The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยในชั้นเรียนประวัติศาสตร์-2565-สุนิสา พงษ์ศรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sunisa_ploy11, 2023-05-30 02:40:19

รายงานวิจัยในชั้นเรียนประวัติศาสตร์-2565-สุนิสา พงษ์ศรี

รายงานวิจัยในชั้นเรียนประวัติศาสตร์-2565-สุนิสา พงษ์ศรี

ชื่อเรื่อง: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ชื่อเรื่อง: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับ แอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ผู้วิจัย: นางสาวสุนิสา พงษ์ศรี กลุ่มสาระการเรียนรู้: สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียนที่: 2 ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย โดยเกณฑ์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 55 และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จำนวน 42 คน ใช้รูปแบบวิจัย One shot case study ซึ่ง เป็นแบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว และทำการวัดผลสัมฤทธิ์หลังการสอน โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้การหาค่าการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผ่านเกณฑ์มีจำนวน 39 คน คิดเป็น ร้อยละ 92.86 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 55 (23 คน) มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 55 (11 คะแนนขึ้นไป) และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 15.69 จากคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 92.86 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 มีความพึงพอต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูง เชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านที่นักเรียนมีความ พึงพอใจโดยเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านเนื้อหา และรายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยสูงสุด คือ เนื้อหามี ความชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนสมบูรณ์ จากนั้นเป็นด้านด้านครูผู้สอน และด้านประโยชน์ที่ได้รับ ตามลำดับ นอกจากนี้นักเรียนยังมองว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet มีสื่อประกอบการสอนมีความน่าสนใจ ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายมาก ยิ่งขึ้น และมีกิจกรรมที่สนุกสอดแทรกกับความรู้เนื้อหาทางประวัติศาสตร์ สร้างเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู และนักเรียนได้เป็นอย่างดี รวมถึงเป็นคลังเนื้อหาที่สามารถเข้ามาชมได้ทุกเวลา ช่วยทบทวนเนื้อหาก่อน สอบได้ และเอื้อประโยชน์ให้กับการเรียนรู้ของผู้เรียน ชื่อเรื่อง: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ คิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย นางสาวสุนิสา พงษ์ศรี ต าแหน่ง ครูผู้ช่วย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม


1 ชื่อเรื่อง: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับ แอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ผู้วิจัย: นางสาวสุนิสา พงษ์ศรี กลุ่มสาระการเรียนรู้: สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาคเรียนที่: 2 ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย โดยเกณฑ์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 55 และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จำนวน 42 คน ใช้รูปแบบวิจัย One shot case study ซึ่ง เป็นแบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว และทำการวัดผลสัมฤทธิ์หลังการสอน โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้การหาค่าการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผ่านเกณฑ์มีจำนวน 39 คน คิดเป็น ร้อยละ 92.86 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 55 (23 คน) มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 55 (11 คะแนนขึ้นไป) และมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 15.69 จากคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 92.86 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 มีความพึงพอต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูง เชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านที่นักเรียนมีความ พึงพอใจโดยเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านเนื้อหา และรายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยสูงสุด คือ เนื้อหามี ความชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนสมบูรณ์ จากนั้นเป็นด้านด้านครูผู้สอน และด้านประโยชน์ที่ได้รับ ตามลำดับ นอกจากนี้นักเรียนยังมองว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet มีสื่อประกอบการสอนมีความน่าสนใจ ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายมาก ยิ่งขึ้น และมีกิจกรรมที่สนุกสอดแทรกกับความรู้เนื้อหาทางประวัติศาสตร์ สร้างเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู และนักเรียนได้เป็นอย่างดี รวมถึงเป็นคลังเนื้อหาที่สามารถเข้ามาชมได้ทุกเวลา ช่วยทบทวนเนื้อหาก่อน สอบได้ และเอื้อประโยชน์ให้กับการเรียนรู้ของผู้เรียน ค ำส ำคัญ สังคมศึกษา, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ความพึงพอใจ, รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps), Padlet


2 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคน สร้างสังคม และสร้างชาติ ถือเป็นกลไกหลักในการ พัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุข (สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) โดยการจัดการศึกษาจะช่วยสร้างเสริมและพัฒนาบุคคลให้เป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เข้าใจในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกปัจจุบัน พร้อม ทั้งสามารถแก้ปัญหาและปรับตัวได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน การออกแบบทางการศึกษาจึงเป็นข้อต่อสำคัญของการ พัฒนาประเทศ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษามาตรา 22 กำหนดไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ (สำนักงาน ปฏิรูปการศึกษา, 2544) โดยจุดมุ่งหมายหลักของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีศักยภาพในการศึกษาต่อและการประกอบ อาชีพ พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างเสริมสมรรถนะสำคัญและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่จำเป็นแก่นักเรียน โดยสมรรถนะที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ความสามารถในการ คิด ซึ่งเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมี วิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับ ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ดังนั้นการจัดการศึกษา จึงควรมุ่งเน้นการ เตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและสอดคล้องกับสังคมในอนาคต (ฮิวจ์ เดลานี, 2559) แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในด้านการเข้าถึงการศึกษา และการปฏิรูปเชิง โครงสร้างเพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษา แต่ยังคงประสบปัญหาอยู่ประการ เช่น นักเรียนจำนวนมากยังไม่ มีทักษะพื้นฐานที่ควรจะมี ดังจะเห็นได้จากผลการประเมินต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและในระดับระหว่าง ประเทศ จึงทำให้เยาวชนจำนวนมากขาดทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง (ฮิวจ์ เดลานี, 2559) แม้ว่าเยาวชนจะมีการใฝ่หาความรู้เพิ่มขึ้น แต่ยังขาดความสามารถในการจัดการ การ สังเคราะห์ข้อมูลที่สืบค้นได้ และการนำไปใช้ประโยชน์นอกจากนี้ยังพบปัญหาการศึกษาเชิงคุณภาพ คือ โรงเรียนส่วนใหญ่ยังสอนแบบบรรยายเนื้อหาให้นักเรียนท่องจำไปสอบแบบปรนัย นักเรียนยังคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้น้อย (วิทยากร เชียงกูล, 2562) สอดคล้องกับวิลาสินี วัฒนมงคล (2561) ที่กล่าวว่าการเรียน การสอนของครูอาจารย์ยังคงเน้นการถ่ายทอด วิชาความรู้เป็นลักษณะสั่งสอน ความรู้ ความจำ เพื่อนำไป


3 สอบในทุกระดับชั้น การส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมถึงการนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับโลกยุคใหม่ที่กล่าวมานี้ยังด้อยพัฒนานัก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีมีความ เชื่อมสัมพันธ์กันและมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย มีจุดเน้นสำคัญคือ พัฒนาผู้เรียนให้สามารถ ปรับตัวกับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก พร้อมทั้งมีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) จึงถือเป็นกลุ่มสาระการ เรียนรู้ที่มีความจำเป็นและส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคม โดยปัจจุบันการจัดการ เรียนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษานั้น ส่วนใหญ่นั้นยังคงใช้วิธีการสอนแบบเดิม คือ วิธีการสอนแบบ บรรยาย เนื่องจากมีเนื้อหาสาระมาก เวลาในการทำกิจกรรมมีจํากัด จึงยากต่อการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในการเรียนรู้ ขาดแคลนสื่อการสอนด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้เรียนขาดทักษะการคิดพื้นฐานที่ จำเป็นในชีวิตประจำวัน (ยุพิน พันธุ์ดิษฐ์และคณะ, 2554) สอดคล้องกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2559) ที่กล่าวว่าการสอนส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบการถ่ายทอดความรู้ สอนเฉพาะความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง ด้วยการบรรยายและตำรา ผู้เรียนขาดทักษะการคิดและการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยทักษะการคิดนั้น ถือเป็น พื้นฐานของทักษะและการกระทำต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จหรือจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้ การที่ผู้เรียน สามารถฝึกฝนทักษะทางการคิดได้ จึงช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ เจตคติ และทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นและ สัมพันธ์กันได้ ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนั้น จึง จำเป็นต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดการศึกษา ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะ และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs) (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย พบว่า ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของ หลักสูตรเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นช่วงของการระบาดของโคโรน่าไวรัส (Covid-19) จำเป็นต้องทำการจัดการ เรียนการสอนออนไลน์ (Online) เป็นส่วนใหญ่ เกิดข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู กับนักเรียนน้อยลง และไม่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันหรือลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ ประกอบกับนักเรียน ส่วนใหญ่มองว่าการเรียนวิชาสังคมศึกษานั้น น่าเบื่อ ไม่สนุก และไม่อยากเรียน เพราะมีเนื้อหาสาระที่เยอะ เป็นความรู้ความจำส่วนใหญ่ และเน้นการท่องจำนำไปสอบเพียงเท่านั้น อีกทั้งมองว่าการเรียนรู้ในกลุ่ม สาระนี้ไม่ได้ฝึกทักษะกระบวนการคิดเท่าที่ควร เพราะเน้นการเข้าใจองค์ความรู้ตามแบบตำราเรียน มากกว่า และจากการสังเกต เมื่อครูผู้สอนตั้งคำถามเชิงคิดขั้นสูง ที่มีเนื้อหาสาระนอกเหนือจากหนังสือเรียน ผู้เรียนไม่สามารถตอบได้ หรือไม่มีความมั่นใจในคำตอบของตนเอง ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยงกับ สถานการณ์ปัจจุบันได้รวมถึงยังขาดความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง ซึ่งจะ ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ในด้านอื่น ๆ ด้วย


4 รูปแบบกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการพัฒนา ทักษะการคิดของผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมกระบวนการคิดที่เป็นขั้นตอน และมีจุดเน้นที่กระบวนการ จัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล สามารถเลือกข้อมูล ที่สำคัญที่เกี่ยวข้อง มาจัดกระทำจัดข้อมูลเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ จำแนก เพื่อให้ได้ความรู้ตามที่กำหนดไว้ จากนั้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริง ข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ที่ตกผลึกภายในตัวของผู้เรียนจะ กลายเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน ผู้เรียนสามารถที่จะสร้างความรู้ได้จากการเชื่อมโยงข้อมูลใหม่เข้า กับความรู้เดิมอย่างมีความหมาย การที่จะดำเนินการได้เช่นนั้น ผู้เรียนจะต้องมีเครื่องมือที่เป็นระบบ ความคิดที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS) ซึ่งเครื่องมือชีวิตหนึ่งที่ช่วยให้ ผู้เรียนสามารถพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้อย่างเหมาะสม (นรรัชต์ฝันเชียร, 2565) สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการได้นํากระบวนการเรียนรู้แบบ 5 Steps มาบูรณาการเข้ากับโครงสร้างทักษะการคิด GPAS เป็น กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps โดยเพิ่มเติมขั้นสื่อสารและนําเสนอ (Applying the Communication Skill) เข้าไปในขั้นตอนการออกแบบการเรียนรู้(สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ, 2561) ซึ่งสรุปขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ได้ดังนี้ ขั้นที่ 1 การค้นหาและเลือกข้อมูล (Gathering; G) ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล หรือการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ (Processing; P) ขั้นที่ 3 การ ปฏิบัติและสรุปความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge; A1) ขั้นที่ 4 การสื่อสารและการ นำเสนอ (Applying the Communication Skill: A2) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating; S) เมื่อฝึกฝนเช่นนี้บ่อยครั้งจะนำไปสู่การเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะในแต่ละขั้นครูได้ใช้คำถาม เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้เรียนให้คิดอยู่เสมอ ทั้งนี้กระบวนการ GPAS จึงเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนได้ ฝึกฝนทักษะการคิดในแง่มุมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น Padlet คือ แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่อยู่ในแพลตฟอร์มสำหรับการระดมความคิด แสดงความ คิดเห็น หรือแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันผ่านกระดานดิจิทัลในรูปแบบเสมือน Post it ที่ติดบนบอร์ด แสดงผล ทุกอย่างแบบ Real-time สามารถโพสต์ทั้งในรูปแบบข้อความ รูปภาพ และลิงก์ของเว็บไซต์ได้ นอกจากนี้ สามารถ Export ข้อมูลออกมาเป็นไฟล์รูปภาพ PDF, CSV และสามารถแชร์ผ่านไปยังช่องทางต่าง ๆ ได้อีก ด้วย (ETS, 2565) จึงเหมาะกับการนำเสนอผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย เป็นเสมือนนิทรรศการที่อยู่ใน รูปแบบออนไลน์ที่นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและศึกษาค้นคว้าได้ตลอดเวลา จากเหตุผลข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ในสาระ การเรียนรู้ที่ 4 ประวัติศาสตร์ เพื่อศึกษาว่ารูปแบบดังกล่าว ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อย่างไร นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด อีกทั้งการเรียนการ สอนนี้ สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความสุขกับการเรียนมากยิ่งขึ้น นักเรียนเห็นความถึง


5 ความสำคัญต่อกระบวนการคิดขั้นสูง เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญในการใช้ชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนา ทักษะด้านอื่น ๆ ในอนาคตต่อไป 2. คำถามการวิจัย 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัยเป็นอย่างไร 2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ คิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียน แก่นนครวิทยาลัย อยู่ในระดับใด 3. วัตถุประสงค์การวิจัย 3.1 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคม ศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย โดยมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 55 และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่ น้อยกว่าร้อยละ 55 3.2 เพื่อความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ การคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1 กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จำนวน 42 คน 4.2 ตัวแปรที่ศึกษา 1) ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet 2) ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9


6 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ เรื่อง หลักฐาน ทางประวัติศาสตร์แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับ แอพลิเคชัน Padlet จำนวน 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เวลา 2 ชั่วโมง 4.4 ระยะเวลาในการวิจัย ดำเนินการวิจัยในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการที่ใช้ใน การสอนโดยสอดแทรกกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 การค้นหาและเลือกข้อมูล (Gathering; G) หมายถึง การกระตุ้นความสนใจให้ขั้นผู้เรียน ค้นหาและหาคำตอบด้วยตนเอง โดยนำเสนอปัญหาหรือสถานการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์คำถาม และ รวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล หรือการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ (Processing; P) หมายถึง ผู้เรียนได้ คิดวิเคราะห์และจัดกระทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ ด้วยการจำแนกข้อมูล เปรียบเทียบ จัดกลุ่มเรียงลำดับ โยง ความสัมพันธ์ของเนื้อหา ข้อมูล พร้อมทั้งออกแบบกิจกรรมการสอนให้ผู้เรียนอย่างหลากหลาย เพื่อให้ ผู้เรียนแยกแยะหรือเฟ้นหาข้อมูลที่จำเป็น และไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล ขั้นที่ 3 การปฏิบัติและสรุปความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge; A1) หมายถึง ผู้เรียนรู้จักเลือกข้อมูลที่สอดคล้องกับเนื้อหานั้น และนำความรู้ที่ได้ มาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อขยายขอบเขตความรู้ ผ่านการลงมือปฏิบัติ คัดเลือกเนื้อหา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอ และสรุปข้อมูลให้มีความชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจ ขั้นที่ 4 การสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill: A2) หมายถึง ผู้เรียน นำเสนอเนื้อหาหรือข้อค้นพบนั้นผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการ โปสเตอร์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ แก่ผู้อื่น และสะท้อนความเข้าใจของตนเองผ่านชิ้นงาน ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating; S) หมายถึง การกระตุ้นให้ผู้เรียนประเมิน ความรู้ทักษะ เจตคติ ค่านิยมที่ดีของตนเองซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานนั้น และบอกแนวทางการนำความรู้ วิธีการ ทำงานกระบวนการแก้ปัญหา และค่านิยมที่ดีไปใช้ในชีวิตจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม 5.2 Padlet หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้โดยเฉพาะการนำเสนอในรูปแบบของ นิทรรศการออนไลน์ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการจัดการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างนักเรียน โดย


7 ช่วยจัดระบบข้อมูลให้น่าอ่านยิ่งขึ้น รวบรวมผลงานของแต่ละชั้นเรียน รวมถึงสามารถทำการโหวตผลงานที่ ชื่นชอบโดยการกดถูกใจและแสดงความคิดเห็นในงานชิ้นนั้นได้ 5.3 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับ แอพลิเคชัน Padlet หมายถึง รูปแบบการสอนที่เน้นให้ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ได้แก่ การ วิเคราะห์ การเชื่อมโยง การสรุปความ และออกแบบผลงานผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีครูผู้สอน คอยแนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวก รวมถึงฝึกฝนและเสริมสร้างทักษะและกระบวนการคิดขั้นสูง แก่ผู้เรียน โดยใช้พื้นที่การนำเสนอผลงานในรูปแบบนิทรรศการออนไลน์ผ่านแอพลิเคชัน Padlet ในขั้นตอน ที่ 4-5 ในรายวิชา สังคมศึกษา 4 สาระประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแก่นนคร วิทยาลัย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 การค้นหาและเลือกข้อมูล (Gathering; G) หมายถึง การกระตุ้นความสนใจให้ผู้เรียนค้นหา และหาคำตอบด้วยตนเอง โดยนำเสนอปัญหาหรือสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์ คำถาม คัดเลือกและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นคำตอบของคำถามนั้น ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล หรือการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ (Processing; P) หมายถึง ผู้เรียนได้ คิดวิเคราะห์และจัดกระทำข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ ด้วยการจำแนกข้อมูล เปรียบเทียบ จัด กลุ่มเรียงลำดับ โยงความสัมพันธ์ของเนื้อหา ข้อมูล พร้อมทั้งออกแบบกิจกรรมการสอนให้ผู้เรียนอย่าง หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนแยกแยะหรือเฟ้นหาข้อมูลที่จำเป็น และไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล ขั้นที่ 3 การปฏิบัติและสรุปความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge; A1) หมายถึง ผู้เรียนรู้จักเลือกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สอดคล้องกับเนื้อหานั้น และนำความรู้ที่ได้ มาต่อยอด อย่างสร้างสรรค์ เพื่อขยายขอบเขตความรู้ ผ่านการลงมือปฏิบัติ คัดเลือกเนื้อหา เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการนำเสนอ และสรุปข้อมูลให้มีความชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจ ขั้นที่ 4 การสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill: A2) หมายถึง ผู้เรียน นำเสนอเนื้อหาหรือข้อค้นพบทางประวัติศาสตร์นั้นผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการ โปสเตอร์ เพื่อ เผยแพร่ความรู้ แก่ผู้อื่น และสะท้อนความเข้าใจของตนเองผ่านชิ้นงาน โดยใช้แอพลิเคชัน Padlet ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating; S) หมายถึง ผู้เรียนประเมินความรู้ทักษะ เจตคติ ค่านิยมที่ดีของตนเองซึ่งเกิดขึ้นจากการเรียนเนื้อหาประวัติศาสตร์ และบอกแนวทางการนำความรู้ วิธีการ ทำงานกระบวนการแก้ปัญหา และค่านิยมที่ดีไปใช้ในชีวิตจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม โดยใช้แอพลิเคชัน Padlet และการตอบคำถามในชั้นเรียน 5.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้น สูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โดยวัดจากการ


8 ทำแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ (ข้อ 10 คะแนน) 5.5 ความพึงพอใจ หมายถึง คะแนนความชอบใจ หรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet โดยการใช้แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ 5.6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หมายถึง รูปแบบของคำถามเกี่ยวกับด้านความรู้ ทักษะ และเจต คติของของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5.7 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้น สูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet หมายถึง รูปแบบของคำถามที่ผู้วิจัยได้สร้าง ขึ้นเพื่อประเมินความรู้สึกของผู้เรียนที่ที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ แบ่ง ออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านครูผู้สอน หมายถึง ความพึงพอใจหรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการ เรียนรู้ที่ครูผู้สอนมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการสอน มีความตั้งใจในการสอน และให้คำแนะนำ นักเรียนในการทำกิจกรรม 2) ด้านเนื้อหา หมายถึง ความพึงพอใจหรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคม ศึกษา 4 โดยเนื้อหามีความความชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนสมบูรณ์รวมทั้งมีความเหมาะสมกับระดับ การเรียนรู้ของนักเรียน 3) ด้านบรรยากาศ หมายถึง ความพึงพอใจหรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการ เรียนรู้โดยด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet โดยนักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการเรียน และทำให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง 4) ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ความพึงพอใจหรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 ทำให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้และการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ทำให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น


9 5) ด้านประโยชน์ที่ได้รับ หมายถึง ความพึงพอใจหรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 ที่ทำให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และนำวิธีการเรียนรู้ ไปใช้ในวิชาอื่น ๆ 6. ประโยชน์ที่ได้รับ 6.1 นักเรียนเกิดองค์ความรู้ และเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น สามารถนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้และตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ 6.2 นักเรียนเกิดทักษะการคิดรูปแบบต่าง ๆ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์การใช้สื่อ เทคโนโลยีในการเรียนรู้ โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงสื่อหรือแหล่งเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 6.3 ครูได้วิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับ แอพลิเคชัน Padlet มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในหน่วยการเรียนรู้อื่น ๆ


10 บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นทฤษฎี แนวคิดประกอบการศึกษา และเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.1.1 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 2.1.2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน แก่นนครวิทยาลัย 2.2.1 โครงสร้างรายวิชาสังคมศึกษา 4 (ส32102) 2.2.2 คำอธิบายรายวิชา 2.3 กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) 2.3.1 แนวคิดของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) 2.3.2 ทักษะการคิดในโครงสร้างการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 2.3.3 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 2.3.4 ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 2.4 แอพลิเคชัน Padlet 2.4.1 การทำงานของแอพลิเคชัน Padlet 2.4.2 ประโยชน์ของการใช้งานแอพลิเคชัน Padlet ในชั้นเรียน 2.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.3 การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.4 หลักการสร้างข้อทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.5 ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี


11 2.6 ความพึงพอใจ 2.6.1 ความหมายของความพึงพอใจ 2.6.2 ทฤษฎีความพึงพอใจ 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.1.1 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 กระทรวงศึกษาธิการ (2551) กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 มุ่งพัฒนา ผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกใน ความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและ การศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ดังที่ได้บัญญัติไว้ในหมวดและมาตราดังต่อไปนี้ หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความ เคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษา ผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่าง ต่อเนื่อง หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ


12 มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้ 1) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและ ประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลยั่งยืน 3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ ภูมิปัญญา 4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยถูกต้อง 5) ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มา ใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำ เป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และ อำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่ง วิทยาการประเภทต่าง ๆ 6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ มาตรา 28 หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลตามมาตรา 10 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ สาระของหลักสูตร ทั้งที่เป็นวิชาการ


13 และวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุล ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความ รับผิดชอบต่อสังคม สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่ง และวรรค สองแล้วยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาองค์ ความรู้และพัฒนาสังคม จากการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 พบว่ามีสาระสำคัญอยู่ที่การให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ พร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องร่วมกันจัดการศึกษาให้มีความ เหมาะสมให้เหมาะกับวัยและศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคนด้วย และจาก พรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ได้ เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาและทำวิจัย รวมถึงหาแนวทางในการจัดการเรียนรู้ต่อไป 2.1.2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ได้กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการ ประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ โดยได้วางกรอบและเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน ดังต่อไปนี้ วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของ ชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและ เป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ หลักการ 1) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ ภาค และมีคุณภาพ 3) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น


14 4) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ จัดการเรียนรู้ 5) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี ความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการ ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและ ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจน การเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม


15 2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและโลก 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้ 5) อยู่อย่างพอเพียง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน 7) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ มาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ อันได้แก่ ภาษาไทยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพล ศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ


16 ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ปฏิบัติได้มีคุณธรรมจริยธรรม และ ค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการ ขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอน อย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่ การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วย สะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละ ระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการ กำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน 1) ตัวชี้วัดชั้นปีเป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3) 2) ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4- 6) การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของผู้เรียน เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตาม เป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านสาระ ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนา ทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมาย 1) หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึด ประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและ เต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้ และคุณธรรม


17 2) กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับ ผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทาง สังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ จากประสบการณ์จริง กระบวนการ ปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการ ฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึง พิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/ แหล่งเรียนรู้ การวัดและ ประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด 4) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้ 4.1) บทบาทของผู้สอน - ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผน การจัดการเรียนรู้ ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน - กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะกระบวนการ ที่เป็น ความคิดรวบยอด หลักการ และความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์ - ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและ พัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย - จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ - จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถิ่นเทคโนโลยีที่ เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน - ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชา และระดับพัฒนาการของผู้เรียน - วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการ จัดการเรียนการสอนของตนเอง


18 4.2) บทบาทของผู้เรียน - กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบ การเรียนรู้ของตนเอง - เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตั้งคำถาม คิด หาคำตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ - ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ - มีปฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู - ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง สื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียน เข้าถึงความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการ เรียนรู้มีหลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีใน ท้องถิ่น การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลาย ของผู้เรียนการจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้ อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและ สื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรดำเนินการดังนี้ 1) จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และ เครือข่ายการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การเรียนรู้ ระหว่างสถานศึกษา ท้องถิ่น ชุมชน สังคมโลก 2) จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ ผู้สอน รวมทั้งจัดหาสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ 3) เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน 4) ประเมินคุณภาพของสื่อการเรียนรู้ที่เลือกใช้อย่างเป็นระบบ 5) ศึกษาค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียน 6) จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการ ใช้สื่อการเรียนรู้เป็นระยะ ๆ และสม่ำเสมอ ในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษา


19 ควรคำนึงถึงหลักการสำคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้องและทันสมัย ไม่กระทบ ความมั่นคงของชาติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง รูปแบบการนำเสนอที่เข้าใจง่าย และน่าสนใจ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการ คือการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการ เรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และ ระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมิน เป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับ สถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติมีรายละเอียด ดังนี้ 1) การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการ จัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมิน อย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน / ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ่านตัวชี้วัดให้มีการสอนซ่อมเสริม 2) การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าใน การเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้อง ได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอน ของตนด้วย ทั้งนี้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 3) การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตัดสิน ผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี / รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาว่า ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการ เรียน ของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็น ข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจน เพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและ


20 การรายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน 4) การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขต พื้นที่ การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถ ดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการโดยเขต พื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด ในการดำเนินการจัดสอบ นอกจากนี้ยังได้จาก การตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 5) การประเมินระดับชาติเป็นการประเมินประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตาม มาตรฐาน การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียน ในชั้นประถมศึกษาปีที่3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 เข้ารับการ ประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ใน การวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบาย ของประเทศ จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 255พระราชบัญญัติการ ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ทำให้ทราบถึง วิสัยทัศน์หลักการ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด รวมไปถึงการจัดการเรียนรู้สื่อการเรียนรู้การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งถือเป็นกรอบ สำคัญในการจัดการศึกษา เป็นเสมือนสิ่งกำหนดทิศทางของการศึกษาไทย ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ และส่วนสำคัญที่กล่าวถึงคือ การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน นั่นคือ ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ 2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแก่น นครวิทยาลัย 2.2.1 โครงสร้างรายวิชาสังคมศึกษา 4 (ส32102) สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นวิชาที่ด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความ เชื่อมสัมพันธ์กันและมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย มีจุดเน้นสำคัญคือ พัฒนาผู้เรียนให้สามารถ ปรับตัวกับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก พร้อมทั้งมีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) จึงถือเป็นกลุ่มสาระการ เรียนรู้ที่มีความจำเป็นและส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคม


21 ตารางที่ 1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ในรายวิชา สังคม ศึกษา 4 ส 32102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ชั้น ม. 4 - ม. 6 สาระการเรียนรู้ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ สามารถ ใช้วิธีการทาง ประวัติศาสตร์มา วิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ 1) ตระหนักถึงความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ที่ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของ มนุษยชาติ 1) ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์ 2) เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย 3) ตัวอย่างเวลาและยุคสมัยที่ปรากฎใน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย 2) สร้างองค์ความรู้ใหม่ทาง ประวัติศาสตร์โดยใช้วิธีการทาง ประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ 4) คุณค่าและประโยชน์ของวิธีการทาง ประวัติศาสตร์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ 5) ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ 6) ตัวอย่างการศึกษาทางประวัติศาสตร์ ไทย มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความ เป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ไทย มีความรัก ความ ภูมิใจและธำรงความ เป็นไทย 1) วิเคราะห์ประเด็นสำคัญของ ประวัติศาสตร์ไทย 1) ประเด็นสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย 2) แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นมาของชน ชาติไทย 3) อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยและ อิทธิพลที่มีต่อสังคมไทย 4) ปัจจัยที่มีผลต่อการสถาปนาอาณาจักร ไทย 2) วิเคราะห์ความสำคัญของสถาบัน พระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย 5) สาเหตุและผลของการปฏิรูปการ ปกครอง 6) การเลิกทาส ไพร่ การเสด็จประพาส 7) การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 8) บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยในการ พัฒนาชาติไทย 9) เหตุการณ์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5-6 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมความ สร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และ 10) การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และ วัฒนธรรมไทย


22 มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ชั้น ม. 4 - ม. 6 สาระการเรียนรู้ วัฒนธรรมไทย ซึ่งมีผลต่อสังคมไทย ในยุคปัจจุบัน 11) อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่มีผล ต่อสังคมไทย 12) อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่มีผล ต่อสังคมไทย 4) วิเคราะห์ผลงานของบุคคลสำคัญ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่มีส่วน สร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยและ ประวัติศาสตร์ไทย 13) ผลงานของบุคคลสำคัญทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย 5) วางแผนกำหนดแนวทางและการ มีส่วนร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยและ วัฒนธรรมไทย 14) แนวทางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและ วัฒนธรรมไทย 15) การมีส่วนร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 มีการนำมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพหลักสูตร บริบทสถานศึกษา และท้องถิ่น และสอดคล้องกับ ศักยภาพของนักเรียน เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีด้านการเรียน นำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะที่ สำคัญ โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์ พร้อมทั้งเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้


ภาพที่ 1 ผังมโนทัศน์วิเคราะห์รายวิชาสังคมศึกษา 4 2565


1 คำอธิบายรายวิชา 32102 สังคมศึกษา 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 40 ชั่วโมง จำนวน 1.0 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ---------------------------------------------------------------- สาระที่ 4: ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและ ธำรงความเป็นไทย ศึกษา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย และความต่อเนื่องระหว่างยุคสส สมัยต่าง ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย และตระหนักถึงความสำคัญในความต่อเนื่องของเวลา และยุคสมัยนั้น ๆ วิเคราะห์ประเด็นสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยตามเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยก่อน อาณาจักรสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบันอย่างเป็นระบบด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ และวิเคราะห์บทบาทของ สถาบันพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย อารยธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย รวมทั้งผลงาน ของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มีส่วนสร้างสรรค์พัฒนาการของชาติไทยใน ด้านต่าง ๆ และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทย ด้วยการใช้โครงงานศึกษาปัจจัยที่ ส่งเสริมการสร้างสรรค์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่มีผลต่อสังคมไทยในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ความเป็นมา วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย และเพื่อให้เกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และธำรงความเป็นไทย รหัสตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ ส 4.1.1 , ส 4.1.2 ส 4.3.1 , ส 4.3.2 , ส 4.3.3 , ส 4.3.4 , ส 4.3.5 รวมทั้งสิ้น 7 ตัวชี้วัด


2.3 กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) 2.3.1 แนวคิดของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) กรอบการพัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่สำนักงาน คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการหารูปแบบแนวทางในการพัฒนาการคิดให้กับผู้เรียน จึงเริ่มต้นด้วยการตั้ง คณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี โกวิท ประวาลพฤกษ์ เป็นที่ปรึกษา ทำการศึกษา ค้นคว้าแนวคิดทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนั้นคณะทำงานได้ สังเคราะห์แนวคิดและ ทฤษฎีเหล่านั้นได้กรอบพัฒนาการคิด หรือโครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 4 ประการ คือ การรวบรวม และเลือกข้อมูล (Gathering) การจัดกระทำข้อมูล(Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) และการกำกับตนเอง (Self – regulating) เรียกย่อ ๆ ว่า GPAS โดย นำอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของ โครงสร้างทักษะกระบวนการคิดนั้นมาใช้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) - กำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล (Focusing Skills) - กำหนดเป้าหมาย (Goal Setting) - สังเกตด้วยประสาทสัมผัส (Observing) - รวบรวมข้อมูลจากการสังเกต (Collecting) - เลือกข้อมูลมาใช้ (Selecting) - บันทึกข้อมูล (Encoding & Recording) - ดึงข้อมูลเดิมมาใช้และย่อความ (Retrieving & Summarizing) ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล (Processing) - จำแนก (discriminating) - เปรียบเทียบ (Comparing) - จัดกลุ่ม (Classifying) - จัดลำดับ (Sequencing) - สรุปเชื่อมโยง (Connecting) - ไตร่ตรองด้วยเหตุผล (Reasoning) - วิจารณ์(Criticizing) - ตรวจสอบ (Verifying) ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) - ประเมินทางเลือก (Alternative assessment) - เลือกทางเลือก (Selecting alternative) - ใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์(creative)


1 - ขยายความรู้ให้จริงมากขึ้น (expanding scenario) - การวิเคราะห์(analysis) - การตัดสินใจ (decision making) - การนำความรู้ไปปรับใช้(transferring) - การแก้ปัญหา (problem solving) - การคิดวิจารณ์(critical thinking) - การคิดสร้างสรรค์(creative thinking) ขั้นที่ 4 ประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating) - การตรวจสอบและควบคุมการคิด (Meta Cognition) - การสร้างค่านิยมการคิด (Thinking Value) - การสร้างนิสัยการคิด (Thinking Disposition) กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพของคนใน ศตวรรษที่ 21 การพัฒนาทักษะพื้นฐานสำ หรับอนาคต เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ทักษะการคิดอย่าง มีวิจารณญาณ ทักษะทางสังคม ทักษะการคิดสร้างสรรค์และทักษะการแก้ปัญหา ทักษะที่จำ เป็น ดังกล่าวนำ ไปสู่การพัฒนาคนให้มีความสามารถอยู่ในสังคมโลกอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข ดังนั้น ผู้เรียน จึงต้องมีความสามารถในการคิดเชิงระบบ การคิดแก้ปัญหา และการตัดสินใจบนพื้นฐานของ ข้อมูลสารสนเทศได้อย่างมีคุณภาพเที่ยงตรง โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เป็นเครื่องมือการเรียนรู้บบ Active Learning (สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ, 2561) ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 2 Active Learning GPAS 5Steps จากการศึกษาแนวคิดของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) สามารถสรุปได้ ว่า ทักษะกระบวนการคิด GPAS เป็นขั้นตอนและจุดเน้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ ผู้เรียน


2 สร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้ตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การรวบรวมและ เลือกข้อมูล (Gathering) ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล (Processing) ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) และขั้นที่ 4 ประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating) 2.3.2 ทักษะการคิดในโครงสร้างของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ทักษะการคิดในโครงสร้าง GPAS มีทักษะที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ตาณิกา เงินฝรั่ง, 2556) ดังนี้ ภาพที่ 3 ทักษะการคิดในโครงสร้าง GPAS 1) ทักษะการคิดระดับการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1.1) การกำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล (Information Gathering Skill) หมายถึง การ กำหนดขอบเขตการศึกษาและมุ่งความสนใจไปในทิศทางตามจุดประสงค์ที่ต้องการศึกษา ให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้คัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 1.2) การสังเกตด้วยประสาทสัมผัส หมายถึง การรับรู้และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใด สิ่งหนึ่ง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ ไม่มีการ ใช้ประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้สังเกต ในการเสนอข้อมูล ข้อมูลจากการสังเกตมีทั้ง ข้อมูลเชิง ปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ 1.3) การบันทึกข้อมูล หมายถึง กระบวนการประมวลข้อมูลของสมอง เมื่อรับสิ่งเร้า ขั้นที่ 1 การเก็บรวบรวมข้อมูล (Gathering) ทักษะการคิด พื้นฐาน ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล (Processing) ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) ทักษะการคิดขั้นสูง ขั้นที่ 4 การควบคุมกำกับตัวเอง (Self – regulating)


3 จาก ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะได้รับการบันทึกไว้ในความจาระยะสั้น หากต้องการเก็บข้อมูลไว้ใช้ต่อ ๆ ไป ข้อมูลนั้นจะต้องเปลี่ยนรูปโดยการเข้ารหัสเพื่อนาไปเก็บไว้ในความจาระยะยาว ซึ่งจะสามารถเรียก ข้อมูลมาใช้ได้ภายหลังโดยการถอดรหัส 1.4) การดึงข้อมูลเดิมมาใช้และสรุปความ หมายถึง การนำข้อมูลที่มีอยู่นำกลับมาใช้ ใหม่ และ การจับใจความสำคัญของเรื่องที่ต้องการสรุป แล้วเรียบเรียงให้กระชับครอบคลุมสาระสำคัญ 2) ทักษะการคิดระดับการจัดกระทำข้อมูล ได้แก่ 2.1) การจำแนก (Discriminating) หมายถึง การแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ตามมิติที่กำหนด 2.2) การเปรียบเทียบ (Comparing) หมายถึง การค้นหาความเหมือนและหรือ ความ แตกต่างขององค์ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไป เพื่อใช้ในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเกณฑ์ เดียวกัน 2.3) การจัดกลุ่ม (Classifying) หมายถึง การนำสิ่งต่าง ๆ มาแยกเป็นกลุ่มตามเกณฑ์ที่ ได้รับการยอมรับทางวิชาการ หรือยอมรับโดยทั่วไป 2.3) การจัดลำดับ (Sequencing) หมายถึง การนำข้อมูลหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา จัดเรียงให้ เป็นลำดับ 2.5) การสรุปเชื่อมโยง (Connecting) หมายถึง การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลอย่าง มีความหมาย 2.6) การไตร่ตรองด้วยเหตุผล (Reasoning) หมายถึง ความสามารถในการบอกที่มา ของสิ่ง ใด ๆ หรือเหตุการณ์ใด ๆ หรือสิ่งที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมนั้นได้ 2.7) การวิจารณ์ (Criticizing) หมายถึง การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมุติฐานที่อยู่ เบื้องหลัง เหตุผลที่โยงความคิดเหล่านั้น เพื่อเปิดทางสู่แนวความคิดอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้ 2.8) การตรวจสอบ (Verifying) หมายถึง การยืนยันหรือพิสูจน์ข้อมูลที่สังเกตรวบรวม มาตาม ความถูกต้องเป็นจริง 3) ทักษะการคิดระดับการประยุกต์ใช้ได้แก่ 3.1) การใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (Creating) หมายถึง การนำความรู้ที่เกิดจากความ เข้าใจ ไปใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น 3.2) การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะหลักการ องค์ประกอบสำคัญหรือส่วนย่อย ตลอดจนหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3.3) การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง การนำความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์มา ผสมผสาน สร้างสิ่งใหม่ที่มีลักษณะต่างจากเดิม 3.4) การตัดสินใจ (Decision making) หมายถึง การพิจารณาเลือกตัวเลือกตั้งแต่ 2


4 ตัวเลือกขึ้นไป ทางเลือกนั้นอาจเป็นวัตถุสิ่งของ หรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือ ดำเนินการ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 3.5) การนำความรู้ไปปรับใช้ (Transferring) หมายถึง การถ่ายโอนความรู้ที่มีอยู่ 3.6) การแก้ปัญหา (Problem solving) หมายถึง การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยากเพื่อ จุดประสงค์ในการแก้ไขสถานการณ์หรือให้ปัญหานั้นหมดไป 3.7) การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ (Critical thinking) หมายถึง ความสามารถ ในการ พิจารณา ประเมินและตัดสินสิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้ง โดยการพยายาม แสวงหาคำตอบที่มีความสมเหตุสมผล 3.8) การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง ความสามารถในการคิด ได้ อย่าง กว้างไกล หลายทิศทางอย่างเป็นกระบวนการ โดยใช้จินตนาการที่หลากหลาย เพื่อก่อให้เกิดความ แปลกใหม่ในการสร้าง ผลิต ดัดแปลงงานต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เก่ากับ ประสบการณ์ใหม่ ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คิดมีอิสระทางความคิด 4) ทักษะการกำกับตนเอง ได้แก่ 4.1) การตรวจสอบและควบคุมการคิด (Meta-cognition) หมายถึง การที่บุคคลรู้ถึง ความคิด ของตนเองในการกระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการประเมินการคิดของตนเองและใช้ ความรู้นั้น ในการควบคุมหรือปรับการกระทำของตนเอง ซึ่งครอบคลุมถึงการวางแผน การควบคุมกำกับ การ กระทำของตนเอง การตรวจสอบความก้าวหน้า และการประเมินผล 4.2) การสร้างค่านิยมการคิด (Thinking Value) หมายถึง การคิดเพื่อประโยชน์ใน ระดับต่าง ๆ ได้แก่ เพื่อประโยชน์ตน กลุ่มตน เพื่อสังคมและเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ทุกองค์ประกอบ 4.3) การสร้างคุณค่าทางการคิด (Thinking Disposition) หมายถึง ลักษณะเฉพาะ ของการ กระทำของคนที่มีสติปัญญา การตัดสินใจที่จะแก้ปัญหา จะไม่กระทำทันทีทันใดก่อนจะมีข้อมูล หลักฐานชัดเจน นิสัยแห่งการคิด คือ รู้ว่าจะใช้ปัญญา ทำอย่างไรเมื่อไม่รู้คำตอบ นิสัยแห่งการคิดที่ดี ควรมีดังนี้ - นิสัยการคิดที่ดีต้องกล้าเสียงและผจญภัย (กล้าที่จะคิด) - นิสัยการคิดที่ดีต้องคิดแปลก คิดแยกแยะ ชี้ตัวปัญหา คิดสำรวจไต่สวน - นิสัยการคิดที่ดีต้องสร้างคำอธิบาย และสร้างความเข้าใจ - นิสัยการคิดที่ดีต้องสร้างแผนงานและมีกลยุทธ์ - นิสัยการคิดที่ดีต้องเป็นการใช้ความระมัดระวังทางสติปัญญา (ใช้สติปัญญา ระแวดระวัง) และแม่นยำถูกต้องแน่นอนเที่ยงตรง - นิสัยการคิดที่ดีต้องเพื่อถามหาสิ่งที่จะเกิดขึ้นและประเมินเชิงเหตุผล - นิสัยการคิดที่ดีต้องเป็นไปเพื่อเกิดการรู้คิด หรือคิดในสิ่งที่คิด


5 สอดคล้องกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (2561) ซึ่งสรุปการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ดังภาพที่ 2 ภาพที่ 4 รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) 2.3.3 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ขั้นตอนและจุดเน้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถที่จะสร้างองค์ความรู้ ได้ด้วยตนเอง และสามารถที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติจริงในการแก้ปัญหาสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (2561) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering) ขั้นที่ 2 ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge) ขั้นที่ 4 ขั้นสื่อสารและนําเสนอ (Applying the Communication Skill) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self - regulating) รัฐพงษ์ ศิริวิริยานันท์ (2562) กล่าวว่า ทักษะการคิดตามโครงสร้างการคิด GPAS มี ความสัมพันธ์โดยตรงกับกรวยประสบการณ์ หรือปิรามิดการเรียนรู้ (Learning Pyramid) ของเอดการ์ เดล การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกรวยประสบการณ์ (Learning Pyramid) และ โครงสร้างทักษะการคิด จึงเป็นความสอดคล้องของกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสาน ทั้งทักษะการคิดขั้น พื้นฐาน (Lower Order Thinking: LOT) ในทักษะขั้นการสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering: G) ซึ่ง เป็นการเรียนรู้แบบ Passive Learning ต่อเนื่องไปกับการเรียนรู้แบบ Active Learning ในทักษะขั้น การจัดกระทำข้อมูล (Processing: P) สัมพันธ์เป็นกระบวนการต่อเนื่องจนถึงทักษะการคิดขั้นสูง


6 (Higher Order Thinking: HOT) ในทักษะขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้สู่การปฏิบัติจริง (Applying: A) และขั้นตรวจสอบและประเมินตนเอง (Self- regulating: S) 2.3.4 ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ นับว่าเป็นกระบวนการสร้างความรู้ที่มีประสิทธิภาพ และเป็น กระบวนการสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และเป็นการบริหารจัดการความรู้แท้ (Knowledge Management) อีกด้วย นอกจากนี้กระบวนการสร้างความรู้แบบ GPAS 5 Steps ยังมีแนวทางที่ สอดคล้องกับการพัฒนาและการเรียนรู้ของสมอง (Brain-based Learning) ของผู้เรียนทำให้ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพของแต่ละคน จึงทำให้กระบวนการนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ สำหรับ การศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่น่าจะช่วยยกระดับการศึกษาไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กและเยาวชน ไทย ให้มีอุปนิสัยที่ดีในการเรียนรู้ตามแนวทางของโลกในยุคสมัยใหม่ได้ (นรรัชต์ฝันเชียร, 2565) กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถถักทอ ความรู้ทักษะกระบวนการ และค่านิยมอย่างกลมกลืนในกระบวนการขั้นต่าง ๆ โดยไม่ติดกับเนื้อหาวิชา จึงสามารถนำ ไปใช้ได้กับทุกวิชาและการเรียนรู้ที่ต้องใช้ศาสตร์ต่าง ๆ มาสัมพันธ์กัน เมื่อนักเรียนมีความ สนใจ ความถนัดด้านใด สามารถเริ่มจากคำ ถาม ข้อสงสัยของตนหรือของกลุ่ม แล้วแสวงหาข้อมูลเพื่อ วิเคราะห์สังเคราะห์เป็นความรู้ที่เป็นหลักการแล้วนำ หลักการที่ได้ไปประยุกต์ใช้สร้างผลงาน นวัตกรรม ที่นำ ไปใช้ประโยชน์กับชุมชน มีการประเมินกำกับตนเอง ประเมินผลที่เป็นคุณค่าต่อสังคมรวมทั้งสิ่งที่ ต้องพัฒนาต่อไป เกิดเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติในสภาพจริงของชุมชน แล้วจึงเป็น กระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะของนักเรียนซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม ดังนั้น กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนา สมรรถนะเพื่อการเปลี่ยนแปลงตามทิศทางของการเรียนรู้ที่จะช่วยสร้างอนาคตที่ดี(สถาบันพัฒนา คุณภาพวิชาการพร้อมคณะ, 2565) จากการศึกษาแนวคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS ซึ่งเดิมมีเพียง 4 ขั้นตอน และได้เพิ่มเติมอีก 1 ขั้นตอน กลายเป็น GPAS 5 steps ตามแนวคิดของสถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ (2561) คือแยกขั้นตอนที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) ออกเป็น 2 ส่วน คือ ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge; A1) และ ขั้นที่ 4 ขั้นสื่อสารและนําเสนอ (Applying the Communication Skill: A2) รวมทั้งสิ้น 5 ขั้นตอน (5 Steps) พร้อมทั้งปรับชื่อขั้นตอนให้มีความชัดเจน กระชับมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิผลมากขึ้น และส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้โดยสามารถสรุปกระบวนการ GPAS 5 steps ได้ดังตาราง


7 ตารางที่ 2 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ขั้นตอนของการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นที่ 1 การค้นหาและเลือก ข้อมูล (Gathering; G) การกระตุ้นความสนใจให้ ผู้เรียนค้นหาและหาคำตอบด้วย ตนเอง โดยนำเสนอปัญหาหรือ สถานการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์ คำถาม และรวบรวมข้อมูล ค้นหาคำตอบ แสดงความ คิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลและ นำเสนอข้อมูล จากที่ครูตั้ง คำถาม ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล หรือการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ (Processing; P) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์และ จัดกระทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ ด้วย การจำแนกข้อมูล เปรียบเทียบ จัด กลุ่มเรียงลำดับ โยงความสัมพันธ์ของ เนื้อหา ข้อมูล พร้อมทั้งออกแบบ กิจกรรมการสอนให้ผู้เรียนอย่าง หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนแยกแยะ หรือเฟ้นหาข้อมูลที่จำเป็น และ ไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล นำข้อมูลมาวิเคราะห์ความรู้ ความเข้าใจเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ด้วยการจำแนกข้อมูล เปรียบเทียบ จัดกลุ่ม เรียงลำา ดับโยงความสัมพันธ์ ของเนื้อหา ข้อมูล ขั้นที่ 3 การปฏิบัติและสรุป ความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge; A1) ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักเลือกข้อมูลที่ สอดคล้องกับเนื้อหานั้น และนำ ความรู้ที่ได้ มาต่อยอดอย่าง สร้างสรรค์ เพื่อขยายขอบเขตความรู้ ผ่านการลงมือปฏิบัติ คัดเลือกเนื้อหา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการ นำเสนอ และสรุปข้อมูลให้มีความ ชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจ ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ คัดเลือก เนื้อหา เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการนำเสนอ และสรุป ข้อมูลให้มีความชัดเจน ง่ายต่อ การเข้าใจ ขั้นที่ 4 การสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill: A2) อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน นำเสนอเนื้อหาหรือข้อค้นพบนั้นผ่าน รูปแบบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการ โปสเตอร์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ แก่ นำเสนอความสำเร็จของงาน ที่ปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน โดย สรุปเป็นความรู้ความคิด รวบ ยอด


8 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS บทบาทครู บทบาทนักเรียน ผู้อื่น และสะท้อนความเข้าใจของ ตนเองผ่านชิ้นงาน ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่ม คุณค่า (Self – regulating; S) กระตุ้นให้ผู้เรียนประเมิน ความรู้ ทักษะ เจตคติ ค่านิยมที่ดีของตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานนั้น และ บอกแนวทางการนำความรู้ วิธีการ ทำงานกระบวนการแก้ปัญหา และ ค่านิยมที่ดีไปใช้ในชีวิตจริง เพื่อให้ เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม วิเคราะห์และประเมินตนเอง ว่าได้รับความรู้ใด เกิดทักษะ เกิดเจตคติและค่านิยมใด เพิ่มพูนขึ้นจากการทำงานนั้น และน˚าไปใช้ในชีวิตจริง เพื่อให้ เกิดประโยชน์ต่อสังคม ส่วนรวม 2.4 แอพลิเคชัน Padlet 2.4.1 การทำงานของแอพลิเคชัน Padlet Padlet คือ แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่อยู่ในแพลตฟอร์มสำหรับการระดมความคิด แสดง ความคิดเห็น หรือแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันผ่านกระดานดิจิทัลในรูปแบบเสมือน Post it ที่ติดบนบอร์ด แสดงผลทุกอย่างแบบ Real-time สามารถโพสต์ทั้งในรูปแบบข้อความ รูปภาพ และลิงก์ของเว็บไซต์ได้ นอกจากนี้สามารถ Export ข้อมูลออกมาเป็นไฟล์รูปภาพ PDF, CSV และสามารถแชร์ผ่านไปยัง ช่องทางต่าง ๆ ได้อีกด้วย (ETS, 2565) Padlet จะมีกระดานให้เราเลือกใช้ทั้งหมด 7 แบบด้วยกัน เราสามารถเลือกใช้ตามรูปแบบ กิจกรรมของเราเองได้เลย กด preview เพื่อดูบอร์ดได้ทุกแบบเลยนะ (Minnie Keng, 2564) • wall กระดานที่ทุกคนสามารถพิมพ์ข้อความ แทรกภาพหรือแทรกไฟล์เราไปบนกระดาน เดียวกันได้ ไม่ได้มีระบบการจัดวางที่ตายตัว • steam กระดานที่เนื้อหาจะเรียงจากบนลงล่าง สะดวกต่อการอ่าน เราว่ากระดานแบบนี้เหมาะ สำหรับกิจกรรมที่ต้องเรียงลำดับข้อความหรือประโยค • Grid กระดานที่เรียงเนื้อหาในรูปแบบของกล่อง เป็นระเบียบ • Shelf กระดานที่เราสามารถกำหนดหัวข้อแขวนไว้ แล้วคนอื่นก็สามารถมากด + แล้วเพิ่ม ข้อความหรือรูปแบบใต้หัวข้อนั้นๆได้เลย • Map กระดานรูปแบบแผนที่ เราต้องพิมพ์หาตำแหน่งที่เราต้องการ แล้วเราก็สามารถเพิ่ม ข้อความไปยังตำแหน่งนั้นในแผนที่ได้


9 • Canvas กระดานที่เราสามารถจะจัดวาง จับกลุ่ม หรือเชื่อมโยงกันยังไงก็ได้ • Timeline กระดานที่เราเรียงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ตามเวลาในเส้นไทม์ไลน์ 2.4.2 ประโยชน์ของการใช้งานแอพลิเคชัน Padlet ในชั้นเรียน Minnie Keng (2564) กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้งาน แอพลิเคชัน Padlet ในชั้นเรียน ไว้ดังนี้ 1) ช่วยเวลาที่เรามีกิจกรรมแล้วอยากชวนเด็กๆร่วมสนุก เด็กๆสามารถเข้าไปพิมพ์ได้เลย ใช้ เวลาไม่นาน เราสามารถเห็นความคิดเห็นของทุกคน 2) วิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน สะดวกต่อนักเรียน 3) ติดตามงานได้ง่าย เช่น วันไหนเราขอให้นักเรียนจดศัพท์ลงสมุด เมื่อนักเรียนจดเสร็จแล้ว สามารถถ่ายรูปอัพโหลดลงบนบอร์ดได้เลย 4) มีรูปแบบกระดานหลากหลาย สามารถนำไปใช้ได้หลายกิจกรรม 5) นักเรียนสามารถเห็นไอเดียของเพื่อน ๆ คนอื่นได้เช่นกัน ช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นใน การทำกิจกรรม แต่อาจจะมีข้อจำกัดคือ แบบฟรีจะสร้างได้สูงสุดแค่ 5 กระดานเท่านั้น ถ้าจะอัพเป็นแบบโปร ราคาเดือนละ 129 บาท แบบรายปี 1,188 บาท และนักเรียนสามารถลบกระดานของคนอื่นได้ด้วย เพราะฉะนั้นต้องย้ำนักเรียนในทเรื่องนี้ 2.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) เป็นสรรถภาพของสมองในด้านต่าง ๆ ที่นักเรียน ได้รับจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครู นักการศึกษาจึงได้ให้ความหมาย ของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไว้ดังนี้ พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2530) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า หมายถึง คุณลักษณะ รวมทั้งความรู้ความสามารถหรือมวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากประสบการณ์ การเรียนการสอน ทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ไพศาล หวังพานิช (2526) กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพอสรุปได้ว่า เป็นพฤติกรรมหรือ ความสามารถของบุคคลที่เกิดจากการเรียนการสอน เป็นคุณลักษณะของผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นมาจากการ ฝึกอบรมสั่งสอนโดยตรง คือ พฤติกรรมที่เป็นผลการเรียนของเด็ก ซึ่งได้แก่ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์และการประเมินค่า ปราณี กองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จ ที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้าน


10 พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความรู้ ความสามารถของบุคคลเกิดจากกระบวนการเรียนการสอน รวมทั้งการฝึกฝนและการอบรมที่จะ ทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 2.5.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จีรพัฒน์ ชัยพร (2539) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญในการ วัดและประเมินผลการศึกษา เนื่องจากเป็นการตรวจสอบว่าการจัดการเรียนการสอนได้บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ ผู้เรียนมีการเรียนรู้มากน้อยเพียงใดมีความสามารถในการเรียนรู้มี พัฒนาการในการเรียนรู้ มีผลการเรียนเป็นอย่างไร รวมทั้งมีทักษะอะไรบ้าง นอกจากนี้การวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนยังเป็นการตรวจสอบจุดบกพร่องในการจัดการเรียนการสอน อันมีสาเหตุมาจากตัวผู้สอน สื่อการเรียนการสอน หรือจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีกด้วย ไพศาล หวังวานิช (2526) ได้กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการตรวจสอบระดับ ความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ผล (Level accomplishment) ของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้เท่าไร มี ความสามารถชนิดใด ซึ่งสามารถวัดได้ 2 แบบ ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาที่สอน คือ 1) การวัดด้านการปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือ ทักษะของผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถ ดังกล่าว ในรูปการกระทำจริงให้ออกมาเป็น ผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องวัดโดยใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ (performance test) 2) การวัดด้านเนื้อหาเป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา (content) อันเป็น ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่าง ๆ สามารถวัดได้ โดยใช้ ข้อสอบผลสัมฤทธิ์ (achievement test) โดยทั่วไปแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ - แบบทดสอบอัตนัย (subjective or essay test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนด คำรวมหรือปัญหาให้แล้วให้ผู้ตอบเขียนโดยแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อย่างเต็มที่ - แบบปรนัยหรือแบบให้ตอบสั้น ๆ (objective test or short answer) เป็น แบบทดสอบที่กำหนด ให้ผู้สอบเขียนตอบสั้นๆหรือมีคำตอบให้เลือกแบบจำกัดคำตอบ (restricted response type) ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความรู้ ความคิดได้อย่างกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบชนิดนี้ แบ่งออกเป็น 4 แบบคือ แบบทดสอบถูก-ผิด เติมคำ แบบทดสอบจับคู่ และ แบบทดสอบ แบบเลือกตอบ


11 - แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ทั่ว ๆ ไป ซึ่งสร้างโดยผู้เชียวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีมีคุณภาพมีมาตรฐาน กล่าวคือ มี มาตรฐาน ในการดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนนและแปลความหมายของคะแนน จากการศึกษาการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถวัดได้ทั้งด้านทักษะปฏิบัติโดยการใช้แบบทดสอบภาคปฏิบัติและการวัดทางด้านเนื้อหาโดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม สำหรับการวิจัยใน ครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางด้านเนื้อหา เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เกิด จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชเรูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเค ชัน Padlet 2.5.3 การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กรมวิชาการ (2544) กล่าวว่า ในการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ เน้นความสามารถและคุณลักษณะที่แท้จริงของผู้เรียน จะต้องใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น 6.3.1 การทดสอบ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ ความคิด ความก้าวหน้าใน สาระการเรียนรู้ มีเครื่องมือวัดหลายแบบ เช่น แบบทดสอบเลือกตอบ แบบเติมคำสั้น ๆ แบบถูกผิด แบบจับคู่ เป็นต้น 6.3.2 การสังเกต เป็นการประเมินพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียน เช่น ความสัมพันธ์ในการทำงานกลุ่ม การวางแผน ความอดทน วิธีการแก้ปัญหา การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ ต่าง ๆ ใน ระหว่างการเรียนการสอน และการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยผู้สอนสามารถสังเกตได้ตลอดเวลา ซึ่งจะบันทึกข้อมูลลงในแบบสังเกตที่สร้างขึ้น 6.3.3 การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาซักถามพูดคุย เพื่อค้นหาข้อมูลที่ไม่อาจพบเห็นได้ อย่างชัดเจนในสิ่งที่นักเรียนประพฤติปฏิบัติ 6.3.4 การประเมินภาคปฏิบัติ เป็นการประเมินการกระทำ การปฏิบัติงานในการสร้าง ผลงานให้สำเร็จ โดยผู้สอนต้องจัดทำประเด็นการประเมินและเครื่องมือเพื่อประกอบการประเมินด้วย เช่น scoring rubric, rating scale หรือ checklist เป็นต้น 6.3.5 การประเมินแฟ้มสะสมผลงาน เป็นการประเมินความสามารถในการผลิตผลงาน การบูรณาการความรู้ รวบรวมผลงาน การคัดเลือกผลงานและศักยภาพในการเรียนรู้ จากการศึกษาการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า การวัดประเมินผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เน้นความสามารถและคุณลักษณะที่แท้จริงของผู้เรียน จะต้องใช้วิธีการ และเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์การประเมินภาคปฏิบัติและ การประเมินแฟ้มสะสมผลงาน สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกใช้การทดสอบเพื่อประเมิน


12 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ คิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 2.5.4 หลักการสร้างข้อทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วารี ว่องพินัยรัตน์ (2530) กล่าว่า เมื่อครูทำการสอนนักเรียนจบ จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่มี ความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงในการประเมินผลการเรียนการสอนนั้น ซึ่งข้อทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนนับว่าเป็นเครื่องมือในการประเมินการเรียนการสอนอย่างหนึ่ง ดังนั้นการสร้างข้อทดสอบที่ ดีจะต้องมีการวางแผนหลักการสร้างข้อทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1) ก่อนที่จะลงมือสร้างข้อทดสอบ จะต้องทำตารางวิเคราะห์หลักสูตร (A Table of Specification) ตารางวิเคราะห์หลักสูตร เป็นตารางที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับ เนื้อหาวิชา ซึ่งจะช่วยให้ครูทราบดีว่าจะต้องสร้างข้อทดสอบวัดเนื้อหาหรือพฤติกรรมอย่างละเท่าใด เพราะแต่ละเนื้อหาแต่ละพฤติกรรมมีความสำคัญต่างกัน ตารางวิเคราะห์หลักสูตรจึงควรเตรียมไว้ก่อน เริ่มสอน และเมื่อสร้างเสร็จแล้วควรนำไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างข้อสอบเพื่อตรวจ ความ ถูกต้องอีกครั้ง 2) แบบทดสอบทั้งฉบับจะต้องประกอบด้วยข้อทดสอบหลาย ๆ ข้อ และหลายรูปแบบ ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของเนื้อหาวิชาบางตอนอาจจะเหมาะกับรูปแบบหนึ่งโดยเฉพาะ แล้วรวบรวมข้อ ทดสอบให้เป็นหมวดหมู่ตามประเภทของข้อสอบ เช่น แบบเติมคำ แบบถูกผิด หรือแบบหลายตัวเลือก เป็นต้น 3) เขียนคำชี้แจงในการทำข้อสอบแต่ละประเภทให้รัดกุมชัดเจน เพื่อให้นักเรียน ทราบ ว่าแต่ละข้อต้องทำอะไร 4) ควรให้ข้อทดสอบแต่ละข้อจบในหน้าเดียวกัน ไม่ควรมีคำถามอยู่หน้าหนึ่ง คำตอบ อยู่อีกหน้าหนึ่ง เพราะอาจทำเกิดการสับสนหรือเสียเวลาพลิกไปพลิกมา 5) สร้างข้อสอบทันทีภายหลังที่สิ้นสุดการสอน เพื่อทำให้ข้อสอบวัดได้ตรงตามเนื้อหา 6) ควรสร้างข้อสอบให้มีความยากพอเหมาะ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อทดสอบที่มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้แบบทดสอบมีความเชื่อมั่นสูงสุด 7) ควรสร้างข้อทดสอบให้มีจำนวนมากกว่าที่ต้องการในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ประมาณ 25 - 50 % เพราะภายหลังจากการตรวจทานหรือการวิเคราะห์ข้อทดสอบแล้วอาจมีการตัด ข้อทดสอบบางข้อที่ใช้ไม่ได้ออกไป 8) หลังจากสร้างข้อทดสอบเสร็จแล้วควรตรวจทานแก้ไขขั้นสุดท้าย โดยพิจารณา - ข้อทดสอบจะต้องวัดพฤติกรรมและเนื้อหาตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร - ข้อทดสอบจะต้องมีคำถามที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและมีตัวเลือกที่ถูกต้อง เพียงตัวเดียว


13 - ข้อทดสอบทุกข้อต้องมีความอิสระจากกัน - ข้อทดสอบจะต้องเขียนให้ถูกหลักภาษา - คำถามในแต่ละข้อต้องชัดเจน รัดกุมและเข้าใจง่าย - ถ้าเป็นข้อทดสอบแบบหลายตัวเลือกต้องพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ > คำถามต้องเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ > คำตอบที่ถูกต้องมีเพียงตัวเดียว > ตัวลวงต้องเป็นคำตอบผิดจริง ๆ > ตัวเลือกทุกตัวมีลักษณะเป็นเอกพันธุ์จากกัน 9) ควรให้เพื่อนครูด้วยกันช่วยอ่านและตรวจทานอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบด้านภาษา และป้องกันการแปลความหมายที่คลาดเคลื่อน 10) นำข้อทดสอบที่เสร็จสมบูรณ์ไปทดสอบกับผู้เรียน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อทดสอบเป็นเครื่องมือในการวัดผลการศึกษา ที่สามารถวัดคุณลักษณะและ ความสามารถต่าง ๆ ของนักเรียน การเขียนข้อสอบให้มีคุณภาพดีนั้นจะต้องอาศัย องค์ประกอบหลาย ประการ โดยเริ่มตั้งแต่การวางแผนจนกระทั่งได้ข้อทดสอบ ซึ่งครูต้องมีความชำนาญในเนื้อหา และมีความรอบคอบในการสร้างข้อทดสอบอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามเป้าหมายต่อไป 2.5.5 ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี เครื่องมือวัดคุณลักษณะใดก็ตาม ควรเป็นเครื่องมือที่มีคุณลักษณะที่ดีเพราะผลการวัดจะเป็น ตัวแทนคุณลักษณะของสิ่งนั้น ถ้าเครื่องมือ ไม่มีคุณภาพ ผลการวัด ก็จะเชื่อถือ ไม่ได้ ในการเรียนการ สอนก็เช่นกัน การทำแบบทดสอบที่มีคุณภาพจะทำให้คะแนนที่ได้จากการวัดมีความหมายและมีความ ยุติธรรม ดังนั้นครูจึงควรทราบถึงลักษณะของข้อสอบที่ดี ดังนี้ (ภัทรา นิคมมานนท์, 2540) ความตรง (Validity) คือ ความสามารถในการวัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้อย่างถูกต้อง ตรงตามความมุ่งหมาย ความตรงที่สำคัญมี ดังนี้ (1) ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) คือ แบบทดสอบสามารถวัด สมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ ได้ตรงตามที่ระบุไว้ในหลักสูตร (2) ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) คือ แบบทดสอบวัด สมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ ได้ตรงตามที่ระบุไว้ในหลักสูตร เช่น สมรรถภาพด้านการคำนวณจะมี หลายสมรรถภาพ ถ้าแบบทดสอบครอบคลุมสมรรถภาพดังกล่าวก็จัดว่ามีความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (3) ความตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง ลักษณะของ แบบทดสอบที่วัดได้ตรงตามสภาพความเป็นจริงของผู้ถูกทดสอบ เช่น นาย ก.สามารถทำโจทย์บวกลบ


14 มาตราเงิน ได้ดีจะสามารถคิดเงินทอนได้เช่นกัน ความตรงตามสภาพเราไม่สามารถวัดได้จริง แต่เราต้อง นำคะแนนของเด็กไปเปรียบเทียบกับสภาพจริงเพื่อดูว่าสอดคล้องกันหรือไม่ (4) ความตรงเชิงทำนาย (Predictive Validity) หมายถึง ความสามารถของ แบบทดสอบที่สามารถใช้ผลการสอบในปัจจุบันไปใช้ทำนายอนาคตเป็นการให้คะแนนได้สอดคล้องกับ ผลการเรียนภายหน้า เช่น คนที่สอบได้คะแนนสูงในหมวดคำนวณหรือทางช่างก็สามารถคะเน ได้ว่าเขา จะเป็นผู้มีความสามารถในทางวิชาชีพช่างหรือด้านวิศวกรในอนาคต เป็นต้น (5) ความเที่ยง (Reliability) คือ ความคงเส้นคงวาของคะแนนจากการสอบ การหาค่าความเที่ยงของแบบทดสอบเป็นการหาตัวบ่งชี้เพื่อบอกให้เราทราบว่าแบบทดสอบนั้น มีความ คงที่ในการวัดหรือสามารถรักษาสภาพตำแหน่งของคะแนนสอบของนักเรียนแต่ละคนไว้ได้มากน้อย เพียงใด (6) ความเป็นปรนัย (Objectivity) คือ ความแจ่มชัดในคำถาม ทุกคนอ่าน แล้วเข้าใจตรงกันมีการแปลความหมายของคะแนนองที่แน่นอน เช่น ถ้าตอบถูกได้ 1 คะแนน ไม่ว่าใคร จะตรวจก็ตาม (7) ความชัดเจน (Comprehensiveness) คือ ความเข้าใจถูกต้องชัดเจนตรง กับจุดประสงค์ของผู้ถาม เมื่อผู้สอบอ่านคำถามแล้วเข้าใจความหมายได้แจ่มชัด ไม่กำกวม (8) ระดับความยากของแบบทดสอบ (Level of Difficulty) คือ แบบทดสอบ ที่มีความยากง่ายพอเหมาะกับระดับความรู้ของผู้สอบ โดยทั่วไปแบบทดสอบควรมีความยากง่ายปาน กลาง (9) อำนาจจำแนก (Discrimination Power) คือ ความสามารถในการวัดได้ จริงแบบทดสอบที่สร้างควรจะคุ้มค่ากับเศรษฐกิจที่จะลงทุนไปทั้งด้านการเงินและเวลา นอกจากนี้ยัง ง่ายต่อการใช้ การตรวจและแปลผลคะแนน จากการที่กล่าวมา ผู้วิจัยได้สร้างแบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบโดยมีคำตอบให้เลือก 4 ตัวเลือก นำความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาเป็นแนวทางในการ สร้างวิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนก และค่าความยากง่ายในแบบทดสอบ 2.6 ความพึงพอใจ 2.6.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกของบุคคลที่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ตนเองคาดหวังไว้ ซึ่งมีผู้ให้ ความหมายไว้ดังนี้


15 กู๊ด (1973, อ้างถึงในศุภสิริ โสมาเกตุ, 2544) ได้ให้ความหมาย ความพึงพอใจไว้ว่า หมายถึง คุณภาพหรือสภาพหรือระดับความพอใจของบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากความสนใจ ทัศนคติของ บุคคล หรืองานนั้น ๆ มอร์ส (1995, อ้างถึงในศุภสิริ โสมาเกต, 2544) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ ว่า หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถถ่ายทอดความเครียดของผู้ทำงานได้ลดน้อยลงถ้าเกิด ความเครียด มากจะทำให้ความไม่พอใจในการทำงานและความเครียดนี้ มีผลต่อความต้องการของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ มีความต้องการมากจะเกิดปฏิกิริยาเรียกร้องหาวิธีการตอบสนอง ความเครียดก็จะน้อยลงหรือหมดไป ความพึงพอใจก็จะมากขึ้น จากความหมายของความพึงพอใจของนักการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยได้ประมวลความหมายและ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติอยู่ด้วยความเต็มใจ และมี ความต้องการพบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ 2.6.2 ทฤษฎีความพึงพอใจ ทฤษฎีสำหรับการสร้างความพึงพอใจที่มีการกล่าวกันอย่างแพร่หลาย คือ ทฤษฎีความต้องการ ตามลำดับขั้นของมาสโลว์ (Maslow Hierarchy of Needs) กล่าวว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการ เหมือนกัน แต่ความต้องการนั้นเป็นลำดับขั้นดังนี้ 1) มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุดขณะที่ความต้องการสิ่งที่ได้รับการ ตอบสนองแล้ว ความต้องการอย่างอื่นก็จะเกิดขึ้นอีกไม่มีวันสิ้นสุด 2) ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว ไม่เป็นสิ่งจูงใจ สำหรับพฤติกรรมอื่นต่อไป ต้องการที่จะได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม 3) ความต้องการของมนุษย์จะเรียงลำดับขั้นตามลำดับสำคัญ คือ เมื่อได้รับการ ตอบสนองในระดับต่ำแล้ว ความต้องการในระดับสูงขึ้นไปนั้น ก็จะได้รับการเรียกร้องให้มีการตอบสนอง ซึ่งมี 5 ขั้น ดังนี้ - ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการเบื้องต้นเพื่อ ความอยู่รอดของชีวิต เช่น อาหาร น้ำ อากาศ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการทางเพศ ความ ต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเมื่อยังไม่ได้รับการตอบสนอง - ความต้องการด้านความปลอดภัยหรือความมั่นคง (Security of Safety Needs) ถ้า ความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองแล้ว จะทำให้มีความต้องการในขั้นสูงต่อไป คือ ความรู้สึกที่ต้องการความปลอดภัยหรือความมั่นคง ในปัจจุบันและอนาคตซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าและ ความอุ่นใจ


16 - ความต้องการทางสังคม (Social or Belonging Needs) หลังจากที่ได้รับการ ตอบสนอง ทั้ง 2 ขั้นแล้วจะมีความต้องการสูงขึ้นไปอีก เป็นความต้องการทางสังคมเป็นความต้องการที่ จะเข้าร่วมและได้รับการยอมรับในสังคม ความเป็นมิตรและความรักจากเพื่อน - ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับนับถือ (Esteem Needs) เป็นความต้องการ ให้ คนอื่นยกย่อง ให้เกียรติและเห็นความสำคัญของตนเอง อยากเด่นในสังคม รวมถึงความสำเร็จ ความรู้ ความสามารถ ความเป็นอิสระและเสรีภาพ - ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-Actualization) เป็นความต้องการระดับ สูงสุดของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นการอยากจะได้ตามความคิดของตน หรือต้องการจะเป็นมากกว่าที่ ตัวเองเป็นอยู่ในขณะนั้น จากทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลว์ สรุปได้ว่า ความต้องการ 5 ขั้นของ มนุษย์ มีความสำคัญไม่เท่ากัน การจูงใจตามทฤษฎีนี้จะต้องพยายามตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป และความต้องการในแต่ละขั้นจะมีความสำคัญแก่บุคคลมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจที่ได้รับจากการตอบสนองความต้องการในลำดับนั้น ๆ เฮอร์เบอร์ก (1959, อ้างถึงในศุภสิริ โสมาเกต, 2544) ได้ทำการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีที่ เป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดความพึงพอใจ เรียกว่า The Motivation Hygiene Theory ซึ่งสนับสนุนและ ขยายแนวความคิดของลำดับขั้นตอนของมนุษย์ ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในการทำงาน 2 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factor) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับการงาน ซึ่งเป็น ผลก่อให้เกิดความพึงพอใจ ในการทำงาน เช่น ความสำเร็จของงานการ ได้รับการยอมรับนับถือลักษณะ ของงาน ความรับผิดชอบ ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน 2) ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene Factor) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการ ทำงาน และมีหน้าที่ทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการทำงาน เช่น ความสำเร็จของงานการ ได้รับการ ยอมรับนับถือ ลักษณะของงานความรับผิดชอบ ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน จากการศึกษาทฤษฎีความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม ที่แสดงออกถึงความรู้สึกในทางบวก เป็นระดับความรู้สึกซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบประสบการณ์ เดิม ของผู้เรียน สิ่งที่ครูต้องคำนึงถึงในการจัดการเรียนการสอน คือ การเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียน ผู้วิจัยจึงได้นำทฤษฎีมาทำกรอบแนวคิดและออกแบบ สอบถาม เพื่อใช้วัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคม ศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย


17 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เกศแก้ว เพ็งวงษ์ (2561) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน วิชาการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ของนักศึกษา ปวส. 2/1 โดยใช้ หลักการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Step ผลการวิจัยพบว่าวิธีสอนแบบหลักการจัดการเรียนรู้GPAS 5 Step ที่เน้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเรียนรู้ทุกขั้นตอนให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางกระบวนการปฏิบัติการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตามขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจในการใช้หลักการจัดการเรียนรู้ แบบ GPAS 5 Step มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87 คิดเป็นร้อยละ 97.4 แสดงว่านักศึกษาเกิดทักษะทาง กระบวนการเรียนรู้และการนําเสนออยางมีขั้นตอนตามลำดับขั้นแบบ GPAS 5 Step และสอดคล้องกับ จุดประสงค์ที่กำหนด ซึ่งนักศึกษาสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีความสนใจ และเกิดการเรียนรู้ รวมถึงกล้าแสดงออก มีความกระตือรือร้น และติดตามเนื้อหาอยู่เสมอ ทำให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดีขึ้น พรพรรณ ศรีหาวงศ์ (2562) ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS พบว่า ผลเปรียบเทียบ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการ GPAS ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ด้วย การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับแความคิดเห็นของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รัฐพงษ์ ศิริวิริยานันท์(2562) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคม ศึกษา เรื่อง ทวีปยุโรป สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps พบว่า การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา เรื่องทวีปยุโรป ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดย ใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.17/85.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ดัชนี ประสิทธิผล มีค่าเท่ากับ 0.7041 หมายความว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คิดเป็น ร้อยละ 70.41 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา เรื่องทวีปยุโรป ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความความพึงพอใจในการจัดการเรียน การสอน วิชาสังคมศึกษา เรื่อง ทวีปยุโรป โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ในระดับมากที่สุด


18 2.8 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิด ขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (2561) ขั้นที่ 1 การค้นหาและเลือกข้อมูล (Gathering; G) ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล หรือการจัดข้อมูลให้เป็น ระบบ (Processing; P) ขั้นที่ 3 การปฏิบัติและสรุปความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge; A1) ขั้นที่ 4 การสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill: A2) + แอพลิเคชัน Padlet ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating; S) + แอพลิเคชัน Padlet


19 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/9 ที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ 3.1 รูปแบบการวิจัย 3.2 ตัวแปรในการวิจัย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การสร้างและการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 3.1 รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้รูปแบบ One shot case study เป็นแบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว และทำการวัดผลสัมฤทธิ์หลังการสอน ซึ่งเขียนสัญลักษณ์ในการทดลองได้ ดังนี้ (เพ็ญศรี เศรษฐวงศ์, 2544) ภาพที่6 สัญลักษณ์ในการทดลอง X คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับ แอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 O คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี5/9 ที่ มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet สัญลักษณ์ในการทดลอง X O


20 3.2 ตัวแปรที่ศึกษา 1) ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet 2) ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี5/9 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการดำเนินการวิจัย ได้จัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วม กับ Padlet รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ จำนวน 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เวลา 2 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ คิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส32102 สังคมศึกษา 4 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ประกอบด้วยความพึงพอใจด้านครูผู้สอน ด้านเนื้อหา ด้านบรรยากาศ ด้านรูปแบการจัดกิจกรรม และด้านประโยชน์ที่ได้รับ 3.4 การสร้างและการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัย ได้ดำเนินการสร้างและการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ หน่วยการ เรียนรู้ที่ 1 เวลา ยุคสมัยและวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ จำนวน 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เวลา 2 ชั่วโมง โดยมีขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้ 1.1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนก่นนครวิทยาลัย และ หนังสือแบบเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 1.2) ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดในการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้น สูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet ที่จะนำมาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้


21 1.3) กำหนดสาระและหน่วยการเรียนรู้ รวมทั้งวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ และ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้อง เพื่อเป็น แนวทางในการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 1.4) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 จำนวน 1 แผน (เวลา 2 ชั่วโมง) 1.5) ศึกษาหลักและวิธีการสร้างแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และสร้างแบบ ประเมินโดยกำหนดหัวข้อการประเมิน 5 ด้าน ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล 1.6) นำแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้สร้างขึ้น เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้พร้อมทำการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ ปรึกษา 1.7) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบของอาจารย์ที่ปรึกษาเสนอ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินแผน การจัดการเรียนรู้ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่าของลิเคิร์ท (Liker’s Ratting Scale) ประกอบด้วย 5 ระดับ คือ เหมาะสมมากที่สุด เหมาะสมมาก เหมาะสมปานกลาง เหมาะสมน้อย และเหมาะสมน้อย ที่สุด ซึ่งมีเกณฑ์การแปลผลการประเมินความพึงพอใจ (บุญชม ศรีสะอาดม, 2535) ดังนี้ ระดับที่ 5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ระดับที่ 4 หมายถึง เหมาะสมมาก ระดับที่ 3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ระดับที่ 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย ระดับที่ 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด สำหรับเกณฑ์การประเมินผลระดับความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ กำหนดเกณฑ์โดยได้จากแนวคิดของลิเคิร์ท (Liker’s Ratting Scale) ซึ่งมีเกณฑ์ ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง ระดับความเหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง ระดับความเหมาะสมมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ระดับความเหมาะสมปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง ระดับความเหมาะสมน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง ระดับความเหมาะสมน้อยที่สุด ผลการประเมินต้องมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 3.51 – 5.00 หรืออยู่ในระดับเหมาะสมมาก ที่สุดถึงเหมาะสมมาก จึงจะถือว่าเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพเพื่อนำไปใช้ในการวิจัยต่อไป


22 1.8) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ ที่ปรึกษาและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ไปใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จากการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 จำนวน 2 แผน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ดังข้างต้น สามารถสรุปได้ดังนี้ ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดในการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิง ระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet กำหนดสาระและหน่วยการเรียนรู้ รวมทั้งวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5เพื่อเป็น แนวทางในการกำหนดจุดประสงค์ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 จำนวน 2 แผน (2 ชั่วโมง) ศึกษาหลักและวิธีการสร้างแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และสร้างแบบประเมิน โดยกำหนดหัวข้อการประเมิน 5 ด้าน ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้สื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล นำแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้สร้างขึ้นเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสม และทำการปรับปรุง แก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา ศึกษาหลักสูตรหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนแก่นนคร วิทยาลัยและหนังสือแบบเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5


23 ภาพที่7 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ร่วมกับแอพลิเคชัน Padlet รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ รายวิชา ส 32102 สังคมศึกษา 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 2.1) ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัด และประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 และหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียน แก่นนครวิทยาลัย 2.2) ศึกษาวิธีการสร้างและวิธีการออกข้อสอบ เพื่อสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแนวทางการวัดประเมินผลในชั้นเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2.3) วิเคราะห์เนื้อหา มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และ จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยพิจารณาเนื้อหาให้สอดคล้องกัน 2.4) ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เวลา ยุคสมัย และวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2.5) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ที่สร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม และทำการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของ อาจารย์ที่ปรึกษา 2.6) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ผ่านการตรวจสอบของอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบรายข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดย กำหนดเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบของอาจารย์ที่ปรึกษาเสนอ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบประเมินแผนการ จัดการเรียนรู้ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ไปใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย


Click to View FlipBook Version