รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ การศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี A Study of RMUTT First-Year Bachelor’s Degree Students’ Self-discipline นางสาวธัญวลัย ผาสุข กองพัฒนานักศึกษา ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมงานวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประจ าปี 2565
ก ชื่องานวิจัย การศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ชื่อผู้วิจัย ธัญวลัย ผาสุข หน่วยงาน กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปีที่ท าวิจัย 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความมีวินัยในตนเอง ของนักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรีและเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาที่มาจากสถานศึกษาเดิม โดยรวมและรายด้าน 6 ด้าน ได้แก่ ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความซื่อสัตย์ ความเป็นผู้น า ความอดทน และความเสียสละ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี จ านวน 397 คน โดยใช้สูตรการหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างของ Yamane เครื่องมือใน การวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติT-Test One-Way ANOVA การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยก าหนดความส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทดสอบความแตกต่าง รายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe’s ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี โดยภาพรวมมีระดับการรับรู้ ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ อยู่ในระดับมาก พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษามีความ มีวินัยในตนเองด้านความเสียสละ ความเป็นผู้น า ความอดทน ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นในตนเอง อยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านความซื่อสัตย์อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมุติฐาน ระหว่างปัจจัย ส่วนสถานภาพกับระดับความรับรู้ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ พบว่า ปัจจัยส่วนสถานภาพด้าน เพศ สถานศึกษาเดิม และระดับผลการเรียน มีระดับความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ไม่แตกต่างกัน ส่วนคณะที่สังกัด มีระดับความรับรู้ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ แตกต่างกัน ค าส าคัญ : วินัยในตนเอง นักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาตรี
ข Research Title : A Study of RMUTT First-Year Bachelor’s Degree Students’ Self-discipline Research Name : THANWALAI PHASUK Research Institute : Department of Student Development, RMUTT Research Year : 2022 ABSTRACT This descriptive research aimed to study the self- discipline of first- year bachelor’s degree students at RMUTT and to compare students’ personal factors from various educational institutions according to six factors of self-discipline: responsibility,Self-confidence, honesty, leadership, patience and sacrifice. The sample group was 397 first-year students enrolled in academic year 2022. Yamane’s formula was used to find sample size. The research instrument was a questionnaire. T-Test One-way ANOVA, Means, Percentage and Standard deviation were used for data analysis. Statistical significance was at 0.05 level and Scheffe’s methods of multiple comparison testing was employed. The resultsof the research showed that overall, the perception of first-year students was at a high level. In each aspect, It was found that first-year students had sacrifice, leadership, patience, responsibility, and self-confidence at a high level, but honesty at a highest level. The hypothesis test between the status factors and the level of perception of self- discipline of first-year student yielded the finding that the status factors in gender, previous educational institution, and academic performance level were not different than self- discipline level in new students. In affiliated faculties, the selfdiscipline level of new students was different. Key word : self-discipline, first-year students, bachelor’s degree
ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประจ าปีงบประมาณ 2565 งานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลงได้ด้วย ความเมตตาของผู้บริหาร รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี ที่มุ่งส่งเสริมความก้าวหน้าในต าแหน่งของบุคลากรของมหาวิทยาลัย ขอขอบคุณ สถาบันวิจัยและพัฒนา ที่ให้การสนับสนุนโครงการวิจัย (Research Project) งานประจ าสู่งานวิจัย (R2R) มห าวิทย าลัยเทคโนโลยี ราชมงคล ธัญ บุ รี จนส าเร็จลุล่ วงไปได้ด้ วยดี ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา แสงเดือน ดร.ลินัฐฎา กุญชรินทร์ นายสุรชัย รุ่งเรืองกุลวนิช ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย ที่กรุณาให้ค าแนะน าและตรวจสอบความถูกต้อง ของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย อีกทั้งได้รับความกรุณาจาก นางสาวธนพร ภู่นพคุณดี นักวิชาการศึกษา กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีที่ตรวจสอบบทคัดย่อภาษาอังกฤษ เพื่อการท างานวิจัยครั้งนี้ สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังว่า งานวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ เพื่อการพัฒนางาน เสริมสร้างความมีวินัยในตนเองให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทั้งการน าไปประยุกต์ใช้ในงานวินัยนักศึกษา ระดับปริญญาตรีสู่การเป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีต่อไป ธัญวลัย ผาสุข มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ช สารบัญภาพ ซ บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญ 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 1.3 สมมติฐาน 3 1.4 ขอบเขตการวิจัย 3 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 1.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย 6 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวินัยในตนเอง 8 - ความหมายของวินัยในตนเอง 8 - ความส าคัญและประโยชน์ของความมีวินัยในตนเอง 12 - ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง 13 - ประเภทของวินัย 17 - การเสริมสร้างความมีวินัยในตนเอง 18 - ลักษณะของบุคคลที่มีวินัยในตนเอง 19 - ผลของการขาดวินัยในตนเอง 20 - การพัฒนาให้เกิดวินัยในตนเอง 21
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า 2.2 ปัจจัยที่ส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง 22 - ความรับผิดชอบ 22 - ความเชื่อมั่นในตนเอง 24 - ความเป็นผู้น า 25 - ความอดทน 25 - ความซื่อสัตย์ 27 - ความเสียสละ 28 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 29 - งานวิจัยภายในประเทศ 29 - งานวิจัยต่างประเทศ 30 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 32 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 32 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล 35 3.3 วีการสร้างเครื่องมือ 35 3.4 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 38 3.5 วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล 39 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 40 บทที่ 4 ผลการวิจัย 41 4.1 การวิเคราะห์ผลของกลุ่มตัวอย่างส่วนปัจจัยสถานภาพ 41 4.2 การวิเคราะห์ผลของกลุ่มตัวอย่างด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความมีวินัยในตนเอง 43 ของนักศึกษาใหม่ 4.3 การวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อการรับรู้ความมีวินัยในตนเอง 50 ของนักศึกษาใหม่
ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุปการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 58 5.1 สรุปผลการวิจัย 58 5.2 อภิปรายผล 59 5.3 ข้อเสนอแนะ 60 บรรณานุกรม 62 ภาคผนวก 66 แบบสอบถามการวิจัย 67 หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย 71 ค่าความเชื่อมั่นการศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ปริญญาตรี 71 ประวัติผู้ท าวิจัย 76
ช สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 3.1 จ ำนวนนักศึกษำใหม่ชั้นปีที่ 1 มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลธัญบุรี 33 ปีกำรศึกษำ 2565 ตารางที่ 3.2 แสดงจ านวนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จ าแนกตามคณะของนักศึกษา 34 ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตารางที่ 3.3 ค าถาม มาตรวัดข้อมูล และที่มาส าหรับแบบสอบถามส่วนที่ 2 36 ตารางที่ 4.1 ผลการจ าแนกความถี่ และร้อยละของกลุ่มตัวอย่างส่วนปัจจัย ด้านเพศ 41 ตารางที่ 4.2 ผลการจ าแนกความถี่ และร้อยละของกลุ่มตัวอย่างส่วนปัจจัย 41 ด้านระดับผลการเรียน ตารางที่ 4.3 ผลการจ าแนกความถี่ และร้อยละของกลุ่มตัวอย่างส่วนปัจจัย 42 ด้านสถานศึกศึกษาเดิม ตารางที่ 4.4 ผลการจ าแนกความถี่ และร้อยละของกลุ่มตัวอย่างส่วนปัจจัย 42 ด้านคณะที่สังกัด ตารางที่ 4.5 ผลการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง 44 ด้านความรับผิดชอบ ตารางที่ 4.6 ผลการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง 45 ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง ตารางที่ 4.7 ผลการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง 47 ด้านความซื่อสัตย์ ตารางที่ 4.8 ผลการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง 47 ด้านความเป็นผู้น า ตารางที่ 4.9 ผลการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง 48 ด้านความอดทน ตารางที่ 4.10 ผลการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง 49 ด้านความเสียสละ
ซ สารบัญตาราง (ต่อ) หน้า ตารางที่ 4.11 สรุปผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 50 การรับรู้ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ตารางที่ 4.12 ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างด้านเพศกับการรับรู้ความมีวินัยในตนเอง 51 ของนักศึกษาใหม่ ตารางที่ 4.13 การวิเคราะห์ความแตกต่างด้านสถานศึกษาเดิมกับการรับรู้ความมีวินัย 52 ในตนเองของนักศึกษาใหม่ ตารางที่ 4.14 การวิเคราะห์ความแตกต่างทางปัจจัยส่วนสถานภาพ ด้านระดับการศึกษา 53 กับการรับรู้ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ตารางที่ 4.15 การวิเคราะห์ความแตกต่างด้านคณะที่สังกัดกับการรับรู้ความมีวินัย 54 ในตนเองของนักศึกษาใหม่ ตารางที่ 4.16 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์รายคู่ ระหว่างคณะที่สังกัดกับ 55 ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ตารางที่ 4.17 ตารางสรุปการทดสอบสมมุติฐาน ระหว่างปัจจัยส่วนสถานภาพกับ 57 ระดับความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่
ฌ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 6
บทที่ 1 บทน ำ 1.1 ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญ การศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือที่รู้จักกันในนามมหาวิทยาลัยนั้น เปรียบเสมือนขุมพลัง ทางปัญญาของสังคมในแง่การเป็นแหล่งผลิตปัญญา ทั้งในเชิงองค์ความรู้หรือบุคลากร เพื่อตอบสนอง ความต้องการโดยรวมและทั้งเฉพาะด้านของสังคม ทั้งระดับกว้าง ระดับลึกและทั้งมิติที่เป็นนามธรรม ระยะยาวและรูปธรรมเฉพาะหน้า บทบาทหน้าที่ หนักหน่วงและส าคัญยิ่งต่อการตอบสนองความต้องการ ของสังคม จึงนับเป็นภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย ระเบียบวินัยจึงถือเป็นเรื่องที่มีความส าคัญยิ่งส าหรับ สังคม เพราะระเบียบวินัยช่วยสร้างความเป็นระเบียบ ความสงบเรียบร้อยซึ่งจะน าไปสู่เกียรติและ การยอมรับจากบุคคลอื่น ตลอดจนช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและค่านิยมที่ดีงาม ดังค าสอนของ พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “การด าเนินชีวิตโดยใช้วิทยากรอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องอาศัยความรู้รอบตัวและหลักศีลธรรมประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ดีแต่ขาดความยั้งคิดน าความรู้ไปใช้ ในทางมิชอบก็เท่ากับบุคคลนั้นเป็นภัยแก่สังคม” แผนการศึกษาแห่งชาติศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ (พ.ศ. 2545 – 2559) กล่าวว่าสภาพของสถานการณ์ในสังคมไทยในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดคือ กระแสโลกาภิวัฒน์ที่มากับกระแสของ ต่างชาติ ท าให้ประเทศเกิดความเสียเปรียบเนื่องจากขาดการเตรียมพร้อมที่ดี สร้างปัญหาให้กับระบบ สังคมไทยมีผลกระทบอย่างรุนแรงกระเทือนถึงคุณธรรมและจริยธรรมของประชาชน ส าหรับการศึกษาใน ระดับอุดมศึกษาซึ่งมีหน้าที่หลักที่ส าคัญคือ จะต้องพัฒนาบัณฑิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้ก าหนดจุดหมายเพื่อให้เกิด กับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในส่วนของ ข้อแรกไว้ว่า มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ พึงประสงค์เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนา ที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 3) วินัยเป็นสิ่งส าคัญ และ จ าเป็นต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติเป็นอย่างมากเพราะวินัยช่วยให้คนเราสามารถด ารงอยู่ในสังคมได้ อย่างมีความสุข เกิดความสงบสุขในสังคม และจากประเภท ของวินัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทนั้น วินัย ในตนเองมีความส าคัญมากที่สุด เพราะวินัยในตนเอง เป็นวินัยที่มีประสิทธิภาพ เป็นตัวน าให้คิดดี ท าดีรักที่ จะท าดี ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวอ านาจภายนอก ท าให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม และเมื่อสังคมมีสมาชิกที่ดี สังคมนั้นก็จะเกิดความสงบสุข อัญชิสา สุรีย์แสง (2553), การใช้กิจกรรมพัฒนาความมีวินัยในตนเองเป็นสิ่งที่ควรสร้าง ให้เกิดในบุคคล เป็นความสามารถอันเกิดจากตัวบุคคลในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง ให้เป็นไปตามที่มุ่งหวัง ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของสังคม และเกิดจากความรู้สึกมองเห็นคุณค่า ในการปฏิบัติ มิได้เกิดจากข้อบังคับภายนอกเท่านั้น แม้จะมีอุปสรรคก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น
2 ดังนั้น แนวทางของการพัฒนามนุษย์ คือ การพัฒนาจริยธรรมให้ฝังลึกจนเป็นค่านิยมอยู่ในลักษณะนิสัย และจิตใจของบุคคล เพื่อให้เป็นพื้นฐานหรือภูมิคุ้มกันให้บุคคลละอายต่อการกระท าสิ่งที่ไม่ถูกต้องและหัน มาประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามตามมาตรฐานของสังคม ส าเนาว์ ขจรศิลป์, (2537) กล่าวว่า งานวินัยนักศึกษาเป็นงานที่ส าคัญงานหนึ่งของ ฝ่ายกิจการนักศึกษา สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งในทุกประเทศได้จัดให้มีงานวินัยนักศึกษาขึ้น โดยมี วัตถุประสงค์หลัก คือ ช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาประพฤติตามกฎ ระเบียบ เพื่อให้เกิดบรรยากาศเอื้อต่อ การสอน และเพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นผู้มีวินัยในตนเอง ส าหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ทุกแห่งก็จัดให้มีงานวินัยนักศึกษาหรือหน่วยงานวินัยนักศึกษา หรืออย่างน้อยก็มีผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับวินัย นักศึกษาเช่นเดียวกัน วัตถุประสงค์ของงานวินัยนักศึกษาโดยทั่วไปมี ดังนี้ 1. เพื่อช่วยให้นักศึกษามีความรู้ และตระหนักในกฎ ระเบียบ ของสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นแนวทางในการปฏิบัติของบุคคลในสังคม 2. เพื่อช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน ตลอดจนเข้าใจเคารพสิทธิ ของผู้อื่น 3. เพื่อช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจตนเอง โดยเฉพาะลักษณะที่มีความเกี่ยวพันกับ พฤติกรรม เช่น อารมณ์ ค่านิยม และระดับคุณธรรม เป็นต้น 4. เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพฤติกรรม 5. เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีความรับผิดชอบตนเอง พัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีวินัยใน ตนเองเป็นพลเมืองที่ดี และมีส่วนร่วม เสริมสร้าง และจรรโลงความเป็นระเบียบวินัยของสังคม 6. เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาร่วมกันสร้างบรรยากาศที่มีความอบอุ่น และเป็นระเบียบ เรียบร้อยให้เอื้อต่อการเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา ตลอดจนการด าเนินงานของสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นมหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษา ซึ่งให้ ความส าคัญและมุ่งมั่นจัดการศึกษา เพื่อผลิตบัณฑิตตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงระดับปริญญาเอก โดยได้ ก าหนดพฤติกรรม ด้านคุณธรรมจริยธรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่สอดคล้อง กับคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และกรอบคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษา รวมทั้งการส่งเสริมพัฒนาตามนโยบายการสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติของมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีดังนี้ 1) ความมีระเบียบวินัย และรักองค์กร 2) มีความกตัญญู ความซื่อสัตย์ สุจริต 3) มีความเสียสละ จิตอาสา จิตสาธารณะ 4) มีความเพียร ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน คิดวิเคราะห์ พัฒนาตนเอง อย่างเต็มความสามารถ 5) รู้รักสามัคคี รู้จักการท างานเป็นทีม (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2557) จากสภาพปัจจุบันสังคมมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านวัฒนธรรม ค่านิยมและการด าเนินชีวิต ตลอดจน ความคิดและการกระท าของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละคนจะเลือกเอาสิ่งนั้นมายึดถือหรือปฏิบัติ จนอาจจะกลายเป็นความเชื่อและทัศนคติที่ยึดถือเอามาใช้ในชีวิตประจ าวันตามสภาพของสังคมที่มี การพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสียทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่นที่อาจส่งผลให้กระท าสิ่งที่ผิด คุณธรรม จริยธรรมและกฎหมายได้
3 และการที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าว เงื่อนไขแห่งความส าเร็จจะขึ้นอยู่กับการส่งเสริม ให้นักศึกษาเป็นผู้มีวินัยในตนเอง ด้วยเหตุที่การพัฒนาที่ดีที่สุดคือ การพัฒนามนุษย์ และการพัฒนามนุษย์ ระยะยาว แนวทางที่ส าคัญที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือ การจัดวางวินัยในตนเองให้เป็นรากฐาน เพราะหากขาดวินัยซึ่งเป็นฐาน สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความขัดข้องวุ่นวายสับสนที่จะเกิดขึ้นในสังคม อีกทั้ง ในสังคมประชาธิปไตย วินัยถือเป็นเรื่องที่ส าคัญ เพราะประชาธิปไตยต้องการโอกาสเหล่านี้ ในการที่จะท า ให้มนุษย์สื่อหรือแสดงออก เพื่อน าศักยภาพภายในตนเองออกมาร่วมกันในการสร้างสรรค์สังคม (พระธรรมปิกฎ, 2539 : 8) ดังนั้น จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าถ้านักศึกษายังอ่อนด้อยความมีวินัย ในตนเอง ก็จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมในครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ไปในทางที่เป็นการ ละเมิดกฎ ระเบียบ ของสังคมอย่างแน่นอน ที่ส าคัญคือ จะต้องมีจุดเริ่มต้นจากจิตใจที่ดีงาม มีการเรียนรู้ มีความพึงพอใจ มีความสุขกับการกระท าสิ่งใด ๆ อย่างมีคุณค่า ผู้วิจัยจึงมีความสนใจถึงความส าคัญของ ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษา ซึ่งผู้วิจัยปฏิบัติงานด้านกิจกรรมพัฒนานักศึกษา และได้พบว่ายังมี นักศึกษาที่มีพฤติกรรมส่วนใหญ่ยังขาดวินัยในตนเอง ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาถึงปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อ ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาตรี เพื่อน าผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานส าหรับ บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนานักศึกษา และเพื่อวางนโยบายด าเนินการจัดโครงการหรือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวินัยในตนเองให้แก่นักศึกษาด้านต่าง ๆ ต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี 1.2.2 เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความมีวินัยในตนเอง 1.2.3 เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2565 จ าแนกตามปัจจัยส่วนสถานภาพ 1.3 สมมติฐำน นักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2565 ที่มีปัจจัยส่วนสถานภาพ และมีความ คิดเห็นต่อความมีวินัยในตนเองที่แตกต่างกัน 1.4 ขอบเขตกำรวิจัย 1.4.1 ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีปีการศึกษา 2565 โดยแบ่งเป็น 6 ด้าน คือ ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้น า ความอดทน ความซื่อสัตย์ และความเสียสละ
4 1.4.2 ขอบเขตของประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1.4.2.1 ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่1 ปีการศึกษา 2565 ทั้ง 12 คณะ ที่เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี สังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีจ านวน 6,900 คน (ที่มา ส านักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน) 1.4.2.2 กลุ่มตัวอย่ำง ผู้วิจัยได้ท าการสุ่มตัวอย่างของนักศึกษาใหม่ ทั้ง 12 คณะ ที่ศึกษาระดับ ปริญญาตรี ในสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีโดยวิธีการก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างประชากร ของ Yamane (Yamane, 1973) และก าหนดค่าที่ระดับความเชื่อมั่นเท่ากับ 95% เกี่ยวกับการสุ่มตัวอย่าง หรือยอมให้ค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับ .05 ได้กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 397 คน 1.4.3 ขอบเขตด้ำนตัวแปร 1.4.3.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) ได้แก ่ ข้อมูลทั ่วไปของ ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ 1) เพศ แบ่งเป็น - เพศชาย - เพศหญิง 2) สถำนศึกษำเดิม - สายสามัญ - สายอาชีพ 3) ระดับผลกำรเรียน - น้อยกว่า 2.00 - 2.00 – 2.50 - 2.51 – 3.00 - 3.01 – 3.50 - 3.51 – 4.00 4) คณะที่ศึกษำ - คณะบริหารธุรกิจ - คณะศิลปศาสตร์ - คณะวิศวกรรมศาสตร์ - คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม - คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
5 - คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ - คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - คณะศิลปกรรมศาสตร์ - คณะเทคโนโลยีการเกษตร - คณะพยาบาลศาสตร์ - คณะการแพทย์การบูรณาการ 1.4.3.2 ตัวแปรตำม (Dependent Variables) 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรับผิดชอบ 2) ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง 3) ด้านความเป็นผู้น า 4) ด้านความอดทน 5) ด้านความซื่อสัตย์ 6) ด้านความเสียสละ 1.5 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1.5.1 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1.1 เพื่อทราบถึงข้อมูลความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ จ าแนกตามเพศ คณะ และสถานศึกษาเดิม 1.5.1.2 เพื่อเป็นแนวทางประกอบการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านความมีวินัยในตนเอง ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 1.5.1.3 เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นบุคคลที่มีความพร้อม ทั้งด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ ตามลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของสังคม และเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ 1.5.2 หน่วยงานที่น าผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ - ส่วนงานด้านการพัฒนานักศึกษาของคณะ ส่วนงาน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อการพัฒนานักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
6 1.6 กรอบแนวคิดในกำรวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตำม ภาพประกอบที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) 1.7 นิยำมศัพท์เฉพำะ ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการบังคับควบคุมอารมณ์และ พฤติกรรมของตนให้ปฏิบัติตนได้ถูกต้อง โดยมิได้เกิดจากการถูกบังคับจากอ านาจภายนอก หากแต่เกิด จากแรงกระตุ้นภายในตัวบุคคลอันเป็นผลสืบเนื่องจากการเรียนรู้ว่าเป็นค่านิยมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับ กฏเกณฑ์ ระเบียบแบบแผนของสังคม และไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ตนเอง อีกทั้งมิได้เป็น การละเมิดสิทธิของผู้อื่น ประกอบด้วยคุณลักษณะความมีวินัยในตนเอง 6 ด้าน ได้แก่ ความรับผิดชอบ หมายถึง ลักษณะของบุคคลซึ่งแสดงออกถึงความเอาใจใส่ ตั้งใจจริงที่ จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความพากเพียรพยายามให้เป็นผลส าเร็จด้วยดี รวมทั้งการให้ ความส าคัญที่จะกระท าตามค าพูดที่ได้เคยให้ค ามั่นไว้ รู้จักหน้าที่ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนยอมรับ ผลของการกระท าที่ปรากฏทั้งในด้านผลดีและผลเสีย และพร้อมที่จะมุ่งมั่นแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่มีความเชื่อมั่นหรือมั่นใจใน ความสามารถของตนเอง มีความตั้งใจจริง มีจิตใจมั่นคง มีความกล้าของตัวบุคคลที่จะท าในสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ ส าเร็จได้ตามที่ตนได้ตั้งใจไว้ แม้ว่ามีอุปสรรคก็ยังไม่ท าให้เกิดความย่อท้อ ยังคงสามารถท าสิ่งนั้น ๆ ต่อไป โดยมีความมั่นใจว่าตนสามารถที่จะกระท าสิ่งนั้นให้ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความถูกต้อง ปัจจัยส่วนสถำนภำพ 1 เพศ 2 สถานศึกษาเดิม 3 ระดับผลการเรียน 4 คณะที่สังกัด ควำมมีวินัยในตนเอง 1 ด้านความรับผิดชอบ 2 ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง 3 ด้านความเป็นผู้น า 4 ด้านความอดทน 5 ด้านความซื่อสัตย์ 6 ด้านความเสียสละ
7 ความเป็นผู้น า หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่จะแสดงออกถึงความสามารถที่จะชักจูง หรือใช้อิทธิพลต่อผู้อื่นในการร่วมกันด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้บรรลุผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ก าหนด ไว้เป็นผู้ที่ไม่มุ่งร้ายต่อผู้อื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ มีเหตุผลตัดสินใจ มีความยุติธรรมเป็นกลาง ไม่เอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปราศจากอคติและพร้อมที่จะให้อภัย ความอดทน หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่มีความเข้มแข็ง หนักแน่นทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ตลอดจนอดทนต่อความยากล าบาก ค าวิพากษ์วิจารณ์ที่ท าให้เจ็บแค้น เสียความรู้สึกโดยไม่แสดงอาการหวั่นไหวหรือย่อท้อ มีความสามารถในการที่จะควบคุมการกระท าของตน ให้อยู่ในขอบเขตที่สังคมสามารถยอมรับได้ โดยการใช้สติปัญญาควบคุมตนเองให้อยู่ในอ านาจของเหตุผล ความซื่อสัตย์ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่มีความประพฤติที่ยึดหลักคุณธรรม โดย จะแสดงออกด้วยความซื่อตรง ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ที่ถูกก าหนด ไว้แสดงถึงความเสียสละ ไม่มุ่งท าลายผู้อื่น มีเหตุผลไม่ล าเอียง ละอายใจต่อบาป ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ปราศจากอคติใด ๆ และมีความรับผิดชอบต่อสิ่ง ที่ตนเองได้กระท า ความเสียสละ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคุณธรรม ขั้นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม ยอมเสียผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผู้อื่น หรือสังคมโดยรวมให้ได้ รับประโยชน์จากการกระท าของตน โดยไม่ค านึงถึงความสุขหรือความทุกข์ของตนเอง เพราะถ้าต่างคน ต่างเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่คนอื่นแล้ว ส่วนรวมก็จะเดือดร้อน เมื่อส่วนรวมเกิดความเดือดร้อนความสุข ความสงบจะไม่เกิดขึ้น นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ภาคการศึกษาที่ 2565 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทั้ง 12 คณะ ปีการศึกษา หมายถึง ช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีจัดการศึกษา ภาคการศึกษาปกติโดยเปิดตามกลุ่มประเทศอาเซียน และท าการเรียนการสอนในรอบ 1 ปี จะแบ่ง ออกเป็นสองภาคการเรียน ซึ่งเป็นภาคการศึกษาบังคับ
บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ระดับปริญญาตรี ประจ าปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาทฤษฏีหลักการ และแนวคิด ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อน ามาใช้ในการวิจัย โดยสรุปเป็นหัวข้อ ดังนี้ 1. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวินัยในตนเอง 1.1 ความหมายของวินัยในตนเอง 1.2 ความส าคัญของความมีวินัยในตนเอง 1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง 1.4 ประเภทของวินัย 1.5 การเสริมสร้างความมีวินัยในตนเอง 1.6 ลักษณะของบุคคลที่มีวินัยในตนเอง 1.7 ผลของการขาดวินัยในตนเอง 1.8 การพัฒนาให้เกิดวินัยในตนเอง 2. ปัจจัยที่ส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง 2.1 ความรับผิดชอบ 2.2 ความเชื่อมั่นในตนเอง 2.3 ความซื่อสัตย์ 2.4 ความเป็นผู้น า 2.5 ความอดทน 2.6 ความเสียสละ 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวินัยในตนเอง 1.1 ความหมายของวินัยในตนเอง ค าว่า “วินัย” ตรงกับค าศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Discipline ซึ่งพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิต สถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ระเบียบ แบบแผนและขอบังคับ, ขอปฏิบัติเช่น ด้านการศึกษา วินัยทหารที่ ต้องยึดมั่นในวินัย เป็นต้น วินัยจึงหมายถึง ระเบียบแบบแผน ส าหรับฝึกฝน ควบคุมความประพฤติของ บุคคลให้มีชีวิตที่ดีงามเจริญก้าวหน้าและควบคุมหมู่ชนให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบเรียบร้อยดีงาม (พจนานุกรรมพุทธศาสน์ : 2546)
9 นอกจากนี้การให้นิยามของวินัย ยังมีลักษณะที่แตกต่างกันตามเงื่อนไขของการใช้ค าว่า วินัย ว่ามี ความมุ่งหมายเพื่ออะไร เช่น ในด้านการศึกษา การให้ค านิยามของวินัย จะมีความหมายถึง พฤติกรรมของครูซึ่งมีเจตนาที่จะสร้างสรรค์และด ารงไว้ซึ่งเงื่อนไขที่มีความจ าเป็นที่สุดในความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ในการเรียนการสอน และพัฒนาความสามารถในการควบคุมตนเองของผู้เรียน ซึ่งระเบียบข้อบังคับ ต่าง ๆ ที่สถาบันการศึกษาได้ก าหนดขึ้นให้ผู้เรียนต้องปฏิบัติ ถ้าฝ่าฝืนจะต้องมีการท าโทษตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่ก าหนดไว้ นิดดา หงส์วิวัฒน์, (2541) กล่าวว่า วินัยสร้างความรับผิดชอบ คนที่มีวินัยเท่านั้น จึงจะ นับว่าเป็นผู้มีความรับผิดชอบ คนที่รับผิดชอบเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นผู้กล้าเผชิญกับอุปสรรค และการใช้ สติปัญญา ไตร่ตรองแก้ปัญหาให้บรรลุความรับผิดชอบ ปัจจุบันเด็ก ๆ จะไม่ขาดความรับผิดชอบต่อตนเอง จะคิดว่าหน้าที่ดูแลเด็กเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ ที่จริงแล้ว การที่เด็กจะมีความรับผิดชอบที่ดีพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ จะต้องมีหน้าที่ช่วยกันฝึกฝน และการฝึกฝนไม่ใช่การเคี่ยวเข็ญ ควรจะเป็นการฝึก ปรับพฤติกรรมให้เด็กได้หัดที่จะเรียนรู้ และสร้างความช านาญให้รู้จักรับผิดชอบตนเองมากขึ้น ดังนั้น พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกรับผิดชอบตนเองทุกกรณีที่มีโอกาส เพื่อให้เด็กได้ฝึกการรับผิดชอบ ต่อตนเองในเวลาเดียวกัน กรมวิชาการ, 2542: 155 ให้ความหมายไว้ว่า วินัยในตนเอง หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อตกลงที่ก าหนด เพื่อใช้เป็นแนวทางส าหรับบุคคลน ามาประพฤติปฏิบัติในการใช้ชีวิตชีวิตร่วมกันใน สังคมให้อยู่ราบรื่นมีความสุข ประสบผลส าเร็จ โดยอาศัยการพัฒนาทักษะความรู้เพื่อให้รู้จักหลักการ ปฏิบัติและรู้จักควบคุมตนเองได้ ปรีชา ธรรมา, 2546: 59 ให้ความหมายไว้ว่า ความมีวินัยในตนเอง คือ การควบคุม พฤติกรรมของบุคคล จากความสามารถของตนเองให้เป็นผลส าเร็จตามเป้าหมายจนเป็นที่ยอมรับ โดยงดเว้น ระงับ หรือยับยั้งการกระท าไม่เหมาะสมเพื่อน าตนไปสู่การกระท าอันเหมาะสม ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2546 : 6) ให้ความหมายว่า วินัยในตนเอง หมายถึง คุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมที่จะช่วยให้สามารถควบคุมตนเอง และปฏิบัติตามระบบ กฏเกณฑ์ ทั้งนี้เพื่อเกิดประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม ปิยะ โพธิ์ไทรย์, 2563 กล่าวว่า วินัย หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลที่อยู่ ภายใต้การควบคุมอารมณ์พฤติกรรมตนเองให้อยู่ในระเบียบที่เป็นแบบแผน กฎเกณฑ์ของสังคม โดยเกิดจาก จิตส านึกของบุคคล มิได้เกิดจากอิทธิพลภายนอก เช่น ระเบียบ ค าสั่งหรือบังคับ และการควบคุมตนเองให้มี คุณสมบัติที่พึงประสงค์ตามที่สังคมยอมรับ และก่อให้เกิดความสุขทั้งต่อตนเอง และบุคคลอื่นในสังคมได้ บุญชม ศรีสะอาด, 2555 กล่าวว่า วินัยในตนเอง เป็นความสามารถของบุคคล ในการ ควบคุมพฤติกรรมของตน ให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ตนปรารถนา ตามความต้องการของตนเอง ตามระเบียบ และกฎเกณฑ์ที่ก าหนด เช่น ระเบียบโรงเรียน ชุมชน หรือตามหลักศีลธรรม โดยไม่ได้ปฏิบัติ เพราะได้รับค าสั่งจากคนอื่น ซึ่งนอกเหนือจากจะกระท าในสิ่งที่เหมาะสมแล้ว ยังยับยั้งการกระท า ที่ไม่เหมาะสมด้วย
10 ชลลดา สอนศิริ, 2559 กล่าวว่า วินัย หมายถึง ระเบียบ แบบแผนและข้อบังคับ ข้อปฏิบัติ และกติกาต่าง ๆ ที่สังคมก าหนด เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติในการควบคุมความประพฤติของคนในสังคม เพื่อให้เกิดความสุข ความเจริญก้าวหน้า ความมั่นคง และความปลอดภัย หากไม่ปฏิบัติตาม อาจท าให้เกิด ความเสียหาย หรือความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นเหตุให้เกิดความผิดและถูกลงโทษ ทัศนียา แสนทิพย์, 2559 ให้ความหมาย ความมีวินัย หมายถึง คุณลักษณะของบุคคล ที่สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยสามัญส านึกภายในจิตใจของตน ที่ได้รับการอบรม ปลูกฝังซึมซับของมนุษย์ในสังคม มุ่งมั่นที่จะกระท าในสิ่งที่ดี Charles 2002 : 3, (อ้างอิงใน ชัชชญา พีระธรณิศร์, 2559) กล่าวว่า วินัยในตนเอง หมายถึง ความสามารถในการควบคุมตนเองให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสมและประพฤติปฏิบัติในทางที่มุ่งมั่น ไปในทางที่ดี Mussen and others, (1969 : 513-514) ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาวินัย ในตนเองว่า ถ้าต้องการให้การพัฒนาวินัยในตนเองได้ผลตามต้องการ บิดามารดาควรจะใช้วิธี วางเป้าหมายระยะยาว โดยมุ่งให้เด็กยอมรับค่านิยมต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งในจิตใจของเด็กก็ยังมีโอกาส จะรับค่านิยมและคุณธรรมจากบิดามารดามากกว่าลูกที่บิดามารดาตามใจ บิดามารดาจึงควรใช้เหตุผล และควบคุมพฤติกรรมเด็กอย่างพอดี นอกจากนี้มีผู้ให้ค านิยามและความหมายของวินัยในตนเอง ที่มีลักษณะแตกต่าง ตามเงื่อนไขของการใช้ค าว่า วินัย ว่ามีความมุ่งหมายเพื่ออะไร ไว้ดังนี้ อมรรัตน์ พนัสนาชี, 2557 (อ้างถึงใน ธีรเมธ เสาร์ทอง, 2561 หน้า 14) ได้ให้ความหมายว่า วินัยในตนเอง หมายถึง ระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อตกลงที่ก าหนดเพื่อใช้เป็นแนวทางให้บุคคลประพฤติ ปฏิบัติการด ารงชีวิตร่วมกันได้เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างราบรื่นและมีความสุข ความส าเร็จโดย อาศัยการฝึกอบรมให้รู้จักปฏิบัติตน ทั้งรู้จักควบคุมตนเอง บุญชม ศรีสะอาด, 2555 (อ้างถึงใน ธีรเมธ เสาร์ทอง, 2561 หน้า 14) ได้ให้ความหมาย ของการมีวินัยในตนเองว่า หมายถึง การควบคุมพฤติกรรมของบุคคลด้วยความสามารถของตนเองได้เป็น ผลส าเร็จตามเป้าหมายอันเป็นที่ยอมรับ โดยงดเว้นหรือระงับยับยั้งการกระท าที่ไม่เหมาะสม และการน า ตนไปสู่การกระท าอันเหมาะสมยิ่งขึ้น ณรงค์ฤทธิ์ สมนึก, 2555 ให้ความหมายของ วินัยในตนเอง หมายถึง ความสามารถของ บุคคลในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมให้เป็นไปตามที่ตนเองมุ่งหวังไว้มีค่านิยมที่ดีงาม ปฏิบัติตนตาม กฎเกณฑ์ของสังคม อยู่ในระเบียบข้อบังคับ ไม่สร้างความเดือดร้อนทั้งกับตนเองและผู้อื่น สุรางค์ วิเชียร์พงษ์, 2555 ได้สรุปว่า วินัยในตนเอง คือ ความสามารถของบุคคล ในการที่ จะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองให้เชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ ระเบียบแบบแผนที่สังคม ก าหนดไว้โดยตนเองต้องมีจิตส านึกที่จะปฏิบัติต่อการกระท านั้นอย่างเคร่งครัดและส่งผลที่ดีต่อสังคม
11 พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตุโต, 2555 (อ้างถึงใน ชลลดา สอยศิริ, 2559 : 12) ได้อธิบายค าว่า วินัยโดยสรุป หมายถึง เครื่องมือส าหรับฝึกพฤติกรรม เป็นศีลในระดับที่เป็นบทบัญญัติทางสังคม ซึ่งศีลนั้น คือ สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ที่เป็นคุณสมบัติในตัวคน เมื่อคนปฏิบัติวินัยจนกลายเป็นความเคยชิน และ เมื่อพฤติกรรมนั้นแสดงออกในสังคม จะกลายเป็นวัฒนธรรม กล่าวอีกนัย วินัย คือ ระเบียบแบบแผน ในการด าเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม ขณะที่ศีล คือ ความเป็นผู้ตั้งอยู่ในวินัย ธีรเมธ เสาร์ทอง, 2561 ได้กล่าวถึง คุณลักษณะของผู้มีวินัยในตนเอง ประกอบด้วย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้น า ความซื่อสัตย์ความเสียสละ และความอดทน ทัศนียา แสงทิพย์, 2559 ได้กล่าวถึง คุณลักษณะที่ผู้มีวินัยในตนเอง ตามแนวทฤษฎีของ เมาเรอร์และโคลเบิร์กว่า ประกอบด้วย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้น า ความอดทน ความซื่อสัตย์ และการรักษาระเบียบใจ คาร์เตอร์ วีกู๊ด Carter V.Good, (1973 : 525) กล่าวว่า วินัยในตนเอง หมายถึง การบังคับควบคุมพฤติกรรมของบุคคลไม่ใช่การบังคับโดยใช้อ านาจภายนอก หากหมายถึงบังคับโดยใช้ อ านาจภายในของบุคคลนั่นเองและเป็นอ านาจอันเกิดจากการเรียนรู้ หรือยอมรับในคุณค่าอันใดอันหนึ่ง ซึ่งท าให้บุคคลสามารถบังคับพฤติกรรมของตนเองได้ วินเซนต์ Vincent, 1961 : 42-43, (อ้างถึงใน ลัดดาวรรณ ณ ระนอง 2525 : 11) กล่าวว่า วินัยในตนเอง หมายถึง การที่บุคคลไม่กระท าใด ๆ อันเป็นผลให้เกิดความยุ่งยากแก่ตนในอนาคตหรือ การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวและสิทธิของผู้อื่น รวมทั้ง หมายถึง การที่บุคคลนั้นกระท าสิ่งที่ตนไม่ อยากท า แต่การกระท านั้นช่วยให้ความต้องการและสิทธิของบุคคลอื่น ๆ ได้รับการตอบสนอง หรือกระท า สิ่งอันเป็นผลให้ผู้นั้นประสบความส าเร็จในอนาคต อิงลิซ และอิงลิซ, (English and English 1958 : 487) ให้ความหมายความมีวินัย ในตนเอง คือ ลักษณะของการน าตนเองควบคุม หรือบังคับตนเอง โดยอาศัยแรงจูงใจที่สัมพันธ์กับอุดมคติ ที่บุคคลสร้างขึ้นส าหรับตนเอง หรือเป็นการควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้เป็นไปตามความตั้งใจ วอล์คเกอร์ และเซีย Walker & Shea, 1991 : 9-10, (อ้างถึงใน ปิยวรรณ พันธุ์มงคล 2542 : 19) การมีวินัยในตนเอง เป็นการก าหนดพฤติกรรมด้วยตนเอง โดยการควบคุมตนเองนั้นจะเป็นไป ตามพัฒนาการของมนุษย์ การเรียนรู้การมีวินัยในตนเอง ของนักเรียนนั้น ครูจะต้องเป็นแบบอย่างในการ ควบคุมพฤติกรรมให้แก่เด็ก วินัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนมีสิทธิ์ในการตัดสินร่วมกันไม่ใช่มาจากผู้อื่นที่มีอ านาจ เหนือกว่า กูด Good, 1973 (อ้างถึงใน ทัศนียา แสนทิพย์2559 : 18) ให้ความหมายความมีวินัย ในตนเอง หมายถึง ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม โดยอ านาจภายในของแต่ละบุคคล และเป็น อ านาจที่เกิดจากการเรียนรู้และยอมรับในคูรค่าไม่ใช่บังคับโดยอ านาจ วิชัย วงศ์ใหญ่, 2541 กล่าวว่า การมีวินัย หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่จะสามารถ ควบคุมตนเอง และประพฤติตนอยู่ในกฎ กติกาของสังคม โดยมีพฤติกรรมที่ส าคัญ ได้แก่ ความสนใจ ใฝ่เรียนรู้ การควบคุมตนเอง ความรับผิดชอบ ความมีเหตุผล ความซื่อสัตย์และความขยันอดทน
12 จากการศึกษาความหมายของ วินัยในตนเองข้างต้น พอสรุปได้ว่า ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการบังคับควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองให้ปฏิบัติตน ได้ถูกต้อง โดยมิได้เกิดจากการถูกบังคับจากอ านาจภายนอก หากจะเกิดจากแรงกระตุ้นภายในตัว แต่ละ บุคคลเป็นผลจากการได้เรียนรู้ว่าเป็นค่านิยมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของสังคม และไม่ก่อให้เกิด ความเดือนร้อนแก่ตนเอง สังคม อีกทั้งมิได้เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น 1.2 ความส าคัญและประโยชน์ของความมีวินัยในตนเอง คุณค่าวินัย นั้นช่วยให้กลุ่มคน หรือสังคมต่าง ๆ อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ซึ่งวินัยไม่ได้ หมายถึง กฎเกณฑ์ หรือ ระเบียบ ข้อบังคับ ในกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายถึง กฎเกณฑ์ หรือระเบียบวินัยในตนเอง กลุ่มสังคมใดที่สมาชิกมีวินัยในตนเองมาก วินัยในสังคมนั้นก็อาจไม่จ าเป็นที่ จะต้องสร้าง มากนัก เพราะทุกคนในสังคมจะมีความรับผิดชอบสูง และสามารถด าเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้ อย่างสงบสุข ไม่เบียดเบียนกัน และมีความเจริญก้าวหน้าได้ดี วินัยมีความส าคัญและมีความจ าเป็นส าหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม วินัยเป็นการปฏิบัติ ตาม กฏ ระเบียบ แบบแผน หรือข้อตกลงที่สังคมก าหนดให้ประพฤติตามเพื่อความสงบสุขของส่วนรวม และสังคม ประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยต้องมีวินัยเป็นพื้นฐาน ประชากรต้องเคราพกฎเกณฑ์และ กติกาของสังคม เคารพในสิทธิและรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันหากไม่สามารถสร้างวินัยแก่คนในชาติ การพัฒนาประชาธิปไตยย่อมหวังผลส าเร็จได้ยาก (พระธรรมปิฏก, 2538) กุลชา ศิรเฉลิมพงศ์, 2544 กล่าวว่า คุณค่าของความมีวินัยในตนเองช่วยให้กลุ่มคนหรือ สังคมต่าง ๆ สามารถด าเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่เบียดเบียนกันและเจริญก้าวหน้าไปด้วยดี ปรีชา ธรรมมา, 2546 ได้กล่าวถึง ความส าคัญของวินัยแห่งตนว่า หากปราศจากการมีวินัย แห่งตน แม้จะมีคุณธรรมหรือความรู้อันลุ่มลึกเพียงใด ก็ไม่สามารถยังผลอันพึงปรารถนาให้บังเกิดขึ้นได้ จึงกล่าวได้ว่า วินัยแห่งตนเป็นส่วนผสมส าคัญในการกระท าทุกอย่างให้เป็นผลส าเร็จ การมีวินัยแห่งตน นอกจากจะเป็นการกระท าเพื่อน าความรู้และคุณธรรมภายในตัวบุคคลไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ นับยังเป็นการกระท าในอีกหลายประการด้วย ตลอดจนการพิจารณาเลือกที่จะกระท าในแนวทางที่ยากกว่า ขณะที่มีแนวทางที่ง่ายกว่าเปิดโอกาสให้เลือก วินัยแห่งตนมิใช่การตามใจตนเอง แต่อาจเป็นการกระท า ที่เข้มงวดกวดขัน ที่เป็นเช่นนี้มิใช่เพราะเหตุที่ความเข้มงวดกวดขัน แต่เป็นคุณลักษณะของวินัยแห่งตน แต่เป็นเพราะความเข้มงวดกวดขันเป็นเงื่อนไขของการที่จะได้รับความส าเร็จตามความมุ่งหมาย กรมวิชาการ 2537, (อ้างถึงใน ทัศนียา แสนทิพย์ 2559: 8) ได้กล่าวถึง ความส าคัญของ ความมีวินัยในตนเอง โดยสรุปว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของความรับผิดชอบ การยอมรับและเคารพสิทธิของ ผู้อื่น ความเอื้อเฟื้อแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกัน และความอดทน โดยไม่มีผู้ใดบังคับ และคุณลักษณะเหล่านี้ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะท าให้บุคคลจะประสบความส าเร็จ ดังนั้น ความมีวินัยในตนเอง จึงมีความส าคัญต่อ การพัฒนาบุคคล ดังนี้
13 1) ด้านสติปัญญา การมีวินัยในตนเอง จะท าให้บุคคลนั้นรู้จักคิด รู้จักใช้เหตุผลในการ ตัดสินใจต่าง ๆ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง 2) ด้านสังคมอารมณ์และจิตใจ การมีวินัยในตนเอง จะช่วยให้บุคคลนั้นกล้าคิด กล้าท า และกล้าแสดงออก มีความรับผิดชอบ เคารพสิทธิผู้อื่น มีความเอื้อเฟื้อ รู้จักการแบ่งปัน และรู้จักการรอคอย อมรรัตน์ พนัสนาชี 2557, (อ้างถึงใน ธีรเมธ เสาร์ทอง 2561) ได้สรุปว่าความส าคัญของ การมีวินัยในตนเองเป็นเครื่องปลูกฝังการรู้จักควบคุมตนเองที่ละน้อยเพื่อให้เกิดผลดี บุคคลจะได้ กลายเป็นผู้มีพฤติกรรม ที่น่าพึงปราถนาในสังคมของตน การชี้ให้เห็นคุณค่าของการรู้จักปกครองตนเอง เป็นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังอยู่เสมอ จนเป็นนิสัยติดตัวไปในภายหน้า เพื่อความเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของ สังคม และการปลูกฝังระเบียบวินัยจะท าให้บุคคลยอมท าตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่สังคมก าหนด ออซูเบล Ausubel, 1968, (อ้างถึงใน สุวรีย์ จึงเจริญรัตน์ 2556: 50) กล่าวถึงความส าคัญ ของความมีวินัยในตนเอง โดยสรุป ดังนี้ 1 เป็นเครื่องมือในการฝึกอบรมนิสัยและฝึกตนให้มีพฤติกรรมที่เป็นมาตรฐาน 2 เป็นเครื่องมือที่ท าให้บุคคลมีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ สามารถปฏิบัติตนอยู่ใน กฎระเบียบของสังคม รู้จักควบคุมอารมณ์ มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถพึงพาตนเองได้และมีความอดทน 3 เกิดจากมโนส านึกที่ได้รับจากการสะสมประสบการณ์ มีพัฒนาการมาเป็นล าดับ 4 ท าให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ เนื่องจากกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่สังคมยอมรับจะเป็น กรอบแนวคิดที่บุคคลนั้น ใช้เป็นแนวทางเพื่อปฏิบัติตนให้เหมาะควร และแนวความคิดนี้ก็จะพัฒนาจน กลายเป็น “วินัยในตนเอง” ดังนั้นจุดมุ่งหมายของวินัยทั้งหลาย นั้นมิใช่การควบคุมพฤติกรรมของนักศึกษาให้เป็นไป ตามแนวทางที่ผู้ใหญ่ต้องการ แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของวินัย คือ เพื่อให้นักศึกษาเกิดความต้องการที่จะ กระท าสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์แก่สังคมด้วยตนเอง มิใช่จากสิ่งที่อยู่แวดล้อมหรือการบังคับบัญชา วินัยที่ดี เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวเองมากกว่าแรงบังคับจากภายนอก คือ ความมีวินัยในตนเอง 1.3 ทฤษฎีที ่เกี ่ยวข้องกับวินัยในตนเอง ทฤษฏีการเกิดวินัยในตนเอง เชื่อว่าการเกิดวินัยแห่งตนของบุคคลจะต้องมีพื้นฐานมา ตั้งแต่ระยะแรกเกิดจนกระทั่งเติบโตขึ้นมา จุดเริ่มต้นคือความสัมพันธ์ระหว่างทารกกับมารดาหรือผู้เลี้ยงดู อันจะน าไปสู่ความสามารถควบคุมตนเองเมื่อโตขึ้น ซึ่ง สินีนาฎ สุทธจินดา 2543 : 20-21, (อ้างถึงใน จงกลนีศิริสวัสดิ์2560: 29) ได้อธิบายถึงทฤษฎีการเกิดวินัยในสตนเอง โดยยึดแนวทฤษฏีที่ส าคัญ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฏีของเมาเรอร์ (Mower) ซึ่งว่าด้วยก าเนิดของการควบคุมตนเองหรือการมีวินัยใน ตนเองและทฤษฎีของเพค และแฮวิคเฮิสต์ (Peck & Havighurst) ซึ่งว่าด้วยพัฒนาการของแรงจูงใจทาง จริยธรรมหรือการมีวินัยในตนเอง โดยยึดการควบคุมของอีโกและซุปเปอร์อีโกเป็นหลัก ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเกิดวินัยในตนเองของเมาเรอร์ (Mower) 1950 การเกิดวินัยในตนเองของ บุคคลนั้น นักจิตวิทยาทั้งหลาย เชื่อว่าจะต้องมีพื้นฐานมาตั้งแต่ระยะแรกเกิด จนกระทั่งเติบโตขึ้นมา สิ่งส าคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างทารกกับบิดามารดาหรือผู้เลี้ยงดู อันจะเป็นทางน าไปสู่ความสามารถ
14 ในการให้รางวัลตนเองหรือความสามารถควบคุมตนเองเมื่อโตขึ้น ได้อธิบายว่าทารกหรือเด็กจะต้องเรียนรู้ จากผู้ที่เลี้ยงดู โดยที่การเรียนรู้นี้จะเกิดในภาพอันเหมาะสมเท่านั้น การเรียนรู้ของทารกหรือเด็กจะเกิดขึ้น หลายระดับและมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ บุคคลที่ส าคัญต่อการเรียนรู้ของทารก หรือเด็กคือบิดามารดาหรือผู้เลี้ยงดู ซึ่งเป็น ผู้บ าบัดความต้องการของทารก เช่น หิวก็ได้ดื่มนม ร้อนก็ได้อาบน้ า ยุงกัดก็มีผู้ปัดให้ ฯลฯ เมื่อทารกได้รับ การบ าบัดความต้องการก็จะรู้สึกสบายใจ พอใจ และมีความสุข ความรู้สึกนี้ทารกอาจจะรุนแรงมาก และ รู้สึกอยู่ในจิตใต้ส านึกของทารกจนเติบโตขึ้น การที่ทารกได้รับการบ าบัด ความต้องการจนรู้สึกพอใจ และ มีความสุขนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับเหตุการณ์นี้อยู่เสมอทุกครั้ง คือการปรากฏตัวของบิดามารดาหรือ ผู้เลี้ยงดูในขณะที่มาปรนนิบัติเด็ก เมื่อการบ าบัดความต้องการของเด็กกับบิดามารดาหรือผู้เลี้ยงดูเป็น สิ่งควบคู่กันเสมอ ในการรับรู้ของเด็กจึงถ่ายทอดมายังบิดามารดา ท าให้การปรากฏตัวของบิดามารดาหรือ ผู้เลี้ยงดูก่อให้เกิดความพอใจ และความสุขแก่เด็กได้ เด็กจึงเกิดความรัก และพอใจในบิดามารดาหรือ ผู้เลี้ยงดูตน ซึ่งเมาเรอร์เชื่อว่า การรักและพอใจบิดามารดานั้น จะต้องเกิดจากการเรียนรู้เช่นนี้ โดยมี ความสุข ความพอใจ ที่ได้รับการบ าบัดความต้องการมาก่อน ถ้าไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ในเด็ก เช่น เมื่อหิวก็ ไม่ได้กิน หรือได้กินยามไม่หิว เด็กก็จะไม่เกิดความพอใจเด็กก็จะไม่มีรากฐานในการที่จะเรียนรู้ที่จะรักและ พอใจบิดามารดาหรือผู้เลี้ยงดูตน คือ บุคคลที่ส าคัญต่อการเรียนรู้เริ่มแรกของทารกหรือเด็กก็คือบิดา มารดาหรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ซึ่งอาจจะเป็นบิดามารดา หรือผู้อื่นก็ได้ ดังนั้น จากทฤษฎีของเมาเรอร์ การเกิดวินัยในตนเองนั้น มีพื้นฐานที่ดีคือความสัมพันธ์ ระหว่างทารกกับบิดามารดา โดยมีความรักและความห่วงใยซึ่งกันและกัน ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดูสั่งสอน เพื่อให้เติบโตขึ้นและพัฒนาขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจิตส านึกนั้นจะแสดงพฤติกรรมที่ดีงามสืบต่อไป 2. ทฤษฎีแรงจูงใจทางจริยธรรม หรือการมีวินัยในตนเองของเพค และแฮวิคเฮิสต์ (Peck & Havighurst) เชื่อว่าการควบคุมของอีโก (Ego-control) และการควบคุมของซุปเปอร์อีโก้(Super egocontrol) ร่วมกันช่วยให้เกิดความต้องการแสดงพฤติกรรม เพื่อผู้อื่นอย่างสมเหตุสมผลนักทฤษฎีทั้งสอง เห็นว่า พลังควบคุมของอีโกและซุปเปอร์อีโกในระดับที่ไม่เท่ากัน อันเนื่องจาก การได้รับความรู้ ทางจริยศึกษา ที่ท าให้ทราบถึงผลที่จะเกิดจากการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ในแต่ละบุคคล จะมีระดับ ไม่เท่ากัน ซึ่งจะส่งผลไปยังการมีวินัยในตนเอง หรือการควบคุมของอีโก และซุปเปอร์อีโกที่ต่างระดับกัน ดังนั้น นักทฤษฎีทั้งสอง จึงได้จ าแนกลักษณะของบุคคลออกเป็น 5 ประเภทดังนี้ 2.1 พวกปราศจากจริยธรรม (Amoral person) หมายถึง บุคคลที่มีพลังควบคุม ของอีโก้และซุปเปอร์อีโกที่น้อยมาก โดยบุคคลจะเป็นผู้ที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และเห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว โดยที่ไม่เรียนรู้ที่จะให้ผู้อื่น เป็นผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และจะกระท าการต่าง ๆ อย่างไม่ไตร่ตรอง 2.2 พวกเอาแต่ได้ (Expedient person) หมายถึง บุคคลที่มีพลังควบคุมของ อีโก้น้อย แต่พลังควบคุมของซุปเปอร์อีโกมีมากขึ้น แต่ก็ยังจัดอยู่ในประเภทปานกลางค่อนข้างน้อยบุคคล ประเภทนี้จะยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และกระท าทุกอย่างเพื่อความพอใจ และแผลได้ของตนเองเป็น
15 คนที่ไม่จริงใจจะยอมอยู่ใต้การควบคุมของผู้มีอ านาจ ถ้าจะท าให้เขาได้รับผลที่ต้องการได้เป็นผู้ที่มีวินัย ในตนเองน้อย ลักษณะนี้จะปรากฏตั้งแต่วัยเด็กตอนต้นและในคนบางประเภทจะติดตัวไปจนตลอดชีวิต 2.3 พวกคล้อยตาม (Conforming person) หมายถึง บุคคลที่มีพลังควบคุมของ อีโกน้อยเหมือนคน 2 ประเภทแรก แต่มีพลังควบคุมของซุปเปอร์อีโกมากกว่า คือ อยู่ในรดับปานกลาง ค่อนข้างมาก บุคคลพวกนี้จะยึดพวกพ้องเป็นหลัก และคล้อยตามผู้อื่น โดยไม่ต้องไตร่ตรอง บุคคล ประเภทนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของสังคมและกลุ่ม เป็นผู้มีวินัยในตนเองระดับปานกลางแต่ไม่แน่นอน 2.4 พวกตั้งใจจริงแต่ขาดเหตุผล (Irrational conscientious person) หมายถึง บุคคลที่มีพลังควบคุมของอีโกปานกลาง แต่มีพลังควบคุมของซุปเปอร์อีโกมาก จนเป็นผู้ที่ยอมรับ กฏเกณฑ์และค่านิยมทางสังคมเข้าไปเป็นลักษณะของตนเอง จะเป็นผู้ที่ท าตามกฏเกณฑ์และกฎหมาย อย่างยึดมั่นและมีศรัทธา เป็นผู้ที่ถูกควบคุมโดยค่านิยมและปทัสถานของสังคม เป็นผู้ที่มีวินัยในตนเอง ค่อนข้างมากแต่ยังไม่สมบูรณ์ บุคคลประเภทนี้จะท าตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยเห็นว่ากฎเกณฑ์นั้น เป็นของศักดิ์สิทธิ์แม้จะก่อให้เกิดผลเสียแก่ผู้อื่นก็ไม่สนใจ 2.5 พวกเห็นแก่ผู้อื่นอย่างมีเหตุผล (Rational altruistic person) คือ บุคคลที่มี พลังควบคุมของอีโก้มาก และพลังควบคุมของซุปเปอร์อีโก้ก็มาก จนเกินสมดุลระหว่างการปฏิบัติตนตาม กฎเกณฑ์ของสังคม และความสมเหตุสมผล โดยเห็นแก่ผู้อื่นทั่วไปเป็นหลัก บุคคลประเภทนี้มีความสามารถ ควบคุมตนเองอย่างมีเหตุผล มิได้ตกอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มในสังคม หรืออยู่ได้อิทธิพลของกฎเกณฑ์อย่าง ปราศจากเหตุผล เป็นผู้ที่มีวินัยในตนเองสูงมาก จะเป็นผู้ที่ตระหนักถึงผลของการกระท าของตนต่อผู้อื่น ก่อนจะท าอะไรต้องพิจารณาอย่างมีเหตุผลเพื่อผู้อื่น พร้อมที่จะร่วมมือกับสังคม มีความรับผิดชอบและ ให้ความเคารพเพื่อนมนุษย์โดยทั่วไป เสียสละ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม บุคคลประเภทนี้มีไม่มากนัก ในแต่ละสังคม แต่นักทฤษฎีทั้งสองเชื่อว่าเป็นบุคลิกภาพที่พัฒนาถึงขีดสุดของมนุษย์ 3. ทฤษฏีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธปัญญาของ Bandura Bandura เชื่อว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกต หรือ การเลียนแบบ ดังนั้น จึงเรียกการเรียนรู้จากการสังเกตว่า “การเรียนรู้โดยการสังเกต” หรือ “การเลียนแบบ” และเนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเสมอ Bandura อธิบายว่า การเรียนรู้เกิดจาก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกัน สุรางค์ โค้วตระกูล 2544 : 25-27, (อ้างอิงจาก Bandura. 1969 Bandura 1971) ได้เปลี่ยนชื่อทฤษฏีการเรียนรู้ว่า การเรียนรู้ ทางสังคม ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น การเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา และอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจาก Bandura พบจากการทดลองว่าสาเหตุส าคัญ อีกอย่างจากการเรียนรู้ด้วยการสังเกต คือ ผู้เรียนต้องเลือกสังเกต สิ่งที่ต้องการเรียนรู้อย่างเฉพาะ และส าคัญอีกข้อคือ ผู้เรียนต้องมีการเข้ารหัสในความทรงจ าระยะยาว ได้อย่างถูกต้อง และผู้เรียนต้องสามารถประเมินได้ว่า ตนเองเลียนแบบได้ดีหรือไม่ดีอย่างไร และต้องควบคุม พฤติกรรมของตนเองได้
16 สรุปว่า การเรียนรู้โดยการสังเกต เป็นกระบวนการทางการรู้คิด หรือ พุทธิปัญญา เห็นว่า ทั้งสิ่งแวดล้อมและตัวผู้เรียนมีความส าคัญเท่าๆ กัน และคนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่ รอบ ๆ ตัวเราเสมอการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมี อิทธิพลต่อกันและกัน พฤติกรรมของคนส่วนมากเป็นการเรียนรู้จากการสังเกตหรือการเลียนแบบจาก ตัวแบบ ส าหรับตัวแบบไม่จ าเป็นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่อาจเป็นตัวแบบจากสัญลักษณ์ เช่น ตัวแบบ ที่เห็นทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ภาพการ์ตูน หรือหนังสือต่าง ๆ นอกจากนี้ค าที่บอกกล่าวด้วยค าพูดหรือ ข้อมูลที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรถือเป็นตัวแบบได้ การเรียนรู้โดยการสังเกตไม่ใช่การลอกแบบจากสิ่งที่ สังเกต โดยผู้เรียนไม่คิด คุณสมบัติของผู้เรียนที่มีความส าคัญ เช่น ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถที่จะรับรู้ สิ่งเร้า และสามารถสร้างรหัส หรือก าหนดสัญลักษณ์ของสิ่งที่สังเกตเก็บไว้ในความจ าระยะยาว และสามารถ เรียกใช้ในขณะที่ผู้สังเกตต้องการแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบ 3.1 ตัวแบบทางพฤติกรรม (Behavioral Modeling) หมายถึง ตัวแบบที่แสดง พฤติกรรมให้บุคคลเห็น เช่น พ่อสูบบุหรี่ให้ลูกเห็น ครูทิ้งขยะให้นักเรียนเห็น Bandura เห็นว่า ตัวแบบทาง พฤติกรรมมีความส าคัญต่อการสอนพฤติกรรมใหม่ ส่วนมากเกิดขึ้นโดยตัวแบบไม่ได้จงใจแสดงให้เป็น แบบอย่างแก่ผู้สังเกตโดยตรง 3.2 ตัวแบบทางวาจา (Verbal Modeling) หมายถึง ตัวแบบที่พูด บอก หรือ เขียนบอกว่าจะท าอะไร ได้อย่างไร มนุษย์สามารถท าสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายจากการฟัง การพูด การบอกของ ผู้อื่น หรือจากการอ่านสิ่งที่ผู้อื่นเขียนขึ้น เช่น การประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การศึกษาวิชาต่าง ๆ จากหนังสือ ตัวแบบทางวาจาอาจใช้ประกอบตัวแบบทางพฤติกรรม หรือตัวแบบสัญลักษณ์ หรือตัวแบบ สัมผัสร่วมกันได้ 3.3 ตัวแบบสัญลักษณ์ (Symbolic Modeling) หมายถึง ตัวแบบที่แสดงผ่านสื่อ ต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ภาพยนตร์ หรือหนังสือพิมพ์ ซึ่งสื่อต่าง ๆ นั้นนับว่ามีอิทธิพลต่อมนุษย์มากขึ้น มนุษย์ทุกวัยเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมผ่านสื่อต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่เป็น รูปธรรม ได้แก่ ทรงผม เสื้อผ้า กิริยาอาการที่แปลกใหม่ สิ่งที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ความเชื่อทัศนคติและ ค่านิยมต่าง ๆ 3.4 ตัวแบบสัมผัส (Kinesthetic Modeling) เป็นตัวแบบที่มีประโยชน์มากกับ การสอนให้คนหูหนวกและตาบอด ในการสอนให้คนหูหนวกหัดพูดผู้เรียนจะพยายามเลียนแบบเสียงครูโดย การมองริมฝีปากและคอของครูซึ่งเป็น ตัวแบบให้กับนักเรียน ส่วนคนตาบอดหรือตาพิการ แต่ฟังเสียงได้ยิน ก็สามารถเรียนการพูดได้จากการสัมผัสประกอบค าอธิบายด้วยวาจาของครู
17 1.4 ประเภทของวินัย หลักส าคัญของวินัยมีไว้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมนั้น ๆ ให้อยู่ในกรอบปฏิบัติ เดียวกัน ด้วยเหตุที่แต่ละคนต่างมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะแวดล้อมลักษณะการอบรม เลี้ยงดู ตลอดจนความเชื่อ ค่านิยมต่าง ๆ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้สมาชิกในสังคมแต่ละบุคคล มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การมาอยู่รวมกันจึงอาจจะท าให้เกิดการกระท าตามความพึงพอใจของตนเอง ฉะนั้นการมีแนวทางปฏิบัติเดียวกันจึงเป็นปัจจัยที่ส าคัญในการรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยในสังคม จึงได้ มีการแบ่งประเภทของวินัยเป็น 4 ประเภท 1. วินัยในตนเอง 2. วินัยในห้องเรียน 3. วินัยในโรงเรียน 4. วินัยทางสังคม ยาใจ เดชขันธ์2556, (อ้างถึงใน เบญญาภา หลวงราช 2560) สรุปประเภทของวินัยไว้ 2 ประเภท ดังนี้ 1. วินัยภายนอก หรือวินัยส าหรับหมู่คณะ (External Authority Discipline) หมายถึง วินัยที่ออกมาจากอ านาจภายนอก เพื่อบังคับให้บุคคลในสังคมปฏิบัติตาม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในการปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนที่ก าหนดขึ้นอย่างสอดคล้องกัน เมื่อปฏิบัติร่วมกันแล้ว จะน ามาซึ่งความสันติสุขของสังคมไทยโดยรวม แต่ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่ วินัยประเภทนี้จะตั้งกฎเกณฑ์ ไว้เป็นกลางๆ ดังนั้น ทุกคนสามารถประพฤติและปฏิบัติตามได้ 2. วินัยในตนเอง (Seft – Discipline) หมายถึง แนวทางที่บุคคลเลือกปฏิบัติเพื่อบังคับ ตนเองให้ปฏิบัติตาม ทั้งนี้เกิดจากความสมัครใจโดยมิได้ถูกบังคับ ควบคุมจากอ านาจภายนอกแต่อย่างใด โดยการรู้จักควบคุมตนเองทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนข้อบังคับ ที่บุคคลหรือสังคม ก าหนดขึ้นเมื่อปฏิบัติร่วมกันแล้วจะน ามา ซึ่งความสันติสุขของสังคมโดยรวม โดยไม่ต้องมี การควบคุมจากภายนอก ดังที่กล่าวแล้ว สามารถสรุปประเภทของวินัยได้ว่า วินัยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1) วินัย ในตนเอง เป็นวินัยที่เกิดจากจิตส านึกของตนเอง ที่สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตน ที่จะ สามารถประพฤติปฏิบัติตามกฎ กติกา โดยไม่มีความรู้สึกว่าถูกบังคับ 2) วินัยภายนอก เป็นวินัยที่เกิดจาก ภายนอกซึ่งก าหนดกฎเกณฑ์จากคนในสังคม จะเห็นว่าวินัยในตนเองเป็นวินัยที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็น ตัวน าที่จะท าให้คิดดี ท าดี รักที่จะท าดี ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวอ านาจภายนอกเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม และ เมื่อสังคมมีสมาชิกที่ดี สังคมนั้นก็จะเกิดความสงบสุข
18 1.5 การเสริมสร้างความมีวินัยในตนเอง ธนาพร ศรีโสภณ 2553: 18, (อ้างถึงใน จงกลณี ศิริสวัสดิ์ 2560: 37) การสร้างวินัย ในตนเองเป็นรากฐานของพฤติกรรมที่ดี สิ่งที่ช่วยให้คนเรามีวินัยที่ดีงามมีหลายลักษณะ ได้แก่ ระเบียบ ข้อบังคับ ตอลดจนกฎหมายและศีลธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อจะควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไป ในแนวทางที่พึงประสงค์ ดังนั้น ทุกคนจึงควรตระหนักในความส าคัญ และความจ าเป็นของการมีวินัยคน ที่มีวินัยในตนเอง นั้น ท าให้ได้รู้จักตนเอง ควบคุมตนเองไม่ให้ท าผิดกฎ กติกาที่สังคมก าหนด กลายเป็น บุคคลที่สังคมยอมรับ และส าคัญนั้นยังเป็นคนที่ ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม วินัยที่ดีจะต้องมาจากจิตใต้ ส านึกของแต่ละคน โดยมิต้องมีกฎเกณฑ์ใดมาบังคับหากต้องการปลูกฝังวินัยต่อตนเองควรที่จะเริ่มต้น ในวัยเด็ก เพราะพฤติกรรมในช่วงวัยนี้จะจัดอยู่ในประเภทพฤติกรรมที่ยังไม่มีทิศทางที่แน่นอน (Doubful Behavior) ซึ่งการแสดงพฤติกรรมจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และองค์ประกอบที่แวดล้อม ดังนั้น จึงง่ายต่อ การปลูกฝังความมีวินัย และกระบวนการที่เหมาะสมและได้ผลดีที่สุด คือ การถ่ายทอดทางสังคม การเสริมสร้างวินัยในตนเองส าหรับเด็ก และกลุ่มที่เข้าสู่วัยรุ่นเป็นสิ่งที่มีความส าคัญยิ่ง เนื่องจากบุคคลที่มีวินัยในตนเอง จะเป็นผู้ที่สามารถควบคุมพฤติกรรมตน ให้มีการแสดงพฤติกรรมออกมา อย่างเหมาะสมตามกฎ ระเบียบ และบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งจะเป็นพลเมืองดีน าไปสู่การพัฒนาของ ประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2540 ให้แนวคิดใน การเสริมสร้างวินัย ดังนี้ 1. การท าให้เกิดพฤติกรรมเคยชิน โดยให้บุคคลรู้เห็น และประพฤติปฏิบัติพฤติกรรมที่ดี เพื่อเป็นพื้นฐาน และปฏิบัติต่อเนื่องจนเกิดเป็นพฤติกรรมเคยชินที่ดี 2. การใช้วัฒนธรรมในสังคม เป็นแนวปฏิบัติผสมผสานกับหลักการ ท าให้เป็นพฤติกรรม เคยชิน เช่น การท าความเคารพด้วยการไหว้เมื่อพบปะผู้ใหญ่เป้นสิ่งที่เด็กท าได้โดยง่าย 3. การใช้องค์รวม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจ พฤติกรรมและสติปัญญา ซึ่งเป็น หลักทางการศึกษาและหลักพัฒนาจริยธรรม คือ มีความเข้าใจในความส าคัญของสิ่งที่จะกระท า มีความพอใจ และยอมรับในสิ่งที่จะกระท าย่อมน าไปสู่ความพร้อมในการกระท า 4. การใช้แรงหนุนสภาพจิต เป็นการตั้งความมุ่งมั่นหรืออุดมการณ์และพยายามปฏิบัติ ตามเป้าหมายที่มุ่งมั่นไว้ ซึ่งอาจท าให้เกิดการเปรียบเทียบและพึ่งพาก าลังใจจากภายนอก 5. การใช้กฎเกณฑ์บังคับ เป็นวิธีที่ท าให้เกิดวินัยได้ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อไม่มีผู้ใดควบคุมวินัย ก็จะหายไปจึงเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น แนวทางในการสร้างวินัยควรจะให้กระท าด้วยความพอใจ และยอมรับในสิ่งที่จะ กระท า จะไม่มีการบังคับเป็นวิธีที่ดีที่สุดของการสร้างวินัย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้แนะแนวทางในการส่งเสริมความมีวินัยต่อตนเองไว้ ดังนี้ 1. สร้างบรรยายกาศที่ผ่อนคลาย 2. ให้โอกาศเด็กที่จะริเริ่มท ากิจกรรมอย่างอิสระ 3. สนับสนุนให้เด็กมีโอกาสและตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
19 4. เปิดโอกาสให้เด็กช่วยกันสร้างข้อตกลง 5. แสดงความชื่นชมเมื่อเด็กปฏิบัติตามข้อตกลง ให้ก าลังใจและช่วยเหลือเด็กที่ไม่ สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ 6. ทบทวนสิ่งที่ได้กระท า โดยการถามหรือกล่าวชมเชย 1.6 ลักษณะของบุคคลที่มีวินัยในตนเอง วินัยเป็นสิ่งส าคัญต่อการพัฒนารวมทั้งช่วยให้เกิดการปรับตัวทางบุคลิกภาพและสังคม อย่างมีสุข บุคคลที่มีวินัยต่อตนเองจะมีคุณลักษณะและพฤติกรรมต่าง ๆ กันออกไป แบนดูรา (Bandura, 1986) และไลท์ทอน (Grusec & Lytton, 1988) และเบค (Beck, 1989) อ้างถึงใน จรัญ วิชาคุณ, 2559 หน้า 14 กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ที่มีวินัยในตนเองไว้ ดังนี้ 1. มีความสามารถ ควบคุมอารมณ์ (Impulse Control) 2. มีความต้านทาน ต่อสิ่งยั่วยุ (Resistance to temptation) 3. มีความคาดหวัง ความสามารถของตน (Self Efficacy) 4. มีการตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) 5. ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของสังคม (Standard Norm) 6. สามารถคาดหวังผลกรรม ที่เกิดขึ้นในอนาคต (Outcome of Prospective Action) วินัย เป็นสิ่งส าคัญต่อการพัฒนา ส านักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ (2540). สรุปคุณลักษณะของผู้มีวินัย ดังนี้ 1. สามารถควบคุมตนเองทางกาย วาจา ใจ รักความจริงและไม่พูดปด 2. สามารถพึ่งตนเองได้ 3. สามารถท ากิจการหรืองานให้ส าเร็จได้ด้วยตนเอง 4. รู้จักรักษาสิ่งของตนเองและผู้อื่น 5. มีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลา 6. ปฏิบัติตามข้อตกลงและกติกาได้อย่างถูกต้อง 7. แสดงความคิดเห็นของตนเอง อีกทั้งฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 8. เคารพในสิทธิและหน้าที่ของกันและกัน โรจนา ศุขะพันธุ์ 2530, (อ้างถึงใน ทัศนียา แสนทิพย์ 2559 : 31) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ คุณลักษณะของผู้มีวินัยในตนเอง โดยสรุปว่า จะต้องมีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ การมี ความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีความวิตกกังวล มีจิตใจเข็มแข็งมั่นคง มีความตั้งใจ จริงใจ กล้าคิด กล้าพูด และ กล้าท ามีความเป็นผู้น า ซื่อสัตย์ มีเหตุผล มีความเห็นใจผู้อื่น และมีความอดทน กาญจนา มีพลัง 2532, (อ้างถึงใน ทัศนียา แสนทิพย์, 2559 : 31) กล่าวถึง คุณลักษณะ ส าคัญของผู้ที่มีวินัยในตนเองโดยสรุปว่า ผู้ที่มีวินัยในตนเอง จะต้องมีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความ รับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความตั้งใจ ความซื่อสัตย์ ความขยันอดทน และมีความเป็นผู้น า
20 พรรณทิพย์ พื้นทอง 2534, (อ้างถึงใน ชลลดา สอยศิริ, 2559: 31) ให้ทัศนะเกี่ยวกับ ลักษณะส าคัญของบุคคลที่มีวินัยในตนเองโดยสรุปว่า ผู้ที่มีวินัยในตนเอง จะต้องมีคุณลักษณะส าคัญ เช่น มีระเบียบและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม เคารพในสิทธิผู้อื่น ตรงต่อเวลา และยอมรับการกระท า ของตนเอง กฤษณ์ ภู่พัฒน์ 2538, (อ้างถึงใน ชลลดา สอยศิริ, 2559 : 17) กล่าวถึง คุณลักษณะส าคัญ ของบุคคลที่มีวินัยในตนเองโดยสรุปว่า จะต้องประกอบไปด้วยคุณลักษณะส าคัญ คือ มีความรับผิดชอบ มีจิตใจมั่นคง มีความตั้งใจจรอง เชื่อมั่นในตนเอง เคารพสิทธิของผู้อื่น เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความเป็นผู้น า มีความขยันอดทน มีความซื่อสัตย์ มีความจริงใจ และมีเหตุผล ศิริลักษณ์ เกิดจันทร์ตรง 2540, (อ้างถึงใน ชลลดา สอยศิริ, 2559: 18) กล่าวถึง คุณลักษณะส าคัญของผู้ที่มีวินัยในตนเองโดยสรุปว่า จะต้องเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีความขยันหมั่นเพียร มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความสามัคคี จิราพร อรุณพูลทรัพย์ 2541, (อ้างถึงใน ชลลดา สอยศิริ, 2559: 18) กล่าวว่า คุณลักษณะของผู้มีวินัยในตนเองโดยสรุปว่า ประกอบด้วย ความรับผิดชอบ มีความอดทน เคารพในสิทธิ ของผู้อื่น เคารพระเบียบของโรงเรียน และยอมรับผลในสิ่งที่ตนท า หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551, (อ้างถึงใน ชลลดา สอนศิริ, 2559: 19) อธิบายคุณลักษระส าคัญของความมีวินัยโดยสรุป ดังนี้ 1) ความตรงต่อเวลา 2) ปฏิบัติตนตามหน้าที่และยอมรับผลการกระท านั้น ๆ 3) จะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนตามระเบียบและกฎเกณฑ์ 4) จะต้องเป็นผู้ที่ท ากิจวัตรของตนเองตรงตามเวลา 5) จะต้องเป็นผู้ที่เคราพสิทธิของผู้อื่น 1.7 ผลของการขาดวินัยในตนเอง ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ2537, (อ้างถึงใน จรัญ วิชาคุณ, 2559) ได้กล่าวถึงการขาดวินัยในตนเอง ย่อมก่อให้เกิดผลเสียและส่งผลกระทบหลายประการ ดังนี้ 1. ผลต่อครอบครัว หากสมาชิกในครอบครัวขาดความมีวินัยในตนเอง ไม่ยอมปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์ของครอบครัว ไม่ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีซึ่งกันและกัน ก็จะท าให้ความเป็นสถาบัน ครอบครัวเสื่อมสลาย พื้นฐานความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ที่สมาชิกผู้เยาว์ควรจะได้รับการปลูกฝังไว้ จากครอบครัวก็ขาดหาย บุคคลเหล่านี้เมื่อเติบโตเข้าสู่สังคมอื่น ๆ ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนสร้างปัญหาให้กับ สังคมได้ต่อไป 2. ผลต่อสังคม สังคมใดก็ตามที่มีสมาชิกขาดระเบียบวินัยทั้งวินัยในตนเอง และวินัยที่ เกิดจากการยอมรับปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับ ย่อมท าให้สังคมนั้นตกอยู่ในสภาวะสับสน สมาชิกใน สังคมปราศจากจิตส านึกร่วมกันต่อการสร้างสรรค์สงัคม และต่างมุ่งผลประโยชน์เข้าสู่ตนโดยไม่มีขอบเขต จ ากัด สภาวะดังกล่าวนี้อาจน าไปสู่ความล่มสลายของสังคมหากไม่ได้รับการแก้ไข
21 3. ผลต่อเศรษฐกิจ ความสูญทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งละจ านวนมาก กรณีส่วนใหญ่ เป็นเพราะความไร้วินัยของบุคคลแทบทั้งสิ้น เช่น การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทางเรือ และการสูญเสีย รายได้จากการส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ กรณีที่ผู้ส่งสินค้าออกท าการปลอมแปลงปะปนสินค้าที่ไม่ได้ คุณภาพ และถูกปฏิเสธการสั่งสินค้าจากต่างประเทศ 4. ผลต่อการเมือง เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองของไทย เกิดขึ้นเนื่องจากนักการเมือง และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองขาดระเบียบวินัยทางการเมือง เช่น การใช้อ านาจหน้าที่ทางการเมือง เพื่อเบียดบังเอาผลประโยชน์ที่ได้รับสู่ตน เหตุการณ์ที่วุ่นวายเหล่านี้ ส่งผลเสียต่อภาพพจน์ของประเทศใน สายตาของชาวต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนประกอบกิจการต่าง ๆ ในประเทศไทย และส่งผลเสียต่อการ ด าเนินงานทางเศรษฐกิจของประเทศ 1.8 การพัฒนาให้เกิดวินัยในตนเอง การพัฒนาให้เกิดวินัยในตนเองต้องอาศัยสถาบันต่าง ๆ ได้แก่ ครอบครัว เพื่อนๆ โรงเรียน ศาสนา สถาบันอาชีพต่าง ๆ สถาบันการเมือง เป็นต้น การพัฒนาวินัยในตนเองกระท าทางตรงด้วยการอบรม สั่งสอนและโดยอ้อมต้องอาศัยการสังเกตลักษณะและการกระท าต่าง ๆ ดังบุญชม ศรีสะอาด 2555, (อ้างถึงในจรัญ วิชาคุณ, 2559) ได้เสนอแนะวิธีการพัฒนาวินัยในตนเองไว้ ดังนี้ 1. การอบรมเลี้ยงดูโดยครอบครัวและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการให้การศึกษา ควรให้ การอบรมเลี้ยงดูที่ดีที่สุด คือ การให้ความรักและความเข้าใจเป็นเครื่องมือสนับสนุน มีการใช้เหตุผล การลงโทษทางจิตมากกว่าทางกาย รวมทั้งการควบคุมอย่างพอเหมาะ ไม่บังคับมากเกินไป 2. การฝึกอบรมเพิ่มเติมโดยการถ่ายทอดวินัยในตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ การให้ความรู้ ค าแนะน า การลงโทษ การให้รางวัลในพฤติกรรมต่าง ๆ อีกทั้งผู้ใหญ่จะต้องประพฤติตน เป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อเป็นตัวอย่างส าหรับการเลียนแบบของเด็ก ถ้าต้องการให้การพัฒนาวินัยในตนเอง ได้ผลตามต้องการบิดามารดาควรจะใช้วิธีวางเป้าหมายระยะยาว โดยมุ่งให้เด็กยอมรับค่านิยมต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งในจิตใจของเด็ก ด้วยการให้เหตุผล ให้ความรักแก่เด็ก เนื่องจากการพัฒนาวินัยในตนเอง เป็นการฝึกให้เด็กแสดงพฤติกรรมในทางที่ดี แต่ถ้าบิดามารควบคุมมากเกินไปก็จะมีผลท าให้เด็กขาดความ เชื่อมั่น ขาดความสามารถในการปกครองตนเองและไม่เชื่อถือตนเอง บิดามารดาจึงควรใช้เหตุผลและ ควบคุมพฤติกรรมเด็กอย่างพอดี และเพื่อนๆ ของเด็กเป็นผู้มีบทบาทส าคัญในการก าหนดค่านิยมทาง จริยธรรมด้านต่าง ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นจะท าอะไรก็มักจะคล้อยตามเพื่อนๆ การเรียนรู้พฤติกรรม ทางจริยธรรมของเด็กมิใช่มาจากการรับจากเพื่อน แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังได้มาจากการได้ท ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันการเข้าใจกันและกัน ในระหว่างเด็กวัยเดียวกันด้วย โรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นสถาบันที่ส าคัญมากในการพัฒนาวินัยใน ตนเองของบุคคลในทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ผู้มีบทบาทส าคัญคือครูและผู้บริหาร ที่ท าการอบรมสั่งสอนทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนการจัดกิจกรรม ประสบการณ์ต่าง ๆ การเป็นแบบอย่างที่ดี รวมถึงการบริหารจัดการให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีบุคคลจ านวน มากที่มีวินัยในตนเอง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา
22 ด้านศาสนานับว่า เป็นสถาบันหลักในการพัฒนาวินัยในตนเอง เป็นหน้าที่โดยตรงของ ศาสนาในการอบรมพัฒนาคนให้มีวินัยในตนเอง พระหรือนักบวชเป็นผู้มีบทบาทส าคัญในการปลูกฝังวินัย ในตนเองให้กับเด็กเล็กถึงวัยผู้ใหญ่ จริยวัตรและพฤติกรรมของพระและนักบวชในศาสนาต่าง ๆ เป็น แบบอย่างที่ดี แต่ก็มีปัญหาเนื่องจากคนที่เข้าวัดโบสถ์ฟังเทศน์ มักเป็นผู้ใหญ่ คนสูงวัย ซึ่งเป็นผู้ที่ประพฤติ ปฏิบัติตนตามค าสั่งสอนในศาสนา ในความศรัทธา สั่งสมคุณงามความดีเป็นประจ า ส่วนวัยรุ่นที่มีปัญหา ขาดวินัยมักท าความผิดก็ไม่เข้าวัด สื่อมวลชนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร หนังสือ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ ก็นับว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาวินัย ในตนเอง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่บุคคลสามารถศึกษาค้นคว้า ติดต่อสื่อสารด้วยความรวดเร็วแทบไม่มี ขีดจ ากัด 2. ปัจจัยที่ส่งเสริมความมีวินัยในตนเอง 1.1 ความรับผิดชอบ ความหมายของความรับผิดชอบ ขวัญฤดี ข าซ่อนสัตย์ และอมรวรรณ แก้วผ่อง 2542, (อ้างถึงใน จรัญ วิชาคุณ, 2559) ให้ความหมายความรับผิดชอบไว้ว่า คุณลักษณะของบุคคลซึ่งแสดงออกโดยมีความสนใจ เอาใจใส่ ตั้งใจจริงที่ จะปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายด้วยความพากเพียร พยายาม อดทนต่ออุปสรรคใด ๆ ที่ขัดข้องมีการ วางแผนงานอย่างละเอียด รอบคอบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ปิยะ โพธิไทรย์, (2563) ให้ความหมายของความรับผิดชอบ หมายถึง ความมุ่งมั่นตั้งใจที่ จะท าการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความผูกพันและละเอียดรอบคอบ ยอมรับผลการกระท าในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้บรรลุส าเร็จตามความมุ่งหมายอีกทั้งพยายามที่จะปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น การมีความ ส านึกและการปฏิบัติหน้าที่ของตนทั้งที่เป็นภารกิจส่วนตัว ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และภารกิจทางสังคม โดยจะต้องกระท าจนบรรลุผลส าเร็จไม่หลีกเลี่ยงภาระดังกล่าว และยอมรับผลในการกระท าของตน ประเภทของความรับผิดชอบ รุ่งทิวา กันหาทิพย์, 2543 : 141-146, (อ้างถึงในจรัญ วิชาคุณ 2559: 18) ได้แบ่งประเภท ของความรับผิดชอบตามลักษณะความหมายที่สอดคล้องไว้ดังนี้ 1. ความรับผิดชอบต่อตนเอง 2. ความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งแต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ 1. ความรับผิดชอบต่อตนเอง หมายถึง การรับรู้บทบาทของตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งของ สังคม ซึ่งจะต้องด ารงตนอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตนเองได้ และตนเองสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูก ไม่ถูก สิ่งใดควรไม่ควร เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ตลอดจนมีความสามารถที่จะเลือกตัดสินใจในการเป็นที่ ยอมรับของสังคมความรับผิดชอบต่อตนเอง แบ่งเป็น
23 1.1 ความรับผิดชอบในการรักษาสุขภาพร่างกายของตนเอง คือ สามารถเอาใจใส่ และระมัดระวังสุขภาพอนามัยของตนเอง ให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ 1.2 ความรับผิดชอบในการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค คือ สามารถจัดหาและ ดูแลเครื่องใช้ส่วนตัวให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ เหมาะสม 1.3 ความรับผิดชอบด้านสติปัญญาและความสามารถของตนเอง คือ ตั้งใจ ศึกษาเล่าเรียน ใฝ่หาความรู้ต่าง ๆ ฝึกฝนตนเองด้านประสบการณ์ต่าง ๆ 1.4 ความรับผิดชอบด้านความประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ รู้จักประพฤติให้ เหมาะสม เป็นผู้มีระเบียบวินัยด ารงตนให้อยู่ในคุณธรรมจริยธรรม 1.5 ความรับผิดชอบด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ในสังคม คือ รู้จักที่จะปรับตัวให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม 1.6 ความรับผิดชอบในด้านเศรษฐกิจส่วนตัว คือ รู้จักวางแผนและประมาณ การใช้จ่ายของตนโดยการประหยัดอดออม 1.7 ความรับผิดชอบในด้านการงาน คือ หากได้รับมอบหมายให้ท ากิจใดก็ต้อง ท าให้เสร็จทันตามเวลาที่ก าหนด 1.8 ความรับผิดชอบต่อการกระท าของตน คือ ยอมรับผลการกระท าของตนทั้ง ผลดีหรือผลที่เกิดเสียหาย 2. ความรับผิดชอบต่อสังคม หมายถึง หน้าที่ของบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมต่อ สังคมที่ตนเป็นสมาชิกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมขนาดเล็กไปจนถึงสังคมที่มีขนาดใหญ่ ได้แก่ ครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และประเทศชาติ ดังนั้นการกระท าของบุคคลใดบุคคลหนึ่งย่อมต้อง ส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมไม่มากก็น้อย เมื่อบุคคลทุกคนมีภาระหน้าที่ที่จะเกี่ยวพันกับสังคมที่ตน ด ารงอยู่ บุคคลจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบปฏิบัติต้อสังคม 5 ประการ ดังนี้ 2.1 ความรับผิดชอบต่อ บิดามารดา และครอบครัว ปฏิบัติตนโดยให้ความ เคารพ เชื่อฟัง ช่วยเหลือการงานให้เต็มความสามารถในแต่ละโอกาสอันสมควร ประพฤติตนเป็นคนดี ตั้งใจเรียน ไม่น าความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัว และช่วยกันรักษาเชิดชูชื่อเสียงวงศ์ตระกูล 2.2 ความรับผิดชอบต่อเพื่อน ได้แก่ การให้ความรักแก่เพื่อนเปรียบเสมือน พี่น้อง ตักเตือนเมื่อหากกระท าผิดคอยแนะน าให้กระท าในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เอารักเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 2.3 ความรับผิดชอบต่อสถานศึกษา ครู อาจารย์ ได้แก่ เคารพและเชื่อฟังครู อาจารย์ ช่วยเหลือกิจกรรมงานของสถานศึกษาอย่างสม่ าเสมอต่อเนื่องรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของสถานศึกษา 2.4 ความรับผิดชอบต่อชุมชน ได้แก่ เคารพและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ หรือ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือภายในชุมชนของตน และให้ความร่วมมือในการท างานเพื่อพัฒนาชุมชน
24 2.5 ความรับผิดชอบต่อประเทศ ได้แก่ ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ของสังคม จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ รักษาความสามัคคีของคนในชาติ ด ารงไว้ซึ่ง ศิลปวัฒนธรรมแห่งความเป็นไทย ความส าคัญของความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่ง ซึ่งจ าเป็นอย่างยิ่งที่ควรปลูกฝังให้แก่เด็ก และเยาวชนไทย นอกจากความมีระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันหมั่นเพียร มีมานะอุตสาหะ และความเสียสละอันเป็นคุณลักษณะของพลเมืองดี จันทรา พวงยอด 2543: 15, (อ้างอิงใน นิพนธ์ มหาบัณฑิต, 2561) ไม่ปรากฏหน้า ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยและการกระท าที่สอดคล้องกับมาตรฐานและ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับของกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ของศาสนาอีกทั้งค านึงถึงผลประโยชน์ของส่วนร่วม มากกว่าการฉวยโอกาสเพื่อตนเอง ความรับผิดชอบจะเป็นกลไกที่ส าคัญในการผลักดันให้บุคคลปฏิบัติตาม ระเบียบที่ได้ก าหนดไว้ มีความเคารพสิทธิของผู้อื่น ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกในสังคมสามารถที่จะ อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกในสังคมเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ ปัญหาความวุ่นวายต่าง ๆ ที่ สังคมก าลังประสบอยู่ในปัจจุบัน คงไม่เกิดขึ้นดังที่ สัญญา สัญญาวิภัณฑ์(2551) กล่าวไว้ว่า สังคมจะขาด ความสงบสุขเนื่องจากมีบุคคลส่วนหนึ่งของสังคมเป็นผู้ที่ขาดคุณลักษณะของความรับผิดชอบ ความสม่ าเสมอ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความซื่อสัตย์ ความพยายามที่จะพึ่งพาตนเอง และลดความต้องการ ที่จะพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยลง 1.2 ความเชื่อมั่นในตนเอง ความหมายของความเชื่อมั่นในตนเอง ความเชื่อมั่นในตนเอง (Self Confidence) หมายถึง ความมั่นใจเชื่อมั่นในความสามารถ ของตน เป็นคุณลักษณะของบุคคลที่แสดงออกให้เห็นโดยการพูด หรือการกระท าใด ๆ อันเป็นการบ่งบอก ถูกความมั่นใจ กล้าที่จะเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ การกระท าใด ๆ ให้ส าเร็จที่ตั้งใจไว้ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก ความสามารถ ทักษะหรือการกระท าของตนเองที่ได้รับการสั่งสมมาแต่วัยเด็ก บุคคลที่มีวินัยในตนเองจะมี ความภาคภูมิใจในตนเอง ความส าคัญของความเชื่อมั่นในตนเอง ความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นลักษณะที่ควรสร้างหรือปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กหรือเยาวชน เพราะช่วยให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้การท างานของบุคคลมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่เสริมสร้างให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลได้ โดยเฉพาะกับบุคคลที่ประสบความส าเร็จในการกระท าต่าง ๆ ยิ่งประสบความส าเร็จมากเท่าใดก็ย่อมจะ ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน และมีอิทธิพลต่อการ ควบคุมตนเองและวินัยในตนเอง โดยเฉพาะบุคคลที่มีความเชื่อมั่นจากภายนอกซึ่งต้องอาศัยแรงเสริม จึง จะแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น
25 1.3 ความเป็นผู้น า ความหมายของความเป็นผู้น า ความเป็นผู้น า (Leadership) หมายถึง ความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จะชักจูงหรือใช้ อิทธิพลต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในการปัญหาที่ประสบอยู่หรือร่วมกันด าเนิน กิจกรรมของกลุ่มด้วยการร่วมใจกัน เพื่อด าเนินไปจนกระทั่งบรรลุผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ที่ก าหนดไว้ โดยความเป็นผู้น าเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ทุกคน แต่ทั้งนี้จะแตกต่างกันไปบ้างบางคนมีความ เป็นผู้น ามาก บางคนมีความเป็นผู้น าน้อย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ผะดากุล ปั้นลายนาค (2544: 21) กล่าวว่า ผู้น าที่ดีต้องมีลักษณะทางกายภาพและทางสังคมที่ดีมีสติปัญญา และบุคลิกภาพที่ดี คือ มีความกระตือรือร้น มีความอดทน มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบ มีความ ซื่อสัตย์มีระเบียบวินัยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ตรงต่อเวลา และมีความยุติธรรม ประเภทของผู้น า พฤติกรรมของผู้น าเป็นเครื่องบ่งชี้แบบความส าเร็จของความเป็นผู้น าสามารถแบ่งพฤติกรรมของผู้น า ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ผู้น าแบบอัตนิยม หรือ ผู้น าแบบเผด็จการ (Auto Craticstyle) เป็นผู้น าประเภทที่ ถือเอาอ านาจตนเป็นใหญ่มีลักษณะตึงตัวและเชื่อมั่นตนเองมาก ไม่ค่อยรับฟังผู้อื่น หรือให้เกียรติผู้อื่น ผู้น า ในรูปแบบนี้มักเน้นที่สมรรถภาพของงานและไม่เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายหรือปรึกษาหารือกันในกลุ่ม 2. ผู้น าแบบประชาธิปไตย (Democratic Style) ผู้น าในรูปแบบเป็นแบบอย่างที่จัดว่าดี ที่สุด และอ านวยบริหารงานมากที่สุด ถือเอาความคิดของกลุ่มเหนือกว่าตนเอง การบริหารงานจะท าในนาม กลุ่ม โดยยึดเอาสมาชิกในกลุ่มมาร่วมก าหนดวัตถุประสงค์และการท างานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วย ความเชื่อว่าการมีส่วนร่วมจะท าให้เกิดความคิดเห็นที่กว้างขวางขึ้น 3. ผู้น าแบบเสรีนิยม (Laissez-Faire style) เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบน้อย มีการใช้อ านาจ ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาน้อย เพราะไม่รู้จักใช้สิทธิความเป็นผู้น าของตนให้เกิดประโยชน์ ไม่สามารถควบคุม สมาชิกหรือผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของกลุ่ม คุณลักษณะชองความเป็นผู้น า การเป็นผู้น าที่มีประสิทธิภาพที่ดี จะต้องมีลักษณะเป็นผู้มีเหตุผล ใจกว้างเปิดรับความ คิดเห็นของผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีความเป็นตัวของตัวเองในการ ติดต่อและประสานงานกับผู้อื่น ปฏิบัติตนให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น การเป็นผู้น าที่ดีนั้นเป็นการสร้างศรัทธา และความเลื่อมใสให้แก่ผู้ร่วมงานและบุคคลทั่วไป 1.4 ความอดทน ความหมายของความอดทน ความอดทน (Tolerance) หมายถึง ความเข้มแข็ง ความหนักแน่นของจติใจในการควบคุม อารมณ์ ร่างกาย ในการท างานทุกอย่างด้วยความเข้มแข็ง ใช้สติปัญญาควบคุมตัวเองให้อยู่ในอ านาจ ของเหตุผล ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ หรือถ้อยค าที่ท าให้เจ็บแค้น อรวรรณ พานิชปฐมพงษ์, (2542: 23 และ
26 นิพนธ์ มหาบัณฑิต, 2561) ได้กล่าวถึงความหมายของความอดทนว่าเป็นความเข้มแข็ง ความหนักแน่นของ จิตใจในการควบคุมอารมณ์ร่างกายให้สามารถยืนหยัดต่อสู้กับการกระทบกระทั่งของเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นได้ สามารถวัดได้จากความสามารถที่จะยืนหยัดต่อความเจ็บปวด ความเมื่อยล้า ความยากล าบาก และค าวิจารณ์ต่าง ๆ ประเภทของความอดทน สมสุดา ผู้พิพัฒน์243, (อ้างถึงใน จรัญ วิชาคุณ, 2559) กล่าวว่า ความอดทนสามารถ แบ่งได้4 ประเภท ได้แก่ 1. ความอดทนต่อความล าบากตรากตร า (The Tolerance on the Hardship) เป็นการ อดทนที่มีความยากล าบาก ความเหน็ดเหนื่อย โดยความอดทนจะเป็นหนทางที่มุ่งไปสู่ความส าเร็จ หรือ แม้แต่การด าเนินชีวิตที่ต้องอาศัยความอดทนต่อการตรากตร าเป็นพื้นฐานที่ส าคัญ 2. ความอดทนต่อทุกขเวทนา (The Tolerance on the Suffering) เป็นการอดทนต่อ ความทุกข์ทรมาน ซึ่งเกิดจากความไม่สบายกายไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บปวดน้อยลงก็หาไม่ มีแต่จะสร้าง ความร าคาญให้กับผู้คนรอบข้าง จึงต้องอดทนกับความเจ็บปวดหรือเจ็บป่วยของตนเอง การอดทนดังกล่าว เรียกว่า ความอดทนต่อความล าบาก 3. ความอดทนต่อความเจ็บใจหรือการกระทบกระทั่ง (The Tolerance on the Sarcasm) เป็นความอดทนต่ออนิษฎฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ได้แก่ สิ่งที่มากระทบจิตใจท าให้ เกิดความโกธร ความไม่พอใจ ค าติฉัน นินทาว่าร้าย ค าหยาบคาย หรือกิริยามารยาทที่ไม่ดีงาม ซึ่งล้วนแต่จะ ก่อให้เกิดความโกธรแค้น ความขัดแย้งระหว่างบุคคลหากไม่มีความอดทน ก็จะเกิดผลเสียมากกว่า หากมีการ ใช้สติปัญญาและความอดทนก็จะมีแต่ความสงบเรียบร้อย และความสมัครสมานสามัคคีระหว่างหมู่คณะได้ 4. ค ว ามอดทนต่ ออ าน าจ กิเลสห รื อค ว ามเย้ ยย วน (The Tolerance on the Temptation) เป็นการอดทนต่ออารมณ์อันเป็นที่น่าเพลิดเพลินใจ อดทนต่อสิ่งที่อยากท าแต่ไม่สมควร ที่จะท า เช่น อดทนต่อสิ่งฟุ่มเฟื่อย อดทนต่อการเที่ยวเตร่ อดทนต่อการเล่นพนัน อดทนต่อสิ่งเสพติด อดทนต่อความโลภ เป็นต้น ทั้งนี้ มีผู้กล่าวถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แสดงถึงการเป็นผู้ที่มีความอดทน จันทรดี ถนอมคล้าย, (2539 และนิพนธ์ มหาบัณฑิต, 2561) ไว้ดังนี้ 1. ใช้สติปัญญาควบคุมการกระท าของตนเองให้อยู่ในอ านาจของเหตุผลได้ 2. ไม่แสดงอาการทุรนทุรายหรือร้องครวญคราง 3. ไม่แสดงอาการหิวโหยเมื่อร่างกายต้องการอาหาร 4. ไม่กล่าวค าหยาบคาย เมื่อถูกผู้อื่นยั่วยุอารมณ์ 5. ไม่ท าร้ายผู้อื่นที่ท าให้เกิดการโกธร 6. ควบคุมกิริยาอาการให้เป็นปกติได้เมื่อเจ็บแค้นใจ 7. เมื่อผิดหวังก็ไม่แสดงอาการเสียใจ
27 8. เมื่อมีอุปสรรคในการเรียน การท างาน ก็ไม่ย่อท้อ 9. พยายามท างานที่ยากให้ส าเร็จตามเป้าหมาย 10. ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตว่ามีทั้งความส าเร็จและความล้มเหลว มีทั้งถูกและผิด มีทั้งแพ้และชนะ มีทั้งการได้มาและเสียไป ความส าคัญของความอดทน ความอดทนเป็นธรรมที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง เพราะการที่บุคคลจะกระท ากิจใด ๆ ที่จะ ประสบความส าเร็จได้ด้วยดีนั้น จ าเป็นต้องมีความอดทนเป็นพื้นฐาน ดังนั้นต้องฝึกฝนให้ชินกับ ความยากล าบาก ความเหน็ดเหนื่อย ความเจ็บใจต่อการปฏิบัติได้ง่ายดาย ความอดทนจึงเป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้บุคคลในสังคมพลาดพลั้งกระท าสิ่งใด ๆ ตามอ านาจของกิเลส ความโกธร ความโลภ ความหลงได้ 1.5 ความซื่อสัตย์ ความหมายของความซื่อสัตย์ ความซื่อสัตย์ (Honesty) เป็นความประพฤติที่ยึดหลักแห่งธรรม ซึ่งความประพฤติด้าน ความซื่อสัตย์จะแสดงออกมาด้วยความเป็นจริง ซื่อตรงต่อค าพูด กฏเกณฑ์ไม่ประพฤติไปในทางคดโกง ทั้งกาย วาจา ใจ ต่อระเบียบ วินัย จารีตประเพณีทั้งต่อตนเอง ชุมชน และสังคม ประเภทของความซื่อสัตย์ 1. ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง คือ บุคคลจะมีลักษณะหิริโอตับปะ มีความละอายในการ กระท าความผิดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการไม่สุจริต แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดรู้เห็นก็ตาม อีกทั้งเป็นการกระท าเพื่อให้ เป็นไปตามที่ได้ตั้งใจหรือตามค าพูด ไม่เหลวไหล ไม่สับปลับกลับกลอก ไม่คล้อยตามค าชักจูงไปในทางที่ เสื่อมเสีย มีความมั่นคงต่อการกระท าความดีของตนเอง 2. ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน คือ มีความซื่อตรง เที่ยงธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ หรือแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่มิชอบให้แก่ตนเอง อันจะส่งผลให้เกิดความเสียหายมาสู่หน้าที่การงานที่ ตนปฏิบัติอยู่ ทั้งนี้พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกคือ ไม่เอาเวลาท างานในหน้าที่ไปใช้ท าประโยชน์ส่วนตน และไม่ใช่อ านาจหน้าที่ของตนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว 3. ความซื่อสัตย์ต่อเพื่อนฝูง หมู่คณะ คือ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และเอาเปรียบเพื่อน ฝูงหรือหมู่คณะของตน มีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ว่าต่อนหน้าและลับหลัง ทั้งนี้พฤติกรรมของความซื่อสัตย์ ต่อเพื่อนฝูง หมู่คณะ จะแสดงออกโดยประพฤติตนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ประพฤติตนในลักษณะสอพล เพื่อหาประโยชน์ให้ตนเอง มีความยินดีอย่างจริงใจต่อความส าเร็จของผู้อื่น 4. ความซื่อสัตย์ต่อสังคมและชุมชน คือ ไม่กระท าการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่ได้ก าหนด ไว้โดยชุมชน และสังคม ในลักษณะที่แสวงหาประโยชน์แก่ตนเอง โดยบุคคลจะแสดงออกโดยการให้ความ ร่วมมือร่วมใจกันท างานด้วยความบริสุทธิใจ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือเอาความดีเข้าตนเอง ไม่ให้ ความร่วมมือกันท าการใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎ ระเบียบข้อบังคับของสังคม 5. ความซื่อสัตย์ต่อระเบียบกฎเกณฑ์ จารีตประเพณี กฎหมายและวัฒนธรรมหรือ การรักษาและปฏิบัติต่อระเบียบกฎเกณฑ์ จารัตประเพณีวัฒนธรรมด้วยความซื่อตรงจริงใจและเที่ยงธรรม
28 ความส าคัญของความซื่อสัตย์ ความซื่อสัตย์เป็นจริยธรรมประการหนึ่งที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง ที่ต้องปลูกฝังให้แก่เด็ก และเยาวชนพึงมีไว้เป็นคุณสมบัติของตน เพราะเมื่อบุคคลมีความซื่อสัตย์ ถือเป็นคุณสมบัติส่วนบุคคล เป็นการเสริมสร้างบุคคลให้เป็นพลเมืองดีแล้วยังส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง พร้อมมีประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติดังนี้ 1. ความซื่อสัตย์จะท าให้บุคคลไม่เอาเปรียบผู้อื่น โดยการแสดงหาประโยชน์ใส่ตน ในทางมิชอบ ซึ่งจะเป็นเหตุน ามาซึ่งความเสียหายต่อตนเอง อาชีพ หรือหน่วยงานที่ตนสังกัด 2. ความซื่อสัตย์จะน าไปสู่ความสงบสุขภายในสังคม เพราะสมาชิกทุกคนในสังคมจะให้ ความเคารพ และปฏิบัติตามกติกา ตามกฎเกณฑ์ของสังคม ไม่มุ่งเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 3. ความซื่อสัตย์จะส่งผลให้ผู้นั้นตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับ ความเดือดร้อน พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นตามก าลังของตนในโอกาสที่เหมาะสม 4. บุคคลที่มีความซื่อสัตย์ทางด้านความคิด ย่อมจะเคารพในความคิดของตนเอง และ ผู้อื่น เมื่อมีโอกาสท างานร่วมกันเป็นคณะก็จะแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานงาน และ องค์กรให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น 5. บุคคลที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ย่อมจะพูดจาอย่างตรงไปตรงมาด้วยความเป็นจริง ไม่สร้างความบาดหมางใจให้เกิดกับผู้อื่น 1.6 ความเสียสละ ความหมายของความเสียสละ ความเสียสละ (Altruism) หมายถึง ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น หรือผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน รวมทั้งเป็นพฤติกรรมที่ช่วยเหลือผู้อื่นตามความสามารถที่ช่วยเหลือได้ ซึ่งเนื่องจากความมีน้ าใจ การเห็นใจ การให้ก าลังใจ และมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ส าเริง บุญเรืองรัตน์2528, (อ้างถึงใน จรัญ วิชาคุณ, 2559) กล่าวถึงความหมายของ ความเสียสละไว้เป็นด้านๆ ดังนี้ 1. ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นด้านทรัพย์สิน ความรู้ แรงงาน 2. เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 3. มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นในด้านการพูด และการกระท า 4. ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ความส าคัญของความเสียสละ ความเสียสละ คือคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม ทุกคนในสังคมจะต้องมี น้ าใจที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ แบ่งปันแก่กัน ไม่มีจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว มีความเสียสละ จึงเป็นคุณธรรม เครื่องผูกมิตรไม่ตรีต่อกัน ยึดเหนี่ยวจิตใจ ถือเป็นเครื่องมือสร้างลักษณะนิสัยให้เป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ สุขส่วนรวมมากกว่าประโยชน์สุขส่วนตัว คนที่อยู่ร่วมกันในสังคมก็จะเกิดความสงบสุขได้ควรมีคุณธรรม ซึ่งคุณธรรม คือ ความเสียสละ โดยเฉพาะเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม เพราะถ้าต่างคนต่างเห็น
29 แก่ตัวไม่เห็นแก่คนอื่นหรือส่วนรวม อาจจะท าให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นได้ดังนั้น เมื่อส่วนรวมเกิด เดือดร้อนขึ้นแล้วความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยภายในประเทศ สินีนาฏ สุทธจินดาม, 2543 : 98-99 ได้ศึกษาวินัยในตนเองของนักเรียนสาขาวิชา พาณิชยการโรงเรียนอาชีวศึกษา สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีวินัยในตนเองโดยรวมและรายด้าน คือ ด้านการปฏิบัติตนในห้องเรียน การปฏิบัติตนนอกห้องเรียนและการปฏิบัติในสังคม อยู่ในระดับสูง นักเรียนที่มีเพศต่างกัน มีวินัยในตนเอง แตกต่างกัน โดยนักเรียนหญิงมีวินัยในตนเองสูงกว่านักเรียนชาย นักเรียนที่ระดับชั้นต่างกัน มีวินัยในตนเอง แตกต่างกัน จิตตานันท์ ติกุล, 2545 ได้ศึกษาการพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุ ความมีวินัยในตนเองของ นักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยศึกษากับนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่ศึกษา กลุ่มสาขาวิชาที่แตกต่างกัน ตัวแปรที่ใช้วิจัย ประกอบด้วยตัวแปรแฝง 3 ตัวแปร เป็นตัวแฝงภายใน 1 ตัวแปร คือ ความมีวินัยในตนเอง วัดจากตัวแปรสังเกตได้6 ตัวแปร คือ การปฏิบัติตามกฎระเบียบของ สังคม ความเชื่อมั่นในตนเอง ความรับผิดชอบ ความตั้งใจจริง ความเป็นผู้น า และความอดทน และตัวแปร แฝงภายนอก 2 ตัวแปร คือ ปัจจัยภายในตัวบุคคลและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วัดจากตัวแปรสังเกตได้5 ตัวแปร คือ อาชีพบิดา การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย ความมีวินัยในตนเอง ของอาจารย์ ความมีวินัยในตนเองของเพื่อนสนิท และอิทธิพลของสื่อมวลชน มนตรี วรรณศร, 2551 ศึกษาความมีวินัยต่อตนเองของนักเรียนในโรงเรียนกฤษณา ทวีวิทย์ จังหวัดเชียงราย การศึกษาครั้งนี้ พบว่า นักเรียนโรงเรียนกฤษณาทวีวิทย์ส่วนมากมีวินัยต่อตนเอง ในด้านอนามัยของตนเอง โดยการอาบน้ า แปรงฟันหรือท าความสะอาดร่างกายและสุขอนามัยในการ รับประทานอาหาร ส่วนความมีวินัยต่อตนเองในด้านการแต่งกาย นักเรียนส่วนมากปฏิบัติเป็นประจ า คือนักเรียนแต่งกายถูกต้องตามระเบียบของโรงเรียน ส าหรับความมีวินัยต่อตนเองด้านการตรงต่อเวลา เข้าเรียนนักเรียนเข้าเรียนทันเวลาทุกครั้งเป็นประจ า ส่วนความมีวินัยต่อตนเองด้านการใช้และการรักษา ทรัพย์สินส่วนรวม นักเรียนบางส่วนใช้อุปกรณ์ทีใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ตามหลักวิธีใช้ สุวิมล ว่องวาณิช, และนงลักษณ์ วิรัชชัย, 2552 ศึกษาปัจจัยและกระบวนการที่เอื้อ ต่อการพัฒนาคุณธรรมระดับบุคล เพื่อมุ่งความส าเร็จของส่วนรวมของนักศึกษามหาวิทยาลัย พบว่า ระดับ คุณธรรมของนักศึกษาจากความคิดเห็นของอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ อยู่ระดับปานกลางค่อนข้างต่ า และ คุณธรรมที่นักศึกษาที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน คือ ด้านการมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามารถ ในการพึ่งตนเองและสัจจะ โดยเฉพาะคุณธรรมด้านการมีวินัยต้องพัฒนาโดยด่วน
30 หรรทราย อ่อนอาจ 2556, (อ้างถึงใน ทัศนียา แสนทิพย์, 2559: 43) ศึกษาปัญหา ความมีวินัยในตนเองของนักเรียนโรงเรียนสิงห์สมุทร จังหวัดชลบุรี ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาความมีวินัย ในตนเองของนกัเรียนโรงเรียนสิงห์สมุทร จังหวัดชลบุรี โดยรวมและทุกด้านอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ความ มีวินัยในตนเองของนักเรียน ที่มีเพศต่างกันโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ และเมื่อพิจารณา รายด้านพบว่า ความมีวินัยในตนเอง ด้านความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ มีความแตกตางอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเพศหญิงมีวินัยในตนเองมากกว่าเพศชาย อมรรัตน์ พนัสนาชี 2557, (อ้างใน ทัศนียา แสนทิพย์, 2559 : 43) ได้ศึกษาวินัยในตนเอง ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จังหวัดระนอง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 ผลการวิจัยพบว่า การมีวินัยในตนเองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จังหวัดระนอง สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 ส่วนใหญ่มีวินัยในตนเองอยู่ในระดับมากทั้งโดยรวมและรายด้าน โดย เรียงล าดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านความเป็นผู้น า ด้านความรับผิดชอบ ด้านความซื่อสัตย์ ด้าน ความเชื่อมั่นในตนเอง ด้านความอดทน และด้านความตั้งใจ ส่วนนักเรียนที่มีเพศต่างกัน โดยรวมและราย ด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยส าคัญทางสถิติส่วนการมีวินัยในตนเองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จังหวัด ระนอง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 ระหว่างนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย แตกตางกันอย่างไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ ทั้งโดยรวมและรายด้าน 2. งานวิจัยต่างประเทศ มุสเซน Mussen, 1969 ศึกษาพบว่า การฝึกวินัยที่ได้ผลและมีความมั่นคง ต้องการให้ เกิดในตัวเด็กคือ วินัยในตนเอง ที่มีรากฐานมาจากการควบคุมภายในตนและภายนอกตน การควบคุม ภายในตน เช่น การอบรมเลี้ยงดูอย่างสม่ าเสมอ แต่การบังคับและการลงโทษซึ่งเป็นการควบคุมภายนอก จะช่วยปลูกฝังได้เพียงเล็กน้อย ออกซูเบล Ausubel, 1968 ให้ความเห็นว่า แบบของวินัยที่ได้ผลและมั่นคง ซึ่งเรา ต้องการให้เกิดในตัวเด็กคือ วินัยในตนเองที่มีรากฐานมาจากการควบคุมภายในตน และภายนอกตน การควบคุมภายในตน เช่น การอบรมเลี้ยงดูอย่างสม่ าเสมอ แต่การบังคับและการลงโทษซึ่งเป็นการควบคุม ภายนอกจะช่วยปลูกฝังวินัยในตนเองได้เพียงเล็กน้อย ริชาร์ด Richard, 1974 (อ้างถึงใน ชลลดา สอนศิริ, 2559 : 33) ได้ศึกษาถึงวิธีลดปัญหา ระเบียบวินัยในชั้นเรียน และให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่สนใจการเรียนมากขึ้น โดยการเสริมแรง พฤติกรรมที่มีอยู่ในระเบียบวินัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนเกรด 5 ที่มีพฤติกรรมความ ไม่มีระเบียบวินัยในชั้นเรียน ก่อความวุ่นวายในขณะที่ครูให้อ่านหนังสือ พบว่า การเสริมแรงด้วยระเบียบ วินัยสามารถช่วยลดพฤติกรรมการก่อความวุ่นวายในชั้นเรียนและเพิ่มพฤติกรรมในการอ่านด้วย ชู Chiu 1975, (อ้างถึงใน ชลลดา สอนศิริ, 2559 : 33) ได้ศึกษาเรื่องพฤติกรรมของ นักเรียน ครู ซึ่งก าลังศึกษาอยู่ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยอินเดียนา ในด้านปัญหาระเบียบวินัยของนักเรียน พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการพูดจาก้าวร้าวประมาณร้อยละ 85 ของปัญหา ทั้งหมด และปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนประมาณร้อยละ 85 อีก ร้อยละ 15 เกิดใน
31 ที่อื่น เช่น สนาม ห้องสมุด หอประชุมและโรงเรียนพลศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาทางวินัยนั้น ก็มัก เกิดกับเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง โดยเกิดกับเด็กผู้ชายร้อยละ 56 และเด็กผู้หญิงร้อยละ 8 ส่วนอีก ร้อยละ 36 จะเกิดกับกลุ่มรวมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเอง ดังที่กล่าวข้างต้น พอสรุป ได้ว่าผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศนั้น แสดงให้เห็นถึงกระบวนการพัฒนาในด้านความมีวินัยในตนเอง ที่มีเนื้อหาและนัยส าคัญทางสถิติ เรื่องของวินัยในตนเองว่ามีความส าคัญต่อทั้งนักศึกษา ครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจ ตลอดจนการเมืองสังคมและเทศชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มของนักศึกษานั้น ยิ่งจ าเป็น ที่จะต้องพัฒนาและเสริมสร้างให้มีวินัยในตนเองให้เป็นส าคัญ เพราะถือเป็นสิ่งส าคัญที่จะท าให้การศึกษา เล่าเรียนส าเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ความมุ่งหมาย เยาวชนถือว่าเป็นก าลังส าคัญในการพัฒนาประเทศชาติ สืบไปในอนาคต
บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีการวิจัยเชิงพรรณา โดยมี วิธีด าเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล 3. วิธีการสร้างเครื่องมือวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 3.1.1 ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีปีการศึกษา 2565 จากจ านวนนักศึกษา 6,900 คน ประกอบด้วย 1) คณะศิลปศาสตร์ 2) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3) คณะบริหารธุรกิจ 4) คณะวิศวกรรมศาสตร์ 5) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 6) คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 7) คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน 8) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 9) คณะศิลปกรรมศาสตร์ 10) คณะพยาบาลศาสตร์ 11) คณะเทคโนโลยีการเกษตร 12) คณะการแพทย์บูรณาการ โดยผู้วิจัยท าการสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) ด้วยวิธีการสุ่ม ดังนี้
33 1. การก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) เป็นจ านวนนักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปีการศึกษา 2565 จ านวน 6,900 คน โดย ค านวณหาขนาดของ กลุ่มตัวอย่างจากสูตรของทาโรยามาเน่ (อภินันท์จันตะนีและคณะ. 2545 : 82 ; อ้างอิงจาก Yamane. 1976. Statistics : An Introductory Analysis) ได้จ านวนกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ N = 1+() 2 โดยให้ N = จ านวนประชากรทั้งหมด e = ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้จากการสุมตัวอย่างร้อยละ 5 n = จ านวนตัวอย่าง จ านวนตัวอย่างนักศึกษา มทร.ธัญบุรี = 6,900 1+6,900(0.05) 2 = 378 คน จากผลลัพธ์ที่ได้จากการค านวณขนาดกลุ่มตัวอย่างประชากรเป็นจ านวน 378 คน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีการเก็บกลุ่มตัวอย่างประชากรเพิ่มร้อยละ 5 ของผลลัพธ์ที่ได้จากการค านวณหรือ 19 คน โดยประมาณ รวมกลุ่มตัวอย่างประซากรทั้งหมด 397 คน โดย ใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่สร้างขึ้นจาก Google form เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการกรอกแบบสอบถาม และสามารถเผยแพร่แบบสอบถามตามสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น ชนิดที่เป็นสัดส่วน (Proportionate Stratified Random Sampling) (รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 1) ตารางที่ 3.1 จ านวนนักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีปีการศึกษา 2565 คณะ ชั้นปีที่ 1 คณะศิลปศาสตร์ 650 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 352 คณะบริหารธุรกิจ 1,742 คณะวิศวกรรมศาสตร์ 1,427 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 684
34 ตารางที่ 3.1จ านวนนักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปีการศึกษา 2565 (ต่อ) คณะ ชั้นปีที่ 1 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 438 คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน 593 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 212 คณะศิลปกรรมศาสตร์ 423 คณะเทคโนโลยีการเกษตร 210 คณะพยาบาลศาสตร์ 84 คณะการแพทย์บูรณาการ 85 รวมจ ำนวน 6,900 ที่มา : ส านักงานส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน ตารางที่ 3.2 แสดงจ านวนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จ าแนกตามคณะของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คณะ กลุ่มประชำกร กลุ่มตัวอย่ำง คณะศิลปศาสตร์ 650 (650x397) / 6,900 = 37 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 352 (352x397) / 6,900 = 20 คณะบริหารธุรกิจ 1,742 (1,742x397) / 6,900 = 100 คณะวิศวกรรมศาสตร์ 1,427 (1,427x397) / 6,900 = 82 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 684 (684x397) / 6,900 = 39 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 438 (438x397) / 6,900 = 25 คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน 593 (593x397) / 6,900 = 34 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 212 (212x397) / 6,900 = 12 คณะศิลปกรรมศาสตร์ 423 (423x397) / 6,900 = 24 คณะเทคโนโลยีการเกษตร 210 (210x397) / 6,900 = 12 คณะพยาบาลศาสตร์ 84 (84x397) / 6,900 = 5 คณะการแพทย์บูรณาการ 85 (85x397) / 6,900 = 5 รวมนักศึกษำทั้งหมด 6,900 397
35 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในกำรรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม การศึกษา ความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ ตามที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น แบบสอบถามมี6 ด้าน ได้แก่ ความ รับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้น า ความอดทน ความซื่อสัตย์ และความเสียสละ น ามา ประยุกต์ปรับใช้เพื่อใช้เป็นแบบสอบถามนักศึกษา แบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ ตอนที่ 1 สอบถามข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับวินัยในตนเอง ประกอบด้วย ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้น า ความอดทน ความซื่อสัตย์ และความเสียสละ โดยแบบสอบถามมี ลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ 3.3 วิธีกำรสร้ำงเครื่องมือ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างเครื่องมือ มีขั้นตอน ดังนี้ 3.3.1 ตอนที่ 1 เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามใช้ค าถามแบบเลือกตอบ (Check list) ได้แก่ เพศ สถานศึกษาเดิม ระดับผลการเรียน และคณะที่สังกัด 3.3.2 ตอนที่ 2 สร้างแบบสอบถามวัดความมีวินัยในตนเอง ซึ่งใช้ค าถามแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ (Parasuraman, Zeithaml & Berry, 1988) โดยจ าแนกออกเป็น 6 ด้านความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้น า ความอดทน ความซื่อสัตย์ และความเสียสละ ซึ่ง ในแต่ละด้านจะมีค าถามแยกย่อย เกี่ยวกับระดับการรับรู้ที่มีต่อด้านต่าง ๆ โดยจะใช้มาตรวัดแบบช่วง (Rating Scales) ซึ่งค าถามเป็นสเกล โดยก าหนดให้หมายเลข 1 ถึง 5 แทนระดับการรับรู้ของลูกค้า ดังนี้ 5 แสดงถึงมีความคิดเห็น อยู่ในระดับที่ “มากที่สุด” 4 แสดงถึงมีความคิดเห็น อยู่ในระดับที่“มาก” 3 แสดงถึงมีความคิดเห็น อยู่ในระดับที่“ปานกลาง” 2 แสดงถึงมีความคิดเห็น อยู่ในระดับที่“น้อย” 1 แสดงถึงมีความคิดเห็น อยู่ในระดับที่“น้อยที่สุด” การก าหนดเกณฑ์เฉลี่ยของระดับความมีวินัยของนักศึกษาใหม่ ชั้นปีที่ 1 ใช้การวัดข้อมูลอันตร ภาคชั้น แบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนั้น เกณฑ์เฉลี่ยของระดับการรับรู้
36 ความกว้างของอันตรภาคชั้น = จ านวนคะแนนสูงสุด−จ านวนคะแนนต่ าสุด จ านวนชั้น ดังนั้นสามารถพิจารณาจากระดับค่าเฉลี่ยของช่วงระดับคะแนน 5 ระดับ ดังต่อไป คะแนน 1.00-1.80 แสดงถึงระดับการรับรู้ที่ “น้อยที่สุด” คะแนน 1.81-2.60 แสดงถึงระดับการรับรู้ที่ “น้อย” คะแนน 2.61-3.40 แสดงถึงระดับการรับรู้ที่ “ปานกลาง” คะแนน 3.41-4.20 แสดงถึงระดับการรับรู้ที่ “มาก” คะแนน 4.21-5.00 แสดงถึงระดับการรับรู้ที่ “มากที่สุด” โดยมีค ำถำมที่เกี่ยวกับกำรวัดควำมมีวินัยในตนเอง ดังนี้ ตารางที่ 3.3 ค าถาม มาตรวัดข้อมูล และที่มา สาหรับแบบสอบถามส่วนที่ 2 ค ำถำม ที่มำ 1. ด้ำนควำมรับผิดชอบ 1.1 ข้าพเจ้าท างานตามที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้แล้วเสร็จและทันส่ง ตามเวลาที่ก าหนดเสมอ 1.2 หากชั่วโมงไหนที่ขาดเรียน ข้าพเจ้าจะติดตามบทเรียนจากเพื่อนๆ ทันที 1.3 ข้าพเจ้าจะไปเรียนตามที่อาจารย์นัดหมายเพิ่มเติมทุกครั้ง ถึงแม้จะ เป็นวันหยุด 1.4 ข้าพเจ้ามักจะน างานอื่น ๆ มาท าในขณะที่อาจารย์ก าลังสอน 1.5 ข้าพเจ้ามักจะไปสาย เมื่อเพื่อนนัดให้ท างานหรือกิจกรรมกลุ่ม ปรับปรุงมาจาก เครื่องมือวิจัยของผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.อรทิพา ส่องศิริ อาจารย์วัฒนีย์ ปานจินดา และอาจารย์ ณัฎฐา อนุตรลัญจ์ (2548) โดยคงเนื้อหา สาระของเครื่องมือวิจัย เดิมไว้ และน าข้อความ บางข้อมาปรับรูปแบบ ภาษาให้มีความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับ สภาพของประชากร ครอบคลุมเนื้อหาในแต่ ละด้าน และปรับปรุงให้ เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ สะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน 2. ด้ำนควำมเชื่อมั่นในตนเอง 2.1 ข้าพเจ้ามีความกลัวเมื่อต้องออกไปน าเสนอรายงานต่อหน้าผู้อื่น 2.2 มีข้าพเจ้าไม่กล้าซักถามข้อสงสัยจากอาจารย์ผู้สอนในขณะเรียน 2.3 ข้าพเจ้าชอบแสดงความคิดเห็นเมื่อต้องท างานกลุ่มหรือกิจกรรมกลุ่มร่วม กับเพื่อน 2.4 ข้าพเจ้าชอบท าการแสดงเมื่อเวลาเข้ากิจกรรมส่วนรวม โดยไม่เคอะเขิน 2.5 ข้าพเจ้ามีความมั่นใจในการกระท าสิ่งใด ๆ ได้ตามล าพัง
37 ตารางที่ 3.3 ค าถาม มาตรวัดข้อมูล และที่มา สาหรับแบบสอบถามส่วนที่ 2 (ต่อ) ค ำถำม ที่มำ 3. ด้ำนควำมซื่อสัตย์ 3.1 ข้าพเจ้าจะไม่ลอกหรือถามข้อสอบจากเพื่อนหากท าข้อสอบไม่ได้ ถึงแม้ อาจารย์ผู้คุมสอบจะไม่อยู่ 3.2 ข้าพเจ้าจะให้ความส าคัญในเรื่องการตรงต่อเวลาเสมอ 3.3 ข้าพเจ้ารู้สึกผิด เมื่อหยิบของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.4 หากข้าพเจ้าได้ให้ค าสัญญากับผู้อื่น ก็จะท าตามสัญญา 3.5 ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจ หากหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษเมื่อตนเอง กระท าความผิด 4. ด้ำนควำมเป็นผู้น ำ 4.1 หากข้าพเจ้าเป็นผู้น ากลุ่มหรือผู้น าท ากิจกรรม ยินดีที่จะเสียสละเพื่อให้ ผลงานส าเร็จออกมาดีที่สุด 4.2 ข้าพเจ้าไม่ใช้อ านาจของตนเองในฐานะผู้น ากลุ่มมาขัดขวางหรือบั่นทอน ความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่ม 4.3 ข้าพเจ้าวางตัวเป็นกลางเมื่อเพื่อนในกลุ่มมีความขัดแย้งกันทางความคิด 4.4 ข้าพเจ้าฟังเหตุผล ไตร่ตรอง และไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินและ แก้ไขปัญหา 4.5 ข้าพเจ้ารู้สึกเบื่อเมื่อต้องฟังผู้อื่นระบายความทุกข์ 5. ด้ำนควำมอดทน 5.1 ข้าพเจ้าตั้งใจท าสิ่งต่างๆ ให้เสร็จถึงแม้จะเจอปัญหาหรืออุปสรรคเพียงใด 5.2 ข้าพเจ้ายินดีรับฟังค าติเตียนจากสมาชิกในกลุ่ม เมื่อท างานไม่ส าเร็จ ตรงตามเป้าหมายด้วยความยินดี 5.3 ข้าพเจ้าจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวและแสดงความไม่พอใจเมื่อต้องรอคอยนาน ๆ 5.4 ข้าพเจ้าจะแสดงอาการไม่พอใจเมื่อมีคนมาแซงคิว 5.5 ข้าพเจ้าจะปรับปรุงแก้ไขตนเองทันที ที่พบว่าตนเองบกพร่องในเรื่องต่าง ๆ
38 6. ด้ำนควำมเสียสละ 6.1 เมื่อต้องต่อคิว ข้าพเจ้ายอมเสียสละคิวนั้น เพื่อให้คนชราได้เข้าก่อน 6.2 ข้าพเจ้ายินดีช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน 6.3 ข้าพเจ้ายินดีเสียสละที่นั่งบนรถโดยสารให้คนชรา เด็ก และสตรีที่มีครรภ์ ตารางที่ 3.3 ค าถาม มาตรวัดข้อมูล และที่มา สาหรับแบบสอบถามส่วนที่ 2 (ต่อ) ค ำถำม ที่มำ 6.4 ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะติวหนังสือให้เพื่อน 6.5 ข้าพเจ้ามักไม่เข้าร่วมกิจกรรมของสถาบัน ถ้าไม่มีการบันทึกการเข้าร่วม กิจกรรม 3.4 กำรสร้ำงและหำคุณภำพของเครื่องมือ ผู้วิจัยด าเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยตามขั้นตอน ดังนี้ 3.4.1 ศึกษาค้นคว้าหลักการ แนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและรายงานการวิจัย เพื่อ เป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือการศึกษาความมีวินัยในตนเองของนักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 3.4.2 น าแบบสอบถามฉบับร่างเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาแก้ไข จ านวน 3 ท่าน ได้แก่ 1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา แสงเดือน 2) ดร.ลินัฐฎา กุญชรินทร์ 3) นายสุรชัย รุ่งเรืองกุลวนิช 3.4.3 ปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถามตามค าแนะน าของผู้ทรงคุณวุฒิ รวบรวมความคิดและ ค าแนะน าจากผู้ทรงคุณวุฒิ และหาดัชนีความสอดคล้อง (Content Validity Index : CVI) ได้เท่ากับ 0.94 3.4.4 น าแบบสอบถามที่ทดลองใช้ (Try Out) กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทั้ง 12 คณะ เพื่อหาความเชื่อมั่น (Reliability) ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α – Coefficient) ตามวิธีของ Cronbach’s Alpha ซึ่งได้ค่าความเที่ยงหรือความเชื่อถือได้ของแบบสอบถามไม่น้อยกว่า 0.70 โดยค่า Reliability ของแบบสอบถามนี้ได้เท่ากับ 0.94 แสดงว่าแบบสอบถามชุดนี้มีความเชื่อมั่นอยู่ ในระดับสูง สามารถใช้เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวิจัยได้ 3.4.5 น าแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นพร้อมโครงร่างเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ปรับปรุงแก้ไขส านวนภาษาที่ใช้ในการสอบถาม ตลอดจน ตรวจสอบเนื้อหาให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับการศึกษา เรื่องการศึกษาความมีวินัยในตนเองของ นักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีพิจารณาให้ข้อเสนอแนะทั้งในด้านข้อค าถามและ ภาษาที่ใช้ให้เหมาะสม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านจะให้คะแนนตามเกณฑ์ดังนี้