1
งานวิจัยในชั้นเรยี น
การพฒั นารูปแบบการสอนการฟงั ภาษาอังกฤษด้วยวธิ กี ารสอนโดยการใช้กิจกรรมเพลงเพอ่ื ส่งเสรมิ
ความสามารถดา้ นการฟงั ภาษาอังกฤษสำหรับนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2
โรงเรยี นบา้ นต้าหลวง(ต้าประชานกุ ูล) อำเภอขนุ ตาล จังหวัดเชยี งราย
The development of English listening ability of grade 2 students’ (Prathom 2) using songs
นางสาวกัลยาณี คำแก้ว
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ(ภาษาองั กฤษ)
ปกี ารศึกษา 2564
โรงเรียนบา้ นต้าหลวง(ต้าประชานุกูล) อำเภอขนุ ตาล จังหวัดเชยี งราย
สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา เขต 4
2
บทคดั ย่อ
ชื่อเรื่องงานวิจัย การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้า
หลวง(ต้าประชานกุ ลู ) อำเภอขุนตาล จงั หวัดเชียงราย โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ
ผู้วิจัย นางสาวกลั ยาณี คำแกว้
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือเปรยี บเทยี บทักษะดา้ นการฟังภาษาอังกฤษ ก่อนและหลังโดยการใช้
กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ที่มีต่อการสอน
ตามแผนการสอนโดยการใช้กจิ กรรมเพลงภาษาอังกฤษ กลมุ่ ตัวอย่างท่ีใช้ในการวจิ ัยคร้ังนี้ ไดแ้ ก่ ประถมศึกษา
ปที ี่ 2 โรงเรียนบ้านตา้ หลวง(ตา้ ประชานุกูล) อำเภอขนุ ตาล จงั หวัดเชยี งราย จำนวน 9 คน โดยใช้ระยะเวลาใน
การวิจัย 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ คาบละ 60 นาที รวมเวลา 6 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล ไดแ้ ก่ แผนการจดั การเรยี นรู้โดยการใชก้ ิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ จำนวน 4 แผน แบบทดสอบ
ก่อนเรียนและหลังเรียน และ แบบสอบถามความพงึ พอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อย
ละ ค่าความเบี่ยงเบียนมาตรฐาน และสถิติทีแบบไม่เป็นอิสระจากกัน (T-test for dependent sample)
วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใชค้ อมพิวเตอรโ์ ปรแกรมแบบสำเรจ็ รปู
ผลการวิจัยพบวา่
1. ผลการวิเคราะห์จากการเปรียบเทียบทักษะการฟังก่อนและหลังเรียน ของประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบ้านต้าหลวง(ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงรายโดยการกิจกรรมเพลง
ภาษาอังกฤษ พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.33
และมีคะแนนหลังเรียนรวม ค่าเฉลี่ย 34.44 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังพบว่าคะแนน
สอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05
2. ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบา้ นต้าหลวง(ต้าประชานุกูล) อำเภอ
ขุนตาล จังหวัดเชียงราย ในภาครวมพบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.32, S.D =
0.23)
3
Abstract
The objectives of this research were 1. To develop English listening ability of grade 2
students’ (Prathom 5) using songs. 2. To study the satisfaction of the students to study English
listening ability by using songs. The sample students at Prathom suksa 3 Ban talung school,
Chiangrai. A total of students 9 people. The duration of the experimental 3 weeks. The
research instruments of this research were 4 lesson plan using song, pre-posttest of English
listening ability, and the satisfaction. The data were statistically analyzed by mean scores,
percentage, standard deviation and t -test for dependent samples.
The findings revealed that:
1. Results from a comparison of English listening ability score before learning The
average 18.33 scores . and post-test The average 34.44 The listening post- test score
of the student’s English listening ability taught by using songs was significantly higher
than pretest at the .05 level.
2. The result of the students to study English listening ability by using songs showed
satisfaction at high level ( = 4.32, S.D = 0.23)
4ข
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวจิ ยั นีส้ ำเร็จลุลว่ งได้ดว้ ยดีโดยความอนุเคราะห์อย่างดยี ิ่งจากคณาจารย์ โรงเรยี นบ้านต้าหลวง(ต้า
ประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงรายที่ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บข้อมูลการทำวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัย
ขอขอบคณุ ทกุ ทา่ นเป็นอย่างสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี
ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านทีได้กรุณาตรวจสอบเครี่องมือในการวิจัยและให้คำแนะนำอันเป็น
ประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างเครื่องมือและสนับสนุนให้งานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอบคุณนักเรียนทุก
คนทีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการทำแบบทดสอบและร่วมทำกิจกรรมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ
วิจยั
สุดท้ายนี้ผูว้ ิจัยขอกราบขอบพระคุณสมาชิกทุกคนในครอบครัวที่ให้ความช่วยเหลอื และเป็นกำลังใจที่
ดีเสมอมา คุณค่าและประโยชน์ของงานวิจัยฉบับน้ีขอมอบแด่บุพการีและครูอาจารย์ทุกท่านทีได้อบรมสั่งสอน
และให้ความรแู้ กผ่ วู้ จิ ยั ตัง้ แต่อดีตจนถงึ ปจั จุบัน
ผู้วจิ ยั
นางสาวกัลยาณี คำแก้ว
สารบญั 5
เรื่อง หนา้
บทคัดย่อ ก
กติ ตกิ รรมประกาศ ข
บทท่ี 1 บทนำ
1
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 2
วัตถุประสงค์ของการวิจยั 2
สมมตฐิ านการวิจยั 2
ขอบเขตของการวิจยั 2
ขอบเขตเนื้อหา 3
3
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3
ตัวแปรทศ่ี กึ ษา 3
ขอบเขตในการวจิ ัย 3
นิยามศัพท์เฉพาะ
ประโยชนข์ องการวจิ ัย 13
บทท่ี 2 ผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง 21
งานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง 24
งานวิจยั ในประเทศ
งานวิจัยต่างประเทศ 27
บทที่ 3 วธิ กี ารดำเนินการวิจยั 27
ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั 27
กลมุ่ ตัวอยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 27
ขน้ั ตอนการเลือกกลมุ่ ตวั อย่าง 28
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั 30
ขน้ั ตอนการสร้างเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 32
สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล 35
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล 40
บทที่ 5 สรปุ ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ภาคผนวก
สารบญั ตาราง
ตาราง 6
หน้า
ตารางที่ 1 คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนและคะแนนผลต่างที่แสดง 30
30
ความก้าวหน้าของทักษะการฟังกอ่ นและหลงั เรียนของนกั เรยี น
31
ตารางท่ี 2 ผลการเปรียบเทยี บคะแนนสอบก่อนและหลงั เรียนของ
นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนบ้านตา้ หลวง(ต้าประชานุกูล)
อำเภอขุนตาล จังหวัดเชยี งราย โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ
ตารางท่ี 3 ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
2 โรงเรียนบา้ นตา้ หลวง(ต้าประชานุกูล) อำเภอขนุ ตาล จงั หวัดเชยี งราย
ที่มีตอ่ การสอนโดยใช้กจิ กรรมเพลงภาษาอังกฤษ
7
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ภาษาองั กฤษเป็นสิ่งสำคญั ในปัจจุบัน การสือ่ สารโดยใชภ้ าษาอังกฤษมีความจำเปน็ มาก หากบุคคลใด
ไม่เรียนรู้ภาษาอังกฤษ ทำให้การสื่อสารกับชาวต่างชาติไม่สัมฤทธิ์ผล ภาษาอังกฤษมีผลกับทุกอาชีพ ได้แก่
อาชีพขับรถรับจ้าง ค้าขาย ธุรกิจ การเมือง เป็นต้น (มิสชนิดา สรรคประศาสน์,2558:1) การฝึกทักษะการฟัง
ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการอ่าน และการเขียน เนื่องจากทักษะการฟังนั้นจำเป็นมาก
ในการที่จะสนทนากับคนต่างชาติให้เข้าใจได้ ดังนั้นการเรียนภาษาอังกฤษจึงเป็นวิชาที่สำคัญมากใน
สถานศึกษา ที่ต้องนำวิชาภาษาอังกฤษเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน เพื่อให้การเรียนการสอนวิชา
ภาษาอังกฤษมีประสิทธภิ าพมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนเรียนรู้เข้าใจในวิชานี้ไดร้ วดเร็วพร้อมจำคำศัพท์ได้ง่ายการเรยี น
การสอนภาษาอังกฤษในยุคปัจจุบันอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ผู้เรียนเกิ ดอุปสรรคในการเรียนรู้ได้อย่าง
เต็มท่ี ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะการจดั การเรยี นการสอนภาษาองั กฤษทีผ่ ิดเพย้ี นไป โดยครูผูส้ อนอาจจะเน้นการอ่าน
และการเขียนมากกว่าการฟังและการพูด จากการที่ผู้วิจัยได้ไปทำการสังเกตการสอน ของโรงเรียนบ้านต้า
หลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย พบว่ามีนักเรียนส่วนใหญ่ มีปัญหาด้านการฟัง
ภาษาอังกฤษนักเรียนเหล่านั้นไม่สามารถตีความหมายของคำได้เกิดการฟังไม่ออกและไม่เข้าใจสิ่งที่ครูผู้สอน
พูด
ส่ือการสอนประเภทหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนในห้องเรียน คือ
เพลงภาษาอังกฤษ เนื่องจากเพลงเป็นส่วนหนึง่ ทีใ่ กล้ชิดกับชีวติ มนษุ ย์ หาฟังได้ง่าย ส่งเสริมด้านอารมณ์ทำให้
สนุกสนานไม่ตึงเครียด หากนำเพลงมาเป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษจะทำให้เกิดประโยชน์ในการเรียนการ
สอน ทำให้เกิดทัศนคติที่ดีและเกิดบรรยากาศดีต่อการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ (อดิศา
เบญจรัตนานนท์และคณะ, 2552: 189) การใช้เพลงเป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษเป็นสื่อหนึ่งที่นิยมใช้กัน
มาก ไม่เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น รายการโทรทศั น์ หรอื ในเว็บต่างๆก็มีการใช้เพลงเป็นสอ่ื ในการเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษจำนวนมากเช่นกันเพื่อช่วยดึงดูดความสนในของผู้เรียนนอกจากนี้เพลงภาษาอังกฤษยังมี
โครงสร้างภาษาและศัพท์สำนวนซึ่งเป็นภาษาเพื่อสื่อสารในชีวิตประจำวันที่น่าสนใจและยังช่วยให้นักเรียน
สามารถคุ้นเคยกับสำเนยี งทีไ่ ดย้ ินในบทเพลง การใช้เพลงเป็นส่วนหน่ึงในการสอนนี้จะชว่ ยให้นักเรียนเกิดการ
เรียนรใู้ นการฟงั ทดี่ ขี ้ึน และนำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวันไดจ้ รงิ ดว้ ยจะเห็นได้วา่ ในชวี ติ ประจำวันทักษะทม่ี ีการใช้ใน
การสื่อสารมากที่สุดคือทักษะการฟัง ซึ่งเป็นทักษะที่สัมพันธ์กับทักษะการพูด การอ่าน และการเขียน หาก
ทักษะการฟังไม่ดีก็จะมีผลต่อทักษะทีเ่ หลือดังกล่าวดว้ ย ส่งผลใหป้ ระสิทธภิ าพในการสื่อสารภาษาอังกฤษด้อย
ลง (Arafat Hamouda, 2012: 1) และการเรียนภาษาอังกฤษให้บรรลุผลนั้นต้องเกี่ยวเนื่องกับทัศนคติของ
ผู้เรียนด้วย
8
การใช้ส่ือการสอนโดยใช้กจิ กรรมเพลงน้ันจะชว่ ยพัฒนาทักษะการฟัง และจะทำให้นักศึกษาเกิดความ
เพลิดเพลิน และสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ และช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ
ด้านการฟังอย่างสร้างสรรค์ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ นายปรมัตถ์ จันทพันธ์ (2559 : 7 ) ที่ได้ทำการ
เปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดปากบึง สำนักงาน
เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 4 ห้องเรียน จำนวน 100 คนโดยการสอนโดยใช้บทเพลงและการ
สอนแบบปกติพบวา่ ผลการเรียนรูข้ องกลุ่มทดลองที่เรยี นภาษาอังกฤษโดยใชบ้ ทเพลงและกลุ่มควบคุมที่เรยี น
โดยการสอนแบบปกติ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษด้วยบท
เพลงมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสงู กวา่ นกั เรยี นท่ีเรียนด้วยการสอนแบบปกติ ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมตฐิ านท่ตี ัง้ ไว้
จากความเป็นมาและปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาทักษะด้านการฟัง
ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้าหลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล
จงั หวดั เชียงราย โดยการใช้กจิ กรรมเพลงภาษาองั กฤษ ผวู้ ิจัยจงึ เห็นว่าการสอนภาษาองั กฤษโดยใชบ้ ทเพลงนั้น
มีความเหมาะสมเปน็ อย่างยงิ่ ในการทจ่ี ะนำมาใชท้ ำการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรยี นในระดับ
ประถมศกึ ษา
วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั
1. เพอ่ื พัฒนาทกั ษะดา้ นการฟังภาษาองั กฤษของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นต้าหลวง
(ตา้ ประชานกุ ลู ) อำเภอขนุ ตาล จงั หวดั เชยี งราย โดยการใชก้ ิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ
2. เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นตา้ หลวง (ตา้ ประชานุกูล)
อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ที่มีต่อการสอนตามแผนการสอนโดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษเพ่ือ
พฒั นาทกั ษะด้านการฟงั ภาษาอังกฤษ
สมมตฐิ านการวจิ ยั
ความรู้ความเข้าใจและการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านตา้ หลวง
(ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย หลังได้รับการจัดกิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษสูงกว่าก่อนการ
การจัดกิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิ
ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตเนอ้ื หา
เนื้อหาที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนเปน็ เพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งอยู่ในรูปของ CD ซ่ึงผู้วิจัยได้
เลือกให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการ สอนภาษาอังกฤษในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ได้แกT่ elling time, months of the year, weather and seasons และ occupations
9
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
- ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัยคร้ังนี้ ไดแ้ ก่ นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบ้านต้าหลวง
(ตา้ ประชานุกลู ) อำเภอขนุ ตาล จงั หวัดเชียงราย 9 คน
- กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้า
หลวง (ตา้ ประชานกุ ูล) อำเภอขุนตาล จังหวดั เชียงราย จำนวน 9 คน
ตวั แปรท่ศี กึ ษา
1. ตวั แปรต้น ไดแ้ ก่ กิจกรรมเพลงภาษาองั กฤษ
2. ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ทกั ษะการฟงั ภาษาองั กฤษ
3. ตัวแปรอสิ ระ ไดแ้ ก่ ความสามารถด้านการฟงั ภาษาอังกฤษของนักเรยี น
ขอบเขตการวิจยั
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบา้ นต้าหลวง (ตา้ ประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จงั หวดั เชยี งราย
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
1. ทักษะการฟัง หมายถึง ความสามารถในการฟังเพื่อจับใจความสำคัญจากสิ่งที่ฟังได้อย่างถูกต้อง
และครบถว้ น ซง่ึ เปน็ กระบวนการท่ีสลบั ซับซ้อน เพราะผ้เู รียนตอ้ งเข้าใจสาระสำคญั จากสิ่งท่ีฟงั
2. กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ หมายถึง กิจกรรมที่ใช้เพลงเป็นหลักในการจัดการเรียนการสอน ซึ่ง
กิจกรรมเพลงแบ่งเป็น 5 ขั้น ขั้นที่หนึ่ง คือ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ( Warm up ) มีการนำเพลงเข้ามาใช้ในการ
กระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความสนใจ ขั้นที่ 2 ขั้นการนำเสนอเนื้อหา ( Presentation ) ก่อนการสอนเพลงจะสอน
ศัพท์ใหม่และฝึกการออกเสียงให้นักเรียนได้คุน้ เคยก่อน ขั้นที่ 3 ขั้นการฝึกปฏิบตั ิ ( Practice ) ขั้นระหว่างฟงั
เพลงโดยให้นักเรียนฟังเพลงก่อนแล้วร้องตาม และอาจให้ทำท่าประกอบตามไปด้วย ขั้นที่ 4 ขั้นการใช้ภาษา
เพื่อการสื่อสาร ( Production ) ขั้นหลังการฟังเพลงโดยให้นักเรียนทำกิจกรรมที่มีเนื้อหาและภาษาเกี่ยวข้อง
กับเพลงและขั้นท่ี 5 ขนั้ การวัดและประเมนิ ผล
ประโยชน์ของการวิจัย
1. หลังจากการวิจัยโดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษในการสอน นักเรียนมีทักษะการฟัง
ภาษาองั กฤษดขี ึ้น
2. ทำใหท้ ราบถึงความพงึ พอใจของนักเรียนทมี่ ีต่อการใชก้ ิจกรรมเพลงภาษาองั กฤษ เพือ่ พัฒนาทักษะ
ดา้ นการฟงั
3. มีแนวทางในการพัฒนาการแกไ้ ขปัญหาทักษะการฟังของนักเรียนต่อไป
10
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง
ในการศึกษาเรื่อง งานวิจัย การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบ้านต้าหลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ
ผวู้ ิจยั ได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ท่เี กยี่ วข้อง ซ่ึงผู้วจิ ัยได้นำเสนอตามลำดบั ดังนี้
1.เอกสารที่เก่ียวข้อง
1.1 ทกั ษะการฟัง
1.1.1 ความหมายของทักษะการฟงั
1.1.2 ประเภทของทักษะการฟงั
1.1.3 แนวทางการจัดการเรยี นรู้ของทักษะการฟัง
1.2 กิจกรรมเพลง
1.2.1 ความหมายของกจิ กรรมเพลง
1.2.2 ความสำคญั ของกิจกรรมเพลง
1.2.3 ลกั ษณะของกิจกรรมเพลง
1.2.4 แนวทางการจดั การเรียนรขู้ องกจิ กรรมเพลง
1.2.5 ประโยชน์ของการจดั กิจกรรมเพลง
2. งานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้อง
2.1 งานวิจัยในประเทศ
2.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ
1.เอกสารทีเ่ ก่ียวข้อง
1.1 ทักษะการฟัง
1.1.1 ความหมายของทักษะการฟัง
จากการศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ความหมายของการฟังตามที่กล่าวข้างต้น จะพบว่าการฟังเป็น
กระบวนการสำคัญที่สุดในการเรียนรู้ ซึ่งพรพิมล ริยาย และ ธนางกูร ขำศรี(อ้างถึงใน ดวงเดือน แสงชัย,
2533: 12) ได้กล่าวว่า ทักษะการฟังเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด ที่จะนำไปสู่ทักษะขั้นต่อ ๆ ไป คือ การพูด การ
อา่ น และการเขยี น การฟังแยกออกเปน็ 2 ระดบั คอื ระดบั เรม่ิ ตน้ จะเนน้ ในการฟงั เสียงของนักเรียนจำเสียงได้
และสามารถออกเสียงได้ถูกต้อง รู้จักสังเกตและจับได้ว่า เสียงต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไร ระดับที่ 2
เป็นการฟังประโยคและเรื่องราวเพื่อความเข้าใจ การฝึกทักษะการฟังจึงประกอบไปด้วย การฟังเสียง พยางค์
คำศัพท์ ประโยค การสนทนา และฟังเรื่องราวได้เข้าใจเป็นขั้นสุดท้าย วิจิตร อาวะกุล, 2534 กล่าวว่า ทักษะ
การฟังอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ผู้ฟังได้รับความรู้และความเพลิดเพลิน ซึ่งจะช่วยพัฒนาสติปัญญาให้เจริญ
งอกงามได้ การจะฟงั ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพน้ัน ผูฟ้ ังควรรหู้ ลักการฟังเพ่อื นำไปพัฒนาทักษะการฟังของตนเอง
11
ทั้งตอ้ งหมั่นฝึกฝนและพัฒนาประสทิ ธิภาพในการฟงั อยา่ งสมำ่ เสมอการฟงั ที่ดที ีผ่ ู้ฟังควรฝึกฝนอยเู่ สมอเพื่อเพ่ิม
ประสิทธภิ าพในการฟัง มีหลกั ใหญ่ๆ ดงั น้ี
1. มีสมาธิในการฟัง การมีสมาธิเป็นพื้นฐานของพฤติกรรมการฟังที่ดี ผู้ฟังควรมีสมาธิในการ
ฟังอยู่เสมอ การมีสมาธิจะเริ่มมาจากความตั้งใจฟัง มีใจจดจ่อต่อเรื่องที่ได้ฟัง ไม่วอกแวกต่อสิ่งรบกวนต่างๆ
การมีสมาธิในการฟงั ยงั จะทำให้ผู้ฟังมกี ิรยิ าท่าทางที่สำรวมอีกด้วย
2. พยายามจับประเด็นสำคัญ วิธีการฟังที่ดีนอกจากต้องใช้สมาธิในการฟังแล้ว ผู้ฟังควร
พยายามจับประเดน็ สำคญั ของเร่ืองทกุ ครงั้ ที่ฟัง การจับประเดน็ สำคัญเร่มิ มาจากผฟู้ งั กำหนดจดุ มุ่งหมายในการ
ฟังไว้แล้ว ฟังอย่างตั้งใจตลอดเรื่อง จดบันทึก และพยายามจับสาระสำคัญโดยใช้การพิจารณาจากพ้ืน
ฐานความรู้และประสบการณ์ และสดุ ทา้ ยใหส้ รุปประเดน็ สำคัญของเรอ่ื ง
3. พิจารณาไตร่ตรองเรื่องที่ฟัง เป็นการฟังแล้วนาเรื่องที่ฟังมาวิเคราะห์แยกแยะข้อเท็จจริง
และข้อคิดเห็น หาสาระความรู้จากเรื่องที่ฟัง แล้วนามาพิจารณาประเมินค่าว่าน่าเชื่ อถือ มีประโยชน์หรือ
เหมาะแกก่ ารนำไปปฏิบตั ติ ามหรอื ไม่
นพเก้า ณ พัทลุง(2548:22) ได้กล่าวว่าความหมายของทักษะการฟัง หมายถึงความสามารถในการ
จับประเด็นใจความหลักจากสิ่งที่ฟังได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนซึ่งเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน เพราะ
ผู้เรียนต้องเข้าใจสาระสำคัญจากสิ่งที่พูดอารมณ์และความคิดเห็นของผู้พูดและสามารถตอบสนองระบุ
ความสัมพนั ธ์ระหว่างผูพ้ ดู หรือบริบทของการพูดได้ คณุ คา่ ของการฟังคืออะไร
จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่าทักษะการฟัง คือ ทักษะที่สำคัญที่สุด ที่จะนำไปสู่ทักษะขั้นต่อ ๆ ไป
คือ การพูด การอ่าน และการเขียนการฟังอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ผู้ฟังได้รับความรู้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาด้าน
สติปัญญา โดยทักษะการฟังนั้นต้องมีสมาธิในการฟัง ผู้ฟังควรพยายามจับประเด็นสำคัญของเรือ่ งทุกครั้งที่ฟัง
พิจารณาไตร่ตรองเรื่องที่ฟัง เป็นการฟังแล้วนาเรื่องที่ฟังมาวิเคราะห์แยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น
หาสาระความรู้จากเรื่องที่ฟัง แล้วนามาพิจารณาประเมินค่าว่าน่าเชื่อถือ มีประโยชน์หรือเหมาะแก่การนาไป
ปฏบิ ัตติ ามหรอื ไม่ วิธีการฟังท่ดี ีขา้ งต้นเป็นหลักการฟงั อันสำคัญ สามารถนำไปปรับใช้กับการฟังได้ทุกประเภท
อย่างไรก็ตาม การจะฟังได้อยา่ งดีมปี ระสิทธภิ าพนนั้ ตอ้ งอาศยั ความตั้งใจและหมั่นฝึกฝนของผฟู้ ังอยูเ่ สมอ
1.1.2 ประเภทของการฟงั
อุดมพร ประเสรฐิ และคณะ (2549: 31-32) กล่าวว่าในการสอ่ื ความหมายนัน้ ไม่มีอะไรสำคัญ
เทา่ การฟงั เมอ่ื คนเรามาตดิ ต่อสัมพันธก์ ันทุกคนควรตระหนักเรื่องของการฟงั และควรปรับปรุงความสามารถใน
การฟังของตนดว้ ยการฟังจะเกดิ ประสทิ ธิภาพจะต้องรูจ้ ักจำแนกประเภทของการฟงั ซ่ึงในที่น้ีจะแบง่ ออกเปน็ 2
ประเภทดงั นี้
1. การฟังเพื่อจับใจความ หมายถึงการฟังที่สามารถเขา้ ใจสรุปสาระสำคัญ สรุปความคิดรวบยอดของ
เรื่องที่ฟงั ได้ อกี ท้ังสามารถถา่ ยทอดเล่าอธิบายเร่อื งท่ีฟงั ใหผ้ อู้ ่นื ไดร้ ับรู้ได้ เช่น การฟงั ข่าว บทความ บทวจิ ารณ์
นทิ าน ประวตั ศิ าสตร์ เป็นต้น การฟงั เพือ่ จับใจความควรปฏิบัตดิ ังนี้
12
1) ต้องสำรวมจิตตั้งใจฟังอย่างแน่วแน่ให้รู้ว่าฟงั เรื่องอะไร ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ผลเปน็
อยา่ งไร
2) ใหส้ ังเกตว่าตอนใดเป็นใจความสำคัญ ตอนใดทเ่ี ป็นความมาประกอบ
3) พยายามลำดับความใหไ้ ด้ว่าอะไรมากอ่ นหลัง
4) อาจจะจดข้อความสำคญั ๆ เชน่ ชอื่ ตัวเลขสถติ วิ นั เดอื นปีเวลา
5) ประมวลความเขา้ ใจสรุปความคดิ เหน็ เม่ือฟังจบแลว้
2. การฟังอย่างมวี ิจารณญาณ หมายถึง การฟังที่มีการใช้กระบวนการคดิ ใครครวญด้วยเหตุผลท่วี ่าสิ่ง
ทีไ่ ดฟ้ งั มีประโยชน์ มคี ุณคา่ มากน้อยอย่างไร สามารถตดั สินใจนำไปเลือกใช้ประโยชน์ โดยจะต้องรู้จักแยกแยะ
ข้อเท็จจริง และความคิดเห็น บางครั้งจะต้องตีความ การฟังอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นกระบวนการที่ซับซอ้ น
และลึกซึ้งกว่าการฟังจับใจความ การฟังอย่างมีวิจารณญาณ และลึกซึ้งกว่าการฟังจับใจความ การฟังอย่างมี
วจิ ารณญาณควรฝึกปฏิบัติดังน้ี
1) วเิ คราะห์ เป็นการวเิ คราะหส์ าระ ความสำคัญ เจตนา ความหมาย
2) ใครค่ รวญ เป็นการไตรต่ รองพจิ ารณาหาเหตุผล แล้วตีความหมายของเร่อื งทไ่ี ดร้ ับฟงั
3) วินิจฉัย โดยแยกให้ได้ว่า ส่วนใดข้อเท็จจริง ส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ส่วนใดเป็นข้อคิดเห็น
หรือสว่ นใดเป็นเพยี งความรูส้ กึ ของผพู้ ดู
4) ประเมินค่า โดยตัดสินคุณค่าของสิ่งที่ได้ฟัง รู้จักคัดเลือก ข้อมูลที่สำคัญมีประโยชน์ การ
ประเมนิ ค่าของสิง่ ท่ไี ดร้ ับฟัง ข้นึ อยกู่ ับความรู้ ความคดิ ประสบการณข์ องผฟู้ ังดว้ ย
เนชันและนิวตัน (Nation and Newton. 2009 : 40) ได้กล่าวถึงประเภทของการฟังว่า การฟัง
สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลกั ๆ ได้แก่
1. การฟังแบบทางเดียว (One-way listening) เกี่ยวข้องกับการการถ่ายโอนข้อมูล (การรับฟังข้อมูล
เพียงฝ่ายเดียว)
2. การฟังแบบสองทาง (Two-way listening) เกี่ยวข้องกับการที่ยังคงรักษา ความสัมพันธ์ทางสังคม
(การฟังทีม่ กี ารสอ่ื สารระหว่างกัน)
ไทยากิ (Tyagi. 2013 : 4-5) ไดก้ ล่าววา่ การฟังนัน้ มีหลายประเภทด้วยกนั ซึง่ ได้แก่
1. การฟังเชิงรุก (Active listening) คือ การฟังที่แสดงถึงความสนใจและกระตุ้นให้การพูดดำเนิน
ตอ่ ไป
2. การฟังอย่างตั้งใจ (Appreciative listening) คือ การหาแนวทางยอมรับและเห็นคุณคา่ ของบคุ คล
อ่นื ผา่ นสงิ่ ท่ีเขาพูด การหาโอกาสชมเชย และการฟังส่ิงใดส่ิงหนง่ึ เพือ่ ความเพลดิ เพลนิ เชน่ การฟงั เพลง
3. การฟังอย่างใส่ใจ (Attentive listening) คือ การฟังที่แสดงออกถึงความตั้งใจอย่างเห็นได้ชัดและ
ฟังอยา่ งระมัดระวัง
4. การฟังท่มี ีอคติ (Biased listening) คือ การฟงั ท่ีมอี คตสิ ่วนบุคคล เชน่ บคุ คลที่ฟังเพียงแค่สิ่งท่ีเขา
อยากจะฟงั เท่าน้ัน
13
5. การฟังโดยไม่ตั้งใจ (Casual listening) คือ การฟังโดยไม่มีการแสดงถึงความตั้งใจอยา่ งชัดเจน แต่
ความจริงแล้วอาจต้งั ใจฟงั เป็นอย่างมาก
6. การฟงั อย่างเข้าใจ (Comprehension listening) คือ การฟังเพอื่ ความเขา้ ใจ
7. การฟงั แบบวิเคราะห์ (Critical listening) คือ การฟังเพ่ือประเมินผล วจิ ารณ์ หรอื แม้แตก่ ารตัดสิน
สิ่งทีใ่ ครก็ตามไดพ้ ูดไป
8. การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep listening) คือ การฟังเพื่อเข้าใจผู้คน บุคลิกลักษณะ และความจริงใจ
รวมทงั้ แรงกระตุ้นในการพดู
9. การฟังเพือ่ แยกแยะ (Discriminative listening) คอื การฟังเพอ่ื ระบสุ ง่ิ ใดสิ่งหนึ่ง
10. การฟังเพื่อเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น (Empathetic listening) คือ การฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่น
กำลังร้สู กึ ซง่ึ แสดงถงึ การเขา้ ใจ ความร้สู กึ ของผอู้ ่นื
11. การฟังเพ่ือประเมินคา่ (Evaluative listening) คือ การฟงั เพือ่ ประเมินคา่ และวจิ ารณ์
12. การฟังอย่างเพิกเฉย (Inactive listening) คือ การฟังแบบแสร้งทำ แต่อันที่จริงแล้วกำลังใช้เวลา
ในการขบคิด
13. การฟังเพอ่ื ตัดสิน (Judgmental listening) คือ การฟงั เพอื่ ประเมนิ ค่าและวิจารณ์
14. การฟังเพียงบางส่วน (Partial listening) คือ การฟังอย่างตั้งใจ แต่บางครั้งก็ใช้เวลาในการคิด
เรือ่ ยเป่อื ยหรือการคดิ เพ่อื พูดตอบโต้
15. การฟังเพอ่ื สะท้อนกลับ (Reflective listening) คอื การฟงั เพอ่ื สะทอ้ นสง่ิ ทผ่ี ้อู ื่นได้พดู ไปแลว้
16. การฟังเพื่อความสัมพันธ์ (Relationship listening) คือ การฟังเพื่อพยงุ และพัฒนาความสัมพันธ์
กับผ้อู น่ื
17. การฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ (Sympathetic listening) คือ การฟังด้วยความกังวลถึงความเป็นอยู่
ที่ดขี องผอู้ น่ื
18. การฟังเพื่อบำบัดโรค (Therapeutic listening) คือ การฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่น กำลังรู้สึก ซึ่ง
แสดงถึงการเขา้ ใจความรู้สึกของผู้อน่ื
19. การฟังโดยสมบูรณ์ (Total listening) คือ การฟังที่ให้ความสนใจอย่างมาก ในสิ่งที่ได้ฟังและ
เขา้ ใจความหมายเชิงลกึ
1.2.3 ลกั ษณะของกจิ กรรมเพลง
สุนันทา สนุ ทรประเสริฐ ( 2547 ) ได้กลา่ วถึงลกั ษณะของเพลงทนี่ ำมาใช้ประกอบการสอน
ดงั นี้
1.เปน็ ทำนองเพลงลกู ทุ่งทีน่ ักเรียนสามารถฟังจนตดิ หู หรอื ร้องจนติดปาก
2.แตง่ เป็นบทร้อยกรองกลองสุภาพ หรอื กาพย์ยานี11 แลว้ นำมาใสท่ ำนองเป็นเพลงไทยเดมิ
ทส่ี นกุ
3.มีเน้อื หาของเร่ืองท่จี ะสอนสอดแทรกไว้ในเพลงทุกเพลง
14
4.เพลงทีใ่ ชส้ ่วนใหญม่ เี นื้อร้องสน้ั ๆไม่ยาวจนเกนิ ไป
5.เนน้ ความไพเราะสนุกสนานเปล่ยี นบรรยากาศในการเรียนไม่ใหเ้ ครง่ เครียด
6.หลังจากรอ้ งเพลงจบแล้ว จะมกี ารอภิปรายเกย่ี วกับเนื้อหาหรือปัญหาทนี่ ่าคิดจากเน้ือเพลง
เจนเซน ( Jensen, 2009 : 150 ) กล่าวถึงความสำคัญของดนตรีว่าหากครูนำมาใช้ในชั้น
เรียนทำใหบ้ รรยากาศการเรียนรู้มีมติ รภาพมากขึ้น และเป็นการสร้างสมั พนั ธภาพทด่ี รี ะหว่างครกู ับนักเรียน
สิริพัชร์ เจษฏาวิโรจน์ ( 2550 : 29-30 ) กล่าววา่ การใช้เพลงประกอบการสอนจะชว่ ยทำให้
บทเรยี นน่าสนใจ สนุกสนานเพลดิ เพลนิ ช่วยสร้างแรงจูงใจใหแ้ ก่นกั เรยี นในการเรียน ช่วยใหจ้ ดจำเนื้อหา และ
ประทับความรู้สึกไว้ได้นาน และช่วยทำให้บทเรียนดูง่ายขึ้น การใช้เพลงประกอบการสอนในระดับ
ประถมศึกษามีประโยชน์มาก เพราะเด็กในวัยนี้ชอบเล่น ชอบแสดง ชอบร้องเพลง และนอกจากนี้ การใช้
เพลงประกอบการสอนยังเป็นการชว่ ยส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเดก็ ช่วยเสรมิ สรา้ งให้เด็กมรี ะเบียบ วินัย
มปี ระสบการณ์กว้างขวางและชว่ ยสร้างสมั พันธภาพอย่างเปน็ กนั เองระหวา่ งครกู บั นักเรยี น
สรุปวา่ ลกั ษณะของเพลงประกอบการสอนคือ ลกั ษณะของเพลงที่ฟังแล้วนกั เรียนสามารถฟงั จนติดหู
ไม่ ยาวเกนิ ไป สนุกไพเราะ
1.1.4 แนวทางการจดั การเรยี นรขู้ องทักษะการฟงั
ฟนิ อกเขยี โรและบรมฟศิ (Finocchiano & Brunafit. 1983: 138-139) กล่าววา่ การเลือกใช้
กิจกรรมการเรียนการสอนขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และเนื้อหาของบทเรียนเป็นสำคัญกิจกรรมถือว่าเป็นสิ่งที่จะ
ช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการสื่อสารผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้เสนอแนะกิจกรรมที่เน้นทักษะการ
ฟงั ดงั นี้ (ได้เสนอแนะ
1. กิจกรรมในการสอนทกั ษะการฟังดังเช่นให้ฟังคำสัง่ จากครูเช่นฟังการถามคำถามการบอก
แนวทางในการปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ การอธิบายภาพการเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการบอกแนวทางในการทำ
กจิ กรรมของครเู ป็นภาษาองั กฤษเป็นตน้
2. ให้ฟังเพอื่ นร่วมห้องถามคำถามสรุปเร่อื งหรือเล่าเรือ่ งตา่ งๆเปน็ ภาษาอังกฤษ
3. ใหผ้ ูเ้ รียนมีโอกาสแสดงบทบาทสมมุติแสดงละครหรอื การสนทนา
4. ใหฟ้ ังคำบรรยายของบคุ คลภายนอกหรอื ฟงั บทเรยี นจากเทปฟังเพลงหรือปาฐกถา
5. ให้ชมภาพยนตรโ์ ดยเฉพาะทจี่ ดั ทำเพ่อื ใช้สำหรบั การสอน
6. ใหส้ มั ภาษณ์ชาวตา่ งประเทศทอ่ี ยใู่ นชุมชน
7. ใหร้ ว่ มการบรรยายการประชุมปฏบิ ัติการหรือการประชุมต่าง ๆ ท่ใี ชภ้ าษาองั กฤษ
8. ให้เลน่ เกมภาษาอังกฤษ
สมยศ เมน่ แย้ม (2543: 64) ไดเ้ สนอแนะกิจกรรมในการสอนฟังดงั นี้
1. ฟงั และทำตาม (Follow the direction)
2. ฟงั และพูดตาม (Listen and repeat)
3. ฟังและตอบคำถาม (Listen and answer)
15
4. ฟังแลว้ วาดภาพ (Listen and draw)
5. ฟังและเขยี น (Listen and write)
6. ฟังแล้วรอ้ งเพลง (Listen and sing a song)
7. ฟงั แล้วเดาความหมายจากเสยี งหรอื ทายเหตกุ ารณ์ (Listen and guess)
ปราณี ธนะชานนั ท์ (2547:73) ได้เสนอแนะกิจกรรมที่สง่ เสริมทกั ษะการฟังไวด้ ังนี้
1. การเขียนตามคำบอก มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในการพัฒนาการรับรู้เสียงของภาษา
และตรงกันข้ามกับความเห็นส่วนใหญ่เร่ืองการเขียนตามคำบอก การทำเช่นนี้อาจเป็นกิจกรรมท่ีสนุกสนานได้
ครูอาจออกเสียงให้เด็กเขียนในรูปภาพ ตาราง บิงโกและแผนที่มหาสมบัติเด็กเลือกช่องที่จะเขียนเสียงลงไป
และได้แต้มถ้าเลือกช่องบางช่องเด็กๆอาจมีใบงานที่มีเสียงและคำอยู่แลว้ และทำกจิ กรรม เช่น ฟังเสียงหรอื คำ
บอกเลือกคำตอบที่ถูกบนใบงาน แล้วโยงเข้าด้วยกนั เพื่อสร้างเป็นภาพหรือเดินทางไปตามเขาวงกต หรืออาจ
ทำกิจกรรมในคลังเกม เช่น Bingo (บิงโก) Chopstick Spelling(การสะกดคำด้วยตะเกียบ) Treasure Hunt
Challenge (การค้นหาขุมทรพั ย)์
2. การเล่าเรื่อง ถ้าเด็กเรียนมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์การเล่าเรื่องถือเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วย
สง่ เสรมิ การฟงั โดยเฉพาะหากสามารถรวมภาษาในเร่ืองให้กลมกลืนไปกับเน้ือหาท่ีเรียน เมื่อใชเ้ ร่ืองสำหรับฝึก
การฟงั ครูอาจจำเร่อื งมาเล่าใหเ้ ด็กฟัง อา่ นให้ฟงั หรอื เปดิ เทปให้ฟงั หากเปน็ เรือ่ งทค่ี รจู ำมาก็เป็นการง่ายมากที่
จะพูดโต้ตอบกับเด็ก แต่ครูก็อาจพูดจาโต้ตอบได้บ้างเหมือนกันถ้าครูอ่านเรื่อง ข้อเสียของกิจกรรมประเภทน้ี
คือ ไม่ว่าครูจะพยายามให้เรื่องเป็นจุดรวมของกิจกรรมมากเพียงใด แต่ก็มักจะลงเอยด้วยการที่ครูเป็น
ศูนย์กลางแตถ่ ้าหากครคู อยระวังดงึ เด็กเขา้ มาร่วมด้วยให้มากที่สุดก็จะสามารถเพิ่มพูนประสบการณ์ของเด็กๆ
กับภาษา อังกฤษอีกวิธีหนึ่งคือการใช้หุ่นหรอื ตุ๊กตาแทนตัวละครโดยพยายามให้หุน่ ออกท่าทางตามเรื่องราวที่
ครูอ่านหรือเล่าอย่างไรก็ตามการให้เด็กฟังเรื่องจากเทปหรือซีดี มีข้อดีที่สำคัญบางประการเด็กสามารถได้ยิน
เสียงคนต่างๆมากมาย มีการบันทึกไว้ให้ฟังซ้ำระหว่างที่ไม่ได้เรียนและสามารถกลับไปฟังเรือ่ งเดิมแบบเดิมได้
ง่ายเด็กๆก็จะสามารถฟังเรอื่ งอีกทบ่ี า้ นได้
จากคำกลา่ วนกั การศึกษาท่ีเกีย่ วกับกิจกรรมการฟังดังกล่าวทำให้พอสรปุ ไดว้ ่ากิจกรรมการฟังมีหลาย
กิจกรรมด้วยกันตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้การเลือกใช้กิจกรรมการเรียนการสอนขึ้นอยู่กับจุดประสงค์
และเนื้อหาของบทเรียนเป็นสำคัญกิจกรรมถือว่าเป็นสิง่ ที่จะช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการสื่อสาร
ผู้สอนควรใช้กิจกรรมการฟังที่หลากหลายเพื่อให้บทเรียนน่าสนใจและกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำ
กจิ กรรมได้อย่างทวั่ ถึงการใหน้ ักเรียนฝึกทักษะการฟงั บ่อย ๆ จะทำให้นกั เรยี นมีการพัฒนาการฟังและส่งผลไป
ยังนครพฒั นาทกั ษะอ่นื ๆ เชน่ การพดู การอ่านและการเขยี นตอ่ ไป
1.2 กจิ กรรมเพลง
1.2.1 ความหมายของเพลง
16
กจิ กรรมเพลงการร้องเพลงเปน็ กจิ กรรมหน่งึ ท่เี ด็กขอบและมีความกระตอื รือร้นท่จี ะเรียนการ
สอนร้องเพลงภาษาอังกฤษช่วยให้เด็กได้รู้จักการออกเสียงสระพยัญชนะการเน้นเสียงคำศัพท์และโครงสร้าง
ของประโยคนอกจากเพลงในหนังสือหรือคู่มือครูแล้วครูอาจนำเพลงจากภาพยนตร์แผ่นซีดีเพลงห รือเพลงท่ี
กำลงั เปน็ ทน่ี ยิ มมาใชส้ อนเด็กไดใ้ นการสอนเพลงควรใหน้ ักเรยี นทำท่าทางประกอบเพลงไปดว้ ยความหมายของ
เพลงมีผใู้ หค้ วามหมายของเพลงและดนตรไี ว้หลายท่านดังนี้
ธีระศักด์ิ วดีศิริศักดิ์ (2540: 23) กล่าวว่าเพลงคือภาษาอย่างหนึ่งที่สามารถสื่อความคิดเป็น
จินตนาการและความรู้สึกออกมาในรูปของถ้อยคำและเสียงซึ่งผู้ฟังแต่ละคนสามารถรับรู้ด้วยจินตนาการที่
แตกตา่ งกนั ออกไป
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ (2542: 80) การรอ้ งเพลงเปน็ กิจกรรมที่จัดให้เด็ก
แสดงออกเพอื่ ความสนุกสนานเพลิดเพลนิ และเรียนรู้เก่ยี วกบั ภาษาและจังหวะดนตรี
ราชบัณฑิตยสถาน (2542: 258) ให้ความหมายของเพลงไว้ว่าเพลงหมายถึงสำเนียงขับร้องทำนอง
ดนตรสี รุปได้วา่ เพลงคือเสยี งจงั หวะการขับร้องทำนองดนตรที ีแ่ สดงออกถึงพฤติกรรม
สรุปได้ว่าเพลงคือเสียงจังหวะการขับร้องทำนองดนตรีที่แสดงออกถึงพฤติกรรมของผู้ร้องเพลงซึ่ง
รวมถึงการแสดงท่าทางประกอบและการพูดเข้าจังหวะดนตรีเพลงช่วยเกิดความพึงพอใจความสุขใจและความ
สนกุ สนานเพลดิ เพลิน
1.2.2 ความสำคัญของกจิ กรรมเพลง
นกั การศกึ ษาและนักวิจยั หลายท่านใหค้ วามสำคญั ของเพลงไวด้ ังน้ี
แรมสมร อยสู่ ถาพร (2538: 33) ยงั ไดก้ ล่าววา่ เพลงชว่ ยลดความเครียดและทำให้เกิดอารมณ์สุนทรียะ
ภาพ ดังนั้นครูควรจะเรียนรู้วิธีการหรือเทคนิคการใช้เพลงประกอบการเรียนการสอนเพราะถ้าครูสามารถ
เตรยี มบทเรยี นได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วผ้เู รยี นจะไดร้ บั ความร้ทู างภาษาพร้อมกบั ความสนุกสนานไปดว้ ย
กุศยา แสงเตช (2545: 136) กล่าวว่าเพลงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการสอนภาษาได้เป็นอย่างดี
เพราะผู้เรียนชอบร้องเพลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วการร้องเพลงทำให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนอิริยาบถทำให้บทเรียนมี
ชีวติ ชีวาบทเพลงท่นี ำมาฝึกนน้ั จะชว่ ยเก่ียวกบั การออกเสียงคำศัพทใ์ หม้ ีความสมบูรณ์มากย่ิงข้ึน
อริยะ สุพรรณเภษัช (2546: 18) กล่าวถึงการจัดระบบการศึกษาในปจั จุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการ
สอนหรือหลักสูตรส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปในการพัฒนาสมองซีกซ้ายโดยเด็กต้องท่องจำคิดเลขเรียนรู้ทางภาษา
ระเบียบกฎเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลอันเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายทั้งนั้นทั้งที่เด็กในวัน นี้ควรจะได้รับการ
กระตุ้นให้สมองซีกขวาได้พัฒนาอย่างเต็มที่โดยการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิดจินตนาการของเด็กโดยการ
พัฒนาสมองทั้ง 2 ซีกไปพร้อมกันและเท่าเทียมกันโดยให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาจากระบบท่ี
เปน็ อยู่เป็นระบบท่ีใหเ้ ด็กมีอิสระในการคิดการหาคำตอบมากขึ้นการพัฒนาสมองซีกขวาอาจทำได้โดยการสอน
ใหเ้ ดก็ ไดม้ ีกจิ กรรมทีเ่ กยี่ วกบั จินตนาการเช่นการเล่านิทานการแสดงละครการเล่นเกมเล่นกีฬาคนตรีและศิลปะ
17
ตลอดจนการฝึกสมาธิประกอบกับเสียงคนตรีเสียงเพลงที่คัดเลือกไว้อย่างเหมาะสมก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่
นา่ สนใจกบั กาพัฒนาสมองเด็ก
จากความสำคัญกิจกรรมเพลงดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า เพลงเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อจัดการ
เรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างยิ่งการนำกิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริมการเรียนภาษาไม่เพียงแต่ผู้เรียนจะได้รับ
ความสนุกสนานเพลิดเพลนิ ยังได้รับความรู้ในเร่ืองของคำศพั ทก์ ารออกเสียงความม่ันใจรวมถงึ เกิดเจตคติท่ีดีต่อ
การเรยี นภาษาอกี ดว้ ย
1.2.3 แนวทางการจดั การเรยี นรู้ของกิจกรรมเพลง
อรสา กุมารีบุกหุต (2521: 34-35) กลา่ วว่า การนำเพลงมาใช้ประกอบการสอนสามารถฝึกทักษะ
ใหแ้ กน่ กั เรียนทั้ง 4 ด้าน คือ การฟัง การอา่ น การพูด การเขียน ถา้ นำมาใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั ระดบั ชั้นและวยั
ของนักเรยี นและการใช้เพลงประกอบการสอนนน้ั มปี ระโยชน์ และสร้างความสนใจใหก้ ับนกั เรียนได้มากกว่า
เชน่ เราฝกึ หัดให้เดก็ ย่อความจากเร่อื งทใ่ี กลต้ ัว ถ้าจะเปลี่ยนแปลงมาให้เด็กฝึกหดั ย่อความจากเนื้อเพลงบ้าง
จะได้ความแปลกใหม่ทีล่ ดความนา่ เบอื่ เกา่ ๆลงได้บา้ ง
เจยี รนยั พงษ์ศิวาภัย (2539: 52) ไดเ้ สนอให้ผู้สอนว่าควรใชเ้ พลงเปน็ เครื่องมือเพ่มิ พนู
ประสบการณ์ โดยจดั กจิ กรรมตา่ งๆดังนี้
1.เล่าเร่ือง หรือเล่าเรื่องท่สี รา้ งข้ึนใหม่เกีย่ วกับเพลง
2.เขียนเร่ืองราวเก่ียวกบั เพลง
3.ดัดแปลงเนื้อหาเปน็ บทสนทนาสน้ั ๆ
4.นำแบบประโยคในเพลง หรือนำประโยคดๆี มาฝกึ โครงสรา้ งทางไวยากรณ์
5.หาคำใหมม่ าแทนในเพลง หรอื ประโยคดีๆ มาฝกึ โครงสรา้ งทางไวยากรณ์
6.แสดงท่าทางประกอบจังหวะ
7.สนทนาซักถามเกี่ยวกับเนื้อเพลงเหมือนกับ ถาม – ตอบ ในการอ่านเพื่อความ
เขา้ ใจ
8.เขยี นเนอื้ เพลงลงสมุด
กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ (2540: 8 – 13) กล่าวว่า เพลงมีประโยชน์อย่างยิ่งเพราะเพลงเป็นสิ่งบันเทิง
อย่างหนึ่งที่ผู้คนชอบฟังการนำเพลงมาใช้กับการสอนช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ โดยเฉพาะทักษะการฟัง เช่น
การจบั ใจความสำคญั ทีไ่ ดจ้ ากการฟงั เพลง นอกจากจะใหค้ วามไพเราะดา้ นเน้ือร้องและทำนองแล้ว บทเพลงยัง
สอดแทรกความรู้ให้คตเิ ตือนใจอีกดว้ ย การใช้เพลงประกอบการสอนจะชว่ ยกระตนุ้ ความสนใจให้แก่ผู้เรียนทำ
ให้สนุกสนานเพลิดเพลนิ เห็นความสำคัญของความงามทางภาษาถ้อยคำในบทเพลง
สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2550: อ้างในสุธาสินีย์, 2559) กล่าวว่า ในการใช้เพลงประกอบการสอนน้ัน
ครู อาจจะใช้ในขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นทำกิจกรรมการเรียนการสอน หรือขั้นสรุปก็ได้ ขึ้นอยู่กับความ
เหมาะสมและดุลยพินิจของครู และในการร้องเพลง ครูอาจเป็นคนร้องหรือให้นักเรียนร้อง หรือเปิดเทป
18
บันทึกเสียงให้ฟังก็ได้ที่สำคัญอย่าลืมสนทนาถึงสาระสำคัญของเนื้อเพลง หรือข้อคิดข้อเตือนใจที่ได้จากเพลง
หรอื ใหน้ กั เรียนทำกจิ กรรมอย่างใดอย่างหนง่ึ หลังจากท่ีได้ฟังเพลงแล้วดว้ ยกไ็ ด้
จากแนวทางการจัดการเรียนร้โู ดยใชก้ ิจกรรมเพลง จะเหน็ ไดว้ ่าเพลงไมใ่ ชจ่ ะมบี ทบาทและ
อิทธิพลต่อชวี ติ คนเราเทา่ น้นั ในเรอื่ งของการจัดการศกึ ษา เพลงยงั มีคุณค่าทใ่ี ช้เป็นสอ่ื ประกอบบทเรียน และ
สามารถบรู นาการได้ทั้ง 4 ทกั ษะ ไม่ว่าจะเปน็ การฟงั การอา่ น การพดู หรือการเขยี น และยงั สามารถพฒั นา
ผ้เู รียนให้เกิดการเรยี นรตู้ ามที่หลกั สูตรต้องการ
1.2.4 ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมเพลง
เจนเซน (Jensen,2009 : 150) กลา่ วถึง ความสำคัญของดนตรีว่าหากครูนำมาใช้ในช้ันเรียน
ทำใหบ้ รรยากาศเรียนรมู้ ี มติ รภาพมากขน้ึ และเป็นการสรา้ งสมั พนั ธภาพท่ีดรี ะหว่างครกู ับนักเรยี น
สิริพชั ร์ เจษฎาวโิ รจน์ (2550 : 29-30) ได้กล่าววา่ การใช้เพลงประกอบการสอนจะช่วยทำ
ให้บทเรียนน่าสนใจ สนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยสร้างแรงจูงให้แก่นักเรียนในการเรียน ช่วยให้จดจำเนื้อหา
และประทับใจความรูสึกไว้ได้นาน การใช้เพลงยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเดก สร้างระเบียบวินัย
ประสบการณ์ สร้างสมั พันธภาพทีด่ รี ะวา่ งครูกับนกั เรยี น
ณรงค์ กาญจนะ (2553) กล่าววา่ ประโยชนข์ องการใชเ้ พลง
1.สร้างแรงจูงใจในการเรยี น
2.สร้างบรรยากาศท่ดี ีต่อการเรยี นรู้
3.เสรมิ สร้างระเบยี บวนิ ัยแก่ผูเ้ รียน
4.เกิดความสนกุ สนาน เพลดิ เพลิน
5.ช่วยให้จดจำเน้ือหาในบทเรยี นไดน้ าน
6.ช่วยสง่ เสริมพฒั นาการทกุ ดา้ นของนักเรยี น
สรุปได้ว่า ของประโยชน์เพลงประกอบการสอน คือทำให้บทเรียนน่าสนใจ สนุกสนาน
เพลิดเพลิน ช่วยสรา้ งแรงจูงให้แก่นักเรียนในการเรียน ช่วยใหจ้ ดจำเน้ือหาและประทับใจความรู้สึกไว้ได้นาน
การใชเ้ พลงยังชว่ ยสง่ เสรมิ พฒั นาการทุกด้านของเด็ก สร้างระเบียบวินยั ประสบการณ์ สรา้ งสัมพนั ธภาพที่ดี
ระว่างครูกับนกั เรยี น เพลงยังชว่ ยผอ่ นคลายความเครียด ทำใหส้ นกุ สนาน และส่อื ความหมายตามวตั ถปุ ระสงค์
ของผู้ประพันธ์ เพลงสามารถสะท้อนปัญหาของสังคมหรือให้แง่คิดในการดำเนินชีวิต เพลงเกี่ยวกับศาสนาจะ
ใหค้ ุณค่าดา้ นคณุ ธรรม อีกดว้ ย
2. งานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วข้อง
2.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
สุภรณ์ ตั้งตระกูล (2548) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลการสอนตามแนวการสอนเพื่อการสื่อสาร
โดยใช้เพลงประกอบการสอนที่มีต่อความสามารถในการฟังและเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษและเจตคติในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนตามแนวการสอนเพ่ือ
19
การสื่อสารโดยใช้เพลงเป็นสื่อประกอบการสอนกับการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
(1) แผนการสอนกลุ่มทดลองจำนวน 7 แผนซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านคุณภาพของ
แผนการสอนเท่ากับ 4. 4 มีคา่ เฉล่ีย 4. 33-5. 00 (2) แผนการสอนกลมุ่ ควบคมุ จำนวน 7 แผน (3) แบบทดสอบ
ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษตอนที่ 1 มีค่าความยากง่าย 0. 57 0. 77 ค่าอำนาจจำแนก 0. 40-0. 80
คา่ ความเที่ยง 0. 75 ตอนที่ 2 คา่ ความยากง่าย 0. 4-0. 73 ค่าอำนาจจำแนก 050-0. 80 ค่าความเทย่ี ง 0. 88
(4) แบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านมีค่าอำนาจ
จำแนก 1. 75-8. 13 และค่าความเทยี่ ง 0. 89 ผวู้ ิจัยได้นำเคร่ืองมือไปทดลองใช้กบั กลมุ่ ตวั อยา่ งซ่งึ เป็นนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไพศาลีพิทยาอำนายไพศาลีจังหวัดนครสวรรค์จำนวน 2 ห้องเรียนห้องเรียนละ
30 คน จากผลการวิจัยครั้งนี้พบวา่ ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรยี นกลุ่มทดลองหลงั เรียนสงู
กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษหลังเรียนของ
นักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 เจตคติต่อการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติทร่ี ะดบั . 05 เจตคติ
ต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติท่ีระดบั . 05
ประภัสสร พึ่งอินทร์ (2552) ได้วิจัยการพัฒนาชุดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการฟัง การพูด
ภาษาอังกฤษโดยใช้เพลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชายเขาวิทยา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์
กลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นชายเขาวทิ ยา จำนวน 20 คน ซงึ่ ไดม้ าโดยการ
สุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการฟัง การพูด
ภาษาองั กฤษโดยใช้เพลง และแบบวัดความพึงพอใจต่อชุดการเรียนการสอนสถติ ิท่ีใชว้ ิเคราะห์ข้อมลู ได้แก่ ค่า
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนการ
สอนที่เน้นทักษะการฟัง การพูดภาษาอังกฤษโดยใช้เพลง มีจานวน 5 หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ 1 Me and my
letters หน่วยที่ 2 Good morning, Nice to meet you, the butterfly หน่วยที่ 3 What is your name?
หน่วยที่ 4 Let’s learn Yes-No question and Wh-question และหน่วยที่ 5 Our Loy Krathong. 2) ชุด
การเรียนการสอนที่เน้นทักษะ การฟัง การพูดภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงประกอบ มีประสิทธิภาพเท่ากับ
89.49/83.42 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 70/70 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดการเรียนการสอนที่
เน้นทักษะการฟัง การพูดภาษาอังกฤษโดยใช้เพลง พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างพึงพอใจต่อชุดการเรียนการ
สอนที่เน้นทักษะการฟัง การพูดภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงในภาพรวมมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างมี
นยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .01
วริยา ศรสี วสั ดิ์ (2554) ไดท้ ำการวิจยั การเปรียบเทียบความสามารถดา้ นการฟงั พูดและเจตคติต่อการ
เรยี นภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 6 ทไี่ ดร้ ับการจดั การเรียนรู้โดยใช้เกมกบั การใช้เพลง การ
วิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟัง พูดและศึกษาเจตคติที่มีต่อการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้เกมกับการใช้เพลง กลุ่ม
20
ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6โรงเรียนวัดท่าช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 3 ปีการศึกษา2554 ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มทดลองท่ี1 จำนวน
31 คน และกลุ่มทดลองท่ี2จำนวน 35 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ยั ได้แก่แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบทดสอบ
วัดความสามารถด้าน การฟังมีค่าความเชื่อมั่น 0.933 แบบทดสอบวัดความสามารถ ด้านการพูดมีค่าความ
เช่อื มนั่ 0.952 และแบบวดั เจตคตติ อ่ การ เรียนภาษาอังกฤษ มีค่าความเชื่อมั่น 0.823 วเิ คราะหข์ อ้ มูล โดยการ
หาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถด้านการฟัง
พดู และ เจตคตติ อ่ การเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มทีไ่ ด้รบั การจัดการเรียนรู้โดย
ใชเ้ กมกับกลมุ่ ทีไ่ ด้รบั การ จดั การเรยี นรู้โดยใช้เพลงแตกต่างกันอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
บุษกร ภูภักดี (2557) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการฟังและเจตคติต่อการเรียน
วิชาภาษาองั กฤษของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ และกลุ่มโรงเรียนพระนอน สังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาสิงห์บุรีโดยใช้เพลงประกอบการสอนการวิจัยครั้งนี้มีความ
จุดประสงคเ์ พื่อเปรยี บเทยี บ (1) ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนกบั หลังท่ีได้รับการสอน
โดยใช้เพลงประกอบการสอน (2) ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนกับหลังที่ได้รับการ
สอนแบบปกติ (3) ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เพลงประกอบการ
สอนกับนกั เรยี นท่ไี ด้รับการสอนแบบปกติ (4) เจตคตติ อ่ การเรียนภาษาอังกฤษของนักเรยี นก่อนกับหลังที่ได้รับ
การสอนโดยใช้เพลงประกอบการสอนและ (5) เจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนกับหลังท่ี
ได้รับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2557 โรงเรียนวัดกระดังงาจำนวน 1 ห้องเรียน รวม 8 คน เป็นกลุ่มทดลองและนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดศรัทธาภิรมจำนวน 1 ห้องเรียนรวม 8 คน เป็นกลุ่มควบคุมซึ่งทำการสุ่มกลุ่ม
ตัวอยา่ งโรงเรียนมา 2 โรงเรยี นโดยวิธจี ับฉลากเครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้
โดยใช้เพลงประกอบการสอน 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.850 และ 4) แบบประเมินเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษสถิติที่
ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (T-test) ผลการวิจัยพบว่า
ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เพลง
ประกอบการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนแบบปกติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01 ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับ
การสอนโดยใช้เพลงประกอบการสอนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .01 เจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้รับการสอนโดยใช้เพลง
ประกอบการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เจตคติต่อการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนแบบปกติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01
21
ปรมัตถ์ จันทพันธ์ (2559) ได้ทำการวิจยั การเปรยี บเทยี บผลการเรียนรูว้ ิชาภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการสอนโดยใช้บทเพลงและการสอนแบบปกติโรงเรียนวัดปากบึง
สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้คือ เพื่อเปรียบเทียบผลการ
เรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 การสอนโดยใช้บทเพลงและการสอนแบบปกติ
โดยใช้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 20คน กำหนดเป็นกลุ่มทดลองที่สอนโดยใช้บทเพลง และ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 20 คนกำหนดเป็นกลุ่มควบคุมที่สอนแบบปกติซึ่งทั้งสองกลุ่ม
ดังกล่าวได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) โดยวิธีการจับสลากและทำให้นักเรียนมี
จำนวนเท่ากันโดยใช้วิธี Pair group เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ประกอบด้วย (1) บทเพลงที่เก่ียวขอ้ งกับบทเรียน
เรื่อง “ My body” 5 บทเพลง (2) แผนจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง “ My body” การสอนโดยใช้
บทเพลงจำนวน 6 แผน (3) แผนจัดการเรยี นรวู้ ิชาภาษาอังกฤษ เรอ่ื ง “My body” การสอนแบบปกติ จำนวน
6 แผน (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก
จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลอง
และกลมุ่ ควบคุมโดยใชก้ ารทดสอบคา่ (t-test) ผลการวจิ ัยพบวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าภาษาอังกฤษของ
นกั เรยี นท่สี อนโดยการใชบ้ ทเพลงสูงกว่านกั เรยี นทที่ ำการสอนแบบปกติอยา่ งมีนยั สำคัญทรี่ ะดับ .05
วิโรจน์ ปะรัมย์ (2561) ได้ทำการวิจัยในหัวข้อเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริม
ความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษและความรู้ คำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2วัตถุประสงค์
ของการวิจัยครั้งนี้คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกิจกรรมเพลงเพ่ือส่งเสริมความสามารถในการฟัง-พูด
ภาษาอังกฤษและความรู้คำศัพท์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ (75/75) เพื่อเปรียบเทียบ
ความสามารถทักษะการฟั ง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กิจกรรมเพลงเพ่ื อ
ส่งเสริมความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษและความรคู้ ำศัพท์ของนักเรียนชันประถมศึกษาปีท่ี 2/3 เพื่อ
เปรียบเทียบความรู้ด้านค ำศัพท์ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กิจกรรมเพลงเพื่ อส่งเสริม
ความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษและความรู้คำศัพท์ของนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 2/4 เพ่ือศึกษา
ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยกิจกรรมเพลง เพ่ือส่งเสริมความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษและ
ความรู้คำศัพทข์ องนักเรียนชันประถมศึกษาปีท่ี 2/5 เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนทมี ีต่อการเรียนด้วย
กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษและความรู้คำศัพท์ของนักเรียนชัน
ประถมศึกษาปีท่ี 2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยในคร้ังน้ีคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2/1 โรงเรียน
อนุบาลธีรา จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 32 คน โดยใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้
กิจกรรมเพลงแบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะการฟัง – พูดภาษาอังกฤษ แบบทดสอบวัดความรู้ด้าน
คำศัพท์ภาษาอังกฤษทีผู้วิจัยสร้างขึ้น และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้
กจิ กรรมเพลง
2.2 งานวิจัยในตา่ งประเทศ
ฮิดายัธ (Hidayat: 2013) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การใช้เพลงในการสอนความสามารถในการฟังของ
นักเรียน โดยงานวิจัยเล่มนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.ตรวจสอบว่าการใช้เพลงช่วยเพิ่มทักษะการฟังของนักเรียน
หรือไม่ 2. ตรวจสอบปัญหาความไม่เข้าใจในการฟังของนักเรียน การวิจัยกึ่งทดลองนี้ได้ทำการทดลองกับ
22
นักเรียนสองหอ้ ง ท่ีโรงเรียนมัธยมของรฐั บาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสุมาตัง ประเทศอินโดนีเซยี การเก็บรวบรวม
ข้อมูลจะใช้แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน และแบบสอบถาม ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมานั้นได้ใช้
วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามเพื่อค้นหาปัญหาท่ี
นักเรียนเผชญิ กบั การฟังความเข้าใจผ่านทางเพลง ผลการวจิ ยั พบวา่ การใชเ้ พลงในการสอนสามารถช่วยเพิ่ม
ความสามารถในการฟังของนกั เรยี นได้
โซลฮิ ตั และ ยทู ามิ (Solihat and Utami: 2014) การวจิ ยั คร้ังนม้ี ีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อศกึ ษาประสทิ ธิภาพ
ของการใช้เพลงภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการฟังของนักเรียนและเพื่อทราบทัศนคติของการใช้เพลง
ภาษาอังกฤษในการฟัง เป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ 1 เมืองเลบักวังกิ โดยมีจำนวนนักเรียน 62 คน วิธีการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยจะมี
นักเรียนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มในการทำวิจัยครั้งนี้ กลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มทดลอง และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่ม
ควบคุม โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลผา่ น 3 ขั้นตอนคือ การทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลงั เรยี น และการตอบ
แบบสอบถาม ผลการวิจัยจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าคะแนนของแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนของ
แบบทดสอบก่อนเรียนซึ่งแสดงให้เห็นว่าว่าเพลงภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพในการฟัง และนักเรียนได้รับ
ทัศนคติเชิงบวกซึ่งจะเห็นได้จากการตอบแบบสอบถามที่มีนักเรียนท่ีเห็นดว้ ยเป็นจำนวน 92% และมีค่าเฉล่ีย
อยู่ที่ 142
โซฟียา (Shofiya: 2015) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การใช้เพลงเด็กในการพัฒนาทักษะทางด้านการฟังของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (7th grade) ของโรงเรียน MTs Nahdlatusy Syubban Sayung วัตถุประสงค์
ของการทำวจิ ัยในครั้งนี้คือ 1. เพือ่ อธบิ ายทกั ษะการสอนการฟงั โดยใช้เพลงเดก็ ที่ทำการสอนในชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 (7th grade) ของโรงเรียนสอนภาษา Nahdlatusy Syubban Sayung 2. เพื่อหาทักษะในการเรียนรู้
ของนักเรียนหลังจากการสอนโดยใช้เพลงเด็กในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (7th grade) ของโรงเรียนสอนภาษา
Nahdlatusy เครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัยคร้งั นี้คือ pre-test, post-test, และการสังเกต กลมุ่ ตวั อย่างคือนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 29 คน จากผลการวิจัยพบว่าในรอบก่อนคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนคือ 60.10%
ในรอบแรกคะแนนเฉล่ียของนักเรียนคือ 70.48 ในรอบที่สองคะแนนเฉลี่ยของนกั เรียน 78.31 จากรอบก่อน
รอบแรกและรอบที่สอง คะแนนเฉลย่ี ของนักเรียนเพ่ิมขน้ึ 15 คะแนนหมายความวา่ มีการพัฒนาทักษะการฟัง
ของนกั เรยี นหลังจากไดร้ บั การสอนโดยใชเ้ พลงเด็ก
อะยาติกา ( Ayatika: 2016) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการใช้เพลงยอดนิยมในการพัฒนาทกั ษะการ
ฟังของนักเรียน จุดประสงค์ของการวิจัยนี้คือ ผลของเพลงยอดนิยมสามารถใช้ในการพัฒนาทักษะการฟังของ
นักเรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (seventh years) ของ SMP N 10 Tangerang
Selatan 80 คน ห้อง VII.5 ซึ่งประกอบด้วย 40 คนจะเป็นกลุ่มทดลอง และ ห้อง VII.6 ซึ่งประกอบด้วย 40
คนจะเป็นกลุ่มควบคุม โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบทดสอบการฟังเสียง ผู้เขียนยังใช้สูตรของโคเฮน
เพื่อดูผลของเพลงยอดนิยมที่มีต่อทักษะการฟังของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า จากผลการคำนวณทางสถิติ
พบว่าค่า Tvalue เท่ากับ 7.64 และระดับความเป็นอิสระ (df) คือ 78 ในตารางที่มีนัยสำคัญ 5% ค่าของ
23
ความสำคัญคือ 1.66 (Ttable) เปรียบเทียบค่าเหล่านั้นผลที่ได้คือ 7.64> 1.66 ซึ่งหมายความว่าคะแนน
Tvalue สูงกว่าคะแนน Ttable โดยสรุปว่า การใช้เพลงยอดนิยมสามารถช่วยในการพัฒนาทักษะการฟังอง
นักเรียนได้ และ สำหรับผลของเพลงยอดนิยมที่มีผลต่อทักษะการฟังคือ 1,045 ซึ่งสูงกว่า 1,000 จาก
หลักเกณฑ์ของโคเฮนซึ่งหมายความว่ามีผลในทางที่ดีในการใช้เพลงยอดนิยมในการเสริมทักษะการฟังของ
นกั เรยี นที่ SMP N 10 Tangerang Selatan
ครสิ ตินา ( Kristina:2016) ได้ทำการวจิ ัยเรื่อง การใชเ้ พลงภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนในการพัฒนา
ทักษะการฟังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเมืองบันดุง (SMPN 36)
วตั ถุประสงค์ของการทำวิจัยครัง้ นี้คือ 1) เพือ่ ศึกษาข้นั ตอนการใชเ้ พลงภาษาอังกฤษในการพฒั นาทักษะการฟัง
2) เพื่อศึกษาบทบาทของครูและนักเรียนในการใช้เพลงภาษาอังกฤษในการพัฒนาทักษะการฟัง 3) เพื่อศึกษา
ใบงานการสอนทกั ษะการฟังผ่านเพลงภาษาอังกฤษ 4) เพื่อศึกษาการประเมินทกั ษะการฟงั การสอนผา่ นเพลง
ภาษาอังกฤษ 5) เพอ่ื ศกึ ษาผลลัพธ์ของการใชเ้ พลงภาษาองั กฤษในการพัฒนาทักษะการฟัง 6) เพ่ือศึกษาความ
ความพึงพอใจในการใช้เพลงภาษาอังกฤษเพ่ือพัฒนาทักษะการฟัง โดยใช้นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 จำนวน
36 คนซึ่งได้มาโดยการสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบทดสอบก่อนเรียน
แบบทดสอบหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้เพลงเพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ
ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนอยู่ที่ 28.20 และค่าเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนอยู่ที่
81.5 จะเห็นได้ว่าคา่ เฉลีย่ ของการทดสอบหลังเรยี นสงู กวา่ คา่ เฉลีย่ ของการทดสอบก่อนเรยี น
พอร์กาฮอร์ และ ทาวาโคลิ (Pourkalhor and Tavakoli: 2017) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลกระทบของ
เ พล ง ก ล ่ อม เ ด ็ ก ต ่ อก า ร ป ร ั บ ป ร ุ ง ท ั ก ษ ะก า ร ฟั ง เ พื ่ อ ค ว า ม เ ข ้ า ใ จ ข อง ผ ู ้ เ ร ี ย น ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ใ น ฐ า น ะ เ ป็ น
ภาษาต่างประเทศของผู้เรียนภาษาอิหร่าน การศึกษาครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะค้นหาผลของการใช้เพลง
กลอ่ มเดก็ เพื่อพัฒนาความสามารถในการฟังของผ้เู รยี นระดับประถมศึกษา ในการศกึ ษาครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ทำการ
เลือกนักเรียนช้ันประถมศึกษาที่มีศักยภาพจำนวน 30 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดยการสัมภาษณ์ผู้เรียน
ทั้งก่อนและหลังการเรียนรู้ และใช้วิธีการคำนวณเชิงคุณภาพ และปริมาณเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัย
พบว่าผู้เรียนชั้นประถมศึกษา สามารถพัฒนาความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจซึ่งเป็นผลมาจากการใช้
เพลงกล่อมเด็ก และข้อมูลการสมั ภาษณ์ยังช้ีให้เห็นว่าการรับรูข้ องผู้เรียนเกี่ยวกับเพลงกลอ่ มเด็กเป็นไปในเชงิ
บวก เพราะเพลงทำให้บรรยากาศการเรียนน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับการปรับปรุงทกั ษะการฟังเพื่อ
ความเขา้ ใจของผเู้ รยี นชัน้ ประถมศึกษา
จากการศึกษาการวิจัยทั้งในและต่างประเทศสรุปได้ว่า เพลงมีอิทธิพลอย่างจริงจังในการนำมา
ประกอบการเรียนการสอนภาษาองั กฤษซ่งึ สง่ ผลให้นักเรียนเกิดความสนใจในบทเรยี น สนุกสนานต่อการเรียน
มีความกระตอื รือรน้ และสามารถจดจำเนือ้ หาสาระ ในบทเรียนไดด้ ี ทำให้นักเรยี นกลา้ แสดงออก ชว่ ยแก้ปญั หา
ด้านภาษาและพฤติกรรม สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้ จึงนับได้ว่าดนตรีหรือเพลงมีคุณค่าต่อการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยจึงมีความตั้งใจและสนใจที่จะพัฒนาทักษะการฟัง
ภาษาองั กฤษโดยใชเ้ พลงประกอบการสอน
24
บทท่ี 3
วธิ กี ารดำเนินการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพ่ือพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการสอนตามแผนการสอนโดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะ
ดา้ นการฟงั ภาษาองั กฤษ ซึง่ มขี ัน้ ตอน ดงั น้ี
1.ประชากรทใี่ ช้ในการวิจัย
2.กลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
3.ขนั้ การเลอื กกลุม่ ตัวอย่าง
4.เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวิจยั
5.การรวบรวมขอ้ มูล
6.การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. ประชากรท่ใี ชใ้ นการวิจัย
นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ท่ีเรียนวิชาภาษาองั กฤษในปีการศึกษา 2564 จำนวน 9 คน
โรงเรียนบ้านต้าหลวง (ต้าประชานกุ ูล) อำเภอขุนตาล จงั หวดั เชียงราย
2. กลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการวิจัย
นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ทเ่ี รียนวชิ าภาษาอังกฤษในปีการศึกษา 2564 จำนวน 9 คน
โรงเรยี นบา้ นต้าหลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จงั หวัดเชยี งราย
3.ข้นั ตอนการเลอื กกลุ่มตวั อย่าง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษในปีการศึกษา 2564 จำนวน 9 คน โดยใช้
วธิ ีการเลอื กแบบเจาะจงกลุม่ เป้าหมายท่ีใช้คือ นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 2 ซงึ่ กลุม่ เป้าหมายนีจ้ ะใช้การสอน
โดยการใช้กจิ กรรมเพลงภาษาองั กฤษ
4.เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
1. แผนการสอนโดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของ
นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 2 จำนวน 4 แผน
2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี นของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2
3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการสอนตามแผนการสอน
โดยการใชก้ จิ กรรมเพลงภาษาองั กฤษ
25
ขั้นตอนการสรา้ งเคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการวิจัย
1. แผนการสอนโดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2 จำนวน 4 แผน
1.1 ศกึ ษาหลักสูตร ขอบขา่ ยของเนื้อหาวิชา และจดุ มุ่งหมายของวิชาภาษาองั กฤษ คู่มือการสอน
ภาษาองั กฤษรวมทง้ั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นร้ภู าษาอังกฤษระดับชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 2
1.2 ศึกษาทฤษฎีและหลักการการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ ของ ฟินอกเขียโร
และบรมฟิศ (Finocchiano & Brunafit. 1983: 138-139) รวมทงั้ จากเอกสารและงานวิจยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
1.3 คัดเลือกเพลงจากแบบเรียนที่ใช้ในระดับประถมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งมีระดับความยากง่าย
ของคำศัพทท์ ่ีเหมาะสมกับนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 ตัวอยา่ งเพลงไดแ้ ก่ Telling Time, months of the
year, seasons and weather และ occupations
1.4 สร้างแผนการเรียนรกู้ ารฟงั ภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมเพลง จำนวน 4 แผน ดังรายละเอียดของ
เนอื้ หาต่อไปน้ี
แผนท่ี เนอ้ื หา ชว่ั โมง
1 Telling time 2
2 Months of the year 2
3 Weather and seasons 2
4 occupations 1
2. แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียนของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2
2.1 สร้างแบบทดสอบเพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โดยรูปแบบขอ้ สอบเปน็ แบบปรนัย แบบเตมิ คำ โดยให้นกั เรยี นเขยี นคำตอบใหถ้ กู ตอ้ งจำนวน 40 ขอ้
2.2 เสนอแบบทดสอบต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และความ
ตรงเชงิ โครงสร้างของข้อสอบ และนำมาปรบั ปรุงให้ถูกตอ้ งเหมาะสม โดยพจิ ารณาวา่ แบบทดสอบท่ีสรา้ งขึ้นมา
นั้นสอดคลองกับจุดประสงค์การเรียนรูของกลมสาระการเรียนรูภาษาต่างประเทศหรือไม่ โดยมีเกณฑ์กำหนด
คะแนนความคิดเห็นไว้ ดังน้ี (บญุ เชดิ ภญิ โญอนนั ต์พงศ.์ 2526: 89-91)
คะแนนความคดิ เห็น
+1 = แนใ่ จว่าข้อสอบวดั จดุ ประสงคข์ ้อนั้น
0 = ไมแ่ นใ่ จวา่ ขอ้ สอบวัดจุดประสงคข์ ้อนน้ั หรอื ไม่
-1 = แน่ใจวา่ ข้อสอบวดั จุดประสงคข์ ้อนั้น
2.3 นำแบบทดสอบไปทดลองสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เคยเรียนเนื้อหานี้มาแล้ว
จำนวน 9 คน วเิ คราะหข์ อ้ สอบรายข้อเพื่อหาค่าความยากง่าย คาอำนาจจำแนก แล้วคัดเลอื กข้อสอบท่ีมีความ
ยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80 และค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นเลือกข้อสอบให้ครอบคลุมจุดประสงค์ไว
26
แล้วนำขอ้ สอบไปวิเคราะห์ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก คดั เลือกขอ้ ท่มี ีค่าความยากงา่ ยตง้ั แต่ 0.20-
0.80 และค่าอำนาจจำแนกตง้ั แต่ 0.20 ข้ึนไปจำนวน 10 แลว้ คำนวณค่าความเชอ่ื มน่ั
3.แบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ทม่ี ีต่อการสอนตามแผนการสอนโดยการ
ใช้กจิ กรรมเพลงภาษาอังกฤษ ผู้วจิ ยั ได้ดำเนนิ ดงั น้ี
1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ
2. วเิ คราะห์เน้อื หาทว่ี ดั เลือกรปู แบบเครื่องมอื ท่วี ดั
3. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอ่ การสอนตามแผนการสอนโดยการใช้กจิ กรรม
เพลงภาษาอังกฤษซึ่งเป็นแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่ามี 5 ระดับ พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจ
ปานกลาง พึงพอใจน้อยที่สุด โดยมีรายการประเมินจำนวน 10 ข้อ ซึ่งแบบสอบถามเป็นแบบประมาณค่า
(Rating Scales) ตามวิธีการของ ลิเคิอร์ท (Likert) ลักษณะแบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจหรือไม่ของ
นักเรียนที่มีต่อการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ โดยกำหนดความคิดเห็น 5 ระดับ โดย กำหนดเกณฑ์
ดังต่อไปน้ี
5 หมายถงึ มีความพึงพอใจมากที่สดุ
4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก
3 หมายถงึ มีความพึงพอใจปานกลาง
2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย
1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยทส่ี ุด
เกณฑ์การแปลความหมายของระดบั ความพงึ พอใจได้ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจระดับมากทสี่ ดุ
คะแนนเฉลย่ี 3.51-4.50 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจระดบั มาก
คะแนนเฉลย่ี 2.51-3.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจระดบั ปานกลาง
คะแนนเฉล่ยี 1.51-2.50 หมายถึง มคี วามพึงพอใจระดับนอ้ ย
คะแนนเฉล่ยี 1.00-1.50 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจระดบั ควรปรับปรงุ
4. นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนเกี่ยวกับการสอนตามแผนการสอนโดยการใช้กิจกรรม
เพลงภาษาอังกฤษเสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน พิจารณาตัดสินเพือ่ หาค่าความตรงตามเนื้อหา (Content
Validity) โดยเก็บรวบรวมผลการพิจารณาตัดสินไปคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างแผนการจัด
กิจกรรมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย (Index of Item-Objective Congruence : IOC) ตามสูตรของโรวิเนล
ล่ี และแฮมเบลิ ตนั (Rowinelli and Hambleton, 1977 อ้างถงึ ใน พชิ ติ ฤทธ์ิจรญู , 2548 : 150)
5.การรวบรวมข้อมลู
27
ผ้วู จิ ยั ดำเนนิ การรวบรวมข้อมลู จากการทดลอง มลี ำดับขัน้ ตอน ดงั น้ี
1. ผู้วิจัยคัดเลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษในปีการศึกษา 2564
จำนวน 9 คน
2. ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อทดสอบทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของ
นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 2
3. จัดการเรียนการสอนตามแบบแผนการวิจัย โดยใช้แผนการสอนทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษใช้เวลาสอนทั้งหมด 3
สัปดาห์
4. ผู้วิจยั ให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรียนเพอ่ื ทดสอบทักษะด้านการฟังภาษาองั กฤษของนักเรียน
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2
5. ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการ
สอนโดยใช้กจิ กรรมเพลงภาษาอังกฤษ
6. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลผ้วู จิ ยั ไดท้ ำการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ด้วยตนเองโดยเกบ็ รวบรวมข้อมูลโดยการ
นำคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน และแบบทดสอบก่อนเรียนมาเปรียบเทียบเพื่อดูความก้าวหนา้
ของทักษะด้านการฟังภาษาองั กฤษของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 2
7. อภิปรายผล
6.การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลนี้วิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล โปรแกรม
สำเร็จรูปทางสถิติ t-test dependent ( เปรียบเทียบ pre-posttest) ช่วยในการประมวลผลและวิเคราะห์
ขอ้ มลู เพอ่ื อธิบายอตั ราร้อยละ คา่ เฉล่ยี ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และใช้ T-test
สถติ ทิ ี่ใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู
1. ค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนนทักษะการฟังก่อนและหลังเรียน และของแบบทดสอบวัดความพึงพอใจ
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ที่มีต่อการสอนโดยใช้กิจกรรมเพลง
ภาษาอังกฤษ
2. ค่า t-test แบบ dependent samples วิเคราะหค์ วามแตกตา่ งของคะแนนทักษะการฟังกอ่ นและหลังเรียน
โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาองั กฤษ
3. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนทักษะการฟังก่อนและหลังเรียนโดยการใช้
กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ
การคำนวณหาคา่ สถิตดิ ังกล่าวข้างตน้ ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรูป
28
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่อง “การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรยี นบา้ นต้าหลวง (ตา้ ประชานกุ ูล) อำเภอขุนตาล จงั หวดั เชยี งราย โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ”
โดยทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 9 คน ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ คาบละ
50 นาที รวมเวลา 7 คาบ ผู้วิจยั ได้แบ่งการนำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ออกเปน็ 3 ตอน ดงั น้ี
สญั ลักษณ์ทใี่ ช้ในการวิเคราะห์ขมูล
X หมายถึง ค่าเฉล่ีย
N หมายถึง จำนวนนกั เรียนทงั้ หมดในกล่มุ ตวั อยา่ ง
S.D. หมายถงึ คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน
t หมายถึง คา่ สถติ ใิ นการแจกแจง
D หมายถึง คะแนนผลตา่ งระหว่างการทดสอบหลังการทดลองกับก่อนการทดลอง
ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบทักษะการฟังก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบ้านต้าหลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ
ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการสอนโดยใช้
กิจกรรมเพลงภาษาองั กฤษ
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
29
ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบทักษะการฟังก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บ้านต้าหลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยการใช้กิจกรรมเพลง
ภาษาองั กฤษ
ตารางที่ 1 คะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรียนและคะแนนผลต่างทแ่ี สดงความก้าวหนา้ ของทักษะการ
ฟังก่อนและหลงั เรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนบา้ นตา้ หลวง (ต้าประชานุกลู )
นักเรียน คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน คะแนนผลต่าง
คนท่ี Pre-test Post-test (D)
(40) (40)
1 15
17 32
2 20 36 16
3 16 38 22
4 18 30 12
5 19 35 16
6 19 37 18
7 16 29 13
8 20 36 16
9 20 37 17
จาก ค่าเฉลี่ย 18.33 34.44 16.11 ตารางที่
1 พบว่าคา่ เฉล่ยี ของคะแนนก่อนเรยี นเทา่ กับ 18.33 คา่ เฉล่ียหลังเรยี นเทา่ กับ 34.44 และผลคะแนนความต่าง
ระหวา่ งก่อนเรยี นและหลังเรียนเท่ากบั 16.11
30
ตารางท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บ้านต้าหลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยการใช้กิจกรรมเพลง
ภาษาอังกฤษ
การทดสอบ S.D. t Sig.(1-tailed)
ก่อนเรยี น 18.33 1.66 15.58 2.55 26.68* 0.0000
หลงั เรียน 34.44 3.28
**มีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ี่ .05
จากตารางที่ 2 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มี
คะแนนเฉลี่ยเท่ากบั 18.33 คะแนน และ 34.44 คะแนน ตามลำดบั และเมอ่ื เปรยี บเทียบระหว่างคะแนนก่อน
และหลงั เรียน พบวา่ คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .05
ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ที่มีต่อการสอนโดยใช้กิจกรรมเพลง
ภาษาอังกฤษ
ตารางที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการสอนโดยใช้
กจิ กรรมเพลงภาษาอังกฤษ
รายการ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบยี่ งเบน แปลผล
มาตรฐาน
1. ความเหมาะสมของระยะเวลาของการทำกจิ กรรมในช้ันเรยี น มากทส่ี ุด
2. ความสอดคล้องของเวลากับเนื้อหาทสี่ อน 4.54 0.51 มาก
3. ระยะเวลาของของการทำกิจกรรม และการเรยี น มาก
4. ความน่าสนใจของเน้อื หาและกจิ กรรม 4.15 0.75 มาก
5. สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกห้องเรยี นมีความเหมาะสมต่อการ 4.35 0.75
เรยี นรู้ 4.19 0.73
4.19 0.75 มาก
6. ความเหมาะสมของอปุ กรณ์การเรียนรู้ 4.23 0.95 มาก
7. ความพรอ้ มของสื่อการเรียนการสอน 4.23 0.80 มาก
8.ครูผูส้ อนจดั กิจกรรมการเรียนการสอนไดส้ อดคลอ้ งกบั เนื้อหา 4.38 0.71 มาก
31
รายการ คา่ เฉลี่ย สว่ นเบ่ยี งเบน แปลผล
มาตรฐาน
9.ครูผ้สู อนกระต้นุ ผเู้ รียนใหเ้ กิดความกระตอื รือร้นในการเรียน 4.54 มากทสี่ ดุ
10.ครผู สู้ อนเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนมีส่วนรว่ มในช้ันเรียน 4.42 0.65 มาก
4.32 มาก
คา่ เฉลีย่ รวม 0.76
0.23
จากตารางที่ 3 พบว่า แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการสอนโดยใช้
กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x = 4.32) เมื่อพิจารณารายข้อ ข้อที่มีความพึง
พอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมของระยะเวลาของการทำกิจกรรมในชั้นเรียน ( x = 4.54) และ
ครผู ้สู อนกระต้นุ ผเู้ รียนให้เกดิ ความกระตือรือรน้ ในการเรียน ( x = 4.54) ระดบั มากได้แก่ความสอดคล้องของ
เวลากบั เนือ้ หาที่สอน ( x =4.15) ระยะเวลาของของการทำกจิ กรรมและการเรยี น ( x = 4.35) ความนา่ สนใจ
ของเนื้อหาและกิจกรรม ( x = 4.19) ความเหมาะสมของอุปกรณ์การเรียนรู้ ( x = 4.23) ความพร้อมของสื่อ
การเรยี นการสอน ( x = 4.23) และ ครผู ู้สอนจดั กิจกรรมการเรียนการสอนไดส้ อดคล้องกับเนือ้ หา ( x = 4.38)
และ ครูเปดิ โอกาสใหผ้ ้เู รยี นมสี ่วนรว่ มในชน้ั เรียน ( x = 4.42)
32
บทที่ 5
สรปุ ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจยั เรือ่ งการพฒั นาทกั ษะการฟงั ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบ้านต้า
หลวง (ต้าประชานุกูล) อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษมีวัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษและเพื่อศึกษา
ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการสอนตามแผนการสอนโดยการใช้กิจกรรมเพลง
ภาษาองั กฤษเพ่ือพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษ ผู้วจิ ยั ได้เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยใชแ้ ผนการสอนโดยการ
ใชก้ จิ กรรมเพลงภาษาอังกฤษเพื่อพฒั นาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษจำนวน 4 แผน แบบทดสอบก่อนเรียน
และหลงั เรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรียนที่มีต่อการสอนตามแผนการสอนโดยการใช้กิจกรรม
เพลงภาษาอังกฤษ กับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 9 คน แล้วนำมาประมวลผลทางสถิติ ซ่ึงผู้วิจัยได้
สรปุ อภิปรายผล และเสนอแนะไว้ดงั ต่อไปนี้
สรปุ ผลการวจิ ัย
การวจิ ยั คร้ังน้ีสรปุ ผลการทดลองได้ ดงั นี้
1. ทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านต้าหลวง (ต้า
ประชานุกูล) โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษสูงขึ้นกว่าก่อนการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษ ผลการ
ทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรยี นของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 มีคะแนนเฉลย่ี เท่ากับ 18.33 คะแนน และ
34.44 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลัง
เรยี นของนักเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05
2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการสอนตามแผนการสอนโดยการใช้
กิจกรรมเพลงภาษาองั กฤษเพ่ือพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
อภิปรายผลการวจิ ัย
จากผลการวิจัยพบว่า ทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บ้านต้าหลวง (ต้าประชานุกูล) โดยการใช้กิจกรรมเพลงภาษาอังกฤษสูงขึ้นกว่าก่อนการใช้กิจกรรมเพลง
ภาษาองั กฤษ ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 มคี ะแนนเฉล่ียเท่ากับ
18.33 คะแนน และ 34.44 คะแนน ตามลำดบั และเมือ่ เปรยี บเทียบระหวา่ งคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า
คะแนนสอบหลงั เรยี นของนักเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05 สอดคลอ้ งกับงานวิจัย
ของบุษกร ภูภักดี (2557) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการฟังและเจตคติต่อการเรียนวิชา
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนมิตรภาพ และกลุ่มโรงเรียนพระนอน สังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาสิงห์บุรีโดยใช้เพลงประกอบการสอน ผลการวิจัยพบว่า
ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เพลง
ประกอบการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ความสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนแบบปกติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01 ความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ที่ได้รับ
33
การสอนโดยใช้เพลงประกอบการสอนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดบั .01 ท้ังน้ี การทท่ี กั ษะการฟังเพม่ิ ขน้ึ เพราะการเรยี นรผู้ ่านกิจกรรมเพลงจะทำใหน้ ักเรยี นสนุกสนาน และ
ยังสามารถใช้กระต้นุ ผูเ้ รียนให้เกิดความสนใจในเน้อื หาท่ีเรียนมากขน้ึ นอกจากน้ียงั สามารถเพิ่มบรรยากาศที่ดี
ให้กับหอ้ งเรยี นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
ความพึงพอใจของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 2 ที่มีต่อการสอนตามแผนการสอนโดยการใช้กจิ กรรม
เพลงภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับ
งานวิจัยของสุภรณ์ ตั้งตระกูล (2548) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลการสอนตามแนวการสอนเพื่อการ
สื่อสารโดยใช้เพลงประกอบการสอนที่มีต่อความสามารถในการฟังและเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษอง
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า เจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่ม
ทดลองหลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิท่ีระดบั . 05 ท้งั นี้การทีน่ กั เรียนมีความพึงพอใจมาก
เพราะการใช้เพลงประกอบการสอนจะชว่ ยทำให้บทเรียนน่าสนใจ สนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยสรา้ งแรงจูงให้แก่
นักเรียนในการเรียน ช่วยให้จดจำเนื้อหาและประทับใจความรูสึกไว้ได้นาน และการใช้เพลงยังช่วยส่งเสริม
พฒั นาการทุกดา้ นของเด็ก สร้างระเบยี บวินัย ประสบการณ์ และสร้างสัมพันธภาพท่ีดรี ะว่างครกู ับนกั เรยี น
ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย
ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย
1. สื่อที่ใช้ควรมีความหลากหลายในเลือกใช้ และสื่อควรที่จะดึงดูดและกระตุ้นความสนใจผูเ้ รยี น
เพ่ือให้ผเู้ รียนเกดิ ความกระตือรอื ร้นในการเรยี นมากข้นึ
ขอเสนอแนะเพอื่ การวจิ ัยครัง้ ตอ่ ไป
1. การวิจัยครั้งน้ีมีข้อจำกัดด้านเวลาในการสอน ดังนั้นการวิจัยครั้งต่อไปควรเพิ่มระยะเวลาใน
การทดลองให้มากข้ึน
34
บรรณานกุ รม
การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง (Listening skill). (ม.ป.พ.). สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2562, จาก
https://kruroseprofile.wordpress.com/curriculum-2/listening-skill/
กศุ ยา แสงเดช. (2545). แบบฝึก คมู่ อื พัฒนาส่ือการเรียนการสอนที่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ระดับประถมศึกษา.
กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทสำนักพมิ พ์แมค็ จำกัด.
เจียรนัย พงษิศวาภัย. (2540). เรียนภาษาจากเพลง: ในแนวคิดและเทคนิควิธีการสอนภาษาอังกฤษระดับ
มธั ยมศกึ ษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ณรงค์ กาญจนะ. (2553). เทคนิคและทักษะการสอนเบื้องต้น.โปรแกรมวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสงขลา. กรงุ เทพฯ: จรลั สนิทวงศก์ ารพมิ พ์
ธรี ะศักดิ์ วดีศริ ศิ ักด์.ิ (2540). การวิเคราะหเ์ พลงไทยสากลของบริษัท อาร์ เอส โปรโมช่ัน 1998 จำกดั ระหวา่ ง
ปีพ.ศ. 2537- พ.ศ. 2539. ปริญญานิพนธ์ ศศ.ม. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรี
นคริทร์ทรวโิ รฒ. ถา่ ยเอกสาร.
บษุ กร ภูภกั ด.ี (2557) การพัฒนาความสามารถในการฟังและเจตคติต่อการเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษของนักเรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โดยใชเ้ พลงประกอบการสอน . มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเทพสตร/ี ลพบรุ ี.
04.pdf
ปรมัตถ์ จันทพันธ์ (2559). “การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี
1 โดยการสอนโดยใช้บทเพลงและการสอนแบบปกติ” วิทยานิพนธ์ปริญญาศกึ ษามหาบณั ฑติ .ม.ป.พ.
ประภัสสร พึ่งอินทร์ (2552). “การพัฒนาชุดการเรียนการสอนท่ีเน้นทักษะการฟัง การพูดภาษาอังกฤษโดยใช้
เพลงสำหรบั นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นชายเขาวิทยา อำเภอเมืองอตุ รดิตถ์”วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญา ศกึ ษามหาบัณฑิตมหาบัณฑติ . ม.ป.พ.
แป้ง ปุง. (2555). การจัดการเรยี นรเู้ พอื่ พัฒนาทักษะการฟัง (Listening skills). สืบคน้ 6 ธนั วาคม 2562,
จาก http://pangpoong.blogspot.com/p/listening-skills.html
พรพิมล ริยาย, และ ธนางกูร ขำศรี (อ้างถึงใน ดวงเดือน แสงชัย, 2533: 12). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนการฟัง การพูด ภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชินีบูรณะ ที่สอนโดยใช้
เพลงกับ การสอนแบบปกต(ิ รายงานผลการวิจัย). กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
มาศสุภา มายอด (ม.ป.ป.).ประเภทของการฟัง. สืบค้นเมื่อ 6/12/2559,จาก http://wow.in.th/b9qw
ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมี บุ๊คส์
พับลเิ คช่ันส.์
แรมสมร อยสู่ ถาพร. (2538). เทคนคิ และวธิ สี อนในระดับประถมศกึ ษา. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั .
วจิ ิตร อาสะกลุ . (2534). เทคนิคการประชาสัมพนั ธ.์ กรงุ เทพฯ : โอ เอส พร้นิ ทิง เฮาส์.
35
บรรณานกุ รม (ตอ่ )
วนั วสิ าข์ ทองเพง็ . (2554). การใชเ้ พลง. สบื ค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2562, จาก
http://wanwisa1.blogspot.com/p/blog-page_6537.html
วิโรจน์ ปะรัมย์ และ เทพพร โลมารักษ์. (2561). ผลการใช้กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการฟัง-
พูดภาษาองั กฤษและความรู้ คำศัพท์ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี2. กรุงเทพฯ: (ม.ป.พ.)
วริยา ศรีสวัสดิ์. (2554). การเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังพูดและเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมกับการใช้เพลง. (วิทยานิพนธ์
ม ห า บ ั ณ ฑ ิ ต ) . ล พ บ ุ ร ี . ม ห า วิ ท ย า ล ั ย ร า ช ภ ั ฎ เ ท พ ส ต ร ี . ส ื บ ค ้ น จ า ก
http://mis.nrru.ac.th/gradjournal/uploadify/uploads/Test/1%2027-10-14%2009-21-
สมยศ เม่นแยม้ .(2543). คมู่ ือครูไทยสอนภาษาอังกฤษ. (ม.ป.ท. : ม.ป.พ.).
สุภรณ์ ตั้งตระกูล. (2548). “การศึกษาผลการสอนตามแนวการสอนเพื่อการสื่อสารโดยใช้เพลงประกอบการ
สอนท่มี ตี ่อความสามารถในการฟังและเจตคติต่อการเรยี นภาษาอังกฤษองนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6”.วิทยานิพนธป์ รญิ ญาศกึ ษามหาบัณฑติ . มหาวทิ ยาลัยราชภฎั นครสวรรค์.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2542). ความหมายของเพลง. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม
2562, จาก https://bit.ly/2TsYAQt
สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน.์ (2550). การสอนระดับประถมศึกษา 2. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
อรสา กุมารีปกุ หุต. (2521, เมษายน). ครชู ่วยคิด : การสอนเพลงแกเ่ ดก็ . วิทยาสาร. ปที ี่ 29: 34 – 35.
อริยะ สพุ รรณเภษชั . (2546). เพลงกลอ่ มเด็ก. (ม.ป.ท : ม.ป.พ.)
Adawiyah, A. (2016). The Effectiveness of Popular Songs in Improving Students’ Listening
Skill. Thesis. Bachelor of Education. Jakarta: Syarif Hidayatullah State Islamic
University.
Apin DadangSolihat andPrita Lusiana Utami. (2014). IMPROVINGSTUDENTS’
LISTENINGSKILLBY USINGENGLISH SONGS. ENGLISH REVIEW: Journal of English
Education ISSN 2301-7554 ISSN 2301-7544. Vol. 3, Issue 1, December 2014. From
http://journal.uniku.ac.id/index.php/ERJEE
Hidayat. (2013). The use of song in teaching students’ listening ability. Journal of English and
Education 2013, 1(1), 21-29.
Finocchiaro, M. and Brumfit, C. (1983). The functional-Notional Approach: From Theory to
Practice. New York: Oxford University Press.
Kristina, M. (2016). The Use of English Song as a Teaching Media in Improving Listening Skill.
Thesis. Bachelor of Education. Bandung. Pasundan University.
36
บรรณานกุ รม(ตอ่ )
Omid Pourkalhor and Mina Akhavan Tavakoli.(2017). Impact of Nursery Rhymes on Iranian EFL
Learners’ Listening Comprehension Skill Improvement-A Study. International Journal
of English Language & Translation Studies. From www.eltsjournal.org
Shofiyah. (2015). The Use of Children Songs to Improve Student’s Listening Skills. Thesis.
Bachelor of Education. Semarang. State Islamic University.
37
ภาคผนวก
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น (Pre-test) เรือ่ ง Weather and Seasons
38
Direction: Listen to the music and fill in the blanks.
'SEASONS SONG’
If you know all the ___________, clap your hands In the spring the grass is growing
If you know all the seasons, clap your hands And a gentle breeze is blowing
If you know all the seasons And a ___________ sun is glowing Shout “HURRAY”
You’ve got four terrific reasons If you really love the ___________, stomp your feet
To ___________ out and name the seasons If you really love the summer, stomp your feet
Clap your hands In the summer you can play
If you really love the ___________, And ___________ and camp and fish all day
go like this “BRRR” Oh summer please don’t go away
If you really love the winter, Stomp your feet
go like this “BRRR” If you really love the ___________, slap your knees
Because winter is the season If you really love the autumn, slap your knees
When your ___________ is always freezing When it’s beginning to get cold
And you’re shivering and sneezing And the leaves turn red and gold
Go like this “BRRR” Then it’s back to ___________ you go
In the ___________ you run and play and shout slap your knees
“HURRAY”
In the spring you run and play and shout “HURRAY
แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) เรอื่ ง Weather and Seasons (Answer)
39
Direction: Listen to the music and fill in the blanks.
'SEASONS SOINn the spring the grass is growing
If you know all the seasons, clap your hands And a gentle breeze is blowing
If you know all the seasons, clap your hands And a warmer sun is glowing Shout “HURRAY”
If you know all the seasons 'SEASONS SONG LIIffYRyyooICuuS'rreeaallllyy love the summer, stomp your feet
You’ve got four terrific reasons love the summer, stomp your feet
TIfoyoshuokuntoowutalalntdhenasemaesotnhse, scelaapsoynosur hands In the supmrinmg ethr eyoguracssanispglraoywing
CIflyaopuyoknuor whaanldl sthe seasons, clap your hands And aswgiemntalendbrceaemzep iasnbdlofiwshinagll day
If you krenaolwly alollvtehtehseewasiontnesr, Oh summer please don’t go away
gYouli’kveetghoist “foBuRrRtRe”rrific reasons SAtnodmapwyaorumrefer estun is glowing Shout “HURRAY”
TIfoyoshuoruetalolyutloavned tnhaemweinttheer, seasons If you really love the saumtumenr,, ssltaopmypouyrouknr efeest
gColalpikyeotuhrish“aBnRdRsR” If you really love the saumtumenr,, ssltaopmypouyrouknr efeest
BIfeycoauusreawlliyntleorveis the wseinatseorn, IWnhtehne istu’smbmeegirnynoinugctaongpeltacyold
Wgohleikneytohuisr “nBoRsReRi”s always freezing And tshweimleanvdesctaumrnpraenddafnisdhgaolldday
AIfnydouyoreua’rlelyslhoivertinhgeawnidntsenr,eezing TOhhesnuimt’ms bearcpkletoassechdoonl’tygoouagwoay
Ggoolliikkeetthhiiss ““BBRRRRRR”” sSltaopmypouyor uknr efeeest
BInecthaeusseprwiningtyeor uisrtuhneasnedaspolnay and shout If you really love the autumn, slap your knees
W“HhUeRnRyAoYu”r nose is always freezing If you really love the autumn, slap your knees
AInntdheyosup’rriengshyiovuerrinugn and spnleayezaingd shout “HURRAY When it’s beginning to get cold
Go like this “BRRR” And the leaves turn red and gold
In the spring you run and play and shout Then it’s back to school you go
“HURRAY” Slap your knees
In the spring you run and play and shout “HURRAY
Listen: https://www.youtube.com/watch?v=_BkkzF9z4-g
แบบทดสอบกอ่ นเรียน (Pre-test) เร่อื ง 12 Months
Direction: Match the word Thai and English correctly. 40
1. January ธันวาคม
2. March พฤษภาคม
3. December พฤศจิกายน
4. May สิงหาคม
5. November มนี าคม
6. October กรกฎาคม
7. July มกราคม
8. August กมุ ภาพนั ธ์
9. June มิถุนายน
10. February ตุลาคม
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) เร่ือง 12 Months
41
Direction: Match the word Thai and English correctly.
42
Months of the Year Song | Song for Kids | The Singing Walrus
(All verses simply repeat the months of the year, but are sung in different ways.)
January
February
March
April
May
June
July
August
September
October
November
December
Listen: https://www.youtube.com/watch?v=Fe9bnYRzFvk
43
Pre-test (People work Song)
Direction: Listen to the music and fill in the blanks.
Nigel Naylor, he's a……………...
He makes trousers, suits and shirts.
Penny Proctor, she's a ………... Comes to see you when it hurts.
Peter Palmer, he's a ……………. He's got cows and pigs and ……….
Wendy Witter…………………. Minds the kids when they're asleep.
People work in the ……………..
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
Mabel Meacher, language ………… Teaches English, French and Greek.
Gary Gummer, he's a ……………. Call him when you've got a leak.
Patty Prentice, she's a ………….. Keeps your teeth both clean and white.
Ronnie Ryman, he's a …………. Comes when there's a fire to fight.
People work in the country
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
People work in the
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
44
People work Song Key
Direction: Listen to the music and fill in the blanks.
Nigel Naylor, he's a tailor.
He makes trousers, suits and shirts.
Penny Proctor, she's a doctor Comes to see you when it hurts.
Peter Palmer, he's a farmer He's got cows and pigs and sheep.
Wendy Witter, babysitter Minds the kids when they're asleep.
People work in the country
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
Mabel Meacher, language teacher Teaches English, French and Greek.
Gary Gummer, he's a plumber Call him when you've got a leak.
Patty Prentice, she's a dentist Keeps your teeth both clean and white.
Ronnie Ryman, he's a fireman Comes when there's a fire to fight.
People work in the country
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
People work in the country
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
45
People work Song lyrics
Nigel Naylor, he's a tailor.
He makes trousers, suits and shirts.
Penny Proctor, she's a doctor Comes to see you when it hurts.
Peter Palmer, he's a farmer He's got cows and pigs and sheep.
Wendy Witter, babysitter Minds the kids when they're asleep.
People work in the country
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
Mabel Meacher, language teacher Teaches English, French and Greek.
Gary Gummer, he's a plumber Call him when you've got a leak.
Patty Prentice, she's a dentist Keeps your teeth both clean and white.
Ronnie Ryman, he's a fireman Comes when there's a fire to fight.
People work in the country
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
People work in the country
People work in the town
People work day and night to make the world go round.
Listen: https://learnenglishkids.britishcouncil.org/songs/people-work
46
Pre-test (Old MacDonald Had A Farm)
Direction: Listen to the music and fill in the blanks.
Old MacDonald had a farm lyrics
Old MacDonald had a ……………
E-I-E-I-O.
And on that farm he had a…..….
E-I-E-I-O.
What does a COW say?
Meow? Oink? Moo?
With a ……………………..here.
And a moo moo there.
Here a moo.
There a moo.
Everywhere a moo moo.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a ……….. E-I-E-I-O.
What does a HORSE say?
Woof woof?
Moo?
Neigh?
With a ……………………..here.
And a neigh neigh there.
Here a neigh.
There a neigh.
Everywhere a neigh neigh.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a PIG.
E-I-E-I-O.
What does a ……………… say?
Quack? tweet, tweet? Oink?
With an oink oink here.
And an oink oink there.
Here an oink.
There an oink.
……………….. an oink oink.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a ……….. E-I-E-I-O.
47
What does a SHEEP say?
Cluck cluck? Oink? Baaa?
With a baaa baaa here.
And a baaa baaa there.
Here a baaa.
There a baaa.
Everywhere a baaa baaa.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a DUCK. E-I-E-I-O.
What does a ……………….. say?
Meow? Moo? Quack quack?
With a quack quack here.
And a quack quack there.
Here a quack.
There a quack.
Everywhere a quack quack.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a ROOSTER. E-I-E-I-O.
What does a ………………… say?
Ribbit? Meow? Cock-a-doodle-doo?
With a cock-a-doodle-doo.
Cock-a-doodle-doo.
Cock-a-doodle-doodle-doodle-doodle-doodle-doo.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
E-I-E-I-O.
48
Pre-test key
(Old MacDonald Had A Farm)
Direction: Listen to the music and fill in the blanks.
Old MacDonald had a farm
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a COW. E-I-E-I-O.
What does a COW say?
Meow? Oink? Moo?
With a moo moo here.
And a moo moo there.
Here a moo.
There a moo.
Everywhere a moo moo.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a HORSE. E-I-E-I-O.
What does a HORSE say?
Woof woof?
Moo?
Neigh?
With a neigh neigh here.
And a neigh neigh there.
Here a neigh.
There a neigh.
Everywhere a neigh neigh.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a PIG.
E-I-E-I-O.
What does a PIG say?
Quack? tweet, tweet? Oink?
With an oink oink here.
And an oink oink there.
Here an oink.
There an oink.
Everywhere an oink oink.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
49
And on that farm he had a SHEEP. E-I-E-I-O.
What does a SHEEP say?
Cluck cluck? Oink? Baaa?
With a baaa baaa here.
And a baaa baaa there.
Here a baaa.
There a baaa.
Everywhere a baaa baaa.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a DUCK. E-I-E-I-O.
What does a DUCK say?
Meow? Moo? Quack quack?
With a quack quack here.
And a quack quack there.
Here a quack.
There a quack.
Everywhere a quack quack.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a ROOSTER. E-I-E-I-O.
What does a ROOSTER say?
Ribbit? Meow? Cock-a-doodle-doo?
With a cock-a-doodle-doo.
Cock-a-doodle-doo.
Cock-a-doodle-doodle-doodle-doodle-doodle-doo.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
E-I-E-I-O.
50
Old MacDonald had a farm lyrics
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a COW. E-I-E-I-O.
What does a COW say?
Meow? Oink? Moo?
With a moo moo here.
And a moo moo there.
Here a moo.
There a moo.
Everywhere a moo moo.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a HORSE. E-I-E-I-O.
What does a HORSE say?
Woof woof?
Moo?
Neigh?
With a neigh neigh here.
And a neigh neigh there.
Here a neigh.
There a neigh.
Everywhere a neigh neigh.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a PIG. E-I-E-I-O.
What does a PIG say?
Quack? tweet, tweet? Oink?
With an oink oink here.
And an oink oink there.
Here an oink.
There an oink.
Everywhere an oink oink.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
Old MacDonald had a farm. E-I-E-I-O.
And on that farm he had a SHEEP. E-I-E-I-O.
What does a SHEEP say?
Cluck cluck? Oink? Baaa?
With a baaa baaa here.
And a baaa baaa there.