โครงงานภาษาไทย
การศึกษาคำศพั ทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
จดั ทำโดย เลขที่ 1
เลขท่ี 3
นายกติ ตธิ ัช เงินลนุ เลขที่ 4
นายณฐั ภัทร มุระอะ เลขท่ี 10
นายธราพงษ์ การะพันธ์ เลขท่ี 13
นายพีระพัฒ พลศรี
นายวรญั ญู ปทมุ ศริ ทิ ิพ
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4/4
นำเสนอ
คณุ ครแู สงจันทร์ ฉวีรกั ษ์
ครผู ้สู อน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
โครงงานฉบับนเ้ี ป็นสว่ นหนงึ่ ของวิชาภาษาไทย ท31102
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565
โรงเรยี นน้ำยืนวิทยา ตำบลสวี เิ ชยี ร
สังกัดสำนักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 29 อบุ ลราชธานี อำนาจเจรญิ
คำนำ
โครงงานภาษาไทย “การศึกษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน” เป็นส่วนหนึง่
ของวิชาภาษาไทย ท 31102 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 มจี ุดประสงค์เพ่ือ ศึกษาการสร้างคำในพจนานุกรม
คำใหม่ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน ศึกษาหมวดหมู่ทางความหมายของคำศพั ท์ที่ปรากฏในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั
ราชบัณฑิตยสถาน และศึกษาการนยิ ามความหมายของคำศัพทใ์ นพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
การศกึ ษาค้นคว้าเรอ่ื ง ““การศึกษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน”เล่มน้ี
คณะผูจ้ ดั ทำได้วางแผนการดำเนนิ งานการศึกษาคน้ คว้าเปน็ ระยะเวลา 1 เดอื น ศกึ ษาจากแหลง่ ความรู้ต่างๆ
จากอินเตอรเ์ นต็ เว็บไซต์ต่างๆ และจากสื่อสังคมออนไลน์ ไดแ้ ก่ เฟสบุ๊ค และทวติ เตอร์
การจดั ทำรายงานฉบับน้สี ำเร็จตามวัตถุประสงคไ์ ปดว้ ยดี คณะผูจ้ ัดทำขอขอบพระคุณ
คุณครูแสงจันทร์ ฉวีรักษ์ ท่ที ่านคอยใหค้ ำปรึกษา แนะนำแนวทาง และให้ความรู้ในการคน้ คว้าข้อมลู และ
จดั ทำรายงานฉบบั นี้ และขอขอบคุณเพือ่ นๆ ทกุ คนทใี่ หค้ วามชว่ ยเหลือมาตลอด คณะผจู้ ัดทำหวังวา่ โครงงาน
เร่อื ง“การศึกษาคำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” ฉบับน้จี ะสามารถใหค้ วามรู้เปน็
ประโยชน์แกผ่ อู้ ่านทกุ ๆ ท่าน หากมสี ่งิ ใดในรายงานฉบบั นี้จะตอ้ งปรับปรงุ คณะผ้จู ดั ทำขอน้อมรบั ในข้อช้แี นะ
และจะนำไปแกไ้ ข หรอื พฒั นาให้ถกู ต้องสมบรู ณ์ต่อไป
คณะผู้จดั ทำ
สารบญั หนา้
ก
เรอื่ ง ค
บทคัดยอ่ ง
กิตติกรรมประกาศ จ
สารบัญ
สารบญั 1
บทที่ 1 บทนำ 2
-ทีม่ าและความสำคัญ 2
-วตั ถุประสงค์ 3
-ขอบเขตการศึกษา 3
-นิยามศัพท์เพาะ 3
-สัญลักษณ์ทใ่ี ช้ในการศึกษาและอักษรย่อ 4
-ประโยชน์ทไี่ ด้รบั จาการค้นควา้ ข้อมลู 4
บทท่ี 2 เอกสารทเี่ ก่ียวข้อง 4
-ความร้ทู ว่ั ไปเกีย่ วกบั พจนานุกรม 4
-ความหมายของพจนานุกรม 4
-ลกั ษณะโดยท่ัวไปของพจนานกุ รม 5
-การเกบ็ คำในพจนานุกรม 5
-พฒั นาการของพจนานุกรมไทย 5
-ความร้เู กยี่ วกับพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 8
-ขอบเขตและวิธใี ชพ้ จนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน 13
-ความสำคญั ของพจนานุกรม 14
-การแบง่ หมวดหมทู่ างความหมาย 17
-เอกสารทเี่ ก่ยี วข้อง
-พฒั นาการดา้ นบทนิยามศัพท์ 19
บทท่ี 3 วธิ ีดำเนินงาน
-การสรา้ งคำและหมวดหมู่ทางความหมายของคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ 22
ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน
-หมวดหมู่ทางความหมายของคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ 24
ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน 24
บทท่ี 4 ผลการดำเนนิ งาน 24
-การศึกษาการให้คำนิยามศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 25
-รปู แบบของการนยิ ามความหมายในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน
-การอธิบาย
-การใหข้ อ้ มลู ของคำ
สารบัญ (ต่อ) หนา้
27
เรอื่ ง 28
-การให้รายละเอียดของคำเพิ่มเติม 28
-การอา้ งคำในพจนานุกรมเดียวกัน 28
-โครงสรา้ งการนิยามความหมายคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน 29
-โครงสรา้ งแบบเดย่ี ว 31
-โครงสรา้ งแบบประสม
บทที่ 5 การศกึ ษาสภาพสงั คมไทยทีส่ ะท้อนจากคำศัพทใ์ นพจนานุกรม 31
ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน 31
-สภาพเศรษฐกิจ 32
-สภาพการเมอื งการปกครอง 33
-เพศสภาพ 34
-การติดต่อส่ือสารในสงั คม 35
-ศาสนาและความเชื่อ 37
-กจิ กรรมการเรียนรู้ 37
บทที่ 6 สรุปและอภิปรายผล 38
-การสรา้ งคำในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
-หมวดทางความหมายของคำศพั ท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน 38
การจดั หมวดหมทู่ างความหมายของคำศัพท์ 38
-โครงสรา้ งการนิยามความหมายคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน 39
-สภาพสงั คมไทยท่สี ะทอ้ นจากคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ 40
-อภปิ รายผล จากการค้นควา้ ข้อมูล 41
-จาการคน้ คว้าข้อมลู มีขอ้ ข้อเสนอแนะ 42
ภาคผนวก 47
-ภาคผนวก ก คำศพั ทใ์ นพจนานกุ รมคำใหม่ 49
-ภาคผนวก ข ภาพถา่ ย
-บรรณานุกรม
ชื่อ : นายกิตตธิ ัช เงินลนุ เลขที่ 1
นายณัฐภทั ร มุระอะ เลขที่ 3
นายธราพงษ์ การะพนั ธ์ เลขที่ 4
นายพีระพัฒ พลศรี เลขที่ 10
นายวรญั ญู ปทุมศิรทิ พิ เลขที่ 13
ช่ือโครงงาน : การศึกษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ : ภาษาไทย ท31102
สถานศึกษา : โรงเรียนน้ำยนื วทิ ยา
ครทู ปี่ รกึ ษาโครงงาน : นางแสงจนั ทร์ ฉวรี ักษ์
ปีการศึกษา : 2565
บทคัดย่อ
โครงงาน เรอื่ ง การศึกษาคำศพั ท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับนี้มวี ัตถปุ ระสงค์
เพือ่ 1) เพื่อศกึ ษาการสร้างคำในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน 2) เพื่อศึกษาหมวดหมูท่ าง
ความหมายของคำศัพทท์ ่ปี รากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน 3) เพื่อศึกษาการนิยาม
ความหมายของคำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ความเจรญิ ก้าวหน้าของสังคมไทยใน
ปัจจบุ นั กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงทางสังคมหลายด้าน เชน่ เทคโนโลยี การสอ่ื สาร สภาพสงั คม การ
เปล่ยี นแปลงดงั กล่าวเกดิ ขึ้นอย่ตู ลอดเวลาในสงั คมโดยเฉพาะปัจจบุ นั ท่ีเปน็ สงั คมแห่งการสือ่ สาร คนในสงั คม
เลือกใชเ้ ทคโนโลยีในการสือ่ สารไดอ้ ยา่ งหลากหลายและรวดเร็ว เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการสื่อสารนอกเหนอื จากส่อื
และอุปกรณ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์แล้ว สิง่ สำคัญทส่ี ดุ ในการสื่อสารของคนในสังคม คือ ภาษา ภาษาเปน็ เอกลกั ษณ์
ประจำชาติเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญทสี่ ุด และเป็นเครื่องมือทใี่ ช้ติดต่อส่ือสารกับคนในชาติทำใหเ้ กิดความเขา้ ใจ
ซึ่งกันและกนั ภาษามีการเปลีย่ นแปลงไปตามยุคสมัย ดังจะเห็นได้วา่ เมื่อสังคมและสิ่งแวดลอ้ มเปลยี่ นย่อม
สง่ ผลใหค้ วามเป็นอยู่ของคนรวมถึงภาษาย่อมเปลยี่ นแปลงไปดว้ ย ภาษาไทยมกี ารเปล่ยี นแปลงตลอดเวลาทัง้
ภาษาพดู และภาษาเขียน
คณะผจู้ ัดทำโครงงานศึกษาจากผูจ้ ัดทำ ผจู้ ดั ทำการวจิ ยั มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาการสร้างคำ การจัด
หมวดหมทู่ างความหมาย การนยิ าม ความหมายของคำศพั ท์ในพจนานุกรมคำใหมแ่ ละ สภาพสงั คมไทยท่ี
สะทอ้ นจากคำศัพทใ์ น พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
ผลการศกึ ษาพบวา่ รปู แบบการสรา้ งคำ ปรากฏ 6 รปู แบบ คอื คำประสม คำประสานคำซอ้ น คำซ้ำ
การใช้ตัวย่อหรืออกั ษรยอ่ และคำยืม การจัดหมวดหมทู่ างความหมายของคำแบง่ ออกเป็น 4 หมวด คือ หมวด
คำเกย่ี วกับธรรมชาติ หมวดคำเกย่ี วกับมนุษยแ์ ละพฤติกรรมของมนุษย์หมวดคำเกยี่ วกับจิตใจ อารมณ์
ความรสู้ กึ นกึ คดิ ของมนุษย์ และหมวดคำเกยี่ วกบั ความสมั พันธ์ของ บุคคล รปู แบบการนยิ ามความหมาย
ปรากฏ 4 รปู แบบ คอื การอธบิ าย การให้ข้อมูลของคำ การให้รายละเอียดของคำเพ่ิมเตมิ และการอา้ งถึงคำ
ในพจนานกุ รมเดยี วกนั โครงสร้างการนิยามความหมายคำศัพทท์ ี่ปรากฏ คอื โครงสร้างแบบเด่ียวและ
โครงสรา้ งแบบประสม สภาพสังคมไทยทสี่ ะท้อนจากคำศัพทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน
พบวา่ คำใหม่ที่เกิดขนึ้ แสดงใหเ้ ห็นถึงการเปลยี่ นแปลงของสงั คมไทยในช่วงระยะเวลาท่ีจัดเกบ็ คำศัพท์ คำศัพท์
ทสี่ ะท้อนสภาพสงั คมไทย เชน่ คำศัพท์เก่ยี วกบั การเมืองการปกครอง เศรษฐกจิ เพศสภาพ
กลุ่มตัวอย่างท่ีใชศ้ ึกษาในการทำโครงงาน คือ อนิ เตอร์เน็ต คือ เวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ และส่ือสงั คมออนไลน์
ไดแ้ ก่ เฟสบุ๊ค ทวติ เตอร์ โดยศกึ ษาข้อมลู การจัดเก็บคำในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ใน
ศกึ ษารปู แบบของการสรา้ งคำ หมวดหมู่ทางความหมาย การนิยามความหมาย และสภาพของสังคมไทย
ทีส่ ะท้อนจากคำศัพท์
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานเร่ือง การศึกษาคำศัพทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ฉบับนเี้ ปน็ สว่ นหนึ่ง
ของรายวชิ าภาษาไทย รหัสวิชา ท31102 กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4/4 ภาคเรยี น
ท่ี 2 ปีการศึกษา 2565 โดยมรจุดประสงค์ เพ่อื ศกึ ษาการสรา้ งคำในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน เพ่ือศึกษาหมวดหมู่ทางความหมายของคำศัพทท์ ่ีปรากฏในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั
ราชบณั ฑิตยสถาน และ เพ่ือศึกษาการนยิ ามความหมายของคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน
ทางคณะผูจ้ ดั ทำตอ้ งขอขอบคุณ คุณครูแสงจนั ทร์ ฉวรี ักษ์ ท่คี อยให้คำปรึกษา แนะนำแนวทาง และ
ให้ความรใู้ นการค้นคว้าขอ้ มูล และจดั ทำรายงานฉบบั นี้ และขอขอบคณุ เพื่อนๆ ทุกคนทีใ่ หค้ วามชว่ ยเหลอื มา
ตลอด
สุดท้ายนที้ างคณะผจู้ ดั ทำหวงั ว่าโครงงาน เร่อื งการศกึ ษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั
ราชบณั ฑิตยสถาน ฉบับนจ้ี ะสามารถให้ความรู้ และเปน็ ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน
คณะผ้จู ดั ทำ
บทที่ 1
บทนำ
ทม่ี าและความสำคัญ
ความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทยในปัจจบุ นั กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงทางสงั คมหลายด้าน เชน่
เทคโนโลยี การสือ่ สาร สภาพสังคม การเปลยี่ นแปลงดงั กล่าวเกดิ ขึน้ อยู่ตลอดเวลาในสงั คมโดยเฉพาะปจั จบุ นั ที่
เป็นสังคมแหง่ การส่อื สาร คนในสังคมเลือกใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารได้อย่างหลากหลายและรวดเรว็
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการสื่อสารนอกเหนือจากส่ือและอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ลว้ สง่ิ สำคัญทสี่ ุดในการสือ่ สารของ
คนในสังคม คือ ภาษา ภาษาเป็นเอกลกั ษณ์ประจำชาตเิ ปน็ วฒั นธรรมทสี่ ำคญั ทสี่ ดุ และเป็นเคร่ืองมือท่ีใช้
ติดต่อสอื่ สารกับคนในชาติทำให้เกิดความเขา้ ใจซ่ึงกนั และกัน ภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปตามยคุ สมยั ดงั จะ
เห็นไดว้ ่า เมื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเปลีย่ นย่อมส่งผลให้ความเปน็ อยู่ของคนรวมถึงภาษายอ่ มเปลี่ยนแปลงไป
ดว้ ย ภาษาไทยมีการเปล่ยี นแปลงตลอดเวลาท้งั ภาษาพดู และภาษาเขียน การเปลยี่ นแปลงทางภาษารปู แบบ
ตา่ งๆ เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กบั การเปล่ยี นแปลงของสงั คม ภาษาไทยในปัจจุบันมีการปรับเปลีย่ นให้เข้ากับสภาพ
ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชดั มคี ำทเ่ี กดิ ความหมายใหม่ การประดิษฐค์ ำใหม่ หรือการทีค่ ำจำนวน
หนง่ึ หายไปจากภาษาซึ่งลกั ษณะดงั กลา่ วเกดิ ข้ึนใน
ภาษาไทยตลอดระยะเวลาทผ่ี ่านมาการเปลย่ี นแปลงของภาษาจึงถือเปน็ ลักษณะธรรมชาตขิ องภาษาท่ีเป็น
กลวธิ ใี นการทำให้ภาษาคงอยู่ในสงั คม ลกั ษณะของการเปล่ียนแปลงทางภาษา เช่น เกดิ การแปรเสยี ง เกดิ การ
เปล่ยี นเสยี งเกดิ การประสมคำ เกดิ การเปลีย่ นแปลงตำแหน่งคำ เกิดการแปรความ เกิดการเปลีย่ นความหมาย
เกดิ จากการนำคำภาษาอนื่ มาใช้ และเกดิ การคิดตงั้ คำขน้ึ ใหม่2 นอกจากนยี้ ังพบว่า ภาษามกี ารเปล่ยี นแปลง
ด้านอื่นๆ อีก เชน่ การเกิดศัพทเ์ ฉพาะกลุ่ม เฉพาะวงการ การประดิษฐ์ศัพท์ใหม่ และการรบั เอาคำศัพทจ์ าก
ภาษาอื่นมาใชอ้ ย่างกวา้ งขวางในลักษณะการทบั ศัพท์
การเปลี่ยนแปลงดงั กล่าวได้สะท้อนใหเ้ ห็นอย่างชดั เจนถึงความเปลยี่ นแปลงของภาษา แมว้ ่าคำ
บางส่วนจะเปน็ คำที่เกดิ ข้นึ และหมดความนยิ มไปอย่างรวดเรว็ แตล่ กั ษณะดงั กลา่ วถือวา่ เป็นข้อมลู ใน
การศกึ ษาประวตั ิภาษาไทย คำทเ่ี กดิ ขึ้นสามารถนำไปวิเคราะหถ์ ึงความกา้ วหน้าและความไม่หยดุ นิ่งของ
การใชภ้ าษา รวมถึงเหตุการณ์และความเปล่ียนแปลงทางวัฒนธรรมของสังคมช่วงเวลาต่างๆในอดีต
การจัดทำพจนานุกรมถือเปน็ หน้าท่ีของราชบัณฑติ ยสถาน ดังที่ วลั ยา ชา้ งขวัญยืน กลา่ วไว้
ในการใช้พจนานุกรม ถึงการชำระและปรบั ปรงุ โดยเริ่มจากปทานุกรมฉบับ พ.ศ. 2470 และดำเนนิ การ
มาจนเสรจ็ พิมพค์ รงั้ แรกในช่ือวา่ พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ตอ่ มาได้ปรับปรงุ ให้
ทนั สมยั และสมบรู ณย์ ่งิ ขนึ้ จัดพมิ พ์เม่ือ พ.ศ. 2525 ใช้ชือ่ วา่ พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน
พ.ศ. 2525 ซ่ึงมีการพิมพ์ต่อเน่อื งมาจนถึงคร้งั ที่ 6 พ.ศ. 2539 พจนานกุ รมฉบบั ทใี่ ชอ้ า้ งองิ และเป็น
หลักฐานในการกำหนดอักขรวธิ ีและการอา่ นภาษาไทยปจั จบุ นั ไดแ้ ก่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2554 พมิ พค์ รงั้ แรก เม่ือ พ.ศ. 2556 กล่าวไดว้ ่า พจนานุกรมมีความสำคญั ต่อภาษาไทยเปน็ อยา่ งมากใน
ดา้ นการใช้ภาษาไทยและการศึกษาภาษาไทย ดังท่ี นิติ กสิโกศล5 กล่าวว่า พจนานุกรมเป็นหนังสอื ทใี่ ห้ความรู้
เก่ยี วกบั คำและวลีและเรียบเรียงไวต้ ามลำดบั อกั ษร ตวั สะกดท่ถี ูกตอ้ ง การอ่านออกเสียง ชนดิ ของคำ
ความหมาย หรือคำจำกัดความของคำ ประวัตขิ องคำ วิธีการใชค้ ำ ฯลฯ เพ่ือชว่ ยให้เขา้ ใจความหมายของคำได้
ดยี ่ิงขึ้นการจดั ทำและจัดเก็บรวบรวมคำศัพท์ขน้ึ เป็นพจนานุกรมจึงเป็นการบนั ทกึ ความเปลี่ยนแปลงของภาษา
ในแตล่ ะยุคแตล่ ะสมัยการเปล่ียนแปลงของภาษาทเี่ กดิ ข้ึนอย่างตอ่ เนื่องทำใหต้ อ้ งพัฒนาและปรบั ปรุง
พจนานุกรมใหเ้ ป็นปจั จบุ ันอยู่เสมอ เนือ่ งจากภาษามีการเปลยี่ นแปลงจากเดิมอยา่ งมากและรวดเรว็ การเกบ็
บนั ทึกภาษาทเ่ี กดิ ข้ึนใหม่และเปล่ยี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ น้ัน หนว่ ยงานของราชบัณฑติ ได้แต่งต้งั คณะกรรมการ
ชื่อวา่ “คณะกรรมการจัดทำพจนานกุ รมภาษาไทยปัจจุบัน” เม่ือวันท่ี 22 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2548
ประกอบดว้ ยบุคคลในสาขาวิชาตา่ งๆ ดังนี้ กองวิทยาศาสตร์ กองธรรมศาสตรแ์ ละการเมืองกองศิลปกรรม
และคณะกรรมการผทู้ รงคณุ วุฒจิ ำนวนหนงึ่ โดยรวบรวมคำจากเอกสาร สิ่งพิมพ์รายการวิทยุ และวิทยุ
โทรทัศน์ ทำหน้าที่รวบรวมคำในภาษาไทยทีเ่ กิดใหม่ คำท่ีเปล่ยี นแปลงความหมายไปจากเดิม หรือคำท่ี
เปลีย่ นแปลงการใช้ในบริบทใหม่ รวมทง้ั คำท่ีใช้นานแล้วแตย่ งั ไม่ได้บรรจไุ ว้ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542การจัดทำพจนานุกรมคำใหม่ของราชบัณฑิตยสถานจงึ เกิดขึ้นเพ่ือรับความ
เปลย่ี นแปลงทางภาษาดังกล่าว ดังที่ ชยั อนนั ต์ สมุทรวณิช กลา่ วไวใ้ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน เล่ม 1ว่า “คณะกรรมการจดั ทำพจนานุกรมภาษาไทยปจั จบุ ัน” มีหนา้ ที่จัดทำพจนานุกรม
คำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน เพ่ือเป็นการรวบรวมข้อมูลคำใหม่ต่างๆและบนั ทึกคำเหล่านนั้ ไว้เป็นหลักฐาน
แสดงการเกิดและการเปล่ียนแปลงคำในสังคมไทยซ่ึงจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเร่ืองคำและทีม่ าของคำ
ต่อไป นับต้ังแตเ่ รม่ิ จัดทำถึงปจั จุบนั พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถานได้จัดพมิ พ์ออกมาจำนวน 3
เลม่ ประกอบด้วย พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1 พจนานุกรมคำใหม่ฉบบั
ราชบณั ฑิตยสถาน เล่ม 2 และ พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน เล่ม 3พจนานกุ รมคำใหม่ท่เี กิดขึ้น
ถือเปน็ สง่ิ ใหมท่ เี่ กดิ ข้นึ ในสงั คมไทย เปน็ การบนั ทกึ คำและสำนวนทเ่ี กดิ ขนึ้ และใชใ้ นสงั คมไทย ดงั ที่ ไพลนิ รุ้ง
รัตน์ กล่าววา่ การจดั ทำพจนานกุ รมคำใหม่แสดงให้เหน็ วา่ ราชบณั ฑติ ยคุ นี้ทำงานได้ทันกบั การเปลย่ี นแปลง
ของภาษาอยา่ งเป็นธรรมชาติ ไมต่ อ่ ตา้ นการเกิดข้นึ ของคำใหมๆ่ วัยร่นุ เองเมือ่ เหน็ พจนานุกรมเล่มน้ีเขากน็ ่าจะ
มองเหน็ ความจรงิ ของภาษาชัดเจนข้ึน คำตา่ งๆ ทีบ่ รรจุไวใ้ นพจนานุกรมคำใหม่ล้วนแสดงให้เหน็ ทม่ี าและ
ความหมายของคำ ทำให้เหน็ ความสามารถในการสร้างคำใหม่ ๆ ของคนรนุ่ ใหมแ่ ละคนในสังคม ภาษาทม่ี ีการ
เกิดใหม่ตลอดเวลายอ่ มเป็นภาษาท่มี ีชวี ิตและไม่มวี นั ตาย
การเก็บข้อมูลเบื้องตน้ จากพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน สามารถแบ่งประเภทของ
คำศัพท์ท่ีปรากฏ ได้ 4 รูปแบบ คือ 1.คำศัพท์ที่ปรากฏในพจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ.2542 แต่มคี วามหมายเปล่ยี นไป 2.คำศัพท์ที่มาจากภาษาตา่ งประเทศ 3.คำศัพท์ท่เี กิดจากการสร้างคำ
ใหมข่ ้นึ ในสังคมไทยดว้ ยวิธกี ารต่างๆ และ 4.คำศัพท์ท่ีใชอ้ ยู่ในสังคมแตไ่ มไ่ ด้รบั การบันทึกไว้ในพจนานุกรม
ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (คำเก็บตก)
วัตถปุ ระสงค์
1) เพอื่ ศึกษาการสรา้ งคำในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
2) เพอ่ื ศึกษาหมวดหมูท่ างความหมายของคำศัพท์ที่ปรากฏในพจนานุกรมคำใหม่ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน
3) เพอื่ ศกึ ษาการนิยามความหมายของคำศัพทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
ขอบเขตการศกึ ษา
ขอบเขตด้านระยะเวลา
ระยะเวลาในการทำโครงงานฉบบั น้ี ดำเนินการในภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2565
ต้งั แต่วันที่....................................................................................................................................
ขอบเขตด้านประชากร
ศกึ ษารวบรวมจากอนิ เตอร์เน็ต คอื เวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ และจากสือ่ สงั คมออนไลน์ ได้แก่ เฟสบคุ๊ และ
ทวิตเตอร์ และนักเรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/4 (นกั เรยี นจำนวน 34 คน ) โรงเรยี นนำ้ ยนื วทิ ยา
สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 29
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1. พจนานกุ รมคำใหม่ หมายถึง หนังสอื สำหรบั ค้นคว้าความหมายของคำ จดั เรยี งคำตามลำดบั
ตัวอักษร จำนวน 3 เลม่ คอื
1.1 พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน เลม่ 1 พิมพค์ ร้งั ท่ี 2 พ.ศ.2553
1.2 พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2 พิมพ์ครั้งท่ี 1 พ.ศ.2552
1.3 พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน เล่ม 3 พิมพค์ รั้งที่ 1 พ.ศ.2554
2. คำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ หมายถงึ คำศพั ท์ประกอบดว้ ย คำตัง้ และลูกคำทป่ี รากฏใน
พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เลม่ 1, 2 และ 3 โดยมีการรวบรวมเรยี งตามลำดบั ตัวอักษร
สัญลกั ษณ์ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาและอักษรย่อ
1. ล. หมายถงึ ลำดับท่ขี องพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
1.1 ล. 1 หมายถงึ พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน เล่ม 1
1.2 ล. 2 หมายถึง พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน เล่ม 2
1.3 ล. 3 หมายถึง พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เลม่ 3
2. น. หมายถึง ลำดับของหมายเลขหน้าในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
3. ล. ... น. ... หมายถงึ ลำดับท่ขี องพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน และลำดับของ
หมายเลขหน้าในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เช่น
ล. 1 น. 12 หมายถงึ พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน เลม่ 1 หนา้ 12
ล. 3 น. 110 หมายถงึ พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน เล่ม 3 หนา้ 110
4. พจน. 42 หมายถึง พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
5. คมม. หมายถงึ คำท่ีมคี วามหมายเหมือนกนั
ประโยชนท์ ี่ไดร้ บั จากการคน้ คว้าข้อมูล
1.ได้ศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู เกย่ี วกับ การศึกษาเรื่องคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
2. ทำให้ทราบจำนวนคำศัพท์และวิธกี ารจัดเก็บคำศัพทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
3. ทำใหท้ ราบรปู แบบการสรา้ งคำ หมวดหมู่ทางความหมาย การนิยามความหมายของคำศัพท์ใน
พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
4. ทำใหเ้ ห็นสภาพของสงั คมไทยโดยศึกษาจากคำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
5. เป็นแนวทางในการศึกษารูปแบบและคำศัพทข์ องพจนานุกรมเลม่ อื่นๆ ต่อไป
6. โครงงานฉบับนส้ี ามารถนำไปเผยแพร่และเป็นประโยชนใ์ ห้กับผทู้ ศ่ี ึกษาได้
4. เป็นแนวทางในการศึกษารูปแบบและคำศัพทข์ องพจนานุกรมเล่มอน่ื ๆ ต่อไป
5. โครงงานฉบบั นีส้ ามารถนำไปเผยแพร่และเป็นประโยชนใ์ หก้ บั ผ้ทู ศ่ี ึกษาได้
บทที่ 2
เอกสารที่เกีย่ วข้อง
ในการศึกษาโครงงานเร่อื ง การศกึ ษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน ทางคณะ
ผจู้ ดั ทำไดท้ ำการศึกษาคน้ คว้ารวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกยี่ วขอ้ ง และจากเวบ็ ไซตบ์ นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
โดยจะขอนำเสนอตามลำดบั ดังนี้
1. ความรูท้ วั่ ไปเกย่ี วกบั พจนานกุ รม
1.1 ความหมายของพจนานุกรม
ราชบณั ฑิตยสถาน1 ให้ความหมายของพจนานุกรมไวว้ ่า พจนานุกรม คือ หนังสอื ว่าดว้ ยถ้อยคำในภาษาใด
ภาษาหน่ึงเรยี งตามลำดับตัวอักษรโดยทว่ั ไปจะบอกความหมายและที่มาของคำเปน็ ตน้ ด้วยประสทิ ธิ์ กาพย์
กลอน ใหค้ วามหมายของพจนานกุ รมว่า พจนานุกรม คือ คลังแห่งภาษาท่บี นั ทกึ เสียง คือ คำพูดและ
สญั ลักษณท์ างภาษา คือ ตัวหนังสอื ไวเ้ ปน็ หมวดหมู่ เรยี งลำดบั ตามอักษรสำหรบั ผู้ทตี่ ้องการศึกษาความรู้ทาง
ภาษาใชเ้ ป็นคู่มือหรือทีป่ รกึ ษาทางภาษาไดส้ ะดวก ธรี ะพันธ์ ล.ทองคำ ใหค้ วามหมายของพจนานกุ รมว่า
พจนานุกรมมี ความหมายตรงกบั ภาษาอังกฤษว่า Dictionary หมายถงึ หนังสอื ทีใ่ หร้ ายการคำหรือรายการ
ศัพท์ โดยเรียงลำดับตามอกั ษรมีการให้ความหมายเป็นภาษาเดยี วกับศัพท์หรือเป็นภาษาอ่นื และมักจะบอก
วธิ ีการออกเสยี งไว้ด้วย
1.2 ลักษณะโดยทัว่ ไปของพจนานกุ รม
ธรี ะพนั ธ์ ล.ทองคำ5 กลา่ ววา่ โดยทั่วไปพจนานุกรมมักประกอบดว้ ยข้อมลู ดังต่อไปนี้
1. คำศพั ทห์ ลัก คำต้งั หรือแม่คำ (main entry) ซึ่งเปน็ แบบแผนของการสะกดการันต์คำแต่
ละคำ
2. บทนยิ ามศัพท์ (definition) ซงึ่ ประกอบดว้ ย
2.1 การออกเสยี ง (pronunciation)
2.2 หน้าทที่ างไวยากรณ์ (grammatical category)
2.3 ความหมาย (meaning) ท้ังความหมายตรง (denotative meaning)
และความหมายแฝงหรอื ความหมายโดยนัย (connotative meaning)
2.4 การใช้ (usage) และขอบเขตของการใช้ (range of application)
2.5 ประวตั ิความเป็นมาของคำ (etymology)
2.6 การแบง่ พยางค์ในคำ (syllabification)
2.7 การสร้างคำใหมจ่ ากรากศพั ท์ (word derivation)
2.8 คำพอ้ งความหมาย (synonyms)
2.9 ภาพประกอบ (illustration)
พจนานุกรมแตล่ ะฉบบั ไม่จำเปน็ ต้องมีรายละเอียดครบทุกหวั ข้อข้างต้นทงั้ นข้ี น้ึ อยู่กบั วตั ถุประสงค์ของการ
จดั ทำประเภทของพจนานกุ รมและข้อจำกดั ตา่ งๆ เชน่ งบประมาณ เวลา
3. ศัพทร์ อง ลกู ศัพทห์ รือลกู คำ (sub – entry) ซ่ึงมลี กั ษณะของบทนยิ ามคลา้ ยคลงึ กับบทนิยาม
ของศพั ท์หลัก
1.3 การเกบ็ คำในพจนานกุ รม
พจนานกุ รมเป็นคลังของคำในภาษา พจนานุกรมจึงเปน็ แหลง่ ท่รี วมคำทใ่ี ชใ้ นภาษานน้ั ๆสว่ นจะรวมไวใ้ น
จำนวนหรือประเภทของคำมากนอ้ ยเพียงใดนน้ั ย่อมขึ้นอย่กู ับวตั ถุประสงค์ของผ้จู ดั ทำพจนานกุ รมนน้ั ๆ
2. พัฒนาการของพจนานุกรมไทย - ไทย
เปล้ือง ณ นคร7 กล่าววา่ พจนานกุ รมไทยนน้ั ปรากฏเปน็ ครั้งแรกในหนังสอื จินดามณขี องพระโหราธิ
บดใี นรชั สมัยสมเด็จพระนารายณม์ หาราช แลว้ มาปรากฏอีกครั้งหนงึ่ ในหนงั สือศัพท์ทางวรรณคดีเสยี เปน็ ส่วน
ใหญ่ ตอ่ มามีชาวตา่ งประเทศ คอื หมอบรัดเลย์ ไดเ้ รยี บเรียงอกั ขราภธิ านศรับท์ พิมพ์เม่ือปี พ.ศ. 2416
นับว่าเปน็ เอกสารท่ีได้รวบรวมคำในภาษาไทยไวไ้ ด้มากท่ีสุด
การทำพจนานกุ รมในสมยั แรก มจี ุดประสงคเ์ พยี งเพ่ือให้เป็นตำราสำหรบั ค้นควา้ หาความหมายของคำ และวิธี
สะกดคำ
3. ความรเู้ ก่ียวกบั พจนานุกรมคำใหม่
3.1 ความเปน็ มาของพจนานุกรมคำใหม่
ราชบณั ฑติ ยสถาน10 กลา่ วถงึ ความเปน็ มาของพจนานุกรมคำใหม่ ดังนี้ พจนานุกรมที่ทาง
ราชบัณฑติ ยสถานได้จดั ทำขึ้นเพอ่ื รวบรวมคำท่ใี ชใ้ นภาษาไทย กำหนดการเขียนเพอื่ ให้เป็นแบบแผน
ทท่ี ำให้เกดิ เอกภาพในการเขียนภาษาไทย บอกเสียงคำอ่านบางคำและระบุหน้าท่ีของคำ จดั ทำคำแปล
ความหมายและบอกทมี่ าของคำเพื่อให้ครอบคลุมคำท่ีใช้ในภาษาไทยมากที่สดุ แตภ่ าษาไทยในชว่ ง
ระยะเวลา 2 - 3 ทศวรรษทีผ่ ่านมามีการเปลย่ี นแปลงมาก เนอื่ งจากความเจรญิ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
การสอ่ื สาร การพฒั นาทางเศรษฐกจิ ความเปล่ียนแปลงของวิถชี วี ิตในยคุ โลกาภวิ ัตนแ์ ละการแลกเปลี่ยน
ทางวัฒนธรรม ภาษาซ่งึ เป็นสิ่งท่เี ก่ยี วข้องกับชีวติ และพฤติกรรมทุกรปู แบบของมนุษย์ย่อมได้รับผลกระทบ
ทำให้มีการเปลีย่ นแปลงไปจากเดมิ อยา่ งมากและรวดเร็ว ภาษาไทยมคี ำเกิดใหม่ สำนวนใหม่ วลใี หมข่ ้ึน
เปน็ ปรกตทิ ุกวัน คำสำนวนเก่ามกี ารเปลยี่ นแปลงวิธีการใช้ ขยายความหมาย เปลีย่ นความหมายหรือ
การเปล่ียนบริบทการใช้แตกต่างไปจากเดมิ การติดตามบันทกึ ภาษาท่ีเปล่ยี นแปลงไปหรือเกิดขนึ้ ใหมย่ ัง
ไม่สามารถดำเนินไดท้ ันการณ์
ปจั จบุ ันขึ้น เมื่อวันท่ี 22 มิถนุ ายน พ.ศ. 2548 โดยมีหนา้ ทีแ่ ละอำนาจในการศึกษาและตดิ ตาม
ความเปลยี่ นแปลงท่ีเกดิ ขึน้ แก่ภาษา เกบ็ คำท่ีเกิดใหม่ และคำท่ีเปล่ียนแปลงการใช้หรือเปลี่ยนแปลง
ความหมายแตกต่างไปจากท่ีไดเ้ กบ็ ไวใ้ นพจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 แลว้ รวบรวม
จัดพิมพ์ออกเผยแพร่เพ่ือทำประชาพิจารณ์เป็นระยะ การจัดทำได้รวบรวมคำใหม่ๆพร้อมความหมาย
ตัวอย่างการใช้คำ ที่มาของคำ และเสนอออกมาในรปู แบบของพจนานุกรม โดยผลการรวบรวมคำศัพท์
ที่ผ่านมาไดจ้ ัดพิมพ์พจนานุกรมออกมา จำนวน 3 เล่ม คือ พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
เล่ม 1 พจนานกุ รมคำ ใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2 และพจนานุกรมคำ ใหม่ ฉบบั
ราชบณั ฑติ ยสถาน เล่ม 3 การจดั ทำพจนานุกรมไดร้ วบรวมคำจากเอกสาร สงิ่ พิมพ์ รายการวทิ ยุ และวทิ ยุ
โทรทศั น์เทา่ ท่สี ามารถจะรวบรวมได้ นำมาจัดทำคำอธิบายความหมายพรอ้ มตัวอยา่ งแสดงวิธกี ารใชห้ รือบรบิ ท
การใชค้ ำนน้ั ๆ บอกชนดิ ของคำตามท่ใี ชใ้ นภาษาไทยปัจจุบัน บอกที่มาของคำ และใหป้ ระวตั ิการเกิดของคำ
เท่าท่สี ามารถจะสืบค้นได้ คำศพั ท์ทรี่ วบรวมนเี้ ขียนตามพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ยกเว้นคำ
ยมื ภาษาตา่ งประเทศเขียนในลกั ษณะท่ใี กลเ้ สียงซงึ่ ใชใ้ นภาษาไทยมากทส่ี ดุ
3.2 ขอบเขตและวธิ ใี ช้พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พจนานุกรมคำใหม่เป็นพจนานกุ รมท่ีเก็บรวบรวมคำและสำนวนทเ่ี กดิ ขึ้นใหม่ตลอดจน คำที่ยงั
ไมไ่ ด้เก็บไว้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 รวมทงั้ คำทม่ี ีอย่ใู นพจนานกุ รม ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ซึ่งมีการเปล่ียนแปลงวิธใี ช้ ความหมายขยายไปหรือเปลยี่ นความหมาย
ไปจากเดิม คำที่พจนานุกรมเกบ็ ไวแ้ ล้วแต่ขาดตวั อย่างการใชซ้ ึง่ ทำใหเ้ ข้าใจความหมายไมช่ ดั เจนพอกไ็ ด้
เพิ่มตัวอย่างให้เหน็ วิธกี ารใช้ พจนานกุ รมฉบบั น้ีมีขอบเขตและวธิ ีการใชด้ ังนี้
1. ขอบเขตของคำและสำนวนทีป่ รากฏในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
1.1 คำท่เี กดิ ขึ้นในสังคมไทยเน่ืองจากสังคมมีการเปลยี่ นแปลง เกดิ สงิ่ ใหม่ๆและมี
ปรากฏการณ์ใหมเ่ กิดขึน้ เชน่ สปา สถานที่ทีค่ นเข้าไปอาบน้ำแร่หรือสมุนไพรเพ่อื สุขภาพ มักมีการ
นวดและการบำบัดเพ่ือความงามด้วย เช่น ฉนั ชอบไปสปาเพราะติดใจกลิน่ หอมของสมุนไพรไทยทีเ่ ขาใชพ้ อก
หนา้ และนวดตวั .
1.2 คำและสำนวนทีเ่ กบ็ ไวแ้ ลว้ ในพจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542
1.2.1 คำและสำนวนที่เกบ็ ไว้แล้วในพจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถานแตม่ ี
ความหมายขยายหรอื เปลยี่ นแปลงไป กะรัต 1 หน่วยมาตราชงั่ เพชรพลอย 1 กะรตั เทา่ กบั 20 เซนตกิ รัม
หรือ 3.0865 เกรน, ปรมิ าณของทองคำแทท้ ่ีประสมอยู่กบั ธาตุอ่นื โดยกำหนดทองคำและโลหะท่ปี ระสมกัน
นน้ั รวมเปน็ 24 สว่ น เช่นทองคำ 14 กะรตั หมายความวา่ มีเนอื้ ทองคำ 14 สว่ น นอกนนั้
อีก 10 สว่ นเป็นธาตอุ น่ื ประสม. (อ. carat. karat) (พจน.) 2 ปี (มักใชก้ ับผ้หู ญิงท่อี ายุค่อนข้างมากแตย่ ังดูสาว
และสวยอย)ู่ เช่น งานวันน้นั มีสาวส่ีสบิ กะรัตมากันหลายคน.
1.2.2 คำและสำนวนท่เี กบ็ ไวแ้ ลว้ ในพจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานแต่ขาดตวั อยา่ งการ
ใช้สุดขดี ว. เตม็ ท,ี่ มากท่สี ดุ , (พจน.) เชน่ ตอนรถยางระเบดิ ฉนั กลัวสดุ ขีดเลย.
1.3 คำสแลง สำนวน วลี ท่ีมีความหมายเฉพาะ ได้แก่ คำหรือสำนวนที่มคี วามหมาย
ใหม่ คำวยั รุน่ และคำภาษาปากบางคำ ซึง่ มที ่ีมาจากทตี่ ่างๆตลอดจนคำยืมจากภาษาตา่ งประเทศ เช่น
ชวิ ชวิ ว. สบายๆ, ง่ายๆ, ธรรมดา, เชน่ ตอนเยน็ วันเสาร์จะมลี กู ค้ามานง่ั กนิ อาหาร นงั่ ด่ืมชวิ ชวิ กันที่ร้าน.
วนั หยดุ นเ้ี ราไปถ่ายรูปชวิ ชวิ กันดีกว่า. (อ. chill,chill out).
1.3 คำเก็บตกจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เชน่ ผลไม้ ผลของต้นไม้ทก่ี ิน
เป็นของหวาน หรือปรุงเปน็ ของหวานได้ เช่น ผลไม้ไทยมีให้เลอื กกนิ ไดต้ ลอดท้ังปี.
2. การเรียงลำดับคำและการเกบ็ คำ มวี ธิ ีการดังนี้
2.1 เรียงลำดบั คำตามตัวอักษร ก-ฮ ตามหลักของพจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถานพ.ศ. 2542
2.2 คำท่ีพดู ออกเสียง หรือสะกดได้หลายแบบ เก็บไวด้ ้วยกัน เช่น กาลาดินเนอร,์ กาลา่ ดนิ เนอร์
การรับประทานอาหารคำ่ ที่มีการแสดงพเิ ศษ ผชู้ มจ่ายคา่ อาหาร และคา่ ชมแพงมากกวา่ ปรกติ เนอื่ งจากเป็น
งานการกุศล เช่นสมาคมจัดกาลา่ ดนิ เนอร์ขายบัตรเพื่อรวมเงินมาทำงานการกศุ ล.
2.3 คำท่มี คี วามหมายเหมอื นกัน เก็บแยกไว้ตามลำดับของตวั อักษรของคำน้นั และท่ีทา้ ยบทนิยาม
หรือหลงั ตัวอยา่ งจะมีอักษรยอ่ ว่า คมม. หมายถงึ “ความหมายเหมอื นกนั ” เชน่ คตั เอ้าต์ อปุ กรณ์ไฟฟ้าสำหรับ
ตัดกระแสไฟฟา้ ออกจากวงจรเมอ่ื กระแสไฟฟา้ สูงเกินคา่ ท่ีกำหนดไว้ตอ่ กับระบบวงจรไฟฟา้ ใหญ่ของบ้าน
หรือของสถานท่ีน้ันๆ เช่น เวลาจะต่อไฟในบา้ น อยา่ ลืม
2.4 คำประสม หรอื คำ 2 คำทปี่ ระกอบกัน คำแรกเป็นคำเดยี วกันกับแม่คำหรือคำตงั้
และมีความหมายเกี่ยวเน่ืองกับคำต้งั จะเก็บเปน็ ลกู คำของคำตงั้ นนั้ ๆ โดยจะเรียงตามลำดับอักษร เชน่
โปรผ้มู ีความสามารถในระดบั มอื อาชีพ เชน่ เขาเปน็ โปรด้านคอมฯ คงช่วยแก้ปัญหาใหไ้ ด้.
โปรโมชน่ั ารส่งเสริมการขายท่ีมกี ารลดแลกแจกแถม เช่น ตอนน้ีมโี ปรโมชน่ั ใหม่โทรฟรี 24 ช่วั โมง ในวันเกิด
2.5 คำท่มี ีรปู และเสยี งเหมือนกัน แตม่ คี วามหมายแตกต่างกัน หรือเปน็ คำท่ีมีท่ีมา
แตกต่างกัน จะแยกเป็นคำต้ังคนละคำกัน โดยใส่หมายเลขกำกบั เชน่ ควิ 1 น. ลูกบาศกเ์ มตร เช่น นำ้ 5 ควิ
คอื นำ้ 5 ลกู บาศก์เมตร.ลกู บาศก์ฟุต เชน่ ไม้ 12 คิว คือ ไม้ 12 ลกู บาศก์ฟุต.
ควิ แถวตามลำดับก่อนหลงั เช่น เข้าคิว ต่อคิว แทรกคิว.พบต้องโทรมาขอควิ ก่อน, ผ้จู ัดการดาราจัดคิวการถ่าย
ละครใหด้ าราไดล้ งตวั .
3. การสะกดคำ
3.1 คำทย่ี มื จากภาษาต่างประเทศเขียนตามเสยี งท่คี นไทยส่วนใหญอ่ อก เช่น เหรตตงิ้
อัตราความนยิ มท่บี ุคคลหรอื รายการวทิ ยุโทรทัศน์ได้รบั จากประชาชนจากการสำรวจและสรปุ ผลในรปู สถติ ิ
เชน่ ละครที่ โปรโหมตข่าวชสู้ าวว่าพระเอกเป็นแฟนจริงๆกบั นางเอก หรอื นางเอกเปน็ มอื ที่สาม มักโกยเหรต
ติง้ ได้อยา่ งไมน่ ่าเชือ่ .
3.2 คำท่ยี ืมจากภาษาต่างประเทศซ่งึ เขียนตามหลกั การทับศพั ท์ของราชบณั ฑติ ยสถาน
จนเปน็ ท่แี พรห่ ลายและคนร้จู ักโดยทว่ั ไปแล้ว จะตั้งศัพท์คูก่ ันกับคำท่ีเขียนตามเสียงทีค่ นไทยสว่ นใหญ่
ออกเสยี งคำน้ันๆ เชน่ แฟกซ์, แฝ็กซ์ เคร่อื งทส่ี ง่ หรือรบั เอกสารด้วยอุปกรณท์ ใ่ี ชค้ ลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้
โดยผู้สง่ ตอ้ งระบุหมายเลขปลายทาง เชน่ ตอนน้ีบา้ นเรามแี ฝ็กซ์แล้ว จะสง่ เอกสารอย่างไรก็สง่ มาได้.
4. ความหมาย
4.1 การนยิ ามความหมายที่มีความหมายหลายนัย โดยปรกติจะใหน้ ยิ ามท่ีเปน็
ความหมายเดิมไว้ก่อน และถ้าคำนน้ั เกบ็ ไว้แล้วในพจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 จะ
เก็บความหมายที่ให้ไว้ในพจนานุกรมเป็นความหมายในลำดับตน้ โดยวงเลบ็ ทา้ ยบทนิยาม ไว้วา่
“(พจน.)” สว่ นความหมายท่ขี ยายออกไปจะเก็บไวเ้ ป็นลำดับตอ่ ๆมาโดยแยกเป็นข้อ เชน่
คอนเสิรต์ การแสดงดนตรสี ากลแบบหนง่ึ ใช้เครื่องดนตรีวงใหญ่ อาจมีนักร้องด้วย (พจน.) เช่น กาชาด
คอนเสริ ต์ เม่ือคืน บตั รเขา้ ชมแพง แต่ขายบัตรไดห้ มดเกล้ียง.
4.2 การนยิ ามคำทมี่ ีหนา้ ท่ที างไวยากรณ์หลายอย่าง จะเรียงลำดับนยิ ามที่มหี นา้ ท่ีทาง
ไวยากรณท์ ่ีใช้มากทส่ี ดุ ไวใ้ นลำดบั แรก เชน่ แจก๊ ผ็อต รางวลั ใหญ่ เชน่ เขาได้รับรางวัลแจ๊กผอ็ ตจากการ
แข่งขนั เกมในวนั น้ี.
5. ตวั อย่างการใชค้ ำ
คำท่ีมีหลายความหมายและมีบริบทการใช้ไดห้ ลายอย่าง จะยกตวั อย่างแสดงวิธใี ชค้ ำน้ันใหม้ ากที่สดุ
เช่น เอส๊ เอ็มเอส๊ ขอ้ ความสัน้ ๆทส่ี ่งทางโทรศัพท์มอื ถอื เชน่ เขาสง่ เอส๊ เอม็ เอส๊ ไปหาเธอทุกวัน.
6. ที่มาของคำ
6.1 ภาษาซ่ึงเปน็ ท่ีมาของคำได้บอกไวท้ ้ายคำนัน้ ๆ โดยเขียนไวใ้ นวงเลบ็ เปน็ อกั ษรย่อ เช่น
กมิ จิ ผักดองแบบเกาหลี เช่น อาหารเกาหลีต้องมีกมิ จิเป็นเครื่องเคยี ง
6.2 คำทม่ี หี ลายความหมาย ถา้ ทกุ ความหมายมที ่ีมาจากคำเดียวกนั จะใหท้ ่ีมาของคำ
ไวต้ อ่ จากนยิ าม สดุ ท้ายบ้อท่า ไม่มีความสามารถ, ไม่ได้เร่ือง, เชน่ งานสำคญั อย่าง
น้เี อาคนบ้อท่ามาทำ งานเสียหมดสิ.
6.3 คำทย่ี ืมจากภาษาตา่ งประเทศ และภาษาต่างประเทศน้ันยืมมาจากภาษาอืน่ อกี ทอดหน่งึ จะบอกท่ีมา
เฉพาะภาษาที่ภาษาไทยยืมมาโดยตรง เชน่ กูรู ผูเ้ ชี่ยวชาญ, ผู้รู้, เช่น เขาเปน็ กรู ูดา้ นเสรมิ สวย.
7. เครอื่ งหมายตา่ งๆ
7.1 เครอื่ งหมายจลุ ภาค (,)
7.1.1 ใช้คนั่ แมค่ ำท่ีตงั้ ไว้ดว้ ยกนั เชน่ ชิป ชปิ แลกเงนิ ส่งิ ทีใ่ ชแ้ ทนเงิน เป็นแผ่นพลาสตกิ
กลมหรือหรือก๊ารด์ มีตวั เลขบอกราคา ทำเป็นสตี ่างกันตามราคา ใชใ้ นการเลน่ พนนั เป็นต้น
7.1.2 ใช้คั่นบทนิยามของคำท่มี หี ลายความหมายซึ่งคล้ายๆกัน หรอื ทำนองเดยี วกนั เชน่
ไกด์มัคคเุ ทศก,์ ผนู้ ำเทยี่ ว, เชน่ ไปเที่ยวต่างประเทศไม่มีไกดด์ ีๆกห็ มดสนุก.
7.1.3 ใช้ค่ันหลงั นยิ ามสุดทา้ ยก่อนหน้าตวั อย่างทีย่ กมาประกอบเพื่อแสดงวา่
ตัวอย่างทีย่ กมาประกอบนนั้ เปน็ ตัวอยา่ งของบทนยิ ามทุกบทท่ีอยู่ข้างหน้า เช่น
ทร้ปิ การเดนิ ทางแต่ละคร้งั , การเดินทางท่องเที่ยวแตล่ ะคร้งั , เช่น รางวลั นจ้ี ะให้กบั คนพิเศษท่รี ่วมเดินทางไป
ในทร้ปิ นเี้ ทา่ น้ัน
7.1.4 ใชค้ ่นั บทนิยามสดุ ท้ายก่อนข้อความที่เปน็ รายละเอยี ดเพมิ่ เติมของคำตง้ั เช่น
เดต ไปเทีย่ วกันโดยลำพัง (ใช้เฉพาะคู่รกั หรือคนทีเ่ ร่ิมคบหากนั ในเชงิ ชูส้ าว) เชน่ วนั เสารน์ ี้ไม่ว่างหรอก จะเดต
กับแฟน
7.2 เครอื่ งหมายมหัพภาค (.)
7.2.1 ใช้เม่อื จบคำนิยาม จบตวั อย่าง หลังอักษรย่อ หรอื จบคำ เชน่ เทริ น์ โปร
ก. เปลีย่ นจากมือสมัครเล่นเปน็ มอื อาชีพ (ใช้เฉพาะนักกีฬา) เช่น นักบอลไทยท่เี ก่งๆมักเทริ น์ โปรไปคา้ แขง้
ตา่ งประเทศ.
8. อักษรย่อทใ่ี ชใ้ นพจนานกุ รมเล่มนี้
8.1 อกั ษรย่อในวงเล็บท้ายบทนยิ าม
กล. = เกาหลี ส. = สันสกฤต
จ. = จีน อ. = องั กฤษ
คมม. = ความหมายเหมือนกัน
พจน. = พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
8.2 อักษรย่อหนา้ บทนิยาม บอกชนดิ ของคำตามหลักไวยากรณ์
ก. = กรยิ า ว. = วเิ ศษณ์
น. = นาม ส. = สรรพนาม
4. ความสำคัญของพจนานุกรม
ราชบัณฑติ ยสถาน11 ได้กลา่ วถึง พจนานกุ รม ว่าพจนานุกรมเปน็ หนังสอื รวบรวมคำที่มใี ชอ้ ยใู่ น
ภาษาและกำหนดอักขรวธิ ีการอา่ นความหมายตลอดจนประวัตทิ ม่ี าของคำจัดเปน็ หนงั สือประเภทอ้างองิ
ทม่ี คี วามสำคญั และจำเปน็ อย่างยง่ิ สำหรบั หนงั สอื พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้นย่งิ มคี วามสำคัญเป็น
ทวคี ูณทง้ั นี้เพราะมีการประกาศของทางราชการให้ใชเ้ ป็นแบบฉบับของการเขยี นหนังสือไทยในราชการและ
โรงเรยี นด้วย พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถานจึงเปน็ หนงั สืออนั เป็นหลักสำคัญในการใช้ภาษาไทยที่ถกู ต้อง
และใหล้ งรูปเดยี วกนั เปล้ือง ณ นคร12 ได้ใหค้ วามหมายของพจนานกุ รมว่า พจนานุกรม คอื คลังภาษาเป็น
คลังทรัพย์สินประเภทหน่ึงซงึ่ มีค่ายงิ่ ของชาติ ชาตยิ ิ่งเจรญิ รุ่งเรืองถ้อยคำภาษาที่ใชก้ ย็ ง่ิ มีมากขน้ึ และในทาง
กลับกนั ชาติทมี่ ีถ้อยคำภาษามากก็แสดงว่าเปน็ ชาติทเ่ี จริญรุ่งเรืองมากบุญยงค์ เกศเทศ13 กลา่ ววา่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถานเปน็ ฉบบั ที่ใช้อ้างอิงมากที่สดุ เม่อื มีปญั หาในการใชค้ ำภาษาไทยเพราะเป็น
ศัพท์ที่จดั ทำโดยทางราชการไดม้ กี ารชำระตรวจทานกันหลายครั้งให้ถูกตอ้ งยง่ิ ขน้ึ ผู้ใช้จะไดร้ บั ความรู้จาก
หนงั สืออ้างองิ ดังนี้ ความหมายของคำภาษาไทยการอ่านออกเสียงตัวสะกด ชนดิ ของคำและทม่ี าของคำ และ
ความรหู้ ลกั ภาษาบางประการ และเปน็ เสมือนบรรณานุกรมไทย5. การสรา้ งคำวนิ ัย ภู่ระหงษ์14 กล่าวว่า
การสรา้ งคำ คือ คำท่ีใช้อยูใ่ นภาษาไทยปัจจบุ นั ทั้งภาษาพดู และภาษาเขยี น มที ้ังที่คำเปน็ หนว่ ยคำเดยี ว และคำ
ท่ีมีมากกวา่ 1 หน่วยคำ เฉพาะคำทม่ี ีมากกวา่ 111 ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ.2542
การประกอบคำท่ใี ชใ้ นภาษาไทยมอี ยู่ 2 วธิ ี คอื การรวมหน่วยคำ และการซ้ำหน่วยคำ แตล่ ะวธิ ี
มีลกั ษณะและรายละเอยี ดของการนำหน่วยคำมาประกอบเข้าดว้ ยกัน ดงั นี้
ก. การรวมหน่วยคำ
การรวมหนว่ ยคำ ไดแ้ ก่ การนำหน่วยคำต้งั แต่ 2 หน่วยคำข้ึนไปมาประกอบเขา้ ด้วยกนั ปรากฏ
เป็นคำใหม่ และมลี กั ษณะตามชนดิ ของหนว่ ยคำทน่ี ำมาประกอบเข้าด้วยกัน ดงั ต่อไปนี้
1 ถ้านำหน่วยคำไม่อสิ ระ รวมกับหน่วยคำไม่อิสระ คำทีเ่ กิดใหม่ เรยี กว่า คำผสาน เช่น
หน่วยคำไม่อิสระ /ชด/ รวมกับหนว่ ยคำไม่อสิ ระ /ชอ้ ย/ เป็น ชดชอ้ ย หน่วยคำไมอ่ สิ ระ /นัก/ รวมกบั หนว่ ยคำ
ไมอ่ สิ ระ /เรยี น/ เป็น นักเรียน
2 ถ้านำหนว่ ยคำอิสระ รวมกับหน่วยคำอิสระ ลักษณะนี้จำแนกคำเกดิ ใหม่ ตามความหมายของ
หนว่ ยคำที่นำมารวมกัน คำทีเ่ กดิ ใหม่เรยี กว่า คำผสม คำผสมแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด ตามความหมายของ
หน่วยคำท่นี ำมาประกอบกัน ดังนี้
2.1 ถา้ หน่วยคำอสิ ระที่นำมารวมกนั มีความหมายตา่ งกัน ไม่เกย่ี วข้องกนั หรือไม่เป็น
ในทำนองเดียวกนั คำทเ่ี กดิ ใหมเ่ รยี กวา่ คำประสม เช่น รถไฟ โรงเรยี น แม่ทัพ
2.2 ถ้าหนว่ ยคำอิสระทน่ี ำมารวมกนั มีความหมายเหมือนกัน หรอื เปน็ ไปในทำนอง
เดยี วกัน คำทเี่ กดิ ใหม่เรยี กว่า คำซ้อน เชน่ บา้ นเรือน ใจคอ ทุบตี
ข. การซ้ำหนว่ ยคำ
วิธีการประกอบคำอกี ลักษณะหนง่ึ ได้แก่ การกลา่ วซำ้ หนว่ ยคำนน้ั ๆ 2 ครั้ง คำเกดิ ใหมน่ ั้น
เรยี กว่า คำซ้ำ เชน่ บอ่ ยๆ วันหนึ่งๆ ทว่ั ๆไป ดๆี ชัว่ ๆ
คำผสาน (Complex Words) คำผสาน ได้แก่ คำทีป่ ระกอบด้วยหน่วยคำ 2 หนว่ ยคำ หรือ
มากกวา่ 2 หนว่ ยคำ และหน่วยคำท่ีนำมาประกอบกนั ดังกลา่ วจะต้องมหี นว่ ยใดหน่วยหนงึ่ หรือทุกหนว่ ย
เปน็ หน่วยคำไม่อสิ ระ กล่าวคือ อาจเปน็ คำผสานทเ่ี กิดจากการนำหนว่ ยคำไมอ่ ิสระทุกหน่วยประกอบ
เขา้ ด้วยกนั เช่น คำวา่ ชดชอ้ ย เกดิ จากหน่วยคำ /ชด/ ซึง่ เป็นหนว่ ยคำไม่อิสระ ประกอบเข้ากบั
หน่วยคำ /ชอ้ ย/ ซ่ึงเป็นหน่วยคำไม่อสิ ระเช่นเดยี วกนั หรืออาจเปน็ คำผสานทเ่ี กิดจากการนำหนว่ ยคำไม่
อสิ ระ ประกอบกับหนว่ ยคำอิสระ เช่น คำวา่ นกั เรยี น เกดิ จากการนำหน่วยคำ /นัก/ ซงึ่ เปน็ หนว่ ยคำไม่
อสิ ระ ประกอบเข้ากบั หนว่ ยคำ /เรียน/ ซง่ึ เปน็ หนว่ ยคำอิสระ จะเหน็ ไดว้ า่ คำผสานทุกคำจะต้องมีหน่วยคำไม่
อิสระประกอบอยู่อยา่ งน้อยหนงึ่ ส่วนเสมอ
ก. ประเภทและลักษณะของคำผสาน
คำผสานจำแนกตามวธิ ีการนำชนดิ ของหนว่ ยคำท่ีนำมาประกอบเขา้ ด้วยกนั เปน็ 2 ประเภท คือ
คำผสานแทแ้ ละคำผสานเทยี ม แตล่ ะประเภทมีลักษณะดงั ต่อไปนี้
1 คำผสานแท้ (Complex words with a bound form)
คำผสานแท้ ได้แก่ คำผสานชนดิ ท่สี ว่ นประกอบของคำเปน็ หนว่ ยคำไม่อสิ ระท้ังหมด ตวั อยา่ ง
เชน่ คร้ืนเครง “เสียงดังครึกครน้ื ” เกดิ จากหนว่ ยคำไม่อิสระ /คร้ืน/ “เอิกเกรกิ ,กึกก้อง” ประกอบ
กบั หน่วยคำไม่อิสระ /เครง/ “อกึ ทกึ ,กึกก้อง”ชดเชย “ใชแ้ ทนท่เี สียไป,เพ่มิ เติม” เกิดจากหน่วยคำไมอ่ ิสระ /
ชด/ “ใชแ้ ทนทีเ่ สียไป”ประกอบคำหน่วยคำไม่อสิ ระ /เชย/ “เพิ่มให้”
2 คำผสานเทยี ม (Complex words with a free form)
คำผสานเทยี ม ไดแ้ ก่ คำผสานชนดิ ทเี่ กดิ จากการนำหนว่ ยคำไม่อิสระประกอบเขา้ กบั หน่วยคำ
อิสระเฉพาะหนว่ ยคำไมอ่ ิสระที่นำมาประกอบเป็นคำผสานน้ัน มีทงั้ ที่เป็นหนว่ ยหนา้ ศัพท์ และหนว่ ย
ทา้ ยศพั ท์ โดยเหตุนจ้ี งึ อาจจำแนกคำผสานเทยี มเปน็ ชนดิ ย่อยได้ ดังนี้
2.1 คำผสานเทยี มหน่วยหนา้ ศัพท์ ไดแ้ ก่ คำผสานเทยี มชนิดทห่ี นว่ ยคำ
ไม่อิสระประกอบอย่หู น้าหนว่ ยศพั ท์ ตวั อย่างเช่นหนว่ ยหนา้ ศพั ท์ หน่วยคำอสิ ระ คำผสานเทียม
/ชาว-/ “หมู่,พวก,คนที่อยปู่ ระจำถนิ่ ใดถ่ินหน่ึง”/เมอื ง/ “จังหวัด,เขตภายใน” ชาวเมือง “คนท่ีอยู่ในเมือง”
/นกั -/ “ผู้,ผู้ชำนาญ” /กฬี า/ “การเล่นแข่งขนั ” นักกีฬา “ผู้ชำนาญการเลน่ กีฬา”
2.2 คำผสานเทยี มหน่วยกลางศัพท์ ได้แก่ คำผสานเทียมชนดิ ท่ีหนว่ ยคำ
ไมอ่ สิ ระประกอบอยูเ่ ปน็ หนว่ ยกลางศัพท์ ตวั อย่าง เช่น หน่วยกลางศพั ท์ หนว่ ยคำอิสระ คำผสาน
/-ม-/ “ทำให้” /ทลาย/ “พัง” ทำลาย “ทำให้พงั ”/-ะง-/ “ทำให้” /ชกั / “ฉุด,ลาก,เหนีย่ ว,รงั้ ” ชงัก “ทำให้
หยุดทนั ที”
2.3 คำผสานเทียมหนว่ ยทา้ ยศพั ท์ ได้แก่ คำผสานเทียมชนิดทีห่ นว่ ยคำ
ไมอ่ ิสระ ประกอบอยู่เป็นหนว่ ยท้ายศัพท์ ตวั อย่าง เชน่ หนว่ ยทา้ ยศพั ท์ หน่วยคำอสิ ระ คำผสาน
/-กร/ “ผทู้ ำ” /กรรม/ “การงาน” กรรมกร “คนงาน”/-มยั / “ประกอบด้วย,แล้วด้วย” /ตฤณ/ “หญ้า” “ล้วน
แลว้ ดว้ ยหญ้า,สนามหญ้า”
คำผสม (Compound Words) คำผสม คือ คำทีเ่ กดิ ขนึ้ จากการนำหนว่ ยคำอิสระตั้งแต่ 2
หน่วยข้นึ ไปมาประกอบเข้าด้วยกัน คำผสมจำแนกตามความหมายของหนว่ ยคำทน่ี ำมาประกอบเขา้
ด้วยกัน ออกเปน็ 2 ชนดิ คอื คำประสม และคำซอ้ น
ก. คำประสม
เป็นคำที่เกิดข้นึ จากการนำหน่วยคำอิสระตัง้ แต่ 2 หน่วยขึน้ ไปมาประกอบเข้าด้วยกนั ท้งั น้ี
หนว่ ยคำที่นำมาประกอบเขา้ ดว้ ยกนั นั้นมคี วามหมายต่างกันหรือไม่สัมพนั ธก์ ันในลกั ษณะหนึง่ ลกั ษณะใด
และเมื่อนำมาประกอบกันเป็นคำใหมแ่ ลว้ จะมคี วามหมายใหม่ที่เหมือนหรอื มเี ค้า หรอื นยั ของความหมายของ
หน่วยคำท่ีนำมาประกอบเขา้ ด้วยกันอยู่ เชน่ /โรง/ มคี วามหมายว่า “ท่ที ี่ก่อสร้างสำหรับอยู่หรอื เพอื่ การอย่าง
ใดอย่างหน่ึง” ประกอบเข้ากับหน่วยคำ /เรยี น/ ซ่ึงมคี วามหมายว่า “รับความรู้” เป็น โรงเรียน มคี วามหมาย
ว่า สถานทีท่ ่ีก่อสร้างสำหรับศึกษา
1. ลักษณะคำประสม
การนำหนว่ ยคำอิสระ หรอื คำที่มคี วามหมายสมบูรณ์ในตัวเอง มาประกอบเข้าดว้ ยกนั และเกิด
เปน็ คำหรอื กลมุ่ คำใหมน่ ั้น มใิ ชม่ คี ำผสมเทา่ น้ัน อาจเป็น วลีหรือกลมุ่ คำกไ็ ด้ ตวั อย่างกระดานดำ คอื แผ่นป้าย
ใช้เปน็ อุปกรณ์การเขยี น เปน็ คำผสมกระเปา๋ ดำ คอื กระเป๋าทม่ี ีสีดำ เป็น วลกี นิ ใจ คือ เคลือบแคลง สงสัย ไม่
วางใจสนิท เป็นคำผสมกนิ ข้าว เป็นประโยคดังน้ันเพ่ือให้เข้าใจวา่ คำใดเปน็ คำประสมคำใดไม่ใชค่ ำประสมให้
พิจารณาจากลกั ษณะของคำผสม ดังตอ่ ไปนี้
1.1 คำประสมประกอบด้วย 2 ส่วน สว่ นหนง่ึ จะเปน็ ส่วนประกอบหลัก อีก
สว่ นหนึ่งจะเป็นสว่ นประกอบขยาย และแต่ละส่วนอาจเป็นหน่วยคำ
ก หน่วยคำ เช่น /โรง/ กบั /เรยี น/ เป็น โรงเรยี น
ข หนว่ ยคำมากกว่า 1 หนว่ ยคำ เชน่ /หัวลา้ น/ กับ /นอกครู/ เป็น
หัวล้านนอกครู /ส้ม/ กับ /เขียวหวาน/ เป็น สม้ เขยี วหวาน
1.2 คำประสมเมื่อประกอบกันขน้ึ แล้ว ไม่อาจแยกส่วนท่ีประกอบ หรือสบั เปลี่ยนตำแหน่งของ
สว่ นประกอบของคำประสม โดยใหม้ ีความหมายเหมอื นเดิมได้ กลา่ วคือ เม่ือแยกส่วนประกอบหรือสับเปลยี่ น
ตำแหน่งของส่วนประกอบนนั้ ความหมายจะเปลี่ยนไป แต่ถา้ แยกสว่ นประกอบหรือสับเปลยี่ นตำแหน่งแลว้
ความหมายยังเหมอื นเดิมในขณะท่ปี ระกอบเขา้ ดว้ ยกนั อยกู่ ็ไมใ่ ชค่ ำประสมตัวอยา่ ง
ก. เขารบั ปากแลว้
ข. ปากเขารับแล้ว
คำว่า รับปาก มีความหมายวา่ “สญั ญาจะทำตามที่พดู กนั ” ดังจะเห็นในประโยค ก. เม่อื แยก
ส่วนประกอบทง้ั สองแลว้ สบั เปลี่ยนตำแหน่งดังปรากฏในประโยค ข. จะเห็นว่าความหมายเปน็ อย่างอืน่ ไม่
เหมือนเดมิ ฉะน้ันคำวา่ รับปาก จงึ เป็นคำประสม
1.3 คำประสมเมอ่ื ประกอบขนึ้ แลว้ ไม่อาจแทรกคำหนง่ึ คำใดเข้าในระหวา่ งสว่ นประกอบของคำ
ประสมได้ ทง้ั น้เี มื่อแทรกคำหน่ึงคำใดเข้าไปแลว้ ความหมายจะเปลย่ี นไป ไมใ่ ช่ความหมายของคำประสมนั้น
เช่น
ก. เขาอย่ตู ึก คำวา่ อย่ตู ึก เปน็ คำประสมมีความหมายแสดงวา่ มีฐานะมัง่ ค่ังร่ำรวย ถา้ แทรก
คำหน่ึงคำใดลงไปในระหว่างส่วนประกอบทงั้ สอง เชน่
ข. เขาอยู่บนตึก ความหมายจะเปลีย่ นไปทันที กล่าวคือจะบอกสถานทที่ ีเ่ ขาอยู่ แทนทีจ่ ะ
แสดงฐานะอย่างประโยค ก.
ข. คำซอ้ น (Synonymous Compound) คำซ้อน หรือคำไวพจนผ์ สม (SynonymousCompound) หรือคำคู่
(Complete Word) เปน็ คำท่เี กิดจากการนำหน่วยคำอสิ ระตงั้ แต่ 2 หน่วยข้นึ ไปมาประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งนี้
หนว่ ยคำท่ีนำมาประกอบเข้าด้วยกันน้นั จะมีความหมายเหมือนกนั หรือเปน็ ไปในทำนองเดยี วกนั หรืออาจ
เปน็ หน่วยคำท่ีมคี วามหมายต่างกันในลักษณะตรงกนั ข้าม
ตวั อยา่ ง
1 คำซอ้ นทเ่ี กิดจากหน่วยคำท่มี คี วามหมายเหมือนกัน
บ้าน + เรือน บ้านเรือน
ทบุ + ตี ทุบตี
2 คำซ้อนที่เกดิ จากหนว่ ยคำทมี่ ีความหมายเปน็ ไปในทำนองเดยี วกนั
ใจ + คอ ใจคอ
หู + ตา หูตา
3 คำซ้อนทเี่ กิดจากหนว่ ยคำท่ีมีความหมายตา่ งกนั ในลักษณะตรงกนั ขา้ ม
ผดิ + ชอบ ผดิ ชอบ
ช่วั + ดี ชั่วดี
1 ประเภทและลักษณะของคำซ้อน
คำซ้อนอาจแบ่งตามลกั ษณะการประกอบคำได้ 3 ลักษณะ คือ คำซอ้ น 2 คำ คำซ้อน 4 คำ
และคำซ้อน 6 คำ แตล่ ะชนิดมลี กั ษณะดังต่อไปนี้
1.1 คำซอ้ น 2 คำคำซ้อนประเภทนจี้ ะประกอบดว้ ยหนว่ ยคำ 2 หนว่ ย คอื สว่ นประกอบของคำ
ซ้อนแตล่ ะส่วนจะมี 1 หน่วยคำ ตวั อยา่ งเช่น บ้าน เรือน, ไร่ นา เป็นต้น
1.2 คำซ้อน 4 คำคำซ้อนประเภทนี้ส่วนประกอบของคำแต่ละสว่ นจะมี 2 คำ แบ่งออกไดเ้ ป็น
4 ลกั ษณะ คือ
1.2.1 คำซอ้ น 4 คำ ประเภทมีสมั ผัสตรงกลางระหวา่ งสว่ นประกอบตวั อยา่ ง เชน่ ยากดี มี
จน, ผลหมาก รากไม้
1.2.2 คำซ้อน 4 คำ ประเภทซอ้ นสลับคำซอ้ นประเภทน้ีส่วนประกอบแต่ละสว่ นอาจเป็นคำ
ซอ้ นประเภท 2 คำหรือไมก่ ็ไดซ้ ้อนกนั อยู่ 2 คู่ โดยคำแรกและคำหลังของแต่ละคู่จะมคี วามหมาย
เหมือนกันหรือเป็นไปในทำนองเดยี วกันหรือมคี วามหมายตรงข้ามกันเปน็ คู่ๆ สลบั กัน ตัวอย่าง เช่น
หน้าช่ืน อกตรม,
ปากหวาน กน้ เปรี้ยว
1.2.3 คำซอ้ น 4 คำ ประเภทคู่ซ้อนซำ้ คำซ้อนประเภทน้ี คำแรกของแตล่ ะคูจ่ ะเป็นคำ
เดียวกัน สว่ นคำหลังจะมคี วามหมายเหมือนหรือเป็นไปในทำนองเดียวกัน ตวั อย่างเชน่ อดหลบั อด
นอน, ผิดหู ผดิ ตา
1.2.4 คำซ้อน 4 คำ ประเภทซ้อนตา่ งคำซ้อนประเภทนี้ คำแรกของแตล่ ะคำจะเป็นคำ
เดียวกนั อย่าง
ประเภทในข้อ 1.2.3 แต่คำหลงั จะมคี วามหมายตรงขา้ ม ตัวอย่าง เชน่ มิดี มิร้าย, ไมม่ าก ไมน่ ้อย
1.3 คำซอ้ น 6 คำคำซ้อนประเภทน้ี สว่ นประกอบของคำแต่ละส่วนจะมี 3 คำ และมสี ัมผสั ตรงกลาง
ระหว่างส่วนประกอบ ตวั อยา่ ง เชน่ อดตาหลับ ขบั ตานอน, ขิงกร็ า ข่ากแ็ รงคำซำ้ (Reduplication) คำซำ้
ได้แก่ คำทเี่ กดิ จากการออกเสียงหน่วยคำเดยี วกนั 2 ครั้ง เมื่อกล่าวซ้ำแลว้ ความหมายของคำอาจเน้นหนักหรอื
เบาลง ต่างไปจากความหมายของคำเดิมคำเดยี วในการเขยี นคำซำ้ ในภาษาไทยตดิ เครอ่ื งหมายทเี่ รียกวา่ ไม้
“ยมก” ใชเ้ ขียนแทนคำซ้ำคำหลังเชน่ เดก็ เดก็ เขยี นเป็น เด็กๆ, ท่ัวท่วั ไป เขียนเป็น ทั่วๆ ไปสว่ นคำทีม่ ีเสยี ง
เดียวกนั และมรี ูปเขยี นเหมือนกนั แมจ้ ะอยู่ตดิ กัน ไม่ใชค่ ำซำ้ ไม่ใช้ไม้ยมก เขยี นแทนคำหนึ่ง เชน่ เขามหี น้าทีท่ ี่
จะต้องทำใหเ้ สรจ็ , ชาวนาใสเ่ สื้อดำดำนาเปน็ ท่สี งั เกตวา่ หน่วยคำในภาษาไทยบางหน่วยปรากฏในประโยคได้
ทั้งรูปคำโดดและคำซ้ำ บางหนว่ ยปรากฏเฉพาะรปู คำโดดไม่สามารถซ้ำได้ และบางหน่วยปรากฏเฉพาะใน
รปู แบบคำซำ้ ไมป่ รากฏเป็นรูปของคำโดด ตวั อย่าง เช่น
1. หน่วยคำท่ีปรากฏในประโยคท้ังในรูปของคำเดิมและคำซำ้ ตวั อย่าง เช่น เขาเกือบจะมาแล้ว เขา
เกือบๆจะมาแล้วเขามาทำงานสายเสมอ เขามาทำงานสายเสมอๆ
2. หน่วยคำทปี่ รากฏในประโยคได้เฉพาะรปู คำเดมิ เท่าน้นั ไม่ปรากฏในรปู คำซ้ำเลย ตวั อย่าง
เช่น นกบินอยูใ่ นอากาศ ได้ นกๆ บินอยใู่ นอากาศ ไม่ได้ นอ้ งเรียนอยู่ทกี่ รงุ เทพ ได้ น้องเรียนอยู่ท่กี รงุ เทพๆ
ไม่ได้
3. หนว่ ยคำที่ปรากฏในประโยคได้เฉพาะรูปคำซำ้ จะไม่ปรากฏโดดๆ ในประโยค ตัวอยา่ ง เช่น
เขานงั่ ยองๆน้องเคย้ี วขนมหยับๆมขี ้อสงั เกตว่า หนว่ ยคำท่ปี รากฏในประโยคเด่ยี วๆ ไมต่ อ้ งซ้ำนัน้ มักมี
ความหมายหรือแสดงการกระทำหรือแสดงเหตุการณ์ทเ่ี กิดข้นึ ติดตอ่ กัน
ก. ประเภทของคำซำ้
คำซำ้ มี 2 ประเภท คอื คำซำ้ ประเภทคงรปู ท่ซี ำ้ และคำซ้ำประเภทเปลีย่ นเสียงของสว่ นทีซ่ ำ้
1. คำซ้ำประเภทคงรปู คำซ้ำประเภทน้ีจะไม่เปลี่ยนแปลงรูปหรอื เสียงของสว่ นท่ซี ้ำและเมื่อพิจารณาการ
ปรากฏในประโยค คำซำ้ ประเภทนแี้ บง่ ย่อยออกได้ 3 ชนดิ คือ
1.1 คำซำ้ ทีอ่ ยู่ในประโยคตำแหนง่ เดียวกบั คำเดิมได้ ตวั อย่าง เชน่ เขาเกือบจะมาแลว้
เขาเกือบๆจะมาแล้ว
1.2 คำซ้ำทอี่ าจปรากฏอย่ใู นประโยคตำแหนง่ เดียวกนั ได้ในบางประโยค และในบางประโยคไม่อาจ
ปรากฏในตำแหน่งของคำเดิมได้ ตวั อยา่ ง เช่น เส้อื ตัวไหนกไ็ ม่ถูกใจ เส้ือตวั ไหนๆ ก็ไม่ถูกใจ
คณุ จะซ้ือเสื้อตัวไหน คุณจะซื้อเสอ้ื ตัวไหนๆ ไม่ได้
1.3 คำซ้ำประเภทท่เี มื่อปรากฏในประโยคแลว้ ไมอ่ าจใหค้ ำเดมิ อยู่ในตำแหน่งเดียวกันในประโยคเดมิ
ได้ ตวั อยา่ ง เช่น เขานั่งทำงานอยเู่ งยี บๆ เขาน่ังทำงานอยู่เงียบ ไมไ่ ด้
2. คำซำ้ ประเภทเปล่ียนเสยี ง คำซำ้ ประเภทน้ีจะเปลยี่ นเสียงสว่ นใดส่วนหนงึ่ ของคำการเปลย่ี นมลี ักษณะดังนี้
2.1 ถา้ คำเดมิ มีพยางค์เดยี วสว่ นท่เี ปลย่ี นแปลงจะเปลย่ี นทัง้ หมดเทา่ ท่ปี รากฏในภาษาไทยเสยี งท่ี
เปลีย่ น ได้แก่ เสียงสระ และเสยี งวรรณยกุ ต์ ดังนี้ ก เปล่ียนเสยี งสระ คำซำ้ ทเี่ ปลี่ยนเสียงสระส่วนทเ่ี ปลี่ยน
มกั จะเป็นสว่ นหลงั ของคำ เช่น กินแกน, กวาดแกวด
ข เปลยี่ นเสียงวรรณยกุ ต์ คำซำ้ ท่ีเปลีย่ นเสยี งวรรณยุกต์นนั้ มกั จะเปลี่ยนระดบั เสียงของสว่ นหนา้ ของคำเป็น
เสยี งตรี เช่น ดำ๊ ดำ, ยา้ วยาว
2.2 ถา้ คำเดิมมี 2 พยางค์ขึน้ ไป เสยี งท่เี ปลี่ยนมักเปน็ พยางคห์ ลงั ของส่วนทเ่ี ปลยี่ น ซง่ึ อาจจะเป็น
ส่วนหน้า หรอื สว่ นหลังของคำซ้ำและเท่าท่ีปรากฏในภาษาไทยมักจะเปลี่ยนเสียงสระ เช่น อาหงอาหาร,
อาหารอาแหน
6. การแบง่ หมวดหมทู่ างความหมาย
การแบ่งหมวดหมู่ทางความหมาย การศึกษาเร่ืองการแบ่งหมวดหมทู่ างความหมายศกึ ษาจากเกณฑ์
ตามแนวคดิ ของ ไทรงาม ประมวลศลิ ป์ชัย15 โดยอา้ งอิงจากโวจิลนิ ส์(1957) เปน็ พื้นฐานซึ่งจำแนก
หมวดหมู่ทางความหมายออกได้เป็น 4 หมวดใหญ่ คือ
1. หมวดคำเกี่ยวกับธรรมชาติ
1.1 คำเกี่ยวกับภมู ปิ ระเทศ ทรัพยากรธรรมชาติท่ีไม่มชี วี ิต คณุ สมบตั ิ อุปกรณ์และวธิ กี ารนำ
ทรพั ยากรมาใช้ เชน่ แกรไฟต์ ชอล์ก เฟลด์สปาร์ คารบ์ อน ปโี ตรเลยี ม โอเอซิส
1.2 คำเก่ยี วกับท้องฟา้ ดวงดาว อากาศ อณุ หภูมิ ฤดูกาล ปรากฏการณธ์ รรมชาติ เช่น
เซลเซียส บลั ลูน ยูเรนสั ดเี ปรสชัน่ บาร์ โอโซน โรเมอร์
1.3 คำที่เกยี่ วกับพลงั งาน ความรอ้ น แสงสว่าง ไฟ วสั ดุอุปกรณ์ทที่ ำให้เกิดพลังงาน
เช่น คอนเดนเซอร์ นวิ เคลยี ร์ เอกซเรย์ แคลอร่ี มอเตอร์ แอมแปร์
1.4 คำที่เกี่ยวกบั สตั ว์ ชนดิ ประเภท อวัยวะต่างๆของสตั ว์ การเล้ยี งดู การลา่ อุปกรณ์
ในการเลยี้ งสัตวแ์ ละการล่า เช่น ชิมแปนซี อะมบี า ไดโนเสาร์ สตัฟฟ์ ฮปิ โปโปเตมัส
1.5 คำที่เกย่ี วกับพชื เช่น คลอโรฟิลล์ เฟิน เซลลูโลส บาร์เลย์ โอค้ กาเฟอีน
1.6 คำที่เก่ียวกับวัน เวลา เชน่ เทอม
1.7 คำทเ่ี กีย่ วกับทิศทาง จำนวน ขนาด ปริมาณ มาตราชั่ง ตวง วดั ระยะทาง ลำดับที่
อปุ กรณ์และวธิ ีการในการชง่ั ตวง วัด และการคำนวณ เช่น กะรตั เซนติกรัม เมตร คิว นอต เอเคอร์
กรมั มิลลิกรัม
2. หมวดคำเกย่ี วกบั มนษุ ยแ์ ละพฤติกรรมของมนุษย์
2.1 คำท่เี กีย่ วกบั อวัยวะ ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เชน่ ทอนซลิ เลนส์
แอนติบอดี พลาสมา อะดนี าลิน เฮโมโกบิน
2.2 คำทเ่ี ก่ียวกบั พฒั นาการของร่างกาย สุขภาพ การรักษาพยาบาล อุปกรณ์และวิธีการ
รักษาพยาบาล เชน่ กอซ ปลาสเตอร์ คลนิ กิ ซิฟลิ สิ แอสไพริน
2.3 คำทเ่ี กี่ยวกบั การแต่งกาย เครื่องประดับ หมวก ทรงผม รองเท้า อปุ กรณว์ ิธีการ
แต่งกาย เช่น แกป๊ มัสลนิ เชติ้ ลิปสตกิ ชีฟอง
2.4 คำที่เกี่ยวกับการรับความรู้สกึ ทางประสาทสมั ผัส เชน่ การเห็น ร้รู ส ไดก้ ล่นิ ได้ยนิ
ไทรงาม ประมวลศลิ ป์ชยั , วัฒนธรรมภาษาของคำยมื ท่ีปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. 2525, 7-8
2.5 คำทเี่ กยี่ วกบั กิจกรรมการเคลือ่ นไหว การเคลื่อนยา้ ย เชน่ ชกิ แซ็ก แยบ็ สลตุ
โมเมนต์
3. หมวดคำเกีย่ วกบั จิตใจ อารมณ์ ความร้สู ึกนกึ คิดของมนษุ ย์
3.1 คำทเ่ี ก่ยี วกบั จติ ใจ อารมณ์ ความร้สู กึ นกึ คิดของมนษุ ย์ เช่น แปลน
3.2 คำทีเ่ กย่ี วกับคุณคา่ ค่านิยมและการเรยี นรู้ เชน่ ตงฉิน ลออ
3.3 คำทเ่ี ก่ยี วกบั ลัทธศิ าสนา ความเชอ่ื พธิ ีกรรม อุปกรณ์และสถานท่ีในการประกอบ
กิจการนน้ั ๆ เช่น คอนแวนต์ เยซู คาทอลิก หรอื โปรเตสแตนต์
4. หมวดคำเก่ียวกบั ความสัมพันธ์กับบคุ คล
4.1 คำท่เี กย่ี วกับการจำแนกมนษุ ย์ออกเป็นกล่มุ ตามเชือ้ ชาติ เพศ อายุ ความสัมพนั ธ์
ภายในครอบครวั เครือญาติ เชน่ ดตั ช์ ยปิ ซี โรมัน
4.2 คำทเ่ี ก่ียวกับคมนาคม การตดิ ตอ่ สอ่ื สาร วิธีการ อุปกรณใ์ นการส่ือสาร เชน่ กอ๊ ปป้ี
ไซเรน แท็กซี่ โบต้ เฮลิคอปเตอร์
4.3 คำทเ่ี กยี่ วกบั เศรษฐกจิ การค้า เชน่ เชค็ ดอลลาร์ แบงก์ แชร์ คูปอง
4.4 คำทเ่ี กย่ี วกับสงคราม การเมือง การปกครอง วธิ กี าร อุปกรณ์ ตำแหนง่ หนา้ ท่ี เชน่
แกง๊ ตอร์ปโิ ด สลุ ตา่ น โหวต ฟาสซสิ กงสุล
4.5 คำทเี่ กีย่ วกับศลิ ปะ ดนตรี การละเลน่ กฬี า การพนัน การพักผ่อนหย่อนใจ กลวิธี
เชน่ กอลฟ์ คอนเสริ ์ต แบนโจ โอลมิ ปกิ กาสิโน
4.6 คำทเ่ี กย่ี วกบั ท่ีอยู่อาศัย เครือ่ งมือเครอ่ื งใช้ เชน่ ก๊อก เตน็ ท์ แฟลต โฮเตล็
4.7 คำทเ่ี กย่ี วกับอาหาร เครื่องด่มื อปุ กรณ์ และวธิ ีการประกอบอาหาร เชน่ กลูโคส
ซอส วสิ ก้ี ค็อกเทล เบยี ร์ เสริ ์ฟ
7. เอกสารท่ีเกีย่ วข้อง
ไทรงาม ประมวลศิลป์ชัย16 ศกึ ษาวฒั นธรรมของคำยมื ที่ปรากฏในพจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2525 โดยมจี ุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจคำยืมจากภาษาตา่ งประเทศจัดหมวดหมู่และ
วเิ คราะหค์ ำยืมภาษาต่างประเทศที่ปรากฏในพจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถานพ.ศ. 2525 ตามแนว
การแบง่ วฒั นธรรมภาษาของโวจลิ ินส์ (Voegelins) ผลการศึกษาพบวา่ มีคำยมื จากภาษาตา่ งประเทศ
6,201 คำ จำแนกออกเปน็ 15 หมวด ได้แก่ ภาษาจีน ภาษาญ่ีปนุ่ ภาษาเขมร ภาษาตะเลง ภาษาชวา
16ไทรงาม ประมวลศลิ ป์ชยั , วฒั นธรรมภาษาของคำยืมท่ีปรากฏในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. 2525.ภาษามลายู ภาษาญวน ภาษาบาลี ภาษาบาลี-สนั สกฤต ภาษาเบงคอลี ภาษาฝรัง่ เศส ภาษา
ละตินภาษาสนั สกฤต ภาษาอังกฤษ และภาษาฮินดี ผลการศึกษาพบวา่ คำยมื ในหมวดคำเก่ยี วกับธรรมชาตมิ ี
จำนวนมากที่สุด คือ 1,772 คำ คำยืมในหมวดคำเกย่ี วกับมนษุ ย์และพฤตกิ รรมของมนุษย์มจี ำนวนน้อยทส่ี ดุ
คอื 1,370 คำ ลักษณะทางวัฒนธรรมภาษาท่ปี รากฏในคำยมื แตล่ ะภาษา พบว่า ภาษาจีนมีคำในหมวดคำ
เกยี่ วกับความสัมพันธข์ องบุคคลมากทสี่ ุด ภาษาญป่ี นุ่ มีคำในหมวดคำเก่ยี วกบั ความสัมพันธ์ของบุคคลมากท่ีสุด
ภาษาเขมรมีคำในหมวดคำเก่ียวกบั ธรรมชาติมากที่สดุ ภาษาตะเลงมีคำในหมวดคำเกี่ยวกับความสมั พนั ธข์ อง
บคุ คลมากทสี่ ุด ภาษาชวามีคำในหมวดคำเก่ียวกับธรรมชาติมากท่สี ดุ ภาษาญวนมีคำในหมวดคำเกยี่ วกับ
ความสมั พนั ธ์ของบุคคลมากที่สุด ภาษาบาลีมคี ำในหมวดคำเก่ยี วกับสติปญั ญา อารมณ์ ความรูส้ ึกและคุณคา่
มากทส่ี ดุ ภาษาบาลี-สนั สกฤตมคี ำในหมวดคำเก่ียวกบั มนษุ ย์และพฤติกรรมของมนุษยม์ ากทสี่ ดุ ภาษาเบงคอลี
มีคำในหมวดคำเกี่ยวกับธรรมชาติมากทส่ี ดุ ภาษาฝรงั่ เศสมคี ำในหมวดคำเกีย่ วกับความสัมพนั ธข์ องบคุ คลมาก
ทส่ี ดุ ภาษาละตินมีคำในหมวดคำเกี่ยวกบั สติปัญญา อารมณ์ ความรสู้ ึกและคุณค่ามากทีส่ ดุ ภาษาสันสกฤตมี
คำในหมวดคำเกี่ยวกบั สติปญั ญา อารมณ์ ความรู้สึกและคุณคา่ มากทสี่ ดุ ภาษาอังกฤษมีคำในหมวดคำเก่ียวกับ
ธรรมชาติมากทส่ี ุด และภาษาฮินดมี ีคำในหมวดคำเกีย่ วกับความสัมพันธ์ของบุคคลมากที่สดุ อรพินท์
โลกัตถจริยา17ศึกษาวิเคราะหก์ ารเปลีย่ นแปลงคำศพั ท์ในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493
และ พ.ศ. 2525 เพ่ือวเิ คราะห์หาข้อสรปุ ของสาเหตทุ ท่ี ำใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบทีเ่ กดิ จากการ
เปลี่ยนแปลงในลกั ษณะต่างๆผลการศึกษาพบการเปล่ียนแปลง ของคำศัพท์ ดังนี้
1. การเปล่ียนแปลงจำนวนคำพบว่า คำตง้ั ในพจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2525 เพิม่ ข้ึนจาก
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2493 จำนวน 1,367 คำ และสูญหายไป 2 คำ ซ่ึงคำที่เพ่ิมขึ้นมี
สาเหตุมาจากการเกบ็ รวมรวบคำศัพท์ท่ีมีอยู่แล้วในภาษาทคี่ วรรวบรวมไว้ ในพจนานุกรมซงึ่ พจนานุกรมฉบบั
ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2493 ยังไมไ่ ดร้ วบรวมไวแ้ ละการยืมคำซ่ึงเปน็ คำศัพทท์ ี่เกดิ ใหม่ในภาษาและใชก้ นั
อยา่ งแพร่หลาย
2.การเปล่ียนแปลงบทนยิ ามคำศัพท์ปรากฏการเปลีย่ นแปลงใน 2 ลกั ษณะคอื บทนยิ ามคำศัพท์ทแ่ี ตกต่างกัน
แต่ความหมายคำศัพท์คงเดิมและบทนิยามคำศพั ท์ท่แี ตกต่างกันทำใหค้ วามหมายคำศัพท์ตา่ งกัน17อรพินท์
โลกัตถจริยา. “การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงคำศพั ท์ในพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถานพ.ศ. 2493 พมิ พ์
ครง้ั ท่ี 5 และ พ.ศ. 2525 พิมพค์ ร้ังที่ 2” (วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาภาษาศาสตร์,
มหาวิทยาลัยมหิดล, 2538)
3. การเปลี่ยนแปลงลักษณะอ่ืนๆที่เก่ียวข้อง ได้แก่ การเปล่ยี นแปลงดา้ นเสียงเช่นการสูญเสียง “ร” การ
ซ้ำคำ การละเสยี ง “กระ” และการเปล่ียนแปลงดา้ นรูปเขียนคำศัพท์ เชน่ เพมิ่ รูปเขียนท่ีใช้สำหรับการ
เข้าสมาสของคำบาลีและสนั สกฤตและการเขา้ สมาสกับคำอื่นได้
4.ผลกระทบท่ีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคำศัพท์ การเปลี่ยนแปลงของคำศัพท์สง่ ผลกระทบในด้านอื่นๆที่
เกี่ยวข้อง คือ
4.1 ผลกระทบทางด้านไวยากรณ์เป็นการเปลีย่ นแปลงทางดา้ นไวยากรณ์ของคำบางคำเทา่ น้นั ไมใ่ ช่
ไวยากรณท์ ั้งระบบ ไดแ้ ก่
1.ประเภทของคำเปลย่ี นไป คือ เปล่ียนจากความหมายเดยี วเปน็ คำหลายความหมาย
2.ลกั ษณะของคำทใ่ี ชเ้ ฉพาะแหง่ เปลีย่ นไป คือ คำท่เี ดิมไม่กำหนดลกั ษณะทใ่ี ช้เฉพาะแหง่ ไว้
เปน็ คำที่ใช้โดยทว่ั ไปหรือคำที่กำหนดลกั ษณะที่ใช้เฉพาะแห่งไวอ้ ย่างหนึ่งแลว้ เมอ่ื เกดิ การ
เปล่ียนแปลงการใชค้ ำนนั้ ในลักษณะเฉพาะแหง่ ขนึ้ หรือเปล่ียนลกั ษณะแห่งการใชไ้ ปจงึ ทำใหล้ กั ษณะ
ของคำท่ใี ชเ้ ฉพาะแห่งเปล่ยี นไป
3.ชนิดของคำเปลย่ี นไปการเปล่ยี นแปลงบทนยิ ามคำศัพท์บางคำมีผลทำให้หนา้ ทหี่ รือชนิด
ของคำตามหลักไวยากรณเ์ ปล่ียนไปดว้ ย
4.2 ผลกระทบทางความหมายทำใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงใน 3 ลักษณะ
1.การเปล่ียนแปลงบทนิยามใหเ้ ปน็ ตามหลักตรรกวิทยามีผลทำใหค้ วามหมายของคำศัพท์
อื่นท่เี ก่ยี วข้องเปลี่ยนไปด้วย
2.การเปลีย่ นแปลงความหมายของคำศัพท์ทำใหค้ วามหมายหลกั ของคำเปล่ียนไป
3.การเปล่ยี นแปลงเสยี งหรือรูปเขียนของคำศัพท์ทำให้ความหมายของคำศัพทเ์ ปลย่ี นไป
4.3 ผลกระทบตอ่ การใช้ภาษาในการเขยี นบทนยิ ามเกดิ การเปล่ยี นแปลงในลักษณะต่างๆ คอื
1.การใช้คำบางคำต่างไปจากเดมิ
2.การใชค้ ำท่เี ป็นปจั จุบันแทนคำเดมิ ที่เป็นคำเก่า
3.การใชค้ ำที่เปน็ ศัพทท์ างวิทยาศาสตร์ พฤกษศาสตร์และสตั ววทิ ยาแทนคำอธบิ ายลักษณะ
ของพชื สตั ว์และสง่ิ ตา่ งๆแบบเดิม
4.การใช้หน่วยวดั หรอื คำบอกขนาดต่างไปจากเดิม
4.4ผลกระทบตอ่ จำนวนคำการเปลีย่ นแปลงของคำศัพท์ที่มีผลให้จำนวนคำในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 เพิ่มขน้ึ คือการเปลีย่ นแปลงบทนิยามคำศัพท์ตามหลักตรรกวิทยาและการ
เปลย่ี นแปลงดา้ นเสียงและรูป สุกญั ญาโสภี ใจกลำ่ 18 ไดว้ ิจยั เร่ือง การศึกษาการเปล่ียนแปลงด้านคำและ
ความหมายของคำ
ภาษาบาลี-สนั สกฤตในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 และ พ.ศ. 2542 โดยนำคำ
ภาษาบาลี-สันสกฤตจากพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 และ พ.ศ. 2542 มาเปรียบเทียบ
กันเพื่อหาการเปลย่ี นแปลงในด้านจำนวนคำท่ีเพม่ิ ข้ึนและสูญไป แล้วนำคำที่เพ่ิมข้นึ และสูญไปมาจำแนกตาม
ลักษณะวฒั นธรรมทางภาษา ส่วนวธิ กี ารศึกษาดา้ นความหมายคอื นำคำภาษาบาลี - สุกัญญาโสภี ใจกลำ่ .
การศกึ ษาการเปลย่ี นแปลงดา้ นคำและความหมายของคำภาษาบาลี - สันสกฤตในพจนานุกรมฉบบั
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 และ พ.ศ. 2542” (วิทยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชา
ภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2549) สนั สกฤต คำเดยี วกนั ที่พบในพจนานุกรมท้ัง 2 ฉบับมา
เปรยี บเทยี บกนั เพื่อหาการเปล่ียนแปลง
ความหมาย
ผลการศึกษา พบวา่ คำภาษาบาลี-สนั สกฤตในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานพ.ศ. 2525
มจี ำนวนท้ังส้นิ 6,460 คำ คำภาษาบาลี-สนั สกฤตในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 มี
6,513 คำเป็นคำท่เี พม่ิ ขึ้น 72 คำ เปน็ คำที่สญู ไป 19 คำลกั ษณะการเพม่ิ ของคำมากท่ีสดุ คอื การเพมิ่
คำที่มีความหมายใหมส่ ว่ นลกั ษณะการสญู ของคำมากทีส่ ดุ คอื เปน็ การสูญคำไปโดยสิน้ เชงิ เมอ่ื จำแนกคำตาม
ลกั ษณะวฒั นธรรมภาษา หมวดคำที่พบมากที่สดุ ในคำบาลี-สนั สกฤตทีเ่ พ่ิมขึ้นและสูญไปคอื หมวดคำเก่ยี วกับ
สตปิ ัญญา อารมณ์ ความรู้สึก และคณุ คา่ สว่ นในดา้ นความหมายคำบาลี-สันสกฤต ทมี่ ีการเปล่ียนแปลง
ความหมายมี 217 คำ ประเภทของการเปลยี่ นแปลงความหมายท่พี บมากทสี่ ุดคือคำบาลี-สนั สกฤตทีม่ วี าม
หมายกวา้ งออกและพบน้อยท่ีสุดคอื คำภาษาบาลี-สันสกฤตที่มคี วามหมายย้ายท่ีเก้ือกมล พฤกษ ประมลู 19
ศกึ ษา “ศัพท์บัญญัติ” ที่เกิดกอ่ นการตงั้ คณะกรรมการบญั ญตั ิศพั ท์ เพ่ือวเิ คราะห์หาโครงสรา้ งของศัพทบ์ ัญญัติ
ลกั ษณะและการสรา้ งศัพท์บัญญตั ิ และสถานภาพของศพั ทบ์ ัญญตั ิในภาษาไทยปจั จุบนั ผลการศึกษาพบวา่
ลักษณะของการยืมคำภาษาอังกฤษมาใชใ้ นภาษาไทย มี 3 ลกั ษณะไดแ้ ก่ การยืมปน การยมื แปล และการ
สร้างคำใหม่ ซง่ึ การยืมคำทงั้ 3 ลกั ษณะถือเปน็ ศัพทบ์ ัญญัติ เพราะเป็นคำท่ีเกดิ ขึน้ ใหมเ่ พ่ือใชเ้ รยี กสงิ่ ใหม่ๆ ท่ี
ยังไม่เคยมีคำเรียกมาก่อนในภาษาไทย โครงสร้างของศพั ท์บญั ญัติก่อน พ.ศ. 2485 ได้แก่ ศัพทบ์ ัญญตั ทิ เ่ี ป็น
คำเดยี่ ว คำประสม คำซ้อน คำผสาน และคำสมาส ผลของการศึกษาโครงสรา้ งของศัพท์บัญญัติท่ีเป็นคำเดี่ยว
มีจำนวนพยางค์ไมเ่ กนิ 3 พยางค์ศัพทบ์ ญั ญตั ทิ เ่ี ปน็ คำประสม เปน็ คำประสมทีป่ ระกอบดว้ ยส่วนหลักกับสว่ น
ขยายมากกว่าส่วนหลกั กบั ส่วนหลกั ศัพท์บัญญตั ิทเี่ ปน็ คำซ้อน พบว่า เปน็ คำซอ้ นไมเ่ กิน 2 หนว่ ย ซึง่ มจี ำนวน
พยางค์ 2-7 พยางคศ์ ัพทบ์ ัญญตั ิทเ่ี ปน็ คำสมาสจะมีจำนวนคำไม่เกนิ 3 คำ และ ศัพท์บัญญตั ทิ ่เี ปน็ คำผสาน
ปรากฏนอ้ ยมากกล่าวไดว้ า่ โครงสร้างของศัพทบ์ ญั ญตั ิมีลักษณะเป็นคำประสมมากกว่าคำชนิดอนื่ ลกั ษณะการ
สรา้ งศพั ท์บัญญัติกอ่ น พ.ศ. 2485 ไดแ้ ก่ การบญั ญัตศิ ัพท์อยา่ งไมเ่ ป็นทางการและการบญั ญตั ศิ ัพทอ์ ย่างเปน็
ทางการ ซ่ึงการบัญญัติศัพท์อย่างไม่เปน็ ทางการปรากฏการสร้างคำแบบคำประสมมากกว่าวิธีอื่นๆ และการ
บัญญัติศัพท์อย่างเปน็ ทางการปรากฏการสรา้ งคำแบบคำสมาสและหลายคำยังปรากฏใชจ้ นถึง19เกื้อกมล
พฤกษประมลู , “ศัพทบ์ ัญญัติท่ีเกิดก่อนการตั้งคณะกรรมการบัญญตั ิศพั ทภ์ าษาไทยของ ราชบัณฑติ ยสถาน”
(ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย ภาควชิ าภาษาไทย บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัย
ศิลปากร, 2532).36
ปจั จุบนั ในสว่ นของสถานภาพของศัพท์บญั ญัติในภาษาไทยปัจจบุ ัน มีทั้งคำทีย่ ังปรากฏใชจ้ นถึง
ปจั จบุ ันและคำท่เี ลิกใชไ้ ปแล้ว ฐติ ริ ตั น์ รักษาศรี 20 ศึกษาเรอื่ งคำ ศัพทภ์ าษาตะวันตกในพจนานกุ รมไทย
ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 มจี ุดประสงค์เพือ่ ศกึ ษาปริมาณคำศพั ทภ์ าษาตะวนั ตก ประกอบด้วย
ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรงั่ เศสทีป่ รากฏในพจนานุกรมไทย ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 และ
จดั หมวดหมทู่ างความหมายของคำศพั ทภ์ าษาตะวันตก และวิเคราะห์ลักษณะการยืมคำศพั ทภ์ าษา
ตะวันตก
สริ ิภัทร พรหมราช21 ศึกษาเรอ่ื งพฒั นาการของคำยมื ภาษาองั กฤษทปี่ รากฏในพจนานกุ รม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493, พ.ศ. 2525 และพ.ศ. 2542 จดุ ประสงค์เพอื่ ศกึ ษาพัฒนาการของ
คำยมื ภาษาอังกฤษท่ปี รากฏในพจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493, พ.ศ. 2525 และ พ.ศ.
2542 ในด้านจำนวนคำศัพท์ การสรา้ งคำศัพท์ การจำแนกหมวดคำศัพท์ และพฒั นาการดา้ นบทนยิ าม
ศัพท์ โดยศึกษาจากคำยืมภาษาอังกฤษทีป่ รากฏในพจนานุกรมทั้ง 3 เลม่ จำนวน 1,303 คำแบง่ ข้อมลู
20ฐิติรตั น์ รกั ษาศร.ี “คำศัพทภ์ าษาตะวันตกในพจนานกุ รมไทย ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542”
(วทิ ยานพิ นธม์ หาบัณฑิต ภาควชิ าภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2551).21สิรภิ ัทร พรหมราช.
“พฒั นาการคำ ยมื ภาษาอังกฤษในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถานพ.ศ. 2493 พ.ศ. 2525 และพ.ศ.
2542” (ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต(ภาษาไทย) สาขาวิชาภาษาไทย ภาควชิ าภาษาไทย
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, 2551).37 ออกเป็น 2 ชว่ ง คอื ชว่ งพจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.
2493 ถึง พ.ศ. 2525 และชว่ งพจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2542 โดยศึกษา
พฒั นาการดา้ นจำนวนคำการจำแนกหมวดหมู่คำศัพท์ และการสรา้ งคำศัพท์ของคำยมื ภาษาองั กฤษทเี่ พ่ิมขึน้
และพิจารณา
พัฒนาการดา้ นบทนยิ ามศพั ท์
ผลการศึกษา พบว่า จำนวนคำยมื ภาษาอังกฤษที่เป็นคำตั้ง มีจำนวนเพิม่ ขน้ึ ทุกคร้งั ในการชำระ
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน โดยชว่ งแรกเพิ่มขนึ้ 527 คำ คดิ เป็นร้อยละ 79.01 พบมากที่สุดใน
หมวดวิทยาศาสตร์ ชว่ งที่ 2 เพ่ิมข้นึ 39 คำ คิดเปน็ ร้อยละ 3.16 พบมากท่ีสุดในหมวดเบ็ดเตล็ด การสรา้ ง
คำศัพท์ของคำยืมภาษาองั กฤษท่เี พ่ิมขน้ึ ในพจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ช่วงที่สอง พบ 3ลกั ษณะ
ใหญ่ๆ ตรงกัน คือ การทับศัพท์ การบญั ญตั ิศัพทแ์ ละการแปลศัพท์ แตม่ ีความแตกตา่ งกนั ในดา้ นพัฒนาการ
ของบทนยิ ามศัพท์ท้ังสองชว่ ง พบ 2 ลักษณะตรงกนั คอื บทนิยามศัพทเ์ ปลยี่ นแปลงความหมายคงเดิม และ
บทนยิ ามเปลยี่ นแปลงความหมายเปล่ยี นแปลง โดยมเี คา้ ความหมายเดมิ แบ่งออกเป็นความหมายแคบเข้า
ความหมายกวา้ งออกและความหมายย้ายที่ศุภกร เลิศอมรมสี ขุ 22 ศกึ ษาพฒั นาการของคำยืมภาษาจนี ที่
ปรากฏในพจนานุกรมไทย
สมยั ต่างๆ เพื่อวเิ คราะห์พฒั นาการดา้ นจำนวนคำศัพทข์ องคำยมื ภาษาจีนในด้าน พัฒนาการดา้ นกลมุ่
ความหมายและจำนวนคำยืมภาษาจีนในแต่ละกลุ่มความหมาย พฒั นาการดา้ นความเปล่ียนแปลง
อักขรวิธขี องคำยืมภาษาจนี พัฒนาการดา้ นการเปลีย่ นแปลงความหมายของคำยืมภาษาจีน โดยศกึ ษา
ขอ้ มูลจากคำยืมภาษาจีนทปี่ รากฏในพจนานุกรมไทยที่ตีพมิ พ์ต้ังแต่ พ.ศ. 2489 ถงึ พ.ศ. 2554 จำนวน
17 เล่ม แบ่งเปน็ 3 สมยั สมยั ละ 55 ปี
ผลการศึกษาพบวา่ คำยมื ภาษาจีนทป่ี รากฏแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ประกอบดว้ ย ประเภทที่ 1 คำ
จนี ท่ีปรากฏเฉพาะสมัย แบง่ ออกเปน็ การปรากฏเฉพาะสมยั ท่ี 1 รอ้ ยละ 2.7 สมยั ท่ี 2 ร้อยละ 0.86 และ
สมัยท่ี 3 ร้อยละ 54.87 ประเภทท่ี 2 คำจนี ท่ปี รากฏรว่ มสมยั ประกอบดว้ ย การปรากฏรว่ มสมยั ที่ 1 และ
2 รอ้ ยละ 0.69 การปรากฏร่วมสมัยท่ี 2 และ 3 ร้อยละ 21.19 การปรากฏร่วมสมยั ที่ 1 และ 3 ร้อยละ
1.57 และ คำท่ีปรากฏรว่ มทงั้ 3 สมยั ร้อยละ 18.05 พัฒนาการด้านกลุ่มความหมายของคำยืมภาษาจีน
ปรากฏดังน้ี สมยั ท่ี 1 ปรากฏกลุม่ ความหมายเกี่ยวกบั สงิ่ ของเครอื่ งมอื เคร่ืองใช้ เคร่ืองเรอื นมากทีส่ ุด ร้อยละ
2.68 สมัยท่ี 2 และ 3 ปรากฏกล่มุ ความหมายเกี่ยวกับคุณลกั ษณะ กริ ยิ า อาการและพฤติกรรมมากที่สดุ
รอ้ ยละ 4.71 และร้อยละ 15.42 ตามลำดบั 22ศภุ กร เลศิ อมรมสี ุข, “พัฒนาการของคำ ยมื ภาษาจนี ที่
ปรากฏในพจนานุกรมไทย” (ปริญญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาภาษาไทย ภาควชิ าภาษาไทย บณั ฑิต
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2556).38
พัฒนาการด้านการเปล่ียนแปลงอกั ขรวธิ ี ปรากฏการเปล่ยี นแปลงดา้ นพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์
โดยการเปลี่ยนแปลงทป่ี รากฏในสมัยที่ 2 เปรียบเทยี บกับสมยั ที่ 1 ปรากฏการเปล่ียนแปลงมากทีส่ ดุ และ
รปู แบบการเปล่ยี นแปลงทางดา้ นพยัญชนะปรากฏมากที่สุด รอ้ ยละ 22.42 พฒั นาการด้านการเปลี่ยนแปลง
ทางความหมาย พบว่า ความหมายของคำยืมภาษาจนี สว่ นใหญไ่ ม่มีการเปลี่ยนแปลงทางดา้ นความหมาย ใน
ส่วนของการเปลีย่ นแปลงทางความหมายพบว่า คำยมื ภาษาจนี ทีป่ รากฏในสมยั ที่ 3 เมือ่ เปรยี บเทยี บกบั
ความหมายในสมยั ท่ี 2 ปรากฏการเปล่ยี นแปลงความหมายแบบกว้างออกมากที่สุด ร้อยละ 26.74
เสาวรส มนต์วิเศษ23 ศึกษาเรื่องการศึกษาเปรยี บเทียบวิธกี ารนยิ ามความหมายศัพท์เดยี วกนั ในพจนานุกรม
ของ เจ.คัสแวล และ เจ.เอส. แชนด์เลอร์ กับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542
ผลการศกึ ษาพบวา่ พจนานุกรมของ เจ.คสั แวล และ เจ.เอส. แชนด์เลอร์ ปรากฏวธิ นี ยิ ามความหมาย
ศพั ท์ 9 วิธี ได้แก่ การอธบิ าย การวิเคราะห์ การแปลศัพท์ การให้คำจำกัดความ การอา้ งคำในพจนานุกรม
เดยี วกนั การบอกขอบเขตการใช้ การปฏิเสธความหมายตรงข้าม การอธบิ ายโดยนัย และการนยิ ามเชิง
ปฏบิ ัตกิ าร เมอื่ นำผลการศึกษาเปรยี บเทยี บวธิ ีการนยิ ามความหมายของพจนานุกรมทัง้ 2 ฉบับ พบวา่ วธิ ีการ
นยิ ามศพั ทบ์ างวธิ ี ไดแ้ ก่ การอธิบาย การวเิ คราะห์ การแปลศพั ท์ การอา้ งคำในพจนานุกรมเดยี วกัน การ
ปฏเิ สธความหมายตรงข้าม การอธิบายโดยนัย และการนยิ ามเชิงปฏิบตั ิการปรากฏใช้เพม่ิ ขึ้นในพจนานุกรม
ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ในขณะที่วิธีการให้คำจำกัดความและการบอกขอบเขตการใช้ ปรากฏ
ลดลงเมือ่ เปรียบเทยี บกับ พจนานกุ รมของ เจ.คัสแวล และ เจ.เอส.แชนด์เลอร์ การนิยามทปี่ รากฏรูปแบบใหม่
เพมิ่ ข้ึนใน พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542คอื การนิยามโดยใช้ตวั เลขบอกความหมาย
การศกึ ษาเปรียบเทยี บโครงสรา้ งของบทนิยามความหมายใน พจนานุกรมของ เจ.คัสแวล และ เจ.เอส. แชนด์
เลอร์ และพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542 พบวา่ ลกั ษณะของโครงสร้างการนยิ ามเปน็ แบบ
โครงสร้างเด่ยี วและโครงสรา้ งผสม และพบว่า มโี ครงสร้างผสมมากกว่าโครงสรา้ งเดย่ี ว
บทท่ี 3
วธิ ีดำเนนิ งาน
โครงงานฉบบั น้เี ปน็ โครงงานเพื่อการศึกษาเกย่ี วกับ การศึกษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั
ราชบณั ฑิตยสถาน โดยวธิ กี ารดำเนนิ งานของการทำโครงงานฉบับน้ี ทางคณะผ้จู ัดทำจะแบง่ เปน็ 2 สว่ น
ดังน้ี การศึกษาคำศัพทใ์ นพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน
ข้นั ตอนการดำเนินงาน
1. รวบรวมขอ้ มลู การศึกษาคำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน โดยการค้นคว้าจาก
เว็บไซตต์ า่ ง ๆ
2. ศึกษาข้อมลู ทส่ี บื คน้ มาเพื่อท่ีจะดำเนินการจดั ทำโครงงานวิชาภาษาไทย ผูจ้ ดั ทำโครงงานศึกษา
การศึกษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ดังต่อไปนี้
2.1 การสร้างคำและหมวดหมทู่ างความหมายของคำศัพท์
ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถานการนำเสนอผลการศึกษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่
ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน เรอื่ ง การสร้างคำและการจดั หมวดหมทู่ างความหมาย ประเด็นการศกึ ษาประกอบด้วย
รูปแบบการสรา้ งคำทปี่ รากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน และหมวดหมู่ทางความหมายของ
คำศัพท์ทีป่ รากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถานโดยศกึ ษาจากข้อมูลคำศัพทท์ ป่ี รากฏใน
พจนานุกรมคำใหม่ท้งั 3 เล่ม ประกอบด้วยพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน เล่ม 1 ปรากฏคำศพั ท์
จำนวน 1,324 คำ พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน เลม่ 2 ปรากฏคำศัพท์ จำนวน 939 คำ และ
พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน เล่ม 3 ปรากฏคำศัพท์ จำนวน 959 คำ ผลการศกึ ษานำเสนอได้
ตามประเด็น_ดังตอ่ ไปน้ีการสรา้ งคำในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานการศึกษาคำศัพท์จาก
พจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พบว่า สามารถแบง่ รูปแบบการสรา้ งคำออกเป็น 6 รปู แบบ
ดงั ต่อไปนี้
1. คำประสม (Compound word) หมายถึง การสรา้ งคำโดยนำหน่วยคำอิสระ 2 หนว่ ยข้นึ ไป มา
ประสมกันและเกิดเปน็ คำใหม่ที่มีความหมายใหม่ 1 หนว่ ยความหมาย โดยความหมายท่ีปรากฏใหม่อาจมีเค้า
ความหมายเดมิ ปรากฏอยู่มากหรือน้อยก็ได้ ดงั ตัวอย่างตอ่ ไปน้ีคำศัพท์ การสร้างคำ ความหมาย/ท่มี า
ฉิ่งฉับทัวร์ การประสมคำระหวา่ งหน่วย คำอิสระ2 หน่วย ประกอบด้วย ฉง่ิ ฉับ + ทวั ร์ ฉิ่งฉบั มาจากเครื่อง
ดนตรที ใี่ ชป้ ระกอบจังหวะในขณะร้องเพลงระหว่างเดินทางทัวร์ มาจากคำภาษาอังกฤษ tour
คำศัพท์ การสร้างคำ ความหมาย/ท่ีมาพวงมาลยั พาว-เว่อร์ การประสมคำระหวา่ งหน่วยคำอสิ ระ
2 หนว่ ย ประกอบดว้ ย พวงมาลยั + พาวเวอ่ รพ์ าวเวอ่ ร์ ตดั มาจากคำภาษาอังกฤษpower steering
ทงิ เจอรเ์ บอร่ี การประสมคำระหวา่ งหนว่ ยคำอิสระ 2 หนว่ ย ทิงเจอร์ + เบอรี่ ทงิ เจอร์ มาจากคำ
ภาษาอังกฤษ tincture เบอร่ี มาจาก สะตอเบอร่ี (สะตอ เติมสรอ้ ยเลยี นคำว่า strawberry
2. คำประสาน (Complex word) หมายถึง การสรา้ งคำโดยนำหนว่ ยคำอยา่ งน้อย 2 หนว่ ย
ซึ่งตอ้ งเปน็ หน่วยคำไมอ่ สิ ระอยา่ งนอ้ ย 1 หน่วย โดยหน่วยคำไม่อิสระอาจปรากฏตน้ คำหรือทา้ ยคำก็ได้ หรอื
เกดิ จากการนำหน่วยคำไม่อสิ ระ 2 หน่วยมาประกอบกนั ดังตัวอย่างต่อไปน้ี
คำศัพท์ การสรา้ งคำ ความหมาย/ท่ีมา
นักแซ้ง การประสานระหวา่ ง หนว่ ยคำไม่อสิ ระ กบั หน่วยคำไม่อิสระ นกั + แซ้ง
คนทฉ่ี กชงิ ว่ิงราวหรอื ลว้ งกระเป๋าผอู้ ื่นเพื่อขโมยของชาวเขา
การประสานระหวา่ งหน่วยคำไมอ่ ิสระ กับ หนว่ ยคำอิสระ ชาว + เขา กลุ่มคนท่ตี ั้งบ้านเรือนอย่บู นเขา
(บางทีใชค้ ู่กับ คำวา่ ชาวเรา)
สบายปรอื๋ การประสานระหวา่ งหน่วยคำอิสระ กบั หนว่ ยคำไม่อสิ ระ สบาย + ปรือ๋
สบายมาก
3. คำซ้อน (Synonymous compound) หมายถึง การสร้างคำโดยการนำคำ 2 คำ มาซอ้ น
กนั โดยคำท่ีนำมาซ้อนกนั มักใช้คำทมี่ ีความหมายเหมือนกัน หรือคลา้ ยคลงึ กัน หรือเป็นคำท่มี ีความหมายตรง
ข้ามกนั พบ 2 รปู แบบ ไดแ้ ก่ คำซ้อนเพ่ือความหมาย และคำซอ้ นเพื่อเสียง มีรายละเอยี ดดังนี้
3.1 คำซ้อนเพ่ือความหมาย หมายถงึ การนำคำ 2 คำที่มีความหมายเหมือนกนั ใกล้เคยี งกนั
ทำนองเดียวกัน หรอื ตรงข้ามกนั มาซ้อนกัน พบ 3 รูปแบบไดแ้ ก่ คำซ้อนเพื่อความหมายสองพยางค์
คำซ้อนเพื่อความหมายสามพยางค์ และคำซ้อนเพ่ือความหมายสพ่ี ยางค์ มีรายละเอียดดังนี้
3.1.1 คำซ้อนเพอ่ื ความหมายสองพยางค์ หมายถงึ คำพยางคเ์ ดียวสองคำท่ี
มคี วามหมายเหมือนกัน ใกลเ้ คยี งกนั ทำนองเดียวกัน หรือตรงข้ามกนั มาซ้อนกัน ดังตวั อยา่ งต่อไปนี้
คำศัพท์ การสรา้ งคำ ความหมาย/ที่มา
ตรวจเช็ก การซ้อนคำที่มีความหมายเหมือนกัน เช็ก มาจากคำภาษาองั กฤษ check
หมายถึง การตรวจอวบอิม่ การซอ้ นคำที่มคี วามหมายใกล้เคียงกนั อวบ หมายถึง มีเนื้อหนงั สมบูรณเ์ ต่ง
ตงึ กวา่ ปกติอ่มิ หมายถงึ เต็มแล้ว, พอแล้ว
3.1.2 คำซ้อนเพื่อความหมายสามพยางค์ หมายถงึ การนำคำพยางค์เดียว 1 คำ
กับ คำสองพยางค์ 1 คำซ้อนกัน ดงั ตัวอย่างต่อไปนี้
คำศัพท์ การสร้างคำ ความหมาย/ที่มา
มว้ ยมรณงั คำซ้อนที่มีความหมายเหมือนกนั 2 คำ ประกอบด้วยคำพยางคเ์ ดยี ว + คำสองพยางค์
มว้ ย + มรณงั ม้วย หมายถงึ ตาย, สน้ิ สดุ , วอดวาย มรณัง หมายถงึ ตาย
แข็งกระดา้ ง คำซ้อนท่ีมีความหมายเหมือนกนั 2 คำ ประกอบด้วยคำพยางค์เดยี ว + คำสองพยางค์
แขง็ + กระด้างแข็ง หมายถึง การดา้ ง, ไม่ออ่ น, ไมน่ ่มิ , ไม่รู้สกึ สงสารกระด้าง หมายถงึ ค่อนข้างแข็ง,
ไมน่ ิม่ นวล ขัดแข็ง
3.1.3 คำซอ้ นเพื่อความหมายสี่พยางค์ หมายถึง การนำคำพยางค์เดยี ว คำสองพยางค์ หรือคำสาม
พยางค์มาซ้อนกนั เป็นคำซ้อนส่พี ยางค์ ดงั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี
คำศัพท์ การสร้างคำ ความหมาย/ท่ีมา
เครอ่ื งดองของเมา การซ้อนคำทม่ี คี วามหมายเหมือนกัน 2 คำ มาซ้อนกนั ประกอบดว้ ย คำซอ้ น
สองพยางค์ + คำซ้อนสองพยางค์ เครื่องดอง + ของเมา ส่งิ ท่ีดื่มกนิ แล้วทำให้เมา
3.2 คำซ้อนเพอ่ื เสียง หมายถงึ การนำคำพยางค์เดยี วหรือหลายพยางคท์ ่ีมเี สียงพยญั ชนะตน้
เหมือนกันและเสียงพยญั ชนะตัวสะกดอาจเหมือนกนั หรอื ต่างกันแต่ประสมด้วยเสียงสระต่างกนั ซ้อนกนั
ความหมายของคำซ้อนอยูท่ ี่พยางค์ใดพยางคห์ นึ่งหรืออยู่ท่ีทกุ พยางค์รวมกัน คำซ้อนเพอื่ เสยี งมักมจี ำนวน
พยางค์เปน็ คู่ พบ 3 รปู แบบได้แก่ คำซ้อนเพื่อเสียงสองพยางค์ คำซอ้ นเพอื่ เสียงส่ีพยางค์ คำซ้อนเพ่ือเสยี งหก
พยางค์ ดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี
3.2.1 คำซ้อนเพอ่ื เสยี งสองพยางค์ หมายถึง การนำคำสองพยางคท์ ่ีมเี สียงสระตา่ งกัน แต่มีเสยี ง
พยญั ชนะตน้ เปน็ เสียงเดยี วกัน และเสยี งพยญั ชนะสะกดอาจเหมอื นกันหรือต่างกันมาซ้อนกัน เกดิ เป็นคำซ้อน
สองพยางค์ 1 คำ ความหมายของคำซ้อนประเภทนี้อยทู่ ี่ทุกพยางค์รวมกนั ดังตวั อย่างตอ่ ไปนี้
คำศพั ท์ การสร้างคำ ความหมาย/ที่มา
เนี้ยบน้ิง การซ้อนคำเพ่อื เสยี งที่มเี สียงพยัญชนะ
ตน้ เหมอื นกนั เสยี งสระและเสยี ง
ตวั สะกดตา่ งกัน
ประณตี , เรียบรอ้ ย, สมบูรณ์, ไมม่ ีท่ตี ิ
เว่นิ เว้อ การซ้อนคำเพื่อเสยี งท่มี เี สยี งพยัญชนะ
ตน้ เหมือนกนั เสยี งสระและเสียง
ตวั สะกดต่างกนั
พูดเพ้อเจ้อ, พดู ไร้สาระ
3.2.2 คำซ้อนเพ่อื เสียงสี่พยางค์ หมายถงึ การนำพยางค์ 4 พยางค์มาซอ้ น
กนั โดยอาจเปน็ คำทไี่ ม่มีความหมายทงั้ สี่พยางคร์ วมกนั แล้วจึงมีความหมาย หรอื เกิดจากการนำ
พยางคส์ องพยางค์ คำสองคำมาซ้อนกนั หรือการนำคำ 2 พยางค์หรือ 2 คำโดยมีพยางคท์ ่หี น่ึงและ
สามเปน็ คำเดยี วกนั หรือสระสัมผัสกนั ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี
คำศัพท์ การสร้างคำ ความหมาย/ท่ีมา
ขน้ึ อา้ ยข้ึนอี การซอ้ นคำที่มีพยางคท์ ่ีหนง่ึ กับพยางค์
ที่สามเปน็ คำเดียวกนั
ข้นึ อ้าย + ข้ึนอี
เปลยี่ นคำพดู มาใชค้ ำหยาบเพราะ
โกรธเปน็ ตน้
นุ่งลมหม่ ฟา้ การซ้อนคำท่ีเกดิ จากคำ 2 คำ โดยให้
คำพยางคท์ ่ี 2 และ 3 สมั ผัสสระกนั
นงุ่ ลม + หม่ ฟา้
ไม่สวมเส้อื ผ้า, เปลอื ยกาย
3.2.3 คำซ้อนเพ่อื เสียงหกพยางค์ หมายถึง การนำคำ 4 คำ หรอื พยางค์ 4
พยางค์ แทรกหรือเติมระหวา่ งคำหรือความเดิมท่มี ีอยู่แลว้ 2 คำ หรอื 2 พยางค์ พยางค์ที่สามกับ
พยางค์ที่ส่มี สี มั ผสั สระกัน ดังตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี
คำศัพท์ การสร้างคำ ความหมาย/ท่ีมา
เฒ่าชเรแก่ชรา การนำคำเดมิ 2 คือ คือ เฒ่าและแก่
มาเพิม่ พยางค์
เฒา่ + แก่ เกดิ คำใหม่ คือ
เฒา่ ชเรแก่ชรา
แก่เฒา่
4. คำซ้ำ (Reduplication) หมายถึง การนำคำคำเดียวกนั มาซ้ำกนั การเขียนคำซ้ำนิยมใช้
ไมย้ มก(ๆ) แทนการเขยี นซำ้ รูปเดมิ ดงั ตวั อย่างต่อไปน้ี
คำศพั ท์ การสรา้ งคำ ความหมาย/ที่มา
สว่ั ๆ การนำคำเดยี วมาซ้ำกนั โดยใช้ไม้ยมก
(ๆ)
ไมม่ ีคณุ ภาพ
5. การใช้ตวั ยอ่ หรืออักษรย่อ (Abbreviations) หมายถึง การใชอ้ ักษรย่อของแตล่ ะคำจากคำ
เดิมมาประกอบเขา้ ดว้ ยกัน ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
คำศัพท์ การสร้างคำ ความหมาย/ท่ีมา
สทร.[สอ-ทอ-รอ]ย่อมาจาก เสือกทุกเร่อื ง เป็นการย่อคำเพ่ือหลีกเลีย่ งการใช้
ภาษาทไ่ี ม่สุภาพหรอื ไมเ่ หมาะสมเป็นการอคำเพอ่ื หลกี เล่ยี งการใช้ภาษาท่ี
ไมส่ ภุ าพหรือไม่เหมาะสม ผบทบ. ย่อมาจาก ผบู้ ัญชาการท่บี า้ น ผบู้ ัญชาการที่บา้ น หมายถงึ ภรรยา
6. คำยมื (Loan words) พบ 4 รูปแบบ คือ การทบั ศัพท์ การบัญญตั ิศัพท์ การยืมปน และการยมื
แปล ดงั รายละเอียดดตอ่ ไปนี้
6.1 การทับศัพท์ (Phonetic Substitution) หมายถงึ การนำเอาคำภาษาอ่นื มาใช้สื่อความหมายโดย
การถ่ายเสียงตวั อักษรทุกตัวเป็นอกั ษรไทยทมี่ ีเสยี งใกลเ้ คยี งกบั คำเดิมมากที่สดุ หากไม่ปรากฏเสยี งทใ่ี กล้เคยี ง
กันใหเ้ ปลยี่ นแปลงเสียงให้สอดคล้องกับระบบเสยี งของภาษาไทยดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี
คำศพั ท์ การสรา้ งคำ ความหมาย/ที่มา
คสั โนว่า อ. casanova น. ผชู้ ายซ่ึงรกู้ ันโดยทวั่ ไปวา่ เปน็ คนเจา้ ชมู้ าก
6.2 การบัญญัติศัพท์ (Technical Term) หมายถึง การคดิ สร้างคำศัพท์ขึน้ ใช้แทนคำศัพทเ์ ดิมของ
ภาษาเดมิ ให้สามารถสื่อความหมายได้ครอบคลุมหรือใกล้เคียงคำเดิม ดงั ตวั อย่างต่อไปนี้
คำศพั ท์ การสรา้ งคำ ความหมาย/ท่ีมา
ภาษามอื บัญญตั ิจากภาษาอังกฤษ คือ signlangugeระบบการสอื่ สารท่ใี ช้การเคลื่อนไหวของมือ นิ้ว
และสว่ นตา่ งๆของใบหนา้
6.3 การยมื แปล (Loan translation) หมายถึง การแปลศพั ทจ์ ากภาษาต่างประเทศโดยสรา้ งคำขนึ้
ใหมอ่ าจเป็นคำภาษาไทยหรือภาษาตา่ งประเทศก็ได้ ดังตวั อยา่ งต่อไปนี้
คำศพั ท์ การสรา้ งคำ ความหมาย/ที่มา
ด่ืมนำ้ ผ้ึงพระจันทร์ แปลมาจากภาษาอังกฤษ คือhoneymoonที่ยวพกั ผ่อนกันตามลำพงั หลงั
แต่งงาน(ใช้กับคู่แตง่ งาน)
6.4 การยมื ปน (Loan blends) หมายถึง การสร้างคำโดยใชท้ ั้งคำภาษาไทยและคำ
ภาษาต่างประเทศทบั ศัพท์มาปะปนกัน ดงั ตัวอย่างต่อไปนี้
คำศพั ท์ การสรา้ งคำ ความหมาย/ท่ีมา
รังสีเอก๊ ซ์ สรา้ งคำโดยใชค้ ำภาษาไทย รวมกบั คำภาษาองั กฤษ ประกอบด้วย รังสี + เอ๊กซ์
เอ๊กซ์ ตดั มาจาก x-ray
ผลการศกึ ษาการสร้างคำในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ปรากฏรปู แบบการ
สร้างคำ 6 รูปแบบ ได้แก่ คำประสม คำประสาน คำซ้อน คำซำ้ การใชต้ วั ย่อหรอื อกั ษรยอ่ และคำยมื
ดงั รายละเอียดทีก่ ล่าวมาแลว้ ข้างตน้
หมวดหมทู่ างความหมายของคำศพั ท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
การศกึ ษาคำศัพทจ์ ากพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน มวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือ ศึกษา
หมวดหมทู่ างความหมายของคำศัพท์ท่ีปรากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานโดยศึกษาจาก
ขอ้ มูลความหมายคำ ศพั ท์ที่ปรากฏในพจนานุกรมคำ ใหมท่ ง้ั 3 เล่มประกอบด้วย พจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั
ราชบณั ฑติ ยสถาน เล่ม 1 ปรากฏความหมายคำศัพท์ จำนวน 2,018 ความหมาย พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน เลม่ 2 ปรากฏความหมายคำศัพท์จำนวน 1,284 ความหมาย และ พจนานุกรมคำใหม่
ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน เล่ม 3 ปรากฏความหมายคำศัพท์ จำนวน 1,237 ความหมาย
บทที่ 4
ผลการดำเนนิ งาน
การศกึ ษาการให้นยิ ามศพั ท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานการศึกษาการใหค้ ำนิยาม
ศัพท์จากพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน เล่ม 1-3 ในเบือ้ งต้นผวู้ ิจยั สำรวจจำนวนคำตั้ง ลกู คำ
และความหมายที่ปรากฏในแตล่ ะหมวดตวั อักษร เพ่ือนำมาศึกษารูปแบบและโครงสร้างการนยิ ามความหมาย
ศพั ท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน มรี ายละเอยี ดดงั นี้
รูปแบบของการนิยามความหมายคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถานบทนิยามศัพท์
(Definition) หมายถงึ ขอ้ ความซงึ่ เรียบเรียงขึ้นเพ่ืออธิบายความหมายของคำศัพท์ในพจนานกุ รม เป็นข้อความ
ทีต่ ่อจากคำศพั ท์หลักและลูกคำโดยการนยิ าม คือ การอธิบายหรอื ใหค้ วามหมายของคำ จากการศกึ ษารปู แบบ
การใหค้ ำนยิ ามความหมายศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พบรูปแบบการใหน้ ยิ าม 4
รปู แบบ ผลการศึกษาปรากฏดังต่อไปนี้
1. การอธบิ าย
การอธิบาย หมายถงึ การใหน้ ิยามความหมายของคำศัพท์โดยวธิ ีการต่างๆ เชน่ การขยายความ
การวิเคราะห์ การใชค้ ำท่ีมีความหมายเหมือนกัน การบอกความสมั พันธ์ การบอกกฎ การเปรียบเทียบ
จากการศึกษา พบวา่ มีรปู แบบการอธบิ าย 2 รปู แบบ รายละเอียดต่อไปน้ี
1.1 การอธบิ ายโดยให้ความหมายหรอื อธิบายโดยให้รายละเอียดการอธิบายความหมายของคำท่ี
ปรากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถานมีการอธิบายความหมายของคำและการอธบิ ายโดยการ
ใหร้ ายละเอยี ดทางความหมายของคำเกี่ยวกับลักษณะ รูปทรง กติกา และวธิ ีการทำสงิ่ ต่างๆ ดังน้ี
1.1.1 การอธิบายโดยใหค้ วามหมาย คือ การขยายความของคำโดยใหค้ ำจำกัดความ ลกั ษณะ หรอื
รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับคำ เป็นต้น ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
คลองดว่ น น. ทางระบายน้ำสายตรงท่ีระบายน้ำได้อยา่ งรวดเรว็ . ล.1 น.29
หมากระเปา๋ น. สุนขั พันธเุ์ ล็กมากท่ีใส่ในกระเปา๋ เสอ้ื ได้.ล.3 น.119
น้ำยาฟอกขาว น. นำ้ ยาเคมีสำหรับกัดสีวตั ถุเชน่ ผา้ ไม้ หวาย เป็นต้น ให้ขาวขึน้ .ล.3 น.64
1.1.2 การอธิบายโดยใหร้ ายละเอียด คือ การขยายความของคำโดยการบอกรายละเอียด วธิ กี าร
ลักษณะของสง่ิ ตา่ งๆอย่างชดั เจนเพอ่ื ใหเ้ ห็นภาพ วิธกี าร กระบวนการ กฎ กติกาต่างๆ เปน็ ต้น ดังตัวอยา่ ง
ตอ่ ไปน้ี
สาคู น. แปง้ เมด็ กลมๆเดิมทำมาจากตน้ สาคู แตป่ ัจจุบนั นิยมทำจากแป้งมนั สำปะหลัง เม่อื ดิบเปน็ สี
ขาว เม่ือสุกมลี กั ษณะใสไม่มีสี มักทำเปน็ 2 ขนาด คือ สาคูเม็ดใหญแ่ ละสาคูเม็ดเล็ก ใชท้ ำขนมและ
อาหารไดห้ ลายชนดิ .ล.1 น.157
หมี่กะทิ น. อาหารอย่างหนงึ่ ทำดว้ ยเสน้ หมีล่ วกน้ำรอ้ น ผัดกบั กะทิใส่ซอส
มะเขือเทศให้เปน็ สชี มพูอ่อน ๆ ราดดว้ ยน้ำปรงุ รสทำดว้ ยเตา้ เจี้ยวขาวตำ กงุ้ สบั หมูสับ หวั กะทิ ปรุง
รสเค็มหวานเลก็ น้อยเวลารบั ประทานบีบมะนาว มีหัวปลี ถัว่ งอกดิบ ใบกยุ ช่าย
เป็นเครื่องเคียง. ล.3 น.119
หม่กี รอบ น. ของกนิ อย่างหน่ึง ใชเ้ สน้ หม่ที อดนำ้ มันให้กรอบ คลกุ ด้วยนำ้ ปรุงรสเปรีย้ ว เคม็ หวาน ซง่ึ
ใสก่ ุ้ง ไก่ หมู ห่นั เป็นช้นิ เล็กๆ โรยหนา้ ดว้ ยเต้าหู้แขง็ ห่ันช้ินเล็กๆทอดกรอบ ผวิ สม้ ซา่ และไขท่ ่โี รยทอด
ในกระทะให้เป็นฝอย.ล.3 น.119
1.2 การอธิบายโดยให้ความหมายหรืออธิบายโดยให้รายละเอยี ดและยกตัวอย่างการอธบิ ายและ
ยกตัวอย่างท่ีปรากฏในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน น้นั
นอกจากประกอบด้วยการอธิบายโดยใหค้ วามหมายและการอธิบายโดยใหร้ ายละเอียดแล้วยังเพม่ิ
ตวั อย่างการใช้คำและประโยคในบริบทและสถานการณต์ า่ ง ๆ ประกอบด้วย
1.2.1 การอธิบายและยกตวั อย่างการใชค้ ำ ดงั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี
บาป ก. เกี่ยวขอ้ งกบั กิจกรรมที่ผดิ ศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย เชน่
เงนิ บาป. กฐนิ บาป. ภาษบี าป.1ล.2 น.71
สซ่ี า้ ห้า น. จำนวนส่หี รอื หา้ เชน่ สซ่ี ้าห้าสบิ . สี่ซา้ หา้ รอ้ ย. สซี่ า้ หา้ คน. ส่ซี ้าห้าตวั .ล.2 น.127
น้ำโคลา่ น. น้ำอดั ลมประเภทหน่งึ มีสดี ำ เชน่ โคคาโคลา่ . เป๊ปซี่โคลา่ .กระทิงแดงโคล่า. คมม. เครอ่ื งดม่ื นำ้ ดำ.
ล.3 น.63
1.2.2 การอธบิ ายและยกตวั อย่างประโยค ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
ฟันธง ก. พดู ให้ชดั เจน, ตัดสินดว้ ยความเชอื่ มน่ั , เช่น เรือ่ งนี้ฟันธงมาเลยว่าจะเอาอย่างไร. หมอดฟู ัน
ธงว่าดาราคนู่ ้จี ะต้องเลิกกัน.ล.1 น.120
ไม่พุทโธ ก. ไม่สงสาร, ไมเ่ หน็ ใจ, เช่น บอกใหด้ หู นังสือก็ไม่สนใจถา้ สอบตกฉันจะไม่พุทโธเลย.
ล.3 น.87
1 ข้อความท่ีปรากฏในแถบสีเทาแสดงส่วนของบทนิยามที่ใช้วิธีการนิยามท่ีกล่าวถงึ ในหัวขอ้ น้ันๆ เพ่อื
แสดงให้เห็นถงึ รูปแบบของการนยิ ามความหมายในบทนยิ ามศพั ท์ทีก่ ล่าวถึงโดยเฉพาะหาอะไร,หาพระแสง
อะไร,หาพระแสงของ้าวอะไร,หาสวรรค์วิมานอะไร,หาหอกอะไร
ว. ทำไม, เพ่อื อะไร, (มีนยั ว่าผ้พู ดู เหน็ วา่ สงิ่ ท่ที ำน้นั ไมม่ ีประโยชน์)เชน่ มายืนหาอะไร ไปให้พน้ ๆ เลย.
มเี สือ้ ผา้ ต้งั เยอะแยะแล้วจะซื้อมาหาพระแสงอะไรอีก. จะพูดหาพระแสงของ้าวอะไรไม่มใี ครเขาสนใจฟงั
หรอก. รบี ๆทำใหเ้ สรจ็ ดีกว่า จะมวั บน่ หาสวรรค์วมิ านอะไร. วนั ๆเอาแตเ่ ลน่ เกม จะเล่นไปหาหอกอะไร.
ล.3 น.122
2. การใหข้ ้อมลู ของคำ
การให้ข้อมลู ของคำ หมายถงึ การนิยามคำในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
นอกเหนือจากการอธบิ าย และ การอธิบายและยกตัวอย่างคำและประโยคในการใช้คำแลว้ มกี ารใหข้ ้อมูลของ
คำ ประกอบด้วย การบอกท่ีมาของคำจากพจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 การบอกท่ีมาของ
คำ การบอกคำที่มีความหมายเหมอื น การบอกเสียงอา่ น มรี ายละเอยี ด ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 การบอกทมี่ าของคำจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542
คำที่มาจากพจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ในพจนานกุ รมคำใหม่ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน จะ
บนั ทกึ คำ ความหมายและตวั อยา่ งการใช้คำท่ีปรากฏในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 คำท่ี
ยกมาจะใชอ้ ักษรยอ่ “พจน.” กำกับ เพื่อแสดงใหเ้ ห็นวา่ คำดงั กลา่ วมีอยู่ในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน
พ.ศ. 2542 แต่พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถานอาจมกี ารเพิ่มการนิยาม การยกตวั อยา่ งการใช้คำ
เพิม่ เติม การเปลีย่ นตัวอย่างหรอื ปรากฏความหมายใหมน่ อกเหนือจากท่บี นั ทึกไวใ้ นพจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 มีรายละเอียด ดังต่อไปน้ี
2.1.1 คำทม่ี คี วามหมาย การนยิ าม และตวั อย่างการใชค้ ำตรงกับพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ดงั ตวั อย่างต่อไปน้ี
มึน ก. เมาอ่อนๆ, รสู้ ึกวงิ เวยี น เช่น มึนศีรษะ, รูส้ กึ ตือ้ ในสมอง เช่น
อา่ นหนงั สอื มากชักมึน, มึนหัว ก็วา่ .พจน. 422 น.3865
2 พจน.42 ยอ่ มาจาก พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
3 น. ยอ่ มาจาก เลขหน้า 73
2.1.2 คำทม่ี คี วามหมาย การนิยาม ตรงหรือคลา้ ยคลึงกันกบั พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. 2542 แตม่ ีการเปลย่ี นแปลงตัวอยา่ งการใชค้ ำ สามารถแบ่งได้ 3 รปู แบบได้แก่
2.1.2.1 การเพมิ่ ตวั อยา่ งการใชค้ ำ ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
ช้นี ิว้ ก. ไดแ้ ตส่ ัง่ การให้ผู้อืน่ ทำ ไมล่ งมือทำเอง.พจน. 42 น.365
ชี้นว้ิ ก. ได้แต่สง่ั การใหผ้ ูอ้ ืน่ ทำ ไม่ลงมือทำเอง (พจน.) เชน่ ฉันไมเ่ หน็
เขาทำอะไร ได้แตน่ ั่งชี้นว้ิ ให้ลูกนอ้ งทำใหท้ ุกอยา่ ง.ล.3 น.42
2.1.2.2 การตดั ตวั อย่างการใชค้ ำ ดงั ตวั อยา่ งต่อไปนี้
ลมปาก น. ถอ้ ยคำทีก่ ล่าว เช่น อยา่ สญั ญาเพียงลมปาก, คำพดู ที่จงู ใจให้
เหน็ คล้อยตาม เช่น หลงลมปากจึงตามเขาไป.พจน. 42 น.988
ลมปาก น. ถอ้ ยคำท่กี ล่าว, คำพดู ทจี่ งู ใจให้เห็นคล้อยตาม. (พจน.)
น. คำพูดหรอื คำมั่นสัญญา เช่น อย่าไปเชอื่ ลมปากผชู้ ายคนนี้
เขาหยอดคำหวานไปทั่ว.ล.1 น.145
2.1.2.3 การเปล่ียนตวั อยา่ งการใชค้ ำ ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ดี ังตัวอยา่ งต่อไปนี้
กระบงุ โกย (ปาก) ว. มากมาย เชน่ มขี ้าวของเป็นกระบุงโกย ถกู บ่นตั้งกระบุงโกย.พจน. 42 น.47
กระบุงโกย น. ลกั ษณะนามใช้เปรียบเทียบในความหมายวา่ มาก เชน่ เขาบน่ ไมร่ ู้ก่กี ระบงุ โกย. คมม. กระบุง
ความหมายท่ี 2.ล.1 น.4
2.1.3 คำท่บี ันทึกในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 แลว้ แต่
มีความหมายขยาย ความหมายใหม่ ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน ความหมายใหม่
บนั ทึกไว้หลงั ความหมายเดิมท่ีปรากฏในพจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 สามารถแบ่ง
ได้ 2 รูปแบบ คือ
2.1.3.1 คำทีเ่ กดิ ความหมายขยาย ดังตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
วัดวา ก. พอเทา่ ๆกนั , พอเสมอกนั เช่น พ่นี ้องสองคนน้ีสวยพอวดั วา
กนั ได้.พจน. 42 น.1059
วดั วา ก. พอเทา่ ๆกนั , พอเสมอกนั , (พจน.) ; ไมไ่ ด้ไมเ่ สีย (ภาษาการพนัน) เช่น เจ้ามอื ป๊อก เรากป็ ๊อก ตาน้ีเรา
วดั วากนั นะ.ล.1 น.148
ซกั แหง้ ก. ทำความสะอาดเส้ือผา้ หรอื สิ่งทอต่างๆ ดว้ ยวิธีพิเศษ เชน่ ใชส้ ารเคมีโรยบนรอยเปือ้ นแล้วปัดออก
หรือแชล่ งในสารละลายเคมี.พจน. 42 น.377
2.1.3.2 คำทีเ่ กดิ ความหมายใหม่ ดังตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้
ใบบญุ น. ร่วมบญุ , สว่ นบญุ ท่ปี กปอ้ งคุ้มครองอยู่.พจน. 42 น.643
ใบบญุ น. รว่ มบุญ, ส่วนบุญที่ปกปอ้ งคมุ้ ครองอยู่, (พจน.) เชน่ เขาได้
เจา้ นายเป็นใบบุญ จึงก้าวหน้ามาทุกวนั น้ี.
น. บารม,ี อิทธิพล, เชน่ เขาต้องอาศยั ใบบุญของเจา้ พ่อจงึ ค้าขายท่นี ่ีได้. เขาเขา้ นอกออกในได้ เพราะพง่ึ
ใบบุญผมู้ ีอำนาจ.ล.1 น.105
2.2 การบอกที่มาของคำ
ทีม่ าของคำ หมายถึง การอธบิ ายภาษาซงึ่ เปน็ ที่มาของคำไวท้ ้ายคำนัน้ ๆ เป็นการทบั ศัพท์ หรือการ
แปลศัพท์ การบอกท่ีมาเขียนไว้ในวงเลบ็ เป็นอักษรย่อ เช่น กล. หมายถงึ เกาหลีจ. หมายถงึ จีน อ. หมายถงึ
องั กฤษ ฯลฯ โดยอาจมีการกลา่ วถงึ คำศัพท์ในภาษาเดมิ และเสียงคำศัพท์เดมิ ในภาษา พบ 2 รูปแบบ คอื การ
ทับศพั ท์ และการแปลศัพท์
2.2.1 การทับศัพท์ ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
กิมจิ น. ผักดองแบบเกาหลี เชน่ อาหารเกาหลีต้องมกี ิมจิเปน็ เคร่ืองเคียง.น. เกาหลี เช่น นกั เตะแดนกมิ จิ.
(กล. วา่ คิมชิ). ล.1 น.13
2.2.2 การแปลศัพท์ ดงั ตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้
จติ อาสาน. จิตใจทีเ่ ออื้ เฟื้อและชอบชว่ ยเหลอื ผ้อู ่นื โดยไม่หวงั สิง่ ตอบแทน เชน่ โรงเรียนของเราฝึกใหเ้ ด็กมีจิต
อาสา รู้จกั ช่วยเหลอื ผู้อ่นื และชอบทำงานเพือ่ สาธารณะ.(แปลจาก อ. public mind)ล.2 น.93
2.3 การบอกคำที่มคี วามหมายเหมอื น
คำทีม่ ีความหมายเหมอื น หมายถึง คำทีม่ ีความหมายเหมอื นกันในการจดั เก็บในพจนานกุ รมคำใหม่
ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน มกี ารแยกเก็บไว้ตามลำดบั อกั ษรของคำนั้นๆ โดยในท้ายบทนยิ ามจะมีอกั ษรย่อ คมม.
กำกบั หมายถงึ “ความหมายเหมอื นกัน” ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี
คำว่า เคราะหซ์ ้ำกรรมซัด, บาปซำ้ กรรมซัด, ผซี ้ำกรรมซัด เป็นคำท่ีมีความหมายเหมือนกัน
เคราะหซ์ ำ้ กรรมซดั ก. ได้รับเคราะหก์ รรมซำ้ แล้วซำ้ อีก เช่น เขายากจนอยแู่ ลว้ ยงั
เคราะห์ซ้ำกรรมซดั ให้บ้านถูกไฟไหม้อีก. คมม.4 บาปซำ้ กรรมซัด, ผซี ้ำกรรมซัด. ล.1 น.36
บาปซ้ำกรรมซัด ก. ไดร้ ับเคราะห์กรรมซ้ำแลว้ ซำ้ อีก เช่น เขาถกู ใหอ้ อกจากงาน
หญิงเหลก็ น. ผหู้ ญิงท่มี ีความเขม้ แข็งอดทน สามารถต่อสู้เอาชนะ อปุ สรรคตา่ งๆได้ เชน่ อดีตนายกรัฐมนตรี
มารก์ าเร็ตแทช็ เช่อร์ ได้รับฉายาวา่ เป็นหญงิ เหลก็ แห่งองั กฤษ.คมม. ดอกไม้เหลก็ , สตรเี หล็ก.
น. ผูห้ ญิงทแ่ี ขง็ แรงมสี ุขภาพดี ไมเ่ จ็บไข้ไดป้ ่วย เช่น เขาเปน็ หญิงเหลก็ ในท่ีทำงานเรา ทำงานหนักมา 30 ปี ไม่
เคยลาปว่ ยแม้แตว่ นั เดยี ว.ล.2 น.131
2.4 การบอกเสยี งอา่ น
การบอกคำอา่ น หมายถึง การบอกคำอา่ นออกเสยี งในบางคำทอี่ าจไม่ตรงตามกฎหรืออักขรวธิ ที ่ีใชก้ นั
ทวั่ ไปโดยมีการเขยี นเสียงอ่านกำกับ ในที่น้รี วมถงึ การอา่ นออกเสยี งคำท่ีเป็นอกั ษรยอ่ ด้วย คำทีเ่ ป็นอกั ษรยอ่ ใน
พจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน เกดิ จากการย่อคำโดยเอาตัวอักษรตวั แรกมาเรียงต่อกัน
ดงั ตัวอย่างต่อไปน้ี
ซีทรู
[ซ-ี ทรฺ ]ู
น. เสือ้ ผา้ ทีบ่ างมากจนมองทะลุเหน็ ข้างในได้ เช่น ดาราคนน้ัน
ใสช่ ุดซที รู มองเหน็ รปู รา่ งชดั เจน. (อ. see through).
ล.2 น.38
ผบทบ.
[ผอ-บอ-ทอ-บอ]
น. ภรรยา เช่น วนั น้ี ผบทบ. สั่งใหร้ บี กลับบ้าน. (คำย่อของคำ
ว่า ผู้บัญชาการท่ีบ้าน).
ล.2 น.82
3. การใหร้ ายละเอียดของคำเพมิ่ เตมิ
รายละเอยี ดของคำ หมายถึง ขอ้ มูลที่เปน็ การใหร้ ายละเอยี ดของคำนอกเหนือจากขอ้ มลู ท่กี ลา่ ว
ไวใ้ นข้อ 1 และ 2 ซึ่งทำให้ผ้ทู ี่ตอ้ งการศึกษาคำศัพท์จากพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานทราบถึง
ขอ้ มลู ที่เกีย่ วข้องกบั คำศัพทด์ ้านตา่ งๆ เช่น ประวัตขิ องคำ โครงสร้างคำ ผู้ริเริ่มใช้คำและระยะเวลาการเริ่มใช้
คำ มรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี
3.1 การให้รายละเอียดเก่ยี วกบั ประวตั ิของคำประวตั ิของคำ หมายถงึ ที่มาของการเกิดคำศัพทข์ ้นึ ใช้
ในสังคม เช่น มาจากช่อื ภาพยนตร์ ดารา บคุ คลทมี่ ชี ื่อเสียง บทเพลง สำนวนที่ใช้ในสังคม ชือ่ สนิ คา้ ชอื่ อาหาร
ช่อื สถานท่เี ป็นต้น ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
คลีเหนก็ น. กระดาษทิชชู่ใชเ้ ช็ดหน้า เช่น คลเี หน็กหมดแล้วไปซ้ือให้หนอ่ ยเอายห่ี ้ออะไรก็ได.้ (มาจากยีห่ ้อ
กระดาษทชิ ชู่Kleenex). ล.1 น.29
3.2 การใหร้ ายละเอยี ดเกี่ยวกบั โครงสร้างคำโครงสร้างคำ หมายถงึ การให้ข้อมลู ของคำทม่ี าประกอบ
กนั เปน็ คำใหม่ โดยอธิบายถึงรปู คำศัพทเ์ ดิมก่อนเกิดเป็นคำใหม่ เพอื่ ให้ทราบถึงความหมายของคำศัพทเ์ ดมิ
และบอกถงึ วธิ ีการสรา้ งคำศัพทค์ ำใหม่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
เชลยี ร์ ก. สนับสนนุ และประจบประแจงอย่างออกหนา้ ออกตา เชน่ เขาเชลยี รเ์ จา้ นายอย่างน้ี เลยได้ 2 ขัน้ ทกุ
ป.ี (มาจากคำ เชยี ร์ + เลีย). ล.1 น.57
3.3 การใหร้ ายละเอียดเกี่ยวกับผูร้ เิ ริ่มการใช้คำและระยะเวลาการเร่ิมใช้คำผู้ริเรมิ่ การใช้คำและ
ระยะเวลาการเริ่มใชค้ ำ หมายถงึ การให้ขอ้ มูลของผู้ทใ่ี ช้คำศัพท์เป็นคนแรก และระยะเวลาหรอื ช่วงเวลาที่
คำศัพท์ปรากฏใชใ้ นสังคมเป็นครัง้ แรก ดงั ตัวอย่างต่อไปนี้
อรยิ ะขัดขืน ก. ขัดขนื หรอื ต่อต้านอย่างคนมีอารยธรรม เช่น การออกเสยี งไมเ่ ลอื กใครเปน็ ผ้แู ทนราษฎรถือเปน็
การตอ่ ต้านแบบอริยะขดั ขนื .คมม.อารยะขดั ขืน(แปลจาก อ.civil disobedience;คำว่า “อารยะขดั ขืน” รศ.
ชยั วัฒน์ สถาอนันท์ เปน็ ผใู้ ชค้ นแรกในปี พ.ศ. 2548)ล.1 น.171
4. การอ้างถึงคำในพจนานุกรมเลม่ เดยี วกนั พรพิลาส เรืองโชติวทิ ย์5 กลา่ ววา่ การอา้ งถงึ คำในพจนานุกรม
เดยี วกนั หมายถงึ ศัพทท์ ่ีมีคำพ้องความหมายในพจนานุกรมเดียวกนั อาจใช้วิธีการอา้ งถงึ กนั โดยไมต่ อ้ งเขยี น
นยิ ามศัพท์ซ้ำอีก ดงั ตัวอย่างต่อไปน้ี
กระจบิ กระจอกข่าว ดู กระจอกข่าว.ล.1 น.2
นำ้ ตาลโตนด ดู ตาลโตนด.ล.2 น.66
โครงสร้างการนิยามความหมายคำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถานจากการศึกษา
โครงสรา้ งการ นิยามความหมายคำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พบว่า มคี วามคล้ายคลงึ
กบั การนยิ ามคำ ศัพท์ในพจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 คือ ประกอบดว้ ย คำศัพท์ ชนิดของ
คำ บทนยิ าม จากการศึกษาโครงสร้างการนิยามในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน สามารถแบ่ง
ออกได้เป็น 2 ชนดิ คือโครงสรา้ งแบบเดยี่ วและโครงสร้างแบบประสม มีรายละเอยี ดดังต่อไปนี้
1. โครงสร้างแบบเดีย่ ว
โครงสรา้ งแบบเดี่ยว หมายถงึ การนิยามความหมายทม่ี บี ทนิยามเพยี งส่วนเดยี วปรากฏ 2รูปแบบ คอื
การอธบิ ายโดยให้ความหมายหรืออธิบายโดยใหร้ ายละเอียด และ การอ้างถงึ คำในพจนานุกรมเลม่ เดียวกนั
ดังนี้
1.1 การอธบิ ายโดยให้ความหมายหรืออธบิ ายโดยให้รายละเอยี ด ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้
ขนมกวน น. ของหวานที่ทำดว้ ยวธิ ีใสก่ ระทะตั้งไฟแลว้ ใชพ้ ายกวนใหส้ ุกอย่างถัว่ กวน เผือกกวน กลว้ ยกวน
ขนนุ กวน สบั ปะรดกวน.ล.2 น.14
ปลาเส้น น. ของกนิ เลน่ อยา่ งหนงึ่ เป็นเสน้ เลก็ ๆ ยาวๆ ทำด้วยแปง้ ผสมเนื้อปลา อบแหง้ .ล.3 น.71
รา้ นสะดวกซ้ือ น. ร้านค้าขนาดเลก็ ซงึ่ ขายของเครื่องใช้กระจกุ กระจิกท่ีจำเป็นรวมท้งั อาหารกนิ รองท้อง มัก
เปิดขายตลอด 24 ชวั่ โมง.ล.2 น.104
1.2 การอา้ งถงึ คำในพจนานุกรมเล่มเดยี วกัน ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี
กระจิบกระจอกข่าว ดู กระจอกข่าว.ล.1 น.2
2. โครงสร้างแบบประสม
โครงสร้างแบบประสม หมายถงึ การนยิ ามความหมายที่มีบทนิยามต้ังแต่ 2 ส่วนขนึ้ ไป ปรากฏ2
ลกั ษณะ คือ โครงสรา้ งแบบประสม 2 สว่ น และ โครงสรา้ งแบบประสม 3 ส่วน ดังน้ี
2.1 โครงสรา้ งแบบประสม 2 ส่วน พบ 4 รูปแบบ ดังตัวอย่างต่อไปน้ี
รูปแบบที่ 1 การอธบิ ายโดยให้ความหมายหรอื อธิบายโดยใหร้ ายละเอยี ด + ยกตวั อย่าง
การใชค้ ำ ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
นำ้ เลีย้ ง น. เงินสนบั สนนุ // เช่น พอหมดน้ำเลีย้ ง ผู้ชมุ นุมก็สลายตวั . ล.1 น.94
รูปแบบท่ี 2 การอธิบายโดยให้ความหมายหรอื อธิบายโดยให้รายละเอียด + การให้
ข้อมลู ของคำ ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
ดีวดี ี น. แผน่ ซีดีทม่ี ีความจุมาก ใช้บนั ทึกข้อมูลหลายประเภท เช่น
ภาพยนตร์เพลงเกมคอมพิวเตอร์ภาพถ่ายภาพเคลื่อนไหว. // (อ. DVD ย่อมาจาก digital versatile
disc).ล.1 น.69
รูปแบบท่ี 3 การอธิบายโดยให้ความหมายหรืออธบิ ายโดยใหร้ ายละเอียด + การใหร้ ายละเอียดของ
คำเพิ่มเตมิ ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
กระป๋ี น. พนกั งานหญงิ ท่เี กบ็ ค่าโดยสารรถประจำทาง, // เป็นคำคกู่ ับกระเป๋า ซ่ึงหมายถึงพนกั งานชาย.
ล.1 น.4
รปู แบบที่ 4 การอธบิ ายโดยให้ความหมายหรืออธิบายโดยใหร้ ายละเอยี ด + การอา้ งถึง
คำในพจนานุกรมเลม่ เดยี วกนั ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
นมเปรี้ยว น. โยเกิรต์ ชนดิ เหลวหรือโยเกริ ต์ พร้อมดืม่ ไม่ใสผ่ ลไม้หรือธญั พืช. // (ดู โยเกิร์ต).ล.2 น.63
2.2 โครงสรา้ งแบบประสม 3 ส่วน ปรากฏ 3 รปู แบบ ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี
รูปแบบท่ี 1 การอธิบายโดยให้ความหมายหรอื อธิบายโดยใหร้ ายละเอียด + ยกตวั อย่าง
การใชค้ ำ + การให้ข้อมูลของคำดงั ตวั อย่างต่อไปนี้ ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี
เจ๊ียะบโ่ ละ ก. กนิ ไมล่ ง, รับไม่ได้, รงั เกียจ, // เช่น อาหารข้างถนนมแี ตฝ่ ่นุ
อยา่ งน้เี จี๊ยะบ่โละหรอก. ไมไ่ ดอ้ าบนำ้ ตั้งหลายวนั ซกมกอยา่ งนี้ ใครๆกเ็ จีย๊ ะบโ่ ละ. // (จ.).ล.2 น.30
รปู แบบที่ 2 การอธบิ ายโดยใหค้ วามหมายหรืออธิบายโดยให้รายละเอียด + ยกตัวอย่าง
การใชค้ ำ + การให้รายละเอยี ดของคำเพ่ิมเติม ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้
สพั เพเหรก[สับ-เพ-เห-รก]ว. ไมเ่ ป็นชน้ิ เปน็ อันและรกรุงรัง // เชน่ บา้ นเราไมเ่ คยโดน
ขโมยขึ้นเพราะมันคงเหน็ วา่ มีแตข่ องสัพเพเหรกทั้งนน้ั . //(มาจาก สัพเพเหระ + รก).ล.2 น.123
จากผลการศึกษารูปแบบการใหค้ ำ นยิ ามความหมายศัพท์ในพจนานุกรมคำ ใหมฉ่ บับ
ราชบัณฑิตยสถาน พบรปู แบบการให้นยิ าม 4 รปู แบบ คอื การอธิบาย การให้ข้อมลู ของคำ การใหร้ ายละเอียด
ของคำเพิ่มเติม และการอ้างถึงคำในพจนานกุ รมเล่มเดียวกัน ซ่งึ ลักษณะรูปแบบการนยิ ามความหมายทปี่ รากฏ
มีความคล้ายคลึงกบั รูปแบบการนยิ ามศัพทท์ ่ีปรากฏในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ดังที่
วลั ยา ชา้ งขวัญยืน6 ได้กล่าวถึงสว่ นประกอบตา่ งๆ ในการนิยามศัพท์ ในพจนานกุ รม วา่ ประกอบดว้ ย 1
คำศัพทห์ ลักหรือแม่คำหรอื คำตั้ง 2 ลูกคำ 3 คำบอกเสยี งอ่าน 4คำบอกชนิดของคำตามหลักไวยากรณ์ 5คำท่ี
ใชเ้ ฉพาะแหง่ 6อักษรย่อบอกทม่ี าของคำ 7 วรรณคดีที่อ้างถึง 8คำโยงความหมายกล่าวไดว้ า่ การนิยาม
ความหมายศัพท์เปน็ ไปในทางเดยี วกัน แต่ลักษณะท่ีอาจกล่าวได้ว่ามีความแตกตา่ งกนั จากการศึกษา คือ การ
ยกตวั อย่างคำและประโยคท่ีปรากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานส่วนหนึง่ เปน็ การยกตวั อยา่ ง
จากการใช้ภาษาพูด หรือเป็นภาษาทใ่ี ช้ในสื่อต่างๆในสังคม ตัวอยา่ งเชน่ ปลอ่ ยโฮ ก. ร้องไหอ้ อกมาอย่างเตม็ ที่
เช่น ดาราสาวถงึ กับปลอ่ ยโฮ เมือ่ นกั ข่าวถามถงึ คู่หมน้ั ของเธอทปี่ ระสบอบุ ัติเหตุเสียชวี ิต. ล.3 น.70
ตัวอยา่ งคำวา่ “ปล่อยโฮ” ท่ีปรากฏใช้ในขา่ ว
โครงสรา้ งการนยิ ามความหมายคำศัพทใ์ นพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พบวา่ มคี วาม
คลา้ ยคลึงกบั การนิยามคำศัพท์ในพจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 คอื ประกอบดว้ ย คำศัพท์
ชนิดของคำ บทนยิ าม
บทที่ 5
การศกึ ษาสภาพสังคมไทยท่ีสะทอ้ นจากคำศพั ท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
การศกึ ษาคำศัพทท์ สี่ ะท้อนสภาพสังคมไทยในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นการ
รวบรวมคำศพั ท์ทีเ่ กิดข้นึ ใหม่ในสังคมไทย คำศัพทโ์ ดยส่วนใหญเ่ ป็นคำศัพท์ท่เี กดิ ขน้ึ ใหม่ในช่วงระยะเวลาหลัง
การจดั ทำพจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 จนถงึ ช่วงทจี่ ดั ทำพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั
ราชบัณฑิตยสถาน ดังน้นั คำทป่ี รากฏในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถานจึงสะทอ้ นสภาพสงั คมไทย
ในช่วงระยะเวลาดังกลา่ ว โดยอาจเปน็ คำทีม่ ีใชใ้ นชว่ งสนั้ ๆ จากเหตุการณห์ รือส่งิ ทเ่ี กดิ ขึ้นในสงั คมไทยขณะน้ัน
หรืออาจเปน็ คำทเ่ี กดิ ขน้ึ และใชต้ อ่ เนื่องของคนในสังคมจนกลายเป็นคำใหม่ท่เี กดิ ข้นึ ในสังคมไทยจากการศึกษา
คำศัพทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พบภาพสะทอ้ นทางสงั คมไทยในด้านต่างๆ ได้แก่
เศรษฐกิจ การเมอื งการปกครอง เพศสภาพ การติดตอ่ สื่อสารในสังคมศาสนาและความเชอ่ื กจิ กรรมการเรยี นรู้
ในการวจิ ัยน้พี บคำศัพทท์ ส่ี ะท้อนสภาพสังคมไทยในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. สภาพเศรษฐกจิ
เศรษฐกิจมีสว่ นเก่ยี วข้องกับคนในสงั คม การเปล่ยี นแปลงของเศรษฐกิจในชว่ งระยะเวลาที่ผ่าน
มาได้สง่ ผลต่อคนในสงั คมเน่ืองจากประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะการเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจท่ีสำคญั คร้ัง
หนงึ่ คอื การลดคา่ เงนิ บาทของรฐั บาลใน ปี พ.ศ. 2540 ส่งผลให้ภาคการค้า การลงทุนประสบปญั หาและ
ส่งผลต่อเนอื่ งมายงั ประชาชนในประเทศ คำศัพท์ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับเศรษฐกจิ ในชว่ งเวลาดังกล่าวได้บันทึกไวใ้ น
พจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน แสดงใหเ้ ห็นถึงสภาพเศรษฐกิจในชว่ งระยะเวลาดังกล่าววา่
ประเทศกำลังประสบปญั หาภาวะเศรษฐกิจตกตำ่ ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้
เศรษฐกจิ ฟองสบู่ สภาวการณท์ ่ีราคาอสังหารมิ ทรพั ย์สูงขึ้นอยา่ งรวดเร็วเพราะการเก็งกำไร เช่น เศรษฐกิจของ
ประเทศไทยเมือ่ พ.ศ. 2540 เปน็ เศรษฐกจิ ฟองสบู่. (แปลมาจาก อ. bubble economy)ล.1 น.152
วกิ ฤตต้มยำก้งุ น. ภาวะทรุดตัวลงอยา่ งฉบั พลันของเศรษฐกจิ ไทยทเี่ กิดข้ึนในปพี .ศ. 2540 เกิดจากการเกง็
กำไรและการลงทนุ เกินตัวของภาคเอกชน โดยก่อหนต้ี า่ งประเทศอยา่ งมหาศาล ทำให้ตอ้ งลอยตวั ค่าเงินบาท
สถาบันการเงนิ ในประเทศจำนวนมากตอ้ งปิดไป และส่งผลกระทบไปทัว่ เอเชยี . (แปลมาจาก อ. Tom Yam
Kung Crisis).ล.2 น.115
คำศัพทท์ ีเ่ ก่ยี วกบั เศรษฐกจิ ยงั รวมถงึ คำที่เก่ียวกับการเงนิ การลงทนุ ภาวะทางการเงนิ ประสบการณ์
ของคนเก่ียวกบั การเงนิ การลงทนุ ซง่ึ เปน็ กจิ กรรมหนงึ่ ของคนในสังคม คำศัพทใ์ นกลมุ่ นีส้ ะท้อนให้เหน็ ถงึ
พฤติกรรม ความคดิ เกี่ยวกบั การเงนิ และระบบเศรษฐกจิ ทเ่ี กิดข้นึ ในสังคมด้วยดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
ล้มบนฟกู ล้มละลายแต่เจ้าของกิจการไม่ไดร้ บั ผลกระทบเพราะรฐั นำเงนิ ภาษขี องประชาชนไปอุดหนุน เชน่
รฐั น่าจะปล่อยให้ผูบ้ รหิ ารสถาบันการเงินได้รบั โทษบา้ ง แทนทีจ่ ะใหล้ ้มบนฟกู . ล.2 น.107
2. สภาพการเมอื งการปกครอง
ระยะเวลาท่ีมีการรวบรวมคำศพั ท์และจัดทำพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อยใู่ นช่วงท่ี
พ.ต.ท. ดร.ทกั ษิณ ชนิ วัตร (พ.ศ. 2544 - 2549) เป็นผ้นู ำรัฐบาล ในชว่ งเวลาดงั กล่าวได้มกี ารเปล่ียนแปลง
รัฐธรรมนูญ มีระบบการเลือกตงั้ รปู แบบใหม่ สง่ ผลให้มีคำศัพท์ทีเ่ กย่ี วข้องกับการเมืองการปกครองเกิดข้นึ
รวมถงึ คำศัพท์ทีใ่ ช้โดยนกั ขา่ ว หนังสือพมิ พ์ และสื่อตา่ งๆ ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้
ปารต์ ี้ลิสต์ น. บัญชีรายชือ่ สมาชกิ พรรคการเมืองทพี่ รรคคัดเลอื กตามข้อกำหนดในรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540
โดยมกี ารจดั ลำดบั ผูท้ ่ีพรรคจะใหเ้ ป็นสมาชกิ ผู้แทนราษฎร หรือรฐั มนตรี เช่น การเลือกต้งั ครัง้ นี้ พรรคใหญ่ ๆ
ส่งปาร์ตี้ลิสต์ครบ 100 คน.ผู้ทม่ี ีช่อื อยใู่ นบญั ชพี รรคการเมืองที่พรรคคัดเลอื กจากสมาชิกโดยมกี ารจัดลำดับผู้ท่ี
พรรคจะให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื รัฐมนตรี เชน่ เขาเป็นปาร์ตลี้ ิสต์ลำดับที่ 99 ของพรรคนี้ คง
ยากท่ีจะได้เปน็ ส.ส. .ล.1 น.107
ส.ว. ลากตง้ั น. สมาชกิ วุฒสิ ภาทีม่ าจากการแตง่ ตั้งโดยอาศัยพรรคพวกมากกว่าคุณสมบตั ิ เชน่ เวลาจะเป็น
เครือ่ งพสิ จู น์ว่า ส.ว. เลือกตัง้ กับส.ว. ลากต้งั ใครจะคำนึงถึงผลประโยชนข์ องชาตมิ ากกว่ากนั .ล.2 น.118
สภาล่าง น. สภาผูแ้ ทนราษฎร เชน่ ร่าง พรบ.หลายฉบับผา่ นสภาล่างแล้วรอส่งให้วุฒสิ ภาพจิ ารณา
ล.3 น.105สภาสงู น. วุฒิสภา เช่น สภาสูงตกี ลบั ร่าง พรบ. ระเบยี บบรหิ ารราชการ
แผน่ ดินฉบบั ใหม่ จงึ ต้องต้งั กรรมาธกิ ารร่วม 2 สภา ขนึ้ มา พิจารณา.ล.3 น.106
นอกจากคำศัพท์ท่ีเก่ยี วกับระบบการเมืองการปกครองแลว้ ยังได้มกี ารกลา่ วถึง กจิ กรรมทางการเมอื ง
พฤติกรรมของนกั การเมือง คำศัพทส์ ว่ นใหญท่ ป่ี รากฏจะเก่ียวข้องกับกจิ กรรม และพฤติกรรมในดา้ นลบของ
นกั การเมือง ซ่ึงเป็นการสะท้อนใหเ้ หน็ วา่ ระบบการเมืองการปกครองของไทยมกี ารบริหารการจัดระบบการ
ปกครองท่เี อื้อประโยชน์ตอ่ นักการเมืองบางกลุม่ ท่ีม่งุ แสวงหาประโยชน์สว่ นตน ดงั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี
การเมืองธนกิจ น. การเมืองเพ่ือผลประโยชนท์ างธรุ กิจซ่งึ ทำใหเ้ กิดคอรร์ ปั ชัน่ เชน่ เมือ่ นักธรุ กจิ เปน็ กการเมือง
การบริหารงานจงึ เปน็ การเมืองธนกจิ เพ่ือเอื้อประโยชนใ์ ห้ธุรกิจของตน. ล.1 น.10
ฐานเสยี ง,ฐานเสยี งเลือกตัง้ น. กลมุ่ ผสู้ นนั สนุนซ่ึงจะลงคะแนนเสยี งให้ผู้สมัครของพรรค
การเมืองหรอื กลมุ่ ทีต่ นสนับสนนุ ในการเลือกตัง้ ทุกคร้ัง เชน่ เขาต้องได้เป็นผ้แู ทนแน่นอนเพราะพรรคมีฐาน
เสียงแนน่ มาก.ล.3 น.44
3. เพศสภาพ
สังคมไทยเปน็ สงั คมท่ีเปิดกว้างในเร่อื งเพศสภาพ ส่งผลให้ผ้ทู มี่ ีความหลายหลายทางเพศได้รบั
การยอมรับเป็นส่วนหนึง่ ในสงั คมไทย จากข้อมูลคำศัพท์ทเี่ หน็ ไดเ้ ด่นชัด คอื คำที่ใชเ้ รยี กกลุ่มผู้มคี วาม
หลากหลายทางเพศ และเมอ่ื ยุคสมยั เปลี่ยนไปมีคำที่ใช้เรยี กคนกลมุ่ ดังกล่าวเพ่มิ มากขนึ้ มกี ารสร้าง
คำใหม่ขึ้นเพ่ือใช้ในกลุ่มของตนเอง เพ่ือแสดงอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตน หรอื เปน็ คำท่ีมาจากคำศัพท์
ทางวิชาการหรือคำศัพทภ์ าษาต่างประเทศ ดังตวั อยา่ งต่อไปนี้
3.1 คำศพั ท์ที่ใช้กลา่ วถึงผ้มู ีความหลากหลายทางเพศ ดงั ตัวอย่างตอ่ ไปน้ี
ไมป้ ่าเดียวกนั น. ชายรักร่วมเพศ เชน่ ตดั ใจเสยี เถอะ เขาเป็นพวกชอบไม้ป่า
เดยี วกนั ไมม่ วี ันเปลย่ี นใจมาชอบเธอแน่ ๆ .ล.1 น.134
สาวประเภทสอง น. ผู้ชายท่มี ีกิริยาทา่ ทางและการแต่งกายอย่างผู้หญิง อาจจะผ่าตดั แปลงเพศแลว้ หรอื ไม่ก็ได้
เช่น สาวประเภทสองบางคนสวยกว่าผ้หู ญงิ จรงิ ๆ เสียอีก.ล.1 น.185
เพศสภาพ น. สภาพท่บี ง่ บอกวา่ เป็นหญงิ หรือชาย หรือไม่ใช่หญงิ ไมใ่ ชช่ ายเป็นการจัดประเภทตามวัฒนธรรม
และสงั คม มิใชต่ ามชีววทิ ยาเชน่ คนเราควรมสี ทิ ธิเท่าเทยี มกัน ไม่ว่าจะมเี พศสภาพเป็นอยา่ งไร.
(แปลมาจาก อ. gender).ล.2 น.88
ผู้หญงิ ข้ามเพศ น. ผชู้ ายท่ีผา่ ตัดแปลงเพศเป็นผหู้ ญิงแลว้ เชน่ เราจัดท่ีพกั ใหผ้ ู้หญิงข้ามเพศอยดู่ ้วยกัน.(ข้าม
เพศ แปลมาจาก อ. transsexual).ล.2 น.85
3.2 คำศพั ท์ที่กลุม่ ผมู้ ีความหลากหลายทางเพศใช้ในกลมุ่ ของตนเอง ดังตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
ชะนี ผู้หญิง (เป็นคำท่ีกะเทยใชเ้ รียกผ้หู ญิง) เชน่ หมั่นไสพ้ วกนางชะนีชะมัด. ล.1 น.54
ชี ส. สรรพนามบุรษุ ที่ 3 (เป็นคำทสี่ าวประเภทสองมักใช้เรยี กผู้หญิงหรือสาวประเภทสองดว้ ยกัน). (อ. she).
ล.1 น.56
ภุชงค์ น. ผชู้ ายแท้ (เปน็ คำทช่ี ายรักร่วมเพศใช้) เช่น ผบั เฉพาะที่พวกเราเคยไปกันบ่อยๆ ตอนนี้ถูกชะนีกับ
ภุชงคย์ ดึ หมดแล้ว. บางทีใชว้ ่า ชงค.์ ล.1 น.124
นอกจากคำท่ีแสดงถึงความหลากหลายทางเพศของคนในสังคมที่กล่าวในข้างตน้ แลว้ ยังมีคำศัพท์
เกย่ี วกบั กจิ กรรม พฤติกรรมทางเพศ ท่พี บว่ามคี ำใชเ้ พ่ิมมากขนึ้ โดยคำทเี่ กดิ ขน้ึ เหลา่ นี้ในปจั จุบนั ไดป้ รากฏใช้
ในสอ่ื ตา่ ง ๆ เช่น ภาพยนตร์ รายการทางโทรทัศน์ ท่มี ีการกลา่ วถงึ บคุ คลเพศที่ 3 คำเหลา่ นี้แม้ว่าจะเป็นคำที่
ใชเ้ ฉพาะกลุม่ แตค่ นในสงั คมก็รบั ร้แู ละเข้าใจความหมายของคำกนั โดยทว่ั ไป ดงั ตัวอย่างต่อไปน้ี
แตง่ หญิง ก. แตง่ ตัวเป็นผูห้ ญิง, นำเสอื้ ผ้าผหู้ ญงิ มาใส่, (ใชก้ ับผชู้ าย) เชน่ เราไมค่ วรใหน้ กั ศึกษาชาย
แตง่ หญงิ มาเรยี น. ล.1 น.82
ปลาสองน้ำ น. ผู้ชายทรี่ กั หรือมคี วามสัมพนั ธ์ทางเพศได้ทงั้ กบั ผหู้ ญิงและผ้ชู ายเช่น เขาเปน็ พวกปลา
สองนำ้ แต่งงานมีลูกแล้วแต่มีชายหนุ่มเป็นกก๊ิ . คมม. เสอื ไบ, เสอื ใบ, ไบ, ใบ.ล.3 น.71
เล่นดนตรีไทย ก. รว่ มหลับนอนกนั ระหว่างหญงิ รักร่วมเพศ เชน่ ผมจบี เธอมานานแตเ่ ธอไม่เล่นด้วย เพิ่งมาร้ทู ี
หลังว่าเธอชอบเล่นดนตรีไทย. คมม.ตฉี งิ่ . ล.3 น.98
4. การตดิ ตอ่ ส่อื สารในสงั คม
การตดิ ต่อส่อื สารของคนในสังคมจากอดีตถงึ ปัจจุบนั มีความเปลีย่ นแปลงตลอดเวลาสบื เน่ืองมาจาก
อทิ ธพิ ลของเทคโนโลยีทเี่ กดิ ข้ึน เมอ่ื เทคโนโลยมี ีความก้าวหนา้ จึงส่งผลให้ระบบ รปู แบบและวิธีการส่อื สาร
เปลี่ยนแปลงไป วิธกี ารสอื่ สารบางวธิ ีอาจเลกิ ใช้ไปหรือไม่เปน็ ทีน่ ิยมสบื เนือ่ งมาจากมีวธิ กี ารสอ่ื สารรปู แบบใหม่
ขึน้ ใชใ้ นสงั คม คำศัพท์ทสี่ ะท้อนเกี่ยวกับการสอื่ สารท่เี กดิ ข้ึนในสังคมไทยแบง่ ได้ ดงั ต่อไปนี้
4.1 อปุ กรณ์ เครอื่ งมือท่เี ก่ียวกับการสอื่ สาร ดงั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี
โทรศัพทเ์ คล่อื นที่ น. โทรศัพท์ส่วนบุคคลทใ่ี ชส้ ่งและรับสัญญาณเสยี งหรอื ภาพโดยอาศัยคลนื่ วิทยุ อุปกรณ์ชนิด
นม้ี วี งจรอิเลก็ ทรอนกิ ส์ทปี่ ระกอบดว้ ยหนว่ ยประมวลผลผลติ สัญญาณสำหรับการสื่อสารผ่านคล่นื วิทยุ ณ
ความถ่ีทเ่ี กย่ี วข้อง มีหนว่ ยความจำสำหรับเกบ็ ข้อมูลตา่ งๆ มีจอภาพที่ใช้แสดงผล ขอ้ ความหรอื รูปภาพ อีกท้ัง
อาจมีอุปกรณ์ถา่ ยภาพอยู่ในตัวอีกดว้ ย. (แปลมาจาก อ. mobilephone).ล.1 น.90
โทรศพั ท์ไร้สาย น. โทรศัพท์พ้ืนฐานทห่ี ูฟังไมพ่ ว่ งสายกบั ตัวเครอ่ื ง.ล.1 น.90
เผจ ก. ส่งข้อความส้ันๆ เข้าเครื่องเผจเจอร์ เชน่ ให้พยาบาลเผจตาม หมอมาดว่ น มีคนไขห้ นักรออยู่. (ตดั มา
จาก อ. pager).ล.1 น.112
เผจเจอร์ น. เครอ่ื งมือสื่อสารท่รี บั ขอ้ ความส้ันๆ. (อ. pager).ล.1 น.112
ดีวดี ี น. แผ่นซดี ีทม่ี คี วามจมุ าก ใชบ้ นั ทกึ ขอ้ มลู หลายประเภท เชน่ ภาพยนตร์ เพลง เกมคอมพิวเตอร์ ภาพถา่ ย
ภาพเคลอื่ นไหว. (อ.DVD ย่อมาจาก digital versatile disc).ล.1 น.69
วซี ดี ี น. แผ่นซดี ที บ่ี ันทึกภาพและเสยี งอยา่ งภาพยนตรห์ รือมิวสคิ วีดโี อ เชน่ อย่าลืมซื้อวซี ีดีหนังซุปเป้อรแ์ มน
ตอนใหม่มาฝากด้วยนะ.(อ. VCD ยอ่ มาจาก Video Compact Disc).ล.2 น.116
จากตวั อยา่ งคำศัพท์เกีย่ วกบั เครอื่ งมือสอื่ สาร อุปกรณ์ในการสอ่ื สารทป่ี รากฏข้างต้นแสดงใหเ้ ห็นถึง
ความเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยใี นการสอ่ื สารทีเ่ กิดขน้ึ อย่างชดั เจน เช่น เครือ่ งมือ
สื่อสารที่เรยี กวา่ เผจเจอร์ ในปจั จบุ ันนนั้ ไม่มีใชแ้ ล้ว เพราะเกิดเทคโนโลยใี หม่ข้ึนมาใช้แทนที่ คอื
โทรศพั ท์เคลอ่ื นที่
4.2 รปู แบบและวิธีการติดตอ่ สื่อสาร ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้
จดหมายลูกโซ่ น. จดหมายท่ีมีเนอื้ ความอย่างเดียวกนั ผู้สง่ ซง่ึ ไม่ลงชื่อจรงิ ทำขน้ึ แล้วสง่ ไปให้คน
จำนวนมาก เน้ือความในจดหมายกลา่ วถึงเหตุร้ายที่เกิดข้ึนแกผ่ ้รู บั ถา้ ไมส่ ่งจดหมายตอ่ ไปยงั ผอู้ ื่นตาม
จำนวนทีร่ ะบุ และกลา่ วถึงเร่ืองดีๆ ท่เี กิดแกผ่ ูร้ บั ทส่ี ง่ จดหมายตอ่ ไปยังผูร้ บั คนอน่ื ๆ ตามจำนวนท่ีระบุ ถ้าสง่
ทางอเี มล์ เรยี กว่า อเี มล์ลกู โซ่. คมม. อเี มล์ลกู โซ่. ล.2 น.25
อเี มลล์ ูกโซ่ น. จดหมายที่มเี นอ้ื ความอย่างเดยี วกัน ผู้ส่งซึง่ ไมล่ งช่อื จริงทำขึน้ แล้วสง่ ไปใหค้ นจำนวนมาก
เนอ้ื ความในจดหมายกลา่ วถึงเหตุรา้ ยที่เกดิ ข้ึนแกผ่ รู้ บั ถ้าไม่สง่ จดหมายตอ่ ไปยงั ผ้อู น่ื ตามจำนวนทีร่ ะบุ และ
กล่าวถงึ เรอ่ื งดีๆ ทเ่ี กิดแก่ผ้รู ับทสี่ ง่ จดหมายต่อไปยังผรู้ บั คนอ่ืนๆ ตามจำนวนทรี่ ะบุ ถา้ สง่ ทางไปรษณยี ์
เรยี กว่า จดหมายลกู โซ่. คมม. จดหมายลูกโซ่. ล.2 น.143
ภาษาเอ็ม น. รปู แบบภาษาที่ใชเ้ ขียนในอินเทอร์เนต็ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ผ่านโปรแกรมสนทนาเอ็มเอ๊สเอน็ แม้ส
เซน็ เจ้อร์ เป็นภาษาที่เขยี นเลียนตามเสยี งพดู ของวัยรุน่ โดยไมส่ นใจอักขรวธิ ี เช่น เด็กๆ ใช้ภาษาเอม็ กนั ทาง
คอมพวิ เต้อร์. (เอ็ม ตัดมาจาก อ. MSNMessenger).ล.2 น.94
คำว่า จดหมายลูกโซ่ อีเมลล์ ูกโซ่ ที่กล่าวขา้ งต้น พบว่า ในปัจจุบันวิธกี ารสื่อสารดังกล่าวไม่เป็นทน่ี ิยม
แล้ว แตว่ ิธกี ารเขยี นข้อความกล่าวถึงเหตุร้ายหากไมส่ ่งหรือกระทำตามความต้องการของผู้ส่ง พบว่า ปัจจบุ ัน
ยังพบได้ในโปรแกรมไลน์ (line) ซึง่ เปน็ โปรมแกรมสนทนาที่ได้รบั ความนยิ มในปจั จบุ ันคำวา่ ภาษาเอ็ม ท่ี
กล่าวถึงคือ โปรแกรมเอส๊ เอ็น แม้สเซ็นเจอ้ ร์ (MSN Messenger) ในคำว่า ภาษาเอ็มนน้ั ปจั จบุ นั โปรแกรม
ดงั กล่าวไม่มีใช้แลว้ แต่ลักษณะการใช้ภาษาลักษณะดังกลา่ วยังปรากฏในการสื่อสารผา่ นระบบอินเตอร์เน็ต
เชน่ โปรแกรมเฟซบุ๊ก (face book)
4.3 การตดิ ต่อสื่อสารผ่านทางสือ่ วิทยุและโทรทศั น์
การสื่อสารอีกประเภทหนึ่งที่ใกลอ้ ยู่ตัว คือ การส่อื สารผา่ นระบบวิทยุและโทรทศั น์เพราะคนในสงั คม
สามารถเข้าถึงได้ง่าย คำศัพท์ได้สะท้อนให้เห็นถงึ รูปแบบหรือวธิ กี ารของการส่ือสารผ่านระบบดงั กล่าว ดงั
ตัวอย่างตอ่ ไปน้ี
ฟรที ีวี น. ระบบโทรทัศน์ท่สี ่งสญั ญาณโดยผู้รบั ไมต่ ้องจ่ายค่าบรกิ าร เช่นฟรที วี บี า้ นเราทกุ ชอ่ งมี
โฆษณาเยอะมาก. (อ. free TV). ล.1 น.118
เหรตต้งิ น. อัตราความนยิ มท่ีบุคคลหรอื รายการวิทยุโทรทัศนไ์ ด้รับจากประชาชน จากการสำรวจ
และสรปุ ผลในรูปสถิติ เช่น ละครที่โปรโหมตขา่ วชสู้ าววา่ พระเอกเป็นแฟนจรงิ ๆ กบั นางเอก หรือนางเอกเป็น
มือทส่ี าม มักโกยเหรตต้ิงได้อยา่ งไม่นา่ เชื่อ. (อ.rating).ล.1 น.167
ทวี ีไดเร็ก น. รายการโทรทัศนโ์ ฆษณาขายสนิ คา้ ท่ีไม่มีจำหนา่ ยในทอ้ งตลาดเช่น ป้าของฉนั ชอบสั่งซอื้
ของทางทีวไี ดเร็ก เพราะไดล้ ดราคาแลว้ ยงั มขี องแถมอีกด้วย. (อ. TV direct).ล.2 น.60
ทีวีสาธารณะ น. สถานีโทรทศั นท์ ีเ่ สนอรายการท่ีมสี าระและเป็นประโยชน์แกผ่ ูช้ มโดยทว่ั ไปเปน็ สถานีโทรทัศน์
ของประชาชนและไม่มโี ฆษณา.(แปลมาจาก อ. Public Broadcasting Service หรือ PBS).ล.2 น.60
คำศัพทท์ ี่กล่าวขา้ งตน้ แสดง ได้สะท้อนให้เห็นถงึ ความเปลย่ี นแปลงของการส่ือสารในสังคมไทย ท่ีสบื
เนอ่ื งมาจากเทคโนโลยที ใ่ี ชใ้ นการสอื่ สารทำให้รปู แบบการสอื่ สารเกดิ การเปลี่ยนแปลง
5. ศาสนาและความเชอื่
ศาสนาและความเชอ่ื เปน็ สง่ิ สำคัญทส่ี ่งผลตอ่ จิตใจของคนในสงั คมไทย โดยเฉพาะศาสนาพุทธซ่งึ
เปน็ ศาสนาประจำชาติ คนมีความคิดความเชอื่ เกย่ี วกบั ศาสนามาอยา่ งยาวนาน แตเ่ ม่ือยคุ สมัยเปลยี่ นไปความ
เปล่ียนแปลงทางความคดิ เกยี่ วกบั ศาสนาก็เปล่ียนแปลงด้วย ดงั จะเหน็ ได้วา่ หน้าท่ีของศาสนานอกเหนอื จาก
กล่อมเกลาจิตใจของคนแล้วยงั มีบทบาทอืน่ ๆ ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
5.1 บทบาทหน้าท่ีของศาสนาที่เกีย่ วข้องกบั ศาสนกิจและพิธกี รรม ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
กฐนิ ทวั ร์ น. การทอดกฐนิ ท่ีจดั การท่องเทีย่ วรว่ มไปด้วย เช่น เขาจดั กฐินทัวร์ทุกปี ผูท้ ่ไี ปร่วมทำบญุ ก็ได้เท่ยี ว
สนุกดว้ ย.ล.1 น.1
กองบุญ น. บญุ ท่ีรว่ มกันทำอย่างบริจาคเงิน บริจาคขา้ ว เชน่ ทหี่ นา้ วัดมีต้รู บั บริจาคเพือ่ กองบุญตา่ งๆ.
ล.3 น.6
5.2 บทบาทของศาสนาท่ีเกีย่ วข้องกับธุรกิจ การคา้ ดังตัวอย่างตอ่ ไปนี้
มวลสาร น. เน้อื ของเทหวตั ถุทีร่ วมกันอย่ใู นเทหวัตถนุ ้นั ๆ. (พจน.) สงิ่ ทนี่ ำมาใช้ในการสร้างวัตถุมงคล มีดนิ
เนือ้ ไม้ ผงธูป เกสร ดอกไม้ เสน้ ผม ชานหมาก จีวร ของพระภิกษทุ ่นี ับถอื กันมากเปน็ ต้น เชน่ พระเครือ่ งชดุ น้ี
ไดม้ วลสารมาจากพระอาจารย์ชอื่ ดัง 4 ภาค. ล.1 น.125
พมิ พน์ ยิ ม น. พระเคร่อื งรนุ่ ที่นยิ มกันมาก เชน่ พิมพ์นิยมรุ่นนหี้ ายากมากนะถ้าใหเ้ ช่าจะได้ราคาดีทีเดียว.
ล.3 น.79
5.3 ศาสนากบั ความเช่อื เก่ยี วกบั เรอ่ื งกรรมและโชคชะตา ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
เคราะหซ์ ำ้ กรรม ซดั วิบัติเปน็
ก. ได้รับเคราะห์กรรมซำ้ แลว้ ซำ้ อีก เชน่ เขาบอกวา่ ปีนีช้ งกับปเี กิดของเขา จึงเคราะห์ซำ้ กรรมซัดวิบัตเิ ป็นอย่าง
ทเ่ี ห็นนีแ่ หละ. (มาจาก นริ าศภเู ขาทองของสุนทรภู่)ล.3 น.33
กรรมติดจรวด น. การทำช่ัวท่ีสง่ ผลต่อผกู้ ระทำอยา่ งรวดเร็ว เช่น สมยั นีก้ รรมติดจรวด ทำอะไรไว้ก็เหน็ ผลใน
ชาตนิ เ้ี ลย ไมต่ ้องรอชาตหิ นา้ หรอก.คมม. กรรมออนไลน์.ล.3 น.1
กรรมออนไลน์ น. การทำช่ัวทสี่ ง่ ผลต่อผูก้ ระทำอย่างรวดเรว็ เช่น จะเหน็ ว่าเดย๋ี วนี้ กรรมตามทันเร็วมาก
เพราะเปน็ กรรมออนไลน์. คมม. กรรมติดจรวด.ล.3 น.1
จากตัวอยา่ งท่ีกลา่ วมาขา้ งต้น แสดงใหเ้ ห็นถงึ บาทบทของศาสนาในสงั คมไทย ศาสนาในปจั จุบนั
มีบทบาทนอกเหนือจากการกลอ่ มเกลาจิตใจ ศาสนายังมีความสมั พนั ธ์กบั ความเช่ือ และยังสัมพันธก์ บั
ธุรกิจและการค้าอย่างชัดเจน
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
การเรยี นรู้ของคนในสงั คมปจั จบุ นั เกดิ ขึน้ อยา่ งกว้างขวาง โดยเฉพาะการศึกษาและการเรียนรู้ พบว่ามี
การสง่ เสรมิ สนับสนุนไมว่ ่าจะเป็นวธิ กี ารจัดการเรียนการสอน พฤติกรรมการเรียนรู้ตลอดจนการสง่ เสรมิ ให้
เลือกใชส้ ือ่ การเรียนรทู้ ่มี ีความหลากหลายมาใชใ้ นการจดั การศึกษา เพ่อื ให้สอดคล้องกบั คุณภาพการศึกษาของ
ชาติ และตอบสนองกับทกั ษะการเรยี นรใู้ นปจั จบุ นั ทำเกิดคำศัพทท์ ่สี ะท้อนถึงกิจกรรมการเรยี นรูใ้ นด้านตา่ งๆ
ดังน้ี
6.1 รปู แบบการเรียนการสอนและการเรียนรู้ทีเ่ กิดขึน้ ในสังคมปัจจบุ ัน ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
ตลาดวชิ า น. สถานศกึ ษาทเี่ ปิดรบั นกั ศึกษาโดยไมต่ ้องสอบเขา้ เช่นมหาวทิ ยาลยั เปิดเปน็ ตลาดวชิ าใหเ้ ลือก
เรยี นได้โดยไม่ต้องสอบเขา้ .ล.1 น.76
โรงเรยี นขยายโอกาส โรงเรยี นระดบั ประถมศึกษาท่ีขยายการสอนจนถึงระดับมัธยมศึกษาปที ่ี 3 เพ่ือ
เปิดโอกาสใหเ้ ด็กนกั เรยี นในชนบทสามารถเรยี นต่อในชัน้ ที่สูงขนึ้ ไปได้ เชน่ ตอนนี้รฐั บาลเปิดโรงเรยี นขยาย
โอกาสในจงั หวดั ตา่ งๆ. ล.1 น.144
ความรู้รอบโตะ๊ น. ความรูท้ ี่ไดจ้ ากการแอบดูคำตอบของคนทีอ่ ย่ขู ้างๆ เช่น คราวน้ี
ผมทำข้อสอบได้เอง ไม่ได้อาศัยความรู้รอบโต๊ะเลยนะ.ล.3 น.31
ล.3 น.46
6.3 การเรียนรทู้ เ่ี ก่ียวข้องกบั การใชเ้ ทคโนโลยี ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ครกู ู เวบ็ ไซต์ค้นหาข้อมูลในอนิ เตอร์เน็ตของบริษัท Google ซ่งึ เป็นเวบ็ ไซตท์ ่ีคนใชน้ ิยมใช้มากทีส่ ดุ
เชน่ เดก็ สมยั นีช้ อบหาข้อมูลจาก ครูก.ู (กู ตัดมาจาก อ. Google).ล.3 น.30
พี่วกิ ก้ี น. ชื่อสารานกุ รมสาธารณะบนอินเตอรเ์ นต็ มีช่อื ทางการวา่ Wikipedia เป็นสารานุกรมท่ีให้
บคุ คลทั่วไปเขา้ มาเขียนข้อมูลแกไ้ ขข้อมูล และสืบคน้ ข้อมูล เช่น ทำงานส่งอาจารย์คราวนี้ฉันได้พ่วี กิ ก้ีช่วย
ตลอด. (วกิ กี้ ตดั มาจาก Wikipedia).ล.3 น.79
อากู๋ 2 น. เว็บไซต้ ์ค้นหาข้อมูลในอนิ เตอร์เน็ตของบรษิ ัท Google ซงึ่ เปน็ เว็บไซต้ ์ท่ีคนนยิ มใชม้ ากที่สดุ เช่น ฉัน
ลองคน้ ข้อมูลเร่ือง ‘เก๋าก’้ี ในอากแู๋ ล้ว ได้ขอ้ มลู ไมต่ รงกบั ทีต่ ้องการเลย. บางทีพดู เตม็ ว่า อาก๋รู ู้ทกุ เร่ือง. (กู๋
เลยี นเสียงจาก Google).ล.3 น.127
จากตวั อย่างคำศัพท์ที่กล่าวข้องตน้ ไดส้ ะท้อนถึงการเรยี นรู้ทีเ่ กย่ี วข้องกับการใช้เทคโนโลยีที่ได้รบั
ความนยิ มมากในปจั จบุ ัน คือ การเรียนรผู้ ่านคอมพวิ เตอร์และระบบอนิ เตอร์เนต็ ยังสะท้อนให้เห็นวา่ คนใน
สังคมเลือกใช้วิธกี ารหาความรู้ การสืบค้นข้อมูลจากสอ่ื ประเภทอินเตอรเ์ น็ตมากขน้ึ คำศพั ท์ในพจนานุกรมคำ
ใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน ทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ ทำให้เห็นสภาพสงั คมไทยท่ีเกดิ การเปลี่ยนแปลง ในสงั คม
ปัจจุบนั มปี ัจจัยหลายประการที่ทำใหเ้ กดิ คำศัพทใ์ หม่ และคำศัพท์ทเ่ี กิดข้นึ ได้สะท้อนสภาพสงั คมไทยในช่วง
ระยะเวลาดังกลา่ ว เช่น สะทอ้ นสภาพเศรษฐกจิ การเมืองการปกครอง เพศสภาพ การตดิ ต่อสื่อสาร ศาสนา
และความเช่ือ กจิ กรรมการเรยี นรู้ ดังนนั้ การศึกษาคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถานจะ
ชว่ ยให้เข้าใจ และเห็นภาพความเปลยี่ นแปลงของสังคมในแตล่ ะยุคสมัย
บทที่ 6
สรุป และอภิปรายผล
ในการศึกษาโครงงานเรอ่ื ง การศึกษาเรือ่ งคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน ทาง
คณะผจู้ ัดทำได้ทำการศึกษาค้นควา้ จากเวบ็ ไซต์บนอินเตอร์เนต็ และสื่อสังคมออนไลน์ สรุปผลจากการค้นควา้
ข้อมลู ดงั นี้
การศกึ ษาเรื่องคำศพั ทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน มีจดุ มุ่งหมายเพ่ือศึกษาการสรา้ ง
คำ ศึกษาหมวดหม่ทู างความหมายของคำศพั ท์ ศึกษาการนยิ ามความหมายของคำศัพท์ และสภาพสงั คมของ
ไทยทส่ี ะท้อนจากคำศัพท์ โดยใชข้ ้อมูลคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จำนวน 3 เลม่
คือ พจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน เลม่ 1พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2 และ
พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน เล่ม 3
ในการคน้ คว้าขอ้ มลู จากผูจ้ ดั ทำได้ต้งั สมมติฐานไว้ 4 ประเด็น คอื รูปแบบการสรา้ งคำทป่ี รากฏเปน็
การสรา้ งคำในลักษณะการประสมคำเปน็ ส่วนใหญ่ หมวดหมทู่ างความหมายของคำศัพท์ทปี่ รากฏส่วน
ใหญ่เป็นคำทเ่ี กยี่ วข้องกับกิจกรรม การเคลือ่ นไหวของมนุษย์ รูปแบบการนยิ ามความหมายของคำศัพท์เปน็
การให้นยิ ามโดยให้ความหมายและยกตัวอยา่ งการใช้คำเป็นสว่ นใหญ่ และคำศัพท์ใหม่ทีบ่ นั ทกึ ไว้ใน
พจนานกุ รม ได้สะทอ้ นการเปลี่ยนแปลงของสงั คมในช่วงเวลาท่ีเก็บรวบรวมคำศัพทผ์ ู้วิจยั เกบ็ ขอ้ มูลคำศัพท์
จาก พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน ท่ีตีพิมพ์ในชว่ ง พ.ศ.2550-2554 จำนวน 3 เลม่ โดยใน
เบื้องต้นผ้วู ิจัยรวมรวบคำศัพทแ์ ละความหมายของคำศัพท์ พบวา่ จำนวนคำศัพทท์ เ่ี ก็บในพจนานุกรมคำใหม่
ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน มดี งั นี้ พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1 มคี ำศัพท์ 1,324 คำ
พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน เล่ม 2 มีคำศัพท์ 939 คำ พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับ
ราชบณั ฑติ ยสถาน เลม่ 3 มคี ำศัพท์ 959 คำ รวมจำนวนคำ ศพั ทท์ ั้งหมด 3,222 คำ และ จำนวน
ความหมายท่ีเกบ็ ในพจนานุกรมคำ ใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พบว่า พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบบั
ราชบัณฑติ ยสถาน เลม่ 1 มีความหมายคำศัพท์2,018 ความหมาย พจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั
ราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2 มีความหมายคำศัพท์ 1,284 ความหมาย พจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน เล่ม 3 มคี วามหมายคำศัพท์ 1,237 ความหมาย รวมจำนวนคำศัพท์ทัง้ หมด 4,539
ความหมาย ผลจากการคน้ คว้าจากผจู้ ัดทำ สรุปไดด้ ังนี้
1. การสรา้ งคำในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ผลจากการศึกษาคำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พบวา่ สามารถจัดรปู แบบการสร้างคำ
ได้ 6 รูปแบบ คอื
คำประสม (Compound word) การนำหน่วยคำอสิ ระมากกวา่ 2 หนว่ ยขน้ึ ไปมารวมกนั และเกิด
ความหมายใหม่ ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พบว่า การสร้างคำในรปู แบบคำประสมนี้
เกิดขน้ึ ในปริมาณมาก เน่ืองมาจากคำศัพท์ทเ่ี ปน็ คำใหม่ที่พจนานกุ รมได้บันทึกไว้น้ันเป็นการสรา้ งคำศัพทใ์ หม่
ขึ้นมาเพ่ือใช้ในภาษา การสรา้ งคำใหม่เพ่ือเรียกส่ิงของ กริ ิยาอาการ กจิ กรรมต่างๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ ในสงั คมคำ
ประสาน (Complex word) การนำเอาหน่วยคำอยา่ งน้อย 2 หน่วย ซึ่งต้องเปน็ หนว่ ยคำไม่อสิ ระอย่างน้อย 1
หน่วยมาประกอบกัน คำประสานทปี่ รากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พบวา่ ปรากฏ
รปู แบบที่ประกอบกันดว้ ยหน่วยคำไม่อิสระประกอบกบั หน่วยคำไม่อิสระ และ หนว่ ยคำไม่อสิ ระประกอบกับ
หนว่ ยคำอิสระคำซ้อน (Synonymous compound) การนำคำ 2 คำมาซ้อนกนั โดยความหมายของคำมี
ความหมายเหมือนกัน คลา้ ยคลึงกนั หรอื มีความหมายตรงขา้ มกัน พบว่า คำซ้อนท่ีปรากฏในพจนานุกรมคำ
ใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน ปรากฏ 2 รูปแบบ คอื คำซอ้ นเพ่อื ความหมาย และคำซ้อนเพอื่ เสียง โดยคำซ้อน
เพอ่ื ความหมายปรากฏ 3 รปู แบบ คอื คำซ้อนเพื่อความหมายสองพยางค์คำซ้อนเพ่ือความหมายสามพยางค์
และคำซ้อนเพือ่ ความหมายส่ีพยางค์ คำซอ้ นเพื่อเสียงปรากฏ 3 รูปแบบ คือ คำซ้อนเพ่ือเสยี งสองพยางค์ คำ
ซ้อนเพ่ือเสยี งสี่พยางค์ และคำซอ้ นเพ่ือเสยี งหกพยางค์คำซ้ำ (Reduplication) การนำคำเดียวกันมาซำ้ กัน
โดยใช้เคร่อื งหมายไม้ยมก(ๆ) คำซ้ำทีป่ รากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พบว่า ปรากฏ
รูปแบบท่ีนอกเหนอื จากการใชไ้ ม้ยมก คือ คำซำ้ ที่เปลยี่ นเสียงวรรณยุกต์การใช้ตวั ยอ่ หรืออักษรย่อ
(Abbreviations) การนำอกั ษรยอ่ ของแตล่ ะคำมารวมกันเพือ่ ย่อคำ คำทใ่ี ช้อกั ษรย่อปรากฏในพจนานุกรมคำ
ใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ที่ปรากฏ พบว่า ไม่ไดเ้ กิดจากการย่อท่ีเปน็ หลกั เกณฑ์หรือเป็นทางการ แต่เปน็
การย่อคำเพ่ือให้คำสัน้ ยอ่ เพื่อเลย่ี งคำหยาบ เปน็ ต้น
คำยืม (Loan words) การรบั เอาคำภาษาตา่ งประเทศมาใช้ในภาษาไทย โดยคำยมื ที่ปรากฏ
ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พบวา่ รบั มาจากหลายภาษา เช่น องั กฤษ จีน ฝร่งั เศส
ญป่ี ่นุ เกาหลี โดยคำยมื ทป่ี รากฏ มี 4 รปู แบบ ได้แก่ การทับศพั ท์(Phonetic Substitution) การ
บญั ญัติศัพท์ (Technical Term) การยืมแปล (Loan translation) และการยืมปน (Loan blends)
2. หมวดหมทู่ างความหมายของคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถานการจดั หมวดหมทู่ าง
ความหมายของคำศัพท์ ได้ใช้เกณฑ์ในการแบ่งคำศัพท์ ออกเปน็ 4 เกณฑ์ ไดแ้ ก่ หมวดคำเกยี่ วกบั ธรรมชาติ
หมวดคำเกีย่ วกับมนษุ ย์และพฤติกรรมของมนษุ ย์ หมวดคำเกี่ยวกบั สติปัญญา อารมณ์ ความรู้สกึ และคณุ คา่
และหมวดคำเกี่ยวกบั ความสัมพันธ์ของบุคคลผลการศึกษาแตล่ ะหมวดทางความหมาย
3. โครงสรา้ งการนิยามความหมายคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
ผลการศึกษาพบว่าสามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ชนดิ ไดแ้ ก่
โครงสรา้ งแบบเดยี่ ว ประกอบด้วย การอธบิ ายโดยให้ความหมายหรอื อธิบายโดยให้รายละเอียด และ
การอา้ งถึงคำในพจนานกุ รมเล่มเดียวกนั
โครงสรา้ งแบบประสม แบง่ เป็น โครงสรา้ งแบบประสม 2 ส่วน พบว่า มี 4 รูปแบบ ได้แก่
รูปแบบท่ี 1 การอธิบายโดยใหค้ วามหมายหรืออธบิ ายโดยให้รายละเอียด +ยกตัวอยา่ งการใชค้ ำ
รปู แบบที่ 2 การอธิบายโดยใหค้ วามหมายหรืออธิบายโดยให้รายละเอยี ด + การให้ขอ้ มลู ของคำ
รปู แบบที่ 3 การอธิบายโดยให้ความหมายหรืออธบิ ายโดยใหร้ ายละเอยี ด + การให้รายละเอียดของ
คำเพ่ิมเตมิ
รปู แบบที่ 4 การอธบิ ายโดยให้ความหมายหรืออธิบายโดยใหร้ ายละเอียด + การอา้ งถึงคำใน
พจนานกุ รมเล่มเดยี วกนั
โครงสรา้ งแบบประสม 3 ส่วน พบวา่ มี 3 รปู แบบ ได้แก่
รปู แบบที่ 1 การอธบิ ายโดยใหค้ วามหมายหรืออธบิ ายโดยใหร้ ายละเอียด +ยกตัวอยา่ งการใช้คำ +
การใหข้ ้อมูลของคำ
รปู แบบท่ี 2 การอธบิ ายโดยใหค้ วามหมายหรืออธบิ ายโดยให้รายละเอียด +ยกตวั อย่างการใชค้ ำ +
การให้รายละเอยี ดของคำเพิ่มเตมิ
รปู แบบที่ 3 การอธิบายโดยใหค้ วามหมายหรืออธิบายโดยใหร้ ายละเอียด + การให้ข้อมลู ของคำ +
การให้รายละเอยี ดของคำเพ่ิมเติม
4. สภาพสงั คมไทยทีส่ ะท้อนจากคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถานผลจากการศึกษาพบว่า
คำศัพท์ท่ปี รากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ได้สะท้อนให้เห็นความเปลีย่ นแปลงของ
สงั คมไทยในช่วงระยะเวลาทไ่ี ดจ้ ัดทำพจนานุกรม เม่ือศกึ ษาคำศัพท์จากพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถานแลว้ พบว่า คำศัพท์ท่ไี ดบ้ ันทกึ ไว้แสดงให้เหน็ ถึงความเปลย่ี นแปลงในดา้ นต่างๆ ของสงั คม
ดังนี้
คำศัพท์ท่ีสะท้อนสภาพเศรษฐกจิ แสดงให้เหน็ ถึงปญั หาของเศรษฐกจิ ทเี่ กิดขึน้ เน่ืองจากในช่วงปี พ.ศ.
2540 ประเทศไทยไดเ้ กดิ เหตุวกิ ฤตทางเศรษฐกจิ ส่งผลให้การลงทนุ การคา้ ประสบปัญหา ประเทศประสบ
ปญั หาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเปน็ ระยะเวลาหลายปีคำศพั ท์ทสี่ ะท้อนสภาพการเมืองการปกครอง การเมืองการ
ปกครองของประเทศไทยในสมัยของ พ.ต.ท. ดร.ทกั ษิณ ชินวตั ร เปน็ ชว่ งระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการ
นำวิธีและรูปแบบในการกระจายอำนาจทางการเมืองการปกครองมาใช้ ส่งผลใหเ้ กดิ นโยบายและวธิ คี ิดทาง
การเมืองการปกครองในรปู แบบที่แตกต่างจากเดิมคำศัพท์ท่ีสะท้อนเพศสภาพ สงั คมไทยเปน็ สังคมทีเ่ ปิดกว้าง
ในเรอื่ งความหลากหลายทางเพศ ดังน้ัน กล่มุ ผมู้ ีความหลายหลายทางเพศจงึ เป็นท่ยี อมรับในสงั คม และเป็น
สว่ นหนงึ่ ของสังคม
คำศัพท์ท่สี ะท้อนการติดต่อสื่อสารในสังคม เนื่องจากความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดข้นึ ในสงั คม
การส่ือสารจึงเป็นปัจจยั หน่ึงของคนในสงั คม รูปแบบ อุปกรณ์ในการสอ่ื สารมีความกา้ วหนา้ และเปลี่ยนแปลง
ตลอดจนวิธีการสอ่ื สารเปลี่ยนแปลงไปดว้ ยตามความทนั สมัยของเทคโนโลยีคำศัพท์ท่ีสะท้อนศาสนาและความ
เช่อื ศาสนาถือเปน็ สว่ นหน่งึ ของสงั คมไทย ท่ีมบี ทบาทหลักในเรือ่ งของการกล่อมเกลาและยดึ เหนีย่ วจติ ใจ แต่
เมอ่ื สภาพสังคมมีการเปลยี่ นแปลงจึงทำให้บทบาทของศาสนาเปล่ยี นแปลงตามไปด้วย ศาสนาได้รบั เอาระบบ
เศรษฐกิจมาเปน็ ส่วนหน่ึงของกจิ กรรมทางศาสนาคำศัพท์ท่ีสะท้อนกจิ กรรมการเรยี นรู้ รูปแบบการเรียนรู้ การ
แสวงหาความรูข้ องคนในสงั คมไดเ้ ปลีย่ นแปลงไป ทกุ คนสามารถเข้าถงึ แหลง่ ความรูไ้ ดโ้ ดยใช้เทคโนโลยีเปน็ ตวั
ชว่ ยในการเรยี นรูด้ ังนนั้ จึงกล่าวไดว้ ่าคำศัพท์ท่ีเกดิ ขน้ึ ใหม่ในสงั คมที่บันทึกไวใ้ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถานไดส้ ะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความเปลยี่ นแปลงของสงั คมในชว่ งระยะเวลาหนงึ่ คำศัพทท์ ่ีเกดิ ข้นึ จึง
เปน็ ภาพสะท้อนให้เหน็ ถึงสภาพสงั คม วิธีคดิ รวมถึงการกระทำของคนในสังคม
อภิปรายผล จากการคน้ คว้าข้อมูล
จากการคน้ คว้าข้อมูลของผูจ้ ัดทำ การศึกษาพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พบวา่ ข้อ
สนั นษิ ฐานที่ผ้ศู กึ ษาไดต้ ั้งไว้ในเบือ้ งต้นทั้ง 4 ข้อมีความสอดคล้องกับผลการศึกษา ประกอบด้วย รูปแบบการ
สรา้ งคำในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พบว่า รปู แบบการสร้างคำทปี่ รากฏมากทีส่ ดุ คือ
คำประสม ผลการศึกษาสอดคล้องกับการศึกษาของ รัชนี ศิรไิ สยาสน์1 พบวา่ คำสแลงท่ีพบในพจนานุกรม
ฉบบั มติชน ปรากฏวธิ ีการสร้างคำดว้ ยประสมคำมากท่สี ุด คือ ร้อยละ 29.74 รปู แบบการสร้างคำประเภท
ประสมทเี่ กดิ ขนึ้ ปริมาณมากน้ี อาจเนือ่ งมาจากคำท่รี วบรวมในพจนานกุ รมคำใหมฉ่ บับราชบัณฑิตยสถานนนั้
เปน็ คำที่ใช้จริงในสงั คม เป็นคำท่ีมลี กั ษณะท่เี ปน็ ภาษาพดู และมจี ดุ มุ่งหมายอีกประการคอื การสร้างคำเพ่ือ
รองรบั สงิ่ ใหมๆ่ ทเี่ กิดข้นึ ในสงั คม ดงั นนั้ การประสมคำจงึ เปน็ วธิ ที ่ีนำมาใช้ได้ง่ายและรวดเรว็ ท่สี ุด
นอกเหนือจากคำประสมแล้ว คำท่มี ีปริมาณมากรองลงมาในการสรา้ งคำ คือ คำยืม สบื เน่ืองมาจากอิทธพิ ลของ
เทคโนโลยี การรับเอาวิทยาการ ความรู้ตา่ งๆ จากตา่ งประเทศมาใชท้ ำใหเ้ กิดคำยมื ผลการศึกษาการด้านการ
สร้างคำ พบว่า มคี ำประเภทหน่งึ ทบ่ี ันทกึ ไว้ในพจนานกุ รมคำใหม่ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน คือ คำผวน เชน่ คำ
วา่ ยุน่ ป่ี ซึ่งผวนมากจาก ญีป่ ุ่น และการแปลคำจาก ภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษเพื่อสือ่ ความหมาย เชน่ คำวา่
“โอเพน่ ” แปลวา่ แอบหลบไป ซง่ึ เปน็ การแปลมาจากคำว่า “เปิด” และนำมาใช้ในรูปแบบของคำทับศัพท์ แต่
ในการศึกษาคร้งั นไี้ ม่ไดจ้ ัดคำดังกล่าวไวใ้ นรูปแบบของการสร้างคำ เนื่องจากมีปริมาณน้อยและเปน็ การสรา้ ง
คำในรปู แบบใหมข่ ้ึนใช้ในสงั คม ซงึ่ เปน็ ปรากฏการณท์ ่ีควรเฝา้ สงั เกตถงึ ความเปลี่ยนแปลงทเี่ กดิ ข้นึ ผล
การศกึ ษาด้านหมวดหมทู่ างความหมายของคำศพั ทท์ ี่ปรากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ได้
แสดงใหเ้ หน็ ว่าคำศัพท์ปรากฏอยู่ในหมวดคำทเ่ี กีย่ วกบั มนษุ ยแ์ ละพฤติกรรมของมนษุ ย์ และหมวดคำเกีย่ วกบั
สติปญั ญา อารมณ์ ความรูส้ ึก และคุณคา่ ในลำดบั ท่ี 1 และ 2 ของผลศึกษา ซึ่งปรมิ าณคำศัพทม์ ีความ
แตกตา่ งกบั หมวดคำเก่ียวกับธรรมชาติ และหมวดคำเกี่ยวกับ ความสัมพนั ธ์ของบุคคล เน่อื งจากการจดั เก็บคำ
ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถานนี้
มุ่งเน้นท่จี ะจัดเก็บคำท่ีเปน็ ภาษาพดู คำที่ปรากฏในส่อื มวลชน และในส่ือสารสนเทศต่างๆ ดงั นัน้ คำเหลา่ นจี้ ึง
อยใู่ นหมวดของคำกรยิ า คอื คำทเ่ี ก่ยี วกบั การแสดงอาการในปรมิ าณมากผลการศกึ ษาดา้ นรูปแบบและ
โครงสร้างของการนยิ ามคำศัพทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พจนานุกรมเปน็ กลมุ่ หนว่ ยงานเดียวกนั คือ ราชบัณฑิตยสถาน แมว้ ่ารูปแบบและวธิ กี ารนยิ ามจะมี
ความคล้ายคลึงกัน แต่รูปแบบการนิยามท่ีไม่ปรากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน คือการ
นิยามโดยใช้ภาพประกอบ
ผลการศึกษาดา้ นคำศพั ทท์ ่ีแสดงถงึ สภาพสังคมไทยทปี่ รากฏในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน สามารถสะท้อนภาพของสังคมในขณะจัดทำพจนานุกรมได้อย่างชดั เจน นอกจากการให้
ความหมายและการใหร้ ายละเอียดเก่ียวกับคำแล้ว การยกตวั อย่างประกอบที่ส่วนใหญ่นำมาจากการใช้จรงิ ใน
สังคม หรอื ตวั อย่างท่ปี รากฏจรงิ ในสอื่ ต่างๆ ส่งิ น้เี ป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมไดเ้ ชน่ กัน
จากการค้นคว้า ข้อมลู ผ้จู ัดทำไดม้ ีขอ้ เสนอแนะดังนี้
1. ศกึ ษาวิเคราะห์คำศัพท์จากพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่ปรากฏในบรบิ ทการใช้
ตา่ งๆ ในสงั คมปจั จุบัน เช่น ส่อื หนังสอื พิมพ์ ตำรา เอกสารทางวชิ าการ ในประเด็นการเขียนสะกดคำ
ความหมายและบริบทการใช้คำ
2. ศึกษาทัศนคติของคนในสงั คมที่มีต่อคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานของคน
สามระดับอายุ
3. ศกึ ษาเปรยี บเทยี บคำศพั ท์เดียวกันในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 กบั
คำศัพท์เดียวกนั ทีป่ รากฏในพจนานุกรมเล่มอืน่ ๆ เช่น พจนานกุ รมคำคะนอง พจนานุกรมฉบบั มติชน ในเร่ือง
ของการสะกดคำ การนิยามความหมาย และการยกตัวอยา่ งการใชค้ ำ เพื่อเปรยี บเทยี บความเหมอื นและความ
แตกตา่ ง ตลอดจนการเปลยี่ นแปลงทเ่ี กิดขึน้ เมื่อคำศพั ทม์ ีการจดั เกบ็ โดยผจู้ ัดทำตา่ งหน่วยงาน
ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ บั จากการค้นคว้าข้อมูล
1.ไดศ้ กึ ษาค้นคว้าข้อมลู เก่ียวกับ การศึกษาเรื่องคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
2. ทำให้ทราบจำนวนคำศัพท์และวิธีการจดั เกบ็ คำศัพท์ในพจนานกุ รมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
3. ทำให้ทราบรูปแบบการสร้างคำ หมวดหมู่ทางความหมาย การนยิ ามความหมายของคำศพั ท์ใน
พจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน
4. ทำใหเ้ หน็ สภาพของสงั คมไทยโดยศกึ ษาจากคำศัพท์ในพจนานุกรมคำใหม่ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
5. เปน็ แนวทางในการศึกษารูปแบบและคำศัพทข์ องพจนานุกรมเลม่ อนื่ ๆ ต่อไป
6. โครงงานฉบบั นส้ี ามารถนำไปเผยแพร่และเปน็ ประโยชน์ใหก้ บั ผ้ทู ศ่ี ึกษาได้
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
คาศัพท์ในพจนานุกรมคาใหม่
คำศัพทใ์ นพจนานุกรมคำใหม่
คำศัพท์ การสรา้ งคำ ความหมาย
นกั แซง้ คนที่ฉกชิงวง่ิ ราวหรอื ลว้ งกระเปา๋ ผ้อู ่ืนเพ่ือขโมยของชาวเขา
ตรวจเชก็ (เช็ก มาจากคำภาษาองั กฤษ การตรวจอวบอิ่ม
check)
มว้ ยมรณงั ตาย ส้ินสุด วอดวาย
แข็งกระดา้ ง การด้าง ไม่อ่อน ไมน่ ิ่ม
เครอ่ื งดองของเมา ส่งิ ทดี่ ืม่ กนิ แล้วทำให้เมา
เนย๊ี บนิ้ง ประณตี เรียบร้อย สมบรู ณ์ ไมม่ ีทีต่ ิ
น่งุ ลมห่มฟ้า ไมส่ วมเส้อื ผ้า เปลือยกาย
เฒ่าชเรแก่ชรา แก่เฒา่
สทร.(สอ-ทอ-รอ) เสือกทุกเรือ่ ง
คัสโนวา (Casanova) ผู้ชายซง่ึ รู้กนั โดยท่ัวไปวา่ เปน็ คนเจ้าชมู้ าก
ด่มื นำ้ ผึ้งพระจันทร์ แปลมาจาก เทย่ี วพักผ่อนกันตามลำพงั หลังแตง่ งาน (ใชก้ บั คแู่ ตง่ งาน)
ภาษาอังกฤษ honey moom
คลองด่วน ทางระบายน้ำสายตรงท่รี ะบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว
หมากระเป๋า สุนขั พนั ธเ์ ล็กมากท่ใี ส่ในกระเป๋าเส้ือได้
นำ้ ยาฟอกขาว น้ำยาเคมีสำหรับกัดสวี ัตถุ เช่น ผ้า ไม้ หวาย เป็นตน้
สาคู แป้งเมด็ กลมๆ เดมิ ทำมาจากต้นสาคู
หมี่กะทิ อาหารอยา่ งหนึ่ง ทำดว้ ยเส้นหมี่ลวกน้ำร้อน ผดั กับกะทใิ ส่ซอส
หมีก่ รอบ ของกินอย่างหนึ่ง ใช้เสน้ หมท่ี อดนำ้ มนั ให้กรอบ
บาป กิจกรรมทีผ่ ิดศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย
ฟันธง พูดใหช้ ัดเจน ตดั สินด้วยความเชอ่ื มัน่
ไม่พุทโธ ไมส่ งสาร ไม่เหน็ ใจ
มึน เมาอ่อนๆ รสู้ ึกวงิ เวยี น
ชี้น้วิ ไดแ้ ต่สัง่ การใหผ้ ูอ้ ่ืนทำ
ลมปาก ถอ้ ยคำทก่ี ลา่ ว
กระบุงโกย มากมาย
วดั วา พอเท่าๆกนั พอเสมอกัน
ใบบุญ รว่ มบญุ
กิมจิ ผักดองแบบเกาหลี
จติ อาสาน จิตใจทเี่ อื้อเฟ้ือ และชอบช่วยเหลือผ้อู น่ื โดยไมห่ วังสง่ิ ตอบแทน
เคราะห์ซ้ำกรรมชดั ได้รับกรรมซ้ำแล้วซ้ำอีก
หญิงเหลก็ ผู้หญิงท่มี ีความเข้มแขง็ อดทนสามารถตอ่ สูเ้ อาชนะอุปสรรคต่าง ๆได้
ซที รู (ซ-ี ทร)ู เสอ้ื ผ้าทบ่ี างมากจนมองทะลเุ ห็นขา้ งในได้