30
ภาพที่ M
ภาพที่ N
31
ภาพที่ O
ภาพที่ P
ภาพที่ 2 (ภาพ M,N,O,P) อบรมเชิงปฏบิ ัติการเกี่ยวกบั การปลูกพริกปลอดภัยตามมาตรฐาน GAPเพื่อ
เพ่มิ ผลผลิต ลดต้นทนุ และเพิ่มก้าไรทงั ระบบ
3.3 กิจกรรมที่ 3 : การจดั การพริกสดดว้ ยกระบวนการอบแหง้ ผลผลิต
ขัน้ เตรียมการ
1) จัดทา้ แผนงาน ก้าหนดขนั ตอน เตรียมความพร้อม ก้าหนดระยะเวลาและผรู้ บั ผิดชอบใน
การดา้ เนินโครงการ
2) คัดเลอื กเกษตรกรทมี่ คี วามพร้อมและต้องการ อยา่ งน้อยจา้ นวน 1 ราย
3) ก้าหนดรายละเอียดรปู แบบ ลกั ษณะการดา้ เนินการฝกึ อบรม
ข้ันดาเนินการ
32
1) พัฒนาเครื่องอบแห้งฟลูอิดไดซ์เบด-อินฟราเรด จากเคร่ืองต้นแบบเพ่ือเพ่ิมศักยภาพการ
ผลติ พรกิ แหง้ ใหส้ อดคลอ้ งกบั วัตถุดิบที่มีในพืนท่ี โดยสามารถอบแห้งวตั ถุดบิ พริกสดได้ 100 กโิ ลกรมั /
รอบการผลิต
2) ถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตพริกท่ีได้จากการอบแห้งท่ีมีคุณภาพท่ีสูงขึนจากวิธีการเดิมที่
เกษตรกรใชอ้ ยู่ เช่น คณุ ภาพดา้ นสี คุณภาพของสารแคพไซซนิ
4) ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการใช้สภาวะที่เหมาะสมในการอบแห้งด้วยเครื่อง
อบแหง้ ฟลูอิดไดซ์เบด-อินฟราเรด เพือ่ ให้เกษตรกรได้เข้าใจถึงการเตรียมวตั ถุดิบ วธิ กี าร และการเก็บ
รักษาผลผลิต
5) การติดตามการใช้งาน ประสิทธิภาพ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์พริกแห้งที่ได้จากการ
อบแหง้ ด้วยเครือ่ งอบแหง้ ฟลูอดิ ไดซเ์ บด-อนิ ฟราเรด และประเมนิ ผลโครงการ
การประดิษฐ์นีเป็นการประดิษฐ์ท่ีเก่ียวข้องกับเคร่ืองอบแห้งแบบอินฟราเรดร่วมกับการ
ส่ันสะเทือน มีหลักการท้างานโดยแบ่งการท้างานออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดท่ี 1 ชุดให้ก้าเนิดคล่ืนความ
ร้อนแบบอินฟราเรดโดยใช้หลอดอินฟราเรด 8 หลอด ติดตังอยู่เหนือถาดอบแห้งโดยมีระยะห่างวัด
จากถาดอบแห้ง 20 เซนตเิ มตรใชเ้ ทอร์โมคปั เปิลซึ่งติดตังทผ่ี วิ ของหลอดอินฟราเรดเพ่ือวดั อุณหภูมิผิว
หลอดขณะท้างานและท้าหน้าท่ีควบคุมอุณหภูมิในการตัดต่อกระแสไฟชุดที่ 2 ชุดกลไกการสร้างการ
ส่ันสะเทือนของวัสดุ ประกอบไปด้วยเพลาซ่ึงส่วนปลายของเพลาด้านหน่ึงจะติดตังคันชักคันส่งซึ่งติด
กับถาดอบแห้ง ส่วนปลายอีกด้านจะต่อเข้ากับมอเตอร์ต้นก้าลัง การท้างานของการสั่นสะเทือนเกิด
จากการหมุนของเพลาซ่ึงรับก้าลังจากมอเตอร์จากนนั ส่งถ่ายก้าลังไปขับคันชักคันส่งซ่ึงจะท้าหน้าท่ีส่ง
ถ่ายแรงไปยังถาดอบแห้งทา้ ให้เกิดการเคลอื่ นท่ีไป-มา วัสดุจงึ สามารถเกิดการสัน่ สะเทอื นได้
เครื่องอบแห้งแบบอินฟราเรดร่วมกับการส่ันสะเทือนตามการประดิษฐ์นี ใช้เหล็กกล้าไร้สนมิ
เกรดส้าหรับอาหารเป็นวัสดุหลักในการผลิตและมีขนาดของเครื่องโดย 1270 x 1136 x 1000
มิลลิเมตร มีมอเตอร์เป็นต้นก้าลังในสั่นสะเทือนถาดถาดอบแห้งทัง 4 ถาด และใช้หลอดอินฟราเรด
8 หลอด ตดิ ตังอย่เู หนอื ถาดอบแหง้ โดยมีระยะห่างวัดจากถาดอบแห้ง 20 เซนติเมตร และ
เคร่ืองอบแห้งแบบอินฟราเรดร่วมกับการส่ันสะเทือนตามการประดิษฐ์นีแบบแยกส่วน ซึ่งมี
ลักษณะท่ีประกอบด้วย ประตูปิดเปิดเครื่อง 1 จะบุฉนวนกันความร้อน จะมีกล่องควบคุม 2 ภายในจะ
มีสวิตช์ควบคุมการปิดเปิดและมีหน้าปัดแสดงอุณหภูมิภายในเครื่องและมีตัวควบคุมการท้า งานของ
มอเตอร์ต้นก้าลัง 8 โดยเป็นชุดกลไกการสร้างการสั่นสะเทือนของถาดอบแห้ง 3 ซ่ึงประกอบไปด้วย
เพลา 12 ท้าหน้าทีส่งก้าลังไปยังคันชักคันส่ง 10 ซ่ึงติดกับถาดอบแห้ง ท้าให้เกิดการเคลื่อนที่กลับไป
กลับมาส่วนปลายอีกด้านจะต่อเข้ากับมอเตอร์ต้นก้าลัง 8 โดยมีลูปปืน 11 เป็นตัวรองรับและประคอง
การหมุนของเพลาและจะมีโครงสร้างเหล็ก 5 เป็นช่อง 4 ช่อง ส้าหรับใส่ถาดอบแห้ง 3 โดยเหนือถาด
อบแห้งจะมีการติดตังหลอดอินฟราเรด 6 จ้านวน 2 หลอด ต่อถาดอบแห้ง 3 หนึ่งถาด โดย
หลอดอินฟราเรดจะยึดติดกับโครงสร้างเหล็ก 5 ซ่ึงอยู่ภายในตัวเคร่ืองอบแห้งแบบอินฟราเรดร่วมกับ
การสั่นสะเทือน 7 โดยมีการบุฉนวนกันความร้อนภายในและมี พัดลม 9 น้าความชืนภายในเคร่ือง
อบแห้งออกสู่อากาศด้านนอกและมีการออกแบบให้ตัวเครื่องสามารถเคลื่อนที่ได้สะดวกโดยการน้าล้อ
4 มาใส่
ตารางที่ 1 รายการและวสั ดุเครอ่ื งอบแห้งแบบอินฟราเรดร่วมกบั การสัน่ สะเทอื น
รายการ ขนาด/ชนดิ /วสั ดุ/ก้าลงั ไฟฟ้า
1. ตู้อุปกรณ์ควบคมุ การทา้ งานไฟฟา้ ประกอบด้วย
2. สวติ ซ์เปิดปดิ การจ่ายกระแสไฟฟา้ ของ 33
อุปกรณ์ควบคุมการท้างานของเคร่อื ง
3. ถาดอบแห้ง - สวติ ชค์ วบคมุ อุณหภมู ิแบบดิจิตอล
4. ลอ้ เหลก็ - สวิตชค์ วบคุมพดั ลมระบายอากาศชืน
5. โครงสรา้ งตอู้ บแหง้ - อินเวอรเ์ ตอร์ควบคุมการท้างานระบบ
6. หลอดอนิ ฟราเรด สัน่ สะเทอื น
- สวติ ชไ์ ฟฟ้าหลัก
7. เครอ่ื งอบแหง้ อนิ ฟราเรดร่วมกับการ - สวติ ชน์ ริ ภัย
สนั่ สะเทือน 30 แอมป์ 220 โวลต์
8. มอเตอร์ตน้ ก้าลัง
9. พดั ลมระบายอากาศชืน สแตนเลส 304 ขนาด 1×1×0.1 เมตร
10. คนั ชกั คันสง่ ขนาด 1 นวิ 4 ล้อ
11. ลกู ปนื ตลับ แสตนเลส 304
12. เพลาขบั กา้ ลังไฟฟา้ หลอดละ 400 วตั ต์ 220 โวลต์
จ้านวน 8 หลอด
ภาพที่ Q สแตนเลส 304 ขนาด 1.2×1.2×1.2 เมตร
ขนาด 1 แรงม้า
ขนาด 15 วัตต์ จ้านวน 3 ตัว
เหล็กเพลา ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง 15 มลิ ลิเมตร
เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง 1นิว
เหลก็ เพลา ขนาดเส้นผา่ ศูนย์กลาง 1นวิ
34
ภาพที่ R
ภาพท่ี 3 (ภาพ Q,R ) เครื่องอบแหง้ แบบอินฟราเรดร่วมกบั การสัน่ สะเทือน
3.4 กิจกรรมที่ 4 : การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกพริกเพื่อการผลิตตามความต้องการของตลาด การ
ประชุมภาคีเครือข่ายผู้ปลูกพริก เพื่อการวางแผนการจัดการการด้าเนินการตามแผน ประกอบด้วย พืนที่
กลุ่มเป้าหมายเกษตรผู้ปลูกพริกและหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เช่น เกษตรกรอ้าเภอปากพนัง โครงการ
พระราชด้ารฯิ เปน็ ตน้ ซ่ึงมขี ันตอนการด้าเนนิ งาน
ข้ันเตรยี มการ
1) จัดท้าแผนงานการด้าเนินการโครงการ เตรียมความพร้อมในการด้าเนินโครงการ ก้าหนด
ขนั ตอนการทา้ งาน ระยะเวลาและผรู้ ับผดิ ชอบ
2) วเิ คราะหบ์ ริบทกลมุ่ เปา้ หมาย เพอื่ จัดเตรียมความพรอ้ มในการถา่ ยทอดเทคโนโลยี
3) กา้ หนดรายละเอยี ดรปู แบบ ลกั ษณะการด้าเนนิ การ
ขนั้ ดาเนินการ
1) จัดประชุมเพ่ือรับฟังความคิดเห็นจากภาคี กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพืนท่ี
เพ่ือรวบรวม รบั ฟัง ความคิดเห็น และขอ้ เสนอแนะแนวทางการด้าเนินงาน รวมทังความคาดหวังและ
ตอ้ งการในประเด็นเก่ยี วกบั องคค์ วามรทู้ ่ีจะดา้ เนนิ การถา่ ยทอด
2) ปรับปรุง วิธีการ ข้อมูล และเครื่องมือท่ีใช้ในการด้าเนินงาน ตามข้อเสนอจากการประชมุ
การรับฟงั ความคิดเห็นจากภาคี หน่วยงานทเ่ี กย่ี วข้อง
3) ด้าเนินการจัดกิจกรรมจรงิ ในพนื ที่
4) ถอดบทเรยี น ประเมนิ ผลการดา้ เนินงาน
35
ภาพทFี่
ภาพที่
G
36
ภาพที่ H
ภาพที่ K
37
ภาพที่ L
ภาพที่ 4 (ภาพ F,G,H,K,L) วเิ คราะห์บริบทกลุ่มเปา้ หมาย เพ่อื จดั เตรียมความพรอ้ มในการถ่ายทอด
เทคโนโลยี
38
บทท่ี 4
ผลการดาเนินโครงการ
กิจกรรมท่ี 1 : การประชุมภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกพริกในเขตลุ่มนาปากพนัง จ.
นครศรีธรรมราช
เพื่อการวางแผนการจัดการการดาเนินการตามแผน ประกอบด้วย พื้นที่กลุ่มเป้าหมาย
คือ เกษตรกรผู้ปลูกพริกพนื้ ที่ลุ่มนา้ ปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ ปากพนงั เฉลิมพระเกยี รติ และชะอวด
ซง่ึ มีข้ันตอนการดาเนินงาน
ขันดาเนนิ การ
1) จัดประชุมเพ่ือรับฟังความคิดเห็นจากภาคี กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในพื้นที่
เพอ่ื รวบรวม รับฟัง ความคดิ เห็น และขอ้ เสนอแนะแนวทางการดาเนินงาน รวมท้ังความคาดหวังและ
ตอ้ งการในประเดน็ เกีย่ วกับองค์ความรทู้ ี่จะดาเนินการถา่ ยทอด
2) ปรับปรุง วิธีการ ข้อมูล และเคร่ืองมือท่ีใช้ในการดาเนินงาน ตามข้อเสนอจากการประชุม
การรบั ฟงั ความคิดเห็นจากภาคีเครือขา่ ย และหน่วยงานท่เี กี่ยวข้อง
ผลการดาเนินงาน
จัดประชุมหน่วยงานเครือข่ายที่เก่ียวข้อง คร้ังที่ 1 สานักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 7
นครศรธี รรมราช ศนู ย์ขยายพันธ์พุ ชื ที่ 4 นครศรธี รรมราช สานกั งานเกษตรอาเภอ เชยี รใหญ่ ปากพนัง
หัวไทร ชะอวด เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์อานวยการและประสานงานพัฒนาพ้ืนท่ีลุ่มน้าปากพนัง
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาริ สานักงานกิจกรรมเพ่อื สังคมเครือเบทาโกร เกษตรกรผู้นาท้งั 5 อาเภอ
ภาพที่ 5 ปญั หาท่ีพบในระบบการปลกู พริกพื้นท่ลี มุ่ น้าปากพนัง
จากภาพที่ 6 ปญั หาท่ีพบในระบบการปลูกพริกพน้ื ทลี่ มุ่ น้าปากพนงั จากการประชมุ หน่วยงาน
เครอื ขา่ ยที่เกย่ี วข้องพบวา่
1) ปัญหาโรค เช่น โรคเหี่ยว รากปม ใบหงกิ ใบดา่ ง และ แมลง เช่น เพล้ียไฟ ไรขาว แมลงวนั
ทอง
39
2) ปัญหาท่ีพบเกษตรกรไม่มีการคัดเกรดผลผลิตก่อนจาหน่ายทาให้ราคาผลผลิตตกต่าไม่
สามารถควบคมุ ราคาได้
3) ผลผลติ ของเกษตรกรไมไ่ ดค้ ณุ ภาพ
4) ราคาพริกในตลาดผนั ผวนราคาขึ้นลงอยูต่ ลอดเวลา
5) แรงงานไม่เพียงพอเกษตรกรหลายรายปลูกพริกมากเกินไปไม่สอดคล้องกับแรงงานใน
ครวั เรือนทม่ี ีทาใหเ้ กดิ การจ้างงานส่งผลให้มตี น้ ทนุ ในการผลติ เพ่ิมมากขน้ึ
6) เกษตรกรในพน้ื ทีข่ าดความรเู้ รื่องการจดั การดินไมท่ ราบข้อมลู ชดุ ดินของตนเองทาให้มีการ
ปรบั ปรุงคุณภาพดนิ ท่ผี ดิ
7) เกษตรกรในพืน้ ที่ไม่มีการควบคุมต้นทนุ ผลผลติ เชน่ รายจ่ายเร่ืองการกาจัดศัตรพู ชื วชั พชื
ปุ๋ย และต้นทุนทางดา้ นแรงงาน
8) เกษตรกรในพื้นทไี่ ม่มีการเพ่ิมมูลคา่ ผลผลติ จากผลผลิตที่ไม่ได้คณุ ภาพ
9) ปัญหาเร่ืองน้าเกษตรกรในพื้นท่ีพบปัญหาเร่ืองน้าทว่ มในพืน้ ที่ทาให้บางฤดูกาลไม่สามารถ
ปลูกพริกได้ตามฤดูกาล
กจิ กรรมที่ 2 : การอบรมเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารเกี่ยวกับการปลกู พรกิ ปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP
เพ่ือเพ่มิ ผลผลิต ลดตน้ ทนุ และเพม่ิ กาไรเน้นการปฏิบัตจิ ริง
- การถ่ายทอดองค์ความรกู้ ารปลกู พริกปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP
- เกบ็ ตัวอยา่ งดินในแปลงปลูกของเกษตรกร เพอ่ื นามาแนะนาการใสป่ ุ๋ย จานวน 5 แปลง
- วางแผนการจดั การธาตเุ พอื่ เพ่มิ ผลผลิตและคุณภาพพริกสด
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการธาตอุ าหารเพ่ือเพ่ิมผลผลิตและคุณภาพพรกิ สด
- ผลิตปุ๋ยหมักจากก้อนเช้ือเห็ดเก่าที่มีเช้ือจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ผสมอยู่ เพื่อใช้เป็นปุ๋ยใน
การเตรยี มดินก่อนปลูกผสมเชอื้ ปฏิปกั ษเ์ พ่อื เพ่ิมประสิทธภิ าพ
- เพาะเมลด็ พริกทแ่ี ช่ในสปอรแ์ ขวนลอยเชอื้ ราไตรโคเดอรม์ าก่อนนาไปปลกู เกษตรกร
- นาเมล็ดพริกไปปลูกในแปลงสาธิต ตรวจสอบการเกิดโรค ทุกระยะของการเจริญเติบโต
เกบ็ ตัวอยา่ งเชอ้ื จุลินทรียใ์ นดินเพอื่ ตรวจปริมาณและความหลากหลาย
- จัดอบรมเชิงปฏิบัติการในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการการจัดเพลี้ยไฟ ไรขาว
และแมลงวันทอง และให้เกษตรกรเย่ียมชมแปลงสาธิตท่ีมีการใช้เทคโนโลยีผสมผสานในการจัดการ
แมลงศตั รพู รกิ
ขนั ดาเนนิ การ
1) จดั อบรมเชิงปฏิบตั กิ ารเก่ียวกับกระบวนการการอบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการเก่ียวกับการปลูกพริก
ปลอดภัยตามมาตรฐาน GAPเพื่อเพ่ิมผลผลิต ลดต้นทุน และเพ่ิมกาไรท้ังระบบตั้งแต่การการจัดการ
คุณภาพดนิ การจดั การโรค การจดั การแมลง รปู แบบการปลกู
2) ประเมนิ ผลการดาเนินงาน
ผลการดาเนินงาน
การเก็บตัวอย่างดินเพื่อการวเิ คราะหธ์ าตุอาหาร
ธาตุอาหารเป็นส่ิงจาเป็นต่อการเจริญเติบโตละการให้ผลผลิตของพืช หากเกษตรกรสามารถ
จดั การธาตอุ าหารไดเ้ หมาะสมและตรงตามความต้องการของพชื จะสง่ ผลใหพ้ ืชสามารถนาธาตุอาหาร
ไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี แต่หากเกษตรกรจัดการธาตุอาหารไม่เหมาะสมและตรง
40
ตามความต้องการของพืช จะส่งผลให้พืชไม่สามารถนาธาตอุ าหารไปใชเ้ พื่อการเจริญเติบโตและใหผ้ ล
ผลติ ได้ดี ในการจดั การธาตุอาหารเพอื่ ใหเ้ หมาะสมและตรงตามความต้องการของพชื นนั้ การวเิ คราะห์
ดินเป็นวิธีการท่ีสาคัญอย่างย่ิง เนื่องจากทาให้เกษตรกรทราบถึงระดับความเป็นกรดด่างของดิน
และทราบปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ในดิน ซ่ึงจะช่วยให้เกษตรกรสามารถใส่ปุ๋ยได้เหมาะสม
และตรงตามความต้องการของพืช สาหรบั การเก็บตัวอย่างดินมีขั้นตอนการเก็บดังนี้
การเก็บตัวอยา่ งดนิ
1) เดินสมุ่ เก็บตัวอย่างดนิ ให้ท่วั แปลงในแตล่ ะแปลง แปลงละประมาณ 15 จดุ
ภาพท่ี 6 การเกบ็ ตวั อย่างดิน
2) ใช้ auger เจาะดินที่ระดบั ความลกึ 30 เซนติเมตรจากระดับผิวดิน
41
ภาพท่ี 7 เจาะดนิ ท่ีระดบั ความลึก 30 เซนตเิ มตร
3) นาดินทงั้ 15 จุด ซึ่งเกบ็ มาจากแปลงเดียวกนั มาเทรวมกนั แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ภาพที่ 8 คลกุ เคล้าดนิ ทีเ่ จาะเขา้ ดว้ ยกนั
4) แบ่งดินออกเป็น 4 ส่วน แล้วเก็บตัวอย่างดินเพียง 1 ส่วน ให้ได้ประมาณคร่ึงกิโลกรัมใส่
ถุงพลาสติก พร้อมบันทึกข้อมูลตัวอย่างดิน เช่น ชื่อเจ้าของแปลง ท่ีอยู่ของแปลง วันเวลาที่เก็บ
ตัวอย่างดิน
42
5) นาดินทไ่ี ดจ้ ากการเกบ็ มาผง่ึ ในทรี่ ่มประมาณ 2 สัปดาห์
ภาพท่ี 9 ตากดินในท่ีร่ม
6) บดตัวอยา่ งดินและรนในตะแกรงตาขา่ ยละเอยี ด
7) เกบ็ ตวั อยา่ งดนิ สง่ เขา้ หอ้ งปฏบิ ัตกิ าร เพอ่ื วิเคราะห์หาปริมาณธาตอุ าหารในดนิ
ผลการวิเคราะหเ์ บืองต้นและการปรับปรงุ ดนิ
จากการเก็บตวั อย่างดินมาวิเคราะห์ในห้องปฏบิ ัติการ ผลการวิเคราะหเ์ บื้องต้นพบว่าดินมีค่า
ความเป็นกรดด่างประมาณ 7.8 (มีค่าเป็นด่าง) ดังภาพที่ 5 ท้ังน้ีน่าจะมีสาเหตุจากดินบริเวณพ้ืนที่ปา่
ระกาเปน็ กลมุ่ ชุดดนิ ท่ี 3 ซ่ึงมวี ัตถุต้นกาเนดิ ดนิ พวกตะกอนผสมของตะกอนลานา้ และตะกอนน้าทะเล
แลว้ พฒั นาในสภาพน้ากร่อย ดินกลุ่มนพ้ี บในบริเวณทร่ี าบลุม่ หรือทร่ี าบเรยี บ บริเวณชายฝงั่ ทะเลหรือ
ห่างจากทะเลไม่มากนัก มีน้าแช่ขังในช่วงฤดูฝน เป็นดินลึกท่ีมีการระบายน้าเลวถึงค่อนข้างเลว
มเี นอื้ ดนิ เป็นพวกดินเหนียวหรือดินเหนียวจดั หนา้ ดินอาจแตกระแหงเป็นร่องลึกในฤดูแล้ง และมีรอย
ถไู ถลในดิน ดนิ บนมีสดี า ส่วนดินล่างมีสีเทาหรือน้าตาลอ่อน มจี ุดประสเี หลืองและสีน้าตาล ตลอดชั้น
ดนิ บางบริเวณอาจพบจดุ ประสีแดงปะปน ดังภาพที่ 6 และ 7
43
7)85 7)84
ภาพที่ 10 คา่ ความเป็นกรดด่างของดนิ ในแปลงสาธติ
ภาพท่ี 11 สภาพกลุ่มดินในพ้ืนทต่ี าบลป่าระกา อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรธี รรมราช
สมบัติของดิน
เป็นกลุ่มชุดดินที่เกิดจากวัตถุต้นกาเนิดดินพวกตะกอนผสมของตะกอนลาน้าและตะกอนน้า
ทะเล แล้วพัฒนาในสภาพน้ากร่อย พบในบริเวณที่ราบลุ่มหรือที่ราบเรียบ บริเวณชายฝ่ังทะเลหรือ
ห่างจากทะเลไม่มากนัก มีน้าแช่ขังในช่วงฤดูฝน เป็นดินลึกที่มีการระบายนา้ เลวถึงค่อนข้างเลว มีเนื้อ
ดินเป็นพวกดินเหนียวหรือดินเหนียวจัด หน้าดินอาจแตกระแหงเป็นร่องลึกในฤดูแล้งและมีรอยถูไถล
ในดิน ดินบนมีสีดา ส่วนดินล่างมีสีเทาหรือน้าตาลอ่อน มีจุดประสีเหลืองและสีน้าตาล ตลอดช้ันดิน
บางบริเวณอาจพบจดุ ประสีแดงปะปน หรืออาจพบผลึกยิปซัม่ บา้ ง ทค่ี วามลึกประมาณ 1.0 -1.5 เมตร
จะพบช้ันตะกอนทะเลสีเขียวมะกอก และพบเปลอื กหอยปน ปฏกิ ริ ิยาดินเปน็ กรดจัดถงึ ดา่ งปานกลาง
44
ภาพที่ 12 ลกั ษณะดินในแปลงสาธิต ตาบลปา่ ระกา อาเภอปากพนัง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
แนวทางการจัดการธาตอุ าหาร
1) แนะนาให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยหมักและน้าหมัก เพื่อเป็นตัวช่วยในการปรับค่าความเป็นกรด
ด่างของดนิ ให้มคี ่าลดลง
2) แนะนาให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยที่ใส่ประกอบของกามะถัน เช่น 21-0-0 และ 0-0-45 เพ่ือเพ่ิม
ความเปน็ กรด ซ่งึ จะช่วยส่งเสรมิ ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดนิ
การจดั การโรคพริก
เช้ือจุลินทรีย์ท่ีเป็นสาเหตุหลักก่อโรคในพริก ได้แก่ เช้ือรา แบคทีเรีย ไวรัส ไวรอยด์
และไส้เดือนฝอย ซ่ึงสาเหตุสามารถเข้าทาลายได้ทุกระยะของการเจริญ ทาให้ผลผลิตเสียหายทั้งด้าน
ปรมิ าณและคณุ ภาพ
สาเหตุ เชอื Pythium sp., Fusarium sp. และ Sclerotium sp.
อาการ มักเกิดในระยะกล้า ลักษณะเป็นแผลช้า ฉ่าน้าที่โคนต้น แล้วขยายเป็นรอยช้าสี
น้าตาลรอบโคนต้น ทาให้ตน้ กล้าหกั พบั ตน้ กล้าเหี่ยวและแห้งตายในทีส่ ดุ
การป้องกันกาจัด
1) ไม่เพาะกล้าใหแ้ นน่ มากเกนิ ไป แปลงปลูกควรมีการระบายน้าไดด้ ี นา้ ไม่ขงั
2) ใหน้ า้ พอเหมาะ ไม่ควรรดนา้ ตอนเย็นหรอื คา่
3) ฉีดพ่นด้วยเชื้อราปฏิปักษ์ไตรโคเดอร์มา หรือเช้ือ แบคทีเรีย Bacillus subtilis โดยการ
คลกุ เมล็ดกอ่ นปลกู หรอื ใสใ่ นดิน
4) ฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกาจัดเชื้อรา ได้แก่ เมทาแลกซิล โพรพาโมคาร์บไฮโดรคลอไรด์
(propamocarb hydrochloride) หรือ อีไตรไดอะโซล + ควินโตซีน (etridiazole + quintozene)
(อดุ มศกั ด,์ิ 2563)
สาเหตุ เชอ้ื รา Fusarium oxysporum f.sp. vasinfectum (Atk) Snyd & Hans
45
อาการ เชื้อราเข้าทาลายบริเวณรากและโคนต้น ใบพริกแสดงอาการเหี่ยวเหลือง ลู่ลงและ
ร่วงหล่น เมื่อถอนต้นพริกดูพบว่า เปลือกรากเน่าหรือหลุดร่อน เปล่ียนเป็นสีน้าตาล หากอากาศชื้น
สงั เกตเหน็ ส่วนของเส้นใยและสปอร์เชือ้ ราสขี าวหรอื สม้ อ่อนเจรญิ ปะปน
การปอ้ งกนั กาจัด
1) เชื้อสาเหตุสะสมอยใู่ นดินเป็นเวลาน้ัน จาเปน็ ตอ้ งหลีกเล่ียงการปลกู ในที่เคยมโี รค
2) ใชพ้ นั ธตุ์ ้านทาน
3) ปรบั พ้นื ทปี่ ลกู โดยการยกร่อง เพอื่ ใหน้ า้ ระบายได้ดี
4) ใช้ปุ๋ยหมักท่ีมีส่วนผสมของเช้อื ไตรโคเดอร์มา หรือราดด้วยเชือ้ ราไตรเคอร์มา บริเวณรอบ
ทรงพุ่ม
5) ฉดี พน่ หรือราดด้วยแบคทีเรียปฏปิ กั ษ์บาซิลลัส
สาเหตุ เชอื รา Sclerotium rolfsii Sacc.
อาการ เชื้อรามักเข้าทาลายเม่ือต้นพริกโต เช้ือเข้าทาลายส่วนของรากและโคนต้น ทาให้ใบ
พรกิ เหลอื ง เหยี่ ว เมอ่ื ถอนต้นดูจะพบอาการรากเน่า ช้าเปน็ สนี ้าตาล เปลอื กรากหลดุ ร่อน บรเิ วณโคน
ต้นแสดงอาการเน่าช้า และมักพบเส้นใยสีขาวลักษณะหยาบ แผร่ อบโคนตน้ สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
นอกจากน้ีมักพบเม็ดสเคอลโรเทียม (sclerotium) ลักษณะกลม สีขาวครีมหรือสีน้าตาลบริเวณโคน
พริกที่เป็นโรค
การป้องกันกาจดั
1) หลังเก็บผลผลิตรุ่นสุดท้ายให้โรยปูนขาว และตากหน้าดิน อย่างน้อย 3 เดือน จะสามารถ
ลดปริมาณเช้ือได้ฤดูปลกู ถัดไปได้
2) ปลูกพชื หมุนเวยี น และควรใสอ่ นิ ทรียวตั ถุในดนิ
3) ขุดทาลายต้นเปน็ โรคและราดดินด้วยสารเคมี เชน่ คาร์บ๊อกซิน (carboxin)
4) ฉีดพน่ ดว้ ยชีวภัณฑ์เชอื้ ราไตรโคเดอรม์ า
สาเหตุ เชอื้ แบคทเี รยี Ralstonia solanacearum (Smith) Yabuuchi et al.
อาการ โรคเหี่ยวท่ีเกิดจากแบคทีเรียเป็นโรคท่ีสาคัญ เน่ืองจากมีพืชอาศัยกว้างมากกว่า 250
ชนิด พืชทีถ่ กู เชื้อเขา้ ทาลายจะแสดงอาการเหยี่ วเฉา แต่ใบยังคงเปน็ สเี ขยี ว (เหยี่ วเขียว) ส่งผลใหท้ าให้
พืชตายอย่างรวดเร็ว หากเช้ือเข้าทาลายในระยะเริ่มให้ผลผลิต พืชจะแสดงอาการรุนแรงมากกว่าต้น
พืชท่ีแก่ โดยอาจเกิดโรคเพียงด้านใดด้านหน่ึงของต้นก็ได้ การตรวจอาการเหี่ยวท่ีเกิดจากแบคทีเรีย
โดยการตดั รากหรือลาตน้ แชน่ ้าจะพบกลุม่ แบคทเี รยี สีขาวขนุ่ ไหลออกมา
การป้องกนั กาจดั
1) ปรับดินให้เป็นด่างโดยการเติมปูนขาว และควรเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เช่น ปุ๋ยหมักจาก
ซากพชื
2) ใชเ้ ชือ้ แบคทเี รียปฏิปกั ษบ์ าซลิ ลัส
3) ปลกู พชื หมนุ เวยี นทไี่ มใ่ ชพ้ ืชอาศัยของโรค
4) ใชพ้ นั ธตุ์ ้านทาน
สาเหตุ เช้ือรา Cercospora capsici Heald & Wolf
อาการ อาการใบจุดตากบสามารถเกิดได้กับทุกส่วนของต้นพริก เช่น ใบ กิ่ง ต้น กลีบดอก
ก้านผล โดยบนใบมักเกิดมากท่ีสุด ลักษณะเป็นแผลจุดเล็กๆ สีเหลือง และเปลี่ยนเป็นน้าตาล รูปร่าง
46
กลมขนาด 2 มลิ ลิเมตร ถึง 1 เซนตเิ มตร บรเิ วณกลางแผลมสี ซี ีดจางจนถงึ สขี าวเห็นไดช้ ดั เจนคลา้ ยจุด
ตากบ หากเกิดโรครุนแรง ใบพริกจะเหลืองและร่วง สาหรับอาการบนกิ่งหรือลาต้น มักเกิดเป็นแผล
ยาวสีนา้ ตาลทาใหก้ ง่ิ แห้งตาย หากเช้อื เขา้ ทาลายบรเิ วณข้ัวผลจะทาใหผ้ ลร่วง
การปอ้ งกนั กาจดั
1) เช้ือสาเหตสุ ามารถติดไปกบั เมล็ดพันธ์ุ ดงั น้นั ควรเลือกซอื้ เมล็ดพันธจุ์ ากแหลง่ ทมี่ ีคณุ ภาพ
2) คลุกเมล็ดด้วยไทแรม (thiram) ไซแนบ (zineb) หรือมาแนบ (maneb)
สาเหตุ เช้อื รา Peronospora tabacina
อาการ ระยะแรกพบบริเวณใต้ใบพริกเป็นแผลสีเหลือง พบกลุ่มของเส้นใยและสปอร์สีขาว
หรือเทาอ่อนลักษณะเป็นขุย หลังจากน้ันแผลจะแห้ง หากเกิดโรครุนแรงจะทาให้ใบเหลือง และร่วง
หลน่
การปอ้ งกันกาจดั
1) เก็บใบที่เป็นโรคเผาทาลาย และเผาทาลายต้นพืชหลังการเก็บเก่ียว เพ่ือกาจัดแหล่งสะสม
เชือ้ โรค
2) ฉดี พน่ ดว้ ยสารเคมี เชน่ เมตาแลคซิล (metalaxyl) มาแนบ (maneb) หรอื คารเ์ บนดาซิน
(carbendazim)
สาเหตุ เช้ือรา Colletotrichum capsici (Syd.) Butler & Bisby, C. gloeosporioides
Penz, C. accutatum
อาการ เป็นโรคที่สาคัญในระบบการผลิตพริก ส่วนใหญ่เชื้อเข้าทาลายผลพริก แต่หาก
สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกดิ โรค ก็สามารถพบโรคไดบ้ รเิ วณใบและกิ่งกา้ น
อาการที่เกิดบนผลพริก : ระยะแรกเกิดเป็นจุดแผลช้ากลม หรือรูปร่างไม่แน่นอน สีน้าตาล
ต่อมาเน้ือเย่ือยุบตัวลง แผลแห้ง เปล่ียนเป็นสีน้าตาลดา หรือดา และมีการสร้าง fruiting body แบบ
acervulus สีน้าตาลดาเรียงเป็นวงรีซ้อนกัน ในสภาพอากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มหรือสีเหลือง
บนแผล ทาให้ผลพริกยุบตัวลง และแห้ง เชื้อโรคสามารถเข้าทาลายได้ทุกระยะของผล หากเข้าตอน
ผลอ่อน เซลล์ท่ีถูกทาลายจะหยุดเจริญ ในขณะที่เซลล์รอบๆ เจริญปกติ จึงทาให้เกิดอาการบิดเบี้ยว
หรอื โคง้ งอ เนอ่ื งจากเซลล์ทต่ี ายอย่ดู า้ นใน จึงเป็นทมี่ าของชอ่ื โรคกงุ้ แห้ง
อาการบนใบพริก :พบเปน็ แผลไหม้แห้ง รูปรา่ งไม่แนน่ อน
การป้องกนั กาจดั
1) เชื้อโรคสามารถติดไปกับเมล็ดพันธ์ุ ดังน้ันควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมี เช่น ไทแรม
(thiram) หรอื แช่นา้ รอ้ นที่อณุ หภมู ิ 45-50 องศาเซลเซียส เปน็ เวลา 15-20 นาที
2) ลดการสะสมเชือ้ โรค โดยการกาจัดวัชพืช และพชื อาศัยอ่นื
3) ใช้สารเคมี เช่น เบนโนมิล (benomyl) คาร์เบนดาซิม (carbendazim) ไซแรม (ziram)
และ ไซเนบ (zineb) เป็นต้น
4) คลกุ เมลด็ ด้วยเชอื้ ราไตรโครเดอรม์ าก่อนปลกู
5) ฉดี พน่ ด้วยเช้อื ราไตรโคเดอรม์ า หรอื เชื้อแบคทีเรียบาซิลลสั
สาเหตุ เชอ้ื รา Choanephora cucurbitarum (Berk. & Rav.) Thaxt.
อาการ พบบนยอดอ่อน ใบอ่อน ตาดอก ดอก และผลอ่อน เนื้อเยื่อพืชแสดงอาการเน่าเละ
กลายเปน็ สีนา้ ตาลดา หกั พับ ขยายลกุ ลามอย่างรวดเรว็ มองเห็นก้านชสู ปอร์ใสต้ังฉากชูขึ้นจากส่วนท่ี
47
เป็นโรคตรงปลายก้านเป็นตุ่มสีดา โดยเฉพาะส่วนยอด ก้านผลและก่ิง มักเกิดในระยะท่ีพริกกาลังติด
ผล ผลพริกมีขนาดเล็ก ร่วงหล่น พบเช้ือเข้าทาลายมากในสภาพอากาศร้อนอบอ้าว สลับกับมีฝนตก
ความชื้นสงู
การป้องกันกาจัด
1) ควรสารวจแปลงปลูกอย่างสม่าเสมอ เม่ือพบอาการยอดช้า หักพับ หรือบริเวณยอดมีเชื้อ
ราเข้าทาลาย ใหร้ บี ตดั ออก แลว้ นาไปเผาทาลาย
2) ปรับระยะการปลกู พริก อย่าให้แนน่ เกนิ ไป เพอ่ื ใหอ้ ากาศถ่ายเท และระบายความชน้ื
3) หลกี เล่ยี งการให้นา้ ตอนเย็น และการใหน้ า้ แบบพน่ ฝอย
4) ใช้สารกาจัดเชื้อรา ได้แก่ ไตรโฟลีน (triforine) และคอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ (copper
hydroxide)
เชือ้ ไวรสั ทีท่ าใหเ้ กดิ โรคกับพริกมีหลายชนดิ ลักษณะของพริกท่ีถูกเช้อื ไวรัสเขา้ ทาลาย ไดแ้ ก่
อาการ ใบด่างเปน็ สีเขียวออ่ นสลับกับเขียวเข้ม ตัวอย่างเช้อื ไวรสั ก่อโรคในพริกท่สี าคัญได้แก่ Potato
virus (PVY), Chilli veinal mottle virus, Cucumber mosaic virus (CMV) และ Tobacco etch
virus การถ่ายทอดเชอื้ โรคโดยน้าค้นั ซึ่งมีเพล้ยี ออ่ นเปน็ แมลงพาหะ
- Potato virus (PVY)
อาการ เส้นใบขยายบวมโต ใบด่างเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน ลักษณะด่างลายหดย่น ต้นพริก
แคระแกรน็ ผลมีขนาดเลก็ บิดเบย้ี ว เมล็ดนอ้ ย
- Chilli veinal mottle virus
อาการ เน้ือใบมีลักษณะอาการด่างซีด แต่เน้ือเย่ือรอบๆ เส้นใยยังคงเขียวปกติ ปลายใบซีด
หากเป็นรนุ แรงใบจะลีบ อาการดา่ งเหน็ ได้อย่างชัดเจน ต้นหดสน้ั
- Cucumber mosaic virus (CMV)
อาการ แสดงอาการดา่ งเหลอื งกระจายทัว่ ใบ หากเป็นรนุ แรงใบจะเรยี ว (shoe string)
- Tobacco etch virus
อาการ เน้ือเยื่อพืชแสดงอาการเป็นวงเรียงซ้อนกัน บนใบและผลพริก บริเวณตาแหน่งท่ีเป็น
วงจะแห้งตายเป็นสีเหลือง ตัดกับส่วนท่ีเป็นสีเขียว ผลพริกท่ีแสดงอาการรุนแรงจะบิดเบ้ียวเสียรูป
ส่วนใบออ่ นจะมขี นาดเลก็ และหดยน่
การปอ้ งกนั กาจดั
1) ทาลายต้นพรกิ เป็นโรคไวรสั โดยการเผาทาลาย
2) กาจดั แมลงพาหะ เชน่ เพลย้ี ออ่ น ด้วยสารเคมี หรอื ชวี ภณั ฑก์ าจดั แมลงศตั รูพชื
48
ภาพที่ S
ภาพที่ T
ภาพที่ U
ภาพที่ V
ภาพที่ W 49
ภาพที่ X
ภาพท่ี 13 โรคของพริก; โรคใบจดุ เกดิ จากเชอ้ื รา Cercospora sp. (S);
โรคใบมว้ นเกดิ จากเชอื้ ไวรัส Chilli leaf curl (T); โรคเหย่ี วเขียวเกดิ จากเช้อื แบคทีเรีย Ralstonia
solanacearum (U); โรคเห่ียวเหลือง เกดิ จากเช้ือรา Fusarium oxysporum (V);
โรคแอนแทรกโนสเกดิ จากเช้ือรา Colletotrichum sp. (W) ; โรครากเน่าเกิดจากเชอื้ รา
Rhizoctonia solani (X)
ที่มา : https://www.eurekalert.org/pub_releases/2016-08/uom-ncp080816)php) (S);
https://chillivirus.wordpress.com/ (T) ;
https://www.apsnet.org/edcenter/apsnetfeatures/zPages/ChilePepper.aspx (U),
(V) ; https://people.umass.edu/jmeagy/ (W, X)
4.1 การจดั การโรคของพริกโดยชวี วิธี
การจัดการโรคของพริกโดยชีววิธีให้ประสบความสาเร็จ ต้องดาเนินการตั้งแต่ระยะแรกของ
การเพาะปลูก เริ่มจากการเตรียมพื้นท่ีปลูก การเตรียมต้นกล้า การจัดการดินและน้า การจัดการ
ศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยว โดยการป้องกันการเกิดโรคของพริกพืชในระยะเร่ิมแรก อาจกระทาได้
หลายวิธี เช่น การคลุกหรือเช่เมล็ดพันธุ์พริกด้วยชีวภัณฑ์เช้ือราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.)
หรือชีวภัณฑ์เชื้อแบคทีเรียปฏปิ ักษ์ Bacillus subtilis นอกจากจะช่วยป้องกันการเข้าทาลายของเชื้อ
สาเหตุโรคทางดินแล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการเจริญของกล้าพืชอีกด้วย ท้ังนี้การนาเชื้อราไตรโค
เดอรม์ าไปใช้เพ่ือป้องกันกาจดั โรคพืช สามารถประยุกต์ใช้ไดห้ ลายวธิ ี ได้แก่ การผสมในปยุ๋ หมักท่ีย่อย
สมบูรณ์แล้ว นาไปใช้โดยการรองก้นหลุมก่อนปลูกพืช ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยลดการเกิดโรคพืชได้เป็น
อย่างดี นอกจากนี้จากงานวิจัยเบ้ืองต้น พบว่าปุ๋ยหมักท่ีได้จากก้อนเชื้อเห็ด จัดเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพดี
มีธาตุอาหารสมบูรณ์เหมาะสมและเพียงพรต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ในก้อนเช้ือเห็ดเก่า
ยังเป็นแหล่งอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ท่ีเป็นประโยชน์ เช่น เชื้อรา Trichoderma แบคทีเรีย
จนี สั Bacillus spp. และ Streptomyces spp. ซ่งึ จุลินทรีย์กลุ่มนีม้ ีประโยชน์และมีประสิทธภิ าพใน
การควบคมุ เชื้อสาเหตโุ รคพชื ในดนิ หลายชนิด ไดแ้ ก่ เช้อื Phytophthora, Phythium, Sclerotium,
Rhizoctonia สาเหตุโรคเน่าระดับดิน เชื้อรา Fusarium และแบคทีเรีย Ralstonia สาเหตุโรคเห่ียว
เหลืองและเหี่ยวเขียวของพืชผัก, เชื้อ Cercospora, Alternaria สาเหตุโรคใบจุดของพริก และเช้ือ
Colletotrichum สาเหตโุ รคแอนแทรกโนสหรอื โรคกุ้งแห้ง ซึง่ เป็นโรคท่ีสาคัญของพรกิ
50
การใช้ปุ๋ยหมักจากก้อนเชื้อเห็ดเก่าผสมเช้ือราไตรโคเดอร์มา จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งเพ่ือเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการยับย้ังการเกิดโรคของพริกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วการศึกษาความ
หลากหลายของเชื้อจุลินทรีย์ท้ังก่อนและหลังการใช้เชื้อปฏิปักษ์ ในการป้องกันกาจัดโรคพืช
จาเป็นต้องมีการติดตามจานวนประชากรของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคและเชื้อปฏิปักษ์ เพ่ือให้ความทราบ
ถึงการมีชีวิตรอดและการดารงในส่ิงแวดล้อมนั้นได้อย่างยั่งยืน และพัฒนาวิธีการใช้จุลินทรีย์ให้เกิด
ประสทิ ธภิ าพสงู สุด
4.2 การใช้เชือราไตรโคเดอรม์ าเพอื่ ปอ้ งกันกาจัดการเกดิ โรคของพืช
เช้ือราไตรโตเดอร์มาเจริญได้ดีในดินท่ีมีอินทรียวัตถุ มีคุณสมบัติในการยับยั้งหรือทาลายเช้ือ
สาเหตุโรคพืชหลายชนิด ได้แก่ Pythium (โรคเน่าระดับดิน กล้าเน่า), Phytophthora (โรครากและ
โคนเน่า), Fusarium (โรคเห่ียว), Sclerotium (โรคเห่ียว โรครากและโคนเน่า), Rhizoctonia
(โรคเน่าระดบั ดิน กล้าเน่า) และ Colletotrichum (แอนแทรกโนส/กุง้ แห้ง) เปน็ ตน้ ซึง่ การนาไปใช้ได้
หลายวิธี เช่น ผสมน้าเพ่ือฉีดพ่นหรือรดต้นพืช ใช้คลุกเมล็ดก่อนปลูก หรือผสมกับปุ๋ยหมักท่ีสมบูรณ์
แล้ว เชอ้ื ราไตรโคเดอร์มามีกลไกในการยบั ย้ังหรอื ควบคุมเช้อื สาเหตุของโรคพืช ดงั น้ี
1) การสร้างสารปฏิชีวนะ (antibiosis) คือ การสร้างผลผลิตจากกระบวนการเมแทบอลิซึม
ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะ (antibiotic) ซึ่งสารจะมีประสิทธิภาพในการทาลายชีวิต หรือยับยั้ง
เชื้อก่อโรคพืช หลายชนิด ได้แก่ เชื้อรา Rhizoctonia, Sclerotium, Alternaria, Colletotrichum
และ Fusarium เป็นต้น ทั้งน้ีเชื้อราไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์ที่สามารถควบคุมโรคพืช ได้แก่ T.
harzianum, T. viren, T. hamatum, T. asperellum, T. pseudokoningii และ T. viride (เกษม
, 2551) สารปฏชิ ีวนะทีเ่ ชื้อ Trichoderma ผลิตขนึ้ ไดแ้ ก่ gliotoxin, harzianic acid, trichoviridin,
viridiol และ alamethicins (Kaewchai et al., 2009)
2) การแข่งขัน (competition) เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปกั ษ์มีความสามารถในแข่งขันกับเชอ้ื สาเหตุ
โรคพืช ได้แก่ แก่งแย่งแหล่งอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ไนโตรเจน ก๊าซออกซิเจน ตลอดจนสารท่ี
จาเป็นต่อการเจรญิ ของพืช ทาให้พืชอาศยั ขาดอาหารเพ่ือการเจริญและตายในท่สี ดุ เชือ้ ราไตรโคเดอร์
มาเป็นราปฏิปักษ์ที่มีประสิทธิภาพในการแก่งแย่งแข่งขันสูง ในด้านท่ีอยู่อาศัยและแหล่งอาหาร มี
ความสามารถในการเขา้ ครอบครองรากพชื ไดร้ วดเร็วกว่าเชอื้ ราสาเหตุโรคพชื
3) การเป็นปรสิต (parasitism) เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีความสามารถในการเข้าไปเจริญและ
อาศัยในเช้ือโรคพืช หรือเจริญบริเวณใกล้เคียงพืชอาศัย แล้วคอยดูดกินอาหาร ทาลายเชื้อโรค
โดยตรง จนทาให้เชื้อโรคพืชอ่อนแอและตายในที่สุด ปรสิตของเชื้อรา (mycoparasite) ที่ทาลายเช้ือ
โรคให้ตายก่อนจึงสามารถใช้อาหารจากเส้นใยหรือสปอร์ของเชื้อโรคพืชได้ เรียกว่า necrotrophic
mycoparasite ท้ังนี้กลไกการเป็นปรสิตแบบนี้ได้แก่ การสร้างสารพิษหรือเอนไซม์ย่อยสลายผนัง
เซลล์ของเชื้อโรค ในขณะท่ีปรสิตของเช้ือราบางชนิดท่ีสามารถเข้าไปเจริญและมีชีวิตในเช้ือสาเหตุ
แล้วคอ่ ยๆ แทงผ่านเส้นใยเชือ้ โรคแตไ่ ม่ทาใหเ้ ชือ้ โรคตาย เรยี กวา่ biotrophic mycoparasite
4) การชักนาใหพ้ ืชต้านทานต่อโรค (induced host resistance) เป็นอกี กลไกหนึ่งทนี่ า่ สนใจ
เน่ืองจากเช้ือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์บางชนิด นอกจากควบคุมโรคพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังมี
ความสามารถในการกระตนุ้ หรอื ชกั นาให้พชื สร้างความต้านทาน ต่อการเข้าทาลายของเชอื้ โรค
51
4.3 ขันตอนและวธิ ีการผลิตหัวเชอื สดไตรโคเดอร์มา
วัสดุอปุ กรณ์
1) หวั เชือ้ ราไตรโคเดอร์มา (ชนดิ แหง้ /นา้ )
2) หมอ้ หงุ ข้าว
3) ขา้ วสาร
4) ยางวง
5) เข็มหมุด
6) ถุงพลาสตกิ ทนรอ้ นขนาด 8 x 12 นิ้ว
7) กรวยกรอง/ผา้ ขาวบาง
8) ขวดน้าดื่ม ขนาด 500 มิลลิลติ ร
วธิ ีเตรียมอาหารเลยี งเชือ
1) หุงข้าวให้สุกพอดี ตักข้าวใส่ถุงขณะยังร้อน ถุงละ 250-300 กรัม รีดอากาศออกจากถุง
วางให้อุน่
2) เหยาะหัวเช้ือแห้ง หรือฉีดพ่นหัวเช้ือน้าประมาณ 3-4 คร้ัง รัดปากถุงด้วยยาง เขย่าให้หัว
เชื้อกระจายเข้ากนั ใชเ้ ขม็ หมุดเจาะ 30-40 รู ใต้ยางรดั เพอ่ื ระบายอากาศ
3) วางถุงเชื้อบริเวณที่มีแสงสว่าง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีแมลงศัตรูรบกวน ดึงถุงด้านบน
ขนึ้ เล็กน้อย
4) เม่ือครบ 7 วัน จะไดเ้ ชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด สามารถนาไปใชไ้ ด้ทนั ที
การผลิตหัวเชือแบบนา
1) เติมน้าดื่มสะอาดปรมิ าณ 500 มิลลิลิตร ลงในถุงหัวเช้ือชนิดสด คลุกเคล้าให้เข้ากัน กรอง
เอาเฉพาะน้าสีเขียว ลงในขวดนา้ เดมิ จะไดห้ ัวเชอื้ นา้ เขม้ ขน้
2) การขยายเช้ือน้า กระทาเช่นเดยี วกับการขยายเชื้อแบบผงแห้ง โดยฉีดพ่นหรอื หยดหวั เชอ้ื
นา้ 3-4 คร้ัง/ถงุ
4.4 การนาเชอื ราไตรโคเดอรม์ าไปใชพ้ ืชปลกู ทวั่ ไป
1) การคลุกเมล็ด
เชื้อสด 10 กรัม ใช้สาหรับคลุกเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ดาเนินการโดยใส่เช้ือสดลงใน
ถุงพลาสติก เติมน้าละอาดเล็กน้อย บีบให้สปอร์สีเขียวหลุดออก ใส่เมล็ดลงในถุง คลุกเคล้าให้เข้ากัน
นาเมล็ดพืชไปปลกู ได้ทนั ที หรอื ผ่ึงลมใหแ้ หง้ กอ่ นนาไปปลูก
2) การผสมเชือ้ ราไตรโคเดอรม์ ากับปุ๋ยหมกั
เช้ือสด 1 กิโลกรัม + รา 4 กิโลกรัม + ปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม (ที่เย็นแล้ว) คลุกเคล้าให้เข้ากัน นาไป
รองกน้ หลมุ หรือหว่านบริเวณโคนตน้ พชื
3) เช้ือสดทผี่ สมแลว้ (1 ส่วน) + วสั ดปุ ลกู (4 สว่ น)
- คลกุ เคล้าให้เข้ากนั กอ่ นบรรจุลงในภาชนะปลูก
- หวา่ นลงดนิ ในแปลงกอ่ นปลกู พืช
- หวา่ นลงในแปลงที่ปลกู พชื แล้ว
52
- หว่านลงดินใตท้ รงพุม่ / โคนต้น
4) การใชเ้ ช้ือสดฉดี พ่น
เชอ้ื ไตรโคเดอร์มาสด 1 กโิ ลกรัม ผสมกับนา้ 200 ลิตร โดยการเตมิ น้าลงในถุงเช้ือสด กวเพื่อ
ล้างสปอร์ กรองเอาเฉพาะสปอร์สีเขียว เตมิ น้าใหค้ รบ 200 ลติ ร นาไปใช้โดยการ
- ฉดี พ่นหลงั หวา่ นเมล็ดและคลุมฟาง
- ฉีดพ่นระยะทพ่ี ชื กาลงั เจรญิ เตบิ โต
- ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ดลงในหลุมปลูกแลว้
- ฉดี พ่นหลังยา้ ยกลา้ พชื ลงปลกู
- ฉดี พน่ ในกระบะเพาะกลา้ /กระถางปลกู
- ฉีดพ่นลงดินใต้ทรงพุ่มพืช สาหรับพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ใช้ทุก 15-20 วัน ตลอด
ระยะการเจริญของพืชไม้ผล หากให้น้าแบบหมุนเหวี่ยง ใช้ 4-6 คร้ัง/ปี อัตรา 5-20 ลิตร/ต้น ข้ึนอยู่
กับขนาดทรงพุ่ม
- เช้ือสด 250 กรัม ผสมฝุ่นแดง 2 ขีด (ชนิดเดียวกับที่ทาหน้ายาง) ผสมน้า 1 ลิตร
ทาลงบนรอยกรีดบนหนา้ ยางพารา สามารถป้องกนั โรค เส้นดาได้
1) เตรยี มวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม
2) หงุ ขา้ วใหพ้ อสุก วางท้ิงไวใ้ ห้อนุ่
53
3) เหยาะเชื้อแห้ง/เช้อื นา้
4) บม่ ทีห่ ้องสะอาด อากาศถา่ ยเท
5) หวั เช้ือสด อายุ 7 วัน
ภาพที่ 14 ขั้นตอนการผลิตหัวเชอื้ สดไตรโคเดอร์มา
ทีม่ า : พรศลิ ป์ (2563)
4.5 การผลิตปุ๋ยหมกั จากก้อนเชอื เหด็ เกา่ ผสมเชือไตรโคเดอร์มาเพอื่ ควบคมุ โรคทางดนิ ของพริก
วสั ดสุ าหรับทาป๋ยุ หมักจากก้อนเชือเห็ด
1) กอ้ นเชอื้ เห็ดนางฟ้า นางรม แครง หูหนู ทหี่ มดอายุหรอื ไม่ใหผ้ ลผลติ แลว้
2) ปุ๋ยคอก ได้แก่ มลู ววั ขไ้ี กแ่ กลบ มูลหมตู ากแห้ง หรือมูลควาย
3) สารเรง่ ซุปเปอร์ พด.1 หรือ หัวเชอื้ อเี อ็ม
4) เชอื้ สดไตรโคเดอร์
54
5) เชื้อราบวิ วาเรยี เมธาไรเซียม (สาหรบั กาจดั หนอนและแมลงที่มากินเส้นใย และขยายพันธ์ุ
ขณะทาป๋ยุ หมกั )
วธิ ีทาปุ๋ยหมักจากกอ้ นเชอื เหด็
1) นาก้อนเชื้อเห็ดที่หมดอายุแล้ว จานวน 100 กิโลกรัม มาทุบให้ละเอียดแล้ว ผสมปุ๋ยคอก
20 กิโลกรมั คลุกเคล้าให้
2) ละลายสารเร่งซุปเปอร์พด 1) อัตรา 10 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร หัวเชื้ออีเอ็ม อัตรา 10 ซีซี
ต่อน้า 10 ลิตร เชื้อราบิวาเรีย หรือเมตาไรเซียม อัตรา 50 กรัมต่อน้า 10 ลิตร คลุกเคล้าส่วนผสม
ท้ังหมดใหเ้ ข้ากนั ปรับกองปุ๋ยหมักใหม้ ีความชนื้ ประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ คลมุ ดว้ ยพลาสตกิ ดา
3) กลับกองปยุ๋ หมักทุก 7 วันเพ่อื ระบายอากาศ และไมใ่ หเ้ กิดการสะสมความร้อนมากเกินไป
เม่ือกองปุ๋ยเริ่มเย็นลง (ประมาณ 1 เดือน) ก่อนนาไปใช้ ให้ราดด้วยน้าละลายเชื้อราไตโคเดอร์มา
เขม้ ขน้ อตั รา 2 กิโลกรมั ต่อน้า 4 ลิตร กอ่ นนาไปใช้ หรือเกบ็ ไว้เพือ่ ใช้งานต่อไป
การนาป๋ยุ หมกั จากกอ้ นเชอื เห็ดไปใช้
1) ปุ๋ยหมักที่ได้สามารถนาไปใช้รองก้นหลุมก่อนปลูกพืช อัตรา 200 กรัม/หลุม และโรย
บริเวณทรงพุ่มพริก อัตรา 200 กรัม/ต้น ทุกๆ 1-2 เดอื น
2) สามารถนาปุ๋ยหมักจากก้อนเชื้อเห็ดไปใช้เป็นวัสดุสาหรับเพาะกล้าพืชพริก ได้โดยไม่ต้อง
ผสมกับวัสดุปลกู หรอื อาจผสมกบั วสั ดุเพาะอน่ื อัตรา 1:4 โดยปริมาตร
หมายเหตุ
1) การใสเ่ ช้ือราไตรโคเดอรม์ าลงในป๋ยุ หมักท่ียอ่ ยสลายสมบรู ณ์ เชือ้ ราสามารถเจริญและเพ่ิม
ปรมิ าณมากข้นึ ทาใหม้ ปี ระสิทธิภาพในการควบคมุ โรคพชื ได้ดีขนึ้
2) การใส่ปุ๋ยหมักในแปลงพืชท่ีผสมเช้ือราไตรโคเดอร์มา ควรใส่ก่อนหรือหลังการใช้ปุ๋ยเคมี
3-5 วัน
3) หากมีการใช้สารเคมีฆ่าเช้ือราในดิน การใส่ปุ๋ยหมักท่ีผสมหัวเช้ือไตรโคเดอร์มาควรท้ิง
ระยะห่างไม่น้อยกวา่ 1 สปั ดาห์
ภาพท่ี 15 การผลิตปุ๋ยหมกั จากก้อนเชื้อเหด็
55
4.6 การใชเ้ ชือราไตโคเดอรม์ าเพ่ือคลุกเมลด็ พรกิ ก่อนปลกู
ไตรโคเดอร์มาสามารถนามาคลุกเมล็ดพันธ์ุพริกหรือแช่เมล็ดพันธ์ุก่อนปลูก เพื่อควบคุมเชื้อ
ราที่ติดมากับเมล็ดพันธ์ุได้เป็นอย่างดี ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 10 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อน
โต๊ะ ผสมนา้ 5-10 มลิ ลลิ ิตร คลกุ กับเมลด็ พนั ธ์ุ 1 กิโลกรัม ผ่งึ ใหแ้ หง้ กอ่ นนาไปเพาะกลา้
การใชเ้ ชอื ราไตรโคเดอรม์ าเพือ่ ควบคุมโรคพรกิ ในแปลงปลกู พริก
ใช้เช้ือราไตรโคเดอร์มาชนิดสดฉีดพ่นต้นพริกได้โดยตรง โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1
กิโลกรัม ผสมน้า 80-100 ลิตร กรองเอาเฉพาะน้าฉีดพ่นบนพืชหรือรดลงดินหรือวสั ดุปลูก ใช้ในพ้ืนท่ี
1 ไร่ ควรฉีดพ่นในตอนเย็น
การใช้เชือแบคทีเรยี ปฏิปกั ษ์ Bacillus เพ่อื ป้องกนั กาจดั โรคพชื
การใช้แบคทีเรียปฏิปักษ์เป็นแนวทางหน่ึงท่ีกาลังได้รับความสนใจและนิยมปฏิบัติกันอย่าง
กว้างขวาง แบคทีเรียที่นิยมนามาใช้ เช่น Bacillus spp. เพ่ือการควบคุมโรคพืช เนื่องจากสามารถ
ควบคุมเช้ือสาเหตุโรคพืชได้ด้วยกลไกต่างๆ เช่น การสร้างสารปฏิชีวนะ การกระตุ้นให้เกิดความ
ต้านทานโรคในพืช สามารถเจริญเพ่ิมปริมาณได้รวดเร็ว (จิระเดช, 2549) แบคทีเรียบาซิลลัสสามารถ
สร้างสปอร์ท่ีเรียกว่าเอ็นโดสปอร์ (endospore) เป็นโครงสร้างที่มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่
ไม่เหมาะสม ทนต่ออุณหภูมิสูง แสงแดด และสามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพธรรมชาติได้ ยาวนาน
แบคทีเรียกลุ่มน้ีเป็นกลุ่มท่ีมักพบได้ทั่วไปในสภาพธรรมชาติ รวมทั้งเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์
B. subtilis ท่ีมีการนามาประยุกต์กันอย่างกว้างขวาง พบว่ามักจะเจริญปะปนอยู่มากมายทั้งในดิน
สามารถแยกเชือ้ ได้งา่ ย รวมทงั้ สามารถมชี วี ติ รอดอยไู่ ดใ้ นธรรมชาตไิ ด้ดี
เชอ้ื รา Fusarium solani เชอื้ Bacillus subtilis
ภาพที่ 16 แบคทเี รียปฏิปักษ์ B. subtilis ยับยัง้ การเจรญิ ของเส้นใยเช้ือรา F. solani
ที่มา : Zulfikar et al (2018)
56
ตารางท่ี 2 ความสามารถของแบคทเี รียปฏปิ ักษ์ Bacillus subtilis ในการปอ้ งกนั กาจัดโรคพชื
โรค เชือสาเหตุ
โรคกล้าเห่ียวของแอปเปล้ิ Fusarium sp.
โรคแข้งดาของยาสูบ Phytophthora nicotianae
โรคโคนเน่าดาของถ่วั Macrophomina sp., M. phaseolina
โรคเน่าระดบั ดินของพชื ผกั Sclerotium rolfsii
โรคเน่าสเี ทาของผักและผลไม้ Botrytis cinerea
โรคเน่าสีน้าตาลของพีท Monilinia laxa, M. fructicola, Rhizopus stolonifer
โรคใบจดุ ของผกั Alternaria alternata
โรคใบจุดซกิ าโทกาของกลว้ ย Mycosphaerella fijiensis
โรคใบด่างของมะเขอื เทศ Cucumber mosaic virus
โรคใบไหม้ของข้าวโพด Bipolaris maydis
โรคใบไหมข้ องพริก Phytophthora capsici
โรคผลจดุ ดา ผลร่วงของส้ม Phyllosticta citricarpa
โรคราเขยี วของเห็ด Trichoderma sp., T. harzianum
โรคลาต้นเนา่ ของเรพซีด Sclerotium sclerotiorum
โรคเห่ียวของข้าวสาลี Fusarium graminearum
โรคเห่ยี วของแตง Fusarium culmorum
โรคเหย่ี วของผักทเ่ี กิดจากเชื้อรา Fusarium graminearum, F. oxysporum
F. oxysporum f.sp. lycopersici
F. oxysporum f. sp. melonis,
F. solani, F. verticillioides.
โรคเหย่ี วของฝ้าย พืชผัก Verticillium dahliae
โรคเหยี่ วของมะเขอื เทศ พรกิ Ralstonia solanacearum
โรคไหม้ของขา้ ว Pyricularia grisea
โรคไหม้ของมะเขือเทศ Phytophthora infestans
โรคแอนแทรกโนสของพืช Colletotrichum gloeosporioides
ทีม่ า : ดดั แปลงจาก พรศลิ ป์ (2563)
4.7 การใช้แบคทีเรีย Bacillus เพื่อควบคุมโรคเห่ียวของพริก (Ralstonia solancearum)
ชีวภณั ฑ์ Bacillus subtilis สายพนั ธุ์ BS-DOA 24
ควบคุมโรคเห่ียวสาเหตุจาก แบคทีเรีย Ralstonia solanacearum ในพืชตระกูลมะเขือ
เช่น พริก มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะเขือยาว มันฝรั่ง และ พืชตระกูลขิง ได้แก่ ขิง ปทุมมา ขมิ้น
ไพล
วิธีการใชแ้ ละอตั ราใช้
- แชท่ อ่ นพันธุ์หรือเมลด็ : แชห่ ัวพนั ธุ์หรอื เมล็ด ในสารละลายชีวภณั ฑ์ BS สายพันธุ์ BS-DOA
24 อัตรา 50 กรมั ต่อนา้ 20 ลติ ร เป็นเวลา 30 นาที ผึ่งใหแ้ หง้ กอ่ นนาไปปลกู แปลงปลูก
57
- หลังปลูก ให้รดด้วยสารละลาย ชีวภัณฑ์ BS สายพันธ์ุ BS-DOA 24 อัตรา 50 กรัม ต่อน้า
20 ลติ ร รดให้ท่ัวแปลงทุก 30 วนั
ภาพที่ A ภาพที่ B
ภาพที่ C
ภาพที่ 17 (A) ชีวภณั ฑแ์ บคทีเรยี บาซลิ ลัส ซับทิลสิ สาหรับควบคมุ โรคเหี่ยวที่เกิดจากเช้ือแบคทเี รยี
(B) การแช่ท่อนพนั ธดุ์ ว้ ย บาซิลลัส ซับทิลสิ ก่อนปลกู
(C) การรดชีวภัณฑแ์ บคทเี รยี บาซิลลัส ซบั ทิลสิ หลังปลกู พืช
ทีม่ า : กรมวชิ าการเกษตร (2563)
58
4.8 การใช้แบคทีเรีย Bacillus เพ่ือควบคุมโรคแอนแทรกโนสของพริก (Colletotrichum sp.)
ภาพที่ A ภาพที่ B
ภาพท่ี 18 (A) แบคทีเรยี บาซิลลัส บนอาหารเล้ียงเช้อื
(B) แบคทีเรียบาซิลลสั ซบั ทิลิส ยับยง้ั การเจริญของเช้อื ราสาเหตโุ รคกุ้งแหง้ ของพริก
ทมี่ า : กรมวิชาการเกษตร (2563)
ภาพที่ 19 (ก) ชีวภัณฑ์บาซลิ ลสั ซับทิลสิ 20W33 ใชค้ วบคุมโรคแอนแทรคโนส (กุ้งแห้ง) พรกิ
ที่มา : กรมวิชาการเกษตร (2563)
วิธใี ช้ และอัตราใช้:
เช้ือแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส 40-50 กรัม/น้า 20 ลิตร ฉีดพ่นเม่ือเร่ิมพบ โรค และฉีดพ่น
ทุก 5 วัน (ประมาณ 4-5 ครั้ง)
59
4.9 แมลงศตั รูพรกิ ทีพ่ บในแปลงพรกิ
เพลยี ไฟพรกิ
ชอื่ วิทยาศาสตร์: Scirtothrips dorsalis Hood
วงศ์ : Thripidae
อนั ดบั : Thysanoptera
รูปรา่ งลักษณะและชีวประวตั ิ
เพลี้ยไฟพริกเป็นแมลงขนาดเล็ก ลาตัวแคบยาว มีความยาวประมาณ 1-2 มม. ตัวเต็มวัยมี
ปกี เรียวยาว 2 คู่ ปกี แตล่ ะข้างมขี นบางๆ ตวั ออ่ นมีลักษณะคล้ายตวั แกแ่ ตไ่ ม่มปี ีก ตัวเต็มวยั มีสีนา้ ตาล
อ่อนหรือฟางข้าว ส่วนตัวอ่อนสจี างกวา่ ทัง้ ตัวออ่ นและตัวเต็มวัยจะพบตามใต้ใบบริเวณยอดอ่อนและ
ในดอกที่บานแลว้ เพลย้ี ไฟมกั อยูร่ วมกันเปน็ กลุ่มชอบหากนิ บริเวณฐานดอกและข้ัวผลอ่อน ขณะท่ีหา
กินไม่ชอบเคล่ือนย้ายตัว และเม่ือมีการกระทบกระเทือนจะเคล่ือนไหวรวดเร็ว มีการขยายพันธุ์ท้ัง
แบบผสมพันธุ์และไม่ผสมพันธ์ุ ตัวเมียมีอายุประมาณ 15 วัน เมื่อได้รับการผสมจะออกไข่ได้ประมาณ
40 ฟอง ส่วนตัวเมียที่ไม่ผสมพันธ์ุออกไข่ได้ประมาณ 30 ฟอง วงจรชีวิตจากไข่ถึงตัวเต็มวัยประมาณ
15-20 วนั (ภาพท่ี 1)
ไข่ ตัวออ่ นระยะที่ 1 ตัวออ่ นระยะท่ี 2 ดักแด้ ตัวเต็มวัย
ภาพท่ี 20 วงจรชวี ติ ของเพล้ียไฟ (ระยะเวลา 37-60 วนั )
ท่ีมา: ไดนามคิ พันธพ์ุ ชื (2562)
ลักษณะการทาลาย
ตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟจะวางไข่ตามเส้นใบ เม่ือตัวอ่อนฟักออกจากไข่จะอาศัยดูดกินน้าเลี้ยง
จากส่วนของพืชเช่นเดียวกับตัวเต็มวัย มักจะพบอยู่โดยท่ัวไปบนต้นพืชโดยเฉพาะที่ใบ ดอก ผล
หรือส่วนท่ีอ่อนๆ ของต้นพริก ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทาลายใบพริกโดยดูดกินน้าเลี้ยงในใบอ่อน
หรอื ยอดออ่ น ทาใหใ้ บหรอื ยอดอ่อนหงิก และม้วนงอขึ้นดา้ นบนทงั้ สองข้าง ใบทีถ่ ูกทาลายจะเห็นเป็น
รอยสีน้าตาล ถ้าการระบาดรุนแรงพืชจะชะงักการเจริญเติบโต หรือ แห้งตายในที่สุด ถ้าเกิดกับใบ
อ่อนหรือยอดอ่อนก็จะทาให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก ขอบใบหงิกและม้วนงอข้ึนด้านบนท้ังสองข้าง ใบที่
ถูกทาลายมากจะเห็นเป็นรอยด้านสีน้าตาล ถ้าเกิดในระยะพริกกาลังออกดอกก็จะทาให้ดอกพริกร่วง
ถ้าระบาดในชว่ งพริกตดิ ผลแล้วจะทาให้รูปทรงของผลบดิ งอไม่ได้คุณภาพ หากเกิดการระบาดในช่วงที่
มอี ากาศแห้งแล้งอาจจะทาใหเ้ กิดความเสียหายมากกว่า 80 เปอรเ์ ซน็ ต์ (ภาพท่ี 2)
60
ใบหงิกและม้วนงอข้ึนด้านบน ผลพริกหงิกงอและด้าน
ภาพที่ 21 ลกั ษณะความเสียหายของพริกทเ่ี กดิ จากการทาลายของเพลีย้ ไฟ
การแพร่กระจายและฤดกู าลระบาด
เพลี้ยไฟระบาดมากในช่วงฤดูแล้ง หรือเมื่อฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน กระแสลมเป็นปัจจัยช่วย
ให้เพล้ียไห้แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเรว็
การป้องกนั และกาจัด
1) การให้นา้ แบบสปรงิ เกอรจ์ ะชว่ ยลดการระบาดของเพลี้ยไฟได้
2) หม่ันสารวจแปลงพริกโดยใช้วิธีเคาะยอดพริกกับกระดาษสีขาวจะทาให้เห็นตัวเพล้ียไฟได้
ง่ายขึ้น หากพบการทาลายท่ีบริเวณยอดหรือใบพริก หรือพบเพลี้ยไฟประมาณ 10 ตัวต่อยอด ให้รีบ
ทาการป้องกันกาจดั
3) เมอื่ พบการระบาดของเพลี้ยไฟควรฉดี พน่ ดว้ ยสารเคมีป้องกันกาจดั โดยฉดี พน่ ให้ท่วั ตามใต้
ใบ ซอกใบ ยอดอ่อน หรือในช่อดอก เนื่องจากเพล้ียไฟชอบหลบซ่อนอยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งในการ
ใช้สารเคมีป้องกันกาจัด ควรเลือกใช้ด้วยความรอบคอบ สาหรับสารเคมีท่ีมีประสิทธิภาพในการ
ป้องกันกาจัดเพลี้ยไฟ ได้แก่ ฟิโปรนิล อะบาเม็กติน คาร์โบซัลแฟน อิมิดาโคลพริด ไซเปอร์เมทริน
โฟซาโลน แลมบด์ าไซฮาโลทริน โดยใชใ้ นอัตราตามทฉี่ ลากแนะนา หรอื กรณีระบาดรุนแรง ใหพ้ ่นดว้ ย
สารฆา่ แมลง
61
- แลมปด์ า-ไซฮาโลทรนิ 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลติ รต่อน้า 20 ลิตร หรอื
- เฟนโพรพาทรนิ 10% อีซี อัตรา 30 มลิ ลิลติ รตอ่ นา้ 20 ลิตร
4) การบารุงพืชให้สมบูรณ์แข็งแรง โดยการกาจัดวัชพืช ให้น้าอย่างพอเพียง และใส่ปุ๋ยทาง
ดินหรือให้ปุ๋ยน้าทางใบจะช่วยให้ต้นพริกฟื้นจากการทาลายของเพล้ียไฟได้ดีข้ึน (ษศิวรรณ เรื่อศรี
จนั ทร์, 2558)
ไรขาว
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Polyphagotarsonemus latus (Banks)
ชอ่ื สามัญ Broad mite
วงค์ Tarsonemidae
อนั ดบั Trombidiformes
รปู ร่างลกั ษณะและชวี ประวตั ิ
1) ตัวเมีย มีรูปร่างค่อนข้างกลมหลังโค้งนูน ความยาวของลาตัวโดยเฉลี่ย 201.94 ไมครอน
กว้าง โดบเฉล่ีย 127.0 ไมครอน ตัวเต็มวัยมีผิวของลาตัวใสเป็นมันคล้ายหยดน้ามัน (ตัวอ่อนมีสีขาว
ขุน) กลางหลังมีแถบสีขาวรูปตัว Y โป่งพองออกคล้ายกระบองข้างละ 1 เส้น ส่วนโคนของเส้นขนมี
ลักษณะเป็นก้านเล็กฝังอยู่ในร่องขนด้านท้องถัดจากขา 2 คู่แรกมาถึงส่วนท้ายของลาตัว
(hysterosome) มีขน 6 คู่ เรียงถัดกันลงมาตามความยาวของลาตัว เล็บ (claw) ที่ปลายปล้อง
tarsus ของขาคู่ท่ี 3 หดหายไปเหลือแต่ empodium ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นกลมติดอยู่ท่ีปลายสุดของ
tarsus คทู่ ี่ 4 มขี นยาวติดอยู่ทป่ี ลายขา 2 เสน้
2) ตัวผู้ ลักษณะกว้างตรงก่ึงกลางลาตัว และค่อยๆ เรียวแหลมไปทางด้านหัวและท้าย
ความยาวของลาตัวโดยเฉล่ีย 174.67 ไมครอน กว้าง โดยเฉลี่ย 93.34 ไมครอน บริเวณ coax และ
femur ของขาคู่ที่ 4 ของไรชนดิ นม้ี ขี นาดใหญ่และแขง็ แรง ibia และ tarsus จะเชื่อมตดิ กนั เปน็ ปล้อง
เดียวและมีรูปร่างเรียวเล็กมี tactile setae ยาวติดอยู่ 1 เส้นปลายสุดของ tibiotarsus ของขาคู่ที่ 4
ไม่มีเล็บแหลมเหมอื นไรขาวชนดิ อื่น แตจ่ ะมีตมุ่ เล็ก ๆ คลา้ ยกระดมุ (botton like) ติดอยู่
วงจรชีวติ ซองไรขาวพริก
ไรขาวพริกมีซีพจักรสั้น ระยะไข่-ตัวเต็มวัยกินเวลานาน 4-5 วัน ไข่ของไรขาวพริกมีสีขาวใส
ลักษณะเป็นรูปไข่ผิวของไข่ด้านบนมีจุดเล็กๆสีขาวขุ่นคล้ายฟองอากาศเรียงกันเป็นแถวพาดตามแนว
ยาวของไขป่ ระมาณ 5-6 แถว ไขเ่ ม่อื ใกล้ฟักจะมสี ขี าวขุน่ ตัวอ่อนระยะที่ 1 มีขา 6 ขา ลาตัวมสี ขี าวขุน่
หัวท้ายแหลมการเจริญเติบโตของไข่ระยะท่ี 1 นานประมาณ 1 วัน ตัวอ่อนเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะ
หยุดน่ิงอยู่กับท่ีเหมือนการเข้าดักแด้ในแมลง และมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวเต็มวัยภายใต้ผนังลาตัว
ของตัวอ่อนที่เกาะนิ่งอยู่กับที่นี้จริยา (2519) ได้ศึกษาชีพจักรของไรชนิดน้ีพบว่าตัวเต็มวัยเพศเมียใช้
เวลาประมาณ 0.74 วันจึงออกจากดักแด้และมีอายุอยู่ได้นานประมาณ 9 วันเศษ ส่วนตัวผู้น้ีใช้เวลา
ประมาณไมถ่ ึง 1 วนั กอ็ อกเปน็ ตวั เต็มวยั และมอี ายุอยูไ่ ด้นานเฉล่ยี 6 วันเศษ (ภาพท่ี 23)
ลักษณะการทาลาย
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้าเล้ียงจากตาดอกและยอดอ่อนทาให้ใบอ่อนของต้นพริกหงิก
ขอบใบม้วนงอลงด้านล่างทาให้ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาวงอ บิดเบ้ียว หรือแตกเป็นฝอยได้
ต้นพืชแคระแกรน ชะงักการเจริญเติบโต อาการขั้นรุนแรงจะพบว่าส่วนยอดหงิกเป็นฝอยและมีสี
นา้ ตาลแดง ไรขาวพรกิ มักระบาดในช่วงท่ีมอี ากาศช้ืนฝนตกพราๆ ตลอดเวลา (ภาพที่ 24)
62
ภาพท่ี 22 ลกั ษณะท่วั ไปของไรขาว
ภาพท่ี 23 ลกั ษณะความเสยี หายทเี่ กิดจากการทาลายของไรขาว
เขตแพรก่ ระจายและฤดูกาลระบาด
เพศเมียและตัวอ่อนของไรชนิดน้ีมีนิสัยชอนอยู่กับที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ตัวผู้จะทาหน้าที่พา
ดักแด้ตัวเมียและตัวอ่อนเคล่ือนย้ายจากใบแก่ไปยังยอดและใบอ่อน เพื่อหาที่ดูดกินใหม่ต่อไป ไรขาว
พริกจะขยายพันธุ์และระบาดทาความเสียหายให้กับพริกมากในระยะท่ีฝนตกชุก พบระบาดทาลาย
พรกิ ในทุกแหลง่ ปลูกของประเทศไทย
การปอ้ งกันกาจัด
1) ควรตรวจดูต้นพริกท่ีปลกู ทุกๆ 7 วันโดยเฉพาะในชว่ งฤดูฝน ซึ่งเป็นระยะที่พริกกาลังแตก
ใบอ่อนถ้าสังเกตเห็นพริกเร่ิมแสดงอาการใบหรือยอดหงิกให้ใช้กามะถันผง (Ecosulf 80% WP หรือ
Thiovit 80% WP) อัตรา 60-80 กรัมต่อน้า 20 ลิตรพ่นตรงบริเวณท่ีเกิดการระบาดและบริเวณ
ใกล้เคียงโดยพ่น 2 ครั้งห่างกัน 3 วัน และพ่นซ้าเม่ือพบการระบาด (ไม่ควรพ่นในเวลาแดดจัดเพราะ
จะทาให้เกดิ อาการใบไหมไ้ ด้)
2) ถ้าพบในระยะที่ไรระบาดมากแล้วควรใช้ amitraz (Mitac 20% EC) อัตรา 40-60 มล.
ตอ่ นา้ 20 ลติ รพ่น 2 ครั้งหา่ งกนั 5-7 วนั และพ่นซา้ หากพบวา่ ยงั มไี รระบาด
3) กรณีพริกที่ปลูกแบบสวนครัวหลังบ้านการเด็ดยอดท่ีหงิกไปทาลายเสียจะช่วยลดการ
ระบาดของไรขาวได้บา้ ง (ฐานขอ้ มลู พันธุกรรมพืชสวน, 2557)
63
แมลงวันทองพริก
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Bactrocera latifrons (Handel)
ชอ่ื สามญั solanum fruit fly
วงศ์ Tephritida
อนั ดบั Diptera
แมลงวันผลไม้ในพริกเป็นศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร มีเขต
แพร่กระจายทว่ั ไป ในประเทศไทย มีพืชอาหาร 17 ชนดิ ทสี่ าคญั คอื พชื ตระกลู มะเขือ (Solanaceae)
เชน่ พริกขีห้ นู พริกช้ีฟา้ มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือพวง มะแวง้ ต้น มะแว้งเครอื ยี่เขง่
รูปรา่ งลกั ษณะและชีวประวัติ
จากไข่ถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลา 23 – 25 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียจะใช้อวัยวะวางไข่ที่แหลม
และแข็งแรงแทงลงไปในเน้ือเยือ่ พืชลกึ 0.5 – 1)0 มิลลเิ มตร เพอ่ื วางไข่ ระยะไข่ ใช้เวลา 2 – 3 วนั ไข่
มีรปู รา่ งยาวรี สขี าวข่นุ ผวิ เปน็ มัน สะท้อนแสง เมอ่ื ใกล้ฟักสจี ะเขม้ ข้นึ ระยะหนอน มี 3 ระยะ ใช้
เวลา 8 – 10 วันลักษณะของ ตัวหนอนส่วนหัว มีปากเป็นตะขอแข็งสีดาหนึ่งคู่ เรียกว่า “mouth
hook” ซึ่งเป็นอวัยวะของหนอนที่ชอนไชกินเนื้อภายในผลและ ดีดกระเด็นไปได้ไกล ช่วยในการหาที่
เหมาะสมในการเข้าดักแด้ ระยะดักแด้ ใช้เวลา 11 -14 วัน หนอนจะเข้าดักแด้ในดิน ดักแด้มีรูปร่าง
กลมรี คล้ายถังเบียร์ ไม่เคลื่อนไหว ระยะแรกมีสีขาว แล้วค่อยๆเปล่ียนเป็นสีน้าตาล และมีสีเข้มขึ้น
เรื่อยๆ จากนั้นจะฟักออกเป็นตัวเต็มวัย ซ่ึงมีอายุเฉลี่ย 77 – 183 วัน ตัวเต็มวัยมีปีกบางใส สะท้อน
แสง และมแี ถบสเี หลอื งที่ส่วนอก จึงเรยี กว่า “แมลงวันทอง (ภาพที่ 24)
ตวั เต็ม ไข่ หนอน
วัย
ดักแด้
ภาพที่ 24 วงจรชีวติ ของแมลงวนั ทองพรกิ
ลักษณะการทาลาย
ตัวเต็มวัยเพศเมียเข้าทาลายพริกในระยะท่ีพริกติดผลจนถึงเก็บเก่ียว โดยวางไข่ลงไปในผล
พริกโดยใช้อวยั วะวางไขแ่ ทงเข้าไป เมือ่ ฟกั ออกเป็นตัวหนอนก็จะชอนไชกนิ ไส้ในพริก ในระยะแรกจะ
สังเกตได้ยาก จะพบเพียงอาการช้าบริเวณใต้ผิวเปลือก เม่ือหนอนโตข้ึนเร่ือยๆ ทาให้ผลเน่าและมีน้า
64
ไหลเยิ้มออกทางรูท่ีมีหนอนเจาะออกมาเพื่อเข้าดักแด้ในดิน รอยแผลที่เกิดจาการวางไข่ยังมีผลให้
เช้ือจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืชเข้าทาลายต่อ ทาให้ผลพริกเน่า และร่วงหล่นก่อนระยะเก็บเกี่ยวหากไม่มี
การป้องกันหรือควบคุมความเสียหายท่ีเกิดขึ้นจาก การทาลายอาจรุนแรงมากถึง 100 เปอร์เซ็นต์
(ภาพท่ี 26)
แมลงวนั พรกิ วางไขพ่ ริก รอยแผลจากการวางไข่บนผลพรกิ หนอนแมลงวนั ผลพริกในผลพรกิ
ภาพท่ี 25 ความเสยี หายของพริกทเ่ี กดิ จากการทาลายของแมลงวนั ทอง
การสารวจ
สุ่มสารวจพริกจานวน 100 ต้น/ไร่ ทุกๆสัปดาห์ โดยการตรวจนับจานวนผลพริกท่ีถูกทาลาย
หากพบผลพริกถูกทาลายมากกวา่ 10 เปอร์เซ็นต์ ให้ทาการปอ้ งกันกาจดั
ศัตรูธรรมชาติ ตัวห้า : ได้แก่ มดคันไฟ ตัวเบียน : แตนเบียนหนอน Diachasmimorpha
longicaudata (Ashmead) แตนเบียนไข่ Fopius arisanus (sonan)
การปอ้ งกนั กาจัด
1) การเขตกรรม เช่น ทาความสะอาดแปลงปลูก โดยการเก็บผลพริกท่ีร่วงหล่นไปทาลาย
เพื่อลดแหลง่ เพาะพันธข์ุ องแมลงวันผลไมใ้ นพริก หรือทาลายพชื อาศัยท่ีอยรู่ อบๆแปลงปลกู พริก
2) การใช้น้ามันปิโตรเลียม ได้แก่ ดีซี ตรอน พลัส 83)9% EC หรือ เอส เค 83.9% EC หรือ
ซนั สเปรย์ อลั ตา้ ฟรายด์ 83.9% EC อัตรา 60 มลิ ลลิ ิตร/นา้ 20 ลิตร
3) การใช้สารชีวภัณฑ์ในการปอ้ งกันกาจดั เช่น เชื้อราบิวเวอรเ์ รยี เชื้อราเมตตาไรเซียม
4) การใช้สารฆ่าแมลงท่ีมีประสิทธิภาพ ได้แก่ มาลาไธออน (มาลาเฟส 57% EC) อัตรา 50
มิลลลิ ิตร/น้า 20 ลิตร เน่ืองจากตัวหนอนอาศยั อยู่ในผลพรกิ โอกาสน้อยมากท่ีสารเคมี จะถูกตัวหนอน
โดยตรง และทาให้หนอนตาย จึงควรใชต้ ง้ั แต่พืชออกดอกเพื่อไม่ให้ตวั เต็มวัยมาวางไข่บนผลพริก โดย
ฉีดพ่นใหท้ ่วั ตน้ พชื ทกุ 7 วัน และเวน้ ระยะก่อนการเกบ็ เกย่ี วผลผลิตอย่างน้อย 7 วนั
5) การใช้สารล่อ
(1) การใช้สารล่อแมลงวันผลไม้ตัวผู้ คือ สารลาติ-ลัวร์ (liti-lure) สารเคมีในกลุ่ม
α-ionone และ α-ionol ทุกชนิด
(2) การใช้เหยื่อโปรตีน โดยการใช้ยีสต์โปรตีนออโตไลเสท (Protein autolysate)
ผสมกับสารเคมี กาจัดแมลงมาเป็นเหยื่อล่อแมลงวันพริก โดยใช้ยีสท์ฌปรตีนออโตไลเสท 800 ซีซี.
ผสมสารเคมมาลาไธออน 83% EC จานวน 280 ซีซี. ผสมน้า 20 ลิตร พ่นเป็นจุดๆ วิธีน้ีได้ผลดี
เนือ่ งจาก ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ย ในการใชส้ ารเคมี คา่ แรงงาน แล้วยังลดพิษของสารเคมที ม่ี ีต่อ แมลงผสม
เกสร และตัวห้า ตัวเบียน สารนี้สามารถดึงดูดแมลงวันพริกตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งช่วยลดการเข้าทาลาย
ของแมลงวันพรกิ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี (วินิต และ จุฑาทิพย์, 2558)
65
กจิ กรรมท่ี 3 : การจดั การพรกิ สดดว้ ยกระบวนการทาแหง้ ผลผลติ
- การออกแบบเคร่ืองอบแห้งฟลูอิดไดซ์เบดสาหรับการอบแห้งพริก โดยพัฒนาจากองค์
ความรแู้ ละงานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ งเพ่ือใหส้ ามารถใชง้ านไดจ้ ริงกับพนั ธพุ์ ริกที่ทางทีมนักวิจัยได้พฒั นาขนึ้
- สร้างเคร่อื งอบแห้งฟลูอดิ ไดซเ์ บดสาหรับการอบแห้งพริก
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีการอบแห้งพริกด้วยเคร่ืองอบแห้งท่ีพัฒนาข้ึน เช่น วิธีการใช้งาน
การกาหนดอุณหภูมิท่ีเหมาะสมในการอบแห้ง การเตรียมวัตถุดิบก่อนการอบแห้ง การบารุงรักษา
เครื่องอบแหง้ ขอ้ ควรระวงั ในการใชง้ านเคร่ืองอบแหง้
- การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เก่ียวข้องกับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับ
การใช้งานเครือ่ งอบแห้งที่พัฒนาข้ึน
ขันดาเนินการ
1) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับกระบวนการการการจัดการพริกสดด้วยกระบวนการทา
แหง้ ผลผลติ เพ่อื เพม่ิ ผลผลติ ลดต้นทนุ และเพ่มิ กาไร
2) ประเมินผลการดาเนินงาน
ผลการดาเนนิ งาน
การออกแบบและสร้างเครอ่ื งอบแห้งฟลูอดิ ไดซเ์ บดสาหรบั การอบแห้งพรกิ
ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่มีโครงสร้างเป็นรูพรุน ซึ่งสามารถแบ่งอัตราการอบแห้งเป็น
2 ช่วง คือ ช่วงแรกขณะมีความชืน้ สูง อตั ราการอบแห้งจะคงท่ี เมอื่ วสั ดุมคี วามชนื้ ต่าลงจนถึงความชื้น
วกิ ฤตนิ า้ ภายในวัสดุจะเคล่ือนที่มายังผวิ วสั ดุในสถานะของเหลวหรือไอน้าแล้วระเหยออกไปยังกระแส
อากาศทาใหอ้ ตั ราการอบแหง้ ลดลง
เทคโนโลยีการอบแห้งมีขั้นตอนและกระบวนกรที่ไม่สลับซับซ้อน แต่การวางแผนการ
ดาเนินการอบแห้งภายใต้สภาวะ ชนิดของเคร่ืองอบแห้ง และเง่ือนไขท่ีกาหนดเป็นส่ิงสาคัญ ซึ่งจะทา
ให้เกษตรกรและกลุ่มผู้แปรรูปพริกแห้งทราบถึงข้อมูลและกระบวนการที่เก่ียวข้องและสาคัญในการ
จัดการผลผลติ พริกแห้ง สาหรบั การออกแบบและสร้างเครอื่ งอบแห้งมขี น้ั ตอนการดาเนินการดังนี้
1) เงอ่ื นไขในการออกแบบเครือ่ งอบแหง้ ฟลูอดิ ไดซ์เบดสาหรบั การอบแห้งพรกิ
- ขนาดพน้ื ทข่ี องห้องอบแห้งมคี วามกว้าง 0.7 m และ ยาว 2.2
- ความชน้ื เร่มิ ตน้ ของพริก 27% ฐานเปียก
- ความช้ืนสุดทา้ ยของพรกิ 10% ฐานแห้ง
- อุณหภูมิของอากาศรอ้ นที่ใช้ในการอบแห้งสูงสุด 80C
- ความสูงของเบดในห้องอบแหง้ 0.3 m
66
ภาพท่ี 26 หอ้ งอบแหง้
ภาพที่ 27 อุปกรณ์ให้กาเนดิ ความรอ้ น
67
ภาพที่ 28 เครื่องอบแหง้ ผลูอิดไดซเบดสาหรับการอบแหง้ พรกิ ทตี่ ิดต้งั แล้วเสร็จ
2) การคานวณหาปริมาณความช้ืนเร่ิมต้นของพริก โดยการนาพริกจานวน 5 g ใส่ในถ้วย
อลูมิเนียมขนาด 29.57 ml นาไปอบด้วยตู้อบแห้งลมร้อน (ULM 500, Memmert GmbH+Co.KG,
Schwabach, Germany) ท่ีอุณหภูมิ105±2˚C เป็นเวลา 24 h (AOAC, 2005) จากนั้นนามาชั่ง
น้าหนักด้วยเครื่องชั่งระบบดิจิตอล 4 ตาแหน่ง นาข้อมูลผลต่างของน้าหนักก่อนและหลังการอบแห้ง
มาคานวณหาคา่ ความชนื้
3) การทดลองเบื้องต้นสาหรับใชเ้ ปน็ ข้อมูลเพื่อหาสภาวะท่ีเหมาะสมสาหรบั การอบแห้งพรกิ
เพ่ือถ่ายทอดให้กับเกษตรกรนาไปใช้ โดยมีข้ันตอนในการดาเนินการทดลองคือ นาพริกสดที่ผ่าน
กระบวนการคัดแยกและทาความสะอาดแล้วมาอบแห้งด้วยเครื่องอบแห้งที่พัฒนาขึ้นท่ีอุณหภูมิ
60, 70 และ 80˚C ความเร็วของลมร้อนที่ออกจากพัดลมแบบใบพัดโค้งหลัง 12 m/s โดยบรรจุพริก
ในห้องอบแห้งจานวน 50 kg ทาการอบแห้งจนกระท่ังความช้ืนสุดท้ายเท่ากับ 0.10 g water/g dry
matter (10% ฐานแห้ง) ประเมินคุณภาพของพริกแห้ง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสี และ อัตราการ
สิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะ จากการทดลองนี้ผู้วิจัยสามารถเลือกสภาวะท่ีเหมาะสมของการอบแห้ง
พริกอ้างองิ ได้
4) ผลการวเิ คราะห์สภาวะการอบแหง้ พรกิ ทอี่ บแห้งดว้ ยเครื่องอบแห้งฟลอู ิดไดซ์เบด
นาตัวอยา่ งจากการทดลองอบแหง้ ดว้ ยสภาวะทก่ี าหนดข้ึน ทาการวิเคราะหข์ ้อมลู การทดลอง
อบแห้งเพชรสังฆาตโดยใชก้ ารวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ด้วยการ
ออกแบบการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ นาเสนอข้อมูลการทดลองโดยใช้ค่าเฉล่ีย (Mean) และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ทดสอบความแตกต่างระหว่างสิ่งทดลองที่ระดับความ
เช่ือม่ัน 95% พบว่าท่ีอุณหภูมิ 80 ˚C มีความเหมาะสมในการอบแห้งพริกมากที่สุดเนื่องจากใช้เวลา
ในการอบแห้งน้อยที่สุดคือ 3.5 hr การทดลองด้านสมบัติทางด้านคุณภาพ ได้แก่ ค่าความเป็นสีเขียว
(a) ซึ่งพบว่าอุณหภูมิในการอบแห้งที่ต่างกันไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
68
นอกจากน้ันพบว่าค่าพลังงานท่ีต้องการในการอบแห้งพริกในรูปแบบของพลังงานที่ต้องการใช้เพ่ือ
ระเหยน้า 1 kg ออกจากพริกหรืออัตราความส้ินเปลืองพลังงานจาเพาะ จากการทดลองนี้พบว่าเมื่อ
ระดับอุณหภูมิท่ีใช้ในการอบแห้งแตกต่างกันความสิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะจะแตกต่างกันอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยเม่อื ทาการอบแห้งที่ระดบั อณุ หภูมติ ่า (60˚C) จะมคี ่าความส้ินเปลือง
พลังงานจาเพาะสูงท่ีสุดโดยเฉพาะเม่ือเปรียบเทียบกับการใช้อุณหภูมิอบแห้งที่ระดับสูง (80˚C)
ซ่ึงพบว่ามีค่าความส้ินเปลืองพลังงานจาเพาะน้อยท่ีสุด นอกจากน้ีเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง
ความสิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะกับอุณหภูมิที่ใช้ในการอบแห้งจะพบว่ามีความสัมพันธ์ในเชิงลบนั่นก็
คือเมื่อทาการอบแห้งด้วยอุณหภูมิที่ต่าค่าความส้ินเปลืองพลังงานจาเพาะมากกว่าการอบแห้งด้วย
อุณหภูมิท่ีสูงกว่า ในทางตรงกันข้ามจะมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับเวลาที่ใช้ในการอบแห้งกล่าวคือ
ความส้ินเปลืองพลังงานจาเพาะจะลดน้อยลงตามเวลาท่ีใช้ในการอบแห้งท่ีน้อยลงด้วย โดยที่การ
อบแห้งทอี่ ณุ หภมู ิ 80˚C จะใช้ก๊าซ LPG ซึง่ เปน็ เชือ้ เพลิงในการใหค้ วามรอ้ นท่ี 6.5 kg
จากการทดลองอบแห้งพริกดว้ ยเครื่องอบแหง้ ฟลูอดิ ไดซ์เบดด้วยสภาวะการอบแห้งท่กี าหนด
ขึ้นทาให้ทราบถึงข้อมูลซึ่งเป็นแนวทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการอบแห้งท่ี
เหมาะสม
5) การประชุมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งมอบเคร่ืองอบแห้งฟลูอิดไดซ์เบิดสาหรับการ
อบแหง้ พรกิ
ภาพที่ 29 การประชุมเพอื่ ถ่ายทอดองค์ความร้แู ละสง่ มอบเครื่องอบแหง้ ฟลูอิดไดซเ์ บิดสาหรบั การ
อบแหง้ พรกิ
กิจกรรมที่ 4 : การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกพริกเพ่ือการผลิตตามความต้องการของตลาด
การประชุมภาคีเครือข่ายผู้ปลูกพริก เพ่ือการวางแผนการจัดการการดาเนินการตามแผน ประกอบด้วย
พื้นท่ีกลุ่มเป้าหมายเกษตรผู้ปลูกพริกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรอาเภอปากพนัง โครงการ
พระราชดารฯิ เป็นตน้ ซงึ่ มขี ้นั ตอนการดาเนนิ งาน
ขันดาเนนิ การ
69
1) จัดประชุมเพ่ือรับฟังความคิดเห็นจากภาคี กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในพ้ืนท่ี
เพอื่ รวบรวม รบั ฟงั ความคดิ เห็น และข้อเสนอแนะแนวทางการดาเนินงาน รวมทง้ั ความคาดหวังและ
ตอ้ งการในประเดน็ เกีย่ วกบั องค์ความรทู้ ่ีจะดาเนินการถ่ายทอด
2) ปรับปรุง วิธีการ ข้อมูล และเคร่ืองมือที่ใช้ในการดาเนินงาน ตามข้อเสนอจากการประชมุ
การรับฟงั ความคิดเห็นจากภาคี หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
3) ดาเนินการจดั กจิ กรรมจริงในพืน้ ที่
4) ถอดบทเรียน ประเมนิ ผลการดาเนินงาน
ผลการดาเนนิ งานและการวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากการดาเนินงาน
พื้นที่ลุ่มน้ำปำกพนังครอบคลุมใน 5 อ้ำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมรำช ได้แก่ หัวไทร
เชียรใหญ่ ปำกพนัง เฉลิมพระเกียรติ และชะอวด เป็นแหล่งผลิตพริกเพ่ือกำรส่งออกท่ีส้ำคัญของ
ภำคใต้ โดยเฉพำะกำรส่งออกพริกช้ีฟ้ำหรือพริกเขียว ไปยังตลำดหลักส้ำคัญในประเทศมำเลเซียและ
สิงคโปร์ แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีเพำะปลูกพริกส่งออกแหล่งส้ำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ แต่เกษตรกรผู้
ปลูกประสบปัญหำรำคำพริกตกต่้ำและปัญหำโรคพริกท่ีเกิดจำกเชื้อรำและเชอื้ แบคทีเรียที่มีสำเหตมุ ำ
จำกพ้ืนท่ีเพำะปลูกมีฝนตกเกือบทุกวัน เกษตรกรปลูกระยะชิดท้ำให้กำรแพร่กระจำยของโรคและ
แมลงเปน็ ไปอย่ำงรวดเร็ว ประกอบกับรำคำซ้ือขำยพริกมักถูกกำ้ หนดโดยกลุ่มผูร้ วบรวมท้องถน่ิ และผู้
สง่ ออกเปน็ หลกั สง่ ผลให้เกษตรกรขำดทนุ และไดร้ บั ควำมเดอื ดร้อนเป็นอยำ่ งมำก
ผลจำกกำรด้ำเนินงำนของโครงกำร ได้จัดกระบวนกำรเรียนรู้กำรจัดกำรผลิตพริกปลอดภัย
และกำรปรับใช้เทคโนโลยีกำรผลิตพริกตำมระบบมำตรำฐำนเกษตรปลอดภัย (GAP) ที่มีควำม
สอดคล้องกับตลำด รวมถึงกำรแลกเปล่ียนข้อมูลข่ำวสำรเหตุกำรณ์ท้ังในด้ำนกำรผลิต กำรตลำด
ควำมเสย่ี งตำ่ ง ๆ รวมไปถึงควำมตอ้ งกำรของตลำด
นอกจำกนี้โครงกำรฯ ยังได้เชื่อมโยงผู้ปลูกเข้ำกับกำรท้ำงำนร่วมกับหน่วยงำนภำครัฐ
ภำควิชำกำร องค์กำรปกครองส่วนท้องถ่ินในพื้นท่ี ในกำรขยำยพ้ืนท่ีปลูกพริกปลอดภัย กำรแก้ไข
ปัญหำระบบผลิตและระบบตลำดพริกอย่ำงเป็นระบบ รวมถึงกำรส่งเสริมและสนับสนุนตลำดพริก
ส่งออก ซึ่งช่วยสร้ำงงำนและสร้ำงคนในพ้ืนท่ีให้มีรำยได้จำกกำรคัดพริกส่งออกเสริมสร้ำงควำม
เข้มแข็งของเครือข่ำยเกษตรกรกรทั้งในด้ำนกำรผลิตและกำรต่อรองรำคำกับพ่อค้ำและผู้ส่งออกพริก
และเพื่อแก้ปัญหำรำคำพรกิ ตกต่้ำ
ระบบผลติ ของเกษตรกร
จำกผลกำรวิเครำะห์พ้ืนท่ี ท้ำให้ทรำบถึงสภำพกำรด้ำรงชีพของเกษตกรในเขตนิเวศเกษตร
ต่ำงๆ เนื่องจำกอำชีพส่วนใหญ่ของเกษตรกรในพื้นท่ีเป็นกำรท้ำนำ ในขณะที่กำรปลูกพืชผักรวมทั้ง
กำรปลูกพริกในปัจจุบัน เป็นวิถีกำรผลิตท่ีมีกำรเปลี่ยนแปลงตำมสถำนกำรณ์ของพื้นที่ กล่ำวคือเป็น
วิถีกำรผลิตท่ีมีกำรเปล่ียนแปลงเม่ือมีกำรพัฒนำระบบชลประทำน รวมท้ังลักษณะกำรต้ังถ่ินฐำนท่ี
เปล่ยี นแปลงไป ทำ้ ใหก้ ำรปลูกพชื ตำมแตล่ ะช่วงเวลำมีกำรปลูกท่ีมำกขนึ้ ทัง้ นีก้ ำรปลกู พริกก็เป็นวิถีที่
มีกำรปลูกตำมช่วงระยะเวลำหลังจำกหน้ำฝนเป็นส้ำคัญ (พิจำรณำจำกหัวข้อวิถีกำรผลิตพริกในพ้ืนท่ี
70
เป้ำหมำย) กำรวิเครำะห์ควำมเป็นไปได้ในกำรวำงแผนพัฒนำควำมเป็นอยู่โดยค้ำนึงถึงรปู แบบวถิ ีกำร
ด้ำรงชีพ คอื เกษตรกรสำมำรถอยู่ได้โดยไมต่ ้องออกไปประกอบอำชพี อ่ืน ท้ังนดี้ งั เช่นทที่ รำบกันอย่แู ล้ว
วำ่ พนื้ ที่ท่ีท้ำนำนำ้ ฝน หำกไมม่ กี ำรชลประทำนนน้ั เกษตรกรจะท้ำนำเพียงคร้ังเดียว โดยในชว่ งฤดูแล้ง
และช่วงท่ีข้ำวอยู่ในนำก่อนเก็บเก่ียว เกษตรกรจะประกอบอำชีพอื่นเพื่อเป็นรำยได้ของครอบครัว
หำกไม่มีงำนพ้นื ท่ีรองรับก็จะออกจำกพ้นื ท่ีไปทำ้ งำนที่อน่ื ทงั้ น้ีเนอ่ื งจำกรำยได้จำกกำรท้ำนำครงั้ เดียว
และเพียงอย่ำงเดียวนั้นไม่สำมำรถจะเล้ียงครอบครัวและพัฒนำชีวิตควำมเป็นอยู่ให้ดีข้ึน ลักษณะ
ดังกล่ำวนี้ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ละท้ิงไร่นำไปประกอบอำชีพอ่ืนมำกข้ึน ซึ่งเป็นแนวโน้มต่อควำมม่ันคง
ของพื้นที่ในอนำคต ท่ีจ้ำเป็นต้องด้ำเนินกำรหำทำงป้องกันโดยเรง่ ด่วน พื้นท่ีแถบสทิงพระ ลุ่มน้ำปำก
พนังและคำบสมุทรสทิงพระมีวิถีกำรผลิตดังกล่ำวอยู่เป็นบริเวณกว้ำง จึงเป็นกำรสมควรอย่ำงยิ่งที่จะ
หำรูปแบบกำรพัฒนำท่ีเหมำะสมเพื่อยกระดับฐำนะควำมเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ให้ดีข้ึน และมี
ควำมม่นั คงต่อไป
การแบง่ เขตนิเวศเกษตร
จำกข้อมูลทำงกำยภำพของพ้ืนที่ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะดิน พืชพรรณธรรมชำติ
พืชพรรณปลูก และกำรใช้ที่ดิน สำมำรถน้ำมำวิเครำะห์และแบ่งเขตนิเวศเกษตรโดยภำพรวม ได้ 4
เขตใหญ่ ๆ คือ เขต 1 พื้นท่ีพรุ เขต 2 พื้นที่ดอนเชิงเขำ เขต 3 พื้นท่ีนำ ประกอบด้วย 3.1 น้ำไม่ท่วม
ในฤดฝู น 3.2 น้ำทว่ มในฤดูฝน และเขตท่ี 4 พ้ืนทภ่ี ูเขำ และลักษณะทสี่ ้ำคัญของแต่ละเขตได้บรรยำย
ไว้ในตำรำงที่ 1 ซึง่ จะเห็นได้ว่ำในแตล่ ะเขตน้นั มีผลอย่ำงมำกต่อลกั ษณะกำรใชท้ ่ีดนิ หรอื กำรประกอบ
อำชีพและจ้ำนวนประชำกรในพ้ืนท่ี และควำมสัมพันธ์ดังกล่ำงน้ีสำมำรถน้ำมำวินิจฉัยประเด็นส้ำคัญ
ท้ังในลักษณะของศกั ยภำพ และขอ้ จ้ำกัดต่ำงๆ เพอื่ จะนำ้ ไปใช้ประโยชน์ในกำรพจิ ำรณำ กำรวำงแผน
โครงกำรพฒั นำตำ่ ง ๆ ต่อไป
ตำรำงท่ี 3 กำรแบ่งเขตนเิ วศเกษตรและลักษณะส้ำคัญของแตล่ ะเขตโดยภำพรวมของพ
เขต % ของ ชดุ ดนิ และลักษณะสาคญั ของ พชื พรรณ
นิเวศเกษตร พ้ืนท่ี พนื้ ท่ี
เขต 1 20% มีสภำพเป็นกรดจัด เป็นพื้นท่ีลุ่ม เสม็ด, กระจูดหนูบ
พน้ื ทพ่ี รุ น้ำขงั ตลอดปี
เขต 2 25% มีสภำพพื้นที่ดอนเชิงเขำ ดินมี พื้นท่ีป่ำเสื่อมโทร
พ้ืนที่ดอนเชิง
เขำ สภำพเปน็ กรด ยำงพำรำ ปำล์ม
เขต 3 50%
พื้นที่นำ : พรกิ
3.1 น้ำไม่ท่วม
ในฤดฝู น พื้นท่ีนำน้ำไม่ท่วมหรือในเวลำส้ัน ท้ำนำหว่ำน มีต้นต
3.2 นำ้ ท่วม ในฤดูฝน พันธ์ุข้ำวพันธุ์เบำ
ปลกู ผักชนดิ อ่ืนๆ
พื้นที่นำเป็นลุ่มน้ำท่วมขังในฤดฝู น ท้ำนำหว่ำนส่วใหญ
นำนกวำ่ เขต 3.1 อำยุยำว (พันธ์ุหน
ไร่นำสวนผสม
เขต 4 5% พื้นทท่ี ่มี คี วำมลำดขนั สงู เป็นปำ่ เส่ือมโทรม
พนื้ ทภี่ ูเขำ
71
พืน้ ท่ี ลกั ษณะอ่ืนๆ
ณธรรมชาตแิ ละการใช้ท่ีดนิ
บริเวณร่องพรุ มีกำรท้ำนำไม่มำก พ้ืนที่บริเวณพรุมีกำรเปล่ียนแปลง
น้อย แต่มีกำรตั้งบ้ำนเรือนเก่ำ
บริเวณรอบพรุ
รม มีไม้ยำงขึ้นประปรำย มีกำรปลูก มีกำรเปลี่ยนแปลงพ้ืนที่ โดยกำร
มะพร้ำว ไม้ผล เล้ียงสัตว์ รวมถึง ปลูกสวนยำง ปำล์ม ไมผ้ ล มำกข้นึ
ตำลโตนดขึ้นอยู่ตำมคันนำทั่วไป ใช้ มีกำรต้ังถ่ินฐำนใหม่บริเวณคลองขุด
มีกำรท้ำไร่นำสวนผสมอยู่บ้ำง และ ซ่งึ เปน็ ถนนของพ้ืนที่ มีนำ้ ตลอดปี
ญ่ มีกำรใช้พันธุ์พ้ืนเมืองท่ีมีลักษณะ เป็นพ้ืนที่นำผืนใหญ่ มีต้นไม้และ
นัก) พื้นที่นำหลังบำ้ นมีกำรยกร่องท้ำ บ้ำนเรอื นน้อย
ม กำรใชพ้ น้ื ท่ที ้ำไร่
72
จำกกำรวิเครำะห์พ้ืนท่ี โดยถือเอำกำรประกอบอำชีพส่วนใหญ่ของพ้ืนที่เป็นเกณฑ์ ในที่น้ีคือ
กำรท้ำนำ และเลือกครัวเรือนท่มี กี ิจกรรมอืน่ ๆ นอกเหนอื จำกกำรทำ้ นำ เช่น ปลูกผัก ปลูกไม้ผล เลย้ี ง
สัตว์ เล้ียงปลำ ฯลฯ ซ่ึงในที่นี้จะพิจำรณำกำรปลูกพริก ใช้วิธีกำรสัมภำษณ์แบบกึ่งโครงสร้ำงและน้ำ
ข้อมูลท่ีได้มำวิเครำะห์และสังเครำะห์เพื่อสรุปประเด็นต่ำงๆ โดยทีมงำน ทั้งนี้ได้มีกำรลงพื้นที่เพื่อ
ตรวจสอบและปรับขอ้ มลู ใชห้ ลกั กำรของวิธีกำรประเมนิ สภำวะพ้ืนทีอ่ ย่ำงเร่งดว่ น
ผลของการศกึ ษา
กำรวิเครำะห์ข้อมูลในภำพรวมระดับพื้นที่ได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภำพของพ้ืนท่ีที่ศึกษำและ
ประเด็นของเง่ือนไข โอกำส และปัญหำต่ำงๆ ที่สำมำรถจะน้ำไปพิจำรณำควำมเป็นไปได้ในกำรจดั ทำ้
โครงกำรพัฒนำพนื้ ทดี่ ังนี้
องค์ประกอบทก่ี าหนดศักยภาพของพน้ื ท่ี
ท้ำเลท่ีตั้งและลักษณะโครงสร้ำงพ้ืนฐำนของพ้ืนที่ เอื้ออ้ำนวยต่อกำรท้ำลักษณะกำรเกษตร
แบบผสมผสำน กล่ำวคือมีกำรต้ังบ้ำนเรอื นรมิ ถนนและมีคูคลองขุดที่มีนำ้ เกือบตลอดปี โดยท่ีลักษณะ
ดงั กล่ำวมีกำรววิ ฒั นำกำรกำรเปลย่ี นแปลงของพืน้ ทอ่ี ยำ่ งเป็นขั้นเป็นตอน คือ เกษตรกรมีกำรยำ้ ยจำก
ท่ีนำที่อยลู่ กึ ดำ้ นในไกลถนนเข้ำมำ ส่วนใหญ่จะมีพื้นท่ีนำของตัวเองอยูห่ ลังบำ้ นและกลำยเปน็ ท้ำเลที่ดี
ส้ำหรับกำรยกร่องปลูกผกั ไม้ผล เพรำะจะดูแลได้สะดวก กำรเปลี่ยนแปลงท่ีส้ำคัญได้แก่ กำรตัดถนน
ต่อมำพร้อมกับกำรขยำยคูน้ำขนำนกับถนนกว้ำงข้ึน และกำรมีคลองขุดท่ีส้ำคัญคือคลองอำทิตย์
ทงั้ หมดไดก้ ลำยเปน็ แหล่งน้ำทสี่ ้ำคัญท่ีก่อให้เกิดกำรปลูกผัก จนกลำยเปน็ รำยได้เสริมทสี่ ้ำคัญในหลำย
ครวั เรือนของหม่บู ้ำน และยังเพม่ิ ควำมสำ้ คัญขนึ้ ไป
ผลการวิเคราะหศ์ กั ยภาพและขอ้ จากัด
จำกกำรจัดแบ่งเขตนิเวศเกษตรท้ำให้สำมำรถวิเครำะห์ศักยภำพและข้อจ้ำกัดของพ้ืนที่ซึ่งมี
ส่วนสัมพันธ์กับเขตนิเวศเกษตรต่ำง ๆ ผลกำรวิเครำะห์ดังกล่ำว จะเห็นได้ว่ำในพ้ืนท่ีแต่ละ เขตมี
ลักษณะจ้ำเพำะของปัญหำ และแนวทำงในกำรปรับปรุงแก้ไขปัญหำต่ำง ๆ นั้นแตกต่ำงกันไป ดังน้ัน
กำรจัดท้ำโครงกำรเพื่อพัฒนำควำมเป็นอยู่ของประชำชนในแต่ละพ้ืนที่จึงต้องแตกต่ำงกัน โดย
พิจำรณำถึงกำรท่เี กษตรกรเริ่มมีกำรทำ้ อำชีพกำรเกษตรแบบหลำยกจิ กรรม
ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะหศ์ ักยภาพข้อจากัดและคาถามหลกั ของพื้นที่ในเขต
เ ข ต นิ เ ว ศ ศกั ยภาพ ขอ้ จากดั
เกษตร
เขต 1 พืชพรรณธรรมชาติท่ีข้ึนอยู่นสภาพดิน สภาพดินมีฤทธ์เิ ปน็ กรดจัด นา้ ขงั ตลอดปี
พื้นที่พรุ ประเภทน้สี ว่ นใหญเ่ ปน็ ปา่ เสม็ด และกระจูด ถ้ า มี ก า ร เ ป ลี่ ย น ส ภ า พ พื้ น ท่ี จ ะ มี
ผลกระทบตา่ งๆ ตอ่ ระบบนิเวศน์ เช่น ถ้า
มีการระบายน้าออก ดินจะมีฤทธิ์เป็น
กรดจัดยิ่งข้ึน การคมนาคมไม่สะดวก
โดยเฉพาะในหนา้ ฝน
เขต 2 สภาพของดินเหมาะสมในการปลูกยางพารา พืน้ ที่นานอ้ ยมาก ฝนแล้ง จะมปี ญั หามาก
พ้ืนท่ีดอนเชิง ปาล์ม พืชไร่ เหมาะสมปานกลางสาหรับการ
เขา ปลูกมะพร้าว ไม้ผล เนื่องจากเป็นดอน มีการ
เลย้ี งโค พื้นทีเ่ ปน็ ลุ่มนา้ ไม่ท่วม มกี ารทานา
เขต 3.1 พื้นท่ีใชท้ านาสว่ นใหญ่ บรเิ วณพน้ื ท่ีใกล้บ้านมี ปัญหาน้าแห้งในฤดูแล้งมีผลเสียหายต่อ
นาน้าไมท่ ว่ ม การขุดบ่อเล้ียงปลา เล้ียงเป็ด หมู และไก่อยู่ ขา้ วในชว่ งเก็บเก่ยี ว
ทั่วไป ต้นตาลเติบโตได้ดีตามคันนา พื้นที่
สภาพนม้ี อี ยทู่ กุ หมบู่ ้าน
เขต 3.2 พื้นที่ยกร่องหรือริมคลองคูขุดมีน้าใช้สาหรับ ฤดูน้าหลากน้าจะท่วมนา ซ่ึงบางคร้ังทา
นาลึก การเกษตรในช่วงฤดูแล้งได้ บางพื้นที่มีน้า ให้เกิดผลเสียหายต่อผลผลิต ถ้าน้าท่วม
ตลอดปี พื้นท่ียกร่องปลูกพชื ผักและเล้ียงสัตว์ อยู่หลายวันผลผลิตข้าวดาเพราะต้องใช้
เขต 4 เชน่ เป็ดและหมไู ดด้ ี ขา้ วกันหนักปรับตวั ต่อสภาพน้ามาก
พนื้ ที่ภเู ขา
พ้ืนที่ภูเขาหากไม่มีการตัดไม้ทาไร่ก็จะรักษา ความลาดชันสูง ไมค่ วรปลกู พืชใหม่
ต้นน้าลาธารให้กบั ระดบั ลา่ งๆ
73
ตนเิ วศเกษตรตา่ งๆ ประเด็นของการพัฒนา
ผลกระทบตอ่ การประกอบอาชีพและความเปน็ อยู่
มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพ่ือการเพาะปลูกหรือทา ปลูกป่าเสม็ดให้เป็นระบบและใช้ประโยชนจ์ ากไม้มากยิ่งขน้ึ พืช
อย่างอ่นื น้อย มีการทานาเล็กนอ้ ย แตใ่ หผ้ ลผลติ ต่า มกี าร พรรณไม้ที่มีการปรับตัวดีในสภาพดินแบบน้ีเพื่อใช้เป็นไม้ใช้สอย
ตัดไม้เสมด็ ไปใช้สอบบ้าง หรือการหัตถกรรมอนื่ ๆ
มีครัวเรือนมีข้าวไม่พอบริโภคสูง มีการเคลื่อย้ายแรงงาน ไม้ยนื ต้น ไม้ผลทเี่ หมาะสมกับฐานะของเกษตรกรและเพิ่มรายได้
ในฤดูแล้ง พื้นที่มีการปลูกไม้ผลต่างๆ ท่ัวไป เช่น ขนุน การใช้พันธุ์ข้าวอายุสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภัยแล้งและให้
สะตอ และไม้ยืนต้นเช่น มะพร้าว มีการเปล่ียนพ้ืนทีป่ ลูก เพียงพอกับการบรโิ ภคในครวั เรอื น
ยางและปาล์มมากขึน้ การเลยี้ งสตั ว์ใหญ่ เช่น โคสามารถเพ่ิมขนึ้ ในพน้ื ท่ไี ด้
จะมีการทานาเป็นอาชีพหลัก มีความพยายามในการทา
เกษตรหลายอย่างขึ้นอยู่กับ แหล่งน้าทางคมนาคมเป็น การปรับปรุงแก้ไขระบบน้าเพื่อให้สามารถปลูกข้าวได้ผลดียงิ่ ข้ึน
หลกั มีการทาไร่นาสวนผสม (รอบบา้ น) อยู่ท่วั ไป มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด การส่งเสริมอาชีพเสริม เช่น
การขุดบอ่ เลีย้ งปลา
อาชีพหลักคือทานา อาชีพที่ทารายได้สูงในพ้ืนที่น้ีได้แก่ ความเปน็ ไปได้ของบางพ้นื ทใ่ี นการทานา้ ตาลจากต้นตาลโตนด
การปลูกผัก ครัวเรือนมีการปลูกพืชหัวไร่ปลายนาท่ัวไป รวมทัง้ พนื้ ท่ีท่ีจะทาการปลูกผกั และการปลูกพริก
และปรับพืน้ ท่ีเล้ยี งเป็ด ไก่ และหมู
คดั เลือกพนั ธ์ุ ทดสอบพนั ธ์ุข้าวหนกั ที่ปรับตวั ได้ดี ใหผ้ ลผลติ สงู
หากมีการทาไร่มากย่ิงขึ้นจะมีผลกระทบต่อพ้ืนท่ีรับน้า โอกาสของการปรบั ปรงุ การทาเกษตรแบบหลายกจิ กรรมมีปัจจัย
จะก่อให้เกดิ ความแห้งแล้งมากยง่ิ ข้ึน ท่ีสนับสนุนหรือข้อจากัดอย่างไรบ้าง รวมท้ังพื้นที่ที่จะทาการ
ปลูกผักและการปลูกพรกิ
มาตรการป้องกันการบุกรุกทาลายป่า หรือการทาไร่เลื่อนลอย
เพือ่ รกั ษาสภาพความชมุ่ ชนื้ ของพื้นท่ี
74
วิถีการผลติ พริกในพนื้ ที่เปา้ หมาย
การผลิตและการเกบ็ เกี่ยว
โดยภำพรวมพริกจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจำกย้ำยกล้ำปลูกลงแปลงแล้วประมำณ 2 เดือน ถ้ำ
หำกเปน็ กำรปลูกโดยใช้เมล็ดปลกู โดยตรงกป็ ระมำณ 3 - 5 เดือน แตท่ งั้ น้ีอำจขึ้นอยู่กบั ชนดิ ของพริกที่
ปลูก หรอื ควำมสมบูรณ์ของตน้ พรกิ ว่ำมีมำกน้อยแค่ไหน สำ้ หรบั ผลผลติ ทใี่ ห้ในช่วงแรกจะไม่มำกและ
จะเพิ่มขึน้ เรอ่ื ยๆ ตำมลำ้ ดับเชน่ เดียวกับพชื อ่ืนๆ และผลผลติ จะเริม่ ลดลงเม่ือตน้ พริกเร่ิมแกห่ รือมีอำยุ
ประมำณ 6 - 7 เดอื น หลงั จำกนีต้ ้นจะเริ่มโทรมและหยุดให้ผลผลิต ชำวสวนมักถอนทิ้งและปลูกใหม่
แตถ่ ำ้ หำกปลูกกันตำมหลังบ้ำนเป็นผักสวนครัวเม่ือเห็นว่ำตน้ พริกให้ผลผลิตน้อย ก็ท้ำกำรตดั แต่งกิ่งท่ี
ไม่จำ้ เปน็ ออกเสยี บำ้ ง ใส่ปุย๋ คอกป๋ยุ วิทยำศำสตร์ ตน้ พรกิ สำมำรถให้ผลผลติ ใหม่ไดอ้ กี ถงึ แม้จะไมม่ ำก
หลงั จำกท่พี รกิ ให้ผลผลิตแล้วในกำรเก็บเกีย่ วพริก ถ้ำเปน็ กำรจำ้ หน่ำยผลสดนิยมเก็บเก่ียวท้ัง
ผลสีเขียวและผลสแี ดงปะปนกันไป หรอื เก็บเฉพำะผลทแี่ ก่จัดแต่ยังมีสีเขียวหรอื ผลทสี่ ุก แลว้ แต่ผปู้ ลูก
และผู้รับซ้ือแต่ถ้ำเป็นกำรเก็บเก่ยี วผลเพื่อน้ำมำตำกแห้งหรือท้ำเมล็ดพันธุ์ก็เก็บเฉพำะผลทีส่ ุกหรือมีสี
แดงเท่ำน้ัน โดยเก็บติดมำท้ังข้ัวท้ังผล ในกำรเก็บเก่ียวผลพริกนั้นสำมำรถเก็บได้ทุก ๆ อำทิตย์หรือ
แปลงท่ีมีกำรปลูกเป็นจ้ำนวนมำกก็เก็บเก่ียวได้ตลอดทุก ๆ วัน โดยจะท้ำกำรเก็บหมุนเวียนไปได้จน
ทวั่ ทัง้ ไร่ โดยท่ีสำยพันธ์ุพรกิ ในพ้ืนที่ สว่ นใหญ่ ประกอบดว้ ย
- พนั ธ์พรกิ ร่วมเศรษฐี สำมำรถเก็บแดงเก็บเขยี ว เป็นของบรษิ ัทเฮียไต๋ และของอัมพวำ
- พันธ์ุพริกดวงมณี เป็นของบริษัทเฮียไต๋ พริกดวงมณีสำมำรถเก็บเขียวได้อย่ำงเดียว
เพรำะเปลอื ก บำง
- พันธ์ุพริกชี พริกชีมีสองประเภท พริกชัยบุรี (ยำว) มีลักษณะยำวเหมือนของพัทลุง พริกชี
เดือยไก่จะเป็นพริกแบบส้ัน ในพ้ืนที่จังหวัดนครศรีธรรมรำชจะปลูกพริกชีเดือยไก่ ส่วนใหญ่จะเอำมำ
ท้ำพริกแกง
พริกท่ีชำวบ้ำนปลูกรับประทำนกันเองส่วนใหญ่จะเป็นพริกขี้นก สมัยก่อนชำวบ้ำนจะเก็บ
เพรำะเมลด็ เองเรียกวำ่ พรกิ บำ้ น จะเป็นเมลด็ พรกิ ที่เกบ็ ร่นุ ต่อรุน่
- พันธ์ุจินดำ และพริกชีส้มหรือชีเดือยไก่ พริกชนิดน้ีจะได้ควำมเผ็ดและควำมหอม ข้ัวของ
พริกจะเหนียว คนที่เรำจ้ำงมำเก็บเขำจะไม่ค่อยรับจ้ำงเก็บ เพรำะมันจะใช้เวลำกว่ำพริกอื่น แต่พริก
ชนิดนี้จะมคี วำมเผ็ดและควำมหอมซงึ่ เอำมำทำ้ พรกิ แกง
วิธีกำรปลูกพริกของแต่ละสำยพันธ์ุ เตรียมเมล็ดพันธ์ุเพรำะลงในแผง ต่อมำเตรียมดินลง
แปลง ระยะห่ำงอยู่ท่ี 60/80 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยไส้เดือน ต่อมำเรำก็จะเร่ิมฉีดเชื้อรำโคโรม่ำ
เม่ืออำยุพริกประมำณหน่ึงเดือนเรำก็จะใส่ปุ๋ยประมำณ 15/15 ในกำรปลูกก็จะท้ำเป็นแปลงยกร่อง
เพื่อปอ้ งกันน้ำทว่ ม
กำรดูแลรักษำพริกแต่ละสำยพันธ์ุ เรำจะดูแลเร่ืองโรคเป็นส้ำคัญ คือจะใส่ปุ๋ย หลังใส่ปุ๋ย 3
วันเรำก็จะเริ่มฉีดยำ เพื่อป้องกันกำรเสียหำยของต้นพริก ส่วนค่ำใช้จำ่ ยในกำรซ้ือน้ำยำฉีดปอ้ งกนั โรค
75
ก็ข้ึนอยูก่ ับว่ำสภำพอำกำศ ในสว่ นของน้ำยำฉีดป้องกนั โรค เกษตรกรอำจจะท้ำกำรผลิตหมักน้ำยำเอง
โดยมีส่วนผสมของพืชสมุนไพรในพ้ืนท่ี เช่น ข่ำ ตะไคร้ ใบสะเดำ พริกแห้งหรือจ้ำพวกพืชท่ีเผ็ดร้อน
ตน้ บอระเพชร หรือกำรผลิตเชื้อเพอ่ื ฆำ่ หนอน หนนุ เสริมหรือหลกี เลี่ยงกำรใชส้ ำรเคมี
ช่วงท่ีผลผลิตของพริกดีที่สุด จะอยู่ในช่วงหน้ำแลง้ ท้ำให้เกิดผลผลิตดีมำก กล่ำวคือกำรปลูก
ช่วงเดือนมกรำคมให้โตทันในเดือนกุมภำพันธ์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภำพอำกำศด้วย พริกที่ปลูกยำกที่สุด
จะเป็นพริกชี หรือท่ีเรียกกันว่ำพริกเดือยไก่ พริกชนิดน้ีจะเกิดโรคเร็ว ปลูกยำก กำรให้ผลผลิตก็จะ
น้อย และกำรดูแลกำรเจริญเติบโตจะช้ำกว่ำพริกอ่ืน ๆ พริกท่ีปลูกง่ำยท่ีสุดจะเป็นพริกจินดำหรือที่
เรียกกันว่ำพริกเขียวพริกแดง ทั้งนี้ส่วนใหญ่ในพื้นที่ปลูกพริกลูกผสมทำงกำรค้ำ ได้แก่ สำยพันธ์ุดวง
มณี (พริกเขียว) รองลงมำคือสำยพันธุ์เพชรด้ำ ซึ่งเป็นนสำยพันธ์ุนิยมเก็บขำยเป็นพริกแดง และพริก
พื้นเมือง ตำมล้ำดับ ในขณะเดียวกัน พบว่ำเกษตรกรหลำยรำยปลูกพริกสำยพันธุ์พื้นเมืองในแปลง
แบบคู่ขนำนกับกับพริกสำยพันธุ์กำรค้ำ ซ่ึงเป็นกำรกระจำยควำมเสี่ยงจำกรำคำท่ีแตกต่ำงกัน
โดยเฉพำะสำยพันธุ์พริกพ้ืนเมืองที่เรียกว่ำ พริกชีสั้น ซึ่งเป็นพริกที่ชำวนครศรีธรรมรำชนิยมบริโภค
และไม่นิยมบริโภคพริกสำยพันธ์ุทำงกำรค้ำที่ตนเองปลูก ซ่ึงเป็นกำรปลูกเพ่ือกำรตลำดและส่งออก ผู้
ปลกู พันธพ์ ้ืนเมอื งจะไวร้ บั ประทำนพริกที่ตนเองปลูกและสำมำรถตำกเปน็ พริกแหง้ เกบ็ ไว้บรโิ ภคตลอด
ทงั้ ปี ในขณะเดยี วกนั รำคำก็สูงกว่ำสำยพันธท์ุ ำงกำรค้ำ
จดุ เด่นของพ้นื ทใ่ี นการปลกู พรกิ
1) พ้ืนที่มีควำมเหมำะสม สำมำรถปลูกได้ตลอดท้ังปี รวมท้ังเกษตรกรมีทักษะพื้นท่ีสำมำรถ
ปลูกพริกไดต้ ำมสภำพพื้นที่
2) มีควำมต้องกำรพริกในหลำกลำยรูปแบบ หลำกหลำยสำยพันธ์ทั้งตลำดภำยในและ
ภำยนอกประเทศ
3) พริกเป็นพืชที่มีควำมหลำกหลำยทำงสำยพันธุ์ ในขณะท่ีพริกของประเทศไทยมีควำมเผ็ด
รสชำตแิ ละกล่นิ เป็นอตั ลักษณ์ของแตล่ ะสำยพนั ธ์
4) พริกเป็นพืชทสี่ ำมำรถน้ำไปใช้ประโยชน์และแปรรปู ไดห้ ลำกหลำย
แรงงานท่เี กีย่ วข้องกับการผลติ
โดยภาพรวมครัวเรือนที่ปลูกพืชผักโดยการยกร่องและครัวเรือนสามารถจะปลูกพืชผักซ่ึง
สามารถปลูกได้เกือบตลอดปี ยกเว้นเฉพาะช่วงฤดูฝนชุกคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคม
พืชผักอายุส้ันได้แก่ คะน้า แตงกวา แตงร้าน จะปลูกได้ปีละ 3 ครั้ง โดยถูกสลับกันไม่มีการกาหนด
ตายตัวว่าจะถูกอะไรก่อนหลัง ขณะเดียวกันจะมีปลูกพริกควบคู่ไปด้วย กิจกรรมการปลูกพืชผักและ
พรกิ โดยเฉลย่ี จะปลูกบนเนอ้ื ท่ี 2 - 6 ไร่ ซง่ึ สามารถใช้แรงงานในครวั เรอื นในการปลกู และดแู ล แต่การ
เก็บเก่ียวจะมีการจ้างเด็ดพริก ย่ิงมีพ้ืนท่ีมากจะต้องเก็บเกี่ยวให้เหมาะสมกับขนาดและความพร้อม
ของพรกิ ทีจ่ ะออกสูต่ ลาด ทาให้มีตน้ ทุนทสี่ งู ขึ้น
76
แรงจูงใจและความพรอ้ มของเกษตรกร
จากการท่ีเกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ดีเป็นแรงจูงใจที่สาคัญ และครัวเรือนส่วนใหญ่
ต้องการอยู่ในพ้ืนท่ีไม่อยากจะโยกย้ายหางานทาภายนอก หากมีอาชีพที่สามารถจะทาให้เขามีรายได้
ดังเช่นท่ีได้รับจากการปลูกผัก เกษตรกรเร่ิมมีกลุ่มที่จัดต้ังกลุ่ม เช่น ในหมู่บ้าน มีการแลกเปล่ียน
ความรู้และการแก้ปัญหาต่าง ๆ และติดต่อข้อมูลข่าวสารจากสานักงานเกษตรอาเภอ เกิดผลในการ
พัฒนาไร่นาสวนผสมของพื้นท่ีเป็นอย่างมาก และได้มีการนามาเป็นรูปแบบการพัฒนาปลูกส้มโอ
เกษตรกรเร่ิมมีทัศนคติในการปลูกไม้ผลเพ่ิมข้ึน เพราะเห็นว่าจะเป็นแหล่งรายได้อีกส่วนหน่ึงและลด
ความเสีย่ งหากพืชผกั ถกู โรคและแมลงทาลาย
จุดมุ่งหมายโดยรวมของเกษตรกรเท่าท่ีสารวจได้ในขณะนี้คือการลดความเส่ียงในการ
ประกอบอาชีพทานาเพียงอย่างเดียว และเพ่ิมกิจกรรมตามกาลังความสามารถในการใช้พ้ืนท่ีบริเวณ
ใกล้บา้ นโดยการปลกู ผักหรอื พริกเป็นรายได้และลดคา่ ใช้จา่ ยการซ้ืออาหารในการบริโภค ทกุ ครัวเรือน
จะพบว่ามกี ารเลี้ยงเป็ด ไก่ ปลา และจานวนหนึ่งครวั ส่วนใหญจ่ ะใช้บริโภคและขายบา้ งเปน็ ครง้ั คราว
มบี างครวั เรือนเล้ยี งสกุ รไว้ขาย แต่มีเปน็ จานวนนอ้ ย การตดั สินใจในการดาเนนิ กิจกรรมตา่ งๆ นนั้
พบวา่ มีความแตกต่างกนั ไปข้นึ อยู่กับปจั จยั หลายประการ
ตารางที่ 5 ชว่ งเวลาสนิ ค้าประเภทพืชผัก พชื ไร่ และเข้าสตู่ ลาดในภาพรวมของพืน้ ที่
ท่ี ชนิด มค. กพ. มคี . เมย. พค. มยิ . กค. สค. กย. ตค. พย. ธค.
1 ถว่ั ลิสง
2 ถั่วเขียว
3 ข้าวโพดหวาน
4 พริก, พริกไทย
5 ถัว่ ฝกั ยาว
6 แตงกวา
7 แตงรา้ น
8 บวบ
9 มะระ
10 ผกั คะนา้
11 กะหล่าปลี, ผกั บงุ้ จนี
12 กะหลา่ ดอก
13 ผักกาดขาวปลี
14 ผักกาดขาวปลี
15 ผักกาดเขยี วกวางตงุ้
โอกาส เง่ือนไข และปัญหาเก่ียวกบั รูปแบบและการตัดสนิ ใจผลิตพชื อืน่ ๆ ของเกษตรกร
จากการวเิ คราะห์โดยทั่วไปจะแสดงให้เหน็ ถงึ ศักยภาพในการจัดการพน้ื ที่ในลักษณะสวนผสม
มคี วามเป็นไปได้คอ่ นข้างสูง แตเ่ ม่อื ศึกษาในรายละเอยี ดแล้วจะพบเง่ือนไขและปญั หาต่างๆ ของแตล่ ะ
ครัวเรือนและส่วนรวมที่มีความสาคัญต่อการพิจารณาวางแผนจัดทาโครงการพัฒนาพ้ืนที่ ดังโอกาส
เง่อื นไข และปัญหาของการผลิตพชื และการปลกู พรกิ โดยภาพรวมของพื้นที่ ดังต่อไปน้ี
77
การสารวจพบว่าเกษตรกรจะทาการเกษตรหลายรูปแบบ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน
การปลูกพืชผักบริเวณบ้านริมคันคูน้าและท่ีดอนบริเวณบ้านน้ันเป็นลักษณะการปลูกระยะเริ่มแรก
และไม่ต้องมีการลงทุนยกร่อง แต่ใช้แรงงานในครัวเรือน ปัจจุบันเกษตรกรท่ีมีทุนทรัพย์น้อยในการ
ดาเนินการจะยังคงกระทาเช่นน้ีอยู่ ต่อมาเกษตรกรเริ่มมีการลงทุนโดยปรับพ้ืนที่นาบริเวณท่ีอยู่ใกล้
บ้านโดยการยกร่อง โดยจะกู้เงินจากแหล่งทุน รูปแบบท่ีทาน้ันจะข้ึนอยู่กับงบประมาณท่ีเกษตรกรมี
หรือสามารถกู้ได้ในวงเงินที่คาดว่ารายได้จากการผลผลิตจะจ่ายคืนให้กับแหล่งทุนได้ ดังน้ันจึงอาจจะ
ทาเป็นขั้นตอนหรือทาให้เสร็จสมบูรณ์ ในการตัดสินใจเลือกปลูกพืชนั้น ถ้าเป็นผัก เกษตรกรจะเลือก
พืชชนิดท่ีโรคและแมลงทาลายน้อยและเป็นท่ีต้องการของตลาด เดิมทีเดียวมีการปลูกพืชผักหลาย
ชนิด แต่ต่อมาเหลือท่ีปลูกกันมากเพียง 4 ชนิดคือ คะน้า แตงร้าน แตงกวา และพริก เกษตรกรจะไม่
นิยมใช้ยาเนื่องจากส่วนใหญ่บอกว่ามีอาการแพ้ยา พืชหลักในปัจจุบันเริ่มมีปัญหาโรคและแมลงมาก
ข้ึน เกษตรกรมีความมั่นใจจึงหันมาสนใจท่ีจะปลูกไม้ผลชนิดใหม่ๆ เช่น ส้มโอ กระท้อน สะตอ
ในรูปแบบเป็นสวนและปลูกบนคันดิน มีการปลูกพืชที่มีรายได้ตลอดปี เช่น มะละกอ มะเขือเปราะ
เป็นต้น ถ้ามีเวลาจัดการน้อยหรือแรงงานน้อยจะปลูกกล้วยเพราะไม่ต้องดูแลมาก ส่วนรายได้จาก
กล้วยนน้ั เป็นเพยี งรายได้สว่ นน้อย การเลีย้ งปลาในร่องนา้ นนั้ จะมีอยู่ทว่ั ไป ลักษณะของร่องน้าจะมีอยู่
ทั่วไปลักษณะขอบ่อโดยทว่ั ไปจะเป็นบ่อล่อร่องน้าท่ขี ุดเป็นสี่เหลี่ยมโดยรอบที่ยงั ไม่ซอย ตรงกลางจะมี
นา้ น้อย ความลึกของร่องประมาณ 2 - 5 เมตร มกี ารเล้ยี งปลาตามธรรมชาตเิ ล็กน้อยเพ่ือบริโภค สว่ น
ที่เหลือจากการบริโภคจะนาไปขาย น้าในท้องร่องจะเอาไวใ้ ช้รดผักเป็นจุดประสงค์หลัก ร่องน้าท่ีซอย
ตรงกลาง มีน้ามากข้ึนจะมีการเล้ียงปลามากขึ้น ปลาท่ีเล้ียงส่วนใหญ่คือปลาหมอ ปลาดุก และปลา
ตะเพียน ปัญหาที่สาคัญคือตลาดมีความต้องการน้อยจึงได้ราคาต่า การเล้ียงสัตว์โดยท่ัวไปมีเกือบทุก
ครัวเรือน สัตว์ที่เล้ียงเป็นพ้ืนฐานได้แก่ เป็ด ไก่ ส่วนใหญ่ใช้บริโภคในครัวเรือน ส่วนโคนั้นจะมีการ
เล้ียงประมาณ 3 - 4 ตัวต่อครัวเรือน เนื่องจากจะมีข้อจากัดในพื้นที่เลี้ยงโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
เกษตรกรทีม่ ีโรงสขี ้าวมักจะเลยี้ งสกุ รด้วย แต่เป็นส่วนน้อย
วิถีตลาดผลผลติ พริกในพื้นที่เปา้ หมาย
กำรปลูกพริกพ้ืนเมืองในจังหวัดนครศรีธรรมรำชโดยเฉพำะกำรปลูกพริกในพ้ืนที่ลุ่มน้ำปำก
พนัง นอกจำกพริกเขียว มีพริกพ้ืนเมืองอ่ืน ๆ ปลูกเพื่อตอบสนองควำมต้องกำรในท้องถิ่นด้วย ได้แก่
พริกชีส้ัน เพ่ือใช้ท้ำเคร่ืองแกง พริกยอดสน พริกเพชรด้ำ พริกชีเดือยไก่ พริกบ้ำน พริกแดงหัวไทร
ประมำณว่ำพื้นที่ปลูกพริกสำยพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำปำกพนังประมำณ 700 ไร่ ในพ้ื นที่
ต.บำงนบ ต.บ้ำนรำม ต.เกำะเพชร อ.หัวไทร ต.ขอนหำด ต.นำงหลง ต.เกำะขันธ์ ต.ท่ำประจะ
อ.ชะอวด, ต.บนเนิน ต.ไสหมำก ต.ทองล้ำเจียก ต.เสือหึง ต.บำนกลำง อ.เชียรใหญ่, ต.หูล่อง
ต.คลองน้อย ต.เกำะทวด ต.ป่ำระก้ำ อ.ปำกพนัง เพื่อส่งเข้ำตลำดท้ องถ่ินในพื้นท่ีจังหวัด
นครศรีธรรมรำช ผลผลิตประมำณปีละ 2,800 ตัน ขณะท่ีควำมต้องกำรพริกพื้นเมืองของ
จ.นครศรีธรรมรำชและจังหวดั ใกล้เคียงอยู่ที่วนั ละไมน่ อ้ ยกวำ่ 6,000 ตัน แสดงให้เหน็ ถงึ ควำมตอ้ งกำร
ในจังหวัดนครศรีธรรมรำชกำรผลิตพริกพื้นเมืองไม่เพียงพอในกำรบริโภคภำยในกลุ่มจังหวัดของ
ตนเอง ท้ำให้ต้องมีกำรน้ำเข้ำพริกมำจำกจังหวัดในภำคกลำงและภำคต่ำง ๆ ด้วย โดยเฉพำะในช่วง