เอกสารประกอบการสอน
วชิ า การนาเสนอสาหรับเลขงานกุ าร 30203-2105
เรยี บเรยี งโดย
คณุ ครูปรียา ปันธยิ ะ
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาลาปาง
สังกดั คณะกรรมการการอาชีวศึกษา
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
รหัสวชิ า 30203-2105 วชิ า การนาเสนองานสาหรบั เลขานุการ 2-2-3
(Work Presentation for Secretaries)
ช้ัน สบล. 63.1 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563
จุดประสงค์รายวิชา เพ่อื ให้
1. เขา้ ใจเก่ยี วกับหลกั การนาเสนองานเลขานุการ
2. สามารถนาเสนองานถูกตอ้ งตามรูปแบบ
3. มีเจตคติ กิจนสิ ยั ที่ดีและความรับผดิ ชอบ มรี ะเบียบวินยั และตรงตอ่ เวลา
สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรู้ เกย่ี วกบั หลกั การนาเสนองาน
2. นาเสนองานตามลกั ษณะงาน
คาอธบิ ายรายวิชา
ศึกษาและปฏิบัตเิ กย่ี วกับหลกั การนาเสนองาน การเลอื กใชส้ อื่ ในการนาเสนอ การจัดเตรียมวัสดุ อปุ กรณ์
วธิ กี ารนาเสนอ เทคนิคการนาเสนอ และบุคลกิ ภาพของผ้นู าเสนอ
บทที่ 1
ความรู้เบ้ืองตน้ เกย่ี วกบั การนาเสนอ
บทนา
ในปัจจุบนั การนาเสนอน้ันได้เข้ามามบี ทบาทกับมนุษย์หลายด้าน ทั้งในการเรียน การทาธุรกจิ การค้า
ตา่ ง ๆ การเรยี นร้เู ทคนิคในการนาเสนอ จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิง ในการนาไปใช้ช่วยในเรื่องการนาเสนอให้
ประสบความสาเร็จมากยง่ิ ขน้ึ
ความหมายของการนาเสนอ
การนา หมายความว่า พาไป, ไปขา้ งหนา้ , พาไปข้างหน้า
เสนอ หมายความวา่ การย่ืนเรื่องราว, ความเหน็ , ญัตติ เพ่อื ให้ทราบ ใหพ้ จิ ารณา หรือสงั่ การ
การนาเสนอ เป็นศาสตร์ (วิธีการ) ของการส่ือสาร (Communication) ซ่ึงเป็นกระบวนการถ่ายทอด สาร
(message) จากฝา่ ยหนงึ่ ท่ีเรยี กวา่ ผู้สง่ สาร (sender) ไปส่อู ีกฝา่ ยหน่ึงท่เี รียกวา่ ผู้รับสาร (receiver) โดยผา่ น
ชอ่ งทานของ สื่อ (channel)
การนาเสนอ คอื กระบวนการ วธิ ีการ เพ่ือให้รู้ ใหท้ ราบ ให้เข้าใจ ในกิจกรรมขององค์กรของสถาบัน
ของหนว่ ยงานไดอ้ ยา่ งชดั เจน
การนาเสนอ คือ การถา่ ยทอดเน้ือหาสาระทผ่ี สมผสานกนั ระหว่าง ศิลปะการพดู กบั การแสดงขอ้ มูล ใน
รูปแบบตา่ ง ๆ ผา่ นสือ่ และอปุ กรณไ์ ด้อยา่ งเหมาะสม
การนาเสนอขอ้ มูล หมายถงึ การส่อื สารเพ่อื เสนอขอ้ มูล ความรู้ ความคิดเห็น หรือ ความต้องการไปสู่
ผู้รบั สาร โดยใชเ้ ทคนคิ หรือวธิ กี ารต่าง ๆ อันจะทาใหบ้ รรลุผลสาเรจ็ ตามจุดม่งุ หมายของการนาเสนอ
ความสาคัญของการนาเสนอ
ในปจั จุบนั นี้ การนาเสนอเข้ามามบี ทบาทสาคญั ในองค์กรทางธุรกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา หรือ
แม้แต่หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ก็ต้องอาศัยวิธีการนาเสนอเพ่ือสื่อสารข้อมูล เสนอความเห็น เสนอขออนุมัติ
หรือเสนอข้อสรปุ ผลการดาเนนิ งานต่าง ๆ ผู้มีหน้าที่เก่ยี วกับการประชาสัมพันธ์ การแนะนาเพื่อการเย่ียมชม
การฝึกอบรม การประชมุ หรอื ผู้ท่ีเป็นหัวหนา้ งานทุกระดับจะต้องรู้จักวิธีการนาเสนอ เพื่อนาไปใช้ให้เหมาะสม
กบั งานต่าง ๆ และเพ่ือผลสาเรจ็ ของการพฒั นางานของตน หรอื ขององค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ กลา่ วโดยสรปุ
การนาเสนอมีความสาคัญ ต่อการปฏิบัติงานทุกประเภท เพราะช่วยในการตดั สินใจในการดาเนินงาน ใช้ใน
การพฒั นางาน ตลอดจนเผยแพร่ความก้าวหนา้ ของงานต่อผูบ้ งั คบั บญั ชา และบคุ คลผทู้ ส่ี นใจ
จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ
1. เพ่ือใหผ้ ู้รับสารรบั ทราบความคิดเห็นหรือความต้องการ เช่น ในการประชุมคณะ กรรมการต่าง ๆ
ประธานในทีป่ ระชมุ จะตอ้ งชีแ้ จงวาระการประชมุ ใหท้ ีป่ ระชุมรับทราบ ทีม่ กั เรียกกันว่าเรอ่ื งท่ปี ระธานจะแจง้ ให้
ทราบ
2. เพื่อให้ผรู้ บั สารพจิ ารณาเรื่องใดเรื่องหน่ึง เช่น ในการประชุมคณะกรรมการแตล่ ะครัง้ คณะกรรมการ
ฝา่ ยต่าง ๆ จะตอ้ งช้ีแจงขอ้ มลู หรอื แสดงความคดิ เห็นให้ทปี่ ระชุมรบั ไดท้ ราบ เพอ่ื ประกอบการพิจารณาวินจิ ฉัย
หรอื ลงมตทิ ่ปี ระชมุ
3. เพื่อให้ผู้รับสารได้รับความรู้จากข้อมลู ที่นาเสนอ เช่น ในการฝึกอบรมหรือการสัมมนา วิทยากร
หรือผเู้ ช่ียวชาญจะตอ้ งนาเสนอข้อมลู ท่ีเป็นข้อความรู้ และข้อเทจ็ จริงต่าง ๆ ใหแ้ กผ่ ู้เขา้ ฝกึ อบรม หรือใช้ในการ
บรรยายสรุปผลการดาเนินงานต่าง ๆ เพ่อื ให้ผู้มาเยี่ยมชมกจิ การ หรอื ผ้บู ังคบั บัญชาที่เดนิ ทางมาตรวจเยีย่ มได้
รบั ทราบ
4. เพ่ือให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น การช้ีแจงระเบียบหรือวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ให้แก่
ผูเ้ กี่ยวข้องเข้าใจ โดยเฉพาะเม่ือมีการออกระเบียบใหม่หรือเปล่ียนแนวทางในการปฏิบัติก็จาเป็นต้องช้ีแจง
เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเข้าใจที่ตรงกันและปฏิบตั ไิ ดอ้ ยา่ งถูกต้อง
ข้อดีของการนาเสนอคอื
1. เป็นการสือ่ สารสองทาง (Two ways communication) ระหว่างผ้นู าเสนอกบั ผฟู้ งั ทาใหผ้ นู้ าเสนอ
สามารถเห็นปฏิกิริยาของผู้มอี านาจตดั สนิ ใจไดอ้ ยา่ งทนั ทที นั ใด
2. สามารถดึงดดู ความสนใจ และสรา้ งผลกระทบตอ่ ผู้ฟงั รวมท้งั สรา้ งความจดจาไดด้ ีกว่าการนาเสนอ
ด้วยการเขียน (Written Presentation)
3. สามารถปรับเนื้อหาหรอื เรอ่ื งราวท่กี าลังพูดให้เหมาะสมกบั ผู้ฟงั ได้อยา่ งทนั ท่วงที เช่น เม่ือเห็นว่า
ผู้ฟังแสดงท่าทางไม่เข้าใจเนื้อหาท่ีนาเสนอ ผู้นาเสนอก็สามารถปรับปรุงวธิ ีการนาเสนอ เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจ
เนอื้ หาไดด้ ขี นึ้
ประเภทของการนาเสนอ
1. การนาเสนอเฉพาะกล่มุ เปน็ การนาเสนอขอ้ มูลตา่ ง ๆ ตอ่ ผ้ทู ี่มีหนา้ ที่เกยี่ วข้องหรือผ้ทู ีไ่ ดร้ ับเชญิ ให้
เขา้ รว่ มรับทราบขอ้ มูล ในการนาเสนอ
2. การนาเสนอทั่วไปในท่สี าธารณะ เปน็ การนาเสนอขอ้ มูลต่าง ๆ ทีเ่ ปิดโอกาสให้บคุ คลทั่วไปเขา้ รว่ ม
ฟงั การนาเสนอไดม้ กี ารเปดิ โอกาสให้ผู้ฟังไดซ้ ักถามเพ่ิมเตมิ หรอื แสดงความคิดเห็นได้อีกด้วย
ลกั ษณะของข้อมูลท่ีนาเสนอ
ในการนาเสนอแต่ละครั้งนน้ั สามารถนาข้อมูลท่ีมีลักษณะแตกต่างกันน้ันมา ร่วมนาเสนอด้วยกันได้
ขน้ึ อย่กู ับจุดประสงค์ของผู้นาเสนอ ขอ้ มลู ท่ีจะนาเสนอแบ่งออกตามลักษณะของขอ้ มลู ได้แก่
1. ข้อเท็จจรงิ หมายถึงข้อความท่ีเก่ยี วขอ้ งกับเหตุการณ์ เร่ืองราวเป็นมาหรือเป็นอยู่ตามความจริง
อาจเปน็ ความรทู้ ี่ได้จากการทดสอบหรือทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ สามารถนามาใช้เป็นหลกั ฐานข้ออ้างอิง
สาหรบั กลา่ วอ้างถงึ ในการพสิ ูจน์สิง่ ใดสิง่ หนง่ึ
2. ข้อคิดเห็น เป็นความเห็นอันเกิดจากประเด็นหรือเรื่องราวที่ชวนใหค้ ิดอาจเป็นความรู้สึก ความ
เชื่อถือ หรือแนวคิดที่ผู้นาเสนอมีต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึงความเห็นของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ ท้ังน้ีก็ข้ึนอยู่กับ
พื้นฐาน และประสบการณข์ องแตล่ ะบคุ คล ข้อคิดเหน็ ต่างจากข้อเทจ็ จรงิ ข้อคดิ เหน็ มีลักษณะต่าง ๆ กนั ดงั น้ี
2.1 ข้อคดิ เหน็ เชงิ เหตผุ ล เปน็ ขอ้ คิดเหน็ ท่อี า้ งถึงเหตผุ ล อ้างถงึ ข้อเปรียบเทียบที่เชอ่ื ถอื ได้ และความ
มเี หตุผลตอ่ กัน โดยช้ใี หผ้ ู้ฟังเห็นว่าควรทาอย่างน้ีเพราะเหตเุ ช่นนี้ แต่ถ้าไม่ทาอยา่ งท่ีกล่าวก็จะมผี ลตามมาเป็น
อยา่ งไร โดยท้ังหมดน้ีเปน็ เหตุผลของผู้แสดงความคิดเหน็ เท่านั้น
2.2 ข้อคิดเหน็ เชงิ แนะนา เป็นข้อคิดเหน็ ทบี่ อกกลา่ วใหผ้ รู้ ับฟงั ทราบว่าสิง่ ใดควรปฏิบัติ และผลของ
การปฏิบตั ิและไม่ปฏบิ ัติ จะเป็นอยา่ งไรบางครั้งอาจมีการแนะนาวธิ ีการปฏิบตั ิควบคู่กันไปด้วยกไ็ ด้
2.3 ขอ้ คิดเห็นเชิงวิจารณ์ เป็นขอ้ คดิ เหน็ ท่ีกล่าวถึงเรอื่ งใดเรือ่ งหนึง่ ดว้ ยการเปรยี บเทียบระหว่างส่วน
ดีกับสว่ นบกพร่องหรอื ข้อดีข้อเสียหรือคน้ หาขอ้ บกพร่องจากเรื่องนั้น ๆ แล้วนามาเสนอแนะในแง่มุมทดี่ ีกว่า
หรอื ควรนามาปรบั ปรุงใหม่
การเตรยี มการนาเสนอ
การนาเสนอเรือ่ งในลักษณะใดก็ตาม ถ้าไมม่ ีการเตรียมพรอ้ มก็อาจจะก่อให้เกิดความผดิ พลาดได้งา่ ย
หรือไม่เป็นไปดงั ท่ีต้งั จดุ หมายไว้ ฉะน้ันแล้ว ถา้ ต้องการให้การนาเสนอข้อมลู เปน็ ไปดว้ ยความราบรน่ื และบรรลุ
จดุ มงุ่ หมายตามท่ีตอ้ งการ ผู้นาเสนอควรจะต้องเตรียมการให้พร้อมก่อนท่ีจะทาการนาเสนอทุกคร้ัง และการ
เตรียมการเพ่อื นาเสนอข้อมูลมขี นั้ ตอนดงั น้ี
1. การศึกษาขอ้ มลู ผ้ทู ่ีจะนาเสนอจะต้องศึกษาข้อมูลตา่ ง ๆ ดังน้ี
1.1 ศึกษาเร่อื งทจ่ี ะนาเสนอ เพือ่ รวบรวมและจดั หมวดหมู่ข้อมูลทีจ่ ะนาเสนอนนั้ ให้ถูกตอ้ ง
สมบูรณ์ท่ีสดุ
1.2 ศึกษาวเิ คราะห์ผู้รับการนาเสนอหรอื ผู้ฟัง เพื่อทีจ่ ะไดว้ างแผนการใช้เทคนิค และวธิ กี าร
นาเสนอ
1.3 ศึกษาวเิ คราะห์นาเสนอ ตลอดจนการใชถ้ ้อยคาภาษาที่เหมาะสม
1.4 ศึกษาวิเคราะหจ์ ุดม่งุ หมายทจี่ ะนาไปเสนอเพ่ือใหส้ อดคลอ้ งสัมพันธก์ ับผรู้ บั การนาเสนอ
1.5 ศกึ ษาโอกาสเวลาและสถานทีท่ ่ีจะนาเสนอ เพ่อื จะไดก้ าหนดเคา้ โครง และเนื้อหาพรอ้ ม
ทง้ั จดั เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ทจ่ี ะนาเสนอ
2. การวางแผนการนาเสนอน้ัน จะช่วยให้การนาเสนอเป็นไปตามลาดับ ข้อมูลไม่สับสนครบถ้วน
สมบรู ณเ์ หมาะสมกับเวลา การนาเสนอที่บรรลุจุดม่งุ หมายที่ตง้ั ไว้ ควรมกี ารวางแผนทจ่ี ะนาเสนอดังนี้
2.1 รูปแบบวิธีการนาเสนอ โดยมีหลักในการวางรูปแบบวิธีการนาเสนอแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น
2 แบบคือ
1. การนาเสนอแบบท่ีเปน็ ทางการ
2. การนาเสนอแบบทไ่ี ม่เปน็ ทางการ
2.2 วางแนวทางในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ปัญหาและอุปสรรคในการนาเสนอ อาจจะ
เกิดขึ้นได้ในหลาย ๆ กรณถี ้าเราคาดเดาปญั หาไวก้ ่อนลว่ งหนา้ โดยการศกึ ษาขอ้ มลู
ก่อนที่จะนาเสนอให้ถ่องแท้ กย็ งั สามารถชว่ ยให้มองแนวทางในการแกป้ ญั หา
2.3 วางเคา้ โครงการนาเสนอ ทาได้โดยการนาหัวขอ้ ท่ีจะนาเสนอมาแบ่งหมวดหมู่ หรือเรยี ง
ตามลาดบั แล้วเขยี นเป็นลาดบั ขน้ั คอนของแผนการนาเสนอ
2.4 วางแนวทางในการนาเสนอ เป็นการกาหนดแนวทางท่ีจะใช้ในการนาเสนอ จัดทาข้ึน
หลงั จากที่ไดว้ างเค้าโครงแล้ว การวาง แนวทางในการเสนอจะช่วยให้ผ้นู าเสนอเกดิ ความ
พร้อม ดงั นี้
1. กาหนดวธิ กี ารนาเสนอ
2. กาหนดสถานทที่ ี่พรอ้ มและเหมาะสมในการนาเสนอ
3. กาหนดวัสดุอปุ กรณ์ทจ่ี ะใช้ประกอบการนาเสนอ
4. กาหนดบคุ คลผ้เู ก่ียวข้อง
5. กาหนดช่วงเวลาทเี่ หมาะสมในการนาเสนอ
2.5 วางกาหนดขั้นตอนการนาเสนอ เม่ือได้วางแนวทางการนาเสนอข้ันต่าง ๆ มาแล้ว ข้ัน
สดุ ท้ายก็จะตอ้ งกาหนดขนั้ ตอนการนาเสนอใหส้ มั พนั ธ์กับวิธีการ
3. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การบรรยายเพียงอย่างเดียวน้ัน ไม่อาจดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้
ตลอดเวลา ฉะน้นั จึงต้องใชว้ ัสดุหรือเครือ่ งมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ทเ่ี รียกว่าโสตทัศนปู กรณ์เข้ามาใชป้ ระกอบเพอื่ ให้
ผ้ฟู ังเกิดความสนใจแตท่ น่ี ยิ มใชก้ ันมดี งั นี้
3.1 อุปกรณ์ทใี่ ช้ประกอบการบรรยาย
1. เคร่ืองฉายแผ่นใส หรือเครอ่ื งฉายภาพขา้ มศรี ษะ
2. วีดที ัศน์ ภาพยนตร์ ภาพน่งิ แผน่ ใส
3. แบบจาลอง
3.2 อปุ กรณ์ทีใ่ ช้เสรมิ การบรรยาย แผ่นพับ หนังสือ รปู ภาพ เอกสารประกอบ
4. การจัดเตรียมความพรอ้ มของสถานที่ ในการนาเสนอนอกจากจะตอ้ งตระเตรียมวัสดุอปุ กรณ์เพ่ือ
นามาประกอบการนาเสนอแล้ว การเตรียมความพร้อมของสถานท่กี ็มสี ่วนสาคัญที่จะทาให้การนาเสนอเปน็ ไป
ได้ดว้ ยดี
4.1 การจัดห้องสาหรับการนาเสนอ ควรเลือกให้เหมาะสมกับจานวนผู้ฟังเช่น ห้องประชุม
ขนาดเล็ก ห้องประชุมขนาดใหญ่
4.2 การจดั ท่ีน่งั และแท่นสาหรบั การนาเสนอ จะต้องเตรยี มใหพ้ ร้อม
1. แทน่ สาหรบั บรรยายใชใ้ นกรณีท่ียืนพูด
2. โตะ๊ สาหรับบรรยายใชก้ รณที น่ี ั่งพดู
3. โต๊ะวางอุปกรณช์ ่วยประกอบการบรรยาย
4.3 ระบบระบายอากาศ จะต้องอย่ใู นสภาพท่ีใช้งานได้ดี
4.4 ระบบเสยี ง ควรมีการทดสอบก่อนการใชง้ าน เพ่อื ให้แนใ่ จว่าสามารถใช้งานได้ดี มคี วาม
ดงั ชัดเจน
4.5 ระบบแสดงสวา่ งภายในห้อง จะตอ้ งให้เหมาะสมกับสายตาของผู้ฟัง และพอเหมาะกับ
การใช้งาน
4.6 การประดับตกแต่งสถานท่ี เปน็ การใช้สง่ิ ประดบั ตกแต่งหอ้ ง หรือบริเวณท่ีจะใชใ้ นการ
นาเสนอท้งั สน้ิ สิง่ ที่นามาตกแต่ง
สรปุ
การนาเสนอ คอื การถ่ายทอดเนือ้ หาสาระที่ผสมผสานกันระหว่าง ศิลปะการพูดกบั การแสดงขอ้ มูล ใน
รปู แบบต่าง ๆ ผ่านสือ่ และอปุ กรณไ์ ด้อย่างเหมาะสม ความสาคัญของการนาเสนอการนาเสนองานเข้ามามี
บทบาทสาคญั ในองค์กรธรุ กิจ ทางการเมอื ง ทางการศึกษา หรือหน่วยงานของรฐั ที่ยังต้องอาศยั วิธกี ารนาเสนอ
สื่อสารขอ้ มลู เสนอความคิดเหน็ เสนอขออนมุ ตั ิ หรือเสนอข้อสรปุ การดาเนินงานตา่ ง ๆ ผ้ทู มี่ ีหน้าทเ่ี กย่ี วกับการ
ประชาสมั พันธ์ การแนะนาเพือ่ เย่ยี มชม การฝึกอบรม การประชมุ การนาเสนอความรตู้ า่ ง ๆ จึงจาเปน็ ตอ้ งรจู้ กั
วิธีการนาเสนองาน เพอื่ นาไปใชใ้ หเ้ หมาะสมกับงานตา่ ง ๆ จดุ มงุ่ หมายในการนาเสนอ เพือ่ ใหผ้ ู้รบั สารรบั ทราบ
ความคดิ เหน็ หรอื ความตอ้ งการ เพอ่ื ใหผ้ ูร้ ับสารพจิ ารณาเรอ่ื งใดเร่อื งหนง่ึ หรอื เพอื่ ให้ผู้รับสารไดร้ ับความรู้จาก
ข้อมลู ทนี่ าเสนอ เพอ่ื ใหผ้ ้รู ับสารน้นั เกดิ ความเข้าใจท่ีถกู ต้อง ขอ้ ดีของการนาเสนอคือ เปน็ การส่ือสารสองทาง
(Two ways communication) สามารถดึงดดู ความสนใจ และสร้างผลกระทบตอ่ ผ้ฟู ัง รวมทงั้ สร้างความจดจา
ไดด้ ีกว่าการนาเสนอดว้ ยการเขยี น (Written Presentation) สามารถปรับเนอื้ หา หรือปรับเรอื่ งราวที่กาลังพูด
ให้เหมาะสมกบั ผู้ฟงั ไดอ้ ยา่ งทนั ท่วงที ประเภทของการนาเสนอ การนาเสนอเฉพาะกลุ่ม การนาเสนอทั่วไปในท่ี
สาธารณะ ลักษณะของขอ้ มลู ทนี่ าเสนอนนั้ จะต้องพิจารณาในเร่ืองของข้อเท็จจริง ข้อคดิ เห็น เป็นหลกั สาคัญ
การเตรียมการนาเสนอ การศกึ ษาข้อมูล ผูท้ ี่จะนาเสนอจะต้องศึกษาข้อมลู ต่าง ๆ การวางแผนการนาเสนอ จะ
ชว่ ยให้การนาเสนอเปน็ ไปตามลาดับ การจัดเตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ การจดั เตรยี มความพรอ้ มของสถานที่
อา้ งองิ
sites.google.com/site/karnasenx/assignments. ความหมายของการนาเสนอ.
[ระบบออนไลน]์ . แหลง่ ที่มา https://sites.google.com/site/karnasenx/assignments
(22 ตุลาคม 2563)
oagtoiixa.blogspot.com/p/blog-page.html. ส่ือการสอนการนาเสนอขอ้ มลู .
[ระบบออนไลน์].แหล่งทม่ี า http://oagtoiixa.blogspot.com/p/blog-page.html
(22 ตุลาคม 2563)
krisada-nts.blogspot.com/. บทสรปุ ขอ้ มูลการนาเสนอเพือ่ งานธรุ กิจ.
[ระบบออนไลน]์ .แหล่งที่มา http://krisada-nts.blogspot.com/
(22 ตลุ าคม 2563)
tistr.or.th/tistrblog/?p. เทคนิคการนาเสนองานอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ.
[ระบบออนไลน์]. แหลง่ ทมี่ า https://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2357
(22 ตุลาคม 2563)
บทท่ี 2
หลักในการนาเสนออยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
บทนา
ในการนาเสนอเพื่อวัตถปุ ระสงค์ใดๆกต็ าม ผนู้ าเสนอจะต้องพจิ ารณาถึงหลักการท่ีจะใชเ้ ป็นขอ้ ยึดถือ
คือให้มีความถกู ต้องเหมาะสม มิฉะน้นั อาจจะทาให้เกดิ ผลเสยี ต่อผูน้ าเสนอเองและหน่วยงานของผู้นาเสนอดว้ ย
เพราะการนาเสนอนั้นจะส่งผลโดยตรง และโดยทางออ้ มต่อภาพลักษณ์ของบุคคล และองคก์ รที่จัดนาได้ดังนั้น
จงึ ตอ้ งคานึงถึงหลักการในการกาหนดจดุ มุ่งหมายการนาเสนอ การวางโครงสร้างการนาเสนอ และการเตรียม
เนือ้ หาท่จี ะนาเสนอ
รูปแบบการนาเสนอ
การจดั รปู แบบนาเสนออาจแบ่งได้เปน็ 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้
1. แบบหลักเหตุและผล เปน็ การนาเสนอในรูปแบบของการให้หลักการแบบมีเหตยุ ่อม มีผล โดยที่
เหตแุ ละผลจะต้องมคี วามสอดคลอ้ งกัน แตไ่ ม่ใชล่ ักษณะของการถามและตอบเป็นข้อ ๆ แบบข้อสอบ ซ่งึ ไมถ่ ือ
ว่าเป็นรูปแบบการนาเสนอ และผดิ กับวัตถปุ ระสงคก์ ารนาเสนอท่ตี อ้ งการจงู ใจผู้รับฟังการนาเสนอใหเ้ กิดความ
สนใจในเนื้อหาสาระท่ีนาเสนอ การนาเสนอในรปู แบบการนาเสนอทีต่ ้องการจะเสนอขอ้ เทจ็ จริงที่เป็นเหตุเป็น
ผลกนั
2. แบบเรื่องราว อาจเป็นประสบการณ์ของผู้นาเสนอเอง หรือเป็นเรอ่ื งราวที่ได้มาจากการคน้ คว้า
โดยปกตบิ ุคคลแตล่ ะคนมกั จะชอบฟงั เรอื่ งราวทส่ี นุกสนาน ต่ืนเตน้ และชวนใหต้ ดิ ตาม ดงั น้ัน ถา้ หากผนู้ าเสนอ
ต้องการที่จะให้เรื่องราวท่ีนามาเล่าน้ัน เกิดความน่าสนใจ จาเป็นต้องมีองค์ประกอบ คือ เน้ือหาในเร่ืองดี มี
ความสามารถในการเล่าดี และเรอ่ื งราวท่ีเล่าสอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์ท่ีนาเสนอจึงจะทาให้การเล่าเร่ืองน้ัน
ประสบความสาเร็จ
3. แบบเป็นทางการ เป็นรปู แบบการนาเสนอที่นยิ มใช้กนั มากท่สี ุดนัน้ จะประกอบไปด้วย
องค์ประกอบ 3 ส่วน คอื การบอกเลา่ ถึงสิ่งที่ตอ้ งการนาเสนอ การนาเสนอ การทบทวนสง่ิ ทไี่ ดน้ าเสนอไป
แลว้ แตอ่ ย่างไรกต็ ามในการเลือกรปู แบบทนี่ าเสนอ ผนู้ าเสนอควรจะเลอื กรปู แบบท่มี ีความเหมาะสมโดยท่ี
พจิ ารณาจากองคป์ ระกอบหลายดา้ น ได้แก่ ประเภทของผู้เขา้ รับฟงั การนาเสนอ ชอื่ เรอื่ งท่ีนาเสนอ สถานท่ี
เป็นต้น
ลักษณะและรูปแบบการนาเสนอ
เป็นที่ทราบกันดีว่ามนษุ ย์เราสามารถรับรู้สาระ เรื่องราวได้ดีท่ีสุดผ่านระบบประสาททางตา (75%)
รองลงมาก็คอื ทางการได้ยินผา่ นหู (13%) แต่คนเราน้ันจะจาไดเ้ พียง 20% ของส่งิ ทไี่ ด้เหน็ และจาเพียง 30%
ของส่งิ ที่ไดย้ ิน แตถ่ ้าหากต้ังใจรับท้ังการได้ยนิ และประทบั ใจสง่ิ ทไี่ ด้เห็น มนุษย์จะจาได้สงู ถึง 70% เลยทเี ดยี ว
ดงั นั้น หากเราสามารถสรา้ งสรรค์กระบวนการนาเสนอทด่ี ี ผา่ นการรับรู้ดว้ ยตาและหู (Audio & Visual) ก็ถือ
เป็นกระบวนการการถ่ายทอดหรือการส่ือสารผา่ นพลงั ของการนาเสนอท่มี ปี ระสิทธิภาพ
รปู แบบของการนาเสนอในปจั จบุ นั พอสรุป โดยภาพรวมจะมี 3 วธิ ีการ คอื
1. มีผู้นาเสนอเปน็ หลัก ลักษณะการถ่ายทอดจะอยู่ท่ีตวั คนหรือผนู้ าเสนอ (พูด) เป็นสาคัญ รูปแบบ
มกั จะเปน็ การปาฐกถา การกล่าวเปิดประชุม การบรรยายก่อนการประชมุ สัมมนา เป็นต้น การนาเสนออาจจะ
มีการใช้เอกสารประกอบ (Handout) เปน็ ส่วนร่วมในการนาเสนอดว้ ยก็ได้
2. มีผู้นาเสนอและใช้ส่ืออุปกรณ์ การถ่ายทอดรูปแบบนแ้ี ม้จะใช้คนเปน็ ผู้นาเสนอเป็นหลักเช่นแบบ
แรก แต่มีการผสมผสานด้วยสื่อกลาง ทเ่ี ป็นภาพนิ่งหรือมัลติมีเดียผา่ นอุปกรณ์ เครือ่ งมือ เปน็ การนาเสนอท่ี
เพิ่มมุมมอง ความนา่ สนใจ นอกจากนีอ้ าจจะมี เอกสารประกอบ (Handout) การบรรยายหรือการนาเสนอด้วย
3. นาเสนอในรูปของนิทรรศการ การนาเสนอแบบนต้ี วั Display จะเปน็ สอ่ื หลักในการถ่ายทอดสาระ
ความรู้ หากนิทรรศการมีความตอ่ เนอ่ื งอาจใชเ้ สน้ นาทาง หรอื ช่องทางบังคบั เปน็ ส่วนพาผชู้ มไดเ้ รียนรเู้ น้ือหาไป
ตามลาดบั โดยการนาเสนอเช่นนอ้ี าจจะมี การบรรยายเพ่ิมเติมด้วยวิทยากร หรือการใหข้ ้อมูลผา่ นเสยี ง หรือ
ผ่านการแสดง หรอื ผา่ นสอื่ ประกอบอืน่ ๆ ร่วม อาทิ สอ่ื เสมือนจริง ของจรงิ ส่อื วดิ ีทศั น์ หรือเอกสารประกอบ
องคป์ ระกอบของการนาเสนอ
ในการนาเสนอมีองค์ประกอบ ดงั น้ี
1. องค์ประกอบในการนาเสนองานแบง่ ออกเปน็ 5 องคป์ ระกอบ ดังน้ี
1.1 ผู้นาเสนอ เป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญที่สุดในการนาเสนอ ผู้นาเสนอท่ีดีจะต้องวิเคราะห์
ผู้รับข้อมูล ศึกษางานหรือข้อมูลน้ัน ตลอดจนสร้างหรือเอกใช้สื่อและโพรโตคอลที่มี
คุณภาพ เพ่ือทีจ่ ะใหก้ ารนาเสนองานนน้ั บรรลุวัตถปุ ระสงคท์ ีก่ าหนดไว้
1.2 ผู้รบั ขอ้ มูล เป็นผูร้ ับข้อมูลจากผู้นาเสนอ ถ้ามีการนาเสนอทีด่ ีผู้รับข้อมูลจะมีพฤตกิ รรม
เปลีย่ นแปลงไปในทศิ ทางท่ีผู้นาเสนอตอ้ งการ
1.3 งาน เปน็ สิง่ ทีผ่ ู้นาเสนอตอ้ งการถา่ ยทอดให้แกผ่ รู้ ับข้อมลู ผ่านสอื่ และโพรโตคอลต่าง ๆ
1.4 สอ่ื เปน็ เครอ่ื งมือสาคัญที่จะนาขอ้ มูลตา่ ง ๆ ไปยงั ผูร้ บั ขอ้ มูล สือ่ พ้นื ฐานในการนาเสนอ
งาน คือ อากาศ เช่น การนาเสนอสนิ ค้าของพนักงานด้วยการพูดคุยกับผู้ซื้อสินค้น
ปัจจุบันนี้สื่อท่ีใช้ในการนาเสนอนั้นได้มี พฒั นาการมากขึ้นด้วยการนาเทคโนโลยีต่าง ๆ
มาช่วย เช่น การนาเสนอสินค้าผ่านทางข้อความในโทรศัพท์เคลอ่ื นที่
1.5 โพรโตคอล เป็นวธิ ีการที่ผ้นู าเสนอใชถ้ ่ายทอดงานให้แก่ผรู้ ับข้อมูล โพรโตคอล นั้นมีทั้ง
แบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้รับข้อมูลจะรับข้อมูลจากการนาเสนองานน้ันโดยตรง เช่น
การเขา้ รว่ มสัมมนา การอบรม การใช้เว็บไซต์ส่งเสรมิ การศึกษา และโพโตคอล แบบไม่
เฉพาะเจาะจง คือ โพรโตคอลที่ผู้นาเสนอแฝงข้อมูลที่ต้องการนาเสนอไว้ในส่ืออ่ืน ๆ
และผรู้ ับข้อมลู ไม่ตั้งใจทีจ่ ะรบั ขอ้ มลู น้นั แต่ถูกผู้นาเสนอโน้มนา้ วให้เกิดตามวัตถุประสงค์
ของการนาเสนองานนัน้ เช่น การโฆษณาสนิ คา้ ในรปู แบบต่าง ๆ
หลกั การนาเสนอทีม่ ีประสิทธภิ าพ
หลกั ในการนาเสนอทีด่ ี เพื่อให้การนาเสนอมีประสทิ ธิภาพ มหี ลักการทีส่ าคัญดงั ต่อไปนี้
1. การกาหนดวัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ คือ รายละเอียดของแผนงานที่ผู้นาเสนอจาเป็นต้องกาหนดขึ้นมา เพื่อท่ีจะ
นาไปสูเ่ ป้าหมายตามทีก่ าหนดไว้ โดยอาจแบ่งวตั ถุประสงค์ในการนาเสนอเปน็ 4 ข้อดงั นี้
1.1 เพื่อใหค้ วามรู้ หรือขา่ วสารข้อมูลใหม่ ๆ ซึ่งความรู้หรอื ขา่ วสารขอ้ มูลใหม่ ๆ น้นั อาจเป็น
แนวความคดิ ใหม่ ๆ การแสดงใหเ้ ห็นถงึ เทคนิคใหม่ ๆ ซงึ่ ผู้รบั ฟงั การนาเสนอนน้ั อาจจะ
ยังไมเ่ คยได้รบั ทราบ ความรทู้ ่ใี หมท่ ี่นามาเสนอเป็นประโยชนต์ อ่ ผรู้ ับฟังการนาเสนอ
1.2 เพอ่ื ชกั จงู ใจ เปน็ การจูงใจหรือชักจูงใจใหผ้ ูร้ ับฟงั การนาเสนอเกดิ ความคล้อยตามการจูง
ใจเปน็ การพยายามชกั จงู ให้ผู้รับฟงั การนาเสนอเปลีย่ นทัศนคติ ความเช่อื ค่านิยมไปจาก
เดมิ เช่น การนาเสนอขายสินค้าของพนักงานขายตอ่ ลูกค้า
1.3 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เป็นรปู แบบการนาเสนอสาหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น
กลมุ่ อาชพี กลมุ่ ศาสนา กลมุ่ การเมอื ง หรือกลุม่ เชอื้ ชาติตา่ ง ๆ โดยมวี ตั ถุประสงค์คือเพื่อ
สร้างความมุ่งมั่นอย่างเหนียวแน่นต่อความเช่ืออย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพ่ือให้มีความ
ศรัทธายึดมั่นในคา่ นิยมเก่า ๆ ที่เคยปฏิบตั กิ ันมา
1.4 เพอื่ กระตุ้นใหเ้ กิดความกระตือรือรน้ วัตถุประสงค์ข้อน้ีเปน็ ประโยชนส์ าหรับการกระตุ้น
พนักงานในบริษทั ให้มคี วามกระตือรอื ร้นในการทางาน เพราะการทางานในหน้าที่ของ
พนักงานน้ันเมื่อทางานในหน้าท่ีเดิม ๆ เป็นระยะเวลานานจะทาให้พนักงานเกิดความ
เบอ่ื หนา่ ย ทาให้ประสิทธิภาพการทางานลดลง จึงจาเป็นตอ้ งมีการประชุมสมั มนากนั อยู่
เพอื่ กระต้นุ ใหพ้ นกั งานเกิดความกระตือรือร้นในการทางานเพราะฉะนั้นในการนาเสนอ
แต่ละครัง้ ผนู้ าเสนอจาเป็นต้องกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ท่ีจะนาเสนอเพื่อใหม้ ีความเหมาะสม
และสอดคลอ้ งกับเปา้ หมายทตี่ อ้ งการเพอื่ ให้การนาเสนอในแตล่ ะครัง้ ประสบความสาเรจ็
2. การเตรียมความพรอ้ มพนื้ ฐานในด้านข้อมูลความรู้
หลกั ในการนาเสนออย่างมีประสทิ ธิภาพอีกประการหน่งึ คอื ผนู้ าเสนอจะตอ้ งการความพรอ้ ม
พื้นฐานในการนาเสนอ ซึง่ มอี งคป์ ระกอบ ดงั ตอ่ ไปนี้
2.1 ข้อมลู ความรู้ เปน็ สิง่ สาคัญท่ีต้องนามาใช้โดยเป็นเนอ้ื หาสาหรับการนาเสนอ ผู้นาเสนอ
จะตอ้ งเป็นผูท้ ี่มีความรเู้ ก่ยี วกบั เรอื่ งท่นี ามานาเสนอ ถึงแม้วา่ ผ้นู าเสนอจะเปน็ ผทู้ ีม่ ี
ความรู้ ความสามารถในดา้ นนนั้ อยแู่ ลว้ แต่ก็จาเป็นทีจ่ ะตอ้ งมีการรวบรวม คน้ คว้า และ
วเิ คราะห์ขอ้ มูลเพม่ิ เติม โดยแหล่งข้อมลู ความรทู้ ่สี าคญั ทีส่ ามารถหาได้ ได้แก่
ผู้เช่ียวชาญ เพ่ือนรว่ มงาน หนังสือ นติ ยสาร บทความ หนงั สือพิมพ์ งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง
ขอ้ มูลจากสอื่ สารสนเทศ ไดแ้ ก่ อินเทอรเ์ น็ต
2.2 ทักษะการนาเสนอ การนาเสนอเป็นทงั้ ศาสตรแ์ ละศิลป์ในการนาเสนอ เพ่อื ทาใหผ้ ูร้ บั ฟงั
การนาเสนอมีความเขา้ ใจในเรือ่ งทน่ี าเสนอได้อย่างแท้จริง
- การนาเสนอเป็นศาสตร์ ซึ่งตอ้ งมีการจัดระบบขน้ั ตอนในการนาเสนอ
- การนาเสนอเปน็ ศลิ ป์ ซงึ่ เกดิ จากการพัฒนาความชานาญในการนาเสนอด้วยวธิ กี าร
ตา่ ง ๆ หลายแบบ หลายวธิ ี ซ่ึงอาจเรียกวา่ “ทักษะ” ซงึ่ สามารถฝกึ ฝนได้ เชน่ การ
ฝึกทักษะในการพูด ทักษะในการใชเ้ ครื่องมอื สอ่ื สารต่าง ๆ การใช้โสตทัศนูปกรณ์
และทักษะในการเขียนเอกสารประกอบการนาเสนอ รวมทง้ั ทกั ษะในการดัดแปลง
ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติ แนวความคิดต่าง ๆ เพื่อนาเสนอออกไปใน
รูปแบบสอื่ เป็นต้น
ดงั น้ัน ในการนาเสนอผเู้ สนอจึงจาเปน็ ต้องมีทกั ษะต่าง ๆ ท่ีมีความสาคญั และที่เกี่ยวข้องกับ
การนาเสนอซงึ่ จะเป็นประโยชนต์ ่อผูน้ าเสนอเองในการนามาใช้ชว่ ยการนาเสนอ
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา/ตอบคาถาม
ในการนาเสนอผูน้ าเสนอมักจะพบกับปัญหา เหตกุ ารณ์หรือคาถามที่ไม่ได้เตรียมตัวเพื่อแก้ไข
ปัญหา สถานการณ์ หรือคาตอบเอาไว้ล่วงหน้า ผู้นาเสนอจึงต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา และ
สถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงผู้นาเสนอต้องมีการเตรียมพร้อมในการตอบคาถาม โดยอาจคาดเดาคาถามเอาไว้
ล่วงหนา้ และเตรยี มพรอ้ มโดยการคน้ ควา้ หาข้อมูล
4. การวางแผนและการเตรยี มการนาเสนอ
การนาเสนอท่มี ปี ระสิทธภิ าพ ต้องมีการวางแผนและเตรยี มการนาเสนอเป็นอย่างดีตามหลัก
ของการนาเสนอ ซึง่ มดี ังต่อไปนี้
4.1 เขยี นแผนการนาเสนอ โดยต้องครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ในการนาเสนอ ชื่อเรอื่ งที่จะ
นาเสนอ หัวข้อเร่ือง แนวความคิดต่าง ๆ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม กิจกรรมที่นามา
สอดแทรกในการนาเสนอ สอื่ อุปกรณ์และเครอ่ื งมือการนาเสนอ ตลอดจนการเขียน
แผนการสาหรบั การประเมินผลการนาเสนอ
4.2 รวบรวมข้อมลู เป็นเนือ้ หาสาระ สถติ ิตามหัวขอ้ เรื่องท่ีจะนาเสนอ ผู้นาเสนอควรจะเริ่ม
รวบรวมขอ้ มลู ในทันทีทีท่ ราบชอ่ื เรอื่ ง และรายละเอียดของเรอ่ื งทจ่ี ะนาเสนอเพราะ
ข้อมลู ทใ่ี ชเ้ วลารวบรวมเป็นระยะเวลานานจะมเี นื้อหาสาระของขอ้ มูลมากกวา่ ข้อมูลที่ใช้
เวลาในการรวบรวมเพยี งไม่นาน อีกทั้งยังทาให้ผู้นาเสนอมีเวลาเหลือสาหรับการนา
ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ มาคัดเลือก จัดสรร วิเคราะห์ และหาข้อมูลเพ่ิมเติมได้จึงทาให้
เน้อื หาสาระทีไ่ ดม้ านั้นมคี ณุ ภาพ และมคี วามสมบูรณ์มากยิ่งข้ึน
4.3 ผลิตสือ่ และโสตทัศนูปกรณ์ประกอบการนาเสนอ การนาเสนอโดยการใชเ้ สยี งของ ผ้นู า
เสนอเพียงอย่างเดียว อาจจะไมส่ ามารถดงึ ดดู ความสนใจของผรู้ ับฟงั การนาเสนอได้
ตลอดเวลา เนื่องจากผู้รับฟงั การนาเสนออาจเกิดความรู้สึกเบ่ือหนา่ ย และไม่เข้าใจใน
เน้ือหาสาระที่นาเสนอ ผู้นาเสนอจึงจาเป็นต้องนาอุปกรณ์ หรือโสตทัศนูปกรณ์เข้ามา
ช่วยในการนาเสนอ เพอ่ื ดึงดดู ความสนใจของผูร้ บั ฟงั การนาเสนอ ชว่ ยให้ผู้รับฟังสามารถ
เขา้ ใจในเนือ้ หาสาระง่ายมากยงิ่ ขึ้น รวมถงึ อาจช่วยให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความรู้สึก
พึงพอใจในการนาเสนอดว้ ย
4.4 ทดสอบ โดยการซ้อมการนาเสนอ ซ่ึงจะมีประโยชน์ต่อผ้นู าเสนอเอง คอื ช่วยลดความ
ตื่นเตน้ ลง ช่วยพัฒนาทักษะในการนาเสนอ ชว่ ยให้สามารถควบคุมและปรับปรุงเวลาที่
ใช้ในการนาเสนอได้ ช่วยใหผ้ นู้ าเสนอสามารถปรับปรุงเนอ้ื หาทน่ี าเสนอให้มีความ
เหมาะสมมากยง่ิ ขนึ้
5. หลกั การใช้จติ วิทยา
หลักการนาเสนอเพอ่ื ให้ผู้รับฟังเกิดความสนใจ และพึงพอใจอย่างเปน็ ไปตามความคาดหวัง ของผ้นู า
เสนอได้น้ัน จาเป็นต้องนาเอาหลกั การทางจิตวิทยามาประยกุ ต์ใชใ้ นการสร้างสภาพแวดล้อมเพ่ือให้เหมาะสม
และเออ้ื อานวยตอ่ การนาเสนอ ซง่ึ จะทาใหก้ ารนาเสนอในครงั้ นั้นมีประสิทธิภาพมากยงิ่ ขึ้น
6. การประเมนิ ผล ติดตาม และปรบั ปรุงเทคนคิ การนาเสนอ
6.1 การประเมินผลการนาเสนอ สามารถทาได้ทัง้ ในระหวา่ งท่ียังมีการนาเสนออย่แู ละหลังจากท่ีจบ
การนาเสนอแล้ว
- ในระหวา่ งท่ีกาลังนาเสนอผู้นาเสนอสามารถใช้วิธกี ารสงั เกตกริ ิยาท่าทางการรับรู้ ปฏิกิรยิ า
โต้ตอบของผู้ฟัง หรืออาจใช้วิธีการตั้งคาถาม เพ่ือตรวจดูว่าการนาเสนอข้อมูล ผู้รับฟัง รู้
เขา้ ใจ สนใจเพียงใด ถ้าผฟู้ ังสนใจแตย่ งั ไม่เขา้ ใจในเน้อื หาท่ีนาเสนอผนู้ าเสนอสามารถปรับ
แผนการใหม่ในขณะนั้นได้ทันที โดยการพูดหรืออธิบายเพิ่มเติม ส่วนเร่ืองใดท่ีผู้นาเสนอ
เข้าใจดีอยู่แล้ว ก็อาจพูดใหส้ ้ันลงจากแผนทไี่ ด้วางไว้
- การตรวจสอบโดยวิธีการพดู คุยกับผู้ฟังระหว่างหยุดพัก ในกรณที ีเ่ ปน็ การนาเสนอทีใ่ ช้เวลา
มาก เชน่ การบรรยาย ปาฐกถา หรอื การเสนอโครงการตอ่ คณะกรรมการ ซ่งึ ต้องใชเ้ วลา 3
ช่ัวโมงขึ้นไป หรือใชห้ ลาย ๆ วนั ผู้นาเสนอสามารถตรวจสอบผลการนาเสนอจากการคยุ กับ
ผฟู้ งั ในระหว่างพักรับประทานอาหารว่าง หรืออาหารกลางวัน หรือชว่ งรับประทานอาหาร
กลางวัน อาหารเย็น เพ่ือดูว่าผู้ฟังสนใจประเด็นไหนมากกว่ากัน เพื่อผ้นู าเสนอจะได้ปรับ
แผนทัน เหมาะสมกบั เวลาท่ีมอี ย่เู พื่อบรรลุวัตถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้
- หลงั จากจบการนาเสนอแล้ว ผนู้ าเสนอสามารถตรวจสอบผลการประเมินผลได้ท้ังจากชว่ ง
ทา้ ยรายการที่เปดิ โอกาสให้มีการถามคาถาม หรืออาจใชว้ ิธแี จกแบบฟอร์มการประเมินผล
ให้ผฟู้ ังเขยี นตามแบบฟอร์มนนั้ และนากลับมารวบรวมวิเคราะหใ์ นภายหลัง
6.2 การติดตามผล เป็นการตรวจสอบผลท่ไี ด้จากการนาเสนอว่าบรรลุวัตถุประสงคท์ ่ีวางไว้หรือไม่
อยา่ งไร
6.3 การปรบั ปรงุ การนาเสนอ สามารถทาได้โดยการรวบรวมขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการประเมินผลการ
นาเสนอของผู้รับฟังการนาเสนอมาใช้เพื่อปรับปรุงการนาเสนอในคร้ังต่อไป การปรับปรุงกา ร
นาเสนอจะทาให้การนาเสนอในคร้งั ตอ่ ๆ ไป ของผู้นาเสนอมีประสิทธิภาพมากยิ่งขน้ึ
ขั้นตอนการเตรียมการเพอ่ื นาเสนอ
1. การค้นคว้าหาข้อมูล เปน็ ขน้ั ตอนการเตรียมการนาเสนออนั ดบั แรก หลังจากที่ผนู้ าเสนอทราบถึง
ชอ่ื เรื่อง หวั เร่อื งที่จะนาเสนอแล้ว ก็จาเปน็ ตอ้ งมกี ารค้นควา้ หาข้อมลู จากแหลง่ ตา่ ง ๆ จากการคน้ ควา้ หาข้อมูล
จะทาให้ผ้นู าเสนอมีความรมู้ ากยง่ิ ข้นึ และยิง่ มคี วามรมู้ ากขึ้น กจ็ ะทาใหม้ ีความมนั่ ใจมากข้ึนดว้ ย
2. การเตรยี มข้อมูล สถานท่ี อุปกรณ์ เมื่อมีการค้นคว้าหาขอ้ มลู แล้ว ผู้นาเสนอจาเป็นท่จี ะต้องมกี าร
คัดเลือกข้อมูล เม่ือผู้นาเสนอได้รับขอ้ มูลท่ีเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ก็ต้องมีการจัดโครงการในเรื่องของ
การนาเสนอ การวิเคราะหข์ ้อมลู เนอ่ื งจากข้อมลู ทไี่ ดม้ าน้นั ไดม้ าจากแหลง่ ทแี่ ตกตา่ งกนั ขอ้ มูลชื่อเรอื่ งเดียวกัน
ก็อาจมีเน้อื หาที่แตกตา่ งกนั จึงจาเปน็ ตอ้ งเรียบเรยี งข้อมลู ใหม่ โดยคานึงถงึ ความเข้าใจของผรู้ บั ฟังการนาเสนอ
เป็นหลัก นอกจากเตรียมขอ้ มูลแล้ว การเตรียมพรอ้ มทางด้านสถานที่ อุปกรณ์ และโสตทัศนปู กรณ์น้นั ก็เป็นส่ิง
ทส่ี าคัญอย่างหนงึ่ เพราะปัจจัยท้ังสองนี้ยอ่ มมีผลต่อความสาเร็จ และความล้มเหลวในการนาเสนอ ส่ิงทีต่ ้อง
คานึงถึงสาหรับปัจจัยดา้ นสถานท่ี คือ สถานที่นัน้ เป็นสถานทอี่ ะไร ขนาดของสถานท่ี ระบบเสยี ง และความดงั
ของเสยี ง สง่ิ รบกวนการนาเสนอ ระบบการระบายอากาศ ระบบแสง เฟอร์นเิ จอรท์ ่ีใช้
3. การลาดับเนื้อหาก่อน-หลัง เป็นเทคนิคที่ตอ้ งใช้ในการนาเสนอประการหน่ึง เนื่องจากการลาดับ
เนื้อหาก่อนหลังหรือการเรียงลาดบั เหตุการณ์ จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในเหตุการณ์ อดีต ปัจจบุ ันและ
อนาคตไดง้ ่ายขึน้ การลาดบั เน้ือหานมี้ กั จะใช้สาหรบั การอธบิ ายถึงความเปน็ มาของสถานการณ์ต่าง ๆ การใช้ใน
กรณีอ้างอิงประวัติศาสตร์ เป็นต้น ซ่งึ ทาใหผ้ ู้รับฟังการนาเสนอสามารถมองเหน็ ภาพได้อย่างเป็นลาดบั ข้นั ตอน
4. การสรา้ งรายการข้อมูลสว่ นตัว เป็นการเตรียมเนือ้ หา ลาดับ ขั้นตอนตา่ ง ๆ สาหรับผนู้ าเสนอ ซึ่ง
เปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ู้นาเสนอในการนาเสนอในการบนั ทกึ ลาดับ ขนั้ ตอนท่นี าเสนอ เนื้อหาอาจสับสน หรือจาไมไ่ ด้
ในการสร้างรายการข้อมลู สว่ นตัวของผู้นาเสนอจะมคี วามแตกต่างกันไปตามเอกลกั ษณ์ของแต่ละบุคคล เพื่อให้
เข้าใจงา่ ยท่ีสดุ ผู้นาเสนอไม่ควรให้บุคคลอ่ืนสรา้ งรายการขอ้ มลู ส่วนตวั ให้ เพราะอาจทาให้เกิดความสบั สน ไม่
เขา้ ใจ ทาใหก้ ารนาเสนอเกดิ ความผดิ พลาดได้
5. การรา่ งข้อความสาหรับการแนะนาตวั และเปดิ การนาเสนอน้นั ถือว่าเป็นข้นั ตอนแรกในการนาเสนอ
ผู้นาเสนอจาเป็นตอ้ งรา่ งขอ้ ความสาหรับการแนะนาตัว และการเปดิ การนาเสนอไว้ เพราะการเตรยี มพร้อมไว้
ล่วงหน้าจะทาให้ผู้นาเสนอสามารถปรับเปลี่ยนบทพูดให้มีความเหมาะสม ถกู ต้อง และมีความพร้อม หากผู้
นาเสนอไม่การเตรียมพรอ้ มเอาไว้ก่อน เม่อื ถงึ เวลาในการนาเสนออาจทาใหผ้ นู้ าเสนอลาดบั เน้ือหาของการเปิด
การนาเสนอผดิ พลาด ทาให้การนาเสนอลม้ เหลวต้ังแตเ่ ริ่มต้น
6. การร่างข้อมูล เน้ือหาท่ีใช้ในการนาเสนอ ในการนาเสนอน้ันผู้นาเสนออาจเป็นผทู้ ่ีมีความชานาญ
เป็นพิเศษสาหรบั หัวข้อ เน้อื เร่อื งท่ีนาเสนอ หรืออาจมีบางเร่อื งทผ่ี นู้ าเสนอไมถ่ นัด จาลาดับขอ้ มูลท่ีจะนาเสนอ
ไมไ่ ด้ การร่างจงึ เป็นประโยชนต์ ่อผนู้ าเสนอ
7. การร่างข้อความกล่าวสรุปประเด็น เป็นการร่างข้อความสาหรับการกล่าวสรุปหลงั จากท่ีได้มกี าร
นาเสนอเก่ียวกบั เน้อื หาไปแลว้ เพ่ือเปน็ การกลา่ วสรุปก่อนสนิ้ สุดการนาเสนอ ซงึ่ มีความสาคญั เชน่ เดยี วกบั การ
เปิดการนาเสนอ ผนู้ าเสนอจาเป็นต้องมีการร่างขอ้ ความกลา่ วสรปุ ไว้เพ่ือเตรยี มกล่าวสรปุ การกลา่ วสรปุ หากผู้
นาเสนอไมเ่ ตรียมพร้อมนนั้ จะทาใหผ้ ู้กลา่ วสรุปไมส่ ามารถสรุปเนอ้ื หาไดถ้ กู ตอ้ ง ทาให้ผรู้ บั ฟงั การนาเสนอเกิด
ความสับสน ไม่เขา้ ใจการกล่าวสรุปประเด็น จึงมีส่วนช่วยให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความเข้าใจในเนื้อหาท่ี
นาเสนอมากยิ่งขึ้น ผู้นาเสนอจาเปน็ ต้องมกี ารร่างข้อความกล่าวสรปุ ประเดน็ ไว้ล่วงหนา้ เพ่ือท่ีจะได้สรุป เรียบ
เรยี ง และคดั เลือกข้อความสรปุ ท่ีมเี น้อื หาทถ่ี ูกตอ้ ง และเหมาะสมทสี่ ดุ
8. การจัดสรรเวลา ในการนาเสนอจะมีกาหนดเวลาท่ีแน่นอนในการนาเสนอ ปัจจัยทางด้านเวลาจึง
เปน็ สิ่งสาคญั ทผี่ นู้ าเสนอจะตอ้ งนามาพจิ ารณาในการกาหนดเนอ้ื หาทจ่ี ะนาเสนอดว้ ย เพอ่ื ให้การนาเสนอตั้งแต่
เรม่ิ ตน้ จนถงึ สิ้นสุดาการนาเสนออยใู่ นช่วงระยะเวลาท่ไี ดก้ าหนดไว้ การจัด สรรเวลาจงึ เป็นสิง่ ท่มี ี ความสาคัญ
อีกประการหนึ่งในการนาเสนอ ผ้นู าเสนอสามารถจดั สรรเวลาใหม้ ีความเหมาะสมได้ 2 วิธี ดังต่อไปนี้
8.1 การคาดคะเน เป็นวิธกี ารที่นาเสนอจัดสรรเวลาโดยประมาณระยะเวลาในแตล่ ะข้ันตอน
ทีจ่ ะใชใ้ นการนาเสนอ โดยพจิ ารณาเนอ้ื หาทจี่ ะนาเสนอวา่ มากนอ้ ยเพียงใด ตอ้ งใช้เวลา
เทา่ ใด โดยหากเนอื้ หามีมากก็อาจต้องใช้เวลาในการนาเสนอมากทาให้เกนิ ระยะเวลาใน
ทก่ี าหนดไวผ้ ู้นาเสนอกต็ ้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สน้ั ลง แต่ในการจดั สรรเวลาโดยวิธกี าร
คาดคะเนมขี อ้ เสีย คือ ผู้นาเสนออาจคาดคะเนผิดพลาดทาให้การใช้เวลาในการนาเสนอ
ไมเ่ หมาะสมตามความต้องการ
8.2 การซ้อมการนาเสนอ เปน็ วิธีการจัดสรรเวลาทนี่ อกจากจะมปี ระโยชน์ในการจดั สรรเวลา
แล้ว ยังมปี ระโยชนใ์ นการช่วยฝกึ ซ้อมการนาเสนอให้กบั ผ้นู าเสนอไดพ้ ฒั นา
ความสามารถในการนาเสนอของตนด้วย การซ้อมนาเสนอจะช่วยให้ผู้นาเสนอทราบ
เวลาท่ีแนน่ อน ที่จะใช้ในการนาเสนอน้นั ทาให้ผ้นู าเสนอทราบเวลาท่ใี ช้ในการนาเสนอ
ว่ามากน้อยเพยี งใด สามารถปรับเปลย่ี นเน้ือหา หรือจัดสรรเวลาในการนาเสนอได้อย่าง
ถกู ตอ้ งมากย่งิ ขนึ้ แตใ่ นการจดั สรรเวลาตามวธิ ีนี้กอ็ าจเกดิ ความผิดพลาดซ่งึ เกิดจากตัวผู้
นาเสนอเอง คือ เม่ือถึงเวลาการนาเสนอจริง ผ้นู าเสนออาจจะร้สู ึกต่ืนเต้นจนทาให้ พูด
เร็ว พูดผิด ๆ ถกู ๆ จนทาใหร้ ะยะเวลาทีใ่ ช้ในการนาเสนอจริง กับระยะเวลาท่ใี ช้ในการ
ซอ้ มแตกตา่ งกัน
9. การเลือกส่ือในการนาเสนอใหเ้ หมาะสม สื่อหรอื โสตทศั นูปกรณท์ ่ีนามาใชช้ ว่ ยในการนาเสนอมีอยู่
หลายชนิด ผู้นาเสนอจึงควรจะคานึงถึงปัจจัยด้านความเหมาะสมในการเลือกใช้ส่ือท่ี จะนามาช่วยในการ
นาเสนอด้วย ซึ่งมีปจั จยั ตา่ ง ๆ ดังต่อไปน้ี
- เนื้อหาที่นาเสนอ
- สถานทที่ นี่ าเสนอ
- ระยะเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอ
- งบประมาณในการนาเสนอ
- ประเภทของผู้รับฟงั การนาเสนอ
- ความสามารถในการใช้สอ่ื ของผนู้ าเสนอ
การเลอื กใชส้ อื่ ท่ีเหมาะสมจะทาให้การนาเสนอมีความน่าสนใจมากย่งิ ข้ึน ช่วยให้ผู้รบั ฟังการนาเสนอมี
ความเข้าใจในเนอ้ื หาท่ีนาเสนอมากย่ิงขึ้น
10. การประเมินการนาเสนอ ปัจจุบันนยิ มใช้การประเมินโดยการใช้แบบสอบถาม ซงึ่ เป็นวธิ ีการทท่ี า
ให้สามารถวัดผล เปรียบเทียมได้อย่างแน่นอน มีตัวเลขประเมินชัดเจน การประเมินผลการนาเสนอช่วยผู้
นาเสนอทราบผลการนาเสนอของตนเองว่ามีขอ้ ดีหรือข้อเสยี อยา่ งไร ประสบความสาเรจ็ หรอื ไม่อยา่ งไร ซ่งึ เป็น
ประโยชนต์ อ่ ผูน้ าเสนอเองในการนาข้อมลู ที่ไดจ้ ากการประเมนิ ผลไปใช้ในการปรับปรุงการนาเสนอในคร้งั ตอ่ ไป
ขัน้ ตอนและวธิ ีการนาเสนอ
1. การเปิดการนาเสนอ เป็นขั้นตอนแรกใจการนาเสนอ การกล่าวนาเสนอหรือการเกร่ินนาเป็น
ข้ันตอนในการดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังก่อนที่จะเข้าไปสู่เน้ือหาของการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรใช้เทคนิคใน
การเรียกร้องความสนใจของผนู้ าเสนอดว้ ยการทาให้ผฟู้ ังรู้สกึ ประทับใจ กระตุ้นให้ผ้ฟู ังเกิดความอยากรอู้ ยาก
เหน็ วิธกี ารในการเปดิ การนาเสนอได้ ดังนี้
1.1 การกล่าวถงึ เรื่องท่ีจะนาเสนออย่างคร่าว ๆ เปน็ วิธีการที่นิยมใช้กนั มากท่ีสดุ ในปัจจุบัน
เพราะเป็นการกล่าวนาเสนอท่ีมุ่งท่ีวัตถุประสงค์ในการนาเสนอโดยตรง ผู้นาเสนอควร
กล่าวถึงเน้ือหาพอสงั เขปไม่ยาวเกินไป และควรใชว้ ิธีการกล่าวเกร่นิ นาทชี่ ่วยกระตนุ้ ให้
ผู้ฟังเกิดความสนใจในเร่ืองท่จี ะนาเสนอ
1.2 อธิบายถึงประสบการณ์ส่วนบคุ คล โดยจะต้องเน้นถึงประสบการณ์ในส่วนท่ีเก่ียวข้อง
กับเรือ่ งทนี่ าเสนอ เพราะจะทาให้ผฟู้ ังเกดิ ความเชือ่ ถอื ในตัวผนู้ าเสนอวา่ เป็นผทู้ ีม่ ี
ประสบการณแ์ ละมคี วามชานาญ
1.3 การถามคาถาม เพอ่ื ใหผ้ ู้ฟงั ใหค้ วามรว่ มมอื กับผู้นาเสนอในการยกมือ หรือตอบคาถาม
ในบางคร้ังผู้นาเสนออาจพูดเกร่นิ นาในเชิงคาพูด ถามคาถามหรอื คาถามเชิงโวหาร คือ
การถามแบบไม่ต้องการคาตอบ แต่เป็นการเรียกร้องความสนใจเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความ
สงสัย กระตุ้นใหเ้ กดิ ความร้สู กึ สนใจอยากทราบคาตอบ
1.4 การตั้งประโยคชวนคิดหรือการสมมติ เป็นการเกริ่นนาโดยการชักชวนให้ผฟู้ ังไดส้ ร้าง
สถานการณ์สมมติ เพอ่ื ให้ผู้ฟงั ได้มคี วามรูส้ กึ หรืออารมณร์ ่วมด้วย การใชว้ ิธีน้ีในการเกร่ิน
นาผนู้ าเสนอจะต้องใช้สถานการณส์ มมตทิ ่สี ามารถตคี วามได้หลายดา้ น สามารถหา
เหตุผลมาใช้ประกอบได้หลายทาง เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกสนใจต้องการคาตอบหรือ
ขอ้ สรุป
1.5 การอธิบายถงึ สิ่งใหม่ ๆ อาจพูดถึงส่ิงที่ผู้นาเสนอเองมีความรู้ ความชานาญในด้านน้ัน
อย่างลึกซ้ึง ซ่ึงผู้ฟังอาจไม่เคยรู้มาก่อนหรืออาจพูดถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ท่ีเพิ่งจะเกิดขึ้น
เป็นสิ่งทไ่ี มเ่ คยมมี ากอ่ นเพอื่ ให้ผู้ฟังเกดิ ความรูส้ กึ ตนื่ เตน้ สนใจ
1.6 การใช้โสตทัศนูปกรณ์ เป็นการเริ่มต้นเปิดการนาเสนอ ได้แก่ โปรเจคเตอร์ วิดิทัศน์
สไลด์ เปน็ ต้น วธิ กี ารน้ีเป็นวิธีการท่สี ะดวกสาหรับผูน้ าเสนอ เพราะไมจ่ าเป็นตอ้ งเตรยี ม
ตวั สาหรบั การเกรน่ิ นา อาจมีการแนะนาตัวเพียงเล็กนอ้ ย แตผ่ นู้ าเสนอนัน้ จะต้อง
เตรยี มพร้อมสาหรบั สือ่ โสตทัศนูปกรณ์ท่นี ามาใช้ การออกแบบภาพประกอบหรือเนือ้ หา
ที่จะใชใ้ ห้ดูสวยงาม น่าสนใจ และสอดคล้องกบั เรอื่ งทน่ี าเสนอ
1.7 การแสดงความเหมือนซ่ึงกันและกัน เปน็ การสร้างความรู้สึกให้แก่ผู้ฟงั ว่าผู้นาเสนอ ก็
เป็นผทู้ ่ีเหมอื นกบั ผู้ฟัง ไมม่ ีความแตกต่างอะไรกัน เพื่อให้ผู้ฟังเกดิ ความประทับใจและ
สรา้ งบรรยากาศท่ีมคี วามเปน็ กันเอง
1.8 การเลา่ เรอ่ื งตลกขาขัน เป็นวิธีการดึงดูดความสนใจผูฟ้ ัง ช่วยสร้างบรรยากาศสนกุ สนาน
เร่ืองท่ีจะนามาใช้เล่าน้ันจะตอ้ งไม่ยาวเกินไป และมีความสอดคล้องกับเร่ืองทน่ี าเสนอ
หรอื อาจตอ้ งอาศัยความชานาญ เทคนิคของผนู้ าเสนอในการเชื่อมโยงเรอ่ื งราวท่ีเล่ากับ
เรือ่ งทนี่ าเสนอ
เนือ้ หาในการนาเสนอ
เป็นข้นั ตอนทม่ี คี วามสาคัญมากทสี่ ดุ เพราะเนอ้ื หา คอื สิ่งท่ผี ู้นาเสนอต้องการจะนาเสนอให้กบั ผ้ฟู ังได้
ทราบ ผู้นาเสนอควรเตรยี มความพร้อมสาหรับเนอ้ื หาท่นี าเสนอ โดยการแบ่งแยกรายละเอียดออกเป็นข้อ ๆ
เพือ่ ใหผ้ ้ฟู ังทาความเขา้ ใจได้ง่ายขนึ้ แต่ก็ไมค่ วรที่จะมจี านวนขอ้ มากเกนิ ไป เพราะจะทาใหผ้ ู้ฟังมคี วามรสู้ ึกเบ่ือ
หน่ายไดก้ ารแบ่งเนอ้ื หาเป็นหัวขอ้ ย่อยไมค่ วรจะแบง่ ย่อยเกินไป จนทาใหผ้ ูฟ้ งั และผนู้ าเสนอเองร้สู ึกสบั สน
เนอื้ หาหรอื เน้ือเรอ่ื ง ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 สว่ น คอื
1. ประเด็นเรอ่ื ง คือ ส่วนของเน้ือหาหรือเนื้อเรือ่ งทีม่ ีความสาคัญทผ่ี ู้นาเสนตอ้ งการเสนอให้แก่ผู้ฟัง
การนาเสนอประเดน็ ตา่ ง ๆ ในปจั จบุ ันผนู้ าเสนอมกั จะนาสื่อหรือโสตทัศนูปกรณ์มาใช้ชว่ ยในการนาเสนอให้มี
ความนา่ สนใจและงา่ ยตอ่ การทาความเขา้ ใจ
2. ตวั อยา่ งประกอบ เพื่อใหผ้ ู้ฟังได้เข้าใจประเด็นตา่ ง ๆ ที่นาเสนอได้ง่ายมากขนึ้ มีความน่าตดิ ตาม
การยกตวั อย่างประกอบสามารถทาได้ ดงั น้ี
2.1 การเล่าเร่ือง เป็นการเลา่ ความคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรตู้ ่าง ๆ เพ่ือให้ผู้ฟังได้
คิด และจดจาไปใชเ้ ปน็ แบบอยา่ ง
2.2 การเล่าเร่อื งขาขัน เป็นส่งิ ท่ีช่วยดงึ ความสนใจจากผู้ฟงั การแตง่ เรอ่ื งขาขนั ไม่ใชส่ ิ่งท่ตี อ้ ง
อาศัยความชานาญของผู้พูดเพียงอย่างเดียวเท่าน้ัน แต่จาเป็นต้องอาศัยทักษะในการ
สอดแทรกเนอ้ื หา แตเ่ พ่ือเช่อื มโยงไปสู่เนือ้ เรื่องท่ีนาเสนอ
2.3 การใชต้ วั เลขประกอบ โดยมากมักใชต้ ัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ สถติ มิ าประกอบการ
นาเสนอ เนื้อเร่ืองท่ีนาเสนอนั้นบางอย่างจาเป็นต้องใช้ตัวเลขเข้ามาช่วย เพ่ือแสดงให้
ผูฟ้ ังเข้าใจในตัวเลขสถิติ แต่ผู้นาเสนอควรระมัดระวังในการนาตัวเลขมาใช้ ตัวเลขที่มี
มากเกนิ ไป ยุ่งเหยิง จะทาให้ผฟู้ งั เกดิ ความสบั สนและเบอ่ื หน่าย
3. การเช่ือมโยงไปสู่ประเดน็ ใหม่ คือ คาพูดหรือประโยคที่ผู้นาเสนอนามาใช้ในการเช่ือมโยงจาก
ประเดน็ เดมิ ทีพ่ ูดจบแล้วไปสปู่ ระเดน็ ใหม่
การกล่าวสรปุ มีวธิ กี ารดังน้ี
1. การทบทวนสรุปเน้ือหา เป็นวธิ ีการกล่าวสรุปการนาเสนอแบบเปน็ ทางการ ผู้นาเสนอควรจะสรุป
เน้นความสาคัญของเนื้อเร่อื งท่นี าเสนอ จึงตอ้ งใช้ความสามารถในการสรุปหลงั จากที่สรปุ ย่อแล้วทาให้ผู้ฟังเกิด
ความเข้าใจ
2. การชักจงู ใหต้ ้องลงมอื ปฏบิ ตั ิ เป็นการกล่าวสรุปเพื่อโน้มนา้ ว จูงใจใหผ้ ฟู้ ังเกิดความรูส้ กึ อยากจะไป
ปฏบิ ตั จิ รงิ
3. การตงั้ คาถาม เป็นการตงั้ คาถามเชิงโวหาร หรอื แบบมีวาทศิลป์ ซึง่ อาจไม่ตอ้ งการได้รบั คาตอบ แต่
ตอ้ งการให้ผฟู้ งั น้ันไดค้ ดิ เช่นเดียวกับวธิ กี ารกลา่ วเปดิ การนาเสนอ ถงึ แม้ว่าผู้นาเสนอจะตัง้ คาถามไปแลว้ แตใ่ น
ขัน้ ตอนการสรุปกส็ ามารถตงั้ คาถามไดอ้ กี
4. การใหค้ าแนะนา มักจะเกดิ ขึ้นสาหรบั การนาเสนอขายสนิ คา้ หลังจากทีข่ ายสนิ ค้าไดผ้ ู้นาเสนอกจ็ ะ
ให้คาแนะนาเกี่ยวกับสินค้า หรือการให้คาแนะนาของผู้นาเสนอ ซ่ึงเป็นบุคคลท่ีมีความน่าเช่ือถือในการให้
คาแนะนากบั บคุ คลทวั่ ไป
5. การให้คาสัญญา ผู้ท่ใี ห้คาม่นั สัญญา ควรเป็นบุคคลที่ใสใ่ จใหค้ วามสาคัญและรักษาคาพูด หากผู้
นาเสนอใหค้ าม่ันสญั ญาแลว้ ไม่ทาตามก็จะทาให้ความน่าเชอื่ ถือหมดไป
6. การให้คาคม เปน็ การกลา่ วถ้อยคาท่ีเฉียบแหลม คมคาย จนทาใหผ้ ฟู้ ังรู้สึกกินใจ เร้าใจ และอยาก
จดจาเพือ่ นาไปประยกุ ตใ์ ชเ้ ปน็ คตปิ ระจาตวั
การนาเสนอทดี่ ี
นอกจากการเลอื กรูปแบบของการนาเสนอให้ถูกตอ้ งและเหมาะสมแลว้ การนาเสนอทมี่ ีคณุ ภาพสงู สุด
แล้ว จะต้องคานึงถึงลักษณะของการนาเสนอ ที่จะช่วยให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนอด้วย
โดยทวั่ ไปลกั ษณะของการนาเสนอทด่ี ี ควรมอี งคป์ ระกอบทสี่ าคญั ดงั ต่อไปนี้
1. มีวัตถุประสงค์ท่ีชัดเจน ผู้รับฟงั รับรู้ในสงิ่ ที่คาดหวงั หรอื ในส่งิ ท่ตี ้องการ ดงั นั้นผนู้ าเสนอจะต้อง
ดาเนินการศึกษาวัตถุประสงคใ์ นการนาเสนอ ซ่ึงจะช่วยให้ทราบได้ว่าควรเตรียมเน้ือหาเรื่องราวไปในทิศทาง
ไหน ด้วยกระบวนการนาเสนอใดจะช่วยทาให้การนาเสนอกระชับ ตรงประเด็น ไม่ทาให้ผรู้ ับฟังรสู้ ึกเสียเวลา
และราคาญ หรอื รู้สึกว่าผู้นาเสนอพูดออกนอกประเดน็
2. มีการวางโครงสรา้ ง (โครงเร่ือง) เนือ้ หาและสื่ออย่างเป็นระบบ ก่อนการดาเนินการนาเสนอต้องมี
การวางกรอบของเนื้อหาสาระ และกาหนดการใช้สอ่ื สนับสนุนในการนาเสนอ เพื่อการสร้าง Story line และ
สอ่ื นาเสนอสาหรับใชใ้ นการนาเสนอใหน้ า่ สนใจ
3. มรี ูปแบบการนาเสนอเหมาะสม เร่ืองราวและสอื่ ที่ใช้ในการนาเสนอน้นั จะตอ้ งมคี วามกะทดั รัดได้
ใจความ เรยี งลาดบั ไมส่ บั สน ใชภ้ าษาในการนาเสนอที่เข้าใจง่าย ใช้ส่ือหลัก และส่อื สนับสนุนอืน่ ๆ นามาขยาย
ความตามความจาเปน็ และทสี่ าคัญควรเตรยี มเนื้อหาใหเ้ หมาะสมกบั เวลาทีไ่ ด้รบั และเผอื่ เวลาไว้ให้สาหรบั การ
ตอบคาถาม
4. มีเน้ือหาสาระดี ข้อมูลเป็นปัจจุบัน น่าเช่ือถือ ถูกต้อง เน้ือหามีความสมบูรณ์ ตรงตามความ
ต้องการของผู้รบั ฟัง เปน็ เนอ้ื หาทีไ่ ม่กล่าวใหร้ ้าย หรอื เสียดสใี คร (แมจ้ ะเปน็ เรอ่ื งจรงิ )
5. มีข้อเสนอหรือแนวคิดที่ดีส่วนสุดท้ายของกระบวนการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรให้แนวคิดหรือ
ขอ้ เสนอที่เป็นจริง มแี นวทางปฏิบตั หิ รือข้อเปรียบเทียบทชี่ ดั เจนแกผ่ รู้ บั ฟงั
สรปุ
หลักการนาเสนอข้อมูลและสร้างสื่อนาเสนอ ส่ือนาเสนอน้ันก็เปรยี บเสมือนสะพานเชื่อมเน้อื หาของ
ผูบ้ รรยายไปยังผฟู้ ังและผู้ชม ดงั นน้ั สอื่ จงึ มบี ทบาทสาคัญอย่างมาก สื่อท่ีดี จะช่วยให้การถ่ายทอดเน้อื หาสาระ
ทาไดอ้ ย่างรวดเรว็ ย่งิ ขนึ้ ผูฟ้ งั และผู้ชมก็จะสามารถ จดจาเนือ้ หาสาระได้นานและเข้าใจในเนอื้ หาได้ดมี ากย่งิ ข้ึน
ความหมายการนาเสนอ การนาเสนอข้อมูล หมายถึง การสื่อสารเพ่อื เสนอข้อมูล ความรู้ ความคิดเหน็ หรือ
ความตอ้ งการไปสู่ผชู้ ม ผู้ฟังโดยใชเ้ ทคนคิ หรอื วิธกี ารต่าง ๆ อนั จะทาให้บรรลุ ผลสาเรจ็ ตามจุดมงุ่ หมายของการ
นาเสนอ
อา้ งอิง
sites.google.com/site/karnasenx/contact-me. หลักการนาเสนอและการตอบคาถาม.
[ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/karnasenx/contact-me
(21 ตลุ าคม 2563)
presentationben. คลังความรกู้ ่อนการนาเสนอ.
[ระบบออนไลน์] แหลง่ ท่มี า https://presentationben.com/2016/01/19
(21 ตลุ าคม 2563)
elements-present. คลงั บทความองค์ประกอบในการนาเสนอ.
[ระบบออนไลน์] แหลง่ ที่มา http://elements-present.blogspot.com/
(21 ตุลาคม 2563)
sites.google.com [ระบบออนไลน์] แหลง่ ท่มี า https://sites.google.com/a/surinpakdee.ac.th/
(21 ตุลาคม 2563)
บทที่ 3
จติ วทิ ยาในการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอท่ีจะประสพความสาเร็จ ต่อเมื่อผู้รบั การนาเสนอเกิดการยอมรับ และพงึ พอใจจึงตอ้ งใช้
จติ วิทยาอันเปน็ วชิ าท่ีเก่ียวขอ้ งกบั พฤตกิ รรมหรอื การกระทาของมนุษย์มาชว่ ยในการสือ่ สารเพอื่ ทาความเข้าใจ
และปอ้ งกนั การขัดขวางลาพงั การนาเสนอขอ้ เท็จจรงิ ขอ้ มลู และสารสนเทศตอ่ ผู้รบั การนาเสนอยังไม่เพียงพอ
เพราะผู้รบั การนาเสนอเป็นมนุษย์ปุถุชนมีความรู้สึกและอารมณ์ จงึ ต้องนาเสนอให้สนองตอบตอ่ อารมณ์ ของ
ผรู้ บั การเสนอดว้ ย
เราจาเป็นต้องวเิ คราะห์ผู้รบั การนาเสนอ เพอ่ื ใหร้ ู้ถึงความคดิ ความรู้สึก อารมณ์ ทศั นคติ คา่ นิยมและ
รสนิยม ตลอดจนความคาดหวงั ของผรู้ ับการนาเสนอ เป็นการทาความรู้จักอันจะช่วยให้สามารถสนองความ
ตอ้ งการ ถา้ หากผรู้ ับการนาเสนอ เป็นบคุ คลเดียว หรอื คณะบุคคลกล่มุ เลก็ ๆ ก็สามารถวิเคราะหล์ ักษณะของ
ผู้รับการนาเสนอได้สะดวก ถ้าหากผู้รับการนาเสนอจานวนมากเป็นกลุ่มใหญ่นับสิบนับร้อยคนข้ึนไป การ
วเิ คราะหผ์ รู้ บั การนาเสนอย่อมกระทาไดย้ ากขนึ้ ซึ่งจะตอ้ งวเิ คราะหล์ ักษณะของส่วนใหญโ่ ดยรวม
ในด้านจิตวิทยา เราตอ้ งศึกษาถงึ พฤตกิ รรมของผรู้ ับการนาเสนอ และ มีการตระเตรียมการนาเสนอ
การสร้างความนา่ เชอ่ื ถือ ความนา่ ไว้วางใจ การสรา้ งความพงึ พอใจต่อผรู้ ับการนาเสนอ
ลักษณะของการนาเสนอ
การนาเสนอเป็นหนึ่งในทักษะท่ีทุก ๆ คนจะต้องฝึกฝนเพ่ือให้เกิดข้ึนแก่ตน เพราะเป็นทางนามาซึ่ง
ความสาเรจ็ ในการนาผลงาน แผนงาน โครงการและความคิดต่าง ๆ เสนอเพือ่ ให้มีการรับรอง หรือ การอนุมตั ิ
นับวา่ เปน็ สงิ สาคัญอยา่ งยง่ิ ในการทางานและการดาเนินชีวิต
นอกจากการเลอื กรูปแบบของการนาเสนอ ใหถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสมแล้ว จะต้องคานงึ ถึงลักษณะของ
การนาเสนอ ท่จี ะชว่ ยใหบ้ รรลผุ ลตามวัตถุประสงคข์ องการนาเสนอดว้ ย โดยท่ัวไปลกั ษณะของการนาเสนอท่ีดี
ควรมดี ังต่อไปน้ี
1. มีวตั ถุประสงค์ทชี่ ัดเจน กล่าวคือ มีความต้องการท่ีแนช่ ัดว่า เสนอเพือ่ อะไร โดยไม่ตอ้ งให้ผรู้ ับรับ
การนาเสนอต้องถามว่าตอ้ งการใหพ้ จิ ารณาอะไร
2. มีรปู แบบการนาเสนอเหมาะสม กลา่ วคือ มคี วามกะทัดรัดได้ใจความ เรียงลาดบั โดยไมส่ บั สนใช้
ภาษาเขา้ ใจง่าย ใช้ตาราง แผนภมู ิ แผนภาพ ชว่ ยใหพ้ จิ ารณาขอ้ มูลไดส้ ะดวก
3. เนอื้ หาสาระดี กลา่ วคือ มคี วามนา่ เชอ่ื ถือ เทย่ี งตรง ถูกต้อง และสมบรู ณ์ครบถว้ นตรงตามความ
ต้องการ มีขอ้ มลู ท่เี ป็นปจั จุบนั ทันสมัย และมเี นื้อหาเพียงพอแก่การพจิ ารณา
4. มีขอ้ เสนอทดี่ ี กลา่ วคอื มีข้อเสนอท่ีสมเหตสู มผล มขี อ้ พิจารณาเปรยี บเทียบทางเลอื กที่เหน็ ได้ชัด
เสนอแนะแนวทางปฏิบัตทิ ชี่ ดั เจน
หลักการใช้จติ วิทยา
หลกั การนาเสนอเพอ่ื ใหผ้ ู้รบั ฟงั เกิดความสนใจ พึงพอใจอย่างเป็นไปตามความคาดหวงั ของผู้นาเสนอ
ได้นั้น จาเป็นต้องนาเอาหลกั การทางจิตวิทยามาประยกุ ต์ใช้ในการสร้างสภาพแวดล้อมใหเ้ หมาะสม และยัง
เอือ้ อานวยต่อการนาเสนอ ซ่งึ จะทาให้การนาเสนอในคร้งั น้นั มปี ระสทิ ธิภาพมากยงิ่ ข้ึน
1. หลักความแตกตา่ งระหว่างบุคคล เพราะบุคคลแต่ละคนย่อมมีความแตกตา่ งกันเนือ่ งด้วยปจั จัย
ทางพนั ธุกรรมและส่ิงแวดล้อม ดังนั้น ผู้นาเสนอต้องพิจารณาถึงกลุ่มบคุ คลท่ีเขา้ รับฟงั การนาเสนอวา่ เป็นคน
ระดับใด มีพื้นฐานความรู้ การศกึ ษา เพศ อายุ ตาแหน่ง หน้าท่ีการทางานอย่างไร และทกุ คนในกลุ่มผู้รับฟัง
การนาเสนอน้ันมีพ้ืนฐาน ประสบการณเ์ หมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร เพอื่ นาข้อมูลความแตกต่างระหว่าง
บคุ คลมาใช้เป็นประโยชนใ์ นการวางแผนสาหรบั การนาเสนอ
2. หลักการเร้าความสนใจ เป็นหลักการสาคญั ที่จะทาให้ผู้รับฟังการนาเสนอเกิดความสนใจ และ
ตั้งใจในการรับฟังมากย่งิ ข้นึ หลักการทางจิตวิทยาท่ีควรนามาใช้ในการเรา้ ความสนใจของผรู้ ับฟงั การนาเสนอ
ได้แก่ จติ วทิ ยาความสนใจและความตง้ั ใจทีม่ ีตอ่ การฟงั ปจั จัยแห่งความสนใจ เปน็ ต้น
3. หลักการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม การนาเสนอเป็นหลักการที่ประยุกต์จากจิตวิทยาการ
เรียนรู้ที่กล่าวว่าการเรยี นรู้ของบุคคลเกิดจากปัจจยั ดังตอ่ ไปน้ี
3.1 การพบปัญหา และจาเป็นตอ้ งแก้ปัญหานัน้ เพอ่ื ความอยูร่ อด
3.2 เมือ่ ไดล้ งมือปฏิบัติ เพ่ือสรา้ งทกั ษะการแกป้ ญั หาในอนาคต
3.3 อยู่ในสภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสมกบั การเรียนรู้ ด้วยการฝึกปฏิบัติควบคู่ไปกับการใช้สื่อ
และเครือ่ งมอื หรอื กิจกรรมการนาเสนอการใหท้ ุกคนมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรม การนาเสนอ
น้นั มีประโยชน์ คือ ช่วยให้ผู้ร่วมทากิจกรรมหรือผู้รบั ฟังการนาเสนอสามารถเรียนรู้ละ
เขา้ ใจในเนอื้ หาสาระ ของการนาเสนอไดจ้ ากการเรยี นรจู้ ากกจิ กรรม เพราะการนาเสนอ
ในบางเร่ือง การพดู หรอื การใช้ส่ือโสตทศั นปู กรณ์ หรอื การที่นาเอากิจกรรมมาช่วย เชน่
เกมส์ เป็นตน้
3.4 หลักการไดร้ ับผลยอ้ นกลับทนั ทว่ งที หรือ Feedback เปน็ การประยกุ ต์จากทฤษฎี การ
รบั รู้ของบคุ คลมาใช้เพ่ือให้ผู้รับฟังมีการตอบสนองตอ่ การนาเสนอ โดยทฤษฎีน้ีได้แสดง
ถึงการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของบุคคลโดยจะมีกระบวนการเป็นสองทาง เช่น มีคาถาม
มากข้นึ มขี อ้ สงสยั เพ่ือให้ทราบผลการนาเสนอของผู้นาเสนอว่าถูกหรือผิดอย่างไร หรือ
ไดร้ ับความสนใจมากน้อยแค่ไหน มีอะไรบา้ งท่ีต้องแกไ้ ข
จิตวทิ ยาเก่ยี วกบั ความสนใจและความตั้งใจทม่ี ีตอ่ การพูด
ชว่ งความสนใจของมนุษย์อยู่ระหว่าง 3-24 วินาที และความสนใจดีเย่ียมระหวา่ งช่วง 5-8 วินาที ถ้า
จัดข้อความหรอื จงั หวะการออกเสียงใหถ้ ูกตอ้ งกบั ช่วงความสนใจแลว้ คนฟังจะจับใจความท่ีพดู หรือเนือ้ หาของ
ขอ้ ความนาเสนอไดด้ ีข้นึ ฉะน้นั การนาเสนอท่ีดีจึงควรใชข้ อ้ ความง่าย ๆ และไม่ยุง่ ยากซับซ้อนไม่วา่ จะเป็นการ
พูด หรอื การนาเสนอด้วยเอกสารซึง่ ไม่ควรยาวตอ่ เน่อื งกนั มากเกินไป การพดู ซา้ ๆ และเนน้ จงึ ควรใหผ้ ลดกี ว่า
การพูดเร็ว ๆ หรือรีบ ๆ พูด การใช้ข้อความเนื้อหาในแต่ละหน้าโดยเน้นหัวข้อใหญ่ ๆ จะได้ผลดีกว่าการให้
ข้อความอธิบายยาว ๆ เช่นกัน ขอบเขตความสนใจ การทดลองทางจิตวทิ ยาพบวา่ มนุษยม์ ีขอบเขตความสนใจ
ดว้ ยหู ประมาณ 5-8 รายการ ด้วยตาประมาณ 4-5 รายการ ฉะน้ัน การแยกหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย ในการพูด
และในเอกสารการนาเสนอจึงควรใหอ้ ยู่ในขอบเขตความสนใจด้วย คือ ไม่เกิน 8 ข้อ แต่จะให้ได้ผลดียิ่งข้ึนไม่
ควรเกนิ 5 ขอ้
จติ วทิ ยาเก่ียวกบั ความสนใจและความต้งั ใจทีม่ ีตอ่ การฟัง
ปัจจัยความสนใจท่ีมีต่อการฟงั เรียงลาดบั ความสาคญั ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ภาษาท่ีงา่ ยและชดั เจน
2. หัวขอ้ ใหญ่
3. การจัดระเบียบท่ดี ี
4. อาการที่แสดงในการพดู
5. บคุ ลิกภาพของผพู้ ูด
6. การถกเถียงแสดงเหตุผล
7. การใหข้ ้อมูลความรู้
ปัจจยั แหง่ ความตงั้ ใจ คลา้ ยคลงึ กบั ปัจจยั แหง่ ความสนใจ ความตั้งใจเม่อื เกิดขึน้ จะทาใหต้ ้ังใจฟังอย่าง
จริงจังตอ่ ไปจนจบเชน่ เดยี วกบั ความสนใจ ปัจจยั ที่สาคัญของความตงั้ ใจท่ีจะมตี อ่ การพูดเพ่ือนาเสนอ อาจแบ่ง
พจิ ารณาได้ดังต่อไปน้ี
1. ส่วนทีเ่ ก่ียวกับเสยี งและกริ ิยาอาการ เสยี งท่ชี วนใหต้ ้งั ใจฟัง ได้แก่ เสียงทด่ี ังพอชดั เจน สงู ๆ ตา่ ๆ
ช้า ๆ เรว็ ๆ สลับกันไป เปน็ ตน้ กิริยาอาการทช่ี วนให้เกดิ ความตั้งใจ ไดแ้ ก่ การใช้มือไมท้ ่าทางสลับกันไปมาไม่
จาเจ หรือซ้าซาก ปัจจัยประเภทความแปลกใหม่ ความเปล่ียนแปลงหรืออ่ืน ๆ อาจทาได้โดยการใช้กระดาน
แผนภมู ิ หรอื แบบจาลองก็ได้
2. ส่วนท่เี ก่ียวกับเนอ้ื หาทีพ่ ดู เน้ือหาหรอื ถอ้ ยคาทใี่ ช้พดู จะเกดิ ความต้งั ใจฟงั ได้ถ้ามลี ักษณะดังนี้
2.1 ความเขม้ ข้น คาพดู ท่ีเป็นภาพพจนห์ รือเคลื่อนไหวได้ย่อมชวนใหต้ ั้งใจได้ดกี ว่า
2.2 ความแปลกใหม่ ทท่ี าให้รู้สึกต่ืนเต้น จะทาให้สามารถเรียกร้องความตั้งใจได้ เช่น การ
นาเสนอดว้ ยภาพ วีดโี อ แทนการพูดหรอื การใชต้ ัวอกั ษรในการนาเสนอเพียงอย่างเดยี ว
2.3 ความเคล่ือนไหว ความเปล่ียนแปลง ความต้ังใจสูงขึ้นในการฟังที่ใช้อุปกรณ์ส่ือต่าง ๆ
การพูดอยา่ งมที ักษะและมจี งั หวะเข้ากับเน้อื หาทีน่ าเสนอไดด้ ี
ปัจจยั แหง่ ความสนใจ
1. อัตตา อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับตัวผู้ฟังย่อมเรียกร้องความสนใจได้ดีที่สุด ผู้ฟังแต่ละคนเป็นเสมือน
ศูนย์กลางจักรวาลแห่งตนเองท่ีมีทุกส่ิงทุกอย่างหมุนรอบอยู่ ประการแรกท่ีผู้นาเสนอจะต้องขวนขวาย คือ
เชื่อมโยงเร่ืองทีจ่ ะพดู ใหเ้ ก่ียวกับผู้ฟงั โดยตรง ประการทีส่ อง ผู้นาเสนอจะตอ้ งสร้างความตอ้ งการให้เกิดขนึ้ แล้ว
ตอบสอนงความตอ้ งการนัน้
2. ความใกล้ชิดและความคนุ้ เคย คุณสมบัตใิ นการสร้างความสนใจประเภทนี้ต่อเน่ือง มาจากปจั จัย
แรก ความใกลช้ ดิ ประกอบดว้ ย เวลา สถานท่ี ผลประโยชน์ ความร้สู กึ ผ้เู สนอต้องพยายามหาทางดงึ เน้ือหาท่ี
จะพูดใหใ้ กลก้ บั ความปรารถนา ความตอ้ งการ และประสบการณข์ องผนู้ าเสนอให้มากทส่ี ดุ ตอ่ มาเปน็ สว่ นของ
ความคุ้นเคย การเลา่ เรื่องหรอื พดู เรือ่ งท่ีเกีย่ วกบั ความคนุ้ เคยย่อมทาให้เห็นภาพพจน์ หรอื รสชาตดิ กี ว่าสิง่ ที่ไม่มี
ความคุ้นเคย
3. ภาพพจน์ การพูดให้ผู้ฟังเห็นภาพ จะทาให้มีความน่าสนใจเหมือนกับการพาผู้ฟังชมภาพยนตร์
เร่ืองน่าสนุก นา่ สนใจ คาพดู ยอ่ มมีภาพของตวั เอง นักพดู ท่ีพูดนา่ สนใจ คอื ผ้ทู ่ีสามารถสร้างมโนภาพใหเ้ ป็นภาพ
ในความคดิ ของผู้ฟังได้
4. ความสาคัญและความลึกลับ มนุษย์ทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นคุณสมบัติผลักดันให้
คน้ คว้าและประดิษฐ์ต่าง ๆ เป็นทุนธรรมชาติ การพูดท่ีสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้ฟังย่อมได้รบั ความ
สนใจมาก ซง่ึ องค์ประกอบสาคัญเกี่ยวกับการสร้างความสนใจ ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์จะมลี ักษณะ
สาคัญ ดงั น้ี
4.1 มีความสาคัญและมลี ักษณะเดน่ ยิ่งมคี วามสาคญั ยิง่ มีลกั ษณะเด่นเท่าไรก็ย่ิงเป็นทส่ี นใจ
มากข้ึนเท่านั้น ฉะน้ันเวลาจะพูดต้องเตรียมพร้อมกับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์
เฉพาะทสี่ าคญั หรอื เด่น ๆ เท่าน้นั
4.2 สง่ิ ทีล่ กึ ลบั น่าตื้นเตน้ หรือสงิ่ ทคี่ นเราไม่คุ้นเคย ได้แก่ เร่ืองแปลก ๆ ท่ีคนเรามกั จะอยาก
ทดลอบหรืออยากรู้อยากเหน็ โดยเฉพาะในส่ิงท่ีตนไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นมาก่อน บุคคลหรือ
เหตุการณ์เร่อื งราวท่ีไดร้ ไู้ ด้เหน็ หรอื รจู้ กั ดีอย่แู ล้ว จะไมน่ า่ สนใจเหมือนทร่ี ้จู ักผวิ เผนิ
5. ความสนใจจริงจงั ของผู้พดู การพูดไม่เพียงแตป่ ระกอบอยูด่ ว้ ยการสรรหาถอ้ ยคาไพเราะเพราะพร้งิ
หรือน่าสนใจ แตจ่ ะตอ้ งออกมาจากหัวใจผ้นู าเสนอ ท่าทางก็เหมอื นกัน ผนู้ าเสนอตอ้ งทาท่าทางในลกั ษณะของ
ผู้ที่มีความร้สู กึ แรงกล้า และเป็นผู้มีความกระตอื รือร้น ใช้ทา่ ทางเนน้ คาพูดให้จรงิ จัง ไม่ต้องเอาใจใส่วา่ จะเป็น
ท่าทางทส่ี วยงามพอหรือไม่ เพียงแต่ทาให้มคี วามขงึ ขงั เปน็ ธรรมชาติ
สรุป
ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อ สื่อสาร
พบปะพูดคุย เพ่ือแลกเปล่ียนความคิดเห็น หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งข้ึน และหัวใจที่ทาให้เรา
ประสบความสาเร็จทงั้ ในหนา้ ทกี่ ารงาน,ในดา้ นครอบครวั เพื่ออยู่ร่วมกับผู้อ่นื ได้อย่างมคี วามสุข กค็ ือ การรเู้ ท่า
ทันความคดิ ของผู้อน่ื การรู้เทา่ ทันผ้อู ่ืน เพ่ือเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเรา ให้เข้ากับ พอ่ แม่ หรือสมาชกิ ใน
ครอบครวั ,เพอื่ นรว่ มงาน หรือหวั หน้างานไดอ้ ย่างถูกตอ้ งเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพอื่ ป้องกนั มิใหเ้ กิด
ความขดั แยง้
อา้ งอิง
sites.google.com/site/karsenxngan/my-forms. ลกั ษณะการนาเสนอท่ีดี
[ระบบออนไลน์]. แหล่งทีม่ า https://sites.google.com/site/karsenxngan/my-forms
(21 ตลุ าคม 2563)
บทที่ 4
ประเภทของการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอมีอยหู่ ลายประเภท ซง่ึ สามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ การนาเสนอท่ีเกย่ี วกับธุรกิจ และ
การนาเสนอเชิงวิชาการเก่ียวกับการศึกษา ดังนั้น ในชีวิตของแต่ละคนจึงจาเป็นต้องมีความเก่ียวข้องกบั การ
นาเสนอ ไม่ว่าจะในทางธุรกจิ หรือการเรยี น การศึกษา ซงึ่ ในบทน้ีจะเป็นเรื่องของประเภทของการนาเสนอ ซ่ึง
ประกอบดว้ ย
1. การฝึกอบรม
2. การประชมุ
3. สมั มนา
4. การเสนอโครงการ
การฝึกอบรม
การฝึกอบรมเปน็ กลยทุ ธ์ที่สาคัญในการพฒั นาคุณภาพองค์การโดยเนน้ การพัฒนาทรพั ยากรบคุ คลให้
เกิดความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้เกิดความรู้และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นกิจกรรมในการ
ฝกึ อบรมจึงเปน็ หนา้ ที่สาคัญท่ีทุกคน ทุกฝ่ายต้องเรยี นรแู้ ละมสี ่วนร่วม อีกทัง้ เห็นความสาคัญ ซึ่งผลท่ีเกดิ แก่
องค์การ คือ บคุ ลากรและองค์การมีคณุ ภาพ
ความหมายของการฝึกอบรม
การฝกึ อบรม หมายถึง “กระบวนการตา่ ง ๆ ท่ีใช้เพ่ือช่วยให้ข้าราชการมคี วามรู้ ทักษะ และทัศนคติที่
จาเป็นในการปฏบิ ัติงาน ในหนา้ ที่ และเพ่อื ให้เกิดความร่วมมือกันระหวา่ งข้าราชการในการปฏบิ ัติงานรว่ มกัน
ในองคก์ าร” เมื่อมองการฝกึ อบรมในฐานะที่เป็นแนวทางในการพฒั นาข้าราชการตามนโยบายของรัฐหากเป็น
การเพ่ิมขดี ความสามารถในการปฏิบัตงิ านหรอื เพิม่ ขดี ความสามารถในการจัดรูปขององคก์ าร
การฝึกอบรม หมายถึง “การถ่ายทอดความรู้เพ่ือเพิ่มพูนทักษะ ความชานาญ ความสามารถ และทัศนคติ
ในทางที่ถูกท่ีควร เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานและภาระหน้าที่ต่าง ๆ ในปัจจุบันและอนาคตเป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพมากข้ึน”
การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระบบ เพ่ือให้บุคคลมีความรู้
ความเข้าใจ มีความสามารถท่ีจาเป็น และมีทศั นคติท่ีดสี าหรับการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหน่ึงของหน่วยงาน
หรอื องคก์ ารนั้น”
การฝึกอบรม หมายถึง “กระบวนการในอันท่ีจะทาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกิดความรู้ ความเข้าใจ
ทัศนคติ และความชานาญ ในเร่อื งหน่งึ เร่อื งใด และเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามวตั ถปุ ระสงคท์ ่ีกาหนดไว้จะเหน็ ได้
ว่าความหมายของการฝกึ อบรมมีมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าจะพิจารณาจากแนวคิด (Approach) ใดที่เกี่ยวกับการ
ฝกึ อบรม
สรุป การฝึกอบรม คือ กระบวนการที่ทาให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบหนึ่ง เพ่ือ
เพิ่มพูน หรือพัฒนาสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ ตลอดจนการปรับปรุงพฤติกรรม อันนามาซึ่งการแสดงออกที่
สอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงค์ท่ีต้ังไว้
วัตถุประสงค์ของการฝกึ อบรม
1. เพื่อแกไ้ ขปญั หาทเ่ี กีย่ วข้องกับบคุ ลากรซง่ึ เป็นสาเหตุหลกั ของการจดั ใหม้ ีการฝึกอบรม
2. เพื่อเตรียมรับการเปลีย่ นแปลงในอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีปฏบิ ัติงานหรือกรรมวิธีในการ
ผลติ ต่าง ๆ หรือการฝกึ อบรมเพอ่ื ใหเ้ รียนรเู้ ก่ียวกบั เครอ่ื งจักร เครอ่ื งมอื หรอื เทคโนโลยใี หม่ ๆ ขององค์การ
3. ต้องการเพิ่มขดี ความสามารถของบคุ ลากรทมี่ ีอยูใ่ ห้เข้าส่รู ะดับมาตรฐานหรือระดับที่พึงประสงค์
เพ่ือให้มีความรูท้ ันกบั เทคโนโลยีต่าง ๆ ท่ีกา้ วหนา้ อยา่ งรวดเรว็
4. เตรียมการรับมือกบั การแข่งขันทท่ี วีความรุนแรงข้ึน เพือ่ นาความร้ตู ่าง ๆ มาเตรียมพร้อมพัฒนา
ตนเอง พฒั นาองค์การ หรืออาจจะสรปุ วัตถุประสงคใ์ นดา้ นต่าง ๆ ดังนี้
(1) การเพิม่ ปริมาณผลผลติ
(2) การพัฒนาคณุ ภาพของผลผลติ
(3) การลดต้นทนุ ของงาน
(4) ลดอัตราการเกดิ อุบัตเิ หตุอนั จะสง่ ผลตอ่ การลดตน้ ทุนทเ่ี กยี่ วข้อง
(5) การลดอัตราการหมนุ เวยี นและการขาดงานของบุคลากร
ประโยชนข์ องการฝึกอบรม
1. บุคลากรหรือกลุ่มบุคลากรสามารถพัฒนาขีดความสามารถของตนเองท่ีได้รับประสบการณ์การ
เรียนรู้ สามารถนาความร้ไู ปใชใ้ นการทางานใหป้ ระสบผลสาเรจ็ หรอื ช่วยเพิ่มประสิทธภิ าพในการทางาน
2.การได้ปรึกษาหารือกันในส่วนของผู้เกี่ยวข้องในองค์การ เช่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หัวหน้างาน
ผ้บู ังคับบัญชา ผู้บรหิ ารระดับสงู ขององค์การ หรือผู้ท่ีเก่ียวข้องทุกระดับ ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ปัญหา
และการปรับปรุงการทางาน
3. ผูเ้ ข้าร่วมการฝึกอบรมได้ยกระดับความรู้และทักษะให้เกิดการปรับทัศนคติ
4. ช่วยลดระยะเวลาในการเรียนรงู้ าน
5. ชว่ ยลดภาระหน้าท่ขี องหวั หนา้ งาน
6. ชว่ ยกระตุ้นบุคลากรให้ปฏิบัติงานเพอื่ ความก้าวหน้าของตน
บทบาททส่ี าคัญของผรู้ บั ผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม ขอ้ ปฏิบตั ิของผ้รู บั ผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม
1. ต้องยอมรับความมีคุณค่าของผู้เข้าอบรมในแต่ละคน และจะต้องเคารพในความรู้สึกนึกคิดและ
ความเห็น ตลอดจนประสบการณ์ของผู้เขา้ ร่วมดว้ ย
2. พยายามทาให้ผู้เขา้ รบั การอบรมตระหนักดว้ ยตนเองวา่ มคี วามจาเปน็ ที่จะตอ้ งปรับพฤตกิ รรม
(ทั้งดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ ความสามารถ และทศั นคต)ิ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ด้วยการเรยี นรหู้ รือการแกป้ ัญหา
3. ควรจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพให้สะดวกสบาย (เชน่ ที่น่ัง อณุ หภูมิ แสงสว่าง การถ่ายเทอากาศ
ฯลฯ) ให้เออื้ ต่อการปฏสิ มั พันธ์ในกลุม่ ผู้เข้ารว่ มอบรม
4. สร้างความสัมพันธ์อันดี ให้เกิดความรู้สึกไว้เน้ือเช่ือใจ และความช่วยเหลือเกื้อกูลซ่ึงกันและกัน
สนับสนนุ ให้มีกิจกรรมที่ต้องมกี ารให้ความร่วมมือรว่ มใจกันและกัน ในขณะเดียวกนั ควรพยายามหลีกเลี่ยงการ
แข่งขัน
5. ควรเปิดโอกาสใหผ้ รู้ ว่ มอบรมมีส่วนร่วมในเรือ่ ง ดังต่อไปนี้
(1) การกาหนดวัตถุประสงค์ในการเรยี นรูต้ ามความตอ้ งการของผู้ร่วมอบรมโดยให้สอดคล้อง
กับความตอ้ งการขององคก์ าร ของผ้ดู าเนนิ การอบรม และของเนอ้ื หาวิชาด้วย
(2) การกาหนดกจิ กรรม รวมทง้ั การเลือกวสั ดอุ ปุ กรณ์ และวิธกี ารอบรม
(3) การกาหนดมาตรการ เกณฑ์การอบรมซ่ึงเปน็ ทีย่ อมรบั รว่ มกัน รวมทงั้ รว่ มกันกาหนด
เคร่ืองมือและวิธกี ารวัดผลความก้าวหน้าเพื่อใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงค์
6. ช่วยผู้ร่วมอบรมให้รู้จักพัฒนาข้ันตอนและวิธีการในการประเมินตนเอง วิเคราะห์และประเมินผล
โครงการฝึกอบรมตามเกณฑท์ ่ีได้กาหนดไว้แล้ว
คณุ สมบตั ขิ องผ้รู บั ผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม
1. มคี วามรู้
2. รจู้ ักปรับตวั ใหเ้ หมาะสม
3. มคี วามจรงิ ใจ
4. มีอารมณข์ ัน
5. มีความสนใจ
6. การสอนท่มี คี วามชดั เจน
7. การให้ความช่วยเหลอื ผูเ้ ขา้ อบรมแตล่ ะคน
8. มคี วามกระตอื รอื ร้น
คุณสมบัตขิ องผู้รับผิดชอบจดั การฝึกอบรม
1. การหาความจาเป็นในการฝึกอบรม
การหาความจาเปน็ ในการฝกึ อบรม หมายถึง การคน้ หาปัญหาทเ่ี กิดขนึ้ ในองคก์ าร โดย
วิเคราะห์กลุ่มเปา้ หมาย จานวน และพฤติกรรมทีเ่ กิดขนึ้ โดยวิธีการสารวจ การสงั เกต การทดสอบ หรอื อ่ืน ๆ
เพือ่ พจิ ารณาให้ถ่องแทว้ ่า ปัญหาที่เกดิ ขึน้ เพราะอะไร จาเปน็ ท่จี ะตอ้ งให้เทคนิคการฝึกอบรมหรอื ไม่
2. การกาหนดวตั ถุประสงค์ในการฝกึ อบรม
การกาหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการฝึกอบรมน้นั สามารถบอกผจู้ ัดโครงการฝกึ อบรมให้รู้ถึง
จดุ หมายปลายทางของการฝึกอบรมนั้น ๆ ว่าตอ้ งการบรรลุวัตถปุ ระสงค์ด้านในใดบ้าง เช่น ด้านการเพ่ิมพูน
ความรู้ ดา้ นทักษะการทางาน หรอื ดา้ นทัศนคติ
3. การสร้างหลักสตู รฝึกอบรม
การสรา้ งหลักสตู รฝกึ อบรมเป็นการนาปญั หาทคี่ น้ พบมากาหนดเป็นหลักสตู รเพอ่ื ทาการ
ฝึกอบรม ซึ่งหลักสูตรประกอบดว้ ย
1) วัตถปุ ระสงค์ของหลกั สตู ร
2) หมวดวิชา หัวขอ้ วิชา
3) วัตถุประสงค์ของแต่ละหวั ข้อวิชา
4) เนื้อหา เทคนิค/วธิ กี าร ระยะเวลา การเรยี งลาดับหัวขอ้ วิชา
4. การกาหนดโครงการฝึกอบรม
การกาหนดโครงการฝึกอบรมเพ่ือให้ทราบกรอบการปฏบิ ตั ิงาน จากน้ันเสนอโครงการเพ่ือขอ
อนุมัตจิ ากผู้บรหิ าร เพ่อื
1) ใหผ้ ู้บริหารพจิ ารณาตรวจรา่ งโครงการก่อนท่ีจะนาไปฝึกอบรม
2) ให้ผบู้ รหิ ารอนมุ ัติงบประมาณสาหรับใช้ในการดาเนินงาน
5. การบริหารโครงการฝึกอบรม
1) ความสาคญั ของการบริหารโครงการอยูท่ ี่ผรู้ บั ผิดชอบโครงการฝกึ อบรม
2) การบริหารโครงการมี 3 ระยะ คือ
2.1 ก่อนการดาเนินโครงการ
2.2 ระหวา่ งดาเนินโครงการ
2.3 หลังการดาเนนิ โครงการ
6. การประเมนิ /ตดิ ตามผลการฝึกอบรม
การประเมนิ /ตดิ ตามผลการฝกึ อบรม มปี ระเด็นในการประเมิน คือ
1) ทัศนคติทวั่ ไปของผ้เู ข้ารับการฝกึ อบรม
2) ความคดิ เห็นเกยี่ วกับสถานที่ ระยะเวลา และส่งิ ที่อานวยความสะดวกตา่ ง ๆ
3) คุณสมบัตแิ ละวธิ กี ารทว่ี ทิ ยากรแต่ละคนใชใ้ นการฝกึ อบรม
4) ข้อดีและข้อเดน่ หรือข้อบกพรอ่ งตา่ ง ๆ พร้อมขอ้ เสนอแนะ
กระบวนการฝึกอบรม
1. แบ่งโดยยดึ ช่วงเวลาในการทางาน มี 2 ประเภท คอื
1) ฝึกอบรมกอ่ นทางาน
2) ฝกึ อบรมระหว่างทางาน
2. แบ่งโดยยดึ ลักษณะวธิ ีการฝกึ อบรม มี 3 ประเภท คือ
1) ฝกึ ปฏิบตั ิงานปกตใิ นทท่ี างาน
2) ฝึกอบรมนอกสถานทที่ างาน (ฝึกอบรมแบบห้องเรยี น)
3) ฝึกอบรมแบบผสม
3. แบง่ ตามจานวนผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรม มี 2 ประเภท คอื
1) ฝกึ อบรมเปน็ รายบคุ คล
2) ฝึกอบรมเป็นคณะ
4. แบ่งตามลักษณะของกล่มุ เปา้ หมาย มี 2 ประเภท คือ
1) ระดบั แนวนอน ความร้ทู ัว่ ๆ ไปในแผนกเดียวกัน
2) ระดบั แนวตงั้ ความรูเ้ ฉพาะงาน
5. แบง่ ตามวตั ถุประสงค์การฝกึ อบรม มี 3 ประเภท คือ
1) เพื่อแกไ้ ขปญั หาท่เี กิดขึน้ (ขัดขอ้ ง)
2) เพื่อปอ้ งกนั ปญั หาทจ่ี ะเกดิ ขึ้นในอนาคต (ปอ้ งกนั )
3) เพื่อพฒั นาบคุ ลากรใหม้ ศี กั ยภาพสูงข้ึน (พฒั นา)
การพัฒนาบุคลากรด้วยการจัดโครงการฝึกอบรมนั้นจะส่งผล และยังเอ้ืออานวยประโยชน์ให้กับ
องค์การ หรือหน่วยงานได้เพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ และทัศนคติท่ีมีต่องานของบุคลากร
ผ้รู บั ผดิ ชอบจดั การฝึกอบรมเปน็ สาคัญ ถา้ หากจะใหส้ ามารถปฏิบัติงานในด้านการบริหารงานฝึกอบรมได้อยา่ ง
มปี ระสิทธิภาพ นอกเหนือไปจากที่จะต้องมีความรู้ ความเขา้ ใจ เกีย่ วกับกระบวนการฝึกอบรม และหลักการ
บริหารงานฝกึ อบรมแต่ละข้ันตอนแล้ว ผรู้ ับผิดชอบงานฝึกอบรมควรจะต้องมคี วามรู้พื้นฐานทางสังคมศาสตร์
และพฤติกรรมศาสตร์แขนงต่าง ๆ อย่างกวา้ งขวาง เชน่ สงั คมวทิ ยา จิตวิทยา และศาสตร์การจดั การ ซงึ่ จะชว่ ย
เอ้อื อานวยให้สามารถกาหนดหลกั สูตร และโครงการในการฝกึ อบรมได้ง่ายขนึ้ มีความรู้เกี่ยวกับหลักการของ
บริหารบคุ คล และการพัฒนาบุคคลดว้ ยวิธกี ารอื่น ๆ นอกเหนอื ไปจากการฝึกอบรม มีความเข้าใจถึงหลกั การ
เรียนรู้ของผู้ใหญ่ เพื่อให้สามารถปฏิบัตติ ่อผ้เู ข้าอบรมได้อย่างเหมาะสม ตลอดจน เข้าใจถึงหลักการวิจัยทาง
สงั คมศาสตร์อยู่บา้ งพอที่จะทาการสารวจ เพอื่ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมลู ทจี่ าเป็นในการบริหารงานฝกึ อบรม
ได้ นอกจากน้นั แล้ว ผู้ดาเนนิ การฝึกอบรมยงั จาเปน็ ที่จะตอ้ งมคี วามสามารถในการสื่อสาร ท้งั ด้านการเขยี นและ
การพูดในที่ชุมนุมชน ตลอดจนมีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดีเพ่ือให้สามารถติดต่อส่ือสารกับกลุ่มผู้เข้าอบรมและ
ประสานงานกบั ผู้ท่ีเกยี่ วขอ้ งอน่ื ๆ ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ประเภทการฝกึ อบรม
การฝึกอบรมเป็นกิจกรรมทีอ่ งค์การมอบหมายให้หน่วยงานหรือกลุ่มบุคลากรรับผดิ ชอบดาเนนิ การ
อาทิ เชน่
1. การจัดฝกึ อบรมเองภายในองค์การ (In House Training)
การจดั ฝึกอบรมภายในองค์การเป็นการจัดฝกึ อบรมใหบ้ ุคลากรภายในองค์การได้เขา้ อบรม
พร้อม ๆ กัน ครั้งละจานวนมาก (Class Room Training) โดยการดาเนินการตามข้ันตอนในการจัดโครงการ
ฝกึ อบรมเพ่อื พฒั นาบุคลากร
2. การสง่ บคุ ลากรไปอบรมภายนอกองคก์ าร
3. การจัดประชุมเชิงปฏบิ ัตกิ าร (Workshop)
การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการมักเป็นการยกปัญหาทม่ี ีอยู่มาให้ศกึ ษาหรือทดลองปฏบิ ัติ และ
อาจใช้เป็นแนวปฏิบัติหลังการประชมุ ฯ
4. การดูงาน
ดงู าน เป็นการไปขอฟังคาบรรยายสรุปถงึ ลักษณะการจดั ระบบงาน และวิธีการปฏิบัตงิ านจริง
ของหน่วยงานอืน่ ๆ ทีส่ นใจศกึ ษา ณ ท่ตี ัง้ ของหนว่ ยงานนนั้
5. การฝกึ อบรมในขณะปฏิบตั งิ านจรงิ
การฝึกอบรมในขณะปฏิบัติงานจริงหรือท่ีเรียกว่า การฝึกอบรมในที่ทาการปกติ (On the
Job Training) ไดแ้ ก่
1. การเสนอแนะหรอื การให้คาปรึกษา (Coaching/Counseling) หมายถงึ การที่
ผู้บงั คบั บัญชาควบคมุ ดแู ลใหบ้ ุคลากรลงมอื ปฏิบตั งิ านจริง โดยให้คาปรึกษาแนะนาอย่างใกล้ชิด การเสนอแนะ
นีอ้ าจหมายความรวมถึงการเป็นพี่เลี้ยง ซ่ึงไม่จาเป็นจะสอนเฉพาะเร่ืองงานเท่าน้ัน อาจรวมทั้งเรอื่ งเกีย่ วกับ
บคุ คล หรือการวางตวั ในองค์การด้วยก็ได้
2. การสอนงานหรือนิเทศงาน (Job Instruction/Job Supervision) หมายถึง
การทผ่ี ้บู งั คับบัญชาสอนงานใหแ้ กผ่ ู้ปฏบิ ัตงิ านในสังกัด โดยเนน้ ถึงการแบง่ งานออกเป็นขน้ั ตอนที่ผบู้ งั คับบัญชา
จะตอ้ งสาธติ หรอื แสดงวิธกี ารปฏิบตั ิงานให้เข้าใจกอ่ น แล้วจงึ ควบคมุ ดแู ลใหป้ ฏิบตั ิงานตามอยา่ งถูกตอ้ ง
สาเหตุทที่ าใหก้ ารฝกึ อบรมไมป่ ระสบความสาเร็จ
1. ผบู้ ริหารระดบั สูงหรือผ้ทู ี่มีอานาจในการตดั สินใจไมเ่ หน็ คุณค่าของการฝึกอบรมหรือมีความสนใจ
ในลักษณะไฟไหมฟ้ าง ขาดความต่อเนื่องและขาดการสนบั สนนุ อย่างแทจ้ ริง เปน็ ลกั ษณะของการจดั ให้เสร็จๆ
ไป
2. ผูบ้ รหิ ารไมส่ นับสนนุ ใหม้ กี ารนาความรู้ ทักษะ และการจัดการทีไ่ ด้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ในการ
ทางานทาให้เกิดความสูญเสยี ในการลงทุนค่าใชจ้ า่ ย
3. การกาหนดเนือ้ หาในหลักสตู รหรอื ระยะเวลายงั ไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจน ไมค่ รอบคลมุ เน้อื หาจะต้อง
มีการวางแผนหรอื กาหนดเป้าหมายที่ชดั เจน
สาเหตุท่ีทาให้การฝึกอบรมประสบความสาเรจ็
1. การกาหนดเปา้ หมายท่ชี ดั เจน
2. จะต้องทาใหผ้ เู้ ข้ารว่ มการฝกึ อบรมมบี รรยากาศของการฝกึ อบรมที่ไม่เครยี ด สนกุ สนาน
เพลิดเพลินกับกิจกรรมท่ีวิทยากรถ่ายทอดและกระตุ้นให้อยากรู้ สร้างการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนในห้องเรียนใน
บรรยากาศของความเป็นกันเอง
3. วิทยากรจะตอ้ งเปน็ ผมู้ ีความรู้และประสบการณ์ในการทางาน มีความสามารถในการถา่ ยทอด
4. มีการประเมินความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความสามารถท้ังของวิทยากรและ
ผลสัมฤทธิ์ในการเรยี นรูข้ องผูเ้ ข้ารบั การฝกึ อบรมและการบรรลุเป้าหมายของโครงการฝึกอบรมนนั้ ดว้ ย
การประชุม
ความหมายของการประชมุ
การประชมุ คอื กจิ กรรมของบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งไดม้ าพบปะกันตามกาหนดนัดหมาย โดยมีวตั ถุประสงค์
ตา่ ง ๆ กัน เชน่ เพื่อแลกเปลยี่ นความรู้ ความคดิ เพือ่ แกป้ ญั หา เปน็ ต้น ผูเ้ ขา้ ประชมุ แต่ละคนเป็นได้ท้งั ผู้รบั สาร
และผู้ส่งสาร ส่วนความรู้ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกท่ีแสดงออกมาในท่ีประชุม คือ
“สาร” นน่ั เอง
การประชุม หมายถึง การท่ีบุคคลตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป มาร่วมปรึกษาหารือเพื่อร่วมกันคิดอย่างมี
วตั ถปุ ระสงคม์ ีระเบยี บวิธีและเวลาท่กี าหนดให้
องค์ประกอบท่สี าคญั ต่อการจัดหอ้ งประชุม ประกอบดว้ ย
1. ประเภทของการประชุมและกิจกรรม
2. จานวนผูเ้ ข้าร่วมประชมุ
3. ลกั ษณะของห้องประชมุ
4. ความตอ้ งการของผดู้ าเนนิ การประชุม
รปู แบบการจดั ห้องประชมุ
1. แบบหอ้ งเรียน
2. แบบโรงภาพยนตรห์ รือแบบโรงละคร
3. แบบรูปตวั ยู
4. แบบเก้าอ้ี
5. แบบกลุ่มอภิปราย
5.1. แบบรปู สี่เหลีย่ มผืนผ้า
5.2. แบบตวั ที
5.3. แบบวงกลม
5.4. แบบรูปไข่
ประเภทของการประชุม
1) การประชุมเพ่อื แจ้งใหท้ ราบ
2) การประชมุ เพอื่ ขอความคดิ เห็น
3) การประชมุ เพือ่ หาข้อตกลงรว่ มกนั
4) การประชุมเพอ่ื หาข้อยุตหิ รือเพ่อื แกป้ ญั หา
1. การประชุมเพ่อื แจง้ ใหท้ ราบ
วตั ถปุ ระสงค์
- เพื่อแจง้ คาส่งั
- เพ่ือช้แี จงนโยบาย วัตถุประสงคว์ ิธีปฏิบัติ
- เพื่อแถลงผลงาน หรือความก้าวหน้าของงาน เช่นการปฐมนเิ ทศ
- ไมม่ หี นา้ ทแ่ี สดงความคดิ เหน็
- ถ้าเขา้ ใจแล้วถือว่ายุติ
ลกั ษณะสาคญั
- ไมม่ ีการลงคะแนนเสียง
2. การประชุมเพือ่ ขอความคิดเห็น
วตั ถปุ ระสงค์
- เพอ่ื ฟงั ความคิดเห็นจากผูเ้ ขา้ รว่ มประชมุ
- เพอื่ ประธาน หรอื ผ้เู กยี่ วขอ้ งจะนาไปประกอบการตดั สินใจ เช่น การสมั มนา
ลกั ษณะเฉพาะ
- ความเห็นของผูเ้ ขา้ ร่วมประชมุ ไม่มีผลผกู พนั ต่อการตดั สนิ ใจของประธาน
- ผูเ้ ข้าร่วมประชุมมหี น้าท่ใี ห้ความคิดเห็น ความสามารถทจี่ าเป็น คือการพูด การฟงั และการให้
เหตผุ ล
จุดอ่อน
- ผูเ้ ข้าร่วมประชุมบางคนไมย่ อมพดู ในท่ปี ระชมุ แตก่ ลบั ไปพดู นอกห้อง ประชมุ
3. การประชมุ เพอื่ หาขอ้ ตกลงรว่ มกัน
วตั ถปุ ระสงค์
- เพื่อหาขอ้ ตกลงร่วมกนั ซ่ึงผูกพนั การกระทาของผเู้ ข้ารว่ มประชุม
ลกั ษณะเฉพาะ
- ผู้เขา้ รว่ มประชุมมีส่วนไดส้ ่วนเสีย
- บรรยากาศมกั เครง่ เครยี ด ตอ้ งสร้างบรรยากาศเอง
- ความร่วมมอื การสือ่ สารทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ
- เม่อื มกี ารโตแ้ ยง้ จนเหลอื คแู่ ข่ง 2-3 คน แล้วอาจมผี ูข้ อใหป้ ระธานเป็นผู้ ตัดสินใจประธาน
- อาจกาหนดเกณฑก์ ารตดั สินใจด้วยว่าควรจะทาอย่างไร
ผู้เขา้ ร่วมประชุม
- ถ้าคนมีส่วนได้สว่ นเสยี ต้องเตรียมเหตผุ ล ทจี่ ะสนับสนุนสง่ ทีต่ นเองต้องการ และขณะเดยี วกันต้องใจ
กว้างท่จี ะรบั ฟังความคดิ เห็นของผอู้ ่ืนดว้ ย
4. การประชมุ เพอ่ื หาขอ้ ยุติหรอื เพ่ือแกป้ ญั หา
ลกั ษณะสาคญั
- ผูเ้ ข้ารว่ มประชุมมคี วามทดั เทียมกนั ในการแสดงข้อคดิ เหน็ เพอ่ื หาขอ้ ยุติหรอื หาทางแก้ไขปัญหา
ประธาน
- ในการประชมุ เพ่ือหาขอ้ ยุติร่วม ประธานต้องชี้ประเด็นหลักให้ที่ประชุมหาข้อยุติโดยนาเสนอข้อมูล
พ้ืนฐานรวมท้งั ประเดน็ กฎหมายเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณา และสรปุ ข้อยุติร่วมจากท่ีประชมุ
- ในการประชมุ เพอื่ แกป้ ัญหา ประธานตอ้ งชใี้ ห้ท่ีประชมุ เห็นว่าปัญหาคืออะไร ทตี่ อ้ งใหเ้ กดิ ขน้ึ คอื อะไร
ขณะนี้เบ่ยี งเบนอย่างไร ก่อให้เกดิ ความเสียหายอย่างไร ขอให้ทีป่ ระชุมพิจารณาสาเหตุของปัญหา
ต่อไป ขอให้ท่ปี ระชุมพิจารณาหนทางแก้ปัญหา ซึ่งมกั มีหลาย ๆ ทาง ที่ประชุมควรเลอื กแก้ปัญหา
ทางใด
การประชุมท่มี ีประสทิ ธิผล
1. บรรลุวัตถปุ ระสงคข์ องการประชุม
2. มตขิ องทีป่ ระชุมต้องสามารถนาไปปฏบิ ัตใิ ห้เกิดผล
3. ผเู้ ขา้ รว่ มประชมุ ส่วนใหญพ่ งึ พอใจในการประชุมนัน้
4. ใช้เวลาและงบประมาณอย่างประหยัดและเหมาะสมกับการประชมุ น้นั
ขั้นตอนการประชุม
1. เตรียมการ
- รายงานการประชุม (คร้ังกอ่ น)
- วาระการประชมุ (สมัยปจั จบุ นั )
- กาหนดวนั -เวลา
- เตรยี มสถานท่ี/อปุ กรณ์
2. นัดผู้เขา้ รว่ มประชุม
3. ดาเนนิ การประชมุ
4. ผลการประชุม
5. นาผลการประชมุ ไปปฏิบตั ิ
ข้นั ตอนเตรียมการประชมุ
1. จัดทาปฏทิ ินการประชมุ
2. จดั ทาหนังสอื เชิญประชุม
3. จดั วาระการจดั เตรยี ม เอกสารประกอบการประชมุ
4. จัดเตรยี มหอ้ งประชมุ พรอ้ มโสตทศั นปู กรณ์
5. ประชมุ และบนั ทกึ รายงานการประชมุ
6. จัดทารายงานการประชมุ และสรุปมตขิ องคณะกรรมการฯ
7. จัดส่งรายงานการประชุม
การเตรยี มการของผนู้ าเสนอ
ผ้ทู ม่ี ีหนา้ ทใ่ี นการนาเสนอ ควรทาหนา้ ทใ่ี นการเตรียมการเพือ่ การนาเสนอของตนเอง และเพือ่ ใหก้ ลุ่ม
ผเู้ ขา้ รว่ มประชุมได้มสี ว่ นรว่ ม ดงั ต่อไปนี้
1. การเลือกหวั ขอ้ เรอ่ื งหรือปญั หา หลกั เกณฑ์ในการเลือกหวั ขอ้ มีดังน้ี
1.1 หัวข้อเร่อื งตอ้ งเหมาะสาหรบั การอภปิ ราย คือ เปน็ เรื่องทมี่ ีประโยชน์ ไม่เก่ยี วขอ้ งกับใคร
เปน็ การส่วนตัว และเหมาะสมกบั กาลเวลา
1.2 หัวข้อเร่ืองต้องเหมาะสมกับกลุ่มท่ีจะร่วมประชุมอภิปราย คือ เหมาะสมกับระดับภูมิ
ปัญญา การศกึ ษาและประสบการณ์ผเู้ ข้าร่วมประชุม
1.3 หัวขอ้ เร่ือง ควรมีลกั ษณะเปน็ ปัญหาทตี่ ้องพจิ ารณาและถกเถียงกัน เพื่อพจิ ารณา
ทางเลอื กหรือหาข้อสรุปหลาย ๆ ทาง
1.4 เป็นเร่อื งที่หาทางแก้ไขได้ ควรหลีกเล่ียงเก่ียวกับความรู้สึก เพราะพสิ ูจน์ข้อเท็จจริงได้
ยากมีแต่ถกเถยี งกนั เท่าน้นั จะหาขอ้ ยุติไมไ่ ด้
1.5 หัวขอ้ เรื่องตอ้ งเป็นปัญหาขอ้ เท็จจริง และเป็นทน่ี า่ สนใจที่จะนามาอภิปรายกันได้
2. การผูกหวั ข้อเรือ่ ง มหี ลกั เกณฑป์ ระกอบการพจิ ารณา ดงั ต่อไปน้ี
2.1 ควรผกู หัวข้อเร่อื งไปในรปู ทเี่ ปน็ คาถามอย่างเปน็ กลาง ไม่ลาเอยี งไปทางใดทางหนงึ่
2.2 ไม่ควรผูกหัวข้อเร่ืองท่ีมีลักษณะ หรือความหมายกว้างขวางเกินไปจนไม่สามารถอภิ
ปรายกนั ได้ภายในเวลาอันสั้น
3. การรวบรวมเนอ้ื หา การประชุมหรือการอภิปรายท่ีดี และประสบความสาเรจ็
จริง ๆ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนจะต้องเตรียมเนื้อหาและความคิดเห็นไว้ให้พร้อม ปกติการ
ประชุมหรือการอภิปรายมักจะจัดขึ้นอย่างเป็นกันเองมากกว่าการพูดต่อชุมนุมชน แต่ก็ต้อมีเน้ือหาสาระ
ครบถ้วนด้วย
4. การจัดลาดับวาระของเรอื่ งท่ีจะประชุม ในการประชุมทั่วไปมักมีการเตรียมวาระการประชุม แจกให้
ผเู้ ขา้ ร่วมประชุมอภิปรายไดท้ ราบล่วงหนา้ เพอื่ จะได้เตรียมตวั และพูดคุยในการประชุมตามวาระและเวลา
ที่กาหนดไว้
การจัดลาดับวาระการประชมุ กอ่ นหลงั หมายถึง การจัดลาดับว่าเรื่องใดจะเกิดขน้ึ ก่อนหรอื สาคญั กว่า
ควรนามาพูดก่อน และเช่ือมโยงให้สอดคล้องกันตามลาดับแห่งกาลเวลา กระบวนการ หลังจากนั้นกาหนด
ความสาคญั ให้ชดั เจน โดยใช้หลักการในการจัดลาดับความสาคญั ของแต่ละเรื่อง ดังนี้
1. เร่ืองสาคญั มากมผี ลกระทบต่อธุรกจิ สงู ในเชิงการแขง่ ขันไปสคู่ วามสาเรจ็
2. เรอ่ื งสาคัญมผี ลกระทบค่อนข้างมาก
3. เรื่องสาคัญพอใจ
5. กาหนดเวลาการประชุม ในการประชุมแต่ละครั้งจะต้องกาหนดวนั ที่ เวลาเรม่ิ ต้น และเวลาสนิ้ สุด
ไว้อย่างชัดเจน แต่กอ่ นหน้าท่ีจะตดั สนิ ใจวา่ มีการประชมุ น้ัน จะต้องพิจารณาว่าเม่อื ไรควรจะมกี ารประชมุ และ
ควรใช้เวลามากน้อยเพียงใด มีนกั จิตวิทยาซึ่งได้เคยทาการวจิ ัยทดสอบประสิทธภิ าพของผู้เข้าร่วมประชุม ได้
กาหนดเวลาตา่ ง ๆ ไว้ ดงั นี้
- ผลติ ภาพ (Productivity) ของกลมุ่ จะเริม่ ลดลงหลงั จาก 1 ช่ัวโมงครึง่ ผ่านไปแล้ว
- ผลติ ภาพ (Productivity) ของกลุ่ม จะเร่ิมลดลงอยา่ งฉับพลันหลังจาก 2 ชว่ั โมงผา่ นไปแลว้
- แตล่ ะตอน (Session) ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงคร่ึง
- การประชมุ ทยี่ าวนานควรแบ่งเปน็ 2 ชว่ ง และมีการหยดุ พกั ระหว่างกลาง 10-15 นาที
การสัมมนา (Seminar)
ความหมายของการสัมมนา
การสัมมนาอาจ หมายถงึ การชุมนมุ ของผู้คน เพ่ือการอภิปรายหัวขอ้ ท่ีจะบรรยาย การชมุ นุมดังกลา่ ว
มักจะเปน็ ช่วงการโตต้ อบท่ีผู้เขา้ อบรมมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับหวั ข้อทีถ่ กู บรรยาย ซึ่งมกั จะผู้บรรยาย
หรอื นาโดยหน่ึงและสองพธิ กี รทใ่ี หก้ ารบรรยาย เพ่ือนาทางการสนทนาหรือการบรรยายตามเสน้ ทางทีต่ ้องการ
สมคิด แก้วสนธิ และสุนันท์ ปัทมาคม. (2545 หน้า 45) กล่าวว่า การสัมมนาเป็นการจัดในลักษณะอภิปราย
และแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ ประสบการณ์ หรือ เป็นการระดมความคดิ เรือ่ งใดเร่อื งหน่งึ ให้เหมาะสาหรับกรณี
ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนามีประสบการณ์ ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็น ไม่มี
วทิ ยากร มแี ต่ผู้ประสานงาน หรือผู้จดั ดาเนนิ การคอยอานวยความสะดวก และให้ผูเ้ ข้ารว่ มสมั มนาจะเลือกผนู้ า
กลุ่มการสัมมนาจากผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกัน เพ่ือเป็นตัวแทนในการรายงานการอภิปรายและดาเนินการ
สมั มนาไปตามตาราง ที่กาหนดไว้
สรุปได้ว่า การสัมมนา หมายถึง การประชุมเพ่ือ แสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนเรยี นรูแ้ ละความคิดเห็น
โดยมวี ัตถปุ ระสงคห์ รือการศึกษาในเรอ่ื งเดยี วกัน รวมทง้ั ร่วมวิเคราะห์ปญั หา หาแนวทางแก้ไข และหาข้อสรุป
รว่ มกนั เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อส่วนรวมรว่ มกนั ดังนั้น การสอนวชิ าสมั มนา เป็นกระบวนการหนึง่ ของกจิ กรรม
การเรยี นรู้ ศกึ ษา ค้นคว้า โดยวิธกี ารต่าง ๆ เป็นการฝกึ ทกั ษะการคดิ อย่างเปน็ ระบบ การวเิ คราะห์ปญั หา และ
การเสนอแนวทางแก้ไขการแสดงออกโดยการพูด การสนทนา การอภิปรายที่เก่ียวกับเน้ือหาของเร่ืองน้ัน ๆ
เพ่ือให้ได้ข้อสรุปของแนวทางทม่ี คี วามเปน็ ไปได้ โดยวธิ กี ารปรกึ ษาหารือร่วมกนั
ความสาคัญของการสมั มนา
กระบวนการดาเนินงานท่ดี ี ควรจะมกี ารวางแผนก่อนการปฏบิ ัตงิ าน และการตดั สินใจทีเ่ หมาะสม โดย
การคดิ ร่วมกันเพือ่ หาขอ้ สรปุ ที่ดที ีส่ ดุ แต่ละเรอ่ื งอาจใช้วธิ ีการประชมุ การสนับสนุนจากผมู้ ีสว่ นได้สว่ นเสยี และ
ผู้ท่เี กีย่ วขอ้ ง จึงถอื วา่ การประชมุ มคี วามสาคัญ มผี ู้ให้ความหมายไว้หลายทัศนะ ดงั น้ี
เกษกานดา สุภาพจน์ (2549 :1) กลา่ วว่า การประชุมสมั มนาเป็นเทคนคิ ของการให้ ไดม้ า
ซงึ่ แนวคดิ และประสบการณเ์ พ่อื เป็นแนวทางของการหาขอ้ สรุปและนาไปใชแ้ กไ้ ขหรือพฒั นาใหม้ ี
ประสิทธิภาพยิ่งข้ึน
ความสาคัญของการประชมุ สมั มนามีดังนี้
1. เป็นการตดิ ตอ่ ส่ือสารที่รวดเรว็ เมือ่ บุคลากรไดม้ าพบปะพูดคยุ แบบเผชิญหน้า ประชมุ โต้ตอบกันใน
ทนั ทที นั ใด ทาความเขา้ ใจกันได้ในเวลาอนั สนั้ ไมต่ ้องเสยี เวลาในการสื่อสารมาก
2. เป็นการระดมความคิดเห็นแลกเปล่ียนประสบการณ์ หาข้อสรุป หรอื แนวทางท่ีใช้ในการตัดสินใจ
ให้บรรลุตามวตั ถุประสงค์ท่ตี ง้ั ไว้เปน็ อย่างดี
3. เป็นสื่อกลางในการพบปะแลกเปล่ียนข่าวสาร ความรู้ ฯลฯ ซ่ึงผู้เกี่ยวข้องจะมีโอกาสช้ีแจ งและ
ซักถามข้อสงสัยได้ ก่อให้เกดิ ความรู้สึกร่วมแรงร่วมใจ มีความรสู้ ึกเป็นส่วนหนึ่งของหนว่ ยงานน้นั ๆ ทาให้เกิด
การเรียนรู้ถึงวิธีการปรบั ตนเองให้เข้ากับผอู้ ื่นและทราบข่าวสารเรื่องราวความเคลื่อนไหวในกจิ การตา่ ง ๆ ใน
สังคมทเี่ กย่ี วขอ้ ง
4. เป็นเทคนิคของการให้ได้มาซึ่งความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางของการหา
ขอ้ สรปุ และนาไปใช้แกไ้ ขหรือพฒั นาให้มีประสทิ ธภิ าพยง่ิ ขึ้น
5. เปน็ เครอื่ งมือสาคัญในการปฏบิ ัติหนา้ ที่ เอ้ืออานวยในการปฏบิ ัติงานและการถ่ายทอดความรหู้ รือ
ข่าวสารตา่ ง ๆ เช่น การประชุมชแ้ี จงเก่ียวกับนโยบายต่าง ๆ ของหนว่ ยงาน หรอื การประชุมทางวิชาการ
จดุ ประสงค์ของการสัมมนา
การสัมมนาบางทีอาจมีจุดประสงค์หลายประการ หรือเพียงแค่จุดประสงค์เดียวก็ได้ ตัวอย่าง การ
สัมมนาเพื่อการศึกษา เช่น การบรรยาย ซึ่งผู้เขา้ สัมมนามีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อทางวิชาการ
เพื่อจุดประสงค์ในการทาความเขา้ ใจเรอื่ งนี้มากข้ึน แนน่ อนว่าการสัมมนาสามารถสรา้ งแรงบันดาลใจได้ซึ่งใน
กรณนี ้ีจุดประสงค์คือการสร้างแรงบันดาลใจใหผ้ ู้เข้าร่วมประชุมกลายเป็นคนดขี ้ึนหรือเพื่อพัฒนาทักษะท่ีพวก
เขาอาจได้เรยี นรจู้ ากการสมั มนา
บางครัง้ การสัมมนาเป็นเพยี งวิธีการสาหรับนักธุรกิจหรือบุคคลท่มี ีใจเดียวกนั เพือ่ สรา้ งเครอื ขา่ ยและ
พบผู้เข้าร่วมประชุมคนอ่ืน ๆ ท่ีมีความสนใจคล้ายกัน นอกจากนี้ การสัมมนาทางการค้านาเสนอส่วนต่าง ๆ
ของชุมชนด้วยกันเช่นเจา้ หน้าที่ของรัฐ นักธุรกิจและประชาชนท่วั ไป การจัดสัมมนาดังกล่าวมักประกอบด้วย
การ workshop และการนาเสนอเอกสาร พวกเขามกั จะถูกจดั ข้ึนเพือ่ จดุ ประสงค์ในการสรา้ งเครือข่ายกับผขู้ าย
รายต่าง ๆ และทาการเช่ือมต่อใหม่ ๆ การจัดสัมมนา มีหลายจุดประสงค์แตกต่างกันไปตามหัวข้อของการ
สมั มนา เพอ่ื บรรยายใหผ้ ูท้ ่ีเข้าร่วมไดร้ บั ความรู้ ไมว่ ่าจะเสียค่าใช้จ่ายหรือไมก่ ็ตาม
วตั ถุประสงคข์ องการจดั สัมมนา
1. เพอื่ เพิ่มพนู ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์แก่ผูเ้ ขา้ ร่วมสมั มนา
2. เพื่อแลกเปล่ียนความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน ระหว่างผู้เข้าสัมมนาด้วยกัน และผู้เข้าสัมมนากับ
วทิ ยากร
3. เพอ่ื ค้นหาวธิ กี ารแกป้ ญั หาหรือแนวทางปฏบิ ัติรว่ มกัน
4. เพื่อให้ได้แนวทางประกอบการตัดสินใจหรอื กาหนดนโยบายบางประการ
5. เพือ่ กระตุ้นให้ผ้รู ว่ มเข้าสมั มนานาหลักวิธกี ารทไี่ ด้เรียนรไู้ ปใชใ้ หเ้ ปน็ ประโยชน์
การสัมมนาแต่ละครง้ั จะบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใดนอกเหนอื จากกระบวนการจัดสัมมนา
และวิทยาการแล้วสมาชิกผู้เข้ารว่ มสัมมนา มีความสาคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะเป้าหมายท่ีเด่นชัดของการ
สมั มนาก็คือผู้เข้าร่วมสมั มนาทุกคนต้องทาหน้าที่เป็นท้ังผใู้ ห้และผู้รับ คือเป็นผู้ฟงั ความคิดเห็นจากผู้เขา้ ร่วม
สมั มนาดว้ ยกัน และในขณะเดยี วกนั ก็เป็นผู้เสนอความคิดเห็นใหแ้ ก่กลุ่มด้วย ดังน้ันหวั ใจของการสัมมนาจงึ อยู่
ที่ว่าสมาชกิ ทกุ คนไดม้ ีส่วนรว่ ม ไดแ้ สดงความคิดเห็น และได้เสนอแนวคิดใหแ้ กก่ ลุ่มเปน็ ประการสาคัญ
ประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการสมั มนา
1. เป็นการร่วมกันแก้ปัญหาจากคนหลายคนที่มาร่วมกันผนึกความคิดแลกเปล่ียนความรู้และ
ประสบการณ์ย่อมได้ผลดีกว่าการคิดคนเดียว หรือแก้ปัญหาคนเดียว และยังเปน็ การกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่
เขา้ มามีส่วนรว่ มรับผดิ ชอบด้วย
2. ก่อใหเ้ กิดความร้สู ึกร่วมแรงร่วมใจ มคี วามรู้สึกเหมือนกิจการน้ัน ๆ เพราะได้มีสว่ นเป็นผู้กาหนด
และรับรเู้ ร่อื งราวเก่ียวกบั ความเคลอ่ื นไหวในเรอ่ื งนนั้ ๆ ดว้ ย
3. เป็นการช่วยให้ผู้สัมมนาได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อันจะทาให้เกิดทัศนะคติ
กวา้ งขวางขึ้น และในบางกรณีอาจใช้การสัมมนาเปน็ เคร่ืองมือหล่อหลอมความร้สู ึกนึกคิดของกลุ่มคนให้เป็น
อันหน่งึ อนั เดยี วกันได้
4. ก่อให้เกิดผลดีต่อการประสานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงาน เพราะผู้เขา้ สัมมนามักจะมาจาก
หลายสถานที่ หลายหน่วยงาน ในระหวา่ งการสัมมนาจะช่วยใหเ้ กิดความสัมพันธอ์ ันดีตอ่ กนั เกดิ ความเขใจ
และเห็นอกเห็นใจซง่ึ กันและกัน ด้วยเหตุนผ้ี ูเ้ ขา้ สัมมนามีโอกาสไดเ้ ปลยี่ นความคิดเห็นในเรื่องส่วนตัวและการ
ทางาน ทาให้มคี วามรูจ้ ักสนิทสนมคนุ้ เคยกันในเวลาเดียวกนั
ลักษณะของการสมั มนาทด่ี ี
สมพร ปนั ตระสตู ร (2525:3) ไดก้ ล่าวถึงลกั ษณะของการสมั มานาทด่ี ไี ว้ดงั นี้
1. กาหนดจดุ มุ่งหมายในการสัมมนาให้แนช่ ดั ว่าต้องการจะไดผ้ ลอย่างไรในการสมั มนาครง้ั นี้
2. จดั การสัมมนาเพอ่ื เสริมความรแู้ ละประสบการณ์ใหม่แก่สัมมนาสมาชิก
3. จดั ใหม้ ีโอกาสสัมมนาสมาชกิ ไดแ้ ลกเปล่ยี นความรูค้ วามคิดเห็นและแลกเปล่ยี นประสบการณ์กัน
อย่างกว้างขวา้ ง
4. ให้สมาชิกได้มีโอกาสร่วมกันแก้ปัญหาท่ีมีมาก่อนการสัมมนา หรือปัญหาท่ีเกิดข้ึนระหว่างการ
สัมมนาให้มากทีส่ ุด
5. มีอุปกรณ์ในก่ีสัมมาเพียบพร้อม เช่น หนังสือ เอกสาร สถานท่ี วิทยาการ เครื่องมือ
โสตทัศนปู กรณ์ เครอื่ งเขยี นและอนื่ ๆ ท่จี าเปน็
6. กาหนดช่วงเวลาในการสัมมนาให้เหมาะสมกบั หวั ขอ้ ปัญหาทีจ่ ดั สัมมนา
7. สมั มนาสมาชิกมีบุคลิกภาพทางประชาธิปไตยสูง กล่าวคือสมาชิกต้องใจกว้างท่ีจะรับฟังเหตุและ
ผลของผเู้ ข้าร่วมสัมมนาอ่นื อยา่ งกว้างขวาง แม้ไมต่ รงกับความคิดเหน็ ของตน
8. ผ้ดู าเนนิ การจดั การสัมมนามคี ุณภาพ มีความเป็นผู้นา และสันทดั จัดเจน ในการจัดการสมั มนา
9. ผลทไี่ ด้รบั จากกาจดั การสมั มนาสามารถนาไปเป็นแนวทางทาประโยชน์ไดอ้ ย่างแท้จรงิ อย่างนอ้ ย
ก็ต้องสมารถคลค่ี ลายปญั หาที่นาเข้าสกู่ ารสมั มนาได้
10. มกี ารเผยแพรผ่ ลลการสัมมนาสสู่ าธารณชนตามควรแกก่ รณี
นริ นั ดร์ จุลทรพั ย์ (2524 : 280 – 281) กลา่ วว่าการสมั มนาท่ีดคี วรมีลักษณะดงั นีค้ อื
1. มีจดุ ม่งุ หมายในการจดั สัมมนาอย่างชดั เจน และสมาชกิ ทุกคนทงั้ คณะกรรมการจัดสัมมนา ผูเ้ ข้า
สมั มนา ตลอดจนวทิ ยาการ ควรจะไดร้ บั ทราบจุดมุ่งหมายนีด้ ว้ ย
2. มกี าจัดทชี่ ่วยเสริมความรู้ให้แกผ่ เู้ ข้าร่วมสมั มนาอย่างแท้จริง
3. มีการเปิดโอกาสใหผ้ ู้เข้าสัมมนาไดแ้ ลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ และความรซู้ ึง่ กนั และกนั
4. มีการเปิดโอกาสให้ผเู้ ขา้ สมั มนาไดร้ ่วมกนั แกป้ ัญหาทมี่ กี ารสอดคล้องกบั จุดมงุ่ หมายทก่ี าหนดให้
5. ผู้เข้าสัมมนามีความศรัทธาในวิธีการแห่งปัญญาเป็นเคร่ืองมือในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ
(Intellectual Method)
6. ผูเ้ ข้าสัมมนามวี ิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตย กลา่ วคอื เคารพและยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผู้อน่ื มีมารยาทในการพดู และการฟัง ปฏบิ ตั ิตามกติกาของการสัมมนา เปน็ ต้น
7. ผู้เข้าสมั มนาทกุ คนมคี วามกระตือรือรน้ ที่จะทางานร่วมกัน เพื่อใหบ้ รรลตุ ามจุดมงุ่ หมายทว่ี างไว้
8. มีผ้นู าทีด่ ีท่ังในการเตรียมการและการดาเนนิ การสมั มนา
9. มีการจัดการท่ีดี คือ จัดผู้บรรยายหรือผู้อภิปรายที่น่าสนใจ ดาเนินรายการต่าง ๆ เป็นไปตาม
กาหนดการอย่างต่อเน่ือง ไม่ติดขัด สับสน ผู้เข้าสัมมนาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ตลอดจนได้รับการ
ประชาสมั พันธ์ช้ีแจงรายละเอยี ด กระบวนการต่าง ๆ ตลอดการสมั มนาอย่างชดั เจน
10. มีอุปกรณส์ าคญั สาหรบั ใช้ประกอบสัมมนา และอานวยความสะดวกต่อการสมั มนาอย่างครบถ้วน
เชน่ หนังสอื หรอื เอกสารตา่ ง ๆ อุปกรณก์ ารเขยี น เครื่องมอื อุปกรณโ์ สตทัศนปู กรณ์ สถานท่ีหอ้ งประชมุ ใหญ่
หอ้ งประชมกล่มุ ย่อย ห้องรับประทานอาหาร เป็นต้น
11. ผลที่ได้จาการสัมมนา สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ท้ังแก่ตัวสมาชิกเองและแก่
หน่วยงานหรอื สถาบันทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
องคป์ ระกอบของการสัมมนา
นริ นั ดร์ จุลทรัพย์ (2547:271 - 280) ได้กล่าวไวว้ ่าการจัดสัมมนาแต่ละครั้งประกอบด้วย องค์ประกอบ
ทสี่ าคญั 4 ประการดังนี้
1. องคป์ ระกอบด้านเนื้อหา ไดแ้ ก่
1) หัวข้อหรือเร่ืองทีจ่ ัดสัมมนา
2) จดุ มงุ่ หมายสาคญั ของการสัมมนา
3) หวั ขอ้ ใหค้ วามรู้ทส่ี มั พนั ธก์ ับเรอ่ื งทจ่ี ดั สัมมนาโดยวิธกี ารบรรยายหรืออภิปราย
4) กาหนดการสัมมนา
5) ผลทไี่ ด้จากการสัมมนา
2. องค์ประกอบดา้ นบคุ ลากร คือผู้ท่เี กี่ยวข้องกับการสัมมนา ซึ่งประกอบด้วย
1) ผู้จดั การสัมมนา ไดแ้ ก่ บุคคลหรอื คณะกรรมการ ซึ่งมีหน้าทจี่ ดั สัมมนาใหบ้ รรลุตามจดุ มุ่ง
หมายทกี่ าหนดไว้ คณะกรรมการจัดสมั มนาอาจแบง่ ออกเป็นฝา่ ย ๆ แต่ละฝ่ายมีหน้าที่ดังน้ี
1.1 คณะกรรมการอานวยการประกอบด้วยผู้บริหารในหนว่ ยงานเป็นผูท้ าหน้าท่อี านวยการ
จดั การสัมมนาใหแ้ กค่ ณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ ดงั น้ี
- กาหนดนโยบายจัดสมั มนา
- ตรวจสอบดูแลการดาเนินงานให้เปน็ ไปตามนโยบายและแกป้ ัญหา
- ใหค้ าปรึกษาแก่คณะกรรมการดาเนนิ การฝ่ายต่าง ๆ
1.2 คณะกรรมการดาเนินการจัดสมั มนา เป็นคณะกรรมการทาหน้าทปี่ ฏบิ ัตกิ ารจัดสัมมนา
ใหเ้ ป็นไปตามนโยบายซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1.3 ประธานและรองประธานจดั สมั มนา เป็นผทู้ าหน้าท่ีดาเนินการจดั สัมมนาร่วมกับ
คณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ ดังนี้
- วางแผนและดาเนนิ การจดั ทาโครงการสัมมนา
- จดั หาคณะกรรมการและแบง่ คณะกรรมการเป็นฝ่ายตา่ ง ๆ
- ประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ตลอดจนการจัดประชุมคณะกรรมการ
ฝ่ายตา่ ง ๆ
- ตดั สินใจและแกป้ ญั หาการดาเนินการใหแ้ กค่ ณะกรรมการฝ่ายตา่ ง ๆ
รองประธานมีหนน้าท่ีช่วยเหลือตามท่ีได้รับมอบหมาย หรือ ปฏิบัติหน้าท่ีแทน
ประธานในกรณที ี่ประธานไมส่ ามารถปฏบิ ตั ิหน้าท่ไี ดห้ รอื ลาออก
1.2.2 คณะกรรมการฝ่ายเลขานกุ าร ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ
กรรมการและเลขานุการ มหี น้าท่ดี ังนี้
- ดาเนินงานด้านธรุ การทั่วไป
- เตรียมวาระการประชมุ รว่ มกับประธานในการจัดสัมมนาออกหนังสือเชญิ ประชุม
กรรมการฝ่ายต่าง ๆ ในนามประธานจัดสัมมนาและบันทึกการประชุมพร้อมท้ัง
อานวยความสะดวกใหแ้ กผ่ เู้ ขา้ ประชมุ
- บันทึกการบันยายอภิปรายและรายงานผลการประชุมกลุ่มย่อยต่อที่ประชุมใหญ่
ในขณะสมั มนาและสง่ มอบให้แก่ฝ่ายเอกสารเพือ่ จดั พมิ พ์และเผยแพร่ต่อไป
- อานวยความสะดวกต่าง ๆ ตลอดโครงการสมั มนา
- ตดิ ต่อประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ตามท่ปี ระธานจดั สัมมนา
มอบหมาย
- จดั ทาหนังสอื เชิญวทิ ยากร หนงั สือตอบขอบคุณและหนังสือเชญิ แขกผมู้ ีเกียรตเิ ข้า
รว่ มในพธิ เี ปิดและปดิ การสัมมนา
- จัดทาหนังสือกล่าวรายงานของประธานจัดสัมมนาต่อประธานในพิธีเปิดและปิด
การสัมมนาและหนังสือคากล่าวเปดิ และคากลา่ วปดิ ของประธานในพธิ ี
1.2.3 คณะกรรมการฝา่ ยทะเบยี น ประกอบดว้ ย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ
และเลขานกุ าร มีหนา้ ท่ีดงั น้ี
- รวบรวมรายช่ือและจานวนสมาชกิ ท่ีจะเข้าร่วมสมั มนา
- เตรียมการลงทะเบียน จัดทารายชื่อและป้ายช่ือสมาชิกท่จี ะเข้าสัมมนา
- รับลงทะเบียน
- สารวจจานวนของสมาชกิ ทลี่ งทะเบยี นจริง และแจกเอกสารสมั มนาโดยประธาน
งานกับฝ่ายเอกสารฝ่ายเลขานุการ
- แบง่ กลมุ่ ยอ่ ยผ้เู ขา้ สมั มนาในการประชมุ กล่มุ ย่อย
1.2.4 คณะกรรมการฝ่ายเอกสาร ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ
กรรมการและเลขานุการมหี น้าทดี่ ังน้ี
- จดั เตรยี มเอกสาร และจดั ทาแฟ้มการสัมมนา
- ร่วมกบั ฝา่ ยทะเบียน แจกเอกสารและแฟม้ แก่ผู้เขา้ สัมมนาและแขกผูม้ ีเกยี รติ
- ประสานงานกับฝายเลขานุการ และฝ่ายทะเบียนเกี่ยวกับเอกสารการสัมมนาที่
จะต้องนามาจดั พมิ พ์
- จัดพมิ พ์เอกสารสรปุ ผลการสัมมนา และเผยแพร่
1.2.5 คณะกรรมการฝ่ายเหรญั ญิก ประกอบดว้ ยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ
กรรมการเลขานกุ าร มหี นา้ ท่ีดงั น้ี
- เตรียมเรอ่ื งเกย่ี วกบั งบประมาณและใบสาคญั ทางการเงนิ
- จัดเตรียมของที่ระลึกสาหรับวิทยากรและผู้มีอุปการระคุณหรือเงินค่าตอบแทน
สาหรบั วิทยากร
- ยืมเงินทดรองจา่ ยสัมมนาจากหนว่ ยงานเจ้าของโครงการ
- จัดทาบญั ชเี บิกจ่ายเงนิ และวสั ดุ ตลอดการสัมมนา
- ตดิ ต่อและประสานงานกบั คณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ ในเรื่องการเงินและวสั ดุ
- ให้คาปรึกษาในเรือ่ งการเงินและวสั ดุแกค่ ณะกรรมการฝา่ ย
ตา่ ง ๆ
- รับเงินคา่ ลงทะเบยี นจากผ้เู ข้าสมั มนา และเกบ็ รักษาเงินด้วยความรอบคอบ
- จัดทารายงานสรุปผลการใชจ้ ่ายเงนิ เสนอต่อประธาน และทปี่ ระชมุ ตลอดจนการ
จดั เกบ็ หลักฐานตา่ ง ๆ เก่ียวกบั การเงนิ
1.2.6 คณะกรรมการฝ่ายพิธีการ ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ
กรรมการเลขานุการ มีหน้าทีด่ งั น้ี
- ประสานงานกับฝ่ายสถานที่ จัดโต๊ะหมู่บชู าและเคร่อื งพิธีต่าง ๆ ในวนั เปิดและปิด
การสัมมนา
- จัดเตรียมบุคคลจัดส่งเทียนชนวนให้ประธานในพิธีเปิด และเชิญพานแฟ้มกล่าว
รายงานของประธานจัดสัมมนา และประธานในพิธีเปิดและปดิ สัมมนา และเชิญ
พานของท่รี ะลกึ ในพธิ ีมอบของทรี่ ะลึกแกว่ ทิ ยากร และผู้มีอุปการคุณ
- ทาหน้าท่เี ปน็ พธิ ีกร เพื่อเป็นส่อื กลางสาหรบั ทุกฝา่ ยตลอดการสัมมนา
- ติดต่อขอประวัตลิ ะผลงานจากวทิ ยากร
- กากับรายการใหเ้ ป็นไปตามกาหนดการสัมมนา
1.2.7 คณะกรรมการฝ่ายสถานที่ และวัสดุอุปกรณ์ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าท่ีดังน้ี
- เตรียมสถานท่ี และวัสดอุ ุปกรณใ์ นการสมั มนา
- ประสานกบั ฝา่ ยท่ีเก่ยี วข้องในการจัดสถานทร่ี ับลงทะเบียน ห้องประชมุ ใหญ่ หอ้ ง
ประชมุ กล่มุ ย่อย โต๊ะหมู่บชู า โตะ๊ หรอื แท่นบรรยาย (podium) สาหรับประธานใน
พธิ ี ประธานกลา่ วรายงานและวทิ ยากร การจัดชุมรับแขก การจัดสถานท่ี
รับประทานอาหาร
- ควบคุมด้านแสงเสียง การบนั ทกึ เสยี ง บนั ทึกภาพ
- จัดสถานท่พี ัก และอานวยความสะดวกตา่ ง ๆ แกผ่ ู้เข้าสัมมนา
1.2.8 คณะกรรมการฝ่ายอาหารและเคร่ืองด่ืม ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มีหน้าที่ดังนี้
- ประสานงานกบั ฝา่ ยเลขานกุ าร และฝ่ายทะเบยี น เรื่องจาวนผเู้ ขา้ สัมมนา วทิ ยากร
และแขกผมู้ ีเกยี รติ
- ประสานงานกับฝ่ายสถานท่ี เร่ืองสถานทีส่ าหรบั บริการอาหารและเครื่องดืม่
- เตรยี มรายการในเร่อื งอาหารและเคร่ืองด่มื
- จัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม ให้แก่วิทยากร แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าสัมมนา
ตลอดการสัมมนา
1.2.9 คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพนั ธ์ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ
กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มหี น้าที่ดังนี้
- ประชาสัมพันธ์การสัมมนา โดยผา่ นทางสื่อสารมวลชน โปสเตอร์ แผ่นผ้าโฆษณา
หรือสง่ เอกสารถงึ ผสู้ นใจโดยตรง
- ประสานงานกบั คณะกรรมการฝา่ ยต่างๆ เพื่อนาข้อมลู มาประชาสมั พันธ์
- ประชาสัมพนั ธ์เรื่องทนี่ า่ สนใจ ใหผ้ ู้เขา้ สัมมนาทราบในชว่ งระหว่างการสัมมนา
- จัดกิจกรรมสนั ทนาการหรือสงั สรรค์ในระหวา่ งการสมั มนา
1.2.10 คณะกรรมการฝ่ายปฏิคม ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรม
กรรมการและเลขานกุ าร มีหน้าทดี่ ังน้ี
- ต้อนรบั ประธานในพิธี แขกผู้มเี กยี รติ วทิ ยากร และผู้เขา้ สมั มนา
- อานวยความสะดวกใหแ้ ก่ประธานในพธิ ี แขกผมู้ เี กยี รติ วิทยากรและผู้เข้าสัมมนา
- ประสานงานกับคณะกรรมการฝ่ายเลขานุการ ฝ่ายทะเบียน ฝ่ายสถานท่ี ฝ่าย
ยานพาหนะ ฝา่ ยอาหารและเครอื่ งดื่ม
1.2.11 คณะกรรมการฝ่ายยานพาหนะ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ
กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร มหี นา้ ท่ีดงั น้ี
- จัดยานพาหนะและพนักงานขับรถยนต์ เพ่ือให้บริการแก่ฝ่ายต่าง ๆ ตงั้ แต่ระยะ
เตรียมงานจนเสร็จสิ้นการสัมมนา
- จัดใหม้ ีรถสารองไว้เป็นประจาในภาวะฉกุ เฉินตลอดการสัมมนา
1.2.12 คณะกรรมการฝา่ ยพยาบาล ประกอบดว้ ย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ
กรรมการและเลขานกุ าร มีหน้าทีด่ งั นี้
- เตรยี มวสั ดอุ ุปกรณ์การปฐมพยาบาลและยาไว้บรกิ ารแก่ผเู้ ข้าสัมมนา และผู้จดั การ
สัมมนาตลอดการจัดสัมมนา
- ประสานงานกับฝา่ ยยานพาหนะ และฝา่ ยอื่น ๆ
1.2.13 คณะกรรมการฝ่ายประเมินผล ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ
กรรมการ กรรมการและเลขานุการ มหี น้าท่ีดงั นี้
- ออกแบบประเมนิ ผล
- ดาเนินการรวบรวมขอ้ มูล
- นาข้อมูลมาวเิ คราะห์
- สรุปและรายงานผล ต่อคณะกรรมการดาเนินการและคณะกรรมการอานวยการ
สัมมนา
จานวนคณะกรรมการดาเนินการจัดสัมมนาแต่ละฝ่ายจะมมี ากน้อยเพียงใดนั้นให้พิจารณาตามความ
เหมาะสมของงาน และกาลังบุคลากรซงึ่ คณะกรรมการบางคนอาจทาหนา้ ท่ีหลายฝ่ายก็ยอ่ มเป็นไปได้ ซึง่ การ
แต่งตั้งให้บุคลากรใหป้ ฏิบัติหนา้ ที่ในคณะกรรมการท้งั หมดจะต้องลงนามคาส่ังแต่งต้ังโดยผู้บริหารสงู สุดของ
หนว่ ยงานนั้น ๆ
2.2 วิทยากร ได้แก่ บุคคลผู้ที่มาให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เข้าสัมมนา โดยท่ัวไปวิทยากรจะ
เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเช่ียวชาญในเร่ืองทีเ่ กี่ยวข้องกับการสมั มนา และเป็นผู้ทม่ี ีทกั ษะทางการพูด
หรือการบรรยาย ตลอดจนการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในเรื่องนนั้ ๆ อันจะทาให้ผ้เู ข้าสัมมนาเกิดความร้คู วามเข้าใจ
เจตคติ ความชานาญ จนสามารถที่จะเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมไปตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ ้องการได้
ประเภทของวิทยากร
วิทยากรถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญต่อการสัมมนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ แบ่ง
ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
1) วิทยากรอาชีพ หมายถึง บุคลากรท่ีดารงตาแหน่งเป็นวิทยากรโดยตรง สังกัดอยู่ใน
หน่วยงานฝึกอบรมหรอื งานบุคคล วิทยากรอาชีพเหล่าน้ีจะมีความรู้ทางด้านการฝึกอบรม การสมั มนา และ
เน้ือหาท่ีจะบรรยายเป็นอย่างดี มักจะมีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป วิทยากรอาชีพนี้จะเรียกอีก
อย่างหน่ึงว่า “วิทยากรภายใน” เพราะปฏิบัติหน้าท่ีอยู่ภายในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งจะมีความรู้ความเข้าใจ
ตลอดจนเข้าใจถึงปญั หาตา่ ง ๆ ที่เกิดข้นึ ภายในองคก์ ารเปน็ อย่างดี และสามารถยกตวั อย่างในการประกอบการ
บรรยายได้อย่างชัดเจน แต่อาจจะมีปัญหาในเร่ืองความเล่ือมใสศรัทธาในตัววทิ ยากรอยู่บ้าง ท้ังนี้เพราะผู้เข้า
สมั มนามักรู้จักวิทยากรหรือบางคนอาจมีความคุ้นเคยกนั เป็นอย่างดี ทาให้ทราบภูมิหลังของวิทยากร ดังนั้น
วทิ ยากรภายในจงึ จาเป็นตอ้ งรู้จักวางตัว ตลอดจนบุคลกิ และความสามารถของวิทยากรแต่ละคนจะต้องปฏิบัติ
ให้ดที ีส่ ุด
1.1 วทิ ยากรเฉพาะกิจ หมายถงึ วิทยากรทีเ่ ป็นบุคลากรท่มี ีความชานาญงานด้านใดด้านหนึ่ง
ที่มีตาแหน่งหน้าที่ตามสายงานนั้น ๆ เช่น ความชานาญทางด้านคอมพิวเตอร์ ด้านตรวจสอบบัญชี ด้าน
กฎหมาย ดา้ นสายการเงิน ดา้ นสุขภาพ เป็นตน้
ข้อดีของวิทยากรเฉพาะกิจ คือเป็นผู้ที่มีความรู้ความชานาญเฉพาะในเร่ืองท่ีบรรยายเป็นอย่างดี และเข้าใจ
สภาพที่เป็นปัญหาต่าง ๆ ภายในองคก์ ารได้ดี แต่ข้อเสียก็มีมากเช่นเดียวกันกค็ ือ อาจจะขาดทักษะบรรยาย
หรือการถ่ายทอดความรู้ และอาจทาให้งานประจาทที่ าอยู่เสยี หายได้ เพราะตอ้ งขาดงานมาทาหนา้ ท่ีวทิ ยากร
นอกจากนี้การนาเสนอแนวคิดใหม่ ๆ อาจจะน้อยหรือมองปญั หาในมุมแคบ คือจะมงุ นาเสนองานท่ีตนปฏิบัติ
เปน็ กิจวัตรประจาวัน หรือบางทา่ นทเ่ี ปน็ ผบู้ รหิ ารระดบั สูงหรือผูอ้ าวุโสของหนว่ ยงานมาบรรยายกจ็ ะออกมาใน
รปู ของคาสัง่ หรอื คาสั่งสอน หรือพูดถึงประวัตใิ นความสาเร็จของตนมากเกินไป ทาให้ผิดวัตถุประสงค์เรอ่ื งท่ี
บรรยาย
1.1.1 วิทยากรรบั เชิญ หรือเรยี กว่า “วทิ ยากรภายนอก” ซ่ึงแบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื
1) วิทยากรอาชีพท่ียึดอาชีพการเปน็ วิทยากรโดยตรงหลายทา่ นตั้งเป็นสานักงานของตนเอง
ขน้ึ มาอยา่ งเปน็ ทางการ
2) วิยากรท่มี งี านประจาอาจสงั กดั อยใู่ นสถาบันการศึกษา หรือ โรงพยาบาล ส่วนราชการต่าง
ๆ บริษัทห้างร้านหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งมีตาแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักอยู่แล้ว แต่มีความรู้
ความสามารถและประสบการณ์การเป็นวิทยากรท่ีดี จึงมักไดร้ ับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ
ตลลอดเวลา การติดต่อกับวทิ ยากรทม่ี งี านประจาทาอยนู่ ้ี อาจตามตัวได้ยากหรอื มปี ัญหาเร่อื งเวลาเพราะแต่ละ
ทา่ นมีภารกิจต้องปฏิบัติหน้าที่ในงานประจาที่ตนทาอยู่ ซ่ึงการที่วิทยากรลักษณะนี้จะออกไปเปน็ วิทยาให้แก่
หน่วยงานภายนอก จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อน ถ้าผู้บังคับบัญชาเข้าใจ และให้การ
สนับสนุนก็จะเป็นผลดตี ่อสังคม โดยส่วนรวมแต่บางหน่วยงานผู้บงั คับบัญชาไม่เห็นความสาคัญหรือไมอ่ นุญาต
วิทยากรเหล่าน้ีก็ไม่สามารถออกไปรบั ใช้สังคมได้
การเชญิ วิทยากรรบั เชิญหรือวิทยากรภายนอกรว่ มใหค้ วามรู้ในการสัมมนามขี ้อดีข้อเสียหลายประการ
ข้อดีคือมักจะไดร้ ับการยอมรับ เลื่อมใส ศรัทธาจากผู้เข้าสัมมนา โดยเฉพาะวิทยากรที่มีช่ือเสียงหรือมาจาก
สถานศึกษาหรือหน่วยงานระดับแนวหน้ากจ็ ะได้รับการยอมรับ เชอื่ ถือศรทั ธามากข้ึน นอกจากน้ีการนาเสนอ
ขอ้ คิดจากวิทยากรภายนอกจะมคี วามเป็นกลางไมอ่ คตติ ่อคนใดคนหนึ่งหรือฝา่ ยใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะภายใน
องคก์ ร สาหรับข้อเสียมีหลายประการ เชน่ วทิ ยากรอาจไม่ทราบวตั ถุประสงคข์ องการจัดสัมมนาในเร่อื งน้นั ๆ
อยา่ งแทจ้ รงิ ตัวอย่างไม่ชดั เจนหรอื ไมต่ รงกับปัญหาทแ่ี ทจ้ ริง และบางครั้งวิทยากรอาจได้รับเชญิ มาพดู ในเรอ่ื งที่
เขาไม่ถนัด แต่ท่ีได้รับเชิญเพราะฝ่ายผู้จัดสัมมนาพิจารณาในแง่ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และมี
ชอ่ื เสียงโด่งดังของวทิ ยากรเท่าน้ัน
วทิ ยากรทงั้ 3 ประเภทตามทีก่ ลา่ วมาขา้ งตน้ ตา่ งมีข้อดแี ละข้อเสยี แตกต่างกนั ดังนน้ั ผู้จดั การสมั มนา
สามารถพิจารณาเปรียบกันได้ แต่ที่สาคัญสุดไม่ว่าจะเป็นวิทยากรที่อยู่ในประเภทใด จาเป็นต้องเป็นผู้มี
คุณลกั ษณะท่ดี ี ดังต่อไปน้ี
1) เปน็ ผ้ทู ่มี ีความรคู้ วามเช่ียวชาญในเร่ืองที่เกยี่ วข้องกบั หวั ขอ้ การสมั มนาเป็นอยา่ งดี
2) เป็นผทู้ ีม่ ีความสามารถในการถา่ ยทอดความรใู้ หผ้ อู้ ่ืนเขา้ ใจได้ดี
3) เปน็ ผทู้ ม่ี ีความคดิ ก้าวไกล ทันสมัยและใจกวา้ ง
4) เป็นผทู้ ี่มเี หตผุ ล มีความสามารถในการควบคุมอารมณไ์ ดด้ ี
5) เปน็ ผทู้ ีม่ ีมนษุ ย์สัมพันธ์ท่ีดี
6) เป็นผู้ทม่ี ชี ื่อเสียงเปน็ ที่รู้จกั กวา้ งขวางในสังคมหรอื แวดวงวิชาชีพ
2. สมาชิกผู้เข้าสัมมนา ผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลที่มีความสนใจร่วมกัน ประสบปัญหา
ร่วมกัน หรอื ต้องการแสดงความคิดเหน็ ใหม่รว่ มกัน และทป่ี ระสงคท์ จี่ ะแลกเปลีย่ นความคิดเห็นถา่ ยทอดความรู้
และหาแนวทางแก้ปญั หาร่วมกนั ผ้เู ข้าสัมมนาสว่ นใหญ่มักเป็นผู้ปฏิบตั ิงานอยใู่ นหนว่ ยงานต่าง ๆ ดังนั้น การ
กาหนดตวั บุคคลส่งเขา้ ร่วมสมั มนาหนว่ ยงานต่าง ๆ สามารถพิจารณาได้หลายรูปแบบ ดังน้ี
2.1.2 พิจารณาตามสายบงั คบั บัญชาเป็นการพจิ ารณาบุคคลที่สง่ เขา้ รว่ มการสมั มนาต้ังแต่ ระดบั สาย
ปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับต้นหรือหัวหน้างาน ผู้บริหารระดับกลางหัวหน้าฝ่ายและผู้บริหาร
ระดับสงู หรอื ผอู้ านวยการขึน้ ไป ซึ่งในแตล่ ะระดบั ควรจดั สง่ ให้เขา้ รบั การสัมมนาในแต่ละ
หลักสตู รอย่างทว่ั ถึง
2.1.3 พิจารณาตามนโยบายและความเหมาะสมของบุคลากร กาหนดตัวผู้เข้ารว่ มสมั มนาลกั ษณะน้ี
ขึ้นอยกู่ บั นโยบายของหน่วยงานเป็นสาคญั ตลอดจนลักษณะงานทบี่ ุคลากรปฏิบัติอยู่
กล่าวคือถ้าหนา่ ยงานมนี โยบายขยายงานหรือพัฒนางานทางด้านคอมพิวเตอรก์ ารกาหนดตัวผู้
มีความเหมาะสมที่ปฏบิ ตั งิ านด้านนี้ก็จะถูกสง่ เข้ารว่ มการสมั มนาในหลกั สูตรทางด้าน
โดยเฉพาะ นอกจากนี้การกาหนดตัวผ้ทู ่มี ีความเหมาะสมในงานเข้ารว่ มสัมมนาอาจมองลึกลง
ไปถึงการท่ีส่งเข้าไปร่วมสัมมนาแล้ว จะต้องกลับมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่
บุคลากรอื่นท่ีไม่มีโอกาสเข้ารว่ มสัมมนาได้ด้วย ค่าพาหนะสาหรบั วิทยากร คา่ อาหารและค่า
เครอื่ งดืม่ ค่าจดั วัสดุจัดทาเอกสาร ค่าดอกไมธ้ ปู เทียนในพิธีเปดิ -ปิดการสัมมนาคา่ ฟิลม์
บันทกึ ภาพพร้อมค่าล้างอัดเปน็ ตน้
2.1.4 พจิ ารณาตามปญั หาที่สามารถแกไ้ ขไดด้ ว้ ยการสมั มนา ในกรณภี ายในหน่วยงานเกิดปัญหา
เกี่ยวกับการบริหารภายใน เช่น การขาดความร่วมมือประสานงานกัน การขาดความเข้าใจซ่ึง
กนั และกันหรอื เกดิ ปญั หาบางอยา่ งสามารถแกไ้ ขดว้ ยการสัมมนาก็จะกาหนดตวั ผ้เู ขา้ สมั มนาใน
กลุ่มน้ัน ๆ เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้นาข้อคิดหรือเทคนิคต่าง ๆ ท่ีได้รับจากการสัมมนามาช่วย
แก้ปัญหาน้นั ๆ ใหน้ ้อยลงหรือหมอสนิ้ ไป
2.1.5 กาหนดโดยตวั ผ้สู นใจทจี่ ะเขา้ รวมการสัมมนา บางครั้งการสัมมนาอาจจะมีหลกั สตู รพเิ ศษทที่ ุก
คนสามารถทีจ่ ะเขา้ รว่ มได้ เชน่ หลกั สูตรการพัฒนาบุคลกิ ภาพการสรา้ งสัมพันธภาพใน
หน่วยงาน เป็นต้น ในกรณีเช่นน้ีการกาหนดตัวผเู้ ขา้ สมั มนาจึงขึน้ อยู่กับความสนใจหรอื ความ
ปรารถนาส่วนบุคคลของแตล่ ะคนเปน็ สาคญั
3. องค์ประกอบดา้ นสถานท่ีอปุ กรณแ์ ละงบประมาณ สถานท่อี ุปกรณต์ ่าง ๆ ท่ีจาเป็นในการสัมมนา
ไดแ้ ก่
3.1.1 ห้องประชุมใหญ่ หมายถึง ห้องประชุมรวมที่ใช้พิธีเปิด-ปิดการสัมมนาและใช้การบรรยายหรื
อภิปรายร่วมกัน ผู้จดั สัมมนาจะต้องกาหนดให้แนน่ อนว่าจะใชห้ อ้ งใดที่เหมาะสมและเพียงพอ
แกจ่ านวนผู้เขา้ สมั มนา
3.1.2 ห้องประชุมกลุ่มย่อย สาหรับใช้ประชมุ กลุ่มยอ่ ยของผู้เข้าสัมมนาผู้จัดสัมมนาจะต้องวัดไว้ให้
เพยี งพอแกจ่ านวนกลุ่มย่อยทจ่ี ัดแบ่งไว้ และตอ้ งแจง้ ห้องประชุมใหผ้ ู้เข้าสัมมนาได้ทราบอย่าง
ชัดเจน
3.1.3 อุปกรณ์ด้านโสตทัศนศึกษา ได้แก่ เครื่องขยายสียง ไมโครโฟน ลาโพง เคร่ืองฉายภาพข้าม
ศีรษะ เทปบนั ทกึ เสยี ง วีดีทศั น์ และอปุ กรณด์ า้ นแสง-เสยี ง อน่ื ๆ ทีจ่ าเป็นต้องใช้
3.1.4 เครือ่ งพมิ พ์ดดี เคร่ืองโรเนียว หรอื เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถา่ ยเอกสาร และวัสดทุ ่ีจาเปน็ ใน
การจดั ทาเอกสารประกอบคาบรรยาย
3.1.5 อุปกรณ์อ่ืน ๆ เช่น ปากกาเขยี นแผน่ ใส ไวท์บอรด์ หรือกระดานดา
3.1.6 เอกสารประกอบคาบรรยายของวทิ ยากร ซง่ึ โดยทวั่ ไปวิทยากรมกั จะส่งไปใหผ้ จู้ ดั สัมมนา
ล่วงหน้า หรืออาจจะนามาในวันสัมมนา ซ่ึงผู้จัดจะต้องถ่ายเอกสารแจกให้ผู้เข้าสมั มนา แต่ใน
กรณที วี่ ิทยากรไมไ่ ดส้ ง่ ใหล้ ว่ งหนา้ หรอื ไม่ไดจ้ ัดเตรยี มมาใหใ้ นวันสัมมนา ฝ่ายสมั มนาก็ควรทา
เอกสารสรุปคาบรรยายแจกใหผ้ เู้ ข้าสมั มนาหลังการบรรยายหรอื อภปิ รายเสร็จส้ินลง
3.1.7 งบประมาณ ในการสมั มนาแต่ละโครงการต้องใช้งบประมาณมากพอสมควรทั้งนี้มักขน้ึ อยู่กับ
จานวนผู้เข้าร่วมสัมมนา ระยะเวลาและสถานทีจ่ ัดสัมมนาเป็นสาคญั ทีม่ าของงบประมาณ
ดาเนินการมักได้มาจากแหล่งต่าง ๆ 3 แหล่งด้วยกันคือ ค่าลงทะเบียนของสมาชิกเข้าร่วม
สมั มนาเงินหนนุ จากหนว่ ยงานต้นสงั กัด และเงินอุดหนนุ จากภายนอก เช่น บคุ คล บริษัท หา้ ง
ร้านสมาคม มลู นธิ ิ เปน็ ต้นสาหรับคา่ ใชจ้ ่ายในการจัดสมั มนา โดยทั่วไปจะจา่ ยเป็น ค่าตอบแทน
วทิ ยากร คา่ พาหนะสาหรับวิทยากร ค่าอาหารและเคร่ืองดื่ม ค่าวัสดุจัดทาเอกสาร ค่าดอกไม้
ธปู เทียนในพิธีเปิด-ปดิ การสมั มนา คา่ ฟลิ ม์ บนั ทกึ ภาพพรอ้ มค่าลา้ งอัด เป็นต้น
4. องค์ประกอบดา้ นเวลา การกาหนดเวลาสาหรับการสมั มนาจะมากน้อยพียงใดข้นึ อยกู่ บั หัวข้อหรือ
เรื่องท่ีจัดสัมมนาเป็นสาคัญ บางเรื่องมีขอบเขตกว้างขวางแตใ่ ช้เวลาน้อย ก็จะทาใหก้ ารอภิปรายแสดงความ
คิดเห็นไม่ครอบคลุมตามเร่ืองที่สัมมนาเท่าท่ีควร หรือบางเรอ่ื งมีขอบเขตแคบเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงด้านใด
ด้านหน่ึงโดยเฉพาะแต่ใช้เวลายาวนานก็จะทาให้ผู้เข้าสัมมนาเบ่ือหน่าย ไม่สนใจเท่าท่ีควรและสิ้นเปลือง
ค่าใชจ้ ่ายโดยไมค่ มุ้ กบั สาระท่ีได้รบั และเมือ่ มเี วลาเหลือมากอาจทาใหส้ มาชิกอภิปรายแสดงความคิดเหน็ ตา่ ง ๆ
ขยายวงกว้างออกไปจนไมส่ ามารถควบคุมได้ หรอื เร่อื งที่นามาอภิปรายไมเ่ กี่ยวขอ้ งกับเรื่องทน่ี ามาสัมมนาเลย
การสมั มนาโดยทวั่ ไปจะใช้เวลา 2-5 วัน ซึ่งถอื ว่าเปน็ ระยะเวลาทเ่ี หมาะสม
นอกจากนี้ สมพร ปันตระสูตร (2525 : 3-5) ได้กลา่ วถึงองคป์ ระกอบของการสัมมนาว่าในการ
จัดการสัมมนาแต่ละคร้ังนั้นจะต้องมีองค์ประกอบสาคัญเพื่อให้การสัมมนาเป็นไปตามเป้าหมายท่ีต้ังไว้
องค์ประกอบทีส่ าคัญมี 4 องคป์ ระกอบ ได้แก่
1. องค์ประกอบด้านเนอื้ หา เป็นองคป์ ระกอบทสี่ าคัญอีกอย่างหนง่ึ ทีจ่ ะสามารถนามาสมั มนาบรรลผุ ล
ตามท่ีต้งั เปา้ หมายไว้ สว่ นประกอบสาคัญ คือ
1.1 จดุ มุง่ หมายของการสัมมนา ซึง่ จะตอ้ งกาหนดให้แน่นอนว่าการสมั มนาคร้ังนั้นมีจุดมุ่งหมาย
อย่างไร
- เพอื่ แกป้ ัญหาอย่างใดอยา่ งหน่งึ
- เพื่อการเรียนรู้วธิ ีการแกป้ ัญหารว่ มกนั
- เพื่อหาแนวทางปฏิบัติ หรือ กาหนดนโยบายอย่างใดอย่างหน่ึง1.2 หัวข้อในรูปแบบการ
บรรยายหรือการอภปิ ราย
1.3 หวั ขอ้ ในการสมั มนา
1.4 กาหนดการตา่ ง ๆ ในการสัมมนา ตลอดจน ระบบ ระเบียบ วิธีการ สมั มนา
1.5 ผลของการสมั มนา
2. องค์ประกอบด้านบุคลากร หมายถึง คณะบุคคลท่ีจะเป็นผู้ดาเนินการสัมมนาส่วนหน่ึง และ
ผู้เข้าร่วมสัมมนาอีกส่วนหน่งึ ประกอบดว้ ย
2.1 คณะกรรมการเตรยี มการและดาเนินการสมั มนา
2.2 คณะกรรมการจดั การสมั มนา (อาจจะเป็นชุดเดียวกบั 2.1 ก็ได)้
2.3 คณะวทิ ยากร ผใู้ หค้ วามรเู้ สริมในการสมั มนา
2.4 สมาชกิ ผู้เขา้ ร่วมสมั มนา
2.5 เจ้าหน้าที่ที่จาเป็นนอกเหนือจากคณะกรรมการ เช่น ฝ่ายอาคารสถานที่ ฝ่ายธุรการ ฝ่าย
เอกสาร ฯลฯ
3. องคป์ ระกอบด้านอุปกรณ์ อุปกรณ์หลายอยา่ งเปน็ ความจาเป็นทีจ่ ะชว่ ยใหก้ ารสัมมนาบรรลุผลได้
เป็นอย่างดี อุปกรณ์ท่จี าเปน็ ควรประกอบดว้ ย
ขน้ั ตอนในการดาเนนิ การสมั มนา
การสมั มนาส่วนมากมีขน้ ตอนในการดาเนนิ งาน ดงั ต่อไปน้ี
1. พิธเี ปิดการสมั มนา
2. การประชุมใหญ่เพ่อื วัตถปุ ระสงคด์ ังต่อไปน้ี
2.1 ชแ้ี จงการจัดการสมั มนา
2.2 ชแ้ี จงข้อปฏิบตั ติ ่าง ๆ
2.3 เลือกตั้งคณะกรรมการดาเนนิ งานตา่ ง ๆ เช่น ประธาน เลขานุการ เหรญั ญกิ ของสมาชิก
ทเี่ ข้าร่วมสมั มนา
2.4 รวบรวมปัญหาซึ่งจะนามาใช้เปน็ หวั ข้อสมั มนาแต่ละกลุม่
3. การส่งเสริมความรู้ ซ่ึงอาจจัดอยู่ในรปู แบบอยา่ งใดอย่างหนึ่ง เช่น
3.1 การบรรยาย
3.2 ปาฐกถา
3.3. อภปิ ราย
4. การแบ่งกลุม่ สมั มนา เพ่อื หาข้อมูลในเรอื่ งท่ีเปน็ ปัญหา
5. รายงานผลการสัมมนาต่อท่ปี ระชมุ ใหญ่
6. สรปุ และประเมินผลการสัมมนา
7. พธิ ีปดิ การสัมมนา
เอกสารประกอบการสัมมนา
เอกสารประกอบการสมั มนา นบั เปน็ ปัจจยั สาคญั ท่ชี ่วยส่งเสรมิ ให้การสมั มนาดาเนนิ ไปดว้ ยดแี ละบรรลุ
เปา้ หมายไดส้ ะดวกยิง่ ขึน้ ในการจดั สัมมนาแต่ละครงั้ จะตอ้ งให้ความสาคัญแกเ่ อกสาร ดงั ต่อไปนี้
1. โครงการจัดการสัมมนา
2. กาหนดการสมั มนา
3. หวั ขอ้ สาหรับประชุมกลมุ่ สัมมนา
4. รายชอ่ื สมาชิกท้งั หมดทเี่ ขา้ สัมมนาและรายชอื่ สมาชกิ ในแต่ละกลุ่ม
5. การแสดงความคิดเห็นเปน็ ไปอยา่ งกว้างขวาง ครอบคลมุ ทุกเร่อื งที่เกี่ยวข้องไมจ่ ากัดอยู่ในวงแคบ
เฉพาะด้านใดด้านหนึง่
6. เนน้ ความสาคัญของสมาชกิ แต่ละคน
7. สมาชกิ ในกลมุ่ สามารถทางานร่วมกนั ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ มีมนุษย์สมั พนั ธท์ ดี่ ีต่อกนั และมีความ
รบั ผดิ ชอบสงู
8. ผลท่ไี ดร้ ับจากการสมั มนาบรรลุตามเปา้ หมายทีไ่ ด้วางไว้
การนาเสนอโครงการ
โครงการ คือ การวางแผนล่วงหนา้ ที่จัดทาข้ึนอย่างมีระบบประกอบด้วยกจิ กรรมย่อยหลายกิจกรรมท่ี
ต้องใช้ทรัพยากรในการดาเนนิ งาน และคาดหวังที่จะไดผ้ ลตอบแทนอย่างคุม้ ค่าแตล่ ะโครงการจะมีเป้าหมาย
เพ่อื การผลติ หรอื การให้บรกิ ารเพื่อเพมิ่ พูนสมรรถนะของแผนงาน
โครงการ หมายถึง กระบวนการทางานที่ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรม ซึ่งมีการทา
โครงการเปน็ ไปตามลาดับ และการทางานจะต้องเป็นไปตามวัตถปุ ระสงคท์ ตี่ ัง้ ไว้ เช่น งานบรกิ าร โดยจะต้องมี
การกาหนดระยะเวลาและงบประมาณที่จากัด การดาเนินงานโครงการจะต้องมีผู้ที่มีหน้าท่ีรับผิดชอบต่อ
โครงการ มหี นา้ ท่ที าการบรหิ ารงาน กิจกรรมตา่ ง ๆ ใหเ้ ป็นไปตามแผนงาน เหมาะสมกับเวลา และงบประมาณ
ท่ีตั้งไว้
ลักษณะงานของโครงการต้องเป็นงานที่ดาเนินการตามมติของคณะกรรมการ หน่วยงานและเมื่อ
ดาเนนิ การเสร็จส้นิ อาจมกี ิจกรรมตอ่ เนอ่ื งเกิดขึ้นได้ทั้งกจิ กรรมระยะสนั้ และกจิ กรรมระยะยาว
วัตถุประสงค์ในการเขียนโครงการ
1. เพอ่ื อนุมัติจากผู้มอี านาจ
2. เพื่อของบประมาณ
3. เพื่อให้สมาชกิ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งไดเ้ ข้าใจในโครงการ
4. เพื่อเพมิ่ ศกั ยภาพในหนว่ ยงาน
5. เพอื่ ให้เปน็ เขม็ ทิศ ช้ีแนวทางในการพฒั นาระบบงาน
6. เพอื่ วิเคราะห์จดุ ออ่ น จุดแขง็ และโอกาสของภารกิจท่จี ะต้องปฏบิ ตั ิ
ขัน้ ตอนการเขยี นโครงการ
ผทู้ ี่จะจดั ทาโครงการตอ้ งมคี วามสามารถในการเขียนโครงการ โดยมีข้ันตอนและอาศัยหลักเกณฑ์ดงั นี้
1. วเิ คราะหป์ ญั หาหรอื ความต้องการ การท่จี ะจัดทาโครงการใดตอ้ งมีการวเิ คราะหป์ ญั หาท่ีเกดิ ขนึ้ ให้
ถูกต้องชัดเจน และเป็นท่ีเชื่อถือได้เสียก่อน โดยศึกษาสภาพแวดล้อมท้ังภายในและภายนอกหน่วยงานด้วย
ความรอบคอบอย่างเป็นระบบ แล้วกาหนดมาตรการหรอื วิธกี ารในการแก้ไขปัญหาทีเ่ กดิ ขึน้ น้ันอยา่ งมีขั้นตอน
เพื่อให้บรรลวุ ัตถุประสงค์หรอื เปา้ หมายที่กาหนดไว้
2. ศึกษาโครงสร้างของโครงการ ผู้เขียนโครงการจะต้องรู้จักโครงสร้างของโครงการเสียก่อนว่ามี
ส่วนประกอบทสี่ าคัญอะไรบ้าง เพอื่ จะได้เขยี นโครงการได้อย่างถูกต้อง ได้แก่
2.1 ช่ือโครงการ ต้องมีความชดั เจน เข้าใจงา่ ยและสามารถจินตนาการมองเห็นภาพได้อย่าง
แจม่ แจง้
2.2 ผู้เสนอโครงการ คือ ผู้ที่จะทาหน้าที่รับผิดชอบในการดาเนินโครงการนั้น ๆ ให้สาเร็จ
ลลุ ว่ งตามวัตถุประสงค์ทีว่ างไว้
2.3 หลักการและเหตุผล คือ การกล่าวอ้างถึงเหตุผล ความจาเป็น และความเป็นมาของ
โครงการท่จี ะจดั ทา
2.4 วตั ถุประสงค์ เป็นการกาหนดจดุ มุ่งหมายหรอื เปา้ หมายให้ชัดเจน
2.5 วิธีดาเนนิ งาน เป็นการบอกรายละเอียดให้ทราบว่าจะดาเนนิ การโครงการนั้นอย่างไร ที่
ไหน ใชเ้ วลามากนอ้ ยเพยี งใด มกี ารจัดกิจกรรมใดบา้ ง ใครเปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบในกจิ กรรมใด
ส่วนใหญจ่ ะแสดงในรูปของตารางการทางาน
2.6 ระยะเวลาและสถานที่ เป็นการกาหนดใหท้ ราบระยะเวลาดาเนินงานและสถานที่จะใช้
ในการดาเนินงานตามโครงการใหส้ าเร็จ
2.7 ผลท่ีคาดว่าจะไดร้ ับ เปน็ การคาดคะเนใหท้ ราบว่าจะไดร้ ับผลอย่างไร เมื่อเสร็จส้ิน
โครงการ
2.8 วิธีประเมิน เป็นการบอกให้ทราบว่าจะทาการประเมินผลโดยใคร ด้วยวิธีใด อย่างไร
ส่วนใหญ่จะใช้แบบสอบถามเพื่อการประเมินผลหลังการอบรมสัมมนา และทาการ
สรุปผลการประเมินให้สมาชกิ ทราบ
2.9 ปญั หา อุปสรรค แนวทางแก้ไข เปน็ การทบทวนปญั หาทอ่ี าจเกิดขนึ้ เสนอแนะแนวทาง
ในการแก้ไขปัญหาไวเ้ พอื่ แสดงใหเ้ หน็ ความรอบคอบของผเู้ ขียนโครงการว่าไดม้ ีการ
จัดเตรยี มสิง่ ต่าง ๆ ไวล้ ว่ งหน้า
2.10 งบประมาณ เป็นการบอกให้ทราบว่าจะต้องใช้จ่ายเงินเป็นค่าอะไรบา้ ง อยา่ งไร ได้
งบประมาณจากแหล่งใด ใครใหก้ ารสนบั สนนุ หรืออุปการะโครงการ
3. ดาเนนิ การเขียนโครงการ
ในการเขียนโครงการจะต้องสามารถท่ีจะอธิบายคาถาม 6W 1H ได้ เพื่อช่วยให้การเขียนมี
รายละเอยี ดทค่ี รบถว้ นสมบรู ณ์ เกดิ ความเขา้ ใจอย่างแจ่มแจง้
- WHAT = โครงการนจี้ ะทาอะไร
- WHY = โครงการนี้จะทาไปเพอ่ื อะไร
- WHEN = โครงการนี้จะดาเนินการเม่อื ไร
- WHERE = โครงการน้ีจะดาเนินการท่ไี หน
- WHO = ใครเปน็ ผู้รบั ผดิ ชอบ
- TO WHOM = ใครได้รบั ประโยชนจ์ ากโครงการนี้
- WOW = จะดาเนนิ การโครงการนอ้ี ยา่ งไร
4. การใชส้ านวนภาษาท่ีมีประสทิ ธิภาพ
ผเู้ ขยี นโครงการต้องทราบจุดประสงค์ในการเขียนโครงการเพ่อื นาเสนอ จงึ จาเป็นทจ่ี ะต้อง
เลือกใช้ถ้อยคาและสานวนโวหารตา่ ง ๆ ให้เหมาะกับกลมุ่ ผู้อา่ นโดยทั่วไป การใช้ภาษาต้องเป็นภาษาที่สุภาพ
ลกั ษณะของขอ้ ความเปน็ ภาษาเขยี น มคี วามกะทดั รดั ละเอียดชดั เจนและเขา้ ใจง่าย
สรปุ
การฝึกอบรม หมายถึง “การถ่ายทอดความรู้เพื่อเพ่ิมพูนทักษะ ความชานาญ ความสามารถ และ
ทัศนคตใิ นทางท่ถี ูกที่ควร เพ่ือชว่ ยให้การปฏิบัตงิ านและภาระหนา้ ทต่ี า่ ง ๆ ในปัจจุบันและอนาคตเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพมากข้ึน” การฝึกอบรม หมายถงึ “กระบวนการต่าง ๆ ท่ใี ชเ้ พื่อชว่ ยใหข้ ้าราชการมคี วามรู้ ทักษะ
และทัศนคติท่ีจาเป็นในการปฏิบัติงาน ในหน้าท่ี และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างข้าราชการในการ
ปฏิบัติงานร่วมกันในองค์การ” เม่ือมองการฝึกอบรมในฐานะที่เป็นแนวทางในการพัฒนาข้าราชการตาม
นโยบายของรัฐหากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานหรือเพิ่มขีดความสามารถในการจัดรปู ของ
องค์การ การสัมมนา หมายถึง การประชุมเพื่อ แสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และความคิดเห็น โดยมี
วัตถุประสงค์หรือการศึกษาในเร่ืองเดียวกัน รวมท้ังร่วมวิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ไข และหาข้อสรุป
ร่วมกนั เพือ่ ให้เปน็ ประโยชนต์ อ่ สว่ นรวมรว่ มกนั ดังน้ัน การสอนวิชาสมั มนา เป็นกระบวนการหน่ึงของกจิ กรรม
การเรยี นรู้ ศกึ ษา คน้ คว้า โดยวิธกี ารตา่ ง ๆ เป็นการฝึกทักษะการคดิ อยา่ งเป็นระบบ การวเิ คราะหป์ ัญหา และ
การเสนอแนวทางแก้ไขการแสดงออกโดยการพูด การสนทนา การอภิปรายที่เก่ียวกับเน้ือหาของเรื่องน้ัน ๆ
เพอื่ ใหไ้ ด้ขอ้ สรปุ ของแนวทางทมี่ ีความเปน็ ไปได้ โดยวธิ ีการปรึกษาหารือร่วมกัน
อา้ งองิ
sites.google.com. การบริหารงานคุณภาพในองคก์ ร.
[ระบบออนไลน์] แหล่งทม่ี า https://sites.google.com/site/rtech603xx/unit-6
(21 ตลุ าคม 2563)
www.aconnect.co.th. ความรู้เกีย่ วกับการสมั มนา.
[ระบบออนไลน์] แหลง่ ทมี่ า https://www.aconnect.co.th/news_c/th/46
(21 ตุลาคม 2563)
sites.google.com/site/karsammna/khana/sarbay/. เอกสารการสมั มนา.
[ระบบออนไลน์] แหล่งทมี่ า https://sites.google.com/site/karsammna/khana/sarbay/
(21 ตลุ าคม 2563)
บทที่ 5
วธิ กี ารจดั ทาการนาเสนอ
บทนา
การนาเสนอเป็นรูปแบบหน่ึงของการสื่อสารเพ่ือสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนแก่ผู้ฟังโดยการพูด
ประกอบสื่อในระยะเวลาสั้น ๆ องค์ประกอบของการนาเสนอประกอบด้วย ผู้นาเสนอ (Presenter) เนื้อหา
(Content) ผฟู้ งั (Audlence) ผู้นาเสนอจะตอ้ งมบี ุคลิกภาพ ความเช่ือมนั่ ประสบการณ์ การเตรียมตวั ความรู้
ความสามารถ สไตล์การนาเสนอ เนือ้ หาการสาเสนอ จะตอ้ งประกอบด้วย วัตถปุ ระสงค์ รูปแบบ ขน้ั ตอน ความ
ยากง่าย ความน่าสนใจ สื่อประกอบ โสตทัศนูปกรณ์ ผู้ฟัง (Audlence) จะต้องมีความสนใจ ความรู้ ความ
เข้าใจ ความเกีย่ วข้อง ทศั นคติ การยอมรับ การเรียนรู้
การนาเสนอที่ดี จะตอ้ งเรยี นรจู้ ากข้อเทจ็ จริง เรียนร้จู ากจานวนตัวเลข เรียนรจู้ ากรปู ภาพและวดี โี อ
เรียนรู้จากคาอธิบาย เรียนรู้จากการแสดงการสาธิต เรียนรู้จากตัวอย่างหรือแบบจาลอง เรียนรู้จากการ
อภิปรายซักถาม เรียนรูจ้ ากการวเิ คราะหด์ ว้ ยตนเอง
ข้ันตอนการจัดระบบการนาเสนอ
การจัดระบบการนาเสนอ มีขน้ั ตอนดังนี้
1. การวิเคราะห์ระบบ คือ การวเิ คราะหร์ ะบบการดาเนินการนาเสนอ ที่เคยทาในอดตี ท่ีผ่านมาวา่ มี
ขอ้ ดี ข้อเสยี อย่างไร รวมท้ังการวิเคราะหว์ ัตถปุ ระสงค์ในการนาเสนอ วเิ คราะห์สอ่ื โสตทัศนูปกรณ์ท่ีใชใ้ นการ
นาเสนอ วิเคราะห์วธิ กี ารนาเสนอ และแนวทางในการปฏบิ ตั ิต่าง ๆ ตลอดจนการประเมิน
2. การสงั เคราะหร์ ะบบ คอื การมองภาพรวมของระบบการนาเสนอตามแผนทกี่ าหนดข้นึ ใหม่ ตง้ั แต่
เริ่มตน้ จนจบการนาเสนอ เริ่มตัง้ แต่การสารวจสถานท่ี วัสดอุ ปุ กรณ์ กาหนดวัตถปุ ระสงค์ วางแผนดาเนินงาน
การประเมินผล และการพิจารณาผลยอ้ นกลบั เพ่ือการปรบั ปรงุ ครง้ั ต่อไปโดยการมองภาพรวมตงั้ แตข่ น้ั ตอนแรก
จนถงึ ขั้นตอนสุดทา้ ย โดยมขี ้ันตอนการสงั เคราะห์ระดบั ดงั น้ี
1) วเิ คราะห์ผฟู้ งั เพื่อดูระดับและพื้นฐานความรขู้ องผู้ฟงั
2) วเิ คราะห์เนือ้ หา กาหนดเนอื้ หาทจี่ ะนาเสนอ โดยแยกออกเปน็
2.1 หนว่ ย หัวขอ้ เรอื่ ง
2.2 กาหนดภาพรวม หรือแนวความคิดรวมของผลในการนาเสนอ
3. กาหนดวิธีการนาเสนอ เช่น การสัมมนากลุ่มย่อย การฝึกอบรมแบบปฏบิ ัติงานจริง การ
บรรยายประกอบสไลด์ เปน็ ต้น
4. วางแผนการนาเสนอ เขียนแผนนาเสนอโดยครอบคลุมประเดน็ ดังต่อไปน้ี
4.1 ชื่อเรอ่ื งท่ีจะนาเสนอ
4.2 ภาพรวม หรือแนวความคิดในการนาเสนอ
4.3 วตั ถุประสงคก์ ารนาเสนอ
4.4 กจิ กรรมการนาเสนอ
4.5 สอื่ ท่ใี ช้ในการนาเสนอ
4.6 การประเมนิ
5. เตรียมกิจกรรมการนาเสนอ เกมส์ หรือกิจกรรมอน่ื ๆ ทต่ี ้องการให้ผู้ฟงั ไดม้ ีส่วนรว่ มด้วย
โดยการสอดแทรกเนอื้ หาหรือเชื่อมโยงไปยังเรอื่ งทนี่ าเสนอ
6. เตรยี มสื่อการนาเสนอ
7. จัดทาเคร่ืองมือ สือ่ และอปุ กรณ์ในการนาเสนอ
8. ดาเนินการนาเสนอ
9. การประเมนิ ผล จัดทาเครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการประเมนิ ผล
การสร้างแบบจาลอง
ตามขัน้ ตอนที่ได้ทาการสังเคราะห์ไว้ โดยระบุรายละเอียดเพ่มิ เติมขน้ั ตอนย่อยลงไปอกี เช่น ขัน้ ตอนที่
8 การดาเนินการนาเสนอ จะลาดบั เรื่องอย่างไร ใช้สอื่ อะไรก่อนหลงั ชว่ งเวลาใดบ้าง
การสร้างแบบจาลองการนาเสนอ
1. วิเคราะหผ์ ฟู้ งั
2. วิเคราะห์เน้ือหา
3. กาหนดวธิ ีการนาเสนอ
4. การวางแผนการนาเสนอ
4.1 กาหนดช่อื เร่ือง
4.2 กาหนดแนวทางความคิด/ภาพรวม
4.3 กาหนดวัตถุประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
4.4 กาหนดกจิ กรรมการนาเสนอ
4.5 กาหนดสอื่ การนาเสนอ
4.6 กาหนดวธิ กี ารประเมินผล
สร้างแบบจาลองระบบการนาเสนอ
คือ การเขียนแผนผงั แสดงแบบจาลองขน้ั ตอนการนาเสนอตงั้ แตข่ ้ันแรกจนถึงข้ันสุดท้าย เปรยี บเสมอื น
กบั สถาปนกิ ท่ีนาแนวคิดและความตอ้ งการของเจ้าของบ้านท่ีไดบ้ ันทึกไว้เป็นตวั อักษรมาสร้างเป็นแบบบา้ นใน
กระดาษ การสร้างแบบจาลองระบบการนาเสนอ จะทาให้ผูน้ าเสนอทุกคนทไี่ ปดาเนินการนาเสนอในแตล่ ะคร้ัง
เขา้ ใจขนั้ ตอนและร้หู นา้ ที่ของตนในการนาเสนออยา่ งแท้จรงิ
จาลองสถานการณ์เพ่ือทดสอบระบบตามแผนผังทวี่ างไว้โดยจัดสถานท่ี อุปกรณ์ เครอ่ื งมือ และใหผ้ มู้ ีหน้าท่ี
จดั อปุ กรณ์ทางานจริง เชน่ การเสนอขายแนวความคดิ ในการโฆษณาสินคา้ ใหม่ให้คณะกรรมการบรษิ ทั
ผู้นาเสนอจะเริ่มต้นการแนะนาตัวบรรยายสรุปและใช้ภาพสไลด์ และสื่อแบบอ่ืน ๆ ของชิ้นงานโฆษณา
ตลอดจนเปิดสปอตโฆษณาใหฟ้ ังและฉายภาพสไลด์สลับกันไป ผ้นู าเสนอซึง่ เป็นผบู้ รรยายและผูค้ วบคมุ อุปกรณ์
เคร่ืองมือต่าง ๆ จะตอ้ งร้ลู าดับก่อนหลังเป็นอย่างดี การจาลองสถานการณเ์ ป็นการซักซ้อมวิธกี ารพดู และการ
นาเสนอตามลาดบั ที่วางแผนไว้ เพ่อื สามารถปรับปรงุ แกไ้ ขได้
เทคนิคในการเตรียมตวั นาเสนออย่างงา่ ย
ในกรณที ี่ผ้นู าเสนอจาเป็นตอ้ งนาเสนออย่างกะทนั หนั โดยไมม่ ีเวลาในการเตรียมตัวล่วงหน้า ได้อย่าง
เพียงพอ ผ้นู าเสนอจงึ ตอ้ งเตรยี มตัวเพ่ือการนาเสนออย่างงา่ ย ซงึ่ มีหลกั การง่าย ๆ โดยการต้ังคาถามสาหรบั การ
นาเสนอในครง้ั นน้ั คือ 5W 1H คือ
1. ทาไมตอ้ งมีการนาเสนอ (Why)
2. เราจะนาเสนออะไร (What)
3. เราจะนาเสนอกับใคร (Who)
4. เราจะนาเสนอเม่อื ใด (When)
5. เราจะนาเสนองานทไี่ หน (Where)
6. เราจะนาเสนออยา่ งไร (How)
1. ทาไมต้องมีการนาเสนอ (Why) ในการนาเสนอทกุ คร้ังไม่วา่ จะเป็นการนาเสนอประเภทใด ย่อมมี
จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ ผู้นาเสนอควรตัง้ คาถามให้กบั ตนเองว่าทาไมจึงต้องมีการนาเสนอในครั้งนี้ และหา
คาตอบให้กบั คาถาม
คาถามนี้เป็นถามเกี่ยวกับการกาหนดวัตถุประสงคใ์ นการนาเสนอ สามารถสรปุ หลักการในการ
กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ไดด้ ังนี้
1) กาหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนทส่ี ุดท่ีจะทาได้ รวมทั้งวตั ถปุ ระสงค์สารองด้วย นามา
เรยี บเรียงเป็นคาพดู และจดบนั ทึกไว้
2) ยอ้ นกลับไปยังวตั ถุประสงค์ที่ตงั้ ไว้อยู่เสมอ เม่ือสงสัยว่าจะเพ่ิมหรือจะตัดทอนอะไรใน
การนาเสนอ
2. เราจะนาเสนออะไร (What) การระบุข้อมูล บันทึกข้อมูลท้งั หมดที่จะนาเสนอ ผู้นาเสนอจะต้อง
วางแผนว่าจะนาเสนอในเร่ืองใดบ้าง มขี อบเขตเนื้อหาอยา่ งไร รวมถึงการเตรยี มภาพประกอบการเตรียมพรอ้ ม
สาหรับขอ้ โตแ้ ย้งที่คาดว่าอาจจะเกิดข้นึ ทั้งกอ่ น ในระหว่างและหลังจากการนาเสนอ
3. เราจะนาเสนอกับใคร (Who) บคุ คลทีผ่ ู้นาเสนอต้องการเสนอเร่ืองราวต่าง ๆ เพื่อให้รับทราบ
ปฏิบัติ หรอื ตัดสินใจในบางอย่างทเี่ ป็นความตอ้ งการของผู้นาเสนอ ผู้นาเสนอต้องใหค้ วามสาคญั กับผู้ฟงั อยา่ ง
มาก เพราะเปน็ บุคคลทีม่ ีผลตอ่ การนาเสนอมากที่สดุ การ “รใู้ จเขา” จะเป็นข้อมลู สาคัญทผ่ี ู้นาเสนอมาใชเ้ ป็น
ปจั จัยส่วนหน่ึงในการวางแผนการนาเสนอ สิ่งทผ่ี ้นู าเสนอจะต้องทาคือ การขอขอ้ มูล ข้อเท็จจรงิ ต่าง ๆ เก่ยี วกบั
ผู้ฟงั ให้มากท่สี ุด เช่น ผฟู้ ังมจี านวนกค่ี น ชือ่ อะไร ทางานอะไร มอี ายุเทา่ ไร มีการศกึ ษาอย่างไร เพราะสง่ิ นี้จะมี
ผลกระทบตอ่ การคัดค้างหรือโต้แย้งหรือสอบถามในระหว่างการนเสนอได้ ผนู้ าเสนออาจหาข้อมูลได้โดยการ
พูดคุยกับผู้ฟังกอ่ นการนาเสนอชว่ งท่ีกาลงั ลงทะเบยี นผู้เข้ารบั ฟังการนาเสนอ ระหวา่ งรบั ประทานอาหาร การ
พูดคุยกับผู้ฟังนอกเวลาการนาเสนอ เป็นโอกาสสาคัญท่ีผู้นาเสนอจะทาความเข้าใจให้ดีข้ึน และยังเป็นการ
ทาลายกาแพงก้ันระหว่างบคุ คลทัง้ สองฝ่าย ทาใหเ้ กิดความรสู้ กึ ทัศนคติทดี่ ีตอ่ กนั
4. เราจะนาเสนอเมื่อใด (When) เวลาที่ต้องคานึงถึงในการนาเสนอประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
ช่วงเวลา ระยะเวลา และจงั หวะเวลา
1) ช่วงเวลาทนี่ าเสนอ เป็นชว่ งเชา้ กลางวัน กลางคืน ชว่ งเวลาในวันหยุด วนั ทางาน ซึง่ มีผล
ตอ่ การวางแผนการนาเสนอ เช่น หากนาเสนอในช่วงกลางคนื ผ้นู าเสนอตอ้ งคานงึ ถึงแสง
สว่างต้องเพยี งพอ ความเม่ือยลา้ ของผูฟ้ งั เป็นต้น
2) ระยะเวลาในการนาเสนอมมี ากนอ้ ยเพียงใด การนาเสนอบางประเภทมรี ะยะเวลาเพยี งไม่
นาน ไมเ่ กนิ 3 ชั่วโมง บางประเภทก็ใช้ระยะเวลานานเกิน 3 ชัว่ โมง เช่น การนาเสนอขาย
สินคา้ ใชร้ ะยะเวลาไมน่ าน การฝึกอบรม สมั มนาใช้ระยะเวลานาน เปน็ ต้น
3) จังหวะเวลาในการนาเสนอ มีความสาคัญต่อการนาเสนอในกรณีท่ีสถานการณท์ เ่ี กิดขน้ึ ใน
การนาเสนออาจเป็นไปตามท่คี าดหวังหรือไม่คาดหวัง ผู้นาเสนอไม่อาจทราบได้ลว่ งหน้า
ว่าจะเกิดอะไรข้ึนในระหว่างการนาเสนอ ในบางคร้ังผู้ฟังอาจเกดิ ความไม่พอใจ คัดค้าน
โกรธ หรือโมโหผนู้ าเสนออยู่ ควรจะเปล่ียนเร่ืองหรอื เปลี่ยนประเด็น เพื่อคลาย
บรรยากาศความตึงเครยี ด และรอจังหวะในการนาเสนอหลังจากที่บรรยากาศคลายความ
ตึงเครยี ด และผู้ฟงั อย่ใู นอารมณท์ ีพ่ ร้อมจะรับฟงั จงึ นาเสนอเร่ืองนน้ั ใหมอ่ กี ครง้ั
5. เราจะนาเสนองานที่ไหน (Where) สถานทีใ่ นการนาเสนออาจไมส่ าคัญนักสาหรับการนาเสนอ
บางประเภท แตผ่ ูเ้ สนอก็ควรให้ความสาคัญในการสารวจสถานทท่ี ีจ่ ะใช้ในการนาเสนอ เพื่อไม่ใหเ้ กดิ อุปสรรค
ในการนาเสนอ เชน่ หลอดไฟเสีย อุปกรณ์หรอื ส่อื โสตทศั นปู กรณเ์ สยี เปน็ ต้น ซ่งึ ส่ิงเหลา่ นีเ้ ป็นสิ่งสาคญั ซึ่งอาจ
ทาใหเ้ กิดอุปสรรคหรือความล้มเหลวในการนาเสนอได้ นอกจากน้ีในการเลอื กสถานทีผ่ ู้นาเสนอควรคานึงถึง
ปัจจัยด้านจานวนผ้ฟู ัง การถา่ ยเทอากาศ สิ่งรบกวนตา่ ง ๆ ดว้ ย
6. เราจะนาเสนออยา่ งไร (How) เม่ือเตรยี มพร้อมสาหรับคาถามวา่ ทาไม อะไร ใคร เมื่อไร ที่ไหน
แล้ว ข้ันต่อไปคือ การวางแผนว่าจะนาเสนออย่างไรซ่ึงเป็นขั้นตอนท่ีมีความสาคัญมากที่สุด ผู้นาเสนอต้อ ง
สมมติตัวเองเป็นคนฟัง ส่ิงท่ีจะนาเสนอจะช่วยผ่อนความหนักใจให้ผู้ฟังได้หรือไม่ จะสามารถช่วยให้ผู้ฟัง
ตัดสินใจหรือเกิดความคิดท่ีสร้างสรรค์ได้อย่างไร ซ่ึงจะนาไปสู่การแนะนาในส่ิงท่ที าให้ผ้ฟู ังต้ังใจฟงั และคิดได้
หลังจากที่เรยี บเรียงลาดบั ข้อมูล และข้อเสนอตามลาดับเพื่อให้ผู้ฟังไดเ้ ขา้ ใจและโนม้ เอียงได้มากทสี่ ุด
ตอ่ ไปคือ การเลือกภาพประกอบท่จี ะนามาใช้ เลอื กอุปกรณ์ สื่อโสตทัศนปู กรณ์ท่เี หมาะสม ให้ทาบนั ทกึ โดยการ
เขียนให้ชัดเจนและมีขนาดใหญ่พอลงในกระดาษ เพราะการเขียนสง่ิ ท่ีจะพูดนาเสนอเป็นวิธที ี่ดที ่ีสดุ ในการหา
ข้อโต้แย้ง และเป็นการทบทวนเรียงลาดับความสาคัญของสิ่งท่ีต้องนาเสนอ ท้งั ยังช่วยให้สามารถหาคาพูดที่
เหมาะสมเสรมิ เข้าไปในแตล่ ะตอนได้ รวมท้ังสามารถคดิ วางแผนไวล้ ว่ งหนา้ ไดด้ กี วา่ การคดิ แกป้ ัญหาขณะเสนอ
งานถึงแม้ว่าจะไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า แต่ก็ควรจะเตรียมประโยคการกล่าวสรุปไว้สาหรับการปิดการ
นาเสนอ
สุดท้าย ก่อนการนาเสนอจริงผู้นาเสนอควรลองฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมงาน ผู้ฟังจาเป็นหรือฝึกซ้อม
เพยี งคนเดยี ว การซอ้ มหลาย ๆ ครง้ั จะช่วยลดความตน่ื เต้น และชว่ ยให้มที ักษะในการนาเสนอมากย่งิ ขึ้น
เทคนคิ ในการนาเสนออยา่ งมีประสิทธิภาพ
1. การนาเสนอ การนาเสนองานท่ีดสี ามารถทาไดโ้ ดยการฝกึ ฝน เชน่ การเข้าไปหลักสูตรหรอื การ
ฝกึ กนั เปน็ กลุ่ม เพ่ือใหผ้ ้รู ่วมการฝึกฝนวิจารณด์ ้วยข้อติชมในทางสรา้ งสรรค์ผนู้ าเสนอสามารถเรียนรู้วิธกี ารและ
เทคนิคการนาเสนอได้จากการดูความผิดพลาดของผู้อื่นนามาใช้เป็นบทเรียน และการพูดคุยเพ่ือหาวิธีการ
สร้างสรรค์เทคนิค วธิ ีการเสนองานแตล่ ะครัง้ เทคนิคง่าย ๆ ที่สาคัญมาก คือ ความสามารถในการกาจัดส่ิงกีด
ขวางของผูพ้ ูด เพราะคนสว่ นมากพดู ในหมู่เพ่อื นหรือเพ่ือนร่วมงานได้ดี มคี วามเปน็ กันเอง เทคนิคการพดู ในที่
ประชุม ก็คือ การรักษาความสามารถน้ันไว้ให้ได้ เวลาที่ยืนต่อหน้าผู้ฟัง ซึ่งเป็นบุคคลที่เราไม่รู้จัก ถ้าผู้พูด
สามารถขจัดสิ่งกีดขวางออกไปได้ทาให้เราเป็นตัวของตัวเองเป็นบุคคลที่มีความเป็นมิตร มีกริ ิยาท่าทางเป็น
ธรรมชาติ จะชว่ ยใหผ้ ้ฟู ังมีทศั นคตทิ ด่ี ี และให้การสนับสนุนตงั้ แตเ่ ร่มิ ตน้ การพดู
ในการนาเสนอมีขอ้ พึงระวัง ไดแ้ ก่
1.1 การพูดผิด ๆ ถกู ๆ ทาให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ไม่เขา้ ใจ ผู้นาเสนอควรนกึ ถึงความรู้สึก
ของผู้พูด ปรับปรุงการพูดโดยการพูดใหช้ า้ ลง และชดั เจนมากยิง่ ขน้ึ
1.2 ความลังเล การหยดุ พูดบ่อย ๆ หรอื แสดงอาการลังเลโดยการใช้คาว่า “เอ้อ อา้ ” แสดง
ถึงความไม่มั่นใจในตวั เอง หรือผู้นาเสนออาจมคี วามรใู้ นเร่ืองที่พูดไมด่ ีพอจนไม่สามารถ
พูดต่อได้ จึงควรฝึกซอ้ มบ่อย ๆ และเตรยี มความพร้อมเกี่ยวกับข้อมูลให้มากข้นึ
1.3 การพูดซา้ ซาก คาพูดท่ีผู้พดู มักพูดจนติดเปน็ นิสัย เช่น คาวา่ “คือวา่ ” “จุดสาคัญคือ”
เป็นต้น การพูดซ้าซากมีผลเสียต่อการนาเสนอ คือ เมื่อผู้นาเสนอพดู บ่อยจนเกินไป จะ
ทาให้ผูฟ้ ังเกดิ ความราคาญ หรืออาจเห็นเป็นเรื่องตลก ทาใหผ้ ู้ฟังสนใจจับผดิ ซึ่งเป็นการ
เบ่ยี งเบนความสนใจไปจากเนื้อหาท่ีนาเสนอ ผนู้ าเสนอจึงควรฝึกพูดโดยพยายามไม่พูด
คา ๆ น้นั
1.4 การแสดงออกทางสหี น้า ส่ือความหมายถึงความคดิ ความรสู้ กึ ในใจ แตล่ ะคนมักจะ
แสดงออกแตกตา่ งกันไป ผนู้ าเสนอบางคนสามารถควบคุมสหี น้าของตนไดด้ ี จนไม่
สามารถทราบได้ว่าเขากาลังมีความรู้สกึ ท่ีแท้จริงอย่างไร ซึ่งอาจคิดได้ว่าเขาไม่มีความ
เป็นธรรมชาติ ไมม่ ีความเป็นตวั ของตัวเอง การควบคุมการแสดงออกทางสีหน้าเป็นผลดี
ตอ่ การนาเสนอ เพราะหากผู้นาเสนอมีความรู้สึกไมพ่ อใจผู้ฟังก็จะไม่แสดงออกอาการ
โกรธออกมาทางสีหนา้ ทาให้บรรยากาศการนาเสนอไมต่ งึ เครียดไปด้วย
1.5 การวางสายตาไม่เหมาะสม ผู้นาเสนอควรใชส้ ายตาในการสบตากับผู้ฟัง แตล่ ะคนเพื่อ
ตรวจสอบดูว่าผู้ฟังมีความสนใจในการนาเสนออยู่หรือไม่ ไม่ควรจ้องมองผูฟ้ ังจนทาให้
เขารสู้ กึ อึดอดั หรือการละสายตาจากผฟู้ งั มองเพดานเปน็ ระยะเวลานาน
1.6 การแดสงกริ ยิ าซ้าซาก ผู้นาเสนอบางคนอาจมกี ิรยิ าบางอยา่ งท่ีมกั ทาซ้าซากโดยทเี่ ขาไม่
รสู้ ึกตัว เช่น การสะบัดผม เคาะโต๊ะ ใช้มอื เท้าเอว เป็นต้น ซึ่งกิริยาเหล่านีถ้ ้าทาบ่อย ๆ
ขณะท่กี าลังนาเสนอจะทาใหผ้ ้ฟู งั ราคาญ และทาลายความสนใจของผูฟ้ งั จากเร่อื ง
นาเสนออยู่
2. ภาษา กฎของการพูดภาษาไทย ท่ีสาคัญทสี่ ุด คอื
2.1 ให้ใช้คาพดู และประโยคสั้น ๆ งา่ ย
2.2 ใชร้ ปู ประโยคตรง ๆ และคาพดู ทรี่ ะบชุ ัดเจนมากกวา่ ประโยคยอกย้อนหรอื พดู ลอย ๆ
2.3 การพูดเรอ่ื งทัว่ ๆ ไป ใหใ้ ช้วธิ กี ารยกตัวอย่าง
2.4 หลีกเล่ยี งการใชศ้ ัพทเ์ ทคนคิ นอกจากจะแนใ่ จวา่ คนฟงั คนุ้ เคยกับคาเหล่านี้ ถา้ เลีย่ งไม่ได้
ใหอ้ ธบิ ายเพ่มิ เตมิ
2.5 เตรยี มคาพดู ท่ีจะพูดมาให้มากทีส่ ุดแตอ่ ยา่ อ่านหรอื ทอ่ งเป็นคา ๆ ให้คนฟัง
2.6 ใชค้ าและภาษาของตัวเองแบบที่ใชใ้ นการสนทนาธรรมดา ไมใ่ ช่ภาษาเขียน
2.7 ขยายความกระจา่ งของขอ้ ความด้วยตัวอยา่ งทีเ่ จาะจง
3. ภาพประกอบ แมเ้ ปน็ การนาเสนองานเล็ก ๆ อยา่ งน้อยผู้นาเสนอกค็ วรจะเตรยี มกระดาษขาวแผ่น
ใหญ่และปากกา สาหรับใช้แสดงภาพหรือคานวณให้ผู้ฟังดู นอกจากนี้ควรเตรียมอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่จะใช้
ประกอบการพดู เพ่ือประโยชน์ 3 ขอ้ คอื
3.1 เพอื่ ให้งา่ ยตอ่ การเขา้ ใจ โดยการแปลงตวั เลขทางสถติ ิเปน็ รูปแผนภูมิ และกราฟ
3.2 ใช้แผน่ ภาพอธบิ ายคาพูดทีซ่ ับซ้อน หรือเพอ่ื ขยายความ เพอ่ื ทาให้เข้าใจงา่ ยข้ึน ชดั เจน
ขนึ้ และส้ันขน้ึ ด้วยการใช้รปู ภาพ ภาพวาด แผนภมู ิ หรอื สินค้าตัวอย่าง
3.3 ใช้แผ่นภาพเพื่อชักจูงใจ และทาให้การนาเสนองานชวนติดตาม เพราะใชภ้ าพ ๆ เดยี วมี
ค่ามากกว่าคาพูดนับพันคา และภาพยังสามารถติดตรึงอยู่ในสมองของคนดูไปได้นาน
แสนนาน หลงั จากที่ผนู้ าเสนอพูดจบแล้ว ดงั นนั้ การใชภ้ าพนาเสนอประกอบคาพูดย่อม
เปน็ การชักจงู ใจทด่ี ีกวา่
4. รายละเอยี ดในการนาเสนอ ปัญหาที่เกิดขึ้นเสมอในการนาเสนองาน คือ ตัดสินใจเรอื่ งการเสนอ
รายละเอยี ด โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในการเสนองานท่มี กี ลุ่มผฟู้ ังเป็นผเู้ ชยี่ วชาญนง่ั อยรู่ ว่ มกนั กบั ผ้ฟู งั ธรรมดา ทางท่ี
ดีควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงข้อมูลที่มีรายละเอียดมากเกินไป แต่ควรใช้วิธีเตรียมเป็นเอกสารไว้แจกผู้เข้าฟัง
ภายหลัง ผู้นาเสนอไม่ควรแจกก่อนเพราะจะทาให้ผู้ฟังบางกลมุ่ สนใจแต่เอกสารท่ีแจก หรอื อกี วธิ ีหน่ึง คอื ใช้
ผเู้ ชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้บรรยายผู้เชย่ี วชาญทางเทคนิค ท่ีมาเข้ารับฟังเป็นการเสริมพลัง เป็นการพูด
เสรมิ ใหเ้ ฉพาะกลุ่มหรือจะเปิดโอกาสใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญเปน็ ผูต้ อบปัญหาทางดา้ นเทคนคิ หลังจากท่ีพูดจบแล้ว
5. ความรู้สึกนกึ คดิ ในการนาเสนอแตล่ ะครงั้ ผู้นาเสนอทราบว่าจะนาเสนออะไร วตั ถุประสงค์อะไรใน
การนาเสนอ แต่ผู้นาเสนอไม่สามารถทราบความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ฟังได้ ทาให้ไม่ทราบว่าจะ
นาเสนออยา่ งไรใหต้ รงกับความต้องการของผู้ฟงั ผู้นาเสนอสามารถทราบความคดิ ของผฟู้ งั ได้ โดยหาเป็นผูฟ้ ัง
กลุ่มเลก็ ๆ ผนู้ าเสนอสามารถสอบถามจากผฟู้ ังได้ เช่น การถามว่า ปจั จุบนั ผู้ฟงั ใช้วธิ กี ารดาเนนิ งานด้วยระบบ
ใดอยู่ เคยคดิ ว่าจะเปลี่ยนแปลงอยา่ งไร คิดว่าอะไรมคี วามสาคัญมากน้อยกว่ากนั แคไ่ หน สงิ่ เหลา่ น้ีนอกจากจะ
ช่วยใหผ้ นู้ าเสนอได้ทราบข้อมลู และแนวทางการพดู มคี ่าแลว้ ยังชว่ ยทาลายกาแพงกัน้ ทาให้คนฟงั ได้มสี ว่ นร่วม
ในการนาเสนอดว้ ย และการเปลย่ี นแปลงลักษณะการพดู เปน็ การบรรยายทใ่ี หผ้ ู้นาเสนอมีหนา้ ทพ่ี ดู สว่ นผฟู้ งั มี
หนา้ ท่ฟี งั เพียงอยา่ งเดยี ว เปน็ การพดู คุยแบบเปน็ กันเอง
6. การยอมรับ ไมว่ ่าเรื่องที่นาเสนอจะมีความเพียบพร้อม สมบูรณ์แบบแค่ไหนก็อาจมีขดี จากัดและ
ข้อเสียได้ ผู้นาเสนอจึงควรยอมรับข้อเสียท่ีเกิดข้ึน การยอมรับข้อเสียจะทาให้ผู้นาเสนอ รู้ขอผิดพลาดของ
ตนเอง พยายามหาสาเหตุของความผิดพลาดหรือเสียหายทเี่ กดิ ขึน้ เม่อื ปรับปรุงการนาเสนอในคร้งั ตอ่ ไป