การพัฒนาสื่อแอนิเมชนั่ การใหค้ วามรเู้ รอ่ื งกลุ่มวนิ ิจฉยั โรคร่วม สาหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชพี
ชนั้ สูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปที ี่ 1 วทิ ยาลัยเทคโนโลยที างการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภเิ ษก จังหวัด
นนทบุรี ปกี ารศึกษา 2564
Development of the animation on Diagnosis Related Group for students of the Diploma Program
in Medical Records, Year 1 in kanchanabhishek institue of medical and public health technology ,
Nonthaburi Province,Year 2021
เนตรชนก ธราพร
ปยิ ธิดา ใจเหิน
ภัทรสุดา ดอนคาเพ็ง
โยษิตา ยาเณร
การศกึ ษาวจิ ยั เล่มนี้เป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนยี บัตรวิชาชีพชั้นสงู
สาขาวชิ าเวชระเบียน ปีการศกึ ษา 2564
วิทยาลยั เทคโนโลยที างการแพทย์และสาธารณสขุ กาญจนาภิเษก
โครงการ การพัฒนาสอื่ แอนิเมช่ันเร่อื งการให้ความรเู้ รอื่ งกลุ่มวินจิ ฉัยโรคร่วม สาหรบั
นักศึกษาหลกั สูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชีพช้นั สงู สาขาวิชาเวชระเบียน ชน้ั ปีท่ี1
วทิ ยาลยั เทคโนโลยที างการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ กาญจนาภิเษก จงั หวดั นนทบรุ ี
ผจู้ ีดทาวจิ ัย 1.นางสาวเนตรชนก ธราพร
หลักสตู ร 2.นางสาวปิยธิดา ใจเหิน
3.นางสาวภทั รสุดา ดอนคาเพ็ง
4.นางสาวโยษติ า ยาเณร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้นั สูง สาขาวชิ าเวชระเบียน
อาจารย์ทปี่ รึกษา อาจารย์ พิชญว์ รา จนั ทรแ์ ยม้
ปกี ารศึกษา 2564
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งนีเ้ ปน็ รปู แบบการวจิ ัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศกึ ษาสถานการณแ์ ละสภาพปัญหาการเรยี นเร่ืองกลุ่มวินจิ ฉัยโรคร่วม 2) เพื่อพฒั นาสอ่ื แอนเิ มช่ันการให้ความรู้เร่ือง
กล่มุ วนิ ิจฉัยโรครว่ ม 3) เพอื่ เปรียบเทียบความรู้เรื่องกลุ่มวนิ ิจฉัยโรคร่วมระหว่างก่อนและหลงั การใชส้ ่ือแอนิเมช่ัน 4)
เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 1
วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี ซ่ึงกลุ่มประชากร 2 กลุ่ม ได้แก่
กลมุ่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชีพช้ันสงู สาขาวชิ าเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จานวน 71
คน ท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีท่ี 1 ปี
การศกึ ษา 2564 จานวน 30 คน ทไี่ ม่ใชก่ ลมุ่ ตัวอย่าง (Try out)
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แนวคาถามการสนทนากลุ่ม เพ่ือวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาการเรียนกลุ่ม
วินิจฉัยโรคร่วม แบบประเมินคุณภาพส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม แบบทดสอบวัดความรู้
ก่อน และหลังการใช้ส่ือแอนิเมชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ส่ือ
แอนเิ มช่นั การให้ความร้เู รอ่ื งกลมุ่ วินจิ ฉยั โรคร่วม
ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ และสภาพปัญหาของการเรียนเรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม โดยวิธีการสนทนา
กลุ่ม พบว่า สื่อการเรียนการสอนท่ีอาจารย์นามาสอนไม่ค่อยน่าสนใจ สีสันของสื่อไม่ดึงดูดต่อการเรียนในชั้นเรียน
ทาให้นักศึกษาหลายคนไม่สนใจในวิชาเรียน และเน่ืองด้วยเน้ือหาท่ีมีค่อนข้างมาก ทาให้ไม่สามารถจดจาได้ท้ังหมด
และในบางเร่ืองก็ยากต่อการทาความเข้าใจ ยากต่อการจดจา มีความซับซ้อนในเน้ือหา นักศึกษาหลายคนไม่เข้าใจ
ในการจดั กลมุ่ โรคว่าจะต้องจดั กล่มุ โรคอยา่ งไร
ผลการพัฒนาส่ืออแอนเิ มชั่นการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม สร้างขึ้นดว้ ยโปรแกรม Animaker ท่ีช่วย
อานวยความสะดวกในการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมรูปแบบของแอนิเมชั่น มีลักษณะคล้ายหนังการ์ตูนท่ี
สามารถเปิดดูได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บแล็ต และมีลักษณะพิเศษ คือสามารถสื่อสารกับผู้ดูสื่อใน
ลักษณะของมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความ ภาพ เสียง พื้นหลัง ตัวการ์ตูน ซ่ึงภายในส่ือจะประกอบด้วยพ้ืนฐานที่ควรรู้
เก่ียวกบั กล่มุ วนิ ิจฉยั โรครว่ ม ไดแ้ ก่ ความหมายของกลุ่มวินจิ ฉยั โรครว่ ม โครงสรา้ งของกลุ่มวินิจฉยั โรคร่วม ขอ้ มลู ที่ใช้
ในการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม และวิธีการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมโดยใช้โปรแกรม แบบทดสอบความรู้ก่อนและหลัง
การใช้สื่อแอนเิ มชน่ั จานวน 15 ขอ้
ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนความรู้ก่อนและหลังการใช้ส่ือแอนิเมชั่นการให้ความรู้
เรือ่ งกลุ่มวินิจฉัยโรครว่ ม พบวา่ ความแตกตา่ งระหว่างคะแนนความรกู้ อ่ นและหลังการใช้สือ่ แอนเิ มช่นั การให้ความรู้
เร่ือง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ก่อนใช้มีค่าเฉลี่ย 8.34 และหลังใช้มีค่าเฉล่ีย 12.87 เปรียบเทียบโดยใช้ค่าสถิติ paired
T-test ซึ่งเป็นการยอมรับสมมุติฐาน แสดงว่า นักศึกษามีความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรครว่ ม หลังการชมส่ือแอนิเมชนั่
มากกว่ากอ่ นชมสอ่ื แอนิเมชน่ั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ 0.05
ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้สื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เรื่อ กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชพี ช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 พบว่าโดยรวมผลการประเมินความพึงพอใจ
อยใู่ นระดับมากทส่ี ุด ( ̅ = 4.66 )
การพัฒนาสื่อแอนิเมช่ันเรื่องการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม สามารถเสริมความรู้ ทาให้เข้าใจ
หลักการ ทบทวนบทเรียน และสามารถนาไปใช้ต่อยอดในการทางานได้มากย่ิงข้ึนและสามารถนาแนวทางในการ
เรียนรู้การพฒั นาส่ือในรปู แบบใหม่ในการเสริมความรู้รายวชิ าการจดั ระบบงานเวชระเบยี นผู้ป่วยในได้
คาสาคัญ กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม,สื่อแอนิเมชั่น,คุณภาพของส่ือแอนิเมชั่น,ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม,ความพึง
พอใจต่อการใช้ส่ือแอนิเมชั่นการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวนิ ิจฉัยโรคร่วม,นักศึกษา,วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทยแ์ ละ
สาธารณสขุ กาญจนาภเิ ษก นนทบุรี
กิตติกรรมประกาศ
งานวจิ ยั เล่มนส้ี าเร็จได้ดว้ ยดเี นื่องจากไดร้ ับความกรุณาอย่างสูงจาก อาจารย์ พชิ ญ์วรา จันทรแ์ ย้ม อาจารย์
ที่ปรึกษา ดร.สุภานัน จิรสินธิปก ประธานการวิจัย และคณะกรรมการตรวจสอบงานวิจัยทุกท่านท่ีกรุณาให้
คาปรึกษา ช่วยเหลือตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่อง ทาให้งานวิจัยการพัฒนาส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่ม
วินิจฉัยโรคร่วม สาหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีที่ 1 วิทยาลัย
เทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี เล่มนี้สมบูรณ์ได้ ผู้วิจัยขอกราบ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี ขอขอบพระคุณ อาจารย์สมเพิ่ม สุขสมบูรณ์วงค์ อาจารย์สายฝน ตันตะ
โยธิน และอาจารย์เอกชัย ใจมุข ท่ีกรุณาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความเท่ียงตรงของวิจัยประด้านเนื้อหา
ขอขอบพระคุณ อาจารย์อุทัย ทับทอง อาจารย์เฉลิมชัย เพาะบุญ และอาจารย์ปาริชาติ จันทร์เที่ยง ซึ่งกรุณา เป็น
ผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบประเมินด้านคุณภาพสื่อ ที่ได้กรุณาให้คาแนะนาเพ่ือแก้ไขเครื่องมือ ในการวิจัยเป็น
เครื่องมือในการวิจัยจนเป็นเครื่องมือท่ีสมบูรณ์พร้อมใช้งาน กราบขอบพระคุณ คณาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ
ประสาทวิชาใหผ้ ูเ้ รยี นได้ความร้แู ละสามารถนาไปใชใ้ นการทาวิจัยจนลลุ ่วง
ขอขอบพระคุณ คณาจารยท์ กุ ท่านและนักศกึ ษาประกาศนียบัตรวิชาชพี ชัน้ สูง สาขาวิชาเวชระเบยี น ชั้นปีท่ี
2 และช้ันปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก ที่ได้ให้ความ
อนเุ คราะหใ์ นการเกบ็ ขอ้ มลู และสนบั สนนุ ในการทาวิจัยคร้ังนี้ จนทาให้ผู้วจิ ยั สามารถทาการวิจัยคร้งั นีไ้ ด้สาเร็จ
ขอขอบพระคุณ บิดาและมารดา ผู้เป็นที่เคารพรักยิ่ง รวมทั้งสมาชิกทุกคนในครอบครัวท่ีให้ ความรักความ
ห่วงใย ช่วยเหลือ สนับสนุน ดูแลเอาใจใส่และให้กาลังใจแกค่ ณะผู้วจิ ยั เสมอมา หากรายงานการวจิ ยั เรอ่ื งการพัฒนา
ส่ือแอนิเมช่ัน การให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมสาหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง
สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี
ฉบับนี้ได้นาไปใช้ประโยชนไ์ มว่ า่ จะด้านใดกต็ าม คณะผ้จู ัดทาขอยกความดใี ห้กับบุคคลท่ีกลา่ วมาขา้ งต้น
คณะผู้วจิ ยั หวังว่า งานวจิ ยั เล่มนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้ท่สี นใจ จึงขอมอบส่วนดที ้ังหมดน้ีให้แก่ เหลา่ คณาจารย์
ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนทาให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ท่ีเก่ียวข้องสาหรับ ข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะ
เกิดขึ้นน้ัน ผู้วิจัยขอน้อมรับผิดและยินดีท่ีรับฟังคาแนะนาจากทุกท่านท่ีได้เข้ามาศึกษาเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา
งานวจิ ยั ต่อไปน้ี
คณะผู้วจิ ัย
สารบญั
บทท่ี 1
บทนา
1.1 ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
ปัจจุบันประเทศไทย ใช้กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมเป็นเครื่องมือสาคัญในการพิจารณาจ่ายเงินให้สถานพยาบาล
กรณีรักษาผู้ป่วยใน ในระบบประกันสุขภาพรัฐ 3 ระบบหลัก คือ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบ
ประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยท้ัง 3 ระบบ จ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลคู่สัญญาสาหรบั
บริการผู้ป่วยในโดยใช้ค่าน้าหนักสัมพัทธ์ (Relative weight : RW) กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมคูณด้วยอัตราฐาน (Base
rate) ค่าน้าหนักสัมพัทธ์จึงเป็นชุดตัวเลขท่ีสถานพยาบาลให้ความสนใจมากเพราะหมายถึงจานวนเงินที่
สถานพยาบาลจะได้รับตามข้อตกลงกับกองทุนประกันสุขภาพจากข้อมูลต้นทุนในการรักษาพยาบาล โดยกลุ่ม
วินิจฉยั โรคร่วม เป็นระบบทใ่ี ชแ้ บง่ แยกกลุ่มของผปู้ ว่ ยในที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพอ่ื ใชเ้ ป็นคา่ มาตรฐานใน
การจดั สรรงบประมาณในการรักษาแบบเหมาจ่ายรายหวั ท่ีทางโรงพยาบาลต้องไดร้ บั การจา่ ยคืน (Reimburstment)
จากสานักงานหลักประกันสุขภาพแหง่ ชาติ (สปสช.) โดยครอบคลมุ ตามโรคท่ีพบ มลี กั ษณะสาคัญดังน้ี สะทอ้ นความ
รุนแรงของกล่มุ โรคผปู้ ว่ ยในระยะเฉียบพลัน ครอบคลมุ ลักษณะการเจ็บป่วยของทุกกลุ่มอายุ และสะท้อนต้นทุนการ
ใหบ้ ริการในสถานพยาบาลทุกสงั กัดและทกุ ระดบั เกิดการเชื่อมโยงของข้อมลู ผ้ปู ว่ ยในโรงพยาบาลและการไหลเวียน
ของข้อมูลจากโรงพยาบาล สู่สานักงานสาธารณสุขจังหวัดจนถึงกระทรวงสาธารณสุข ได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เป็น
สินทรัพย์สาคัญของระบบสาธารณสุขไทยกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมเป็นระบบแบ่งกลุ่มผู้ปว่ ยในที่นามาใช้อย่างแพร่หลาย
ในดา้ นการคลงั สุขภาพ กลุ่มวนิ จิ ฉัยโรครว่ มก่อให้เกิดการเปลย่ี นแปลงขนาดใหญ่ในระบบบริการสุขภาพของประเทศ
ไทย การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพให้เกิดประสิทธิภาพ ความเป็นธรรมและ
คุณภาพของการรกั ษาพยาบาล (ชนกพร ภูมกิ ารยี ์, 2563)
สถาบันพระบรมราชชนก ได้พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2561
สาขาวิชาเวชระเบียน โดยบูรณาการเน้ือหาวิชาในหมวดทักษะชีวติ และหมวดทักษะวชิ าชีพ เพื่อให้วิทยาลัยนาไปใช้
จัดการเรียนการสอนต่อไป (สถาบันพระบรมราชชนก, 2561) โดยหนึ่งในนั้นคือวิชาการจัดระบบงานเวชระเบียน
ผู้ป่วยใน ที่มีเนื้อหาเก่ียวกับการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ซึ่งเป็นหัวข้อที่สาคัญที่ต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ เพ่ือนาไป
ประยุกต์ใช้ในการทางานด้านเวชระเบียน การให้รหัสทางการแพทย์ และการจัดทาสถิติรายงานด้านสุขภาพใน
โรงพยาบาล เพ่อื ให้ได้ข้อมลู มีมาตรฐานและประสิทธิภาพ ไดค้ า่ รกั ษาชดเชยอย่างเป็นธรรม จงึ ได้มกี ารจัดทาส่ือแอ
นิเมชัน่ เพื่อใหค้ วามรแู้ กน่ ักศกึ ษาโดยนกั ศึกษาสามารถทาความเขา้ ใจได้ง่ายและมีความสนใจในการดูส่ือแอนิเมชัน่
แอนิเมชั่น (Animation) หมายถึง การสร้างภาพเคลื่อนไหว ด้วยการนาภาพนิ่งมาเรียงลาดับกัน และ
แสดงผลอย่างต่อเน่ืองทาให้ดวงตาเห็นภาพที่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะภาพติดตา (Persistence of Vision) เม่ือ
ตามนุษย์มองเห็นภาพที่ฉายอย่างต่อเนื่อง เรตินาจะรักษาภาพนี้ไว้ ในระยะส้ัน ๆ ประมาณ 1/3 วินาที หากมีภาพ
อื่นแทรกเข้ามาในระยะเวลาดังกล่าว สมองของมนุษย์จะเช่ือมโยงภาพทั้งส องเข้าด้วยกันทาให้เห็นเป็น
ภาพเคล่ือนไหวท่ีมีความต่อเน่ืองกัน แอนิเมช่ันใช้หลักการเดียวกันกับวิดีโอ สามารถนาไปประยุกต์ใช้กับงานต่าง ๆ
ได้มากมาย เช่น งานภาพยนตร์ งานโทรทัศน์ งานพัฒนาเกมส์ งานสถาปัตย์งานก่อสร้าง งานด้านวิทยาศาสตร์หรอื
งาน พัฒนาเว็บไซต์ เป็นต้น การสร้างแอนิเมช่ันสามารถทาได้หลากหลายโปรแกรม เช่น สร้างข้ึนด้วยโปรแกรม
Power Point โดยมีลักษณะคล้ายหนังการ์ตูนท่ีสามารถเปิดดูได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บแล็ต พีซี
และมีลักษณะพิเศษ คือสามารถสื่อสารกับผู้รับชมสื่อในลักษณะของมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความ ภาพ เสียง พื้นหลัง
ตวั การต์ ูน ไดอ้ ยา่ งน่าสนใจ ผรู้ ับชมเกิดสนุก เพลดิ เพลนิ ไมน่ า่ เบอ่ื (ทวศี ักดิ์ กาญจนสุวรรณ, 2552)
ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทาให้นักศึกษาไม่สามารถเข้ามาเรียนในวิทยาลัยเทคโนโลยีทาง
การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี จึงมีการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ นักศึกษา
ไดร้ บั ผลกระทบในการเรียนออนไลน์เป็นอย่างมาก เรยี นไม่เขา้ ใจกับเนื้อหา ไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียน ไม่มี
ปฏิสมั พันธ์กับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นเรียน เสียสขุ ภาพทางด้านสายตาเนื่องจากจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
และมีความเครียดกับการเรียนออนไลน์ สิ่งแวดล้อมไม่อานวยต่อการเรียน ส่ือการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่มีบทบาท
อยา่ งมากในการเรยี นการสอน เนอื่ งจากเป็นตัวกลางทชี่ ว่ ยให้ การส่ือสารระหว่างผู้สอนและผเู้ รียนดาเนินไปได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของเน้ือหาบทเรียนได้ตรงกับท่ีผู้สอนต้องการไม่ว่าส่ือนั้นจะอยู่ใน
รูปแบบใดก็ตามล้วนแตเ่ ป็นทรัพยากรทีส่ ามารถอานวยความสะดวกในการเรยี นรู้ได้ท้งั ส้ิน กลา่ วคอื สือ่ การเรยี นการ
สอนเป็นส่ิงที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาบทเรยี นที่ยุง่ ยาก
ซับซ้อนได้ง่ายข้ึนในระยะเวลาอันสั้น และช่วยให้เกิดความคิดรวบยอดในเรื่องน้ันได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียนทาให้เกิดความสนุกสนานและไม่รู้สึกเบ่ือหน่ายการ
เรียน นอกจากน้ีการใช้สื่อยังช่วยทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกันในกรณีที่เร่ืองท่ีสอนเป็นนามธรรมและยากต่อ
ความเขา้ ใจทาใหผ้ ู้เรียนเกิดประสบการณ์ร่วมกันในวิชาทเ่ี รยี น (กดิ านนั ท์ มลทิ อง, 2548) ทางผ้วู ิจัยจงึ มีความสนใจ
ท่ีจะพัฒนาสื่ออนิเมชัน การให้ความรู้ เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม สาหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ช้ันสูงสาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัด
นนทบุรี เพอ่ื ใหน้ กั ศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกบั กลุม่ วินจิ ฉัยโรคร่วมมากข้นึ เพ่อื เป็นประโยชนท์ างการศึกษา
และการทางานในสายอาชีพในอนาคต และทาเน้ือหาให้อยู่ในรูปแบบสื่ออนิเมชั่นเพ่ือให้สื่อมีความน่าสนใจในการ
เรียนและมคี วามสะดวกตอ่ การทาความเขา้ ใจต่อการศกึ ษาเรียนรูท้ าความเข้าใจ
1.2 คาถามการวจิ ัย
1) สถานการณ์และสภาพปัญหาการเรียนเร่ือง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม สาหรับนักศึกษาหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข
กาญจนาภเิ ษก จังหวดั นนทบุรี ในปจั จุบนั เปน็ อย่างไร
2) สอื่ แอนเิ มชนั่ การใหค้ วามรู้เรื่อง กลุ่มวนิ จิ ฉยั โรครว่ ม สาหรบั นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัด
นนทบรุ ี เป็นอย่างไร
3) ความรู้หลังการใช้สื่อแอนิเมช่ัน การให้ความรู้เรื่อง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม สาหรับนักศึกษาหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข
กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบรุ ี มากกวา่ ก่อนการใชส้ ือ่ แอนิเมช่ัน การให้ความรูเ้ ร่ือง กลมุ่ วนิ จิ ฉยั โรครว่ ม หรือไม่
4) ความพึงพอใจต่อการใช้ส่ือแอนิเมช่ัน การให้ความรู้เรื่อง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม สาหรับนักศึกษาหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข
กาญจนาภเิ ษก จงั หวัดนนทบุรี อย่ใู นระดับใด
1.3 วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั
1) เพ่ือศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหาการเรียนเรื่อง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ของนักศึกษาหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข
กาญจนาภเิ ษก จงั หวัดนนทบรุ ี
2) เพ่ือพัฒนาสื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เรื่อง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร
วิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
จังหวดั นนทบรุ ี
3) เพ่ือเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการใช้ส่ือแอนิเมช่ัน การให้ความรู้เร่ือง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ของ
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์
และสาธารณสขุ กาญจนาภเิ ษก จงั หวดั นนทบรุ ี
4) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ส่ือแอนิเมชั่นการให้ความรู้เร่ือง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และ
สาธารณสุข กาญจนาภเิ ษก จังหวัดนนทบรุ ี
1.4 สมมติฐานการวจิ ยั
ความรเู้ ร่ือง กลุ่มวินจิ ฉัยโรครว่ ม ของนกั ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชีพชนั้ สูง สาขาวชิ าเวชระเบียน
ช้ันปีที่ 1 วทิ ยาลัยเทคโนโลยที างการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวดั นนทบรุ ี หลังการใชส้ อื่ แอนิเมชั่น
การใหค้ วามรูเ้ รอื่ งกลุ่มวนิ จิ ฉัยโรคร่วม มากกว่าก่อนการใช้สือ่ แอนิเมช่นั การใหค้ วามรู้เรื่องกลมุ่ วินิจฉยั โรคร่วม
1.5 ขอบเขตการวิจัย
ขอบเขตดา้ นประชากร
นักศึกษาหลกั สตู รประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้ันสงู สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีที่ 1 วทิ ยาลัยเทคโนโลยี
ทางการแพทย์และสาธารณสขุ กาญจนาภิเษก จังหวดั นนทบุรี จานวน 101 คน
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 2 วิทยาลัย
เทคโนโลยที างการแพทยแ์ ละสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จงั หวดั นนทบุรี จานวน 94 คน
ด้านพน้ื ทีก่ ารศกึ ษา
วทิ ยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี
ด้านเนอื้ หา
เนื้อหาภายในส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิฉัยโรคร่วม ประกอบไปด้วย ความหมายของ
กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม โครงสร้างของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ข้อมูลท่ีใช้ในการหากลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม วิธีการจัดกลุ่ม
วินจิ ฉยั โรครว่ มโดยใชโ้ ปรแกรม
ด้านระยะเวลา
เดือนพฤศจกิ ายน พ.ศ. 2564 ถึง เดือนกมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2565
ด้านตัวแปร
ตัวแปรต้น คือ ส่อื แอนิเมชั่นการใหค้ วามร้เู ร่อื งกลุม่ วนิ จิ ฉยั โรครว่ ม
ตัวแปรตาม คือ ความร้เู รื่องกลุ่มวินจิ ฉยั โรคร่วม ประกอบด้วย
1. ความหมายของกลมุ่ วนิ ิจฉยั โรครว่ ม
2 .โครงสรา้ งของกลุ่มวนิ จิ ฉยั โรครว่ ม
3. ขอ้ มูลที่ใชใ้ นการจดั กลุ่มวินจิ ฉยั โรคร่วม
4. วธิ กี ารจดั กลุ่มวินิจฉยั โรครว่ มโดยใช้โปรแกรม
1.6 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะท่ใี ช้ในงานวิจยั
กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Group) หมายถึง การจัดกลุ่มผู้ป่วยท่ีมีลักษณะทางคลินิก
และการใช้ทรัพยากรในการรกั ษาพยาบาลใกล้เคียงกนั ไวใ้ นกลมุ่ เดยี วกนั
ส่อื แอนเิ มช่นั หมายถึง ส่ือทีส่ ร้างขน้ึ ดว้ ยโปรแกรม Animaker มีลกั ษณะคล้ายหนังการ์ตูนที่สามารถเปิดดู
ได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บแล็ต พีซี และมีลักษณะพิเศษ คือสามารถส่ือสารกับผู้ดูส่ือในลักษณะ
ของมลั ติมเี ดีย ได้แก่ ข้อความ ภาพ เสยี ง พืน้ หลงั ตัวการ์ตนู
ส่ือแอนเิ มชน่ั การให้ความร้เู รื่องกลุม่ วินิจฉัยโรคร่วม หมายถงึ ส่อื แอนเิ มชนั่ ทีอ่ านวยความสะดวกในการ
ให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชน้ั สูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย
เทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี โดยนาเสนอในรูปแบบของแอนิเมชั่น มี
ลักษณะคล้ายหนังการ์ตูนที่สามารถเปิดดูได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บแล็ตพีซีและมีลักษณะพิเศษ
คือสามารถส่ือสารกับผู้ดสู ่ือในลักษณะของมัลติมีเดีย ได้แก่ ขอ้ ความ ภาพ เสียง พนื้ หลงั ตวั การ์ตนู ซ่งึ ภายในสื่อจะ
ประกอบด้วยพื้นฐานท่ีควรรู้เก่ียวกับกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ได้แก่ ความหมายของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม โครงสร้างของ
กลุ่มวินจิ ฉัยโรครว่ ม ขอ้ มลู ท่ใี ชใ้ นการจดั กลมุ่ วนิ ิจฉัยโรคร่วม และวธิ ีการจัดกลุม่ วนิ ิจฉยั โรครว่ มโดยใช้โปรแกรม
คณุ ภาพของสอ่ื แอนิเมช่นั การให้ความรู้ เรอ่ื งกล่มุ วนิ ิจฉยั โรครว่ ม หมายถึง การประเมนิ คุณลักษณะราย
ด้านของการใช้ส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ซึ่งมีด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา
ประกอบด้วย ความสอดคล้องระหว่างเน้ือหา ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ ความชัดเจนในการอธิบาย
เนื้อหา เนื้อหามีความกะทัดรัด เข้าใจง่าย เน้ือหามีความถูกต้อง ด้านการออกแบบ ประกอบด้วย รูปแบบ ขนาด
และสีของตัวอักษร สวยงาม อ่านง่าย ภาพประกอบมีเทคนิคทางศิลปะและสื่อความหมายไดด้ ี ภาพประกอบเน้ือหา
คมชัด สวยงาม น่าสนใจ เสียงบรรยายและเสียงเพลงประกอบน่าฟัง น่าสนใจ ระยะเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอส่ือไม่
สน้ั และไมย่ าวจนเกินไป และด้านการนาไปใช้จริง ประกอบดว้ ย ความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลของส่ือแอนิ
เมชั่น การให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ค่าคะแนนที่ได้จากการศึกษาข้อมูลภายในสื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้
เร่อื งกลุ่มวินิจฉยั โรครว่ ม
ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม หมายถึง การประเมินวัดระดับความรู้ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี ต่อการใช้สื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่ม
วินิจฉัยโรคร่วมสาหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 1 วิทยาลัย
เทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี ประกอบด้วย ความหมายของกลุ่ม
วินิจฉัยโรคร่วม โครงสร้างของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ข้อมูลที่ใช้ในการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม วิธีการจัดกลุ่ม
วนิ จิ ฉัยโรคร่วมโดยใชโ้ ปรแกรม
ความพึงพอใจต่อการใช้ส่ือแอนเิ มช่นั การให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวนิ จิ ฉัยโรครว่ ม หมายถึง การประเมนิ ความ
พึงพอใจของนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี ต่อการใช้
ส่ือแอนเิ มช่นั การใหค้ วามรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรครว่ มสาหรบั นักศึกษาหลักสูตรประกาศนยี บัตรวิชาชีพช้ันสงู สาขาวิชา
เวชระเบยี น ชัน้ ปีที่ 1 วทิ ยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จงั หวดั นนทบุรี ซงึ่ มีดว้ ยกนั
3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นเน้อื หา ประกอบด้วย ความสอดคล้องระหวา่ งเน้ือหา ความสอดคล้องระหวา่ งวตั ถปุ ระสงค์ ความ
ชัดเจนในการอธิบายเน้ือหา เน้ือหามีความกะทัดรัด เข้าใจง่าย เนื้อหามีความถูกต้อง ด้านการออกแบบ
ประกอบด้วย รูปแบบ ขนาด และสีของตัวอักษร สวยงาม อ่านง่าย ภาพประกอบมีเทคนิคทางศิลปะและส่ือ
ความหมายได้ดี ภาพประกอบเนื้อหาคมชัด สวยงาม น่าสนใจ เสียงบรรยายและเสียงเพลงประกอบน่าฟัง นา่ สนใจ
ระยะเวลาที่ใช้ในการนาเสนอสื่อไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป และด้านการนาไปใช้จริง ประกอบด้วย ความสะดวก
รวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลของสื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ค่าคะแนนท่ีได้จากการศึกษา
ขอ้ มูลภายในสอ่ื แอนเิ มช่ันการใหค้ วามรเู้ ร่อื งกลุ่มวนิ ิจฉัยโรครว่ ม
นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 1
วทิ ยาลยั เทคโนโลยที างการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภเิ ษก จงั หวดั นนทบุรี
วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก หมายถึง เปน็ วทิ ยาลยั ในสงั กัด คณะ
สาธารณสขุ ศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบนั พระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข
บทที่ 2
แนวคิดทฤษฎีและงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้อง
ในการศึกษาเรื่อง การพัฒนาสอื่ แอนิเมชน่ั การให้ความรเู้ รื่องกลุ่มวนิ ิจฉัยโรคร่วม สาหรบั นกั ศกึ ษาหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข
กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี คณะผู้ศึกษาได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องในการศึกษา
มาประกอบ ดงั น้ี
2.1 ความร้เู รอ่ื งกลุม่ วนิ จิ ฉยั โรครว่ ม
2.1.1 ความหมายของกลมุ่ วนิ จิ ฉยั โรคร่วม
2.1.2 โครงสร้างของกลมุ่ วนิ จิ ฉยั โรคร่วม
2.1.3 ขอ้ มูลท่ใี ชใ้ นการจัดกลุม่ วินจิ ฉัยโรครว่ ม
2.1.4 วธิ ีการจดั กลุ่มวินจิ ฉยั โรคร่วม โดยใช้โปรแกรม
2.2 แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกับแอนิเมช่ัน
2.2.1 ความหมายของแอนเิ มชน่ั
2.2.2 องค์ประกอบของแอนิเมช่ัน
2.2.3 รปู แบบของแอนเิ มช่ัน
2.2.4 หลักการออกแบบแอนเิ มชนั่
2.3 แนวคิดและทฤษฎเี กีย่ วกบั การพงึ พอใจ
2.3.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
2.3.2 ความสาคญั ของความพงึ พอใจ
2.3.3 ทฤษฎีเก่ยี วกับการพึงพอใจ
2.3.4 การวัดความพงึ พอใจ
2.4 โปรแกรม Animaker
2.4.1 ความหมายของ Animaker
2.4.2 ขนั้ ตอนการใชง้ าน Animaker
2.4.3 การสรา้ ง Animation video ด้วย Animaker
2.5 ADDIE Model
2.5.1 ความหมายของ ADDIE Model
2.5.2 หลักการออกแบบของ ADDIE model
2.6 งานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
2.1 ความรู้เรื่องกลุ่มวนิ จิ ฉยั โรคร่วม
2.1.1 ความหมายของกลุม่ วนิ ิจฉัยโรคร่วม
Diagnosis Related Group หรือกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม คือการจัดกลุ่มผู้ป่วยท่ีมีลักษณะทางคลินิก
และการใชท้ รพั ยากรในการรักษาพยาบาลใกลเ้ คียงกันไว้ในกลุม่ เดยี วกนั
2.1.2 โครงสรา้ งของกลุ่มวนิ ิจฉัยโรคร่วม
กลุ่มโรคทั้งหมดใน Thai DRG version 6.3.3 แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Pre MDC, MDC 01 - 25
และกลุ่ม UN(Ungroupable, Unrelated OR procedure, Unacceptable PDx)
องคป์ ระกอบสาคัญทีใ่ ชใ้ นการจัดกลมุ่ โรค ได้แก่ MDC, PDC, AX และ DC
MDC (Major Diagnostic Category) คือ หมวดใหญ่ของกลุ่มโรค หรือ DC (Disease Cluster) ที่
อยู่ในระบบเดียวกัน (เช่น ระบบประสาท, ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น) ในแต่ละ MDC จะมีรายการของรหัสการ
วินิจฉัย และ/หรือรหัสหัตถการท่ีกาหนดไว้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เรียกว่า PDC (Procedure or Diagnosis
Cluster)
ส่วนใหญ่แล้ว แต่ละ PDC จะจัดเป็นหน่ึง DC เช่น PDC 1PC (Spinal procedures) จัดเป็น DC
0103แต่บาง PDC อาจจัดเป็นหลาย DC โดยใช้องค์ประกอบอ่ืนในการพิจารณา เช่น อายุ ตัวอย่าง คือ PDC 6L
(IntestinalHelminthiases) จัดเปน็ DC 0662 ถา้ อายุมากกวา่ 9 ปี และเป็น DC 0663 ถ้าอายนุ อ้ ยกวา่ 10 ปี บาง
DC อาจจัดโดยใช้รหัสโรคหรือหัตถการเพ่ิมเติม จึงต้องนากลุ่มของรหัสโรคหรือหัตถการอีกพวกหน่ึง เรียกว่า AX
(Auxilliary Cluster) มาใช้เช่น PDC 1PB (Craniotomy) จัดเป็น DC 0101 (Craniotomy for trauma) เม่ือมี
PDX เป็นรหัสในกลุ่ม Trauma และจัดเป็น DC 0102 (Craniotomy except for trauma) เมื่อ PDx ไม่เป็นรหัส
ในกลุ่ม Trauma ซง่ึ กลุม่ รหสั Trauma มีการกาหนดไวเ้ ป็น AX 1BX
AX แตกต่างจาก PDC คือ 1) AX ไม่ใช่กลุ่มรหัสหลักท่ีใช้ในการกาหนด DC 2) AX ท่ีอยู่ใน MDC
เดยี วกัน อาจมรี หสั ซา้ ซอ้ นกนั ได้
DRG กาหนดจาก DC โดยพิจารณาจาก PCL (Patient Complexity Level) แต่ละ DC จะแบง่ ได้
สงู สุดเป็น 5 DRG ตามความซับซ้อน และการใชท้ รัพยากรของ PCL ในระดบั ต่างๆ แต่การกาหนดว่า
DC ใดจะแบ่งเป็นก่ี DRG โดยแต่ละ DRG ประกอบด้วย PCL ระดับใดบ้างนั้น จะมีการกาหนดจากการ
ประมวลขอ้ มูล โดยพจิ ารณาตามความเหมาะสมของการจัดกลมุ่
การกาหนดเลขสาหรับ MDC, PDC, DC, DRG และ AX
1. MDC (Major Diagnostic Category) เปน็ เลข 2 ตวั ไดแ้ ก่
00สาหรับ Pre MDC
01-25 สาหรบั MDC 01 - 25
26 สาหรับกลุ่ม UN
2. PDC (Procedure or Diagnosis Cluster) เปน็ เลขและตัวอกั ษร ดังน้ี
Dx PDC = เลข MDC + A, B, C . . เช่น 5A, 5B
Proc PDC = เลข MDC + P หรือ Q + A, B, C . . เช่น 5PA, 5PB, 8QA
(Dx PDC คอื PDC ของรหสั โรค Proc PDC คอื PDC ของรหสั หตั ถการ)
3. DC (Disease Cluster) เป็นเลข 4 ตัว โดย 2 ตัวหน้าเป็นเลข MDC. 2 ตัวหลังเป็นเลขลาดับซ่ึงแบง่ เปน็
2 ช่วงคือ 01 - 49 สาหรับ DC ท่ีมี Procedure (ยกเว้นกรณีรักษามะเร็งท่ีมี nonOR Dx Proc และการให้เลือด ใน
บาง MDC) และ 50 - 99 สาหรบั DC ท่ไี มม่ ี Procedure
2.1.3 ขอ้ มูลท่ใี ชใ้ นการจัดกลมุ่ วินิจฉยั โรคร่วม
1. รหสั การวนิ จิ ฉัยโรคหลกั (Principal Diagnosis, PDx)
คือ รหัส ICD-10 สาหรับโรคหลักที่ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษา ในการเข้ารักษาในโรงพยาบาลครั้งนั้น PDX
จะต้องมีเสมอและมีได้ 1 รหัสเท่าน้ัน ปกติแล้วแพทย์ผู้ดูแลรักษาคือผู้สรุปวา่ โรคหรือภาวะท่ีให้การตรวจรักษาเป็น
หลักในการอยูโรงพยาบาลคร้ังน้ัน คือโรคหรือภาวะใด แม้ว่าบางครั้งอาจก้ากึ่ง ตัดสินใจยาก แต่มีความจาเป็นท่ี
จะตอ้ งสรปุ ใหไ้ ดก้ ่อนที่จะนามาหา DRG
รหสั ICD-10 ท่ีใชเ้ ปน็ PDX ใช้ ICD-10 (2016) ของ WHO และ ICD-10-TM (20 16) ท่ีเพม่ิ ความละเอียด
และไม่ขดั แย้งกับ ICD -10 WHO ยกเวน้ รหัสในกรณตี ่อไปน้ี ซง่ึ ถอื วา่ ใชไ้ มไ่ ด้ (invalid) ได้แก่
- รหัสท่ีเป็นหัวข้อ เมื่อหัวข้อน้ันมีการแบ่งเป็นข้อย่อยในรหัส WHO เช่น A00 (Cholera) ใช้ไม่ได้ เพราะมี
การแบง่ เปน็ ขอ้ ย่อย A00 1 , A002 และ A009 (กรณที ่รี หัส WHO ไม่มีการแบ่งเป็นข้อย่อย แมจ้ ะมีการแบ่งข้อย่อย
ใน ICD -10-TM รหสั ที่เปน็ หัวข้อยังใช้ได้ เชน่ B86 เปน็ ต้น)
- รหสั External causes (ขนึ้ ตน้ ดว้ ย V, W, x, Y)
นอกจากนี้มีการเพ่ิมเติมในบางส่วนของรหัส WHO เช่น รหัสท่ีข้ึนต้นด้วย F (แบ่งละเอียดข้ึน), I (70.- เพิ่ม
รหัส ระบุการมี gangrene), M (เพ่ิม site code) และ S, T (ระบุ closed และ open สาหรับ fracture และ
บาดแผลของ body cavity) ในส่วนท่ีเพ่ิมนี้ หัสท่ีเป็นหัวข้อยังใช้ได้ เช่น T08 (Fracture of spine. level
unspecified) ยังใช้ได้แม้จะมีรหัส T080 (สาหรับ closed) และ T081 (open) เนื่องจากการแบ่งเป็น T080 และ
T081 ไม่ไดเ้ ปน็ การบังคบั
2. รหสั การวินจิ ฉยั โรคอ่ืน (Secondary Diagnosis, SDx)
คือ รหัส ICD-10 สาหรับโรคอ่ืนนอกเหนือจากโรคหลัก SDx อาจเป็นโรคร่วม (comorbidities) หรือ
ภาวะแทรกซ้อน (complications) ก็ได้ แตต่ ้องมกี ารดาเนินการรักษาในคร้งั นน้ั โรคในอดีตที่หายแล้ว หรอื โรคท่ีไม่
มีการดาเนินการตรวจ และโรคท่ีไม่ได้ให้การรักษา (other diagnoses) จะนามาเป็น SDx ไม่ได้ SDx อาจไม่มีเลย
หรือมหี ลายรหัสกไ็ ด้ แตต่ อ้ งไมเ่ กิน 12 รหสั
รหัส ICD- 10 ท่ใี ช้เป็น SDx ไดน้ ้ัน มขี ้อกาหนดเช่นเดียวกบั PDx ดังขา้ งบน
3. รหัสการผ่าตัดและหตั ถการ (Procedure, Proc)
คือ รหัส ICD-9-CM (ฉบับปี 2015) สาหรับการผ่าตัดและการทาหัตถการต่างๆ ซึ่งในท่ีนี้จะเรียกรวมกันว่า
หัตถการ ใน Thai DRG version 6.3.3 มี การกาหนดหัตถการท่ีเป็น OR Procedure (Operating Room
Procedure, OR-Proc) หมายถึง หัตถการท่ีมีการกาหนดไว้ในระบบการจัดกลุ่ม ว่าเป็นหัตถการท่ีต้องใช้ห้องผ่าตดั
ไม่ว่าในการทาจรงิ ๆ ทาในห้องผา่ ตัดหรอื ไม่กต็ าม
Proc อาจไมม่ ี หรือมหี ลายหัสก็ได้ แต่ต้องไมเ่ กนิ 20 รหัส
ICD-9-CM Procedure with Extension code คือ การเพ่ิมรหัส 2 ตาแหน่งต่อท้ายรหัส ICD-9-CM เดิม
เพื่อบอกจานวนตาแหน่ง และจานวนคร้ังของการผ่าตัด เน่ืองจากรหัสหัตถการโดยลาพังไม่สามารถแสดงความ
แตกต่าง ในกรณีที่มีการผ่าตัดหลายตาแหน่ง หรือหลายครั้ง จึงมีการเพิ่มข้อมูลบางส่วน เพ่ือให้สามารถจัดกลุ่ม
วนิ จิ ฉัยโรคร่วมท่ีแยกความแตกตา่ งได้
4. วนั เกดิ (Date of birth, DOB)
5. อายุ (Age และ AgeDay)
ประกอบด้วยตวั เลข 2 ตวั ได้แก่
- Age คอื อายุเป็นปี มคี า่ ไดต้ ั้งแต่ 0 ถงึ 124
- AgeDay คอื เศษทเี่ หลือของปี นับเป็นวัน มีคา่ ตัง้ แต่ 0 ถงึ 364 หรอื 365 วัน
สูตรในการคานวณอายุคือ วันท่ีรับไว้ในโรงพยาบาล - วันเกิด (DateAdm - DOB) กรณีท่ีข้อมูลวันเกิดและ
วันท่ีรับไว้ในโรงพยาบาลไม่ครบ ให้ใช้อายุท่ีใสโดยตรง (ฟิลด์ Age และ AgeDay) ถ้ามีทั้งท่ีได้จากการคานวณและท่ี
ใส่โดยตรง ใหใ้ ช้ท่ไี ดจ้ ากการคานวณ
กรณที ่ี Age มคี า่ เป็น 0 จาเป็นต้องมี AgeDay ถา้ Age มากกว่า 0 จะไมม่ ี AgeDay ก็ได้
อายุทใี่ ช้ในการจัดกลุม่ DC ใช้จานวนอายเุ ต็มปี (Age) โดยตัดเศษทง้ิ ไป (AgeDay ใช้ในการกาหนด MDC15
เท่านั้น) ตัวอย่าง เช่น ใน DC ท่ีกาหนด Age > 54 ผู้ป่วยที่เข้าเงื่อนไขน้ีต้องมี Age เป็น 55 หรือมากกว่า ผู้ป่วยท่ีมี
Age เป็น 54 ร่วมกับ AgeDay เป็น 1 วันข้ึนไป ไม่เขา้ เงอื่ นไขนี้
6. น้าหนักตวั แรกรบั (Admission weight, AdmWt)
คือน้าหนักตัวเป็นกิโลกรัมในขณะที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล สาหรับทารกที่คลอดในโรงพยาบาลจะเป็น Birth
weight ข้อมลู นา้ หนกั ตวั แรกรับมีความจาเป็นสาหรับผปู้ ว่ ยทเ่ี ปน็ ทารกแรกเกิด (อายุ 0 - 27 วัน)
AdmWt ท่ีมคี า่ น้อยกวา่ 0.3 กก. ถือว่าไม่มี หรือใช้ไมไ่ ด้ (invalid)
7. เพศ (Sex)
มคี ่าเป็น 1 หรอื 2 โดย 1 แทน เพศชาย, 2 แทน เพศหญงิ
8. ประเภทการจาหน่ายออกจากโรงพยาบาล (Discharge Type, Discht)
คา่ ที่ใชไ้ ด้ และความหมาย มีดังน้ี
1 = With approval
2 = Against advise
3 = Escape
4 = Transfer
5 = Other
8 = Dead autopsy
9 = Dead no autopsy
9. วันที่และ เวลา รับไว้ในโรงพยาบาล (Admission date & time, DateAdm & TimeAdm)
10. วนั ท่ีและ เวลา จาหน่ายออกจากโรงพยาบาล (Discharge date & time, DateDsc & TimeDsc)
TimeAdmและ TimeDsc ระบุโดยใช้ตัวเลข 4 ตัว เลข 2 ตัวหน้าระบุชั่วโมง มีค่า 00 - 23 เลข 2 ตัวหลัง
ระบุนาที มีคา่ 00 - 59 เวลา 2400 ใชไ้ ม่ได้
11. จานวนวนั ที่ลากลับบ้าน (Leave day คือ จานวนวันท่ีลากลับบ้านโดยท่ียังไมไ่ ด้จาหนา่ ยผู้ปว่ ยออก ให้
นับจานวนวันที่ลากลับบ้านทุกคร้ังรวมกันต้องไม่น้อยกว่า 0 การมีค่าน้อยกว่า 0 จัดเป็นความผิดพลาดเก่ียวกับ
Length of Stay
วิธีนับจานวนวนั ลากลบั บ้าน ใช้หลกั การดงั นี้
1. วันแรกทผี่ ูป้ ่วยลากลับบ้าน ใหน้ ับเป็นวนั ท่ลี ากลบั บ้าน
2. วนั ถัดมา ถ้ายังไม่ได้กลบั มานอนรพ. ใหน้ ับเปน็ วันทลี่ ากลบั บา้ น
3. วนั ทีก่ ลับมาจากการลากลบั บ้าน ห้นบั เปน็ วนั ที่นอนโรงพยาบาล
4. ผู้ป่วยที่กลับมาจากการลากลับบ้าน แล้วลากลับบ้านต่อในวันเดียวกัน ให้นับเป็นวันท่ีลากลับ
บา้ น
5. ถ้าวันท่ีลากลบั บ้านเปน็ วนั เดยี วกบั วนั ทร่ี ับไวใ้ นโรงพยาบาล (Admission date) ให้นับเปน็ วันที่
นอนโรงพยาบาล
6. ถ้าวันท่ีกลับมาจากการลากลับบ้านเป็นวันเดียวกับวันที่จาหน่าย ( Discharge date)ไม่ให้
นบั เปน็ ทง้ั วันทลี่ ากลับบ้านและวันทีน่ อนโรงพยาบาล
12. ระยะเวลาท่ีนอนรักษาในโรงพยาบาล (Length of stay, LOS)
LOS คอื ระยะเวลาท่ีนอนรักษาในโรงพยาบาล ทคี่ านวณโดยใชท้ ง้ั วันทแี่ ละเวลาทร่ี บั ไวแ้ ละจาหนา่ ย
โดยนับ 24 ช่ัวโมงเป็น 1 วัน กรณีมีเศษของ 24 ช่ัวโมงและเศษน้ันนับได้เกิน 6 ช่ัวโมง ให้ ถือเป็น 1 วัน ถ้าจานวน
วันท่ีลากลับบ้านมีค่ามากกว่า 0 ให้นาไปลบออกด้วย ถ้า LOS ที่ได้มีค่าน้อยกว่า 0 จัดเป็นความผิดพลาดเกี่ยวกับ
Length of Stay ถ้า LOS หลงั การหักลบมคี า่ เป็น 0 จัดเปน็ กรณอี ยูโ่ รงพยาบาลไมเ่ กิน 24 ชั่วโมง
2.1.4 วิธีการจัดกลมุ่ วนิ จิ ฉัยโรคร่วม โดยใช้โปรแกรม
การหาวา่ ผปู้ ว่ ยรายหนงึ่ จัดเปน็ DRG ใด ไมว่ ่าทาโดยใช้ software (DRG Grouper) หรือไม่กต็ าม ตอ้ งทาตาม
ข้อกาหนดในหนังสือน้ี ซ่ึงมีทั้งข้อกาหนดและฐานข้อมูลอ้างอิงสาหรับการหา DRG ข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้ในการหา DRG
คือรหัสการวินิจฉัยโรคหลัก ( PDx), รหัสการวินิจฉัยโรคอ่ืน (SDx), รหัสการผ่าตัดและหัตถการ (Proc), น้าหนักตัว
แรกรบั , อายุ, เพศ, ประเภทการจาหน่าย,วันเวลาท่รี ับไว้ในโรงพยาบาล และวันเวลาทจี่ าหนา่ ยออกจากโรงพยาบาล
กอ่ นหา DRG มี 2 ขัน้ ตอนทีต่ อ้ งทา คือ
1.) ตรวจสอบขอ้ มลู โดยใชข้ ้อมลู อา้ งอิงใน Appendix A2 - A4
2.) พจิ ารณาสลับ PDX กบั SDX1 ถ้าทั้งสองรหัสเป็นคู่ของรหสั Dagger-asterisk ดังที่ระบใุ น Appendix A1
การหา DRG แบง่ เปน็ 3 ข้นั ตอนใหญ่ คือ
1. การหา MDC
2. การหา DC
3. การหา DRG
1. การหา MDC
ข้ันตอนแรกของการหา DRG คือการหาว่าผู้ป่วยรายนี้จัดอยู่ใน MDC ใด แต่ก่อนจะถึง MDC จะต้อง
ตรวจสอบว่าอยู่ในส่วน Pre MDC หรือไม่ การหาว่าอยู่ในส่วน Pre MDC หรือเป็น MDC ใด ให้ทาตาม diagram
ของ Pre MDC ซง่ึ
มีข้ันตอนตามลาดับดังนี้
1.1. ตรวจสอบว่า มีการผ่าตัดหรือหัตถการท่ีเป็น liver transplant, heart and/or lung transplant,
bone marrow
transplant, laryngectomy, tracheostomy และ ตรวจรหัสโรค tracheostomy status พร้อมท้ังเง่ีอนไขอื่น ว่า
มพี ร้อม
หรอื ไม่ ถ้ามี เป็น Pre MDC
1.2. ถ้าไม่เป็น Pre MDC ให้ตรวจสอบว่าเป็น MDC 24 หรือไม่ ข้อมูลผู้ป่วยที่จะจัดเป็น MDC 24 ได้ ต้อง
มเี ง่อื นไขครบ ตามทก่ี าหนดในบทของ MDC 24
1.3. ถ้าไม่เป็น MDC 24 ข้ันต่อไปคือตรวจสอบว่าเป็น MDC 25 หรือไม่ ข้อมูลผู้ป่วยท่ีจะจัดเป็น MDC 25
ได้ ต้องมี PDx เป็น HIV disease (ตาม MDC 25 Assignment of ICD-10 Codes)
1.4 ถา้ ไมเ่ ปน็ MDC 25 ต่อไปคือตรวจสอบวา่ อายุน้อยกว่า 28 วนั หรือไม่ ถา้ น้อยกวา่ จดั เปน็ MDC 15
1.5 ถ้าไม่เป็นตาม 1.4 ในข้ันนี้การหาว่าเป็น MDC ใด ใช้ PDx เพียงอย่างเดียว เมื่อตัดรหัสที่เป็น HIV
diseaseออกไปแล้ว รหัส ICD-10 ท่ีเหลือจะถูกแบ่งเป็น MDC 01 - 23 โดยไม่ซ้ากัน (ยกเว้นบางรหัสท่ีเกี่ยวกับ
อวัยวะสืบพันธ์ุ และทางเดินปัสสาวะ จะเป็น MDC ใดข้ึนกับเพศของผู้ป่วย) การหาว่ารหัส PDx หน่ึง จัดเป็น MDC
ใด ดจู ากAssignment of ICD-10 Codes ของแต่ละบท หรือ Appendix E
โดยสรปุ การหา MDC มขี ้ันตอนคอื
Pre MDC MDC 24 MDC 25 MDC 15 MDC 01 - 23
2.การหา DC
จาก MDC ไปสู่ DC ขนั้ ตอนในแต่ละ MDC จะไมเ่ หมอื นกันทเี ดียว ตอ้ งใช้ diagram ของแต่ละ MDC เป็น
แนวทาง โดยท่วั ไปแล้วจะเรมิ่ ด้วยการหา PDC กอ่ นการหา PDC ใหด้ ูข้ันตอนตามแผนภมู ิของแตล่ ะ MDC สว่ นใหญ่
แล้วมีขัน้ ตอนดงั นี้
2.1. ตรวจสอบว่ามี Proc หรอื ไม่ ถ้ามสี ัมพนั ธก์ ับ MDC นั้นหรือไม่ โดยในแตล่ ะ MDC จะมรี ายการ Proc
สาหรบั MDC (MDC Assignment of ICD-9-CM Codes) Proc ทไ่ี ม่อยูใ่ นรายการนถ้ี อื ว่าไม่สัมพันธ์ (Unrelated)
ผู้ปว่ ยทีม่ ีหลาย Proc อาจมหี ลาย PDC จะตอ้ งเลอื กเพยี ง PDC เดยี ว ทม่ี ี Hierarchy สงู สดุ (คอื PDC ที่อยู่
เสน้
ถ้า Proc ไม่สัมพนั ธ์กบั MDC ต้องดาเนินการตามที่กาหนดใน Appendix D: Unrelated OR Procedures
ซ่ึงอาจมีผลให้ เปลยี่ น MDC ใหม่ หรอื จัดเปน็ DC ใน MDC 26 หรอื ดาเนนิ การตามขัน้ ตอนต่อไปของ MDC เดิม
2.2. ใช้PDXหา PDC จาก MDC Assignment of ICD-10 Codes ของบทนนั้ ๆ
บาง MDC อาจมีข้ันตอนที่ต่างไป เช่น ให้ตรวจสอบ PDx ก่อน (MDC 05) หรือตรวจสอบ length of stay
กอ่ น
(MDC 15) เป็นตน้
การหา DC จาก PDC สาหรับแต่ละ DC อาจแตกต่างกันบ้าง ต้องดู Diagram และ DC definition
ประกอบ
กนั การกาหนด DC จาก PDC มีหลายแบบเชน่
- บาง DC กาหนดจาก PDC โดยตรง
- บาง DC กาหนดจาก PDC และอายุ
- บาง DC กาหนดจาก PDC และ AX
- บาง DC กาหนดจาก PDC และ Discharge type เป็นตน้
สาหรับ DC ที่กาหนดจากการมี SDx ใน AX หนึ่ง (เช่น DC 0552 ใช้ AX 5CX) ถ้าพบ SDX หลายรหัสอยู่
ในAX นัน้ ตอ้ งนา รDx เหล่าน้นั มาเรยี งตามลาดับอักษรจาก 2 ไป A กอ่ นแลว้ จงึ ใช้ SDX ทีอ่ ยูล่ าดับแรกจัดเป็น DC
ดังกลา่ ว ส่วน DC ทก่ี าหนดจากการมี PDx หรือ SDx ใน AX หนงึ่ หากทง้ั PDx และ SDX อยู่ใน AX น้ัน ให้ใช้ PDX
ในการจัดเป็น
DC ที่กาหนดจากการมีหัสหัตถการ (Proc) หรือ รหัสวินิจฉัย (PDX และ/หรือ SDx) ตามเงื่อนไข ถ้ามีท้ัง
รหัสหัตถการและหสั วินิจฉัยท่ตี รงเง่อื นไข ใหใ้ ช้รหสั หัตถการในการจดั เป็น DC นน้ั
3.การหา DRG
ในการหา DRG ต้องมีการหา PCL (Patient Complexity Level) ซึ่งเป็นส่ิงท่ีบ่งช้ถี ึงความซับซ้อนของการ
เจบ็ ป่วยและการรกั ษา (CC, Cinical Complexity) เมือ่ รู้ DC และ PCL แลว้ ใหจ้ ดั เปน็ DRG ตาม DRG definition
ซ่ึงแสดงต่อจาก DC definition ของทุก DC
เลข DRG เปน็ ตวั เลขห้าตัว สตี่ ัวแรกเป็นเลข DC ตัวทีห่ ้า เปน็ ดงั น้ี
กรณีที่ DC นัน้ จดั เป็น 1 DRG เลขตัวทหี่ า้ ของ DRG เป็น 9
กรณที ่ี DC นัน้ จดั เป็น 2 DRG ขึน้ ไป เลขตัวที่หา้ ของ DRG เป็น 0 1 2 3 หรือ 4
DC ทจ่ี ดั เป็น 1 DRG จะไมม่ ีการระบวุ ่าประกอบด้วย PCL ใดบา้ ง
DC ที่จัดเป็น 2 DRG ข้นึ ไป DC ใดมีกี่ DRG แต่ละ DRG ประกอบดว้ ย PCL ใดบา้ ง ให้ดูท่ี DRG definition
เนื่องจากในการกาหนดว่า DRG ใด ประกอบด้วย PCL ใดบ้างน้ัน มีการนาข้อมูลค่าใช้จ่ายในการรักษามา
พจิ ารณา DRG จงึ เปน็ ผลรวมของ CC กับค่าใชจ้ ่ายในการรักษาผปู้ ว่ ยใน DRG นน้ั ผลรวมนีแ้ ทนดว้ ยตัวเลข 0 - 4 ที่
เลข ตวั ที่ห้าของ DRG และมีความหมายดงั น้ี
0 = without significant Cost and Clinical Complexity (wo sig CCC)
1 = with minor CCC (w min CCC)
2 = with moderate CCC (w mod CCC)
3 = with major CCC (w maj CCC)
4 = with extreme CCC (w ext CCC)
สว่ น DRG ทีเ่ ลขตวั ทหี่ า้ เป็น 9 ชือ่ ของ DRG จะเหมอื นชอื่ ของ DC
การหา PCL มรี ายละเอียดใน Appendix F
เลข และ ชื่อ ของ DRG ตา่ งๆ ดูไดจ้ าก Appendix G
Unrelated OR Proc
ผู้ป่วยบางรายที่รู้ MDC แล้ว และมี OR Procedure (การดูว่า Proc หน่ึง เป็น OR Procedure หรือไม่ ดู
ได้จาก Appendix B) เมื่อหา PDC สาหรับ OR Procedure น้ัน แล้วไม่พบในรายการ MDC Assignment of ICD-
9-CM Codes ของ MDC น้ัน กรณีนี้เป็น Unrelated OR Procedure ซึ่งมีวิธีดาเนินการตามท่ีกาหนดใน
Appendix D
การเปล่ยี น MDC
TDRG v 6.3.3 ได้มีการเพิ่มขั้นตอนการเปล่ียน MDC หลังจากที่ได้มีการกาหนด MDC และดาเนินการหา
DC ตามข้ันตอนของ MDC นั้น แลว้ เกิดกรณดี งั ตอ่ ไปนี้
1. เปน็ Unrelated OR Procedure ใน MDC ตา่ งๆ ตามที่ระบใุ น diagram ของ MDC นั้นๆ (UORP)
2. มี OR Procedure ใน MDC 18, 23, 25
3. เปน็ MDC 14 ทีม่ ี PDx เปน็ 098- , 099- โดยไมม่ กี ารคลอด
การเปลี่ยน MDC มี 3 วิธีดังท่ีจะกล่าวต่อไป โดยมีเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละวิธี หากไม่ตรงตามเงื่อนไข ก็ไม่
สามารถเปล่ียน MDC ได้ ต้องดาเนินตามขัน้ ตอนต่อไปตามทีร่ ะบใุ น diagram หากมเี งื่อนไขใหเ้ ปลยี่ น MDC ได้ เมอ่ื
เปลยี่ นแล้วจะตอ้ งดาเนนิ การตามข้นั ตอนของ MDC ใหม่ ตงั้ แต่ขัน้ ตอนแรกของ MDC ใหม่
การเปลี่ยน MDC มี 3 วธิ ี ดงั นี้
1. เปลี่ยน MDC ตาม Proc และ PDx (MDC Reassignment by Proc and PDx)
เป็นการเปล่ียน MDC ตาม Main MDC ของ Proc เฉพาะเม่ือ PDX เปน็ รหสั โรคท่ีพบได้ในหลาย
ระบบ (MOS Dx) วิธนี มี้ ีการใช้เมอ่ื เปน็ กรณี Unrelated OR Procedure รายละเอยี ด ดูใน appendix D
2. เปล่ยี น MDC ตาม Proc และ SDX (MDC Reassignment by Proc and SDx)
เปน็ การเปล่ียน MDC ตาม MDC ของ Proc และ SDX วธิ นี ้มี กี ารใชเ้ มอ่ื
-เปน็ กรณี Unrelated OR Procedure
-มี OR Procedure ใน MDC 18, 23, 25
รายละเอียด ดใู น appendix D และใน MDC 18, 23, 25
3. เปลยี่ น MDC ตาม SDX และ PDX (MDC Reassignment by SDx and PDx)
เป็นการเปล่ียน MDC ตาม SDX เม่ือ PDx เป็น 098- , 099- โดยไม่มีการคลอด รายละเอียด ดูใน
MDC 14
Unacceptable Principal Diagnosis
ผปู้ ว่ ยรายใดที่มี PDX เปน็ รหสั ทีร่ ะบุใน Appendix A2 จัดเปน็ DRG 26519
การหาน้าหนักสัมพัทธ์ (RW)
หลังจากได้ DRG แล้ว สามารถหาน้าหนักสัมพัทธ์ (RW), ค่ามาตรฐานจุดตัดวันนอนนานเกินเกณฑ์ (OT),
และค่ามาตรฐานวันนอนเฉล่ีย (WILOS) จาก Appendix G
ใน Appendix G มคี ่า Rwod และ RW ในทกุ DRG โดย Rwod คอื ค่านา้ หนักสัมพทั ธส์ าหรับกรณีท่ีผู้ป่วย
อยูโ่ รงพยาบาลไมถ่ ึง 24 ช่ัวโมง ตามทรี่ ะบุใน Appendix H
กรณีที่ระยะเวลาในการนอนรักษาในโรงพยาบาลส้ันเกินไป หรือยาวเกินไป ควรมีการปรับค่าน้าหนัก
สัมพทั ธ์ก่อนที่จะนาไปใช้ วธิ ปี รบั อธิบายอยูใ่ น Appendix H
วิธกี ารจัดกลมุ่ วินจิ ฉัยโรครว่ มโดยใช้โปรแกรม
1. เม่ือเตรยี ม files ต่างๆ พรอ้ มแล้ว ท่านสามารถ run ไดเ้ ลย โดย double click ที่ช่ือโปรแกรม
TDS6302 exe โดยตรง จะได้โปรแกรมทพี่ ร้อมจะหา DRG ตามขอ้ กาหนดใน TDRG 6.3.3
2. เมื่อเปิดโปรแกรมแล้ว ในโปรแกรม TDS6302. EXEส่วนแรกจะมีช่องให้กรอกข้อมูล อายุ เพศ ประเภทการ
จาหน่าย วันนอนท้ังส่วนที่เป็นวัน (LOSD สาหรับช่วงเวลาส่วนที่เต็ม 24 ช่ัวโมง) และชั่วโมง (LOSHr สาหรับ
ชว่ งเวลาสว่ นทไี่ ม่ถึง 24 ชวั่ โมง กรณีนอนโรงพยาบาลไม่เกิน 24 ชม.ใหก้ รอก LOSHI โดยกรอก LOSD เป็น 0) การ
วนิ ิจฉัยโรคหลักและการวินิจฉัยโรครอง (Pdx, Sdx)
รหสั หตั ถการ Proc ปมุ่ ลบข้อมูล ปมุ่ หา DRG
สว่ นท่ี 2 จะแสดงผลการหา DRG โดยจะแสดง MDC, DRG, Rw, WTLOS, OT, Adjusted RW, Error.
และ Warning ตามภาพ
3. วธิ ีใช้โปรแกรม โปรแกรมน้จี ะหา DRG ครั้งละ 1 ราย โดยทา่ นต้องกรอกข้อมลู ทจี่ าเป็นในการหา
DRG ในชอ่ งตา่ งๆ ตามที่โปรแกรมกาหนด ตามภาพ
เม่ือกรอกข้อมูลตามที่ต้องการแล้ว ให้กดชุม "หา DRG" โปรแกรมจะแสดงรายละเอียดข้ันตอนการหาDRG และผล
เป็น DRG, RW, AdjRW, WTLOS, และ OT เพื่อให้ท่านเข้าใจในรายละเอียดการจัดกลุ่ม DRG ในทุกขั้นตอน ตาม
ภาพ
4. เมื่อทราบรายละเอียดแล้ว หากกดปุ่ม "กลับสู่การหา DRG" โปรแกรมจะกลับไปยังหน้าแรก และแสดง DRG,
RW, AdjRW, WTLOS, และ OT ให้ทราบอีกครั้ง ตามภาพ ซ่ึงท่านสามารถกรอกข้อมูล และหาDRG สาหรับราย
ใหมไ่ ด้
5. ถ้าทาไป 1 รายแลว้ ต้องการหา DRG ในผูป้ ่วยรายตอ่ ไป กดปุม้ ลบขอ้ มลู เพอ่ื ทาการกรอกข้อมูลของ
ผ้ปู ่วยรายอ่ืนโปรแกรมจะทาการลบข้อมูลเกา่ ออกเพื่อให้กรอกข้อมูลใหม่ได้
6. หากไมต่ ้องการหา DRG แล้ว การปิดโปรแกรมใหก้ ดท่ปี ุ่ม "เลกิ " จะเป็นการออกจากโปรแกรมหรอื
ปิดโปรแกรม
Error and Warning code
1. ถา้ มคี วามผดิ พลาดเกยี่ วกับข้อมูลทก่ี รอกในหน้าแรก โปรแกรมจะมกี ารแสดงผล ทปี่ ุม่ ชือ่ Err (สาหรับ
Error) และ Warn (สาหรับ warning) ซึ่งมกี ารแสดงไว้ในรายละเอียดของการหา DRG และเมนู “ผลการหา
DRG” หน้าแรกส่วนท่ี 2 ของโปรแกรม
2. ถา้ Err และ Warn เปน็ 0 แสดง วา่ ไมม่ ี Error และ Warning
3. Error หมายถงึ การที่ขอ้ มลู ขาดส่วนสาคญั โดย Grouper จะได้ DRG เปน็ 26509, 26519, 26629
หรือ 26539 ตามที่กาหนดใน หนงั สอื กลมุ่ วินิจฉัยโรคร่วมฉบบั 6.3.3
4. Error Codes มีดังนี้
1 No Principal Diagnosis
2 Invalid Principal Diagnosis
3 Unacceptable Principal Diagnosis
4 Principal Diagnosis not valid for age
5 Principal Diagnosis not valid for sex
6 Age error
7 Ungroupable due to sex error
8 Ungroupable due to discharge type error
9 Length of stay error
10 Ungroupable due to admission weight error
5. เมอ่ื พบวา่ มี Error การหา DRG สาหรับ record นน้ั จะหยดุ เพยี งเท่านั้น จริงๆแลว้ Error อาจมี
มากกว่าทแี่ สดง แต่เพราะไมม่ กี ารตรวจสอบต่อไป จึงแสดง Error เทา่ ท่ตี รวจพบเท่าน้ัน
6. Warning แสดงวา่ มีความบกพร่องของข้อมลู (เชน่ ไม่มี age, dischage type) หรือสงสัยว่าขอ้ มลู
อาจจะมีความผิดพลาด (เช่น มี procedure ซ้ากัน 2 คร้ังใน record เดียว) แต่เป็นข้อมูลที่สาคัญรองลงไป หรือยัง
สามารถหา DRG ได้ เนื่องจากขอ้ มลู ส่วนทบ่ี กพร่องไม่จาเปน็ ในการหา DRG นัน้
7. Warning Codes มดี งั น้ี
1 SDx ใช้ไมไ่ ด้ หรอื ซ้ากับ PDx หรอื ซ้าากนั เอง
2 SDx ไม่เหมาะกับอายุ
4 SDx ไม่เหมาะกับเพศ หรอื เป็นรหสั สาหรับเพศใดเพศหน่งึ แตไ่ มม่ ีขอ้ มูลเพศ
8 Proc ใช้ไมไ่ ด้ หรอื ซ้าากนั เอง
16 Proc ไมเ่ หมาะกับเพศ หรอื เปน็ รหสั สาหรบั เพศใดเพศหนึ่ง แตไ่ มม่ ีข้อมูลเพศ
32 ไมม่ ีข้อมูลเพศ หรอื ใชร้ หัสนอกเหนอื จากที่กาหนด
64 ไม่มีประเภทการจาหนา่ ยออกจากโรงพยาบาล หรือใชร้ หสั นอกเหนอื จากทกี่ าหนด
128 ไมม่ ีวนั ที่ และ/หรือ เวลา ท่รี ับไวใ้ นรพ. หรือ มีแต่ไม่ถูกตอ้ ง
256 ไมม่ วี ันที่ และ/หรือ เวลา ทจ่ี าหนา่ ยออกจากรพ. หรือ มีแต่ไมถ่ ูกตอ้ ง
ถ้ามีความบกพรอ่ งมากกวา่ หนึง่ Warning code จะเป็นผลบวกของ warning ท้ังหมดท่พี บ
2.2 แนวคิดและทฤษฎเี กีย่ วกบั แอนเิ มชัน่
2.2.1 ความหมายของแอนิเมช่ัน
สื่อที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม Animaker มีลักษณะคล้ายหนังการ์ตูนที่สามารถเปิดดูได้จากหน้า
จอคอมพิวเตอร์ มอื ถอื หรอื แทบ็ แลต็ พซี ี และมีลกั ษณะพิเศษ คอื สามารถสือ่ สารกับผ้ดู สู ่ือในลักษณะของมัลติมีเดีย
ไดแ้ ก่ ข้อความ ภาพ เสียง พืน้ หลงั ตวั การ์ตนู
2.2.2 องคป์ ระกอบของแอนเิ มชน่ั
เวลา(Timing)
อัตราเรว็ ,อตั ราเรง่ (Slow-in,Slow-out)
การเคล่อื นที่เป็นเส้นโค้ง(Arc)
การเตรียมตัว(Anticipation)
การกระทาทเ่ี กินจรงิ (Exaggeration)
การหดตัว,การยืดตัว(Squash,Stretch)
การกระทารอง(Secondary action)
Follow Through and Overlapping Action
Straight Ahead Action and Pose-To-Pose Action
ทา่ ทางการแสดง(Staging)
เสน่หด์ ึงดดู (Appeal)
บคุ ลกิ (Personality)
2.2.3 รปู แบบของแอนเิ มชัน่
1. Traditional Animation / Hand Drawing Animation / 2D Animation เป็นงานแอนิเมชันสมัย
แรกเร่มิ มักจะใช้การวาดด้วยมือ งานประเภทน้ี พบเห็นได้ทัว่ ไป ในการทา Animation ยุคแรกๆ โดยใช้เทคนิคการ
วาดดว้ ยมอื ทลี ะแผน่
2. Stop-motion หรือ Clay Animation งานแอนิเมชั่นประเภทน้ี Animator จะต้องเข้าไปทาการ
เคลอื่ นไหวโดยตรงกบั โมเดล และทาการถ่ายภาพเอาไวท้ ีละเฟรม ๆ
3. Computer Animation / 2D Animation on computer / 3D Animation เป็นงานแอนิเมชัน ที่มัก
พบกันได้บ่อยในยุคปัจจุบัน เนื่องจากการเข้าถึงโปรแกรมเป็นไปได้ง่าย และการนาหลักการแบบ 2D เข้ามา
ผสมผสานกับตัวโปรแกรม ทาให้เข้าใจได้ง่าย แถมยังสะดวกในการแก้ไข และแสดงผล จึงเป็นที่นิยมกันมาก
Animator ในงานประเภทนี้ จึงมีเกิดขึ้นมาในยุคปัจจุบันอย่างมากมาย พร้อมด้วยความต้องการ ของวงการบันเทิง
ในยุคน้ี ท่ีเน้นการทา CG Animation มากข้ึน สังเกตได้จากงานต่างๆในวงการบันเทิงไทย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์
ภาพยนตร์โฆษณา การ์ตูนซีรี่ย์ ตา่ งๆ ลว้ นแต่ มีงาน CG Animatoin แฝงอย่ดู ว้ ยแทบท้ังน้ัน
2.2.4 หลักการออกแบบแอนิเมชัน่
Timing
Timing คือ เวลา การเคล่ือนไหวในแอนิเมช่ัน จะมีเรอื่ งของเวลาหรอื ความเร็วมาเก่ียวข้อง เช่นการกา้ วเดิน
การก้าวทีละก้าว ก้าวแรกต่อเนื่องไปยังก้าวต่อไปเพ่ือให้ดูธรรมชาติ และสอดคล้องกับช่วงเวลา เช่นการว่ิง กับการ
เดิน ที่มีท่าทาง และเวลาที่ต่างกัน ด้วยความเร็วที่ต่างกันย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างกัน ซ่ึงจาเป็นท่ีจะต้องเรียนรู้
เกีย่ วกับระยะเวลาของแตล่ ะท่าทางวา่ ใช้เวลากวี่ ินาที หรือ ก่เี ฟรม
จังหวะช้าเร็วเป็นสิ่งสาคัญ เพราะมันแสดงถึงความคิดและความรู้สึกของตัวละคร ว่าเขาทาสิ่งต่างๆ ด้วย
เหตผุ ลอยา่ งไร เช่น ดวงตาทีก่ ระพริบเรว็ -ชา้ ถือเป็นการแสดงที่ตา่ งกัน…ตืน่ เต้น หรอื ง่วง
Ease In and Out หรือ Slow In and Out
Ease In and Out หรือ Slow In and Out การเคล่ือนไหวของรา่ งกายมนษุ ย์หรือวตั ถอุ ่ืน ๆ ตอ้ งเก่ียวข้อง
กบั อัตราความเรว็ อัตราเร่งของวตั ถุ จะเหน็ ได้วา่ จะมอี ัตราเรง่ ข้ึนเร็วและอัตราความเร็วค่อยๆชา้ ลง เช่น เมอ่ื ลกู บอล
ลอยข้ึนไปในอากาศ ช่วงแรกของการปล่อยลูกบอลไป จะมีอัตราความเร็วสูงสุด และลูกบอลจะค่อยๆ ลดความเร็ว
จนเหลืออัตราเร็วเป็นศูนย์ เมื่อลูกบอลอยู่สูงสุด จากนั้นลูกบอลก็จะตกลงมา ด้วยโดยแรงโน้มถ่วง ด้วยเหตุน้ีการ
สร้างแอนิเมชั่นต้องคานึงถึงการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนสมจริงท่ีเน้นท่ีจุดเริ่มต้นและจุดส้ินสุดของ การเคล่ือนไหว
หลกั การนมี้ ีเพอ่ื ใหก้ ารเคลื่อนไหวดูนุ่มนวลขน้ึ
Arc
การเคลื่อนไหวในลักษณะวิถีโค้ง การสร้างแอนิเมช่ันควรศึกษาเข้าใจรูปแบบการเคล่ือนไหวตามเส้นโค้งท่ี
วัตถุท่ีจะทาให้การเคลื่อนไหวดนู ่าในใจ ไม่น่าเบื่อ ซ่ึงท่ีจะช่วยให้สมจริงมากข้ึน เช่น การเหวี่ยงแขน ขณะที่กาลังจะ
โยนลูกบอลของนักกีฬาเบสบอล เมื่อโยนลูกบอลจะมีความเร็วของวตั ถุหรือแรงผลกั ดันให้ลกู บอลไปข้างหนา้ และมี
แนวการเคล่ือนไหวเป็นเส้นโค้งออกไปข้างหน้า แลว้ ค่อยลดต่าลงดว้ ยความเร็วท่ีลดลง จนตกลงถึงพ้ืน จะเห็นว่าการ
เคลอื่ นไหวนนั้ จะมลี กั ษณะเป็นวถิ โี คง้
Anticipation
Anticipation เป็น ท่าเตรียม หรือท่าเร่ิมต้น บางคร้ังการทาแอนิเมชั่นจะให้ความสาคัญกับท่าเตรียมมาก
เพราะจะดึงดูดความสนใจ และการติดตามของผู้ชม เช่น การง้างขามาด้านหลังก่อนท่ีจะเตะลูกบอล ตัวละครก็จะ
เหวยี่ งแขนไปด้านหลงั จนเกือบถงึ พืน้ และเหวย่ี งไปข้างหนา้ อยา่ งแรง
ท่าเตรยี ม ทาให้ตัวละครมีลกั ษณะท่าทางที่ดแู ล้วเปน็ ธรรมชาติ
ทา่ เตรยี ม มักมที ิศทางตรงขา้ มกบั ท่าหลกั
Exaggeration
Exaggeration การแสดงเกินจริง เพ่ือสรา้ งอารมณต์ ัวละครให้มีชีวติ ชวี า เชน่ ทาหนา้ ตกใจอ้าปากกว้าง ตวั
ลอย เพราะจะสร้างความรสู้ ึกร่วมใหก้ บั ผ้ชู มได้ดี สอ่ื สารได้ชัดเจน
เชน่ ในฉากตวั ละครเล่นเบสบอล แล้วต้องขวา้ งลกู ไปขา้ งหน้า เราอาจจะเพิ่มการเงื้อมลกู ให้ดเู กนิ จรงิ จนตวั
บิดหมุนไปเลย
Squash and Stretch
Squash and Stretch การยืดหดของวัตถุเช่น บอลยางเวลาโดนแรงอดั กระแทกพ้ืนย่อมแบนลง และยดื ขน้ึ
เม่ือเด้งออกในขณะที่ตัวละครเคลื่อนไหว ร่างกายจะยืดหยุ่น ไม่ขยับตัวแข็งๆ แบบหุ่นยนต์ การเคลื่อนไหวต้อง
คานึงถงึ น้าหนกั และขนาด
Secondary Action
Secondary Action การกระทารอง หรือการเคล่ือนรอง เช่น ตัวละครเดินขาก้าวก็คือการเคล่ือนท่ีหลัก
แขนหรือมอื ท่เี หว่ยี งก็อาจจะจดั เป็นการเคลื่อนท่ีหลักดว้ ย แตเ่ ส้ือผ้า ผม ท่ปี ลิวไปตามแรงเหวย่ี งของการเดิน พวกนี้
คอื การเคล่ือนไหวรอง พวกน้จี ะทาใหง้ านดสู มจริงขึน้ จนชกั จูงใหค้ นดเู ชอ่ื ได้ว่า ตัวละครน้ีมีชีวติ จริงๆ
ใช้ในเวลาที่ตัวละครทาอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เช่น นักยิมนาสติกเดินไปที่เคร่ืองเล่น ในขณะเดียวกัน
เขาก็ยืน่ มือไปจบั เครื่องเล่นน้ันด้วย
Follow Through and Overlapping Action
Follow Through and Overlapping Action การผลจากแรงส่งคือการกระทาที่เปน็ ผลมาจากการกระทา
หลัก เชน่ เวลาขวา้ งบอล เมื่อมือปล่อยลูกบอลออกไปแล้ว มอื จะไมห่ ยดุ คา้ ง ณ ทา่ ทลี่ ูกบอลออกจากมอื ขอ้ มือจะพับ
ลง และจะกระดกกลับขึ้นมาเล็กน้อย อันเป็นผลจากแรงที่ส่งออกไป ส่วน Overlapping action น้ันจะคล้ายๆ กับ
การส่งทอดของแรง ที่จะเห็นชัดเจนสุด ก็เช่น การสะบัดเชือก หรือสะบัดแส้ จังหวะที่เหว่ียงออก เส้นเชือกท้ังหมด
จะไมเ่ คลอ่ื นทไ่ี ปพร้อมกนั สว่ นท่ีจะเริ่มเคลอ่ื นท่กี ่อน คือส่วนท่ีอย่ใู กล้มือ หรอื จดุ ท่อี อกแรงมากทีส่ ุด จากนั้นก็จะส่ง
ต่อแรงไปเรือ่ ย จนถงึ ปลาย
เวลาที่ตัวละครสิ้นสุดอากัปกิริยาใดๆ ก็ตาม จะไม่หยุดก๊ิกทีเดียว ร่างกายจะค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าลง และ
หยุดตามในที่สุด
เช่น ถ้าหมาหูยาวว่ิงข้างถนน เม่ือว่ิงไปถึงอีกฝ่ัง แม้ส่วนตัวจะหยุดแล้ว แต่ส่วนหูจะยังคงเคล่ือนไหวต่ออีก
สกั พกั กอ่ นจะตงลงแนบหวั
Straight Ahead Action and Pose-To-Pose Action
straight ahead animation คือการทาแอนิเมช่ันหรือภาพเคลื่อนไหวทีละภาพไปเร่ือย จะไม่มี
ภาพเคลอ่ื นไหวหลกั
pose-to-pose action คือการกาหนดแบบใช้ key frame ท่ีเป็นการกาหนดท่าทางหลักหรือต้นทาง และ
กาหนดทา่ ทางปลายทาง จากนั้นสร้างภาพเคล่ือนไหวระหวา่ งท่าทางหลักท้ังสอง (animate in between)
Staging
Staging ท่าทางการเคล่ือนไหวให้ชัดเจน ให้ผู้ชมได้เข้าใจได้ทันที ภาพตัวละครจะต้องดูเป็นสามมิติ ไม่ใช่
แบนราบติดหน้าจอ การวางภาพต้องอยู่ในจุดท่ีสามารถเห็นการแสดงดีท่ีสุด ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง อารมณ์ หรือ
ปฏิกิริยาของตัวละคร รวมท้ังการรู้จักเลือกใช้ขนาดภาพต่างๆ เช่น Close up shot, Medium shot, Long shot
ให้เหมาะสม
Appeal
Appeal การสรา้ งคณุ ลักษณะตวั ละครท่ีมีเสนห่ ์ แปลกใหม่ นา่ สนใจ เพื่อสร้างความประทับใจ จดจาไดข้ อง
ผู้ชม
Personality
Personality การสร้างบคุ ลกิ นิสยั จะสร้างเอกลักษณใ์ หก้ ับตัวละครสร้างตัวละครให้มบี ุคลกิ ท่ีโดดเด่นจนทา
ให้เกิดการตอบสนองของผู้ชม ไม่ว่าจะเป็น น่ารัก ตลก ช่ัวร้าย แปลกประหลาด ที่สาคัญ ต้องออกมาให้ชัด อย่าให้
บคุ ลกิ แบบคร่ึงๆ กลางๆ ซึง่ จะทาให้ตวั ละครถูกหลงลืมได้
2.3 แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวกับการพึงพอใจ
2.3.1 ความหมายของความพึงพอใจ
วิมล คาย่อย (2555) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลซ่ึงแสดงออก ในด้านบวกหรือ
ลบทีม่ ีความสัมพนั ธก์ ับการไดร้ ับการตอบสนองตอ่ สง่ิ ทตี่ ้องการ ซ่ึงความรู้สกึ พงึ พอใจจะเกดิ ข้ึน เม่อื บคุ คลไดร้ ับหรือ
บรรลุจุดหมายในสิ่งที่ต้องการในระดับหน่ึงและความรู้สึก ดังกล่าวจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้นหากความต้องการหรือ
จุดหมายน้นั ไมไ่ ด้รบั การตอบสนอง
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจคือ ส่ิงท่ีเป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจจึงเป็นผลของ การแสดงออกของทัศนคติ
ของบุคคลอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจท่ีมี ประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับ อาจจะมากหรือ
น้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกท่ีมีต่อส่ิงใดสิ่งหนึ่ง ซ่ึงเป็นไปได้ท้ังทางบวกและทางลบ แต่ถ้าเมื่อใดส่ิงน้ันสามารถ
ตอบสนองความต้องการหรือทาให้ บรรลุจุดมุ่งหมายได้ ก็จะเกิดความรู้สึกทางบวกเป็นความรู้สึงท่ีพึงพอใจ แต่
ในทางตรงกนั ข้าม ถา้ สิง่ น้นั สร้างความรสู้ ึกผิดหวังไม่บรรลุจุดมุ่งหมาย กจ็ ะทาให้เกดิ ความรู้สึกทางลบเป็นความรู้สึก
ไมพ่ งึ พอใจ
จากความหมายดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า “ความพึงพอใจ” คือ ความรู้สึกนึกคิด หรือ ทัศนคติของ
บคุ คลท่ีมีต่อสงิ่ ใดส่ิงหนึ่งสามารถเปน็ ไปในทางที่ดีหรือไม่ดี หรือในด้านบวกและด้านลบ ซ่ึงจะเกิดข้นึ ก็ต่อเม่ือสิ่งน้ัน
สามารถตอบสนองความต้องการแก่บุคคลนั้น
2.3.2 ความสาคัญของความพงึ พอใจ
ความพงึ พอใจมีความสาคญั ต่อการดาเนนิ การกจิ กรรมหรือการปฏบิ ัติงานตา่ ง ๆ ดงั น้ี
(อเนก สวุ รรณบัณฑิต และกาสกร อดลุ พัฒนกจิ , 2548; ปภาวดี ดลุ ยจนิ ดา, 2540)
1. ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานหรือทากิจกรรมต่าง ๆ หากมีความพึงพอใจ จะ
ส่งผลต่อความตั้งใจในการปฏิบัติงานหรือทากิจกรรมส่งผลให้เกิดผลงานที่ดี นามาซ่ึงผลตอบแทนที่สูงข้ึน มีการ
ดารงชีวติ และคุณภาพชวี ิตทด่ี ีขึ้น
2. เกิดความรู้สึกกระตอื รือรน้ มคี วามเชอื่ มัน่ และความมงุ่ ม่ันในการทางาน ความพึงพอใจทาให้เกิด
ความสขุ จากการปฏิบัติงาน ตอ้ งการให้งานมีประสิทธภิ าพและเกิดประโยชน์สูงสุด ชว่ ยใหป้ ระสบความสาเรจ็ ในการ
ปฏิบัตงิ าน
3. เป็นสิ่งกาหนดลักษณะการดาเนินงานหรือการปฏิบัติงานท่ีดี มีคุณภาพ ตอบสนองต่อความ
ตอ้ งการและความคาดหวงั ของผ้รู ับบรกิ ารทเ่ี หมาะสม เกดิ ความประทับใจ
4. ช่วยพัฒนาคุณภาพของงาน หากมีความพึงพอใจจะเกิดความเต็มใจ ทุ่มเท สร้างสรรค์และ
ส่งเสริมมาตรฐานของงานที่สูงขนึ้
2.3.3 ทฤษฎีเกยี่ วกับการพึงพอใจ
ฮลิ การ์ด และคนอ่นื ๆ (Hillgard, et al, 1971, pp. 304-305) กล่าววา่ สิง่ จูงใจ (incentive) ที่ทา
ใหเ้ กดิ ความพึงพอใจเปน็ สิ่งจูงใจทางบวก (positive incentive) ซึ่งได้แก่ กิจกรรมตา่ ง ๆ ซงึ่ เป็นสภาพแวดล้อมทาง
วัตถุท่ีจะสร้างความพึงพอใจตามเง่ือนไขของความต้องการ เช่น อาหาร เป็นส่ิงจูงใจที่สร้างความพึงพอใจต่อแรงขบั
(drives) เก่ียวกับความหิวน้าเป็นสิ่งจูงใจทางบวกก็ไม่ได้สร้าง ความพอใจต่อความตอ้ งการทางกายภาพ แต่อาจเกดิ
จากสาเหตุเฉพาะตัวของบุคคล เช่น รสอาหาร อาจเป็นความพึงพอใจของแต่ละบุคคล แม้ว่าจะไม่ได้ให้คุณค่าทาง
อาหาร
เชลเลย์ (Shelley, 1975, pp. 252-268) ได้ศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ สรุปได้ว่า
ความพงึ พอใจเปน็ ความรู้สึกสองแบบของมนุษย์คือความรู้สึกทางบวก และความรสู้ กึ ทางลบ ความรสู้ กึ ทางบวกเป็น
ความรู้สึกที่เกิดข้ึนแล้วจะทาให้เกิดความสุข ความรู้สึกน้ีเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง จากความรู้สึกทางบวกอ่ืน ๆ
กล่าวคือเป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับ ความสุขสามารถทาได้เกิดความสุข หรือความรู้สึกทางบวกเพ่ิมขึ้นได้อีก
ดังน้ันจะเห็นได้ว่า ความสุขเป็นความรู้สึกท่ีสลับซับซ้อนและความสุขน้ีจะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกทางบวก
อ่นื ๆ
คอตเลอร์ (Kotter, 2000, pp.36) ไดก้ ล่าวไว้วา่ ความพึงพอใจเปน็ ความรสู้ กึ ยนิ ดีหรอื ผิดหวงั ของ
บุคคลจากการเปรยี บเทยี บความสัมพนั ธ์ระหว่างส่ิงที่ได้รับ (perceived) กบั ความคาดหวงั (expectations) ของเขา
ถ้าสิ่งที่ได้รับไม่เพียงพอหรือต่ากว่าความคาดหวังลูกค้าก็ไม่พอใจ (dissatisfied) ถ้าส่ิงที่ได้รับเป็นไปตามคาดหวัง
ลูกคา้ กเ็ กดิ ความพึงพอใจ(satisfied)
2.3.4 การวดั ความพงึ พอใจ
โยธนิ แสวงดี (2551 หน้า 9) กลา่ วว่า มาตรวดั ความพึงพอใจสามารถกระทาได้หลายวิธี ได้แก่
1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบ ความ
คิดเห็น ซงึ่ สามารถทาได้ในลักษณะที่กาหนดคาตอบใหเ้ ลือกหรือตอบคาถามอิสระ คาถามดังกล่าวอาจถามความพึง
พอใจในดา้ นต่าง ๆ เชน่ การบริหาร และการควบคมุ งาน และเงอื่ นไขตา่ งๆ เปน็ ตน้
2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซ่ึงต้องอาศัยเทคนิค และวิธีการที่ดีจึง
จะทาใหข้ อ้ มูลทีเ่ ป็นจรงิ ได้
3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ
แสดงออกจากการพดู กริ ยิ าท่าทาง วิธีนีจ้ ะต้องอาศยั การกระทาอยา่ งจริงจงั และการสังเกตอย่างมรี ะเบยี บแบบแผน
2.4 โปรแกรม Animaker
2.4.1 ความหมายของ Animaker
Animaker คือโปรแกรมสาหรับการสร้างการ์ตูน Animation หรือ Infographic Videos สาหรับ
การประชาสัมพันธ์การนาเสนองาน หรือการให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จาเป็นต้องมีความรู้
พืน้ ฐานในการทางาน Animation ของโปรแกรม Adobe Flash หรือ Aftereffect กส็ ามารถสรา้ ง Animation หรอื
Infographic Videos ได้
2.4.2 ขนั้ ตอนการใชง้ าน Animaker
1. เปดิ เว็บไซต์ https://www.animaker.com/
2. เริม่ ตน้ การใชง้ านครั้งแรกด้วยการสมคั รเปน็ สมาชิก โดยคลิกท่ปี มุ่ SIGN UP
3. จะปรากฎหน้าต่าง SIGN UP สามารถสมัครสมาชิกสาหรบั ใช้งานโดยเฉพาะ หรือสามารถ Sign
Up ผา่ น Facebook หรือ Google plus ได้
4.Sign Up โดยใช้บญั ชี Google plus : คลิกที่ Google plus จากนั้นจะปรากฎหนา้ ต่างลงชือ่ เขา้
ใช้งาน ลงช่ือเข้างานผ่านบัญชี Gmail จะปรากฎ Welcome to Animaker, Create a Video สามารถสร้างวิดีโอ
ได้ตามต้องการ
2.4.3 การสรา้ ง Animation video ด้วย Animaker
1. เม่อื Log in เข้าใชง้ านโปรแกรม Animaker เรยี บร้อยแล้ว จะปรากฏหน้าต่างดงั ภาพ
2. คลกิ Create video หรอื Get Started เพื่อสรา้ งวิดีโอ
3. จะปรากฎหน้าต่าง Help us enhance your experience. Tell us where do you belong
? เลอื กรปู แบบการใช้งานของคณุ ในทน่ี ีเ้ ลือกใชง้ านแบบ Startup จากนั้นจะปรากฎหน้าต่าง
4. สามารถเลือก Template เพ่ือสร้างวิดีโอได้ หรือสามารถเลือกเป็น Template เปล่าก็ได้
บริเวณ Plans คลิกเลือก Free เพื่อเลือกใช้งาน Template แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย จะปรากฎ Template เฉพาะ
แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถเลือกใช้งานได้ตามต้องการ สามารถดูตัวอย่าง Template ที่ต้องการได้โดยคลิกที่
Template ที่ต้องการจะปรากฎปุ่ม Review ท่ีมุมซ้ายมือ จะปรากฎวิดีโอตัวอย่างของ Template นั้นๆ หาก
ตอ้ งการ Template แบบไหนคลกิ Use เพอื่ ใช้งาน (ในทน่ี ีข้ อเลือกใช้งานเป็น Template เปลา่ )
5. จะปรากฎหน้าตา่ งตวั อย่างการสรา้ ง Infographic Videos
6. จากน้ันจะปรากฎหน้าต่างสาหรับสรา้ ง Infographic Videos
ขน้ั ตอนในการสรา้ ง Characters
1. เลือกรูปแบบ Characters (ตัวการ์ตูน) จากโปรแกรมได้คลิกเลือกรูปแบบได้จากปุ่มดังภาพ
สามารถเลือกรูปแบบเปน็ 2D Infographic หรือ HandCraft ได้ (รูปแบบตัวการ์ตูนจะแตกต่างกันใน แต่ละรูปแบบ
ท่เี ลอื ก ยกเว้นรูปแบบ Infographic จะไม่มี Characters)
2. เม่ือเลือกรูปแบบตัวการ์ตูนตามต้องการแล้ว สามารถเพ่ิม Characters (ตัวการ์ตูน) จาก
โปรแกรมได้ โดยเลือก Characters บริเวณเคร่อื งมือในการทางาน
3. เมื่อคลกิ จะปรากฎตัวการ์ตูนแบบต่างๆ ให้เลอื กใชง้ านได(้ ยกเว้นตัวการต์ นู ท่ตี ้อง Upgrade/เสีย
คา่ ใชจ้ า่ ย)
4. สามารถเลอื กตัวการต์ ูนทีต่ อ้ งการได้
เมื่อเลือกตัวการ์ตูนที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว สามารถเปล่ียนรูปแบบของตัวการ์ตูนต่างๆ ได้โดยคลิกที่ ตัวการ์ตูน
จากน้ันจะปรากฎแถบ Characters Settings สามารถเลือกรูปแบบตัวการ์ตูนที่ต้องการได้แถบ Characters
Settings จะมรี ปู แบบในการปรบั เปลีย่ นตัวการ์ตูนหลายอยา่ ง เชน่ รูปแบบตัว การ์ตูน สี เอฟเฟค
1. Actions: รูปแบบตวั การ์ตูนสามารถเปลีย่ นได้ตามตอ้ งการ
2. Expressions: เม่ือเลือกรูปแบบตัวการ์ตูนท่ีต้องการเรียบร้อยแล้ว บางรูปแบบจะมี
Characters ใหส้ ามารถเลอื กได้เพ่มิ ข้นึ
3. Colors: บางรูปแบบสามารถต้ังคา่ สีไดต้ ามต้องการ
4. Effects: สามารถตงั้ คา่ Effects fade in-fade out ได้
5. นอกจากเลือกตัวการ์ตูนที่ต้องการได้เรียบร้อยแล้ว สามารถเลือก Properties ตกแต่งวิดีโอได้
(ยกเวน้ Properties ทตี่ อ้ ง Upgrade/เสยี คา่ ใช้จ่าย) โดยเลือก Properties บริเวณเคร่ืองมือ ในการทางานสามารถ
เลือกหมวดหม่ขู อง Properties ได้
เม่ือเลือกProperties ได้เรียบร้อยแล้ว บ้าง Properties สามารถแก้ไขปรับเปล่ียนรูปแบบ สี เอฟเฟค ได้
เชน่ เดยี วกบั Characters
6. สามารถเลือก Background ของวิดีโอได้ โดยเลือก Background บริเวณเคร่ืองมือการทางาน
Background ของโปรแกรม Animaker สามารถเลือกเป็นภาพฉากหลัง หรือเป็นสีพื้นธรรมดาก็ได้ เลือก Picture
เป็นภาพพ้ืนหลัง คลิกหมวด Picture และเลือกภาพตามต้องการ (ยกเว้น Picture ท่ีต้อง Upgrade/เสียค่าใช้จ่าย)
เลือก Color เปน็ ภาพพน้ื หลัง คลกิ หมวด Color และเลือกสีตามต้องการ (สามารถเลือก Custom Color เพื่อเลือก
สเี พ่มิ เตมิ ได้)
7. สามารถใส่ข้อความประกอบวิดีโดได้ตามต้องการ (โปรแกรม Animaker รองรับภาษาไทยแต่มี
เพยี ง รปู แบบเดยี วเท่านน้ั ) โดยเลอื ก Text บรเิ วณเคร่ืองมือการทางาน โปรแกรม Animaker สามารถใสข่ ้อความได้
ทั้งแบบธรรมดา มีกรอบข้อความ หรือข้อความตามรูปแบบที่โปรแกรมกาหนดมา ข้อความธรรมดา เลือก Texts
จากน้ันเลือก Type Your Text Here ดงั ภาพ หรือสามารถ เลอื กแบบ Right to Lefts (วิธกี ารพิมพ์จะเปน็ แบบขวา
ไปซ้าย) เลือกรูปแบบข้อความตามต้องการจากน้ันจะข้ึนกรอบข้อความ Type your text here…สามารถแก้ไข
ข้อความได้ตามต้องการ โดยคลิกที่กรอบข้อความ Type your text here… จากน้ันพิมพ์ข้อความตามที่ต้องการได้
นอกจากนั้นยังสามารถแก้ไขรูปแบบข้อความได้ตามต้องการ โดยคลิกที่ข้อความจากน้ัน จะปรากฎแถบ Text
Settings สามารถปรับเปลี่ยนฟอนต์ (เฉพาะข้อความภาษาอังกฤษเท่านั้น) สี รูปแบบข้อความได้ Text Settings
สามารถปรบั เปลีย่ นฟอนต์ (เฉพาะข้อความภาษาองั กฤษเทา่ นนั้ ) ขนาด สี รูปแบบขอ้ ความไดน้ อกจากนั้นยงั สามารถ
เพิ่ม Effect fade in-out ได้ตามต้องการ ข้อความแบบกรอบข้อความ เลือก Texts จากนั้นเลือกรูปแบบกรอบ
ข้อความท่ีต้องการ จากน้ันพิมพ์ข้อความเหมือนกับข้อความแบบปกติ และกรอบข้อความสามารถเปล่ียนสีได้ โดย
เปลี่ยนจากแถบ Text Settings เลือก Background ดังภาพ จากน้ันเลือกสีท่ีต้องการ เมื่อเลือกรูปแบบข้อความ
ตามที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว สามารถพิมพ์ข้อความเหมือนกับ ข้อความแบบปกติได้ แก้ไขฟอนต์ สี ขนาดได้เช่นกัน
และยังสามารถเปลยี่ นสีของรปู แบบไดเ้ ชน่ เดียวกับกรอบข้อความขา้ งตน้ (ขอ้ ความกับรูปแบบ ตัวอกั ษรสามารถแยก
จากกนั ได้) คลกิ แบบทต่ี อ้ งการ จากนนั้ จะปรากฎแถบ Property Settings สามารถเปลี่ยนรปู แบบ สไี ด้
8. สามารถเพิ่มกราฟ แผนภูมิ หรือข้อมูลที่เป็นตัวเลขได้โดยเลือก Number บริเวณเครื่องมือการ
ทางาน
เลือกรูปแบบกราฟทต่ี อ้ งการ สามารถเปลี่ยนขอ้ มลู ตวั เลข หรือสไี ดท้ ีแ่ ถบเครอ่ื งมอื Chart Settings
9. นอกจากน้ันโปรแกรม Animaker สามารถเพิ่ม Screen Effects สาหรับตกแต่งวิดีโอได้ โดย
คลิกท่ี Screen Effects บริเวณเครอื่ งมือการทางาน
10. โปรแกรม Animaker มีเสียงสาหรับใส่เป็นเสียงดนตรีประกอบของวิดีโอ หรือเสียงเอฟเฟกต์
ประกอบ วิดีโอได้เช่นกัน โดยคลิกท่ี Music บริเวณเคร่ืองมือการทางานจะปรากฎแถบเสยี งที่โปรแกรมกาหนด โดย
แบ่งเป็น BGM (Background Music) และ Sfx (Sound Effects) ให้เลือกใช้ตามต้องการ BGM (Background
Music) : ใช้สาหรับเป็นเสียงพื้นหลังประกอบวดิ ีโอ คลิกเลือก BGM จากนั้นเลือกเสียงท่ีต้องการ (ยกเว้นเสียงทีต่ อ้ ง
Upgrade/เสียค่าใช้จ่าย) สามารถคลิกที่ปุ่ม Play เพื่อฟังเสียงได้จากน้ันเลือกเสียงท่ีต้องการ เม่ือได้เสียงท่ีต้องการ
แล้ว เพ่ิมเสียงโดยลากเสียงที่ต้องการเพ่ิมไปยัง Soundtrack Timeline บริเวณ Timeline ด้านล่างคลิก
Soundtrack Timeline (รปู ไอคอนตวั โนต๊ ) เมื่อเปลีย่ น Timeline เป็น Soundtrack Timeline เรยี บรอ้ ยแลว้ คลกิ
ทเ่ี สียงทต่ี ้องการ จากน้นั ลากมาวางบริเวณ Soundtrack Timeline
Sfx (Sound Effects) : ใช้สาหรับเป็นเสียงประกอบ เป็นเสียงส้ันๆ เท่านั้น อาจจะใช้ประกอบ การ์ตูน Properties
ข้อความ หรือกราฟก็ได้คลิกเลือก Sfx จากน้ันเลือกเสียงที่ต้องการ สามารถคลิกท่ี ปุ่ม Play เพ่ือฟังเสียงได้จากน้ัน
เลือกเสียงที่ต้องการ เม่ือได้เสียงที่ต้องการแล้ว เพิ่มเสียงโดยลากเสียงที่ต้องการเพิ่มไปยัง Soundtrack Timeline
บริเวณ Timeline ด้านล่างคลิก Soundtrack Timeline (รูปไอคอนตัวโน๊ต) เม่ือเปล่ียน Timeline เป็น
Soundtrack Timeline เรียบร้อยแลว้ คลกิ ท่เี สยี งท่ีตอ้ งการ จากนั้นลากมาวางบริเวณ Soundtrack Timeline
11. โปรแกรม Animaker นอกจากจะมีรูปการ์ตูน กราฟิก เสียงต่างๆ ให้เลือกใช้งานได้ตาม
ต้องการ นอกจากน้นั ยังสามารถอปั โหลดรูป และเสียงไดต้ ามตอ้ งการ วธิ ีการอัปโหลดรปู ภาพ : โปรแกม Animaker
สามารถอปั โหลดรูปตา่ งๆ เพ่ือใชป้ ระกอบวิดีโอได้หรือ สามารถใชเ้ ปน็ Background ได้
1. วธิ กี ารอปั โหลดรปู ภาพคลกิ ท่ี Upload บริเวณเคร่อื งมอื การทางาน ดงั ภาพ
2. เลือกแถบ Images จากน้ันคลิก Upload (ขนาดภาพที่สามารถอัปโหลดได้จะต้องไม่
เกิน 5 MB) ไฟล์ทสี่ ามารถอปั โหลดไดค้ อื .png .jpg และ.jpeg จากน้ันเลอื กรปู ท่ีต้องการ จะปรากฎรูปทเ่ี ลือก
การอัปโหลดรูปภาพ จะต้องเลือกประเภทในการอัปโหลดรูปภาพก่อน save เพ่ือใช้งานทุกคร้ัง โดยสามารถเลือก
เป็น Characters Properties และ Backgrounds เมื่อคลิก save เรียบร้อยแล้ว รูปท่ีเลือกจะปรากฎในประเภทท่ี
เลือก จากน้ันคลิกรูปภาพท่ีต้องการ ลากมาวางบนพ้ืนที่การทางาน ดังภาพ (รูปภาพท่ีอัปโหลดไว้ สามารถเลือกใช้
งานในสไลด์ต่อๆ ไปได้) และสามารถปรับเพ่ิมลด ขนาดได้เช่นเดียวกันกับการใชง้ าน Characters Properties หรือ
ข้อความนอกจากน้ันยังสามารถเพ่ิม Effects ได้เช่นกัน หากต้องการอัปโหลดรูปสาหรับทาเป็น Backgrounds ได้
โดยคลิกอัปโหลดรูป และเลือกประเภทของรูป ท่ีต้องการจะอัปโหลดโดยเลือกเป็น Backgrounds จากนั้นคลิก
รปู ภาพท่อี ปั โหลดไว้ จะปรากฎเป็น Backgrounds
วธิ กี ารอัปโหลดเสยี ง : โปรแกม Animaker สามารถอัปโหลดเสยี ง เพ่ือใชป้ ระกอบวิดโี อได้
1. วิธกี ารอัปโหลดเสียงคลกิ ท่ี Upload บริเวณเครอ่ื งมือการทางาน
2. เลอื กแถบ Sounds จากนั้นคลกิ Upload (ขนาดไฟล์เสียงท่ีสามารถอัปโหลดไดจ้ ะต้อง
ไมเ่ กนิ 5 MB) ไฟลท์ ี่สามารถอัปโหลดได้คือ .mp3 จากนัน้ เลือกเสียงทตี่ ้องการ จะปรากฎเสียงทเี่ ลอื ก
การอัปโหลดเสียง จะต้องเลือกประเภทในการอัปโหลดเสียงเช่นเดียวกับการอัปโหลดรูปก่อน save เพ่ือใช้ งานทุก
คร้ังเช่นกันโดยสามารถเลือกเป็น Sound Effects และ Background Musics เมื่อคลิก save เรียบร้อยแล้วเสียงท่ี
เลอื กจะปรากฎในประเภททีเ่ ลือก เมอื่ ได้เสยี งท่ตี ้องการแล้ว เพิ่มเสยี งโดยลากเสียงท่ตี อ้ งการเพิม่ ไปยงั Soundtrack
Timeline บริเวณ Timeline ด้านล่างคลิก Soundtrack Timeline (รูปไอคอนตัวโน๊ต) เม่ือเปลี่ยน Timeline เป็น
Soundtrack Timeline เรยี บรอ้ ยแลว้ คลกิ ทเี่ สยี งทต่ี ้องการ จากนั้นลากมาวางบริเวณ Soundtrack Timeline
12. โปรแกรม Animaker สามารถเพิ่ม Transition (Transition คือ Effects ที่ใส่ระหว่างเปล่ียน
จาก สไลด์หนึ่งไปยังอีกสไลด์หน่ึง) โดยคลิกที่ Transition บริเวณเคร่ืองมือการทางาน จะปรากฎแถบ Transition
Effects ให้เลือกใช้ตามต้องการ เมื่อเลือก Transition ที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว จะปรากฎ Transition Effects
บริเวณ Scene
13. โปรแกรม Animaker สามารถต้ังค่า Effects fade in fade out ของ Characters, ข้อความ
รูปภาพได้ เพ่ิมเวลาในการแสดงข้อมูลในสไลด์ได้ การใส่ Effects fade in fade out : คลิกท่ี Characters,
ข้อความ หรือรูปภาพท่ีต้องการ จากนั้นจะปรากฎแถบ Effect Settings เลือก Effects ที่ต้องการ (Effectsสีขาว-
fade in และEffects สีแดง-fade out) บ้าง Effects สามารถเลือกลูกเล่นเพิ่มได้ เมื่อเพ่ิม Effect เรียบร้อยแล้ว
บริเวณ timeline ด้านล่างจะปรากฎเวลาในการแสดง Effect ท่ีเลือกมา (แถบสีส้ม) ส่วนแถบสีเหลืองท่ีแสดงอยู่จะ
แสดง (Characters, ขอ้ ความ หรอื รูปภาพ) สามารถปรับลดเวลาในการแสดง Effect ได้โดยเล่ือนแถบเขา้ -ออกตาม
ต้องการ หากในหน่ึงสไลด์มี Characters, ข้อความ หรือรูปภาพ มากกว่า 1 อัน และต้องการให้แสดงทีละอัน
สามารถจดั ทาได้โดยเลือ่ นเวลาในการนาเสนอก่อน-หลังได้ เช่น ต้องการให้รูปปรากฎก่อนดาวที่อยู่ด้านล่างคลิกท่ีรูป
จากนั้นกาหนดเวลาที่ต้องการให้ปรากฎ โดยลากแถบเวลาตามต้องการ จากนั้นคลิกที่ดาว แล้วลากแถบเวลาให้
ปรากฎชา้ กว่ารปู ขา้ งต้น เมือ่ ตงั้ คา่ เรียบร้อยแล้ว สามารถคลกิ Play เพอื่ ตรวจดูการทางานของรูปที่ต้องคา่ ไว้ คลิกท่ี
Play From Current Scene จากน้ันจะปรากฎ Preview หน้าสไลด์ที่ต้องการตรวจดู หากต้องการ Preview
ท้ังหมดของสไลด์สามารถคลิกท่ีปุ่ม Preview บริเวณแถบเมนูด้านบน จะปรากฎหน้าต่าง Preview หรือสามารถ
คลกิ Play From First Scene จะปรากฎหน้าต่าง Preview
เพม่ิ -ลดเวลาในการแสดงข้อมูลในแต่ละสไลด:์ ในแต่ละสไลด์สามารถเพิ่ม-ลด เวลาในการแสดงข้อมูล (Characters,
ขอ้ ความ หรือรูปภาพ) ไดต้ ามต้องการ แต่โปรแกรมจ ากัดสไลด์ละไม่เกนิ 15 วินาที โดยคลกิ เครอ่ื งหมาย +- บริเวณ
Timeline
วธิ ีการเพม่ิ เวลา :คลิกเลือกเครื่องหมายบวกตามต้องการ จากนน้ั จะปรากฎเวลาทเ่ี พิม่ มากขึ้น จากนั้นลากแถบขอ้ มูล
(อาจจะเปน็ แถบสีสม้ แสดง effect หรอื แถบสเี หลืองแสดงขอ้ มูล) ทีป่ รากฎบน
Timeline ให้สุดเท่าเวลาที่เพ่ิมมา (หากไม่ลากแถบข้อมูลให้เท่ากับช่วงเวลาที่เพิ่มข้ึนมา ข้อมูลจะไม่ถูกแสดงใหเ้ ห็น
เชน่ กัน)
วิธกี ารลดเวลา :คลิกเลือกเครอื่ งหมายลบตามตอ้ งการ จากน้นั Timeline จะปรากฎเวลาท่ีลดลง
14. เมอ่ื สรา้ งเน้อื หาใน Scene เรียบรอ้ ยแลว้ หากตอ้ งการเพ่มิ Scene สามารถทาได้ 2 แบบคอื
1. เพ่มิ เปน็ Scene เปล่า
2. เพิ่ม Scene ใหม่ท่ีเหมือนกับ Scene เดิม วิธีการเพิ่มแบบสไลด์เปล่า : คลิก Add
Scene ท่ีบริเวณ Scene จะปรากฎ Scene เปล่าข้ึนมาใหม่ เพิ่ม Scene ใหม่ท่ีเหมือนกับ Scene เดิม : คลิก
Duplicate Scene ท่ีบรเิ วณ Scene จะปรากฎ Scene ใหม่ที่เหมอื นกับ Scene เดิม
2.5 ADDIE Model
2.5.1 ความหมายของ ADDIE Model
จานง สันตจติ (2556) ไดใ้ หค้ วามหมาย ADDIE MODEL ไว้วา่ ADDIE MODEL คือ การ
ออกแบบระบบการเรียนการสอน กล่าวคือกระบวนการพัฒนาโปรแกรมการสอน จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดส้ินสุด มี
แบบจาลองจานวนมากมายท่ีนักออกแบบการสอนใช้ และสาหรับตามความประสงค์ทางการสอนต่าง ๆ
กระบวนการออกแบบการเรยี นการสอนแบบ ADDIE สามารถสรปุ เป็นขั้นตอนทวั่ ไปได้เป็น 5 ขั้น ประกอบดว้ ย
1. Analysis (การวิเคราะห)์
2. Design (การออกแบบ)
3. Development (การพัฒนา)
4. Implementation (การนาไปใช้)
5. Evaluation (การประเมนิ ผล)
2.5.2 หลกั การออกแบบของ ADDIE model
กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนแบบ ADDIE สามารถสรุปเปน็ ข้ันตอนทว่ั ไปได้เป็น
5 ข้นั ประกอบไปด้วย
ข้ันที่ 1 ขั้นวิเคราะห์ (Analysis Phase) ในข้ันนี้เป็นการทาความเข้าใจปัญหาการเรียน
การสอน เป้าหมายของรูปแบบการสอนและวัตถุประสงค์ที่จะสร้างข้ึนตลอดจนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ
ความรพู้ ืน้ ฐานและทักษะของผเู้ รียนทีจ่ าเป็นต้องมี โดยพิจารณาจากคาถามเพ่ือการวเิ คราะห์ ดังน้ี
- ใครคอื กลุ่มเป้าหมายและเขาต้องมีคุณลกั ษณะอยา่ งไร
- ระบุพฤติกรรมใหมท่ ่คี าดหวงั ว่าจะเกดิ ข้นึ กับผ้เู รยี น
- มขี ้อจากัดในการเรยี นรูท้ ี่มีอยูอ่ ะไรบา้ ง
- อะไรที่เป็นทางเลือกสาหรับการเรยี นรทู้ ี่มีอยบู่ ้าง
- หลักการสอนที่พจิ ารณาเป็นแบบไหน อย่างไร
- มชี ่วงเวลาการพฒั นาเป็นอย่างไร
ข้ันท่ี 2 การออกแบบ (Design Phase) ประกอบด้วย การสร้างจุดประสงค์การเรียนรู้
กาหนดเครื่องมือวัดประเมินผล แบบฝึกหัด เนื้อหา วางแผนการสอน และเลือกส่ือการสอน ข้ันตอนการออกแบบ
ควรจะทาอย่างเป็นระบบและมีเฉพาะเจาะจง โดยความเป็นระบบนี้หมายถึงตรรกะ มีระเบียบแบบแผนของการ
จาแนก การพัฒนา และการประเมินแผนยุทธวิธีที่วางไวเ้ พ่ือให้บรรลุเป้าหมาย สาหรับความเฉพาะเจาะจงหมายถึง
แต่ละองคป์ ระกอบของการออกแบบรูปแบบการสอนจะต้องเอาใจใสท่ กุ รายละเอยี ด ซึ่งมขี น้ั ตอนดังนี้
- จาแนกเอกสารของการออกแบบการสอนให้เป็นหมวดหมู่ทั้งด้านเทคนิคยุทธวิธีในการ
ออกแบบการสอนและสอ่ื
- กาหนดยุทธศาสตร์การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่คาดหวังในแต่ละกลุ่ม
(cognitive, affective, psychomotor)
- สรา้ งสตอรีบอร์ด
- ออกแบบ User interface และ User Experiment
- สร้างสอ่ื ตน้ แบบ
ข้ันท่ี 3 ข้ันการพัฒนา (Development Phase) คือ ขั้นท่ีผู้ออกแบบสร้างส่วนต่าง ๆ
ท่ีได้ออกแบบไว้ในข้ันของการออกแบบซึ่งครอบคลมุ การสรา้ งเคร่ืองมือวัดประเมินผล สร้างแบบฝึกหัด สร้างเนอ้ื หา
และการพัฒนาโปรแกรมสาหรับส่ือการสอน เมื่อเรียบร้อยทาการทดสอบเพื่อหาข้อผิดพลาดเพื่อนาผลไปปรับปรุง
แกไ้ ข
ขั้นที่ 4 ขั้นการนาดาเนินการ (Implementation Phase) ในข้ันตอนการดาเนินการน้ี
หมายถึงขั้นของการสอนโดยอาจจะเป็นรูปแบบชั้นเรียน การฝึกอบรม หรือห้องทดลอง หรือรูปแบบการเรียนการ
สอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ โดยจุดมุ่งหมายของข้ันตอนนี้คือการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องให้การ
สง่ เสริมความเข้าใจของผเู้ รียนสนับสนนุ การเรียนรอบรขู้ องผเู้ รยี นตามวัตถุประสงค์ต่างๆท่ตี ัง้ ไว้
ขั้นที่ 5 ข้ันการประเมินผล (Evaluation Phase) ประกอบด้วย สองส่วนคือการ
ประเมินผลรูปแบบ (Formative) และการประเมินผลในภาพรวม (Summative) การประเมินผลรูปแบบคือการ
นาเสนอในแต่ละข้ันของ ADDIE Process ซึ่งเป็นการประเมินผลเพ่ือพัฒนา และการประเมินผลในภาพรวมจะทา
เม่ือการสอนเสร็จส้ินเพื่อประเมินผลประสิทธิผลการสอนท้ังหมดข้อมูลจากการประเมินผลรวมโดยปกติมักจะถูกใช้
เพอ่ื การตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั รปู แบบการสอน
2.6 งานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง
วิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ งเกีย่ วกบั สื่อแอนเิ มช่ัน
ภควลัญช์ เพสอนุ , มณีรตั น์ ธีระววิ ฒั น์, และนริ ตั น์ อิมาม.ี (2560) ได้กลา่ วไวใ้ นงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อ
แอนิเมช่ัน เืร่องการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ ในผู้ป่วยได้รับการสวน หัวใจ ผล
การศึกษาพบว่าหลังการรับชมส่ือแอนิเมืช่น กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉล่ียการรับรู้โอกาสเส่ียง การรับรู้ความ รุนแรง
ของภาวะแทรกซ้อน ความคาดหวังในผลลัพธข์ องการปฏิบัติตัว และการรับรู้ความสามารถของจนในการ ปฏิบัติตวั
เพือ่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดง หลงั ทาการสวนหวั ใจ ดีกวา่ กอ่ นชมส่ือแอนิมชนั อย่างมี นัยสาคัญ (
P< 0.001) แสดงให้เห็นว่า สื่อแอนิเมชั่นมีประสิทธิผลสามารถทาให้ผู้ป่วยเกิดการรับรู้ที่ดีและส่งผลให้ เกิดการ
ปฏิบตั ติ วั ทืถ่ ูกต้อง เพอื่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดงท่ี บรเิ วณขาหนบี ได้
พจน์ศิรนิ ทร์ ลิมปินันทน์ (2556 : 47-49) ไดท้ าวจิ ยั เร่อื ง การพฒั นาการต์ ูนแอนเิ มชนั เพื่อ
เพิม่ ศกั ยภาพการเสริมสรา้ งคณุ ธรรมจริยธรรม ผลการวิจยั พบว่า
1) ผลจากการศึกษาพบว่าการ์ตูนแอนิเมชนั 2 มติ ิ เป็นรูปแบบสอ่ื มัลติมีเดียที่มีคุณภาพเหมาะสมสาหรับเสริมสร้าง
คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
2) ผลการประเมิน คุณภาพสื่อการ์ตูนแอนิเมชันเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม พบว่าส่ือการ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ มี
คณุ ภาพอยู่ในระดับมากท่สี ุด
3) ผลการเปรียบเทียบเจตคติ พบว่านักศึกษาที่รับชมส่ือการ์ตูนแอนิเมชันมีระดับคะแนน เจตคติต่อคุณธรรม
จรยิ ธรรมหลังการชมสื่อเพิม่ ขึ้นจากกอ่ นการชมสือ่ อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ี ระดับ .05
4) ผลจากงานวจิ ยั ทาให้ได้สื่อการ์ตูนแอนเิ มชนั 2 มิติ เพ่ือเพม่ิ ศักยภาพการเสรมิ สรา้ งคุณธรรมจริยธรรม ในรปู แบบ
ดีวดี ีจานวน 6 เร่อื ง โดยทาการจดลขิ สทิ ธิใ์ นประเภทโสตทศั นวสั ดุ
5) ผลการศึกษาความพึงพอใจพบว่านักศึกษามีความพึงพอใจต่อสื่อการ์ตูนแอนิเมชันส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม
โดยรวมอยู่ในระดบั มากทีส่ ดุ
ยุทธภัณฑ์ บุณเกิดรัมย์ (2557 : 57-58) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ เรื่อง
บางระจัน ผลการศึกษาพบว่า ผลจากการพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติเรื่องบางระจัน ทาให้ได้การ์ตูนเรื่อง
บางระจนั ในรูปแบบ 2 มติ ิ มคี วามยาว 12 นาที การดาเนินเรอ่ื งประกอบดว้ ยตวั ละครหลัก 6 ตัว คอื นายอนิ . นาย
แท่น, นายจั นทร์. นายเมือง, นายทองเหม็น, สา (เมียนายอิน) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลกิติยา จานวน 30 คนที่มีต่อสื่อการ์ตู แอนิเมชัน 2 มิติเรื่อง บางระจัน พบว่าใน
ภาพรวมมีความพงึ พอใจอยู่ใน ระดับมาก (x= 4.27 , S.D = 0.95) เมื่อพจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ การ์ตนู แอนิเมชนั
2 มิตเิ รื่อง บางระจัน มีระดบั ความพึงพอใจมากท่ีสดุ (x= 4.77, S.D. = 0.43)รองลงมาคือ ขอ้ เอกลกั ณ์ของตวั ละคร
มีลักษณะที่เด่นชัด (x= 4.73 , S.D. = 0.74 ) และข้อลักษณะของตัวการ์ตูนมีความหน้าสนใจ (x= 4.57,S.D. =
0.73) ตามลาดับ
อนุธิดา ชมภูพิษ (2557 : 36-37) ได้ทาการวิจัยเร่ืองการพัฒนาการ์ตูน 2 มิติ เรื่อง สิงโตกับหมูป่าเพื่อ
ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤ ษ ผลจากการศึกษาพบว่า ผลจากการพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติเร่ืองสิงโตกับหมูป่า
ทาให้ได้การ์ตูนเร่ือง สิงโตกับหมูป่า ในรูปแบบ 2 มิติ มีความยาว 8.36 นาที ซึ่งการ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ เรื่อง สิงโต
กับหมูป่าจะแยกออกเป็น แสดงการ์ตูนแบบ 2 ภาษา โดยเน้ือหาเป็นภาษาไทยมีความยาว 4.18 นาที และเน้ือหา
เป็นภาษาอังกฤษมีความยาว 4.18 นาที การดาเนินเรื่องประกอบด้วยตัวละครหลัก 2 ตัว คือ สิงโต และหมูป่า ผล
การประเมินคุณภาพของการ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ เรื่อง สิงโตกับหมูป่า มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด( X = 4.74
S.D.= 0.40)
ณัฐชากร ศรีสมบตั ิ (2557 : 35-36) ไดท้ าการวิจัยเรอ่ื งการพฒั นาการตนู แอนิเมชัน 3 มิติ เรอ่ื ง "เผลอหลบั "
มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชัน 3 มิติ เร่ือง "เผลอหลับ" ที่มีคุณภาพเคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1)
การ์ตูนแอนิเมชัน 3 มิติ เรื่อง "เผลอหลับ" 2) แบบประเมิณคุณภาพการ์ตูนแอนิเมขัน 3 มิติ เร่ือง "เผลอหลับ" จาก
ผเู้ ชย่ี วชาญ ผลการศกึ ษาพบว่า การ์ตูนแอนเิ มชัน 3 มติ ิ เรือ่ ง "เผลอหลับ " โดยมภาพรวมมีคุณภาพอยในระดับมาก
(x = 4.22, S.D = 0.59) และการ์ตูนแอนิเมชัน 3 มิติ เรื่อง "เผลอหลับ " มีความยาว 4.30 นาที มีตัวละครหลักใน
การดาเนินเรื่อง คือ นกั เรยี นชาย 1 คน แสดงให้เหน็ ถึงเหตุการณท์ ี่เขาเผลอหลบั ในหอ้ งเรยี น
วิจัยทเี่ กย่ี วข้องกบั กลุ่มวนิ จิ ฉัยโรครว่ ม
นพดล ประภาศรี. (2549) ซึ่งการศึกษาดังกล่าว พบว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความ
ถูกต้องของรหัสโรค ICD-10 รหัสหัตถการและการผ่าตัด ICD-9-CM ไปใช้ในการคานวณเงินค่าชดเชยค่า
รักษาพยาบาลตามระบบ DRGs จึงได้ค่าที่ไม่เหมาะสมทาให้ต้องปรับปรุงและพัฒนาระบบ DRGs มาจนถึงปัจจุบัน
ส่งผลให้เงินค่าชดเชยคา่ รกั ษาพยาบาลตามระบบ DRGs ในโรงพยาบาลรัฐหรอื กลมุ่ โรงพยาบาลทเ่ี ป็นโรงเรียนแพทย์
ซ่ึงมคี วามรุนแรงของโรคมากกวา่ มีค่าสูงกว่าผปู้ ่วยในท่ีไดร้ บั การรักษาในกลุ่มโรงพยาบาลอน่ื ๆ
Alan H. Rosen-stein, Michelle O'Daniel, Susan White, Ken Taylor. (2009) โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตรอ้ น
ในสังกัดคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้บริการผู้ป่วยตามสิทธิดังกล่าวข้างต้น จึงทาให้ต้องใช้
ระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRGs) ในการเรียกเงินชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ไปยังกองทุนต่าง ๆ ตามสิทธิการ
รักษาพยาบาลของผู้ป่วยใน ในอดีตพบว่าปัญหาในการสรุปคาวินิจฉัยโรคของแพทย์ผู้ทาการรักษาซึ่งได้ทาการ
แกป้ ัญหาดังกล่าวโดยการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ได้เชิญวิทยากรผู้เช่ียวชาญ มาอบรมและให้
ความรูแ้ กอ่ าจารย์แพทย์ และแพทยป์ ระจาบ้าน ให้ทราบหลกั การสรุปการวินจิ ฉัยโรค หตั ถการและการผา่ ตัด ปัญหา
ตังกลา่ วถกู ตรวจ พบว่า มจี านวนนอ้ ยลงขณะหนึ่ง แต่จะมากข้ึนจากเดิมเม่ือมีแพทย์ประจาบา้ นวุ่นใหม่เข้ามาศึกษา
และปฏิบัติงานท่ีโรงพยาบาล ๆ ซ่ึงความคลาดเคล่ือนที่ตรวจพบดังกล่าวส่งผลต่อ AdjR ทาให้ค่าตอบแทนที่ได้รับ
ตามระบบ DRG ต่ากว่าความเป็นจริง ท้ังค่าใช้จ่ายจริงของผู้ป่วยตามรายโรคยังสูงกว่าเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาล
ตามระบบ DRG ทาให้โรงพยาบาล ฯ ตอ้ งแบกภาระทเี่ กิดขนึ้
งานวจิ ัยท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ความพึงพอใจ
ดวงพร ไม้ประเสริฐ และอลงกรณ์ ม่วงไหม (2563) ได้พัฒนาแอนิเมช่ัน 2 มิติ เร่ือง โรคกล้ามเน้ือหัวใจ
ตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ บุคคลทั่วไป จานวน 60 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาแอนิ
เมช่ัน 2 มิติ เรื่อง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ประกอบด้วย หน้าที่ของหัวใจ ความหมายของโรคกล้ามเนื้อ
หัวใจตายเฉียบพลัน สาเหตุของโรค ปัจจัยและการเกิดโรค อาการของโรค การปฏิบัติการกู้ชีพ แนวทางการรักษา
และการป้องกันโรค ความยาวของแอนิเมช่นั 2 มิติ เรอ่ื ง โรคกลา้ มเน้ือ หัวใจตายเฉียบพลัน ใช้เวลา 11.19 นาที ใช้
หลักการคอมพิวเตอร์แอนิเมชั่นในการออกแบบสร้างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภท 2 มิติ และผู้เช่ียวชาญมี
ความคิดเห็นต่อแอนิเมชั่น 2 มิติ โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด และ 2) ผลการ ประเมินความพึงพอใจต่อแอนิเมชั่น
2 มิติ เรื่อง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พบว่า ผลจากการประเมิน ความพึงพอใจ ได้รับการตอบรับใน
ทางบวก ความเหน็ โดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั ดีมาก โดยมีคา่ เฉล่ยี เทา่ กับ 4.54
พีรยา ศรผี ่อง, ภทั รนิ ทร์ กิตติบุญญาคณุ , ดุษฎลภ์ ศริ ศิ กั ด์ิรัชกลุ , จติ ศรา แสนเรียน, วรรณนภิ า ศิริกณั รตั น์,
วราภรณ์ พิมพล (2556) ได้การพัฒนาส่ือแอนิเมชั่นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเด็กท่ีติดเชื้อเอชไอวี ณ โรงพยาบาล
สกลนคร และโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เปน็ การศกึ ษาแบบกลุ่มเดยี วทดสอบเปรียบเทยี บแบบก่อนและหลงั ในผปู้ ว่ ยเด็ก
ท้ังท่ีไดร้ บั การเปิดเผย และไมเ่ ปิดเผยว่าติดเชื้อเอชไอวี อายุ 8-15 ปี ท่ีเขา้ รบั บรกิ าร ณ โรงพยาบาลสกลนคร และ
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ต้ังแต่เดือนตุลาคม 2554 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษา
ท้ังหมด 44 ราย เป็นเพศชายร้อยละ 45.5 เพศหญิง ร้อยละ 54.5 หลังจากให้ความรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนน
ความรู้ความเข้าใจหลังรับชมแอนิเมชันเพิ่มขึ้นจากก่อนให้ความรู้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (mean±SD:8.59±1.76
คะแนน, 10.63±1.98 คะแนน, P<0.001) เมอื่ แบง่ เป็นสองกลุ่มอายุ พบว่าทั้งกลุ่มอายุ 8 – 12 ปี และ 13 – 15 ปี
ค่าเฉล่ียของคะแนนความรู้หลังรับชมแอนิเมชันเพิ่มข้ึนจากก่อนให้ความรู้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P<0.001) แต่
คะแนนความร้กู อ่ นและหลังชมแอนิเมช่นั ระหวา่ งทงั้ สองกลุ่มพบวา่ ไม่แตกต่างกนั ส่วนผลการประเมินความพงึ พอใจ
หลังการได้รับชมแอนิเมชั่นของผู้ป่วย ผู้ปกครอง และบุคลากรการแพทย์น้ัน พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากถึงมาก
ที่สุด โดยทั้งผู้ป่วยและผู้ปกครองพึงพอใจในรูปแบบการนาเสนอของส่ือมากที่สุด ส่วนบุคลากรการแพทย์พึงพอใจ
มากที่สุดในการดาเนินเร่ืองท่ีเป็นลาดับขั้นตอน สรุปได้ว่า การใช้สื่อแอนิเมช่ันเป็นอีกทางเลือกท่ีจะนาไปใช้เพ่ิม
ความรใู้ นผู้ปว่ ยเด็กท่ตี ดิ เช้อื เอชไอวีในโรงพยาบาลได้
เฉลิมทิพย์ สวัสด์ิวงศ์ และเกียรติขร โสภณาภรณ์ (2560) ได้พัฒนาส่ืออนิเมชั่น 2 มิติ เรื่อง สุขอนามัยกับ
การล้างมือเพื่อส่งเสริมการล้างมือท่ีถูกต้อง สาหรับเด็กประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้น
ประถมศึกษา โรงเรียนชุมชนวัดใหญ่โพหัก อาเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี จากนักเรียนทั้งหมดจานวน 75 คน โดย
ผู้วิจัยได้เลือกนักเรียนมา 1 ห้อง ซ่ึงมีจานวน 30 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคร้งั นี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการสุม่ แบบแบง่ กลุ่ม
(Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั ประกอบดว้ ย การต์ ูนอนิเมชั่น เรอ่ื ง “สขุ อนามยั กับการลา้ งมือ” แบบ
ประเมินคุณภาพของอนิเมชั่น 2 มิติ แบบประเมินความพึงพอใจของกลุ่ม ตัวอย่างท่ีมีต่อการ์ตูนอนิเมช่ัน 2 มิติและ
แบบทดสอบความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับการล้างมือ (พูดถึงเครื่องมือ) จาก การวิเคราะห์ทางสถิติหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
(Mean) คา่ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และนยั สาคญั (สถิติที่ใช้ ) ผลการศึกษาพบว่า ผูเ้ ชย่ี วชาญให้คณุ ภาพสื่อมี
การลาดับเรื่องราวในระดับมากมีค่าเฉล่ีย 3.62 กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อส่ือมีลาดับเร่ืองราวในระดับมากมี
คา่ เฉลยี่ 3.61 และกลุ่มตวั อย่างมีพฤติกรรมการลา้ งมือก่อนรบั ประทาน อาหารหลงั รบั ชมส่ืออนิเมช่ัน 2 มติ ิมากกว่า
ก่อนรับชมสื่ออนิเมชั่น 2 มิติ คิดเป็นร้อยละก่อนและหลังที่ 40/90 ซ่ึงส่ือสามารถดึงดูดความสนใจและส่ือ
ความหมายได้ดี ในกลุม่ เด็กประถมศึกษา
กรอบในการดาเนนิ การวิจัย
ระยะที่ 1 ระยะท่ี 2 ระยะท่ี 3 ระยะท่ี 4
ขน้ั เตรียมการ ขั้นพฒั นา
ขนั้ นาไปทดลองใช้ ขน้ั ตอนการประเมนิ ผล
- ศึ ก ษ า เ นื้ อ ห า แ ล ะ -ศึกษาแนวคิดและทฤษฎี - ช้ี แ จ ง ขั้ น ต อ น ก า ร -เปรยี บเทียบความรู้เรื่อง
เอกสารท่ีเกี่ยว ข้ อง เก่ียวกับการพัฒนาส่ือแอนิ ดาเนินงานวิจัยให้กลุ่ม ก ลุ่ ม วิ นิ จ ฉั ย โ ร ค ร่ ว ม
ทั้งหมด เมชน่ั ตั ว อ ย่ า ง ไ ด้ ท ร า บ ถึ ง ระหว่างก่อนและหลัง
-ออกแบบและยกร่างส่ือ กระบวนการทดลอง การศึกษาส่ือแอนิเมช่ัน
แอนิเมช่ันการให้ความรู้ เรอื่ งกล่มุ วนิ จิ ฉัยโรครว่ ม
ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 ระยะที่ 3 ระยะท่ี 4
ข้ันเตรยี มการ ขน้ั พฒั นา
ขน้ั นาไปทดลองใช้ ขนั้ ตอนการประเมินผล
- ป ร ะ ส า น ง า น ก ลุ่ ม เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม - ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ า ง ท า -ประเมินระดับความพึง
ตัวอย่างนักศึกษาเพ่ือ ตามหลักการของ ADDIE แบบทดสอบก่อนศึกษา พอใจต่อการใช้สื่อแอนิ
เขา้ ร่วมการวิจยั Model ส่อื แอนเิ มช่ันจานวน 15 เมช่ัน การให้ความรู้เรื่อง
-ศึกษาแนวทางสร้าง - น า เ ส น อ แ บ บ ร่ า ง ท่ี ข้อ ใช้ เวลา 15 นาที กลมุ่ วนิ จิ ฉยั โรครว่ ม
ขอ้ คาถาม ออกแบบเสนอต่ออาจารย์ -ใช้สื่อ แอนิเมช่ัน ตาม
-สร้างข้อคาถามเรื่อง ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิ กระบวนการวิจัยโดย
กลมุ่ วนิ จิ ฉยั โรคร่วม ด้านเน้ือหาเพื่อตรวจสอบ แบ่งตามขน้ั ตอน ดงั นี้
-ตรวจสอบคุณภาพ ความถูกต้องของเนื้อหา (1) กลุ่มตัวอย่างดูสื่อแอ
เครื่องมือสาหรับการ และรูปแบบของส่ือแอนิ นิเมชั่น การให้ความรู้
สนทนากลุ่มเพื่อใช้เก็บ เมช่ันการให้ความรู้เร่ือง เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม
ข้อมูลในสถานการณใ์ น กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม แล้ว ใชเ้ วลา 10 นาที
การให้ความรู้เร่ืองกลุ่ม นาไปปรับปรุงแก้ไขก่อน ( 2 ) ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ า ง ท า
วินิจฉัยโรคร่วม โดย นาไปสร้างและพัฒนาส่ือ แบบทดสอบความรู้หลัง
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ 3 ทา่ น แอนิเมช่ันการให้ความรู้ การดูสื่อ แอนิเมช่ันเร่ือง
-เก็บข้อมูลโดยการ เร่ือง กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ก ลุ่ ม วิ นิ จ ฉั ย โ ร ค ร่ ว ม
สนทนากลุ่มนักศึกษา โดยผูว้ จิ ัย จานวน 15 ข้อ ใช้เวลา
จานวน 6 คน -จัดทาสื่อ แอนิเมช่ันการ 15 นาที
-วิเคราะห์สถานการณ์ ใ ห้ ค ว า ม รู้ เ รื่ อ ง ก ลุ่ ม -กลุ่มตัวอย่างทาแบบ
และสภาพปัญหาการ วินจิ ฉยั โรครว่ ม ประเมินความพึงพอใจ
เ รี ย น เ ร่ื อ ง ก ลุ่ ม - ส ร้ า ง เ ค ร่ื อ ง มื อ แ ล ะ ต่อการดูส่ือแอนิเมช่ัน
วนิ จิ ฉยั โรคร่วม ตรวจสอบความตรงตาม เรอ่ื งกลุ่มวนิ ิจฉยั โรคร่วม
เนื้อหาของส่ือ แอนิเมชั่น
การให้ความรู้ เร่ืองกลุ่ม
วิ นิ จ ฉั ย โ ร ค ร่ ว ม แ บ บ
ประเมินคุณภาพสื่อ แอนิ
เมชั่นแบบวัดความรู้และ
ป ร ะ เ มิ น ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ
โดยผทู้ รงคุณวุฒิทัง้ 3 ทา่ น
ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 ระยะที่ 3 ระยะที่ 4
ขน้ั เตรียมการ ข้นั พฒั นา
ขั้นนาไปทดลองใช้ ข้นั ตอนการประเมนิ ผล
-ปรับปรุงเคร่ืองมือ ได้แก่
แบบประเมินคุณภาพสื่อ
แอนิเมช่ัน แบบวัดความรู้
และแบบประเมินความพึง
พอใจ
-ประเมินคุณภาพสื่อ แอนิ
เมชั่น โดยผู้เชี่ยวชาญ
จ า น ว น 3 ท่ า น แ ล ะ
ปรับปรงุ แกไ้ ข
-นาไปทดลองใช้ (Try out)
กับนักศึกษาท่ีไม่ใช่กลุ่ม
ตัวอย่างจานวน 30 คน
แล้วนาข้อมูลท่ีได้มาหาค่า
ความเท่ียงโ ดยใช้สู ตร
สั ม ป ร ะ สิ ท ธ์ิ แ อ ล ฟ่ า
ของครอนบาค
(Cronbach’s alpha
Coefficient) และหาค่า
อานาจจาแนกแล ะ ค่ า
ค ว า ม ย า ก ง่ า ย ข อ ง
แบบทดสอบความรู้
- ป รั บ ป รุ ง แ ก้ ไ ข ก่ อ น
นาไปใช้จริง
จากกรอบแนวคดิ ในการดาเนินการศึกษาดังกลา่ วสามารถสรุปเป็นกรอบแนวคิดการประเมนิ ผลการ
ทดลองใช้นวัตกรรม ไดด้ ังน้ี
ส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เรื่อง ความรู้เร่ืองกลุ่มวนิ จิ ฉัยโรคร่วม ประกอบด้วย
กลมุ่ วินจิ ฉัยโรคร่วม 1. ความหมายของกลมุ่ วินจิ ฉยั โรคร่วม
2. โครงสรา้ งของกลุ่มวินจิ ฉยั โรครว่ ม
(ตัวแปรตน้ ) 3. ขอ้ มูลทใ่ี ช้ในการจัดกลุม่ วินิจฉยั โรครว่ ม
4. วิธกี ารจดั กลุม่ วินิจฉัยโรคร่วม โดยใช้โปรแกรม
(ตัวแปรตาม)
บทท่ี 3
วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนาสื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม สาหรับนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และ
สาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี เพ่ือให้การศึกษาเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ผู้วิจัยได้ศึกษาลาดับ
ข้ันตอนดงั น้ี
3.1 รปู แบบการวจิ ยั
3.2 ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
3.3 เคร่ืองมือ และวิธีการสรา้ งเคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
3.4 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
3.5 การพทิ ักษส์ ิทธิ
3.6 การเก็บรวบรวมข้อมลู
3.7 การวิเคราะห์ขอ้ มูล
3.1 รูปแบบการวิจัย
การศึกษาวิจัยคร้ังนี้เป็นรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) : R&D เพ่ือ
พัฒนาพัฒนาส่ือแอนิเมชั่นการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวนิ ิจฉัยโรคร่วม สาหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชพี
ชัน้ สูง สาขาวชิ าเวชระเบียน ช้ันปที ี่ 1 วทิ ยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสขุ กาญจนาภิเษก
3.2 ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ งที่ใชใ้ นการศกึ ษา
3.2.1 กลุ่มประชากร คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1
วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี จานวน 101 คน และนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 2 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และ
สาธารณสขุ กาญจนาภิเษก จังหวดั นนทบุรี จานวน 94 คน
3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 2
จานวน 6 คน และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 จานวน 71 คน
โดยแบ่งกลุ่มตัวอยา่ งเป็น 2 ประเภท คือ
1. กลุ่มตัวอย่างในข้ันตอนการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพ่ือวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและ
ความต้องการสื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิฉัยโรคร่วม คือนักศึกษาจากหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 2 จานวน 6 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และมีคุณสมบัติตามที่กาหนด
ดังนี้
1) เป็นนกั ศึกษาทเี่ คยเรียนเรอ่ื งกลมุ่ วินจิ ฉยั โรคร่วม
2) มีผลการประเมินการจัดการเรียนรายวชิ าการจัดระบบงานเวชระเบียนผู้ปว่ ยใน อยู่ในเกณฑ์
ระดับสูงสุด (เกรด A) จานวน 2 คน ระดับปานกลาง (เกรด B) จานวน 2 คน และระดับต่าสุด (เกรด C) จานวน 2
คน
3) เป็นนักศึกษาทย่ี นิ ดเี ข้าร่วมวิจัย
2. กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใชส้ ื่อแอนิเมชัน่ การให้ความรู้เร่ืองกล่มุ วินฉิ ัยโรครว่ มจานวน 71 คน โดยคัดเลือก
มาจากนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ช้ันปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทาง
การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก ได้มาจากที่เป็นกลุ่มประชากรท้ังหมด ยกเว้นกลุ่ม Try out จานวน 30
คน และคัดเลือกตามคณุ สมบตั ทิ ่ีกาหนด ดังนี้
1) เป็นนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1
2) เป็นนักศกึ ษาท่ียินดเี ขา้ ร่วมวิจัย
3.3 เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลการวิจัยในคร้ังนี้ มี 5 ประเภท ไดแ้ ก่
3.3.1 แนวคาถามการสนทนากล่มุ เป็นแนวคาถามการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) เกีย่ วกับ
สื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม โดยการทาสนทนากลุ่มกับนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีทาง
การแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี จานวน 6 คน มีประเด็นคาถาม จานวน 3 ข้อ
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1) สถานการณ์และสภาพปัญหาการเรียนเรือ่ งกล่มุ วนิ ิจฉัยโรคร่วม เปน็ อยา่ งไร
2) ท่านต้องการให้มีสื่อการเรียนการสอนเร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ในลักษณะ/รูปแบบใด
เพราะเหตุใด
3) หากมีสื่ออนิเมชั่นให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ท่านคิดว่าควรมีเนื้อหาเก่ียวกับเรื่อง
ใดบา้ ง
วธิ กี ารจดั กลุม่ สนทนา
การจัดสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) เป็นการสนทนากลุ่มโดยผ่านระบบออนไลน์ (Google
Meet) ระหว่างผู้ร่วมสนทนากลุ่ม ประกอบด้วยนักศึกษา จานวน 6 คน มีผู้ดาเนินการสนทนากลุ่ม (Moderator)
เป็นผู้จุดประเด็นการสนทนา เพื่อเป็นการจูงใจให้นักศึกษานั้น ๆ ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นหรือแนวทางใน
การสนทนาใหไ้ ดข้ ้อมลู กว้างขวางและละเอยี ดที่สุดเทา่ ทจี่ ะเป็นไปได้ ซ่งึ มีขั้นตอนการจดั การจัดสนทนากลุ่ม ดงั นี้
1) เตรยี มผู้รว่ มสนทนา 1 กลุม่ โดยคัดเลอื กตามคุณสมบตั ิท่ีกาหนด จานวน 6 คน
2) เตรยี มแนวคาถามการสนทนากลุ่ม
3) เตรียมอปุ กรณ์ในการจัดสนทนากลมุ่ เช่น สมุด ปากกา เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์
4) เตรียมสถานท่ใี นการจดั สนทนากลุ่ม เพือ่ ควบคมุ การรบกวนจากส่ิงภายนอก
5) ดาเนินการสนทนากลุ่ม โดยมีผู้วิจัยเป็นผู้ดาเนินการอภิปราย ชี้แจงเป้าหมายของการสนทนากลุ่ม
6) ขออนญุ าตบันทึกเสียงการสนทนาและบอกข้อมูลการพิทกั ษส์ ิทธิผู้ให้ข้อมูลโดยรบั รองว่าข้อมลู ท่ีได้จะใช้
เพ่อื การวิจยั โดยไมม่ ีการเปิดเผยให้ข้อมลู และสามารถแสดงความคดิ เห็นไดอ้ ย่างอสิ ระ
7) บอกบทบาทผดู้ าเนนิ การสนทนาและผู้เขา้ ร่วมสนทนา
8) ใหผ้ รู้ ่วมสนทนาแนะนาตนเองต่อกลุ่ม
9) ใช้คาถามนาก่อนทจ่ี ะเข้าสูป่ ระเด็นท่ตี ้องการ
10) เช่ือมโยงการสนทนาเข้าสู่แนวคาถามตามลาดับโดยใช้คาถามปลายเปิดและกระตุน้ ใหผ้ ู้เข้ารว่ มสนทนา
กลุ่มแสดงความคิดเห็นแลกเปล่ียนเรียนรปู้ ระสบการณ์โดยผู้ดาเนินการสนทนาสังเกตปฏกิ ิริยาผู้เข้ารว่ มสนทนา รับ
ฟงั ซักถาม เพ่อื ความกระจ่างและบนั ทึกการสนทนา
11) เม่ือได้ข้อมูลครอบคลุมตามวัตถุประสงค์แล้วจึงกล่าวสรุปประเด็นสาคัญท่ีได้จากการสนทนากลุ่มและ
กลา่ วขอบคณุ ผู้เขา้ รว่ มสนทนากลุ่ม
12) รวบรวมขอ้ มูลโดยนาข้อมลู ท่ไี ดม้ าจัดหมวดหมูแ่ ละวเิ คราะห์เนอ้ื หา (Content Analysis)
วิธีการสร้างเครือ่ งมอื แนวคาถามการจัดสนทนากลมุ่
1) ศึกษาวิธกี ารสร้างแนวคาถามการจัดสนทนากลุ่มจากเอกสารตาราท่เี ก่ียวข้องเพ่ือกาหนดกรอบการสร้าง
เครอ่ื งมือ
2) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยการพิจารณาถึงรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้
ครอบคลุมวัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั
3) ขอคาแนะนาจากอาจารยท์ ป่ี รึกษาในการสร้างแนวคาถาม
4) สร้างแนวคาถามจากการสนทนากลุ่มใหค้ รอบคลมุ ตามวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย
3.3.2 สอ่ื แอนเิ มช่ันการใหค้ วามรเู้ รอื่ งกล่มุ วนิ จิ ฉัยโรครว่ ม
เป็นส่ือแอนิเมชนั่ ที่อานวยความสะดวกในการใหค้ วามรูเ้ รื่องกลมุ่ วินจิ ฉัยโรครว่ ม สาหรับนกั ศึกษาหลกั สตู ร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีท่ี 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข
กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี โดยนาเสนอในรูปแบบของแอนิเมชัน่ มีลักษณะคล้ายหนังการ์ตูนท่ีสามารถเปิดดูได้
จากคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บแล็ต และมีลักษณะพิเศษ คือสามารถส่ือสารกับผู้ดูสื่อในลักษณะของมัลติมีเดีย
ได้แก่ ข้อความ ภาพ เสียง พื้นหลัง ตัวการ์ตูน ซ่ึงภายในสื่อจะประกอบด้วยพื้นฐานท่ีควรรู้เก่ียวกับกลุ่มวินิจฉัยโร ค
ร่วม ดังน้ี
1. ความหมายของกลุ่มวนิ ิจฉยั โรคร่วม
2. โครงสรา้ งของกล่มุ วินจิ ฉยั โรครว่ ม
3. ข้อมูลที่ใช้ในการจดั กลมุ่ วนิ จิ ฉยั โรครว่ ม
4. วธิ ีการจดั กลุม่ วนิ ิจฉยั โรครว่ มโดยใช้โปรแกรม
ผศู้ กึ ษาได้พัฒนาสอื่ แอนิเมช่ันเรือ่ งกลุ่มวินิจฉัยโรครว่ ม ตามหลักการ ADDIE Model ดงั น้ี
1. ข้นั การวิเคราะห์ (Analysis)
1.1 ศึกษาคู่มอื เอกสารท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั กล่มุ วินจิ ฉยั โรคร่วม และเนื้อหาเรอ่ื งกลุม่ วนิ ิจฉัยโรคร่วม
ท่มี ีอยเู่ ดิม
1.2 ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกย่ี วกบั การพัฒนาส่ือแอนิเมชั่น
1.3 วิเคราะหก์ ลุ่มเป้าหมายทเี่ ป็นนักศึกษาที่เคยเรียนเร่ืองกล่มุ วินิจฉัยโรคร่วมมาแลว้
1.4 วิเคราะห์เน้ือหาของส่ือแอนิเมช่ันเร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ให้มีเนื้อหาเก่ียวกับ
ความหมายของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม โครงสร้างของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ข้อมูลท่ีใช้ในการหากลุ่มวินิจฉัยโรค
รว่ ม วิธีการจดั กลุม่ วินจิ ฉัยโรคร่วมโดยใช้โปรแกรม
2. ข้นั การออกแบบ (Design)
ร่างแบบสื่อแอนิเมช่ัน โดยการจัดลาดับเน้ือหา ประกอบด้วย ความหมายของกลุ่ม
วินิจฉัยโรคร่วม โครงสร้างของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ข้อมูลท่ีใช้ในการหากลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม วิธีการจัดกลุ่ม
วินจิ ฉัยโรครว่ ม โดยใชโ้ ปรแกรม แนะนาผูจ้ ดั ทา
3. ขั้นการพฒั นา (Development)
3.1 พฒั นาส่อื แอนิเมชนั่ เรื่องกลุม่ วนิ ิจฉยั โรครว่ ม สร้างโดยใชโ้ ปรแกรม Animaker โดยการใส่
ตัวการต์ ูน Animation เคลอื่ นไหวได้มาใสป่ ระกอบวดี ีโอ
3.2 ประเมินคุณภาพส่ือแอนเิ มชั่น โดยผู้เชยี่ วชาญ จานวน 3 ทา่ นและปรบั ปรุงแก้ไข
3.3 นาส่ืออนิเมชั่นไปทดลองใช้ (Try out) กับนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจานวน 30 คน
และปรับปรุงแก้ไขกอ่ นนาไปใช้จริง
4. ข้ันการนาไปใช้ (Implementation)
ใชส้ ่ือแอนิเมช่ัน ตามกระบวนการวจิ ัยโดยแบง่ ตามข้ันตอน ดงั น้ี
4.1 กลุ่มตวั อย่างทาแบบทดสอบก่อนศึกษาสื่อแอนิเมช่ันจานวน 15 ข้อ ใช้เวลา 15 นาที
4.2 กลมุ่ ตวั อย่างดูส่ือแอนเิ มชั่นการให้ความรเู้ ร่ืองกล่มุ วนิ ิจฉัยโรคร่วม ใช้เวลา 10 นาที
4.3 กลุ่มตวั อยา่ งทาแบบทดสอบความรูห้ ลงั การดสู ่อื แอนิเมชนั่ เรอื่ งกลุม่ วนิ ิจฉัยโรคร่วม จานวน
15 ข้อ ใชเ้ วลา 15 นาที
4.4 กลุม่ ตวั อย่างทาแบบประเมินความพึงพอใจต่อส่ือแอนเิ มชัน่ เร่ืองกลุ่มวินจิ ฉยั โรครว่ ม
5. ข้ันการประเมินผล (Evaluation)
วัดผลการนาสื่อแอนิเมชั่นเรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ไปใช้โดยให้ทาแบบทดสอบก่อนและ
หลังใช้ส่ือแอนิเมช่ัน และให้ทาแบบประเมินความพึงพอใจหลงั จากทาแบบทดสอบวัดความรู้เสร็จแลว้ ซ่ึงแบบ
ประเมนิ ความพึงพอใจ ประกอบดว้ ยรายการประเมนิ 3 ดา้ น ได้แก่ ดา้ นเนอื้ หา ดา้ นการออกแบบและด้านการ
นาไปใช้
3.3.3 แบบประเมินคุณภาพสอ่ื แอนิเมชน่ั การให้ความรู้เร่อื งกลุ่มวินิจฉยั โรคร่วม
การประเมินคุณภาพส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิฉัยโรคร่วม พิจารณาใน 3 ด้าน
ได้แก่ ด้านเน้ือหา จานวน 5 ข้อ ด้านการออกแบบ จานวน 5 ข้อ และด้านการนาไปใช้จรงิ จานวน 2 ข้อ รวม
ทงั้ หมด 12 ข้อ โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี
1) ดา้ นเนือ้ หา ไดแ้ ก่
1.1 ความสอดคล้องระหว่างเนอ้ื หา
1.2 ความสอดคลอ้ งระหวา่ งวตั ถปุ ระสงค์
1.3 ความชดั เจนในการอธิบายเนือ้ หา
1.4 เนือ้ หามีความกะทัดรัด เข้าใจง่าย
1.5 เน้ือหามคี วามถูกต้อง จดั แบง่ ตอนได้เหมาะสม
2) ดา้ นการออกแบบ ไดแ้ ก่
2.1 รปู แบบ ขนาด และสขี องตวั อกั ษร สวยงาม อา่ นงา่ ย
2.2 ภาพประกอบมีเทคนคิ ทางศิลปะและสื่อความหมายไดด้ ี
2.3 ภาพประกอบเน้อื หาคมชัด สวยงาม น่าสนใจ
2.4 เสยี งบรรยายและเสยี งเพลงประกอบน่าฟงั นา่ สนใจ
2.5 ระยะเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอสอ่ื ไมส่ นั้ และไม่ยาวจนเกินไป
3) ด้านการนาไปใช้ ไดแ้ ก่
3.1.ความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลของส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรค
รว่ ม
3.2.ค่าคะแนนที่ได้จากการศึกษาข้อมูลภายในสื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวนิ ิจฉัยโรครว่ ม
เกณฑ์การใหค้ ะแนนเพ่อื ประเมินคุณภาพสอื่ แอนเิ มช่ันการให้ความรเู้ ร่ืองกลุม่ วนิ ิจฉัยโรครว่ ม มลี กั ษณะเป็น
แบบประเมินชนิดมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert Scale)
ประเมนิ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประกอบดว้ ยผู้เชีย่ วชาญทางดา้ นเวชระเบยี น เร่ือง กล่มุ วินิจฉยั โรคร่วม 2 ทา่ น และ
ผ้เู ช่ยี วชาญทางด้านส่อื แอนเิ มชัน่ จานวน 1 ท่าน โดยกาหนดเกณฑ์การให้คะแนน ดงั นี้
5 คะแนน ส่อื แอนเิ มชน่ั การให้ความร้เู ร่ืองกลมุ่ วนิ ิจฉยั โรครว่ ม มคี ุณภาพมากทสี่ ดุ
4 คะแนน สื่อแอนเิ มชน่ั การให้ความรูเ้ รอ่ื งกล่มุ วินิจฉัยโรคร่วม มคี ุณภาพมาก
3 คะแนน สอ่ื แอนิเมช่นั การให้ความร้เู รอ่ื งกลมุ่ วินจิ ฉยั โรครว่ ม มคี ุณภาพปานกลาง
2 คะแนน ส่อื แอนิเมช่ันการใหค้ วามรู้เร่อื งกลุม่ วนิ จิ ฉัยโรครว่ ม มคี ุณภาพน้อย
1 คะแนน สื่อแอนิเมชน่ั การใหค้ วามรู้เรือ่ งกล่มุ วินิจฉัยโรคร่วม มคี ุณภาพน้อยทส่ี ดุ
การแปลผลคะแนนจากการประเมินคุณภาพของส่ือแอนิเมช่นั การให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวนิ จิ ฉยั โรคร่วม โดยนา
คะแนนผตู้ อบแบบประเมนิ ซ่ึงเป็นผูเ้ ช่ยี วชาญ จานวน 3 คน มาสรุปเปน็ ข้อมลู เชงิ คุณภาพ
วธิ ีการสรา้ งเคร่อื งมอื
1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมินคุณภาพที่ใช้ในการประเมินสื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เรื่องกลุ่ม
วนิ จิ ฉัยโรครว่ ม จากเอกสารและตาราที่เก่ียวข้อง
2) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่าง ๆ
เพอ่ื ใหค้ รอบคลมุ ตามวัตถปุ ระสงค์ของการศึกษาท่ีกาหนดไว้
3) ขอคาแนะนาจากอาจารย์ท่ีปรกึ ษาและผ้เู ชี่ยวชาญเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบประเมิน
4) ตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา (Content Validity) ของส่ือแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่ม
วนิ จิ ฉยั โรครว่ ม โดยผู้ทรงคุณวฒุ ดิ า้ นเนื้อหาจานวน 3 ทา่ น
5) ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาของสื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม หลังการตรวจสอบ
ความตรงตามเนอื้ หาโดยผทู้ รงคุณวฒุ กิ ่อนนาไปใช้
3.3.4 แบบทดสอบความรู้ต่อการใช้สื่อแอนิเมชั่น การให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม เป็นแนว
คาถามวดั ความรู้แบบเลือกตอบ 2 ตวั เลอื ก คือ ถูกหรือผดิ เกี่ยวกบั กลมุ่ วินจิ ฉยั โรครว่ ม ของนักศกึ ษาหลักสูตร
ประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้นั สูง สาขาวชิ าเวชระเบยี น ชนั้ ปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข
กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี โดยแบบทดสอบความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ประกอบด้วยแบบทดสอบ
จานวน 15 ข้อ ใช้เวลาในการทาแบบทดสอบ 15 นาที และการให้คะแนนคือ ถ้าตอบถูกให้ 1 คะแนน ถ้าตอบ
ผิดให้ 0 คะแนน คะแนนเต็มคือ 15 คะแนน ผู้วิจัยได้กาหนดเกณฑ์การพิจารณาว่านักศึกษามีความรู้อยู่ใน
เกณฑ์ใด โดยใช้เกณฑ์ในการแปลผล มาตรฐานคะแนนของบลูม (Bloom,1976 : 175 อ้างถึง ปัญจา ชูช่วย,
2551) โดยทาแบบทดสอบ 2 ครั้ง ด้วยแบบวัดความรู้ก่อนและหลังการใชส้ ื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกล่มุ
วินิจฉัยโรคร่วม ซ่ึงการทาแบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังการใช้สื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เรื่องกลุ่ม
วินจิ ฉยั โรคร่วม จานวน 15 ขอ้ ประกอบดว้ ย
1) ความหมายของกลุ่มวินจิ ฉยั โรคร่วม 2 ขอ้
2) โครงสร้างของกล่มุ วินิจฉัยโรคร่วม 4 ข้อ
3) ข้อมูลท่ีใช้ในการหากลุ่มวินจิ ฉยั โรครว่ ม 6 ข้อ
4) วธิ ีการจัดกลมุ่ วินจิ ฉยั โรคร่วม โดยใช้โปรแกรม 3 ข้อ
โดยมกี ารกาหนดระดบั คะแนนดังนี้
สตู รช่วงให้คะแนนสูงสดุ = คะแนนสูงสดุ -คะแนนตา่ สดุ
จานวนชน้ั
ชว่ งคะแนน ความหมาย
11-15 ความรอู้ ยู่ในระดับสงู
6-10 ความรู้อยใู่ นระดับปานกลาง
0-5 ความรู้อยใู่ นระดับต่า
วิธกี ารสร้างเครื่องมือ
1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ท่ีใช้ข้อมูลจากเอกสารตาราท่ีเก่ียวข้อง
เพอื่ เป็นแนวทางในการกาหนดกรอบ แนวคิดในการสร้างเครอ่ื งมอื
2) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่างๆเพื่อให้
ครอบคลมุ วัตถุประสงคข์ องการศกึ ษาท่ีกาหนดไว้
3) ขอคาแนะนาจากอาจารย์ท่ีปรึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบวัดความรู้ เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรค
รว่ ม
4) สร้างแบบวัดความรู้เกี่ยวกับกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อใช้เป็น
เครื่องมือในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลจากกลุ่ม ตวั อย่างเพือ่ นามาวเิ คราะห์
3.3.5 แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้สอื่ แอนิเมช่ัน การให้ความร้เู รือ่ งกลุม่ วินิจฉยั โรคร่วม เปน็ แนว
คาถามท่ีใช้ในการประเมินความพึงพอใจหลงั จากการใช้สื่อแอนิเมชัน่ การให้ความรู้เรอ่ื งกลุ่มวนิ ิจฉัยโรคร่วม โดยแบ่ง
ออกเป็น 2 สว่ น ได้แก่
ส่วนที่ 1 เปน็ คาถามเกยี่ วกับขอ้ มูลทว่ั ไป ไดแ้ ก่ อายุ เพศ ซึ่งเปน็ คาถามทีใ่ หผ้ ู้ตอบเลือกเพยี งคาตอบเดียว
ส่วนที่ 2 แบบประเมินความพึงพอใจต่อสื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ข้อคาถามมี
ลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคอร์ท (Likert rating scale) โดยให้เลือกตอบได้ตรงความคิด
ความรู้สึกของผู้ตอบมากท่ีสุดเพียง คาตอบเดียวแบ่งเป็น 5 ระดับ โดยพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเน้ือหา จานวน
5 ขอ้ ด้านการออกแบบจานวน 5 ขอ้ และดา้ นการนาไปใชจ้ ริง จานวน 2 ขอ้ ซ่ึงมีรายละเอยี ดดังน้ี
1) ดา้ นเนอ้ื หา ได้แก่
1.1 ความสอดคลอ้ งระหวา่ งเนือ้ หา
1.2 ความสอดคล้องระหวา่ งวัตถปุ ระสงค์
1.3 ความชดั เจนในการอธบิ ายเนอ้ื หา
1.4 เน้ือหามคี วามกะทดั รัด เขา้ ใจงา่ ย
1.5 เนอ้ื หามคี วามถูกต้อง จัดแบ่งตอนไดเ้ หมาะสม
2) ด้านการออกแบบ ได้แก่
2.1 รปู แบบ ขนาด และสขี องตวั อกั ษร สวยงาม อา่ นง่าย
2.2 ภาพประกอบมีเทคนคิ ทางศิลปะและส่อื ความหมายได้ดี
2.3 ภาพประกอบเนื้อหาคมชัด สวยงาม นา่ สนใจ
2.4 เสียงบรรยายและเสยี งเพลงประกอบนา่ ฟงั น่าสนใจ
2.5 ระยะเวลาที่ใชใ้ นการนาเสนอสอื่ ไม่สั้นและไม่ยาวจนเกนิ ไป
3) ดา้ นการนาไปใช้ ได้แก่
3.1 ความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลของสื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรค
ร่วม
3.2 คา่ คะแนนทไ่ี ด้จากการศกึ ษาข้อมูลภายในสื่อแอนิเมชนั่ การให้ความรู้เร่อื งกลุ่มวินจิ ฉยั โรคร่วม
5 คะแนน หมายถึง ความพึงพอใจตอ่ ส่อื แอนเิ มชั่นการให้ความรเู้ รื่องกลมุ่ วนิ จิ ฉยั โรครว่ ม มากที่สุด
4 คะแนน หมายถึง ความพึงพอใจตอ่ สื่อแอนเิ มชั่นการให้ความรู้เรอ่ื งกล่มุ วินิจฉัยโรครว่ ม มาก
3 คะแนน หมายถึง ความพึงพอใจตอ่ สอ่ื แอนเิ มชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวนิ จิ ฉัยโรครว่ ม ปานกลาง
2 คะแนน หมายถงึ ความพึงพอใจต่อสอ่ื แอนเิ มชนั่ การให้ความรเู้ รอ่ื งกลมุ่ วนิ ิจฉัยโรครว่ ม นอ้ ย
1 คะแนน หมายถึง ความพึงพอใจตอ่ สื่อแอนเิ มชั่นการให้ความรู้เรอื่ งกลุม่ วินจิ ฉัยโรคร่วม น้อยทส่ี ดุ
การแปลผลคะแนนจากแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา จานวน 30 คน ใน
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และ
สาธารณสุข กาญจนาภิเษก จังหวัดนนทบุรี ต่อส่ือแอนิเมชั่นการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม โดยนาคะแนน
ของผู้ตอบแบบประเมินแต่ละคนรวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard
deviation: S.D.) โดยหลักเกณฑ์การแปลค่าเฉล่ียการให้ความหมายคะแนนเฉล่ียในการใหค้ วามหมายคะแนนเฉลีย่
(Best, 1997) ดงั นี้
คะแนนเฉลี่ย ระดบั ความพงึ พอใจ
4.50-5.00 ระดบั มากที่สดุ
3.50-4.49 ระดบั มาก
2.50-3.49 ระดับปานกลาง
1.50-2.49 ระดับนอ้ ย
1.00-1.49 ระดับน้อยทส่ี ดุ
วธิ กี ารสรา้ งเครอ่ื งมือ
1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจท่ีใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสารและตาราท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือ
เปน็ แนวทางในการกาหนดกรอบแนวคิดในการสร้างเคร่ืองมือ
2) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องโดยพิจารณาถึงรายละเอียดต่างๆเพื่อให้
ครอบคลุมวัตถปุ ระสงค์ของการศกึ ษาที่กาหนดไว้
3) ขอคาแนะนาจากอาจารย์ท่ีปรกึ ษาเพื่อใช้เปน็ แนวทางในการสรา้ งแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
4) สร้างแบบประเมนิ ความพึงพอใจให้ครอบคลุมวตั ถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อใชเ้ ปน็ เครื่องมือในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู จากกลมุ่ ตัวอยา่ งเพื่อนามาวเิ คราะห์ความพึงพอใจ
3.4 การตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมือที่ใช้ในการวิจัย
3.4.1 การหาค่าความตรงของเนอ้ื หา (Content validity)
นาแบบประเมินคุณภาพส่ือแอนิเมชั่น แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อส่ือแอนิ
เมชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ตรวจสอบความตรงตามเน้ือหาท่ี
ต้องการศึกษาจากแบบสอบถาม โดยตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสมของภาษา ความสอดคล้องกับ
วตั ถุประสงค์และความครอบคลุมของเน้ือหา แลว้ นาขอ้ เสนอแนะที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขรว่ มกับ อาจารย์ทป่ี รกึ ษาโดย
ถือเกณฑ์ความสอดคล้องของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบ และด้านการนาไปใช้
โดยการพจิ ารณา ดังน้ี
ให้ +1 เมื่อแนใ่ จวา่ ข้อคาถามมคี วามสอดคล้องกบั เน้ือหาตามวตั ถปุ ระสงค์ที่ต้องการวัด
ให้ 0 เมอ่ื ไมแ่ น่ใจวา่ ข้อคาถามมคี วามสอดคล้องกับเน้ือหาตามวัตถปุ ระสงค์ท่ตี ้องการวัด
ให้ -1 เมือ่ แนใ่ จว่าขอ้ คาถามไม่มีความสอดคลอ้ งกบั เนื้อหาตามวตั ถุประสงค์ทตี่ ้องการวัด
จากน้ันนาผลการพิจารณาลงความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิไปคานวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
(Index of Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างข้อคาถามรายข้อ กับคาจากัดความของ ตัว
แปร (วรรณด์ ี แสงประทีปทอง, 2548) ดว้ ยสตู ร IOC ดังน้ี
IOC = ∑ R
N
เมือ่ IOC หมายถงึ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง
∑ R หมายถึง คะแนนความคดิ เหน็ รวมของผทู้ รงคุณวฒุ ิ
R หมายถึง คะแนนการพจิ ารณาของผูท้ รงคุณวุฒิ
N หมายถงึ จานวนผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
ถ้า IOC มีค่ามากกว่า 0.5 ขึ้นไป แสดงว่าข้อคาถามน้ันมีความตรงตามเน้ือหาสามารถ
นาไปใช้ได้ถ้าข้อคาถามนั้นมีค่า IOC ต่ากว่า 0.5 แสดงว่าข้อคาถามน้ันไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ผู้ศึกษาต้อง
ปรับปรุงและแก้ไขจนข้อความมีคณุ ภาพตามเกณฑ์
สรุปผลการหาคา่ ความตรงตามเนือ้ หา
1. คาถามการสนทนากลุ่ม ผลพิจารณาแนวคาถามการสนทนากลุ่ม เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา
และความต้องการใช้สื่อแอนิเมช่ันการให้ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม พบว่าผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ให้
ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงคาถามข้อท่ี 3 จากเดิม หากมีการออกแบบสื่ออนิเมชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่ม
วินิจฉัยโรคร่วม ท่านคิดว่าควรมีประเด็นเน้ือหาเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง เปลี่ยนเป็น หากจะมีการพัฒนาสื่อให้
ความรู้เรื่องกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ท่านคิดว่าควรมีเน้ือหาเก่ียวกับเรื่องใดบ้าง โดยรายการประเมินแนวคาถาม
สนทนากลมุ่ มีทงั้ หมด 3 ข้อ มีคา่ IOC เกนิ 0.5 ทกุ ข้อจงึ สามารถนาไปใช้ได้
2. แบบประเมินคุณภาพของสื่อแอนิเมชั่นการให้ความรู้เร่ืองกลุ่มวนิ ิจฉัยโรคร่วม มีท้งั หมด 3 ดา้ น คือ
ด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบ และด้านการนาไปใช้ ทั้งหมดจานวน 12 ข้อ ผลการพิจารณาค่าดัชนีความ