The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bum_aomjai, 2022-01-22 23:39:44

เอกสาร Presore Injury for RN day1

รวมเอกสารD1

เอกสารการอบรม
โครงการพัฒนาสูค่ วามเปน็ เลิศในการดูแลแผลกดทบั ปี 2565

กจิ กรรมท่ี 3
Best practice in Pressure injury care

วันที่ 24 – 26 มกราคม 2565
ณ ห้องประชุมโยธี อาคารเฉลมิ พระเกียรตฯิ ช้นั 11

คณะกรรมการป้องกนั และดแู ลแผลกดทบั
ภารกจิ ด้านการพยาบาล โรงพยาบาลราชวิถี

Classification of Pressure Injury , MDRPI, MMPI, MARSI
สุภาภรณ สวุ รรณพชื น RN ,ET nurse.

แผลกดทับ (Pressure Injury)
แผลกดทับ เปนหนึ่งในปญหาเรื้อรังท่ีพบบอยในผูปวยที่ไมสามารถเคลื่อนไหวไดดวยตนเอง โดยเฉพาะ

ในผูสูงอายุ ทำใหผูปวยใชเวลาในการรักษานานขึ้น ตองเสียคาใชจายเพ่ิมขึ้น และเกิดผลกระทบท้ังดาน
รางกาย จิตใจ อารมณ และสงั คมของผปู วยและครอบครวั จากการเฝาระวังการเกิดแผลกดทับ ในโรงพยาบาล
ราชวิถี พบวา มีผูปวยท่ีเกิดแผลกดทับระดับที่ 2 มากท่ีสุด ซึ่งเปนระดับท่ีสามารถปองกันได และในดาน
บริการพยาบาล การเกิดแผลกดทับของผูปวยแสดงถึงคุณภาพการพยาบาลท่ียังไมไดมาตรฐาน อีกท้ังอัตรา
การเกิดแผลกดทับในโรงพยาบาล เปน 1 ใน 5 ตวั ช้ีวัดสำคญั ของผลลพั ธบรกิ ารพยาบาลในระดบั ชาติ

แผลกดทับ หมายถึง การท่ีผิวหนังถูกกดทับอยูตลอดเวลา ทำใหเน้ือเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยงเปนเวลานาน
เน้ือเยื่อบริเวณท่ีถูกกดเกิดเน้ือตายกลายเปนแผล ซึ่งผิวหนังจะถูกทำลายลึกลงไปถึงเนื้อเยื่อช้ันลางหรือ
กลา มเนือ้ และกระดูก

แผลกดทับ เปนการบาดเจ็บเฉพาะท่ีท่ีเกิดกับผิวหนังหรือเน้ือเยื่อใตผิวหนัง มักเปนบริเวณปุมกระดูก มี
สาเหตุจากแรงกดหรือแรงกดรวมกับแรงไถล หรือแรงเสียดสี (WOCN review / revised : april 2011) แผล
กดทับเปนเหตุการณไมพึงประสงค มีคาจายสูงและพบบอย เปนสาเหตุการตาย 60,000 ราย/ป คารักษาแผล
กดทับระดับ 4 สูงถึง 18,731.47 ถึง 21,410.12 เหรียญสหรัฐ หรือ 640,000 บาท/ราย ในสหรัฐอเมริกา
โรงพยาบาลที่รับผูปวยวิกฤติ ตองเสียคาใชจายในการรักษาแผลกดทับปละ 2.5 ลานเหรียญ และปจจุบัน
Medicare and Medicaid service ของสหรัฐไมจายเงินคืนใหโรงพยาบาลท่ีใชไปในการรักษาแผลกดทับ ใน
โรงพยาบาล ต้งั แตร ะดับ 3 ขึน้ ไป

ในป 2559 The national Pressure Ulcer Advisory Panel (NPUAP) ไดมีการทบทวน คำเรียกแผล
กดทบั จากคำวา Pressure Ulcer เปน Pressure Injury เพือ่ เปลี่ยนคำใหตรงกบั ลักษณะของแผลกดทับที่
ช้นั ผิวหนงั ถกู ทำลาย ทัง้ ผิวหนังยังไมฉีกขาดและผวิ หนงั ทฉ่ี ีกขาด โดยผิวหนังท่ถี ูกทำลายแตยังไมฉกี ขาด ไดแก
แผลกดทับ PU stage 1 & DTI สวนผิวหนังที่ฉีกขาด คือ แผลกดทับระดับ 2 - ระดับ 4 ซ่ึงเปนเนื้อเยื่อ
ผิวหนังไดรับบาดเจ็บหรือถกู ทำลายจนผิวหนังฉีกขาดแลว (The national Pressure Ulcer Advisory Panel
(NPUAP) Pressure Injury Staging 2016)

การกำหนดระดบั และลกั ษณะของแผลกดทบั
การกำหนดระดับและลักษณะของแผลกดทับมีความสำคัญเพื่อใชในแผนการรักษา ความถูกตองของ
การประเมิน ประเมินซ้ำ และการบันทึก มีความสำคัญสำหรับใชเปนหลักฐานของการหาย หรืออาการเลวลง
ของแผล การส่ือสารเก่ียวกับแผลกดทับ จึงตองใชศัพทท่ีถูกตองและเปนสากล ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย
The National pressure ulcer Advisory panel ไดทบทวนการแบงระดับของแผลกดทับ โดยมีการแยก
แผลกดทับที่ไมสามารถระบุเนื้อเย่ือชั้นลึกท่ีสุดที่ถูกทำลายออกมาเปนระดับ Deep tissue injury และ
Unstageble แบงระดบั ของแผลกดทบั เปน 6 ระดับ (NPUAP,2016) ดังนี้

1

แผลกดทับระดับ 1 : ผิวหนังยังไมเกิดการฉีกขาดมีรอยแดง และรอยแดงยังคงอยูเมื่อใชน้ิวมือกด
บรเิ วณผวิ หนังทเี่ ปน รอยแดง (Non-blanchable erythema of intact skin)

ผวิ หนังยังไมเกดิ การฉีกขาด เกิดรอยแดงเฉพาะท่ีและรอยแดงยังคงอยูเม่อื ใชน้วิ มอื กดบริเวณผิวหนัง
ท่ีเปนรอยแดง ในผูท่ีมีผิวคล้ำลักษณะท่ีแสดงใหเห็นจะแตกตางออกไป อาจพบผิวหนังมีรอยแดงและรอยแดง
จางลงเมื่อใชนิ้วมือกด หรือมีการเปลี่ยนแปลงของการรับความรูสึก การเปล่ียนแปลงของอุณหภูมิ หรือผิวหนัง
มคี วามแขง็ การเปลยี่ นแปลงของสผี ิวไมรวมผวิ หนงั ท่ีเปล่ียนเปน สมี วงหรอื สแี ดงช้ำ

รปู ภาพตัวอยางแผลกดทบั ระดับ 1 ท่มี า : รพ.ราชวถิ ี

แผลกดทับระดับ 2 : สูญเสยี ผวิ หนงั บางสวน มองเห็นชั้นหนงั แท (Partial-thickness skin loss with
exposed dermis)

มีการสูญเสยี ช้ันผิวหนังบางสว นจนมองเหน็ ช้ันหนังแท ลกั ษณะพื้นแผลมสี ชี มพหู รอื สีแดง มคี วามชุมชื้น
หรืออาจพบลักษณะของตุมน้ำใสหรือเปนตุมน้ำใสท่ีแตก มองไมเห็นชั้นไขมันหรือชั้นของเนื้อเย่ือท่ีอยูลึก ไม
พบลักษณะของเนอ้ื เย่อื ใหมส ีแดง เน้อื ตายเปอยยยุ และเนื้อตายแหงแขง็

ตวั อยา ง แผลกดทับระดับ 2 ทม่ี า : รพ.ราชวถิ ี

โดยทั่วไปถาพบการบาดเจ็บของแผลลักษณะนี้บริเวณผิวหนังเหนือกระดูกเชิงกรานมักเกิดจากความช้ืน
และแรงไถล และถา พบบริเวณสน เทามักเกดิ จากแรงไถล การระบุระดบั ของแผลกดทับระดับ 2 จะไมใ ชในการ
อธิบายแผลท่ีเกิดจากภาวะผิวหนังถกู ทำลายจากความเปย กชื้น เชน ผิวหนังอักเสบจากการควบคุมการขับถาย
ไมไ ด ผิวหนงั ถกู ทำลายจากวัสดุยดึ ติดทางการแพทย หรอื แผลทเ่ี กิดการบาดเจบ็ จากอุบัตเิ หตุ เชน แผลถลอก

2

แผลกดทับระดับ 3 : สญู เสยี ชน้ั ผิวหนังท้งั หมด (Full-thickness skin loss)
มีการสูญเสียของชั้นผิวหนังท้ังหมด มองเห็นช้ันไขมันในแผล มีเน้ือเยื่อใหมสีแดงและลักษณะขอบ
แผล มว น อาจพบเนื้อตายเปอยยุยและ/หรือเนื้อตายแหง แข็ง ระดับความลึกของเนอื้ เยอ่ื ทเี่ สียหายแตกตา งกัน
ตามตำแหนงทางกายวิภาคทเ่ี กิดแผล บรเิ วณทม่ี ีไขมนั มากมักจะเกิดเปน แผลลกึ อาจพบโพรงใตขอบแผลและ/
หรือ โพรงแผล มองไมเ ห็นช้ันพงั ผดื กลามเนื้อ เสน เอน็ กระดกู ออนและ/หรอื กระดูก

ตัวอยา ง แผลกดทบั ระดบั 3 ทมี่ า : รพ.ราชวิถี

แผลกดทับระดบั 4 : สญู เสยี ชั้นผิวหนงั ท้ังหมด และช้นั เนือ้ เย่ือใตผิวหนงั (Full-thickness skin loss
and tissue loss)

สูญเสียช้ันผิวหนังทั้งหมดและชัน้ เนือ้ เย่ือใตผวิ หนัง มองเห็นหรือสัมผัสไดโดยตรงของชั้นเนื้อเย่ือพังผืด
กลามเนื้อ เสนเอ็น กระดูกออน หรือกระดูกในบริเวณพื้นแผล อาจพบเนื้อตายเปอยยุยและ/หรือเน้ือตายแหง
แข็ง มักพบขอบแผลมีลักษณะมวน มีโพรงใตขอบแผลและ/หรือโพรงแผล ระดับความลึกแตกตางกันตาม
ตำแหนง ทางกายวิภาคท่เี กิดแผล

ตัวอยา ง แผลกดทบั ระดบั 4 ทีม่ า : รพ.ราชวถิ ี

3

แผลกดทับที่ไมส ามารถระบรุ ะดับได : ช้นั ผวิ หนังและชน้ั เนอ้ื เยอ่ื ใตผ ิวหนังถูกปกคลุมดว ยเน้อื ตาย
ทั้งหมด (Obscured full-thickness skin and tissue loss)

สูญเสียชั้นผิวหนังท้ังหมดและชั้นเนื้อเยื่อใตผิวหนัง ไมสามารถระบุความลึกของช้ันเน้ือเย่ือท่ีถูกทำลาย
ได เน่ืองจากถูกปกคลุมดวยเน้ือตายเปอยยุยหรือเน้ือตายแหงแข็ง หากมีการตัดเน้ือตายออกจากแผลจะ
สามารถระบุ วาเปนแผลกดทับระดับ 3 หรอื ระดับ 4 ได เน้ือตายแหงแข็ง (แหง ยึดติดแนน ไมมีรอยแดง หรือ
ไมมลี กั ษณะหยนุ ๆ คลา ยนำ้ ขงั อยใู ตแผล)

ตัวอยาง แผลกดทับทไี่ มสามารถระบรุ ะดบั ได ทีม่ า : รพ.ราชวถิ ี

แผลกดทับท่มี ีการบาดเจบ็ เนอ้ื เย่ือชน้ั ลกึ : ผวิ หนงั มีรอยแดงคล้ำ และรอยแดงยังคงอยเู มอ่ื ใชนว้ิ มอื กด
บริเวณ ผิวหนังท่ีเปนรอยแดงคล้ำ มีการเปลี่ยนแปลงสีผิวเปนสีแดงช้ำหรือสีมวง (Persistent non-
blanchable deep red, maroon or purple discoloration)

ผิวหนังยังไมเกิดการฉีกขาด หรือผิวหนังฉีกขาดเกิดเปนแผล มีรอยแดงคล้ำเฉพาะที่ มีการ
เปล่ียนแปลงสีผิวเปนสีแดงช้ำหรือสีมวง หรือผิวหนังชั้นหนังกาพราฉีกขาดเห็นพ้ืนแผลเปนสีดำ หรือพบเปน
ลักษณะของตุมนำ้ ทม่ี เี ลอื ดอยขู างใน

ตวั อยา ง แผลกดทับท่ีมีการบาดเจบ็ เน้อื เยอื่ ชนั้ ลึก ท่มี า : รพ.ราชวถิ ี

แผลกดทับที่มีการบาดเจ็บเน้ือเยื่อชั้นลึก มักพบวามีความเจ็บปวดและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของ
ผิวหนังเกิดขึ้นกอนมีการเปล่ียนแปลงของสีผิว ในบุคคลท่ีมีผิวคล้ำการเปล่ียนแปลงของสีผิวจะมีลักษณะท่ี
แสดงใหเห็นจะแตกตางออกไป การบาดเจ็บเน้ือเย่ือช้ันลึกนี้เกิดจากความรุนแรงของแรงกดและ/หรือการถูก
กดทับเปนระยะเวลานาน รวมกับแรงไถลในบริเวณสวนเช่ือมตอระหวางกระดูกและกลามเนื้อ การเกิดแผล
อาจลกุ ลามเขาสูเนอ้ื เยอ่ื ที่มีบาดเจบ็ อยา งรวดเรว็ หรอื การบาดเจ็บอาจหายโดยไมเกิดเปน แผลกไ็ ด

4

แผลกดทับทเ่ี กดิ จากอปุ กรณทางการแพทย (Medical Device Related Pressure Injury)
แผลกดทับท่ีเกิดจากการใชอุปกรณที่มีวัตถุประสงคเพื่อการวินิจฉัยหรือการดูแลรักษา โดยสวนใหญ

ลักษณะของแผลกดทับจะมีรูปแบบหรือรูปรางเหมือนกับอุปกรณที่ใช เชน สายทอออกซิเจน ET/T-T Tube,
O2cannula, NG Tube, Retention suture, O2 sat Probe, การผูกมัด, spint, Arterial line เปนตน การ
บาดเจบ็ ทเี่ กดิ ข้นึ มกี ารระบรุ ะดับของแผลตามระบบการระบุระดบั ของแผลกดทับ

ตวั อยาง แผลกดทับทเี่ กิดจากการใชอปุ กรณทางการแพทย ท่มี า : รพ.ราชวถิ ี

แผลกดทบั บรเิ วณเยอ่ื บผุ ิว (Mucosal Membrane Pressure Injury)
พบไดบ รเิ วณเยื่อบุผวิ รวมกับมีประวัติการใชอปุ กรณทางการแพทยในตำแหนงที่เกิดแผล แรงกดจะทำ

ใหเนื้อเย่ือขาดเลือดไปเล้ียง เกิดจากการบาดเจ็บโดยตรงของเย่ือบุ ทำใหเกิดเลือดออกเปนล่ิมเลือดท่ีออนนุม
การตอบสนองการบาดเจ็บเริ่มจากกระบวนการอักเสบ มีการบวมกดเจ็บ ซึ่งแผลกดทับนี้จะเกิดในระบบ
ทางเดินอาหาร เยื่อบุจมูก ระบบทางเดินปสสาวะ ชอ งคลอด ที่ถูกกดทับจากการใสอ ปุ กรณท างการแพทย เชน
ทอสายออกซิเจน ทอชวยหายใจ สายยางใหอาหาร เปนตน เนื่องจากกายวิภาคของเย่ือบุผิวมีความแตกตาง
จากชั้นผิวหนงั และเนื้อเยื่อใตผ ิวหนงั จงึ ไมส ามารถระบุระดบั ของแผลกดทับได

ตัวอยาง แผลกดทบั บรเิ วณเยือ่ บุผิวทเ่ี กดิ จากการใชอุปกรณทางการแพทย ที่มา : รพ.ราชวถิ ี

การเกิดผวิ หนงั ถูกทำลายจากวสั ดยุ ึดตดิ ทางการแพทย (Medical Adhesive Related Skin Injury)
การเกดิ ผวิ หนงั ถูกทำลายจากวัสดุยดึ ติดทางการแพทย (Medical Adhesive Related Skin Injury)

หรือ MARSI หมายถึง การเกิดผิวหนงั ฉีกขาดหรือถกู ทำลายจากวัสดยุ ดึ ตดิ ทางการแพทย เปน อุบัตกิ ารณก าร
เกดิ ผิวหนงั แดง หรอื อาการแสดงความผิดปกติตา งๆ ของผิวหนัง เชน ถุงน้ำ แผลถลอก หรือแผลเปด ภายหลงั
ลอกวัสดุทย่ี ดึ ตดิ นาน 30 นาที หรอื มากกวา

5

วัสดุท่ียึดติดทางการแพทย เปนผลิตภัณฑที่ใชเพ่ือยึดติดวัสดุปดแผล หรืออุปกรณภายนอกตางๆ
ไดแก เทปกาวทางการแพทย (medical tape) แผนปดแผลชนิดใส (transparent film) อุปกรณปดแผลท่ีมี
สวนประกอบของกาว (adhesive dressing) electrode, patch อุปกรณปดลำไสทางหนาทอง (ostomy
supplies) เปน ตน

พยาธิสรรี วิทยา (Pathophysiology) ของการเกิดผวิ หนังถกู ทำลายจากวสั ดุยึดติดทางการแพทย เปน
การบาดเจ็บของผิวหนังเม่ือแรงยึดระหวางวัสดุกับผิวหนังแข็งแรงกวาแรงยึดระหวางเซลลกับผิวหนัง สงผลให
เซลลผ ิวหนงั ในชัน้ epidermis แยกจากกนั หรอื ผิวหนังช้ัน epidermis และ dermis แยกจากกนั โดยสมบรู ณ

ปจ จัยท่ที ำใหเกิดผวิ หนังถูกทำลายจากวสั ดยุ ดึ ตดิ ทางการแพทย
ปจ จัยท่ีทำใหเกิดผิวหนังถูกทำลายจากวสั ดุยดึ ติดทางการแพทย มีท้ังปจจัยภายในตัวผูปวยและปจจัย
ภายนอก คอื
1. ปจจัยภายใน ไดแก

1.1 อายุ ในเด็กทารกและผูสูงอายุ ผิวหนังจะแข็งแรงนอยกวา ในชวงอายุอื่นๆ ในเด็กเล็ก ผิวหนัง
ของช้ัน stratum corneum บางกวาผูใหญถึงรอยละ 40-60 สวนในผูสูงอายุน้ัน ชั้นของผิวหนังบางลง
โดยเฉพาะช้ัน subcutaneous tissue การไหลเวยี นเลือดและความยดื หยนุ ลดลง สญู เสียความช้นื ไดงาย

1.2 เชอ้ื ชาติ เผา พนั ธุ มีผลตอ ความแข็งแรงของผวิ หนัง และความยากงายในการประเมินสผี วิ
1.3 ลักษณะโรคทางผวิ หนงั เชน มีผืน่ คนั การอักเสบของผวิ หนังจากความชนื้
1.4 โรคประจำตัวที่สงผลตอความแข็งแรงของผิวหนัง เชน เบาหวาน การอักเสบติดเช้ือใน
รางกาย ความบกพรอ งการทำงานของไต ภาวะกดภูมิคุมกัน ภาวะเก่ียวกับการไหลเวียนเลือด มีเสนเลือดขอด
รอบรูเปด ทวารเทยี ม
1.5 ภาวะขาดน้ำ ภาวะขาดสารอาหาร สงผลตอความแขง็ แรงของผิวหนังลดลง
2. ปจ จยั ภายนอก ไดแก
2.1 ผิวหนังแหง จากหลายสาเหตุ เชน การใชน้ำยาทำความสะอาดท่ีมีความรุนแรงทำใหผิวแหง
และหยาบกระดา ง การอาบนำ้ บอ ยเกินไปทำใหผ ิวแหง ความช้ืนในอากาศลดลง
2.2 การสัมผัสความชื้นเปนเวลานาน ทำใหผิวหนังออนแอ และเกิดแรงเฉือนเพ่ิมข้ึนถึง 2 เทา
การไดรับยาของผูปวย เชน ยาตานการอักเสบ ยาตานการแข็งตัวของเลือด ยาเคมีบำบัด การใชยาสเตียรอยด
เปน เวลานาน
2.3 การไดรับรังสีรักษา ผิวหนังท่ีโดนรังสีความรอนจะบอบบาง ออนแอ และสูญเสียความ
แข็งแรง

6

2.4 การถูกทำลายจากแสง เชน ในผปู ว ยที่ไดร ับการสอ งไฟ
2.5 วธิ กี ารลอกวสั ดทุ ี่ยดึ ติด วัสดุปดแผล หรืออปุ กรณตางๆที่มคี วามเหนยี วออกจากผวิ หนัง
2.6 การติดซำ้ ๆของวัสดยุ ดึ ติดแผลในตำแหนงเดิม
ประเภทของผวิ หนังถกู ทำลายจากวัสดุยดึ ตดิ ทางการแพทย
แบงตามสาเหตุหลักของการทำใหผวิ หนังถูกทำลายได ดงั นี้
1. ผวิ หนงั ถกู ทำลายจากแรง Mechanical
1.1 skin (epidermal) striping ผิวหนังชั้น stratum corneum หลุดออกอยางนอยหน่ึงช้ันจาก
การดึงร้ัง เกิดในขณะท่ีดึง Medical adhesive ออกจากผิวหนัง ผิวหนังจะมีลักษณะ แดง มันวาวเปนเงา
รูปรา งไมสม่ำเสมอ กรณที ่บี าดเจบ็ รนุ แรงอาจพบผิวหนงั บวมแดงและมตี ุมน้ำรวมดวย
1.2 Tension injury or blister ผิวหนังช้ัน epidermal แยกจากช้ัน dermis และเกิดตุมน้ำใต
ชั้นผวิ หนงั (blister) เกดิ จากการทีผ่ ิวหนังชัน้ บนถูกยืดขยายจากวัสดปุ ด ยึด (adhesive device) ปด วสั ดุยดึ ติด
ทางการแพทยตึงเกินไป ทำใหเกิดแรงไถล (shear force) ระหวางช้ันผวิ หนัง ทำใหผิวหนังเกดิ การพองตัวแยก
ออกจากกัน
1.3 Skin tear เกิดการฉีดขาดของชั้นผิวหนัง เกิดจากแรงไถล (shear force) แรงเสียดสี
(friction) และ/หรือแรงกระแทกบนผิวหนัง ทำใหชั้นผิวหนังแยกออกจากกัน มีความลึกตั้งแตระดับ Partial
thickness loss ถึง full thickness skin loss
2. ผิวหนงั ถูกทำลายเกดิ การอกั เสบ Dermatitis
2.1 Irritant contact dermatitis ผิวหนังอักเสบจากการระคายเคืองจากสารเคมีในวัสดุยึดติด
(Adhesive device) เกิดบริเวณผิวหนังของผูปวยในตำแหนงท่ีสัมผัสกับวัสดุยึดติด มีอาการบวมแดง
(reddened and swollen) และอาจพบตุมน้ำ (vesicle) บริเวณนั้นได อาการจะเปนเฉพาะที่และดีข้ึน
รวดเร็ว ภายห ลังห ยุดใชวัสดุน้ัน สารท่ี ใชใน วัสดุป ดยึด เชน Natural rubber Latex, Acrylate,
Hydrocolloid, Hydrogel with polyurethane film, Silicone
2.2 Allergic dermatitis ผิวหนังอักเสบจากการแพวัสดุยึดติด (adhesive device) ซ่ึงเปนผล
จากการตอบสนองของระบบภูมิคุมกันของรางกาย ผิวหนังของผูปวยที่สัมผัสวัสดุยึดติด เกิดเปนผ่ืน มีอาการ
คนั บวม แดง อาการจะคงทอ่ี ยูนานจนถึงหนง่ึ สปั ดาหหลงั หยุดใชว ัสดุนน้ั
2.3 ประเภทของผวิ หนังถกู ทำลายจากวัสดยุ ึดติดทางการแพทยอื่นๆ

2.3.1 Maceration เกิดจากผิวหนังสัมผัสวัสดุยึดติดทางการแพทยท่ีมีความช้ืนเปนเวลานาน
ผิวหนังบริเวณนั้นจะมีลักษณะเห่ียว ซีดขาวจนถึงเทา ผิวหนังเปอย ออนแอ สงผลใหเกิดการบาดเจ็บจากแรง
เฉอื น (shear force) หรือแรงเสยี ดสี (friction) เกิดการลอก ถลอกไดงาย

2.3.2 Folliculitis ภาวะรูขุมขนอักเสบซ่ึงเกิดจากการโกนขนและปดวัสดุยึดติดทาง
การแพทย ทำใหผ วิ หนงั บรเิ วณน้นั ตดิ เช้อื แบคทีเรยี ผวิ หนงั บริเวณรขู ุมขนจะบวมแดง เปน หนอง

การปองกันผวิ หนงั ถูกทำลายจากวสั ดุยึดตดิ ทางการแพทย
1. ประเมินปจ จัยเส่ยี ง การเกิด MARSI ของผูปว ย
2. เลือกชนิดวัสดุอุปกรณยึดติด ใหถูกตองตามวัตถุประสงคใหเหมาะสม เชน เพ่ือตรึงไมใหเกิดการ
เคล่ือนไหว (immobilize) การยึดตดิ อุปกรณใหแขง็ แรง บรเิ วณ/ตำแหนงอวยั วะ ลักษณะบริเวณโดยรอบ การ
เลือกวัสดุยึดติดที่มีสวนประกอบตางๆใหเหมาะสมกับสภาพผิวหนังจามปจจัยของผูปวย เชน ผูสูงอายุ ทารก
คลอดกอนกำหนด ผูท่ีมีผิวหนังบอบบาง แพงาย มีเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัสดุยึดติดท่ีกาวหนามากข้ึน เพ่ือเปน

7

ตัวเลือกใหกับผูปวยกลุมเส่ียง สวนประกอบของวัสดุยึดติด เชน Acrylate, Silicone เปนตน ไมควรเลือกใช
วสั ดุท่ีมีคุณสมบัติยึดตดิ มากเกนิ ความจำเปน

3. วิธีการตดิ วสั ดุท่ยี ดึ ติดทางการแพทย
3.1 ไมเพ่ิมแรงดงึ ขณะติดวสั ดุทีย่ ึดตดิ ทางการแพทย
3.2 เตรยี มผวิ หนังบรเิ วณโดยรอบใหแ หง สะอาด ไมตดิ วสั ดทุ ย่ี ดึ ติดบนพนื้ ผิวท่ชี ื้นหรอื เปย ก
3.3 ไมควรยืดวัสดุยึดติด ขณะที่ปดลงบนผิวหนังของผูปวย เพราะอาจทำใหเกิดแรงเฉือนใตช้ัน

ผิวหนงั ทำใหเกดิ ตุม น้ำใส และไมใชวสั ดุยึดตดิ ทยี่ ืดได (stretch) ในบริเวณทีบ่ วม หรอื บรเิ วณทีต่ อ งเคลือ่ นไหว
3.4 การปองกันผิวหนังดวยสารปกปองผิวหนัง alcohol-free barrier film ตองรอใหแหงกอนติด

วสั ดุยึดตดิ ผวิ หนงั ไมควรเตรียมผวิ หนังดว ยสารทีม่ ีสวนผสมของแอลกฮอลเ ปนสวนประกอบ เพราะทำใหผวิ แหง
3.5 ควรตดั ขนออก เพ่ือปอ งกันรขู ุมขนอักเสบ กอนปด วัสดุยึดติดทุกคร้ัง
3.6 การปดทับ catheter ใหใช omega Technique การใชแรงท่ีเหมาะสมเพื่อลดแรงตึงผิว

ระหวางผิวหนังและวัสดุยึดติด(surface tension) คือใชวัสดุปดบน catheter ใหคลุมรอบสายกอนปดลงบน
ผวิ หนงั ของผปู ว ย

4. วิธีการลอกวัสดุยึดติดที่ถูกตอง ประคับประคองผิวหนังบริเวณแนวท่ีลอก(Peel line) ดวยวิธี 2
finger (ใชน้ิวกดผิวหนังขางๆบริเวณที่จะลอกวัสดุยึดติดพรอมกับใชอีกมือลอกวัสดุยึดติดออก) ไมลอกวัสดุยึด
ตดิ เรว็ เกินไป ไมค วรดงึ ในแนวระนาบขนานกบั ผิวหนงั ทำมมุ 45องศา ไมล อกแบบทำมมุ สูงกบั ผวิ หนงั

5. งดการใชสารบางอยาง เชนสารท่ีมี tincture benzoin เปนสวนประกอบโดยเช่ือวาเพิ่มการยึด
ติดของเทปกาว

6. ไมตดิ วัสดยุ ดึ ติดทางการแพทย นานเกินไป
7. ไมควรตดิ วสั ดยุ ึดติดทางการแพทย ซ้ำบรเิ วณเดมิ

เอกสารอา งอิง

1. จุฬาพร ประสังสิต. การเกิดผิวหนังถูกทำลายจากวัสดุยึดติดทางการแพทย. ( Medlcal Adhesive-Related Skin
Injury). ใน: จุฬาพร ประสังสิต, กาญจนา รุงแสงจันทร และยุวรัตน มวงเงิน (บรรณาธิการ). การดูแล
แผล หลักฐานเชิงประจักษและประสบการณจากผูเช่ียวชาญ. พิมพครั้งท่ี 1. กรุงเทพมหานคร: บริษัท พี
เอ ลิฟว่งิ จำกดั ; 2559.หนา 330 – 335.

2. ปยอร ลีระเติมพงษและนภาพร อภิรดีจีเศรษฐ. การทำความสะอาดแผล Wound cleansing. ใน: ยุวดี เกตุ
สัมพันธ, อัญชนา ทวมเพิ่มผล, นภาพร อภิรดีวจีเศรษฐ และคนอ่ืนๆ (บรรณาธิการ). การดแู ลแผลกดทับ
ศาสตรและศลิ ปท างการพยาบาล. งานพฒั นาคณุ ภาพ ฝา ยการพยาบาล โรงพยาบาลศิรริ าช; 2552. หนา
53- 58.

8

Wound assessment

สุภาภรณ สวุ รรณพชื น RN ,ET nurse.

การดูแลและจัดการผปู วยทมี่ ีแผลท้งั แผลเฉยี บพลนั และแผลเรือ้ รังตองอาศยั หลกั การของกระบวนการ
พยาบาลมาบูรณาการเพื่อใหผูปวยท่ีมีแผลไดรับการพยาบาลท่ีเหมาะสมมีคุณภาพ ดังน้ันการประเมินแผล
(Wound Assessment) จึงเปนการเก็บรวบรวมขอมูลที่ไดจากการสังเกต ซักประวัติภาวะสุขภาพทางกาย
และดานจิตใจ ประวัติโรคประจำตัว การใชยาทั้งยารักษาโรคและยาที่ใชกับแผลโดยตรง ตรวจรางกาย ความ
เจ็บปวดแผล ภาวะโภชนาการ ผลตรวจทางหองปฏบิ ัตกิ ารรวมถึงการประเมนิ ปจจยั ท่ีมีผลตอการหายของแผล
ส่ิงแวดลอม กิจกรรมในชีวิตประจำวันของผูปวยเศรษฐานะ แหลงสนับสนุนทางสังคม สิทธ์ิการเบิกจายคา
รักษาพยาบาล เพ่ือนำมาใชในการวางแผนการดูแลรักษาแผลอยางถูกตองเหมาะสมมีประสิทธิภาพการ
ประเมินแผล จึงถือเปนขั้นตอนที่สำคัญท่ีใชทักษะของการสังเกต การรวบรวมและวิเคราะหขอมูลอยา งตอ
เนอ่ื งตลอดระยะในการดูแลแผล

การประเมนิ แผล (Wound Assessment) ประกอบดว ย

1. ทาของผูปวยขณะประเมินแผล (Position) ควรจัดใหอยูในทาเดียวกันทุกคร้ังท่ีประเมินแผล
รวมทั้งมุมกลอง ทิศทางของแสง เพราะทาของผูปวยมีผลตอรูปรางแผลและเนื้อเย่ือ การวัดขนาดของแผลมี
ความตางกันหากผูปวยอยูในทานอนที่ตางกัน ดังน้ัน ควรบันทึกทาของผูปวยขณะประเมินแผลดวย เชน วัด
แผลกดทบั ที่บริเวณกระดูก Sacrum บนั ทกึ ทา ที่วดั วา นอนตะแคงขวา ขางอ 900

2. ตำแหนงของแผล (Location) สามารถบอกสาเหตุของแผล มผี ลตอการหายของแผลและชว ยใน
การตัดสินใจเลือกวัสดุปดแผล โดยที่ตำแหนงของแผลบริเวณที่มีการเสียดสีขณะเคล่ือนไหวมาก เชน เขา
เทา โอกาสการหายของแผลก็จะชากวาบริเวณอ่ืน เน่ืองจากเซลลท่ีกำลังงอกใหมและมีการเคลื่อนท่ีเขาสูแผล
ถกู รบกวน เชนเดียวกับแผลที่บรเิ วณรองรบั แรงกดและแรงไถล เชน กน กบ สะโพก การหายของแผลก็จะชา ลง
ดวยการบันทึกตำแหนงของแผลควรสัมพันธกับกายวิภาคของรางกาย เพ่ือการบันทึกที่สะดวกและสามารถ
ส่ือสารความหมายไดงาย

3. รปู รางของแผล (Shape) รูปรางของแผลจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการหายของแผล ซ่ึงเปนผลจาก
การหดรง้ั (contraction) ของเนือ้ เยอ่ื เชน วงกลม วงรี รูปรา งไมสมำ่ เสมอ

4. ขนาดของแผล (Wound size) ปกติจะวัดขนาดของแผลสัปดาหละ 1 ครั้ง เพื่อประเมิน
ผลการรักษา โดยการวดั ขนาดของแผลมี 2 ลกั ษณะ คอื

- การวัดขนาดของแผล แบบ 2 มิติ คือ การวัดความกวาง ความยาว ของแผล ใชวัดแผลต้ืน โดยใช
แถบบรรทัดวัดแผลท่ีมีมาตรวัดเปน เซนติเมตร วัดสวนท่ียาวทสี่ ดุ ของแผลเปน ความยาวและวดั สวนทีก่ วา งท่สี ุด
ของแผลเปน ความกวา ง หรอื วัดแบบตามเข็มนาิกา โดยกำหนด เข็ม 12 นาิกา แทนดา นศีรษะ และ เขม็ 6
นาิกา แทนดานเทาของผูปวยโดยใชหลักการ Head to toe (ศีรษะไปปลายเทา) และ Side to Side
(ดานขางไปดา น) เปน การวดั จาก เข็ม 3 นากิ า และ เข็ม 9 นากิ า

- การวัดขนาดของแผล แบบ 3 มิติ คือ การวัดความกวาง ความยาว ความลึก โดยการวัดความลึก
โดยใชไมพันสำลีปลอดเชื้อใสเขาไปในบริเวณที่ลึกท่ีสุดของแผล แลวใชปากกากำหนดตำแหนงนำมาวัดเปน

9

ความลึกของแผลวิธีการน้ีสามารถนำมาวัดกับแผลที่มีโพรงใตผิวหนัง (Undermining) ไดในแผลที่มีรูปรางไม
สม่ำเสมอ ขอบแผลไมชัดเจนใชวิธีการลอกลายบนแผนพลาสติกใสที่ผานการฆาเชื้อแลวลอกรูปรางบนแผล
โดยตรง

- การวัดความลึกของแผลใหระบุตำแหนงที่มีความลึกที่สุดที่ตำแหนงกี่นาิกา บันทึกความลึกก่ี
เซนตเิ มตร ถามีโพรงใตผิวหนังใหระบุวา เปนโพรงต้ังแตก่ีนาิกาถึงกนี่ ากิ า

5. สภาพผิวหนังบริเวณรอบแผล (Surrounding skin) โดยประเมินกวางออกไปจากขอบแผล
4 เซนติเมตร เปนขอ มลู ทช่ี ว ยในการตดั สินใจในการวางแผนการรักษาแผล

- ตรวจพบรอบแผลมอี าการปวด บวม แดง รอน แสดงวา แผลมกี ารอกั เสบตดิ เช้อื
- ตรวจพบผิวหนังรอบแผลมีสีขาวซีดหรือเทา (paleness) และเปอยยุย (maceration) แสดงวา
ผิวหนังไดร บั ความชื้นมากเกินไปเปน เวลานาน ทำใหเน้ือเยือ่ เกดิ การออ นตัวและแตกออกเหน็ เปนเนือ้ เปอ ยยุย
- ตรวจพบผิวหนังรอบแผลมีรอยช้ำมวง (hematoma) เปนส่ิงท่ีบงบอกวามีโอกาสเกิดเน้ือตาย
บริเวณใตผิวหนงั รอบแผล
- ตรวจพบผิวหนังรอบแผลมีตุมพองใส (Bleb blister) อาจมีสาเหตุจากการแพยาหรือเทปที่ใชใน
การดแู ลแผล
6. ขอบแผล (Wound edges) มีความสำคัญที่สุดในการประเมินการหายของแผล ขอบแผลท่ี
ชดั เจนบง บอกถึงการหายของแผล ขอบแผลท่ีทำใหแผลหายเร็วตองตดิ พน้ื ผวิ ของแผล ถาเมือ่ ใดขอบแผลไมต ิด
กบั พ้ืนแผล แสดงวา แผลนน้ั มีความลกึ ขอบแผลอาจมกี ารมวนเขา และหนาตวั ขนึ้ ทำใหก ารหายของแผลชา ลง
7. โพรงใตผิวหนัง (Undermining) เกิดจาการสูญเสียเน้ือเย่ือใตขอบแผลหรือเกิดเปนชองทาง
แคบๆ (Tunneling) เขาไปในแผล การวัดแผลใชไมพันสำลีใสเขาไปวัดความลึกของโพรงใตผิวหนังอยาง
นุม นวล เพื่อไมใ หเน้อื เยือ่ ชอกช้ำ
8. พื้นแผล (Wound bed) ลักษณ ะของพื้นแผลบงบอกถึงการหายของแผลหรืออาจมี
ภาวะแทรกซอนเกิดข้ึน การประเมินพื้นแผลใชหลัก Red Yellow Black Classification system การ
ประเมนิ แบงพ้นื แผลเปน 3 ประเภท ตามลกั ษณะสีของพ้ืนแผล ดงั นี้
- สีแดง (Red wound) เปนแผลท่ีมีตุมเนื้อเล็กๆ สีแดง หรือชมพูออนและชุมช้ืน แสดงใหเห็นถึง
เน้อื เย่อื ทกี่ ำลงั เจรญิ ขน้ึ ใหม( granulation tissue) เปน แผลท่เี จริญดแี ลว
- สีเหลือง (Yellow wound) เปนสีของส่ิงขับหลั่งที่ออกจากแผลโดยมีเชื้อ bacteria ปนออกมา
พรอมกบั สิง่ ขบั หลง่ั จะเหน็ เปนลักษณะของเนอื้ ตายทเี่ ปอ ยยยุ สีเหลือง ( fibrous slough)
- สีดำ (Black wound) เปนแผลท่ีมีเนื้อตายมากท่ีสุด เกิดจากการขาดเลือดไปเล้ียงเปนเน้ือตายที่
มีสีดำมีลักษณะแหงแข็ง (eschar) หรอื ชมุ ชืน้
นอกจากนย้ี ังมีการใชล กั ษณะของเซลที่ปกคลุมบนพนื้ แผล บง ช้ีพน้ื แผล ดังน้ี
- Epithelialization เปนกระบวนการที่ Epithelialization มาปดแผล ลักษณะชมพูมองเห็นเปน
ช้ันบาง ๆ ถาเปนแผล partial thickness เซลลของ Epithelialium อาจจะเริ่มเห็นจากกลางแผลหรือขอบ

10

แผลก็ไดแตถาเปนแผล full thickness จะเห็นเซลล Epithelialium มาจากบริเวณขอบแผลเทาน้ัน เพราะ
เกิดหลังลมี granulation tissue เกอื บเต็ม

- Granulation tissue เปนส่ิงท่ีบงบอกถึงแผลที่มีการงอกขยาย มีลักษณะเปนตุมเล็กๆ มีสีแดง
เขม มนั วาว ออ นนุม เม่อื มสี ่งิ ใดสมั ผัสจะมเี ลือดออกงาย

- Clean non granulation tissue จะพบในระยะสุดทายของ imflammatory phase จะมี
ลักษณะเปนเน้ือเยื่อเรียบ สีชมพู สีแดง แตยังไมมีการงอกขยายของ granulation tissue เกิดข้ึนและจะ
พบไดในแผลหลังการทำ debridement 4

- Hypergranulation tissueเปน granulation ท่งี อกขยายเกินระดับขอบแผล (wound edge) 4
- Necrotic tissue เน้ือตายท่ียึดติดแผล ปกติเห็นเปนสีดำปกคลุมพื้นแผล อาจเห็นเปนแผนสีดำ
แขง็ เรียกวา eschar
- Slough หรือ fibrinous tissue เปนเนื้อตายสีเหลือง ไมยึดติดกับพ้ืนผิวของแผล ลักษณะเปน
เสน คลา ยเสนดาย เมอ่ื ลา งแผลแลวไมหลดุ ออก
สภาพของพ้ืนแผลเปนตัวชีว้ ัดในการนำมาตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาแผลหรือประเมินประสิทธิผลของ
วิธีการรักษาแผล ในแผลแตละแผลสิ่งท่ีเห็นบนพื้นแผลจะมีหลายลักษณะในแผลเดียวกัน เวลาบันทึกแผล
ควรมีการประมาณลักษณะแผลเปนพื้นที่โดยเปรียบเทียบเปนเปอรเซนต เพ่ือใชในการเปรียบเทียบการ
ประเมนิ แผลในครั้งตอไป
9. สิ่งขับหล่ัง (Exudate) และกลิ่น (odor) เน่ืองจากปจจุบันมีการใชวัสดุปดแผลที่เปล่ียนสภาพ
เปนเจล หรือวัสดุปดแผลท่ีปนเปอนอุจจาระปสสาวะ จึงทำใหแยกออกจากส่ิงขับหลั่งท่ีมาจากแผลไดยาก การ
ประเมินจึงแนะนำใหใชการประเมินจากวัสดุปดแผล โดยแบงวัสดุปดแผลเปน 4 สวน แตละสวนคิดเปนรอยละ
25 และประมาณสง่ิ ขบั หล่งั ท่ีวสั ดปุ ดแผลดูดซบั ในแตละสว น
9.1 ประมาณสิ่งขบั หลงั่

9.1.1 ไมม ีประมาณสงิ่ ขบั หลงั่ (non)
9.1.2 ปริมาณนอยมาก (Scant) มีประมาณส่ิงขับหล่ังนอยมาก ไมสามารถวัดปริมาณได
ลกั ษณะแผลมีความชุม ชน้ื (moist)
9.1.3 ปริมาณนอ ย (mild) ประมาณสงิ่ ขบั หลงั่ นอ ยแผลเปย กชน้ื (wet) วัสดุปด แผลดูดซับสง่ิ
ขับหล่ังนอ ยกวา รอยละ 25
9.1.4 ปริมาณปานกลาง (moderate) ประมาณส่ิงขับหลั่งปานกลาง แผลชื้นแฉะ
(saturation )วสั ดุปด แผลดดู ซบั สงิ่ ขับหลั่งนอยกวา รอ ยละ 25-75
9.1.5 ปริมาณมาก (excessive) ประมาณส่ิงขับหล่ังมาก แผลเปยกแฉะ (bathed in fluid)
วัสดปุ ดแผลดูดซบั สง่ิ ขับหลงั่ มากกวา รอ ยละ 75
9.2 สีของสิ่งขับหลั่ง ชวยใหเขาใจการเปล่ียนแปลงของแผล อาจแสดงใหเห็นเปนลักษณะเดียวหรือ
สองลักษณะ แบงตามลักษณะได ดงั นี้

11

9.2.1 ลักษณะสีเหลอื งฟางคอ นขางใส(serous)
9.2.2 สีขุนเล็กนอยผสม fibrin (fibrinous)
9.2.3 น้ำสเี หลอื งฟางใสมีเลือดปนเล็กนอย (serosanguineous)
9.2.4 สแี ดงจางจากเลือด(sanguineous)
9.2.5 น้ำสีเหลืองหรือสีน้ำตาลขุน (seropurulent) หนอง (purulent) มีหนองปนเลือด
(hemopurulent)
9.2.6 สแี ดงเขม (hemorrhagic)
ปกติแผลสะอาดจะมีส่ิงขับหลั่งเปนสีฟางใสปริมาณเชื้อ ไมมากและจะลดลงเม่ือมี epithelialization
หรือ ถาแผลมีการติดเช้ือส่ิงขับหลั่งมักจะมีปริมาณมากและมีกล่ินเหม็นและอาจมีสีเขียวปนน้ำเงิน ซึ่งเปน
การแสดงใหเหน็ วาแผลมกี ารตดิ เชื้อ Pseudomonas aeruginosa
การประเมินกลิ่น (odor) ตองทำความสะอาดแผลกอนการประเมินกลิ่น สามารถระบุกล่ิน เชน กลิ่น
รุนแรง เหม็นอับ ฉุน กล่ินเช้ือรา กลิ่นอุจจาระ กลิ่นหวาน เปนตน กลิ่นจากแผลจะบงบอกถึงลักษณะแผลที่มี
การตดิ เชอ้ื แบคทเี รยี หรอื เช้อื รา ถา สะอาดจะไมม กี ลน่ิ
10. การประเมินความเจ็บปวด (pain) ผูปวยตองไดรับการประเมินความเจ็บปวดอยางสม่ำเสมอ
รวมท้ังวิธีการบรรเทาความปวด การประเมินความเจ็บปวดครอบคลุมถึง ความรุนแรง ระยะเวลาและวิธี
จัดการความปวด ความเจ็บปวดแผลมีหลายลักษณะ อาจเกิดจากตัวแผลเองหรือจากความผิดปกติของ
เสน ประสาท ความเจบ็ ปวดแผล แบงเปน 3 ลักษณะ ดงั นี้
10.1 cyclic acute wound pain เปน ความเจบ็ ปวดที่เกิดขนึ้ ขณะทำแผลหรอื เปล่ยี นทา ใหผ ปู ว ย
10.2 non cyclic acute wound pain เกดิ เมอื่ มกี ารรบกวนแผลเปน คร้ังครา เชน การกำจดั เนื้อตาย
10.3 chronic wound pain เปนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไมตองมีสิ่งรบกวน
(persistent pain) เปนความเจ็บปวดทเ่ี รือ้ รังมานานมากกวา 6 เดอื น
สรุป
การประเมินแผลท้ังแผลเฉียบพลันและและแผลเร้ือรัง ข้ันตอนการประเมินแผลถือเปนขั้นตอนท่ี
สำคัญ ในการดูแลแผลโดยอาศัยหลักการของกระบวนการพยายาบาลเปนกรอบความคิดในการดูแลรักษา
ผูปวยที่มีแผลเร้ือรัง โดยใชเครื่องมือการประเมินแผลควบคูกับเคร่ืองมือการประเมินการหายของแผล จะทำ
ใหผูปวยท่ีมีแผลเร้ือรังไดรับการดูแลท่ีถูกตองเหมาะสมตอเนื่องและมีประสิทธิภาพ การประเมินแผลควร
ประเมินซ้ำทุก 48 ช่ัวโมง ในแผลเฉียบพลัน ในแผลเร้ือรังประเมินซ้ำทุกสัปดาห สำหรับแผลท่ีมีการติดเชื้อ
หรอื แผลที่มีปญ หาซับซอ นอ่ืน ๆ ควรประเมินทุกวัน

12

เอกสารอา งองิ

1. Thai Nurse Club. กระบวนการพยาบาล (Nursing Process). เขาถึงเม่ือ 24 กุมภาพันธ 2560. เขาถึงไดจาก
http://thainurseclub.blogspot.com/2013/10/nursing-process.html.

2. ธรรมนูญ พนมธรรม. Chronic Wound Healing: Wound Assessment and Management (การประเมินบาดแผล
และการดูแลรักษา). ใน: อภิชัย อังสพัทธ, อภิรักษ ชวงสุวนิช, พรพรหม เมืองแมนและจอมจักร จันทรสกุล
(บรรณ าธิการ). Many Facets of Wound Care in the Year 2016. พิมพครั้งท่ี 1. กรุงเทพฯ:
สำนกั พมิ พกรงุ เทพเวชสาร; 2559. หนา 88 – 100.

3.ยุวดี เกตสุ ัมพนั ธและพูลศรี ธีรวาณิชยผ ล. การประมินแผล Wound Assessment. ใน: ยุวดี เกตุสัมพันธ, อญั ชนา ทวม
เพิ่มผล, นภาพร อภิรดีวจีเศรษฐ และคนอ่ืนๆ (บรรณาธิการ). การดูแลแผลกดทับ ศาสตรและศิลปทางการ
พยาบาล. งานพัฒนาคุณภาพ ฝา ยการพยาบาล โรงพยาบาลศริ ริ าช; 2552. หนา 47- 52.

4.วรรณิภา สายหลา. การประมินแผล ( Wound Assessment). ใน: จุฬาพร ประสังสิต, กาญจนา รุงแสงจันทร และยุว
รัตน มวงเงนิ (บรรณาธกิ าร). การดแู ลแผล หลักฐานเชงิ ประจักษและประสบการณจากผเู ชี่ยวชาญ. พิมพครั้งท่ี
1. กรุงเทพมหานคร: บริษทั พี เอ ลฟิ ว่ิง จำกัด; 2559.หนา 37 – 46.
13

เครอ่ื งมอื ประเมินการหายของแผล
สุภาภรณ สวุ รรณพชื น RN ,ET nurse.

จากประสบการณการดูแลผูปวยที่มีแผลกดทับ พบปญหาการบันทึกความกาวหนาหรือการหายของ
แผลกดทับของพยาบาลยังไมชัดเจน ครบถวนและตอเน่ือง โดยสวนใหญจะมีการบันทึกระดับของแผล
ตำแหนงของแผล และขนาดของแผลเทานั้น โดยไมไดกำหนดระยะเวลาการบันทึกแผลท่ีแนนอน ทำใหไม
สามารถมองเห็นความกาวหนาของแผลไดอยางชัดเจน ซ่ึงการบันทึกการหายของแผลกดทับมีความสำคัญท้ัง
ในดานเปนหลักฐานทางกฎหมาย การสื่อสารเพ่ือการดูแลรักษาในทีมสหวิชาชีพ แสดงถึงผลลัพธการการ
ดูแลรกั ษาแผลกดทับ และการเทียบเคียง (benchmark) เพื่อประเมนิ คณุ ภาพการดแู ล
การประเมนิ การหายของแผลกดทับ

การหายของแผลกดทับสวนใหญเปนแบบ Secondary intention คอื เปนแผลท่ีเปดไวแลวปลอยให
หายเองโดยการสรางเนื้อเยื่อเกี่ยวพันข้ึนแทนท่ีชองวางในแผล ซึ่งตองใชระยะเวลาการหายนาน และมีโอกาส
ติดเชื้อสูง เพราะขาดช้ันผิวหนังท่ีเปนส่งิ ปอ งกนั เชอ้ื โรค และในกรณที ่ีแผลใหญห รอื ลึกมาก การท่ีปลอ ยใหแผล
หายเองจะใชเวลานาน แพทยอาจจะตองยายเนื้อเยื่อหรือกลามเน้ือจากอวัยวะสวนอื่นมาปด (Free Flap
Transfer) ซ่ึงถือเปน การหายแบบ Tertiary intention

การประเมินการหายหรือความกาวหนาของแผลกดทับ ควรประเมินต้ังแตเม่ือพบผูปวยเกิดแผล และ
มกี ารประเมนิ เปนระยะ อยางนอย สปั ดาห หวั ขอทค่ี วรประเมิน คอื ระดบั และตำแหนงของแผลกดทบั ขนาด
ของแผล ลกั ษณะเน้อื เย่อื บริเวณพืน้ แผล ขอบแผล ผวิ หนงั โดยรอบแผล และความปวด
เคร่ืองมือประเมนิ การหายของแผลกดทับ

จากการทบทวนวรรณกรรม พบวา มีแบบประเมินการหายของแผลกดทับหลายเครื่องมือ ที่ไดรับ
ความนิยมในการนำไปใชอยางแพรหลาย ไดแก Pressure Ulcer Scale for Healing (PUSH Tool Version
3.0) และ Pressure Sore Status Tool (PSST) สวนเครื่องมืออ่ืนๆ ไดแก Sessing Scale, Sussman
Wound Healing Tool (SWHT) และ Wound Healing Scale ซึ่งแตละเครื่องมือมีหัวขอในการประเมิน
และเกณฑการใหคะแนนท่ีแตกตางกัน แตเน่ืองจาก Sussman Wound Healing Tool (SWHT) ยังอยูใน
ข้ันตอนของการศึกษานำรอง และยังไมมีเกณฑในการใหคะแนนท่ีชัดเจน และ Wound Healing Scale ยังมี
การนำเครื่องมือไปใชนอยและยังไมมีศึกษาความเท่ียงตรงของเครื่องมือ ดังนั้นจึงขอสรุปรายละเอียดของ
เครอ่ื งมอื เพียง 3 เครอื่ งมอื ไดแก
1. Pressure Ulcer Scale for Healing (PUSH Tool Version 3)

สรางโดย National Pressure Ulcer Advisory Panel (NPUAP) เครื่องมือฉบับด้ังเดิมนี้ถูกนำมาใช
และทดสอบความเหมาะสมในการใชใ นคลินกิ คร้ังแรกในกลุม ผูปวยเร้ือรัง (long term care) โดย Center for
Medicare and Medicaid Service (CMS) ในเดือน มีนาคม ป ค.ศ. 1998 และไดมีการปรับปรุงเปน PUSH
Tool Version 3 เมื่อ กนั ยายน ค.ศ.1998

วัตถปุ ระสงคของการสราง PUSH Tool
1. เพือ่ ใชประเมนิ ความกา วหนา ของแผลทุกชว งเวลา
2. เพอ่ื แยกแผลทีห่ ายออกจากแผลทไ่ี มหาย
3. มคี วามเที่ยงตรง ใชง า ยและตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลงของแผล

14

องคป ระกอบของเครอ่ื งมือ ประกอบดว ย 3 subscores ไดแก
1. ขนาดของแผล (Length x Width) หมายถึง วัดสวนท่ีกวางที่สุด (วัดจากดานหนึ่งไปอีกดานหนึ่ง)
x สว นที่ยาวทส่ี ดุ (จากศรี ษะไปถงึ ปลายเทา ) โดยคดิ เปน ตารางเมตร แบง เปน 10 Sub-score
2. ปริมาณสิ่งคัดหล่ัง (exudates amount) ที่ออกมาหลังจากเอาผาปดแผลออก และกอนท่ีจะใช
tropical agent ปดแผล โดยการกะประมาณสง่ิ คัดหล่ัง แบงเปน 4 Sub-score ไดแก ไมมีสิ่งคัดหลง่ั เลย มีส่ิง
คดั หลงั่ เล็กนอย มีสิง่ คดั หลง่ั ปานกลางและ มสี ง่ิ คดั หลง่ั มาก
3. ลักษณะพ้ืนแผล (tissue type) แบง เปน 5 Sub-scores ไดแก
Necrotic tissue (Eschar) หมายถึง เนือ้ ตายแขง็ สีดำ สนี ้ำตาล
Slough หมายถงึ เนอ้ื ตายสเี หลอื งหรือสขี าว
Granulation Tissue หมายถงึ เนื้อเยอื่ สีชมพู หรือสแี ดงเนื้อววั ชุมชืน้ มนั วาว
Epithelial Tissue หมายถึง เนอื้ เย่อื สชี มพู ทง่ี อกจากขอบของแผล
Closed หมายถงึ แผลหายแลวดวย Epithelium
เกณฑการประเมินการหายของแผล PUSH Tool มีคะแนนสูงสุด 17 คะแนน หมายถึง แผลไมดี ถา
แผลหายดขี ึ้นเร่อื ย ๆ คะแนนจะตำ่ ลงจนคะแนนตำ่ สุด 0 คะแนน หมายถึง แผลหายแลว
โดยมีเกณฑก ารใหค ะแนน แตล ะ Sub-score ดงั น้ี

ตารางที่ 1 แสดงเกณฑก ารใหคะแนนของ PUSH 3.0

กวาง x 0 1 2 3 4 5
ยาว 0 cm2 < 0.3 cm2 0.3-0.6 cm2 0.7-1.0 cm2 1.1-2.0 cm2 2.1-3.0
ปรมิ าณสง่ิ cm2
คดั หลง่ั 0 6 7 8 9
ลกั ษณะ ไมมเี ลย 3.1-4.0 4.1-8.0 cm2 8.1-12.0 cm2 21.1-24.0 10
ของพืน้ แผล cm2 > 24.0 cm2
0 2 3 cm2
Closed 1 ปานกลาง มาก
เลก็ นอย 3 4
2 Slough Necrotic
1 Granulation tissue
Epithelial
Tissue Tissue

2. Pressure Sore Status Tool (PSST) หรือ Bates- Jensen Wound Assessment Tool

Babara Bates- Jensen ไดสราง Pressure Sore Status Tool (PSST) ในป ค.ศ. 1992 เพ่ือใช
ประเมินความกาวหนาของแผลกดทับ ตอมาเปลี่ยนช่ือเปน Bates- Jensen Wound Assessment Tool ใน
ป ค.ศ.2001 โดยรายละเอยี ดของเครอื่ งมือยังคงเดมิ แตผใู ชเคร่ืองมือยังนยิ มเรยี กชอ่ื เดมิ

องคประกอบของเครื่องมือ ประกอบดวย 13 items โดยแตละ item จะมีเกณฑการใหคะแนน 1-5
โดย 1 คะแนน 1 หมาย ดีทีส่ ดุ (best) และ 5 คะแนน หมายถงึ แยท ส่ี ุด (worst) โดยมรี ายละเอยี ด ดงั นี้

15

1) ขนาดแผล (กวาง x ยาว) โดยวัดจากสวนที่กวางที่สุดและยาวที่สุดของแผล หนวยเปนเซนติเมตร
ใหคะแนน ดงั นี้

1 คะแนน = กวา ง x ยาว < 4 cm2
2 คะแนน = กวา ง x ยาว 4 ถึง ≤ 16 cm2
3 คะแนน = กวา ง x ยาว 16.1 ≤ 36 cm2
4 คะแนน = กวาง x ยาว 36.1 ถงึ ≤ 80 cm2
5 คะแนน = กวาง x ยาว 16.1 > 80 cm2
2) ความลกึ ของแผล (depth) มีรายละเอยี ดการใหคะแนน ดงั นี้
1 คะแนน = มีการทำลายเนื้อเย่ือ แตไ มผ วิ หนังยังไมฉ ีกขาด ไดแ ก รอยแดงกดแลวไม จาง
หาย (non-blanching erythema)
2 คะแนน = แผลระดับ epidermis, dermis (partial thickness skin loss) เชน แผล
ถลอก (abrasion) ตุมพองน้ำ (bleb)
3 คะแนน = แผลระดบั subcutaneous tissue แตไมถงึ ชนั้ fascia (full thickness skin
loss) และ/หรือผสมระหวา ง partial กบั full thickness skin loss
4 คะแนน = พนื้ ผวิ ของแผลคลมุ ดว ยเนื้อตาย (necrosis)
5 คะแนน = full thickness skin loss ลามถึงชัน้ กลามเน้อื กระดูก หรอื supporting
structures
3) ขอบแผล (edges) มีรายละเอียดการใหคะแนน ดงั นี้
1 คะแนน = มองเห็นขอบแผลไมชัดเจน (indistinct, diffuse)
2 คะแนน = มองเหน็ ขอบแผลชดั เจน (distinct) ขอบแผลตดิ กบั กนแผล (attach)
3 คะแนน = กนแผลอยลู กึ กวา ขอบแผล (not attach)
4 คะแนน = ขอบแผลออ นถึงแขง็ (thickened) ยดื หยนุ ขณะสมั ผสั
5 คะแนน = ขอบแผลแข็ง (callous-like tissue information), แผลเปน หรือ
hyperkeratosis
4) โพรงของแผล (undermining) ประเมนิ โดยใชไมพ นั สำลแี หยเขาไปในขอบแผล มกี ารใหค ะแนน ดังน้ี
1 คะแนน = ไมพบโพรงของแผล
2 คะแนน = โพรงของแผล < 2 cm. ในหลายพน้ื ที่
3 คะแนน = โพรงของแผล 2-4 cm. รวมทงั้ < 50% ของขอบแผล
4 คะแนน = โพรงของแผล 2-4 cm. รวมทั้ง > 50% ของขอบแผล
5 คะแนน = โพรงของแผล >4 cm. หรือ เปนรูกลวง (tunneling) ในหลายพ้นื ที่
5) ชนิดของเนื้อตาย (necrotic tissue type) มีรายละเอียดการใหค ะแนน ดงั น้ี
1 คะแนน = ไมพบเนื้อตาย
2 คะแนน = เนอื้ ตายสีขาวหรือเทา และ/หรอื เนือ้ ตายสีเหลือง (yellow slough) ทไ่ี มยดึ
ตดิ กับพ้นื แผล
3 คะแนน = เนอื้ ตายสเี หลอื งทีย่ ดึ ติดกับพ้ืนแผลอยา งหลวมๆ
4 คะแนน = เนอื้ ตายสีดำทมี่ ลี กั ษณะออ นนุม (soft black eschar) ที่ยดึ ตดิ กบั พื้นแผล
5 คะแนน = เนื้อตายสีดำทม่ี ีลักษณะแขง็ (hard black eschar) ท่ียดึ ตดิ กบั พนื้ แผลอยาง
แนน หนา

16

6) ปรมิ าณเนอ้ื ตาย (necrotic tissue amount) มีรายละเอยี ดการใหค ะแนน ดังน้ี
1 คะแนน = ไมพบเนือ้ ตาย
2 คะแนน = < 25% ของกน แผล (wound bed)
3 คะแนน = 25% - 50 % ของกน แผล (wound bed)
4 คะแนน = > 50 % และ < 75% ของกน แผล (wound bed)
5 คะแนน = 75% - 100 % ของกนแผล (wound bed)

7) ชนิดของสิ่งคัดหลั่ง (exudate type) ประเมินจากสี และความคงตัว (consistency) กอนการ
ประเมินชนดิ ของสิ่งคดั หลั่ง ควรลางแผลดวยNSSหรือนำ้ สะอาด เนอ่ื งจากวัสดปุ ดแผลบางอยางทำปฏิกิริยากับ
ส่งิ คัดหลัง่ ของแผล มรี ายละเอียดการใหคะแนน ดังน้ี

1 คะแนน = ไมม สี งิ่ คดั หลั่ง
2 คะแนน = bloody (เปน เลือด)
3 คะแนน = Serosanguineous (ลกั ษณะเปนน้ำเลือดใส ๆ โดยผสมระหวา งเลือดกับ
น้ำเหลอื ง)
4 คะแนน = Serous (ลักษณะเปน นำ้ สใี ส)
5 คะแนน = Pulurent (หนอง มสี เี หลืองขนุ ขน มีหรอื ไมม กี ลิ่น)
8) ปรมิ าณสิ่งคดั หล่ัง (exudate amount) มรี ายละเอยี ดการใหคะแนน ดังน้ี
1 คะแนน = ไมม สี ่งิ คดั หล่งั
2 คะแนน = Scant คือ แผลเปย กชน้ื แตมองไมเ หน็ สิง่ คัดหลงั่
3 คะแนน = มปี รมิ าณส่ิงคดั หล่งั เลก็ นอ ย (≤ 25%ของวสั ดุปด แผล)
4 คะแนน = มปี รมิ าณสิง่ คดั หลั่งปานกลาง (> 25 % และ≤ 75% ของวัสดุปดแผล)
5 คะแนน = มปี ริมาณสง่ิ คดั หล่ังมาก (>75% ของวสั ดุปดแผล)
9) สขี องผิวหนงั รอบแผล (skin color surrounding wound) โดยการประเมินเนอื้ เยอ่ื ภายใน 4 cm.
ของขอบแผล
1 คะแนน = สีชมพู หรือสปี กติ
2 คะแนน = สแี ดงใส หรือกดแลว จางหาย
3 คะแนน = สขี าวหรอื สเี ทา (hypopigment)
4 คะแนน = สแี ดงคล้ำ หรอื มว ง หรือกดแลวไมจางหาย
5 คะแนน = สีดำ (hyperpigment)
10) การบวมของเน้ือเยื่อสวนปลาย (peripheral tissue edema) โดยการประเมินเนอื้ เยือ่ ภายใน
4 cm. ของขอบแผล มีรายละเอยี ดการใหค ะแนน ดังนี้
1 คะแนน = ไมม กี ารบวม
2 คะแนน = บวมกดไมบ ุม < 4cm. รอบแผล
3 คะแนน = บวมกดไมบมุ ≥ 4cm. รอบแผล
4 คะแนน = บวมกดบมุ < 4cm. รอบแผล
5 คะแนน = Crepitus และ/หรือบวมกดบุม ≥ 4cm. รอบแผล

17

11) ความแขง็ ของเน้อื เยอ่ื สวนปลาย (peripheral tissue induration) มีรายละเอียดการใหค ะแนน ดงั นี้
1 คะแนน = ผิวหนังไมม ีความแขง็
2 คะแนน = ผิวหนังมคี วามแขง็ < 2cm. รอบแผล
3 คะแนน = ผิวหนงั มคี วามแขง็ 2- 4cm. ขยายไป < 50% รอบแผล
4 คะแนน = ผวิ หนงั มคี วามแข็ง 2- 4cm. ขยายไป ≥ 50% รอบแผล
5 คะแนน = ผวิ หนงั มีความแขง็ > 4cm. ในหลายพ้นื ท่ีรอบแผล

12) granulation tissue induration มรี ายละเอียดการใหค ะแนน ดงั น้ี
1 คะแนน = ผิวหนัง Intact/partial thickness
2 คะแนน = ผิวหนังมีสแี ดง มนั วาว 75-100%
3 คะแนน = ผิวหนงั มีสีแดง มนั วาว <75%, >25%
4 คะแนน = ผวิ หนังมสี ชี มพู แดงทึบๆ ≤25%
5 คะแนน = ไมพ บ

13) epithelialization มรี ายละเอียดการใหคะแนน ดังนี้
1 คะแนน = คลมุ แผล 100 % surface intact
2 คะแนน = คลมุ แผล 75% - <100 % และ/หรือ epithelial tissue ขยายออกไป

>0.5 cm. จากพ้ืนแผล
3 คะแนน = คลุมแผล 50% - <75 % และ/หรือ epithelial tissue ขยายออกไป

< 0.5 cm. จากพืน้ แผล
4 คะแนน = คลมุ แผล 25% - <50 %
5 คะแนน = คลมุ แผล < 25 %

เกณฑก ารประเมินการหายของแผล คะแนนรวมต่ำสุด 13 คะแนน และคะแนนรวมสงู สุด 65
คะแนน คะแนน PSST ยิง่ สูงแสดงวาแผลยงิ่ แยลง
3. Sessing Scale

Sessing Scale สรางโดย Ferrell, Artinian & Sessing จากมหาวิทยาลัย Southern California
Medical Center และจาก Sepulveda Va Medical Center ในป ค.ศ. 1995 เพื่อประเมินความ กาวหนา
ของแผลกดทบั ในแตละชว งเวลา

องคป ระกอบของเครือ่ งมือ ประกอบดวย 7 ขอ โดยมีรายละเอียด ดงั นี้
คะแนน 0 หมายถงึ ผวิ หนังปกติ แตม ีความเสย่ี ง
คะแนน 1 หมายถงึ ผิวหนงั ยังไมฉ กี ขาด แตส ซี ีดลง หรือมรี อยแดง
คะแนน 2 หมายถงึ ขอบแผลและตรงกลางแผลถกู ปกคลุม ผิวหนังรอบแผลปกติ
คะแนน 3 หมายถึง กนแผลคลมุ ดวย pink granulating tissue มี slough แตไมม ี

necrotic tissue มสี ่งิ คัดหลงั่ และกลน่ิ เล็กนอย
คะแนน 4 หมายถึง มี granulating tissue มากถึงนอย มี slough และมี necrotic tissue

เลก็ นอ ย มสี ง่ิ คดั หลง่ั และกลิน่ ปานกลาง
คะแนน 5 หมายถึง มีสิ่งคัดหล่ังมากและกล่ินรนุ แรง มี eschar และ slough ผิวหนัง รอบๆ

แผลมรี อยแดง หรือซีดลง

18

คะแนน 6 หมายถงึ ผิวหนังรอบๆแผลฉีกขาด มีหนอง มีกล่ินเหม็น มี necrotic tissue
และ/ หรอื eschar อาจมีอาการแสดงของการตดิ เชื้อ

เกณฑการประเมินการหายของแผล เปรียบเทียบคะแนนที่เปลี่ยนแปลงในแตละชวงเวลา (previous
stage - current stage) คะแนนต่ำสุด -6 และคะแนนสูงสุด +6 โดยถาคะแนนติดลบ แสดงวาแผลแยลง
คะแนน = 0 แสดงวาแผลไมมีการเปลี่ยนแปลง และถาคะแนนเปนบวก แสดงวาแผลดีข้ึน (Ferrell, Artinian,
& Sessing,1995)

ขอพิจารณาในการเลือกเคร่อื งมอื ไปใชใ นคลนิ กิ

จากการศึกษาเอกสารทางวิชาการ ทำใหทราบวาการที่จะเลือกแบบประเมินการหายของแผลกดทับ
ไปใชใ นหนวยงาน จะตองพิจารณา ดงั ตอ ไปนี้

1. เปน เครื่องมือที่มมี าตรฐาน เปน ทย่ี อมรับ มีหลักฐานการนำเครื่องมอื ไปใชอ ยางแพรหลาย และผา น
การตรวจสอบความเทย่ี งตรงของเคร่ืองมือ โดย

ความตรง (Validity) หมายถึง แสดงผลตรงเปาหมายท่ีตั้งใจจะวัด (สามารถวัดในส่ิงที่ตองการวัด) ซึ่ง
สวนใหญจะวัดความตรงเชิงเนื้อหา(Content validity) โดยผูทรงคณุ วุฒิที่เชยี่ วชาญในเรอ่ื งนั้นๆ (การประชุม
วชิ าการภาควชิ าการพยาบาลศัลยศาสตร ครงั้ ที่ 7, 2544: 21)

ความเที่ยง (Reliability) หมายถึง ความคงที่ของเครื่องมือ ไมวาจะนำไปวัดครั้งใด ที่ใด เวลาใด ก็
จะไดคาที่ถูกตองแมนยำ ไดแก การตรวจสอบความเท่ียงภายใน (Content reliability) โดยคาสัมประสิทธิ
แอลฟาตองอยูในเกณฑดี (≥ 0.7) คาความเที่ยงระหวางผูวัด (Inter-rater reliability) และคาความเท่ียงใน
การวดั ซ้ำ (Test-retest reliability) (คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยมหดิ ล, 2544: 21)

2. ความเหมาะสมในการนำไปใชในคลนิ ิก (Usability) ไดแก สามารถเขา ใจและประเมนิ ไดง า ย โดยไม
มีรายละเอียดในการประเมินมากเกินไป ใชระยะเวลาสั้น มีความคุมคา คุมทุน และไมเกิดอันตรายหรือความ
เสี่ยงกับผปู วย (World Wide Wounds, 2006: 4)

เปรยี บเทียบเครอ่ื งมือประเมนิ การหายของแผลกดทบั

จากการทบทวนวรรณกรรม มาเปรียบเทียบรายละเอียดของเคร่ืองมือประเมินการหายของแผลกด
ทับตามเกณฑพิจารณาในการเลือกเคร่ืองมือไปใชจริงในคลินิก จำนวน 3 เคร่ืองมือ ไดแก Pressure Ulcer
Status Tool (PUSH Tool 3.0), Pressure Sore Status Tool (PSST) แ ล ะ Sessing Scale โด ย มี
รายละเอยี ด ดังน้ี

ตารางท่ี 2 แสดงการเปรียบเทียบเครือ่ งมอื ประเมนิ การหายของแผลกดทบั

หัวขอ PUSH Tool 3.0 PSST Sessing Scale
องคประกอบ ประกอบดว ย 3 คณุ ลกั ษณะ ประกอบดวย 13 items ไดแ ก ประกอบดวย 7 ขอ โดยให
ของเคร่อื งมอื ของแผล ไดแก Length x size, depth, edges, คะแนน 0-6
Width (10 Sub-score) undermining, necrotic tissue
exudates amount (4 Sub- type, necrotic tissue amount,
score) และ Tissue type exudates type, exudates
(5 Sub-score) amount, skin color
surrounding wound, peripheral
tissue edema, peripheral

19

หัวขอ PUSH Tool 3.0 PSST Sessing Scale
tissue induration, granulation
tissue และ epithelialization แต
ละitem จะมเี กณฑการใหค ะแนน
1-5 คะแนน (Likert Scale) โดย 1
คะแนน หมายถึง ดีทีส่ ดุ (best)
และ 5 คะแนน หมายถึง แยท ่ีสดุ
(worst)
เกณฑก าร คะแนนต่ำสุด 0 คะแนน คะแนนรวมตำ่ สดุ 13 คะแนน และ เปรียบเทียบคะแนนท่ี
ประเมนิ การ หมายถึง แผลหายแลว คะแนนรวมสูงสุด65 คะแนน เปลย่ี นแปลงในแตละ
หายของแผล คะแนนสูงสดุ 17 คะแนน คะแนน PSST ย่งิ สงู แสดงวา แผลยง่ิ ชว งเวลา (previous stage
หมายถึง แผลแยมาก ถา แผล แยล ง - current stage) คะแนน
ท่ดี ีข้ึนคะแนน PUSH จะ ต่ำสดุ -6 และคะแนน
ลดลงเรือ่ ยๆ จน สูงสุด + 6 โดยถา คะแนน
ตดิ ลบ แสดงวาแผลแยล ง
คะแนน = 0 แสดงวา แผล
ไมมีการเปล่ยี นแปลง และ
ถา คะแนนเปน บวก แสดงวา
แผลดขี ึ้น
ความ - Inter-rater reliability = 1) Inter-rater reliability ของ ET ยังไมมกี ารศึกษาความ
เทยี่ งตรงของ 0.95 (Stotts et al., 2001 nurse 2 กลุม สำหรับ total เท่ียงตรงของเครอื่ งมือ
เครื่องมือ cite in Mullins, Thompson score= 0.91-0.92 (Thomas, (Mullins, Thompson,&
& Legro, 2006) 1997 cite in Mullins, Legro, 2006)
Thompson, & Legro, 2006)
2) Inter-rater reliability ของ
general healthcare practioner
= 0.78 และIntra- rater
reliability =0.89 (Bates-Jensen
& McNees, 1995)
3)Inter-rater reliability: r =
0.96-0.99 และ Test-retest
reliability: r = 0.91-0.92
(Bates-Jensen, Vredevor&
Brecht, 1992)
แหลงที่นำ สถานดูแลผปู ว ยเรื้อรงั (Long สถานดแู ลผูปว ยเรอ้ื รังและ สถานดแู ลผูปว ยเร้อื รงั
เครือ่ งมือไปใช term care) (Mullins, เฉียบพลนั (Long term and (Long term care)
Thompson & Legro, 2006) acute care) (Mullins, (Mullins, Thompson &
Thompson & Legro, 2006) Legro, 2006)

20

หัวขอ PUSH Tool 3.0 PSST Sessing Scale
ผูใ ชเคร่ืองมือ พยาบาลทัว่ ไปและพยาบาล ควรเปน พยาบาลผูเช่ียวชาญในการ พยาบาลทว่ั ไป
ผเู ชีย่ วชาญ (Mullins, ดแู ลแผล
Thompson & Legro, 2006)
ระยะเวลาการ ประมาณ 1 นาที (Mullins, ประมาณ10-15 นาที (Woodbury, นอยกวา 1 นาที
ประเมนิ Thompson & Legro, 2006: Houghton, Campbell & Keast:
94) 1999 )

เอกสารอา งอิง

1. คณะพยาบาลศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล. (2544). การสรา งและพัฒนาเครอื่ งมอื วิจยั ทางการ
2. พยาบาลผูใหญ การประชุมวิชาการภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร คร้ังท่ี 7 วันที่ 21-23 มีนาคม 2544 ณ

โรงแรมเอสดี อเวนวิ กรุงเทพมหานคร.
3. ปองหทัย พุมระยา. 2546. ผลของการพยาบาลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลตอการปองกันการเกิดแผลกดทับใน

ผูปว ยศัลยกรรมกระดูก. สารนพิ นธป รญิ ญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑติ สาขาการพยาบาลผูใหญ แผน
ข บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหดิ ล.
4. ยวุ ดี เกตสัมพันธ และคณะ. (2546). บูรณาการการดแู ลแผลและออสโตมี. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พพ ี.เอ.
ลีฟวิง่ จำกดั .
5. Bates-Jensen, B.M., Vredevor, D.L. & Brecht, M.L. (1 9 9 2 ). Validity and reliability of the Pressure
Sore Status Tool. Decubitus, 5(6), 20-28.
6. Bates-Jensen, B.M.& McNees, P. (1995). Toward and intelligent wound assessment system.Ostomy
Wound Manage, 41(7A Suppl), 80S-86S.
7. Berlowitz, D.R., Ratliff, C., Cuddigan, J.& Rodeheaver, G.T. (2 0 0 5 ). The PUSH Tool: A surveyto
Determine its perceived usefulness. Advance in Skin & Wound Care, 18(9), 480-483.
8. Brown, G. (2006). Wound documentation: Managing risk. Advances in Skin & Wound Care, 19(3).
9. Ferrell, B.A., Artinian, B.M. & Sessing, D. (1995). The Sessing Scale for assessment of pressure ulcer
healing. Journal of American Geriatric Society, 43, 37-40).
10. Fox, C. (2 0 0 2 ). Pressure ulcers: Are they inevitable or preventable? British Journal of Nursing,
11(6), S3.
11. Inman, K.J.& McEachran, L. (2007). Keys to Effective Pressure Ulcer Risk Management: Evidence-
Based Prevention and Documentation. [Online].Available: http://www.O-
WM.com/article/2121. [2007, October 15].
12. Khawanmuang, R. (2001). Pressure ulcer risk assessment in patients with limited activity. Master 's
Thematic, in Nursing Science, Faculty of Graduate studies, Mahidol University.
13. Mullins, M., Thompson, S.S.,& Legro, M. (2006). Monitoring pressure ulcer healing in Persons With
disabilities. Rehabilitation Nursing, 30(3), 92-99.
14. Myers, B.A. (2004). Wound Management Principle and Practice. New Jersey: Prentice Hall.
15. National Pressure Ulcer Advisory Panel.(1 9 9 8 ) .Pressure Ulcer Status Tool (PUSH Tool 3 .0 ) .
[Online]. Available: http://www.npuap.org. [2007, October 10].
16. Patterson, J.A. & Bennett, R.G. (1995). Prevention and treatment of pressure sores. Journal of
American Geriatric Society, 43(8), 919-927.
17. Sanada,H. et al. (2 0 0 4 ). Reliability and validity of DESIGN, a tool that classifies pressure ulcer
severity and monitors healing. Journal of Wound Care. Jan; 13(1), 13-8.

21

18. Woodbury, M.G., Houghton, P.E., Campbell K.E.& Keast, D.H. (Pressure ulcer assessment
Instruments: a critical appraisal. Ostomy Wound Manage,45(5), 42-55, 48-50. 53-55.

19. World Wide Wounds. (2 0 0 6 ) . A Clinimetric Analysis of Wound Measurement Tools.
[Online].Available: http://www.worldwidewounds.com/2 0 0 6 / january/Fette/Clinimetric-
analysis-[2007, October 10].
22

การป้องกันและดแู ลแผลกดทับ : Risk & skin assessment โดย พว.ลกั ษณี ศรมี ่วง

การปอ้ งกันและดูแลแผลกดทบั : Risk & skin assessment
แนวปฏบิ ตั สิ ากลในการปอ้ งกนั และดูแลแผลกดทบั Prevention and Treatment of Pressure
Ulcers/Injuries: Clinical Practice Guideline : The International Guideline 2019 ( Emily Haesler ,2019 )
ทีไ่ ด้พฒั นาขึน้ โดยทมี ผ้เู ช่ียวชาญในการป้องกันแผลกดทบั ของประเทศตา่ งๆทั่วโลก ไดแ้ ก่ ประเทศทางเครอื ข่าย
กลา่ วถึง การประเมนิ ความเสีย่ ง (Risk Factors and Risk Assessment) ดังน้ี

1. พจิ ารณาข้อจำกัดของแตล่ ะบคุ คลด้านการเคลื่อนไหว การทำกจิ กรรม แรงเสยี ดสี และแรงเฉือน ซงึ่ เปน็
ความเส่ยี งตอ่ การเกิดแผลกดทบั

2. ประเมินความเสี่ยงของผทู้ ม่ี ีแผลกดทบั ระดบั 1 เพราะมีความเสี่ยงสงู ทจี่ ะเปลี่ยนแผลกดทบั ระดบั 2 หรือ
ระดบั ทรี่ ุนแรงมากขึน้

3. ผลกระทบจากแผลกดทบั ระดับใดกต็ ามท่ีมีอยเู่ ดิม ซ่งึ จะทำให้เกิดแผลกดทบั ลกุ ลามเพม่ิ ขน้ึ ได้
4. การเปล่ียนแปลงสภาพผิว บริเวณทม่ี แี รงกดซงึ่ เปน็ ความเสยี่ งต่อการเกดิ แผลกดทับ
5. ความเจบ็ ปวดบรเิ วณ Pressure point ต่อความเสยี่ งการเกดิ แผลกดทบั
6. พจิ ารณาผลกระทบของโรคเบาหวานตอ่ ความเสยี่ งของการเกิดแผลกดทับ
7. พจิ ารณาผลกระทบจากการแลกเปลย่ี นเลอื ด (perfusion) และการไหลเวยี นเลือดไมเ่ พียงพอ
8. พิจารณาผลกระทบของการไดร้ บั ออกซเิ จนไม่เพยี งพอ ตอ่ ความเส่ียงของการเกดิ แผลกดทับ
9. พิจารณาผลกระทบของภาวะทุพโภชนาการ ต่อความเสยี่ งของการเกดิ แผลกดทบั
10. พจิ ารณาโอกาสที่จะเกิดความเปยี กช้นื ของผวิ หนัง ต่อความเส่ียงของการเกดิ แผลกดทบั
11. พจิ ารณาผลกระทบของอณุ หภูมขิ องร่างกายทเี่ พมิ่ ขึ้น ตอ่ ความเสีย่ งของการเกิดแผลกดทบั
12. พจิ ารณาโอกาสท่ีจะเกิดผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ จากอายทุ ่ีเพิ่มข้ึน ตอ่ ความเส่ยี งของการเกิดแผลกดทบั
13. พจิ ารณาโอกาสเกิดผลกระทบทเ่ี กิดขน้ึ จากความบกพร่องของการรบั รทู้ างประสาทสมั ผสั ตอ่ ความเส่ียง

ของการเกิดแผลกดทบั
14. พิจารณาผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารท่ีอาจทำใหเ้ กดิ ความเสีย่ งของการเกิดแผลกดทบั
15. พจิ ารณาโอกาสเกิดจากผลกระทบของสถานะสขุ ภาพทัว่ ไปและสขุ ภาพจิต ต่อความเสีย่ งของการเกดิ แผล

กดทับ
16. พิจารณาผลกระทบของระยะเวลาทีถ่ ูกจำกัดการเคลือ่ นไหวกอ่ นผา่ ตดั ระยะเวลาการผ่าตดั และสภาวะ

สขุ ภาพตามการจำแนกประเภทความเสี่ยงในการผา่ ตัด ตามแนวทางของ American Society of
Anesthesiologists (ASA)ทสี่ มั พันธก์ บั ความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทบั
17. พิจารณาปจั จัยเสยี่ งต่อไปนเี้ พมิ่ เติมในผปู้ ่วยวกิ ฤตแิ ต่ละราย ต่อการเกดิ แผลกดทบั ได้แก่ ระยะเวลาที่อยู่
ในภาวะวิกฤติ การใชเ้ ครอื่ งช่วยหายใจ การใช้ยากลุ่ม vasopressors และคะแนนการประเมนิ และจัด
แบ่งกลุ่มผปู้ ว่ ยตามความรุนแรงของโรค Acute Physiology and Chronic Health Evaluation
(APACHE II)

การปอ้ งกันและดูแลแผลกดทับ : Risk & skin assessment โดย พว.ลกั ษณี ศรีมว่ ง

18. พจิ ารณาความเสี่ยงตอ่ การเกดิ แผลกดทบั ในทารกแรกเกิดและเดก็ ในเร่อื งความสมบูรณแ์ ข็งแรงของ
ผิวหนงั การแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเนื้อเย่ือ ความอมิ่ ตวั ของออกซิเจน (saturation of oxygen) และ
การใช้อปุ กรณ์ทางการแพทย์ รวมท้งั ความรนุ แรงของการเจบ็ ปว่ ยและระยะเวลาทด่ี ูแลรกั ษาในหน่วย
วกิ ฤติ

19. คัดกรองความเส่ยี งตง้ั แตแ่ รกรบั ไวใ้ นโรงพยาบาล และประเมนิ เป็นระยะตอ่ เนื่อง เพอื่ ระบุความเส่ยี งตอ่
การเกดิ แผลกดทบั เป็นรายบคุ คล รวมทง้ั เมอื่ มอี าการเปล่ียนแปลง

20. พัฒนาและดำเนินการตามแผนการปอ้ งกนั ตามความเสย่ี งตอ่ การเกดิ แผลกดทบั เป็นรายบุคคล
21. เม่อื ทำการประเมินความเส่ียงตอ่ การเกดิ แผลกดทบั ใหใ้ ช้วิธกี ารประเมนิ ท่ีมกี ารกำหนดชดั เจน รวมถงึ การ

ประเมนิ ผวิ หนังอย่างครอบคลมุ โดยใช้เคร่ืองมอื ประเมินความเสีย่ งร่วมกับความเสยี่ งอ่ืน ๆ และประเมนิ
ปจั จัยเสยี่ ง แปลผลของการประเมนิ โดยใช้การตัดสนิ ใจทางคลินิก

การประเมินผวิ หนังและเน้ือเยอื่ (Skin and Tissue Assessment)
1. ประเมนิ ผิวหนังและเนอื้ เยอ่ื ในบรเิ วณปุม่ กระดูกตา่ งๆ และบรเิ วณทอ่ี าจเกิดความเส่ยี ง ในผู้ปว่ ยทกุ ราย
ทกุ ครัง้ ท่มี กี ารประเมินอาการผปู้ ่วย ตงั้ แตแ่ รกรบั เป็นระยะ ประเมนิ กอ่ นท่ีจะจำหน่าย หรอื ในรายทจี่ ะสง่
ต่อไปยังสถานบรกิ ารอนื่ เพอ่ื ดูว่ามีผวิ หนงั ของผปู้ ่วยมรี อยแดงเกิดขึน้ หรอื ไม่

สำหรบั โรงพยาบาลราชวถิ มี กี ารใช้แบบประเมินผปู้ ่วยกลุ่มเสีย่ ง คอื แบบประเมนิ บราเดน โดยใช้คะแนนความเสย่ี งต่อ
การเกดิ แผลกดทบั หมายถึง คา่ คะแนนท่ีได้จากการประเมนิ ผ้ปู ่วยตามแบบประเมิน Braden scale นอ้ ยกว่าหรอื
เท่ากบั 18 คะแนน (NPUAP, 2009) ดังแบบเฝ้าระวังการเกดิ แผลกดทบั (ดา้ นหนา้ )

การปอ้ งกันและดแู ลแผลกดทับ : Risk & skin assessment โดย พว.ลกั ษณี ศรมี ว่ ง

การป้องกันและดูแลแผลกดทับ : Risk & skin assessment โดย พว.ลกั ษณี ศรมี ่วง

ตอ่ : แบบเฝ้าระวงั การเกิดแผลกดทบั (ดา้ นหลงั )

โดยมีเกณฑก์ ารพจิ ารณาความเสีย่ งตอ่ การเกิดแผลกดทบั หากคะแนนรวม ≤ 18 แสดงวา่ มีความเสย่ี งตอ่ การ

เกดิ แผลกดทบั เป็น 4 กลมุ่ คือ

- ความเส่ียงสงู มาก คะแนนบราเดนรวม ≤ 9

- ความเสี่ยงสงู คะแนนบราเดนรวม 10- 12

- ความเสีย่ งปานกลาง คะแนนบราเดนรวม 13 - 14

การปอ้ งกันและดูแลแผลกดทบั : Risk & skin assessment โดย พว.ลกั ษณี ศรีม่วง

- ความเสี่ยงตำ่ คะแนนบราเดนรวม 15 - 18

การประเมินซำ้ จนกว่าผปู้ ่วยจะจำหนา่ ยกลับบ้าน ยา้ ยหอ หรือพ้นจากภาวะเสยี่ ง

- หอผู้ปว่ ยทัว่ ไป ประเมนิ ซ้ำทกุ 3 วัน (เวรเช้า) หรอื กรณีผปู้ ว่ ยผ่าตดั หรอื สภาวะเปลี่ยนแปลงใหป้ ระเมินในวัน

นั้นดว้ ย

- หอผ้ปู ว่ ยหนกั ประเมนิ ซ้ำทกุ วัน

ผ้ปู ว่ ยกลุ่มเส่ียงตอ่ การเกิดแผลกดทับ หมายถึง ผู้ทีเ่ ข้ารับการรกั ษาในโรงพยาบาล ทม่ี ีโอกาสเกิดแผลกดทบั สงู ได้แก่
1. ผู้ป่วยไม่รสู้ กึ ตวั /เป็นอัมพาต
2. ผปู้ ว่ ยทถ่ี ูกจำกัดการเคลอ่ื นไหว/จำกดั กิจกรรม
3. ผู้ป่วยสงู อายุ อายตุ ้ังแต่ 60 ปขี ้ึนไป
4. ผู้ปว่ ยที่มกี ารบาดเจ็บของระบบประสาทและไขสนั หลงั
5. ผปู้ ่วยทถี่ ่ายอจุ จาระปสั สาวะราดบอ่ ยครั้ง
6. ผูป้ ่วยท่ีมีภาวะขาดสารอาหารมรี ะดับอัลบมู ินในเลอื ดตำ่ กว่า 3.4 mg/dl
7. ผู้ปว่ ยที่มโี รคประจำตัวทม่ี ผี ลตอ่ การไหลเวยี นโลหติ เช่น ภาวะโลหิตจาง เบาหวาน มะเรง็ เอดส์ ความ
ดนั โลหติ ตำ่
8. ผู้ป่วยทไี่ ด้รบั ยา Corticosteroid ในระยะยาว
9. ผปู้ ว่ ยท่ีได้รบั ยาระงบั ความร้สู กึ หลังการผา่ ตดั ภายใน 72 ชว่ั โมง
10. ผู้ปว่ ยที่มนี ำ้ หนักตวั นอ้ ย (BMI < 18)
11. ผู้ปว่ ยที่พกั รกั ษาตวั อยู่ในหอผปู้ ว่ ยวกิ ฤต
12. ผ้ปู ่วยทม่ี ไี ข้ (อุณหภมู ิ > 38 0C)

การจดั ท่าเพ่ือป้องกนั

งานกายภาพบาบดั กล่มุ

นการเกดิ แผลกดทบั

มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู

Pressure

การถูกทาลายเฉพาะที่ข
ผวิ หนัง โดยเฉพาะบริเวณป่ ุมก
รุนแรงของแรงกด หรอื การถูกก

Sores…แผลกดทบั

ของผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อใต้
กระดูก ซ่งึ เป็ นผลมาจากความ
กดเป็ นระยะเวลานาน

ปัจจัยเสี่ยงต

✓ ช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรอื
ตลอดเวลา มีข้อจากดั ในการ

✓ ไม่รู้สึกตวั ซมึ ลง สับสน กระ
✓รูปร่างผอม ผวิ หนังบาง และม
✓ควบคุมการขับถา่ ยอุจจาระ ห

ต่อการเกดิ แผลกดทบั

อไม่ไดเ้ ลย นอนตดิ เตยี ง
รเคลอื่ นไหว
ะสับกระส่าย
มองเหน็ ป่ ุมกระดกู ชัดเจน
หรือปัสสาวะไม่ได้

Commo

Supine

on Location

Comm

Side-lying

mon Location

Comm

Sitting

mon Location

Positioning

g Supine : นอนหงาย

Positioning S

90°

Side lying : นอนตะแคง

Position

ning Sitting

THA

ANK YOU

การกระจายแรงกด:ทนี่ ่ัง ท่าทาง และอุปกรณ์รองรับ

ชรินรัตน์ โคตรแสง ET NURES

การป้ องกนั การเกิดแผลกดทบั ท่ีสาํ คญั ท่ีสุดประกายหน่ึง คือ การลดและกระจายแรงกดบริเวณผวิ หนงั
และเน้ือเยอ่ื ตามป่ ุมกระดูกท้งั ในท่านอนและท่านง่ั ดว้ ยการใชอ้ ุปกรณ์รองรับ (support surface) ซ่ึงสามารถ
กระจายแรงกดบริเวณป่ ุมกระดูกไดอ้ ยา่ งเพยี งพอ

1.ความหมายของอุปกรณ์รองรับและการกระจายแรงกด

1.1 อปุ กรณ์รองรับ (support surface) หมายถึง อุปกรณ์ชนิดพิเศษท่ีออกแบบมาเพือ่ กระจายแรงกด (pressure
redistribution) ดว้ ยการจดั การกบั แรงที่กดบริเวณเน้ือเยอื่ (tissue loads) ความช้ืน (microclimate) และทาํ หนา้ ที่
ในการรักษา (therapeutic function) เพื่อกาํ จดั น้าํ หนกั ตวั ผปู้ ่ วยออกจากผวิ หนงั และเน้ือเย้อื ใตช้ ้นั ผวิ หนงั ท่ีกดลง
บนที่นอนหรือเกา้ อ้ี ตวั อยา่ งอุปกรณ์รองรับ เช่น เบาะรองนง่ั อุปกรณ์ปบู นที่นอน ที่นอน และเตียงนอน เป็นตน้

การป้ องกนั การเกิดแผลกดทบั ใหม้ ีประสิทธิภาพจาํ เป็นตอ้ งกาํ จดั แรงกดบริเวณเน้ือเย้อื และระยะเวลาที่
กดทบั โดยใชอ้ ุปกรณ์รองรับ โดยการควบคุมความแรงของแรงกด (intensity) ระยะเวลาท่ีที่กดทบั (duration)
แรงเสียดสี (friction) และแรงไถล (shear) ดว้ ยคุณลกั ษณะสาํ คญั คือ การกระจายแรงกด (pressure
redistribution)
1.2 การกระจายแรงกด (pressure redistribution) เป็นคุณสมบตั ิของอุปกรณ์รองรับในการกระจายแรงที่กดลง
ผวิ หนงั ตามป่ ุมกระดูกออกไปดา้ นขา้ ง โดยการลดขนาด (magnitube) ของแรงกดและแรงไถลซ่ึงเป็นสาเหตุหลกั
ที่ทาํ ใหเ้ กิดแผลกดทบั

แรงกดท่ีเกิดข้ึนระหวา่ งเน้ือเยอื่ ใตผ้ วิ หนงั และผวิ หนงั บริเวณป่ ุมกระดูกกบั พ้ืนผวิ รองรับ (tissue loads) มี
ความสมั พนั ธก์ บั ระยะเวลาท่ีกดทบั (duration of pressure) เช่น ถา้ มีแรงกดเป็นระยะเวลา 30 นาทีผวิ หนงั บริเวณ
ป่ ุมกระดูกจะถูกทาํ ลายเป็นรอยแดง (tissue hyperemia) เม่ือใชม้ ือกดรอยแดงจางหายไป (blanchable erythema)
ตอ้ งลดแรงกดเป็นเวลา 1 ชว่ั โมงผวิ หนงั จึงคงสภาพเดิม กรณีที่มีแรงกดเป็นระยะเวลา 2-6 ชว่ั โมงเน้ือเยอ่ื ใต้
ผวิ หนงั จะถูกทาํ ลายจนขาดเลือด (tissue ischemia) ตอ้ งใชเ้ วลาในการลดแรงกดถึง 36 ชว่ั โมงเน้ือเยอ่ื จึงหายเป็น
ปกติและถา้ หากมีแรงกดต่อเนื่องเป็นเวลามากกวา่ 6 ชว่ั โมงเน้ือเยอื่ จะถกู ทาํ ลายจนเป็นเน้ือตาย (necrosis) ซ่ึงไม่
สามารถคืนสภาพเดิมและกลายเป็นแผลกดทบั แมจ้ ะมีการลดแรงกดกต็ าม

2.หลกั การพ้นื ฐานในการกระจายแรงกด
2.1การจม (immersion) ความลึกของอุปกรณ์รองรับเม่ือผปู้ ่ วยนอนลงไปในอุปกรณ์รองรับ การที่ร่างกาย

จมลงไปทาํ ใหร้ ่างกายสมั ผสั กบั พ้ืนผวิ ของอุปกรณ์รองรับเป็นการกระจายน้าํ หนกั ของผปู้ ่ วยดว้ ยพ้นื ผวิ สมั ผสั ที่
มากข้นั และช่วยลดแรงกดบริเวณป่ ุมกระดูก

อุปกรณ์รองรับท่ีอ่อนนุ่มจะยอมใหร้ ่างกายจมลงไปในอุปกรณ์รองรับไดด้ ีกวา่ อุปกรณ์รองรับท่ีแขง็ ๆ แต
อาจเกิดการนอนจมตวั ลงในที่นอน (bottom out ) ทาํ ใหป้ ่ ุมกระดูกสมั ผสั กบั เตียง แสดงวา่ อุปกรณ์รองรับไม่มี
ประสิทธิภาพในการป้ องกนั แผลกดทบั

2.2การห่อ (envelopment)ความสามารถของอุปกรณ์รองรับท่ีปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั ร่างกายซ่ึงมีรูปร่างไม่แน่นอน
การห่อจะทาํ ใหอ้ ุปกรณ์รองรับเรียบเนียนเขา้ กบั ร่างกายจะไม่ทาํ ใหเ้ กิดแรงกดระหวา่ งอุปกรณ์รองรับกบั ผวิ หนงั
บริเวณป่ ุมกระดูกอยา่ งเป็นรูปธรรม

3. วสั ดุและส่วนประกอบ (material and components) ของอุปกรณ์รองรับการใชว้ สั ดุและส่วนประกอบในของ
อุปกรณ์รองรับอาจมีส่วนประกอบชนิดเดียวหรือใชว้ สั ดุหลายชนิดประกอบกนั รายละเอียดดงั น้ี

3.1 โฟม (foam) แบ่งออกเป็น

3.1.1 อิลาสติกโฟม (elastic foam) เป็นโพลียรู ีเทนโฟมที่มีรูพรุน เม่ือไดร้ ับแรงกดโฟมจะยบุ ตวั เฉพาะ
จุดท่ีไดร้ ับแรงกดและเมื่อแรงกดน้นั เคลื่อนยา้ ยออกไปโฟมจะค่อยๆคืนตวั มาอยใู่ นสภาพเดิม การคืนตวั เมื่อรับ
แรงกดชา้ กวา่ ปกติน้ีทาํ ใหม้ ีการเรียกโฟมชนิดน้ีวา่ เมมโมร่ีโฟม (memory foam) การใชอ้ ิลาสติกโฟมทาํ ใหม้ ี
อุณหภูมิที่ผวิ หนงั เพิม่ ข้ึน 3.4 องศาเซลเซียส เนื่องจากวสั ดุเป็นส่ือนาํ ความร้อนและเพมิ่ ความข้ึนร้อยละ 10.4
หลงั จากใชอ้ ิลาสติกโฟม 1 ชว่ั โมง

3.1.2 วสิ โคอิลาสติกโฟม (iscoelastic foam) เป็นโพลียรู ีเทนโฟมที่มีรูพรุน เม่ือสมั ผสั กบั ร่างกายจะอ่อน
ตวั และปรับรูปร่างใหพ้ อดีกบั ร่างกายเป็นการกระจายแรงกด โดยใชห้ ลกั การจม (immersion) และการห่อ
(envelopment) การใชว้ ิสโคอีลาสติกโฟมทาํ ใหม้ ีอุณหภมู ิเฉล่ียเพ่มิ ข้ึน 5 องศาฟาเรนไฮต์ กรณีที่เป็นวิสโคอิลาส
ติกเจล (visCoelastic gel) อุณหภูมิจะถ่ายโอน (transfer) ลดลงเม่ือใชไ้ ป 2 ชว่ั โมง และอุณหภูมิจะเพิ่มข้ึนเม่ือใช้
นานกวา่ 2 ชว่ั โมงและเมื่อใชน้ านกวา่ 1 ชว่ั โมงความช้ืนเพิม่ ข้ึนร้อยละ 22.8 ซ่ึงเก่ียวขอ้ งกบั ความช้ืนของผวิ หนงั
เนื่องจากธรรมชาติของเจลที่ไม่มีรูพรุน (nonporous)


Click to View FlipBook Version