รายงานการวจิ ยั ในช้ันเรยี น
เรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏบิ ตั ิทา่ รำเชิญพระขวัญ
โดยใช้วิธีการสอนแบบหอ้ งเรยี นกลับดา้ น (Flipped
Classroom) รว่ มกับส่อื วีดิทัศน์ออนไลน์ รายวชิ านาฏศิลป์
สำหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6/1 โรงเรยี นอนบุ าลสมเดจ็ พระวันรัต
ผ้วู จิ ัย
นางสาวชนิตา ณรงค์ดนุเดช
รายงานการวจิ ัยช้ันเรียนน้ีเปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายวชิ า
การปฏบิ ัตงิ านวิชาชพี ในสถานศกึ ษา 2 รหัสวชิ า (30021013)
หลักสูตรศกึ ษาศาสตรบณั ฑิต (หลกั สูตร 5 ปี)
คณะศลิ ปศกึ ษา สาขาวชิ านาฏศิลป์ไทยศึกษา
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
คำนำ
รายงานการวิจัยในชั้นเรียนเล่มน้ี จัดทำขึ้นเพื่อการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำ
เชิญพระขวัญ โดยใช้วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์
ออนไลน์ รายวิชานาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลสมเด็จพระวนั
รัต ประกอบไปด้วยสาระเนื้อหาค่อนข้างเป็นไปในเชิงปฏิบัติ ครูโดยทั่วไปจึงมักใช้การบรรยาย
ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนผ่านครูผู้สอน โดยผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติตามทำให้นักเรียนจดจำท่ารำไม่ได้
เมื่อกลบั ไปปฏิบตั เิ องท่ีบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหอ้ งเรียนท่ีนักเรียนมีพัฒนาการการเรยี นรูท้ ่ชี ้ากว่า
เพื่อนร่วมชั้น จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ แม้จะตั้งใจดูและปฏิบัติตามแล้วก็ตาม
หรือบางคร้ังเมื่อไม่เขา้ ใจท่ารำทีค่ รูสาธติ ให้ดู อันเป็นปัญหาในการจัดการชั้นเรียนต่อครผู ู้สอนตามมา
ดังนั้นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนร่วมกับร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ จะกระทำ
เพียงในหอ้ งเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้แนวทางการจัดการเรียนรูแ้ บบห้องเรยี นกลบั ดา้ นร่วมกับสอื่
วีดิทัศน์ออนไลน์ เพื่อให้นักเรียนสามารถทบทวนเนื้อหาการปฏิบัติท่ารำ ซ้ำ ๆ จากที่บ้าน ในส่วน
เนื้อหาที่ไม่เข้าใจ และสอบถามสิ่งที่สงสัยทำกิจกรรมร่วมกันในชั้นเรียน ครูจะเป็นผู้ช่วยให้นักเรียน
เกิดความรู้ความเข้าใจได้ยิ่งขึ้น รายละเอียดของเอกสารเล่มน้ีประกอบด้วยความเป็นมาและ
ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์การวิจัย ขอบเขตของการวิจัย ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย
สมมติฐานการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวขอ้ ง งานวจิ ัย
ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ
ระยะเวลาการดำเนินการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผล ข้อเสนอแนะ
สำหรับการวิจัยครั้งตอ่ ไป รวมท้งั เอกสาร หลกั ฐานท่เี ป็นผลจากการดำเนนิ งาน
นางสาวชนิตา ณรงคด์ นเุ ดช
ผวู้ ิจัย
ชื่อเรือ่ ง การพฒั นาทักษะการปฏิบตั ทิ า่ รำเชิญพระขวญั โดยใชว้ ิธีการสอนแบบหอ้ งเรยี น
กลับดา้ น (Flipped Classroom) รว่ มกบั สอ่ื วดี ทิ ัศนอ์ อนไลน์ รายวชิ านาฏศลิ ป์
สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6/1 โรงเรยี นอนบุ าลสมเด็จพระวนั รัต
ผู้วิจัย นางสาวชนิตา ณรงค์ดนเุ ดช
สาขาวิชา นาฏศิลปไ์ ทยศกึ ษา
ปกี ารศกึ ษา 2564
บทคดั ย่อ
การวิจยั ในครงั้ นีม้ ีวตั ถุประสงคเ์ พื่อ 1) เพอ่ื ศึกษาประสิทธภิ าพในการพฒั นาทกั ษะการปฏิบัติ
ทา่ รำเชญิ พระขวญั โดยใช้การสอนแบบห้องเรยี นกลับดา้ น (Flipped Classroom) รว่ มกบั สอ่ื วดี ิทัศน์
ออนไลน์ ในรายวิชานาฏศิลป์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 : 80 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนที่มีผลต่อการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำเชิญพระขวัญ โดยใช้การสอนแบบห้องเรียนกลับ
ดา้ น (Flipped Classroom) รว่ มกบั สอ่ื วดี ิทัศนอ์ อนไลน์ ในรายวชิ านาฏศิลป์ โดยประชากรเปา้ หมาย
ในการวิจัย คือ นักเรียนโรงเรียนอนุบาลสมเด็จพระวันรัต ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
6/1 นกั เรยี นกลุ่ม A จำนวน 10 คน
ผลการวิจัยการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำเชิญพระขวัญ โดยใช้วิธีการสอนแบบห้องเรียน
กลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ รายวิชานาฏศิลป์ สำหรับนักเรียน
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลสมเด็จพระวนั รัต
พบว่า
1. การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.56/83.33 สอดคล้องกับเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และทำให้ผลสัมฤทธิ์การ
เรียนรเู้ ร่ืองการปฏบิ ตั ิท่ารำเชญิ พระขวญั เพม่ิ ข้นึ นกั เรียนมคี วามรแู้ ละสามารถปฏบิ ัติท่ารำได้ดีมากขน้ึ
2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)
ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ ในรายวิชานาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก
โดยนักเรียนมีความเห็นว่าในการจัดการเรียนการสอนแบบกลับด้านร่วมกับ สื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ นี้
มีรูปแบบสวยงามมีสีสันที่น่าสนใจ และสามารถนำไปใช้ปฏิบัติเองเรียนรู้เองที่บ้านได้ ทำให้นักเรียน
เกิดความรู้และความเข้าใจเนื้อหาได้ดยี ิง่ ขน้ึ สอดคล้องกบั การเรียนรทู้ เี่ น้นผู้เรยี นเป็นศูนย์กลาง
สารบญั หนา้
1
เรื่อง 1
บทท่ี 1 บทนำ 4
4
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา 4
1.2 วตั ถุประสงคใ์ นการวจิ ัย 5
1.3 สมมตุ ิฐานในการวจิ ัย 5
1.4 ขอบเขตในการวิจยั 6
1.5 นยิ ามศัพท์เฉพาะ 8
1.6 ประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั จากการวิจัย 20
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้อง 30
2.1 หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 36
2.2 การเรยี นร้แู บบห้องเรียนกลับดา้ น 38
2.3 วีดทิ ัศน์เพอ่ื การศกึ ษา 42
2.4 ความพึงพอใจ 42
2.5 งานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้อง 42
บทท่ี 3 วธิ ีดำเนนิ การวิจยั 44
3.1 ประชากรเปา้ หมาย 44
3.2 วิธกี ารดำเนินการวจิ ยั 46
3.3 เครือ่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั 48
3.4 การสร้างและหาคณุ ภาพเคร่ืองมอื 50
3.5 สถิติที่ใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 55
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 59
บทท่ี 5 สรุป อภปิ ราย และขอ้ เสนอแนะ 60
บรรณานุกรม 61
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก เครอื่ งมอื ใชก้ ารใชว้ ดั ผล แบบประเมินผลการทดสอบปฏบิ ตั ิทา่ รำ
แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
สารบัญ (ตอ่ ) หนา้
66
เรอื่ ง 71
ภาคผนวก ข สอื่ วดี ิทศั น์ เรอื่ งการปฏบิ ัตทิ า่ รำเพลงเชิญพระขวญั
ประวัตผิ เู้ ขยี นงานวจิ ัยในชนั้ เรยี น คณะศลิ ปศึกษาสถาบนั บัณฑิตพฒั นศิลป์
สารบญั ตาราง หนา้
9
ตารางท่ี 1 ตารางแสดงตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง มาตรฐาน ศ 3.1
สาระท่ี 3 นาฏศิลป์ 10
ตารางท่ี 2 ตารางแสดงตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง มาตรฐาน ศ 3.2
สาระท่ี 3 นาฏศิลป์ 48
ตารางที่ 3 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped Classroom) ร่วมกบั สื่อวดี ทิ ศั นอ์ อนไลน์ โดยใชก้ ลุ่มเปา้ หมาย 10 คน 48
ตารางที่ 4 แสดงผลความพงึ พอใจของผู้เรยี นที่เรยี นห้องเรียนกลบั ด้าน (Flipped
Classroom) ร่วมกบั ส่ือวดี ิทัศนอ์ อนไลน์
สารบญั ภาพ หนา้
18
ภาพที่ 1 การแตง่ กายการแสดงรำเชิญพระขวัญ 19
ภาพที่ 2 แว่นเทยี น
สารบญั แผนภาพ หนา้
43
แผนภาพที่ 1 วิธีการดำเนินวจิ ยั
1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
การเรียนการสอนในปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบออนไลน์มากขึ้น
ส่ือเทคโนโลยีการสอ่ื สารเปน็ ปจั จยั พ้ืนฐานท่ีสง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รยี นสามารถเขา้ ถึงแหลง่ ข้อมูลการเรียนรไู้ ดอ้ ยา่ ง
ไร้ขีดจำกัด สื่อที่มีอิทธิพลในสังคมปัจจุบันก็คือสื่อเครือข่ายไร้สาย หรือการสื่อสารบนอุปกรณ์ พกพา
ขนาดเล็ก เช่น สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต สามารถนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการ
เรียนทสี่ ะดวกตอ่ ผเู้ รียน และสามารถเขา้ ถึงแหลง่ ข้อมลู การเรยี นรู้ไดท้ ุกทีแ่ ละทุกเวลา
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากมาย และมีการพัฒนา
ศักยภาพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการสื่อสารเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ
โปรแกรมสำเร็จรปู ประเภทตา่ ง ๆ โดยเฉพาะสือ่ วดิ ีทศั น์ เปน็ สื่อการเรยี นการสอน ประเภทหน่ึง ทีม่ ีความ
พร้อมในลักษณะของมัลติมีเดีย (Multimedia) ซึ่งได้รวมเอาความโดดเด่นของรูปแบบ และแนวทางการ
นำเสนอทีส่ มบูรณ์ครบถว้ นไว้ท้งั ภาพเคลือ่ นไหว เสียงประกอบ คอมพวิ เตอรก์ ราฟกิ และเทคนิคพิเศษอีก
มากมาย ช่วยสร้างประสิทธิภาพการเรียนการสอน ช่วยลด ความยากง่าย ซับซ้อนของเนื้อหาวิชา และมี
ความหลากหลายในด้านการสร้างจินตนาการของสื่อการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถ
กระตุ้นความสนใจ ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญคือ สามารถ
นำมาเปดิ ซ้ำได้ตามความตอ้ งการ (เรงิ ชยั พะวุฒ, 2556)
วรพจน์ นวลสกุล (2550) ได้กล่าวถึง สื่อวีดิทัศน์ ว่าสื่อท่ีมีบทบาทสำคัญกับการแสดงผล โดยมี
ภาพเคลื่อนไหว และภาพนิ่งที่สามารถนำมาเรียงลำดับกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ
การแพรภ่ าพออกอากาศทางสถานโี ทรทัศน์ เทปวีดิทัศนห์ รอื แผ่นวีดิทัศน์ ท่ีนำเอาเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์
เขา้ มาประยกุ ต์ใช้ เพ่ือใหเ้ ข้าสยู่ ุคของโลกดิจิตอลที่นกั เรียนสามารถเข้าถึงไดอ้ ย่างรวดเร็ว วีดิโอดังกล่าวน้ี
จะใชบ้ นเครือขา่ ย Computer Network เหมาะกับนักเรยี น ไม่ตอ้ งเสยี เวลา อกี ทงั้ ผูช้ มก็สามารถควบคุม
การเรียนการสอนได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อกบระบบเครือข่าย จะเห็นได้ว่าการนำ
เทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อการสอนที่มีทั้งภาพและเสียงช่วยให้การจำ และการเรียนรู้จดจำดีขึ้น การสร้าง
ความคิดรวบยอดหรือสรุปเนื้อหาการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ดังนั้นการเรียนรู้เนื้อหา
วชิ านาฏศิลป์ ถา้ มีการเรียนรูโ้ ดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการเรียนรู้ จะช่วยทำให้ผลสัมฤทธิ์
2
ทางการเรียนดีข้นึ การเรยี นการสอนเกดิ ประสิทธภิ าพมากขึน้ ผ้เู รียนยงั สามารถเปิดชมได้ทุกท่ี ทำให้เกิด
ความสะดวกและสามารถเรียนรู้ในช่วงเวลาใดก็ได้ ทำให้เกิดความสะดวกและช่วยลดปัญหาด้าน
ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้
แนวคิดห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง (Flipped Mastery Classroom) พัฒนาขึ้นโดย
นักการศึกษาชาวอเมริกัน 2 คนนั้นคือ Jonathan Bergman และ AaronSams (Bergmann J. and
Sams A., 2012) ซึ่งเปน็ การจดั การเรยี นร้ทู เี่ ปลยี่ นการใช้ชว่ งเวลาของการบรรยายเนอ้ื หาในหอ้ งเรียนเปน็
การทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้และประยุกต์ใช้ความรู้ ให้นักเรียนได้มีเวลาเรียนรู้แบบรู้จริงและ
ลงมือปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ส่วนการศึกษาเนื้อหาบทเรียนจะใช้เวลาจากที่บ้าน ผ่านสื่อเทคโนโลยีที่ครูเป็นผู้
เตรียมไว้ บทบาทของครูเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างส้ินเชิง คือไม่ใช่บทบาทผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ทำบทบาท
ในทางเป็นติวเตอร์ครูเปรียบเสมือนโค้ช หรือเป็นผู้จุดประกายทางความคิด โดยการตั้งคำถามเพื่อยุแหย่
ให้เด็กคิด สร้างความสนุกสนานในการเรียน ห้องเรียนกลับทาง (Flipped Classroom) จึงกลายเป็น
นวัตกรรมและมุมมองหนึ่งของตัวอย่างจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในวงการศึกษา เพื่อยกระดับและ
ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งให้เกิดขึ้นผ่านสื่อเทคโนโลยีที่นำมาใช้ โดยครูไม่สอนถ่ายทอด
ความรู้ให้แก่ศิษย์โดยตรง แต่ใช้เทคโนโลยีสร้างบทเรียนขึ้นไว้บนระบบอินเทอรเ์ น็ต ให้นักเรียนได้เข้ามา
ศกึ ษาโดยไม่จำเป็นตอ้ งเรียนเน้ือหาวชิ าในหอ้ งเรยี น แต่ใชเ้ วลาใหเ้ หมาะสมและเกดิ คณุ คา่ มากย่ิงขึ้น
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การดำเนินชีวิตของผู้คนในทุกมิติทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การสาธารณสุข หรือแม้กระทั่ง
การศึกษา เพื่อป้องกันการกระจายตัวของเชื้อโรคและลดอัตราการแพร่เชื้อ ตามที่สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดมาตรการการจัดการเรียน
การสอนของโรงเรียน จึงออกมาตรการสั่งเปิดสถานศึกษา (On site) ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนในสังกัด
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ในสถานการณก์ ารระบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19) ปกี ารศึกษา 2564 เพ่อื ใหโ้ รงเรียนใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรยี นการสอนของโรงเรียนใน
สังกัดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงของนักเรียนและประชาชนทุกคนต่อการสัมผัสเช้ือโรค และ
เพื่อให้สามารถควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดของโรคในเด็กนักเรียนได้ จึงได้กำหนดมาตรการให้โรงเรียน
ขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษที่มีจำนวนนักเรียนต่อห้อง มากกว่า 20 – 25 คนต่อห้อง ต้องดำเนินการ
จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ “การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended Learning)”
โดยกำหนดแนวทางการจัดการชั้นเรียนแบบสลับกลุ่มมาเรียน การจัดการเรียนการสอนได้ปรับมาใช้วิธี
3
สลบั เรียนสปั ดาหเ์ ว้นสัปดาห์ โดยจะแบง่ เรยี นสัปดาห์ละครึง่ หอ้ ง สว่ นสัปดาหท์ ห่ี ยุดจะให้นักเรียนไดเ้ รยี น
ออนไลน์และมอบใบงานให้กลับไปทำที่บ้าน ในสถานกาณ์เช่นนี้ เครื่องมือการเรียนการสอนออนไลน์
จึงเป็นส่ิงจำเป็นอยา่ งมาก ทจี่ ะช่วยให้การเรยี นการสอนในรายวิชาทางนาฏศลิ ปก์ ลบั ส่สู ภาพท่ีคลา้ ย หรือ
เหมอื นเดิม หรืออาจจะดกี วา่ การเรยี นการสอนแบบปกติ
ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาล
สมเด็จพระวันรัต ประกอบไปด้วยสาระเนื้อหาค่อนข้างเป็นไปในเชิงปฏิบัติ ครูโดยทั่วไปจึงมักใช้การ
บรรยายถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนผ่านครูผู้สอน โดยผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติตามทำให้นักเรียนจดจำท่ารำ
ไม่ได้ เมื่อกลับไปปฏิบัติเองที่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องเรียนที่นักเรียนมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ช้า
กว่าเพื่อนร่วมชั้น จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ แม้จะตั้งใจดูและปฏิบัติตามแล้วก็ตาม
หรือบางครั้งเมื่อไม่เข้าใจท่ารำที่ครูสาธิตให้ดู อันเป็นปัญหาในการจัดการชั้นเรียนต่อครูผู้สอนตามมา
ดงั นั้นการพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนกั เรยี นร่วมกบั ร่วมกบั สือ่ วีดทิ ศั นอ์ อนไลน์ จะกระทำเพยี งใน
ห้องเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสื่อวีดิทัศน์
ออนไลน์ เพ่อื ให้นักเรยี นสามารถทบทวนเนื้อหาการปฏบิ ตั ทิ า่ รำ ซ้ำ ๆ จากท่บี า้ น ในสว่ นเนื้อหาทไ่ี มเ่ ขา้ ใจ
และสอบถามสิ่งท่ีสงสัยทำกจิ กรรมร่วมกันในชัน้ เรยี น ครจู ะเปน็ ผู้ชว่ ยให้นกั เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจได้
อย่างถ่องแท้
จากที่กล่าวข้างต้น ผู้วิจัยพบว่าการเรียนการสอนการแบบออนไลน์มีประโยชน์และมีความ
ทันสมัยอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดสื่อการเรียนรู้และวิธีการจัดการเรียนการสอนที่จะให้นักเรียนสามารถ
กลับไปทบทวนความรู้ย้อนหลังในเนื้อหาที่นักเรียนไม่เข้าใจหลั งจากที่จบการเรียนการสอนในคาบน้ัน
ผ้วู ิจยั จึงมคี วามสนใจทจี่ ะศึกษาวจิ ยั เก่ยี วกับการพฒั นาทักษะการปฏิบัติทา่ รำเชญิ พระขวัญ โดยใช้วิธีการ
สอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ รายวิชานาฏศิลป์
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลสมเด็จพระวันรัต ซึ่งเป็นสื่อการเรียนการสอน
และวิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ที่จะทำให้นักเรียนสนใจเนื้อหาที่เรียน
มากขน้ึ ทำให้นกั เรียนมคี วามตื่นตัวในการที่จะอยากเรียนวิชานาฏศลิ ป์ และเปน็ การปรบั พฤติกรรมการมี
ส่วนร่วมในการปฏิบัติรำเชิญพระขวัญ และส่งผลให้มีผลสมฤทธิ์ทางการเรียนเพ่ิมขึ้น สามารถทบทวน
บทเรียนได้ด้วยตนเอง ประกอบกับให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดโรค
โควิด – 19
4
1.2 วตั ถปุ ระสงคใ์ นการวิจัย
1. เพอื่ ศกึ ษาประสทิ ธิภาพในการพฒั นาทกั ษะการปฏบิ ัติท่ารำเชิญพระขวญั โดยใชก้ ารสอนแบบ
ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ ในรายวิชานาฏศิลป์
ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 : 80
2. เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการพัฒนาทกั ษะการปฏบิ ัติท่ารำเชิญพระขวัญ
โดยใช้การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ ในรายวิชา
นาฏศิลป์
1.3 สมมตุ ฐิ านในการวิจัย
1. ประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำเชิญพระขวัญ โดยใช้การสอนแบบ
ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ออนไลน์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปที ี่ 6/1 โรงเรียนอนบุ าลสมเด็จพระวนั รัต เฉลย่ี มากกว่าร้อยละ 80
2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการพัฒนาทักษะการปฏิบัติ ท่ารำเชิญพระขวัญ
นักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลสมเด็จพระวันรัต ที่มีผลต่อการพัฒนาทักษะ
การปฏิบัติท่ารำเชิญพระขวัญ โดยใช้การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับ
สือ่ วีดทิ ัศน์ออนไลน์ ในรายวิชานาฏศลิ ป์ อยู่ในระดบั มาก
1.4 ขอบเขตในการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำเชิญพระขวัญ โดยใช้วิธีการสอนแบบ
ห้องเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกบั สอ่ื วีดิทศั น์ออนไลน์ รายวชิ านาฏศลิ ป์ สำหรบั นกั เรียน
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6/1 โรงเรยี นอนุบาลสมเด็จพระวนั รตั ดงั นี้
1. ประชากรเป้าหมายในการวิจัย คือ นักเรียนโรงเรียนอนุบาลสมเด็จพระวันรัต ที่กำลังศึกษา
ในระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6/1 นกั เรียนกลุ่ม A จำนวน 10 คน
2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจยั คือ
2.1 ตวั แปรตน้ ไดแ้ ก่
- วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับสื่อวีดิทัศน์
ออนไลน์ ในรายวชิ านาฏศลิ ป์ เรอ่ื งการปฏบิ ัติท่ารำเชิญพระขวญั
5
2.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
- ทักษะการปฏบิ ตั ิทา่ รำเชิญพระขวญั
- ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำ
เชญิ พระขวัญ
3. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2564 ถึงวันที่ 21
กมุ ภาพนั ธ์ พทุ ธศกั ราช 2565 คอื 3 สปั ดาห์ สปั ดาหล์ ะ 1 ช่วั โมง
1.5 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
1. การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) หมายถึง การเรียนการสอนใน
ศตวรรษท่ี 21 ที่เน้นการพฒั นาและแก้ไขปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย นักเรียนจะได้เรยี นรู้ด้วยตนเอง
ที่บ้าน ตามบทเรียนที่คุณครูผู้สอนกำหนดไว้ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อในการเรียนรู้ และกลับมาทำ
การบา้ นหรอื ใบงานท่ีโรงเรียนเพือ่ เพมิ่ เติมความเข้าใจ
2. สอ่ื วีดทิ ศั น์ออนไลน์ คือ สือ่ การเรยี นการสอนทีใ่ ช้ภาพเคล่ือนไหว ภาพนิ่ง และเสียง การสร้าง
ภาพเคล่ือนไหว คือ การเอาภาพนิง่ มาเรียงลำดับกัน ซึ่งจะสามารถเชือ่ มโยงต่อเนือ่ งกัน ซ่ึงสามารถดึงดดู
ความสนใจของผู้เรยี น ทำให้เข้าใจบทเรยี นได้ง่ายเข้าใจตรงกนั เน่อื งจากสามารถแสดงให้เนื้อหาทตี่ อ้ งการ
สื่อผ่านทางภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแสดงรายละเอียดส่ิงที่ต้องการศึกษาภายในบทเรียนได้ชัดเจนมากกว่าจะ
เรียนเพยี งตวั หนงั สือหรือภาพนิ่ง
1.6 ประโยชนท์ ่ไี ดร้ บั จากการวิจยั
1. นกั เรยี นมพี ้ืนฐานในการพัฒนาทกั ษะการปฏิบัตทิ า่ รำเชญิ พระขวญั
2. เป็นสารสนเทศในการพัฒนาทักษะการฝึกปฏิบัติท่ารำเชิญพระขวัญเบื้องต้น เพื่อแก้ปัญหา
การเรยี นในช่วงการหยุดเรียนเพ่อื ลดการแพร่ระบาดโรคโควดิ - 19
6
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
ในการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่ารำเชิญพระขวัญ โดยใช้วิธีการสอนแบบ
หอ้ งเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) รว่ มกบั สื่อวดี ิทัศนอ์ อนไลน์ รายวิชานาฏศลิ ป์ สำหรบั นกั เรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลสมเด็จพระวันรัต ผู้วิจัยได้ศึกษารวบรวมแนวคิด ทฤษฎี และ
งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้องดงั ต่อไปน้ี
2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
สาระท่ี 3 นาฏศิลป์
2.1.1 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
2.1.2 หลกั สูตรกลุม่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ
2.1.3 คุณภาพผู้เรยี นระดบั ประถมศึกษา
2.1.4 ขอบข่ายเน้อื หา เร่ือง รำเชญิ พระขวัญ
2.2 การเรียนร้แู บบห้องเรียนกลบั ด้าน
2.2.1 ความหมายการเรียนรแู้ บบหอ้ งเรยี นกลบั ด้าน
2.2.2 เป้าหมายและวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นร้แู บบห้องเรียนกลบั ด้าน
2.2.3 องคป์ ระกอบการเรียนร้แู บบหอ้ งเรยี นกลบั ด้าน
2.2.4 สภาพแวดล้อมของการจดั การหอ้ งเรยี นแบบหอ้ งเรียนกลบั ด้าน
2.2.5 บทบาทผูเ้ รียนการเรียนรูแ้ บบห้องเรียนกลับดา้ น
2.2.6 บทบาทผสู้ อนการเรียนร้แู บบห้องเรียนกลบั ดา้ น
2.2.7 กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบห้องเรยี นกลับดา้ น
2.2.8 การประเมินผลการเรียนรู้แบบหอ้ งเรียนกลับดา้ น
2.2.9 ประโยชนข์ องการเรยี นร้แู บบห้องเรยี นกลบั ด้าน
2.3 วีดิทัศนเ์ พ่อื การศึกษา
2.3.1 แนวคิดเก่ยี วกบั วทิ ยุโทรทัศนเ์ พื่อการศึกษา
2.3.2 ความหมายของวีดิทัศน์
2.3.3 คุณลกั ษณะของสื่อโทรทัศนแ์ ละวีดิทศั น์
7
2.3.4 ประเภทและขอบเขตของรายการวีดิทศั นเ์ พ่อื การศกึ ษา
2.3.5 รปู แบบรายการวีดิทศั น์เพื่อการศกึ ษา
2.3.6 กระบวนการผลิตสื่อวีดิทัศน์
2.4 ความพึงพอใจ
2.4.1 ความหมายของความพึงพอใจ
2.4.2 ทฤษฎีที่เก่ยี วกบั ความพงึ พอใจ
2.4.3 ความสำคญั ในการศึกษาความพึงพอใจ
2.4.4 การวัดความพงึ พอใจ
2.5 งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
8
2.1 หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้กำหนดให้มีการจัดทำหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ
ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อและให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทาสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพ
ปัญหาในชมุ ชนและสงั คม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว
ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ดว้ ยขอ้ กาหนดของพระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาดังกลา่ ว กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
จึงไดจ้ ัดทำหลกั สูตรการศึกษาขั้นพน้ื ฐานขึ้นมาและให้เร่มิ ใชใ้ นโรงเรียนนำรอ่ ง และโรงเรยี นในเครือข่ายท่ี
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารได้ประกาศรายชื่อตง้ั แตป่ กี ารศกึ ษา 2551 เปน็ ตน้ ไป
2.1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 8) ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี และกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ ตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ให้เป็น
เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนมาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้
มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการ
เรียนร้ยู งั เป็นกลไกสำคัญในการขับเพ่อื พฒั นาการศึกษาทง้ั ระบบ
เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะทอ้ นให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอะไรและประเมินอย่างไร
รวมทั้งเป็นเครื่องมอื ในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศกึ ษาโดยใช้ระบบการประเมินคณุ ภาพ
ภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกซึง่ รวมถงึ การทดสอบระดบั เขตพื้นท่ีการศึกษาและการทดสอบ
ระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัด
การศึกษาว่าสามารถพฒั นาผู้เรียนให้มคี ณุ ภาพตามทม่ี าตรฐานการเรยี นรู้กนั หมดเพยี งใด
2.1.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้รายวชิ าศิลปะ (ศลิ ปะ ดนตรี นาฏศลิ ป์)
กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 10) สาระและมาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาศิลปะ ดนตรี
นาฏศิลป์ มีองค์ความรู้ทักษะสำคัญและคุณลักษณะในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ระบุ
เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้กลุ่มศิลปะไว้ว่า มีความรู้และทักษะในการคิดริเริ่ม จินตนาการ สร้างสรรค์
งานศิลปะ สุนทรียภาพ และการเห็นคุณค่าทางศิลปะ สำหรับมาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาศิลปะ
แบง่ ออกเป็น 3 สาระ 6 มาตรฐาน
9
สาระที่ 1 ทัศนศลิ ป์
มาตรฐาน ศ 1.1 และ มาตรฐาน ศ 1.2
สาระที่ 2 ดนตรี
มาตรฐาน ศ 2.1 และ มาตรฐาน ศ 2.2
สาระท่ี 3 นาฏศิลป์
มาตรฐาน ศ 3.1 และ มาตรฐาน ศ 3.2
2.1.3 หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรูศ้ ิลปะ
1) ตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระท่ี 3 นาฏศลิ ป์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6
ชุลีกร บญุ เสรมิ สขุ เจริญ (2557: 14) มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลป์
อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ
ชืน่ ชม และประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจำวนั
ตารางที่ 1 ตารางแสดงตวั ชี้วดั และสาระการเรยี นร้แู กนกลาง มาตรฐาน ศ 3.1
สาระที่ 3 นาฏศิลป์
ชน้ั ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้
ป.6 1. สร้างสรรค์การเคลอ่ื นไหว และ • การประดษิ ฐท์ ่าทาง
การแสดงโดยเนน้ การถ่ายทอดลีลา ประกอบเพลงปลกุ ใจหรอื เพลงพื้นเมอื งหรอื ทอ้ งถ่นิ
หรอื อารมณ์ เนน้ ลลี าหรอื อารมณ์
2. ออกแบบเครอื่ งแต่งกายหรือ • การออกแบบสรา้ งสรรค์
อปุ กรณป์ ระกอบการแสดงอย่าง - เคร่อื งแตง่ กาย
งา่ ย ๆ - อุปกรณ์ฉากประกอบการแสดง
3. แสดงนาฏศลิ ป์และละครงา่ ย ๆ • การแสดงนาฏศลิ ป์และการแสดงละคร
- รำวงมาตรฐาน
- ระบำ
- ฟ้อน
- ละครสรา้ งสรรค์
4. บรรยายความรสู้ กึ ของตนเองที่มี • บทบาทและหน้าท่ีในงานและการละคร
ต่องานนาฏศลิ ป์และการละคร
อยา่ งสร้างสรรค์
10
ชน้ั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้
5. แสดงความคดิ เหน็ ในการชมการ • การประดษิ ฐท์ า่ ทาง
แสดง ประกอบเพลงปลกุ ใจหรอื เพลงพน้ื เมอื งหรอื ท้องถิ่น
เนน้ ลลี าหรอื อารมณ์
6. อธิบายความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง • การออกแบบสรา้ งสรรค์
นาฏศิลปแ์ ละการละครกับสง่ิ ท่ี - เครื่องแต่งกาย
ประสบในชวี ิตประจำวัน - อปุ กรณฉ์ ากประกอบการแสดง
ชุลีกร บุญเสริมสุขเจริญ (2557: 15) มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง
นาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา
ทอ้ งถน่ิ ภูมปิ ัญญาไทยและสากล
ตารางท่ี 2 ตารางแสดงตัวชีว้ ดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง มาตรฐาน ศ 3.2
สาระท่ี 3 นาฏศลิ ป์
ชัน้ ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรู้
ป.6 1. อธิบายสง่ิ ทีม่ ีความสำคญั ตอ่ การ • ความหมายความเปน็ มาความสำคัญของ
แสดงนาฏศลิ ป์และละคร นาฏศลิ ป์และละคร
- บุคคลสำคญั
- คุณคา่
2. ระบุประโยชนท์ ไี่ ด้รบั จากการ • การแสดงนาฏศิลปแ์ ละละครในวันสำคญั ของ
แสดงหรอื การชมการแสดง โรงเรียน
นาฏศิลป์และละคร
2) วิสยั ทศั น์
ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจินตนาการทางศิลปะ ซึ่งมีผลต่อ
คุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม
ตลอดจนการนำไปสู่การพฒั นาสง่ิ แวดล้อม
3) จุดมงุ่ หมาย
ชุลีกร บุญเสริมสุขเจริญ (2557: 9) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิด
ความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะเกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
11
แสดงออกอย่างอิสระในศลิ ปะแขนงต่างๆ อันประกอบด้วยทัง้ 3 สาระการเรียนรู้ ได้แก่ ทัศนศิลป์ ดนตรี
นาฏศิลป์
4) อธบิ ายรายวิชากลมุ่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ
คำอธิบายรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ศ14101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
เวลา 18 ชั่วโมง ศึกษาลักษณะของรูปแบบรูปทรงในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมงานทัศนศิลป์ อิทธิพลของสี
วรรณะอุ่น วรรณะเย็นที่มีต่ออารมณ์ของมนุษย์ ศึกษาเพลง ประโยคเพลงอย่างง่าย เครื่องดนตรีที่ใช้ใน
เพลงทีฟ่ ัง ทิศทางการเคลอ่ื นท่ขี นึ้ -ลงง่าย ๆ ของทำนอง รปู แบบจังหวะและความเร็วของจงั หวะเพลงที่ฟงั
ศึกษาโน้ตดนตรีไทยและสากล ทักษะพื้นฐานทางนาฏศิลป์และการละคร ที่ใช้สื่อความหมายและอารมณ์
ภาษาท่าและนาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครง่าย ๆ ในการถ่ายทอดเรื่องราวการเคลื่อนไหวในจังหวดั
ต่าง ๆ ตามความคิดของตน นาฏศิลป์เป็นคู่และหมู่ ชื่นชอบในการแสดงโดยเน้นจุดสำคัญของเรื่องและ
ลักษณะเด่นของตัวละครประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์หรือชุดการแสดงอย่างง่าย ๆ การแสดง
นาฏศิลป์กับการแสดงที่มาจากวัฒนธรรมอื่น ความสำคัญของการแสดง ความเคารพในการเรียนและ
การแสดงนาฏศลิ ป์ เหตผุ ลท่ีควรรกั ษาและสืบทอดการแสดง
2.1.4 คณุ ภาพผูเ้ รยี นระดบั ช้นั ประถมศกึ ษา
ชุลีกร บุญเสริมสุขเจริญ (2557: 11) รู้เข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดง
ภาษาท่า นาฏยศัพท์พื้นฐาน สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวและการแสดงนาฏศิลป์และการละครง่าย ๆ
ถ่ายทอดกีฬาหรืออารมณ์และสามารถออกแบบเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ประกอบการแสดงง่าย ๆ
เขา้ ใจความสมั พนั ธ์ระหว่างนาฏศิลปแ์ ละการละครกบั สงิ่ ท่ีประสบในชีวติ ประจำวนั แสดงความคดิ เห็นใน
การชมการแสดงและบรรยายความรู้สึกของตนเองทมี่ ีตอ่ งานนาฏศิลป์ รแู้ ละเขา้ ใจความสำคัญ ประโยชน์
ของนาฏศิลป์ และการละครสามารถเปรียบเทียบการแสดงประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถิ่น และ
สง่ิ ทกี่ ารแสดงสะทอ้ นวฒั นธรรมประเพณเี ห็นคณุ คา่ การรกั ษาและสืบทอดการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย
2.1.5 ขอบข่ายเนื้อหา เรอ่ื ง นาฏศลิ ป์ไทย
1) ความสำคญั ของนาฏศิลป์ไทย
สุดใจ ทศพรและคณะ (2544: 124) กล่าวถึงความสำคัญของนาฏศิลป์ไทยไว้ว่า
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นเอกราชมายาวนาน มีศิลปวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็น
เอกลักษณ์ของชาติและเป็นที่ยอมรบั ของนานาประเทศที่ได้พบเห็นในความงดงามของนาฏศลิ ป์ไทย และ
ความเป็นวัฒนธรรมไทยในแขนงนี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าในปัจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกจะมีอิทธิพลเข้ามา
มากมายก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยได้อนุรักษ์และสืบทอดไว้ได้นั่นคือ นาฏศิลป์ไทย และถือว่าเป็นส่ิง
12
สำคัญท่คี นไทยควรจะปลูกฝังใหล้ ูกหลานไวร้ ่วมทำนบุ ำรุงและเห็นคณุ คา่ ในศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้ให้มาก
ขน้ึ พร้อมท้งั ช่วยการอนุรกั ษ์และสนับสนุนให้ศลิ ปะแขนงนค้ี งอยูค่ ู่กบั คนไทยตอ่ ไป
2) ความหมายของนาฏศลิ ป์ไทย
ราชบัณฑติ ยสถาน (2538: 431) ไดใ้ ห้ความหมายของนาฏศลิ ป์ไทยว่า น. ศลิ ปะแห่ง
การละคร หรือการฟ้อนรำ เป็นลีลาที่ผู้ประดิษฐ์ปรุงแต่งขึ้นจากการเลียนแบบกิริยาท่วงท่าของมนุษย์
อาภรณ์ มนตรีศาสตร์และจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์ (2525: 64) ได้ให้ความหมาย
เกี่ยวกับนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของชาติ ซึ่งคำว่านาฏศิลป์นั้นมีความหมายถึง
ศิลปะการแสดงด้วยการรอ้ งรำทำเพลงเปน็ การให้ความบันเทิงอนั ร่วมดว้ ยความโน้มเอยี งของอารมณ์และ
ความรู้สึกส่วนสำคัญ ส่วนใหญ่ของนาฏศิลป์อยู่ที่การละคร ศิลปะประเภทนี้ต้องใช้การดนตรีและ
การขับร้องเข้าร่วมด้วยเพือ่ เป็นการส่งเสริมให้เกิดคุณค่าในทางศิลปะยิ่งขึ้นตามสภาพหรือแนวคิดต่างกนั
ฉะนั้นคำว่า นาฏศิลป์ นอกจากจะหมายถึงการละครโดยตรงแล้วยังต้องถือเอาความหมายของการรอ้ งรำ
และการบรรเลงดนตรีเขา้ ดว้ ยกัน
ถวัลย์ มาศจรัส (2547: 36) ให้คานิยามว่า เป็นการฟ้อนรำรวมทั้งการระบา การรำ
เต้น การรอ้ ง การบรรเลง และการละครเขา้ ดว้ ยกัน
เรืองวิไล ทาขามป้อม (2552: 16) ได้สรุปเกี่ยวกับความหมายของนาฏศลิ ปไ์ ทยวา่ เป็น
ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีจังหวะและท่วงท่าที่สวยงามอ่อนชอ้ ย สามารถสื่อความหมายให้ผู้ชมได้รบั ร้แู ละ
เขา้ ใจ ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยการบรรเลงดนตรแี ละการขับร้องเขา้ มาร่วมด้วยกัน
นวลรวี กระต่ายทอง (ม.ป.ป.: 2) ได้กล่าวเกี่ยวกับนาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะในการ
เคล่ือนไหวของรา่ งกายท่อี อ่ นชอ้ ย แสดงให้เหน็ ในรปู แบบลลี า การฟ้อน รำ ระบำ และหมายรวมถึงศิลปะ
ทางการแสดงของไทยท่ีมนษุ ย์ได้สรา้ งสรรค์ขึ้นจากธรรมชาติ ด้วยความประณีตอยา่ งมีระเบียบแบบแผน
จนก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชนชาติไทย ศิลปะประเภทนี้จำเป็นต้องอาศัยการบรรเลง
ดนตรี และการขับรอ้ งด้วยเพ่ือเป็นการส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ คุณค่าทางศิลปะ
ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่านาฏศิลป์ไทยจึงหมายถึง ศิลปะแห่งการละครฟ้อนรำท่ี
ประดิษฐ์ขึ้นดว้ ยความประณีตงดงามโดยมาจากการเลียนแบบกิรยิ าอาการทว่ งท่าของมนุษย์ และต่อมาได้
ปรับปรุงให้เกิดความอ่อนช้อยสวยงาม แสดงให้เห็นในรูปแบบลีลาการฟ้อน ร ำ ระบำ สามารถส่ือ
ความหมายให้ผู้ชมได้รับรู้และเข้าใจ ซึ่งประกอบไปด้วยการบรรเลงดนตรีและการขับร้องเข้าด้วยกัน
นาฏศลิ ป์ แสดงถงึ ความเป็นอารยะของประเทศเป็นแหลง่ รวมศิลปะ เปน็ เอกลักษณท์ างวัฒนธรรมของชน
ชาติไทย และการแสดงหลายรูปแบบเข้าด้วยกันเป็นสิ่งที่ช่วยโน้มน้าวอารมณ์มีความสามารถกล่อมเกลา
13
จิตใจ นาฏศิลป์ไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สืบทอด เผยแพร่และปลูกฝังให้ลูกหลานได้
รว่ มทำนุบำรงุ มองเหน็ คณุ คา่ ในศิลปวัฒนธรรมสบื ตอ่ ไป
3) วิธสี อนนาฏศิลป์
เรณู โกศินานนท์ (2535: 15-17) กล่าวถึงวธิ ีการสอนนาฏศลิ ปว์ า่ การสอนนาฏศลิ ป์
เป็นวิชาทักษะที่ต้องมีการฝึกฝนที่ถูกต้องตามแบบแผน ผู้สอนจะต้องฝึกผู้เรียนให้รู้จักฝกึ ตนเองและรู้จกั
แกไ้ ข เมอื่ ฝึกผิดวธิ ี ผูส้ อนจะคอยใหค้ ำแนะนำช้แี นะผูเ้ รียนดังต่อไปน้ี
(1) สอนจากง่ายไปหายาก การฝึกอวัยวะทุกส่วนให้ครบกระบวนลีลาท่ารำ
ทีละอย่างเช่น ใช้มือจีบ ตั้งวง ทรงตัว กดไหล่ ยกเท้า ก้าวเท้า ให้ถูกสัดส่วนซึ่งเป็นลีลาเบื้องต้น เลือก
บทเรยี นท่งี า่ ยสอนเสยี กอ่ นเช่น รำสนี วล รำวงมาตรฐาน รำแม่บท ฯลฯ
(2) สอนตามความสามารถของผู้เรียนแต่ละบุคคลคือการสอนตามวัยและการสอน
ตามความสามารถของสมอง
(3) การสอนโดยใช้วิธีเปลี่ยนแปลงท่ารำที่ยากให้ง่ายต่อการเข้าใจ แต่ควรจะ
พยายามรักษาความเป็นแบบแผนเดมิ ไว้
(4) การสอนแต่ละทา่ รำครตู ้องอธิบายใหล้ ะเอียดชดั เจน อธิบายทลี ะน้อยให้แม่นยำ
จำไดแ้ ล้วจงึ ต่อทา่ รำให้
(5) ระหว่างรำครตู อ้ งคอยสงั เกต ผู้เรยี นและคอยเตือนอย่เู สมอใหผ้ เู้ รียนนนั้ รำรักษา
ลีลาทว่ งทา่ ให้เป็นไปตามแบบแผน
(6) ครูต้องคอยสังเกตจับท่ารำให้ผู้เรียนอยู่เสมอ ไม่ใช่รำนำอยูข่ ้างหน้าผู้เรยี นเพียง
อยา่ งเดียว
(7) การใช้ศัพท์นาฏศิลป์ในบางครั้งอาจเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้าใจง่าย โดยใช้ศัพท์
ธรรมชาตแิ ทน เพือ่ สะดวกในการจำ ส่วนคำศพั ทท์ ถี่ ูกต้องตามหลักกิรยิ าใหผ้ สู้ อนบอกชีแ้ นะควบคู่กนั ไป
(8) หัดให้ผู้เรียนร้องเพลงประกอบท่าในการรำด้วย เพื่อประโยชน์ในการฝึกซ้อม
ทา่ รำด้วยตนเองและเพ่ือเป็นการผ่อนแรงผสู้ อนเพราะผสู้ อนต้องคอยอธิบายไปด้วยร้องเพลงไปด้วย
(9) เปรียบเทียบท่ารำที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือตรงข้ามกันเพื่อไม่ให้ผู้เรียนจำ
สับสน เช่น มว้ นมอื คลายมอื สลัดมือ ฯลฯ
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (ม.ป.ป.: ออนไลน์) กล่าวเกี่ยวกับการสอนนาฏศิลป์ เป็นการ
สอนด้านทักษะการรำที่จำเป็นต้องใช้การสอนแบบต่าง ๆ ร่วมด้วยเพื่อประสิทธิภาพในการสอน เพราะ
การแสดงจะสวยงามน่าดูนั้น ผู้แสดงต้องมีทกั ษะในการรำอย่างคลอ่ งแคลว่ มีลีลาท่ารำที่อ่อนช้อยงดงาม
ตามแบบนาฏศิลป์ไทย โดยการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ แขน ขา มือ ลำตัว ศีรษะและ
14
ไหล่ ให้เคลือ่ นไหวไปพร้อมกันโดยการสังเกตและเลยี นแบบจากครูผู้สอนหรือส่ือการสอนท่ีกำหนดไวใ้ หด้ ี
ท่สี ุด
นอกจากนี้ยังมีวิธีสอนนาฏศิลป์ที่หลากหลายและเกี่ยวข้องสอดคล้องเหมาะสม
สามารถนำมาปรับใชร้ ว่ มกบั การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนนาฏศลิ ป์ได้ดงั นี้
(1) การสอนแบบสาธิต สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา (2547) ได้อธบิ ายวธิ กี าร
สอนแบบสาธติ ว่าเป็นการสอนท่ีผู้แสดงหรอื กระทำใหด้ ูเป็นตัวอย่างพร้อมๆ กับการอธิบายเพื่อให้ผู้เรยี น
ได้ประสบการณ์ตรงในเชิงรูปธรรม ผูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้จากการสังเกต ขั้นตอนการสาธิต วิธีสอนแบบน้ี
เหมาะสำหรับการสอนที่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นขั้นตอนการปฏิบัติ กล่าวคือ ผู้เรียนได้สังเกตการณ์ สาธิต
ของครูแล้วปฏิบัติตาม การสาธิตช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิธีปฏิบัติได้ดี เพราะเป็นประสบการณ์ตรงสามารถ
มองเหน็ จากครอู ย่างชัดเจน
(2) การสอนแบบฝึกปฏิบัติ ทิศนา แขมมณี (2545) ได้อธิบายถึงวิธีสอนโดยการให้
ปฏิบัติกล่าวว่าเป็นการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นการพัฒนาทักษะ
ทางภาษา ดนตรี ขับร้อง นาฏศิลป์ และด้านศิลปะ เป็นต้น โดยใช้วิธีการฝึกฝนซ้ำ ๆ จนกระทั้งนักเรียน
เกิดทักษะที่ต้องการถึงขั้นที่กำหนดไว้ การฝึกปฏิบัตินี้อาจทำการฝึกในลักษณะเป็นรายบุคคลหรือเป็น
กลุ่มพร้อม ๆ กัน แล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งครูจะทำหน้าที่อธิบายและสาธิตทักษะที่ต้องการฝึกฝนให้
นักเรียนดูเป็นตัวอย่างแล้วจึงให้นักเรียนทำการฝึก โดยมีครูคอยดูแลการฝึกให้คำแนะนำช่วยแก้ไข
จุดบกพร่อง จนกระทั่งนักเรียนมีทักษะที่ต้องการพัฒนาถึงระดับที่กำหนดไว้ การสอนแบบฝึกปฏิบัติน้ี
นักเรียนจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดเวลา เพราะเป็นการกระทำ ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องฝึกปฏิบัติและ
ขณะฝกึ อาจมีการใชเ้ คร่อื งมือหรอื อปุ กรณต์ า่ ง ๆ ประกอบการฝึกปฏิบตั ิด้วย การจดั กจิ กรรมการเรยี นการ
สอนด้านนาฏศิลป์ โดยใช้วิธีการฝึกฝนซ้ำ ๆ จนกระทังผู้เรียนเกิดทักษะการฝึกปฏิบัติอาจฝึกเป็น
รายบุคคลหรือรายกลุ่ม โดยครูเป็นผู้คอยดูแลช่วยเหลือให้คำแนะนำ การสอนแบบฝึกปฏิบัตินักเรียนมี
สว่ นร่วมในกิจกรรมตลอดเวลา ขณะฝกึ อาจใชส้ ่อื อปุ กรณต์ า่ ง ๆ ประกอบการฝกึ ปฏิบตั ิ เช่น รปู ภาพ แถบ
บันทึกเสยี ง วิดที ัศน์ เปน็ ต้น
(3) การสอนแบบให้ปฏิบัติจริง (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา , 2547)
ได้อธิบายและชี้แจงเกี่ยวกับการสอนแบบให้ปฏิบัติจริงว่า การจัดกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้เกิด
การเรียนรู้โดยเน้นการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเผชิญกับ
สถานการณ์จรงิ โดยฝึกปฏิบตั จิ รงิ ฝึกคิด ลงมอื ทำแสวงหาความรู้ และแกป้ ัญหาด้วยตนเอง
(4) การสอนแบบบรรยาย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547) ได้กล่าวถึง
วิธสี อนแบบบรรยายไว้ดังนี้ การสอนแบบบรรยายเปน็ การสอนทค่ี รสู ามารถสอนเนือ้ หาความรู้แก่นักเรียน
15
ไดม้ าก ในคาบเวลาหน่งึ โดยยึดครูเป็นศูนย์กลางการเรียน ผู้เรียนเปน็ ผูร้ ับฟงั และจดบันทกึ ความรู้วิธีสอน
แบบนี้จะได้เนือ้ หามากกว่าวธิ ีสอนแบบอนื่ ๆ ครตู ้องเตรยี มการสอนมาเป็นอยา่ งดี ควรใช้สื่อประกอบการ
อธิบายด้วย สามารถสอนผู้เรียนได้จำนวนมากตั้งแต่ 20 - 200 คน เป็นการสอนที่มีข้อดี คือ สอนได้ง่าย
ใช้อุปกรณ์การสอนน้อย แต่ใช้ความสามารถของผู้สอนเป็นหลัก วิธีสอนแบบนี้ใช้เมื่อครูต้องการเสนอ
ความรใู้ หแ้ กผ่ เู้ รียน เสนอเน้อื หาของบทเรียน ต้องการข้นึ บทเรยี นใหม่ อธบิ ายท่ารำและผู้เรียนต้องรับฟัง
ขอ้ มลู ก่อนการปฏิบตั ิกจิ กรรม การสรปุ สงิ่ ท่เี รียน นับไดว้ ่าการสอนแบบบรรยายมปี ระโยชน์ตอ่ ผ้เู รยี นและ
เปน็ วิธกี ารสอนทใ่ี ช้กนั แพรห่ ลายมากในปจั จบุ นั
(5) การสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ อัจจิมา เกิดผล (2545: 7-9) การจัดการเรียนการสอน
ตามหลักการทฤษฎแี ละกระบวนการกลุ่มจะชว่ ยสง่ เสริมพัฒนาการของผู้เรยี น มีความสมั พนั ธ์ท่ีดีระหว่าง
ผู้เรียน ส่งเสริมบรรยากาศแบบประชาธิปไตย ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนาสติปัญญาและอารมณ์ โดยวิธีการที่
เหมาะสมช่วยให้การเรียนรู้เป็นสิ่งที่มีความหมายและใกล้เคียงความเป็นจริง การสอนโดยใช้กระบวนการ
กลุ่มสัมพันธ์เป็นการเรยี นการสอนท่ียดึ กลุ่มเป็นหลัก ในการดำเนินกจิ กรรมการเรียนการสอน ซึ่งกล่มุ ที่ดี
จะทำให้เกิดกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ที่ดี โดยอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ผู้นำ สมาชิกกลุ่ม
กระบวนการทำงาน เปน็ ต้น หลักการสอนโดยใชก้ ระบวนการกล่มุ สมั พนั ธ์มีอยู่หลายวธิ ี เช่น เกม บทบาท
สมมุติ กรณีตวั อย่าง สถานการณจ์ ำลอง ละคร กล่มุ ย่อย เป็นต้น
4) เทคนิควธิ สี อนนาฏศิลป์
กรมวิชาการ (2545) กล่าวถึงเทคนิควิธีสอนนาฏศิลป์สำหรับครูผู้สอนที่ควรมีหลักใน
การสอนดงั ต่อไปนี้
(1) ผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกตามความเข้าใจและจินตนาการโดยมีผู้สอน
เป็นผชู้ แ้ี นะให้คำปรึกษาเพื่อเป็นการฝกึ ฝนผู้เรยี นให้มีความคิดสรา้ งสรรค์
(2) การสอนนาฏศิลป์นัน้ ผูส้ อนต้องมอี ารมณร์ ื่นเริงแจ่มใส หน้าตายิ้มแย้มและมีอารมณ์
ร่วมกับผู้เรียนตลอดเวลา ไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนไม่ชอบวิชานาฏศิลป์เพราะผู้สอน
เปน็ บุคคลสำคญั ทีจ่ ะทำใหผ้ ู้เรียนเหน็ คุณคา่ และประโยชนข์ องนาฏศิลป์
(3) การสอนนาฏศิลป์ผู้สอนต้องคอยระมัดระวังอย่าให้มีช่องว่างระหว่างผู้สอนกับ
ผู้เรียน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้องและควรส่งเสริมกำลังใจหรือสนับสนุนผู้เรียน
ให้กลา้ แสดงออก
(4) ผู้สอนไม่ยึดรูปแบบการสอนแบบเดิมที่ผู้สอนจะเป็นผู้จัดการใหผ้ ู้เรียนฝ่ายเดียวแต่
ผู้สอนต้องเป็นคนให้คำชี้แนะ คำปรึกษา ในบางโอกาสเพ่ือฝึกให้ผู้เรียนได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กล้า
แสดงความคดิ เห็นในสง่ิ ที่ถูกตอ้ งเพ่อื เปน็ ประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม
16
(5) บูรณาการวิชานาฏศิลป์เข้ากับวิชาอื่นๆ ผู้สอนควรนำวิชานาฏศิลป์ไปสัมพันธ์กับ
วิชาเรียนอ่นื ๆ เพ่อื นำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้
(6) ผู้สอนชี้แนะให้ผู้เรียนไปค้นคว้าความรู้ และข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะจากแหล่งต่าง ๆ
ทีพ่ บเหน็ ในชวี ิตประจาวัน หรอื แนะนำใหไ้ ปชมการแสดงตามสถานท่ตี า่ ง ๆ โดยผ้สู อนตอ้ งมปี ระสบการณ์
ในการชมการแสดงและนาฏศิลป์มาก่อน เพื่อเป็นข้อมูลในการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดทบทวนถึง
ประสบการณท์ ่ีผู้เรียนเคยพบเหน็ มาในการชมการแสดงเพือ่ นาไปปรบั ใช้กบั ตนเอง
(7) ปลูกฝังให้ผู้เรียนเหน็ ถึงความดี ความงาม ความไพเราะ ความมีคุณค่าเกิดความ
ซาบซึ้งด้วยตนเองโดยไม่มีการบังคับการสอนในลักษณะนี้เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนที่เป็นแบบแผน
กระบวนการให้อิสระกับผู้เรียนโดยผู้สอนเป็นผู้คอยควบคุมชี้แนะและให้กำลังใจแก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรยี น
เกดิ ความมน่ั ใจเช่ือมน่ั ในตนเองกลา้ แสดงออกกลา้ คดิ และกล้าทำ
สรุปว่าการสอนนาฏศิลป์นั้นครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความสามารถทางนาฏศิลป์
เพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้เรียนสังเกตเลียนแบบท่าทางต่าง ๆ ผู้สอนจะต้องดัดแปลงท่าทางให้ง่ายขึ้นให้
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกตามความเข้าใจและสามารถบูรณาการวิชา
นาฏศิลปเ์ ขา้ กบั วชิ าอ่ืนๆ
5) การวดั และการประเมนิ ผลในการเรยี นการสอนนาฏศลิ ป์
กรมวชิ าการ (2545) และ(ไพโรจน์ คะเชนทร์, ม.ป.ป.: ออนไลน์) ได้กลา่ วถึง การวัดและ
ประเมินผลในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นการวัดและการประเมินตามสภาพจริง หรือการประเมิน
การปฏิบัติ ล้วนเป็นวิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการจัดหลักสูตรของสถานศึกษา ซึ่งตาม
พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแห่งประเทศไทยพุทธศักราช 2542 กำหนดให้สถานศึกษาจดั การประเมินผเู้ รียน
โดยพิจารณาพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและ
การทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับชั้น และให้นำ
ผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ทำการวัดและประเมินผลผู้เรียนว่าได้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ อีกทั้ง
จะตอ้ งทำการจัดกจิ กรรมการประเมินให้ควบคูไ่ ปกับกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยถูกตอ้ งประเมินได้ครอบคลุม
ครบถ้วนพฤติกรรมของผเู้ รียนทงั้ สามด้าน และกำหนดสง่ิ ต้องประเมนิ ดงั นี้
(1) ด้านพุทธพิสัย การประเมินความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ จะใช้แบบทดสอบ
เป็นการให้ผู้เรียนได้นำความรู้จินตนาการความรู้สึกของผู้เรียนนำเสนอออกมาในรูปของการกระทำหรือ
ส่งผ่านสู่ภาพวาด ผลผลิต การร้องเพลงหรือการเต้นรำ เป็นต้น เนื้อหาสาระของกลุ่มสาระการเรียนรู้
ศิลปะและสามารถประเมินได้จากผลผลิตหรือการกระทำที่ผู้เรียนได้แสดงออกและได้ลงมือปฏิบัติจริง
ดังนั้นวิธีการประเมินนอกจากจะใช้แบบทดสอบแลว้ การสัมภาษณ์และการประเมินจากผลผลิตท่เี ห็นจริง
17
เทคนิคของการประเมินที่ใช้อาจจะเป็นการใช้แบบทดสอบการนำเสนอผลงานการเข้าร่วมกิจกรรม
การประเมนิ ตนเองฯลฯ
(2) ด้านทักษะพิสัย การประเมินการปฏิบัติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นการ
ประเมนิ ทีค่ รผู สู้ อนจะเหน็ ถึงความตอ่ เน่ืองของทักษะกระบวนการวางแผนในการทำงานความคล่องแคล่ว
ดังนั้นวิธีการที่จะได้มาด้วยผลของการประเมิน เทคนิคของการประเมินก็คือกระบวนการทำงาน
กระบวนการกลุ่ม การปฏบิ ตั ิงานฝึก การฝกึ ปฏบิ ัติงานจรงิ
(3) ด้านจิตพิสัย เป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียนทั้งหมดสีหน้าท่าทาง
ความรู้สึกพงึ พอใจ บุคลิกท่าทาง การทำงานรว่ มกัน เช่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ครูผู้สอน
สามารถประเมินด้วยวิธีการสังเกตได้อย่างเด่นชัด และทำการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมครูผู้สอน จะได้
เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลจากการที่ผู้เรียนได้แสดงออกเพื่อให้เป็นการประเมินอย่างต่อเนื่อง
ตลอดจนให้มีการปรับปรุง และมีการนำผลงานไปจัดแสดง เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานของผู้เรียนและ
เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความภาคภมู ิใจในผลงานของตนเอง
(4) กำหนดส่ิงที่จะประเมนิ และเครื่องมือการประเมนิ สิ่งที่จะตอ้ งประเมินอาจจะอย่ใู น
รูปของพฤติกรรมการทำงานหรือการปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน ทักษะในการทำงานของผู้เรียน
ผลผลิตทเ่ี ปน็ ช้นิ งาน
(5) กำหนดประเด็นการประเมิน เป็นการกำหนดร่วมกันระหว่างผู้เรียน และครูผู้สอน
จะพิจารณาจากสิ่งที่จะประเมินอาจเป็นผลงาน ชิ้นงาน การนำเสนอผลงาน รายงาน แฟ้มผลงาน ตกลง
ร่วมกันว่าจะประเมินอะไรบ้าง และจะประเมินอย่างไร เพราะนักเรียนจะได้ใช้ศักยภาพความสามารถ
รว่ มกบั ความตงั้ ใจท่ีจะพฒั นาตนเองไดอ้ ย่างเต็มท่ี
(6) กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนและระดับคุณภาพของการประเมิน ในการกำหนด
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน การเขียนรายละเอียดการให้คะแนน หรือใหร้ ะดบั คะแนนทม่ี คี วามชดั เจน ดงั น้นั การ
เขียนรายละเอียดการให้คะแนนจึงมีความสำคัญอยา่ งยิ่ง ส่วนระดับคุณภาพของการประเมิน จะเป็นการ
ระบคุ ุณภาพงานทัง้ ชิ้น เม่ือรวมแลว้ คุณภาพของกระบวนการทำงาน หรอื ผลผลิตอยูในระดบั ใดแล้วแต่จะ
พิจารณาร่วมกัน ส่วนมากจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดี ระดับพอใช้ และระดับควรปรับปรุง เพื่อ
ผู้เรียนจะได้ทราบว่าผลงานของตนอยูร่ ะดับใด ถ้าต้องการให้ผลงานมีระดบั ที่ดีขึ้นก็สามารถที่จะปรับปรงุ
แก้ไข้ผลงานของตนเองไดจ้ นถึงระดบั ที่พอใจ
สรุปการวัดและการประเมินในการเรียนการสอนนี้ จะทำการประเมินผู้เรียนโดย
พิจารณาพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการ
ทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับช้ัน รวมไปถึงการ
18
กำหนดขั้นตอนกำหนดสิ่งที่จะต้องประเมินในด้านต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ศักยภาพในตนเอง
ความสามารถร่วมกบั ความตั้งใจพัฒนาตนเองไดอ้ ย่างเตม็ ที่ตามเป้าหมายการประเมินของครผู ู้สอน
2.1.6 ขอบข่ายเนอ้ื หา เรอ่ื ง รำเชญิ พระขวัญ
ในการเรียนเรื่องรำเชิญพระขวัญ มีหลายองค์ประกอบให้ผู้เรียนได้ที่ ได้แก่ ประวัติ
ความเป็นมารำเชญิ พระขวญั รปู แบบการแสดง การแตง่ กาย บทรอ้ งและอปุ กรณท์ ใ่ี ช้ในการแสดง
1) ประวตั คิ วามเปน็ มารำเชญิ พระขวัญ
เป็นการแสดงชุดหนึ่งที่ประกอบในละครเรื่อง “น่านเจ้า” ซึ่งประพันธ์โดย ฯพณฯ
พลตรหี ลวงวิจิตรวาทการ ตอ่ มาไดน้ ำมาใช้ในการแสดงเบิกโรง หรือรำอวยพรทวั่ ไป
2) รปู แบบการแสดงรำเชิญพระขวญั
สามารถนำมาใช้ในการร่ายรำประกอบการแสดงได้หลายแบบ เช่น การรำเชิญพระ
ขวัญ เป็นการร่ายรำใช้แสดงในงานมงคลหรือแสดงในงานรื่นเริงต่าง ๆ เพื่อเป็นการอวยพร ซึ่งอาจแสดง
เดยี่ วหรอื เป็นหมู่ ใชผ้ ูห้ ญิงแสดงลว้ น
3) การแต่งกายรำเชิญพระขวญั
ผู้แสดงจะห่มสไบ ใส่โจงกระเบน ปล่อยผมยาว ทัดดอกไม้ข้างซ้าย ใส่เครื่องประดบั
ไดแ้ ก่ สรอ้ ยคอ สังวาล เขม็ ขัด ใสก่ ำไลมือ กำไลบัว เป็นต้น
ภาพที่ 1 การแต่งกายการแสดงรำเชญิ พระขวญั
19
4) บทร้องเพลงรำเชิญพระขวญั
รำเชิญพระขวญั
คำรอ้ ง พลตรหี ลวงวิจิตรวาทการ
ขวัญเจ้าเอย ขวญั เอย มาสอู่ งค์เอย (ซำ้ )
ขอเชญิ พระขวญั เมอ่ื วันเดือนเพญ็
ใหอ้ ยรู่ ่มเยน็ อย่าหนีไปไหน
ขวญั เจา้ เอย ขวญั เอย ขวญั เจา้ อย่าเลยไปไกล
อย่าเท่ียวจนเพลิน อย่าระเหนิ ระหก
อยา่ มวั ชมนก อย่ามวั ชมไม้
ขอเชญิ ขวญั เจา้ รบี เขา้ ส่กู าย
อยา่ ลี้หนหี าย เลยพระขวญั เจา้ เอย
5) อุปกรณ์ทใี่ ช้ในการแสดงรำเชิญพระขวญั
ประกอบดว้ ย แวน่ เทียน และเทียนไข ผแู้ สดงตอ้ งถือแวน่ เทียน 1 อัน
ภาพท่ี 2 แว่นเทียน
20
2.2 การเรียนรู้แบบหอ้ งเรยี นกลับด้าน
2.2.1 ความหมายการเรียนรู้แบบหอ้ งเรียนกลบั ทาง
Bergmann J. and Sams A (2012) ได้กล่าวว่า รูปแบบห้องเรียนกลับทาง เป็นวิธีการที่
ครอบคลุมการใช้งานและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เพื่อยกระดับการเรียนรู้ ในห้องเรียนต่าง ๆ
ของคุณเพื่อให้คุณสามารถใช้เวลามากขึ้นในการมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนแทนการบรรยายหน้าชั้นเรียน
เพียงอย่างเดียว ซึ่งวิธีการที่ถูกใช้เป็นส่วนใหญ่มักจะทำการสอนโดยใช้วิดีโอที่ถูกสร้างขึ้นโดยครู
ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้ ได้นอกเวลาเรียน Jonathan และAaron เรียกกว่าห้องเรียนกลับทาง เพราะ
กระบวนการเรียนและการบ้านทง้ั หมดจะ “พลิกกลบั ” ส่ิงทีเ่ คยเปน็ กิจกรรมในช้นั เรยี น เชน่ การจดบนั ทึก
(lecture) จะถูกทำที่บ้านผ่านทางวิดีโอที่ครูสร้างขึ้นและสิ่งที่เคยต้องทำที่บ้าน (งานต่าง ๆ ได้รับ
มอบหมาย) จะนำมาทำในชั้นเรียน
จันทิมา ปทั มธรรมกลุ (2555) ได้กล่าวไวว้ า่ ห้องเรียนกลับทาง หมายถึงกระบวนการเรยี น
การสอนรูปแบบหนึ่งซ่ึงเปลี่ยนการใช้ช่วงเวลาของการบรรยายเนื้อหา (Lecture) ในห้องเรียนเป็นการทำ
กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อฝึกแก้โจทย์ปัญหาและประยุกต์ใช้จริง ส่วนการบรรยาย จะอยู่ในช่องทางอื่น ๆ เชน่
วิดีโอ วิดีโอออนไลน์ podcasting หรือ screencasting ฯลฯ ซึ่งนักเรียนเข้าถึงได้เมื่ออยู่ที่บ้านหรือนอก
ห้องเรียน ดังนั้น การบ้านที่เคยมอบหมายให้นักเรียนฝึกทำเองนอกห้องจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ
กิจกรรมในห้องเรียนและในทางกลับกัน เนื้อหาที่เคยถ่ายทอดผ่านการบรรยายในห้องเรียนจะเปลี่ยนไป
อยู่ในสื่อที่นักเรียนอ่าน ฟัง ดู ได้เองที่บ้านหรือที่ไหน ๆ ก็ตาม ผู้สอนอาจทิ้งโจทย์หรือให้นักศึกษาสรุป
ความเนือ้ หานั้น ๆ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของนักศึกษาและนำมาอภิปรายหรอื ปฏิบตั ิจริงในห้องเรียน
การเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับทาง จากที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ห้องเรียน
กลับทางเป็นรูปแบบหนึ่งของการสอนคือ "เรียนที่บ้าน-ทำการบ้านที่โรงเรียน" โดยที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้
เนื้อหาจากที่บ้านหรือนอกชั้นเรียนผ่านการเรียนด้วยตนเองจากสื่อการเรียนการสอน วิดีทัศน์ ( Video)
ส่วนการเรียนในชั้นเรียนนั้นให้นกั เรียนทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น นักเรียนสามารถตั้งคำถามจากการเรียนรู้
ด้วยตนเองที่สามารถอธิบายต่อได้ ใช้เทคโนโลยีสืบค้นหาความรู้ที่ได้ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน นักเรียน
เปน็ ผู้นำของการอภปิ รายในห้องเรียน โดยมคี รูเปน็ ผู้คอยให้ความช่วยเหลอื ชแ้ี นะ
2.2.2 เปา้ หมายและวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้แบบห้องเรียนกลับทาง
จันทิมา ปัทมธรรมกุล (2555) ได้กล่าวไว้ว่า เป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ คือ
ให้นักเรียนอา่ นเนื้อหาล่วงหน้าและมาทำกิจกรรมในห้อง ลองนึกถึงการเรียนวิชาวรรณกรรมซึ่ง นักเรียน
ต้องอ่าน นวนิยายมาก่อนล่วงหน้าแล้วนำมาวิเคราะห์ต่อในห้องเรียนหรือการเรียนวิชาด้านกฎหมาย
ซึ่งนำสิ่งท่อี า่ นมาแล้วมาอภิปรายตอ่ ในบรรยากาศแบบ Socratic seminar กน็ บั ได้วา่ เขา้ ขา่ ยลกั ษณะของ
21
ห้องเรียนกลับทางได้ในส่วนหนึ่ง (Berrett, 2012) สิ่งที่ Eric Mazur ซึ่งเป็นอาจารย์/นักฟิสิกส์ที่
มหาวิทยาลัย Harvard ใช้วิธีการสอนที่เรียกว่า Peer instruction ที่เน้นการฝึกกระบวนการคิดขั้นสูง
มากกว่าการจดจำเนื้อหา และทำมาต่อเนื่องมาแล้วกว่า 21 ปี หรือโครงการ SCALE-UP ที่ North
Carolina State University ก็สอดคล้องในวิธีการสอนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งใจและมีส่วนร่วมในการ
เรียนรูเ้ ชิงรุก การใช้เทคนคิ และเคร่ืองมือการเรียนรูต้ ่าง ๆ เป็นแนวคิดที่คลา้ ยกับการเรียนรู้ ในห้องเรียน
แบบ Flipped โดยจุดร่วมของวธิ กี ารสอนเหล่านี้คือการตอบโจทย์ว่าจะทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ ใน
ห้องเรยี นหรอื มสี ว่ นร่วมในห้องเรยี นมากขึน้ (engagement) ไดอ้ ยา่ งไร ผา่ นการเรียนรูเ้ ชงิ รุก การเรียนรู้
แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสอนและการเรียนรู้
(ICT for teaching and learning) เป็นต้น
วิจารณ์ พานิช (2556,หน้า 42-44) เป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้แบบห้องเรียน
กลับทาง คือ สร้างสภาพการเรียนรู้ ที่นักเรียนได้เรียนรู้เท่าเทียมกัน (equitable) ตามธรรมชาติของ
นักเรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งหมายความว่านักเรียนต้องใช้เวลาและความพยายามแตกต่างกัน แต่ครูและ
ห้องเรียนจะช่วยให้นักเรียนทุกคนเรียนบรรลุเป้าหมายเท่าเทียมกันในเวลาเรียนห้องเรียนกลับทางเป็น
เรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันขจัดปัญหาและอุปสรรค ข้อพิสูจน์สุดท้ายคือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของ
นักเรียนทั้งชั้น ส่วนการเรียนแบบรู้จริง คือ ให้นักเรียนได้เรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์ชุดหนึ่งตามอัตราเร็ว
ของการเรียนรู้ของตน ไม่ใช่ต้องเรียนตามอัตราเร็วทีค่ รูหรือชัน้ เรยี นกำหนด การเรยี นแบบนี้นกั เรียนตอ้ ง
เรียกวัตถุประสงคไ์ ลต่ ามลำดบั พ้ืนความร้กู ่อนหลัง คอื ต้องเข้าใจพื้นความร้ชู ดุ ที่ 1 เสยี ก่อน จึงจะสามารถ
เรยี นรู้และเขา้ ใจบทเรียนท่ี 2 ได้ ลักษณะสำคญั ของการเรยี นแบบร้จู รงิ คอื
1. นักเรยี นเรียนเปน็ กลุ่ม หรอื เดี่ยว ๆ ตามอัตราเรว็ ทเ่ี หมาะสม
2. ครูคอยประเมินการเรียนรู้ (formative assessment) และวัดความเขา้ ใจของศษิ ย์
3. นักเรียนพิสูจน์ว่าตนเรียนรู้ วัตถุประสงค์นั้น เข้าใจอย่างแท้จริง โดยสอบผ่านข้อสอบ
(summative assessment) นักเรียนที่ยังสอบไม่ผ่านวัตถุประสงค์ข้อใด ได้รับการช่วยเหลือผลการวิจยั
บอกวา่ การเรียนแบบรจู้ รงิ ชว่ ยเพมิ่ ผลสัมฤทธ์ขิ องเด็ก เพ่มิ ความรว่ มมอื ระหว่างนกั เรียน เพมิ่ ความมน่ั ใจ
ตนเองของนักเรียนและช่วยให้โอกาสนักเรียนได้แก้ตัวในการเรียนรู้ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์หากพลาดในรอบ
แรก เมื่อเรียนแบบรู้จริงในชั้นต้น ๆ พื้นความรู้ก็แข็งพอที่จะขึ้นไปเรียนชั้นสูงขึ้ นไปได้โดยไม่ยากลำบาก
เพราะมีวีดีทัศน์ให้ดูเองกี่รอบก็ได้ หยุดบันทึกช่วยความเข้าใจก็ได้ ถอยหลังกลับไปดูบางตอนใหม่ก็ได้
นกั เรยี นจึงสามารถเรยี นวิชาหรอื ทฤษฎจี นเข้าใจ หากยังไมเ่ ขา้ ใจชดั แจ้งกย็ ังมีชว่ั โมงเรยี นในชนั้ เรยี นให้ฝกึ
ทำแบบฝึกหัดโดยมเี พ่ือนและครูคอยช่วยเหลอื ห้องเรียนแบบกลับทางจงึ ช่วยให้การเรียนแบบรู้จริงไมใ่ ช่
เรื่องยากอีกต่อไป เทคโนโลยีคลังข้อสอบและการสอบโดยใช้ไอซีที เป็นเครื่องมือ ช่วยให้เด็กสามารถ
22
ทดสอบความเข้าใจของตนเองกี่ครัง้ ก็ได้ สอบแต่ละครั้งข้อสอบต่างกันทั้ง formative assessment และ
summative assessment จงึ ไม่เปน็ ภาระหนกั ของนกั เรียนและครอู ีกต่อไป
การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง (flipped-mastery classroom)
เป็นการนำเอาวิธีการสองอย่างมาใช้ร่วมกัน โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยสร้างบรรยากาศของ
การเรยี นรู้ ทีน่ ักเรยี นรจู้ รงิ มลี ักษณะเป็นห้องเรียนท่นี กั เรยี นแต่ละคน (หรือแตล่ ะกลุ่ม) เรยี นบทเรียนของ
ตนที่ไม่ตรงกับของคน (หรือกลุ่ม) อื่นแต่ละคน (กลุ่ม) อยู่กับกิจกรรมของตน นักเรียนทำกิจกรรมเพื่อ
การเรียนรู้ของตน ครูเดินไปรอบ ๆ ห้องเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ของศิษย์แต่ละคน (กลุ่ม) และคอยช่วย
เชยี ร์หรือใหก้ ำลงั ใจ หรอื ช่วยตงั้ คำถาม หรือแนะวธิ ีช่วยตัวเองให้แกศ่ ษิ ย์ นักเรียนจะหาวธิ ีแสดงใหค้ รเู ห็น
ว่าตนเข้าใจวัตถุประสงคข์ องการเรียนรู้ขั้นตอนน้ัน โดยอาจไม่ใช่การตอบขอ้ สอบที่มอี ยู่ในคอมพิวเตอร์ก็
ได้ ในขณะที่ห้องเรียนแบบเดิมจะมีลักษณะเป็นระเบียบเรียบร้อย นักเรียนทุกคนทำกิจกรรมเดียวกัน
ทำพร้อมกัน ห้องเรียนแบบกลับทางและเรียนให้รู้จริง มีลักษณะไม่เป็นระเบียบ นักเรียนทำกิจกรรมที่
ต่างกันเรียนไม่พร้อมกัน แต่ละคนมีอัตราเร็วของการเรียนตามที่เหมาะกับตน ครูต้องรู้เนื้อหาวิชาอย่าง
รู้จริงหอ้ งเรยี นแบบกลับทางและเรยี นแบบรู้จริงน้ี ครูต้องมคี วามสามารถเปลยี่ นสวิตชส์ มองจากเรื่องหน่ึง
ไปส่อู ีกเรือ่ งหนง่ึ ไดท้ ันทว่ งทรี วมท้งั ตอ้ งเข้าใจความเชอื่ มระหว่างสาระวิชา ครตู ้องไม่อายท่ีจะสารภาพกับ
เด็กว่าตนไม่รู้ ในบางเรื่อง นั่นคือครูต้องทำตัวเป็น“ผู้เรียนรู้” มากกว่าเป็น “ผู้รอบรู้” เป้าหมายและ
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับทาง จากที่นักการศึกษาได้กล่าวไวข้ ้างตน้ นั้น จึงพอสรปุ ได้วา่
เป้าหมายและวตั ถุประสงค์การเรยี นรูแ้ บบหอ้ งเรยี นกลับทาง คือ
1. นกั เรียนรับผิดชอบการเรยี นของตนเอง
2. หอ้ งเรียนเตม็ ไปด้วยกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย
3. การผสมผสานการใช้เทคโนโลยีกบั วธิ ที ่ที ำใหเ้ กดิ กระบวนการเรยี นรใู้ หม่ ๆ
4. ผู้เรยี นเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
5. การมีปฏสิ ัมพนั ธ์ของนักเรียนและผปู้ กครองเพ่ิมมากข้นึ
2.2.3 องค์ประกอบการเรยี นรูแ้ บบหอ้ งเรยี นกลบั ทาง
ทัศนวรรณ รามณรงค์ (2556) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียน
กลบั ทาง ซงึ่ เปน็ นวัตกรรมการเรียนการสอนรปู แบบใหมใ่ นการสรา้ งผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้แบบรอบด้าน
หรือ Mastery Learning นั้นจะมีองค์ประกอบสำคัญที่เกิดขึ้น 4 องค์ประกอบที่เป็นวัฏจักร(Cycle)
หมนุ เวยี นกนั อย่างเป็นระบบ ซง่ึ องคป์ ระกอบทั้ง 4 ทีเ่ กิดขึ้นไดแ้ ก่
23
1. การกำหนดยุทธวิธีเพ่ิมพนู ประสบการณ์ (Experiential Engagement) โดยมีครูผู้สอน
เป็นผู้ชี้แนะวิธีการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเพื่อเรียนเนื้อหาโดยอาศัยวิธีการที่หลากหลายทั้งการใช้กิจกรรมที่
กำหนดข้นึ เอง เกม สถานการณ์จาลอง สอ่ื ปฏสิ มั พนั ธ์ การทดลอง หรอื งานด้านศิลปะแขนงตา่ ง ๆ
2. การสืบค้นเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (Concept Exploration) โดยครูผู้สอนเป็นผู้
คอยชีแ้ นะใหก้ บั ผู้เรียนจากสอื่ หรอื กิจกรรมหลายประเภทเชน่ สือ่ ประเภทวดิ ีโอบันทกึ การบรรยาย การใช้
สื่อบันทึกเสียงประเภท Podcasts การใชส้ อ่ื Websites หรอื ส่ือออนไลน์ Chats
3. การสร้างองค์ความรู้ อย่างมีความหมาย (Meaning Making) โดยผู้เรียนเป็นผู้
บูรณาการสร้างทักษะองค์ความรู้ จากสื่อที่ได้รับจากการเรียนรู้ ด้วยตนเองโดยการสร้างกระดานความรู้
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (Blogs) การใช้แบบทดสอบ (Tests) การใช้สอ่ื สงั คมออนไลนแ์ ละกระดานสำหรับอภปิ ราย
แบบออนไลน์ (Social Networking & Discussion Boards)
4. การสาธติ และประยกุ ต์ใช้ (Demonstration & Application) เป็นการสรา้ งองคค์ วามรู้
โดยผู้เรียนเองในเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดทาเป็นโครงงาน (Project) และผ่านกระบวนการนำเสนอ
ผลงาน (Presentations) ทีเ่ กดิ จากการรังสรรค์งานเหล่านนั้
วิจารณ์ พานิช (2556, หน้า 45) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบการเรียนรู้แบบห้องเรียน
กลับทางคอื
1. กำหนดวตั ถุประสงคข์ องการเรียนร้ใู ห้ชดั เจน
2. ไตรต่ รองว่าวัตถปุ ระสงค์ส่วนไหนควรเรียนแบบลงมอื ทำหรอื Inquiry
3. ส่วนไหนควรเรียนแบบรับถ่ายทอด
4. ใหแ้ น่ใจวา่ นักเรยี นเขา้ ถึงวดี ที ัศนเ์ พื่อเรยี นสาระวิชา
5. สรา้ งกจิ กรรมใหน้ ักเรยี นลงมอื ทำเพื่อเรียนรูใ้ นชน้ั เรียน
6. สร้างวิธีสอบหลายวิธีเพื่อพิสูจน์ว่านักเรียนบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ในแต่ละ
บทเรียน
องค์ประกอบการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทาง จากที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้นน้ัน
จึงพอสรุปไดว้ า่ ประกอบไปด้วย
1. การกำหนดยุทธวิธเี พ่ิมพนู ประสบการณ์
2. การสบื คน้ เพ่ือให้เกิดมโนทัศนร์ วบยอด
3. การสรา้ งองคค์ วามรอู้ ยา่ งมคี วามหมาย
4. การสาธิตและประยุกตใ์ ช้
5. ประเมินผลการเรยี นรู้
24
2.2.4 สภาพแวดลอ้ มของการจดั การเรยี นหอ้ งเรียนแบบห้องเรยี นกลบั ทาง
จันทิมา ปัทมธรรมกุล (2555 : บทคัดย่อ) การผสมผสานการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียน
การสอนกับวิธีที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เช่น inquiry- problem-
based learning ให้เป็นสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ที่พวกเขาเข้าถึง จัดการและมีส่วนรับผิดชอบ
ในการใช้งานเพื่อประโยชน์ในการเรียนของตนเอง ใช้เวลาในห้องเรียนเพื่อทำกิจกรรมหรืองานที่ได้ฝึก
การประยกุ ต์ กระบวนการกลุ่มจะมสี ่วนอย่างมากในการเรยี นแบบนเ้ี พอื่ ที่จะฝกึ ความเขา้ ใจกอ่ นที่จะเรียน
หัวข้ออื่น ๆได้หัวใจของ flipped ข้อหนึ่งคือการปรับการสอนให้ "interactive" ซึ่งหมายความว่า
ไม่จำเป็นต้องมีวิดีโอออนไลน์ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีทีทันสมัยหรือไม่ต้องพึ่งพาอินเตอร์เน็ตตลอด
กระบวนการก็ได้แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถทำให้การใช้เวลาในห้องเรียนให้เกิด
interaction ได้มากไม่ว่าจะเป็นจากการทำงานกลุ่ม การอภิปรายกับเพื่อนและผู้สอนซึ่งก็หลากหลาย
ได้ตามแนวทางของผู้สอนและลักษณะ เนื้อหา ตลอดจนเป้าหมายของการสอนนั้น ๆ อย่างน้อย
การคำนึงถึงหลกั ของ attention span ว่าโดยทวั่ ไปความสนใจตอ่ สง่ิ ใดส่ิงหนงึ่ อย่างจดจ่อนั้นมีระยะเวลา
ประมาณ 10-15 นาทเี ท่านัน้ ก็นา่ จะช่วยทำใหผ้ ู้สอนคดิ หาวธิ ที ีจ่ ะกระต้นุ ให้ผเู้ รยี นสนใจมากกวา่ การนัง่ ฟงั
บรรยายตลอดคาบเรียนเพียงอยา่ งเดยี ว
ทัศนวรรณ รามณรงค์ (2555 : บทคัดย่อ) ได้กล่าวไว้ว่า Flipped classroom เป็น
ทางเลือกหนง่ึ ที่นา่ สนใจในการจดั การสภาพแวดลอ้ มของการเรียนรู้ (learning environment) ทา่ มกลาง
ความต้องการที่จะลดอัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนของการเรียนในห้อง อาจดูเหมอื นวา่ การสอนแบบ
Flipped ท้าทายต่อขนบของการสอนที่ให้ความสำคัญกับการบรรยาย และไม่ให้ความสำคัญกับ
การบรรยายอีกต่อไปแต่ที่จริงแล้ว Flipped ไม่ได้ต่อต้านวิธีการสอนแบบบรรยาย Flipped classroom
มหี ลายรูปแบบและไม่ใชส่ ตู รสำเรจ็ เพียงแต่ Flipped ต้ังคำถามกับการสอนแบบบรรยายท่ีเป็น teacher-
centered lectures และสนใจว่าจะทำให้วิธีการสอนแบบบรรยายมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง
มากกวา่ ลองคิดดูว่าในการเรยี นท่ีเนน้ การบรรยายและถา่ ยทอดเนอ้ื หาของบทเรียนเปน็ หลกั นนั้ ผ้เู รยี นจะมี
แนวโน้มให้ความสำคัญกับการจดจำในสิ่งที่ผู้สอนถ่ายทอดมากกว่า แต่ในทางตรงข้ามรูปแบบของ
Flipped classroom ที่เน้นกิจกรรมการเรียนรู้ให้ได้ทำกิจกรรมที่เน้นกระบวนการคิดเกี่ยวกับแนวคิด
หลักหรือแก่นของความรู้นั้น ๆ (core concept) ช่วยให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนยังต้องการความรู้หรือ
ขาดความเข้าใจในส่วนใดต้องการคำชี้แนะอย่างไรบ้าง บรรยากาศในห้องเรียนลักษณะนี้ดีกว่าการมุ่ง
บรรยายสาระความรู้ ที่ผู้สอนต้องการให้ครบถ้วนตามแผนการสอนในลักษณะของการสื่อสารทางเดียว
แต่ไม่สามารถสร้างส่วนร่วมหรือดึงดูดความสนใจจากผู้เรียนฉะนั้น เหตุผลประการหนึ่งที่น่าสนใจของ
Flipped คือ การเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียน เนื่องจากกิจกรรมที่ให้ฝึกฝนนั้นจะ
25
ช่วยให้ผู้สอนรู้ feedback ว่านักเรียนมีความรู้มีทักษะหลังจากการเรียนไปแล้วดั่งที่คาดหวังไว้หรือไม่ได้
เปน็ อยา่ งดี
วิจารณ์ พานิช (2556, หน้า 47) ได้กล่าวว่า เมื่อใช้ห้องเรียนกลับทางและเรียนรู้ให้จริง
บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนไป ชีวิตครูเปลี่ยนไป และพฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไปในห้องเรียน
แบบเดิม นักเรียนนั่งฟังรับคำสั่งและรับถ่ายทอดแล้วตอบข้อสอบเพื่อพิสูจน์ว่าตนได้เรียนรู้ สภาพเช่นน้ี
ได้ผลต่อเด็กส่วนน้อยเด็กอีกจำนวนหนึ่งหมดความสนใจและหลุดไปจากกระบวนการเรียนรู้ แต่ใน
ห้องเรียนแบบกลับทางและเรียนรู้ให้จริง นักเรียนรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง การเรียนไ ม่ใช่สิ่งที่
กระทำต่อนักเรียนแต่กลายเป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของเป็นผู้กระทำ และจะเป็นทักษะที่ติดตัวตลอดไป
สภาพแวดล้อมของการจัดการห้องเรียนแบบห้องเรียนกลับทาง จากที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้นนน้ั
จึงพอสรุปได้วา่ ประกอบไปด้วย
1. ปรับรูปแบบการเรียนการสอนเรียนเน้ือหาทบี่ า้ นทำการบา้ นทโ่ี รงเรยี น
2. จัดการเรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนด้วยวิธีที่ตนถนัดที่สุด เช่น
บางคนชอบเรียนจากวีดที ศั น์ บางคนชอบเรยี นจากหนงั สอื เรยี น บางคนชอบคน้ จากอนิ เทอร์เนต็
3. จดั กจิ กรรมท่เี น้นกระบวนการคดิ เกีย่ วกับแนวคดิ หลกั หรอื แกน่ ของความร้นู ้ัน ๆ
4. จัดให้นักเรียนมกี ารอภิปรายกันในหอ้ งเรยี นเพื่อแลกเปลย่ี นความรกู้ ัน
5. นักเรียนสามารถใชเ้ ทคโนโลยีเพอื่ ทำให้เกดิ กระบวนการเรียนรใู้ หม่ ๆ
6. ครคู อยดูแลกระบวนการชว่ ยเหลือและกำหนดทิศทาง
2.2.5 บทบาทผู้เรยี นการเรียนร้แู บบหอ้ งเรยี นกลับทาง
จันทิมา ปัทมธรรมกุล (2555) ได้กล่าวไว้ว่า นักเรียนแต่ละคนจะมีบทบาทใน
การจัดการเรียนรู้ของตนอย่างมาก เนื่องจากเป็นการใช้เทคโนโลยคี วบคู่กับวิธีการสอนซึ่งช่วยตอบสนอง
ความตอ้ งการเรียนรทู้ ี่แตกต่างหลากหลายของผ้เู รียนได้เป็นอยา่ งดี วิธกี ารนีจ้ ะช่วยใหไ้ ด้แนวทางการสอน
ท่ีแตกต่างข้ึนอยู่กับความต้องการของนกั ศึกษาเปน็ หลกั ทำให้นักศึกษาสามารถกำหนดสง่ิ ท่ตี ้องการเรียนรู้
ได้ด้วยตนเอง ฟังเนื้อหาส่วนของบรรยายด้วยตนเอง พวกเขาจะรู้ได้ว่ากำลังเรยี นรู้ สิ่งใดและกำลงั ค้นหา
คำตอบอะไรอยู่และนกั ศึกษาแต่ละคนไมจ่ ำเป็นต้องทำงานช้นิ เดียวกนั หรือรปู แบบเดียวกัน
วจิ ารณ์ พานชิ (2556, หนา้ 51) นักเรยี นแตล่ ะคนได้เลอื กเรียนด้วยวิธีท่ตี นถนดั ท่ีสุด เช่น
บางคนชอบเรียนจากวีดีทัศน์ บางคนชอบเรียนจากตำราเรียน บางคนชอบค้นจากอินเทอร์เน็ต นักเรียน
บางคนอาจแสดงความรู้ ความเข้าใจได้ดีโดยการตอบข้อสอบตามปกติแต่บางคนอาจแสดงความเข้าใจได้
ดีกว่า โดยการอภิปรายด้วยวาจากับครูหรือบางคนชอบการทดสอบโดยนำเสนอด้วยPowerPoint หรือ
บางคนอาจเขียนเรียงความอธิบายความเข้าใจที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ มีนักเรียนขอทำวิดีโอเกมเพ่ือ
26
ทดสอบความรู้ความเข้าใจวิชาของตนบทบาทของผู้เรียนการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับทาง จากที่นัก
การศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้นน้ัน จึงพอสรุปได้ว่า บทบาทของผู้เรียนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทาง มี
ดังนีค้ ือ
1. ผู้เรียนเรยี นรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง
2. ผเู้ รยี นใชท้ กั ษะกระบวนการคดิ และกระบวนการกล่มุ สรา้ งความรู้ดว้ ยตนเอง
3. ผ้เู รียนมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นและมีปฏสิ มั พันธ์กบั เพือ่ นรว่ มช้ันเรยี น
4. เสรมิ สรา้ งความซ่ือสัตย์ ความมีวนิ ัยของผ้เู รยี น
5. ผู้เรยี นสามารถนำความรไู้ ปใช้ได้
2.2.6 บทบาทผู้สอนการเรียนรแู้ บบห้องเรยี นกลับทาง
วิจารณ์ พานิช (2556, หน้า 47) ได้กล่าวว่า บทบาทของครูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คือไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ทำบทบาทไปทางเป็นติวเตอร์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโค้ชหรือผู้จุดประกาย
โดยการตั้งคำถามยุแหย่ให้เด็กคิดสร้างความสนุกสนานในการเรียนและเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการ
เรียนเวลาของครูจะใช้สำหรับมีปฏิสัมพันธ์สองทางกับศิษย์ ทำให้เด็กที่เรียนช้าหรือหัวช้าได้รับการเอาใจ
ใส่ครูจะไม่ยืนอยู่หน้ากระดานดำที่หน้าชั้นอีกต่อไป แต่จะเดินไปเดินมาในชั้นเพื่อช่วยลูกศิษย์ที่มีปัญหา
การเรียนบทบาทของผู้สอนการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับทาง จากที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น
จงึ พอสรุปไดว้ า่ บทบาทของผู้สอนการเรียนรแู้ บบห้องเรียนกลับทาง มดี งั น้ีคือ
1. ผสู้ อนจัดการเรยี นการสอนโดยให้ผูเ้ รยี นสรา้ งความรู้ใหมเ่ อง
2. ผสู้ อนใหผ้ ูเ้ รยี นใชท้ กั ษะกระบวนการคิด กระบวนการกลมุ่ และสรา้ งความรู้ด้วยตนเอง
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนคือ มีส่วนทั้งด้านปัญญา กาย อารมณ์และสังคม
รวมทั้งใหผ้ ู้เรยี นมปี ฏิสัมพันธ์กับทั้งสิ่งมีชีวิตและกับส่ิงไมม่ ชี ีวติ
4. ผสู้ อนสร้างบรรยากาศเอ้ือตอ่ การเรยี นรู้ ท้ังบรรยากาศทางกายภาพและจติ ใจ
5. ผู้สอนมกี ารวดั ผลประเมินผลท้งั ทกั ษะกระบวนการขดี ความสมารถศักยภาพของผู้เรียน
และผลผลติ จากการเรียนรู้ ซึง่ เป็นการประเมินตามสภาพจริง
6. ผู้สอนเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก คือ เป็นผู้จัดประสบการณ์รวมทั้งสื่อ
การเรยี นการสอน เพอื่ ให้ผเู้ รยี นใช้เปน็ แนวทางสร้างความร้ดู ้วยตัวเอง
2.2.7 กิจกรรมการเรียนรแู้ บบห้องเรยี นกลับทาง
รุ่งนภา นุตราวงศ์ (2555) ได้กล่าวไว้ว่า การปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบการเรียนการ
สอนแบบกลับด้านชั้นเรียนตามศักยภาพของผู้เรียน ซึ่งนักเรียนสามารถดูวิดีโอเรื่องต่าง ๆ ตามช่วงเวลา
หรือลำดบั ทเ่ี ปน็ ไปตามศักยภาพของตนเองแตล่ ะคนอยู่ในจุดการเรียนรู้ท่แี ตกต่างกนั ออกไปไม่จำเป็นต้อง
27
ไปถึงสิ่งที่หลักสูตรกำหนดพร้อม ๆ กันกิจกรรมในชั้นเรียนจึงไม่จัดไว้เป็นลำดับที่ตายตัว นักเรียนทำ
กิจกรรมที่หลากหลายช้าเร็วแตกต่างกันออกไป โดยใช้สื่อนานาชนิดในการเรียนรู้บางคนทำการทดลอง
บางคนสืบค้นขอ้ มูล บางคนค้นควา้ ออนไลน์ บางคนทำงานเป็นกลุ่มเลก็ ๆ บางคนทำงานตามลำพงั ครูจะ
คอยดูแลช่วยเหลอื แต่จะไมเ่ ป็นผคู้ วบคุมกระบวนการเรยี นรู้ นกั เรียนต้องรบั ผดิ ชอบในการเรียนรู้ เป็นของ
ตนเอง ทั้งนี้ครูผู้สอนต้องศึกษาและมีความเข้าใจองค์ประกอบของการกลับด้านชั้นเรียนตามศักยภาพ
ดงั น้ี
1. กำหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ท่ชี ดั เจน
2. พิจารณาว่าจดุ ประสงค์ใดผูเ้ รียนสามารถเรียนรู้ ค้นคว้าหาคำตอบ (Inquiry)ด้วยตนเอง
ไดแ้ ละจุดประสงค์ไดท้ ี่ครูต้องสอนโดยตรง (Direct instruction)
3. ต้องแนใ่ จวา่ นกั เรยี นเขา้ ถงึ วดิ ีโอหรือสอ่ื
4. จัดกิจกรรมการเรยี นรทู้ ี่เหมาะสมในช้นั เรียน
5. จัดทำแบบทดสอบหลาย ๆ ชดุ หลายลักษณะเพ่อื ประเมินผเู้ รยี น
2.2.8 การประเมนิ ผลการเรยี นร้แู บบหอ้ งเรยี นกลบั ทาง
รุ่งนภา นุตราวงศ์ (2555) ได้กล่าวไวว้ ่า การวัดผลและประเมินผลภายใต้รูปแบบกลับด้าน
ชั้นเรียนนั้น มีทั้งการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative assessment) เพื่อพัฒนาและสร้างความรู้
ความเข้าใจแก่นักเรียนและการประเมินผลรวบยอด (Summative assessment) เพื่อตัดสินว่าผู้เรียนมี
ความรู้ ความสามารถบรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ที่เป็นเป้าหมายหรือไม่วัดผลและประเมินผลด้วย
วิธีการที่หลากหลายวัดผลและประเมินผลซ้ำได้ ใช้เทคโนโลยีช่วยในการวัดผลและประเมินผล ใช้ผล
การประเมนิ เพ่อื พฒั นาการเรยี นรู้
วิจารณ์ พานิช (2556, หน้า 61) ได้กล่าวไว้ว่า สร้างระบบประเมินที่เหมาะสมระบบ
ประเมินที่ประเมินความเข้าใจของเด็กอย่างแม่นยำ คำถามคือครูได้อย่างไรว่าศิษย์ได้เรียนรู้อย่างรู้จริง
ตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของวิชา และถ้านักเรียนคนใดยังเรียนรู้ไม่ได้ ตามที่กำหนดจะทำอย่างไร
เทคโนโลยีสมัยใหม่คือคำตอบ การประเมินเพื่อปรับปรุง (Formative Assessment) การทดสอบแบบ
Formative และ Feedback แก่นักเรียนทันทีช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างถูกทางไม่เดินผิดทาง
การประเมินผลการเรยี นรแู้ บบหอ้ งเรยี นกลบั ทาง จากทนี่ กั การศึกษาไดก้ ลา่ วไว้ข้างตน้ น้นั จึงพอสรุปได้วา่
การประเมินผลการเรยี นรู้แบบหอ้ งเรียนกลบั ทางมดี ังน้ี
1. ประเมินเพื่อปรับปรุง (Formative Assessment) เพื่อพัฒนาและสร้างความรู้ความ
เขา้ ใจแก่นักเรียน
28
2. การประเมินผลรวบยอด (Summative Assessment) เพื่อตัดสินว่าผู้เรียนมีความรู้
ความสามารถบรรลุตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรทู้ ี่เปน็ เป้าหมายหรือไม่
2.2.9 ประโยชนข์ องการเรยี นรูแ้ บบหอ้ งเรยี นกลบั ทาง
Kathleen Fulton (2012) ไดก้ ล่าวไวว้ า่ ประโยชนข์ องลักษณะการเรยี นรแู้ บบกลบั ด้าน
มดี งั ต่อไปน้ี
1. นกั เรยี นได้เรียนร้ดู ว้ ยตนเอง
2. นกั เรียนทำการบา้ นไดง้ า่ ยข้นึ เพราะมคี รูคอยแนะนำ
3. ครูสามารถปรับหลกั สูตรใหเ้ หมาะกับนักเรยี น
4. ระยะเวลาในหอ้ งเรยี นสามารถใชไ้ ดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพและสร้างสรรค์
5. ครผู ู้สอนประเมนิ ผเู้ รยี นจากการสงั เกตในการสนใจเรยี นและการมีส่วนรว่ มในกจิ กรรม
6. ทฤษฎีการเรียนร้ใู หม่ๆ
7. ใชเ้ ทคโนโลยีทมี่ คี วามยืดหย่นุ และเหมาะสมสำหรบั “การเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21”
วิจารณ์ พานิช (2556, หน้า 61) ไดก้ ล่าวไวว้ ่า มีเหตุผลบางประการทบ่ี อกถงึ คุณประโยชน์
ของการสอนแบบหอ้ งเรยี นกลับทางที่ Bergmann และ Sams กลา่ วไว้ในหนงั สอื ของเขาที่ช่ือ Flip Your
Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day สรปุ ไดด้ งั นี้
1. เพื่อเปลี่ยนวิธีการสอนของครู จากการบรรยายหน้าชั้นเรียนหรือจากครูสอนไปเป็น
ครูฝึก ฝึกการทำแบบฝึกหัดหรือทำกิจกรรมอื่นในชั้นเรียนให้แก่ศิษย์เป็นรายบุคคลหรืออาจเรียกว่าเป็น
ครตู ิวเตอร์
2. เพื่อใช้เทคโนโลยีการเรียนที่เด็กสมัยใหม่ชอบ โดยใช้สื่อ ICT ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการนำ
โลกของโรงเรยี นเขา้ สู่โลกของนักเรียนซึ่งเปน็ โลกยุคดจิ ิทลั
3. ช่วยเหลือเด็กที่มีงานยุ่ง เด็กสมัยนี้มีกิจกรรมมาก ดังนั้นจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือในการ
จดั การเรียนรู้ โดยใช้บทสอนทสี่ อนดว้ ยวีดีทศั นอ์ ยู่บนอินเทอรเ์ น็ต (Internet) ชว่ ยใหเ้ ดก็ เรยี นไว้ล่วงหน้า
หรือเรยี นตามชน้ั เรยี นได้งา่ ยขึน้ รวมท้ังเปน็ การฝกึ เดก็ ให้ร้จู ดั การจัดเวลาของตนเอง
4. ช่วยเหลือเดก็ เรียนอ่อนให้ขวนขวายหาความรู้ ในชั้นเรียนปกติเด็กเหล่านี้จะถูกทอดทง้ิ
แตใ่ นหอ้ งเรยี นกลับทางเดก็ จะได้รับการเอาใจใส่จากครมู ากทส่ี ดุ โดยอตั โนมัติ
5. ช่วยเหลือเด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันให้ ก้าวหน้าในการเรียนตามความสามารถ
ของตนเอง เพราะเด็กสามารถฟัง หรือดูวีดีทัศน์ได้เองจะหยุดตรงไหนก็ได้กรอกลับ(Review) ก็ได้ตามที่
ตนเองพึงพอใจ
29
6. ชว่ ยใหเ้ ดก็ สามารถหยดุ และกรอกลับครขู องตนเองได้ ทำใหเ้ ด็กจดั เวลาเรยี นตามที่
ตนพอใจ เบ่อื กห็ ยุดพักได้ สามารถแบง่ เวลาในการดเู ป็นชว่ งได้
7. ชว่ ยให้เกดิ ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างเด็กกบั ครเู พ่มิ ข้ึน ตรงกันข้ามกับการทเ่ี รยี นแบบออนไลน์
การเรียนแบบห้องเรียนกลับทางยังเป็นรูปแบบการเรียนที่นักเรียนยังคงมาโรงเรียนและนักเรียนพบปะ
กับครู ห้องเรียนกลับทางเป็นการประสานการใช้ประโยชน์ระหว่างการเรียนแบบออนไลน์และการเรียน
ระบบพบหน้าช่วยเปลี่ยนและเพิ่มบทบาทของครูให้เป็นทั้งพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อน เพื่อนบ้าน
(Neighbor) และผ้เู ชย่ี วชาญ (Expert)
8. ช่วยให้ครูรู้ จักนักเรียนดีขึ้นหน้าที่ของครูไม่ใช่เพียงช่วยให้ศิษย์ได้ความรู้ หรือเนื้อหา
แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ (Inspire) ให้กำลังใจรับฟังและช่วยเหลือส่งเสริมผู้เรียนซึ่งเป็นมิติ
สำคญั ทีจ่ ะช่วยเสรมิ พัฒนาการทางการเรยี นของเด็ก
9. ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง จากกิจกรรมทางการเรียนที่ครู
จัดประสบการณ์ขึ้นมานั้น ผู้เรียนสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ดีเป็นการปรับเปลี่ยน
กระบวนทศั น์ของนักเรียนทเี่ คยเรียนตามคาสัง่ ครูหรอื ทางานใหเ้ สรจ็ ตามกำหนด เปน็ การเรยี นเพอ่ื ตนเอง
ไมใ่ ช่คนอื่นส่งผลต่อเด็กทีเ่ อาใจใส่การเรียน ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งนกั เรียนด้วยกนั จะเพิม่ ข้นึ โดยอัตโนมตั ิ
10. ช่วยให้เหน็ คุณคา่ ของความแตกตา่ งตามปกตแิ ลว้ ในชนั้ เรยี นเดยี วกันจะมเี ด็กท่ีมีความ
แตกต่างกันมากมีความถนัดและความชอบที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจัดกิจกรรมการสอนแบบห้องเรียน
กลับทางจะช่วยให้ครูเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของผู้เรียนแต่ละคนเพื่อด้วยกันก็เห็น และช่วยเหลือกันด้วย
จุดแขง็ ของแตล่ ะคน
11. เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการห้องเรียน ช่วยเปิดช่องให้ครูสามารถ
จัดการ ชั้นเรียนได้ตามความต้องการที่จะทำ ครูสามารถทำหน้าที่ของการสอนที่สำคัญในเชิงสร้างสรรค์
เพ่อื สร้างคณุ ภาพแก่ชน้ั เรียน ช่วยใหเ้ ด็กรู้อนาคตของชีวติ ได้ดีทสี ดุ
12. เปลี่ยนคำสนทนากับพ่อแม่ ประสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง
ซึง่ การรบั ทราบและแลกเปล่ียนความรรู้ ่วมกันจะทาให้เดก็ เกิดการเรยี นรูท้ ่ีดไี ด้
13. ช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการจัดการศึกษา การใช้ห้องเรียนแบบกลับทาง
โดยนำสาระคำสอนไปไว้ในวีดีทัศน์นำไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เป็นการเปิดเผยเนื้อหาสาระ
ทางการเรียน สร้างความเช่ือม่ันในคณุ ภาพการเรยี นการสอนใหผ้ ้ปู กครองทราบ
30
2.3 วดี ิทศั นเ์ พอ่ื การศึกษา
2.3.1 แนวคิดเก่ยี วกบั วิทยโุ ทรทศั น์เพื่อการศกึ ษา
อนริ ุทธ์ สติม่ัน,วรวฒุ ิ มน่ั สุขผลและเสาวลักษณ์ เรงิ ขากลน่ั (2554: 18) ได้ให้แนวคิดเก่ียวกบั
วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาไว้ว่า วิดีทัศน์ เดิมรู้จักแพร่หลายทั่วไปกับคา เทปโทรทัศน์ แถบบันทึกภาพ
ภาพทัศน์ หรือที่เรามักเรียกทับศัพท์จากภาษาต่างประเทศว่า วีดิโอ (Video) และนิยมใช้กันอย่าง
แพร่หลายมาโดยตลอด ในปีพ.ศ. 2530 คณะกรรมการบัญญัติศัพท์วิทยาศาสตร์แห่งราชบัณฑิตยสถาน
เห็นว่าคาในภาษาต่างประเทศ “Video” เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทเดียวกับ “Television” ซึ่งมี
ศัพท์บัญญัติว่า “โทรทัศน์” แล้วจึงสมควรบัญญัติคาว่า Video ขึ้นใช้เป็นชื่อทางการในภาษาไทยด้วย
ด้วยวิดีทัศน์เป็นสื่อที่ให้ประโยชน์ในการเรียนการสอน ทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ
โดยผู้เรียนสามารถรับประสบการณ์ต่าง ๆ ได้จากการมองเห็นและการฟังไปพร้อม ๆ กัน ทั้งยังเป็น
สื่อกลางของการเรียนรูใ้ นรูปแบบต่าง ๆ จึงได้มีผู้ผลิตวิดีทัศน์ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเรียน
การสอนเนื้อหารายวิชานนั้ ๆ ของผ้เู รยี น รวมถงึ ใชใ้ นกิจกรรมตา่ ง ๆ ของหนว่ ยงานทงั้ ภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามเป้าหมายของการศึกษา สำหรับ
ความหมายของวิดที ัศนไ์ ด้มีผใู้ หค้ ำนยิ ามไว้ดงั น้ี
2.3.2 ความหมายของวิดที ศั น์
ประทิน คล้ายนาค (2545: 36) กล่าวว่า “วีดิทัศน์” (Video) ตามความหมายทางเทคนิค
จะหมายถึงการส่งผ่านสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ของภาพและเสียง จากกล้องหรือจากเครื่องบันทึกเทป
วิดีทัศน์ที่เราเรียกว่า เครื่อง VTR ไปยังจอโทรทัศน์ หรือมอนิเตอร์ การใช้กล้องอิเล็กทรอนิกส์ ถ่ายภาพ
เคลื่อนไหว พร้อมกับเสียง แล้วส่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปออกที่จอโทรทัศน์นั้นเองแต่เดิมคำว่า “Video”
เป็นศัพท์เทคนิคอันหมายถึงสัญญาณภาพที่ได้จากกล้องโทรทัศน์ ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็น
สัญญาณไฟฟ้าแล้วนำไปขยายเพื่อให้ได้สัญญาณแรงพอ จากนั้นจึงนำไปผสมกับคลื่นพาห์และส่งออก
อากาศ ปัจจุบันวีดิทัศน์มีความหมายกว้างมาก จะรวมไปถึงเครื่องมือและอุปกรณ์โทรทัศน์ที่ใช้กันตาม
บา้ น ตามสถาบันและหน่วยงานตา่ ง ๆ ทั้งยังรวมไปถงึ อุปกรณต์ ามสถานีวิทยุโทรทศั นอ์ กี ด้วย เช่น เทปวีดิ
ทศั น์ (Video Tape) เครือ่ งบนั ทึกเทปวีดทิ ศั น์ กลอ้ งโทรทัศน์ และเครื่องตัดตอ่ เป็นตน้
กดิ านันท์ มะลทิ อง (2543: 198) กล่าวถงึ ราชบณั ฑิตยสถานจะเรยี กวดี ิทศั น์ โดยแบ่งวัสดุ
คือ แถบวีดิทัศน์ และอุกรณ์เครื่องเล่นวีดิทัศน์ แถบวีดิทัศน์ เป็นวัสดุที่สามารถใช้บันทึกภาพและเสียง
พร้อมกนั ไดใ้ นรูปแบบเทป สามารถลบแลว้ บันทกึ ใหม่ได้
ยงยุทธ ขุนแสง (2556: 11) กล่าวว่า วีดิทัศน์เป็นการบันทึกภาพและเสียงที่สามารถ
ยอ้ นกลับมาดไู ด้ใหมห่ ลายคร้ัง ทำใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นรแู้ ละรบั รู้ไดด้ เี ม่ือได้เห็นท้งั ภาพและได้ยนิ ทงั้ เสยี ง
31
พร้อมกันเหมือนกับว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงนั้น ทำให้สื่อวีดิทัศน์เป็นสื่อการเรียนการสอนที่นิยมใช้ใน
วงการศกึ ษา
พิมพ์ประภัสสร วรานุสาสน์ (2553: 43) กล่าวว่า วีดิทัศน์ หมายถึง วัสดุที่ทาให้การ
บนั ทึกหรือเกบ็ สญั ญาณภาพและสัญญาณเสียงไวใ้ นรูปเสน้ แมเ่ หล็กที่มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติ ทำ
ให้ผดู้ ูเกดิ การรับรู้และเรยี นรู้ได้
จากแนวคิดดังกล่าว ความหมายของวีดิทัศน์จะเห็นได้ว่า วีดิทัศน์เป็นสื่อการสอนที่ทำ
การบันทึกหรือเก็บสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงนำไปใช้กับเครื่องเล่นหรืออุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์
โดยนำเสนอผ่านจอโทรทัศนห์ รอื เคร่อื งฉาย ทำให้ผ้ดู ูสามารถรับรู้ประสบการณต์ า่ ง ๆ ได้จากการมองเห็น
และการฟังไปพร้อม ๆ กัน เรื่องราวในวีดิทัศน์สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทันที ดูภาพซ้ำ ภาพช้าเร็วได้
ตามความต้องการ
2.3.3 คุณลกั ษณะของสื่อโทรทศั นแ์ ละวีดทิ ศั น์
วภิ า อตุ มฉนั ท์ (2538: 4-5) กลา่ วถึงคณุ ลักษณะของสือ่ โทรทัศนแ์ ละวดี ิทัศนด์ งั นี้
1) โทรทัศนแ์ ละวดี ทิ ศั น์ยอ่ มเป็นส่อื ท่ีใหท้ งั้ ภาพและเสียง
2) การนาเสนอด้วยโสตทัศนูปกรณ์แบบเก่า ล้วนสามารถนามาเสนอได้ด้วยโทรทัศน์และ
วีดิทัศน์ กล่าวคือการนาเสนอด้วยภาพและเสียงได้พัฒนาถึงจุดสูงสุดในรูปแบบของสื่อโทรทัศน์
และวีดทิ ัศน์
3) โทรทัศนแ์ ละวีดทิ ศั นเ์ ปิดใช้ง่าย
4) โทรทศั น์และวิทยกุ ระจายใหผ้ ู้ชมเกดิ ความรู้สกึ ใกล้ชดิ เสมือนหน่ึงเป็นสือ่ สว่ นตวั
2.3.4 ประเภทและขอบเขตของรายการวดี ิทัศน์เพอ่ื การศึกษา
สุเมธา ปานพริ้ง (2556: 32) อ้างถึงใน วิภา อุตมฉันท์ (2538: 5) กล่าวถึงประเภทของ
รายการ วีดิทัศน์เพื่อการศึกษาดังนี้ วีดิทัศน์นำมาช่วยสอนเสริมเพิม่ ประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียนได้
อยา่ งกวา้ งขวางทั้งประสบการณ์ทางตรงและประสบการณ์ทางอ้อม โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดว้ ยกนั ดังนี้
1) ประสบการณใ์ นมติ แิ หง่ ความสำเรจ็ (Reality)
2) ประสบการณใ์ นมติ ิแห่งกาลเวลา (Time)
3) ประสบการณ์ในมิติของสถานที่ (Space)
สเุ มธา ปานพร้ิง (2556: 32-33) อ้างถงึ ใน วสนั ต์ อติศัพท์ (2533: 14-15) กล่าวถึงขอบเขต
ของรายการวีดิทศั นเ์ พื่อการศึกษาดงั นี้ รายการวีดิทัศน์เพือ่ การศึกษาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
ตามแตล่ ะลักษณะของรายการไดแ้ ก่
32
1) รายการวีดิทัศน์เพื่อการศึกษา (Education Television : ETV) รายการประเภทนี้มุ่ง
ส่งเสรมิ ใหค้ วามรทู้ ั่วไปในดา้ นตา่ ง ๆ ใหแ้ กผ่ ู้ชมเพ่ือศึกษาหาความรู้
2) รายการวีดิทัศน์เพื่อการสอน (Instructional Television : ITV) รายการประเภทนี้เน้น
ในเร่อื งของการเรียนการสอนเนอื้ หาท้งั หมดเป็นหลกั และการสอนเสรมิ
3) รายการวีดทิ ัศน์เพอื่ การศกึ ษาทัว่ ไป (Inormal Education Programme) เป็นรายการ
เพอื่ ใหค้ วามร้แู ก่ประชาชนท่ัวไป
2.3.5 รูปแบบรายการวีดทิ ัศนเ์ พ่อื การศกึ ษา
อนิรุทธ์ สติมั่น,วรวุฒิ มั่นสุขผลและเสาวลักษณ์ เริงขากลั่น (2554: 25 -26) กล่าวถึง
รูปแบบรายการวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาไว้ว่า วิธีดำเนินการนำเสนอรายการวีดิทัศน์มีหลายรูปแบบแล้วแต่
จุดประสงค์ของการทำรายการ การเลือกรูปแบบรายการวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาจะช่วยเสริมรายการให้
น่าสนใจมากขึ้น รูปแบบใดการวีดิทัศน์มีการนำเสนอหลากหลาย ซึ่งการเสนอเนื้อหาสาระและสิง่ ทีอ่ ยู่ใน
รายการวดี ิทศั น์จำแนกรูปแบบได้หลายวธิ ตี ามประเภทของรายการวดี ิทัศน์ ดังน้ี
1) รูปแบบพูดคนเดียว (Monologue) เป็นรายการที่มีผู้ปรากฏตัวพูดคุยกับผู้ชมและ
คนดเู พียงคนเดยี ว
2) รูปแบบสนทนา (Dialogue) เป็นรายการทีม่ ีคนพูดคุยกันสองคน มีผู้ถามและคู่สนทนา
แสดงความคิดเหน็
3) รูปแบบอภิปราย (Discussion) มีคนป้อนประเด็นคาถามให้ผู้อภิปรายแสดง คนป้อน
ประเด็นคาถามให้ผอู้ ภปิ รายแสดงความคดิ ของตนเองตอ่ ประเดน็ ตา่ งๆ
4) รูปแบบสัมภาษณ์ (Interview) เป็นรายการที่มีผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ วิทยากร
มาสนทนากนั โดยผดู้ ำเนนิ การสัมภาษณเ์ ก่ยี วกับเร่อื งทต่ี อ้ งการให้ผู้ถูกสมั ภาษณเ์ ลา่ ให้ฟัง
5) รปู แบบเกมหรือการตอบปญั หา (Quiz Programmed) เปน็ รายการท่ีจัดให้การแข่งขัน
ระหว่างคนหรอื กลมุ่ รว่ มเลน่ เกมหรอื ตอบปัญหา
6) รูปแบบสารคดี (Documentary Programmed) เป็นรายการท่ีนำเสนอเนื้อหาด้วย
ภาพ ไม่มีการบรรยายประกอบ
7) สารคดีเต็มรูป เป็นการดำเนินเรื่องด้วยภาพรายการกึ่งสารคดีถึงพูดเดียว เป็นผู้ดำเนนิ
รายการทำหน้าทีเ่ ดนิ เรอ่ื งพูดคยุ กบั ผชู้ มและใหเ้ สยี งบรรยายตลอดรายการ
8) รูปแบบละคร (Dramatically style) เป็นการเสนอเรื่องราวต่างๆ ด้วยการจำลอง
สถานการณเ์ ป็นรอง มีผูแ้ สดง การจัดหา การแต่งตวั และแตง่ หน้าใหส้ มจรงิ ใช้เทคนคิ การละครเพอื่ เสนอ
เรอื่ งราวให้ใหเ้ หมือนจริงมากทส่ี ดุ ในดา้ นการศึกษา
33
9) รูปแบบสารละคร (Docu – Drama) เป็นรายการที่ผสมผสานรูปแบบสารคดีเข้ากับ
รูปแบบละครหรือการนำละครมาประกอบรายการท่ีเสนอเพอ่ื เปน็ การศกึ ษาความรู้และแนวคิด
10) รูปแบบสาธิตและการทดลอง (Demonstration) เป็นรายการที่เสนอวิธีการทำการ
สาธติ และการทดลองเพื่อใหผ้ ู้ชมได้แนวทางไปใช้จริง
11) รูปแบบเพลงและดนตรี (Song and Music) มี 3 ลักษณะคอื มีดนตรีนำ นักร้องแสดงสด
ให้นักเรียนมาร้องควบคู่ไปกับเสียงดนตรีที่บันทึกและให้ผู้เรียนมาร้องและนักดนตรีมาแสดงแต่ใช้เสียงท่ี
บันทึกมาแลว้
12) รูปแบบการถ่ายทอดสด (Live Programmed) เป็นรายการที่ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่
เกิดข้นึ จริง
13) รูปแบบนิตยสาร (Magazine Programmed) เป็นรายการที่เสนอหลักหลายประเด็น
หลายรสในรายการเดียว
2.3.6 กระบวนการผลติ สอ่ื วดี ิทศั น์
พิสุทธา อารีราษฎรแ์ ละณัฐพงษ์ พระลับรักษา (2551: 3-4) กล่าวถึงกระบวนการผลติ สื่อ
วดี ิทัศน์ไว้ว่าการผลติ สือ่ วิดิทัศนใ์ หม้ คี ณุ ภาพนั้น มีข้ันตอนการทำงานอย่างเป็นระบบดงั น้ี
1) ขั้นเตรียมการผลิต (Per-Production) เป็นการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ
ก่อนการผลิตรายการ ได้แก่ บุคลากร เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ งานศิลปกรรม โดยมีการประชุม
ปรกึ ษาหารอื ในทมี งานที่เกี่ยวขอ้ งใหเ้ ข้าใจขน้ั ตอนในการปฏิบัตงิ าน ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ก่อนการลงมือ
ปฏิบตั ิงานตามตารางเวลาทก่ี ำหนดไว้
1.1) ดา้ นบุคลากร ในการผลิตรายการวดี ิทัศน์เปน็ การทำงานทเ่ี ป็นทีมผู้ร่วมงานมาจาก
หลากหลายอาชีพที่มีพื้นฐานที่ต่างกัน ซึ่งการทำงานร่วมกันจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น
ข้ึนอย่กู ับทมี งานทีด่ ี มีความเขา้ ใจกนั พดู ภาษาเดียวกัน รู้จักหน้าทแี่ ละใหค้ วามสำคญั ซ่ึงกนั และกนั
1.2) ด้านสถานที่ในการผลิตรายการ แบ่งออกเป็น 2 แห่ง คือภายในห้องผลิตรายการ
และภายนอกห้องผลิตรายการ สาหรับการผลิตรายการในห้องผลิตรายการ (Studio) นั้น ผู้ผลิตจะต้อง
เตรียมการจองห้องผลติ และตัดตอ่ รายการลว่ งหน้า กำหนดวนั เวลาทชี่ ัดเจน กำหนดฉากและวัสดุอุปกรณ์
ประกอบฉากให้เรียบร้อย ส่วนการเตรียมสถานที่นอกห้องผลิตรายการ ผู้ผลิตจะต้องดูแลในเรื่องของ
การควบคุมแสงสว่าง ควบคุมเสียงรบกวนโดยจะต้องมีการสำรวจสถานที่จริงก่อนการถ่ายทำ เพื่อทราบ
ขอ้ มลู เบือ้ งตน้ และเตรยี มแกป้ ัญหาที่อาจจะเกิดขนึ้ ได้เพอ่ื จะได้ประหยัดเวลาในการถ่ายทำ
1.3) ด้านอุปกรณ์ในการผลิตรายการ โดยผู้กำกับฝ่ายเทคนิคจะเป็นผู้สั่งการเรื่อง
การเตรียมอุปกรณ์ในการผลิต เช่น กล้องวีดิทัศน์ ระบบเสียง ระบบแสง เครื่องเครื่องบันทึกภาพ
34
นอกจากนัน้ ยังจำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์สำรองบางอย่างให้พร้อมดว้ ย ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหนา้
ไดอ้ ย่างทันท่วงที
1.4) ดา้ นผูด้ ำเนินรายการ และผูร้ ว่ มรายการ การเตรียมผู้ร่วมรายการทจ่ี ะปรากฏตัวบน
จอโทรทัศน์เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเริ่มจากการคัดเลือก ติดต่อ ซักซ้อมบทเป็นการล่วงหน้าโดยให้ผู้ดำเนิน
รายการและผู้ร่วมรายการไดศ้ กึ ษาและทำความเขา้ ใจในบทของตนเองทจ่ี ะต้องแสดงเพือ่ จะได้ไม่เสียเวลา
ในการถ่ายทำ
2) ขั้นการผลิตรายการ (Production) เป็นขั้นตอนที่จะบันทึกวีดิทัศน์ตามแผน
การทำงานซึ่งก่อนที่จะดำเนินการต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ให้ทราบ วัน เวลา ในการบันทึกรายการ
ตรวจวัสดุอุปกรณ์ให้เรียบร้อยพร้องใช้งาน มีการซักซ้อมผู้แสดง ควรมีการซักซ้อมกล้องก่อนการถ่ายทำ
จริงในขณะบนั ทกึ วีดิทศั น์จะต้องคอยตรวจสอบด้านเทคนิค ถ้ามีพบขอ้ บกพรอ่ งต้องดำเนนิ การแก้ไขและ
บนั ทกึ ใหมท่ ันที เมือ่ ทำการบันทึกรายการเสรจ็ แลว้ ควรตรวจสอบ ความถูกต้องอีกครัง้ เพอ่ื หาจุดบกพร่อง
ทอ่ี าจจะเกดิ ข้ึนได้
3) ขั้นหลังการผลิต (Post- Production) เป็นขั้นตอนหลังจากการที่ได้ทำการบันทึก
รายการวีดิทัศน์แล้วจะต้องนำภาพแต่ละช็อต (Shot) แต่ละซีน (Scenc) มาจัดลำดับให้ต่อเนื่องตาม
บทวีดิทัศนท์ ี่กำหนดไว้ โดยมีขน้ั ตอนดงั น้ี
3.1) การลำดับภาพหรือการตัดต่อ (Editing) เป็นการนำภาพมาตัดต่อให้เป็นเรื่องราว
ตามบทวดี ิทศั น์ โดยใช้เครอื่ งตัดต่อหรือเครอื่ งคอมพิวเตอร์ โดยการตดั ต่อนีม้ ี 2 ลักษณะคอื
(1) Linear Editing เป็นการตัดต่อระหว่างเครื่องเล่น/บันทึกวีดิทัศน์ 2 เครื่องโดย
ให้เครื่องหนึ่งเป็นเครื่องต้นฉบับ (Master) และอีกเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องบันทึก (Record) ในปัจจุบันไม่
นิยมใชแ้ ล้วเน่ืองจากการตดั ตอ่ ลกั ษณะนต้ี อ้ งใช้ผทู้ ี่มคี วามชำนาญเฉพาะด้านและใช้เวลานานมาก
(2) Non-Linear Editing เป็นการตัดต่อโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะ
ซงึ่ เป็นการตดั ตอ่ ท่ีรวดเรว็ และมขี อ้ ผดิ พลาดนอ้ ยทสี่ ุด
3.2) การบันทึกเสียง (Sound Recording) จะกระทำหลังจากได้ดำเนินการตัดต่อภาพ
ตามบทวดี ิทัศน์เป็นท่เี รียบร้อยแลว้ จึงทาการบนั ทกึ เสยี งดนตรี เสยี งบรรยาย และเสยี งประกอบลงไป
3.3) การฉายเพื่อตรวจสอบ (Preview) หลังจากการตัดต่อภาพและบันทึกเสียง
เรยี บร้อยแล้วจะต้องนามาฉายเพ่อื ตรวจสอบกอ่ นวา่ มีอะไรทจ่ี ะตอ้ งปรับปรงุ แก้ไขหรอื ไม่
3.4) การประเมินผล (Evaluation) เป็นการประเมินรายการหลังการผลิต ซึ่งมี
2 ลักษณะคอื
35
(1) ประเมินผลกระบวนการผลิตโดยจะเป็นการประเมินด้านความถูกต้องของ
เนื้อหาคุณภาพและเทคนิคการนำเสนอ ความสมบูรณ์ของเทคนิคการผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา
ผเู้ ขยี นบท ผูก้ ำกับรายการ ทีมงานการผลติ
(2) การประเมินผลการผลิตซึ่งจะเป็นการประเมินโดยกลุ่มเป้าหมายเป็นหลักโดย
จะประเมนิ ในด้านของความน่าสนใจ ความเข้าใจในเนอื้ หา และสาระที่นำเสนอ
2.3.7 การสร้างบทเรยี นวดี ิทศั น์
ณัฐวุฒิ ปล่ำปลิว (2556: 18-19) อ้างถึงใน วสันต์ อติศัพท์ (2533: 120-121) ได้กล่าว
เกี่ยวกับการเขียนบทเรียนวีดิทัศน์ที่ดีถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ ทำให้บทเรียนวีดิทัศน์ที่สร้างขึ้นมามี
คณุ ภาพ การนำเอาความคิดสร้างสรรค์มาทำให้เป็นรปู ธรรมเพื่อแสดงวา่ เหตกุ ารณ์ในรายการจะดำเนินไป
อย่างไรโดยแสดงให้เห็นถึงลักษณะภาพที่ปรากฏคาบรรยายหรือบทสนทนาซึ่งผู้เขียนบทจะต้อง
จนิ ตนาการออกมาวา่ จะนำเสนออย่างไรดังน้ี
1) การเขียนเค้าโครงบท (Treatment) ซึ่งเป็นบทหรือเค้าโครงย่อๆ ว่าเหตุการณ์ใน
รายการจะดำเนินไปอย่างไร รายการจะน่าดูหรอื ไม่ สว่ นหน่งึ ขึ้นอยู่กบั การวางเค้าโครงเรอ่ื ง
2) การออกแบบเวที (Floor Plan) ผู้เขียนบทบางคนอาจข้ามตอนนี้แต่หากว่าผู้เขียนบท
และผู้กำกับรายการเป็นคน ๆ เดียวกัน ก็ควรจะมีการออกแบบเวทีไว้ก่อนเพื่อว่าจะได้สะดวกในการ
จนิ ตนาการออกมาเปน็ ภาพ อีกท้งั จะชว่ ยใหร้ ะบลุ ำดับภาพ (Shot) มุมกล้องไดเ้ ลยทเี ดยี วในบท อีกทั้งยัง
ทำให้เราคิดออกว่าจะให้ตัวผู้แสดงเคลื่อนไหวไปทางไหนอย่างใดได้ด้วย ผู้เขียนบทที่ดีควรจะจัดทำ
สงิ่ น้ีด้วย
3) การเขียนลำดับเรื่อง (Story Board) ในขั้นนี้สาหรบั ผู้เขียนบทที่มีความละเอียดอาจจะ
วาดภาพคร่าว ๆ ของแต่ละภาพว่าจะเป็นอย่างไร ช่วยให้ตนเองและคนอื่นที่เกี่ยวข้องเข้าใจสิ่งท่ีผู้เขียน
บทตอ้ งการไดด้ ขี น้ึ
4) การเขียนบท (Script Writing) เป็นการนำเอาเค้าโครงบทที่วางไว้มาขยายให้เป็นบท
โดยสมบูรณ์ ตั้งแต่ลำดับภาพ กล้องและลักษณะภาพ คำบรรยาย/บทสนทนา ตลอดจนเสียงประกอบ
อื่น ๆ ในบางกรณีผู้เขยี นบทอาจจะยังไม่ระบุลักษณะภาพและกลอ้ งท่ีใช้เอาไว้ โดยจะมาระบใุ นตอนซ้อม
กับกล้องโทรทัศน์จริง ๆ และเลือกลักษณะภาพตอนนั้นเลย แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการออกแบบเวทีไว้
ก่อนขั้นนี้ ควรจะระบุลักษณะภาพและกล้องไปเลยเพราะสะดวกในการซ้อม ทำให้การดำเนินงานเปน็ ไป
อยา่ งรวดเรว็ การแกไ้ ขอาจมีเพียงเลก็ นอ้ ย
5) เขียนร่างบท (Draft Script) เปน็ การเขยี นรา่ งออกมาตามประเภทของบท
36
6) การเขียนเอกสารประกอบบท (Paperwork) เช่น รายชื่อผู้ปฏิบัติงานสิ่งที่ต้องการทาง
เทคนิค เช่น แสง เสียง ฉาก และอุปกรณป์ ระกอบฉาก ซง่ึ จะมีความสำคญั ต่อการปฏบิ ตั ิงาน
7) ทดสอบต้นร่างและปรับปรงุ บท (Tryout and Revision) นาบทมาอ่านออกเสียงเพื่อดู
ลลี าและช่วงเวลาอาจให้ผ้รู ่วมงานอา่ นและวพิ ากษ์ วิจารณ์ แลว้ นำขอ้ คดิ มาปรบั ปรงุ ใหด้ ีขึน้ จากน้ันจึงนำ
บทโทรทัศนไ์ ปให้คณะกรรมการและผทู้ รงคณุ วฒุ ติ รวจสอบและปรบั ปรงุ แก้ไข
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการสร้างบทเรียนวีดิทัศน์สิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้คือการเขียน
บทวีดิทัศน์เพื่อให้การถ่ายทำวีดิทัศน์นั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ผู้เขียนบทจึงต้องมี
ความรู้ความเขา้ ใจถงึ ขัน้ ตอนการเขียนบทเรียนวดี ิทัศน์ทดี่ ี เพ่อื ทจี่ ะได้นำไปประยกุ ตใ์ ช้ในการถ่ายทำและ
สรา้ งบทเรยี นวีดทิ ัศนไ์ ดต้ ามเป้าหมายท่ีกำหนด
2.4 ความพงึ พอใจ
2.4.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ความหมายความพึงพอใจได้มีผู้ให้คำอธิบายความหมาย ของความพึงพอใจไว้ดังน้ี
ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 588-600) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายว่า พอใจ
หมายถึง สมใจ ชอบใจ เหมาะ พึงใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ
กิติมา ปรีดีดิลก (2524 : 278-279) ได้รวบรวมความหมายของความพึงพอใจในการ
ทำงานดงั น้ี
1) ความพึงพอใจในการทำงานตามแนวคิดของ คาร์เตอร์ (Carter) หมายถึง คุณภาพ
สภาพ หรืระดบั ความพึงพอใจของบคุ คล ซึ่งเปน็ มาจากความสนใจ และทัศนคติของบุคคลที่มีตอ่ คุณภาพ
และสภาพของงานนั้น ๆ
2) ความพงึ พอใจในการทำงานตามแนวคดิ ของ เบนจามิน (Benjamin) หมายถงึ ความรสู้ ึก
ทีม่ คี วามสุขเมอ่ื ได้รับผลสำเรจ็ ตามความมุง่ หมายความต้องการ หรือแรงจงู ใจ
3) ความพงึ พอใจในการทำงานตามแนวคิดของ เอรเ์ นสท์ (Ernest) และ โจเซพ (Joseph)
หมายถงึ สภาพความตอ้ งการตา่ ง ๆ ทีเ่ กดิ จากการปฏบิ ัติหน้าที่การงานแลว้ ได้รับการตอบสนอง
4) ความพึงพอใจตามแนวคิดของ จอร์จ (George) และ เลโอนาร์ด (Leonard)หมายถึง
ความรสู้ กึ พอใจในงานทที่ ำ และเตม็ ใจท่ีจะปฏิบตั งิ านนั้นให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2536 : 130) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจในการทำงานว่า
เป็นความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อการทำงานในทางบวก เป็นความสุขของบุคคลที่เกิดจากการปฏิบัติงาน
และได้รับผลตอบแทน คือผลทเี่ ป็นความพงึ พอใจทท่ี ำใหบ้ ุคคลเกิดความรสู้ กึ กระตอื รอื รน้ มคี วามมุ่งมั่นที่
37
จะทำงาน มีขวัญและกำลังใจสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานรวมท้ัง
ส่งผลต่อความสำเรจ็ และเป็นไปตามเป้าประสงค์ขององคก์ าร
ธงชัย สันติวงษ์ (2533 : 359) กล่าวว่าถ้าบุคคลหนึ่งได้มองเห็นช่องทาง หรือโอกาสจะ
สามารถสนองแรงจงู ใจท่ตี นมีอยูแ่ ล้ว ก็จะทำให้ ความพงึ พอใจของเขาดขี ้ึน หรืออยูใ่ นระดับสูง
สมศักดิ์ คงเที่ยงและอัญชลี โพธิ์ทอง (2542 : 278-279) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็น
ผลรวมของความรสู้ กึ ของบุคคลเกี่ยวกบั ระดบั ความชอบหรอื ไม่ชอบตอ่ สภาพต่าง ๆ ความพึงพอใจเป็นผล
ของทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่าง ๆ และความพึงพอใจในการทำงานเป็นผลมาจากการ
ปฏบิ ัติงานทีด่ แี ละสำเร็จเกิดเปน็ ความภูมใิ จและได้ผลตอบแทนในรูปแบบตา่ ง ๆ ตามทหี่ วงไว้
2.4.2 ทฤษฎที ่เี กย่ี วกับความพึงพอใจ
สมพงษ์ เกษมสิน (2518 : 298 อ้างถึงใน นริษา นราศรี 2544 : 28) บุคคลจะเกิดความ
พึงพอใจได้นั้น จะต้องมีการจูงใจ ได้กล่าวถึงการจูงใจไว้ว่า “การจูงใจเป็นการชักจูงให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม
โดยมมี ลู เหตุความตอ้ งการ 2 ประการ คือความตอ้ งการทางรา่ งกาย และความตอ้ งการทาง จติ ใจ”
นฤมล มีชัย (2535 : 15) กล่าวว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกหรือเจตคติที่ดีต่อการ
ปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่และความรับผิดชอบนั้น ๆ ด้วยใจรัก มีความกระตือรือร้นในการทำงาน
พยายามตั้งใจทำงานให้บรรลุเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด มีความสุขกับงานที่ทำและมีความพอใจ
เมือ่ งานน้นั ไดผ้ ลประโยชนต์ อบแทน
2.4.3 ความสำคญั ในการศกึ ษาความพึงพอใจ
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2536 : 130) ได้กล่าวถึงความสำคัญในการศึกษาความพงึ พอใจ
ในการทำงานดงั น้ี
1) การรับรู้ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการทำงานทำให้สามารถ
นำไปใชใ้ นการสร้างปัจจยั เหลา่ น้ีให้เกิดขึ้นเปน็ ประโยชนต์ ่อการทำงาน
2) ความพึงพอใจในการทำงาน จะทำให้บุคคลมีความตั้งใจในการทำงาน ลดการขาดงาน
การมาทำงานสาย และการขาดความรับผดิ ชอบที่มีตอ่ งาน
3) ความพึงพอใจในการทำงาน เป็นการเพมิ่ ผลผลติ ของบุคคลทำให้องคก์ ารมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล ได้บรรลเุ ป้าหมายขององค์กร
2.4.4 การวัดความพงึ พอใจ
หทัยรัตน์ ประทุมสูตร (2542 : 14) กล่าวว่าการวัดความพึงพอใจเป็นเร่ืองที่เปรียบได้กบั
ความเข้าใจทั่ว ๆ ไป ซึ่งปกติจะวัดได้ โดยการสอบถามจากบุคคลท่ีต้องการจะถาม มีเครื่องมอื ที่ต้องการ
38
จะใช้ในการศึกษาคนคว้าหลาย ๆ อย่าง อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าจะมีการวัดอยู่หลายแนวทางแต่การศึกษา
ความพึงพอใจอาจแยกกลา่ วแนวทางวัดได้ สองแนวคดิ ดงั น้ี
1) วัดจากสภาพท้ังหมดของแต่ละบุคคล เช่น ที่ทำงาน ที่บ้านและทุก ๆ อย่างที่เกีย่ วของ
กับชีวิต การศึกษาตามแนวทางนี้จะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์แต่ทำให้เกิดความยุ่งยากกับการที่จะวัดและ
เปรียบเทยี บ
2) วัดได้โดยแยกออกเป็นองค์ประกอบ เช่น องค์ประกอบที่เกี่ยวกับงานการนิเทศงาน
เกี่ยวกับนายจ้างจากความคิดเห็นของนักวิชาการ ได้กล่าวถึงสิ่งที่สร้างความพึงพอใจสรุปได้ว่า ความพึง
พอใจเป็นความรู้สึกในทางบวกความรู้สึกที่มีความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จ และผลตอบแทนจากการ
ปฏิบัติงาน ทำให้บุคคลเกิดความสบายใจ หรือสนองความต้องการทำให้เกิดความสุขเป็นผลดีต่อการ
ปฏิบัติงาน
2.5 งานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
จากการศกึ ษางานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับห้องเรียนกลับด้านและส่ือวีดทิ ศั น์ ผ้วู จิ ัยไดร้ วบรวมและสรุป
ใจความสำคญั ไดด้ งั นี้
ปางลีลา บูรพาพิชิตภัย ( 2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศผลสรุปปรากฏว่าการใช้การเรียนการสอน flipped Classroom จะมีสิ่งที่คล้ายกันคือการให้
ผู้เรียนได้เตรียมตัวก่อนเข้าเรียนไม่ว่าด้วยเอกสารหรือวิดีโอ ผู้เรียนจำเป็นต้องทราบถึงงานที่ได้รับ
มอบหมายทีไ่ ดท้ ำกอ่ นเข้าหอ้ งเรียนและผูส้ อนนัน้ จะต้องรู้จริงในหัวข้อที่จะสอนและมีการวางแผนในการ
เตรียมบทเรียนล่วงหน้าซึ่งเมื่อแนวทางที่ผู้สอนได้เตรียมไว้สมบูรณ์ก็จะส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนา
กระบวนการและมีเจตคติที่ดีต่อบทเรียนนั้น ๆ และส่งผลที่ได้ส่วนใหญ่นั้นนักเรียนได้รับการเรียนที่มีผล
การเรียนดีข้ึนและมคี วามพึงพอใจในการเรียนรู้แบบกลับทางในชั้นเรยี น
สหัสนัยน์ จิตรกุล ( 2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้โครงงาน
ประวัตศิ าสตรเ์ พื่อพฒั นากระบวนการคดิ เชงิ วพิ ากษส์ ำหรบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียนสว่ นบญุ
โญปถมั ป์ ลำพนู เพือ่ สรา้ งแบบประเมินกระบวนการคดิ วเิ คราะหว์ พิ ากษ์สำหรบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี
4รงเรียนส่วนบุญโญปถัมป์ ลำพูน ผลการศึกษาพบว่าชุดการเรียนรู้โครงงานประวัติศาสตร์เพื่อพัฒนา
กระบวนการคิดเชิงวิพากษ์จำนวน 4 ชุดได้แก่ชุดการเรียนรู้ที่ 1 การกำหนดประเด็นศึกษาทาง
ประวัติศาสตร์ชุดที่ 2 การรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุดที่ 3 การวิพากษ์ตีความและ
สังเคราะห์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชุดที่ 4 การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์และการนำเสนอมี
ผลการประเมนิ ชุดการเรยี นรูโ้ ครงงานประวตั ิศาสตร์เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดเชิงวพิ ากษม์ คี ่าเฉล่ีย 2.84,
2.89, 2.84 และ 2.90 ตามลำดับสรุปได้ว่าชุดการเรียนรู้โครงงานประวัติศาสตร์เพื่อพัฒนากระบวนการ
39
คิดเชงิ วพิ ากษท์ ั้ง 4 ชดุ มคี วามเหมาะสมมากสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรูใ้ นกลุ่มสาระสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมได้
นชิ าภา บรุ ีกาญจน์ ( 2556 : บทคัดยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้แนวคิด
แบบห้องเรียนกลบั ทางที่มีผลตอ่ ความรับผิดชอบและผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษา
ตอนตน้ ผลการวจิ ยั สามารถกล่าวไดโ้ ดยสรปุ วา่ การจัดการเรยี นรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดแบบห้องเรียน
กลับทางมีผลต่อความรับผิดชอบและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จาก
ผลการวิจัยดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรับผิดชอบและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาของ
นักเรียนกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าการทดลองอย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05 2. ค่าเฉล่ีย
ของคะแนนความรับผิดชอบและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่า
นกั เรยี นกลมุ่ ควบคุมอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติท่ีระดบั 0.05
ลัลน์ลลิต เอี่ยมอำนวยสุข (2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการสร้างสื่อบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
พกพาเรื่องการเคลื่อนไหวในระบบดิจิตอลพื้นฐานที่ใช้ในการสอนแบบห้องเรียนกลับทางเมื่อนำสื่อที่ได้
จัดทำขึ้นไปใช้ในกลุ่มตัวอย่างพบว่านักเรียนมีผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่ มีต่อสื่อบน
คอมพิวเตอร์พกพาเรื่องการเคลื่อนไหวในระบบดิจิตอลเบื้องต้นที่ใช้วิธีการสอนห้องเรียนกลับด้านอยู่ใน
ระดบั มาก
พิเชษฐโ์ คนกระโทก (2546 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและความอดทนในการ
จำภาษาองั กฤษระดับปริญญาตรีชน้ั ปที ่ี 1 โดยใช้บทเรียนคอมพวิ เตอรท์ ี่มีรูปแบบการบรรยายท่ีแตกต่างมี
จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีการบรรยายประกอบเสียงเรื่องการรับประทาน
อาหารแบบตะวันตก 4 รูปแบบซึ่งศึกษาผลสัมฤทธิ์และความจำระยะยาวระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยใช้
บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน 4 รปู แบบผลการศกึ ษาพบว่าบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนรายวชิ าองั กฤษ
เรื่องวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบตะวันตกที่พัฒนาขึ้น 4 รูปแบบมีประสิทธิภาพ 79.5/77 ,
83.5/77.8 , 83.5/78.1และ 17.5 / 80.6 ตามลำดับโดยพิจารณาการเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
คือ 80/ 80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความอดทนในการจำของผู้เรียนที่เรียนจากบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีลักษณะการบรรยายโดยชาวต่างชาติ 2 คนสูงกว่าแบบที่มีลักษณะการบรรยาย
โดยชาวต่างชาติประเทศ 1 คนอยา่ งมนี ัยยะสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05
สถาพร วรี ะสนุ ทร (2548 : บทคัดยอ่ ) ได้ศกึ ษาเรื่องการสรา้ งบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเร่ือง
วาลว์ ควบคมุ ระบบนวิ เมติกสว์ ิชานิวเมติกส์ตามหลกั สูตรสถาบันราชภฏั พุทธศักราช 2543 แสดงให้เห็นว่า
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชานิวเมติกส์ เรื่องวาล์วควบคุมระบบนิวเมติกท่ีสร้างขึ้นสามารถช่วยให้
ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเรียนรู้ โดยผ่านสื่อคอมพิวเตอร์ได้อย่างดี
40
จากงานวจิ ยั หลายเรื่อง การนำบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้เปน็ สื่อการจัดการเรียนรู้ทำใหผ้ ลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนสูงกว่าการสอนปกติซึ่งผู้วิจัยเห็นว่ามีความเหมาะสมในการแก้ไขปัญหาในการ
จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพจากหลักการดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้เพื่อนำไปแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้วิชาหลักการเขียนโปรแกรม
สำหรับนกั เรยี นระดบั ชนั้ ประกาศนียบตั รวิชาชีพตอ่ ไป
สุนทรีวิเศษ (2549 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความอดทนในการจำ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยเจริญวิทยาสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์เขต 3 ผลการวิจัยพบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพ 83.57/
81.00 สอดคล้องกับเกณฑ์ 80/ 80 ที่ตั้งไว้นักเรียนที่เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคะแนน
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนไมม่ คี วามคงทนในการจำ
อดิสรณ์ แก้วมรกต ( 2541 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรอ่ื งยนู กิ ซ์ มีจดุ ประสงค์เพื่อพฒั นาบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนเรอ่ื งยูนคิ ให้ไดต้ ามเกณฑ์ 80/ ประสิทธิ์
ผู้วิจัยได้ออกแบบการดำเนินการศึกษาค้นคว้าการพัฒนาบทเรียนโดยดำเนินการเกี่ยวกับองค์ประกอบ
ตา่ งๆคอื ศกึ ษาเนอ้ื หาทจ่ี ะนำมาสร้างบทเรียนจากนน้ั จึงกำหนดวตั ถุประสงค์การเรยี นรู้กำหนดเน้ือหาและ
ขอบข่ายในการนำเสนอกำหนดวิธีการเสนอ และการออกแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ผู้วิจัยทำการ
ออกแบบการสอนเนือ้ หาโดยใช้ผ้เู รียนเปลี่ยนเป็นนานาซงึ่ แตล่ ะหนา้ ของบทเรยี นมีกิจกรรมให้นักเรียนทำ
เมื่อผู้เรียนเรียนจบแต่ละบทจะได้ทำแบบฝึกหัดหลังเรียนสร้างขึ้นประกอบด้วยลำดับขั้นตอนการทำงาน
โดยเขยี นแผนผงั และสตอรบ่ี อรด์ เพือ่ นำไปใชเ้ ขยี นโปรแกรมขน้ั หาประสิทธภิ าพของบทเรียนประกอบดว้ ย
การตรวจสอบข้อผิดพลาดการทำงานของโปรแกรมซึ่งการตรวจสอบบทเรียนได้กระทำตั้งแต่การ
ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบเสนอแนะและแก้ไขข้อบกพร่องของ
เนื้อหาด้านโปรแกรมได้ให้อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเกี่ยวกับการออกแบบบทเรียนการ
ใชโ้ ปรแกรมควบคุมบทเรียนจากน้ันนำไปทดสอบการใช้งานเบ้ืองตน้ โดยการทดลองหน่งึ ตอ่ หน่ึงโดยใช้กับ
นักเรียน 1 คนเพื่อหาข้อผิดพลาดในการใช้บทเรียนทดลองกับกลุ่มเล็กส่วนการประเมินผลพบว่าผู้เรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.89/85.00 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนพบวา่ นกั เรยี นสว่ นใหญม่ คี วามคิดเหน็ วา่ การเรียนดว้ ยบทเรยี นคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนช่วยให้ผู้เรียนเขา้ ใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้นเรียนได้ตามความสามารถของตนเองบรรยากาศในการ
เรียนไม่เคร่งตึงช่วยให้มีสมาธิในการเรียนมากขึ้นกว่าเดิมผู้เรียนได้วิตกกังวลในขณะใช้ช่วยแก้ไข