4 0 0.0 0 0.0 4.31 0.568 X X
65 S.D.) ของระดับความคิดเห็น เกี่ยวกับการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การเขียนโครงการและการ นํ า เ ส น อ โ ค ร ง ก า ร ยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการใน พื้ น ที่ ร ะ ดั บ อํ า เ ภ อ เ พื่ อ ขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการ จัดทําแผนและประสาน แผนพื้นที่ 51 36.4 79 56.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.29 0.594 มาก ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน สืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อ การปฏิรูปประเทศสู่การ ปฏิบัติ 54 38.6 73 52.1 13 9.3 0 0.0 0 0.0 4.29 0.629 การขับเคลื่อนเขตพัฒนา เศรษฐกิจพอเพียงในบร�บท ของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และ ภาคประชาชน 53 37.9 73 52.1 14 10.0 0 0.0 0 0.0 4.28 0.635 มาก ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา พัฒนา เอามื้อสามัคคี” 82 58.6 50 35.7 7 5.0 0 0.0 1 0.7 4.51 0.662 มาก ที่สุด ฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัย พิบัติ หาอยู่หากิน” 85 60.7 45 32.1 8 5.7 1 0.7 1 0.7 4.51 0.704 มาก ที่สุด X X
66 S.D.) ของระดับความคิดเห็น เกี่ยวกับการนําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยภาพรวม การนำความรูที่ไดไปปรับ ใชในการปฏิบัติงานฯ ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การจัดทําแผนยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จาก การจัดทําแผนและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ 44 31.4 78 55.7 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.18 0.660 มาก แนวทางการจัดทําแผน ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อน งานพื้นที่จากการจัดทําแผน และประสานแผนพัฒนา พื้นที่ 45 32.1 77 55.0 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.19 0.663 มาก ทั้งนี้จากตารางที่ 34 นําข้อมูลเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําไปปรับใช้ในการ ปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนจากมากไปหาน้อยพบว่า ลําดับแรกคือ ว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี” มีค่าเฉลี่ย 4.51 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.704 อยู่ในระดับมากที่สุด รองมา ได้แก่ ว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” มีค่าเฉลี่ย 4.51 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.662 อยู่ ในระดับมากที่สุด และ ว�ชาทัศนศึกษาตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์ สู่ โคก หนอง นา มีค่าเฉลี่ย 4.40 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.597 อยู่ในระดับมาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ด้าน การบร�หารจัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) มีค่าเฉลี่ย 4.39 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.583 อยู่ในระดับมาก ว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการ ในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.35 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.667 อยู่ในระดับมาก ว�ชา หลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง มีค่าเฉลี่ย 4.35 มีค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.645 อยู่ในระดับมาก ว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุง สุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มีค่าเฉลี่ย 4.32 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.671 อยู่ในระดับ มาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน มีค่าเฉลี่ย 4.31 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.568 อยู่ในระดับมาก ว�ชาหมู่บ้านยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) มีค่าเฉลี่ย 4.29 ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.662 อยู่ในระดับมาก ว�ชายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูป ประเทศสู่การปฏิบัติ มีค่าเฉลี่ย 4.29 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.629 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการแปลงปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน มีค่าเฉลี่ย 4.29 มีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.594 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการ ในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.29 X X
67 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.594 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในบร�บทของ การร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน มีค่าเฉลี่ย 4.28 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.635 อยู่ในระดับมาก ว�ชาเหลียวหลัง-แลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข มีค่าเฉลี่ย 4.24 มีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.726 อยู่ในระดับมาก ว�ชาศึกษาเร�ยนรู้นิทรรศการ MOI ONE มีค่าเฉลี่ย 4.21 มีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.676 อยู่ในระดับมาก ว�ชาการเสวนา MOI ONE มีค่าเฉลี่ย 4.20 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 0.701 อยู่ในระดับมาก ว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและ ประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.19 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.663 อยู่ในระดับมาก และว�ชาการจัดทํา แผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ มีค่าเฉลี่ย 4.18 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.660 อยู่ในระดับมาก ตามลําดับ S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตร จํานวนวันในการฝ�กอบรม องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 จํานวนวันในการฝ�กอบรม 30 21.4 63 45.0 37 26.4 9 6.4 1 0.7 3.80 0.875 มาก จากตารางที่ 35 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม มีค่าเฉลี่ย 3.80 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.875 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็น ต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 30 คน คิดเป�นร้อยละ 21.4 ระดับมากมีจํานวน 63 คน คิดเป�นร้อยละ 45.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 37 คน คิดเป�น ร้อยละ 26.4 ระดับน้อยมีจํานวน 9 คน คิดเป�นร้อยละ 6.4 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ X X
68 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตร ช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวัน องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ช่วงระยะเวลาการ เร�ยนรู้แต่ละวัน 28 20.0 51 36.4 41 29.3 13 9.3 7 5.0 3.57 1.067 มาก จากตารางที่ 36 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ ละวัน มีค่าเฉลี่ย 3.57 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.068 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของ คิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวันพบว่า ในระดับมากที่สุด มี จํานวน 28 คน คิดเป�นร้อยละ 20.0 ระดับมากมีจํานวน 51 คน คิดเป�นร้อยละ 36.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 41 คน คิดเป�นร้อยละ 29.3 ระดับน้อยมีจํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 และระดับน้อยที่สุดมีจํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรจํานวนรายว�ชาของหลักสูตร องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 จํานวนรายว�ชาของ หลักสูตร 34 24.3 66 47.1 40 28.6 0 0.0 0 0.0 3.96 0.728 มาก จากตารางที่ 37 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรายว�ชาของหลักสูตร มี ค่าเฉลี่ย 3.96 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.728 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อ ความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรายว�ชาของหลักสูตร พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 34 คน คิดเป�น ร้อยละ 24.3 ระดับมากมีจํานวน 66 คน คิดเป�นร้อยละ 47.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 40 คน คิดเป�นร้อยละ 28.6 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X X X
69 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบออนไลน์ องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ธีการถ่ายทอดความรู้ แบบออนไลน์ 32 22.9 83 59.3 24 17.1 1 0.7 0 0.0 4.04 0.656 มาก จากตารางที่ 38 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบ ออนไลน์มีค่าเฉลี่ย 4.04 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.656 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับ ของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบออนไลน์พบว่า ในระดับมาก ที่สุด มีจํานวน 32 คน คิดเป�นร้อยละ 22.9 ระดับมากมีจํานวน 83 คน คิดเป�นร้อยละ 59.3 ระดับปานกลางมี จํานวน 24 คน คิดเป�นร้อยละ 17.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับในระดับ น้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว�ธีการถ่ายทอดของ ว� ท ย า ก ร ภ า ย นอก (Zoomฯ) 32 22.9 85 60.7 22 15.7 1 0.7 0 0.0 4.06 0.643 มาก จากตารางที่ 39 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของ ว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.643 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยก เป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 32 คน คิดเป�นร้อยละ 22.9 ระดับมากมีจํานวน 85 คน คิดเป�น X X X X
70 ร้อยละ 60.7 ระดับปานกลางมีจํานวน 22 คน คิดเป�นร้อยละ 15.7 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�นร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ว� ธี ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ของ ว�ทยากรภายใน (ว�ทยากร ศูนย์ฯ) 42 30.0 80 57.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.16 0.653 มาก จากตารางที่ 40 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของ ว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.16 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.653 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหาก แยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 42 คน คิดเป�นร้อยละ 30.0 ระดับมากมีจํานวน 80 คน คิดเป�นร้อยละ 57.1 ระดับปานกลางมีจํานวน 17 คน คิดเป�นร้อยละ 12.1 ระดับน้อยมีจํานวน 1 คน คิดเป�น ร้อยละ 0.7 ตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ) องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 รูปแบบการนําเสนอ ผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ) 28 20.0 93 66.4 19 13.6 0 0.0 0 0.0 4.06 0.578 มาก จากตารางที่ 41 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรูปแบบการนําเสนอผลงาน แบบออนไลน์ (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.578 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�น X X X X
71 แต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ)พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 28 คน คิดเป�นร้อยละ 20.0 ระดับมากมีจํานวน 93 คน คิดเป�น ร้อยละ 66.4 ระดับปานกลางมีจํานวน 19 คน คิดเป�นร้อยละ 13.6 ระดับตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและ ระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรการอํานวยความสะดวก องคประกอบของ หลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การอํานวยความสะดวก 66 47.1 70 50.0 4 2.9 0 0.0 0 0.0 4.44 0.553 มาก จากตารางที่ 42 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านการอํานวยความสะดวก มี ค่าเฉลี่ย 4.44 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.553 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อ ความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านการอํานวยความสะดวก พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 66 คน คิด เป�นร้อยละ 47.1 ระดับมากมีจํานวน 70 คน คิดเป�นร้อยละ 50.0 ระดับปานกลางมีจํานวน 4 คน คิดเป�นร้อย ละ 2.9 ระดับตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
72 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรประโยชน์จากการแลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจาก ศพช.อื่น องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ก า ร แลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้ เข้าอบรม และข้อมูลจาก ศพช.อื่น 58 41.4 72 51.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.34 0.609 มาก จากตารางที่ 43 พบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีระดับความคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านประโยชน์จากการ แลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น มีค่าเฉลี่ย 4.34 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.609 อยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งหากแยกเป�นแต่ละระดับของคิดเห็นต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบด้านประโยชน์ จากการแลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น พบว่า ในระดับมากที่สุด มีจํานวน 58 คน คิดเป�นร้อยละ 41.4 ระดับมากมีจํานวน 72 คน คิดเป�นร้อยละ 51.5 ระดับปานกลางมีจํานวน 10 คน คิดเป�น ร้อยละ 7.1 ระดับตามลําดับ สําหรับในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุดไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น X X
73 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความ เหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยภาพรวม องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 จํานวนวันในการฝ�กอบรม 30 21.4 63 45.0 37 26.4 9 6.4 1 0.7 3.80 0.875 มาก ช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ ละวัน 28 20.0 51 36.4 41 29.3 13 9.3 7 5.0 3.57 1.067 มาก รายว�ชาของหลักสูตร 34 24.3 66 47.1 40 28.6 0 0.0 0 0.0 3.96 0.728 มาก ว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบ ออนไลน์ 32 22.9 83 59.3 24 17.1 1 0.7 0 0.0 4.04 0.656 มาก ว� ธี ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ของ ว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) 32 22.9 85 60.7 22 15.7 1 0.7 0 0.0 4.06 0.643 มาก ว� ธี ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ของ ว�ทยากรภายใน (ว�ทยากร ศูนย์ฯ) 42 30.0 80 57.1 17 12.1 1 0.7 0 0.0 4.16 0.653 มาก รูปแบบการนําเสนอผลงาน แบบออนไลน์ (Zoomฯ) 28 20.0 93 66.4 19 13.6 0 0.0 0 0.0 4.06 0.578 มาก X X
74 S.D.) ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยภาพรวม องคประกอบของหลักสูตร ระดับ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยง แบน มาตรฐาน (S.D.) เกณฑ์ 5 4 3 2 1 การอํานวยความสะดวก 66 47.1 70 50.0 4 2.9 0 0.0 0 0.0 4.44 0.553 ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ก า ร แลกเปลี่ยน เร�ยนรู้จากผู้เข้า อบรม และข้อมูลจากศพช. อื่น 58 41.4 72 51.5 10 7.1 0 0.0 0 0.0 4.34 0.609 มาก ทั้งนี้จากตารางที่ 44 นําข้อมูลมาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของ องค์ประกอบของหลักสูตรจากมากไปหาน้อยพบว่า ลําดับแรกคือ ความเหมาะสมด้านการอํานวยความสะดวก มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ 4.44 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.553 อยู่ในระดับมาก รองมาได้แก่ ด้านประโยชน์จาก การแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น มีค่าเฉลี่ย 4.34 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.609 อยู่ในระดับมาก และ ด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.16 มีค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.653 อยู่ในระดับมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายนอก (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.643 อยู่ในระดับมาก ด้านรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบออนไลน์ (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.06 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.578 อยู่ในระดับมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบ ออนไลน์ (Zoomฯ) มีค่าเฉลี่ย 4.04 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.656 อยู่ในระดับมาก ด้านรายว�ชาของ หลักสูตร มีค่าเฉลี่ย 3.96 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.728 อยู่ในระดับมาก ด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม มี ค่าเฉลี่ย 3.80 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.875 อยู่ในระดับมาก ด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวัน มี ค่าเฉลี่ย 3.57 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.067 อยู่ในระดับมาก ตามลําดับ X X
75 ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่นๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม/ ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ 4.1 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับว�ธีการจัดการเร�ยนรู้ - ว�ธีการจัดการเร�ยนรู้ทั้ง 5 วัน เร�มจากเวลา 05.00 น. ถึง เวลา 23.00 น. มีความเหมาะสมเป�น ่ อย่างยิ่ ง - กระบวนการจัดการเร�ยนรู้ มีความเหมาะสม สามารถนํามาปรับใช้ในการทํางานในเร�่องการ จัดการบร�หารการทํางานทําให้ลดขั้นตอนการทํางานลงเพราะสามารถบร�หารเวลาได้อย่างเหมาะสม - ว�ธีการจัดการเร�ยนรู้มีความเหมาะสม เนื่องจากมีการบรรยายทั้งทฤษฎี เร�ยนรู้จากการศึกษา ดูงานนอกสถานที่ให้ดูตัวอย่างจร�ง รวมทั้งว�ทยากรที่มาบรรยายเป�นว�ทยากรที่มากด้วยความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในสาขาที่บรรยายและได้รับความยกย่องชื่นชมในเร�่องสถานที่มีความเหมาะสมห้องประชุม ห้องบรรยากาศดีมาก - ควรจัดการเร�ยนรู้แบบระดมสมองให้มีเวลามากขึ้น เพราะการนั่งฟ�งนานๆ สมองไม่รับ - การจัดการเร�ยนรู้ดี เข้าใจง่าย ทั้งระบบ Zoom และออฟไลน์ แต่ชอบแบบออฟไลน์มากกว่า เจ้าหน้าที่พูดคุยถึงกัน สอบถามทําความเข้าใจง่าย สนุกสนาน เพลิดเพลิน - การจัดตารางการฝ�กอบรมระยะเวลานานเกินไป ตั้งแต่เช้า จนค�า ทําให้ร่างกายพักผ่อนน้อย เกิดความอ่อนล้า การรับรู้ทําได้ช้าลงไป ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมจึงไม่ให้ความสนใจ ช่วงกิจกรรมจะติดต่อกันมาก ไป ควรเพิ่ มจํานวนวันอบรมให้มากกว่านี้ และมีการศึกษาดูงานกิจกรรมที่มีความสําเร็จเป�นตัวอย่างเป�น รูปธรรมจร�งๆ - การจัดการเร�ยนรู้ควรเพิ่ มฐานการเร�ยนรู้มากยิ่ งขึ้น ทุกคนที่เข้าอบรมจะได้รับความรู้เพิ่มไป ถ่ายทอดความรู้ได้ 4.2 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมการเร�ยนรู้ - กิจกรรมต่างๆ ในการเร�ยนรู้เป�นกิจกรรมที่ได้ทั้งสาระ เนื้อหา เป�นกิจกรรมที่ได้ทั้งความรักความ สามัคคี - กระบวนการเกี่ยวกับกิจกรรมการเร�ยนรู้ มีความเหมาะสมสามารถนํามาถ่ายทอดส่งต่อ ครัวเร�อน และสามารถเป�นต้นแบบในชุมชน “ทําให้ดูได้ผลจร�ง” มีความสมเหตุ สมผล และมีการศึกษาดูงาน นอกสถานที่ พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสําเร็จจร�งๆ - กิจกรรมการเร�ยนรู้มีความเหมาะสมดีมาก ว�ทยากรบรรยายเป�นผู้มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์จาก การทํางานได้รับการชื่นชมจากหน่วยงาน มีการศึกษาดูงานจากสถานที่จร�ง ทําให้เห็นตัวอย่างที่เป�นรูปธรรม การบรรยายมีความชัดเจนเข้าใจได้ง่าย - เพิ่ มกิจกรรมในด้านนันทนาการเข้าไปเพื่อไม่ให้เกิดความเคร�ยด - ควรมีกิจกรรมสร้าง Model ในการพัฒนามากขึ้น เชื่อมแผนหมู่บ้าน แผนตําบลและแผน อปท. แผนจังหวัด กลไกการพัฒนาที่มีจร�งในพื้นที่ 4.3 ข้อเสนอแนะเนื้อหาว�ชา - เนื้อหาว�ชาต่างๆ ที่คณะว�ทยากรได้ให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรมเป�นเนื้อหาที่ดีเยี่ยม เป�นการ เป�ดมุมมองว�สัยทัศน์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนํามาปรับใช้ในว�ชาประจําวัน และ นํามาขับเคลื่อนองค์กร หมู่บ้านชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเกิดผลเป�นรูปธรรม - เนื้อหาว�ชาครบถ้วนเหมาะสม เป�นเร�่องที่ครัวเร�อนนํามาใช้ได้จร�ง ทําให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน
76 - เนื้อหาว�ชาการมีความเหมาะสม สามารถนํามาประยุกต์ปฏิบัติได้จร�งในพื้นที่ ความกะทัดรัด ไม่เยินเย่อ ทําให้ผู้เข้ารับการอบรมได้สนใจในการอบรมตลอดเวลา - เนื้อหาว�ชาในแต่ละวันดีมาก แต่ด้วยเวลาที่รับในแต่ละวันอาจจะเยอะเกินไป อยากให้จัดการ เร�่องเวลาให้น้อยกว่านี้ เพื่อที่จะได้เพิ่ มประสิทธิภาพในการรับข้อมูล เนื้อหาว�ชาได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ยิ่ งขึ้น - ควรเน้นการปฏิบัติทําได้จร�ง บางรายว�ชาไม่น่าสนใจ ควรเพิ่ มว�ชาเกี่ยวกับป�จจุบัน และอนาคต เช่น เร�่องโลกร้อน ระบบ IT สังคมผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นหลายมิติ เช่น การัดการป�ญหาสิ่ งแวดล้อม ป�ญหา ยาเสพติด ป�ญหาสาธารณภัย เป�นต้น - เห็นควรมีเอกสารหร�อคู่มือมอบให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ศึกษาในทุกว�ชา และทุกกิจกรรม เพื่อ เก็บไว้เป�นคู่มือศึกษา และการจดจําหลังจากการสําเร็จการฝ�กอบรม - ควรลดชั่วโมงการนั่งดูผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ที่นานเกินไป 4.4 ข้อเสนอแนะอื่นๆ - การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบ ออนไลน์Zoom เป�นการดําเนินการที่ประสบผลสําเร็จ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยิ่ ง - ควรขยายเวลา จํานวนวันในการอบรมต่อรุ่น - ลดชั่วโมงต่อวันในการฝ�กอบรมลง (เพื่อการรับรู้ข้อมูลได้ดี) ส่งผลกับสุขภาพทําให้ผู้เข้ารับการ ฝ�กอบรมป�วย และขาดการเร�ยนรู้ในบางว�ชา และช่วงของการพักเบรกแต่ละว�ชา ขอให้เหมาะสมต่อการ ผ่อนคลายสมอง - ควรขยายกลุ่มเป�าหมายลงสู่ภาคครัวเร�อน (กม) เพื่อนํามาปรับใช้ในชีว�ตประจําวันได้จร�ง - ความสําเร็จของโครงการ กรม. กระทรวงประสบความสําเร็จในการจัดทําโครงการ ในมุมของผู้ เข้าอบรมไม่สามารถรับข้อมูลเนื้อหาได้ 100% จึงทําให้เห็นว่าควรปรับเร�่องของเวลาเพื่อให้ผู้เข้าอบรมเก็บ เกี่ยวข้อมูลได้มากที่สุด เพราะกลุ่มเป�าหมายมีหลายช่วงวัย - อยากให้มีการอบรมในรูปแบบนี้อีกในที่ต่างๆ และควรเพิ่ มระยะเวลาการอบรมอีก 14 วัน - ควรจัดการอบรมในทุกชุมชน เพื่อจะได้นําไปปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะจะได้มีความรู้ เหมือนกัน ไม่ต้องนําไปถ่ายทอดอีกที - ต้องหาว�ธีปรับกระบวนการเร�ยน การสอนเพื่อลดความเบื่อจากการเร�ยน ทําให้ผู้สนใจและนําไป ปฏิบัติจะทําให้เกิดความสุขได้จร�ง มีความสุขกับสิ่ งที่ทํา และความสุขกับสิ่ งที่ได้รับ - ควรมีการขับเคลื่อนไปหน่วยงานอื่นๆ จะทําให้การขับเคลื่อนดีกว่านี้
77 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การว�จัยเร�่อง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝ�กอบรมโดยการใช้ระบบ ออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษากระบวนการเร�ยนรู้การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการ อย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) 2. เพื่อศึกษาการนําผลการเร�ยนรู้การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการ อย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน 3. เพื่อเสนอแนวทางการนําความรู้จากการฝ�กอบรมแบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) เพื่อ นําไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างในการว�จัยครั้งนี้ เป�นผู้เข้ารับการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการอย่างยั่งยืน ประจําป�งบประมาณ พ.ศ.2566 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุร� ซึ่งเป�นพื้นที่ จังหวัดให้บร�การของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบุร� จํานวน 7 จังหวัด ซึ่งเป�นการเลือกกลุ่มผู้ตอบ แบบสอบถามจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป�นไปตามโอกาสทางสถิติ (Probability Sampling) ใช้การสุ่ม อย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยว�ธีการจับสลากจากรายชื่อของอําเภอใน 7 จังหวัด แยกเป�น รายจังหวัดและเลือกหยิบสลากจังหวัดละ 2 อําเภอ ซึ่งจะไม่ใส่กลับคืน จะได้รายชื่ออําเภอรวม 14 อําเภอๆละ 10 คน รวมจํานวน 140 คน คิดเป�น ร้อยละ 27 ของผู้เข้ารับการฝ�กอบรมทั้งหมด ประกอบด้วย 1) จังหวัดกาญจนบุร� คือ อําเภอท่ามะกา และ อําเภอท่าม่วง 2) จังหวัดนครปฐม คือ อําเภอพุทธมณฑล และ อําเภอสามพราน 3) จังหวัดประจวบคีร�ขันธ์ คือ อําเภอเมืองฯ และ อําเภอปราณบุร� 4) จังหวัดเพชรบุร� คือ อําเภอชะอํา และ อําเภอหนองหญ้าปล้อง 5) จังหวัดราชบุร� คือ อําเภอปากท่อ และ อําเภอโพธาราม 6) จังหวัดสมุทรสงคราม คือ อําเภอบางคนที และ อําเภออัมพวา 7) จังหวัดสมุทรสาคร คือ อําเภอเมืองฯ และอําเภอบ้านแพ้ว เคร�่องมือที่ใช้ในการว�จัยเป�นแบบสอบถามมีลักษณะเป�นคําถามแบบมีตัวเลือกให้เลือกคําตอบ และ การให้คะแนนเป�นระดับการแสดงความคิดเห็น โครงสร้างแบบคําถามประกอบด้วย - ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม - ตอนที่ 2 เทคนิคว�ธีการที่ใช้ในการเร�ยนรู้ระหว่างการฝ�กอบรม - ตอนที่ 3 ความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบของกิจกรรมตามโครงการฯ - ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติมและคําแนะนําอื่นๆ เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยนรู้ กิจกรรม/ ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ
78 โดยใช้การว�เคราะห์ข้อมูลทางสถิติเชิงปร�มาณด้วยโปรแกรม SPSS การสรุปข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้รับคืน จากทั้งหมด 140 ชุด ซึ่งคําถามเป�นการตรวจสอบ รายการ Check-List) เป�นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และเป�นคําถามปลายเป�ด (Open End) โดยเมื่อรวบรวมหลังจากที่ตรวจสอบความถูกต้องของแบบสอบถามเร�ยบร้อยแล้ว จะนําข้อมูลจาก แบบสอบถามมาเปลี่ยนแปลงเป�นรหัสตัวเลข (Code) แล้วบันทึกรหัสลงในเคร�่องคอมพิวเตอร์ ด้วย โปรแกรม SPSS เพื่อแปลค่าและสรุปว�เคราะห์ผลของค่าที่ได้โดยแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของ ผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้ว�ธีการหาค่าความถี่ โดยสรุปออกมาเป�นค่าร้อยละ และแบบสอบถามข้อมูลที่เป�น การสํารวจทัศนคติเกี่ยวกับระดับความคิดเห็น ใช้ว�ธีการหาค่าเฉลี่ย ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และผู้ว�จัยได้ดําเนินการว�เคราะห์ข้อมูลและสามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 5.1 สรุปผลการว�จัย จากจํานวนกลุ่มตัวอย่างของผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 140 คน ในส่วนข้อมูลทั่วไปพบว่า เป�นเพศ ชาย 93 คน คิดเป�นร้อยละ 66.4% และเป�นเพศหญิง 47 คน คิดเป�นร้อยละ 33.6% ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 51 -60 ป� จํานวน 44 คน คิดเป�นร้อยละ 31.4 รองมาคือ อายุระหว่าง 41 -–50 ป� จํานวน 42 คน คิดเป�น ร้อยละ 30.0 และอายุระหว่าง 31 – 40 ป� จํานวน 33 คนคิดเป�นร้อยละ 23.6 อายุมากกว่า 60 ป� จํานวน 13 คน คิดเป�นร้อยละ 9.3 และต�ากว่า 30 ป� จํานวน 8 คน คิดเป�นร้อยละ 5.7 ตามลําดับ ในส่วนวุฒิ การศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาในระดับปร�ญญาตร� จํานวน 74 คน คิดเป�นร้อย ละ 52.9 รองมาคือระดับปร�ญญาโท จํานวน 33 คน คิดเป�นร้อยละ 23.6 และระดับปวช./ปวส./มัธยม จํานวน 19 คน คิดเป�นร้อยละ 19 ระดับประถมศึกษา จํานวน 10 คน คิดเป�นร้อยละ 7.1 ปร�ญญาเอก จํานวน 4 คน คิดเป�นร้อยละ 2.9 ตามลําดับ และในส่วนข้อมูลตําแหน่งการทํางานในบทบาท 7 ภาคีภาคส่วนในเป�าหมาย ของผู้เข้ารับการฝ�กอบรม พบว่าส่วนใหญ่เป�นภาคีในภาครัฐ จํานวน 46 คน คิดเป�นร้อยละ 32.9 รองมาคือ ภาคประชาชน จํานวน 39 คน คิดเป�นร้อยละ 27.9 ภาคประชาสังคม จํานวน 16 คน คิดเป�นร้อยละ 11.4 ภาค ว�ชาการ 12 คน คิดเป�นร้อยละ 8.6 ภาคสื่อสารมวลชน จํานวน 11 คน คิดเป�นร้อยละ 7.8 ภาคศาสนา จํานวน 9 คน คิดเป�นร้อยละ 6.4 และภาคเอกชน จํานวน 7 คน คิดเป�นร้อยละ 5.0 ตามลําดับ สําหรับความคิดเห็นต่อเทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้ของผู้ตอบ แบบสอบถาม เมื่อนํามาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถามจากมากไปหาน้อย พบว่า ส่วน ใหญ่มีความคิดเห็นในว�ธีการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และศพช.อื่นๆ เป�นลําดับแรก อยู่ใน ระดับเห็นด้วยมาก รองมาได้แก่ การฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟล์ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอและมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การสืบค้นข้อมูล เพิ่ มเติมจากอินเทอร์เน็ต มี อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจด บันทึก และ การฟ�งบรรยาย ดูไฟล์ข้อมูลจากกลุ่มไลน์และมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง การ ฟ�งบรรยาย ดูหน้าภาพจอแต่ไม่จดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง การฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ใช้ โทรศัพท์ถ่ายภาพหน้าจอแต่ไม่จดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยปานกลาง ตามลําดับ ในส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับการนําความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับ ประชาชนของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยนํามาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นจากมากไปหาน้อยพบว่า ส่วน
79 ใหญ่มีระดับความเห็นด้วยเกี่ยวกับการนําความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานในว�ชาฝ�กปฏิบัติการ “จิตอาสา พัฒนา เอามื้อสามัคคี” เป�นลําดับแรก มีระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมากที่สุด รองมาได้แก่ว�ชาฝ�ก ปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่หากิน” อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมากที่สุด ว�ชาทัศนศึกษา ตัวอย่างความสําเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีว�ตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ด้านการบร�หารจัดการทรัพยากรดินน�าป�า (ฐานเร�ยนรู้ 10 ฐาน) อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาถอดบทเร�ยนตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงาน บําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบบูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน มี อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯ มาก ว�ชาหลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาเสวนาตัวอย่างความสําเร็จการขับเคลื่อนงานบําบัดทุกข์บํารุงสุขแบบ บูรณาการในบทบาทของ 7 ภาคีภาคส่วน อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่การพัฒนาคุณภาพชีว�ตอย่างยั่งยืน มี อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาหมู่บ้าน ยั่งยืนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SV to SDGs) อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชายุทธศาสตร์การ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศสู่การปฏิบัติ อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ ฯมาก ว�ชาการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหร�อทฤษฎีใหม่สู่รูปธรรมความสําเร็จอย่างเป�นขั้นเป�นตอน อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาการเขียนโครงการและการนําเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิง บูรณาการในพื้นที่ระดับอําเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพื้นที่ อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในบร�บทของการร่วมทุน 3 ภาคี ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาชน อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาเหลียวหลังแลหน้า 130 ป� แห่งการบําบัดทุกข์บํารุงสุข อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาศึกษาเร�ยนรู้ นิทรรศการ MOI ONE อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาการเสวนา MOI ONE อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ว�ชาแนวทางการจัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการ จัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ อยู่ในระดับความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก และว�ชาการจัดทําแผน ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทําแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ อยู่ในระดับ ความสามารถนําไปปรับใช้ฯมาก ตามลําดับ ในส่วนระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมขององค์ประกอบของหลักสูตรของผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยนํามาเร�ยงลําดับระดับความคิดเห็นจากมากไปหาน้อยพบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความ เหมาะสมด้านการอํานวยความสะดวก เป�นลําดับแรก อยู่ในระดับเหมาะสมมาก รองมาได้แก่ ความเหมาะสม ด้านประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้จากผู้เข้าอบรม และข้อมูลจากศพช.อื่น อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดของว�ทยากรภายใน (ว�ทยากรศูนย์ฯ) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดของ ว�ทยากรภายนอก (Zoom Cloud Meeting) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านรูปแบบการนําเสนอผลงานแบบ ออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านว�ธีการถ่ายทอดความรู้แบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านรายว�ชาของหลักสูตร อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านจํานวนวันในการฝ�กอบรม อยู่ในระดับเหมาะสมมาก ด้านช่วงระยะเวลาการเร�ยนรู้แต่ละวัน อยู่ในระดับ เหมาะสมมาก ตามลําดับ สําหรับการให้ข้อเสนอแนะเพิ่ มเติม ผู้ตอบแบบสอบถามได้มีการให้ข้อเสนอแนะ คําแนะนําเพิ่ มเติม เพื่อการพัฒนากระบวนการเร�ยน กิจกรรม/ว�ธีการเร�ยนรู้ เนื้อหาว�ชาการ โดยในเร�่องเกี่ยวกับการจัดการ
80 เร�ยนรู้ ให้ข้อเสนอแนะว่า ว�ธีการกระบวนการจัดการเร�ยนรู้ทั้ง 5 วัน มีความเหมาะสมเป�นอย่างยิ่ ง เนื่องจาก มีการบรรยายทั้งทฤษฎี เร�ยนรู้จากการศึกษาดูงานนอกสถานที่ให้ดูตัวอย่างจร�ง รวมทั้งว�ทยากรที่มาบรรยาย เป�นว�ทยากรที่มากด้วยความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในสาขาที่บรรยายควรจัดการเร�ยนรู้แบบระดม สมองให้มีเวลามากขึ้น เพราะการนั่งฟ�งในระยะเวลานานเกินไป ทําให้ขาดความตื่นตัวและความสามารถใน การเร�ยนรู้และจดจําข้อมูลไม่ดีเท่าที่ควร การจัดการเร�ยนรู้ดี เข้าใจง่าย ทั้งระบบ Zoom และออฟไลน์ แต่ ชอบแบบออฟไลน์มากกว่า เจ้าหน้าที่พูดคุยถึงกัน สอบถามทําความเข้าใจง่าย สนุกสนาน เพลิดเพลิน แต่ เนื่องจากการจัดตารางการฝ�กอบรมระยะเวลานานเกินไป ตั้งแต่เช้า จนค�า ทําให้ร่างกายพักผ่อนน้อยเกิด ความอ่อนล้า อาจส่งผลกับสุขภาพทําให้ผู้เข้ารับการฝ�กอบรมป�วย และขาดการเร�ยนรู้ในบางว�ชา ในส่วนกิจกรรมการเร�ยนรู้มีจํานวนมากหลายกิจกรรม ทําให้ต้องเร�ยนรู้ในช่วงเวลาที่ติดต่อกันมาก เกินไป ซึ่งหากมีจํานวนรายว�ชามากควรเพิ่ มจํานวนวัน และลดชั่วโมงการนั่งดูผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) ที่มีระยะเวลานานเกินไป รวมทั้งควรเพิ่ มฐานเร�ยนรู้ให้มากขึ้น ทั้งนี้ กิจกรรมการเร�ยนรู้ มี ความเหมาะสมสามารถนํามาถ่ายทอดส่งต่อครัวเร�อน และสามารถเป�นต้นแบบในชุมชน “ทําให้ดูได้ผลจร�ง” มี ความสมเหตุ สมผล และมีการศึกษาดูงานนอกสถานที่ ควรพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสําเร็จแบบจร�งๆ ว�ทยากรบรรยายเป�นผู้มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์จากการทํางานได้รับการชื่นชมจากหน่วยงาน มีการศึกษาดู งานจากสถานที่จร�ง ทําให้เห็นตัวอย่างที่เป�นรูปธรรม การบรรยายมีความชัดเจนเข้าใจได้ง่าย กิจกรรมการ เร�ยนรู้สามารถนํามาปรับใช้ในการทํางานในเร�่องการจัดการบร�หารการทํางานทําให้สามารถลดขั้นตอนการ ทํางานลงและสามารถบร�หารเวลาได้อย่างเหมาะสม หากเป�นไปได้ควรเพิ่ มกิจกรรมนันทนาการเข้าไปเพื่อ ไม่ให้เกิดความเคร�ยด รวมทั้งควรมีกิจกรรมสร้าง Model ในการพัฒนามากขึ้น เชื่อมแผนหมู่บ้าน แผนตําบล และแผน อปท. แผนจังหวัด กลไกการพัฒนาที่มีจร�งในพื้นที่ ในส่วนของเนื้อหาว�ชา เห็นว่าเป�นเนื้อหาที่ดีเยี่ยม ครบถ้วน เหมาะสม เป�นการเป�ดมุมมองว�สัยทัศน์ สามารถนํามาประยุกต์ปฏิบัติได้จร�งในพื้นที่ สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนํามาปรับใช้ ในว�ชาประจําวัน ครัวเร�อนนํามาใช้ได้จร�ง และนํามาขับเคลื่อนองค์กร หมู่บ้านชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเกิดผลเป�นรูปธรรม ทําให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน แต่ควรเน้นเนื้อหาว�ชาที่สามารถนําไปปฏิบัติทําได้ จร�ง ควรเพิ่ มว�ชาเกี่ยวกับป�จจุบัน และอนาคต เช่น เร�่องโลกร้อน ระบบ IT สังคมผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นหลาย มิติ เช่น การัดการป�ญหาสิ่ งแวดล้อม ป�ญหายาเสพติด ป�ญหาสาธารณภัย เป�นต้น และสิ่ งสําคัญคือควรมี เอกสารหร�อคู่มือมอบให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ศึกษาในทุกว�ชา และทุกกิจกรรม เพื่อเก็บไว้เป�นคู่มือศึกษาและ การจดจําหลังจากการสําเร็จการฝ�กอบรม ในส่วนข้อเสนอแนะอื่นๆ ให้ความเห็นว่า การฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุขแบบบูรณา การอย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) เป�นการดําเนินการที่ประสบผลสําเร็จ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยิ่ง หากจะให้เกิดผลดียิ่งขึ้นควรมีการขยายกลุ่มเป�าหมายลงสู่ภาค ครัวเร�อน (กม.) ทุกชุมชน โดยไม่ต้องนําไปถ่ายทอดอีก รวมทั้งการขยายไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อื่นๆ เพื่อให้เข้าใจแนวทางการทํางานไปในทิศทางเดียวกัน อาจทําให้สามารถขับเคลื่อนงานเพื่อบําบัดทุกข์ บํารุงสุข หร�อช่วยเหลือดูแลประชาชนได้มากขึ้น
81 5.2 อภิปรายผลการว�จัย จากการศึกษาว�จัยเร�่อง ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในบทบาทภาคีภาคส่วน จากการฝ�กอบรมโดย การใช้ระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) คณะผู้ว�จัยได้อภิปรายผลตามผลจากการศึกษารายละเอียด ดังนี้ 1) กระบวนการเทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ใช้ในการฝ�กอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน จากการใช้ระบบ Zoom Cloud Meeting ของผู้เข้ารับการอบรม ส่วนใหญ่ใช้ เทคนิคว�ธีการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร�ยนรู้โดยว�ธีการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และ ศพช.(ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน) อื่นๆ ซึ่งได้มีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รองมาคือ การฟ�ง บรรยาย ดูหน้าภาพจอและมีการจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก และการฟ�งบรรยาย ดูภาพหน้าจอ ดูไฟล์ ที่ส่งทางไลน์กลุ่มและจดบันทึก อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ตามลําดับ ซึ่งจากการพิจารณาเห็นว่าส่วนใหญ่ให้ ความสําคัญกับการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้กับผู้เข้ารับการอบรมด้วยกัน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากการศึกษา ข้อมูลของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอื่นๆ อันอาจเป�นสาเหตุจาก ส่วนใหญ่กิจกรรมการเร�ยนรู้เป�นการ เร�ยนรู้ในแบบออนไลน์ ซึ่งถือเป�นการสื่อสารทางเดียวเป�นส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากการเร�ยนรู้แบบออฟไลน์ หร�อการเร�ยนรู้ในห้องเร�ยนจร�ง ที่สามารถสัมผัสถึงบรรยายการศการเร�ยนรู้ได้ด้วยการมองเห็นในมุมมองของ ความจร�ง การได้เห็นความจร�งของการสัมผัสความจร�งจากการมองด้วยสายตา การพูดคุย การสอบถาม การ มองเห็นพฤติกรรมและกระบวนการที่เกิดขึ้นจร�งตรงหน้า หร�อในบร�เวณที่เป�นพื้นที่ที่เดียวกัน และสามารถ สื่อสาร พูดคุยได้ตลอดเวลาที่ต้องการ หากแต่การเร�ยนในระบบออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) มี ข้อจํากัดในส่วนนี้ ทําให้ผู้เข้ารับการอบรมจําเป�นต้องหาว�ธีที่เป�นว�ธีการเร�ยนรู้ในแบบที่มีการสื่อสารได้ 2 ทาง และมีความรวดเร็วทันต่อความต้องการข้อมูล จึงเลือกใช้เทคนิคว�ธีการเร�ยนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการ เร�ยนรู้ด้วยว�ธีการแลกเปลี่ยนเร�ยนรู้ข้อมูลจากผู้เข้าอบรม และ ศพช.(ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน) อื่นๆ เนื่องจากสามารถสื่อสารได้ พูดคุยสอบถาม แลกเปลี่ยนข้อมูลได้แบบทันต่อความต้องการ สามารถทําได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา และอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สามารถสื่อสารได้ตลอดเวลา และในส่วนที่รองลงมาจะใช้เทคนิค ว�ธีการที่คุ้ยเคย คือการฟ�งบรรยาย ดูหน้าจอ ดูข้อมูลจากหน้าจอหร�อข้อมูลจากไลน์กลุ่มของผู้เข้าอบรม เนื่องจากสามารถสัมผัสและศึกษาได้ทันทีที่ต้องการ และเป�นว�ธีที่สามารถใช้ได้ทันทีด้วยตัวเองและความคุ้น ชินในการเร�ยนรู้ในแบบที่เคยปฏิบัติมานานเป�นการเร�ยนรู้ด้วยว�ธีจากประสบการณ์ที่เคยปฏิบัติมา ทั้งนี้ใน ว�ธีการเร�ยนรู้ในเนื้อหาว�ชาอื่นๆผู้อบรมก็สามารถเร�ยนรู้โดยว�ธีต่างๆกันไปถึงแม้จะเป�นการเร�ยนรู้ในระบบ ออนไลน์(Zoom Cloud Meeting) เนื่องจากเป�นหลักสูตรการฝ�กอบรมที่สอดคล้องกับสภาวะของโลกใน ป�จจุบัน เกิดป�ญหาขึ้นมากมายที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประชาชน ทําให้ผู้เข้าอบรมที่มี บทบาทหน้าที่ในการร่วมกันช่วยเหลือบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้แก่ประชาชนต้องการเร�ยนรู้ที่จะนําไปแก้ไขป�ญหา ต่างเหล่านั้น โดยผู้เข้าอบรมทุกคนต่างมีความรู้ความสามารถทั้งจากการศึกษา ประสบการณ์ และ ประสิทธิภาพการทํางานของแต่ละคนมาสนับสนุนให้การเร�ยนรู้มีประสิทธิภาพเพิ่ มมากขึ้น การนําข้อมูลที่ได้ เร�ยนรู้ในเนื้อหาหนึ่งไปสู่การเร�ยนรู้และได้ลงมือทําว่าสิ่ งที่ได้เร�ยนรู้ไปแล้วนั้นเกิดผลดีเพียงใด ได้ผลหร�อมี ประสิทธิภาพเพียงใด ในการระดมความคิดแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถ สร้างผลงานเพื่อนําไปปรับใช้และ ดําเนินการ ในพื้นที่ในบทบาทของทีมงานและภาคีภาคส่วนในการทํางาน สอดคล้องกับ ปาร�ชาติ วลัย เสถียร (2549) ได้กล่าวถึงว�ธีการเร�ยนรู้หลักๆ 3 ประการ คือ
82 1. ว�ธีการเร�ยนรู้ : กระบวนการเชิงปฏิสัมพันธ์ การเร�ยนรู้เป�นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และสิ่ งแวดล้อม การเร�ยนรู้ด้วยตนเอง และ การเร�ยนรู้จากผู้อื่น อันประกอบด้วย 1.1 การเร�ยนรู้ด้วยตนเองเป�นการเร�ยนรู้ที่มีพื้นฐานจากความสนใจ ความมุ่งมั่นความเพียรพยายาม มี การตั้งคําถาม การสะท้อนกลับต่อประสบการณ์และความรู้เดิม สร้างความรู้ที่มีผลสัมฤทธิสอดคล้องกับชีว�ต ์ ศักยภาพของตนและทุนทางธรรมชาติ เป�นการเร�ยนรู้โดยอาศัยการสังเกต การทดลอง และการฝ�กปฏิบัติ ด้วยตนเองเป�นหลัก 1.2 การเร�ยนรู้จากผู้อื่น โดยเร�ยนรู้จากบรรพบุรุษและพ่อครูแม่ครูเร�ยนรู้หร�อได้รับความรู้จากเพื่อน บ้าน เคร�อญาติ หร�อคนภายนอกในชุมชน เร�ยนรู้จากบุคคลภายนอก (การฝ�กอบรมจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ด้าน เร�ยนรู้จากบุคคลตัวอย่าง 2. ว�ธีการเร�ยนรู้จําแนกโดยการใช้ผัสสะ โดยการฟ�ง การพูด การศึกษาดูงานจากรูปธรรมจร�ง (การ เร�ยนรู้จากรูปธรรมของลุ่มภายในชุมชน การเร�ยนรู้จากรูปธรรมของกลุ่มอื่น/พื้นที่อื่น และการเร�ยนรู้ผ่าน กิจกรรมการออกร้าน/การจัดการแสดงผลงาน/นิทรรศการและมหกรรมการเร�ยนรู้ตามงานต่างๆร่วมกับกลุ่ม อื่นๆ) 3. การเร�ยนรู้จากการปฏิบัติจร�ง ถือได้ว่าเป�นการเร�ยนรู้ที่ดีที่สุด หน่วยของการเร�ยนรู้มีหลายระดับ ตั้งแต่ บุคคล ครอบครัว กลุ่ม หมู่บ้านและเคร�อข่าย โดยการลองผิดลองถูก การค้นหาเอกกลักษณ์ของตน อีกทั้งสอดคล้องกับ สุวัฒน์ วัฒนวงศ์(2547) พื้นฐานของทฤษฎีการเร�ยนรู้สําหรับผู้ใหญ่สมัยใหม่ ในสาระสําคัญที่ว่า ขั้นตอนการเร�ยนรู้ของบุคคล กระบวนการเร�ยนรู้ของบุคคลนั้น เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ กันของ 4 ขั้นตอนที่สําคัญ คือ ความต้องการ ข้อมูล-ข้อสนเทศ การทดสอบ-ผลสะท้อน และการ ประยุกต์ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 : ความต้องการในการเร�ยนรู้ เป�นสิ่ งสําคัญมากที่สุดที่จะต้องทราบว่าบุคคลนั้นต้องการ จะเร�ยนอะไร ต้องการประสบความสําเร็จในสิ่งใด ต้องการค้นหาคําตอบหร�อแก้ป�ญหาในเร�่องใด เช่น ต้องการเร�ยนรู้ศิลปะการเป�นว�ทยากร เป�นต้น ขั้นตอนที่ 2 : การรวบรวมข้อมูล-ข้อสนเทศ สิ่ งเหล่านี้บุคคลจะเก็บรวบรวมตั้งแต่โรงเร�ยน จาก ว�ชาต่าง ๆ เป�นการเร�ยนในระบบโรงเร�ยน และบางส่วนได้รับจากการเร�ยนรู้ตามอัธยาศัย หร�อการเร�ยนรู้ อย่างไม่เป�นทางการ โดยจะได้รับจากที่บ้าน หร�อสถานที่ทํางาน เช่น จากการอ่าน หนังสือพิมพ์การเล่นกีฬา หร�อดนตร�การชมโทรทัศน์ รับฟ�งรายการว�ทยุ เป�นต้น ขั้นตอนที่ 3 : การทดสอบและผลสะท้อน จากการทดลองในการพยายามเร�ยนเร�่องใดในการเร�ยน ของบุคคล เช่น การทดสอบฝ�มือทางด้านอาชีพต่าง ๆ เป�นต้น ขั้นตอนที่ 4 : การประยุกต์และปฏิกิร�ยาตอบสนอง เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ข้อสนเทศที่ผู้เร�ยนได้ จากสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเขาอาจจะได้ประเมินดูถึงผลลัพธ์จากการทดสอบ หร�อผลลัพธ์จากการพยายาม ค้นหาคําตอบ การประยุกต์ใช้ความรู้จากสิ่ งที่เร�ยนรู้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ ๆ ถ้าหากทักษะการเร�ยนรู้ได้นําไป เกี่ยวพันกับการปฏิบัติในทักษะใหม่ ๆ และสามารถถ่ายโอนทักษะนั้น ๆ ไปสู่การเร�ยนรู้ใหม่ ๆ เช่น การขับรถ ได้ด้วยตนเอง การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทํางานได้ด้วยตนเอง เป�นต้น นอกจากนี้การเร�ยนรู้ที่ผู้เข้าอบรมสามารถเร�ยนรู้ได้ดีในระดับมากเนื่องจากผู้เข้าอบรมเป�นผู้ทํางานใน พื้นที่ชุมชน ดังนั้นย่อมเปร�ยบเสมือนเป�นประชาชนในพื้นที่ชุมชนที่ต้องการนําความรู้ไปแก้ป�ญหาของตนเอง