The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

(ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การทำสวนยางพาราตามหลักวิชาการ ของสถาบันวิจัยยางในพื้นที่ปลูกยางใหม่

(ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

ตารางที่ 12 สารเคมีเพือ่ ควบคุมการแพรระบาดของโรคใบรวงใหมฯ

สารเคมี

ชือ่ สามญั % สารออก อัตราใช วิธีการใช
ฤทธ์ิ

เบโนมลิ 50 % WP 20-30 กรัม ตอ น้าํ 20 ลติ ร ฉดี พนพมุ ใบอัตรา 100 ลิตร/
(benomyl) ไร

เฮกซาโคนา-โวล 5% a.i. 30-40 ซซี ี ตอน้ํา 20 ลติ ร ฉีดพน พุมใบอัตรา 100 ลติ ร/
ไร

โปรปโ คนาโซล 25% a.i. 10-15 ซีซี ตอ นํ้า 20 ลิตร ฉีดพนพุม ใบอัตรา 100 ลติ ร/
20 กรมั ตอน้าํ 20 ลิตร ไร
ไทโอฟาเนต –
เมธิล ฉีดพน พมุ ใบอตั รา 100 ลิตร/
ไรแ ละฉีดพนพนื้ ดินในสว นยาง
ที่มีโรคใบรว ง เพื่อกาํ จัดเชื้อ
ทั้งจากใบยางท่ีรวงละวชั พืชท่ี

เปนโรค

10. โรคราก
โรครากของยางพารามีความสําคัญตอผลผลิตสูงสุดเนื่องจากเช้ือเขา

ทําลายสวนราก ซึ่งใชในการดูดนํ้าและธาตุอาหารใตดิน จะตรวจพบตนยาง
เปนโรคก็ตอ เมอื่ สวนที่อยูเหนือพื้นดินเริ่มแสดงอาการ ทําใหตนยางบางสวน
ตายกอ นทจ่ี ะควบคุมการระบาดได โรครากทพี่ บในประเทศไทยทสี่ าํ คญั ไดแก

• โรครากขาว (White root disease)
สาเหตุ : เชื้อรา Rigidoporusmicroporus(Fr.)Overeem [Syn:
Rigidoporuslignosus (Klozsch) lmazeki]

• โรครากแดง (Red root disease)
สาเหตุ : เช้ือรา Ganodermapseudoferreum(Wakef)Over
&Steinm [Syn : G. philippii (Bres.& Henn. Ex Sacc.) Bres.

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 47

• โรครากนา้ํ ตาล (Brown root disease)
สาเหตุ:เช้ือรา Phellinus noxius (Corner) G.H.Cunningham
[Syn : Fomesnoxius Corner]

ลักษณะอาการ
เมอื่ ระบบรากถกู ทําลาย พุมใบจะแสดงอาการผิดปกติ ใบจะเปล่ียน
จากสเี ขยี วเปน สีเหลอื ง โดยจะสังเกตเห็นเฉพาะบางกิ่ง แตในท่ีสุดจะเหลอื งทั้ง
ทรงพุมและรวง ก่งิ แขนงบางสวนแหงตาย เมื่อขุดดูรากจะพบรากมีผิวขรุขระ
และมสี ว นของเชื้อราตดิ อยู ซง่ึ รากยางปกติจะมผี ิวเรยี บ สีเนื้อ ลักษณะสําคัญ
ทใี่ ชใ นการวินิจฉยั โรครากยาง คือ

ลกั ษณะเสนใยซึ่งจับอยูทผ่ี วิ เปลือกราก
โรครากขาว: ปรากฏเสน ใยสขี าวเจรญิ แตกสาขาปกคลุมและเกาะติดแนนกับ
ผิวราก เม่อื เสนใยอายมุ ากข้ึนจะกลายเปนเสนกลมนนู สเี หลืองซดี
โรครากแดง : สวนรากทีถ่ กู เช้อื เขาทําลายจะปกคลุมดวยเสนใยสีนํ้าตาลแดง
ซึง่ สว นปลายของเสนใยที่กําลงั เจรญิ จะเปนสีขาวครีม ลกั ษณะเสนใยแกจะจับ
กันเปน แผนสีนา้ํ ตาลแดง เปน มันวาวเห็นไดชดั เจนเมอื่ ลา งดวยนํ้า
โรครากน้าํ ตาล : ปรากฏเสน ใยสีน้ําตาลปนเหลืองเปน ขยุ เหมอื นกํามะหย่ี ปก
คลมุ ผวิ รากและเกาะยดึ ดนิ ทรายไว ทําใหรากมีลักษณะขรุขระ เสนใยเมื่อแก
จะเปนแผน สนี า้ํ ตาลดํา

ลกั ษณะเนอ้ื ไมข องรากทเี่ ปนโรค
โรครากขาว: เน้ือไมข องรากทเี่ ปนโรคในระยะแรกจะแขง็ กระดา งเปน สีนา้ํ ตาล
ซดี ในระยะรนุ แรง จะกลายเปนสีครีม ตอ มาจะยุย และเบา ถาอยูในท่ีชื้นแฉะ
จะออ นน่มิ

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพนื้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 48

โรครากแดง: รากมีลกั ษณะขรุขระ เนอื่ งจากมีกอ นดนิ และหินเกาะตดิ อยู เนื้อ
ไมข องรากทเี่ ปน โรค จะเปนสีนา้ํ ตาลซดี และกลายเปนสีเนอื้ ในระยะตอมา วง
ปของเนื้อไมจ ะหลุดแยกออกจากกันไดงาย
โรครากน้ําตาล: เนื้อไมที่เปนโรคในระยะแรกจะเปนสีนํ้าตาลซีด ตอมาจะ
ปรากฏเสนสนี ํ้าตาลเปนเสน เดี่ยว ลายสลบั ฟน ปลาอยใู นเนือ้ ไม รากที่เปนโรค
มานาน เม่ือตัดตามขวางจะเห็นลายเสนใยที่แทรกในเน้ือไม มีลักษณะคลาย
รวงผ้ึง เนอ้ื ไมจะเบาและแหง

ลกั ษณะดอกเหด็ ท่เี กิดตรงโคนตน หรือตอไมเหนือพืน้ ดนิ
โรครากขาว : ดอกเห็ดมีลักษณะเปนแผนคร่ึงวงกลมแผนเดียว หรือซอนกัน
เปนช้ัน ๆ ผิวดานบนเปนสีเหลืองสม โดยมีสีเขมออนเรียบสลับกันเปนวง
ผิวดา นลางมสี ีสมแดงหรอื สนี ํ้าตาลเขม ดา นลา งมีสขี เ้ี ถา ขอบดอกเห็ดมีสขี าว
โรครากแดง : ดอกเห็ดเปนแผนแข็ง ดานบนเปนรอยยนสีน้ําตาลแดงเขม
ดา นลางมสี ขี ้เี ถา ขอบดอกเหด็ มสี ขี าวครีม
โรครากน้าํ ตาล : ดอกเห็ดจะเปนแผนหนาและแข็ง ลักษณะคร่ึงวงกลม ขนาด
คอนขางเล็ก ผิวดานบนเปนรอยยนเปนวงสีน้ําตาลเขม ผิวดานลางเปนสี
เหลือง

การแพรร ะบาด
เชอ้ื ราเจริญเติบโตอยางรวดเรว็ ในชวงฤดูฝนท่ีมีความช้ืนสูง สามารถ
แพรก ระจายได 2 ทาง คอื
1. โดยการสมั ผสั กันระหวางรากทีเ่ ปน โรคกบั รากของตนปกติ ทาํ ให
เช้อื เจริญลกุ ลามตอไป
2. โดยสปอรข องเชือ้ ราปลวิ ไปตามลม เมอ่ื มคี วามชื้นพอเพยี งจะ
เจรญิ ลกุ ลามไปยังระบบราก กลายเปน แหลงเช้ือโรคแหลงใหมต อ ไป

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 49

พืชอาศัย

โรครากขาว : มีพืชอาศัยมากมายทั้งไมปาและพืชปลูก เชน ทุเรียน ขนุน

จําปาดะ มะพราว ปาลมนํา้ มัน ไผ สม ชา กาแฟ โกโก เนียงนก พรกิ ไทย พริก

ขี้หนู นอยหนา มันสําปะหลัง สะเดาบาน สะเดาเทียม ทัง มะเขือเปราะ

กระทกรก มนั เทศ สะตอ ลองกอง

โรครากแดง : ทเุ รยี น มงั คุด ลองกอง สะตอ สะเดาบาน สัก ทงั โกโก ชา เงาะ

มันสําปะหลัง ขนนุ จาํ ปาดะ

โรครากแดง : ทุเรยี น มังคดุ อะโวกาโด ลองกอง สละ สะเดาบาน มะฮอกกานี

สัก ยางนา ปาลมน้าํ มัน โกโก สม ชา กาแฟ เงาะ

การปองกนั กาํ จดั โรคราก
กอนปลกู
1. ตรวจสอบกอ นโคนวา มีตนยางกลมุ ใดเปนโรคราก แลว ทํา

เคร่ืองหมายเพอื่ เปน พ้ืนทีเ่ ฝา ระวงั หลงั ปลูก
2. เตรียมพนื้ ทป่ี ลกู ยางควรทําลายตอไม ทอ นไมเ กา และเศษ

รากออกใหหมดเทาท่ีสามารถทําได โดยเฉพาะตรงบริเวณที่เคยเปนโรคควร
เผาทาํ ลาย จากนนั้ ไถพลิกหนาดินตากแดด เพื่อกําจัดเช้ือราที่เจริญเติบโตใน
ดนิ และเศษไมเ ล็กๆ ท่ีหลงเหลือในดนิ

3. ในแปลงยางปลกู แทนท่ีเคยเปน โรคราก ควรเตรยี มพืน้ ท่แี ลว
ปลอยวางไวประมาณ 1-2 ป ปลูกพืชคลุมตระกูลถ่ัว หรือพืชไรอายุสั้น เพ่ือ
ปรับสภาพดินใหเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรียดินและสิ่งมีชีวิต
เลก็ ๆ ชวยยอ ยสลายเศษรากซง่ึ เปน แหลง อาศยั ของเชือ้ โรค

ขณะปลกู
1. การวางแนวในการปลูกแทน ควรเปลีย่ นจุดที่เจาะหลมุ ปลกู
ใหอยรู ะหวา งแถวเดมิ เพื่อลดโอกาสในการตดิ เชื้อ
2. แปลงยางท่มี ปี ระวัตกิ ารเปนโรครากมากอน ควรใชก ํามะถัน

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 50

ผงผสมดินในหลุมปลูก 100 กรัม / หลุม แลวท้ิงไวอยางนอย 15 วัน

เพ่ือปอ งกันการเจริญเตบิ โตของเช้อื ราสาเหตโุ รคราเขาทําลายรากยาง

3. แปลงปลูกพชื คลุมดินตระกลู ถ่วั ควรปลกู ใหห างจากแถวยาง

ประมาณ 1.5 เมตร

หลงั ปลูก

1. ควรสํารวจตนยางสมํา่ เสมอ โดยเฉพาะตนท่ีปลกู ในบรเิ วณที่

เคยเปนโรค หากพบตนยางท่ีแสดงอาการใบเหลืองผิดปกติ ควรขุดดูโคนตน

และราก หากพบเสนใยของเช้ือราสาเหตุโรค ใหขุดเผาทําลายเพื่อยับยั้งการ

ระบาดของโรค

2. ตน ยางทมี่ ีอายมุ ากกวา 3 ป ขนึ้ ไป ควรขดุ คกู วา ง 3

เซนตเิ มตร ลึก 60 เซนติเมตรจํากัดบริเวณท่ีเปนโรค โดยขุดระหวางตนที่อยู

ถัดไปจากตนท่ีแสดงอาการทางใบในแถวเดียวกันขางละ 2 ตน และก่ึงกลาง

ระหวางแถวขางเคยี งของแถวยางที่พบโรคกบั แถวถดั ไปทง้ั สองขา งเพ่อื ปอ งกัน

การลกุ ลามทางราก และควรขุดลอกคูทกุ ป

3. ใชสารเคมีสําหรบั รักษาตนที่เปน โรค และตนขางเคียงเพอื่

ปองกนั โรค ดงั ตารางที่ 12

ตารางที่ 13 การใชสารเคมีปองกันและกาํ จดั โรคราก

ชอ่ื สามญั % สารออกฤทธ์ิ อตั ราการใช วิธกี ารใช

ไตรดีมอรฟ 75 % EC 5-10 ซีซี / นา้ํ 1 ลติ ร ขุดรองรอบโคนตนกวาง
(tridemorph) 10 % SL 10 ซซี ี / นาํ้ 1 ลติ ร 15-20 เซนตเิ มตร เท
ไซโปรโคนาโซล 25 % EC สารเคมที ่ผี สมลงในรอ ง
(cyproconazole) 12.5 % EC รอบโคนตน 1-4 ลิตร
โปรปโ คนาโซล 5 % EC ขนึ้ อยูกบั ขนาดโคนตน
(propiconazole) ใชส ารเคมที กุ 6 เดือน
มายโครบวิ ทานลิ อยา งนอ ย 2 คร้ัง
(myclobutanil)
เฮกซะโคนาโซล
(hexaconazole)

ไดฟโนโคนาโซล 25 % EC
(difenoconazole)

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 51

ตารางที่ 13 การใชส ารเคมปี อ งกนั และกําจดั โรคราก (-ตอ )

ชื่อสามญั % สารออกฤทธ์ิ อัตราการใช วธิ ีการใช

เฟนโิ คลนลิ 40 % FS 1.5-3 กรัม / นํา้ 1 ขดุ รองรอบโคนตนกวาง
(feniclonil) ลติ ร 15-20 เซนติเมตร เท

สารเคมที ีผ่ สมลงในรอง

โพรคลอราช 45 % EC 10-20 ซซี ี / นา้ํ 1ลิตร รอบโคนตน 1-4 ลิตร
(Prochloraz) ขึ้นอยกู ับขนาดโคนตน ใช

สารเคมีทกุ 6 เดอื น อยาง

นอ ย 2 ครัง้

11. แมลงและศตั รูยางพาราทสี่ ําคญั

1) ปลวก (Coptotermes curvignathus)
ลักษณะ เปน ปลวกใตด นิ วรรณะทหาร มหี วั สเี หลอื ง เมอ่ื กัด

จะปลอยของเหลวสีขาวขุนคลา ยน้าํ นม โดยทางเดินปลวกไมถกู ชะลา งโดยงาย
ไมส รา งจอมปลวก ทํารังภายในโคนตน และไขฟก ออกเปนตัว ไมผานระยะตัว
หนอน สว นแหลงอาหารอยูไ กลจากรงั มาก อาจสรา งรังยอ ยเปนระยะ

การทําลาย กัดกินตนยางทุกระยะการเจริญเติบโต และกัด
กินทุกสวนของลําตน และราก ทําใหตนโคนลมขณะใบเขียว โดยกัดกินทั้ง
เน้อื เยือ่ แหงและสด

การปองกันกําจัด ใชสารเคมี carbosulfan หรือ fipronil
หรือใชไสเดอื นฝอย ราดรอบโคนตน ปริมาณขน้ึ อยูกบั ขนาดของตน ยาง

2) หนอนทรายเปน ตัวออ นของแมลงนูนหลวงซ่งึ เปนดว งปกแข็ง
ลักษณะ ตัวหนอนมีสีขาว รูปรางงอเหมือนตัว C ลําตัวยาว

3-5 เซนติเมตร อาศยั อยูใ นดนิ และรากตอยางเกา ตวั เต็มวัยจะขุดดนิ เปนโพรงลกึ ลง
ไป เพอื่ เขาดกั แด โดยระบาดในพนื้ ทท่ี ่มี ดี นิ รว นปนทราย

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 52

การทําลาย กดั กนิ รากยาง ทําใหตนยางใบเหลือง และเห่ียว
แหง ตาย

การปองกันกําจัด ดักจับตัวเต็มวัยดว ยกับดกั แสงไฟ หรอื
ใชสารเคมี carbosulfan หรือ fipronil ราดรอบโคนตน ยางและตอยางเกา

3) เพล้ียหอย
ลกั ษณะ เกาะตามกงิ่ กานของตน ยาง โดยเพลยี้ หอยตวั เมยี จะ

สรา งเกราะสีน้ําตาลแก หนาประมาณ 0.3 - 0.5 มิลลิเมตร ไวปองกันตัว จะมีระบาด
ชวงอากาศแหงแลง

การทําลาย ดูดกนิ นํ้าเล้ียงจากกิง่ กานทีม่ สี ีเขยี ว ทาํ ให
ชะงกั การเจรญิ เตบิ โต จนตนยางแหง ตาย

การปองกนั กําจัด ใชศ ัตรูธรรมชาติ เชน แมลงหา้ํ หรือแมลง
เบียนหรือเชอื้ ราทําลายไขและตัวออน หรือใชสารเคมี White Oil ฉีดพน

12. อาการเปลือกแหง
อาการเปลอื กแหง ของตน ยาง เปนลักษณะความผิดปกติของการไหลของ

น้าํ ยาง ทําใหผลผลติ ลดลงจนกระท่ังไมส ามารถเกบ็ ผลผลิตได โดยปกติในสวนยางจะ
มีตนยางแสดงอาการเปลือกแหง เพม่ิ ขึน้ ทกุ ปแตไ มค วรมากกวา รอ ยละ 1 ตอป

สาเหตุ เกดิ จากการชักนาํ ดวยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือหลายสาเหตุ
รว มกนั ดังน้ี

1. กรีดถี่
2. ใชส ารเคมีเรงน้ํายางมากเกินไป
3. พนั ธยุ างบางพันธุ เชน BPM 24 PB 235 และพันธยุ าง
ทีใ่ หผ ลผลติ น้ํายางสูง มีแนวโนมการเกิดอาการเปลือกแหงไดงายโดยเฉพาะ
เมอื่ กรดี ถี่กวาคําแนะนํา
4. เปดกรดี ตนยางท่ียังไมไ ดขนาดเปด กรดี

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพนื้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 53

5. สภาพแวดลอม ไดแก โครงสรา งและความอุดมสมบรู ณ
ของดนิ ปลูก การปฏบิ ตั ิท่ีไมถ ูกตอ ง สภาพภูมิอากาศ

6. ไมทราบสาเหตทุ ัง้ ท่ีตนยางเจรญิ เติบโตดี ปลกู ในสภาพ
แวดลอมเหมาะสม และดูแลสวนยางตามคําแนะนํา

ลักษณะอาการ

1. ตน ยางแสดงอาการบางอยา งกอ น เชน น้าํ ยางไหลออกมา
มากหรอื นอ ยผดิ ปกติ นาํ้ ยางหยดุ ไหลชา ความเขม ขนของนํ้ายางเพิ่มขน้ึ หรอื ลดลง
จากปกติ

2. ตอมาเมื่อกรีดยางที่ระดบั ความลกึ ปกติ นํา้ ยางจะไมไ หล
เปนบางสว น หรอื ตลอดรอยกรีด

3. รอยกรดี สว นท่แี หง อาจเปลี่ยนเปน สีน้ําตาล เปลอื กใตร อย
กรีดแตกขยายบรเิ วณลงไปจนถงึ โคนตน และลอ นหลุดงาย

4. เม่ือขูดเปลือกนอกออก อาจพบรอยสีนํา้ ตาลซง่ึ เกิดจากการ
ตายของเซลลบ างสว น โดยเฉพาะท่ีบรเิ วณเทา ชาง

การปองกัน ปจจุบันยังไมมีวิธีรักษาอาการเปลือกแหงของตน

ยางท่ีไดผ ลดี จงึ เนนการปอ งกนั ดังนี้

1. ใชร ะบบกรีดใหเ หมาะสมกบั พนั ธยุ าง และไมก รดี ถีต่ ิดตอกัน
เปน เวลานาน

2. ไมใชส ารเคมีเรงนํ้ายางในเปลอื กแรก ควรใชก บั ระบบกรดี ทมี่ ี
วันหยุด และไมใชกับพันธุยางท่ีมีการตอบสนองนอย ไดแก BPM 24, PB 235, PB
255, PB 260 สถาบันวิจัยยาง 250สถาบันวิจัยยาง 251 และหลีกเล่ียงสารทาหนา
กรดี ท่ีไมท ราบชือ่ สารออกฤทธ์ิ

3. ไมเปดกรีดตนยางท่ียังไมไดขนาดเปดกรีด และหยุดกรีดยาง
ในระยะทต่ี น ยางผลใิ บใหม

4. ใสปุย บาํ รุงตน ยางตามคาํ แนะนํา ดนิ ปลกู ยางทม่ี อี นิ ทรียวัตถุ
ตํา่ ควรใชป ยุ อนิ ทรยี ร วมกบั ปยุ เคมี

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 54

5. หลกี เลยี่ งการใชเครือ่ งกลหนกั ในสวนยาง เพราะเปน การ
เพิ่มการอัดตัวของดนิ

6. หากน้าํ ยางหยดุ ไหลเปนระยะบนหนากรีด ควรหยุดกรดี เปน
เวลา 3-6 เดอื น แลว ลองเปด กรีดใหม ถานํ้ายางยังไมไหลเปนปกติ ใหเปดกรีดใหมใน
ระดับตํา่ กวา รอยกรีดเดมิ ถายังไมม นี ้าํ ยางไหลอีก ควรหยดุ กรดี แลว เปดกรีดท่ีหนา

ใหม
…………………………………………………….

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพืน้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 55

บทที่ 7 : การกรีดยางในพน้ื ทปี่ ลูกยางใหม

การกรีดยางเปน การนาํ ผลผลติ ในรปู ของนาํ้ ยางจากบรเิ วณเปลอื กของ

ตนยาง วิธกี ารกรดี ยางทีถ่ ูกตอง สามารถเพ่ิมผลผลิตใหมากขึ้นแบบยั่งยืนแต

หากใชวิธีการปฏิบัติในการกรีดยางท่ีไมถูกตองนอกจากไดน้ํายางนอยแลว

ยงั ทําใหต น ยางเสยี หายเปนเหตใุ หร ายไดของเกษตรกรลดนอยลง ฉะนัน้ จึงควร

พิจารณาถึงวธิ กี ารดังตอ ไปนี้

อุปกรณ 1. มดี กรีดยาง 2. เชือกยาว 50 เซนติเมตร

3. ไมเปด กรดี ทาํ มุม 30 องศา สงู 150 เซนตเิ มตร

4. ชอลก หรอื ตะปู 5. รางหรอื ลิน้

6. ถวยรับนาํ้ ยาง 7. ลวดรบั ถวยรบั น้าํ ยาง

การเปด กรดี หนายาง

1. ขนาดของตนยางท่ีจะเปดกรีดไดนั้นใหวัดที่ระดับความสูงจาก

พนื้ ดิน 150 เซนติเมตร ตองมขี นาดเสนรอบตน 50 เซนติเมตรขึน้ ไป

2. มีจํานวนตน ยางทีไ่ ดขนาดเปดกรดี ไมนอ ยกวาครึง่ หนง่ึ ของท้ังสวน

3. ความลาดเอียงของรอยกรีด ทาํ มมุ 30 องศากับแนวระดับ

ข้ันตอนและวิธปี ฏิบตั ใิ นการเปด กรดี หนา ยาง
1. การวัดขนาดของตน ยางวัดจากโคนตนที่ความสูง 150 ซม. ใชเชือกยาว
50 เซนติเมตร วัดรอบตนยาง (ใหวัดขนาดของตนยางในระดับความสูงจาก
พน้ื ดิน 150 เซนตเิ มตร) หากปลายเชือกทงั้ สองไมซอนกันก็แสดงวาตนยาง ได
ขนาด 50เซนติเมตร หรอื โตกวา แสดงวาเปด กรดี ได
2. วธิ ีการทํารอยกรีด การเปดกรีดหนายาง ใชไมเปดกรีดตามแนวต้ังกดแผน
สงั กะสใี หแนบกับตนยางตามแนวลาดเอียงของแผนสังกะสี ทํามุม 30 องศา
แลวใชช อลก หรือตะปทู าํ เครอ่ื งหมายบนตน ยาง

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 56

3. วิธีการแบงครึ่งรอยกรีด ใชเชือกวัดรอบตนแลวนํามาทบคร่ึง จากน้ันนํา
เชอื กทีท่ บครง่ึ แนบกบั ตนยางโดยใหปลายดา นหน่ึงอยูท่ีรอยแบงครึ่งดานหนา
ดึงปลายเชือกอีกดา นหนึ่งแนบกบั ตน ยางตรงแนวระดบั ไปทางดา นหลังแลวทํา
เครอ่ื งหมายไว ทาํ เชนนี้อกี ครัง้ ในระดับที่ต่ํากวาเดิมประมาณ 30 เซนติเมตร
กรณีกรดี ครึ่งลําตน
4. การทาํ รอยแบง ครง่ึ ดานหลัง ใชตะปูหรือชอลก ทําสวนแบงคร่ึงดานหลัง
ผานจุดท้ังสอง จากน้ันใชมีดกรีดเบา ๆ ตามรอยที่ทําเครอ่ื งหมายไว
5. การติดรางรองรับนํ้ายาง และลวดรับถวยน้ํายาง ติดรางรองรับน้ํายาง
หางจากรอบกรดี ดานหนา ลงมา 30 เซนติเมตร และติดลวดรับถวยน้ํายางให
หางจากลิ้นรบั นาํ้ ยางลงมาประมาณ 10 เซนติเมตร

หลักในการกรดี ยาง
1. ไดน า้ํ ยางมากทส่ี ดุ
2. ตนยางเสยี หายนอยที่สดุ
3. กรีดไดนานทส่ี ุด
4. สิ้นเปลืองเปลือกนอยท่สี ุด

ปจจัยที่เกย่ี วของกับการกรีดยาง
1. ทิศทางและความลกึ ของรอยกรดี ตองกรดี เอยี งจากซายบนมาขวา

ลา ง เพอื่ ใหตัดทอน้ํายางมากทีส่ ุดความลึกใหใกลเย่ือเจริญมากท่ีสุด แตไมให
บาดเนื้อไม เพราะจะทําใหเปลอื กท่งี อกใหม เปนปุมเปนปมไมส ามารถกลบั มา
กรีดไดอกี รอบ

2. การสน้ิ เปลอื งเปลือก การสิน้ เปลอื งเปลือกในแตละครง้ั กรดี ไมเกิน
2.5 มิลลเิ มตร การกรดี ถีเ่ กนิ ไป เปลอื กยางจะหมดเร็ว และเปลือกงอกใหมจะ
งอกไมทนั การกรดี ที่ดคี วรส้นิ เปลอื งเปลือกไมเ กนิ 25 เซนตเิ มตรตอ ป

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 57

3. ขนาดของงานกรีดยาง หมายถึงจํานวนตนยางท่ีคนงาน 1 คน
สามารถกรดี ยางไดประมาณ 450-500 ตน แตทั้งน้ีขึ้นอยูกับภูมิประเทศของ
สวนยาง ความยาวของรอยกรดี และความชาํ นาญของผูกรีด

4. เวลาท่ีเหมาะสมในการกรีดยาง เวลาที่เหมาะสมในการกรีดได
ตัง้ แต 03.00 – 06.00 น. ท้ังนี้สามารถกรีดยางไดตลอดวนั แตน ํ้ายางจะลดลง
เรอ่ื ยๆ เมือ่ อากาศรอ นข้นึ ขอ ควรระวังในเกบ็ น้าํ ยางเพ่อื ทํายางแผนคือ ไมควร
ปลอ ยใหน าํ้ ยางท่กี รีดได อยูในถวยน้ํายางนานเกินไปเพราะจะเกิดการจับตัว
ของเนื้อยางได ท้ังนค้ี วรรบี เกบ็ เม่ือนาํ้ ยางเร่มิ หยดุ ไหล

5. ความคมของมดี มดี กรดี ยางควรลบั ใหคมอยูเสมอ เพราะทําใหตัด
ทอนา้ํ ยางดขี น้ึ และส้นิ เปลอื งเปลือกนอย

ระบบกรีด
การกรดี ยางที่ระดับความสูงของหนากรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตร ลงมา

โดยระบบกรีดทสี่ ถาบนั วิจยั ยางแนะนาํ แนะนาํ มี 5 ระบบ ไดแก
1. กรีดครึ่งลาํ ตน กรดี 1 วนั เวน 2 วนั (S/2 d3) เหมาะสมกับพนั ธุ

ยางทั่วไป โดยเฉพาะพนั ธุทอี่ อนแอตออาการเปลอื กแหง
2. กรีดครึ่งลาํ ตน กรีด 1 วัน เวน 1 วัน (S/2 d2) ใชไดกบั พนั ธยุ าง

ทวั่ ไป
3. กรดี ครงึ่ ลาํ ตน กรีดติดตอกนั 2 วนั เวน 1 วัน (S/2 d1 2d/3)

ใชกับเปลือกงอกใหมหรือสวนยางขนาดเล็กกวา 7 ไร ไมควรกรีดเกิน 160 วัน
ตอ ป และไมควรใชกบั พนั ธุย างทอ่ี อนแอตออาการเปลือกแหง

4. กรีด 1 ใน 3 ของลําตน กรดี ตดิ ตอ กัน 2 วนั เวน 1 วนั (S/3 d1
2d/3) ใชกับเปลือกงอกใหม หรือสวนที่มีขนาดเล็กกวา 10 ไร ไมควรกรีดเกิน
160 วันตอ ป และไมค วรใชก บั พันธุย างทอ่ี อนแอตอ อาการเปลือกแหง

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 58

5. กรีด 1 ใน 3 ของลาํ ตน กรีด 1 วนั เวน 1 วนั ควบคูก ับการใช
สารเคมีเรง นํา้ ยางความเขมขน 2.5% (S/3 d2 .ET 2.5%) จาํ นวน 6 คร้งั ตอป
ไมควรใชกบั พันธุยางทอ่ี อนแอตออาการเปลอื กแหง และไมควรใชในเขตแหง แลง

ขอสงั เกตุ 1/ พันธยุ างที่ใหผลผลิตสงู ไดแ ก สถาบนั วิจยั ยาง 251
สถาบันวจิ ยั ยาง 408 BPM 24 และ PB 235 เปนตน สวนใหญเ ปน พนั ธุที่มรี ะดับ
เมแทบอลิซมึ สงู ดงั นน้ั แนวทางหน่ึงในการหลีกเลย่ี งความเสีย่ งของการเกดิ อาการ
เปลอื กแหง กับตน ยาง ควรใชร ะบบกรีดถ่ีต่ํา เชน กรีดวันเวนวัน (d2) หรือ กรีด
วันเวน 2 วนั เปน ตน

2/ ควรทํารอยแบงกรดี เสน หนา-หลังใหช ัดเจนในแตล ะปก รดี
ยาว 30-50 ซม. เพ่ือปองกันไมใหกรีดล้ําเขาไปในหนาอ่ืนที่ยังไมไดกรีด
โดยเฉพาะการแบงหนากรีดหนึ่งในสามของลําตน หากไมทํารอยแบงกรีดให
ชดั เจน เมอื่ กรดี หนาท่ีสาม รอยกรดี มกั จะส้ันมาก ทําใหไ ดน ้าํ ยางนอ ย จนกระทง่ั
ไดผ ลผลิตตํา่ ไมคุมคากบั การกรดี หนาทีส่ ามตอไป ทําใหเ สียโอกาสในการเกบ็ เกยี่ ว
ผลผลิตยาง

3/ ไมควรเปลีย่ นความยาวของรอยกรดี เชน กรดี ครึง่ ลาํ ตน
เปล่ียนเปนกรดี หน่งึ ในสามของลําตน หรือในทางกลับกันเปลีย่ นจากรอยกรดี หนงึ่
ในสามเปน ครงึ่ ลําตน เพราะจะทําใหเ ปลือกสว นหนึ่งไมไดกรีด ทาํ ใหผ ลผลติ ลดลง
20-30%

สารเคมเี รงนาํ้ ยาง
หมายถึง สารที่ชวยเพ่ิมระยะเวลาการไหลของนํ้ายางใหนานขึ้น และ

กระตุนการสังเคราะหนํ้ายาง สารเคมีที่แนะนําใช คือ 2-chloroethyl
phosphonic acid มีช่อื สามญั วา เอทธิฟอน (ethephon) โดยแนะนําใหใช
ที่ระดับความเขมขน 2.5% หลังจากทาหนายางจะสลายตัวใหแกสเอทธีลีน
(ethylene) ออกมาชาๆ หรือใชสารเคมีเรงนํ้ายางในรูปของแกสเอทธิลีน

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพืน้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 59

โดยตรงกับตนยางบริเวณเปลือกท่ีใกลรอยกรีดหรือรอยเจาะ แกสเอทธิลีน
จะกระจายและซึมเขาสูเ ปลือกชั้นในเขา สทู อนํ้ายาง ทาํ ใหน ้ําสามารถไหลผาน
ผนังเซลลไดดีข้ึน เพิ่มปฏิกิริยาการเปล่ียนแปลงนํ้าตาลซูโครส เพ่ิมความดัน
ภายในทอน้าํ ยาง เพมิ่ บรเิ วณพ้ืนทีใ่ หน ้ํายาง ชะลอการจับตัวของอนุภาคยางใน
นาํ้ ยาง ทําใหก ารอุดตันชา ลง นาํ้ ยางไหลไดน านขึ้น

ผลกระทบจากการใชสารเคมเี รงนาํ้ ยาง
 ทําใหปริมาณเน้ือยางแหง (DRC) ลดลงรอ ยละ 3-6 ขึ้นอยูก ับพนั ธุยาง
และความสมบูรณของตนยาง
 ใชร ะบบกรดี ถ่ี และหากใชส ารเคมเี รงนํ้ายางความเขม ขน สงู ทาบอยคร้งั
ทาํ ใหต น ยางเกดิ อาการเปลือกแหง สูงขน้ึ
 การใชสารเคมีเรงนาํ้ ยางในรูปของแกส แบบเจาะ หากเจาะลกึ ถงึ เนอ้ื ไม
จะมีผลกระทบกับเน้ือไม ทาํ ใหเ นื้อไมเปนแผล มีสีคลํ้า หรือเปลือกบวม

การเก็บเกย่ี วผลผลิตนํ้ายางวิธอี น่ื
1. ระบบกรีด 2 รอยกรีด กรีดสลับหนาตางระดับ (Double Cut

Alternative Tapping System: DCA)
เปนการเปดกรีดทั้งสองหนา ตางระดับ โดยหนากรีดแรกเปดกรีดที่ระดับ

ความสูง 80 เซนติเมตรจากพ้ืนดิน หนากรีดท่ี 2 เปดกรีดท่ีระดับความสูง 150
เซนติเมตรจากพ้ืนดิน ระยะหางระหวางรอยกรีด 2 รอยหางกันประมาณ 70
เซนติเมตรเพื่อใหพ้ืนท่ีการใหน้ํายางไมซอนกัน ใชระบบกรีดวันเวนวัน สลับหนา
กรดี แตล ะรอยกรดี ทุก 4 วนั หรอื กรีดวันเวน วัน โดยแตล ะคร้งั ไมก รีดซํา้ หนา
กรีดเดมิ

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 60

2. การกรีดส้ันหรอื เจาะรว มกับการใชแ กสเอทธลิ ีน
คือ การใชแ กสเอทธิลีนกบั ตนยาง ทําใหนาํ้ ยางไหลไดน าน จึงเปนการเพ่ิม
ผลผลิตวิธหี นง่ึ แตค วรใชกบั ตน ยางอายุไมตาํ่ กวา 15 ป หรอื ตนยางกอ นโคน 3-5 ป
หรือหนากรีดลางเสียหาย และตนยางมีสภาพสมบูรณ ไมควรใชในพ้ืนที่แหงแลง
เพราะทําใหตนยางเกิดอาการเปลือกแหงไดงาย การใชแกสจะไดผลดีเม่ือ มี
ความช้ืนในดินสงู แตตน ทนุ การใชแ กสคอนขางสงู

3. การกรดี สาย
พื้นที่ชายแดนภาคใตซึ่งมีปญหาความไมปลอดภัยในการกรีดยาง

สามารถกรดี สายถึงเวลา 09.00 น. โดยใชระบบกรีดครึง่ ลาํ ตน กรดี วนั เวน วันรวมกบั
การใชส ารเคมเี รง น้าํ ยาง จะใหผ ลผลติ ใกลเคียงกับการกรีดเวลาปกติ หรือการกรีด
สัปดาหละครงั้ (S/2 d7)

4. การกรดี ยางหนาสงู กอนโคน
คอื การกรีด หรือเจาะยางทรี่ ะดับความสงู กวา การกรีดหนาปกติ ใชกับ

ตน ยางอายมุ ากใกลโ คน หรอื เปลือกหนา ลางไมสามารถใหผลผลิตไดตามปกติ ควรใช
วธิ ีการกรีดยางหนาสูงกอนโคน 2-6 ป เพื่อใหไดรับผลตอบแทนสูงสุด ระบบกรีดที่
แนะนาํ คือ การกรีดหนา สูงกรดี หน่งึ ในสามของลาํ ตน กรีดขึ้น กรีดวันเวนวัน ควบคู
กบั การใชสารเคมีเรงนาํ้ ยางเขม ขน 2.5 % จํานวน 6 คร้ัง/ป โดยเปดกรีดเหนือรอย
กรดี เดมิ หนา ลาง ประมาณ 3 เซนติเมตร ทาํ มมุ ความลาดชนั ของรอยกรีด 45 องศากับ
แนวระดบั การเปลย่ี นหนากรีดจะเปลยี่ นหนากรีดควรเวียนทางดานซายมือ เม่ือ
ครบ 3 หนา กรีด หรอื ระยะเวลา 3 ปกรีด จงึ ข้ึนไปเปดกรีดท่ีตําแหนงเหนือรอยกรีด
เดิมและเปลยี่ นหนากรดี ในแตละปกรดี เชน เดยี วกัน

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 61

อปุ กรณก ันฝน
มคี วามจําเปน ในเขตที่ทีม่ ฝี นตกชกุ ปริมาณนา้ํ ฝนมากกวา 2,000มิลลเิ มตร

ตอป โดยเฉพาะเขตภาคใตฝงตะวันตก จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต เขตภาค
ตะวันออก จังหวัดจันทบุรี และตราด และเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัด
หนองคาย และนครพนม จะสามารถเพ่ิมจํานวนวนั กรีดไดไมนอยกวา 15-45 วัน
ตอป ทําใหผลผลิตรวมเพ่ิมขึ้น เพิ่มรายไดใหเกษตรกร โดยตนทุนอุปกรณกันฝน
ราคา 12-20 บาทตอ ตน มีอายุการใชง านครงั้ ละ 4 เดือน

ขอ ควรพจิ ารณาการใชอ ปุ กรณกนั ฝน

 ในวนั ท่ีอากาศปลอดโปรง ควรเปด พลาสติกออกเพือ่ ระบายความรอน
และความช้นื

 ใชสารเคมีปองกันเชื้อราโรคหนายางสัปดาหละครั้ง ในชวงโรคหนา
ยางระบาด

 ไมค วรใชก ับระบบกรดี ถที่ ี่กรีดตดิ ตอ กันตัง้ แต 2 วันขน้ึ ไป
 วันกรีดยางไมควรเกิน 160 วันตอป
 ไมค วรใชใ นทองทที่ ม่ี ีวนั กรีดปกติมากอยูแลว

ผลกระทบของการกรีดทีไ่ มถ ูกตองตามคําแนะนํา

1. การกรีดยางตนเล็กท่ีมีขนาดเสนรอบลําตนตํ่ากวา 50 เซนติเมตร
การกรีดยางตนเล็กมีผลกระทบตอท้ังผลผลิตน้ํายางและเน้ือไม ดังน้ี

กรีดยางตนเล็กทําใหไดผลผลิตนํ้ายางนอยกวาตนขนาด 50 ซม. ประมาณ
26-43% และการกรดี ยางตน เลก็ รว มกบั การกรดี ถ่ี กรีดหนึ่งในสามของลําตน
กรีดสามวันหยุดวัน ย่ิงทําใหผลผลิตลดลง 50-60% อยางไรก็ตามพบวา
ผลผลิตน้ํายางจากตนขนาด 50 ซม. ถึงแมเปดกรีดชา 1 ป ไดผลผลิตสะสม
พอๆ กับเปดกรดี ตนยางขนาดลําตน เล็ก ท่ีเปดกรดี กอ น 1 ป หรือผลผลิตของ
การกรีดยาง 2 ป จากตน ยางขนาดลาํ ตน เล็ก ไดผลผลิตพอๆ กับการกรีดยาง
ตนขนาด 50 ซม. ท่ีกรีดเพียง 1 ป การกรีดยางตนเล็กทําใหตนยางแสดง
อาการเปลือกแหง มากขน้ึ นอกจากนยี้ งั ทําใหอ ายุยางส้นั ลง มผี ลทําใหผลผลิต

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 62

ตลอดวงจรชวี ติ ยางลดลง 25-59% และยงั มผี ลกระทบตอ การเจรญิ เติบโตของ
ตน ยาง ทาํ ใหต น ยางมอี ัตราการเจริญเตบิ โตตา่ํ และผลผลติ ไมย างนอยกวา 28-
60% เม่ือเปรียบเทียบกันตนขนาด 50 ซม. และการกรีดยางตน เลก็ ไดปริมาณ
เนอ้ื ยางแหงตา่ํ (DRC, dry rubber content)

2. การกรีดแบบรอยกรีดสั้น
การกรีดหนึ่งในส่ีของลําตน กรีดทุกวัน (S/4 d1) ใหผลผลิตตอคร้ัง

กรีดนอยกวาระบบกรีดครึ่งลําตนกรีดวันเวนวัน (S/2 d2) ประมาณ 50%
และในชวงหลัง (กรดี ยาง 9 ป) ผลผลติ ลดลง 74% ขณะทร่ี ะบบกรดี ดังกลาวมี
จํานวนวันกรีดมากกวา 100 วัน และถึงแมวาระบบกรีดหน่ึงในสี่ของลําตน
กรีดทุกวันจะทําใหเกษตรกรมีรายไดจากการกรีดทุกวันก็ตาม แตเมื่อรวม
รายไดแ ละผลผลิตตอ ไรต อ ปไมแตกตา งกนั อยางไรก็ตามการกรีดกรีดหน่งึ ในสี่
ของลาํ ตน กรีดทกุ วัน ทําใหมจี ํานวนตนเปลือกแหงมากขน้ึ อาจทําใหอายุการ
กรีดลดลงทําใหสูญเสียท้ังโอกาสในการเก็บเก่ียวผลผลิตนํ้ายางและดาน
เศรษฐกจิ

การใชสารทาหนา กรดี
เกษตรกรแตล ะรายเลือกใชสารทาหนากรีดเพื่อวัตถุประสงคตางกัน

บางรายใชเ พอ่ื รักษาบาดแผลและปอ งกันรักษาโรคที่หนากรีด บางรายใชเพ่ือ
ตอ งการเพ่ิมผลผลิตนา้ํ ยาง

 การใชสารทาหนากรีดเพื่อการปองกันรักษาโรค โรคที่
สําคัญ ไดแก โรคเสนดํา และโรคเปลือกเนา สวนยางที่อยูในพ้ืนท่ีท่ีเกิดโรค
ระบาดเปนประจํา ควรใชสารเคมีปองกันกําจัดเชื้อราตามคําแนะนําทาหนา
กรีดในชวงที่มีฝนตกชุกทุกสัปดาห แตเมื่อพนฤดูฝนไปแลว ไมมีความ
จาํ เปนตองทาหนา กรดี เกษตรกรบางรายอาจใชฝนุ แดงผสมกบั สารเคมปี อ งกนั

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพืน้ ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 63

กําจดั เชื้อราดว ย เพอ่ื ใหเห็นรอ งรอยบริเวณท่ีทาสารเคมีแลว แตก ารใชฝนุ แดง
เพียงอยา งเดยี วทาหนากรดี ไมม ผี ลในการควบโรคโดยตรงแตอยา งใด

 การใชสารทาหนากรีดเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ํายาง ควรใช
สารเคมีเรงนํ้ายางเอทธิฟอน (ethephon) โดยแนะนําใหใชความเขมขนไม
เกนิ 2.5% ทาทีห่ นา กรดี ตามคาํ แนะนาํ ไมค วรใชใ นอัตราความเขม ขน สงู หรือ
ใชถ ่จี นเกินไป เพราะจะทาํ ใหต นยางเกิดอาการเปลอื กแหง ไดอยา งรวดเรว็

หลักการพิจารณาในการเลอื กใชส ารทาหนา กรดี
 เลอื กใชสารทาหนากรดี ใหต รงกบั วัตถปุ ระสงค เชน ตองการ

ทาหนากรีดเพื่อควบคุมโรค ก็ใชสารเคมีปองกันกําจัดเชื้อราทาโดยตรง ถา
ตองการทาหนากรีดเพ่ือเพม่ิ ผลผลิตนา้ํ ยาง ก็ใชส ารเคมเี รงนํ้ายาง

 หลกี เล่ยี งการใชสารทาหนา กรีดท่ีไมท ราบช่อื สามญั หรือสาร
ออกฤทธ์ิ ผลิตภัณฑที่มีสวนผสมของสารสําคัญที่ใชในการปองกันกําจัดโรค
จดั เปนวตั ถุอันตราย ตอ งข้ึนทะเบยี นและขออนญุ าตตาม พ.ร.บ. วัตถอุ นั ตราย
พ.ศ. 2535 ดังนั้นเพื่อใหไดผลิตภัณฑท่ีมีคุณภาพ เกษตรกรควรเลือกซื้อ
ผลิตภัณฑทาหนากรีดที่มีฉลากถูกตองตามประกาศกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ ซงึ่ ประกอบดวย ชื่อการคา ช่อื สามัญ ชอ่ื ทางเคมี เลขทะเบียนวัตถุ
อันตรายท่ีออกใหโดยกรมวิชาการเกษตร ขนาดบรรจุ วัน เดือน ปที่ผลิต
หรือหมดอายุ อัตราสวนผสมและลักษณะผลิตภัณฑ วัตถุประสงคการใช
ประโยชน วิธีใช วิธีเก็บรักษา คําเตือนและเครื่องหมายแสดง ชื่อผูผลิต
ผูน าํ เขา พรอมสถานทต่ี ้งั อาการเกิดพษิ และการแกพิษ

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 64

ขอสงั เกต
 การใชส ารทาหนากรีดทีม่ สี าร ethephon เปน สวนประกอบ

กับตนยางทีแ่ สดงอาการเปลอื กแหง อาจทําใหผลผลิตนํ้ายางเพ่ิมขึ้นในระยะ
2-3 เดอื นแรก หลังจากนน้ั ผลผลติ จะเริม่ ลดลงและกลับมาแสดงอาการเปลอื ก
แหง อกี

 การทดลองใชสารอ่ืนทาหนากรีด เชน ปุยอินทรียนํ้า คีเลท
กรดอะมโิ นและนา้ํ ตาลโมเลกลุ เดีย่ ว ไคโตซาน เปน ตน ไมมีผลโดยตรงตอการ
รักษาอาการเปลอื กแหงของยางพารา

…………………………………………………….

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 65

บทท่ี 8 : การแปรรูปยางเบื้องตนในพื้นทปี่ ลูกยางใหม

1. การผลติ ยางแผน ดิบคุณภาพดี

ปจ จุบันการผลติ ยางแผนในพน้ื ทป่ี ลูกยางใหมจ ะมนี อยมาก เนื่องจาก

เกษตรกรนิยม ผลิตยางกอนถวยแทน เนื่องจากการผลิตยางแผนดิบตองใช

ตน ทุนสูง ใชเ วลา และแรงงานมาก รวมถึงใชทรัพยากรน้ํา อยางไรก็ตามยาง

แผน ดบิ มขี อ ดีเกบ็ ไวไ ดนานกวา เพอื่ รอราคาท่เี หมาะสมจึงจําหนาย ขึ้นอยูกับ

คณุ ภาพและการเกบ็ รักษา ซง่ึ การทาํ ยางแผน ช้ันดี มีหลกั คอื ทํายางใหสะอาด

ใชน้ํากรดและน้ําใหถูกสวน รีดแผนยางใหบาง สีสมํ่าเสมอ ไมมีฟองอากาศ

มีขนาดและน้าํ หนกั ตามมาตรฐาน ซึ่งมวี ธิ ีและขนั้ ตอนดงั น้ี

อุปกรณแ ละเครื่องมอื

1. เครื่องกรองนํ้ายาง เบอร 40 และ 60 2. ตะกง

3. ถงั สําหรบั ใสนา้ํ และนา้ํ ยาง 4. โตะ นวดยาง

5. เครอื่ งรดี ชนิดเรยี บและชนดิ ดอก 6. โรงเรือน

7. กระปองตวงน้าํ ยาง 8. ใบพายกวนน้ํายาง

9. ภาชนะผสมนํา้ กรด

ข้นั ตอนการผลิต

1. การเก็บรวบรวมนา้ํ ยาง เกบ็ ในภาชนะท่ีสะอาด กรองน้ํายางดวย
กรองเบอร 40 อยูดานบน และ เบอร 60 อยูดานลาง เพื่อไมใหมีสิ่ง
แปลกปลอมปะปนลงในถังเก็บนํ้ายาง เพราะจะทําใหยางสกปรก จับตัวเปน
กอ นเรว็

2. การผสมนํ้ากบั น้ํายาง ตวงนา้ํ ยางท่ีกรองแลวใสในตะกงท่ีสะอาด

ตะกงละ 3 ลิตร ตอมาเติมนา้ํ สะอาดลงไป2 ลิตร จะไดอ ัตราสวนผสมระหวาง

น้ํายางกับนํ้าในอัตรา 3 : 2 (อัตราสวนอาจเปลี่ยนแปลงไดตามสภาพความ

เขมขนของนํ้ายาง เชน จากกรณฝี นตก หรืออืน่ ๆ)

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 66

3. การเลือกใชน้ํากรดและการผสม เพ่ือใหยางแผนมีคุณภาพดีได
มาตรฐานควรใชกรดฟอรมกิ ชนดิ เขมขน 90 % นํามาเจือจางโดยนํากรดฟอร
มกิ 2 ชอ นแกงเตมิ ลงในนํ้าสะอาด 3 กระปองนม คนใหเขากัน (ระวังอยาเท
นํ้าใสน ้าํ กรดใหเทกรดลงในนาํ้ ) การใชก รดขึ้นอยูก บั ขนาดของแผนยางที่ทําวา
มีเนื้อยางแหงกี่กรัม ปกติ 1 ตะกงหรือยาง 1 แผน จะมีน้ําหนักระหวาง
800-1,200 กรัม การใชกรดอัตราน้ีเหมาะกับน้ํายางท่ีความเขมขนเนื้อยาง
30%

4. การใชนํ้ากรดผสมน้ํายาง ใชใบพายกวนใหน้ําผสมกับน้ํายางใน
ตะกง สกั 1-2 เทย่ี วและตวงน้ํากรดท่ีผสมแลว 1 กระปองนม เทลงในนํ้ายาง
ใหท ่วั ตะกงพรอ มใชใ บพายกวนนาํ้ ยางไปมา ประมาณ 6 เท่ียว ฟองที่เกิดจาก
การกวนนํ้ายาง ใหใชใบพายกวาดออกจากตะกงใหหมด เก็บรวบรวมใส
ภาชนะไวขายเปน เศษยาง (หากไมก วาดฟองน้าํ ยางออกไปเม่ือแผน ยางแหงจะ
เห็นรอยจุดฟองอากาศในแผนยางทําใหขายไดราคาตํ่ากวาท่ีควรจะเปน)
หลังจากนั้นปดตะกงเพ่ือปองกันมิใหฝุนละอองหรือส่ิงสกปรกตกลงไปในน้ํา
ยางทก่ี าํ ลังจบั ตวั ทง้ิ ไวประมาณ 30-40 นาที เพอื่ รอการนวด

5. การนวดแผนยาง กอนนําไปนวด ควรรินนํ้าสะอาดหลอไวทุกตะ
กง เพื่อสะดวกตอการเทกอนยางออกจากตะกงควรนวดแผนยางบนโตะที่
สะอาด ซึ่งปูดวยแผนอะลมู เิ นียมหรอื แผน สังกะสี นวดแผน ยางใหบ างเทา ท่ีจะ
ทําไดและสม่ําเสมอท้ังแผนนอกจากวิธีน้ียังมีเครื่องจักรสําหรับนวดยางทําให
สะดวกรวดเร็วและประหยัดแรงงาน ซงึ่ ปจจุบันนยิ มใชกันอยา งแพรห ลาย

6. การรีดแผน ยางดวยเครื่องรีดชนดิ เรยี บ นําแผนยางที่นวดจนบาง
แลว มาเขาเครื่องรีดเรียบ ประมาณ 2-3 ครั้ง โดยใหหนาประมาณ
3-4 มิลลเิ มตร

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทปี่ ลกู ยางใหม หนา 67

7. การรีดแผนยางดวยเครื่องรีดชนิดดอก หลังจากผานการรีดดวย

เคร่อื งรีดเรียบแลว นําแผน ยางเขา เครือ่ งรดี ดอกอกี 1 คร้งั การรดี ดอกเพ่ือเพิม่
พน้ื ทห่ี นายางใหมากข้นึ ทําใหแผนยางแหง เร็วเม่อื นาํ ไปผึ่งแหง

8. การลางแผนยาง แผนยางท่ีรีดดอกแลว ตองลางดวยน้ําสะอาด

เพือ่ ลา งเอาน้ํากรดและส่ิงสกปรกท่ตี ิดอยูตามผวิ ยางออกใหหมด
9. การผึ่งแผนยาง แผน ยางทลี่ า งดวยนํา้ สะอาดแลว ควรผงึ่ ไวใ นท่ีรม

ไมควรผึ่งหรือตากไวกลางแดด เพราะจะทําใหยางแผนเส่ือมคุณภาพไดงาย

และหามไมใหถูกฝนหรอื นาํ้ คา ง จะทําใหแผนยางมีสีคล้ําได อยาวางแผนยาง
บนพืน้ หรอื พาดแผนยางในทท่ี ี่มีฝุน หรือถกู สงิ่ สกปรก

10. การเกบ็ ยางแผนเพื่อรอจําหนาย หลังจากผึ่งแผนยางประมาณ
1 วนั ใหเ ก็บรวบรวมโดยนํามาพาดบนราวในโรงเรอื นแลว ผ่งึ ตอ ไปจนแหงสนิท

เพื่อรอจําหนาย ในกรณีท่ีมีโรงรมหรือโรงอบพลังแสงอาทิตยก็นํายางเขา

รมควันหรืออบแหง จะชวยใหแผนยางแหงมากขน้ึ เกบ็ ไวไ ดนาน

ลักษณะของยางแผน คุณภาพดี

1. แผนยางสะอาด ไมม ีรอยคราบนํ้ากรด หรือเหนยี วเยิ้ม เมือ่ ยกแผน
ยางขึน้ สองดูตอ ง ไมม ีสิ่งสกปรก หรอื จดุ ดางดาํ เจือปนอยูในเนื้อยาง และตอง
ไมม จี ุดฟองอากาศ

2. แผนบาง ความหนาของแผน 3-4 มิลลิเมตร แผนยางเปนรูป
สเ่ี หลี่ยมผืนผา กวา งประมาณ 40-45 เซนติเมตร ยาว 80-85 เซนติเมตร

3. เนอ้ื ยางแหงใส สีของแผนยางสมํ่าเสมอเปนสีเดียวกันตลอดแผน
ไมด างดาํ หรอื สลับลายหรือมีสคี ล้ําจนเกนิ ไป

4. แผนยางมีลายดอกนูนชัดเจน มีความยืดหยุน เน้ือยางจะตองไม
ขาดงา ยหรือเปนรูพรุน

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 68

2. การผลิตยางกอนถว ยคณุ ภาพดี
การผลติ ยางกอนถว ยเปน ทางเลือกของเกษตรกรใน การแปรรูปยาง

ดิบโดยมีตนทุนการผลิตตํ่า ประหยัดเวลา และใชแรงงานนอย ยางกอนถวย
เปนยางท่ีเกิดจากการจับตัวของน้ํายางในถวย ซึ่งเปนวัตถุดิบในการแปรรูป
เปนยางแทงและยางเครพ เปนตน ลักษณะยางกอนถวยท่ีดี เปนกอนยางที่
สะอาดไมมีส่ิงปลอมปนทั้งในกอนและนอกกอน มีขนาดใหญหรือเล็กตาม
จาํ นวนมดี กรดี

ยางกอ นถวยคุณภาพดี จะตอ งใชกรดฟอรมกิ ในการจับตัวยาง เพราะ
จะทําใหนํ้ายางจับตัวเร็วและเน้ือยางมีความยืดหยุนดี ไมสงผลกระทบตอ
สง่ิ แวดลอม เปนยางกอนถว ยทีก่ รดี 4-6 มดี กรีด ใชกรดฟอรมิกจับตัว ไมมีส่ิง
ปลอมปน น้าํ หนักตงั้ แต 80-800 กรัม มสี ีขาวจนถึงสีน้ําตาลไหม และจะตอ งมี
ความชนื้ ระหวา ง 35%-45%

หลักการผลติ ยางกอนถวยคณุ ภาพดี
1. เตรียมนา้ํ กรดเจือจาง 3% จากกรดฟอรมิกเขมขน (94%) 3 ชอน

แกง (30 CC) ผสมกับนํ้าสะอาด 900 CC บรรจุ ใสขวดพลาสติกเจาะรูท่ีฝา
ดานบนใชไ ดป ระมาณ 45 ถวย

2. วนั กรีดที่ 1 กรีดยางจากตนแรกจนถึงตน สดุ ทายของแปลงกรดี แลว
ยอนกลับมายังตนแรกเพ่ือใสกรดโดยบีบน้ํากรดลงไปประมาณ 15-20 CC
ใชไ มคนใหนํา้ ยางกบั นํา้ กรดเขากนั ปลอ ยใหย างจบั ตวั ในถว ยจนถึงวนั รงุ ขนึ้

3. วันกรีดท่ี 2 จับกอนยางของวันแรกตะแคงเพ่ือใหของ เหลวไหล
ออกจากกอนยาง กรีดตนยางในแปลงกรีด แลว เดนิ ยอ นกลบั ไปยังตนแรก บีบ
น้ํากรดลงในถว ยนาํ้ ยาง จากนน้ั ใชไ มสะอาดคนใหเ ขา กัน

4. วนั ท่ี 3 หยดุ กรีด ในกรณีกรีด 2 วนั เวน 1 วนั เก็บกอ นยาง แลวให
คว่าํ ถว ยเพอื่ ปองกันส่ิงสกปรก

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพื้นทปี่ ลกู ยางใหม หนา 69

5. สามารถปฏิบัติเชนเดียวกับขอ 1-4 โดยผลิตไมเกิน 6 มีดกรีด
เกษตรกรควรสังเกตของเหลวท่ีตกคา งในถว ย หากมีสีขาวขนุ แสดงวาปริมาณ
นํ้ากรดไมเพยี งพอ ใหบบี น้ํากรดลงไปไดอ ีกไดเลก็ นอ ย

6. หามใสส่งิ ปนเปอนใดๆ ลงในนา้ํ ยางโดยเด็ดขาด

การจดั เกบ็ และขนสง ยางกอ นถวย
1. เก็บยางกอนถวยในเขงทส่ี ะอาด
2. บนพ้ืนรถควรมวี ัสดรุ องรบั เพือ่ ปอ งกันนา้ํ ไหลออกจากกอนยางหก

เร่ยี ราดตามพนื้ ถนน

การจาํ หนายน้าํ ยางสด
ปจจุบันเร่ิมมีการซื้อขายน้ํายางสดในเขตปลูกยางใหม เนื่องจากมี

โรงงานผลิตนาํ้ ยางขนและยางแผน รมควันเขา มา เชน ในจังหวัดหนองบัวลําภู
และจังหวัดสกลนคร ทําใหมีกลุมสถาบันเกษตรกรในหลายพ้ืนที่ เร่ิมมีการ
รวบรวมนํ้ายางสดจากสวนยางพาราเกษตรกรที่เปนสมาชิก แลวนํามากรอง
เพอ่ื ทาํ การแยกสง่ิ สกปรกและสิ่งเจอื ปนออก การหาคารอยละปริมาณเนื้อยาง
แหงในนาํ้ ยาง (% Dry Rubber Content: % DRC) แตล ะราย มี 3 วธิ ี ไดแก

1. การใชเมโทรแลค วดั คาความถวงจาํ เพาะท่มี คี า คลาดเคลอื่ นสูง
2. การใชไ มโครเวฟ
3. การใชวิธีอบตัวอยางแหงในหองปฏิบัติการเปนวิธีท่ีใหคารอยละ
ปรมิ าณเนอ้ื ยางแหงในนํ้ายางที่มีความถูกตองแมนยําสูง ใชในงานวิจัยและใน
งานควบคุมคุณภาพ ใชเวลาดําเนินการประมาณ 1-2 วัน ซึ่งมีข้ันตอน
การปฏบิ ัติ ดังนี้

3.1 ทาํ การสมุ ตกั นาํ้ ยางตัวอยางมา ประมาณ 50 กรมั
3.2 เทน้ํายางตัวอยา งลงในภาชนะอะลมู เิ นียมละ 10 กรมั และ
นาํ ไปชง่ั จดบนั ทกึ น้าํ หนกั โดยละเอยี ด

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพืน้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 70

3.3 เติมน้ํากลัน่ ลงในภาชนะบรรจนุ าํ้ ยางจานละ 10-20 ซี.ซี.

3.4 หยดสารละลายกรดอะซิตกิ 2% โดยปรมิ าตร ลงภาชนะ

ละ 15-20 ซี.ซี หมนุ ชาๆ เพอ่ื ใหม ีการผสมเขากนั จนทั่ว

3.5 วางท้ิงไวใ หย างจบั ตวั ประมาณ 30 นาที

3.6 นาํ ช้นิ ยางออกจากจานไปทําการรีดใหเ ปนแผนบาง โดยใหม ี

ความหนาไมเกิน 2 มม.

3.7 ลางแผน ยางใหส ะอาดนําไปอบในตอู บความรอนที่อณุ หภูมิ

70 องศาเซลเซียส นานประมาณ 16-20 ชัว่ โมง จนกระทัง่ แผนยางแหง โดย
จะเหน็ แผน ยางเปน แผน ใส ไมม จี ุดขาว

3.8 นาํ แผน ยางไปทงิ้ ใหเ ยน็ ในโหลดูดความชืน้
3.9 ทาํ การชง่ั นํ้าหนักแผนยางและจดบนั ทึก
3.10 ทาํ การคาํ นวณหาเปอรเ ซ็นตเ น้อื ยางแหงโดยใชส ูตร

เปอรเซน็ ตเ นื้อยางแหง(%) = นาํ้ หนักแผนยางแหง x 100

นํ้าหนักยางสด

ตัวอยาง น้ํายางสดนาํ้ หนกั 10 กรัม ช่ังอบแหงนํา้ หนกั ได

3.5 กรัม อยากทราบวา นาํ้ ยางสดตวั อยางนัน้ มีเปอรเซน็ ตเ นอ้ื ยาง

แหงเทา ใด

วธิ คี ดิ = 3.5x100 = 35%

10

เม่ือทราบรอยละปริมาณเน้ือยางแหงในนํ้ายาง จากน้ันมีการ

จายเงินใหเ กษตรกรผขู ายตามเน้อื ยางแหง สวนกลมุ สถาบนั เกษตรกร ก็ใสสาร

รักษาสภาพนํ้ายาง เชน แอมโมเนีย บรรจุใสถังขนาดใหญและรวบรวมสง

บริษทั ตอไป

………………………………………………..

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 71

บทที่ 9 : ไมยางพารา

ไมยางพาราแมเปนผลพลอยไดจากการตัดโคนตนยางเกาเพื่อปลูกแทน
แตสามารถทํารายไดจํานวนมากแกเกษตรกรและประเทศชาติ สืบเน่ืองจากความ
ตองการใชไมยางพาราท้ังในดานเปนวัตถุดิบในการแปรรูป เปนผลิตภัณฑตางๆ
หรอื ความตอ งการใชเ นือ้ ไมโดยตรงยงั คงมอี ยู และมีแนวโนมเพ่ิมมากขน้ึ ทง้ั นเี้ พราะ
ไมยางพารามีคุณสมบตั เิ ฉพาะตัว และมคี วามสวยงาม เฟอรนิเจอรและเครื่องเรือน
ทท่ี ําจากไมยางพารา มักไดรับการตอบรับจากผูใชทั้งในประเทศและตางประเทศ
คอ นขางดี เพราะผใู ชร ูดีวา ไมยางพารามาจากตน พชื ที่มนุษยปลูกสรางข้ึนมา ดวย
เหตุผลดงั กลา ว การใชไมย างพาราถอื เปน การชว ยรักษาสิ่งแวดลอ ม และชวยลดการ
ตดั ไมทาํ ลายปาในเขตรอ นดว ย

อุตสาหกรรมไมยางพาราในประเทศไทยมีความเกี่ยวเนือ่ งตั้งแตเ กษตรกรที่
ประสงคจะโคนปลูกยางเพือ่ ปลูกทดแทนยางเกา หนากรีดเสียหาย หรือมีอายุกรีด
มากกวา 25 ป เสนอขายไมย าง ณ ที่ต้ังสวน โดยผูรับซอื้ จากเกษตรกรจะทาํ การโคน
ตน ยางหลังจากขอเสนอราคาไมยางเปนท่ีพอใจท้ังสองฝาย โดยที่ราคาไมยางจาก
แปลงเกษตรกรขึ้นอยูกับปจจัยตางๆ เชนปริมาณไม คุณภาพไม การขนสงและ
สภาพแวดลอม หลังจากนนั้ ผูรับซือ้ นําไปแปรรปู เปนไมทอน

ปจจุบันมีการรับรองดานปาไมเปนกลไกภาคความสมัครใจ ซึ่งเปน
ขอกําหนดของลูกคาท่ีตองการความเช่ือม่ันวาไมและผลิตภัณฑจากไมนั้นมี
แหลงที่มาท่ีนาเชื่อถือสามารถตรวจสอบได ดังน้ันจึงเรียกวาภาคสมัครใจ
(Voluntary sector) ในภาคปาไมนิยมเรียกกันวา VPA: Voluntary
Partnership Agreements หรือขอตกลงการเปนหุนสวนภาคสมัครใจ
ประเด็นก็คอื ผูขายหรือผตู องการจะขาย น้นั จะตอ งยอมรบั ในเงอื่ นไขของผซู ้ือ
เปนสําคัญ ในการจัดทําระบบตรวจสอบยอนกลับหรือระบบการรับรอง

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพืน้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 72

เครอื่ งมอื ทีผ่ ูซ้อื นิยมและนาํ มาใช ก็คือ ระบบการรับรองดานปาไมซ่ึงปจจุบัน
มาตรฐานท่ีนานาชาติยอมรับ และมีการดําเนินการในประเทศไทย ซ่ึงหาก
เกษตรกรหรือผูประกอบการสามารถไดรับการรับรองมาตรฐานจะทําให
จําหนายไมยางในราคาสูงขึ้น

.................................................

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 73

บทที่ 10 : หนว ยงานภาครฐั ทเี่ กีย่ วขอ งกับยางพาราในพื้นที่
ปลูกยางใหม

หนว ยงานราชการ : กรมวชิ าการเกษตร

1. หนวยงานดแู ลดานกฎหมายตามพระราชบญั ญตั คิ วบคมุ ยาง พ.ศ. 2542

หนวยงาน สถานทต่ี ิดตอ เบอรโ ทรศัพท
กองการยาง 0 2940 7098
50 ถ.พหลโยธนิ แขวงลาดยาว เขตจตจุ ักร
1. ศูนยควบคุมยาง กรุงเทพฯ 10900 0 4249 0926
หนองคาย 239 หมู 8 ต.พระบาทนาสงิ ห อ.รัตนวาป
2. ศนู ยค วบคุมยางบุรรี ัมย จ.หนองคาย 43120 0 4411 9829
85 ม.15 ตาํ บลรอนทอง อ.สตกึ จ.บรุ รี มั ย
3. ศูนยค วบคุมยางเชียงราย 31150 0 5317 0084
72 ม.6 ถนนเดนหา -ดงมะดะ ต.ปาออ ดอนชยั 0 3808 6950
4. ศูนยควบคุมยาง อ.เมอื ง จ.เชียงราย 57000
ฉะเชิงเทรา 99 ม.4 ต ต.ลาดกระทงิ อ.สนามชัยเขต จ.
ฉะเชิงเทรา 24160

รัฐวิสาหกิจ : การยางแหงประเทศไทย

1. หนว ยงานวิจัยและพฒั นายางพารา สงั กัด : สถาบนั วิจัยยาง

หนว ยงาน สถานท่ตี ดิ ตอ เบอรโ ทรศพั ท
การยางแหง ประเทศไทย 67/25 ถ.บางขุนนนท แขวงบางขนุ นนทบ างกอกนอย 0 2433 2222
กรุงเทพฯ 10700
สถาบันวจิ ัยยาง 67/25 ถ.บางขุนนนท แขวงบางขนุ นนทบ างกอกนอ ย 0 2433 2222
กรงุ เทพฯ 10700
1. ศนู ยว จิ ยั ยางหนองคาย 209 ม.8 ต.พระบาทนาสงิ ห อ.รัตนวาป 0 4249 0924
จ.หนองคาย 43120
2. ศูนยวจิ ยั ยางบรุ ีรัมย 17 ม.15 ต.บา นกระทมุ อ.สตึก จ.บุรีรัมย 31150 0 4466 6079
3. ศนู ยว ิจัยยางฉะเชงิ เทรา 99 ม.4 ต.ลาดกระทงิ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชงิ เทรา 0 3813 6225,
24160 0 3813 6226

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 74

2. หนว ยงานดา นตลาดกลางยางพารา สังกัด : ฝา ยเศรษฐกจิ ยาง

หนวยงาน สถานทตี่ ดิ ตอ เบอรโทรศพั ท
ฝายเศรษฐกิจยาง 0 2424 4259
124/113 ถ.บางขุนนนท แขวงบางขุนนนท
1. สํานักงานตลาดกลาง เขตบางกอกนอย กรงุ เทพฯ 10700 0 4249 0928
ยางพาราจงั หวดั หนองคาย 209/16 ม.8 ต.พระบาทนาสิงห อ.รตั นวาป จ.
หนองคาย 43120 0 4461 7025
2.. สาํ นักงานตลาดกลาง 79 ม.9 ต.บา นยาง อ.เมอื งบรุ รี ัมย
ยางพาราจงั หวัดบรุ ีรมั ย จ.บุรรี ัมย 31000 0 8193 25486
468/121 ตําบล บา นดู อาํ เภอเมืองเชียงราย
3. สาํ นกั งานตลาดกลาง 57100
ยางพาราจงั หวัดเชียงราย

3. หนวยงานบรกิ ารทดสอบรับรองยาง สงั กดั : ฝายอตุ สาหกรรมยาง

หนว ยงาน สถานท่ตี ิดตอ เบอรโทรศัพท
ฝา ยอตุ สาหกรรมยาง 50 ถ.พหลโยธนิ แขวงลาดยาว เขตจตจุ ักร 0 2940 5712
กรงุ เทพฯ10900
1. ศูนยบ ริการทดสอบ 50 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตจุ กั ร 0 2940 5712
รับรองภาคกลาง กรุงเทพฯ10900
99 ม.4 ต.ลาดกระทงิ 0 8690 56139
2. ศนู ยบ รกิ ารทดสอบ อ.สนามชยั เขต จ.ฉะเชิงเทรา 24160
รับรองภาคตะวนั ออก

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 75

4. หนวยงานบริหารจัดการยางพาราทง้ั ระบบ

4.1) ภาคตะวนั ออกเฉียงตอนบน สังกัด : การยางแหง ประเทศไทย

เขตภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนบน

หนวยงาน สถานทตี่ ดิ ตอ เบอรโ ทรศัพท
กยท.เขตภาค 0 4234 9157
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบน 124 หมู 11 ถ.อุดร-สามพรา ว ต.สามพรา ว 0 4234 9158
1. กยท.จังหวดั อดุ รธานี อ.เมอื ง จ.อุดรธานี 41000 0-4234-9156
124 หมู 11 ถ.อุดร-สามพรา ว ต.สามพรา ว 0-4234-9157
2. กยท.จงั หวัดขอนแกน อ.เมอื ง จ.อดุ รธานี 41000 0-4330-6512
150 หมู 4 ต.บงึ เนียม อ. เมอื ง
- ศนู ยเรยี นรยู างพารา จ ขอนแกน 40000 08 6456 2923
จงั หวัดขอนแกน 251 ม.10 ต.คํามวง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแกน
40280 0-4281-2448
3. กยท.จงั หวดั เลย 456 หมู 2 ถ.เลย–ดานซา ย ต.เมอื ง
อ.เมอื ง จ.เลย 42000 0-4281-5438
- กยท.สาขาเมอื งเลย 456 หมู 2 ถ.เลย–ดานซาย ต.เมอื ง
อ.เมือง จ.เลย 42000 0-4203-9822
- กยท.สาขาวงั สะพงุ 99/9 ม.10 ต.วงั สะพงุ อ. วังสะพงุ
จ.เลย 42130 0 4201 2657
4. กยท.จังหวดั หนองคาย 277 ม.13 ต.หาดคํา อ.เมอื ง จ.หนองคาย
43000 0 4381 6542
5. กยท.จังหวดั กาฬสนิ ธุ 6/11 ถ.บายพาสทุงมน ต.กาฬสนิ ธุ
อ.เมือง จ.กาฬสินธุ 46000 0 4271 3041
6. กยท.จังหวดั สกลนคร 787/2-3 ถ.นติ โย ต.ธาตเุ ชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร 47000 0 4251 6231
7. กยท.จังหวดั นครพนม 276 หมู 3 ถ.นิตโย ต.หนองญาติ อ.เมือง
จ.นครพนม 48000 0 4255 1874
- ศนู ยเรียนรูยางพารา 201 ม.1 บานดงโชค ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม
จงั หวัดนครพนม 48000 0 4267 3179
166 ถ.มุกดาหาร–คําชะอี ต.มุกดาหาร
8. กยท.จงั หวดั มุกดาหาร อ.เมือง จ.มกุ ดาหาร 49000 0 4231 3027
1114 ม. 2 ต.ลําภู อ.เมอื ง จ.หนองบัวลาํ ภู
9. กยท.จงั หวดั 39000
หนองบวั ลําภู

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 76

4.1) ภาคตะวนั ออกเฉยี งตอนบน สังกดั : การยางแหง ประเทศไทย

เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน (-ตอ)

หนว ยงาน สถานท่ตี ดิ ตอ เบอรโทรศัพท

10. กยท.จังหวดั บึงกาฬ 181/2 ม.9 ถ.บึงกาฬ–พังโคน ต.บงึ กาฬ 0 4249 2194
อ.เมอื ง จ.บึงกาฬ 38000 0 4249 2192
11. กยท.สาขาเมอื งบงึ กาฬ 181/2 ม.9 ถ.บงึ กาฬ–พงั โคน ต.บึงกาฬ 0 4284 5285
12. กยท.สาขาเซกา อ.เมอื ง จ.บึงกาฬ 38000
320 ม.10 ต.เซกา อ.เซกา จ.บงึ กาฬ
38150

4.2) ภาคตะวันออกเฉียงตอนลา ง สงั กดั : การยางแหง ประเทศไทย

เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนลา ง

หนว ยงาน สถานท่ีตดิ ตอ เบอรโ ทรศพั ท

กยท.เขตภาค 79 ม.9 ต.บา นยาง อ.เมืองบรุ ีรมั ย 0 4461 7025
ตะวันออกเฉียงเหนือ จ.บุรีรัมย 31000
ตอนลาง 0 4466 6080
1. กยท.จังหวัดบรุ ีรัมย 90 ม.18 ถ.บรุ รี ัมย- สุรินทร ต.อสิ าณ 0 4466 6080
อ.เมอื ง จ.บรุ ีรัมย 31000 0 4411 9828
- กยท.สาขาเมืองบุรรี มั ย 90 ม.18 ถ.บรุ รี ัมย- สุรินทร ต.อิสาณ 0 4435 1534
อ.เมอื ง จ.บรุ รี ัมย 31000 0 4481 3314
- กยท.สาขาบา นกรวด 183/2-3 ม.2 ต.ปราสาท อ.บา นกรวด 0 4350 7171
จ.บรุ รี มั ย 31180 0 4404 1080
2. กยท.จงั หวัด 332 หมู 1 ต.ปรุใหญ อ.เมือง 0 4561 7828
นครราชสีมา จ.นครราชสีมา 30000
301/6-7 ถ.นนทนาคร ต.ในเมอื ง
- กยท สาขาชยั ภูมิ อ.เมอื ง จ.ชยั ภมู ิ 36000
35 หมู 3 ถ.เมืองพระ ต.จังหาร
3. กยท.จังหวัดรอยเอ็ด จ.รอยเอ็ด 45000
425 หมู 1 ถ.สุรนิ ทร–สงั ขะ ต.สลักได
4. กยท.จงั หวัดสรุ ินทร อ.เมอื ง จ.สุรนิ ทร 32000
54 หมู 6 ต.หนองครก อ.เมือง
5. กยท.จังหวดั ศรสี ะเกษ จ.ศรีสะเกษ 33000

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม หนา 77

4.2) ภาคตะวนั ออกเฉยี งตอนลา ง สงั กัด : การยางแหงประเทศไทย

เขตภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนลา ง (-ตอ)

หนว ยงาน สถานทต่ี ดิ ตอ เบอรโ ทรศัพท
- กยท.สาขาเมอื ง 0 4561 7828
54 ม.6 ต.หนองครก อ.เมอื ง 0 4581 0852
ศรีสะเกษ จ.ศรสี ะเกษ 33000 0 4584 1631
- กยท.สาขากนั ทรลกั ษ 109 ม.11 ต.กระแซง อ.กนั ทรลกั ษ 0 4584 1671
จ.ศรสี ะเกษ 33110 0 4584 1671
6. กยท.จงั หวัด 405 หมู 3 ถ.แจง สนิท ต.แจระแม 0 4597 9805
อบุ ลราชธานี อ.เมอื ง จ.อบุ ลราชธานี 34000
405 หมู 3 ถ.แจง สนิท ต.แจระแม
- กยท.สาขาเมอื ง อ.เมอื ง จ.อุบลราชธานี 34000
อบุ ลราชธานี 571-572 หมู 10 ต.เมืองเดช
อ.เดชอดุ ม จ.อุบลราชธานี 34160
- กยท.สาขาเดชอดุ ม 257 หมู 13 ต.หวยแกง อ.กดุ ชมุ
จ.ยโสธร 35140
7. กยท.จังหวัดยโสธร

4.3) ภาคกลางและภาคตะวนั ออก สงั กัด : การยางแหง ประเทศไทย

เขตภาคกลางและภาคตะวนั ออก

หนวยงาน สถานทตี่ ิดตอ เบอรโ ทรศัพท

กยท.เขตภาคกลางและ 237 ถ.สุขุมวทิ ต.เนินพระ อ.เมอื ง 0-3861-1246
ภาคตะวนั ออก จ.ระยอง 21000 0-3861-1246
1. กยท.จงั หวดั ระยอง 237 ถ.สุขุมวทิ ต.เนินพระ อ.เมอื ง 0-3861-5150
จ.ระยอง 21000 0-3899-2285
- กยท.สาขาเมอื งระยอง 237 ถ.สุขุมวิท ต.เนินพระ อ.เมอื ง 0-3931-1296
จ.ระยอง 21000 0-3959-3224
- กยท.สาขาแกลง 16/1 ถ.บา นบงึ -แกลง ต.ทางเกวยี น
อ.แกลง จ.ระยอง 21110
3. กยท.จงั หวัดจนั ทบรุ ี 27/2 หมู 5ถ.รักศักด์ิชมลู ต.ทา ชาง
อ.เมอื ง จ.จันทบุรี 22000
4. กยท.จังหวัดตราด 42 หมู 4 ถ.สายตราด-แหลมงอบ
ต.หนองโสน อ.เมอื ง จ.ตราด 23000

การทําสวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพ้ืนทป่ี ลกู ยางใหม หนา 78

4.3) ภาคกลางและภาคตะวันออก สงั กดั : การยางแหง ประเทศไทย

เขตภาคกลางและภาคตะวนั ออก (-ตอ )

หนวยงาน สถานที่ตดิ ตอ เบอรโ ทรศัพท
5. กยท.จังหวดั ฉะเชงิ เทรา 0-3851-3602
487/22-23 ถ.ศภุ กิจ ต.หนาเมือง
6. กยท.จังหวัดอทุ ัยธานี อ.เมอื ง จ.ฉะเชิงเทรา 24000 0-5657-1600
535-536 หมู 3 ถ.อุทัย-หนองฉาง
7. กยท.สาขานครสวรรค ต.นา้ํ ซมึ อ.เมืองจ.อุทัยธานี 61000 0-5687-2064
888/32-33 หมู 14 ต.ทบั ไทร อ.เมอื งจ.
8. กยท.จงั หวัดกาญจนบรุ ี นครสวรรค 60000 0-3460-0231
58/11 หมู 4 ต.ปากแพรก อ.เมือง
จ.กาญจนบรุ ี 71000

4.4) ภาคเหนือ สังกัด : การยางแหง ประเทศไทยเขตภาคเหนือ

หนว ยงาน สถานทีต่ ิดตอ เบอรโทรศพั ท
0 5406 9661
กยท. เขตภาคเหนอื 182 หมู 2 ต.น้าํ ชาํ อ.เมอื ง จ.แพร 54000 0 5500 9805

1. กยท.จังหวดั พษิ ณุโลก 888 หมู 1 ต.วงั นกแอน อ.วงั ทอง จ.พษิ ณุโลก 0 5500 9805

65130 0 5671 3032

- กยท. สาขาพิจติ ร 888 หมู 1 ต.วังนกแอน อ.วงั ทอง จ.พษิ ณุโลก 0 5589 3232

65130 0 5561 6407

- กยท. สาขาเพชรบูรณ 52/425 เทพาพฒั นา ต.ในเมือง จ.เพชรบรู ณ 0 5571 4690

67000

2. กยท.จังหวัดตาก 7/11-12 ถ.พหลโยธนิ ต.เชียงเงนิ อ.เมอื ง จ.ตาก

63000

- กยท. สาขาสโุ ขทยั 18/11 ส่ีแยกกระชวค หมู 4 ต.บา นหลุม อ.เมอื ง

จ.สุโขทยั 64000

- กยท. สาขากําแพงเพชร 325/71-73 ถ.เทศา 2 ต.ในเมือง อ.เมือง

จ.กําแพงเพชร 62000

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจยั ยางในพน้ื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 79

4.4) ภาคเหนอื สังกัด : การยางแหง ประเทศไทยเขตภาคเหนอื (-ตอ )

หนวยงาน สถานทต่ี ดิ ตอ เบอรโทรศัพท

3. กยท.จังหวัดเชียงใหม 22/46-47 ถ.สมโภชเชยี งใหม 700 ป ต.ชางเผอื ก 0 5312 2755
อ.เมอื จ.เชียงใหม 50300
- กยท. สาขาแมฮ องสอน 20 ถ.ชํานาญสถติ ต.จองคํา อ.เมือง จ.แมฮอ งสอน 0 5361 3801
58000
- กยท. สาขาลาํ พูน 104/23 หมู 2 ต.เวียง อ.เมอื ง จ.ลําพนู 51000 0 5309 3379
- กยท. สาขาลาํ ปาง 333/27-29 หมู 2 ต.พระบาท อ.เมอื ง จ.ลาํ ปาง 0 5401 9804
52100
4. กยท.จังหวดั พะเยา 345 หมู 8 ถ.พหลธิน ต.แมก า อ.เมือง จ.พะเยา 0 5444 5256
56000
5. กยท.จงั หวดั เชยี งราย 468/121-122 หมู 3 ต.บานดู อ.เมือง 0 5376 7670
จ.เชียงราย 57100
- กยท.สาขาเมอื งเชียงราย 468/120 ม.3 ต.บาน ดู อ.เมอื ง 0 5376 7640
จ.เชียงราย 57100
- กยท.สาขาเชยี งของ 111/2 ม.16 ต.สถาน อ.เชยี งของ 0 5379 1004
6. กยท.จงั หวัดแพร 182 หมู 2 ต.น้ําชํา อ.เมือง จ.แพร 54000 0 5406 9605
- กยท สาขาอตุ รดติ ถ 127/11-12 หมู 3 ถ.พิษณโุ ลก-เดนชัย 0 5542 9481
ต.คุงตะเภาอ.เมือง อ.อตุ รดติ ถ 53000
7. กยท.จงั หวดั นา น 642/17 หมู 4 ต. ไชยสถาน อ. เมอื ง 0 5471 1224
จ. นา น 55000

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพนื้ ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 80

เอกสารอา งองิ

กองแผนงานและวิชาการ ฝายสงเสริมและพัฒนาการผลติ . 2555. การปลูกยางพารา
การยางแหง ประเทศไทย. บริษัทนิวธรรมดาการพิมพ (ประเทศไทย) จํากัด.
กรุงเทพฯ .

สถาบนั วิจัยยาง. 2555. ขอ มลู วชิ าการยางพาราป 2555. กรมวิชาการเกษตร.
โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จํากัด. กรุงเทพฯ.

สถาบันวิจยั ยาง . 2561. ขอมลู วิชาการยางพาราป 2561.การยางแหงประเทศไทย
บริษทั นิวธรรมดาการพิมพ (ประเทศไทย) จาํ กัด. กรงุ เทพฯ .

สถาบันวจิ ยั ยาง. 2560. คําแนะนําการปลูกพืชคลมุ ดนิ ในสวนยาง ป 2560
การยางแหงประเทศไทย. บริษทั นิวธรรมดาการพมิ พ (ประเทศไทย) จาํ กัด.
กรุงเทพฯ.

สถาบนั วจิ ยั ยาง. 2557. คําแนะนําโรคและอาการผิดปกติของยางพารา ป 2555.
โรงพิมพช ุมนมุ สหกรณ การเกษตรแหง ประเทศไทย จาํ กัด. 77 หนา .

สถาบนั วิจัยยาง. 2564. แผนพบั โรคใบรวงใหมยางพารา .การยางแหงประเทศไทย
บริษัทนิวธรรมดาการพิมพ (ประเทศไทย) จํากัด. กรุงเทพฯ .

องคการอุตสาหกรรมไม. 2559. การบรหิ ารจดั การองคก ร. ใน รายงานประจําป 2559
องคการอุตสาหกรรมปาไมก ระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ ม.

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพื้นทป่ี ลกู ยางใหม หนา 81

คณะผจู ัดทาํ

1. นายเกษตร แนบสนิท ผูอาํ นวยการศูนยวิจยั ยางหนองคาย
2. นายชยพล สตั ยธ รรม นักวิชาการเกษตร 7
3. นางสาววลัยพร อมิ่ สวุ รรณโณ นกั วิชาการเกษตร 4
4. นายสมศักด์ิ สัพโส นกั วิชาการเกษตร 4
5. นายณัฐวฒุ ิ สารกลุ นกั วชิ าการเกษตร 4
6. นายวรวุฒิ พมิ พภ ักดี นกั วชิ าการเกษตร 4
7. นายสทิ ธิศักดิ์ ประดบั เสรฐิ นักวิชาการเกษตร 3
8. นางนงค แกว วิเศษ พนกั งานการเกษตร 3

………………………………………………..

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจยั ยางในพ้นื ทปี่ ลกู ยางใหม หนา 82

คา นิยม

“ตรงเวลา รูหนา ที่ สามคั คี มวี ินัย
กา วไกลสสู ากล”

ศนู ยว ิจัยยางหนองคาย สถาบนั วิจัยยาง
การยางแหงประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ

การทําสวนยางพาราตามหลกั วชิ าการของสถาบนั วิจัยยางในพื้นทป่ี ลกู ยางใหม หนา 83

มีปญหาวชิ าการยางพาราปรกึ ษาเรา

ศูนยว จิ ัยยางหนองคาย สถาบันวจิ ยั ยาง

การยางแหง ประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ

209 หมูที่ 8 ตําบล พระบาทนาสิงห อาํ เภอรัตนวาป จังหวดั หนองคาย รหัสไปรษณยี  43120

โทรศพั ท : 04 2490 924 โทรสาร 04 2490 92/5 Email: [email protected]

Face book: ศูนยวิจยั ยางหนองคาย หนา 1

การทาํ สวนยางพาราตามหลกั วิชาการของสถาบนั วิจัยยางในพน้ื ทป่ี ลกู ยางใหม


Click to View FlipBook Version