การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการ
ของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ที่ปลูกยางใหม
(ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื )
ศนู ยว จิ ยั ยางหนองคาย สถาบนั วิจัยยาง
การยางแหง ประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการ
ของสถาบนั วจิ ัยยางในพื้นที่ปลูกยางใหม
(ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื )
ศูนยวิจยั ยางหนองคาย สถาบันวจิ ัยยาง
การยางแหง ประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ
คาํ นาํ
ศูนยวิจัยยางหนองคาย เปนหนวยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด
สถาบันวิจัยยาง การยางแหงประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ มี
ห น า ที่ รั บ ผิ ด ช อ บ ก า ร วิ จั ย แ ล ะ พั ฒ น า ย า ง พ า ร า ใ น พ้ื น ที่ ภ า ค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน 10 จังหวัด ไดแ ก กาฬสินธุ ขอนแกน สกลนคร
นครพนม มุกดาหาร บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลําภู และอุดรธานี
และภาคเหนือฝงตะวันออก 8 จังหวัด ไดแก นาน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก
เพชรบูรณ แพร สุโขทัย และอุตรดิตถ นอกจากนี้ยังปฏิบัติงานสงเสริม
สนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผูประกอบการ ดานมาตรฐานสินคา
เกษตร ดา นถายทอดเทคโนโลยี และดานการใหบริการวิชาการ รวมถึงการ
รวมมือทางวิชาการยางพารากบั ทง้ั ในและตา งประเทศ
เอกสารวิชาการเลมนี้ เปน แนวทางการทําสวนยางพาราในพื้นที่ปลูก
ยางใหมตามคําแนะนาํ วชิ าการของสถาบันวิจัยยาง การยางแหงประเทศไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ ซ่ึงเปนองคกรวิจัยและพัฒนายางพาราของ
ประเทศไทย และเพ่อื ใหเกษตรกรสามารถนําไปใชประโยชนในการประกอบ
อาชีพทาํ สวนยาง และพัฒนาตนเองตอไปได
นายเกษตร แนบสนิท
ผูอ ํานวยการศูนยว จิ ยั ยางหนองคาย สถาบนั วิจัยยาง
การยางแหง ประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ
11 กรกฎาคม 2565
สารบัญ
หนา
บทนาํ 1
บทท่ี 1 : สภาพแวดลอ มทเี่ หมาะสมสาํ หรบั การปลกู ยาง 3
บทท่ี 2 : พนั ธยุ างทีแ่ นะนําในพืน้ ปลกู ยางใหม 4
บทท่ี 3 : การปลูกยางในพ้นื ท่ปี ลูกยางใหม 13
บทท่ี 4 : การจัดการสวนยางในพื้นทป่ี ลูกยางใหม 19
บทท่ี 5 : การเสรมิ รายไดในสวนยางในพืน้ ท่ีปลกู ยางใหม 29
บทที่ 6 : โรค ศตั รู และอาการผิดปกตขิ องยางพาราในพื้นทปี่ ลูกยางใหม 34
บทท่ี 7 : การกรีดยางในพ้ืนปลกู ยางใหม 56
บทที่ 8 : การแปรรปู ยางเบ้อื งตน ในพื้นปลูกยางใหม 66
บทที่ 9 : ไมย างพารา 72
บทที่ 10 : หนวยงานภาครฐั ที่เก่ียวของกบั ยางพาราในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม 74
เอกสารอางอิง 81
คณะผจู ดั ทาํ 82
บทนํา
ยางพาราเปนพืชสาํ คญั เศรษฐกจิ ท่ีสําคัญของประเทศไทย กอ เกดิ การ
สรางงานและอาชีพในพ้ืนท่ี สงผลใหเกิดความเขมแข็งของชุมชน และ
นอกจากนั้นยางพารายงั ชวยในการรักษาสภาพแวดลอ มอกี ดว ย ประเทศไทยมี
การปลูกยางมากเปนอันดับสองของโลก โดยมีมูลคาการสงออกยางมากเปน
อันดับหน่ึงของโลก และสวนที่เหลือเปนการใชในประเทศ โดยตลาดหลัก
สาํ คญั ทส่ี งออกไปยงั ไดแก จีน มาเลเซีย ญี่ปุน สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต
สวนใหญจะสงออกในรูปของยางแปรรูปขั้นตน ยางแทง ประกอบดวย ยาง
แผนรมควนั ยางเครพ นํา้ ยางขน และผลติ ภัณฑ
การปลูกสรางสวนยางในประเทศไทยนั้น ปลูกครั้งแรกในภาคใตท่ี
จังหวดั ตรงั เมื่อป พ.ศ. 2443 โดยพระยารัษฎานุประดษิ ฐมหศิ รภกั ดี และไดมี
การขยายพืน้ ทป่ี ลกู ไปยังเขตภาคตะวันออก คอื จังหวดั จนั ทบรุ ี ใน พ.ศ. 2451
โดยหลวงราชไมตรี ตอ มาจึงขยายพ้ืนท่ีปลูกไปจังหวัดอ่ืนๆในภาคใตและภาค
ตะวันออกจึงเรียกพ้ืนท่ี 14 จังหวัดทางภาคใต ไดแก กระบ่ี ชุมพร ตรัง
นครศรธี รรมราช นราธวิ าส ปตตานี พังงา พัทลงุ ภูเก็ต ระนอง ยะลา สงขลา
สตลู และสุราษฏรธ านี กับ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ไดแก ระยอง จันทบุรี
และตราด วาเขตหรือ “พ้ืนท่ีปลูกยางเดิม” เนื่องจากมีการปลูกยางมากกวา
100 ป และมสี ภาพแวดลอ มท่ีใกลเคียงกับแหลงกําเนิดยางพาราท่ีอยูในแถบ
ลุมนํ้าอเมซอน ประเทศบราซิล ซึ่งต้ังอยูทางตอนบนของทวีปอเมริกาใต ท่ี
ละติจูด 5 องศา ซ่ึงยางพาราสามารถเจริญเติบโตไดดี เชนเดียวกันกับใน
ประเทศไทยตง้ั อยใู นเขตรอ นชนื้ ระหวา งละติจูด 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ กับ
20 องศา 27 ลปิ ดาเหนือ และระหวางลองตจิ ดู 97 องศา 22 ลิปดาตะวนั ออก
กับ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 1
ตอมาไดมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปทางภาคตะวันออกใน
จังหวัดอื่นๆ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงเรียก
จงั หวดั เหลา น้ีรวมวา เขต หรือ “พืน้ ทปี่ ลูกยางใหม” ซ่ึงมีขอจํากัดในเรื่องของ
ความอดุ มสมบูรณของดิน ปริมาณนํ้าฝน การกระจายของฝน และบางพ้ืนที่
เปนท่สี ูง เน่ืองจากยางพาราสามารถปรบั ตวั ใหเขากับสภาพแวดลอ มตา งๆไดดี
จึงสามารถปลูกยางไดทุกภาคของประเทศ อยางไรก็ตาม ตนยางในภาคใต
สามารถเจรญิ เตบิ โตไดดี และใหผลผลิตสูงกวาตนยางในภาคตะวันออกเฉียง
เหนือ โดยภาคใตสามารถเปดกรีดไดเมื่อตนยางอายุ 6-7 ป ขณะที่ภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือเปดกรดี ชา กวาอยา งนอย 6 เดือน และใหผลผลิตต่ํากวา
ภาคใตร อ ยละ 10-15 แสดงใหเห็นวาสภาพแวดลอมน้ันมีความสําคัญตอการ
เจริญเตบิ โตและผลผลิตของยาง จากการศึกษางานวิจัย พบวา ตองมีการใช
เทคโนโลยีบางสวนท่ีแตกตางกัน เชนพันธุยาง หรือสูตรการใชปุยบํารุง เปน
ตน ทาํ ใหเกษตรกรมีความจําเปนตองทราบวาการที่จะทําสวนยางพื้นที่ปลูก
ยางใหมนี้ ใหประสบความสําเร็จ ตอ งใชหลกั วชิ าการและปจ จัยดา นใดบา ง
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 2
บทท่ี 1 : สภาพแวดลอมทเ่ี หมาะสมสาํ หรับการปลกู ยาง
พืน้ ทที่ ี่เหมาะสมในการปลูกยาง
1. เปน พื้นที่ทม่ี คี วามลาดชันไมเ กนิ 35 องศา หากในพ้นื ทท่ี ต่ี อ งการปลูก
มีความลาดชันเกนิ 15 องศา ตอ งทําขน้ั บันได เพ่อื อนุรกั ษด นิ และนํา้
2. หนาดินลึกไมนอยกวา 1 เมตร เปนดินรวนเหนียวหรือรวนทราย
มีการระบายนํ้าดี ไมมีชั้นหิน ช้ันดินดาน หรือชั้นกรวดอัดแนนใน
ระดบั 1 เมตร จากผิวดิน
3. การระบายน้ําดี ระดับน้ําใตดิน ต่ํากวาระดับผิวดินมากกวา 1 เมตร
(วัดในระหวา งฤดูฝน) ไมเปน ท่ลี มุ นา้ํ ขัง
4. พ้ืนทมี่ คี วามสงู จากระดบั นํ้าทะเลไมเ กนิ 200 เมตร หากสูงเกินกวาน้ี
อตั ราการเจริญเตบิ โตของตนยางจะลดลง
5. ความเปน กรด - ดาง (pH) ของดินที่เหมาะสมอยูระหวาง 4.5-5.5
ไมค วรเปน ดินดาง ดนิ เคม็ หรอื ดนิ เกลอื
สภาพภมู อิ ากาศทีเ่ หมาะสมในการปลูกยาง
1. ปรมิ าณนํ้าฝนไมน อยกวา 1,250 มิลลเิ มตร/ป การกระจายตัวของฝน
ดี มีจํานวนวันฝนตก 120-150 วัน/ป ชวงแลงทิ้งชวงไมเกิน
4 เดือน
2. อุณหภูมิเหมาะสม ระหวา ง 26-30 องศาเซลเซียส
…………………………………………………….
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 3
บทท่ี 2 : พันธยุ างที่แนะนาํ ในพ้ืนปลูกยางใหม
ในคําแนะนาํ พนั ธุย างของไทยและตา งประเทศโดยสวนใหญมีทิศทาง
เดียวกนั และมีความแตกตางจากพชื อ่นื ๆ โดยมีการแบงชน้ั พนั ธุยางที่แนะนํา
ตามระยะเวลาของการเก็บขอมูลผลผลิตและลักษณะรองตาง ๆ เน่ืองจาก
ยางพาราเปนพืชยืนตน มีระยะเวลาการเก็บเก่ียวผลผลิตท่ียาวนาน การ
ปรบั ปรุงพันธุยางจึงใชระยะเวลาในแตละรอบของการคัดเลือกพันธุยาวนาน
25-30 ป พนั ธยุ างท่ีผา นการทดลองหลายปแ ละหลายสภาพแวดลอม มีขอมูล
ลักษณะเดนและขอจํากัดมากเพียงพอ จึงจะแนะนําเปนพันธุยางช้ัน 1 ท่ี
เกษตรกรสามารถปลูกไดโดยไมมีการจํากัดพ้ืนที่ปลูก เพ่ือลดความเสี่ยงของ
เกษตรกรใหมากท่สี ุด และในขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนแปลงคําแนะนําพันธุ
ยางทกุ ๆ 4-5 ป ตามสภาพแวดลอม การเติบโตของอุตสาหกรรม ภาวะทาง
เศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งความตองการของเกษตรกรท่ีเปล่ียนแปลงไป
รวมท้ังขึ้นกับผลการพฒั นาพนั ธุยางในแตล ะประเทศ ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ
ยางของไทยจึงจําเปน ที่จะตอ งมกี ารดําเนนิ การอยา งตอ เนอ่ื งเพื่อตอบสนองตอ
การเปล่ียนแปลงดังกลาวนี้ โดยมุงหวังตอการเพ่ิมศักยภาพการผลิตของ
ชาวสวนยางและของประเทศ
สถาบันวิจัยยาง ไดเริ่มจัดทําคําแนะนําพันธุยางแกเกษตรกรต้ังแต
ป 2504 และมีการเปลี่ยนแปลงคําแนะนําพันธุยางทุก 4 ป โดยพิจารณาจาก
พนั ธยุ างใหมที่ไดรับจากผลงานวิจัยการปรับปรุงพันธุยาง และตัดพันธุยางที่
แนะนาํ ในคาํ แนะนําพนั ธุยางฉบบั เดิมออกไปบางสวน เนื่องจากความเสียหาย
จากการระบาดของโรค และสาเหตุอ่ืนๆ ตามสภาพแวดลอมที่เปล่ียนแปลงไป
ซึ่งคําแนะนําพันธยุ างฉบับปจจุบันป 2559 เปนคําแนะนําพันธุยางฉบับท่ี 16
ไดมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสําคัญจากคําแนะนําฉบับท่ีผานมา คือ
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 4
ขอกําหนดพื้นท่ีปลูกของพันธุยางในชั้น 2 และ 3 จากขอกําหนดเดิมใน
คําแนะนําพันธยุ างที่ผานมา เกษตรกรจะปลูกพันธุยางช้ัน 2 และ 3 ไดไมเกิน
รอ ยละ 30 และ 20 ของเน้อื ทป่ี ลกู ยางที่ถือครอง แตละพันธุปลูกไมนอยกวา
7 ไร จากขอกําหนดดังกลา วเกษตรกรจะปลกู พันธยุ างชน้ั 2 และ 3 ได จะตอ ง
มีพ้ืนที่ปลูกยางไมนอยกวา 23 และ 35 ไรตามลําดับ ทําใหเกษตรสวนใหญ
ของประเทศรอยละ 93 เปนเกษตรกรรายเล็ก ท่ีมีพื้นท่ีปลูกยางเฉล่ีย 13 ไร
ไมสามารถ ปลูกพันธุยางแนะนําในชั้น 2 และ ชั้น 3 ได แตเน่ืองจาก
สภาพแวดลอ มและสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงมาก สถานการณการ
ระบาดของโรคอาจจะเพมิ่ ความรุนแรงมากขึ้น การปลูกยางนอยพันธุมีความ
เส่ียงตอความเสียหายมาก สถาบันวิจัยยางจึงไดเปล่ียนแปลงคําจํากัดความ
ของการปลูกพันธุยางช้ัน 2 และ 3 ใหเกษตรกรเลือกปลูกพันธุแนะนําช้ัน 2
และชน้ั 3 ช้นั ใดชน้ั หนึ่งหรอื รวมกันไดไมเกินรอยละ 50 ของเนื้อที่ปลูกยางที่
ถือครอง เพ่ือเปนการกระจายพันธุและเพ่ิมโอกาสใหเกษตรกรไดพิจารณา
เลือกทดลองปลูกพันธุย างใหมท ี่มศี กั ยภาพใหผลผลติ สูงกวาพนั ธุเดมิ
ซงึ่ พันธยุ างทีแ่ นะนําใหป ลูกในปพ .ศ. 2559 แบงออกเปน 3 ชน้ั ตาม
รายละเอียดของขอ มลู ดังนี้
พันธุยางชั้น 1 เปนยางพันธุดี ที่ผานการทดลองและศึกษาลักษณะ
ตางๆ อยางละเอียด แนะนําใหปลูกโดยไมจํากัดเน้ือที่ปลูก แบงเปน 3 กลุม
ตามวตั ถุประสงคข องการปลกู ดงั นี้
กลุม 1 พันธยุ างเพื่อผลผลิตน้ํายาง เปนพันธุท่ีใหผลผลิตน้ํายางสูง
เปน หลกั การเลือกปลูกพันธุยางในกลุมน้ี ควรมงุ เนน ผลผลิตนา้ํ ยาง
กลมุ 2 พนั ธุยางเพือ่ ผลผลติ นํ้ายางและเนอื้ ไม เปน พันธทุ ี่ใหท ัง้
ผลผลิตนํา้ ยางและเน้ือไม โดยใหผลผลติ น้ํายางสงู และมีการเจริญเติบโตดี
ลกั ษณะลําตน ตรง ใหปริมาตรเนอื้ ไมใ นสว นลําตนสงู
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพนื้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 5
กลุม 3 พันธุยางเพ่ือผลผลิตเน้ือไม เปนพันธุที่ใหผลผลิตเน้ือไมสูง
เปน หลกั มีการเจรญิ เตบิ โตดมี าก ลกั ษณะลําตนตรง ใหปรมิ าตรเน้อื ไมในสวน
ลาํ ตน สูงมาก ผลผลติ นาํ้ ยางจะอยใู นระดับตํา่ กวา พันธุยางในกลุม 1 และ กลุม
2 เหมาะสาํ หรับเปนพนั ธุท่ีจะปลูกเปน สวนปาเพือ่ การผลิตเนอ้ื ไม
พันธุยางชั้น 2 เปนยางพันธุดี ท่ีอยูระหวางการทดลองและศึกษา
ลักษณะบางประการเพ่ิมเตมิ เชน ขอ มูลโรคบางชนดิ ขอมลู ผลผลิตจากเปลือก
งอกใหม แนะนําใหป ลกู ไดไมเ กินรอ ยละ 50 ของเนื้อทีป่ ลูกยางที่ถอื ครอง หรอื
ปลกู รว มกบั พันธยุ างช้ัน 3 ไดไมเกินรอยละ 50 ของเน้ือท่ีปลูกยางท่ีถือครอง
เกษตรกรที่มีความประสงคจะเลือกปลูกพันธุยางช้ันนี้ ควรปลูกภายใตการ
แนะนําจากสถาบันวิจัยยาง
พันธยุ างชัน้ 3 เปนยางพนั ธุดี ที่อยูร ะหวา งการทดลองและขอมูลจํากัด
เนอ่ื งจากมีระยะเวลาและจาํ นวนแปลงทดลองนอ ย ทาํ ใหไดข อ มลู บางประการ
ไมสมบูรณ เชน ขอมูลโรคบางชนิด ขอมูลผลผลิตจากเปลือกงอกใหม และ
การปรับตัวตอสภาพแวดลอม แนะนําใหปลูกไดไมเกินรอยละ 50
ของเน้ือท่ีปลูกยางท่ีถือครอง หรือปลูกรวมกับพันธุยางชั้น 2 เกษตรกรที่มี
ความประสงคจะเลือกปลูกพันธุยางช้ันนี้ ควรปลูกภายใตการแนะนําจาก
สถาบันวจิ ยั ยาง
สาํ หรบั พันธุย างในพน้ื ท่ีปลูกยางใหมตามคําแนะนําพันธุยางป 2559
ของสถาบันวจิ ยั ยาง การยางแหงประเทศไทย มีดังน้ี
1) พนั ธุย างชั้น 1 มี 8 พนั ธุ ไดแ ก
กลุม 1 พันธุยางเพื่อผลผลิตน้ํายาง ไดแก สถาบันวิจัยยาง 226
สถาบนั วจิ ยั ยาง 251 สถาบันวิจยั ยาง 408 และ RRIM 600
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 6
กลุม 2 พันธุยางเพ่ือผลผลิตนํ้ายางและเนื้อไม ไดแก PB 235 และ
RRII 118
กลุม 3 พันธุยางเพื่อผลผลติ เนื้อไม ไดแ ก ฉะเชงิ เทรา 50 และ BPM 1
2) พันธุยางชน้ั 2 มี 11 พนั ธุ ไดแ ก สถาบนั วิจยั ยาง 411 สถาบนั วจิ ัย
ยาง 417 สถาบันวจิ ัยยาง 3604 สถาบันวจิ ยั ยาง 3607 สถาบันวิจัยยาง 3609
สถาบันวิจัยยาง 3610 สถาบันวิจัยยาง 3612 สถาบันวิจัยยาง 3702
สถาบันวจิ ัยยาง 3902 สถาบนั วิจยั ยาง 3904 สถาบันวจิ ยั ยาง 3906
3) พันธุยางชนั้ 3 มี 6 พนั ธุ ไดแก สถาบันวิจยั ยาง 3608 สถาบนั วจิ ัย
ยาง 3611 สถาบันวิจัยยาง 3613 สถาบันวิจัยยาง 3614 IRCA 825 IRCA
871
โดยมรี ายละเอยี ดขอ มูลวิชาการแสดงสาํ หรับพนั ธยุ างชน้ั 1 ทกุ กลุม
และทุกพนั ธุ และในพันธุยางช้ัน 2 และช้ัน 3 บางพันธุที่มีแนวโนมใหผลผลิต
สูงในพ้นื ทปี่ ลูกยางใหม ดงั นี้
พนั ธยุ างช้ัน 1 กลุม 1 : พนั ธุย างเพอ่ื ผลผลิตนํ้ายาง
สถาบันวจิ ยั ยาง 226 (RRIT 226)
เปนพันธุยางของไทยทไี่ ดจากการผสมระหวางพนั ธุ PB 5/51 x RRIM
600 ในพื้นทป่ี ลูกยางใหมใหผลผลิตเนือ้ ยางแหง 10 ปก รีดเฉลย่ี 344 กโิ ลกรัม
ตอไรต อ ป การเจริญเติบโตกอ นเปด กรีดและระหวางกรีดปานกลาง เปลอื กเดมิ
บาง เปลือกงอกใหมหนาปานกลาง คอนขางตานทานโรคราสีชมพู ตานทาน
ปานกลางตอโรคใบรว งไฟทอฟธอรา ใบจุดคอลเลโทตรกิ มั ใบจุดกา งปลา เสน
ดาํ คอนขา งออนแอตอ โรคราแปง ควรกรีดดว ยระบบกรดี ครึง่ ลําตน วันเวนวัน
มจี าํ นวนตนยางแสดงอาการเปลือกแหงนอ ย ตานทานลมปานกลาง ปลกู ไดใน
พ้ืนที่ลาดชันและพนื้ ทที่ ม่ี คี วามชื้นสงู ไมแนะนําใหปลูกในพ้ืนท่ีท่ีมีหนาดินตื้น
และพนื้ ท่ที ม่ี รี ะดับนาํ้ ใตดนิ สูง ยางแผน ดบิ มีสีคอนขา งคลา้ํ
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 7
สถาบันวิจยั ยาง 251 (RRIT 251)
เปนพันธุยางของไทยที่ไดจากการคัดเลือกจากตนกลายางแปลง
เอกชนในจังหวดั สงขลา ในพ้ืนทปี่ ลูกยางใหมใหผ ลผลิตเน้ือยางแหง 10 ปกรีด
เฉล่ยี 339 กิโลกรมั ตอ ไรตอป การเจริญเติบโตกอนเปดกรีดและระหวางกรีด
ปานกลาง เปลือกเดิมและเปลือกงอกใหมหนาปานกลาง ไมควรจะใชระบบ
กรีดท่ีมีความถี่มากกวาวันเวนวัน เพราะจะทําใหมีจํานวนตนเปลือกแหง
เพ่ิมขึ้น คอนขางตานทานตอโรคเสนดํา ตานทานปานกลางตอโรคใบรวงไฟ
ทอฟธอรา ราแปง ใบจุดคอลเลโทตรกิ ัม ใบจดุ กางปลา ราสีชมพู ตานทานลม
ปานกลาง ในระยะยางอายนุ อย ตน ยางท่ีปลูกในพื้นที่ฝนตกชุกท้ังในแปลงก่ิง
ตาและแปลงปลูก จะออ นแอตอ โรคคอลเลโทตริกัมมาก ไมแนะนําใหปลูกใน
พนื้ ทที่ ี่ดินมีความสมบูรณตํ่า ดินท่ีมีลูกรัง เน่ืองจากจะมีลักษณะเปลือกแตก
นาํ้ ยางไหล ตนคด ในพ้ืนทีล่ าดชนั พื้นทที่ ีม่ ีหนาดนิ ต้ืน พ้นื ทที่ ่ีมีระดับน้ําใตดิน
ลึกนอ ยกวา 1 เมตร และพื้นท่ีลมแรง เน่ืองจากทรงพมุ มีขนาดใหญ แตกกิ่งไม
สมดุล และไมค วรปลูกดวยระยะปลูกนอยกวา 3 x 7 เมตร
สถาบนั วจิ ยั ยาง 408 (RRIT 408)
เปน พันธุยางของไทยทีไ่ ดจากการผสมระหวางพันธุ PB 5/51 x RRIC
101 ในพื้นทปี่ ลูกยางใหมใ หผลผลิตเน้ือยางแหง 10 ปกรีดเฉลี่ย 317 กโิ ลกรัม
ตอไรตอ ป การเจรญิ เตบิ โตกอนเปดกรดี ดี และระหวางกรีดปานกลาง เปลือก
เดมิ หนาและเปลอื กงอกใหมห นาปานกลาง ควรใชระบบกรีดครึ่งลําตนวันเวน
วนั หรอื คร่งึ ลาํ ตนวันเวน สองวนั ตา นทานปานกลางตอโรคราแปง ใบจุดคอล
เลโทตริกัม ใบจุดกางปลา เสนดํา ราสีชมพู คอนขางออนแอตอโรคใบรวงไฟ
ทอฟธอรา ตา นทานลมปานกลาง ไมแนะนําใหปลูกในพ้ืนท่ีท่ีมีหนาดินต้ืน ไม
แนะนาํ ใหก รดี ถี่มากกวา วันเวนวนั เพราะตน ยางจะแสดงอาการเปลอื กแหง มาก
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 8
RRIM 600
เปนพันธุยางของสหพันธรัฐมาเลเซีย ท่ีไดจากการผสมระหวางพันธุ
Tjir 1 x PB 86 ในพื้นที่ปลูกยางใหมใหผลผลิตเน้ือยางแหง 10 ปกรีดเฉลี่ย
254 กิโลกรัมตอไรตอป การเจริญเติบโตกอนเปดกรีดและระหวางกรีดปาน
กลาง เปลือกเดิมบาง เปลือกงอกใหมหนาปานกลาง ตานทานปานกลางตอ
โรคราแปง ใบจุดคอลเลโทตริกัม ราสีชมพู คอนขางออนแอตอโรคใบจุด
กางปลา โรคเสน ดาํ ออนแอตอ โรคใบรว งไฟทอฟธอรา มีจาํ นวนตน ยางแสดง
อาการเปลือกแหงนอย ตานทานลมปานกลาง ปลูกไดในพื้นที่ลาดชัน ไม
แนะนําใหป ลูกในพ้ืนท่ีทม่ี หี นา ดินตื้น และพืน้ ที่ท่ีมีระดับน้ําใตดินสูง เปนพันธุ
ที่มีการปรับตัวไดดีในทุกพ้ืนที่ การเจริญเติบโตดีและผลผลิตเพิ่มในชวงอายุ
มากขึ้น ไมค วรปลูกในพ้ืนท่ีท่ีมีฝนตกชุก เนื่องจากคอนขางออนแอตอโรคใบ
รวงไฟทอฟธอรา โรคเสนดาํ และพน้ื ทท่ี ม่ี ีการระบาดโรคใบจุดกางปลารุนแรง
พันธยุ างช้นั 1 กลุม 2 : พันธุยางเพอ่ื ผลผลิตนํา้ ยางและเนอ้ื ไม
PB 235
เปนพนั ธุย างของสหพันธรัฐมาเลเซีย ที่ไดจากการผสมระหวางพันธุ
PB 5/51 กับ PB 5/78 ในพื้นท่ีปลูกยางใหมใหผลผลิต 10 ปกรีดเฉล่ีย 322
กิโลกรัมตอไรตอป ตนยางอายุ 22 ป ใหผลผลิตเนื้อไมสวนลําตน 0.198
ลูกบาศกเมตรตอตน คิดเปน 19 ลูกบาศกเมตรตอไร เปลือกเดิมหนาปาน
กลาง เปลือกงอกใหมบ าง ไมแนะนาํ ใหก รีดถีม่ ากกวา วันเวนวัน เพราะตนยาง
จะแสดงอาการเปลือกแหงมาก คอนขางตานทานตอโรคใบจุดกางปลา ราสี
ชมพู ตา นทานปานกลางตอ โรคใบรว งไฟทอฟธอรา เสนดาํ คอนขางออ นแอตอ
โรคราแปง ใบจุดคอลเลโทตริกัม ตานทานลมปานกลาง ไมแนะนําใหปลูกใน
พ้ืนท่ีท่ีมีหนาดินตื้น และพื้นท่ีท่ีมีระดับนํ้าใตดินสูง เปนพันธุท่ีมีการ
เจรญิ เติบโตดแี ละปรับตวั เขา กับสภาพแวดลอ มไดทุกพื้นที่
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 9
RRII 118
เปนพันธุยางของสหพันธรัฐอินเดีย ท่ีไดจากการผสมระหวางพันธุ
Mil.3/2 กับ Hil.28 ในพ้ืนที่ปลูกยางใหมใหผลผลิตเนื้อยางแหง 10 ปกรีด
เฉล่ยี 343 กิโลกรัมตอไรตอป ตนยางอายุ 22 ป ใหผลผลิตเน้ือไมสวนลําตน
0.264 ลกู บาศกเมตรตอตน คิดเปน 24 ลูกบาศกเมตรตอไร เปลือกเดิมและ
เปลือกงอกใหมหนาปานกลาง คอนขางตานทานโรคใบรวงไฟทอฟธอรา มี
จํานวนตน ยางแสดงอาการเปลือกแหงนอย ตานทานปานกลางตอโรคราแปง
ใบจุดคอลเลโทตรกิ มั ใบจดุ กา งปลา เสน ดํา ราสีชมพู ตานทานลมดี ปลกู ไดใน
พ้นื ท่ลี าดชัน พ้ืนทที่ ม่ี ีหนาดินต้ืน ไมแนะนําใหปลูกในพื้นท่ีที่มีระดับน้ําใตดิน
สูง เปน พนั ธทุ ม่ี กี ารเจริญเตบิ โตและผลผลติ เพิม่ สูงในชวงอายุมากขึ้น และทน
ตอ สภาพแวดลอ มในพน้ื ที่ปลูกยางใหมไดดี
พนั ธยุ างช้นั 1 กลุม 3 : พันธุยางเพอ่ื ผลผลติ เนื้อไม
ฉะเชงิ เทรา 50 (RRIT 402)
เปนพันธุยางของไทย ท่ีไดจากการผสมเปดของพันธุ RRIC 110 ใน
พื้นที่ปลูกยางใหมใหผลผลิตเนอื้ ยางแหง 10 ปกรีดเฉล่ยี 304 กิโลกรมั ตอไรต อ
ป ตนยางอายุ 17 ป ใหผลผลิตเน้ือไมสวนลําตน 0.188 ลูกบาศกเมตรตอตน
คิดเปน 18 ลูกบาศกเมตรตอไร คอนขางตานทานโรคใบจุดคอลเลโทตริกัม
ราสีชมพู ตานทานปานกลางตอโรคใบรวงไฟทอฟธอรา ราแปง คอนขาง
ออนแอตอโรคใบจุดกางปลา มีจํานวนตนยางแสดงอาการเปลือกแหงนอย
ตานทานลมปานกลาง ปลูกไดใ นพืน้ ทลี่ าดชัน พื้นท่ีท่ีมีหนาดินต้ืน และพื้นที่มี
ระดับนํา้ ใตด นิ สูง เปน พันธทุ ีม่ ีการเจริญเตบิ โตดแี ละใหผลผลิตเพ่ิมขึ้นเรื่อย ๆ
ตามอายุ และทนตอสภาพแวดลอมในพ้ืนที่ปลูกยางใหมไดดี ไมควรปลูกใน
พืน้ ทท่ี ีม่ ีการระบาดของโรคใบจุดกางปลารนุ แรง
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 10
BPM 1
เปนพันธุยางของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ที่ไดจากการผสมระหวาง
พันธุ AVROS 163 กับ AVROS 308 ในพื้นที่ปลูกยางเดิมใหผลผลิตเน้ือยาง
แหง 10 ปกรีดเฉล่ีย 307 กิโลกรัมตอไรตอป การเจริญเติบโตดีมาก เมื่อตน
ยางอายุ 20 ปมขี นาดเสนรอบวงลําตน 94 เซนตเิ มตร ใหผลผลติ เนอ้ื ไมสวนลํา
ตน 0.257 ลูกบาศกเ มตรตอตน คิดเปน 24 ลกู บาศกเ มตรตอไร และ ในพื้นที่
ปลกู ยางใหม ใหผลผลิต 10 ปกรีดเฉล่ีย 276 กิโลกรัมตอไรตอป เม่ือตนยาง
อายุ 22 ปม ขี นาดเสนรอบวงลําตน 97 เซนติเมตร ใหผลผลิตเนอ้ื ไมส วนลําตน
0.269 ลูกบาศกเมตรตอตน คิดเปน 25 ลูกบาศกเมตรตอไร ตานทานลมดี
ปลกู ไดใ นพน้ื ที่ลาดชนั พนื้ ทท่ี ีม่ ีหนา ดินต้ืน และพื้นที่มีระดับนํ้าใตดินสูง ปลูก
ไดใ นพนื้ ทท่ี ่ีมีความเสีย่ งตอ การระบาดของโรคสงู
พันธุย างชน้ั 2 และ พันธยุ างชั้น 3 บางพันธุที่มีในโนมใหผลผลิตสูงในพ้ืนที่
ปลูกยางใหม
สถาบนั วิจัยยาง 3604 (RRIT 3604)
เปนพันธุยางจากการผสมพันธุระหวางพันธุ PB 235 กับ RRIM 600
แนะนําใหปลูกในพื้นท่ีปลูกยางใหม มีการเจริญเติบโตกอนเปดกรีดและ
ระหวางกรีดดี ผลผลิตเนื้อยางแหงเฉลี่ย 9 ปกรีด 377 กิโลกรัมตอไรตอป
ตา นทานคอนขา งดีตอ โรคราแปง มีจํานวนตน แสดงอาการเปลอื กแหง นอ ย
สถาบันวจิ ยั ยาง 3904 (RRIT3904)
เปนพันธุยางจากการผสมพันธุระหวางพันธุ RRII 203 กับ PB 235
แนะนาํ ใหปลูกทัง้ ในพ้นื ทีป่ ลกู ยางเดมิ และพ้นื ทีป่ ลูกยางใหม การเจริญเติบโต
กอ นเปด กรดี และระหวา งกรดี ดีมาก ผลผลิตเน้ือยางแหงในพื้นที่ปลูกยางเดิม
เฉลี่ย 4 ปกรีด 475 กิโลกรัมตอไรตอป ในพ้ืนท่ีปลูกยางใหมเฉล่ีย 8 ปกรีด
384 กิโลกรัมตอไรตอป ผลผลิตระยะเร่ิมเปดกรีดอยูในระดับปานกลางและ
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 11
เพ่ิมขึ้นในระยะตอมา และปรับตัวตอสภาพแวดลอมในพ้ืนท่ีตาง ๆ ไดดี
ตา นทานคอนขางดีตอโรคใบรว งไฟทอฟธอรา ราแปง
สถาบันวิจยั ยาง 3906 (RRIT 3906)
เปนพันธุยางจากการผสมพันธุระหวางพันธุ RRIC 121 กับ RRIC 7
แนะนําใหปลูกในพ้ืนที่ปลูกยางใหม มีการเจริญเติบโตกอนเปดกรีดและ
ระหวางกรดี ปานกลาง ผลผลิตเนือ้ ยางแหงในพื้นทป่ี ลกู ยางใหมเ ฉล่ยี 8 ปกรีด
419 กิโลกรัมตอไรตอป ตานทานโรคราแปงคอนขางดี ไมแนะนําใหกรีดถ่ี
มากกวา วนั เวนวนั เพราะตนยางจะแสดงอาการเปลอื กแหง มาก
…………………………………………………….
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้นื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 12
บทท่ี 3 : การปลกู ยางในพ้นื ท่ปี ลูกยางใหม
วัสดุปลูก
วสั ดุปลกู ในปจ จุบันทีน่ ยิ มใชปลูกใชมีอยู 4 ชนิด ไดแก ตนตอตายาง
ตน ยางชาํ ถุง ตน ตดิ ตาในถุง และตนตดิ ตาในแปลงปลูก วัสดุปลูกแตละชนิดมี
ความเหมาะสมกับสภาพพ้ืนที่และภูมิอากาศท่ีแตกตางกัน สถาบันวิจัยยาง
การยางแหง ประเทศไทย จงึ ไดก าํ หนดคุณลักษณะท่ีดีของวัสดุปลูกชนิดตางๆ
ไวดงั น้ี
1. ตน ตอตายาง หมายถงึ ตน กลา ยางท่ีถอนข้นึ มาจากพื้นดนิ เปน
ตนตดิ ตาสําเรจ็ แลว มแี ผน ตาทตี่ ิดอยูบ นตน ตอกลายาง แตยังไมแตกตาออกมา
เปนเพยี งตมุ เจรญิ พรอ มที่จะแตกงอกออกมา
คุณลักษณะของตน ตอตายางทด่ี ี
1) รากแกว สมบรู ณ เปลือกหมุ รากไมเสียหาย เปนรากเดย่ี ว
ตรง มคี วามยาวไมน อ ยกวา 20 เซนตเิ มตร
2) ลําตน ตรง สมบรู ณ มขี นาดเสนผานศนู ยกลางตาํ แหนง
ท่ีแผนตาติดอยู 0.9-2.5 เซนติเมตร ความยาวของลําตนถึงแผนตาไมเกิน
10 เซนติเมตร ความยาวเหนือจากแผนตาข้ึนไปถึงรอยตัด อยูระหวาง
8-10 เซนติเมตร
3) แผนตา มีความกวางไมน อยกวา 0.9 เซนติเมตร ยาวไม
นอยกวา 5 เซนติเมตร แนบสนิทกับตนตอ ไมเปนสีเหลือง หรือรอยเหี่ยว
ตําแหนง ของตาไมก ลบั หัว
4) ตน ตอตายาง ตองอยใู นสภาพทีส่ ดสมบรู ณ ปราศจาก
โรค และศตั รพู ืช
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 13
2. ตน ยางชําถงุ หมายถึง การนําตน ตอตายางมาปลูกลงในถงุ เลี้ยง
จนไดขนาด 1-2 ฉัตร
คณุ ลกั ษณะของตน ยางชาํ ถุงที่ดี
1) ลกั ษณะตน เปนตนยางตดิ ตาทส่ี มบูรณ เจรญิ เติบโตอยู
ในถงุ พลาสติก มขี นาด 1-2 ฉตั ร ฉตั รยอดแกเต็มที่ วัดความยาวจากรอยแตก
ตาถงึ ปลายยอดตอ งไมนอ ยกวา 20 เซนติเมตร
2) ถุงบรรจุ ความกวา งประมาณ 4.5 นิ้ว สงู 14 นวิ้
(4.5x14 น้วิ ) มีรรู ะบายนํา้ ไมเปอ ยยุยและไมม ีรอยฉกี ขาด
3) ดนิ ที่บรรจุ เปนดนิ คอนขางเหนยี ว เมื่อทาํ การขนยายดิน
ตองไมแ ตกงา ย มีดินบรรจุอยูในถุงสงู ไมนอ ยกวา 10 น้วิ
4) เปนตนยางชําถงุ ท่ปี ราศจากโรค และศัตรพู ชื
3. ตนติดตาในถุง หมายถึง ตนที่เกดิ จากการเพาะเมล็ดลงในถุงเล้ียง
ใหไดขนาด ทําการติดตา และเลยี้ งตอ ไปใหไดขนาด 1-2 ฉัตร เชนเดียวกับตน
ยางชาํ ถุง
คณุ ลกั ษณะของตนติดตาในถุงท่ดี ี
1) ลักษณะตน เปนตน ยางตดิ ตาที่สมบูรณ เจริญเตบิ โตอยู
ในถงุ พลาสตกิ มีขนาด 1-2 ฉตั ร ฉตั รยอดแกเ ต็มที่ วดั ความยาวจากรอยแตก
ตาถงึ ปลายยอดตอ งไมนอ ยกวา 20 เซนตเิ มตร
2) ถงุ บรรจุ ความกวา งประมาณ 4.5 นว้ิ สงู 14 น้ิว
(4.5x 14 น้ิว) มีรรู ะบายนา้ํ ไมเปอ ยยยุ และไมมรี อยฉีกขาด
3) ดนิ ที่บรรจุเปนดนิ คอ นขางเหนียว เมอื่ ทาํ การขนยายดนิ
ตองไมแ ตกงาย มีดนิ บรรจุอยูในถุงสงู ไมน อ ยกวา 10 นว้ิ
4) เปนตนยางชําถงุ ทปี่ ราศจากโรค และศัตรพู ืช
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้นื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 14
4. ตน ติดตาในแปลงปลกู หมายถงึ ตนยางทป่ี ลกู ดว ยเมลด็ ลงใน
แปลง และตดิ ตาในแปลง เปนตน ยางท่มี ีระบบรากแขง็ แรง
การเตรยี มพน้ื ที่ปลกู
การเตรียมพ้ืนที่ปลูกสรางสวนยาง เปนการปรับพ้ืนที่ใหมีสภาพ
เหมาะสมสําหรับการสรางสวนยางใหมทําไดดวยการโคนตนยางเกาดวย
เครือ่ งจักรกล ทําใหตนยางลมไปในทางเดียวกันโดยถอนรากข้ึนมาดวย สวน
กรณีทใี่ ชเลื่อยยนตในการโคน จะเหลือตอซึ่งยังไมตาย จําเปนตองทําลายตอ
เหลานใ้ี หตายผพุ ังโดยเร็วเพอื่ เปน การกาํ จัดแหลง แพรเ ช้อื โรค ซึง่ กระทาํ ไดโดย
ใชสารเคมี เชน ไตรโคลเพอรทารอบตอสูงจากพ้ืนดิน 30 เซนติเมตร โดยทา
กอนโคน 1 วัน ควรเริม่ โคนในชว งฤดแู ลง เพือ่ สะดวกในการเก็บเศษไมและตอ
ออกจากพน้ื ที่ จากนนั้ มกี ารไถเปด 1 ครั้ง และไถพรวนอกี จาํ นวน 2 ครง้ั
การวางแนวปลูก
1. การกําหนดระยะปลูก
ระยะปลกู มผี ลตอการเจริญเติบโตของตน ยาง สามารถใชพ้ืนที่ปลูกยางได
อยางคุมคา ประหยัดในเรื่องการกําจัดวัชพืช ตนยางเปดกรีดไดเร็ว สวนยางมี
ลักษณะสวยงาม เปนระเบียบ สะดวกตอการปฏิบัติงาน ตนยางเจริญเติบโตไดดี
ที่สุดตองมีพ้ืนที่ตอตนไมนอยกวา 20 ตารางเมตร สวนระยะปลูกที่เหมาะสม
สําหรบั การปลูกยางพารา ควรเปน
- 2.5 x 8 เมตร ไดจาํ นวนตน ยาง 80 ตนตอ ไร
- 3 x 7 เมตรไดจ ํานวนตนยาง 76 ตน ตอ ไร
- 3 x 8 เมตร ไดจ าํ นวนตน ยาง 67 ตน ตอไร (ใชป ลกู ในพื้นที่
ลาดเท > 15 องศา)
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 15
หรืออาจมีการปรับขยายพ้ืนที่ระหวางแถวยาง ในกรณีมีการปลูกพืช
เสริม ไมเ ศรษฐกิจ ไมปา หรือไมผล ระหวางแถวยาง แตอาจทําใหจํานวนตนท่ี
ใหผ ลผลติ ลดลง จึงมีจาํ นวนตน ปลกู ครั้งแรกไมนอยกวา 40 ตน ตอ ไร สําหรับสูตร
การคาํ นวณ โดยใชแตละระยะปลูกคอื
จํานวนตน ยางตอไร = จาํ นวนตารางเมตร 1800 ในพ้ืนที่ 1 ไร
ระยะระหวางตน (เมตร) x ระยะระหวางแถว (เมตร)
ตวั อยา ง เชนใชร ะยะปลูกยางระหวางตน 3 เมตร และใชระยะปลูกยางระหวาง
แถว 7 เมตร เมอ่ื ใชค าํ นวณโดยสตู จะได
= 1,600 = 76.19 หรือ ประมาณ 76 ตนตอ ไร
3x7
2. การกาํ หนดแถวหลัก
การกาํ หนดแถวหลักของตนยาง ควรวางแถวหลักตามแนวทิศ
ตะวนั ออก-ตะวันตก และใหขวางทางการไหลของน้ํา เพื่อลดการชะลางหนา
ดนิ และการพังทลายของดิน กาํ หนดแถวหลกั ใหห า งจากแนวเขตสวนยางเกา
ไมน อยกวา 1.5 เมตร และขดุ คูตามแนวเขตสวนเพ่ือปองกันโรคราก และการ
แกง แยงธาตุอาหาร หลังจากนั้นวางแนวปลกู พรอมปกไมช ะมบตามระยะปลกู
3. การขุดหลุม
เมอ่ื ปก ไมช ะมบตามระยะปลูกเรียบรอยแลว ทําการขุดหลุม โดยขุด
ดินดานใดดานหน่ึงของไมชะมบโดยตลอด ไมตองถอนไมออก หลุมที่ขุดมี
ขนาด กวา ง x ยาว x ลกึ = 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ดินที่ขุดแบงเปน 2 ช้ัน
ดินชั้นบนกองไวดานหนึ่ง ดินลางกองไวอีกดานหนึ่ง ผึ่งแดดไวประมาณ
1 สัปดาห เม่ือดินแหงแลว ยอยดินบนใหละเอียดพอควรใสลงกนหลุม
แลวตามดวยดินลางที่ผสมดวยปุยหินฟอสเฟต (สูตร 0-3-0, 25% Total
P2O2) อัตรา 170 กรัม และปุยอินทรียประมาณ 3-5 กิโลกรัม/หลุม ใสไว
ดา นบน
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพืน้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 16
4. การปลกู
4.1) ปลูกดวยตนตอตายาง เปนวิธีที่งายตอการปฏิบัติ ตอง
ปลูกในพื้นที่ท่ีมีฝนตกชกุ และตอ เนื่องควรปลูกตนฤดูฝน กระทําไดโดยใชวัสดุ
ปลายแหลมขนาดเล็กกวา หรือใกลเคียงกับรากแกวของตนตอตายาง และลึก
เทากับความยาวของรากแกว เสียบตนตอตายางลงไปตามรอยที่ไดแทงไว
รอยตอระหวางรากแกวและลําตนอยูพอดีกับผิวดิน ใหแผนตาหันไปทิศทาง
เดยี วกนั ทัง้ แปลง อดั ดนิ บริเวณโคนใหแนนอยาใหมีโพรงอากาศ เพราะจะทํา
ใหร ากเนา หรอื แตกตาชากวาปกติ
4.2) การปลูกดวยตนยางชําถุงหรือตนติดตาในถุง เปนวิธีที่
ประสบความสําเร็จสูงเม่ือเปรียบเทียบกับวิธีอ่ืน ตนยางมีการเจริญเติบโตที่
สมํา่ เสมอ ลดระยะเวลาดูแลรักษาตนยางออ น เปดกรีดไดเร็ว และยังเหมาะสม
เปนวัสดุทใี่ ชปลกู ซอ มอกี ดวย การปลกู ดวยวัสดุปลูกชนิดนี้ ตองระมัดระวังใน
การขนยา ย เพราะโอกาสท่ดี ินภายในถงุ จะแตกและยอดหักหรือชํ้า อาจเกิดได
สูง การปลกู ทาํ โดยใชมดี เฉือนกนถุงออก แลวกรีดดานขางของถุงใหขาดออก
จากกนั แตยังไมตองดึงถุงออก นําวางลงในหลุมที่ขุดเตรียมไว นําดินกลบจน
เกือบเต็มหลุมแลวจึงดงึ ถงุ พลาสตกิ ออก ระวังอยาใหดินในถุงแตก กลบดินตอ
จนเสมอปากหลมุ และอัดดินใหแนน และพนู โคนตนเลก็ นอยเพื่อไมใหนํ้าขังใน
หลมุ ปลูก
4.3) การปลูกดวยการติดตาในแปลงปลูก ตนยางท่ีไดจะมี
ระบบรากท่ีสมบูรณแข็งแรง ไมตองขุดถอน ตนยางเปดกรีดไดในระยะเวลา
ใกลเคยี งกบั ตนท่ีปลูกดวยตนตอตา การปลูกดวยวิธีนี้จะประสบความสําเร็จ
มากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับ ความสมบูรณของตนกลา กิ่งตายางพันธุดีและ
ความสามารถของผูตดิ ตายาง
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 17
จากนั้นใชเศษฟางหรอื เศษวัชพชื คลมุ โคนหลงั ปลกุ เพอ่ื รักษา
ความชืน้ ในดนิ และในปต อไปควรคลมุ โคนกอ นเขาหนาแลงประมาณ 1 เดือน
ในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู สามารถทําได 2 วิธีคือ คลุมบริเวณโคนตนยาง
ใหเปนวงกลม หางจากตนยาง 5-10 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 1 ฝามือ มี
รศั มคี ลุมพื้นที่รอบโคนตนประมาณ 1 เมตร คลุมหนา 10 เซนตเิ มตร
…………………………………………………….
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 18
บทท่ี 4 : การจัดการสวนยางในพื้นทปี่ ลูกยางใหม
ปจจัยสําคัญประการหนึ่ง ท่ีทําใหการปลูกสรางสวนยางประสบ
ความสําเรจ็ ตนยางเจริญเติบโตดี เปดกรดี ไดเ รว็ ใหผ ลผลิตสูง ก็คอื การจดั การ
สวนท่ีถกู ตองและเหมาะสม โดยมีหลักการปฏบิ ัตดิ ังน้ี
การปลูกซอ ม
เมือ่ ตน ยางทีป่ ลูกในครั้งแรกตายไป ควรปลูกซอมโดยเร็วดวยตนยาง
ชาํ ถงุ หรือตน ติดตาในถงุ ทีม่ ีขนาดใหญ ในชวงฤดูฝน และไมควรปลูกซอมเมื่อ
อายยุ างเกิน 2 ป เพราะจะมีการเจริญเตบิ โตไมทนั ตน ทปี่ ลูกเดมิ
การใสปุย
การใสปุยนั้นเปนการบํารุงดินและตนยางไปพรอมๆกันทําใหตน
ยางเจริญเติบโตเร็ว สามารถเปดกรีดไดตามระยะเวลาท่ีเหมาะสมไมเกิน
7 ป โดยปุยแบงออกเปน 3 ชนิดไดแก
1. ปยุ อินทรยี หมายถงึ ปยุ ท่ีเปน อินทรยี สาร ชวยปรับปรุงโครงสราง
ของดนิ ทําใหดนิ รวนซุย เพ่มิ ธาตอุ าหารใหก บั ตน ยาง การใสปยุ อนิ ทรีย คือการ
ใสสารอินทรียจากธรรมชาติลงไปในดิน เพื่อใหธาตุอาหาร ปรับปรุงบํารุง
โครงสรางดินใหดี เปนแหลงอาหารใหกับจุลินทรียในดินปุยอินทรียควรใส
ประมาณ 3-5 กิโลกรัม/ตน/ป ตัวอยางปุยอินทรีย ไดแก ปุยคอก ปุยหมัก
และปยุ พชื สด
2. ปยุ ชวี ภาพ หมายถึง ปยุ ทไี่ ดจากการนําจุลินทรยี ที่มีชีวิตมาใชเพ่ือ
เพิ่มปริมาณธาตุอาหารหรือเพิ่มความเปนประโยชนทางธาตุอาหารในดิน
ตัวอยางเชน น้ําหมักชีวภาพ เปนตน การใสเชื้อจุลินทรียที่มีชีวิตและเปน
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทป่ี ลกู ยางใหม หนา 19
ประโยชนลงไปในดินเพื่อใหจุลินทรียเหลาน้ันเพิ่มปริมาณธาตุอาหาร หรือ
เปลีย่ นรูปของธาตุอาหารทไี่ มเปน ประโยชนใหเ ปน ประโยชนต อ พชื
3. ปุยเคมี หมายถงึ สารประกอบทเ่ี ปนสารอนนิ ทรียหรือสารอินทรีย
สังเคราะห ท่ที าํ ขนึ้ มาดวยกรรมวิธที างเคมีใหอยูในรูปที่พืชนําไปใชประโยชน
ไดงาย การใสปุยเคมี คือการใสสารประกอบซึ่งมีธาตุอาหารพืชในรูปที่เปน
ประโยชน โดยวธิ ใี ดวธิ หี น่งึ หรอื หลายวิธีรวมกัน เชนใสทางดิน ใหทางใบหรือ
ใหทางระบบน้ํา การใชปุยเคมีท่ีดี คือการใหธาตุอาหารที่ตรงกับที่พืชขาด
แคลน ในปรมิ าณท่พี อเหมาะ เพียงพอและสมดุล ซ่ึงจะชวยใหไดผลผลิตท่ีสูง
มคี ุณภาพ และคงความอุดมสมบูรณของดินใหอยูในระดับดีเอาไวไดในระยะ
ยาว
สูตรปุยเคมีตามแนะนาํ วิชาการฯสาํ หรับยางพาราพ้ืนที่ปลูกยางใหม
สําหรับสูตรปุยเคมีที่แนะนาํ ของสถาบันวิจัยยาง สาํ หรับยางพารา
พ้ืนท่ีปลูกยางใหม มีอยู 2 ชวงระยะ คือ กอนและหลังเปดกรีด ไดแก
ตนยางเล็กกอนเปดกรีด (อายุประมาณ 1-6 ป)
1. สูตร 20-10-12 สําหรบั ดนิ รว นเหนยี วในเขตปลูกยางใหม
2. สตู ร 20-10-17 สําหรับดินรว นทรายในเขตปลูกยางใหม
ในชว งเริ่มปลูกถึงกอนเปดกรีดยางพาราจะใชธาตุไนโตรเจนจํานวน
มากสาํ หรับเรง การเจริญเติบโตทางดา นลําตน และใบ ใชธ าตฟุ อสฟอรสั เรงราก
เพ่ือการดูดซับนํ้าและธาตุอาหารจากดิน และใชธาตุโพแทสเซียม ใชในการ
บาํ รงุ รกั ษาตนยาง สว นวิธีการใสน ้ัน ใชวิธีขุดใสแลวกลบฝงเปน 2-4 จุด ตาม
ทรงพมุ เปนวธิ ีการทลี่ ดการสญู เสียปุย หรือหากขาดแรงงานก็อาจใชการโรย
รอบทพี่ นื้ ดนิ ทรงพมุ โดย มีอตั ราใชต ามคาํ แนะนาํ วชิ าการฯ ตามตารางที่ 1
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพืน้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 20
ตารางที่ 1 สูตรและอตั ราปยุ ตามคาํ แนะนาํ ใหใ ชกับตน ยางกอนเปดกรดี
อายุตน ยาง เขตปลกู ยางใหม (กรัม/ตน )
(เดอื น)
ปท ่ี ดินรว นเหนยี ว ดนิ รว นทราย
20-10-12 20-10-17
2 60 70
15 80 110
11 100 120
14 110 130
2 16 120 130
23 180 140
3 28 180 210
36 180 210
4 42 180 210
48 200 280
5 52 200 280
60 200 280
6 64 200 330
72 200 330
7 76 200 330
84 200 330
หมายเหตุ การคดิ อัตรา กโิ ลกรัม/ไร = เนื้อที่ 1 ไร มีตน ยาง 76 ตน
ตนยางหลังเปดกรีด (อายุประมาณ 7 ปข้ึนไป)
สตู ร 30 -5 -18 (ปยุ ผสม) หรอื สูตร 29-5-18 (ปุยสําเร็จ)
ตน ยางหลงั การเปดกรดี จะตอ งการใชธาตไุ นโตรเจนสงู ข้นึ เม่ือ
เปรียบเทยี บกบั กอนเปดกรีด ตน สวนธาตุฟอสฟอรัสใชลดลงเล็กนอย และใช
ธาตโุ พแทสเซียม เพ่ิมข้ึนเพราะจําเปนตอองใชก ารเพ่ิมคุณภาพผลผลิตคือ น้ํา
ยาง และใชในการบํารงุ รักษาตนยางซอ มแซมจากการกรดี ดวย สวนอตั ราใสป ุย
ที่ใชคือ 1 กิโลกรัม/ตน/ป โดยแบงใส 2 คร้ัง ชวงตนฝน และปลายฝน
เพราะดินตองยังมีความช้ืน สวนอัตราที่ใชคร้ังละ 500 กรัม/ตน/ครั้ง โดยใส
บรเิ วณทรงพุม หรือเม่ือตนยางใบชนกันในระยะหางแถว โรยใสระหวางแถว
ยางตรงกลาง แลวใชใบยางกลบฝง
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 21
การผสมปยุ เคมีใชเ องในสวนยาง
เกษตรกรสามารถผสมปยุ เคมีทใ่ี ชใ นสวนยางทงั้ 3 สูตร เองได โดย
ใชแมปุย เคมี ไดแอมโมเนยี มฟอสเฟต (DAP) สูตร 18-46-0 แมปุยเคมยี เู รยี สตู ร
46-0-0 และแมปุยเคมีโพแทสเซียมคลอไรด (KCl) สูตร 0-0-60 ซ่ึงการผสม
ปุยเคมใี ชเ องนี้ โดยขอดขี องการผสมปุยใชเอง คอื การลดตน ทนุ และไดเนอื้ ปุยท่ี
มีธาตุอาหารเต็มประสทิ ธภิ าพตามความตองการของพชื โดยไมมีสารตัวเติม สวน
ขอ จํากดั นน้ั คือ เม่ือผสมแลวตองใชในกรอบเวลาเพราะปุยอาจจะเสื่อมสภาพ
โดยสตู รการผสมปยุ ใชเองแสดงในตารางท่ี 2 วิธีผสม คือใสแมปุยท่ีใชจํานวนมาก
ไปกอน ตามดวยแมปุยท่ีใชรองลงมา และใสแมปุยท่ีใชนอยท่ีสุดผสมเปนตัว
สดุ ทา ย เพื่อการเขา กันของเนอื้ ปยุ
ตารางที่ 2 อัตราผสมปยุ ใชเองในสวนยาง กอ นและหลังเปดกรีดในพ้นื ที่ปลูก
ยางใหม แยกตามสตู ร และแมปุยท่ใี ช
สูตรปุยทีต่ องการ DAP ยูเรยี KCl สารตวั เติม เชน
100 กิโลกรมั 18-46-0 46-0-0 0-0-60 ทรายหรอื ดินรวน
(กิโลกรมั ) (กโิ ลกรมั ) (กโิ ลกรมั ) (กโิ ลกรัม)
20-10-12 22 36 20 22
20-10-17 22 36 28 14
30-5-18 10 60 30 ไมม ี
คาํ แนะนําการใชป ยุ อินทรยี รว มกบั ปยุ เคมี
สวนใหญอ ยใู นพื้นที่ปลกู ยางใหมดนิ ที่มีปริมาณอินทรียวัตถุตํ่า ควรมี
การใชป ุย อนิ ทรยี ร องกนหลุมปลูกยางอัตรา 3-5 กิโลกรัมตอตน หลังจากน้ัน
ในปที่ 1 ใสอัตรา 1 กก./ตน/ป ปที่ 2-6 ใสอัตรา 2 กก./ตน/ป
การใสปุยอินทรียควรใหคลุกเคลากับดิน และใสกอนใสปุยเคมีประมาณ
15 - 20 วัน ปละ 1 คร้ัง เพอื่ ปรับสภาพดนิ
สวนในสวนยางหลังเปดกรีด ควรใสปุยอินทรียอัตรา 3 กก./ตน/ป
ร ว ม กั บ ปุ ย เ ค มี ต า ม อั ต ร า แ น ะ นํ า ห รื อ ใ ส ไ ด ม า ก ก ว า น้ี แ ต ต อ ง คํ า นึ ง ถึ ง
ผลตอบแทน ซึ่งจากขอมูลวิชาการสวนยางท่ีมีอินทรียวัตถุในดินสูงและมี
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 22
ปริมาณธาตุอาหารเพยี งพอ การใสปยุ อนิ ทรียอตั รา 3 กก./ตน/ป สามารถลด
การใชป ุยเคมีลงได รอยละ 50
ขอควรคํานงึ ในการใชป ยุ มลู สตั ว
ไมควรนาํ ไปใชใ นพน้ื ทท่ี ี่ไกลเกนิ ไปจากแหลงผลิต อยาไดนําปุยไปผึ่ง
แดดเพราะจะสญู เสยี ธาตไุ นโตรเจนไปโดยการระเหิด เก็บรักษาไวใหแหงในที่
รม และใชป ุย ในสภาพที่แหง ใสปุยขณะที่ฝนชื้นพอเหมาะและพรวนกลบปุย
ทนั ที อยา ใสป ุยใกลกบั พืชทีป่ ลกู และใชในปริมาณท่ีพอเหมาะ
คาํ แนะนําการใชว ัสดปุ รบั ปรงุ ดนิ ในสวนยาง
วัสดุปรับปรุงดิน คือ วัสดุที่ใสในดินเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางฟสิกส
เชน แกลบ ข้ีเลื่อย ปรับปรุงสมบัติทางเคมี เชน ปูน สําหรับแกดินเปนกรด
สาํ หรบั สวนยางโดยทว่ั ไปไมแ นะนาํ ใหใชป ูนเนอ่ื งจากยางเปน พืชที่ชอบดินเปน
กรดจัดมากถึงกรดจัด (pH 4.5-5.5) การใสปูนไมวาจะเปนปูนชนิดใดยกเวน
ยิปซัมจะสามารถชวยปรับระดับความเปนกรดเปนดางของดิน (pH) ใหเพิ่ม
สงู ขึ้น แตตองระวังไมให pH สูงกวา 5.5 เพราะจะทําใหตนยางแสดงอาการ
ผิดปกติออกมาได ปริมาณแคลเซียม (Ca) ที่มากเกินไปจะทําใหพืชแสดง
อาการขาดธาตุ K ขอบใบจะกลายเปนสีนํ้าตาลและแหงตาย อาการเร่ิมจาก
ปลายใบลุกลามเขาสูโคนใบ และทําใหตนยางแสดงอาการขาด Mg รวมดวย
โดยเน้ือเย่ือระหวางเสนใบเปล่ียนเปนสีเหลืองในขณะทเ่ี สนใบยงั คงมีสเี ขียว
พืชคลมุ ดนิ ในสวนยาง
การใชปุยในสวนยางนั้นไมควรใชเพียงชนิดเดียว แตควรใชรวมกัน
ท้ังหมดทุกชนิด ใหคลายกับสภาพของดินตามธรรมชาติ การใชดินเพื่อให
ยางพาราไดผลผลิตสงู คอื ตองทาํ ใหด ินมอี นิ ทรียวัตถุอยใู นระดับสูงคงท่ี เพราะ
จะชว ยทําใหด ินมีโครงสรางดี เก็บกักธาตุอาหารและความช้ืนไดดี เปนแหลง
อาหารใหกบั จลุ ินทรยี ท จ่ี ะชวยยอ ยสลายส่ิงตางๆ และละลายธาตุอาหารจาก
กอนหนิ กอ นแรในดนิ ใหอยูในรูปทพ่ี ชื ใชประโยชนได วิธีท่ีทาํ ไดงา ย ตนทุนตํา่
และไดผลดี คือการปลูกพชื คลุมดนิ ตระกลู ถ่ัว
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 23
ชนดิ ของพชื คลุมดินตระกลู ถ่ัวทีใ่ ชปลกู ในสวนยางทส่ี าํ คัญมี 5 ชนดิ คอื
1) คาโลโปโกเนียม (Calopogoniummucunoides) เปนพืชคลุมที่
เจริญเติบโตไดรวดเร็ว สามารถคลุมพ้ืนที่ทั้งหมดภายหลังปลูกภายใน
2-3 เดือน แตจะตายภายใน 18-24 เดือน มีเมล็ดเล็ก แบน สีน้ําตาลออน
เกอื บเหลอื ง มีเมล็ดประมาณ 65,000 เมล็ด/กโิ ลกรัม
2) เพอราเรีย (Puerariaphaseoloides) เปนพืชคลุมท่ีเจริญเติบโต
คอ นขา งเร็ว สามารถคลุมพ้นื ทที่ ัง้ หมดหลังปลกู ภายใน 5-6 เดือน คลมุ ดินไดดี
เมื่ออายุเกิน 2 ป ควบคุมวัชพืชไดดีกวาพืชคลุมอ่ืนอยูภายใตรมเงาไดดี
ใบใหญหนา เมล็ดเลก็ คอ นขางกลม ยาว สีนาํ้ ตาลแกมีเมล็ดประมาณ 76,000
เมล็ด/กิโลกรมั
3 ) เ ซ น โ ต ร ซี ม า ( Centrosemapubescens) เ ป น พื ชค ลุ ม ที่
เจรญิ เตบิ โตชา แตหนาทบึ และอยูไดนาน ขึ้นไดดีภายใตรมเงา ใบเล็ก เมล็ด
เลก็ แบน มลี าย และมเี มลด็ ประมาณ 40,000 เมล็ด/กโิ ลกรัม
4 ) ซี รู เ ลี ย ม ( Calopogoniumcaeruleaum) เ ป น พื ชค ลุ ม ที่
เจรญิ เติบโตในระยะแรกชา สามารถคลุมพ้ืนท่ีไดหนาแนนภายใน 4-6 เดือน
ทนทานตอ รมเงาไดดี ไมตายในหนาแลง ใบสีเขียวเขมคอนขางหนาและเปน
มัน แผนใบมีขน เมล็ดมสี เี ขียวออ นจนถึงนํ้าตาลแก ผิวเมล็ดเรียบเปนมันวาว
มเี มล็ดประมาณ 26,200 เมล็ด/กิโลกรมั
5) มคู ูนา แบร็คเทียตา (Mucuna bracteata) ใบใหญ เกล้ียงไมมีขน
รากและเถาเลื้อยไปไกลและชอนลงในดิน มีเมล็ดประมาณ 5,000 - 6,000
เมล็ด/กิโลกรัม
เน่ืองจากพืชคลมุ แตละชนดิ มกี ารเจริญเติบโตและสมบัติท่ีดีแตกตาง
กัน ดงั นั้นเพอื่ ใหการปลกู พชื คลุมมีประสิทธิภาพ คลุมพ้ืนที่ดินไดรวดเร็ว ทน
ตอสภาพรม เงา และความแหง แลง และมปี ริมาณเศษซากท่จี ะสลายตัวใหธาตุ
อาหารในดินไดมาก จงึ ควรผสมเมลด็ พืชคลุมหลายชนิดเขา ดวยกนั
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพนื้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 24
การตัดแตงก่งิ ยางพารา
วธิ กี ารตดั แตง กิ่งเพ่ือสรางทรงพุมใหเหมาะสมจึงเปนสิ่งจําเปน เพื่อ
ชวยใหต น ยางมีทรงพุมแขง็ แรง เจรญิ เติบโตเร็ว ลดปญหาความเสียหายที่เกิด
จากลมและโรคยาง ตลอดจนเปนการเตรยี มพ้ืนทบ่ี ริเวณลําตนใหเหมาะสมตอ
การกรีดยาง ตนยางมีความสมบูรณสามารถเก็บเก่ียวผลผลิตไดสูงอยาง
ตอเนื่องยาวนาน ในชวงหลังเปดกรีด โดยวัสดุและอุปกรณท่ีใชตัดแตงก่ิง
ไดแก กรรไกรตัดแตง กงิ่ มีดหรอื เลอื่ ยแตงกิ่ง และปูนแดง หรือปูนขาว หรือสี
นํ้ามนั พรอมแปรง
ระยะเวลาทีเ่ หมาะสมตอ การตัดแตงก่ิง
ชว งเวลาทเ่ี หมาะสมตอการตัดแตงกงิ่ ยาง คือ ชว งปลายฤดฝู น กอน
เขาสฤู ดแู ลง ซงึ่ มสี ภาพอากาศและสภาพดนิ ช้นื อยูบ าง
วิธกี ารตดั แตง กง่ิ มี 3 ลกั ษณะ
การเลือกใชวิธีตัดแตงกิ่ง ข้ึนอยูกับอายุยาง สภาพทรงพุม และ
จดุ มงุ หมายของการตดั แตง ซึง่ แบง เปน 4 ลกั ษณะใหญๆ ไดแก
1. การตัดแตงกงิ่ ยางออ น
กระทําหลังจากปลูกยางได 2 เดือน หม่ันตัดแตงกิ่งเปนระยะๆ
อยางสม่ําเสมอ เพอ่ื ใหเปลือกลาํ ตน เรียบสะดวกตอการเปดกรีดท้ังระบบ
กรีดปกติ และระบบเปดกรีดยางหนาสูง ตลอดจนมีทรงพุมที่มีลักษณะ
ทรงพมุ ท่ีดี ควรมที รงพุมโปรงเปนรูปตัววี หรือทรงกรวยหงาย ดวยการ
เลี้ยงกิ่งกระโดงใหสมบูรณแ ข็งแรง เลือกแตงก่ิงใหเหลือกิ่งแขนงท่ีทํามุม
กวางกับลําตัน และมกี ิ่งรองนอยแผรอบทรงพุมอยางสมดุล ตามข้ันตอน
ดงั น้ี
ระยะที่ 1 ตน ฤดฝู นแรก
ชวงตนฤดูฝนแรก ใหตัดแตงก่ิงแขนงขางท่ีแตกต่ํากวา
30 เซนติเมตร จากพ้ืนดินและหมั่นเดินตรวจดูตนยางอยางสม่ําเสมอ หาก
พบวามีก่งิ แขนงแตกออกมาใหมใหรีบปลดิ หรือใชก รรไกรตดั ออก สวนกงิ่ แขนง
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 25
ขางที่สูงกวา 30 เซนติเมตร คัดเลือกเลี้ยงกิ่งท่ีสมบูรณไวพียง 2-3 กิ่ง ใน
ตําแหนง ทีไ่ ดสมดุล เพือ่ ชวยใหม ีพ้นื ที่ใบเหมาะสม
ระยะท่ี 2 ตนฤดูฝนปท่ี 2
ตัดแตงกิ่งแขนงขางทุกก่ิงท่ีแตกต่ํากวา 1 เมตรจากพื้นดิน
และหมั่นเดินตรวจดูตนยางอยางสมํ่าเสมอ หากพบวามีก่ิงแขนงเริ่มแตก
ออกมาใหมใหรีบปลิดหรือใชกรรไกรตัดออก สวนท่ีสูงกวา 1 เมตร ควรตัด
ออกตอเมื่อมีก่ิงที่ระดับ 1.90-2.30 เมตรออกมาแลว หรือกิ่งแขนงที่เลี้ยงไว
เจรญิ เติบโตมากกวา 3 ฉตั ร เพ่ือเล้ียงทรงพมุ ในระยะที่ 3 ใหเร็วทส่ี ุด
ระยะที่ 3 ปลายฤดฝู นปท ี่ 2
ก่ิงแขนงขางทุกก่ิงท่ีแตกสูงเกินกวาชวง 2.30 เมตร ไมตอง
ตัดแตงอกี ตน ยางออนที่มกี ระโดงยอดเดมิ แคระแกรน็ ไมเจริญเติบโตและมีก่ิง
แขนงขางแตกออกมาใหม 2-3 กิ่ง เจริญเติบโตสมบูรณไมแตกตางกัน
จาํ เปนตองตัดทอนยอดของกิ่งแขนงขาง เพื่อชะลอการเติบโตใหเหลือก่ิงท่ีมี
แนวโนม เจริญเตบิ โตเปน ก่ิงกระโดงยอดที่ดเี พยี งกิง่ เดยี ว ดวยการตดั กง่ิ บรเิ วณ
ใตข อฉัตร ใหเหลอื ใบของฉตั รนน้ั ๆไว 4-5 ใบ เพือ่ ชว ยปรงุ อาหารและปองกัน
การแตกตาใหมม ากเกนิ ไป บางกรณีแมม กี ่ิงแขนงขา งแตกออกมาเพยี งกง่ิ เดียว
แตมีความสมบูรณและแข็งแรงมากกวายอดเดิมที่แสดงอาการแคระแกร็น
อยางเดนชัด ก็จําเปนตองตัดกระโดงยอดเดิมทิ้ง แลวเล้ียงกิ่งแขนงขางเปน
กระโดงยอดแทน ดว ยเหตุผลเชน เดียวกัน
2. การตัดแตง เพื่อควบคุมทรงพุมใหม ีพืน้ ทีใ่ บเหมาะสม
การตดั แตงยางออนในเขตพ้ืนท่ีแหงแลง จําเปนตองควบคุมทรง
พมุ ใหม ีการแตกก่งิ ทเ่ี หมาะสม มพี มุ ใบสมบรู ณ และเจริญออกไปในทิศทางที่ได
สมดลุ เพ่ือใหตนยางออนสรา งอาหารไดด ี ปอ งกนั การแตกก่ิงเปนพุม ภายหลังตัด
แตง เลย้ี งกิง่ ใหเจรญิ เตบิ โตเปน ทรงพุม ที่ 1.90-2.30 เมตร ควรตัดแตง ก่งิ แขนง
ใหเหลือเพียง 2-3 ก่ิง เก็บไวเปนกิ่งหลักและใหก่ิงเหลานี้เจริญตอไปอีก
2-3 ฉัตร เทานัน้
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 26
3. การตดั แตง กิง่ เพ่อื ปองกันความเสยี หายจากลม
ภายหลังตดั แตงก่งิ ยางออนแลว ไมควรตัดแตงอีก ยกเวนกรณีที่
ตน ยางน้ันมที รงพมุ แนน ทบึ แตกก่งิ กา นไมสมดุล จงึ ทาํ การตดั แตงใหมอีกคร้ัง
โดยเฉพาะอยา งยิง่ บรเิ วณที่มีกระแสลมรุนแรงพัดเปนประจํา ควรตัดก่ิงท่ีอยู
ภายในทรงพมุ และกิง่ ที่ไมส มบรู ณแข็งแรง หรือมีทศิ ทางไมส มดุลออก เพ่ือชว ย
ใหลมพัดผานไดสะดวก ปอ งกนั มใิ หก ง่ิ กา นและทรงพมุ ฉกี ขาด หรือโคนลม
4. การตัดแตงกิ่งตน ยางทีเ่ กดิ ความเสยี หายจากลม
ตนยางท่ีไดรับความเสียหายจากลม ควรรีบตัดแตงก่ิงที่ฉีกขาด
หรือแตกออกจากลําตนใหหมดทันที เพื่อมิใหความเสียหายลุกลามตอไป
จากน้ันตองตัดแตง ก่งิ ท่เี หลืออยูแตม ที ศิ ทางไมส มดลุ กับกงิ่ บางสวนออก เพื่อมิ
ใหทรงพุมหนกั ไปขางใดขางหนึง่
สําหรับตนยางท่ีไดรับความเสียหายเพียงแคทรงพุมเอนไปขาง
หน่ึงขางใดมาก หรือลําตนโคง ใหตัดแตงก่ิงดานที่หนักไมสมดุลออก เพื่อ
ปอ งกันมใิ หต นยางโคน ลม หรอื ถอนราก เน่ืองจากกระแสลมอกี ตอ ไป
ขอ ควรปฏิบัตใิ นการตัดแตงกงิ่
1. ควรตดั แตงกิง่ ในชวงตน และปลายฤดูฝนเทานน้ั
2. เคร่ืองมือและอุปกรณตัดแตงกิ่งตองคมและสะอาด เพื่อปองกัน
เปลอื กฉกี ขาดเปนรอยแผลขนาดใหญ และเช้ือราเขา ทําลายทางบาดแผล
3. กรณีก่ิงแขนงแตกใหมย ังออนมาก ตอ งตัดใหช ิดลาํ ตน มากที่สุด
4. กรณีกง่ิ แขนงขนาดใหญ ควรแบงตัดอยางนอย 2 คร้ัง คร้ังแรกใช
เลื่อยตัดใหหางจากบริเวณลําตนพอสมควร โดยเล่ือยดานลางของกิ่งใหลึก
พอสมควรกอ น จึงกลับมาเลือ่ ยดานบนจนขาด ท้ังนี้เพอ่ื ปองกันกิ่งฉีก จากน้ัน
จึงเลื่อยคร้งั ทส่ี องเปน การตดั ชดิ ลาํ ตน
5. สําหรบั การตดั กงิ่ แขนงท่อี ยูส ูง หามโนมตน ยางลงมาตัด เพราะจะ
ทําใหไ สของตน ยางในเนอ้ื ไมแตก ตน ยางอาจตายได
6. หลงั ตัดแตงใชปนู ขาว หรือปนู แดง หรือสนี า้ํ มนั ทาบรเิ วณแผลท่ตี ดั
ปอ งกนั เชือ้ โรคเขาทําลาย
……..………………………………………..….
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 27
สวนยางที่ปฏิบัติดูแลรักษาเปนอยางดี มีการตัดแตงก่ิงถูกตองตาม
หลักการดังกลา วขางตน จะชว ยใหตน ยางเจรญิ เติบโตดขี ้นึ มรี ูปทรงไดสมดุลดี
ทรงพุมโปรง ลําตนกลม เปลือกเรียบ งายตอการกรีดเอาน้ํายางสามารถลด
ปญ หาทอี่ าจเกดิ ความเสียหายเน่ืองจากลม หรอื จากโรคตางๆได
การปองกนั ไฟไหมในสวนยาง
สาเหตุที่สวนยางเกิดไฟไหม เกิดจากสวนขางเคียงเกิดไฟไหมแลว
ลุกลามเขามาในสวนยาง หรือจากไฟปาตามธรรมชาติ ประกอบกับในชวง
หนา แลง มเี ชือ้ ไฟจากวชั พชื ที่แหง ตาย วัสดุคลุมโคนตนยางและใบยางรวง ทํา
ใหไฟไหมข ยายตัวไดอยางรวดเร็ว
การปอ งกัน
1. ทาํ แนวกันไฟ เพอื่ ปอ งกันไฟท่ลี ุกลามมาจากบริเวณขางเคียง โดย
การขดุ ถากวชั พืช และเกบ็ เศษซากพืช หรือไถบริเวณรอบสวนยาง ออกเปน
แนวกวางประมาณ 3-5 เมตร สําหรับสวนยางขนาดใหญ ควรทําแนวกับไฟ
ภายในสวนระหวา งแถวยางทกุ ๆ 100 เมตร
2. การกําจดั วัชพชื ควรกาํ จัดวชั พืชบรเิ วณแถวยางออกใหห มดขางละ
1 เมตร ใชวธิ ถี าก หรือตัดออก แลวนาํ เศษมาคลมุ โคนตน ควรหลกี เล่ียงการใช
สารเคมีกําจัดวัชพืชในหนาแลง เพราะวัชพืชที่ยืนแหงตายอาจเปนเชื้อไฟได
อยา งดี
การแกไ ขเม่ือตน ยางถูกไฟไหม
ในกรณที ีถ่ ูกไฟไหมไ มร นุ แรงนกั ควรใชป ูนขาวผสมน้ําอตั รา 1:1 ท้ิงไว
คา งคืน แลวทาลาํ ตน เพอื่ ปองกันความรอนจากแสงแดด และปองกันตนยาง
สญู เสยี นาํ้ รวมทั้งโรคและแมลงอาจเขาทําลาย หากเปลือกตน ยางบรเิ วณที่ถกู
ไฟไหมแตกออก ใหใชม ดี คม ๆ ปาดเอาสวนที่เสียหายออก แลวใชสีน้ํามันทา
ปดทับ เพอื่ ชวยใหร อยแผลหายไดเร็วขึ้น หากตนยางไดรับความเสียหายมาก
จนไมอ าจรกั ษาหนากรดี ไดเ กนิ รอยละ 40 ของทง้ั สวน ควรทําการปลกู ใหม
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 28
บทท่ี 5 : การเสริมรายไดในสวนยางในพืน้ ทป่ี ลูกยางใหม
การปลูกพชื แซมยาง
พืชแซมยาง หมายถึง พืชท่ีปลูกระหวางแถวยางในขณะท่ีตนยางมี
อายุไมเกิน 3 ป พืชแซมที่ปลูกควรเปนพืชลมลุกที่ไมกระทบตอการ
เจรญิ เตบิ โตของตนยาง เปนที่ตองการของตลาดในพ้ืนที่ และควรมีแหลงนํ้า
เพยี งพอ ตองปลกู หางจากแถวยางอยางนอ ย 1 เมตร การบํารุงรักษาพืชแซม
ตามวิธกี ารของพชื น้ันๆ โดยชนดิ ของพืชแซมยางที่แนะนําใหปลูก ไดแก พริก
แตงกวา เผือก แตงโม ถั่วฝกยาว ถ่ัวลิสง ชะอม สับปะรด ขาวโพดหวาน
กลวย ขาวไร หญาอาหารสัตว และออยค้ันน้ํา แตไมแนะนําใหปลูกออย
โรงงาน เนอ่ื งจากเปนพืชที่ตอ งการธาตุอาหารสูงอาจทาํ ใหม กี ารแยงอาหารกับ
ตนยางซึง่ เปนพืชหลัก และระยะเวลาเก็บเกี่ยวออยเปนชวงฤดูแลง ใบออยท่ี
แหงอาจเปนเชื้อไฟไดงาย และไมแนะนําใหปลูกมันสําปะหลังเน่ืองจากมี
ผลกระทบตอ การเจริญเตบิ โตของตนยาง แตห ากเกษตรกรจําเปนตอ งการปลกู
มนั สาํ ปะหลงั ระหวางแถวยาง ควรปลูกหางจากแถวยางมากกวาพืชอื่นๆ คือ
ไมนอยกวา 2 เมตร ลดจาํ นวนแถวของมนั สําปะหลัง และไมควรปลูกพันธุท่ีมี
ลาํ ตนสูง สว นรายละเอียดในการปลกู พชื แซมยาง ดงั ตามตารางที่ 3
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 29
ตารางท่ี 3 ตัวอยางพชื แซมระหวางแถวยางพาราออนที่แนะนํา
ชนดิ พชื แซม พนั ธแุ นะนาํ ระยะปลกู ผลผลิตตอ ไร ขอ แนะนาํ
สับปะรด ปต ตาเวีย -แถวเดย่ี ว 70x50 ซม. ปละ 2,400 ผล - ควรปลูกตนฤดู
ภเู กต็ -แถวคู 100x50x30 ฝน
ซม. - ระวังโรคเสน
-แถวคู 120x30x30 เนาและรากเนา
ซม.
ภาคใต : - หวา นแลว คราดกลบ 238 กก. - ผลผลติ ขนึ้ กับ
กูเมืองหลวง - หยอดเมลด็ หลุมละ 247 กก. ฤดกู าล
ขาวไร ดอกพะยอม 5-8 เมลด็ ขึ้นกบั พันธุ
ภาคอ่ืน
พนื้ เมือง 75x25 ซม. - ควรปลกู ดิน
ระบายนํ้าดี
ขาวโพดหวาน ซุปเปอรส วีท - ปลกู กง่ึ กลางแถว - ไวหนอไมเกิน
ระยะหางระหวางตน หลมุ ละ 3 หนอ
- น้ําวา 2.5-3 ม.
- ปลูก 2 แถว ระยะ - ไวห นอไมเ กิน
- ไข แถว 2 ม.ระยะตน 2.5-3 ปละ 1,250 หวี หลุมละ 2 หนอ
กลวย ม.
- ปลูก 2 แถวระยะแถว
- หอม 2 ม.
- ปลูก 2 แถว ระยะ
- เลบ็ มือนาง แถว 2 ม.ระยะตน 2.5-
3 ม.
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพื้นทป่ี ลกู ยางใหม หนา 30
ตารางท่ี 3 ตัวอยา งพืชแซมระหวางแถวยางพาราออ นทีแ่ นะนํา (-ตอ )
ชนดิ พชื แซม พันธแุ นะนาํ ระยะปลูก ผลผลิตตอ ไร ขอแนะนาํ
หญาอาหาร หญา รซู ่ี - หางแถวยาง 1.5 นาํ้ หนักแหงปล ะ - เกบ็ เกยี่ วครง้ั
เมตร 600-3,000 กก. แรกอายุ
สตั ว ระยะ 50x50 ซม. 60 วนั
- คร้งั ตอไปทุก
40-45 วัน
การปลูกพชื รวมยาง
พืชรวมยาง หมายถึง พืชท่ีปลูกระหวางแถวยางในชวงระยะเวลาที่
ยางมากกวาอายุ 3 ป โดยตองสามารถอาศยั อยูใตร ม เงาของตนยางได และไม
มีผลกระทบตอการเจรญิ เติบโตการใหผลผลิตของตนยางหรือการปฏบิ ตั งิ านใน
สวนยาง ควรเลอื กปลกู พืชตามความตอ งการของตลาดในพื้นที่ และพิจารณา
ผลตอบแทนจากการลงทุนปลูกพชื รวมยางแตละชนดิ โดยชนดิ ของพชื รวมยาง
ที่แนะนาํ ใหป ลูก ไดแก ระกาํ หวาน สละ หวาย กระวาน กาแฟ และไมดอกไม
ประดับ เชน หนาววั เปลวเทียน ขิงแดง สะเดาเทียม กลวยไม นอกจากน้ันมี
การเพาะเห็ดในสวนยางซง่ึ มีทง้ั แบบกองและแบบในโรงเรือน
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพืน้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 31
ตารางที่ 4 ตัวอยา งพชื รว มยางระหวางแถวยางพาราทีแ่ นะนํา
ชนดิ พชื แซม พนั ธแุ นะนาํ ระยะปลกู ผลผลิตตอ ป ขอแนะนาํ
ไมส กลุ เฮลโิ ค - ลอบเสเตอร - 3 แถว กอละ 22-25 ดอก - ควรปลูกในสวนยาง
เนีย คลอวว ัน - ระยะ 2x2 ม. อายุ 10 ป
ไมว งศข ิง - บคั กี
- 3 แถว กอละ 10-15 ดอก - รดนา้ํ ในชว งแลง
ไมสกุลหนา วัว - ขิงแดง - ควรปลกู ในสวน
- ดาหลา - ระยะ 2x2ม. กอละ 5-10 ดอก ยางอายุ 10 ป
มอนสเตรา - รดนํ้าในชว งแลง
- ดวงสมร - ปลูกแถวคู
- เปลวเทยี น - ระยะ ตนละ 8-10 ดอก - ใชเปลอื กมะพราว
- ธารโต(หนอ 50x50x100 ซม. สบั ผสมอฐิ หักเปน
ขาว) วัสดปุ ลูก
- ปลกู 2-3 แถว
หลากพนั ธุ ขึน้ กับพนั ธุ - ใชห ลักหมุ ขยุ
- ระยะขึน้ กบั มะพรา วชว ยการ
พันธุ เล้ือยเกาะ
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 32
การปลูกปาในสวนยาง
ปลูกปาในสวนยางเปนการนําไมปาไมยืนตนปลูกในสวนยางสําหรับ
ใชสอยตลอดจนไมผ ล หรือพืชท่ีสามารถออกดอกและติดผล ไดภายใตรมเงา
ของตนยาง ไดแ ก ตน ยางนา ตะเคียนทอง ไมจําปาทอง กฤษณา พยุง สะเดา
เทยี ม ขนนุ จําปาดะ สะตอ เนยี ง เหรียง ซึง่ การปลูกปา ในสวนยางนอกจากได
ผลผลติ ยางแลว ยังมีรายไดเ สรมิ จากไมปา ไมยนื ตนและไมผ ล แตผลผลติ ไมผ ล
หรอื พืชรว ม บางชนิดทไ่ี ดอ าจนอ ยกวา ปกติ เนอื่ งจากสภาพรม เงาของสวนยาง
มีผลกระทบตอการเจริญเติบโตและการออกดอกและติดผล อยางไรก็ตาม
รายไดส ทุ ธยิ ังสงู กวา การปลูกยางเพียงอยางเดยี ว ทั้งยังชวยอนรุ ักษส ง่ิ แวดลอม
ในสวนยาง เพ่ือสรางสมดุลทางนิเวศวิทยา ซ่ึงสามารถพัฒนาไปเปนแหลง
ทองเทีย่ วเชิงนเิ วศนใ นสวนยางได ในกรณีทต่ี นยางตาย มพี น้ื ท่ีในหลมุ วา ง เรา
สามารถนําไมปามาปลูกแทนเปนการใชพื้นท่ีใหเกิดประโยชนสูงสุด แตท้ังนี้
ตองพจิ ารณาถงึ วาไมเปนพชื อาศยั ของโรคยางดวย
การเลย้ี งสตั วในสวนยาง
การเล้ยี งสตั วในสวนยางเปนการนําสัตวเลี้ยงมาเล้ียงรวมในสวนยาง
สามารถเล้ียงไดท้ังแบบปลอยตามธรรมชาติกินหญาในสวนยางและเลี้ยง
ภายในโรงเรอื น สตั วท่นี ยิ มเลีย้ ง ไดแก แพะ แกะ ววั เปด และ ไก นอกจากน้ี
ยังสามารถเลี้ยงผ้ึงในสวนยางไดการเลี้ยงสัตวในสวนยางไมเพียงแตจะทําให
เกษตรกรมีรายไดเพิ่มขึ้นแตมูลจากสัตวยังชวยเพ่ิมอินทรียวัตถุ ใหแกดินใน
สวนยางและยงั เปน การกําจัดวัชพืชและแมลง ในสวนยางแบบชีววิธีจากสัตว
ดว ย
…………………………………………………….
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 33
บทที่ 6 : โรค ศตั รู และอาการผิดปกติของยางพาราในพ้ืนท่ี
ปลกู ยางใหม
1. โรคใบรว งและฝก เนาจากเช้อื ไฟทอฟธอรา
สาเหตุการเกิดโรคเกิดจากเช้ือราPhytophthorabotryosaChee,
P.palmivora(Butl.)Butl. ลักษณะอาการของโรคท่ีเกิดใบยางรวงพรอมกาน
ท้ังที่ยังมีสีเขียวสด มีรอยช้ําดําขนาดและรูปรางไมแนนอนอยูบริเวณกานใบ
กลางรอยชํ้ามีหยดนํ้ายางเกาะติดอยู เม่ือนําใบยางที่เปนโรคมาสะบัดเบา ๆ
ใบยอยจะหลุดจากกานใบทันที สวนใบที่ถูกเช้ือเขาทําลายท่ียังไมรวงจะ
เปลี่ยนเปน สีเหลืองแกรมสม แลว แหงคาตนกอนท่ีจะรวง ฝกยางท่ีถูกทําลาย
เปลอื กเปนรอยช้ําฉ่ําน้ํา ตอมาจะเนาดําคางอยูบนตนไมแตกและไมรวงหลน
ตามธรรมชาติ กรณที ีเ่ กิดกับตนยางออน เช้อื ราจะเขาทาํ ลายบริเวณยอดออน
กอ น ทาํ ใหย อดเนา แลว จึงลุกลามเขาทําลายกานใบและแผนใบ ทําใหตนยาง
ยนื ตนตายได
สภาพที่เหมาะสมตอการระบาด
สว นใหญการแพรระบาดของโรคอยูในชวงระหวางเดือนมิถุนายนถึง
เดือนธันวาคม โรคน้ีมักจะระบาดมากในสภาพฝนตกชุก ความชื้นสูง
ตอ เน่ืองกนั หลายวนั มักเกดิ กับตน ยางเลก็ จนถงึ ตน ยางใหญ
พืชอาศยั
มีพืชอาศัยหลายชนิด เชน ทุเรียน สม พริกไทย ปาลมนํ้ามัน โกโก
และมะละกอ เปน ตน
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 34
การปองกนั กาํ จดั
1.แหลงปลูกยางท่ีเปนเขตระบาดของโรค ไมควรเลือกปลูกยางพันธุ
ออ นแอ เชน RRIM 600
2. กําจัดวัชพืชและตัดแตงกิ่งในสวนยาง เพ่ือใหอากาศถายเทได
สะดวก เปน การลดความชน้ื ในสวนยาง
3. ตน ยางใหญที่เปน โรครนุ แรงจนใบรว งหมด ควรหยดุ กรดี และใสป ุย
บํารงุ ตนยางใหสมบรู ณ
4. ตนยางเล็กที่เร่ิมแสดงอาการตายจากยอด ใหตัดยอดต่ํากวารอย
แผลประมาณ 5 เซนตเิ มตร
5. ในแปลงขยายพันธุยาง ควรแยกตนยางชําถุงท่ีเปนโรคออกจาก
แปลง และฉดี พนสารเคมเี พอื่ ควบคุมการแพรระบาดของโรค ดงั ตารางที่ 5
ตารางที่ 5 สารเคมีเพ่อื ควบคมุ การแพรร ะบาดของโรคใบรวงและฝกเนาจาก
เช้อื ไฟทอฟธอรา
สารเคมี อัตราใช วิธีการใช
ช่ือสามัญ % สารออกฤทธิ์ 40 กรัม / น้ํา 20 ฉีดพนพุมใบยางเมอื่ เรม่ิ พบ
ลิตร การระบาดทกุ 7 วัน
เมทาแลกซิล 25 % WP
(metalaxyl)
ฟอสเอทธิลอลมู ิเนียม 80 % WP
(fosetylaluminium)
2. โรคเสน ดํา
สาเหตุการเกิดโรคเกิดจากเช้ือราPhytophthorabotryosaChee,
P.palmivora(Butl.)Butl.ในระยะแรกของการทําลาย บริเวณเหนือรอยกรีด
จะมีลกั ษณะเปนรอยชํา้ ตอ มายบุ ตัวลงกลายเปนรอยบุมสีดําหรือสีนํ้าตาลดํา
ตามแนวยาวของลําตน และอาจลกุ ลามลงใตร อยกรีด เมอ่ื เฉือนเปลอื กบริเวณ
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 35
รอยบุมจะเหน็ ลายเสน สดี ําบนเนื้อไม ตอ มาเสนสีดําขยายกวา งขน้ึ และเชอื่ มตอ
กนั เปนแผลกวา งตามหนา กรดี ถาอาการรนุ แรงเปลอื กบริเวณที่เปนโรคจะปริ
มีนํ้ายางไหล เปลือกเนา ในบางคร้ังอาจพบเปลือกแตก มีน้ํายางจับตัวเปน
กอ นอยูใตเปลอื ก มกี ลิน่ เหม็น
สภาพท่ีเหมาะสมตอ การระบาด
พบการระบาดในแปลงยางที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะชวงฤดูฝน ท่ีมี
การระบาดของโรคใบรว งและฝก เนา เช้อื ราจะถกู ชะลางโดยนาํ้ ฝนลงมาทีห่ นา
กรีด หากกรดี ยางติดตอกนั โดยไมม กี ารปอ งกนั รักษาหนากรีดจะทําใหเกิดโรค
รนุ แรง พันธทุ อี่ อนแอตอ โรคใบรว งจะออนแอตอโรคเสน ดําดว ย
พืชอาศัย
มีพืชอาศัยหลายชนิด เชน ทุเรียน สม พริกไทย มะละกอ โกโก
มะพราว แตงโม และยาสบู เปนตน
การปอ งกันกาํ จดั
1. แหลง ปลูกยางทีเ่ ปน เขตระบาดของโรค ไมควรเลือกปลูกยางพันธุ
ออนแอ เชน RRIM 600
2. กําจัดวัชพืชและตัดแตงก่ิงในสวนยาง เพื่อใหอากาศถายเทได
สะดวก เปนการลดความชน้ื ในสวนยาง
3. ในฤดูฝน ควรทาสารเคมีปองกันกําจัดโรคท่ีหนากรีด และ
หลีกเล่ียงการกรีดยางขณะตนเปยกในชวงท่ีมีโรคใบรวงและฝกเนาระบาด
สารเคมีเพอื่ ควบคมุ การแพรร ะบาดของโรค ดังตารางที่ 6
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 36
ตารางท่ี 6 สารเคมเี พ่อื ควบคุมการแพรระบาดของโรคเสน ดํา
สารเคมี อตั ราใช วิธีการใช
ชอื่ สามญั % สารออกฤทธิ์
เมทาแลกซิล 25 % WP 7-10 กรัม / นาํ้ 1 ทาบริเวณหนากรีด ภายใน
(metalaxyl) 80 % WP ลิตร 12 ชัว่ โมง หลังการกรดี ยาง
ฟอสเอทธิลอลมู ิเนียม 8-10 กรมั / น้ํา 1 ทุกสปั ดาห
(fosetylaluminium) ลติ ร
3. โรคเปลือกเนา
เกิดจากเช้ือรา Ceratocystis fimbriata Ellis &Halstลักษณะ
อาการเปลือกงอกใหมเหนือรอยกรีดเปนรอยชํ้า ตอมาเปลือกเนายุบตัวลง
ถาอากาศช้ืนเช้ือราเจริญปกคลุม แผลจะขยายขนาดเปนแถบขนานกับรอย
กรีดอยางรวดเรว็ ทําใหเ ปลอื กทีห่ นากรดี ยางยุบเนา เห็นแตเน้ือไม เม่ือเฉือน
เปลอื กบรเิ วณรอยยุบและบรเิ วณขา งเคยี งรอยแผลจะไมพบอาการเนาลุกลาม
และไมพ บรอยสีดําท่เี นือ้ ไมใตแผล ซ่ึงแตกตางจากโรคเสน ดาํ
สภาพท่เี หมาะสมตอการระบาด
ระบาดรุนแรงในสวนยางท่ีมีลักษณะทึบ มีความชื้นสูง เชื้อแพร
ระบาดโดยลม และแมลง นอกจากนยี้ งั พบการระบาดของโรคผานมีดกรีด
พชื อาศัย
มีพืชอาศัยหลายชนิด เชน กาแฟ โกโก มะมวง พืชตระกูลถ่ัว
มะพราว และมนั ฝรงั่ เปนตน
การปองกนั กาํ จดั
1. ตดั แตงก่ิงยาง กาํ จัดวัชพชื ในสวนใหโลงเตียนและอยาปลูกยางให
หนาแนนเกินไป เพอ่ื ลดความชน้ื ในสวนยาง
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพนื้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 37
2. เมือ่ ตนยางเปนโรค ใหใชสารเคมีปองกันกําจัดเช้ือราทาหนากรีด
ยาง โดยขดู เอาสว นทเ่ี ปนโรคออกแลวทาสารเคมีจนกวาหนากรีดยางจะแหง
เปนปกติ สารเคมีเพอื่ ควบคมุ การแพรร ะบาดของโรค ดังตารางที่ 7
ตารางท่ี 7 สารเคมเี พื่อควบคุมการแพรระบาดของโรคเปลือกเนา
สารเคมี อตั ราใช วิธีการใช
ชอื่ สามญั % สารออกฤทธิ์
เบโนมลิ 50 % WP 20 กรมั / น้ํา 1 ลติ ร ผสมสารจับใบ 2 ซซี ี พน หรือ
(benomyl) 25 % WP 14กรัม / นํา้ 1 ลติ ร ทาหนากรดี ยางทกุ 7 วัน
อยา งนอย 4 ครัง้
เมทาแลกซลิ
(metalaxyl)
4. โรคราสชี มพู
เกิดจากเชื้อรา Corticium salmonicolor Berk. & Br. มีลักษณะ
อาการ บรเิ วณกงิ่ อาการข้ันแรกท่ีเชื้อราเขาทําลายเห็นเปนรอยน้ํายางถูกขับ
ไหลออกมาเปนทางยาวใตรอยแผล เม่ือน้ํายางแหงจะมีราดําเขาจับ เวลา
อากาศชมุ ชืน้ เชื้อราจะเจรญิ เติบโตเตม็ ท่ีและเปล่ยี นเปนสีชมพู มีรอยแตกเล็ก
ๆ กระจายทั่ว สวนของตนยางเหนือสวนท่ีเปนโรคจะแหงตาย มีกิ่งออนแตก
เจริญขึ้นมาใหมจากสว นใตรอยแผล
สภาพท่เี หมาะสมตอการระบาด
อากาศมคี วามชุมช้ืน ชวงฤดูฝน
พชื อาศยั
ยางพารา เงาะ ขนุน มะมว ง ชา โกโก กาแฟ
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 38
การปอ งกันกาํ จดั
1. ดแู ลรักษาสวนยางใหมีอากาศถา ยเทไดสะดวกไมอ บั ชื้น แตง ก่งิ ที่
แนน ทบี ออก และทําการกําจดั วัชพชื ในแปลงปลูกไมใ หร กทบึ
2. เมื่อพบตนทีเ่ ปนโรค ใหร ีบตดั สวนท่ีเปนโรคทง้ิ และทําลายเสยี
3. สําหรบั ตนยางทย่ี งั ไมเปด กรดี หากพบโรคน้ีใหใชบอรโ ดมกิ ซเ จอร
ซึง่ มีอตั ราสว นของจุนสี 120 กรมั ปูนขาว 240 กรมั (ถาเปนปนู เผาใหมใช
ประมาณ 150 กรัม) ผสมน้ํา 10 ลติ ร ทา
4. สาํ หรับยางทเ่ี ปดกรดี แลว หากเปนโรคน้ี ใหใชสารเคมีไตรเดมอฟ
(Tridemorph) ฉีดพนหรือทาบริเวณท่ีเปนโรคโดยขูดสวนที่เปนโรคกอนฉีด
หรือทา
5. โรคราแปง
เกิดจากเชื้อรา OidiumheveaeSteinm.ลักษณะอาการของโรค
แตกตางกันตามระยะการเจริญเติบโตของใบ โดยการเขาทําลายของเช้ือใน
ระยะผลิใบใหมมีสีน้ําตาลแดงถึงสีเขียวออนกอนใบเพสลาด เนื้อเย่ือ
เปล่ียนเปน สดี ํา ทําใหใบบิดงอ เห่ียวแหง และรวง สวนกานใบจะรวงในเวลา
ตอ มา หากระบาดในระยะใบเพสลาด จะสงั เกตเหน็ กลุมของเสนใยและสปอร
ของเชื้อราสีขาวคลายผงแปงเจริญบนผิวใบชัดเจน เน้ือเย่ือบริเวณนั้นจะ
เปล่ียนเปนสีเหลือง สีนํ้าตาลอมเหลือง และสีนํ้าตาลตามลําดับ รอยแผลมี
ขนาดและรูปรางไมแ นน อนตามขอบเขตท่ีเชอ้ื ราเจรญิ อยู ถาอากาศเหมาะสม
ตอเนื่องจะเกิดการเขา ทาํ ลายรุนแรง ใบรวงซา้ํ กง่ิ แขนงบางสว นแหง ตาย
สภาพท่เี หมาะสมตอ การระบาด
ชวงที่ตนยางผลิใบออน หากมีฝนตกเล็กนอย หรือกลางวันอากาศ
คอนขางรอน กลางคืนอากาศเย็น มคี วามช้ืนสงู มหี มอกในตอนเชาจะเกิดโรค
รุนแรง
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพืน้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 39
พืชอาศยั
หญายาง เงาะ มะมว ง
การปอ งกันกําจัด
1. เขตท่ีมีการระบาดของโรคท่ีรุนแรงไมควรปลูกยางพันธุออนแอ
เชน PB 235 สถาบันวจิ ยั ยาง 226 การเลอื กพันธคุ วรคํานึงถึงลักษณะการผลดั
ใบ พนั ธุยางท่ผี ลัดใบเร็วจะหลีกเลย่ี งโรคไดดีกวา
2. เกษตรกรควรใสปยุ เคมีในชว งปลายฤดูฝนตามคําแนะนําเพื่อใหใบ
ทผี่ ลอิ อกมาใหมส มบูรณและแกเ ร็ว พน ระยะออนแอตอการเขา ทําลายของเชอื้
3. หากพบการระบาดของโรค ใหใชสารเคมีฉีดพนใบยางออน โดย
สารเคมีเพ่อื ควบคุมการแพรร ะบาดของโรค ดงั ตารางท่ี 8
ตารางท่ี 8 สารเคมีเพอ่ื ควบคมุ การแพรร ะบาดของโรคราแปง
สารเคมี อัตราใช วิธกี ารใช
ชื่อสามญั % สารออก
ฤทธ์ิ
เบโนมิล 50 % WP
(benomyl)
คารเ บนดาซมิ 50 % WP 20 กรมั / น้ํา 20 ลิตร ฉีดพนใบยางออนทุกสัปดาห
(carbendazim)
ซัลเฟอร 80 % WP ในชวงท่เี รมิ่ พบโรค
(sulfur)
ไตรดีมอรฟ * 75 % EC 10 ซีซี / น้าํ 20 ลติ ร
(tridemorph)
กาํ มะถันผง 1.5-4 กโิ ลกรมั / ไร พนใบยางออนในชวงเชาตรู
เพอ่ื หลีกเล่ยี งลม และอาศัย
ประโยชนจากนํา้ คาง
*หา มใชอ ัตราสงู กวาคําแนะนําเพราะจะทําใหใบยางไหม
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพืน้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 40
6. โรคใบจุดกางปลา
สาเหตุการเกิดโรคเกิดจากเช้ือรา corynesporacassiicola (Berk.
& Curt.) Wei ลักษณะอาการของโรคแตกตา งกันขนึ้ อยูกับพันธุและระยะการ
เจรญิ เติบโต อาการบนใบท่พี บมีท้งั จดุ แผลลกั ษณะกลม หรอื รปู รางไมแนน อน
ขนาดเล็กไปจนถึงแผลขนาดใหญ กลางแผลแหงมีสีนํ้าตาลออนขอบแผลสี
น้ําตาลเขม เนื้อเย่ือรอบรอยแผลมีสีเหลือง บางครั้งอาจพบเนื้อเย่ือบริเวณ
กลางแผลยุบตัวมีลักษณะเปน วงซอ นกัน เนอ้ื เย่อื กลางแผลทแ่ี หงอาจขาดเปน รู
ถาแผลขยายลุกลามเขา ไปตามเสนใบทําใหแผลมีลักษณะคลายกางปลา หาก
สภาพอากาศเหมาะสมในระยะใบยางสีเขียวออนหลังการผลัดใบ จะปรากฏ
อาการรนุ แรงภายใน 2 สัปดาห เกิดอาการใบไหมแหง เปนสีน้ําตาลซีด และ
รวง ทําใหทรงพมุ โปรง อาจแตกใบใหมและถกู เชือ้ เขาทําลายซํา้ อีก ยอดออ นที่
ถกู ทําลายเปน แผลรูปกระสวย สีนา้ํ ตาลขยายไปตามความยาวของลําตน ทาํ ให
กิง่ แหง และยนื ตนตายในท่สี ดุ
สภาพท่ีเหมาะสมตอการระบาด
ชว งใบออนทีม่ สี ภาพอากาศรอ น ความชื้นสงู มฝี นตกเปนคร้งั คราว
พืชอาศัย
มีพชื อาศัยจํานวนมาก เชน งา ถ่ัวเหลอื ง ถ่วั เขียว ฝา ย ยาสูบ ระยอม
มะละกอ แตงโม มะเขือเทศ ผักกาดหอม เปน ตน
การปองกันกาํ จัด
1. ไมควรปลูกพนั ธุออนแอในพน้ื ทท่ี สี่ ภาพอากาศเหมาะสมตอ การ
ระบาดของโรค เชน พนั ธุ RRIC 110 ฉะเชงิ เทรา 50 RRIM 600
2. ใสป ยุ เคมรี ว มกับปยุ อนิ ทรยี ตามคาํ แนะนาํ
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพืน้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 41
3. หากเกดิ การระบาดรุนแรง ตนยางทีม่ อี ายนุ อ ยกวา 2 ป ควรตดิ ตา
เปลยี่ นเปน พนั ธใุ หมท ตี่ า นทานโรค
4. แหลงท่ีมีโรคระบาด ควรใชสารเคมีปองกันกําจัดเช้ือราฉีดพนใน
แปลงขยายพันธุยางเพ่ือปองกันโรค และฉีดพนตนยางเล็กในชวงผลิใบออน
หลงั จากผลัดใบประจาํ ป โดยสารเคมีเพื่อควบคุมการแพรระบาดของโรค ดัง
ตารางที่ 9
ตารางที่ 9 สารเคมเี พอื่ ควบคมุ การแพรระบาดของโรคใบจดุ กางปลา
สารเคมี อัตราใช วิธกี ารใช
ช่อื สามญั % สารออกฤทธ์ิ
เบโนมิล 50 % WP 40 กรมั / น้าํ 20 - ในแปลงขยายพนั ธุฉ ดี พนพุม
(benomyl) 80 % WP ลติ ร ใบยางออ น ทกุ 7 วัน
แมนโคเซบ 75 % WP - ในแปลงปลกู ฉีดพน ชวงผลิ
(mancozeb) 50 % WP 50 กรัม / นํา้ 20 ใบใหมห ลงั การผลดั ใบ
คลอโรธาโลนลิ ลติ ร ประจําป 2 คร้ัง หา งกัน 1
(chlorothalonil) เดือน
คารเ บนดาซมิ 20 กรมั / นาํ้ 20
(carbendazim ลติ ร
7. โรคใบจุดตานก
สาเหตุเกิดจากเช้ือรา :Drechslera (Helminthosporium)
heveae(Petch) M.B. Ellis ลักษณะอาการถาเช้ือราเขาทําลายในระยะที่ใบ
ยงั ออ นมาก ลักษณะอาการจะไมแตกตางจากการเขาทําลายของเช้ือราชนิด
อน่ื ๆ แผนใบจะบดิ งอ เห่ียวแหง และรว ง เหลอื แตย อด ใบยางท่ีมีอายุมากข้ึน
จะปรากฏรอยแผลคอนขางกลม ขนาดเสนผานศูนยกลาง 1-3 มิลลิเมตร
เนอื้ เยอื่ กลางแผลสีซดี มีลกั ษณะโปรง แสง ขอบแผลมสี ีน้ําตาลเขม ในใบยางแก
อาจพบเปนเพยี งรอยสีนํ้าตาลเขมเทาน้นั
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 42
สภาพทเี่ หมาะสมตอการระบาด
โรคนร้ี ะบาดรุนแรงในแปลงกลายางที่ปลูกในพื้นท่ีดินทราย ดินรวน
ปนทราย หรือดนิ ที่มคี วามอุดมสมบูรณต ํ่า แพรระบาดในสภาพอากาศรอ นช้ืน
การปอ งกนั กําจดั
1. ไมค วรเลอื กพ้นื ทป่ี ลูกตนกลา ยางท่ีเปนดนิ ทราย
2.ใชปยุ อนิ ทรีย เชน ปุยคอก ปยุ หมกั ชว ยปรบั โครงสรา งของดนิ
3. ถามีโรคระบาดรนุ แรง ใชสารเคมฉี ดี พน ทกุ สัปดาหติดตอกันจนกวา
ตนยางจะมีใบใหมสมบูรณ โดยสารเคมีเพื่อควบคุมการแพรระบาดของโรค
ดังตารางที่ 10
ตารางท่ี 10 สารเคมีเพอื่ ควบคมุ การแพรร ะบาดของโรคใบจดุ ตานก
สารเคมี อตั ราใช วธิ ีการใช
ชื่อสามญั % สารออกฤทธ์ิ
แมนโคเซบ 80 % WP 50 กรมั / นา้ํ 20
(mancozeb)
โพรพิเนบ 75 % WP ลติ ร
(propineb) - ฉีดพนใบยางออ นทุก 7 วนั
คลอโรธาโลนิล 75 % WP
(chlorothalonil)
คารเบนดาซิม 50 % WP 20 กรัม / น้าํ 20
(carbendazim ลติ ร
การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพืน้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 43
8. โรคใบจุดนูนท่ีเกดิ จากเชือ้ คอลเลโทตรกิ มั
สาเหตกุ ารเกิดโรคเกิดจากเชือ้ รา:Colletotrichumgloeosporioides
(Penz.) Sacc. และ Colletotrichum sp.
ลกั ษณะอาการ
อาการจุดนูน ใบออนจะถูกเช้ือเขาทําลายรุนแรง ปลายใบบิดงอ
เห่ยี วแหงและรวง ในระยะเพสลาดใบยางบางสวนอาจบิดงอ และพบจุดแผล
สนี า้ํ ตาล ขอบแผลมีสีเหลือง ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ตอมาจุดเหลาน้ี
จะนูนขึ้น เน้อื เย่ือตรงกลางแผลอาจทะลุเปนรู หากสภาพอากาศชื้นตอเนื่อง
เชอื้ จะเขา ทาํ ลายกง่ิ ออ นหรือยอดออ น ทําใหตายจากยอด
อาการแอนแทรคโนส มักเกิดกับตนยางที่ปลูกในพื้นท่ีดินทราย ดิน
ดาง หรือพื้นทร่ี ะบายน้ําไมดี รอยแผลบนใบมีขนาดตาง ๆ กัน เนื้อเยื่อกลาง
แผลมลี กั ษณะลายเสนเปนวงซอ นกนั สีดาํ ขอบแผลมีสีนาํ้ ตาลเขม เน้ือเย่อื รอบ
แผลมีสเี หลือง อาการขั้นรุนแรงใบจะเหลอื งและรวงบริเวณลําตนออนอาจพบ
รอยแผลเปนวงรีสนี ํา้ ตาล และขยายใหญข้นึ จนลกุ ลามไปรอบตนทําใหตนยาง
ตาย
สภาพท่ีเหมาะสมตอการระบาด
ชวงยางใบออน ถามีฝนตกตอเน่ือง มีอุณหภูมิและความชื้นสูงจะ
ระบาดรุนแรง
พืชอาศัย
มีพืชอาศัยหลายชนิด เชน กลวย มะละกอ สม ชา กาแฟ โกโก
และอะโวคาโด เปนตน
การปอ งกนั กําจัด
1. ใสปุยอินทรียรวมกับปุยเคมีตามคําแนะนํา ควรแบงใสคร้ังละ
นอยแตบอ ยคร้ัง
2. จัดการระบายนาํ้ ในพื้นทที่ มี่ กี ารระบายนาํ้ ไมดี
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพื้นทป่ี ลกู ยางใหม หนา 44
3. ควรใชสารเคมฉี ดี พน เพอื่ ควบคมุ การระบาดของโรคในแปลง
ขยายพันธุ หากเกิดโรครนุ แรงในแปลงปลูกท่ีมีอายุนอยกวา 2 ปโดยสารเคมี
เพอื่ ควบคุมการแพรระบาดของโรค ดังตารางที่ 11
ตารางท่ี 11 สารเคมีเพ่ือควบคมุ การแพรระบาดของโรคใบจุดนนู
สารเคมี อตั ราใช วิธกี ารใช
ชื่อสามญั % สารออกฤทธิ์
ซเี นบ 80 % WP
(zineb)
คลอโรธาโลนิล 75 % WP 40 กรัม / นาํ้ 20
(chlorothalonil) ลติ ร
เบโนมิล 50 % WP - ฉีดพนในยางออ นทุก 5 วัน
(benomyl)
โพรพเิ นบ 70 % WP ประมาณ 5-6 คร้ัง
(propineb)
แมนโคเซบ 80 % WP 50 กรัม / นํา้ 20
(mancozeb) ลิตร
คารเ บนดาซิม 50 % WP 20 กรมั / น้าํ 20
(carbendazim ลิตร
9. โรคใบรว งใหมยางพาราที่เกิดจากเชอ้ื คอลเลโทตรกิ มั
โรคใบรวงชนิดใหมในยางพารา พบครั้งแรกในประเทศไทยท่ีจังหวัด
นราธิวาส เมือ่ ปลายป 2562 กอนระบาดหนักในพื้นที่ภาคใต สาเหตุการเกิด
โรคจากเชอ้ื รา: Colletotrichum sp. ปจ จุบันยังไมพ บในพืน้ ทป่ี ลูกยางใหมแต
เกษตรกรควรศกึ ษาลกั ษณะอาการเพ่ือการเฝา ระวงั
การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 45
ลกั ษณะอาการ
ใตใ บเปน รอยช้ําคอนขางกลม ผิวใบดา นบนบรเิ วณเดยี วกนั สีเหลือง
ตอ มาเนือ้ เยอื่ แหง ตายสีนา้ํ ตาลซีดเปน รอยแผลกลมเรียบ ขนาดใหญ
สภาพที่เหมาะสมตอการระบาด
ระ ย ะ แ ร ก จะ พ บ อ า ก าร บ น ใ บ ย า งแ ก ป ร ะ ม าณ ช วง เ ดื อ น
กรกฎาคม – มกราคม ถามีฝนตกตอเน่ือง อยางนอย 2 วัน มีอุณหภูมิและ
ความชื้นสูง จะระบาดรุนแรง และจะมีใบรวงมากหลังฝนตกหนักติดตอกัน
ในชวงเดือนตลุ าคม – มกราคม และชวงเดือนกุมภาพันธ – เมษายน ตนยาง
พลัดใบตามฤดกู าลจะมีการระบาดลดลง และพบระบาดในยางพาราทุกพันธุ
เกษตรกรท่ปี ลูก
พชื อาศัย
มีพืชอาศัยหลายชนิด เชน กลวย มะละกอ สม ชา กาแฟ โกโก
และอะโวคาโด เปน ตน
การปองกันกําจัด
1. กําจัดวัชพืช เกบ็ เศษซากใบ และสวนทเี่ ปน โรคออกจากแปลง
ฝงกลบหรือกองรวมโรยปนู ขาวและยเู รีย (ปริมาณรอ ยละ 10 ของนาํ้ หนักปูน)
รดน้ําตาม
2. หากนํา้ ทวมขงั แปลงยางพาราใหทํารองระบายน้ําออกจากแปลง
3. ใสป ุยบํารงุ ตามแนะนําวชิ าการของสถาบันวิจยั ยางเพื่อสราง
ความสมบรู ณใ หต นยาง
4. พิจารณาหลีกเล่ียงในการใชยางชําถงุ จากพนื้ ทร่ี ะบาด
5. ใชส ารเคมฉี ดี พนบรเิ วณทรงพุมใหท ่วั ทั้งแปลงดังตารางที่ 12
การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 46