The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonchaikeng, 2023-06-11 07:13:25

01177611 ปรัชญาและแนวคิดการศึกษานอกระบบ

สำหรับประกอบการเรียนการสอน

48 บทที่ 5 การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (Self-directed Learning) 5.1 ความเป็นมาของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ปรัชญาทางด้านมนุษยนิยม (Humanistic Philosophy) ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความต้องการ ของมนุษย์ รวมถึงความต้องการในการพัฒนาตนเอง ซึ่งการเรียนรู้เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนสามารถ พัฒนาตนเองได้ และการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการเรียนรู้นั้นตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน และ ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้ถือได้ว่าเป็นกระบวนการภายในของผู้เรียนแต่ละคน ที่จะ สามารถควบคุมตนเองให้เรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์ ทักษะต่าง ๆ และความคิดของตนเองมาสร้างให้เกิด ความรู้ใหม่ได้ การเรียนรู้ตามปรัชญาทางด้านมนุษยนิยม มีความสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructivism) ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้คนสร้างความรู้ ผ่านประสบการณ์ของตนเอง (Janassen, 1992) กระบวนการเรียนรู้ของคน สามารถเกิดขึ้นได้จากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยผ่านการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม หรือการใช้สถานการณ์จริง ที่จะช่วยกระตุ้นผู้เรียนได้เรียนรู้ กิจกรรมการ เรียนรู้อาจเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญ กรณีศึกษา หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง แล้วเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ และสังเคราะห์ความรู้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ประเด็นสำคัญคือในกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เหล่านี้ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนรู้ผู้สอนจะทำหน้าที่ในการ อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน และเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้เมื่อผู้เรียนร้องขอ โดยอาจให้ข้อเสนอแนะหรือแหล่งการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้สอน คือการจูงใจให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ ปรัชญาด้านมนุษยนิยมและทฤษฎีการสร้างความรู้ เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาแนวคิดการ เรียนรู้ด้วยการนำตนเอง การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองเป็นการทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้จากประสบการณ์ ทักษะ และค่านิยมต่าง ๆ ของตนเอง ทั้งนี้การจะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองได้ จะต้องให้ผู้เรียนมีอิสระที่ จะเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองต้องการ มีอิสระในการค้นหาวิธีการเรียน และรับผิดชอบผลการเรียนรู้ของตนเอง ด้วย 5.2 ความหมายของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง


49 มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ดังนี้ ชัยฤทธิ์ โพธิสุวรรณ (2541) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง ผู้เรียนริเริ่มด้วยความต้องการ ของตนเอง มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือได้รับความช่วยเหลือก จากบุคคลอื่น รวมทั้งการประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของตนเองได้ในที่สุด สุวัฒน์ วัฒนวงศ์ (2551) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง มีลักษณะที่ผู้เรียนแต่ละคนมีความ รับผิดชอบในการวางแผนการเรียน ดำเนินการเรียน รวมทั้งการประเมินผลสิ่งที่ได้เรียนรู้แล้ว อาชัญญา รัตนอุบล (2552) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียน รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนโดยการกำหนดความต้องการและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ รวมทั้งการออกแบบ ประสบการณ์และทรัพยากรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของตน ตลอดจนการประเมินผลด้วยตนเอง โดยผู้สอนมี บทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือเพื่อนร่วมทางการเรียนรู้ (Facilitators) กับผู้เรียนมากกว่าที่จะเป็น ครูผู้สอนความรู้โดยตรง โดยมีบรรยากาศของการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง Tough (1971) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่บุคคลตั้งใจให้เกิดขึ้น การ เรียนรู้แบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลนั้นมีความผูกพันมุ่งมั่นกับการเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างต่อเนื่องพร้อมกับมี การวางแผนการเรียนของตนเอง Skager (1978) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง เป็นการพัฒนาการเรียนรู้และ ประสบการณ์ การเรียน และความสะดวกในการวางแผนการปฏิบัติ และการประเมินผลของกิจกรรมการเรียนทั้งในลักษณะ ที่เป็นเฉพาะบุคคลและในฐานะเป็นสมาชิกของกลุ่มการเรียนที่ร่วมมือกัน Knowles (1975) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง เป็นลักษณะของการเรียนรู้ในแต่ละ สถานการณ์ โดยผู้เรียนจะเป็นผู้วินิจฉัยความต้องการในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ระบุวัตถุประสงค์และกำหนด แผนการเรียนรู้ รวมทั้งประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งหมด ซึ่งอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อำนวยความ สะดวกหรือผู้ประสานงานหรือเพื่อนร่วมทางการเรียนรู้ (Facilitator) สรุปได้ว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง หมายถึง กระบวนการที่ใช้ในการค้นคว้าและเสาะแสวงหา ความรู้ของบุคคล ทั้งนี้ โดยบุคคลนั้นจะมีความคิดริเริ่มด้วยตนเอง มีความตั้งใจ มีจุดมุ่งหมายในการแสวงหา ความรู้ด้วยตนเองเป็นสำคัญ โดยต้องมีการวางแผนการเรียนอย่างชัดเจน มีการเลือกแหล่งข้อมูลอย่างถูกต้อง และเหมาะสม เลือกวิธีการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมและสัมพันธ์กับนิสัย ในการเรียนรู้ของตนเอง และมีการ


50 วัดและประเมินผลตนเองอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเรียน โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้ อำนวยความสะดวก หรือเพื่อนร่วมทางการเรียนรู้ (Facilitators) 5.3 ความสำคัญและประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง การเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองมีความสำคัญอย่างมากในแวดวงการศึกษา เพราะการเรียนรู้ด้วยการ นำตนเองจะช่วยพัฒนาคนในสังคมให้มีความสามารถในการเรียนรู้ทั้งในระบบการศึกษาและในชีวิตประจำวัน รวมถึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของคนวัยทำงาน การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองยังสามารถทำให้คน เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การที่คนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ทำให้ช่วยในการพัฒนาองค์กร และประเทศใน ส่วนรวมได้ด้วย ดังนั้นในบางประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้วย การนำตนเองเป็นอย่างยิ่ง โดยกำหนดให้เป็นนโยบายทางด้านการศึกษา เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางในการจัดการ เรียนการสอน และพัฒนาผู้เรียน Knowles (1975) ได้ระบุถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตนเองที่มีต่อตัวผู้เรียน ซึ่งสามารถจำแนก ได้เป็น 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1. ผู้ที่เริ่มเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง จะเรียนรู้ได้มากกว่าและดีกว่าผู้ที่รอรับจากผู้อื่น ผู้เรียน ที่เรียนรู้โดยชี้นำตนเองจะเรียนอย่างตั้งใจ อย่างมีจุดมุ่งหมายและอย่างมีแรงจูงใจสูง นอกจากนั้นยังใช้ ประโยชน์จากการเรียนรู้ได้ดีกว่าและยาวนานกว่าผู้ที่รอรับความรู้ 2. การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองมีความสอดคล้องกับกระบวนการทางธรรมชาติของจิตวิทยา พัฒนาการ เมื่อแรกเกิดบุคคลต้องพึ่งผู้อื่น จำเป็นต้องมีบิดามารดา ปกป้องและตัดสินใจแทน แต่เมื่อบุคคล เติบโตขึ้นมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จะค่อย ๆ พัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น ไม่ต้องตกอยู่ ภายใต้การควบคุมหรือกำกับของผู้อื่น จะมีความเป็นตัวของตัวเองเพิ่มขึ้น สามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง และชี้นำตนเองได้ 3. มีนวัตกรรมทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น อาทิ มีหลักสูตรใหม่ ห้องเรียนแบบเปิด ศูนย์วิทย บริการการศึกษาอย่างอิสระ โปรแกรมการเรียนสำหรับบุคคลภายนอก การศึกษาระบบมหาวิทยาลัยเปิด เป็น ต้น รูปแบบของนวัตกรรมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความรับผิดชอบของผู้เรียนที่จะต้องเริ่มจากการริเริ่มการเรียนรู้ ด้วยตนเอง 4. ความเปลี่ยนแปลงของโลกหลาย ๆ ด้านอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ในการศึกษา ได้แก่


51 4.1 ความรู้ต่าง ๆ ที่มนุษย์เรียนรู้ และสะสมไว้ค่อย ๆ ล้าสมัยและหมดไปภายใน เวลา 10 ปี หรืออย่างน้อย ดังนั้นจึงต้องพัฒนาทักษะดังกล่าว เมื่อบุคคลจบการศึกษาไปแล้วก็ยังสามารถ แสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้ เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ใหม่เท่าทันโลก 4.2 ความหมายของการเรียนรู้ หมายถึง การที่ผู้เรียนเริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จาก สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้เรียน เช่น เรียนรู้จากบิดา มารดา เพื่อน ครู สถาบันต่าง ๆ หรือจากสื่อมวลชน เป็นต้น นั่นก็คือการเรียนรู้จะเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต และบุคคลสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต 4.3 การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง จะไม่จำกัดอายุผู้เรียน ผู้เรียนมีโอกาสที่จะ ตัดสินใจเลือกเรียนตามความสนใจ และความต้องการที่จะเรียนรู้ ผู้เรียนที่อยู่ในวัยเยาว์ควรเน้นทักษะการ เรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อจะได้ใช้ทักษะนี้ในการแสวงหาความรู้ให้ทันต่อเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก Candy (1991) อธิบายว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดย ผู้เรียนที่เรียนรู้ด้วยตนเอง จะสามารถเรียนรู้ได้ในบริบทที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน ทำให้เกิดกระบวนการในการชี้นำตนเองเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งนี้ กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้คนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้นั้นควรคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆประกอบด้วย ความเป็นอิสระของผู้เรียน (Personal autonomy) โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือกวิธีการที่เหมาะสม หรือดำเนินการเรียนรู้ตามที่ตนเองต้องการ การจัดการตนเอง (Self-management) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความสามารถและความเต็มใจของผู้เรียน การควบคุมตนเอง (Self-control) ให้สามารถเรียนรู้ตามระบบ การศึกษาซึ่งผู้เรียนจะเรียนรู้ด้วยตนเอง Brockett & Hiemstra (1991) กล่าวถึงการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองว่า มนุษย์ทุกคนมี ความสามารถและศักยภาพในการชี้นำตนเองได้เป็นอย่างดี การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองตั้งบนฐานความเชื่อ ในศักยภาพที่ไม่มีวันสิ้นสุดของมนุษย์ การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเพราะเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ ผู้เรียนมีอิสระทางความคิดด้วยการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับตนเอง การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยในการเรียนรู้ เพราะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดได้กับมนุษย์ทุกคน ในทุกโอกาสและทุกสถานที่โดยไม่จำกัดเวลา การเรียนรู้ ด้วยการชี้นำตนเองเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้ ควบคุมและรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง ทำให้ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ อาทิ ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต ความคงทนต่อความรู้ที่ได้รับและความมั่นใจต่อกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง สรุปได้ว่าการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองทำให้บุคคลได้พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมีความหมาย นำไปสู่การปรับปรุงหรือต่อยอดสิ่งที่แต่ละบุคคลปรารถนาให้เกิดขึ้น โดย


52 ผู้เรียนแต่ละบุคคลนั้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างอิสระตามความต้องการ เป็นผู้วางแผน จัดการ ควบคุมการ เรียนรู้ของตนเอง ตลอดจนประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองได้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งการเรียนรู้ลักษณะ ดังกล่าวส่งเสริมให้บุคคลพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต 5.4 รูปแบบการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง นักวิชาการและนักการศึกษาได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองที่สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ สุรกุล เจนอบรม (2532) นักวิชาการกลุ่มผู้บุกเบิกด้านการศึกษานอกระบบในประเทศไทย ได้เสนอ รูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้ 1. การทำสมุดบันทึกส่วนตัว เพื่อใช้บันทึกข้อมูล ความคิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราได้เรียนรู้หรือ เกิดขึ้นในสมองของเรา สมุดนี้ จะช่วยเก็บสะสมความคิดทีละน้อยเข้าไว้ด้วยกันเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา เพิ่มเติมให้กว้างไกลออกไป 2. การกำหนดโครงการเรียนรู้รายบุคคล ที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะเรียนรู้อย่างไร โดย พิจารณาว่าความรู้ที่เราจะแสวงหานั้นช่วยให้เราถึงจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ทำให้เกิดความพึงพอใจ ความ สนุกสนานที่จะเรียนหรือไม่ ประหยัดเงินและเวลามากน้อยเพียงใด 3. การทำสัญญาการเรียน เป็นข้อตกลงระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน โดยอยู่บนพื้นฐานความ ต้องการของผู้เรียนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและหลักการของสถาบันการศึกษา โดยกำหนดกิจกรรมการเรียน ที่เหมาะสม 4. การสร้างห้องสมุดของตนเอง หมายถึงการรวบรวมรายชื่อ ข้อมูล แหล่งความรู้ต่าง ๆ ที่ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ตรงกับความสนใจเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป 5. การหาแหล่งความรู้ในชุมชน เช่นผู้รู้ ผู้ชำนาญในอาชีพต่าง ๆ ห้องสมุด สมาคม สถานที่ ราชการ ฯลฯ ซึ่งแหล่งความรู้เหล่านี้จะเป็นแหล่งสำคัญในการค้นคว้า 6. การหาเพื่อนร่วมเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กัน 7. การเรียนรู้จากการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้และประสบการณ์ที่เป็น ประโยชน์


53 Griffin (1983) ได้จำแนกรูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยสรุปรวบยอดความคิดของ นักวิชาการผู้ที่ได้ศึกษาเรื่องการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ออกเป็น 5 กลุ่มความคิด ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่เชื่อแนวคิดของโนลส์ (The Knowles Group Learning Stream) แห่ง มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอรูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเองที่เรียกว่า “สัญญาการ เรียน” (Learning Contract) ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำให้ผู้เรียน เรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการ มอบหมายภาระงานให้แก่ผู้เรียนว่า จะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ได้รับความรู้ตามเป้าประสงค์ และผู้เรียน จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่เชื่อแนวคิดของ ทัฟ (The Tough Adult Learning Stream) แหล่ง มหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา ได้กำหนดรูปแบบที่สำคัญ คือ “โครงการเรียน” (Learning Project) ที่เป็นตัวชี้ว่าบุคคลนั้น มีส่วนในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดลักษณะ และปริมาณการเรียนรู้ด้วยตนเองของประชาชนวัยผู้ใหญ่โดยทั่วไป กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่เชื่อแนวคิดของสกินเนอร์ (Skinner) ในเรื่องบทเรียนสำเร็จรูป (Individualized Program Instruction) แต่กริฟฟิตได้วิจารณ์ว่าวิธีนี้เป็นการเรียนด้วยตนเอง (SelfDirected Approach) ตามข้อเสนอแนะของสื่อการเรียนนั้น ซึ่งมิใช่การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) หากแต่เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการกำกับของครู (Teacher-Directed Learning) มากกว่า กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มแนวคิดที่จัดการศึกษาต่างไปจากรูปแบบของสถานศึกษาตามปกติทั่วไป (Non-Traditional Institutional Approach) สิ่งที่ให้ คือ ประกาศนียบัตรสำหรับบุคคลภายนอก หน่วยกิต สำหรับประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ หรืออีกนัยหนึ่ง กล่าวคือ กลุ่มที่มาเรียนในรูปแบบนี้ จะมีความคาดหวังใน ความรู้ สมัครมาเรียนตามความสนใจ ตัวอย่างของกิจกรรมตามแนวคิดนี้ ได้แก่ การจัดการศึกษาในรูปของ ตลาดวิชา มหาวิทยาลัยเปิด และการศึกษาทางไกล กลุ่มที่ 5 ได้แก่ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันทั่วไป สรุปได้ว่ารูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเองนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเรียนรู้ และลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สัญญาการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบกลุ่ม การเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป การเรียนรู้แบบหลักสูตรระยะสั้น ฯลฯ ซึ่งการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ในการจัดการ เรียนรู้อาจมีผู้สอนที่ทำหน้าที่ในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ มีสภาพการเรียนรู้แบบเปิด ซึ่งจัด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สภาพการเรียนรายบุคคล ตลอดจนการสังเกต ตลอดจนการติดตาม ผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง


54 5.5 องค์ประกอบการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง Knowles (1975) ได้ระบุถึงองค์ประกอบ 4 ประการของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง คือ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) ลักษณะของผู้เรียน และ 4) กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้โดยรายละเอียดของ องค์ประกอบที่มีผลต่อการเรียนรู้แบบนำตนเอง อธิบายได้ดังนี้ 1. ผู้สอน เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการจัดการ เพื่อการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียน โดยคำนึงถึง 1.1 การเตรียมการเพื่อการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องมีความแตกต่างระหว่างบุคคลและ ตอบสนองความต้องการระหว่างบุคคลของผู้เรียนโดยจัดการเรียนการสอนที่สามารถยืดหยุ่นได้ตาม ความสามารถของผู้เรียน ใช้อุปกรณ์และวิธีการสอนหลายวิธี การให้งานหรือสอนจะต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ใน ด้านเวลา ขนาดของชั้นเรียน ความสามารถที่แตกต่างกัน ภูมิหลังของผู้เรียน และอุปกรณ์การสอนพยาม จัดการสอนให้ดีที่สุด ด้วยข้อจำกัดขององค์ประกอบเหล่านั้น ใช้การวางแผนร่วมกับผู้เรียน ใช้กระบวนการ กลุ่ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องพยามรู้จัดผู้เรียนเป็นรายบุคคล และต้องพยายามให้ผู้เรียนได้รู้จักกัน ด้วย การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้เรียน ความเอาใจใส่ในผู้เรียนจะทำให้บรรยากาศในการเรียน มีการ ปรึกษาหารือกันได้ง่ายขึ้น อาจารย์กับบุคลากรในสถานที่ฝึกปฏิบัติจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันสนใจ และ ช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจในการสอนทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม 1.2 การสนับสนุนการเรียนรู้การจัดการเรียนการสอน โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางใน การ เรียนรู้ (Student-Centered Learning) เพื่อให้ผู้เรียน เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนำตนเอง (SelfDirected Learning) ตลอดไปนั้น ผู้สอนจะต้องปรับปรุงพฤติกรรมการสอนของตน จากการเป็นผู้ป้อน ความรู้เพียงฝ่ายเดียวมาสู่การเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) ของผู้เรียนมีการกระตุ้นให้กำลังใจ ให้ ความช่วยเหลือเป็นผู้ร่วมคิด และเป็นเพื่อนกับผู้เรียน ผู้สอนควรเป็น ผู้อำนวยความสะดวก มากกว่าการเป็น ผู้ควบคุมการสอนนั้นควรอยู่ในบรรยากาศของ ความเชื่อไว้วางใจ และเอื้ออาทร ทำให้ผู้เรียน ได้รับการ สนับสนุนในการเรียนรู้ประสบการณ์ทางคลินิก ผู้สอนเป็นผู้ที่มีความรู้ ทางวิชาการที่เข้มแข็ง สามารถ ถ่ายทอดความรู้ได้เป็นอย่างดี โดยใช้คำถามกระตุ้นความคิดค้นคว้า ผู้สอนควรเตรียมคำถามเพื่อ จูงใจให้ ผู้เรียนอยากตอบ อยากเรียน ผู้สอนจะต้องมีความสามารถให้คำแนะนำหรือชี้แนะในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อผู้เรียน ปฏิบัติไม่ถูกต้อง รวมถึงการเฉลยคำตอบ เมื่อมีการซักถาม หรือทดสอบมีการชมเชยให้กำลังใจ เมื่อผู้เรียน แสดงความคิดเห็น จะทำให้ผู้เรียน แสดงความคิดเห็นมากขึ้น การแนะนำแหล่งข้อมูลและการใช้แหล่งข้อมูล เพื่อการค้นคว้าก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เพราะห้องสมุด เป็นปัจจัยที่สำคัญ ในการเรียนรู้ แบบนำตนเอง การ เรียนรู้ที่สมบูรณ์ผู้สอนมีการแนะนำผู้เรียนในการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ จะช่วยให้ ประสิทธิภาพ การสอนของ


55 ผู้สอนดีขึ้น ผู้สอนจึงเป็นผู้มีความสำคัญทีจะชี้แนะแหล่งทรัพยากรข้อมูลทางการศึกษา ทั้งที่อยู่ภายใน สถาบัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ เพราะการใช้เวลาในการค้นหาเอกสาร ตำราที่มากเกินไป อาจจะ มีผลกระทบต่อ ความสนใจ และความตั้งใจในการเรียน ทั้งนี้เนื่องจากผู้เรียนต้องใช้เวลา สำหรับการเรียนรู้ กิจกรรมอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ลักษณะ บุคลิกภาพ ทัศนคติของผู้สอนที่มีต่อผู้เรียน และวิชาที่สอน บรรยากาศในชั้นเรียน และทักษะในการสอนยังมีส่วนช่วยให้ประสิทธิภาพการสอนของผู้สอนดีขึ้น ผู้สอนควร สอนให้ผู้เรียนตระหนักสนใจ ฝึกฝนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จัดโอกาส และสภาพแวดล้อมให้ผู้เรียนได้ พัฒนาไปตามแนวทางของตน อำนวยความสะดวก ให้นักศึกษาไปสู่การเรียนรู้ได้ตรงตามเป้าหมาย ที่วางไว้ เสริมสร้างบุคลิกภาพ ให้เป็นของตัวเองมีทัศนะกว้างขวางเกิดความริเริ่มต่าง ๆ ขึ้น ตรวจสอบ และติดตาม ความก้าวหน้า ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง 1.3 การร่วมกันเรียนรู้ การให้ผู้เรียนมีการเรียนนั้นจะต้องจูงใจให้ผู้เรียนปรับความเชื่อ และ การรับรู้ของตนให้รับรู้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปจากเดิมและแสดงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิมเช่น กันการให้ ผู้สอนจะโน้มน้าวผู้เรียนให้ปรับความเชื่อ และการรับรู้นั้นผู้สอนจะต้องแสดงให้เห็นว่าผู้สอนให้ความใส่ใจกับ ความรู้สึกของนักศึกษารู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ใส่ใจ และตอบสนองความคิดเห็นของนักศึกษาเพราะการเรียนการ สอนเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นร่วมกัน มีการรับผิดชอบร่วมกัน ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ผู้สอนนั้นเป็นทั้ง ผู้เรียน และผู้สอนในเวลาเดียวกัน ผู้สอนจะเรียนรู้ในขณะที่สอนถ้าผู้สอนจะต้องมีการเตรียมการสอน การคิด วิเคราะห์รวบรวมข้อมูล เลือกใช้วิธีการเสนอความคิดต่อผู้เรียน และเมื่อสอนเสร็จสิ้นแล้วยังต้องมีการ ประเมินผลการสอน ซึ่งผู้สอนจะประจักษ์ว่า ตนเองจะมีความรู้เพิ่มมากขึ้น ส่วนทางผู้เรียนนั้นก็จะเป็นทั้ง ผู้สอน และผู้เรียนด้วยเช่นกัน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนกับผู้สอน ผู้เรียน และผู้สอนเกิดการ ยอมรับซึ่งกันและกัน มีการกระตุ้นให้อีกฝ่ายหนึ่งใช้ศักยภาพของตน อย่างเต็มที่การจัดการเรียนการสอนนั้น ผู้สอนจะต้องตระหนักว่าผู้เรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอย่างเดียวจะต้องเป็นผู้ให้ด้วย ผู้สอนจะต้องมีบทบาท ผู้เรียนด้วย เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ถึงความต้องการของผู้เรียน เพื่อจะได้จัดการสอนให้ยิ่งขึ้นนอกจากนี้ บรรยากาศของการเรียนการสอน จะต้องเป็นแบบเปิดเผยมีความซื่อสัตย์จูงใจ ไว้วางใจ มีการยอมรับ ความสามารถของตนเอง 1.4 การส่งเสริมพัฒนาการในฐานบุคคล ผู้สอนจะต้องสร้างบรรยากาศของการเรียนการ สอน ให้เป็นแบบเปิดเผยแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ การเผชิญปัญหา รวมทั้งวิธีการแก้ไขของตนต่อผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นแนวทาง และสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้มีความซื่อสัตย์จริงใจไว้วางใจ มีการยอมรับความ คิดเห็นซึ่งกันและกัน มีความเชื่อมั่นยอมรับ ความเป็นบุคคลของผู้เรียน และประจักษ์ในความสามารถของ ตนเอง การมอบหมายงานของผู้สอน ควรจะคำถึงความสามารถของผู้เรียนแต่ละบุคคล ผู้สอนควรมีการ


56 ทักทาย ไต่ถามความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้เรียน ในการเข้าถึงผู้เรียนนั้น ผู้เรียนต้องการผู้สอนที่มีความรู้ดี มี ประสบการณ์ มีวิธีการสอนดีเป็นกันเอง และเข้าใจผู้เรียน ดังนั้นบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีควรจะเกิดขึ้น เนื่องจากความสอดคล้องกันนั่นเองคือ ผู้สอนควรสอนด้วยความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจผู้เรียน ให้ข้อติชม อย่างยุติธรรมตรงไปตรงมา เต็มไปด้วยความหวังดีขณะเดียวกันก็ควรชี้แนะผู้เรียนให้เห็นถึงความเหมาะสม ความถูกต้องวินัยในการเรียนพร้อมกันไปด้วย ผู้สอนต้องยอมรับว่า ผู้เรียนเป็นบุคคลที่มีค่า และความเป็น บุคคลทั้งความรู้สึก และความคิด ให้อิสระผู้เรียนในการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากความกลัว วิธีการ สอนที่เลือกใช้ ก็จะเกี่ยวข้องกับวิธีที่คำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถของตน อย่างเต็มที่ กระตุ้นให้มีการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผู้สอนก็ต้องปฏิบัติในแนว เดียวกัน 2. ผู้เรียน เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในระบบการเรียนการสอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน การเรียนรู้แบบนำตนเอง ซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ผู้เรียนจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของผู้เรียนด้วยเช่นกัน 3. ลักษณะผู้เรียน ด้วยการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง นักวิชาการการศึกษาหลายท่านได้อธิบาย คุณลักษณะของผู้เรียนแบบนำตนเองไว้ดังนี้ Knowles (1975) ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้มีการเรียนรู้แบบนำตนเองไว้ 9 ประการ คือ 1. มีความเข้าใจถึงความแตกต่างของบุคคลในด้านความคิด และทักษะที่จำเป็นในการ เรียนรู้ได้แก่ความแตกต่างระหว่างการเรียนโดยมีครูเป็นผู้ชี้นำ และการเรียนรู้แบบนำตนเอง 2. มีแนวคิดว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ขึ้นกับผู้ใด และเป็นผู้ที่ สามารถควบคุม และนำตนเองได้ 3. มีความสามารถในการสร้างสัมพันธ์อันดีกับเพื่อน เพื่อที่จะให้บุคคลเหล่านั้นเป็นผู้สะท้อน ให้ทราบถึงความต้องการในการเรียนรู้การวางแผนการเรียนของตนเองรวมทั้งการช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดจน การได้รับความช่วยเหลือกลับจากบุคคลเหล่านั้น 4. มีความสามารถในการวิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้อย่างแท้จริง โดยการร่วมมือ จากผู้ที่เกี่ยวข้อง 5. มีความสามารถในการกำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้จากความต้องการ ในการเรียนรู้ ของตนเองโดยเป็นจุดมุ่งหมายที่สามารถประเมินผลสำเร็จได้


57 6. มีความสามารถในการเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้สอนเพื่อขอความช่วยเหลือ หรือขอ คำปรึกษา 7. มีความสามารถในการแสวงหาบุคคล และแหล่งวิทยาการที่เหมาะสมสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 8. มีความสามารถในการเลือกแผนการเรียนที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้ประโยชน์จากแหล่ง วิทยาการต่าง ๆ มีความคิดริเริ่ม และมีทักษะการวางแผนอย่างดี 9. มีความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูล และนำผลจากข้อมูลที่ค้นพบไปใช้ได้อย่าง เหมาะสม Guglielmino (1977) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของลักษณะการเรียนรู้แบบนำตนเอง หรือ SDLR (Self–Directed Learning Readiness) ที่ได้จากการใช้เทคนิคเดลฟาย ไว้ 8 ด้าน ดังนี้ 1. การเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ (Openness to Learning Opportunities) ได้แก่ความ สนใจ ในการเรียน ความพอใจในความริเริ่มของตน ความรักการเรียน และความคาดหวังว่าจะเรียนอย่าง ต่อเนื่อง ความสนใจหาแหล่งความรู้การมีความอดทนต่อข้อสงสัย การมีความสามารถในการยอมรับคำ วิจารณ์และการมีความรับผิดชอบ ในการเรียนรู้ 2. การมีมโนทัศน์ของตนเองในการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ (Self Concept as an Effective Learner) ได้แก่ ความมั่นใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ความสามารถในการจัดแบ่งเวลาให้การเรียน การมีวินัย การมีความรู้เกี่ยวกับความต้องการการเรียนรู้ และแหล่งทรัพยากรทางความรู้และการมีทัศนะต่อ ตนเอง ว่าเป็นผู้กระตือรือร้นในการเรียนรู้ 3. การมีความคิดริเริ่มและมีอิสระในการเรียนรู้ (Initiative and Independence in Learning) ได้แก่ การแสวงหาคำตอบจากคำถามต่างๆ ชอบแสวงหาความรู้ชอบมีส่วนร่วมในการกำหนด ประสบการณ์การเรียนรู้มีความมั่นใจในความสามารถที่จะทำงานด้วยตนเองได้ดี รักการเรียนรู้พอใจใน ทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ รู้แหล่งทรัพยากรทางความรู้มีความสามารถในการพัฒนาแผนการทำงานของ ตนเอง และมีความริเริ่มในการเริ่มโครงการใหม่ๆ 4. การยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ของตนเอง (Acceptance of Responsibility for One’s Own Learning) ได้แก่ การยอมรับจากผลการเรียนว่าตนเองมีสติปัญญาปานกลาง หรือเหนือกว่า


58 ปานกลาง ความเต็มใจเรียนในสิ่งที่ยากหากเป็นเรื่องที่สนใจ และมีความเชื่อมั่นในวิธีการเรียนและสืบสวน สอบสวนทางการศึกษา 5. ความรักในการเรียน (Love of Learning) ได้แก่ การชื่นชมบุคคลที่ค้นคว้าอยู่เสมอ การ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเรียน และสนุกกับการสืบสอบค้นคว้า 6. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ได้แก่ การมีความกล้าเสี่ยงกล้าลอง มีความสามารถคิด ปัญหา และความสามารถคิดวิธีการเรียนในเรื่องหนึ่งๆ ได้หลายวิธี 7. การมองอนาคตในแง่ดี (Positive Orientation to the Future) ได้แก่การมองตนเองว่า เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ชอบคิดถึงอนาคต เห็นปัญหาว่าเป็นสิ่งท้าทาย และไม่ใช่เครื่องหมายจะให้หยุดทำ 8. ความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และทักษะการแก้ปัญหา (Ability to Use Basic Study Skills and Problem-Solving Skills) ได้แก่การมีความสามารถในการใช้ทักษะการ เรียนรู้ในการแก้ปัญหา คิดว่าการแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าผู้เรียนที่มีความกระตือรือร้น มีเจตคติดเชิงบวกต่อการเรียนรู้ มีมโนทัศน์ที่ดีต่อ ตนเอง มีความคิดริเริ่ม เปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ มีความคิดที่เชื่อมโยง มีความเชื่อมั่นและมีมีแรงจูงใจต่อการ เรียนรู้ ย่อมมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้มาก เพราะลักษณะเหล่านี้คือคุณสมบัติ พื้นฐานของบุคคลที่สามารถพัฒนาปรับปรุงศักยภาพของตนเอง และพร้อมที่จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ อำนวยความสะดวกหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา 4. กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ Hisemstra (1994) กล่าวว่าการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยการนำ ตนเองนั้น เป็นบทบาทสำคัญของผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ซึ่งควรจัดกระบวนการเรียนรู้ดังต่อไปนี้ 1. จัดหาข้อมูลในแต่ละหัวข้อของการเรียนในการบรรยาย และมีการใช้สื่อเพื่อแทรกเทคนิค ใน การเรียนการสอนต่าง ๆ ตามความเหมาะสม 2. จัดการ จัดหาแหล่งให้ความรู้ให้แก่ผู้เรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มเล็ก ๆ ตามที่กำหนด 3. ช่วยผู้เรียนในการประเมินความต้องการ และประเมินความตามเนื้อหาผู้เรียนแต่ละคนจะ ได้รู้วิถีทางการเรียนของตัวเอง


59 4. ประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน 5. จัดหาแหล่งข้อมูลต่าง ๆ หรือข้อมูลที่เชื่อถือได้ ในการเรียนแต่เรื่องที่ได้กำหนดโดยการ ประเมินตามที่ต้องการ 6. สร้างแหล่งข้อมูล สื่อและต้นแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อและเนื้อหาที่หลากหลาย 7. จัดการให้มีการติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องและจัดทำแนวทาง ให้ผู้เรียนได้ มีประสบการณ์ทั้งส่วนตัวหรือเป็นกลุ่มเล็ก นอกเหนือจากกลุ่มปกติ 8. ทำงานร่วมกับผู้อื่นนอกห้องเรียน ในลักษณะของเป็นผู้กระตุ้นเกิดปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม เรียน 9. ช่วยผู้เรียนในการพัฒนาทัศนคติผู้เรียนให้เป็นผู้เรียนที่พึ่งตนเอง 10. สนับสนุนให้มีการอภิบาย ให้ตามคำถาม ให้มีกิจกรรมกลุ่มเล็ก เพื่อกระตุ้นความสนใจ ในการเรียนรู้ 11. พัฒนาให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติในแง่บวก 12. จัดกระบวนการเรียนรู้ ให้มีการประเมินความต้องการ และมีการประเมินผลอย่าง ต่อเนื่องให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งในห้องเรียนและเมื่อจบในแต่ละบทเรียน ในบริบทสังคมไทย อาชัญญา รัตนอุบล (2552) ได้นำเสนอกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการ นำตนเองดังต่อไปนี้ 1. การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความคิดริเริ่ม 2. การวางแผนการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนจะดำเนินการร่วมกับสถาบัน 3. การวินิจฉัยความต้องการในสิ่งที่สนใจจะเรียนรู้ โดยผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการเอง 4. การออกแบบแผนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน โดยใช้สัญญาการเรียนรู้ 5. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ 6. การประเมินผลด้วยตัวผู้เรียนเอง


60 จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ ซึ่ง ผู้เรียนเป็นผู้จัดการระบบการเรียนของตนเอง ด้วยการจัดการด้านเวลาที่ใช้ในการศึกษา เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายที่ต้องการ และเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนด้วยการเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองในด้านต่าง ๆ รู้จักวิธีที่จะเรียนด้วยตนเอง และรู้จักใช้ประโยชน์จากแหล่งวิทยาการต่าง ๆ เพื่อการศึกษาค้นคว้า รวมถึง สามารถในการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ในขณะที่ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้จะเป็นกลไก ส่งเสริมที่ช่วยขับเคลื่อนให้ผู้เรียนให้ไปสู่เป้าหมายโดยมีหน้าที่สำคัญคือการเป็นเพื่อนร่วมทางการเรียนรู้ 5.6 ตัวอย่างงานวิจัยที่มีการประยุกต์แนวคิดสู่การปฏิบัติ ชื่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ ลักษณะนำไปใช้ “การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียนที่เป็น ผู้ใหญ่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ” (สุมลนิตย์ เกิด หนุนวงศ์, 2554) การวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยมุ่งพัฒนาผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ ให้มีคุณลักษณะของการเป็นผู้เรียนรู้ด้วยการนำ ตนเอง ที่ประกอบไปด้วย การเห็นคุณค่าในตนเอง การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ความสามารถใน การคิด การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และการเข้าถึง แหล่งเรียนรู้ แต่ทั้งนี้งานวิจัยเรื่องนี้ก็ยังได้นำ รูปแบบของการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และ องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองมา ใช้ในการวิจัยด้วยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์สุดท้ายคือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียน ให้สามารถเรียนรู้ด้วยการนำตนเองได้ “ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการนำ ตนเองโดยใช้เทคโนโลยีแบบเคลื่อนที่ที่มีต่อการรู้ สารสนเทศของนักศึกษาการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย” (ภาพพิมพ์ เชื้อทหาร, 2558) การวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยใช้ขั้นตอนในการส่งเสริมการ เรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ได้แก่ การสร้าง บรรยากาศ การวางแผนการเรียนรู้ การวินิจฉัย ความต้องการ การสร้างเป้าหมายการเรียนรู้ การ ออกแบบแผนการเรียนรู้ การดำเนินการเรียนรู้ และการประเมินผล มาเป็นกลไกในการจัด กิจกรรมโดยอาศัยเทคโนโลยีแบบเคลื่อนที่เพื่อ


61 ชื่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ ลักษณะนำไปใช้ เพิ่มความสามารถการรู้สารสนเทศของนักศึกษา กศน. จากตัวอย่างของงานวิจัยทั้ง 2 เรื่องสะท้อนให้เห็นได้ว่าแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองสามารถ นำมาปรับใช้ในการปฏิบัติได้หลากหลาย โดยในการวิจัยสามารถเป็นได้ทั้งตัวแปรตาม เช่น ประเด็นเรื่อง คุณลักษณะของบุคคล และเป็นแนวคิดในการพัฒนาตัวแปรต้นได้ด้วย เช่น รูปแบบ หรือกระบวนการ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดที่สำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของบุคคลเพราะสามารถพัฒนาบุคคลให้เป็นผู้เรียน รู้ตลอดชีวิตได้ด้วย


62 รายการอ้างอิง ชัยฤทธิ์ โพธิสุวรรณ. (2541). รายงานการวิจัยเรื่อง ความพร้อมในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง ของ ผู้เรียนผู้ใหญ่ของกิจกรรมการศึกษาผู้ใหญ่บางประเภท. กรุงเทพมหานคร: สาขาการศึกษา ผู้ใหญ่, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สุรกุล เจนอบรม. 2532. “การเรียนรู้ด้วยตนเอง: นวัตกรรมทางการศึกษาที่ไม่เคยเก่า”. นวัตกรรมเพื่อ การเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุวัฒน์ วัฒนวงศ์. 2551. การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง. ใน รวมบทความแนวคิดทางอาชีวศึกษาและ การศึกษาผู้ใหญ่. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาการศึกษาผู้ใหญ่, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. อาชัญญา รัตนอุบล. 2552. พัฒนาการ การเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่. กรุงเทพมหานคร: สาขาวิชาการศึกษานอกระบบโรงเรียน, ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทาง การศึกษา, คณะครุศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Brockett & Hiemstra. 1991. Self-direction in adult learning. New York: Routledge.Knowles, M. S.. 1975. Andragogy in Action. San Francisco: Jossey Bass. Candy, P. C.. 1991. Self-direction for lifelong learning: A comprehensive guide to theory and practice. San Francisco: Jossey-Bass. Griffin, C. 1983.. Curriculum Theory in Adult and Lifelong Education. London: Croom Helm. Guglielmino L.M.. 1977. Development of the self-directed learning readiness scale. Doctoral dissertation, University of Georgia. Hiemstra, R.. 1994. New Directions for Adult and Continuing Education.. Overcoming resistance to self-direction in adult learning, No.64. San Francisco, CA: Jossey Bass. Skager, R.. (1978). Lifelong Education and Evaluation Practice. New York : UNESCO Institute for Education, Hambury and Pergamon Press. Tough, A. M.. 1971. The adult’s learning projects: A fresh approach to theory and practice in adult learning. Toronto: The Ontario Institute for Studies in Education.


63 บทที่ 6 การเรียนรู้จากการประสบการณ์(Experiential Learning) 6.1 ความหมายของการเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้จากประสบการณ์ มาจากคำภาษาอังกฤษ คือ Experiential Learning เมื่อใช้ใน ภาษาไทยมีผู้แปลไว้หลายประการ เช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์หรือการ เรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ ซึ่งมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้เรียนได้ สร้างความรู้ ทักษะ และค่านิยมจากประสบการณ์ตรง ดังมีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ Dewey (1983) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไว้ว่า เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการ กระทำจริง ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ใหม่หรือปรับเปลี่ยนตนเองในเชิงพฤติกรรม การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นวงจรของการลองกระทำ โดยเริ่มจากการรับรู้ ปัญหาแล้วจึงหาทางแก้ไขปัญหา จากนั้นจึงลองกระทำจน เกิดเป็นประสบการณ์ จนท้ายที่สุดผู้เรียนจะสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการยืนยันในความรู้เดิมหรือเกิดการ ปรับเปลี่ยนความรู้เดิมเป็นความรู้ใหม่ Kolb (1984) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไว้ว่า เป็นกระบวนการสร้างความรู้โดย อาศัยการปรับเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง จากการสังเกต การสะท้อนความคิด และการสรุปความคิด รวบยอดเป็นความรู้สู่การนำไปใช้ประโยชน์ Johnson (1996) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไว้ว่า เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้จาก การฝึกปฏิบัติ หรือวงจรของการลองทำ เมื่อผู้เรียนเกิดประสบการณ์จากผลของการกระทำจะก่อให้เกิดการ ปรับเปลี่ยนความรู้เดิมเป็นความรู้ใหม่ Jarvis (2006) กล่าวว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นกระบวนการที่ใช้งานโดยบุคคลแต่ละคนมี การเปลี่ยนแปลงผ่านประสบการณ์ชีวิต เป็นทั้งประสบการณ์ และการสร้างการเรียนรู้ การใช้งานแต่ละ ขั้นตอนเกิดขึ้นจากประสบการณ์ชีวิต โดยเชื่อว่าการเรียนรู้นำไปสู่ความหลากหายของการเปลี่ยนแปลงทั้ง ร่างกายและจิตใจ ทิศนา แขมมณี (2545) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไว้ว่า เป็นกระบวนการที่ช่วย ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมาย โดยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ก่อนแล้วจึงให้ ผู้เรียนย้อนกลับไปสังเกตทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้น และนำสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาคิดพิจารณาไตร่ตรองร่วมกัน


64 จนกระทั่งผู้เรียนสามารถสร้างความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนนั้นได้ แล้วจึงนำความคิดรวบยอดที่ได้นั้นไป ปฏิบัติหรือประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้ ชัยยศ อิ่มสุวรรณ (2552) กล่าวว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ คือการศึกษาตลอดชีวิตที่เกิดจาก การสะท้อนคิดและประยุกต์ใช้ประสบการณ์อย่างต่อเนื่องของบุคคล จากนิยามความหมายของการเรียนรู้จากประสบการณ์ตามทัศนะของนักการศึกษาข้างต้นสามารถ สรุปได้ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ หมายถึง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของผู้เรียน ผู้เรียน สามารถได้รับประสบการณ์จากการดำเนินชีวิตปกติ การสังเกต หรือการได้ลงมือปฏิบัติจนเกิดเป็นความรู้ ทักษะ และเจตคติ โดยมีผู้สอนเป็นเพียงผู้คอยช่วยเหลือ สนับสนุนในการกระตุ้นประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามเป้าหมายหรือตามความต้องการได้ด้วยตนเอง 6.2 ความสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้จากประสบการณ์มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้จากชีวิตและสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจให้ ผู้เรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดมาบอกหรือสั่งให้เรียนรู้ในสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ประสบการณ์จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างข้อมูลภายนอกที่ผู้เรียนได้รับกับความคิดความรู้สึกของตนเอง สิ่ง เหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนหล่อหลอมความเป็นตัวของตัวเองและรู้จักตัวตนของตนเอง จุดหมายหลักของการเรียนรู้จากประสบการณ์ คือ การให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของ ประสบการณ์ในชีวิตจริงซึ่งนำไปสู่การเรียนที่มีชีวิตชีวา ประสบการณ์ภาคสนามจะเชื่อมโยงการเรียนรู้ ความคิด และการกระทำเข้าด้วยกัน การเรียนรู้จากประสบการณ์ก่อให้เกิดการบรรลุทั้งพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย (The Association for Experiential Education: AEE, 2010) สอดคล้องกับ Kolb (1984) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์มี ความแตกต่างจากการเรียนการสอนแบบเดิมที่มีครูเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ เนื่องจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม ได้ทบทวน สังเกตอย่างลึกซึ้งถึงประสบการณ์ที่ได้รับ สะท้อนความคิด สรุปเป็นความคิดรวบยอด และนำไปประยุกต์หรือ ทดลองใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ Luckner and Nadler (1999) ระบุถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าการเรียนรู้ เช่นนี้ผู้เรียนจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในประสบการณ์ที่ถือว่าเป็นสิ่งปกติในชีวิต เป็นการเรียนรู้ที่ ก่อให้เกิดความสนุกสนาน อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในการทำงานอย่างใกล้ชิด


65 ประสบการณ์ต่าง ๆ ถือเป็นอุปสรรคที่ท้าทายทำให้เกิดภาวะความไม่สมดุล (disequilibrium) ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และเกิดทักษะการแก้ปัญหา สรุปได้ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน การที่ผู้เรียนได้ลอง กระทำสิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นประสบการณ์ตรงที่ได้รับ ทำาให้การเรียนมีชีวิตชีวาและสามารถบรรลุเป้าหมายทาง การศึกษาทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย 6.3 กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ นักการศึกษาได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีกระบวนการเรียนรู้ที่คล้ายคลึงและ แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ Dewey (1983) ได้เสนอกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือที่เรียกว่า“วงจรการลองกระทำ” โดยมีขั้นตอนดังนี้1) ผู้เรียนรับรู้ปัญหา 2) คิดหาแนวทาง 3) ลองกระทำ 4)ผู้เรียนเกิดประสบการณ์จากผล ของการกระทำ 5) ผู้เรียนสร้างความรู้ของตนเองโดยอาจเป็นการยืนยันความรู้เดิมว่าสอดคล้องและใช้ได้ใน สถานการณ์ใหม่ หรือปรับเปลี่ยนความรู้เดิมให้เป็นความรู้ใหม่ที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้เมื่อเผชิญกับปัญหา ใหม่ และกลับไปเริ่มต้นที่ขั้นที่หนึ่งของวงจรอีกครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดของกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ ทำให้การสร้างความรู้ใหม่ในรูปการปรับเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นความรู้อย่างมีความหมาย มีคุณค่า และใช้ ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง และประโยชน์สูงสุด คือ ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ การคิด การกระทำ การคิด ไตร่ตรอง จนเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ ภาพแสดงวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Dewey (1983) การรับรู้ปัญหา เกิดประสบการณ์ใหม่ การคิดหาทางแก้ไข เกิดประสบการณ์ ลองกระทำ


66 Pfeiffer and Jones (1983) ได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ เป็นลักษณะของวงจรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน โดยเรียกว่าวงจรการเรียนรู้จาก ประสบการณ์ ประกอบด้วย 1. การค้นหาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Experiencing) ผู้เรียนจะเข้ามามีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับ กิจกรรมการเรียนรู้โดยการค้นหาและแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเพื่อน และครูผู้สอน 2. การนำเสนอประสบการณ์ (Publicing) ผู้เรียนจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการนำเสนอ ประสบการณ์เดิมในอดีต การสังเกต การร่วมปฏิสัมพันธ์ต่อกันในระหว่างปฏิบัติกิจกรรม 3. การเข้าร่วมอภิปราย (Processing) ผู้เรียนมีโอกาสตรวจสอบและเข้าร่วมอภิปรายรูปแบบและ การเปลี่ยนแปลงของกิจกรรม 4. การสรุปสร้างความรู้ใหม่ (Generalizing) ผู้เรียนจะนำประสบการณ์ที่ได้รับมาผสมผสานและ กำหนดสร้างเป็นความรู้ใหม่ 5. การประยุกต์ใช้ (Applying) การนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วสร้างเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับตนเอง ภาพแสดงวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Pfeiffer and Jones (1983) Kolb (1984) ได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากจุดใดจุดหนึ่งของวงจรแห่งการเรียนรู้ก็ได้ แต่ต้องดำเนินการให้ครบ ประสบการณ์ การประยุกต์ใช้ การนำเสนอ การสรุป การร่วมอภิปราย


67 วงจรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ Kolb เสนอได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง รายละเอียดของวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์มีดังนี้ 1. ประสบการณ์เรียนรู้ (Learning Experience) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้เรียน เป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ที่ถือว่าเป็นส่วนประกอบของชีวิต ประสบการณ์จะนำไปสู่การรวบรวมความสามารถในการ จัดการที่ยิ่งใหญ่ เป็นความ สัมพันธ์ที่มีค่า ซึ่งประสบการณ์อาจจะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ได้ทั้งการยอมรับ และปฏิเสธ 2. การสังเกตและการไตร่ตรอง (Observe and Reflect) การเรียนรู้ที่ดีที่สุดควรให้ให้ผู้เรียนได้มี การสะท้อนกลับ มีการไตร่ตรองประสบการณ์ที่ได้รับ เพื่อนำมาใช้พิจารณาว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์หรือไม่เป็น ประโยชน์ 3. การพิจารณาลงความเห็นและการสร้างแนวคิด (Generalize and Conceptualize) เป็นการ รวบรวมความรู้เพื่อสร้างกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดอื่น ๆ ที่ได้รับจากประสบการณ์ในอดีตและ ความรู้ที่ได้จากการกระทำหรือได้รับมา หรือการได้รับความรู้จากข้อมูล จากครูผู้สอน การสนทนาพูดคุย แล้ว นำมากำหนดเป็นกรอบแนวคิดของตนเอง 4. การตรวจสอบและการบูรณาการ (Experiment and Integrate) เป็นสิ่งท้าทายที่ดีที่สุด คือการ ฝึกปฏิบัติจริง เป็นการทดลอง ฝึกปฏิบัติและตรวจสอบ เพื่อการลองผิดลองถูก เป็นการตรวจสอบแนวคิดเพื่อ หาความจริงในสถานที่แตกต่างกัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ภาพแสดงวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb (1984) ประสบการณ์การเรียนรู้ การตรวจสอบและบูรณาการ การสังเกตและการไตร่ตรอง การพิจารณาลงความเห็น


68 Goh (1998) ได้เสนอรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าวงจรการเรียนรู้นั้นมี5 ขั้นตอน โดยได้ เสนอแนวคิดว่าในทุกรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์จะมีกระบวนการพื้นฐานจำนวน 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย การปฏิบัติ (Do) การไตร่ตรอง (Reflect) และการประยุกต์ใช้ (Apply) รายละเอียดวงจรการ เรียนรู้จากประสบการณ์ของ Goh มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. ประสบการณ์ (Experience) เป็นการรับรู้ประสบการณ์จากการปฏิบัติจากการเข้าร่วมกิจกรรม หรืออาจเป็นการกำหนดประสบการณ์ใหม่ 2. การแลกเปลี่ยน (Share) เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล การสังเกต การไตร่ตรองและนำเสนอข้อมูล 3. กระบวนการ (Process) เป็นการอภิปรายผลข้อมูล การค้นหาประสบการณ์ การวิเคราะห์ และ สะท้อนกลับข้อมูล 4. การสรุปภาพรวม (Generalize) เป็นการสรุปภาพรวมและกำหนดเป็นประสบการณ์ใหม่ และ ทดสอบ/ปฏิบัติจริง 5. การประยุกต์ใช้ (Apply) เป็นการนำผลการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นการ นำไปปฏิบัติจริงในชีวิตในชีวิตประจำวัน รูปแบบวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Goh มีความครอบคลุมแนวคิดการเรียนรู้จาก ประสบการณ์หลายแนวคิด สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ได้ใช้ ทดลองกับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่พบว่าได้ผลดีเป็นอย่างมาก


69 ภาพแสดงวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Goh (1998) UC Davis (2011) ได้นำเสนอขั้นตอนการเรียนรู้จากประสบการณ์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1. การแสวงหาประสบการณ์ (Exploration) หรือการสร้างประสบการณ์ของบุคคลรวมถึงผลลัพธ์ที่ สร้างขึ้นจากการนำเสนอการแก้ปัญหาประเด็นสำคัญ การเรียนรู้จากประสบการณ์ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ บุคคลเรียนรู้จากประสบการณ์มากกว่าปริมาณหรือคุณภาพของประสบการณ์ 2. การแบ่งปันประสบการณ์ (Sharing) ได้แก่ ผู้เรียนจะแบ่งปันผลปฏิกิริยาและสังเกตกับสมาชิกอื่น มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ความรู้สึกที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ การแบ่งปันจะสะท้อนถึง ความรู้ใหม่ที่ค้นพบและสัมพันธ์กับประสบการณ์ในอดีตและสามารถนำมาใช้ในอนาคต 3. การวิเคราะห์ประสบการณ์ (Processing) บุคคลจะสนทนาวิเคราะห์และสะท้อนประสบการณ์ที่ จะช่วยให้เชื่อมโยงกับอนาคต 4. การเชื่อมโยง (Generalizing) การเชื่อมโยงประสบการณ์สู่โลกของความจริง เข้าใจหลักการของ ชีวิตจริงที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน การคิดหาทางแก้ไข การคิดหาทางแก้ไข การคิดหาทางแก้ไข การคิดหาทางแก้ไข การคิดหาทางแก้ไข ปฏิบัติ ประยุกต์ใช้ สะท้อนกลับ


70 5. การประยุกต์ (Application) การประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนรู้กับสถานการณ์ที่แตกต่างหรือใกล้เคียง อภิปรายถึงประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ไปใช้ประโยชน์ในอนาคตหรือพัฒนาแนวปฏิบัติที่ มีประสิทธิผลมากขึ้น สรุปได้ว่า กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นจากประสบการณ์ของ ผู้เรียน ซึ่งประสบการณ์นั้นอาจจะมีในตัวผู้เรียนอยู่แล้วหรือเป็นการสร้างเพื่อเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แก่ ผู้เรียนโดยเน้นการลงมือปฏิบัติ ให้ผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่น แล้วสามารถคิดวิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเองได้ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน 6.4 ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์ นักการศึกษาและนักวิชาการได้นำเสนอลักษณะสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์ไว้ในมุมมองที่ หลากหลาย ดังต่อไปนี้ Kolb (1984) ได้เสนอว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์จะมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการ เรียนรู้โดยทั่วไป ซึ่งคุณลักษณะของการเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นจะประกอบด้วย 1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการไม่ใช่ผลลัพธ์ 2. การเรียนรู้เป็นความต่อเนื่องภายใต้ประสบการณ์ของบุคคล 3. การเรียนรู้เป็นเป็นการแสวงหาทางออกในการแก้ปัญหา 4. การเรียนรู้เป็นเป็นองค์รวมเพื่อการพัฒนาปรับปรุง 5. การเรียนรู้เป็นความเชื่อมโยงระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม 6. การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ความรู้ Evans (1994) ได้เสนอแนวคิดของการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าเป็นเทคนิคการสอนผู้เรียน โดย ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดี เมื่อเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ และเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ประสบผลสำเร็จดีกว่าการ เรียนรู้จากการอ่าน หรือจากระบบที่เป็นทางการ แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นการปฏิบัติกิจกรรม ต่าง ๆ ทุกชนิด เช่น การอบรม การสังเกต การสัมภาษณ์ การทำงานกลุ่ม การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็น การเรียนรู้ผ่านการวิเคราะห์ วิพากษ์อย่างมีวิจารณญาณและเป็นระบบ โดยใช้ประสบการณ์เดิมของบุคคล เป็นสำคัญ


71 Burnard (1996) อธิบายว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์มีลักษณะสำคัญ คือ 1. เป็นการเรียนรู้ที่เน้นการกระทำ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมใน การปฏิบัติอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้โดยเท่าเทียมกับ ผู้สอน และมีสิ่งเร้าใจที่หลากหลายว่าการบรรยายของผู้สอนเพียงอย่างเดียว เช่น บทบาทสมมติ การแสดง ละคร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้การเรียนน่าสนใจมากขึ้น 2. ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นให้คิดทบทวนเกี่ยวกับประสบการณ์ตนเอง เนื่องจาก ประสบการณ์อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะมั่นใจได้ว่ามีการเรียนรู้เกิดขึ้น ความสำคัญจึงอยู่ที่การบูรณาการ ประสบการณ์ใหม่กับประสบการณ์เดิม โดยผ่านกระบวนการคิดทบทวน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนโดยลำพัง หรือเกิดขึ้นโดยกระบวนการกลุ่มจากการอภิปราย 3. ผู้สอนยอมรับการเรียนรู้ของผู้เรียนจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตีค่า ให้ความหมาย หรือแปลความในสิ่งที่ผู้เรียนนำเสนอ เพราะการให้คุณค่าเป็นบทบาทของผู้เรียนเอง ผู้สอนมีบทบาทเป็นเพียง ผู้อำนวยความสะดวกมากกว่าเป็นครู ผู้บรรยายหรือผู้นำ 4. เป็นการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ของแต่ละบุคคล โดยให้ความสำคัญกับความเข้าใจของ ผู้เรียน และการสร้างมุมมองต่าง ๆ ตามความคิดของผู้เรียนเอง 5. ประสบการณ์ของบุคคลเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีค่า ผู้เรียนจะถูกกระตุ้นให้คิดทบทวน เกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตเพื่อวางแผนสำหรับอนาคต จึงกล่าวได้ว่าเป็นการพยายามใช้ประสบการณ์ของ แต่ละบุคคลให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ 6. มีการรับฟังซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้ ผู้สอนไม่เพียงแต่รับฟังทุกคนแต่ ต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนรับฟังซึ่งกันและกัน โดยเคารพในความเป็นบุคคลและแสดงบทบาทในการเป็นผู้ฟังที่ดี สรุป ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์ คือการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติมากกว่า เรียนรู้จากในตำรา เนื่องจากการเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นจะเน้นให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์จริงและต้อง สอดคล้องกับธรรมชาติอันหลากหลายของผู้เรียน เมื่อผู้เรียนมีประสบการณ์แล้วประสบการณ์ดังกล่าวจะก่อ เป็นความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมให้แก่ผู้เรียนสามารถนำไปปฏิบัติและแก้ไขปัญหาได้จริงในชีวิตประจำวัน


72 6.5 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์สามารถดำเนินการได้หลายวิธี โดยมีตัวอย่างการจัด ดังต่อไปนี้ 1. การจับคู่ฝึกปฏิบัติ (Pairs Exercises) มีการจับคู่และกำหนดบทบาทของแต่ละคน คนแรกฝึก ปฏิบัติโดยอีกคนเป็นผู้ฟังหรือสังเกตโดยไม่แสดงความคิดเห็น แล้วสลับบทบาทกัน และร่วมกันอภิปราย พฤติกรรมรวมทั้งประเมินซึ่งกันและกัน หรืออาจนำประเด็นต่าง ๆ ไปอภิปรายในกลุ่มใหญ่ต่อไป 2. กิจกรรมกลุ่มอย่างมีแบบแผน (Structured Group Activities) วงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ เกิดขึ้นจากการเรียนรู้เป็นกลุ่ม แนวคิดของกิจกรรมคือ กลุ่มจะได้รับประสบการณ์หลังจากการอภิปรายความ คิดเห็น และความรู้สึกเกี่ยวกับประสบการณ์ต่าง ๆ แล้วประยุกต์ความรู้ใหม่ไปสู่สถานการณ์จริง ข้อดีของ วิธีการนี้ คือ สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ฝึกการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้กระบวนการกลุ่มและ การเป็นสมาชิกกลุ่ม แนวทางสำคัญในการดำเนินกระบวนการให้ราบรื่น คือ คำสั่งต้องชัดเจนครบถ้วน ทุกคน ในกลุ่ม ทราบว่าให้ปฏิบัติกิจกรรมอย่างไร กิจกรรมต้องใช้เวลามาก ไม่เร่งรีบ ผู้อำนวยความสะดวดของกลุ่ม ควรส่งเสริมสมาชิกให้เชื่อมโยงการเรียนรู้ใหม่เข้ากับชีวิตจริง และการทำงาน พร้อมทั้งส่งเสริมการฝึกปฏิบัติ ทักษะใหม่ๆเท่าที่สามารถจะทำได้ 3. บทบาทสมมติ (Role Play) เป็นการจัดสถานการณ์และแสดงบทบาทในสถานการณ์นั้นแล้ว เรียนรู้จากการแสดง หลังการแสดงบทบาทสมมติแล้วการคิดทบทวนเป็นสิ่งจำเป็น ตามด้วยการให้ข้อมูล ป้อนกลับจากเพื่อ เพื่อจะทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ขึ้น อาจต้องมีการแสดงซ้ำเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดย เพิ่มทักษะหรือบทบาทใหม่ที่ได้จากการให้ข้อมูล 4. การแสดงละคร (Psychodrama) แตกต่างจากบทบาทสมมติตรงที่เป็นการนำเรื่องราวหรือ สถานการณ์ในชีวิตจริงมาแสดง แล้วให้กลุ่มอภิปราย มีขั้นตอนคือ คัดเลือกสถานการณ์ กำหนดให้ผู้เล่าเรื่อง เป็นตัวแสดงหลักหรือเลือกตัวแสดงประกอบ สรุปเหตุการณ์ให้ผู้เข้าร่วมแสดงเข้าใจในบทบาทแล้วเริ่มแสดง ละคร ผู้ดูละครเสนอความคิดเห็น มีการอภิปราย หัวใจของการแสดงละคร คือ การเปิดโอกาสให้ปรับเปลี่ยน สถานการณ์เพื่อทดลองทักษะใหม่ 5. การระดมสมอง (Brainstorming) กลุ่มผู้เรียนจะถูกกระตุ้นให้วิจารณ์ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แสดงความคิดเห็นเป็นคำพูดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นออกมาเขียนไว้ในกระดานหรือแผนพลิก และติด ข้อความนั้นไว้รอบ ๆ ห้องเพื่อให้ทุกคนเห็นและช่วยในการจำกิจกรรมนี้สามารถนำไปสู่การอภิปรายหรือการ เรียนที่เป็นทางการมากขึ้น


73 6.การบรรยายเชิงประสบการณ์ (The Experiential Lecture) เป็นการบรรยายสั้นๆ ช่วงก่อนเข่าสู่ การเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อให้เกิดแนวคิดพื้นฐาน และอธิบายเกี่ยวกับประเด็นคำถาม 7. การวิเคราะห์ตนเองและการสะท้อนกลับ (Self-Analysis and Feedback) ผู้เรียนจำเป็นต้อง ได้รับการสะท้อนกลับ (Feedback) ในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน เพื่อนำไปคิดทบทวน วิเคราะห์ สรุป และเกิด การฉุดคิดได้ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองมากขึ้น 8. สถานการณ์จำลอง (Simulator) เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ผู้เรียนนำประสบการณ์ใหม่มา ประยุกต์ใช้ได้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์จะต้องเน้นกิจกรรมที่มีการปฏิบัติร่วมกันหรือได้แสดง ความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดประสบการณ์อย่างแท้จริง โดยวิธีการที่มักนิยมใช้ได้แก่ การอภิปรายกลุ่ม การแสดงบทบาทสมมติ การเรียนรู้จากการแก้ปัญหา การฝึกปฏิบัติจริง การสืบเสาะหาความรู้เป็นกลุ่ม การศึกษานอกสถานที่ การจัดโครงการ การเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือวิทยากรมาบรรยาย การใช้แบบฝึก เป็นต้น 6.6 ตัวอย่างงานวิจัยที่มีการประยุกต์แนวคิดสู่การปฏิบัติ ชื่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ ลักษณะนำไปใช้ “การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบ โรงเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้ ภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ ตามแนวคิดการศึกษา แบบใช้พื้นที่เป็นฐาน และแนวคิดการเรียนรู้จาก ประสบการณ์สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ ในกรุงเทพมหานคร” (ปิยะดา จุลวรรณา, 2553) การวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยสังเคราะห์กระบวนการ เรียนรู้จากประสบการณ์ของนักการศึกษาท่าน ต่างๆ ไปใช้ออกแบบโปรแกรมการศึกษานอก ระบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้ ภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ โดยขั้นตอนของการ ดำเนินการ ประกอบด้วย การสร้างประสบการณ์ จากการปฏิบัติกิจกรรม การอภิปรายแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ การสรุป และการประยุกต์ใช้ “ผลของการจัดกิจกรรมทักษะชีวิตโดยใช้ทฤษฎี การเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างการ ตัดสินใจและแก้ไขปัญหาของเด็กต่างด้าว” (กันทิมา กัลยาวุฒพงศ์, 2555) การวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยสังเคราะห์กระบวนการ เรียนรู้จากประสบการณ์ของนักการศึกษาท่าน ต่างๆ ไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมทักษะ ชีวิต โดยขั้นตอนของการดำเนินการ ประกอบด้วย การสร้างและกระตุ้นประสบการณ์ การค้นหา


74 ชื่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ ลักษณะนำไปใช้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนรู้ประสบการณ์ ใหม่ การสรุปสร้างความรู้ใหม่ และการนำไป ประยุกต์ใช้ จากตัวอย่างของงานวิจัยทั้ง 2 เรื่องจะเห็นได้ว่าการนำไปใช้ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะเป็นการ สังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์แล้วนำไปทดลองดำเนินการซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในการสร้าง กิจกรรมการเรียนรู้หรือการพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบ ซึ่งแนวคิดนี้มักจะถูกนำไปบูรณาการร่วมกับ แนวคิดอื่น ๆ เพิ่มเติมในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางศาสตร์การศึกษานอกระบบเพื่อพัฒนาสังคมด้วย


75 รายการอ้างอิง ทิศนา แขมมณี. 2545. ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชัยยศ อิ่มสุวรรณ. 2552. การศึกษาต่อเนื่อง: องค์ประกอบสำคัญของการศึกษาตลอดชีวิต. แหล่งที่มา: http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=8748&Key=news_resrearch. Burnard, P. 1996. Acquiring Interpersonal Skills: A handbook of Experiential learning for Health professionals. 2nd ed. London: Chapman & Hall. Dewey, J. 1983. Experience and Education. New York: Collier. Evans, E. 1994. Experiential Learning for All. New York: Cassell. Goh. 1998. Processing Experiential Leaning. In the Pfeiffer Library. Jackson, L. and Caffarella, R.S. 1994. Experiential Learning: A new Aproach. Califonia: Jossey – Bass. Javis, P. 2008. Experience, Reflect, Critique: Theory of Human Learning. Journal of Experiental Education, 31(1): 3-18. Kolb A. David. 1984. Experiential Learning: experience as the source of learning and development. United States of America: Prentice Hall. Luckner, J. and Nadler, R. 1999. Why Experiential Learning is so Effective. [Online] from http://www.sabrehq.com/team_building_articles/teambuildingcomponents.htm [2019, May 25] Pfeiffer, W. and Jones.1983. Experiential Learning Cycles. UK. The Association for Experiential Education (AEE). 2010. What is Experiential Education? [Online] Available from: http://www.aee.org/customer/pages.php?pageid=47. University of California Davis (UC Davis). 2011. Frequently Asked Question (FAQ). [Online] Available from: http://www/experirntialleraning.ucdavis.edu/faq.shtml.


76 บทที่ 7 การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย (Intergenerational Learning) 7.1 ที่มาของแนวคิดการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นแนวคิดที่สัมพันธ์เชื่อมโยงมาจากแนวคิดทางสังคมวัฒนธรรม แนวคิดการศึกษาชุมชน แนวคิดการพัฒนาชุมชน ตลอดจนแนวคิดเกี่ยวกับทุนทางสังคม ทำให้เกิดเป็น แนวคิดที่เน้นการเรียนรู้จากการมีส่วนร่วมของคนทุกวัยในชุมชนหรือสังคม (Boudieu, 1989; Putnam, 2000) อีกนัยหนึ่ง Kaplan and S. (1998) เห็นว่าการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัยถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ ส่งเสริมให้เกิดทุนทางสังคม การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรสังคมและ เศรษฐกิจเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างคนในครอบครัวตลอดจนการ แลกเปลี่ยนของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อมทางสังคม ทั้งนี้การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัยมีการกำหนดรูปแบบ ให้สอดคล้องกับความต้องการของคนแต่ละวัย โดยมีจุดมุ่งหมายในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ ความสำเร็จเป็นหลัก พร้อมทั้งการเชื่อมโยงคนทุกช่วงวัยโดยการให้คุณค่ากับทุกคนในสังคม เข้าใจและ ยอมรับนับถือในความแตกต่างระหว่างกันและกัน เพื่อให้ชุมชนเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Krasovec & Kump, 2010) งานวิจัยในยุคแรกเกี่ยวกับการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยมีเป้าหมายเพื่ออธิบายความสำคัญ และสรุป สาระสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกันในอนาคต ที่ต้องการพัฒนาแนวคิดหรือทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการ สร้างคุณประโยชน์และสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการเรียนรู้ร่วมกันของคนทุกช่วงวัย ทำให้คนทุกช่วงวัย ในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข งานวิจัยในยุคต่อมา ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย เป็นการศึกษาในประเด็นการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยในกลุ่มของ นักเรียนชาวเยอรมันและผู้สูงอายุชาวยิว โดยต้องการให้คนสองกลุ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในระยะเวลา ต่อมามีการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ระหว่างผู้สูงอายุกับนักเรียนของประเทศแคนาดา ซึ่งผลจากการทำ โปรแกรมการเรียนรู้นี้ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนสังคม และเกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านต่าง ๆ ได้แก่ สุขภาพ สวัสดิการสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน (Corrigan & O'Hara, 2013)


77 7.2 ความหมายของการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยหรือการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมของ มนุษย์มานานหลายทศวรรษ โดยเป็นกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา หรือศิลปวัฒนธรรมที่ เกิดขึ้นภายในครอบครัวที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น (Newman and Hatton-Yeo, 2008) ซึ่งนักการศึกษาได้ให้ ความหมายของการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย ดังนี้ NCOA (1981) กล่าวว่า การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย หมายถึงการวางแผนและการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่มีจุดประสงค์เพื่อนำเอาประสบการณ์ของคนแต่ละรุ่นมาแลกเปลี่ยนกันโดยประสบการณ์ดังกล่าวต้อง เป็น ประสบการณ์ที่มีประโยชน์ กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดขึ้นต้องเป็นกิจกรรมเชิงรุกที่ทุกคนมีส่วนร่วมใน กิจกรรม โดยหวังผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเด็กและผู้สูงอายุ The European Map of Intergenerational Learning (2017) เสนอว่า การเรียนรู้ร่วมกันแบบ พหุวัย หรือ การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย (Intergenerational Learning- IL) เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการหา วิธีการเรียนรู้ ร่วมกันของผู้เรียนทุกวัย โดยเรียนรู้จากกันและกัน การเรียนรู้แบบพหุวัยเป็นส่วนหนึ่งของการ เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่คนทุกวัยเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อการ พัฒนา ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สำหรับในสังคมไทยแนวคิดการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างแพร่หลาย แต่ก็มี นักการศึกษา ได้ให้นิยามของแนวคิดนี้ คือ วสุ สกุลรัตน์ (2557) กล่าวว่า การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย หมายถึง การจัดประสบการณ์จากการ พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้นอกระบบบนฐานแนวคิดการศึกษาตลอดชีวิตที่ใช้ความร่วมมือระหว่างผู้เรียนที่มี ความแตกต่างกันระหว่างวัย เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนด้านการเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาทางสังคม และเสริมสร้าง สัมพันธภาพที่ดีในกลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายของช่วงวัย ระวี สัจจโสภณ (2559) นิยามคำว่า การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย หมายถึง การเรียนรู้ในประเด็น ต่างๆ ผ่านความสัมพันธ์ต่างช่วงวัย เกิดจากการถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างรุ่นต่อรุ่น โดยการเรียนรู้แบบนี้ มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติร่วมกัน รวมถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันระหว่างวัย สรุปได้ว่า การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย เป็นกระบวนการจัดประสบการณ์ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายในการเรียนรู้ที่หลากหลายช่วงวัยมาร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองความคิด ประสบการณ์


78 หรือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้บางอย่างในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการเรียนรู้ด้วยกระบวนการพูดคุย ปฏิบัติ ร่วมกัน เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน และเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างวัย 7.3 รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบพหุวัยในต่างประเทศกว่า 30 ปี มุ่งเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ ระหว่างเด็กและผู้สูงวัยที่ไม่ใช่คนในครอบครัว (extra familial) ในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเด็ก เช่น การจัดการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์การเรียนรู้ชมชนต่างๆ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ สงเคราะห์ผู้สูงอายุ ที่ยังคงมุ่งเน้นการจัดการศึกษาในระบบสถาบัน บทบาทของผู้สูงอายุในฐานะผู้ให้ คำแนะนำหรือที่ปรึกษาและเด็กในฐานะที่เป็นนักเรียน โดยมีการจัดหลักสูตรอย่างเป็นระบบ ต่อมารูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบพหุวัย (Intergenerational Learning Program) ได้รับการยกระดับและ พัฒนาขึ้นโดย International Consortium for Intergenerational Practice (ICIP) ซึ่งเป็นเครือข่ายความ ร่วมมือระหว่างประเทศที่มีเป้าประสงค์ที่จะพัฒนาการเรียนรู้ระหว่างวัยในฐานะเครื่องมือทางสังคมที่สร้าง บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อการพัฒนาตนเองระดับปัจเจกและการพัฒนา สังคม โดย คำนึงถึงบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย วัยที่หลากหลาย และ โปรแกรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับคนทุกวัย (International Conference on Intergenerational Programs, 1999) โดยมีรูปแบบการเรียนรู้ ดังนี้ 1. เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยมีคนต่างวัยอย่างน้อยสองวัย คือ ผู้สูงอายุและเด็ก 2. การเรียนรู้ที่มีคนต่างวัยเรียนรู้เกี่ยวกับโลก บุคคลที่เกี่ยวข้องกับโลก เหตุการณ์ทางสังคม ที่เกี่ยวข้อง 3. การเรียนรู้ของคนต่างวัยที่เกิดขึ้นในลักษณะการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทักษะ หรือ การฝึกอบรม เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อเตรียมทักษะชีวิตในการเช้าสังคม เช่น ความรู้ เกี่ยวกับสันติภาพและภูมินิเวศ นอกจากนั้น Newman and Hatton-Yeo (2008) ยังเสนอเพิ่มเติมในเวลาต่อมาว่า การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย เกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ กันไปตามสถานการณ์ อาทิ การเรียนรู้นอกระบบ โรงเรียน การเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยอาศัยเทคนิคต่าง ๆ อาทิ การอบรม การเข้าค่าย การฝึกปฏิบัติ ที่ยึด ผู้เรียนเป็นสำคัญที่มุ่งประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน จะมีลักษณะการเรียนรู้ที่สำคัญ 5 ลักษณะ คือ การเรียนรู้ อย่างมีความสุข การเรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง การเรียนรู้ร่วมกับบุคคลในวัยอื่น และการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น ผู้จัดกิจกรรมจะต้องใช้


79 กระบวนการ เทคนิค วิธีสอนที่มีขั้นตอนเน้นสู่การปฏิบัติจริง อีกทั้งยังต้องใช้กระบวนการคิดที่หลากหลายใน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้อีกด้วย ในการจัดการเรียนรู้ในแต่ละระดับจะมีผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้อย่าง ชัดเจนที่จะนำพาผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้นผู้จัดกิจกรรมจึงควรแสวงหาและเลือกใช้ กระบวนการ เทคนิค วิธีสอนอย่างเหมาะสม รวมถึงนำแนวคิดต่างๆ มาบูรณาการในการจัดกิจรรม Springate (2008) ได้ทำการศึกษาพบว่ารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยที่เกิดขึ้นจริง ในสังคม มีหลายลักษณะดังนี้ 1. กิจกรรมโครงการที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานในการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างวัย 2. โครงการเพื่อชุมชนที่เปิดโอกาสให้คนวัยเด็กและผู้สูงอายุมาบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน 3. โครงการเกี่ยวกับสุขภาพที่เปิดโอกาสให้คนหลากหลายวัยมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้าน สุขภาพ 4. โครงการพัฒนาการการเรียนรู้ เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับบุคคล ในมิติที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมันเป็นการเรียนรู้ในลักษณะผู้มีประสบการณ์มากกว่าสอนผู้ที่อ่อนวัย และมีประสบการณ์น้อยกว่า 5. กิจกรรมการให้คำปรึกษาในลักษณะของการเป็นอาสาสมัคร 6. กิจกรรมการบันทึกเหตุการณ์ในอดีตที่ให้ผู้เรียนที่เป็นเด็กหรือผู้สนใจเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ในชุมชนของตนเอง ด้วยตนเอง ผ่านการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้สูงอายุ 7. กิจกรรศิลปะสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่เน้นพัฒนาภาพลักษณ์ชุมชนร่วมกันระหว่างคน หลากหลายช่วงวัยในพื้นที่อาศัย 8. การจัดทัศนศึกษา เป็นการเรียนรู้นอกสถานที่ แล้วนำผลการเรียนรู้มาวิพากษ์วิจารณ์ ร่วมกันระหว่างคนหลายช่วงวัย เพื่อเรียนรู้มุมมอง ความคิด การวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน สรุปได้ว่า รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยจะออกมาในลักษณะใดนั้นขึ้นอยู่กับ บริบทของแต่ละชุมชนหรือพื้นที่ ซึ่งสามารถจัดได้อย่างหลากหลาย แต่อย่างไรก็ตามก็สามารถจำแนกรูปแบบ การจัดออกได้ใน 2 ลักษณะ คือ รูปแบบการจัดที่เป็นทางการมีหลักสูตร แบบแผนการจัดที่ชัดเจน มักออกมา ในรูปแบบของโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและชุมชน ซึ่งมักมีวัตถุประสงค์บางอย่างร่วมกัน และ


80 รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ผ่านกระบวนการพูดคุย แลกเปลี่ยน ความคิดเห็น การให้คำปรึกษา รวมถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งมักเกิดขึ้นจากจุดมุ่งหมายเฉพาะบุคคล 7.4 หลักการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย ระวี สัจจโสภณ (2559) กล่าวว่า หลักการเรียนรู้แบบพหุวัย ประกอบด้วย 3 หลักประกอบกัน คือ ผลประโยชน์ การตอบแทนกันและกัน และการเสริมสร้างพลังอำนาจ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ 1. หลักการด้านผลประโยชน์ (benefit) กล่าวถึง ประโยชน์ที่ได้รับในระยะยาวจากการ เรียนรู้แบบพหุวัยซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทั้งผู้สูงอายุและเด็กได้รับคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ประโยชน์ที่ ผู้สูงอายุได้รับคือการได้ตอบแทนสังคม การเรียนรู้ที่จะเข้าใจเด็กมากยิ่งขึ้น สำหรับเด็กได้รับประโยชน์คือ ความภาคภูมิใจในตนเอง และความมั่นใจในตนเอง ความเข้าใจในสภาวะของผู้สูงอายุยิ่งขึ้น โดยทั้งสองวัยได้ เรียนรู้ระหว่างกัน ได้เห็นคุณค่าระหว่างกัน เกิดความเคารพและยอมรับระหว่างกัน การไว้วางใจ และ สัมพันธภาพระหว่างวัย 2. การตอบแทนกันและกัน (reciprocity) หรือภาวะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ คือความสัมพันธ์ซึ่ง กันและกันการแลกเปลี่ยน หรือการแลกแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ในกรณีการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยคือการ แลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ระหว่างกัน สำหรับผู้สูงอายุได้เรียนรู้เกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีจากเด็ก ในขณะทีเด็กได้เรียนรู้คุณค่าและประสบการณ์จากผู้สูงอายุ จุดเน้นของหลักการตอบแทนกันและกัน คือ การเรียนรู้แบบสองทาง (two way learning) ระหว่างผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องจัดให้เกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างกันอันเป็น กลยุทธ์สำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย 3. การเสริมสร้างพลังอำนาจ (empowerment) การเสริมสร้างพลังอำนาจเป็นแนวคิดที่ อธิบาย กระบวนการทางสังคม การแสดงถึงการยอมรับและชื่นชม การส่งเสริม การพัฒนาและเสริมสร้าง ความสามารถของบุคคลในการตอบสนองความต้องการของตนเองและแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึง ความสามารถในการใช้ทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเพื่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองและรู้สึกว่า ตนเองมีอำนาจสามารถควบคุมความเป็นอยู่หรือวิถีชีวิตของตนเองได้ โดยเน้นการเรียนรู้แบบพหุวัย เรื่อง การเคารพระหว่างกัน (mutual respect) การใคร่ครวญอย่างมีวิจารณญาณ (critical reflection) ความ ห่วงใย (care) และกระบวนการกลุ่ม (group participation) ซึ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ซึ่งทำให้ การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยประสบความสำเร็จ


81 อาชัญญา รัตนอุบล (2562) กล่าวถึงหลักการสำคัญของการเรียนรู้แบบพหุวัยว่า 1. การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นการเรียนรู้เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยระหว่างคนใน ครอบครัวหรือชุมชน 2. การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อทำให้ทุกคนในชุมชนมี ความหมายต่อการเรียนรู้โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างและรับประโยชน์ร่วมกัน 3. การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นการเติมเต็มทางสังคม เพราะเป็นการเรียนรู้ที่สามารถ เกิดขึ้นได้ในทุกระดับทางสังคม ได้แก่ ในโรงเรียน ในชุมชน ในสังคมระดับประเทศเนื่องจากมีเครื่องมือในการ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย จากหลักการดังกล่าวพบว่า การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นการรวมกลุ่มกันของคนที่มีอายุแตกต่าง กันของชุมชน ได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกันตลอดชีวิตในแต่ละด้านที่เหมาะสมกับความต้องการของตน พร้อมกับ การพัฒนาความสัมพันธ์ของครอบครัวเพื่อนบ้าน ชุมชน และองค์กรโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนค่านิยมของ ชุมชน แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นสังคมที่เหมาะสมกับคนทุกช่วงวัยที่เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เติมเต็ม ระหว่างกัน และรับผลประโยชน์จากการเรียนรู้ร่วมกัน 7.5 องค์ประกอบของแนวคิดการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย แนวคิดการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยอยู่บนพื้นฐานการเรียนรู้ร่วมกันของคนทุกช่วงวัยเป็นสำคัญ องค์ประกอบที่สำคัญของแนวคิดการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย ได้แก่ 1. ประสบการณ์ของผู้เรียน (In-Common Experiences) การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันของผู้เรียนทุกช่วงวัยในช่วงเวลาที่ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดคุณค่าและประสบการณ์เช่นการเรียนดนตรีและร้องเพลงร่วมกันการทำโครงการศิลปะและการสวด มนต์เป็นต้นซึ่ง Piaget เรียกกิจกรรมในขั้นนี้ว่า Concrete Operational หมายถึง ความสามารถในการ เรียนรู้ร่วมกัน 2. การเรียนรู้คู่ขนาน (Parallel Learning) การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยเป็นการสร้างความรู้ใน หัวข้อที่ผู้เรียนสนใจร่วมกันโดยเลือกหัวข้อหรือประเด็นที่สนใจและเหมาะสมกับผู้เรียนทุกช่วงวัยแต่มี จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาความคิดจิตวิทยากายภาพจริยธรรมและค่านิยมของชีวิตในตนเองของทุกคนแม้ว่า จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลแต่ก็สามารถเรียนรู้ร่วมกันได้


82 3. การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกัน (Contributive Occasions) เป็นองค์ประกอบที่ต่อ เนื่องมาจากการเรียนรู้คู่ขนานโดยมีจุดประสงค์ในการแบ่งปันประสบการณ์ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและทุก คนเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งนี้ในการเรียนรู้ต้องคำนึงถึงการสื่อสารและพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกต่อผู้ที่มี อายุแตกต่างกันไป 4. การแลกเปลี่ยนอยากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (interactive Sharing) รูปแบบของการเรียนรู้ร่วมกัน แบบพหุวัยของคนในชุมชนหรือสังคมจะอาศัยการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เป็นสำคัญจึงทำให้ทั้ง ผู้รับและผู้ให้ความรู้และได้ปฏิบัติเกิดเป็นการกระทำแบบสองทางกล่าวคือคนหนึ่งคนสามารถเป็นได้ทั้งผู้ให้ และผู้รับในคราวเดียวกัน กล่าวโดยสรุปคือองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย ได้แก่ ประสบการณ์ของ ผู้เรียนที่ต้องมีความหลากหลายตามแต่ละวัยการเรียนรู้ที่มีความสนใจร่วมกันแต่อาจ ใช้คนละวิธีการในการ เรียนรู้ซึ่งอาจเป็นแบบขนานกันไปได้ การเรียนรู้ต้องเป็นการร่วมกันเรียนรู้ 7.6 ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย การจัดการเรียนรู้แบบพหุวัยจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งปรากฏใน การ ประชุมสมัชชาระดับโลกว่าด้วยผู้สูงอายุครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2002 ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ได้มี มติรับรองแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศมาดริดว่าด้วยเรื่องผู้สูงอายุ โดยมีสาระสำคัญ คือ การปรับเปลี่ยน ทัศนคติต่อผู้สูงอายุเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีทิศทางนโยบายสำคัญ 3 ด้าน คือ 1) การสนับสนุนการมี ส่วนร่วมของผู้สูงอายุ 2) การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และ 3) การมีสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม สำหรับคนทุกกลุ่มวัย แนวทางการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ จึงต้องมากกว่าการให้เพียงสวัสดิการ แต่ต้อง ครอบคลุมถึงสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมในสังคม และการตระหนักถึงคุณค่าของผู้สูงอายุในสังคมอย่าง แท้จริง ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติ และขับเคลื่อนตามแผนปฏิบัติการฯนี้ องค์การสหประชาชาติได้ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้าน ผู้สูงอายุทุก 5 ปี โดยครั้งแรก คือ เมื่อปี 2007 และครั้งที่สอง ปี 2012 ทิศทางการดำเนินงานในประเทศไทยที่ผ่านมา พบว่าแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - 2564) นับเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบพหุวัยใน ประเทศไทย ด้วยปรัชญาที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการมาดริดฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบพหุวัย คือ การเห็นผู้สูงอายุมีคุณค่าและศักยภาพ สมควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้มีส่วนร่วมอันเป็นประโยชน์


83 ต่อสังคม ผู้สูงอายุมีศักดิ์ศรีและสมควรดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนของตนได้อย่างมีคุณภาพที่สมเหตุสมผลและ สมวัย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ใช่บุคคลด้อยโอกาสหรือเป็นภาระต่อสังคมและถึงแม้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งจะ ประสบความทุกข์ยาก และต้องการการเกื้อกูลจากสังคมและรัฐ แต่ก็เป็นเพียงบางช่วงเวลาของวัยสูงอายุ เท่านั้น เห็นได้ว่าปรัชญาของแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ สอดคล้องกับแนวทางของแผนปฏิบัติการมาดริดฯ เช่น เน้นการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี และการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคม ไม่ให้มอง ผู้สูงอายุทุกคนเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือภาระต่อสังคมที่ต้องการการโอบอุ้ม แต่เป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย และยังคงสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ The European Map of Intergenerational Learning (2017) เสนอว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ของ การเรียนรู้แบบพหุวัย นอกจากการกำหนดนโยบายดังกล่าวแล้วยังประกอบด้วย 1. การกำหนดแนวคิด หรือนโยบายเฉพาะทางการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนและสังคม โดยมุ่งเน้นการสนับสนุน จากทุนทางสังคมนั้น ๆ 2. การระบุบทบาทหรือหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้ดำเนินงาน และผู้ให้การ สนับสนุน 3. การจัดทำแผนการบริหารแบบมุ่งเป้า 4. การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอต่อการดำเนิน กิจกรรมการเรียนรู้ 5. การมีภาคีเครือข่ายหรือหุ้นส่วนการเรียนรู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นการเรียนรู้ แบบพหุวัยอย่างถ่องแท้ 6. การสนับสนุนอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน สรุปได้ว่า การเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัย หมายถึง การวางแผนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตลอด ชีวิตที่มี จุดประสงค์เพื่อนำเอาประสบการณ์ของคนแต่ละรุ่นมาแลกเปลี่ยนกันโดยประสบการณ์ดังกล่าวต้อง เป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์ กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดขึ้นต้องเป็นกิจกรรมเชิงรุกที่ทุกคนมีส่วนร่วมใน กิจกรรม โดยหวังผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเด็กและผู้สูงอายุ ลดอคติ และมุ่งเน้นการนำทุนทางสังคม มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการดึงเอาศักยภาพและความแตกต่างของคนทุกวัยมาหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ผ่านกิจกรรมที่มีประโยชน์ ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและการเคารพกันระหว่างคนในช่วงวัยต่าง ๆ อันนำไปสู่ การสร้างเป็นสังคมที่เข้มแข็งและความเป็นเพื่อนบ้านที่มีความเคารพในความเท่าเทียมของคนทุกวัย และ สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างสันติ และสร้างความร่วมมือร่วมใจเชิงบวกระหว่างเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และ ผู้สูงอายุในชุมชนได้ โดยให้ความรู้หรือจัดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคน ทุกวัย เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีระหว่างวัย อันก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนและทุกวัย ทั้งที่เป็นเด็ก วัยรุ่น วัย แรงงาน และผู้สูงอายุ รวมถึงสถานศึกษาและสังคม ตลอดจนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปัน รูปแบบ กิจกรรมการเรียนรู้สำหรับคนทุกวัยผ่านการพัฒนาสังคมในบริบทของแต่ละชุมชน


84 7.7 ตัวอย่างกรณีศึกษาโปรแกรมการเรียนรู้ร่วมกันแบบพหุวัยในยุโรป 1. The actor’s house ประเทศโรมาเนียผู้สูงอายุในฐานะผู้แสดงกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญกับผู้ แสดงวัยเยาว์ เด็ก และวัยรุ่นจากโรงเรียนอื่น รวมทั้งเด็กที่ไม่มีบ้านอยู่ หรือถูกตีตราว่าไม่มีความสำคัญ ผู้ แสดงสูงอายุได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนสำคัญที่มีค่าของสังคม ในขณะที่ผู้แสดงวัยเยาว์ได้รับประโยชน์ จากการได้รับความมั่นใจในตนเองสูงขึ้นโอกาสในการเรียนรู้ด้วยตนเองและจากประสบการณ์ของผู้อื่นและ การรวบรวมความรู้จากวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ และสังคม 2. Otto in Condotta ประเทศอิตาลี เป็นการร่วมกันสร้างสวนดอกไม้ของโรงเรียนซึ่งนักเรียนมี ปฏิสัมพันธ์กับคุณยายในฐานะผู้สอนกิจกรรมการปลูกสวนดอกไม้แบบดั้งเดิมทำให้เกิดความตระหนักใน ความสำคัญของสภาพแวดล้อม ความรู้เรื่องขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเข้าใจเรื่องมรดกท้องถิ่น 3. Promoting Networking Among Generations ประเทศฟินแลนด์เป็นการจัดให้มีผู้ใหญ่ เพียงพอสำหรับเด็กหรือเยาวชนเพื่อสนับสนุนชื่อประจำวันของเด็กในครอบครัวผู้ใหญ่ในโครงการอาสาเป็นพี่ เลี้ยงและเพื่อนของเด็กและเยาวชน จุดมุ่งหมายของ โครงการนี้ก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัยโดยอาศัย รูปแบบการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนาเยาวชน 4. TANDEM ประเทศเยอรมันนี มีจุดมุ่งหมายเพื่ออุปถัมภ์คุณสมบัติในด้านการงานอาชีพสำหรับ เยาวชนที่ไม่ได้รับการใจงานมานานและเพื่ออุปถัมภ์ผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการใจงานมานานให้ได้รับการจ้างให้ กลับเข้าไปทำงานอีกโดยใช้ทักษะและความสามารถของผู้สูงอายุในการฝึกเยาวชนในสถานที่จริง เช่น อู่ซ่อม รถยนต์ การทำพรม การซ่อมท่อน้ำ งานไฟฟ้า งานเกี่ยวกับโลหะ และศิลปะการทำอาหาร 5. The Farmers Education for the Undertaking of Activities in the Secondary and the Tertiary Sector of Economy (ISIODOS) ประเทศกรีก คือการที่ชาวนาต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆในการ ผลิตยุทธวิธีใหม่ๆในการส่งเสริมการขายสินค้าของตนและปรัชญาใหม่ๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจเพื่อให้ชาวนาของ ประเทศกรีกสามารถแข่งขันได้และปรับวิธีปฏิบัติของตนได้ 6. Sixty Plees intergenerational language Project ประเทศอังกฤษเป็นโครงการสำหรับพ่อแม่ ที่มีอายุเกิน 60 ปีแต่พูดภาษาอื่น ๆ ถึง 100 ภาษา เนื่องจากการอพยพมาจากประเทศอื่นและอาศัยอยู่ใน ชุมชนของประเทศของตนและไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ เมื่ออายุมากขึ้นการเข้ารับบริการต่างๆ จะมีปัญหามาก ทำให้คนในชุมชนต้องช่วยเหลือในการแปลเป็นภาษาของตน การให้โอกาสผู้สูงอายุเหล่านี้ในการเรียน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง โดยเรียนอย่างไม่เป็นทางการในบ้านของตน จะช่วยให้ผู้สูงอายุนางถามมีความ มั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษนั่นเอง


85 รายการอ้างอิง ระวี สัจจโสภณ. 2559. กิจกรรมการเรียนรู้แบบพหุวัยบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น: องค์ความรู้จากชุมชน บ้านห้วยสะพานสามัคคี จังหวัดกาญจนบุรี. นครปฐม: คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์. วสุ สกุลรัตน์. 2557. ผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้ความร่วมมือระหว่าง บุคคลต่างวัยในกิจกรรมศิลปะที่มีต่อการเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษานอกระบบโรงเรียน, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Boudieu, P. 1989. Social Capse and Symbolic Power in Sociological Theory. Great Britain: Bocardo Press. Corrigan, T., McNamara, G., & O'Hara, J. 2013. Intergenerational Learning: A Valuable Learning Experience for Higher Education Students. Eurasian Journal of Educational Research, 52(summer), 117-136. International Conference on Intergenerational Programs. 1999. The First ICIP International Intergeneration Conference: Connecting Generations a Global Perspective Conference Report. London: The UNESCO Institute of Education and The Beth Johnson Foundation. Kaplan, M. S., Kusano,Tsuji, I., & S., H. 1998. Intergenerational Programs Support for Childen, Youth and Elder in Japan. New York: State University of New York Press. Krasovec, S. J., & Kump, S. 2010. The Concept of Intergeneration Education and Learning Intergenerational Learning and Education in Later Life. Ljubljana: Ljudska University. NCOA. 1981. Aging in the Eighties: American in transition. Washington. D.C.: NCOA. Newman and Hatton-Yeo. 2008. Intergeneration Learning and the Contributions of Older People. Ageing Horizons, Issue 8: 31-39. Putnam, R. 2000. Bowling Alone, Revisited. The Responsive Community. (spring), 18-33.


86 Springate. 2008. Intergenerational practice a review of the literature. UK: Foundation for Educational Research. The European Map of Intergenerational Learning. 2017. The European Certificate of Intergenerational Learning (Online). http://www.emil-network.eu/theeuropeancertificate-of-intergenerational-learning.


87 บทที่ 8 นีโอฮิวแมนนิส (Neo-Humanist) 8.1 ความหมายของนีโอฮิวแมนนิส แนวคิดนีโอฮิวแมนนิส (Neo - Humanist) เป็นแนวคิดที่คิดค้นโดย P.R. Sarkar ผู้เป็นนักคิด นักเขียน นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ ผู้สร้างทฤษฎีของสังคม และผู้นำทางจิตวิญญาณชาวอินเดียสมัยใหม่ ซึ่งมีผลงานเป็นที่สนใจแพร่หลายไปมากกว่า 130 ประเทศ หนังสือของ P.R. Sarkar ได้ถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ผลงานบทวิจารณ์ทางสังคมผสมผสานกับมุมมองประวิติศาสตร์ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกิจกรรมทางสังคม ในการค้นหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งเข้ามาแทนที่ระบบทุน นิยมและคอมมิวนิสต์ โดยแนวคิดเน้นให้ผู้เรียนเกิดปัญญาบริสุทธิ์ขึ้น ด้วยการฝึกภาวนาแบบโยคะศาสตร์ และใช้หลักจิตวิทยาแบบชาวตะวันตกมาอธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของจิตว่า จิตของ มนุษย์จะเขาสู่ภาวะความสงบจนเกิดพุทธิปัญญาบริสุทธิ์ได้ซึ่งแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสสามารถนำหลักโยคะ ศาสตร์ที่ลึกซึ้งมาอธิบายธรรมชาติของมนุษย์และกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำให้มนุษย์รู้จักตนเองดีขึ้น เข้าใจ ตนเองมากขึ้น ทั้งนี้ได้มีผู้ให้ความสนใจในศาสตร์นี้ได้ให้นิยามของคำว่านีโอฮิวแมนนิสไว้ดังนี้ องค์กร Marga (2006) กล่าวว่า ปรัชญาแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสของ Ananda Marga คือการเป็นหนึ่ง เดียวกับจักรวาลที่ตระหนักถึงการมีสติสูงสุดที่ไร้ขีดจำกัดด้วยการอยู่ร่วมของการเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลใน ทุกสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลของความต้องการระหว่างการดำรงอยู่ในมุมของจิตวิญญาณและทาง โลกที่ไม่ควรละเลย ดังนั้นเป้าหมายของ Ananda Marga คือการตระหนักรู้ในตนเองและทุกสรรพสิ่งใน จักรวาล Sarkar หรือ Shrii Shrii Anandamurti (2006) กล่าวว่า การศึกษาตามหลักแนวคิดนีโอฮิวแมน-นิส เป็นหลักปรัชญาขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่มีปัญญาสูงสุดที่นำพาทั้งสัตว์ มนุษย์ สิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตให้ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขภายใต้จุดกำเนิดจากแหล่งจักรวาล เดียวกัน ซึ่งอธิบายในเชิงจิตวิทยาว่ามนุษย์มีองค์ ประกอบจากส่วนต่าง ๆ ชั้นนอกสุด คือร่างกาย อวัยวะ ภายใน และต่อมไร้ท่อ และส่วนประกอบภายใน คือจิตใจ แบ่งได้ 3 ระดับใหญ่ๆ คือ จิตสำนึก จิตใต้สำนึก และจิตเหนือสำนึก


88 Jacobson (2010) ได้กล่าวว่านีโอฮิวแมนนิส เป็นทั้งปรัชญา การปฏิบัติ และเป็นวิธีการดำเนินชีวิต ที่สอนให้เรามีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืนบนโลกใบนี้ ซึ่งห้อมล้อมไปด้วยความรัก และความกล้าที่จะทำความดี นีโอ ฮิวแมนนิสเป็นระบบการศึกษาที่สอนให้คนไม่ยึดติดว่าเราเป็นคนของเผ่าไหน พันธุ์ไหน แต่เราทุกคนเป็นส่วน หนึ่งของจักรวาล เราเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งหมด และมีเพียงวิธีเดียวที่จะยืนยันว่าเรายังคงทำหน้าที่ในโลก นี้ได้อย่างถาวร ก็คือ การปฏิบัติตนกับคนอื่นด้วยความรัก เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2546) กล่าวว่า หลักการแนวคิดแบบนีโอฮิวแมนนิส ซึ่งเป็นปรัชญาเก่าแก่ ของโลกที่นักบุญซึ่งได้ทำการพัฒนาจิตใจแล้ว มองชีวิตทุกแขวงวิชาความรู้ของมนุษย์นี้ว่า “การมองส่วนรวม ของจักรวาล” มองโลกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่แยกออกจากกันไม่ได้ โดยการปลูกมโน ธรรมขึ้นด้วยการไม่ยอมรับสื่อ ข่าวสารต่าง ๆ ในทันที ซึ่งจะ ต้องตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ก่อนยอมรับด้วย เหตุผลและมีการสรุปประเด็นอย่างละเอียดและมี กระบวนการซึ่งเป็นการพัฒนา มโนธรรม (conscience) อันนำไปสู่การอยู่ดี และชีวิตมีความสุข สรุปได้แนวคิดนีโอฮิวแมนนิส คือ แนวคิดที่เน้นการปฏิบัติที่มีความเชื่อว่าทั้งมนุษย์สัตว์พืชและทุก สรรพสิ่ง ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดมาจากสิ่งเดียวกัน เราจึงไม่ควรแบ่งแยกกีดกัน ในขณะเดียวกัน มนุษย์เป็น สิ่งที่พัฒนาสูงที่สุดในจักรวาล มนุษย์จึงต้องมีหน้าที่ทำให้ทุกสรรพสิ่ง ทั้งมนุษย์สัตว์พืช และทุกสรรพสิ่ง สามารถดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุข และยุติธรรม แต่อย่างไรก็ดี เมื่อลัทธิวัตถุนิยม เข้ามาครอบงำทำให้เกิดการ เอารัดเอาเปรียบกัน รวมทั้งการแบ่งแยกกีดกันอันเกิดจากความรู้สึกว่ากลุ่มหรือพวกของตนดีกว่ากลุ่มคนอื่น ส่งผลให้เกิดความวุ่นวาย สังคมไม่สงบสุข นอกจากนี้ ด้วยความเห็นแก่ตัวของคน จึงก่อให้เกิดปัญหา สภาพแวดล้อม สัตว์ป่าสูญพันธุ์ฯลฯ นีโอฮิวแมนนิสจึงนำเสนอทางแก้โดยการเริ่มต้นจากการพัฒนาความรัก ที่ยิ่งใหญ่ในจิตใจของคนเราเมื่อเรามีความรักที่ยิ่งใหญ่ เราจะรู้สึกสุขสงบ จากนั้นจึงส่งผ่านความรักความ เมตตาที่ยิ่งใหญ่ไปสู่สังคมรอบข้าง และกลุ่มที่มีความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่มารวมกลุ่มกันเพื่อร่วมกันพัฒนา ความอยู่ดีกินดีสุขสงบให้กับทุกสรรพสิ่งในจักรวาล 8.2 จิตเหนือสำนึก จิตสำนึก และจิตใต้สำนึก กับแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2553) กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้น จะเห็นได้ว่ามนุษย์จะมี ส่วนประกอบชั้นนอกสุด คือร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันได้แก่ อวัยวะภายนอกร่างกายและอวัยวะ ภายในและต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ในร่างกาย ส่วนประกอบที่ลึกเข้าไป คือจิตใจ ในส่วนนี้จะมี 3 ระดับใหญ่ คือ จิตสำานึก จิตใต้สำนึก และจิตใจส่วนที่ลึกและละเอียดอ่อนที่สุด ซึ่งเป็นขุมพลังที่รวบรวมแหล่งของความรู้


89 ทั้งหลาย ความรัก ความเมตตาที่ยิ่งใหญ่และความปิติสุขที่เรียกว่าสภาวะของความเป็นพุทธะ ซึ่งจิตใจทั้ง 3 ระดับ มีหน้าที่ ดังนี้ จิตสำนึก มีหน้าที่ 3 ประการ คือรับความรู้สึก แสดงความต้องการหรือรังเกียจและการลงมือกระทำ จิตใต้สำนึก คือความคิดต่าง ๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่สมองระดับนี้ ความฉลาด เช่น การคิด วิเคราะห์ การใช้เหตุและผล การคิดทางวิทยาศาสตร์ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสมองใน ส่วนนี้ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลและบริหารข้อมูล และคิดเรื่องปรัชญาที่ลึกซึ้งที่เกิดขึ้นในโลกนี้อีกด้วย จิตใจส่วนลึกที่สุด แบ่งได้ 3 ระดับ คือ จิตใจส่วนลึกระดับแรก จิตใจส่วนนี้เป็นศูนย์แห่งความรู้ทั้ง ปวงของมนุษย์ เมื่อคนเรามีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างสูงจะทำให้จิตใจสงบแน่วแน่เยือกเย็น และ สามารถสัมผัสจิตใจในระดับนี้ได้ ส่งผลให้เกิดผลงานที่ดีมีคุณภาพและเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างมหัศจรรย์ จิตใจส่วนลึกระดับสอง หากคนเราสามารถพัฒนาจิตใจจนถึงระดับนี้ได้จะทำให้คนเรามีอวัยวะที่รับรู้ ความรู้สึกไวกว่าคนธรรมดาทั่วไป จนทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ทำ ให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงอย่างแจ่มแจ้ง เกิดดวงตาที่ล้ำลึก และไม่ยึดติดกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จิตใจส่วนลึกระดับสาม จิตใจชั้นนี้เปรียบเสมือนจิตใจบาง ๆ ชั้นสุดท้ายที่ห่อหุ้มสภาวะของความเป็นพุทธะ ของมนุษย์ไว้ ผู้ที่เข้าถึงจิตใจส่วนนี้ จะรู้สึกว่าจิตใจของตนได้พัฒนาจนเกือบเข้าถึงความสุขที่แท้จริงของชีวิต ซึ่งหลักทางพุทธศาสนาเรียกสภาวะนี้ว่า “นิพพาน” หรือสภาวะความเป็น “พุทธะ” นั่นเอง กระบวนการการทำงานของจิตใต้สำนึก จะเกิดขึ้นได้จากประสามสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ซึ่งกระทำการบันทึกข้อมูล หรือสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบประสาททั้งห้า ดังภาพต่อไปนี้


90 ภาพแสดงกระบวนการการทำงานของจิตใต้สำนึกของเกียรติวรรณ อมาตยกุล (2530) กระบวนการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจิตใต้สำนึกของมนุษย์ เปรียบได้ดังศูนย์การบันทึกข้อมูลทาง ความคิด การกระทำ และประสบการณ์ต่าง ๆ จิตใต้สำนึกของมนุษย์มีพลังอำนาจเหนือกว่าจิตสำนึกถึง 93 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จิตสำนึกมีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมและการศึกษา มีอิทธิผลเป็นอย่าง ยิ่งต่อความเฉลียวฉลาด คุณธรรม และความสุขของคนเรา แนวคิดนี้เชื่อว่า ความเก่ง ความฉลาด ซึ่งเป็น ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ แต่มนุษย์ดึงศักยภาพดังกล่าวออกมาใช้แค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองได้สูงสุดมากกว่านี้ และเชื่อว่าความเป็นคนสมบูรณ์นั้นเกิดจากศักยภาพ ที่สำคัญ 4 ด้าน คือ 1. ร่างกาย (Physical) จะต้องแข็งแรง 2. จิตใจ (Mental) ถ้ารูปร่างดีแข็งแรง แต่จิตใจไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ตัดสินใจด้วย ตัวเองไม่ได้ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็ไม่มีประโยชน์ 3. ความน้ำใจ (Spiritual) มีความรักให้กับคนอื่นในวงกว้าง ช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวัง ผลตอบแทน มีความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ มีใจที่เปิดกว้าง 4. วิชาการ (Academic) ถ้าเราไม่มีวิชาการ ไม่มีความรู้ ก็ไม่มีทางที่เราจะมีอะไรมาบำรุง ตัวเอง จิตใต้ สำนึก การมองเห็น (ตา) เสียง (หู) กลิ่น (จมูก) ความรู้สึก (ผิวหนัง) รส (ลิ้น) จิตสำนึก


91 ทั้งสี่ด้านที่กล่าวมานี้คือ หลักการสู่ความเป็นคนที่สมบูรณ์ ซึ่งการศึกษาที่ดีจะต้องจัดให้ครบทั้งหมด กระบวนการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายความเป็นคนที่สมบูรณ์ 8.3 หลักการของนีโอฮิวแมนนิส หัวใจของแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส ประกอบไปด้วยหลักการ 5 ประการดังนี้(เกียรติวรรณ อมาตย-กุล, 2553) หลักการที่1 ต้องฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหมายถึงการมีระเบียบวินัย การพัฒนาตนเองตาม แนวคิดนีโอฮิวแมนนิส จะเน้นหนักที่การปฏิบัติ ถึง 95% และทฤษฎีที่ 5% ดังนั้น การฝึกวินัยโดยการเริ่มต้นทำในสิ่งที่ต้องจำเป็นต้องทำ ก็จะเป็นพื้นฐานใน การปฏิบัติตนตาม แนวคิดนีโอฮิวแมนนิส รวมทั้งการปฏิบัติตนด้านอื่น ๆ ด้วย และ“การมีระเบียบวินัยเป็น เหมือนกับการติดปีกให้กับชีวิตที่กำลังรุ่งเรือง” หลักการที่ 2 ต้องมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ คลื่นสมองในขณะที่เรากำลังทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ มีผลอย่างยิ่งต่ออารมณ์ความรู้สึก ความทุกข์ ความสุข ของคนเรา สมองของคนเราสามารถส่งคลื่นออกมาได้หลายจังหวะ คลื่นที่เราควรให้ความสนใจอย่าง มาก ได้แก่ คลื่นสมองเบต้า และคลื่นสมองอัลฟา คลื่นเบต้า เป็นคลื่นที่สมองของเราส่งออกมา มีความถี่ที่ 13-40 รอบต่อวินาที เป็นคลื่นที่ส่งออกมาเมื่อสภาวะจิตใจของเราอยู่ในความเครียด คลื่นอัลฟา เป็นคลื่น สมองที่มีความถี่อยู่ที่ 8-13 รอบต่อวินาที เป็นคลื่นที่ส่งออมาเมื่อเราอยู่ในสภาวะผ่อนคลายล้ำลึก ไม่มีความ วิตกกังวลหรือความเครียดใด ๆ สมองซีกซ้ายขวาทำงานอย่างสมดุล เมตตาโบลิซึมทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ความดันโลหิตลดลง ระบบการทำงานของอวัยวะภายในทำงานได้อย่างดี มีความจำดีขึ้น มี ความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น มีความคิดทางบวกมากขึ้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากเราอยู่ใน สภาวะแบบนี้ในช่วงเวลา 10-15 นาทีติดต่อกัน 7-14 วัน ชีวิตก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อยากจะทำในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อตัวเอง และผู้อื่นมากขึ้น วิธีที่ทำให้คลื่นสมองต่ำ ได้แก่ 1. การทำให้คลื่นสมองต่ำโดยการฟังเพลงที่ทำให้คลื่นสมองต่ำซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข 2. การทำให้คลื่นสมองต่ำโดยการฝึกสมาธิ ซึ่งการฝึกสมาธิตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส ได้แก่ การฝึก สมาธิด้วยเสียงเพลง และการฝึกสมาธิหรือวิปัสสนาตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส


92 3. การทำให้คลื่นสมองต่ำโดยออกกำลังกายด้วยโยคะอาสนะซึ่งการออกกำลังกายด้วยโยคะอาสนะ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายถูกปรับให้สมดุล ทำให้อารมณ์ของผู้ฝึกพัฒนาขึ้น มีคลื่น สมองต่ำลง 4. การทำให้คลื่นสมองต่ำโดยการรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติ 5. การทำให้คลื่นสมองต่ำโดยการใช้คำพูดที่สร้างสรรค์และเกิดผลดีกับตัวเองและคนรอบข้าง 6. การทำให้คลื่นสมองต่ำโดยการใกล้ชิดกับคนที่มีคลื่นสมองตำซึ่งคนที่มีคลื่นสมองต่ำมักจะพูดแต่สิ่ง ดีงาม มีอารมณ์ดี มีทัศคติที่ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้ชิดมีความสุข อารมณ์ดี และมีคลื่นสมองต่ำด้วย หลักการที่ 3 ต้องมีภาพพจน์ของตัวเองด้านบวก ภาพพจน์ตัวเองคือ ความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเรา ความรู้สึกนี้จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเรา เพราะ มันเป็นความเชื่อฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกที่ถูกปลูกฝังโดยที่เราไม่รู้ตัวจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งทำให้ เราเชื่อว่าเราเป็นคนอย่างไร ซึ่งอาจจะเป็นทั้งด้านบวก และด้านลบ คนที่มีภาพพจน์ตัวเองด้านบวก จะรู้สึกดี กับตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความสามารถที่แตกต่างจากคนอื่น วิธีการเปลี่ยนแปลงภาพพจน์ของตัวเองให้เป็นบวก (เกียรติวรรณ อมาตยกุล, 2542) 1. การใช้พลังคำพูด นักปราชญ์ตะวันออกโบราณได้ค้นพบแล้วว่าคำพูด จิตใจ สมอง ต่อมไรท่อ และ อวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้นักปราชญ์โบราณได้แนะนำเทคนิคง่าย ๆ ในการพัฒนาภาพพจน์ที่ดีให้ตัวเองโดย การใช้คำพูดดีๆ กับตัวเอง และการรับฟัคำพูดดีๆ จากผู้อื่น เทคนิคทั้งสองประการนี้มาจากพื้นฐานของ ความเชื่อที่ว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งคำพูดจากตัวเราเองและ คำพูดของคนอื่น การพูดด้านบวกกับตัวเอง มีแนวคิดดังนี้คือ เราจะต้องมั่นใจว่าตัวเรานั้นสามารถสร้างการ เปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตเราได้จากการเปลี่ยนแปลงจิตใต้สำนึกของเราเอง เราจะต้องฝึกนิสัยการสนทนากับ ตัวเองมาขึ้น และหากได้ยินคำสนทนาด้านลบในสมอง ให้เลิกคิดทันทีและเปลี่ยนบทสนทนาด้านลบเป็นบท สนทนาด้านบวก 2. พลังแห่งจินตนาการ การพูดด้านบวกนั้นมีผลดีต่อภาพพจน์ของตัวเรา แต่คำพูดแต่ละคำก็มีพลัง ไม่เท่ากัน คำพูดที่ทำให้เห็นภาพหรือเกิดจินตนาการจะมีอิทธิพลต่อจิตใจมากกว่า ดังนั้นเราควรฝึก จินตนาการด้านบวก และจินตนาการสิ่งที่เราปรารถนาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้ภาพพจน์ของตัวเองได้ดีขึ้น


93 หลักการที่ 4 ต้องคิดและทำด้านบวก คนที่คิดทำด้านบวกจะเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดี จะมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ มีความรู้สึกที่ดีกับตัวเองและ ผู้อื่น มีความสุขที่จะช่วยผู้อื่นประสบความสำเร็จและมีความสุข สามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ หลักการที่ 5 ต้องให้ความรัก มีวิธีการให้ความรัก หรือการให้พลังด้านบวก(Empowerment) เพื่อสร้างพลังด้านบวกให้กับตัวเอง และกับผู้อื่น เพื่อให้เป็นคนคิดทำด้านบวก และเห็นคุณค่าในตัวเอง การให้พลังด้านบวกประกอบด้วย การ ยิ้ม ชม สบตา สัมผัส และสวัสดี สรุปหลักการในการพัฒนาตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสนั้น มีหัวใจที่ต้องฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง แนวคิดนีโอฮิวแมนนิสจะเน้นที่การปฏิบัติเป็นหลัก การมีวินัยทำให้ผู้ฝึกสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง จนถึงเป้าหมายที่ต้องการ การมีวินัยจะเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้คนประสบความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้ จะต้องมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ ซึ่งคลื่นสมองต่ำจะทำให้เรามีจิตใจผ่อนคลาย สงบ มีความคิดด้านบวกมากขึ้น มีสติ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้นจะมีภาพพจน์ของตัวเองด้านบวกซึ่งคนที่มีภาพพจน์ ต่อตนเองด้านบวกจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเอง เชื่อมั่นในศักยภาพที่ตนเองมี ซึ่งแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสเชื่อ ว่าคนทกคนมีศักยภาพซ่อนอยู่ภายใน นอกจากนี้จะต้องคิดและทำด้านบวกซึ่งคนที่คิดและทำด้านบวก จะ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี มองเห็นโอกาส ทางออกและทางแก้ไขได้มากกว่าความล้มเหลว และสุดท้ายจะต้อง ให้ความรักซึ่งพลังแห่งความรักจะสามารถขจัดอารมณ์ลบทั้งปวงได้ แนวคิดนีโอฮิวแมนนิสจะเน้นการให้พลัง ความรักแก่กัน ซึ่งได้แก่ การยิ้ม ชม สบตา สัมผัส และสวัสดี ผลลัพธ์จากการพัฒนาตนตามแนวคิดนีโอฮิว แมนนิสจะทำให้ผู้เรียนมีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีศักยภาพที่จะสามารถแก้ไขปัญหา ที่ตนเองประสบได้ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ 8.4 กิจกรรมการพัฒนาบุคคลตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2553) ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นีโอฮิวแมนนิสของประเทศไทย ได้เสนอแนว กิจกรรมการพัฒนาบุคคลตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส ดังนี้ ด้านอาหาร ความเข้าใจเบื้องต้นของอาหารกับการบริโภค มี 3 ประเภท ดังนี้ 1. อาหารที่สมควรบริโภคอย่างยิ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจสงบเยือกเย็น เช่น ผลไม้ถั่ว เปลือกแข็ง เมล็ดธัญพืช ผัก นม และผลิตภัณฑ์จากนม


94 2. อาหารที่กระตุ้นร่างกายและจิตใจที่สมควรบริโภคให้น้อยที่สุด เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ยาต่าง ๆ และสมุนไพรปริมาณมาก ๆ 3. อาหารที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ กระเทียม หัวหอม เหล้า เบียร์ และสิ่งเสพติดต่าง ๆ ด้านการออกกำลังกาย การฝึกโยคะอาสนะ เป็นกายบริหารอย่างง่ายๆ ซึ่งคนทุกเพศและทุกวัยสามารถฝึกฝนและปฏิบัติได้ ช่วยรักษาสุขภาพของร่างกายด้วยการกระตุ้นการหมุนเวียนของกระแสโลหิต เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความคล่องตัว เป็นการนวดอวัยวะภายในและต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ทำให้จิตใจสงบ สดใส เบิกบาน ทำให้การ พัฒนาจิตใจเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้านการทำสมาธิ การทำสมาธิ เป็นการยกระดับจิตใจ ให้เกิดความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ต่อทุกสรรพสิ่งในโลกและ จักรวาล การทำสมาธิเป็นกระบวนการทำให้ร่างกาย จิตสำนึก และจิตใต้สำนึกหยุดการทำงาน หรือทำงาน น้อยที่สุด เพื่อทำให้จิตใจส่วนลึก หรือจิตเหนือสำนึกของคนเรามีโอกาสทำงานได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ทำสมาธิ คลื่นสมองของผู้ทำสมาธิจะช้าลงไปเรื่อย ๆ จนเกิดความปิติสุขมากขึ้น เมื่อคลื่นสมองหลอมรวมกับคลื่น จักรวาล ความรู้สึก “ตัวฉัน” หรือ “อัตตา” จะหายไป ซึ่งเป็นการเข้าสู่สภาวะความเป็นพุทธะ คือการเต็ม เปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง ซึ่งกระบวนการเข้าสู่สภาวะนี้นั้นต้องประกอบด้วยการ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเหมาะ การออกกำลังกายอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกาย แข็งแรงสมบูรณ์อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาจิตใจ การพัฒนาจิตใจทำได้โดยการฝึกสมาธิ เพื่อให้จิตใต้สำนึก มีข้อมูลที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และจิตใจส่วนลึกทั้งสามระดับได้รับการพัฒนาจนเข้าสู่สภาวะของ ความมีจิตใจที่มีความรัก ความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ อันนำไปสู่เป้าหมายของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่ง วิธีการฝึกสมาธิตามแนวนีโอฮิวแมนนิสสามารถกระทำได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้ การฝึกสมาธิด้วยมันตราด้วยเสียงเพลง: การทำคีรตาน (Kiirtan) การทำคีรตาน คือการภาวนาหรือการร้องเพลงมันตราอย่างต่อเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้จิตใจของผู้ร้องเกิดความสงบ ปิติสุข และคลื่นสมองต่ำอย่างรวดเร็ว ควรทำอย่างต่อเนื่องประมาณวัน ละ 10-15 นาที วันละ 2 ครั้ง ตลอด 2-3 สัปดาห์


95 การฝึกสมาธิด้วยการเต้น: ลาลิตา มามิการ์ (Lalita Marmika) เป็นการทำสมาธิด้วยท่าเต้นที่ง่าย และมีประโยชน์สูง ทำให้ผู้ฝึกเกิดความสุขสงบและปิติใน จิตใจอย่างรวดเร็วและล้ำลึก โดยท่าเต้นจะต้องกดปลายเท้าตรงส่วนหัวแม่เท้าลงกับพื้น เป็นการกระตุ้นต่อม ไพเนียลบนยอดศีรษะของคนเรา ซึ่งต่อมนี้ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้จิตใจเกิดความสงบและปิติสุข เป็น ท่าที่เหมาะสำหรับการเตรียมจิตใจก่อนทำสมาธิ การฝึกสมาธิด้วยการออกกำาลังกาย: โยคะอาสนะ (Yoka Asana) การฝึกสมาธิด้วยการออกกำลังกายด้วยโยคะอาสนะ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ระดับฮอร์โมน สมดุล จิตใจสงบ มีสติ คลื่นสมองต่ำ จิตใต้สำนึกพร้อมที่จะรับข้อมูลใหม่ที่เป็นบวกซึ่งส่งผลต่อภาพพจน์ ทางด้านบวกของผู้ฝึก ทำให้เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง เป็นการออกกำลังกายที่มีผลโดยตรงกับต่อมไร้ ท่อและระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ผสมกับการสูดลมหายใจลึกๆ สลับด้วยการ หยุดนิ่งของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยทำให้ปอดรับออกซิเจนได้มากขึ้น ระบบประสาทผ่อน คลายและมีกำลังวังชา หากคนเราฝึกโยคะอยู่สม่ำเสมอ จะทำให้มีระบบประสาทที่ดี ไม่เครียด การไหลเวียน ของโลหิตดีขึ้น และเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนสมองเพิ่มขึ้นช่วยควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อให้ สมดุล ส่งผลให้เกิดความสมดุลทางอารมณ์ และความสงบสุขทางจิตใจ สรุปได้ว่า แนวคิดนีโอฮิวแมนนิสเป็นการมุ่งเน้นพัฒนาอัจฉริยภาพของบุคคลที่แฝงเร้นอยู่ภายในให้ ปรากฏออกมาอย่างเต็มศักยภาพ ในการพัฒนาตนเอง เน้นการปฏิบัติ 95% และทฤษฎี 5% ซึ่งเป็นพื้นฐาน ในการปฏิบัติตนตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส ทำให้บุคคลมีระเบียบวินัยในตนเอง การทำงานของสมองซีกซ้าย และขวาทำงานอย่างสมดุลอันเนื่องมาจากการบริหารร่างกายและการทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอ เป็นบุคคลที่มี ภาพพจน์ตัวเองด้านบวกและมีความรู้สึกดีกับตนเอง เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น และมีความสามารถ แตกต่างจากคนอื่น 8.5 นีโอฮิวแมนนิสกับการเสริมสร้างความสุข แนวคิดทฤษฎีนีโอฮิวแมนนิส มีหัวใจหลักอยู่ที่การนำแนวคิดทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติการเสริมสร้าง ความสุขตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส จะต้องให้ผู้ฝึกเกิดคุณธรรม มีการรักษาคุณธรรมกับตนเองและกับผู้อื่น ตลอดจนไปสู่สัตว์ เพื่อนร่วมโลก สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ด้วยหลักคุณธรรมหรือศีลของยามะ นิยามะ (เกียรติวรรณ อมาตยกุล, 2542) คุณธรรมเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการ พัฒนาจิต ผู้ที่ประพฤติตนอยู่ในหลักคุณธรรม 10 ประการของโยคะจึงจะสามารถนำตนเองไปสู่ความสุขที่


96 แท้จริง จนก่อให้เกิดสังคมแห่งความสุขที่แท้จริง ซึ่งคุณธรรมในที่นี้ประกอบด้วยหลักคุณธรรม 2 ประการ ดังนี้คือ 1) ยามะ คือ หลักในการปฏิบัติตัวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ประกอบด้วย 1.1) อหิงสา (Ahimsa: Kindness) หมายถึง การไม่มีเจตนาทำให้เกิดความเป็นปวดต่อผู้ใด ทั้งจากความคิด คำพูด และการกระทำตลอดเวลาหลายพันปีได้มีการเบี่ยงเบนความหมายที่แท้จริงออกไป เช่น การห้ามฆ่าสัตว์ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม แต่ในความหมายที่นี่ ถ้าเราจำเป็นต้องทำร้ายสัตว์เพื่อความอยู่รอด ปลอดภัยของชีวิตโดยไม่มีเจตนา แต่เราต้องเพิ่มความหมายที่แท้จริงว่า เราควรปฏิบัติตัวด้วยการระมัดระวัง ความคิด คำพูด และการกระทำที่สร้างความเจ็ดปวดให้คนอื่น 1.2) สัตยา (Satya: Honesty) หมายถึง การคิดและการใช้คำพูดที่เจตนาจะทำให้ผู้อื่นได้รับ ประโยชน์ และมีความสุข มักมีการแปลความหมายว่าเป็นการพูดความจริง ซึ่งบางครั้งส่งผลร้ายให้เกิดขึ้นได้ แต่ความหมายที่แท้จริงของสัตยานั้นคือการพูดปิยวาจา หรือวาจาไพเราะที่เป็นประโยชน์และให้ความสุขแก่ ทั้งผู้ฟังและผู้พูด และควรหลีกเลี่ยงคำอปิยวาจา ซึ่งได้แก่ คำพูดแสลงใจ คำพูดแง่ลบ คำพูดหยาบคาย คำพูด ซ้ำเติม คำพูดดูถูกหรือสบประมาท และคำพูดเสียดสีแดกดัน 1.3) อัสเตยะ (Asteya: Responsib ility) หมายถึง การที่ไม่นำสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของ ตัวเราซึ่งจะครอบคลุมถึง 4 ด้าน ได้แก่ การไม่ลักขโมยสินทรัพย์ผู้อื่นทางกาย การไม่ลักขโมยทรัพย์สินของ ผู้อื่นทางใจ การไม่ทำให้ผู้อื่นสูญเสียโอกาสที่ตัวเองควรจะได้รับ การไม่คิดที่จะทำให้ผู้อื่นสูญเสียโอกาสที่ ตัวเองจะได้ 1.4) พรหมจรรย์ (Brahmacarya: Unity) ในความหมายที่ถูกต้องของการมีพรหมจรรย์ คือ การระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม ยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ที่มีอยู่ในทุกสรรพสิ่งที่เราไปเกี่ยวข้องด้วยอยู่ตลอดเวลา (ในภาษา สันสกฤต เรียกคำนี้ว่า พรหม) เป้าหมายของการฝึกคุณธรรมข้อนี้ลึกซึ้งละเอียดอ่อนและมีความสำคัญที่สุด คือ การปฏิบัติต่อทุกสรรพสิ่งที่เราไปเกี่ยวข้องด้วยเสมือนกับทุกสรรพสิ่งเป็นความดีงามที่ปรากฏออกมา บ่อยครั้งความหมายนี้มักถูกบิดเบือนไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศซึ่งแท้จริงแล้วความหมายนั้นไม่มีรากศัพท์ เกี่ยวกับเพศเลย เพราะหลักการคุณธรรมข้อนี้มีความสอดคล้องกับธรรมชาติ 1.5) ปริคคหะ (Aparigraha: Simplicity) หมายถึง การดำเนินชีวิตในรูปแบบที่เรียบง่าย ไม่ ฟุ่มเฟือย ลุ่มหลงกับความสบายทางวัตถุต่าง ๆ มากเกินไป วิธีการดำเนินชีวิตแบบนี้จะทำให้คนเรารู้จักใช้ ทรัพยากรตามความจำเป็นของชีวิต แก่นแท้คือความพยายามที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบที่เรียบง่ายและการ


97 รู้จักแบ่งปันส่วนเกินของชีวิตต่าง ๆ ให้กับผู้อื่นตามสมควรซึ่งจะทำให้คนทุกคนอยู่รวมกันในสังคมอย่างมี ความสุข 2) นิยามะ หลักในการพัฒนาร่างกายและจิตใจตนเอง ประกอบด้วย 2.1) เศาจะ (Shaoca : Cleanliness) หมายถึง การรักษาความสะอาดหรือความบริสุทธิ์ทั้ง ความสะอาดภายนอกและภายใน ซึ่งวิธีที่ทำความสะอาดภายในได้ดีที่สุด นั้นก็คือการทำสมาธิเพื่อให้เกิด ความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ ลดความต้องการเพื่อตนเอง การเห็นแก่ตัว หรือลดตัวตนลงนั้นเอง 2.2) สันโดษ (Santosa: Acceptance) หมายถึง ความพยายามในการรักษาสภาวะความไร้ กังวล ความสบาย และความสงบของจิตใจ ด้วยการพยายามควบคุมจิตใจของเราไม่ให้ตกเป็นทาสของอำนาจ วัตถุ ซึ่งมีวิธีการ คือการบอกตัวเองอยู่เสมอ การได้ยินได้ฟังจากคนรอบข้าง (Autosuggestion) ด้วยการให้ ความสำคัญของร่างกายจิตใจของตัวเองมีค่าเหนือกว่าทรัพย์สิน และการรับฟัง คำพูดของคนรอบข้างที่เป็น กัลยาณมิตรที่ให้ความสำคัญแก่ร่างกายจิตใจ 2.3) ตบะ (Tapas: Sacrifice) หมายถึง การที่จะต้องได้รับความเหนื่อยยากหรือความ ลำบากเพื่อรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่การทรมานตนเอง ซึ่งจะแตกต่างกับเศาจะในแง่ที่ว่าการให้ของเรา จะต้องทุ่มเทจนได้รับความยากลำบากหรือความเหนื่อยยากในการช่วยเหลือผู้อื่น 2.4) สวาธยายะ (Savadhyaya: Understanding ) หมายถึง ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับ เรื่องที่จะช่วยพัฒนาจิตใจของคนเราให้มีความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ นั้นก็คือการสร้างสปิริต หรือการสร้าง ใจให้เปิดกว้างมีความรักความเมตตากับทุกสรรพสิ่ง ไม่มีการจำกัดหรือแบ่งแยกพวกเขาพวกเราวรรณะเขา หรือเชื้อชาติ 2.5) อิศวรประนิธาน (Iishvara Pranihana: Spirituality) หมายถึง การพัฒนาจิตใจหรือ การทำสมาธิของคนเราให้มีคลื่นสมองต่ำลงจนเข้าสู่คลื่นจักรวาล ด้วยการนำเอาคลื่นจักรวาลมาเป็นเป้าหมาย ในชีวิต หรือทำชีวิตของเราให้มีคลื่นสมองต่ำลงจนเป็นคลื่นจักรวาล สรุป แนวคิดนีโอฮิวแมนนิส หมายถึง แนวทางในการเสริมสร้างความสุขอย่างแท้จริงเน้นการพัฒนา ร่างกายควบคู่กับจิตใจและจิตวิญญาน ด้วยการสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงจิตใจตัวเองให้หลุดพ้นจาก ความรู้สึกในทางลบ เช่น ความเกลียด ความกลัว ความอิจฉาริษยา ความโกรธ ความหยิ่งทะนงในตนเอง ความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่จิตใจที่มีแต่ความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่แกทุกสรรพสิ่ง ซึ่งมีข้อ


Click to View FlipBook Version