The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการศึกษา เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการน้ำชลประทาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และก้าวทันพลวัตโลกโดยใช้เทคนิค SWOT Analysis กรณีศึกษา: โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก (หลักสูตรเสริม “ผู้อำนวยการโครงการ” รุ่นที่ 1 – OG1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แนวทางการบริหารจัดการน้ำชลประทาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และก้าวทันพลวัตโลกโดยใช้เทคนิค SWOT Analysis กรณีศึกษา: โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก

รายงานการศึกษา เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการน้ำชลประทาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และก้าวทันพลวัตโลกโดยใช้เทคนิค SWOT Analysis กรณีศึกษา: โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก (หลักสูตรเสริม “ผู้อำนวยการโครงการ” รุ่นที่ 1 – OG1)

Keywords: พลวัตโลก,SWOT Analysis,ผู้อำนวยการโครงการ,รายงานการศึกษา

แนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน เพอ่ื รองรับการเปลี่ยนแปลง และ
กา้ วทนั พลวตั โลกโดยใช้เทคนคิ SWOT Analysis กรณศี ึกษา: โครงการส่งน้า

และบา้ รงุ รกั ษาสามชุก
The SWOT Analysis toward Irrigation water management

guidelines adhearing against changes yet promote
modernization : In case Samchuk operation and

maintenance project

คณะผูจ้ ดั ท้า

1. นายยงยทุ ธ นฤุ ทธ์มิ นตรี นายช่างชลประทานอาวุโส
2. นายมนตรี มณวี งษ์ นายช่างชลประทานอาวุโส
3. นายสาธิต โกสิน นายช่างชลประทานอาวโุ ส
4. นายอาทวิ ทุ่งเจ็ด นายชา่ งชลประทานอาวุโส
5. นายอรุษ เทียนสวา่ ง นายช่างชลประทานอาวุโส
6. นายไตรทิพย์ มงั กโรทัย นายช่างชลประทานอาวุโส
7. นายธนติ จกั รวานนท์ นายชา่ งชลประทานอาวโุ ส
8. นายธญั นนท์ ทองค้า นายชา่ งชลประทานอาวโุ ส
9. นายปกรณ์ ณ ศิริ นายชา่ งชลประทานอาวโุ ส
10. นายณรงค์ บ้ารุงกิจดี นายช่างชลประทานอาวุโส

หลักสูตรเสรมิ ผอู้ ้านวยการโครงการ ร่นุ ที่ 1
สถาบันพฒั นาการชลประทาน
กรมชลประทาน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กิตติกรรมประกาศ

การศึกษาวิจัยฉบับน้ี สาเร็จลุล่วงข้ึนมาได้ด้วยความกรุณาจาก นายชลิต ดารงศักดิ์ ท่ีปรึกษา
ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจาวิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นายเลอศักดิ์ ร้ิวตระกูลไพบูลย์ ผู้จัดการโรงเรียนชลประทานวิทยา ท่ีปรึกษาผู้ทรงคุณผู้ทรงคุณวุฒิ
วิทยาลัยการชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายสาธิต มณีผาย ท่ีปรึกษา
กรมชลประทาน ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิพิเศษ และอาจารย์พิเศษ วิทยาลัยการชลประทาน สถาบันสมทบ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้กรุณาให้คาปรึกษา แนะนา ท้ังในแง่ของสาระ แนวคิด และระเบียบวิธีวิจัย
ตลอดจนตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนสาเร็จ ซ่ึงคณะผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาส
น้ี และขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์และวทิ ยากร หลักสูตรเสริม ผู้อานวยการโครงการ รุ่นที่ 1 ทุกท่านท่ีได้
ใหค้ วามรู้ คาแนะนาและกาลงั ใจแก่คณะผูว้ จิ ัยจนสาเร็จการศึกษา

ขอขอบคุณคณะกรรมการจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารงุ รักษาสามชุก ผู้อานวยการ
โครงการฯ หัวหน้าฝ่ายจดั สรรน้าและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการส่งน้าและบารุงรกั ษาสามชุก จังหวัด
สุพรรณบุรี ทุกท่านท่ีได้กรุณาสละเวลาตอบสัมภาษณ์ และสนับสนุนข้อมูล เพ่ือใช้ประกอบการศึกษาหาแนว
ทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุกเพ่ือรองรับการเปล่ียนแปลง และ
ก้าวทนั พลวตั โลก จนสาเร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี

คุณประโยชน์อันใดท่ีจะได้รับ จากรายงานการศึกษาวิจัยฉบับนี้ ขอมอบแด่บิดา มารดา ครูอาจารย์
และผูม้ พี ระคณุ ทกุ ท่านทไ่ี ดส้ ัง่ สอนและประสิทธปิ์ ระสาทวิชาการทุกแขนง เพอ่ื ให้คณะผู้วจิ ัยสามารถนาไปใช้ให้
เกดิ ประโยชนใ์ นการปฏิบัติงานและเกดิ ประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป

กล่มุ ปฏิบตั ิการ ๑
เสริม “ผู้อานวยการโครงการ” ร่นุ ท่ี 1

กันยายน ๒๕๖๓

บทคดั ยอ่

แนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุกเพ่ื อรองรับ
การเปล่ียนแปลง และก้าวทันพลวัตโลก เป็นข้อเสนอจากการศึกษาเพ่ือเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้าท่ีมีอยู่
อย่างจากัด และความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
โดยใชแ้ บบสัมภาษณ์คณะกรรมการจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารงุ รักษาสามชุก การสัมภาษณ์
เชิงลึก (In-Depth Interview) เจ้าหน้าที่ ท่ีเกี่ยวข้อง ในโครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุก จังหวัด
สุพรรณบุรี และเทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) นามากาหนดกลยุทธ์การพัฒนาโดยใช้
TOWS Matrix ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารุงรักษา
สามชุกเพื่อรองรบั การเปลยี่ นแปลง และกา้ วทนั พลวัตโลกท่ีเหมาะสมกับเกษตรกรต้องคานึงถงึ องค์ประกอบ 4
ด้าน ดังนี้ ๑) การมสี ว่ นรว่ มของกลุ่ม ประกอบไปด้วย การมสี ่วนรว่ มในการกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ของกล่มุ การมี
ส่วนร่วมในการติดตอ่ ส่ือสารของกลุม่ การมีส่วนร่วมกับผู้รับบริการกลุ่มและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละฤดกู าล
การมีส่วนร่วมในการบริหารจดั การ และการมีส่วนรว่ มในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของกลุ่ม ๒) การบริหาร
จัดการนา้ ควรพจิ ารณาจากข้อจากดั ของการจดั การน้า เชน่ ปรมิ าณนา้ ตน้ ทนุ การออกแบบสถานสี ูบน้า ระบบ
การส่งน้าที่มีขนาดเหมาะสม 3) บุคลากร ประกอบด้วย บุคลากรโครงการฯ อาสาสมัครชลประทาน
คณะกรรมการ JMC ตอ้ งได้รบั การพัฒนาอย่างมปี ระสิทธิภาพ (Smart Officer) และ 4) การจัดการเทคโนโลยี
ท่เี หมาะสมกับการบริหารจัดการน้า (น้า วัชพชื )

ผลจากการวิเคราะห์ SWOT และ TOWS Matrix สามารถกาหนดนโยบายและข้อเสนอแนะเชิง
ยุทธศาสตร์ 4 ประเด็น ดังน้ี 1) โครงการชลประทานอัจฉริยะ 2) โครงการชลประทานเสมือนจริงบนโลก
ออนไลน์ (Virtual Irrigation Online) 3) โครงการชลประทานมีชีวิต (Life Irrigation Project) และ 4)
ส่งเสริมการมสี ว่ นรว่ มและบูรณาการความรว่ มมอื

สารบญั หนา้

กิตตกิ รรมประกาศ 1
1
บทคัดยอ่ 3
3
สารบัญตาราง 3
4
สารบัญภาพ 4
5
บทที่ 1 บทน้า 5
1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา 7
1.2 วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษา 12
1.3 ขอบเขตการศึกษา 18
1.4 กรอบแนวคิดการศึกษา 21
1.5 วธิ ีดาเนนิ การศึกษา 23
1.6 ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะได้รับ
43
บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง 43
2.1 นโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกีย่ วข้อง 44
2.2 แนวคดิ เกี่ยวกบั การบริหารจดั การน้าชลประทาน 44
2.3 แนวคิดเกี่ยวกบั การบรหิ ารจัดการกลุม่ 50
2.4 แนวคดิ เกย่ี วกบั การมีสว่ นร่วม 50
2.5 แนวคดิ เกี่ยวกับพลวัตโลก 53
2.6 แนวคดิ เกยี่ วกับการบรหิ ารจัดการน้าชลประทาน 58
ในโครงการส่งน้าและบารงุ รักษาสามชกุ 59
59
บทที่ 3 วิธีดา้ เนินการวิจยั 60
3.1 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3.2 การประยุกตใ์ ช้ทฤษฎีเพ่ือการประมวลผล
3.3 การวิเคราะห์ข้อมูล

บทที่ 4 ผลการศึกษา
4.1 ผลการศึกษาจากการสมั ภาษณ์
4.2 ผลการวเิ คราะห์ SWOT และ TOWS Matrix
4.3 ปัจจัยตวั ช้วี ดั ความสาเรจ็ ของกลยทุ ธ์
4.4 ปจั จยั ความสาเรจ็ ของการดาเนินงานกลยุทธ์
4.5 ปัจจยั เส่ยี งของการดาเนินงานกลยทุ ธ์
4.6 การประเมินความเสีย่ ง

สารบญั (ตอ่ ) หนา้

บทท่ี 5 ข้อเสนอแนะจากกรณศี กึ ษา 62
5.1 สิ่งท่คี ้นพบข้อสรุป 62
5.2 ข้อเสนอแนะ 62
5.3 แผนปฏิบตั ิงาน 63

บรรณานุกรม 66
ภาคผนวก
68

สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า
4.1 การจดั ลาดบั ความสาคญั ของประเด็นตา่ ง ๆ ในจดุ แข็ง (Strength)
4.2 การจดั ลาดับความสาคญั ของประเดน็ ต่าง ๆ ในจดุ แข็ง (Weakness) 54
4.3 การจดั ลาดับความสาคญั ของประเด็นต่าง ๆ ในจดุ แข็ง (Opportunities) 55
4.4 การจดั ลาดบั ความสาคัญของประเดน็ ต่าง ๆ ในจดุ แข็ง (Threats) 55
4.5 การวเิ คราะห์ SWOT กาหนดกลยุทธด์ ว้ ย TOWS Matrix 56
4.6 การวเิ คราะห์ความเสย่ี ง 57
5.1 แผนปฏบิ ัตงิ านขับเคลื่อนนโยบายและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ 61
สู่การปฏิบตั ิ 64

สารบัญรปู

หนา้

ภาพท่ี

1-1 กรอบแนวคิดการศกึ ษา 3

2-1 กรอบสามด้านของการบริหารจัดการ 18

2-2 แผนภมู ิโครงสร้างองคก์ รของโครงการส่งน้าและบารุงรักษา/โครงการ 24

ชลประทาน

2-3 แผนทโ่ี ครงการส่งนา้ และบารุงรักษาสามชุก และฝ่ายสง่ น้าและบารุงรักษา 25

2-4 แผนที่คลองสง่ น้าและอาคารชลประทาน 28

2-5 กลไกการขับเคล่อื นงานดา้ นชลประทาน 40

2-6 ระดบั การมีสว่ นรว่ มทุกภาคส่วน 41

3-1 แสดงประเมนิ SWOT 48

บทที่ 1

บทนา้

1.1 ความเป็นมาและความส้าคญั ของปัญหา
น้า เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสาคัญต่อการดารงชีวิต รวมท้ังมีความสาคัญต่อการ

พัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเทศท่ีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมดังเช่น ประเทศ
ไทย ถ้าเกิดปญั หาดา้ นภยั แล้งจนทาให้เกดิ การขาดแคลนน้า ฝนไมต่ กตอ้ งตามฤดูกาลหรือการกระจาย
ของเม็ดฝนในพ้ืนท่ีเกษตรไม่มีความสม่าเสมอแล้ว การทาการเกษตรย่อมไม่ประสบความสาเร็จ
อย่างแน่นอน จึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องจัดให้มีแหล่งน้า เพื่อให้เกษตรกรมีน้าใช้อย่างพอเพียง
และเหมาะสมแก่พืชผลทางการเกษตรซึ่งถือเป็นบริการสาธารณะอย่างหน่ึงท่ีรัฐต้องดาเนินการ
การบริหาร และการพัฒนาทรัพยากรน้าเป็นเรื่องสาคัญ เน่ืองจากจะทาอย่างไรให้มีน้าใช้ได้อย่าง
เหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้ใช้น้า และอีกปญั หาหน่ึง น่นั คอื ปญั หาอทุ กภยั ในฤดูกาลท่ีมี
ปริมาณน้ามากเกินไป วิธีการบริหารจัดการน้าที่นิยมนามาใช้ คือ การก่อสร้างเข่ือนเก็บกักน้า
การก่อสร้างฝายน้าล้น ซ่ึงจากการดาเนินการดังกล่าวย่อมเกิดผลกระทบที่ตามมานั่นคือ ปัญหาที่เกิด
กับสภาพแวดลอ้ ม วิถีชวี ติ ความเป็นอยขู่ องส่ิงที่มีชวี ิต ไมว่ า่ จะเปน็ มนุษย์ หรอื สัตว์อีกท้ังผลประโยชน์
ที่เกิดจากการใช้น้า เช่น ด้านการบริหารจัดการน้าให้เกิดประสิทธิภาพความขัดแย้งของผู้ใช้น้า หรือ
ประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐ แต่ในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของการบริหาร
จัดการน้าเพ่ือการเกษตร รวมถึงมีพระราชบัญญัติ และกฎหมายรองรับอีกหลายฉบับที่มีผลในการ
บังคับใช้ ทาให้ในบางคร้ัง ความต้องการใช้น้าอย่างเร่งด่วนของประชาชนไม่ทันการซึ่งบางครั้งเป็น
ช่วงที่น้ามีปริมาณมากเกินไปหรือน้อยเกินไปและไม่ทั่วถึง ดังน้ัน รัฐจึงมีความจาเป็นที่จะต้องเข้ามา
บริหารจัดการน้าเพ่ือการเกษตรให้มีเอกภาพและให้ทันต่อความต้องการใช้น้าของเกษตรกร
อย่างทันท่วงที สาเหตุท่ีเป็นปัญหาสาคัญของการบริหารจัดการน้าโดยเฉพาะการขาดแคลนน้า
เพอื่ การเกษตร พอสรปุ ได้ดงั น้ี

๑. การเปล่ียนแปลงของสภาพภูมิอากาศและส่ิงแวดล้อม ทาให้เกิดความแห้งแล้ง ซึ่งหาก
ปีใดมีปริมาณฝนตกน้อย ฝนท้ิงช่วง หรือไม่ตกตามฤดูกาล ฝนตกกระจายไม่สม่าเสมอในพ้ืนที่ก็เป็น
สาเหตุทาใหเ้ กิดปญั หาการขาดแคลนนา้ ได้

๒. ความต้องการน้ามีมากขึ้นเน่ืองจากความเจริญของบ้านเมือง และจานวนประชากรที่
เพิ่มข้ึน เป็นเหตุให้ปริมาณน้าใช้เพื่อการเกษตร เพ่ือการอุปโภคบริโภค และเพ่ือกิจกรรมต่าง ๆ ของ
ทุกภาคส่วนมีความต้องการมากข้ึนทุกปี ทาให้ปริมาณน้าท่ีมีสารองไว้และความต้องการใช้น้า
ไม่สมดุลกัน ประกอบกับมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิดข้ึนพร้อม ๆ ทันท้ังภาคอุตสาหกรรม และ
ภาคธุรกจิ บริการยิง่ ทาให้เกิดการแก่งแย่งกนั ใชน้ ้าในสาขาการผลติ ต่าง ๆ มากยิ่งข้ึนด้วย

๓. แหล่งเก็บกักน้าตามธรรมชาติและส่ิงก่อสร้างท่ีสร้างไว้ไม่เพียงพอ การขาดแคลน
แหล่งเก็บกักน้าผิวดิน เช่น อ่างเก็บน้าตามลุ่มน้าต่าง ๆ ถ้าปีใดมีฝนตกน้อยปริมาณน้าท่ีเก็บกัก
ก็จะน้อยตามไปด้วย ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้าขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และ
ขนาดเล็กอีกหลายแหง่ ตามลุ่มน้าต่าง ๆ กต็ าม แตเ่ นือ่ งจากเกิดปญั หาการอพยพโยกย้ายของราษฎรที่



ได้รับผลกระทบ เช่น เกิดน้าท่วมผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย หรือปัญหาด้านส่ิงแวดล้อม ทาให้
โครงการหลายโครงการต้องยกเลิกไป อีกท้ังพ้ืนที่ที่เหมาะสมในการสร้างเข่ือนหรืออ่างเก็บน้าส่วน
ใหญ่มักอยู่ในเขตอนุรักษ์ จึงมีผลทาให้โครงการก่อสร้างท่ีกาหนดไว้ถูกระงับลงหรือต้องล่าช้าออกไป
ตามกระแสของการอนุรักษ์ป่าต้นน้าหรืออนุรักษ์สัตว์ป่า ประกอบกับแหล่งน้าธรรมชาติที่เคยเก็บกัก
น้าไว้ก็เกิดการต้ืนเขิน เนื่องจากตะกอนดิน เป็นจานวนมาก เหล่านี้เป็นสาเหตุสาคัญที่ทาให้การเก็บ
กกั นา้ ไว้ใชไ้ ม่เปน็ ไปตามเปา้ หมายทีว่ างไว้ จงึ มนี า้ ไมเ่ พยี งพอกบั ความต้องการ

๔. การทาลายปา่ ต้นนา้ ลาธารและแหล่งน้าตามธรรมชาติ จึงไม่มีป่าไม้ที่จะชว่ ยดดู ซบั น้าฝน
ลงไปเก็บกักไว้ในช่องวา่ งของดินได้มากเหมือนก่อน ปริมาณน้าตามลาห้วยลาธารต่าง ๆ จึงลดลงขาด
แคลนน้าในฤดูแลง้

๕. ปัญหาน้าเสียจากแหลง่ อุตสาหกรรมและชุมชน การขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม
ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ นอกจากจะมีความตอ้ งการในการใชน้ า้ เป็นจานวนมากเพ่ิมขน้ึ แลว้ ยังทาใหเ้ กิด
น้าเน่าเสียตามมาอีกด้วย เพราะน้าที่ระบายลงสู่แม่น้า ลาคลอง จากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน
มิได้ผ่านการบาบัดน้าเสียก่อน ก่อให้เกิดปัญหาน้าเน่าเสียในลาน้าตามธรรมชาติข้ึน จึงมีความจาเป็น
ท่ีจะต้องปล่อยน้าในอ่างเก็บน้ามาเพื่อผลกั ดันน้าเสยี ทาให้ส้ินเปลืองน้าที่ควรจะนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้
อกี สว่ นหนึง่

จากการเปลี่ยนแปลงของโลกสงู อาทิ ความผนั ผวนทางสภาพแวดลอ้ มโลก สภาพอากาศและ
ภมู ศิ าสตร์ โครงสรา้ งประชากร การปรบั โครงสรา้ งทางเศรษฐกิจโลก ทศิ ทางการเมืองโลก รวมทงั้ การ
เปลี่ยนแปลงภายในประเทศด้านความต้องการใช้น้าท่ีเพิ่มมากข้ึน ปัญหาการทาลาย
ทรัพยากรธรรมชาติ หรือแม้แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
ด้วยสภาพปัญหาท่ีเกิดข้ึนเหล่าน้ี ทาให้ต้องมีการปฏิรูปประเทศในทุกมิติ ส่งผลให้รัฐบาลได้กาหนด
ทิศทางประเทศที่สาคัญระยะยาว และให้ความสาคัญกับการผลักดันนโยบายสาคัญต่างๆ ไม่ว่า
ยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี ทิศทางประเทศไทย 4.0 นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือแผน
ยทุ ธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้า ทีต่ า่ งมงุ่ เน้นการแก้ไขปญั หาทรัพยากรนา้ และการบรหิ าร
จัดการน้าอย่างบูรณาการ โดยมีการกาหนดยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงของน้าภาคการผลิต
ทม่ี ุง่ เนน้ การพัฒนาและเพิ่มประสทิ ธิภาพระบบชลประทาน เปน็ หนง่ึ ในยทุ ธศาสตร์ท่ีสาคัญสอดคล้อง
กับทิศทางและเป้าหมายของกรมชลประทาน กรมชลประทานมุ่งวางแผนการบริหารจัดการน้าอย่าง
ยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างความม่ันคงด้านน้า ตามแผน
ยทุ ธศาสตรก์ รมชลประทาน 20 ปี (ปี 2560-2579) โดยมุ่งพัฒนาสู่องคก์ รอจั ฉริยะ พฒั นาบคุ ลากร
ให้มีความรู้ ความสามารถและความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ โดยใช้ เทคโนโลยีท่ีทันสมัยเพ่ือก้าวเข้าสู่ยุค
RID 4.0 และผบู้ ริหารให้ความสาคัญโดยกาหนด



1.2 วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษา
1.2.๑ เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารุงรักษา

สามชกุ เพอื่ รองรับการเปล่ียนแปลง และกา้ วทันพลวตั โลก
1.2.๒ เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารุงรักษา

สามชกุ เพ่อื รองรบั การเปลี่ยนแปลง และก้าวทันพลวัตโลก

1.3 ขอบเขตการศกึ ษา
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้า

และบารุงรักษาสามชุกเพื่อรองรบั การเปลยี่ นแปลง และก้าวทันพลวตั โลก

1.4 กรอบแนวคดิ การศกึ ษา
กรอบแนวคิดในการศึกษา แนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและ

บารุงรักษาสามชุกเพื่อรองรับการเปลยี่ นแปลง และก้าวทันพลวัตโลก ได้ยึดยุทธศาสตร์ นโยบายและ
แผนการพัฒนาประเทศที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ มาเป็นกรอบในการดาเนินงานวิจัย โดยอาศัยข้อมูลท้ัง
ปฐมภูมิและทุติยภูมิ สาหรับประเด็นปัญหาและการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม เพื่อให้ได้ประเด็น
ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และแผนกิจกรรมสาหรับกาหนดแนวทางการเพ่ิมประสิทธิภาพในการใช้
ประโยชน์แหล่งนา้ รว่ มกนั ดังกล่าว ตามแผนภาพท่ี ๑-๑

Input Process Output Outcome

- นโยบาย/ยทุ ธศาสตร์ - In – Depth Interview - แนวทางการบรหิ าร - การบรหิ ารจดั การนา้
- การบรหิ ารจดั การนา้ - SWOT Analysis/ จดั การนา้ ชลประทาน ชลประทานของโครงการ
ชลประทานของ TOWS Matrix เพ่อื รองรับการ สง่ น้าและบารุงรกั ษา
โครงการส่งน้า และ เปลยี่ นแปลง และก้าวทัน สามชกุ
บารุงรักษาสามชกุ พลวัตโลก มปี ระสทิ ธภิ าพ
- ภาวะการเปลยี่ นแปลง - ยุทธศาสตรก์ ารบรหิ าร -เกษตรกรและผูใ้ ช้น้ามี
และพลวัตโลก จดั การน้าชลประทาน การบรหิ ารจัดการนา้
ของโครงการส่งน้าและ ชลประทานรว่ มกันอย่างมี
บารงุ รกั ษาสามชกุ ประสทิ ธิภาพ

- ขอ้ มลู ปฐมภูมิ, ทตุ ยิ ภมู ิ
บริหารจัดการการใช้น้าร่วมกนั อย่างร้คู ุณค่า เพ่ิมประสิทธิภาพการผลติ ลดความขัดแย้ง สร้างความมัน่ คงในอาชีพการเกษตร

ภาพท่ี ๑-๑ กรอบแนวคดิ การศึกษา



๑.๕ วธิ ดี า้ เนนิ การศึกษา
ใช้วิธีการวิจัยโดยสืบค้นจากเอกสารงานวิจัย (Document Research) ที่เกี่ยวข้อง และ

รวบรวมข้อมูลภาคสนาม (Field Research) จากแบบสัมภาษณ์ (Questionnaire) ท่ีสร้างขึ้นมา
นาข้อมูลท่ีไดม้ าทาการวเิ คราะหโ์ ดยอาศยั หลักทางสถิติและใช้เทคนิคการทา SWOT Analysis เพ่ือให้
ได้แผนกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์แหล่งน้าร่วมกันจากเข่ือนกระเสียว โดยมี
องคป์ ระกอบ ดงั นี้

๑.๕.๑ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ประกอบดว้ ย
๑) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

เกษตรกรจานวน ๔๔ คน และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้แทนหน่วยงาน
ราชการ และผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารจดั การนา้

๒) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมจากหน่วยงานต่าง ๆ
ท้ังจากภาครัฐและภาคเอกชน เช่น แผนยุทธศาสตรช์ าติ ๒๐ ปี แผนยุทธศาสตรก์ ระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้า เอกสารทางวิชาการ รายงานการวิจัย บทความ และ
สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เป็นต้น

๑.๕.๒ การวิเคราะหข์ ้อมลู ประกอบด้วย
1) การวิเคราะห์ข้อมูลจากประเด็นคาถามตามแบบสัมภาษณ์ เป็นการวิเคราะห์

เน้ือหาของข้อมูลท่ีรวบรวมจากแบบสัมภาษณ์ปลายเปิด (Open-ended questions) หรือข้อมูลจาก
การสังเกต ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ รวมทั้งความคิดเห็นของเกษตรกร เพ่ือนามา
เป็นข้อมูลสนบั สนุนผลการวเิ คราะหเ์ ชงิ ปริมาณ

2) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยนาเทคนิค SWOT Analysis และ TOWS Matrix มาใช้
เพื่อกาหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ รวมถงึ แผนงาน/โครงการ

1.6 ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั
๑.๖.๑ ผลผลติ (Output)
๑) แนวทางการเพมิ่ ประสทิ ธิภาพในการใชป้ ระโยชนแ์ หล่งนา้ ร่วมกนั
๒) ยทุ ธศาสตรก์ ารบริหารจดั การการผลิตและการใช้ประโยชนร์ ว่ มกันของแหลง่ นา้
๑.๖.๒ ผลลพั ธ์ (Outcome)
๑) เกษตรกรมรี ายไดจ้ ากการเกษตรเพิม่ ขึน้
๒) เกษตรกรมีการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากแหล่งนา้ ร่วมกันอย่างมี
ประสิทธิภาพ
๓) ต้นแบบในการใช้ประโยชนร์ ว่ มกนั จากแหลง่ น้าเพือ่ การเกษตร
๑.๖.๓ ผลกระทบ (Impact)
เกดิ การบรหิ ารจดั การการใชน้ า้ ร่วมกนั ในภาคการเกษตร

บทที่ ๒
ขอ้ มูลท่ีเกย่ี วข้องกับประเดน็ การศกึ ษา

จากการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและบารุงรักษา
สามชกุ เพือ่ รองรบั การเปล่ียนแปลง และก้าวทนั พลวัตโลก ในครัง้ นมี้ ีการตรวจเอกสาร งานวิจัยต่าง ๆ
เพอื่ ประกอบประเดน็ การศกึ ษา ดงั นี้

๒.๑ นโยบายและยุทธศาสตรท์ ี่เกี่ยวขอ้ ง
๒.๒ แนวคดิ เกย่ี วกบั การบริหารจดั การน้าเพือ่ การเกษตร
๒.๓ แนวคิดเกยี่ วกบั การบรหิ ารจัดการกล่มุ
๒.๔ แนวคิดเก่ยี วกบั การมสี ว่ นร่วม
๒.๕ แนวคดิ เกีย่ วกบั พลวตั โลก
๒.๖ แนวคิดเกยี่ วกับการบรหิ ารจัดการน้าชลประทาน ในโครงการสง่ น้าและบารุงรักษาสามชุก
๒.๗ ขอ้ มูลพนื้ ทศี่ ึกษา

2.1 นโยบายและยุทธศาสตรท์ ี่เก่ยี วข้อง
๒.๑.๑ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี
ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของ

ประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซ่ึงจะต้องนาไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทย
บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง ม่ังคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตาม
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน โดยมีเป้าหมายการพัฒนา
ประเทศ คือ “ประเทศชาตมิ ่นั คง ประชาชนมคี วามสขุ เศรษฐกจิ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเปน็ ธรรม
ฐานทรัพยากรธรรมชาติย่ังยืน” โดยยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ พัฒนาคน
ในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพ่ือประชาชน
และประโยชน์ส่วนรวม การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ จะมุ่งเน้นการ
สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม โดยประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์
โดยยุทธศาสตร์ท่ีเก่ียวข้องกับด้านการผลิตทางการเกษตรคือ ยุทธศาสตร์ท่ี ๒ ด้านการสร้าง
ความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย ๕ ประเด็นได้แก่ ๒.๑) การเกษตรสร้างมูลค่า ๒.๒)
อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ๒.๓) สร้างความหลากหลายด้านการท่องเท่ียว ๒.๔) โครงสร้าง
พ้ืนฐาน เช่ือมไทย เช่ือมโลก และ ๒.๕) พัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานผู้ประกอบการยุคใหม่ และ
ยุทธศาสตร์ชาติที่เก่ียวข้องกับทรัพยากรน้า คือ ยุทธศาสตร์ชาติท่ี ๕ ด้านการสร้างการเติบโต
บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย ๖ ประเด็น ได้แก่ ๕.๑) สร้างการเติบโตอย่าง
ยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว ๕.๒) สร้างการเติบโตอย่างย่ังยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล ๕.๓)
สร้างการเติบโตอย่างย่ังยืนบนสังคมท่ีเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ ๕.๔) พัฒนาพื้นท่ีเมือง ชนบท
เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มุ่งเน้นความเป็นเมืองท่ีเติบโตอย่างต่อเน่ือง ๕.๕) พัฒนา



ความม่ันคงน้า พลังงาน และเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ๕.๖) ยกระดับกระบวนทัศน์เพ่ือ
กาหนดอนาคตประเทศ

๒.๑.๒ ยทุ ธศาสตรก์ ระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒๐ ปี
ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) มุ่งในการ

เสริมจุดแข็งและแก้ไขจุดอ่อนให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรในระยะยาว เพ่ือบรรลุวิสัยทัศน์
“เกษตรกรม่ันคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรย่ังยืน” โดยมีหลักการแนวคิด ได้แก่
๑) เกษตรกรมีข้อมูลข่าวสารและความรู้ความสามารถทันสถานการณ์ พ่ึงพาตนเองได้ และสถาบัน
เกษตรกรเป็นกลไกหลักในการขับเคล่ือนภาคการเกษตรด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแ ละ
ศาสตร์พระราชา ๒) ตลาดนากระบวนการผลิต และสินค้าเกษตรมีคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย
ภาคการเกษตรเตบิ โตอยา่ งยั่งยืน ด้วยงานวจิ ยั เทคโนโลยี/นวัตกรรม สามารถประยุกต์กบั องค์ความรู้
และภูมิปัญญาท้องถิ่น ๓) พ้ืนที่เกษตรมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับเปลี่ยนการ
ผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ด้วยเทคโนโลยี/นวัตกรรม อาทิ Agri-Map (ระบบแผนท่ีเกษตร
เพ่อื การบริหารจดั การเชิงรุก) และ Application เปน็ ตน้ ประกอบด้วย ๕ ยทุ ธศาสตร์ ซงึ่ ยุทธศาสตร์
ท่ีเก่ียวข้องกับด้านการผลิตการเกษตร คือ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตและ
ยกระดับมาตรฐานสินค้า มีแนวทางการพัฒนา คือ ๒.๑) พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพ
มาตรฐานสินค้าสู่มาตรฐานระดับสากล โดยใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและความรู้แบบองค์รวม และ
๒.๒) ส่งเสริมการเกษตรตลอดโซ่อุปทานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและมูลค่าสูง มุ่งสู่การ
เป็นฟาร์มอัจฉริยะ ส่วนยุทธศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้า คือ ยุทธศาสตร์ท่ี ๔ บริหารจัดการ
ทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน มีแนวทางการพัฒนาคือ ๔.๑) บริหาร
จัดการทรัพยากรการเกษตรอยา่ งยง่ั ยนื ที่สอดคล้องกับ SDGs (Sustainable Development Goals)
และ ๔.๒) ฟนื้ ฟแู ละอนรุ กั ษท์ รัพยากรการเกษตรให้มีความสมดลุ และย่ังยนื

๒.๑.๓ แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้า (คณะกรรมการกาหนดนโยบายและการบริหาร
จดั การทรพั ยากรนา้ , ๒๕๕๘)

มวี ัตถุประสงคเ์ พือ่ เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาและเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหาร
จัดการทรัพยากรน้าของประเทศ โดยยึดหลักแนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ความ
พอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันท่ีดี) ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และหลักการสร้างสมดุล
ระหว่างการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้าอย่างยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์การ
บริหารจัดการทรัพยากรน้าของประเทศ (ปี พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๙) กาหนดวิสัยทัศน์ “ทุกหมู่บ้านมีน้า
สะอาดอุปโภคบริโภค น้าเพ่ือการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้าอยู่ในเกณฑ์
มาตรฐาน บริหารจดั การน้าอย่างย่งั ยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมสี ่วนรว่ มทุกภาคส่วน”
ประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ๑) การจัดการน้าอุปโภคบริโภค ๒) การสร้างความมั่นคงของน้า
ภาคการผลิต ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ๓) การจัดการน้าท่วมและอุทกภัย ๔) การจัดการ
คุณภาพน้า ๕) การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้าที่เส่ือมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ
๖) การบริหารจัดการ



สาหรับประเด็นการศึกษาวิจัยน้ี สอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้าของประเทศ
๒ ยทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่ ยทุ ธศาสตร์ท่ี ๑ การจัดการนา้ อุปโภคบรโิ ภค ซ่ึงนา้ เพ่ือการอปุ โภคบริโภคน้ีเป็น
ความจาเป็นขั้นพ้ืนฐานในการดารงชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน จึงมีความสาคัญที่จะต้อง
จัดหาให้ประชาชนมีน้าเพื่อการอุปโภคและบริโภคอย่างทั่วถึง ยุทธศาสตร์น้ีจึงมีเป้าประสงค์ คือ
เพ่ือจัดหาน้าอุปโภคบริโภคให้แก่ชมุ ชน ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ชุมชนเมือง รวมทั้งพ้ืนท่ีเศรษฐกิจและ
แหล่งท่องเที่ยวสาคญั โดยมีเปา้ หมายพฒั นาประปาหมู่บ้าน ๗,๔๙๐ หมบู่ า้ น ปรับปรงุ ประปาหมู่บ้าน
๙,๐๙๓ หมู่บ้าน ชุมชนเมืองมีระบบประปาเพ่ิมข้ึน ๒๕๕ เมือง และขยายเขตประปา ๖๘๘ แห่ง
กับยุทธศาสตร์ท่ี ๒ การสร้างความมั่นคงของน้าภาคการผลิต ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม
ภาคการผลิตในการเกษตรและอุตสาหกรรมน้ันมีบทบาทที่สาคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ
การพฒั นาแหล่งน้าเพื่อการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมนั้นจงึ มีความสาคญั ยทุ ธศาสตร์น้ีจึงมี
เป้าประสงค์คือ เพื่อจัดหาน้าต้นทุน สร้างความมั่นคงในภาคการผลิตเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และ
ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายพัฒนาแหล่งเก็บกักน้าได้ไม่น้อยกว่า ๙,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร
เพ่ิมพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า ๘.๗ ล้านไร่ จัดหาแหล่งน้าให้พื้นที่เกษตรน้าฝน ๒,๗๐๐ ล้าน
ลูกบาศก์เมตร ขดุ สระน้าในไรน่ า ๒๗๐,๐๐๐ บอ่ พฒั นานา้ บาดาลเพ่ือการเกษตร ๑.๐๔ ล้านไร่

2.2 แนวคิดเก่ียวกบั การบรหิ ารจัดการนา้ เพอ่ื การชลประทาน
๒.๒.๑ ความหมายการจัดการน้า
การจัดการ หมายถึง การดาเนินการอย่างใดอย่างหน่ึงหรือหลายอย่างรวมกันอย่าง

เป็นระบบสมั พนั ธ์กันเพื่อให้มีประสทิ ธิภาพสูงสุด ส่วนคาวา่ การจัดการน้า จะมีความหมายครอบคลุม
กว้างมาก ทุกกิจกรรม หลาย ๆ กิจกรรมรวมอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่การส่งน้าหรือเอาน้ามาแจกแต่เป็นการ
ดาเนินการอย่างใดอย่างหนงึ่ หรือหลายอย่างรวมกันอย่างเป็นระบบสัมพันธ์กัน เพ่ือท่ีจะแก้ไขปัญหา
เร่ืองน้า ปัญหาการขาดแคลนน้า ปัญหาน้าท่วม และปัญหาน้าเสีย การบริหารจัดการน้าได้ดีจะต้อง
บริหารจัดการทรพั ยากรน้า ใหส้ อดคล้องกบั ทรัพยากรอน่ื ที่เกยี่ วขอ้ งในกล่มุ นา้ น้นั ด้วย (ปราโมทย์ ไมก้ ลัด,
๒๕๔๑) หรืออีกนัยยะหน่ึง การจัดการน้า หมายถึง ความพยายามท่ีจะนาน้าจากแหล่งน้าไปทาการ
เพาะปลูก โดยอาศัยหลักการจัดการ ซ่ึงประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การติดตามผล
การประเมินผล และการวิเคราะห์ปรับปรุงแผนงานเพื่อให้การใช้น้าเกิดประโยชน์สูงสุดตาม
วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการชลประทานทีว่ างไว้โดยเสยี คา่ ใชจ้ ่ายน้อยท่ีสดุ เกิดความขดั แยง้ ระหวา่ งผู้ใช้
น้าน้อยที่สุด และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด องค์ประกอบที่สาคัญในการจัดการน้า
ประกอบดว้ ย (วราวธุ วุฒิวณชิ ย์, ๒๕๓๔: ๒)

๑. ปริมาณและความเช่ือถอื ได้
๒. ความต้องการน้าปรมิ าณและเวลาทีต่ ้องการ
๓. ระบบสง่ นา้ ขีดความสามารถและประสิทธภิ าพในการส่งนา้
๔. คน ได้แก่ เจา้ หน้าท่ฝี ่ายวางแผน ฝ่ายปฏบิ ัติ ฝ่ายติดตามผล กลุ่มผใู้ ชน้ ้าและ
เกษตรกร



การจดั การน้าแบง่ ออกได้เปน็ ๓ ระดบั คอื
๑. การจัดการนา้ ในลุ่มน้า
๒. การจดั การนา้ ในโครงการ
๓. การจดั การนา้ ในระดับไร่นา

การจัดการน้าชลประทาน หมายถงึ การจดั สง่ น้าให้ไปถึงพ้ืนทเ่ี พาะปลูกในเวลาและปริมาณ
ที่พืชต้องการ เพื่อให้การเพาะปลูกนั้นเกิดผลตอบแทนเศรษฐกิจสูงสุด และยังหมายถึงการกาจัดน้า
ทม่ี ากเกินความต้องการออกจากพืน้ ที่ เพื่อสรา้ งบรรยากาศท่ีเหมาะสมกบั การเจริญเตบิ โตของพืชและ
อานวยความสะดวกต่อการเกษตรกรรมในพน้ื ทด่ี ว้ ย (วิบลู ย์ บุญยธโรกลุ , ๒๕๓๖: ๑๕)

การจดั การนา้ ชลประทานในโครงการชลประทานแบง่ ออกได้เป็น ๒ ระดบั คือ
๑. การจดั การนา้ ในไร่นา
๒. การจดั การน้าระดบั โครงการ

สานักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้าแห่งชาติ (๒๕๓๕: ๓) ให้ความหมายของการจัดการ
ทรัพยากรน้าว่า หมายถึง การดาเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้มาซ่ึงทรัพยากรน้าสามารถ
นาไปใช้ในการแพร่แจกจ่าย (Distribute) ควบคุม (Regulate) ให้เกิดประโยชน์ และจะต้องมีการ
ปรับปรุง (Treatment) ขจัดทิง้ (Disposal) โดยมกี จิ กรรมในการจดั การทรัพยากรนา้ ใน ๓ ลักษณะ ดงั น้ี

๑. การจดั สรรและแจกจ่ายน้าทม่ี ีอยู่ใหแ้ ก่ผู้ท่ีตอ้ งการโดยเทา่ เทียมกนั
๒. การแสวงหาวธิ กี ารใชป้ ระโยชน์ของน้าท่มี ีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงยง่ิ ขึ้นควบคู่กับ

การปอ้ งกันผลกระทบของการใชท้ รพั ยากรธรรมชาติอน่ื ๆ ดว้ ย
๓. เป็นกิจกรรมจัดการน้าให้ได้ปริมาณและคุณภาพน้าที่ดี ตลอดจนระยะเวลาท่ี

ตอ้ งการใช้นา้

การจัดสรรน้าในระดับแปลงนาเป็นการจัดสรรน้าในระดับสุดท้ายที่เล็กที่สุดกล่าวคือ
มีสมาชิกที่จัดสรรน้าร่วมกันต้ังแต่ ๒-๑๐ คน ท่ีร่วมกันตกลงใจว่าจะเจาะคันนาตรงไหนระบายน้าทิ้ง
ตรงไหนและแปลงไหนจะใหน้ า้ มากกวา่ กัน เป็นต้น และการจัดการนา้ ระดบั นม้ี ีความสัมพนั ธ์กบั ระบบ
เครอื ญาตกิ ัน ทาให้ไม่คอ่ ยเกิดปัญหาการจดั การนา้ ภายใน สามารถแบง่ ออกเป็น ๒ รูปแบบดงั นี้

๑. แบบที่ได้น้าจากลาเหมืองหลักหรือลาเหมืองซอยโดยตรง เป็นรูปแบบสมาชิก
แต่ละคนจะมีแต่รับน้าของตนเอง และการจัดสรรน้าให้แก่สมาชิกที่มีแต่รับน้าโดยตรงจาก
ลาเหมืองหลักจะถูกหัวหน้าเหมืองฝายและผู้ช่วยเหมืองฝาย ควบคุมการใช้น้า ส่วนการจัดสรรน้า
ให้แก่สมาชิกผู้ใช้ลาเหมืองซอยร่วมกันจะมีการตกลงกันภายในสมาชิกกลุ่มย่อยกันว่า แต่ละคนจะ
ได้รับน้าทเ่ี หมาะสมและตามเวลาทตี่ ้องการ เพ่อื ใ่ ห้พชื ทปี่ ลกู ไมต่ ายและสามารถไดผ้ ลผลิตพชื ทีป่ ลูก

๒. แบบน้าฮ่ัวหรือน้าผ่า เป็นการรับ/ส่งน้าจากแปลงหนึ่งไปยังอีกแปลงหน่ึ ง
กล่าวคือ การไหลของน้าจากแปลงท่ีอยู่ระดับสูงไปยังแปลงที่อยู่ระดับต่ากว่า และการใช้น้าแบบน้ี
สมาชิกร่วมกันตกลงว่าจะให้น้าเข้าทางไหน หรือเจาะคันนาตรงไหน ปริมาณน้าไหลมากแค่ไหนหรือ
เร็วแค่ไหนทจ่ี ะไม่ทาให้พชื เกดิ ความเสยี หายและระบายน้าทิ้งทางไหน

กล่าวโดยสรุป การจัดการทรัพยากรน้า หมายถึง การจัดหาน้าในการทาการเกษตรกรรม
โดยการจดั ส่งน้า การจัดสรรนา้ การควบคุมน้า การแพร่กระจายน้าจากแหล่งน้า ไปใหพ้ ้นื ท่ีเพาะปลูก
อย่างท่ัวถงึ ตามเวลาและปริมาณทีเ่ กษตรกรต้องการ



2.๒.๒ รูปแบบการจัดการนา้ เพื่อการชลประทาน
การจัดการน้าเพื่อการชลประทานเป็นการหาแนวทางในการพัฒนาแหล่งน้า เพ่ือช่วยเหลอื
พ้ืนท่ีเพาะปลูกท่ีขาดแคลนน้าให้แก่เกษตรกร รูปแบบการจัดการน้าที่สาคัญในปัจจุบันเป็นไปตาม
แนวทางพระราชดาริฯ ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค
ประชาชน โดยเฉพาะกรมชลประทาน ได้ยึดถือปฏิบัติตลอดมาในการพัฒนาแหล่งนา้ เพื่อการเกษตร
ของประเทศไทย ดงั น้ี (กรมชลประทาน, ๒๕๕๖)

๑) อา่ งเก็บนา้ คอื บริเวณหรอื แหล่งเก็บน้าท่ีไหลมาตามร่องน้าหรือลานา้ ธรรมชาติ
โดยการสร้างเข่ือนปิดกั้นระหว่างหุบเขาหรือเนินสูงนั้น จนเกิดเป็นแหล่งเก็บน้าท่ีมีขนาดต่าง ๆ กัน
โดยเรียกเข่ือนก้ันน้านี้ว่า “เข่ือนเก็บกักน้า” น้าในอ่างเก็บน้าที่เขื่อนดินกักก้ันไว้ จะมีความลึกและมี
ปริมาณท่ีเก็บกักมากหรือน้อยตามขนาดความสูงของเขื่อนท่ีสร้างขึ้นในแต่ละแห่ง โดยสามารถส่งน้า
ออกไปตามท่อส่งน้า เพื่อใช้สาหรับการทานา ปลูกพืชไร่ พชื ผัก เลี้ยงสัตว์ และการอุปโภคบริโภคของ
ประชาชนใช้สาหรับการทานา ปลูกพืชไร่ พืชผัก เล้ียงสัตว์ และการอุปโภคบริโภคของประชาชน
ในหมู่บ้าน นอกจากนี้อ่างเก็บน้าสามารถใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกพันธุ์ปลา และกุ้งน้าจืด ตลอดจน
ช่วยป้องกันและบรรเทาน้าท่วมแก้พ้ืนที่เพาะปลูกตามบริเวณสองฝ่ังลาน้าที่อยู่ท้ายอ่างเก็บน้า
งานอ่างเก็บน้าเพ่ือการเกษตรส่วนใหญ่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้าในท้องที่ได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างย่งิ สาหรับท้องทซ่ี ึ่งลาธารและลาหว้ ยมีน้าไหลมาแต่เฉพาะในฤดฝู น อ่างเกบ็ นา้ จะเก็บ
นา้ ที่ไหลมามากชว่ งฤดูฝนไวใ้ ช้เปน็ แหลง่ นา้ ต้นทนุ เพอ่ื นาไปใช้ประโยชนต์ ลอดฤดูแล้ง

๒) ฝายทดน้า เป็นการก่อสร้างอาคารปิดขวางทางน้าไหล เพ่ือทดน้าที่ไหลมาให้มี
ระดับสูงขึ้นจนสามารถผนั เข้าไปตามคลองหรือคสู ่งน้าใหก้ ับพนื้ ท่เี พาะปลูกบรเิ วณสองฝ่ังลานา้ ส่วนน้า
ท่ีเหลือจะไหลล้นข้ามสันฝายไปเอง ฝายทุกแห่งที่สร้างขึ้นจะต้องกาหนดให้มีขนาดความสูงมากพอ
เพ่ือการทดน้าให้ไหลเข้าคลองส่งน้าได้ และสันฝายก็จะต้องมีขนาดความยาวท่ีสามารถระบายน้า
จานวนมากในฤดูน้าหลาก ให้ไหลล้นข้ามสันฝายไปได้ท้ังหมด โดยไม่ทาให้เกิดน้าท่วมตลิ่งท่ีบริเวณ
ด้านเหนือฝายมากเกินไป นอกจากการก่อสร้างฝายทดน้าปิดก้ันลาน้าต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว สาหรับ
ลาน้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีน้าไหลมากในฤดูฝน จะนิยมสร้างเป็นเข่ือนทดน้าแบบหนึ่ง ซ่ึงมี
ลักษณะไม่ทึบต้นเหมือนฝาย เรียกว่า “เขื่อนระบายน้า” โดยเข่ือนระบายน้าจะสามารถทดน้าได้สูง
ทุกระดับตามความต้องการและนอกจากนี้ในเวลาน้าไหลหลากมามากเต็มท่ี เขื่อนระบายน้าก็ยัง
สามารถระบายน้าใหผ้ า่ นไปไดท้ ันทีในปริมาณทีม่ ากกว่าฝาย คล้ายกบั นา้ ซึ่งไหลมาตามธรรมชาติปกติ

๓) การขุดลอกดินในหนองและบึงธรรมชาติที่ตื้นเขิน ให้มีความลึกจนสามารถเก็บ
นา้ ไดเ้ พ่มิ มากข้นึ สภาพของหนองและบึงโดยธรรมชาติส่วนใหญ่จะมีลักษณะเปน็ แอง่ น้า หรอื บริเวณ
ที่ลุ่มน้าที่มีความสมดุลตามธรรมชาติในการเก็บน้าไว้ได้จานวนหนึ่ง ถ้าหากปีใดมีฝนตกจนน้าไหลลง
หนองมีปริมาณมากกว่าปกติ น้าจานวนมากเกินไปจะระบายออกไปตามช่องทางระบายน้าที่มี
ในบรเิ วณทต่ี ่าได้เองจนสามารถเก็บน้าไว้ได้เท่ากบั ระดับสันของชอ่ งทางระบายน้านน้ั

๔) สระเก็บน้า คือ แหล่งเก็บกักน้าฝน น้าท่า หรือน้าที่ไหลออกจากดินด้วยการ
ขุดดินให้เป็นสระสาหรับเก็บขังน้าโดยมีขนาดความยาว ความกว้าง และความลึกของสระตามจานวน
ทต่ี ้องการจะเก็บน้าไว้ใช้งาน สระเกบ็ น้าสว่ นใหญ่มีน้อย นิยมสร้างในท้องทที่ ่ีไม่มีลานา้ ธรรมชาติ หรอื
สภาพภูมิประเทศไมเ่ อื้ออานวยใหท้ าการก่อสร้างอา่ งเกบ็ นา้ และทเ่ี ก็บกกั น้าประเภทอน่ื

๑๐

๕) คลองส่งน้า คือ ทางน้าท่ีขุดหรือก่อสร้างข้ึน เพ่ือนาน้าจากแหล่งน้าธรรมชาติ
จากอ่างเก็บน้า และจากแหล่งนา้ ด้านหนา้ ฝายหรือหนา้ เขื่อน ระบายน้าแจกจ่ายไปให้พ้ืนที่เพาะปลูก
หรือบริเวณที่ต้องการน้า คลองส่งน้าทุกสายจะมีแนวไปตามบริเวณท่ีสูงซึ่งสามารถส่งน้าให้กับพื้นที่
ที่ต้องการน้าท้ังหมดได้ โดยคลองที่สร้างจะมีขนาดและสัดส่วนพ้ืนท่ีรูปตัดขวางของตัวคลองมีขนาด
ใหญ่พอที่จะส่งน้าในปริมาณที่ต้องการ และมีระดับน้าในคลองสูงเพ่ือการส่งออกไปยังบริเวณที่
ต้องการน้าได้อย่างสะดวก นิยมสร้างคลองส่งน้าในเขตพ้ืนท่ีโครงการอ่างเก็บน้า โครงการฝายหรือ
เข่ือนระบายนา้ และโครงการสูบนา้ เพื่อใชส้ ง่ น้าใหก้ ับพ้นื ท่ีเพาะปลูกหรือบริเวณที่ต้องการนา้ ในฤดูแลง้

๖) งานสูบน้า เป็นงานสูบน้าจากแหล่งน้าให้สูงขึ้นถึงระดับพ้ืนดินที่สามารถส่งน้า
ให้แก่พ้ืนที่เพาะปลูก แหล่งน้าดังกล่าวอาจเป็นแม่นา้ ห้วย หนอง คลอง บึง และอ่างเก็บน้า ซึ่งต้องมี
น้าเพียงพอให้สูบไปใช้งานได้ในเวลาท่ีต้องการ งานสูบน้าของงานพัฒนาแหล่งน้าเพื่อการเกษตรควร
สร้างเพ่ือการใชน้ ้าในการเพาะปลูกเป็นหลัก

ทั้งนี้ การเลือกรูปแบบการพัฒนาแหล่งน้าเพ่ือการชลประทานแต่ละประเภทดังกล่าว
จะตอ้ งคานงึ ถึงความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของแหล่งน้าธรรมชาติ และความต้องการน้า ของ
ราษฎรหรือพื้นที่เพาะปลูกท่ีมีความแตกต่างกันไป ซ่ึงองค์ประกอบสาคัญในการพิจารณาเลือก
ประเภท กาหนดขนาดและรูปแบบของงานพัฒนาแหล่งน้าเพ่ือการชลประทาน ให้สามารถสนอง
ความต้องการและขจัดปัญหาการขาดแคลนน้าได้อย่างเหมาะสมกับสภาพท้องท่ี สาหรับโครงการ
พัฒนาแหล่งน้าเพ่ือการเกษตรตามพระราชดาริฯ ที่มีการก่อสร้างตามท้องที่ต่าง ๆ ในทุกภาคของ
ประเทศเกือบท้ังหมดเป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้า ฝายทดน้า และเข่อื นระบายน้า พร้อมดว้ ยงาน
กอ่ สร้างระบบส่งนา้ เพ่ือการส่งน้าไปช่วยเหลือพื้นท่ีเพาะปลูกให้ท่วั ถึง โดยระบบส่งนา้ ท่ีมีราคาถูกและ
นิยมก่อสร้างได้แก่ ระบบส่งน้าซ่ึงประกอบด้วย คลองส่งน้าและส่ิงก่อสร้างประเภทต่าง ๆ ตามคลอง
เหล่านั้น สาหรับท้องท่ีบางแห่งถ้าหากสภาพภูมิประเทศมีความลาดชันมาก ทาให้ระบบคลองส่งน้า
มีความไม่เหมาะสมเนื่องจากค่าก่อสร้างสูงเกินไป อาจสร้างระบบส่งน้าเป็นระบบท่อแบบเดียวกับ
ทอ่ ส่งน้าประปา เพื่อรับนา้ จากอ่างเก็บน้าหรือจากแหล่งน้าด้านเหนือฝาย แล้วสง่ ไปให้ทั่วพืน้ ที่ในเขต
โครงการฯ

กล่าวโดยสรปุ รูปแบบการจัดการนา้ เพื่อการชลประทาน ปัจจุบนั ยดึ ถอื ตามแนวพระราชดาริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี ๙ กล่าวคือ การมุ่งเน้นพัฒนาแหล่งน้าหรือการจัดการ
ระบบการใช้น้าจากแหล่งน้าธรรมชาติขนาดเล็ก ได้แก่ อ่างเก็บน้า ฝายทดน้า การขุดลอกดินหรือ
หนองและบึงธรรมชาตทิ ตี่ ื้นเขิน สระเก็บน้า คลองส่งนา้ และงานสบู นา้

2.๒.๓ รปู แบบการส่งนา้ ของกรมชลประทาน
กรมชลประทาน (ม.ป.ป.) ได้ระบุถึงรูปแบบการสง่ น้า สรปุ ได้ดังนี้
๑) ส่งนา้ แบบตลอดเวลา (Continuous Flow Method)

- สง่ นา้ อัตราคงทตี่ ลอด ๒๔ ช่ัวโมง
- หยดุ เฉพาะช่วงฝนตก หรอื หลังฝนตกทมี่ ีปริมาณน้าเพยี งพอ
- การออกแบบขนาดระบบสง่ น้า ทาโดยหาความตอ้ งการน้าท้ังหมด (Gross Water
Requirement) หารด้วยอายพุ ชื ซึง่ กค็ อื ความตอ้ งการน้าเฉลี่ยตลอดฤดูกาล

๑๑

ขอ้ ดี
- ระบบเล็ก ค่าลงทนุ ถูก
- สง่ นา้ ง่าย ไมต่ ้องการเจ้าหนา้ ทม่ี าก
- ถา้ เป็นคลองดิน ตลง่ิ แขง็ แรง ควบคมุ วัชพืชได้

ขอ้ เสีย
- ไม่ตรงกับความต้องการท่แี ท้จรงิ
- ปัญหาเรือ่ งการแย่งนา้
- การจดั การมีปญั หา ถา้ เกิดวกิ ฤตน้าต้นทนุ ขาดแคลนน้า
- ถ้าปิด FTO ขณะฝนตก นา้ อาจไหลลน้ คันคลอง

๒) สง่ นา้ ตามความต้องการของผู้ใช้น้า (Demand Method)
- ส่งตามคาขอ
- เกษตรกรสามารถวางแผนการส่งน้าให้เหมาะกับพืชในเวลาและปริมาณท่ี
พอเหมาะ
- เกษตรกรต้องมคี วามรู้ในหลกั การชลประทาน มผี แู้ นะนาท่ีถูกต้อง

ขอ้ ดี
- ผใู้ ช้นา้ ไดป้ ระโยชนส์ ูงสุด
- ส่งเสริมการวางแผนการใชน้ า้

ข้อเสยี
- ผบู้ ริหารโครงการต้องมีความเข้าใจในหลกั การชลประทาน
- ต้องประสานงานกบั ผใู้ ช้นา้ อย่างใกล้ชดิ
- ต้องมีนา้ ตน้ ทุนมากพอ
- ระบบโตกว่าระบบการส่งนา้ แบบอนื่ ๆ
- เกษตรกรต้องเข้าใจหลกั การส่งนา้ และพืช

๓) สง่ นา้ แบบหมนุ เวยี น (Rotational Method)
- ส่งน้าตามจานวนและระยะเวลาทก่ี าหนดไว้ลว่ งหน้า
- แบ่งพนื้ ทยี่ อ่ ยตามลาดบั การสง่ น้า
- คานวณปรมิ าณนา้ ตามความต้องการแต่ละแปลง
- กาหนดระยะเวลาทแ่ี ต่ละแปลงจะได้รับนา้

ขอ้ ดี
- สง่ น้าได้หลายระดบั ตามความต้องการของผใู้ ชน้ ้า
- สง่ แบบมีแบบแผนและตรงกับความต้องการของพืช
- เกษตรกรรเู้ วลาและพื้นที่ทร่ี บั น้า ลดปญั หาการแย่งน้า
- กรณีขาดแคลนนา้ เจ้าหน้าที่แก้ปัญหาง่ายเพราะทราบสภาพการเพาะปลูก

๑๒

ขอ้ เสยี
- ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
- เจา้ หนา้ ทีต่ ้องใกล้ชดิ กับเกษตรกร
- การคานวณลว่ งหนา้ อาจคลาดเคลอื่ น
- ระบบโตกว่าระบบสง่ น้าตลอดเวลา
- เกษตรกรต้องมคี วามรทู้ างด้านการใชน้ ้า

2.๓ แนวคิดเกย่ี วกับการบริหารจดั การกลุ่ม
๒.๓.๑ ความหมายของกลุ่ม
ราชบัณฑิตยสถาน (๑๕๔๐: ๑๖๔) ได้ให้ความหมายของกลุ่มว่า “กลุ่ม”

ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่ ๒ คนข้ึนไป ท่ีได้สร้างแบบอย่างของการกระทาระหว่างกันทางจิตข้ึน กลุ่ม
หรือหมู่คณะนี้ เป็นท่ียอมรับว่าเป็นองค์การอย่างหน่ึง ทั้งโดยสมาชิกของกลุ่มเองและตามปกติโดย
ผู้อื่นดว้ ย ทั้งนีเ้ พราะกลุ่มจะมีพฤตกิ รรมรว่ มกันในแบบฉบับเฉพาะของตนเอง

การพัฒนากลุ่มหรือองค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ วิเชียร แสง
โชติ (๒๕๔๐: ๑๑๗ – ๑๒๐) ได้วิเคราะห์ถึงการสร้างความเข้มแข็งขององค์การชาวบ้าน พบว่ามี
๔ ประเด็นด้วยกนั คือ

๑. ความหมายขององค์กรท่ีเข้มแข็ง จะต้องมีแนวคิดที่ชัดเจน จนสามารถกาหนด
ทศิ ทางเป้าหมาย และวิถีการทางานจนบรรลุผลสาเร็จได้

๒. เป้าหมายองค์การ ต้องมีการกาหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กร
ให้ชัดเจน และเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของสมาชิกอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมในการพัฒนา
ของประชาชนนั้น จะต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีอิสรภาพและเต็มใจในการเข้าร่วม มิใช่
เข้ามามีส่วนร่วมเพราะเกรงใจหรือการถูกขอร้องจากเจา้ หนา้ ท่ี หรือผู้มีอานาจซ่ึงมิใช่รูปแบบของการ
เขา้ มามีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างแทจ้ ริง อันเป็นปัจจัยหนงึ่ ทีม่ ผี ลตอ่ ความสาเรจ็ หรือความพยายาม
เข้มแข็งขององค์กร

๓. การบริหารจัดการองค์กร การจะก่อให้เกิดความสาเร็จและความเข้มแข็ง
ขององค์กรจะต้องมีระบบการบริหารและการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการที่ใช้
ศิลปะและกลยุทธ์ต่าง ๆ ดาเนินกิจกรรม โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกในองค์การ
ตระหนกั ถงึ ความสามารถความถนดั และความต้องการของสมาชิกในองค์กร

๔. กิจกรรมขององค์กร ต้องมีการพัฒนาให้เกิดทางเลือกในการดาเนินกิจกรรม
ทุก ๆ ด้าน คือ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง เน่ืองจากเป็นปัจจัยทั้ง 3 ด้าน
มีความสมั พันธห์ นนุ เนอื่ งกันและเสรมิ ซ่ึงกันและกนั

องค์ประกอบที่สาคัญของกลุ่ม/องค์กรชุมชนจากประสบการณ์ของนักพัฒนาชนบท ได้ช้ีว่า
มอี งคป์ ระกอบที่สาคญั หลักๆ ๖ ประการ (ลีลาภรณ์ นาครทรรพ, ๒๕๔๒: ๒๔๖) คอื ๑) วตั ถปุ ระสงค์
ของกลุ่ม ๒) กฎ กติกา กลุ่มท่ีเข้มแข็งจะมีการกาหนดกฎ ระเบียบและกติกา เพ่ือควบคุมพฤติกรรม
ของสมาชิก ๓) สมาชกิ กลมุ่ กลมุ่ ท่เี ข้มแข็งจะต้องคานึงถงึ สมาชกิ ท้ังในดา้ นจานวน (ปริมาณ) คุณภาพ
ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเอาใจใส่ความพร้อมเพรียงในการทากิจกรรมร่วมกัน

๑๓

และความรู้หน้าท่ี และหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ๔) กรรมการกลุ่ม กรรมการถือเป็นองค์ประกอบท่ี
สาคัญประการหน่ึง ในการช่วยให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง ๕) กิจกรรม กิจกรรมที่ดาเนินการ โดยกลุ่ม
สามารถชว่ ยช้คี วามเข้มแขง็ ได้ระดบั หนึง่ ๖) กองทนุ ของกล่มุ ความสามารถระดมทนุ ภายในของคนใน
ชมุ ชน นบั เปน็ เคร่อื งสะท้อนถงึ ศกั ยภาพและความเข้มแข็งของกลมุ่ ได้เป็นอย่างดี

2.๓.๒ สาเหตุของการจัดตงั กลุ่ม
สาเหตุที่มนุษย์มาร่วมกันจัดตั้งกลุ่มอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ปัจจัย

ด้านสังคม ปจั จัยทางด้านจติ วทิ ยา และปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น
จักริน อินทะกนก (๒๕๔๒ : ๓๐) กล่าวถึง มูลเหตุจูงใจที่ทาให้สมาชิกมาร่วมกลุ่ม

เกดิ จากสาเหตุ ดงั น้ี
๑. เกิดความสัมพันธ์ส่วนตัว (Interpersonal Attraction) เกิดจากการติดต่อกัน

บ่อยครั้งจนทาใหเ้ กดิ การทางานร่วมกนั
๒. กิจกรรมของกลุ่ม (Group Activities) สมาชิกของกลุ่มจะมีความสนใจใน

กจิ กรรมของกลุ่ม จึงสมัครเป็นสมาชกิ กลุม่
๓. เป้าหมายของกลุ่ม (Group Goal) เป็นปัจจัยท่ีทาให้บุคคลก่อรปู ขน้ึ เปน็ กลุ่มเพ่ือ

อานาจต่อรองหรือการบรรลุเปา้ หมายของตนได้ง่ายขน้ึ
๔. ความเป็นสมาชิกกลุ่ม (Group Membership) คนเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม

เพราะตอ้ งการเพอื่ สทิ ธิตา่ ง ๆ ท่สี มาชกิ พึงไดร้ ับจากการเปน็ สมาชิก
๕. การใช้ความเป็นสมาชิกกลุ่ม เป็นเคร่ืองมือหาผลประโยชน์ (Instrumental

Effect of Membership) สมาชิกบางคนร่วมกล่มุ เพอ่ื หวังผลประโยชน์บางประการจากกลมุ่
จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับกลุ่ม สรุปได้ว่า บุคคลไม่สามารถดารงอยู่ในสังคมด้วย

ตัวคนเดียวได้ จึงต้องแสวงหาบุคคลท่ีมีลักษณะท่ีเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน เช่น ในด้านแนวความคิด
ทัศนคติ แรงจูงใจ การปฏิบัติงาน หรือค่านิยมเพ่ือรวมกลุ่มกันทากิจกรรม รวมท้ังในเรื่องเหตุผลของ
ผลประโยชน์ ซึ่งเปน็ การตอบสนองตอบตอ่ ความต้องการของตนเองทง้ั ในดา้ นสงั คมและจติ วทิ ยา

2.๓.๓ การพฒั นาการกลมุ่
การท่ีกลุ่มจะดาเนินกิจกรรมไปสู่ความสาเร็จหรือล้มเหลว ย่อมข้ึนอยู่กับรูปแบบ

และหลักเกณฑ์ในการรวมกลุ่มและการจัดตั้งกลุ่มว่ามีแบบแผนในการจดั ตงั้ กลุ่มหรือการรวมกลุ่มตาม
แนวคดิ และหลักเกณฑท์ ีถ่ กู ตอ้ งเพียงใด ดังนี้

หลักการส่งเสริมการรวมกลุ่ม ซ่ึงจัดเป็นพ้ืนฐานของการเสริมสร้างกลุ่มและเครือข่ายไว้ ๓
ขัน้ ๘ ตอน (ปารชิ าติ วลัยเสถยี ร และคณะ, ๒๕๔๒: ๒๒๙-๒๓๒) มีดังน้ี

๑. การจัดตงั กล่มุ
การจัดต้ังกลุ่มเป็นข้ันตอนท่ีสาคัญ ย่ิงถ้าหากดาเนินการจัดตั้งให้ถูกวิธีทุก

ขั้นตอนต้ังแต่เริ่มแรกก็จะทาให้กลุ่มมีคุณค่า และเจริญก้าวหน้าไปสู่ขั้นตอนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น และมี
หลักเกณฑท์ ค่ี วรยดึ ถอื ๘ ตอน คือ

๑๔

๑.๑) การค้นหาผนู้ า
๑.๒) การหาความต้องการของแตล่ ะบุคคลก่อนทีจ่ ะนามากาหนดความต้องการ
ของกลุม่
๑.๓) ความสมัครใจในการเข้าร่วมกล่มุ รวมถึงการสร้างความซ่ือสัตยแ์ ละความ
ภกั ดตี อ่ กลุ่ม
๑.๔) ส่ิงแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน จะมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันทาให้สามารถ
ทางานรว่ มกนั ได้งา่ ย และเกดิ ความเป็นอนั หนึง่ อนั เดียวกนั
๑.๕) การมีวัยใกล้เคียงกัน ทาให้มีความคิดอ่าน ความสนใจ ความต้องการ
รวมถึงความสามารถในการทางานใกล้เคยี งกนั เข้าใจกันงา่ ยในการทางาน
๑.๖) การกาหนดเพศ กิจกรรมบางอย่างจาเป็นต้องแบ่งแยกเพศ ในขณะท่ีบาง
กิจกรรม อาจร่วมกันทาทั้งชายและหญิง
๑.๗) ความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน การท่ีกลุ่มมีความสามัคคีกลมเกลียว ช่วยกันคิด
ช่วยกนั ทา จะทาใหง้ านกลมุ่ สาเรจ็ ตามวตั ถุประสงคท์ ่ตี อ้ งการ
๑.๘) สถานการณ์ที่บีบตัว จะทาให้คนรวมกันเพื่อความอยู่รอด เพ่ือ
ผลประโยชน์ ฯลฯ ซึง่ ตรงกบั ความต้องการของกลุ่ม หรอื สมาชิกทจ่ี ะมารวมกัน
สรุปแล้วในข้ันท่ี ๑ การจัดต้ังกลุ่มนี้มีส่วนประกอบสาคัญที่เก่ียวข้องกัน 3 ประการ คือ
เก่ยี วกับเรื่องผูน้ ากลมุ่ สมาชิกในกลมุ่ และสถานการณ์ของกลุ่ม ถ้าหากมสี ่วนประกอบครบทกุ อย่างก็
ยอ่ มจะเกดิ กลมุ่ ข้นึ ได้

2. การเคลอ่ื นไหวของกลมุ่
หลังจากท่ีได้ดาเนินการจัดต้ังกลุ่มอย่างถูกวิธีในข้อ ๑ ประกอบด้วย ๘ ตอน

แล้วจะต้องส่งเสริมให้กลุ่มเกิดการเคล่ือนไหว ซ่ึงเป็นขั้นตอนท่ีสาคัญอันจะช่วยผลักดันให้กลุ่มเกิด
พลงั การต่อสู้และพลงั การต่อรองในโอกาสต่อไป ทั้งนี้มีหลักเกณฑท์ ค่ี วรยึดถอื อย่ดู ้วยกัน ๘ ตอน คอื

๒.๑) ส่งเสริมการประชุมพบปะ เพ่ือแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นซึ่งกันและ
กนั เพ่ือสร้างความสมั พนั ธ์ในกลุม่ ใหแ้ นน่ แฟน้ ขึน้ และหาแนวทางปฏบิ ตั งิ านให้บรรลุเปา้ หมาย

๒.๒) สง่ เสรมิ แนวความคดิ และยกระดับจิตใจของสมาชกิ กลมุ่
๒.๓) ส่งเสริมการมีระเบียบวินัยได้แก่ การมีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับในการรวมกลุ่ม
และมรี ะเบยี บวนิ ยั ในการปฏบิ ตั ติ อ่ กนั
๒.๔) สง่ เสรมิ สมั พนั ธภาพบคุ คล เพอ่ื ส่งเสริมความสมั พนั ธ์ของสมาชกิ ในกลุ่มให้
มีความกลมเกลียวแน่นแฟน้
๒.๕) ส่งเสริมกิจกรรมเพ่ือทาให้กลุ่มได้เคล่ือนไหว และเป็นการยึดกลุ่มให้ได้
เรยี นรจู้ ากการปฏิบตั ิจริง
๒.๖) ส่งเสริมวิชาการ ควรส่งเสริมทางวิชาการ ความรู้ใหม่ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ
ทจ่ี าเป็นและเกิดประโยชน์ตอ่ กนั

๑๕

๒.๗) การส่งผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยให้กลุ่มดารงอยู่ได้
การจัดสรรผลประโยชน์ต้องเท่ียงธรรม เสมอภาค หากขาดประโยชน์ร่วมกัน หรือขัดผลประโยชนก์ นั
กลุม่ ก็จะแตกความสามัคคแี ละสลายตัวในท่สี ดุ

๒.๘) ส่งเสริมและดารงไว้ซึง่ สถานภาพผกู พนั โดยพยามส่งเสรมิ ใหม้ คี วามผูกพัน
ระหวา่ งสมาชกิ ส่งเสรมิ ให้ทุกคนมบี ทบาทหน้าที่ในกล่มุ และร้จู ักรบั ผิดชอบร่วมกนั ในกล่มุ

สรุปแล้วในข้ันที่ ๒ ที่ว่าด้วยการเคลื่อนไหวของกลุ่มนั้นมีองค์ประกอบสาคัญ ๓ ประการ
คือ ระเบียบวินัย วัตถุประสงค์ร่วมหรือผลประโยชน์ร่วม และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งการส่งเสริมกิจกรรม
เป็นเคร่อื งผกู มดั หรือยึดโยงให้กลุ่มคงอยู่ไม่แตกสลาย และจะส่งเสรมิ สถานภาพผูกพันของกลมุ่ ไว้

๓. การเจริญเติบโตของกลุ่ม ประกอบด้วย ๘ ขนั้ ตอน ได้แก่
๓.๑) สหพันธ์ในการรวมกลุ่มเป็นการทาให้กลุ่มเล็ก ๆ มาสนธิเป็นกลุ่มใหญ่

กล่มุ เดียว
๓.๒) สร้างหน่วยนาร่วม โดยการนาเอาตัวแทนหรือผู้นาของแต่ละกลุ่มมา

รวมกันเป็น “หน่วยนาร่วม” เพ่ือรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มเล็ก ประสานงาน ประสานผลประโยชน์
ระหว่างกลุม่

๓.๓) สร้างผลประโยชน์ร่วม เพ่ือช่วยให้กลุ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
เกาะตดิ กันเพราะเกิดผลประโยชนใ์ นกิจกรรมร่วมกนั แต่ละกล่มุ มสี ว่ นได้เสยี ในกิจกรรมที่ดาเนินการ

๓.๔) สร้างกิจกรรมพ่ึงพาเป็นวิธีการที่กลุ่มจะต้องพ่ึงพาอาศัยกัน และกัน
โดยมีหน่วยงานร่วมเป็นตัวกลางช่วยให้กิจกรรมของกลุ่มต่าง ๆ มีความเกี่ยวพันกัน พึ่งพากันจึงจะมี
ผลประโยชน์สูงขึ้น

๓.๕) สนธิวิชาการเป็นการแลกเปล่ียนและอาศัยความรู้ ทักษะ ตลอดจนความ
ต้องการระหวา่ งกลุ่มทม่ี ีตอ่ กนั ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถและกิจกรรมอ่ืนใหม่ ๆ

๓.๖) สร้างพลังร่วมในการดาเนินการร่วม โดยการส่งเสริมให้กลุ่มเกิดการร่วม
ทุนร่วมวิชาการ ร่วมจัดการ ร่วมกาลังคน ร่วมกาลังวัสดุ ซ่ึงถ้ากลุ่มได้มีส่วนร่วมกันมากเท่าไร
พลังมหาศาลก็จะเกดิ ข้นึ เท่านน้ั

๓.๗) ลดความส้ินเปลืองร่วม ได้แก่ การลดความส้ินเปลืองของแรงงาน วัสดุ
อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ รวมทงั้ ด้านบรหิ ารและการบรกิ ารดว้ ย เม่อื ความสิ้นเปลืองลดลง

๓.๘) สร้างพลงั ต่อรอง กค็ อื อานาจของกลุ่มในการรักษาผลประโยชน์และดารง
กลุ่มไว้ พลงั ต่อรองเป็นพลังในการต่อสู้ของชุมชน ซง่ึ เกิดจากการรวมกลุ่มกันจึงนับว่าเปน็ หัวใจสาคัญ
ย่งิ ของการพฒั นา

สรุปแล้วในขั้นที่ ๓ การเจริญเติบโตของกลุ่มน้ัน จะว่าด้วยสหพันธ์ รวมกลุ่ม และจะต้อง
ดาเนนิ การในส่วนต่าง ๆ เพ่ือทาให้กลุ่มขยายตัวไปสู่ความเจรญิ เติบโตยง่ิ ขึ้น

จากแนวคิดการจัดต้ังกลุ่ม และการพัฒนากลุ่ม เป็นรูปแบบหรือแบบแผน การจัดตั้งกลุ่ม
นับว่ามีความสาคัญอย่างยิ่งในการท่ีจะพิจารณาว่ากลุ่มใดมีการพัฒนา และองค์ประกอบของกลุ่ม
ครบถ้วนเช่นใด ซึ่งนาไปสู่ความสาเร็จหรือล้มเหลวของกลุ่มได้ และได้นามาเป็นหลักการพ้ืนฐาน
ในการดาเนินงานของกลุ่มอาชพี

๑๖

๒.๓.๔ หลกั และวิธกี ารด้าเนนิ งานของกลุ่ม
หลักและวิธีการดาเนินงานของกลุ่มอาชีพ (จีรพรรณ กาญจนะจิตรา, ๒๕๔๐: ๑๐)

มีดงั น้ี
๑. วัตถุประสงคข์ องการด้าเนินกล่มุ
๑.๑) เพื่อสง่ เสรมิ การพฒั นาอาชพี และการตลาดของครอบครวั
๑.๒) ใหร้ จู้ ักการลดรายจ่ายเพิม่ รายไดแ้ ก่ครอบครัว
๑.๓) ใหส้ มาชกิ ร้จู ักการดาเนินงานในรูปกลมุ่ ด้วยตนเองตามหลกั ประชาธิปไตย
๑.๔) ส่งเสริมให้กลุ่มอาชีพมีความเชื่อมั่นและกระตือรือร้นในการประกอบ

อาชพี
๑.๕) รู้จักหาข้อมูลด้านราคา การตลาด การผลิตคุณภาพเป็นท่ีต้องการของ

ตลาด
๑.๖) ให้รู้จักแสวงหาความร่วมมือด้านเงินทุน การจาหน่ายท้ังภาครัฐและ

เอกชน

๒. ด้านการผลิต มวี ธิ กี าร ๒ รูปแบบ คือ
๒.๑) ส่งเสริมการปลกู ผักสวนครัว และเล้ียงสตั ว์
- สนบั สนนุ ส่งเสรมิ ใหม้ ที ุกครัวเรอื น โดยไม่ต้องจดั ตงั้ กลมุ่
- ต้องเปน็ โครงการในแผนพฒั นาตาบล
- เงินงบประมาณ จากหลายแหล่งสนับสนุน แต่ให้ถือเป็นเงินทุนคืนกลุ่ม

หรือหมูบ่ ้านของตน
- คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ในการจัดทาทะเบียน

จา่ ยพันธ์ุพชื พันธ์ุสัตว์ และรับผิดชอบเงนิ ทุนคืนกลุ่ม
๒.๒) ส่งเสรมิ การจดั ตงั้ กลุม่ อาชีพ เพอ่ื การผลติ และการออกจาหน่ายเปน็ รายได้

เพมิ่ พูนแกค่ รอบครัว เช่น ดา้ นการเกษตร การประมง หตั ถกรรม อตุ สาหกรรมในครวั เรือน มแี นวทาง
ในการปฏิบตั ิ ดังนี้

- ต้องมีข้อมลู เกยี่ วกับอาชีพน้ัน
- จัดตง้ั กลุ่มตามลักษณะอาชีพ
- กล่มุ อาชีพทีส่ มาชิกกลุ่มเป็นสมาชิกกล่มุ ออมทรัพย์
- ประสานงาน เกษตรตาบล ปศุสัตว์ ฝีกอบรมอาชีพให้ความรู้แก่
เกษตรกรทเ่ี ป็นสมาชกิ กลุ่ม
- งบประมาณเงินอุดหนุน การพัฒนาชุมชน หรือภาคเอกชนและ
หนว่ ยราชการอนื่
- โครงการทส่ี นับสนนุ อยู่ในแผนพัฒนาตาบล
- ให้มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มอาชีพเป็นบริหารโครงการ โดยมีระเบียบ
กลุม่ และรับผิดชอบเงินทนุ คนื กลุ่มดว้ ย

๑๗

๓. ดา้ นการตลาด การตลาดมขี นั ตอนการด้าเนนิ งาน ดังนี
๓.๑ ปรับปรงุ การผลิตใหม้ คี ณุ ภาพ และรูปแบบตรงกบั ความต้องการของตลาด
๓.๒ จัดทาเอกสารแนะนาผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ เผยแพร่ข่าวสารความ

เคลือ่ นไหวดา้ นการตลาด
๓.๓ จัดนิทรรศการเผยแพร่ และแสดงผลการดาเนินงานการส่งเสริมอาชีพ

อย่างต่อเน่อื งเป็นตามสถานการณ์
๓.๔ ส่งผลติ ภณั ฑ์ไปเผยแพร่ หรือจาหน่ายยงั ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์

๒.๔.๕ การแก้ปญั หาการบริหารจัดการ
ได้กล่าวถึง การบริหารจัดการ การคิดเป็นและเสียสละด้วยจิตวิญญาณ ยังไม่เพียง

พอที่จะทาให้กลุ่มเติบโตและพัฒนาถ้าบริหารจัดการไม่เป็น (ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, ๒๕๔๔: ๒๕-๒๖)
คาถามท่ัวไปของการบริหารคือ จะทาอะไร ทาไมต้องทา ทาอย่างไร ให้ใครทามากน้อยแค่ไหน เวลา
เท่าไร และค่าใช้จ่ายเท่าไร การบริหารเก่ียวข้องกับสามระบบ คือ ระบบงาน ระบบเงินและระบบ
บคุ ลากร สาหรับองค์กรในชมุ ชนนัน้ ในคาถามทว่ี า่ “ให้ใครทา” เป็นคาถามที่สาคัญมากเพราะองค์กร
ชุมชนโดยทั่วไป มักจะไม่มีอานาจบังคับบัญชา (Authority) มีแต่ต้องใช้อานาจบารมี (Power) ชักจูง
และผลักดัน กิจกรรมใด ๆ ขององค์กรจึงต้องอาศัย “การมีส่วนร่วม” หรือการมีส่วนร่วมของสมาชิก
เป็นสาคัญ การมีผู้ร่วมมือร่วมใจมาก มีเครือข่ายมาก จึงเป็นหลักประกันท่ีสาคัญของความ
เจริญเติบโตของกล่มุ การร่วมมือร่วมใจนั้น มที ง้ั การรว่ มมอื รว่ มใจของคนในชุมชนและนอกชุมชน เชน่
หนว่ ยงานราชการ องค์กรท่ไี มแ่ สวงหาผลกาไร (NGOs) และนักวชิ าการ เปน็ ต้น

ในการบริหารจัดการองค์กรเศรษฐกิจชุมชนจึงจาเป็นต้องคานึงถึงกรอบ ๓ ด้าน
ได้แก่

ด้านที่หนึ่ง ผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของสมาชิก กลุ่มหรือองค์กรก็จะอ่อนแอ
เพราะจะมีสมาชิกน้อย สมาชิกที่มีอยู่แล้วมักจะไม่ให้ความร่วมมือ บทเรียนจากพัฒนาการของกลุ่ม
ออมทรัพย์น้าขาวยุคก่อนครูชบ และกลุ่มคลองเปรียะยุคก่อตั้งใหม่ ๆ เป็นบทเรียนที่ให้ประสบการณ์
เร่ืองน้ี

ด้านที่สอง กลุ่มและองค์กรจะต้องเป็นท่ียอมรับของคนทุกวงการ ไม่ใช่ว่าจะเป็น
ราชการ นักวิชาการ และกลุ่มคนอื่น ๆ ในสังคม ถ้าไม่เป็นท่ียอมรับก็จะไม่ได้รับความร่วมมือจากคน
กลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะราชการ NGOs และสถาบันวิชาการ ซึ่งมีความสาคัญต่อการพัฒนาองค์กร
เศรษฐกิจชุมชน

ด้านท่ีสาม ศักยภาพและความพร้อมของกลุ่มและองค์กรในขณะนั้นหมายความว่า
กิจกรรมใด ๆ ท่ีจัดข้ึนจะต้องคานึงถึงความเป็นไปได้ คานึงถึงทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่จริง
รวมถึงการพิจารณาข้อจากัดอันเกิดจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองด้วย
ประสบการณ์ของการจัดการสวัสดิการของการจัดสวัสดิการประกันชีวิตของเครือข่ายแม่หญิง
(กลุ่มแพรพรรณ) ที่จัดข้ึนแล้วต้องเลิกล้มลงไปก็เพราะเป็นเรื่องเกินศักยภาพที่มีอยู่จริง กล่าวคือ
ทรัพยากรและขีดความสามารถไม่เพียงพอที่จะใช้บริการการประกันชีวิตแก่สมาชิกทุกคนได้ แม้เป็น

๑๘

ความปรารถนาดี แต่ถ้าเกนิ กาลังก็ย่อมประสบปัญหาในที่สุด ยิ่งตอ้ งประสบภาวะวกิ ฤติทางเศรษฐกิจ
ปญั หาก็ย่งิ หนักหน่วง

ผลประโยชน์ การยอมรบั
ของสมาชิก จากสังคม

ความพร้อมและศักยภาพ

และสภาพแวดล้อมอืน่ ๆ
ภาพที่ ๒-๑ กรอบสามด้านของการบรหิ ารจัดการ
ทม่ี า: ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, ๒๕๔๔: ๒๖

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (๒๕๔๔: ๒๗-๒๙) ได้กล่าวถึงองค์กรเศรษฐกิจชุมชนเศรษฐกิจ ชุมชน
จะต้องอาศัยการร่วมใจเป็นปัจจัยหลัก การร่วมมือร่วมใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถปลุกจิต
วิญญาณ “ปลุกจิตวิญญาณ” ของสมาชิกให้ต่ืนขึ้น วิญญาณในที่น้ี คือ สปิริต (Spirit) ที่อยู่ในจิตใจ
ของแต่ละคน สปิริตหรือจิตวิญญาณจะเกิดข้ึนได้ด้วยปัจจัย ๕ ประการ ได้แก่ ๑) การมีผู้นาที่มี
ความคิด อุดมการณ์ และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ๒) การมีเปา้ หมายทแ่ี นน่ อน ๓) ภารกจิ ๔) ความเชือ่ มั่น
และความไว้วางใจต่อกัน และ ๕) มีปัจจยั รอ้ ยรัดอารมณ์รว่ มหรอื ความต้องการร่วม

2.4 แนวคิดเก่ยี วกบั การมสี ่วนรว่ ม
2.๔.๑ แนวคิดการมสี ว่ นรว่ ม
แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยท่ัวไปจะมีความหมายกว้างคือ การที่

ประชาชนพัฒนาขีดความสามารถของตนในการจัดการควบคุมการใช้ และการกระจายทรัพยากร
ตลอดจนปัจจัยการผลิตท่ีมีอยู่ในสังคม เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อการดารงชีพทางเศรษฐกิจ และสังคม
การมีส่วนรว่ มในความหมายน้ี จงึ เปน็ การมสี ว่ นร่วมของประชาชนตามแนวทางการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย ซึ่งเปิดโอกาสใหป้ ระชาชนพฒั นาการรบั รู้ สติปญั ญา และความสามารถในการตดั สินใจ
กาหนดชีวิตด้วยตนเอง ดังนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นทั้งวิธีการ (Means) และเป้าหมาย
(Ends) ในเวลาเดียวกัน (ปาริชาติ วลัยเสถยี ร, ๒๕๔๖: ๑๙๕) ได้กลา่ วถึง กระบวนการมีส่วนรว่ ม เปน็
กระบวนการท่ีสาคัญ เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ด้วยพลังประชาคมในแต่ละท้องถิ่น (อเนก นาคะบุตร
และจิตสุภา จาปา, ๒๕๔๘: ๒๕) ซึ่งสรปุ ได้ว่า มอี ยู่ ๕ รว่ ม คือ

๑. การเรียนรู้ร่วมกัน กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดขึ้นทั้งกับคนในชะตาเดียวกัน
หรอื คนท่ีแตกตา่ งหลากหลาย แต่มีความสนใจร่วมกัน

๑๙

๒. ร่วมตัดสินใจในการสร้างวิสัยทัศน์ สร้างทิศทางร่วมกัน ค้นหาคุณค่า ค้นหาผู้ที่
ไมเ่ ป็นทางการร่วมกนั ตดั สินใจถึงแนวโน้มในอนาคต ผ่านกระบวนการมีส่วนรว่ มในการสร้างวิสัยทัศน์
ท่ีเปน็ ชะตากรรมร่วมกนั

๓. ร่วมลงมือปฏิบัติการ เพ่ือก่อให้เกิดการกระทาสาธารณะ การร่วมกันใน
ภาคปฏิบัติจะนาไปสู่การเรียนรู้ที่แท้จริง เพราะในการเรียนรู้จะต้องผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งจะได้
บทเรียนได้มาซ่ึงการเรียนรู้การจัดองค์การ เกิดกระบวนการอาสาสมัคร เกิดการเรียนรู้ท่ีจะขยายผล
เม่ือได้พบปัจจัยความสาเร็จ และท่ีสาคัญได้มีการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าเพ่ิมจากทุกทางสังคมท่ีได้รับ
การคน้ พบ

๔. ร่วมเป็นผู้รับผลประโยชน์ โดยเฉพาะการได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วไปถึงของ
กลมุ่ คนยากจน คนด้อยโอกาส

๕. รว่ มสรุปบทเรยี นโดยการตรวจสอบเวทีสาธารณะ มกี ารคน้ หาความสาเรจ็ ท่ดี ีงาม
เพือ่ ขยายผลสู่ชุมชนขา้ งเคียง

๒.๔.๒ ความหมายของการมีส่วนรว่ ม
การมีส่วนร่วมของประชาชน (People’s participation) คือ การมีส่วนร่วมในการ

ตัดสินใจ ในการกาหนดนโยบาย การบริหารจัดการทรัพยากร การบริหารจัดการชุมชน คน ทุนของ
ชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่เพียงรูปแบบ เช่น การเลือกตั้งในทุกระดับ แล้วก็ปล่อยให้
ผู้ได้รับเลือกตั้งไปดาเนินการทุกอย่างทุกเร่ือง การมีส่วนร่วมของประชาชนหมายความว่า หลังการ
เลือกตงั้ ประชาชนมหี นา้ ที่ตดิ ตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการดาเนินงานของผูท้ ีไ่ ดร้ ับเลอื กต้ังเข้า
ไปทาหน้าที่แทนประชาชนไม่ใช่เพียงไปหา ๕-๑๕ % มาสมทบโครงการท่ีองค์กรจากภายนอกนาเข้า
ไปให้ ไม่ใช่แค่การไปชว่ ยเก็บข้อมลู ให้ข้าราชการที่บอกว่าจะเอาไปทาโครงการมาพฒั นาท้องถ่ิน ไมใ่ ช่
แค่การไปร่วมประชุมรับฟังเสนอโครงการแล้วยกมือรับรองแล้วอ้างว่าเป็นประชาพิจารณ์ การมีส่วน
ร่วมของประชาชนคือ การแสดงออกถึงสิทธิข้ันพ้ืนฐานของชุมชนในการจัดการทุนชุมชน จัดการชีวิต
ของตนเอง (เสรี พงศพ์ ศิ , ๒๕๕๑: ๑๕๒-๑๕๓)

๒.๔.๓ กระบวนการมีสว่ นร่วม
กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการพัฒนา ซึ่งมี ๕ ระดับ (ปาริชาติ วลัย

เสถยี รและคณะ, ๒๕๔๖: ๒๐๐) คือ
๑. ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหา การพิจารณาปัญหา และการจัดลาดับ

ความสาคัญของปัญหา
๒. ชาวบ้านมสี ่วนรว่ มในการคน้ หาสาเหตุแห่งปญั หา
๓. ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการค้นหาและพิจารณาแนวทางวธิ ใี นการแก้ปญั หา
๔. ชาวบา้ นมีส่วนร่วมในการดาเนนิ กิจกรรมเพื่อแกไ้ ขปญั หา
๕. ชาวบ้านมสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ ผลของกจิ กรรมการพฒั นา

๒๐

Cohen & Uphoff (๑๙๘๐: ๒๑๓-๒๑๘) ได้แบ่งการมสี ่วนรว่ มออกเป็น ๔ แบบ คอื
๑. การมีส่วนร่วมตัดสินใจ (Decision making) ประกอบด้วยการริเริ่มตัดสินใจ
ดาเนินการตัดสนิ ใจ และตดั สินใจปฏบิ ัติการ
๒. การมีส่วนร่วมปฏิบัติการ (Implementation) ประกอบด้วย การสนับสนุน
ทรัพยากร การบรหิ าร การประสานความร่วมมอื
๓. การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ (Benefits) ประกอบด้วยผลประโยชน์ด้านวัสดุ
ด้านสังคม และสว่ นบคุ คล
๔. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation)
การมีสว่ นรว่ มตามข้นั ตอนในการพฒั นา ซึ่งเปน็ การวัดเชิงคุณภาพออกเปน็ ๕ ขั้นตอน (ทศ
พล กฤตยพิสฐิ , ๒๕๓๗ : ๑๓) ดงั น้ี
ข้นั ตอนท่ี ๑ การมสี ่วนร่วมในข้ันการริเร่ิมการพัฒนา ซงึ่ เปน็ ข้ันตอนท่ีประชาชนเข้ามา
มีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหาภายในชุมชน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
กาหนดความต้องการของชุมชนและมีส่วนร่วมในการจัดลาดบั ความสาคัญของความตอ้ งการ
ขน้ั ตอนที่ ๒ การมีสว่ นรว่ มในข้ันการวางแผนในการพัฒนา เปน็ ขน้ั ตอนท่ปี ระชาชน
มีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบาย และวัตถุประสงค์ของโครงการ กาหนดวิธีการ และแนวทางการ
ดาเนนิ งาน ตลอดจนกาหนดทรพั ยากรและแหลง่ ทรัพยากรท่ีจะใช้
ขั้นตอนที่ ๓ การมีส่วนร่วมในขั้นการดาเนินการพัฒนา เป็นขั้นตอนท่ีมีประชาชน
มีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์โดยการสนับสนุนทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์และแรงงาน หรือเข้าร่วม
บรหิ ารงาน ประสานงานและดาเนนิ การขอความชว่ ยเหลือจากภายนอก
ข้ันตอนท่ี ๔ การมีส่วนร่วมในข้ันการรับผลประโยชน์จากการพัฒนา เป็นข้ันตอนที่
ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชนท์ ี่พึงได้รับจากการพัฒนา หรือยอมรับผลประโยชน์อันเกดิ
จากการพัฒนาทั้งด้านวตั ถแุ ละจิตใจ
ขั้นตอนท่ี ๕ การมีส่วนร่วมในขั้นประเมินผลการพัฒนา เป็นข้ันตอนที่ประชาชน
เข้ารว่ มประเมนิ ว่า การพัฒนาทไ่ี ด้กระทาไปนนั้ สาเรจ็ ตามวัตถุประสงค์เพียงใด ซึง่ ในการประเมินอาจ
ปรากฏในรูปของการประเมินย่อย (Formative evaluation) เป็นการประเมินผลก้าวหน้าเป็นระยะ ๆ
หรือกระทาในรูปของการประเมินผลรวม (Summative evaluation) ซ่ึงเป็นการประเมินผลสรุป
รวบยอด
สรุปได้ว่า แนวคิดการมีส่วนร่วม เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม
ในการตัดสินใจ ในการกาหนดนโยบาย การบริหารจัดการทรัพยากร การบริหารจัดการชุมชนมีส่วนร่วม
ในผลประโยชน์ และการมีส่วนรว่ มในข้ันประเมินผลการพัฒนา เปน็ ขน้ั ตอนที่ประชาชนเข้าร่วมประเมินว่า
การพัฒนาท่ีได้กระทาไปนั้นสาเร็จตามวัตถุประสงค์เพียงใด ชุมชนที่เข้มแข็งและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน
ครอบครัว ชมุ ชนอยู่เย็นเป็นสุข ไดต้ ้องอาศัยความสัมพันธ์แบบเครือญาติและวัฒนธรรม พึ่งพาอาศัยและ
ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ระหว่างกลุ่ม ระหว่างองค์กร ชุมชน
บา้ นบางโรงมเี ป้าหมายทจ่ี ะขยายเครือข่ายเพื่อที่จะช่วยเหลือเกือ้ กูลชุมชนอน่ื ๆ สอดคลอ้ งกับแนวคิด
เครอื ข่ายที่จัดระบบใหส้ มาชกิ สามารถดาเนนิ กิจกรรมร่วมกัน เพอื่ บรรลวุ ตั ถุประสงค์หรือผลประโยชน์
ท่ีต้องการบรรลผุ ลรว่ มกัน

๒๑

2.5 แนวคดิ เกยี่ วกบั พลวัตโลก
แนวโน้มเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปัจจุบันสังคมโลกมีความก้าวหน้าทาง

เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มากมายนับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ สังคมโลกมีความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยดี า้ นต่าง ๆ มากมาย ซง่ึ อาจแบ่งไดห้ ลายประเภทท่ีสาคญั ไดแ้ ก่

1. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology)
เทคโนโลยีสารสนเทศนับเป็นเทคโนโลยีท่ีมีความสาคัญท่ีสุดในยุคโลกาภิวัตน์ ท้ังน้ีเพราะเทคโนโลยี
สารสนเทศมีบทบาทสาคัญในกระบวนการโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีสารสนเทศมีวิวัฒนาการมานาน
หลายพันปีแล้ว เริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยภาพและอักษรโดยมีอุปกรณ์ ได้แก่ กระดาษ หมึก และ
เคร่ืองเขียนต่าง ๆ ตามเทคโนโลยี ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เคร่ืองพิมพ์ดีด โทรศัพท์ ติดตามด้วย
เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การส่งข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น เทคโนโลยี
เหล่าน้ีเมื่อผสมผสานกบั เทคโนโลยีคมนาคมซ่ึงเป็นเทคโนโลยีในการติดต่อส่ือสาร เช่น วิทยุ โทรทัศน์
โทรสาร รวมทั้งการสื่อสารผ่านดาวเทียมทาให้การส่ือสารเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว การ
นาเอาวัสดุสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตใยแก้วนาแสง (Fiber Optics) ทาให้มีการพัฒนาการส่ือสารด้วย
ภาพ เสียง และตัวเลขได้ดีข้ึนอย่างมาก เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้สังคมโลกมีความใกล้ชิดกัน
จนเป็นเสมือนหม่บู ้านเดียวคือหมบู่ า้ นโลก ในอนาคตเทคโนโลยีเหลา่ น้ีจะยง่ิ พัฒนาไปอย่างรวดเร็วท้ัง
ในเชิงปริมาณและคุณภาพ ในอนาคตภาวะโลกาภิวตั น์จะกระจายไปทั่วทุกมุมโลกและคนท่ัวไปสามา
รถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายิ่งกว่าในปัจจุบันซึ่งกระจายเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความสามารถและมี
โอกาสสงู เท่านั้น เช่นระบบอินเตอร์เน็ตในปัจจุบนั สามารถเขา้ ถงึ ได้เฉพาะประชากรบางกลุม่ เท่านัน้

2. เทคโนโลยีอุตสาหกรรม (Industrial Technology) เป็นเทคโนโลยีท่ีเก่ียวข้องกับผลิต
สินคา้ และการบรกิ ารขนาดใหญ่ ได้แกเ่ ทคโนโลยีในการทาวสั ดุภัณฑ์สมยั ใหม่ เช่น

2.2.1 เซรามกิ ส์ (Ceramics) ซึ่งมีคุณภาพแขง็ ทน เบา ไม่เป็นสนิม ทนต่ออุณหภูมิ
สูง บางชนิดมีความแกร่งแต่บางเบา จึงสามารถนามาผลิตสินค้าจาพวกกรรไกร มีด เตารีด ในอนาคต
จะมีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมเคร่ืองยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม รถยนต์
ดาวเทยี ม พลงั งาน การแพทย์ และการทหาร

2.2.2 พลาสติก (Plastics) บางชนิดมีความแข็งเท่าโลหะแต่มีความบางเบากว่า
เก็บความร้อนและไฟฟ้าได้ดีกว่า ทาให้ประหยัดพลังงาน สามารถนาไปทดแทนโลหะและกระจกได้
เช่น กาน้า ท่อน้า กระจกพลาสติก ขวดน้า หลอดนีออน หมวกทหาร เส้ือกันกระสุน ซิป คอนแทค
เลนส์ แผ่นความจาในเคร่อื งคอมพิวเตอร์ รวมทงั้ ชน้ิ ส่วนเคร่ืองบนิ และดาวเทยี ม

2.2.3 ใยแก้วนาแสง (Fiber Optics) มีขนาดเล็กเท่าเส้นผมหรือประมาณหนึ่งใน
ห้าของสายเคเบิลที่ทาจากทองแดง แต่มีศักยภาพในการสื่อสารและรับสง่ ข้อมูลได้สูงกว่าสายเคเบลิ ท่ี
ทาจากทองแดงมากมาย ในอนาคตเคเบิลใยแก้วจะถูกนาไปวางเป็นเครือข่ายครอบคลุมท่ัวโลก
สาหรับการสือ่ สารคมนาคมทั้งด้านเสยี ง ภาพ และขอ้ มูลตัวเลข

2.2.4 เซมิคคอนดักเตอร์ (Semiconductors) เช่น การผลิตซิลิคอนจากทราย
ธรรมดาสาหรับไมโครอิเล็กทรอนิกส์จาพวกทรานซิสเตอร์ แผงวงจร และชิป (Chip) ในอนาคตจะมี
การพัฒนาวัสดุผสมทาให้สามารถลดขนาดวงจรได้ วัตถุบางชนิดสามารถนามาทา Chip ท่ีทางานได้
เรว็ กว่ากนิ ไฟนอ้ ยกวา่ และยงั ทนความร้อนดกี ว่า Chip แบบเดมิ อกี ดว้ ย

๒๒

2.2.5 นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) เป็นเทคโนโลยีย่อส่วนที่จัดโครงสร้าง
ของอะตอมแต่ละอย่างใหม่ ทาให้เกิดส่ิงใหม่ขึ้น ซ่ึงในอนาคต อาจจะมีวัสดุบางอย่างที่แข็งกว่าเหล็ก
ถึง 100 เท่า แต่มีน้าหนักน้อยกว่าเหล็กถึง 6 เท่า และในอนาคตจะมีการสร้างอะไหล่ ช้ินส่วนของ
มนษุ ย์ เรียกว่า Bio Compatible Replacement คือ มีการเปลย่ี นอะไหล่มนุษย์ด้วยเทคโนโลยี และ
สามารถชะลอความแก่ โดยสิ่งทีเ่ รยี กว่า Artificial Red blood Cell

นาโนเทคโนโลยี เป็นอนาคตของโลก ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็น “วัสดุฉลาด” ท่ีมีคุณสมบัติ
มหัศจรรย์ในการซ่อมแซม และสาเนาตัวเองได้ หากใช้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอ. จะทาให้มี
ความเร็วในระดับ 10 พันล้านครั้งต่อนาที และใช้พลังงานเพียง 1 ใน 1 หม่ืนล้านส่วนของวัตต์
การประมวลผลได้ถึง 1 ล้านล้านคาสั่งพร้อม ๆ กันซ่ึงเป็นศักยภาพที่เหนอื กว่า ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์
ที่มีศักยภาพสูงสุดในปัจจุบันเป็นที่คาดว่าในปี ค.ศ. 2005 ตลาดสินค้าท่ีผลิตนาโนเทคโนโลยี จะมี
มูลค่า 1 หม่ืน 8 พันล้าน ดอลลาร์ และจะขยายตวั อยา่ งรวดเรว็ เชือ่ กนั วา่ ปี ค.ศ. 2015 สนิ ค้า “นา
โนเทคโนโลยี” จะครองตลาดด้วยมลู คา่ 1 ลา้ นล้านเหรียญดอลลาร์ (40 ลา้ นลา้ นบาท) อย่างแน่นอน
(มติชนรายวนั 16 เมษายน 2547, 20)

3. เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ในอนาคตคอื เทคโนโลยีชีวภาพจะมีความก้าวหน้า
หลายประการ เช่น

3.3.1 การตัดต่อยีนส์ ซ่ึงเป็นเทคโนโลยีที่มุ่งให้เกิดการเปล่ียนแปลงโครงสร้าง
ทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตทั่งพืชและสัตว์ด้วยการแทรกแซงพันธุกรรมโดยตรงโดยใช้เทคนิคการ
รวมตัวของสารดีเอ็นเอ (DNA) และการตัดต่อยีนส์ เทคโนโลยีดังกล่าวทาให้เกิด “ส่ิงมีชีวิตที่เกิดจาก
การตัดต่อพันธุกรรม” (GMOs) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพการตัดต่อยีนส์ในอนาคตได้แก่
การพัฒนาพันธ์ุพืชและสัตว์ให้ทนทานต่อโรคและปัจจัยท่ีบ่อนทาลายความเจริญเติบโตและการ
ขยายพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรม
อาหาร ยารกั ษาโรค รวมทงั้ การอนุรกั ษ์สง่ิ แวดล้อมของสังคมโลก

3.3.2 การคัดลอกพันธ์ุหรือโคลนนิ่ง (Cloning) เป็นการคัดลอกพันธ์ุพืชและสัตว์
ให้เหมือนกับพ่อแม่ ประโยชน์ของการโคลน นอกจากจะเป็นการคัดลอกตัวใหม่ได้แล้วมีประโยชน์
ในการชว่ ยควบคมุ ไวรัสได้ด้วย พันธพุ์ ืชตน้ เดียวที่ไรโ้ รคจะสามารถคดั ลอกตัวใหม่ได้แล้วยงั มปี ระโยชน์
ในการช่วยควบคุมไวรัสได้ด้วย พันธุ์พืชต้นเดียวท่ีไร้โรคจะสามารถคัดลอกได้นับเป็นพัน ๆ ต้นการ
โคลนสัตว์มขี อ้ ยงุ่ ยากกว่าการโคลนพชื แต่กใ็ ช้หลักการคล้ายคลงึ กนั เพียงแต่พชื สามารถเลี้ยงเซลล์และ
ต้นอ่อนได้ในหลอดแก้วแล้วสามารถนาไปปลูกได้เลย ในขณะท่ีการโคลนสัตว์จะต้องนาตัวอ่อนไปฝัง
ในมดลูกของตัวเมียจึงจะให้ลูกออกมาได้ การโคลนนอกจากจะใช้กับสัตว์แล้วยังสามารถใช้กับมนุษย์
อกี ด้วย

3.3.3 การถอดรหัสยีนส์และทาแผนที่ยีนส์ ( Human Genome & Gene
Mapping) ซึ่งจะทาให้เราทราบถึงความลับของกลไกแห่งความเป็นมนุษย์ท้ังทางกายภาพและ
พฤติกรรม รวมทั้งการเจ็บไข้ได้ป่วยและความผิดปกติทางพันธุกรรม ต้ังแต่ก่อนการปฏิสนธิ เช่น รู้ว่า
เด็กคนใดเกิดมาแล้วจะมี พฤติกรรมอย่างไร จะเป็นคนเก่งกาจแค่ไหนรวมท้ังจะเปน็ โรคอะไรและจะ
มีอายุมากน้อยเพียงใดจุดมุ่งหมายสาคัญของ โครงการนี้ก็เพ่ือป้องกันส่ิงท่ีไม่พึงประสงค์หรือเป็น
อุปสรรคตอ่ คุณภาพชีวิตของมนุษย์ท่ีมีสาเหตุมาจากกรรมพันธ์ุ หรอื ความผิดปกติของยีนส์ไดล้ ่วงหน้า

๒๓

เช่น โรคโลหติ เปน็ พิษ โรคอัลไซเมอร์ โรคแกเ่ กนิ วัย เปน็ ต้น ซึ่งการคน้ พบดังกลา่ วย่อม ก่อใหเ้ กดิ ผลดี
ในแงก่ ารปอ้ งกัน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจส่งผล ตอ่ จิตใจผูท้ ี่เกีย่ วขอ้ งกบั ส่ิงท่ีจะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต เชน่
กรณี ท่ีหญิงบางคนได้ทราบล่วงหน้าว่าลูกในท้องที่จะเกิดออกมา จะมีพฤติกรรมเลวร้ายจะมีชีวิต
อย่ไู ดไ้ มก่ ขี่ วบเป็นต้น

4. เทคโนโลยีอวกาศ มนุษย์สามารถส่งวัสดุออกไปนอกโลกได้เมื่อ 5 ทศวรรษมาแล้วเม่ือ
สหภาพโซเวยี ตไดส้ ง่ ดาวเทยี มสปุตนกิ ขน้ึ สู่วงโคจรในปลายปี ค.ศ. 1957 และสหรฐั อเมริกา ส่ง
ดาวเทียมเอ็กพลอเรอร์ (Explorer) ได้ในเดือนมกราคมปีถัดมา จากน้ันทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพ
โซเวียตก็แข่งขันกันส่งดาวเทียมและยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจรอย่างต่อเน่ือง จนในที่สุดในวันที่ 16
กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) สหรัฐอเมรกิ ากส็ ามารถส่งมนุษยอ์ วกาศสามคนขนึ้ สู่ วง
โคจรรอบโลกตามโครงการอพอลโล 11 และส่งมนุษย์อวกาศสองคนลงเหยียบผิวดวงจันทร์ในวันที่
21 กรกฎาคม 1969 ซึ่งการที่จะส่งมนุษย์ ไปลงยังดวงจันทร์ได้จะต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยี
ขนั้ สงู มาก หลังจากน้นั มนุษย์ก็ไม่อยู่น่ิง แตไ่ ด้พยายามสารวจจักรวาล อนั กวา้ งใหญไ่ พศาล โดยการส่ง
ยานสารวจออกไปนอกระบบสุริยะ ส่งกล้องโทรทัศน์ อวกาศไปลอยอยู่นอกโลกเพ่ือติดตามความ
เคล่ือนไหวของจักรวาล รวมท้ังการส่งสัญญาณ ติดต่อไปยังดวงดาวที่คาดว่าอาจมี “ส่ิงมีชีวิตที่
ชาญฉลาด” (Extra Terrestrial) ซึ่งมีความเป็นไปได้ในเมื่อคานึงถึงข้อเท็จจริงท่ีว่าจักรวาล
มีความกว้างนับหมื่นปีแสงและประกอบด้วยกลุ่มดาวหรือดาราจักร (Galaxy) มากมายนับหมื่นล้าน
แกแล็กซ่ี เทคโนโลยีอวกาศฟังดูเหมือนเป็นเร่ืองไกลตัวแต่การศึกษาอวกาศ และจักรวาลนอกจาก
จะทาให้เราเข้าใจธรรมชาติท่ีอยู่รอบตัวและแสดงภูมิปัญญาความสามารถ ของมนุษย์แ ล้ว
ผลประโยชนอ์ ่นื ทต่ี ดิ ตามมาทีเ่ ราไดร้ บั แล้วมีมากมาย เช่น การสง่ ดาวเทยี มสทู่ ้องฟ้าก็เป็นผลจากการ
พฒั นาเทคโนโลยีอวกาศ และดาวเทยี มนีเ่ องทท่ี าให้สามารถใช้อนิ เตอรเ์ น็ต รวมทัง้ ใช้ใน การถา่ ยทอด
รายการต่าง ๆ ทางวิทยุ โทรทัศน์ และการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีอวกาศจึงส่งผล
ประโยชนต์ ่อมนุษยชาติทง้ั มวลอยา่ งมหาศาล

2.6 แนวคดิ เกี่ยวกับการบริหารจดั การนา้ ชลประทาน ในโครงการสง่ นา้ และบ้ารงุ รักษาสามชุก
2.6.1 ข้อมลู ทั่วไปโครงการสง่ น้าและบา้ รุงรกั ษาสามชกุ
โครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุกมีหน้าท่ีรับผิดชอบวางแผน ควบคุม

การตรวจสอบ และดาเนินการส่งน้าและบารุงรักษาในเขตพ้ืนที่โครงการ ฯ ประกอบด้วยอาคาร
ชลประทานขนาดกลาง อาคารชลประทานขนาดเล็ก คลองส่งน้า คลองระบายน้า ควบคุมการจัดสรร
น้า การปรับปรงุ ซอ่ มแซมระบบการสง่ นา้ และระบบระบายนา้ ท่ีสามารถส่งนา้ แก่พนื้ ท่ีเพาะปลูกในเขต
โครงการ ฯ ไดอ้ ยา่ งทั่วถึงและมีประสิทธภิ าพ รวมท้งั รวบรวมสถติ ขิ ้อมูลเกี่ยวกับนา้ ทา่ น้าฝน คณุ ภาพ
ของน้า ลักษณะของดินที่มีมีความเหมาะสม สาหรับไว้เพ่ือการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ ควบคุมและ
บริหารงานทั่วไปด้านธุรการ การเงิน การพัสดุ ติดต่อประสานงานกับส่วนราชการท่ีเกี่ยวข้องในการ
วางแผนส่งนา้ ให้พน้ื ท่เี พาะปลกู เพอ่ื แก้ไขปัญหาอปุ สรรคข้อขดั แยง้ ในเร่ืองของการใชน้ ้าใหค้ า แนะนา
และเผยแพร่ความรู้เก่ียวกับการส่งน้า การซ่อมบารุงรักษาอาคารชลประทานแก่เกษตรกรผู้ใช้น้า
ดาเนินการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้า อบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรให้รู้จักใช้น้าชลประทานอย่างถูกวิธี
ตลอดจนบริหารงานประตูน้าของแต่ละโครงการ รวมทั้งปฏิบัติงานร่วมกับ หรือสนับสนุนการ

๒๔

ปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่ืนท่ีเกี่ยวข้อง ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามท่ีผู้บังคับบัญชามอบหมาย
ในส่วนรับผิดชอบของโครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุก แบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 1 งาน 3
ฝ่ายและฝ่ายสง่ นา้ และบารงุ รักษา 4 ฝ่าย ดังน้ี

ฝา่ ยวิศวกรรม
ฝา่ ยจดั สรรนา้ และปรบั ปรงุ ระบบชลประทาน
ฝ่ายชา่ งกล
ฝา่ ยส่งนา้ และบารุงรักษาที่ 1 – 4
รายละเอยี ดตามแผนภมู ิโครงสรา้ ง 2-2

ภาพท่ี 2-2 แผนภมู ิโครงสร้างองค์กรของโครงการส่งนา้ และบารงุ รกั ษา/โครงการชลประทาน
1. โครงการสง่ นา้ และบารุงรักษาสามชุก จังหวดั สุพรรณบรุ ี สชป.12
2. ท่ีต้ังหัวงานของโครงการ เลขที่ 409 หมู่ท่ี 3 ตาบลสามชุก อาเภอสามชุก จังหวัด

สพุ รรณบุรี รหสั ไปรษณีย์ 72130 โทรศัพท์ 0 3546 4406
3. โครงการสง่ นา้ และบารุงรกั ษาสามชกุ ประกอบด้วยฝา่ ยสง่ นา้ และบารุงรักษา จานวน 4 ฝ่าย

๒๕

ภาพที่ 2-3 แผนทโ่ี ครงการส่งนา้ และบารงุ รกั ษาสามชกุ และฝา่ ยส่งนา้ และบารงุ รักษา

4. ปริมาณน้าต้นทนุ ของโครงการฯ และฝ่ายสง่ นา้ และบารุงรกั ษา (ล้าน ลบ.ม.)

ที่ โครงการฯ /ฝ่ายส่งนา้ ฯ ปริมาณนา้ ตน้ ทนุ หมายเหตุ
(ลา้ น ลบ.ม.)
1 โครงการสง่ น้าและบารุงรักษาสามชุก 10,016.45
2 ฝ่ายสง่ นา้ และบารุงรักษาที่ 1
3 ฝ่ายสง่ น้าและบารงุ รักษาที่ 2 1,477.81
4 ฝ่ายส่งนา้ และบารุงรกั ษาท่ี 3
5 ฝ่ายสง่ น้าและบารุงรกั ษาที่ 4 1,205.41

1,110.71

1,110.71

๒๖

5. ปรมิ าณน้าผา่ นสูงสดุ ของโครงการฯ และฝ่ายส่งนา้ และบารุงรกั ษา (ลบ.ม./วนิ าท)ี

ที่ โครงการฯ /ฝ่ายสง่ น้าฯ ปรมิ าณนา้ ผ่านสูงสดุ หมายเหตุ
(ลบ.ม./วินาท)ี
1 โครงการส่งน้าและบารงุ รกั ษาสามชกุ 318
2 ฝ่ายส่งนา้ และบารุงรกั ษาที่ 1 16
3 ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาท่ี 2 10.238
4 ฝา่ ยสง่ นา้ และบารุงรักษาท่ี 3 23.54
5 ฝ่ายส่งน้าและบารงุ รกั ษาที่ 4
23.54

6. พนื้ ท่โี ครงการฯ และพื้นทช่ี ลประทาน (ไร)่

ท่ี โครงการฯ /ฝา่ ยสง่ นา้ ฯ พืนท่ี (ไร)่ หมายเหตุ
โครงการฯ ชลประทาน
1 โครงการสง่ นา้ และบารงุ รักษาสามชุก
2 ฝา่ ยส่งน้าและบารุงรักษาท่ี 1 366,413 313,569
3 ฝา่ ยส่งนา้ และบารุงรักษาที่ 2 115,479 98,300
4 ฝ่ายสง่ น้าและบารุงรกั ษาท่ี 3 83,300 70,632
5 ฝา่ ยส่งน้าและบารุงรักษาที่ 4 92,450 77,917
75,184 66,720

7. คลองสง่ น้า คลองระบายน้า และอาคารประกอบ

ที่ โครงการฯ /ฝา่ ยส่งนา้ ฯ ความยาวคลอง (กม.) อาคาร หมายเหตุ
คลองสง่ คลอง ประกอบ
1 โครงการสง่ นา้ ฯ สามชกุ (แห่ง)
2 ฝ่ายส่งนา้ และบารงุ รักษาท่ี 1 ระบาย
3 ฝา่ ยสง่ นา้ และบารงุ รักษาที่ 2 747
4 ฝา่ ยสง่ นา้ และบารุงรักษาที่ 3 223.436 338.856
5 ฝ่ายส่งนา้ และบารงุ รกั ษาที่ 4 77+666 128+308 229
54+320 21+628
57+250 102+412 162
34+200 86+508
176
180

๒๗

8. ระบบจัดรูปท่ีดิน

ท่ี โครงการฯ / ระบบจดั รูปทดี่ ิน อาคาร หมาย
ฝ่ายสง่ น้าฯ คูสง่ น้า ครู ะบายนา้ ชลประทาน เหตุ

1 โครงการสง่ นา้ ฯ จา้ นวน ความยาว จา้ นวน ความยาว (แห่ง)
สามชุก (สาย) (กม.) (สาย) (กม.)
269 219.365 225 187.133 354
2 ฝ่ายสง่ นา้ และ
บารุงรักษาท่ี 1 72 75.500 48 45.248 120

3 ฝ่ายสง่ นา้ และ 197 143.865 177 141.885 234
บารงุ รักษาที่ 2
---- -
4 ฝา่ ยสง่ นา้ และ
บารุงรกั ษาที่ 3 ---- -

5 ฝ่ายสง่ นา้ และ
บารุงรกั ษาที่ 4

9. ระบบคันคูนา้

ที่ โครงการฯ / ระบบคนั คนู า้ อาคาร หมาย
ฝา่ ยสง่ นา้ ฯ ชลประทาน เหตุ
คูส่งน้า คูระบายนา้
1 โครงการส่งนา้ ฯ จ้านวน ความยาว จ้านวน ความยาว (แห่ง)
สามชกุ (สาย) (กม.) (สาย) (กม.)
559 957.848 464 288.847 747

๒๘

10. แผนที่คลองสง่ น้าและอาคารชลประทาน

ภาพที่ 2-4 แผนทค่ี ลองสง่ น้าและอาคารชลประทาน
11. ขอ้ มลู ด้านอุตอุ ุทกวิทยา

สถานีอตุ อุ ุทกวทิ ยา

ที่ โครงการฯ / ฝ่ายส่งน้าฯ สถานีวดั น้าฝน สถานวี ดั การระเหย หมาย
เหตุ
1 โครงการส่งนา้ ฯ สามชุก จา้ นวน ปริมาณฝนเฉลย่ี จา้ นวน อตั ราการ
2 ฝ่ายสง่ น้าและบารงุ รักษาท่ี 1 (แห่ง) (มม./ปี) (แห่ง)
3 ฝ่ายส่งนา้ และบารงุ รกั ษาที่ 2 ระเหย (มม./
4 ฝา่ ยส่งนา้ และบารงุ รักษาที่ 3 ป)ี
5 ฝา่ ยส่งนา้ และบารงุ รักษาที่ 4
14 253.79 - -

5 90.639 - -

2 36.255 - -

5 90.639 - -

2 36.255 - -

๒๙

12. การปลกู พืชและผลผลิตของเกษตรกร (แยกตามชนิดพชื หลกั เชน่ ขา้ ว ขา้ วโพด
ออ้ ย ฯลฯ)

ท่ี โครงการฯ / ชนดิ พชื พนื ที่ ปริมาณน้าท่ี ผลผลติ รวม มลู ค่า หมาย
ฝา่ ยส่งน้าฯ เพาะปลกู ใช้ (ตนั ) (ล้านบาท) เหตุ

(ไร)่ (ลา้ น ลบ.ม.)

1 โครงการฯ ขา้ ว 262,199 209.759 222,869 1,782,952,000

สามชุก อ้อย 23,860 16.702 35,790 26,842,500
(ฤดฝู น) ไมผ้ ล - ไม้ยนื ต้น 16,768 8.384 14,185 354,625

โครงการฯ ข้าว 211,468 190.321 179,717 1,437,736,000

สามชุก อ้อย 22,904 16.032 34,356 25,767,000
(ฤดูแลง้ ) ไม้ผล - ไม้ยืนตน้ 17,104 8.552 14,469 361,725

2 ฝ่ายส่งน้าและ ข้าว 89,126 80.213 75,757 606,056,000

บารุงรกั ษาท่ี 1 อ้อย 513 0.359 769 576,750
(ฤดฝู น) 98,650
ไมผ้ ล - ไม้ยนื 4,665 2.332 3,946

ตน้

ฝ่ายส่งน้าและ ข้าว 69,564 62.607 59,129 473,032,000

บารงุ รกั ษาท่ี 1 ออ้ ย 513 0.359 769 576,750

(ฤดูแล้ง) ไม้ผล - ไม้ยนื ตน้ 4,665 2.332 3,946 98,664

3. ฝ่ายส่งน้าและ ข้าว 66,310 59.679 56,363 450,904,000

บารุงรักษาที่ 2 ออ้ ย 137 0.095 205.5 153,750
(ฤดูฝน) 1.559 2,638 65,950
ไม้ผล - ไม้ยนื ต้น 3,119

ฝ่ายส่งน้าและ ขา้ ว 41,170 37.053 34,994 279,952,000

บารุงรักษาท่ี 2 อ้อย 197 0.137 295.5 221,625
(ฤดแู ล้ง) 1.632 2,762 69,054
ไม้ผล - ไมย้ ืนต้น 3,265

4. ฝ่ายส่งน้าและ ขา้ ว 63,355 57.019 53,851 430,808,000

บารุงรกั ษาที่ 3 ออ้ ย 9,148 6.403 13,722 686,100
(ฤดฝู น) 2.230 3,774 94,350
ไมผ้ ล - ไมย้ นื ต้น 4,461

ฝ่ายส่งน้าและ ขา้ ว 57,189 51.470 48,610 388,880,000

บารงุ รักษาท่ี 3 อ้อย 9,148 6.403 13,722 686,100
2.348 3,972 99,300
(ฤดูแล้ง) ไม้ผล - ไม้ยืนต้น 4,649

5. ฝ่ายส่งน้าและ ขา้ ว 43,408 39.067 36,896 295,168,000

บารงุ รักษาท่ี 4 ออ้ ย 14,062 9.843 21,093 1,054,650
(ฤดูฝน) 2.261 3,826 95,650
ไมผ้ ล - ไมย้ นื ตน้ 4,523

ฝ่ายส่งน้าและ ข้าว 43,545 39.190 37,013 296,104,000

บารงุ รักษาท่ี 4 ออ้ ย 13,046 9.132 19,569 978,450
(ฤดแู ลง้ ) 2.262 3,828 95,700
ไมผ้ ล - ไม้ยืนต้น 4,525

ท่มี า : สานักงานเกษตรอาเภอศรีประจันต์ จังหวัดสพุ รรณบุรี

๓๐

13. ปรมิ าณน้าทใี่ ชใ้ นการเพาะปลกู พืชทง้ั หมด

ท่ี โครงการฯ /ฝ่ายส่งน้าฯ ปรมิ าณนา้ ทใ่ี ช้ในการ รวม หมายเหตุ
1 โครงการส่งนา้ ฯ สามชกุ เพาะปลกู พืช (ล้าน ลบ.ม.) (ล้าน ลบ.ม.)

ฤดฝู น ฤดแลง้ 614.012
227.569 386.443

14. กิจกรรมการใช้นา้

ท่ี โครงการฯ /ฝา่ ยส่งนา้ ฯ กิจกรรมการใชน้ า้ (ลบ.ม./ป)ี

(1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (10) (11)

1 โ ค ร ง ก า ร ส่ ง น้ า ฯ

สามชุก

2 ฝ่ายส่งนา้ และ /// / // / /
บารงุ รกั ษาท่ี 1

3 ฝ่ายส่งนา้ และ /// //
บารุงรกั ษาที่ 2

4 ฝ่ายส่งน้าและ / / ///
บารงุ รักษาที่ 3

5 ฝา่ ยส่งน้าและ / //
บารุงรกั ษาท่ี 4

หมายเหตุ กจิ กรรมการใชน้ า้ ประเภทตา่ งๆ

(1) เพื่อการอปุ โภคบรโิ ภค (5) เพอ่ื การคมนาคม (9) เพือ่ พาณิชยกรรม

(2) เพื่อจารตี ประเพณี (6) เพอ่ื การเกษตรกรรม (10) เพื่อการท่องเทีย่ ว

(3) เพื่อการรกั ษาระบบนเิ วศ (7) เพื่อการประปา (11) อืน่ ๆ (ระบุ) …………….….

(4) เพือ่ การบรรเทาสาธารณภัย (8) เพ่อื อตุ สาหกรรม

15. แหลง่ น้าในพ้ืนที่การเกษตร

แหลง่ น้าในพนื ทก่ี ารเกษตร

ที่ โครงการฯ / ฝา่ ยสง่ น้าฯ บอ่ สบู นา้ ตนื สระเก็บน้า บ่อบาดาล

1 โครงการส่งน้าฯ สามชุก จ้านวน ปริมาตร จ้านวน ปรมิ าตร จ้านวน ปริมาตร
2 ฝ่ายส่งนา้ และบารุงรักษาท่ี 1 (บอ่ ) (ลา้ น ลบ.ม.) (บ่อ) (ลา้ น ลบ.ม.) (บอ่ ) (ลา้ น ลบ.ม.)
3 ฝ่ายส่งนา้ และบารุงรกั ษาท่ี 2
4 ฝา่ ยสง่ นา้ และบารุงรักษาที่ 3 135 2,473 42 330,103 - -
5 ฝา่ ยส่งน้าและบารงุ รักษาท่ี 4
51 843 12 309,351 - -

15 324 7 2,405 - -

24 562 13 17,977 - -

45 744 10 368 - -

๓๑

16. ประสิทธิภาพการชลประทาน

ท่ี โครงการฯ / ฝ่ายสง่ น้าฯ ประสทิ ธิภาพการชลประทาน (%) หมายเหตุ
ฤดูฝน ฤดแู ล้ง
1 โครงการฯ สามชุก
2 ฝา่ ยส่งน้าและบารงุ รกั ษาที่ 1 65.24 73.66
3 ฝ่ายส่งนา้ และบารุงรักษาที่ 2 66.04 79.39
4 ฝ่ายส่งน้าและบารงุ รักษาที่ 3 67.66 76.05
5 ฝ่ายส่งนา้ และบารงุ รกั ษาท่ี 4 67.08 78.26
63.01 72.00

17. การคานวณปริมาณน้าชลประทานที่ตอ้ งสง่ ให้พ้ืนที่เพาะปลูก (อธบิ ายพอสังเขป)
ข้อมูลการเพาะปลูกพืชในเขตพื้นที่โครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุก ได้จากการ

ประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทาน กลุ่มผู้ใช้น้าจะทาการสารวจข้อมูลกิจกรรมการใช้น้าผ่าน
หวั หนา้ ฝา่ ยส่งนา้ และบารุงรกั ษา จากนัน้ โครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุก โดยฝ่ายจัดสรรนา้ และ
ปรับปรุงระบบชลประทานจะนาข้อมูลมาประเมินการใช้น้ากิจกรรมต่างๆ ในโปรแกรม ROS
(Reservoir Operation Study แบบไม่มีอ่างเก็บน้า เม่ือทราบปริมาณน้าจึงแจ้งแผนไปท่ี สานักงาน
ชลประทานที่ 12 ต่อไป

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาท่ี 1 ได้ข้อมูลจากพนักงานส่งน้าทุกโซนในเขตความ
รับผิดชอบของฝ่าย จะนาข้อมูลมาที่ฝ่ายจัดสรรน้าเพื่อให้ฝ่ายจัดสรรน้าฯ ประเมินปริมาณน้าจาก
กิจกรรมตา่ ง ๆ

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาที่ 2 ได้ข้อมูลจากพนักงานส่งน้าทุกโซนในเขตความ
รับผิดชอบของฝ่าย จะนาข้อมูลมาท่ีฝ่ายจัดสรรน้าเพื่อให้ฝ่ายจัดสรรน้าฯ ประเมินปริมาณน้าจาก
กิจกรรมต่าง ๆ

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาท่ี 3 ได้ข้อมูลจากพนักงานส่งน้าทุกโซนในเขตความ
รับผิดชอบของฝ่าย จะนาข้อมูลมาที่ฝ่ายจัดสรรน้าเพื่อให้ฝ่ายจัดสรรน้าฯ ประเมินปริมาณน้าจาก
กจิ กรรมตา่ ง ๆ

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาที่ 4 ได้ข้อมูลจากพนักงานส่งน้าทุกโซนในเขตความ
รับผิดชอบของฝ่าย จะนาข้อมูลมาท่ีฝ่ายจัดสรรน้าเพื่อให้ฝ่ายจัดสรรน้าฯ ประเมินปริมาณน้าจาก
กิจกรรมต่าง ๆ

18. ข้ันตอนและวธิ กี ารในการดาเนินการส่งน้า/การระบายน้า (อธบิ ายพอสงั เขป)

โครงการฯ โดยฝ่ายจัดสรรน้าฯ จะคานวณการเปิดบานเครื่องกว้าน ท่อระบายน้าและ
ประตูระบายน้าตามจุดต่าง ๆ เพ่ือให้ได้ปริมาณน้าตามที่คานวณ จากน้ันจึงแจ้งข้อมูลการเปิดบานไป
ท่ีฝ่ายส่งน้าและบารงุ รักษาเพือ่ ทาการเปดิ บานตามทฝี่ า่ ยจัดสรรน้าคานวณ

๓๒

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาที่ 1 จะปรับบานตามที่ฝ่ายจัดสรรน้าฯ เป็นผู้แจ้ง กรณีเกิด
ปัญหาปริมาณน้าไม่สมดุลกับสถานการณ์น้าในพ้ืนท่ี ณ ขณะน้ันฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาจะแจ้ง
ข้อมูลเข้ามาท่ีฝ่ายจัดสรรน้าฯเพ่ือประสานกับสานักงานชลประทานที่ 12 เพ่ือขอปรับปริมาณน้า
ตอ่ ไป

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาที่ 2 จะปรับบานตามท่ีฝ่ายจัดสรรน้าฯ เป็นผู้แจ้ง กรณีเกิด
ปัญหาปริมาณน้าไม่สมดุลกับสถานการณ์น้าในพื้นที่ ณ ขณะนั้นฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาจะแจ้ง
ข้อมูลเข้ามาท่ีฝ่ายจัดสรรน้าฯเพื่อประสานกับสานักงานชลประทานที่ 12 เพ่ือขอปรับปริมาณน้า
ต่อไป

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาที่ 3 จะปรับบานตามที่ฝ่ายจัดสรรน้าฯ เป็นผู้แจ้ง กรณีเกิด
ปัญหาปริมาณน้าไม่สมดุลกับสถานการณ์น้าในพื้นที่ ณ ขณะนั้นฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาจะแจ้ง
ขอ้ มลู เข้ามาทีฝ่ า่ ยจัดสรรน้าเพื่อประสานกบั สานักงานชลประทานท่ี 12 เพ่ือขอปรบั ปรมิ าณน้าตอ่ ไป

ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาท่ี 4 จะปรับบานตามที่ฝ่ายจัดสรรน้าฯ เป็นผู้แจ้ง กรณีเกิด
ปัญหาปริมาณน้าไม่สมดุลกับสถานการณ์น้าในพ้ืนที่ ณ ขณะน้ันฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาจะแจ้ง
ขอ้ มลู เขา้ มาท่ฝี า่ ยจัดสรรนา้ เพอ่ื ประสานกบั สานกั งานชลประทานท่ี 12 เพ่ือขอปรับปรมิ าณนา้ ตอ่ ไป

19. การสอบเทียบอาคาร

การสอบเทียบอาคาร

ท่ี โครงการฯ / คลองสายใหญ่ คลองซอย คลองแยกซอย ทอ่ สง่ นา้ เข้านา ไม่มี
ฝ่ายส่งน้าฯ จ้านวน ช่วงเวลา จา้ นวน ชว่ งเวลา การ
(แห่ง) (ว/ด/ป) จ้านวน ชว่ งเวลา จา้ นวน ช่วงเวลา (แห่ง) (ว/ด/ป) สอบ
(แห่ง) (ว/ด/ป) (แหง่ ) (ว/ด/ป) เทียบ
-- -- √
1 โครงการส่งนา้ ฯ ----
สามชุก -- -- √
----
2 ฝา่ ยสง่ นา้ และ -- -- √
บารงุ รกั ษาที่ 1 ----
-- -- √
3 ฝา่ ยส่งนา้ และ ----
บารงุ รักษาที่ 2 -- -- √
----
4 ฝ่ายส่งนา้ และ
บารุงรกั ษาท่ี 3

5 ฝ่ายส่งน้าและ
บารงุ รกั ษาที่ 4

๓๓

20. จานวนองค์กรผใู้ ช้น้าฯ ในปัจจบุ ัน

จา้ นวนองคก์ รผูใ้ ชน้ า้ ชลประทาน

ท่ี โครงการฯ / สหกรณผ์ ใู้ ช้น้าฯ สมาคมผใู้ ช้น้า กลุ่มบริหารฯ กลุ่มเกษตรกรฯ กลุม่ พืนฐานฯ
ฝา่ ยสง่ นา้ ฯ
จ้านวน พนื ที่ จา้ นวน พนื ท่ี จ้านวน พืนท่ี จ้านวน พืนท่ี จา้ นวน พืนที่

(สหกรณ)์ (ไร่) (สมาคม) (ไร่) (กลุม่ ) (ไร่) (กลมุ่ ) (ไร่) (กลุ่ม) (ไร่)

1 โครงการส่งน้าฯ - - - - 30 313,569 - - 605 313,569
สามชุก

2 ฝา่ ยสง่ น้าและ - - - - 12 98,300 - - 223 98,300
บารุงรกั ษาท่ี 1

3 ฝ่ายส่งนา้ และ - - - - 3 70,632 - - 102 70,632
บารงุ รกั ษาท่ี 2

4 ฝ่ายส่งนา้ และ - - - - 10 77,917 - - 156 77,917
บารุงรกั ษาท่ี 3

5 ฝา่ ยส่งนา้ และ - - - - 5 66,720 - - 124 66,720
บารงุ รักษาที่ 4

21. จานวนครวั เรอื นในพื้นที่ จ้านวนครัวเรือนในพนื ที่ หมายเหตุ
(ครวั เรือน)
ท่ี โครงการฯ / ฝา่ ยส่งนา้ ฯ 10,448
3,280
1 โครงการส่งนา้ ฯ สามชุก 2,354
2 ฝา่ ยสง่ นา้ และบารุงรักษาที่ 1 2,590
3 ฝา่ ยสง่ น้าและบารุงรักษาท่ี 2 2,224
4 ฝา่ ยสง่ นา้ และบารุงรักษาท่ี 3
5 ฝา่ ยส่งน้าและบารุงรักษาท่ี 4

22. รายได้โดยเฉลยี่

ท่ี โครงการฯ / ฝา่ ยส่งน้าฯ รายได้โดยเฉล่ีย หมายเหตุ
(บาท/ครวั เรือน)
ต่อเดือน
1 โครงการสง่ นา้ ฯ สามชุก 26,371 ตอ่ เดือน
ต่อเดือน
2 ฝ่ายสง่ นา้ และบารุงรักษาที่ 1 26,371 ตอ่ เดือน
ต่อเดือน
3 ฝ่ายส่งน้าและบารุงรกั ษาที่ 2 26,371

4 ฝ่ายส่งนา้ และบารงุ รักษาท่ี 3 26,371

5 ฝา่ ยสง่ น้าและบารุงรกั ษาที่ 4 26,371

หมายเหตุ : ท่ีมาจากส้านกั งานสถิตแิ หง่ ชาติ ปี 2562

๓๔

23. การประชมุ องคก์ รผูใ้ ชน้ ้าจดั จนท.จัดประชุม อบรม ดูงาน หมาย
ประชมุ เอง (ครงั /ป)ี เปดิ เวทีประชมุ กบั องคก์ ร เหตุ
ที่ โครงการฯ / ฝา่ ยสง่ นา้ ฯ
- ผ้ใู ชน้ ้า (ครัง/ป)ี
1 โครงการสง่ นา้ ฯ สามชกุ -
2 ฝา่ ยสง่ น้าและบารงุ รักษาที่ 1 - 5
3 ฝ่ายส่งนา้ และบารุงรักษาท่ี 2 -
4 ฝ่ายสง่ นา้ และบารุงรักษาท่ี 3 - 12
5 ฝ่ายส่งนา้ และบารงุ รักษาท่ี 4
19

25

28

24. อัตรากาลังของโครงการส่งน้าและบารุงรักษา/โครงการชลประทาน และฝ่ายส่งน้า

และบารุงรกั ษา

ข้าราชการ

ต้าแหน่ง/อายุ/วุฒกิ ารศกึ ษา โครงการฯ ฝา่ ยสง่ น้าฯ ฝ่ายส่งน้าฯ ฝ่ายสง่ น้าฯ ฝ่ายสง่ นา้ ฯ รวม

สามชกุ ที่ 1 ท่ี 2 ท่ี 3 ท่ี 4

ต้าแหน่ง

1. ผู้อานวยการเฉพาะด้าน 1 1
(วิศวกรรมชลประทาน) ตน้ 2 2

2. นายช่างชลประทานอาวโุ ส

3. นายชา่ งชลประทานชานาญงาน 11

4. วิศวกรชลประทานปฏิบตั กิ าร 11 13

5. เจา้ พนักงานการเงนิ และการ 1 1
บัญชชี านาญงาน 1 1

6. เจ้าพนกั งานการเกษตรชานาญงาน

7. เจา้ พนกั งานธุรการชานาญงาน 1 1

8. นายช่างเครอ่ื งกลปฏบิ ตั ิงาน 1 1

อายุ

1. อายตุ วั เฉล่ยี 334 37 27 35 35 42.55

2. อายรุ าชการเฉลย่ี 162 4 3 8 5 16.55

วุฒกิ ารศกึ ษา

1. ต่ากวา่ ปริญญาตรี 1 12

2. ปรญิ ญาตรี 51 1 18

3. ปรญิ ญาโท 1 1

4. ปริญญาเอก

รวม 7 1 1 1 1 11

๓๕

ตา้ แหน่ง/อาย/ุ วฒุ ิ โครงการฯ ลกู จา้ งประจา้ ฝ่ายส่งนา้ ฯ ฝา่ ยส่งน้าฯ รวม
การศกึ ษา สามชกุ ท่ี 3 ท่ี 4
ฝ่ายส่งนา้ ฯ ฝ่ายส่งน้าฯ 1
ตา้ แหนง่ ที่ 1 ที่ 2 6 4 25
1
1. ช่างกอ่ สร้าง 1 2 2 221 1
2. ช่างฝีมอื สนาม 76 111 11
3. ช่างฝีมือโรงงาน 1 5 1 4 4
4. ชา่ งเครื่องจักรกล 1 1 4 10
5. พนักงานสง่ นา้ 497 3
6. พนกั งานชับรถยนต์ 4 259 4
3 9 1
7. พนกั งานธรุ การ 9
8. พนักงานพสั ดุ 10 1
9. พนักงานพมิ พ์ 3
10. พนกั งานรบั 3 53.65
โทรศพั ท์ 1 27.15
11. พนักงาน
ชลประทาน 1 62
อายุ 62
1.อายตุ ัวเฉลีย่ 1,601 584 423
2.อายุราชการเฉลย่ี 783 318 212
วฒุ ิการศกึ ษา
1.ต่ากวา่ ปรญิ ญาตรี 30 11 8
รวม 30 11 8

๓๖

ตา้ แหนง่ /อาย/ุ วฒุ ิ พนกั งานราชการ รวม
การศกึ ษา
โครงการฯ ฝา่ ยสง่ น้าฯ ฝ่ายส่งน้าฯ ฝา่ ยส่งนา้ ฯ ฝ่ายสง่ น้าฯ
ต้าแหนง่ สามชุก ท่ี 1 ที่ 2 ท่ี 3 ที่ 4

1.นายชา่ งชลประทาน 1 1 1 1 15

2.พนักงานเครอ่ื งจกั รกล 11

3.เจา้ พนักงานธุรการ 1 1

อายุ

1.อายุตัวเฉลยี่ 76 27 27 100 28 36.86

2.อายุราชการเฉล่ยี 7 1 3 18 2 4.43

วุฒกิ ารศึกษา

1.ต่ากว่าปรญิ ญาตรี 2 1 1 2 17

2.ปรญิ ญาตรี

3.ปริญญาโท

4.ปริญญาเอก

รวม 2 1 1 2 1 7

๓๗

25. งบประมาณทไ่ี ดร้ ับ

งบประมาณ โครงการส่งน้าฯ ฝา่ ยส่งน้าฯ ฝ่ายสง่ น้าฯ ฝา่ ยส่งน้าฯ ฝา่ ยส่งน้าฯ

สามชุก ท่ี 1 ที่ 2 ที่ 3 ท่ี 4

2559

1. เงนิ เดือน 1,426,520 212,490 159,650 166,750 89,670

2. บรหิ าร 2,032,123 - - - -

3.ซ่อมแซม 97,843,000 6,862,000 3,630,000 8,419,000 2,390,000

4. ปรบั ปรุง 676,000 - - - 4,460,000

รวมปี 101,977,643 7,074,490 3,789,650 8,585,750 6,939,670

2559

2560

1. เงนิ เดอื น 1,517,600 223,850 168,980 174,590 94,350

2. บรหิ าร 1,388,750 - - - -

3. ซอ่ มแซม 31,899,000 2,310,000 7,400,000 2,500,000 1,944,000

4. ปรบั ปรงุ 44,973,000 - - - 35,883,000

รวมปี 79,778,350 2,533,850 7,568,980 2,674,590 37,921,350

2560

2561

1. เงินเดอื น 1,606,550 237,110 178,580 185,930 99,210

2. บรหิ าร 1,551,174 - - - -

3. ซอ่ มแซม 46,114,000 11,748,000 3,993,000 23,159,000 2,651,000

4. ปรับปรงุ 1,561,000 - 250,000 160,000 -

รวมปี 50,832,724 11,985,110 4,421,580 23,504,930 2,750,210

2561

2562

1. เงินเดือน 1,730,920 254,020 192,840 199,290 106,800

2. บริหาร 2,721,195 - - - -

3. ซอ่ มแซม 24,128,000 7,614,000 3,812,000 2,905,000 2,312,000

4. ปรับปรุง 74,144,000 24,583,000 - - -

รวมปี 102,724,115 32,451,020 4,0048,40 3,104,290 2,418,800

2562

๓๘

2.6.2 การบริหารจัดการนา้ และการบ้ารงุ รกั ษา
1) วธิ กี ารรบั ทราบ/รับรู้/คานวณปริมาณน้าตน้ ทุนในการจัดสรรนา้ หรือการระบาย

น้าในแต่ละฤดูกาล เป็นการตรวจสอบเกณฑ์บริหารจัดการน้าของโครงการฯ และฝ่ายส่งน้าและ
บารุงรักษา ว่ามีการวิเคราะห์ปริมาณน้าต้นทุนและจัดทาแผนการบริหารจัดการน้าของอ่างเก็บน้า
ที่โครงการฯ และฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษารับผิดชอบ ส่วนในโครงการฯ และฝ่ายส่งน้าฯ ท่ีไม่มี
อ่างเก็บน้า จะดูแผนการบริหารจัดการน้าในยอดน้าท่ีได้รับการจัดสรร หรือยอดน้าที่คานวณได้จาก
น้าท่า (Side Flow) เพ่ือการจัดสรรน้าเพื่อใช้ในกิจกรรมเพ่ือการเกษตร การอุปโภค - บริโภค
การอตุ สาหกรรม การรกั ษาระบบนเิ วศ และการใชน้ า้ ในภาคสว่ นอ่ืน ๆ

2) การนาปรมิ าณนา้ ตน้ ทนุ ทีไ่ ดร้ บั มาวางแผนจัดสรรน้า/ระบายน้า โครงการฯ และ
ฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษา ได้มีการจัดทาปฏิทินการปลูกพืชในอ่างเก็บน้าท่ีสาคัญหรือที่ดูแลอยู่อย่าง
เปน็ ระบบ กรณีฝ่ายสง่ น้าและบารุงรักษาหรือโครงการฯ ท่ไี มม่ ีอา่ งเก็บน้าให้ทาปฏิทนิ การปลกู พืชโดย
คดิ จากปรมิ าณน้าที่ไดร้ บั จัดสรรหรือจากการคานวณน้าท่าหรือวิธอี ่ืน ๆ เม่ือโครงการฯ และฝ่ายส่งน้า
และบารุงรักษา กาหนดปฏิทินการปลูกพืชและคานวณปริมาณน้าที่ใช้ในการเพาะปลูกพืชแล้ว
ในข้ันตอนน้ีจะเปน็ การดูถึงวธิ กี ารกาหนดพืน้ ทีเ่ พาะปลูกตามศักยภาพของน้าตน้ ทุน

3) การแจ้งข่าวสารให้ผู้ใช้น้าทราบท้ังก่อนและระหว่างส่งน้า/การแจ้งข่าวสารให้
ผรู้ บั บริการและผู้มีสว่ นได้สว่ นเสยี ในลาน้าท่ีรับผิดชอบ

โครงการฯ และฝ่ายสง่ น้าและบารงุ รักษา มีวธิ กี ารแจ้งข่าวสารให้แก่ผู้รบั บริการและ
ผูม้ ีสว่ นได้ส่วนเสียทั้งกอ่ นการส่งนา้ ระหวา่ งการสง่ น้า และการป้องกันและบรรเทาภัยจากนา้ อยา่ งไร?
และใชช้ อ่ งทางใดบ้างโดยแยกเปน็ กรณีๆ

4) การควบคุมการส่งน้าในระดับต่าง ๆ/การควบคุมการระบายน้าในระดับต่าง ๆ
โครงการฯ และฝา่ ยสง่ น้าและบารงุ รักษา มีวธิ กี ารควบคุมการสง่ นา้ /ระบายน้า ในระดบั ต่าง ๆ และวธิ ี
ตดิ ตามผลการดาเนนิ งานการสง่ น้า และการรายงานผลกับหนว่ ยงานที่เก่ียวข้องในพน้ื ท่ี ในกรณวี ิกฤติ
หรือภาวะวิกฤตอิ ย่างไร?

5) การดาเนินงานป้องกันและบรรเทาภัยจากน้าหรือในสภาวะวิกฤต (น้าท่วม/
นา้ แล้ง/นา้ เสีย)

- โครงการฯ และฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษา มีวิธีการดาเนินงานป้องกันและ
บรรเทาภัยจากน้าในพื้นที่โครงการฯ และฝ่ายส่งน้าฯ เพ่ือลดผลเสียหายท่ีจะเกิดข้ึนกับโครงการฯ
และฝ่ายสง่ น้าและบารงุ รักษา และผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสยี อย่างไร?

- โครงการฯ และฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษามีแนวทางในการปฏิบัติงานในภาวะ
วกิ ฤติอยา่ งไร? และมีความสอดคล้องกับการดาเนินงานของโครงการฯ และฝ่ายสง่ น้าฯ อยา่ งไร? และ
มีการแจ้งข่าวและประสานงานกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง และผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
อยา่ งไร? เพอ่ื ความปลอดภัยในชีวิตและทรพั ย์สนิ

6) การดาเนินการจัดทาบันทึกประวัติการตรวจสอบสภาพ และการบารุงรักษา
อาคารชลประทาน/Walk through โครงการฯ และฝา่ ยสง่ น้าและบารุงรกั ษา มีการจดั ทาบันทึกบัญชี
อาคารชลประทาน ประวัติการซ่อมแซมบารุงรักษาอาคารชลประทาน ผู้รับผิดชอบในการดาเนินการ

๓๙

กรอกข้อมูล จัดทาบันทึกฐานข้อมูลการตรวจสอบสภาพ ประวัติการบารุงรักษา บัญชีอาคารต่าง ๆ
ในโครงการฯ และฝา่ ยสง่ น้าและบารุงรกั ษา

7) การคิดค้น/นานวัตกรรมมาใช้ในการปฏิบัติงาน หรือปรับปรุงวิธีการทางาน
โครงการฯ และฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษา มีการนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อุปกรณ์เครื่องไม้
เครื่องมือในการปฏิบัติงานท่ีเหมาะสม สิ่งอานวยความสะดวกต่าง ๆ เพ่ือให้บุคลากรของฝ่ายส่งน้า
และบารุงรักษา สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หรือมีการปรับ
กระบวนการทางานใหเ้ หมาะสมกับบรบิ ทของโครงการฯ และฝ่ายส่งน้าฯ

8) วธิ กี ารสรา้ งการมสี ว่ นร่วมกบั ผรู้ บั บริการและผ้มู ีสว่ นได้ส่วนเสยี ในแต่ละฤดกู าล
- โครงการฯ และฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษา มีการดาเนินการสร้างการรับรู้และ

การเรียนรู้กับกลุ่มผู้ใช้น้าชลประทาน คณะกรรมการจัดการชลประทาน อาสาสมัครชลประทาน โดย
การประชุม อบรม ดูงาน การจัดเวทีชุมชน ฯลฯ อย่างไร? และมีแผนและผลการดาเนินงาน และมี
การวัดความพึงพอใจและไม่พึงพอใจหรอื ไม?่ อยา่ งไร?

- โครงการฯ และฝ่ายสง่ น้าและบารงุ รกั ษา มกี ารเข้ารว่ มกจิ กรรม หรือสนบั สนนุ
กจิ กรรมในการบรหิ ารจัดการน้าของกลุ่มบริหารการใช้น้าชลประทาน กลมุ่ ผู้ใช้น้าชลประทานพ้ืนฐาน
รวมทง้ั อาสาสมัครชลประทาน และคณะกรรมการจัดการชลประทานอยา่ งไร?

- โครงการฯ และฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษามีการส่งเสริม สนับสนุนให้กลุ่ม
ผู้ใช้น้าฯ ร่วมกันดูแลบารุงรักษา อาคารชลประทานให้มีสภาพดีอยู่เสมอหรือไม่? กลุ่มผู้ใช้น้าฯ ได้จัด
กจิ กรรมในการดูแลบารงุ รกั ษา และมคี วามถีป่ ีละกีค่ รัง้

เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและย่ังยืนต้องได้รับ
ความร่วมมือจากผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องจากทุกภาคส่วน ทั้งส่วนราชการจากส่วนกลางหรือในพ้ืนที่
เอกชน หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้ใช้น้า และผู้ที่อาจได้รับผลกระทบต่าง ๆ โดยความร่วมมือน้ีจะต้องเร่ิม
ตั้งแต่การหาความต้องการ การแก้ปัญหาในพ้ืนท่ี ร่วมคิดแนวทางการแก้ปัญหา ไปจนถึงการพัฒนา
กระบวนการจดั การหรอื กลไกความร่วมมอื ในการพัฒนาและแกป้ ญั หารว่ มกันกบั ทุกฝ่าย

๔๐

ภาพท่ี 2-5 กลไกการขับเคลอ่ื นงานด้านชลประทาน

หลักการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ที่
เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการ International Association for Public
Participation ไดแ้ บ่งระดบั ของการสร้างการมสี ่วนร่วมของประชาชนเปน็ 5 ระดับ ดงั น้ี

ระดับที่ 1 การให้ข้อมูลข่าวสาร (Information) ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
ระดับต่าท่ีสุด แต่เป็นระดับที่สาคัญที่สุด เพราะเป็นก้าวแรกของการที่ภาคราชการจะเปิดโอกาสให้
ประชาชนเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ วิธีการให้ข้อมูลสามารถใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น
เอกสารส่ิงพมิ พ์ การเผยแพรข่ ้อมูลขา่ วสารผา่ นทางส่ือตา่ ง ๆ การจดั นิทรรศการ จดหมายขา่ ว การจัด
งานแถลงข่าว การตดิ ประกาศ และการให้ข้อมูลผา่ นเว็บไซต์ เป็นต้น

ระดับที่ 2 การรับฟังความคิดเห็น (Consult) เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วน
รว่ มในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและความคดิ เหน็ เพื่อประกอบการตดั สนิ ใจของหนว่ ยงานภาครัฐด้วยวิธี
ต่างๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็น การสารวจความคิดเห็น การจัดเวทีสาธารณะ การแสดงความ
คดิ เห็นผา่ นเวบ็ ไซต์ เปน็ ตน้

ระดับที่ 3 การเก่ียวข้อง (Involve) เป็นการเปิดโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการ
ปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะแนวทางที่นาไปสู่ การตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ ประชาชนว่า
ข้อมูลความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนจะถูกนาไปพิจารณาเป็นทางเลือกในการ
บริหารงานของภาครฐั เช่น การประชมุ เชงิ ปฏิบัติการเพื่อพิจารณาประเด็นนโยบายสาธารณะ ประชา
พจิ ารณ์ การจดั ตงั้ คณะทางานเพ่อื เสนอแนะประเดน็ นโยบาย เปน็ ต้น

ระดับท่ี 4 ความร่วมมือ (Collaborate) เป็นการให้กลุ่มประชาชนผู้แทนภาคสาธารณะ
มีส่วนร่วมโดยเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ และมีการดาเนินกิจกรรมร่วมกัน
อย่างต่อเนอื่ ง เชน่ คณะกรรมการท่มี ฝี ่ายประชาชนรว่ มเป็นกรรมการ เปน็ ต้น

๔๑

ระดับท่ี 5 การเสริมอ้านาจแก่ประชาชน (Empower) เป็นขั้นท่ีให้บทบาทประชาชนใน
ระดับสูงสุด โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การลงประชามติในประเด็นสาธารณะต่าง ๆ
โครงการกองทนุ หม่บู ้านทมี่ อบอานาจใหป้ ระชาชนเปน็ ผู้ตดั สินใจท้งั หมด เปน็ ต้น

หมายเหตุ : L01 คอื ระดับการมีสว่ นร่วมขนั้ ที่ 1 การให้ข้อมลู ขา่ วสาร
L02 คือ ระดบั การมสี ่วนรว่ มข้ันท่ี 2 รบั ฟังความคดิ เห็น
L03 คอื ระดับการมสี ว่ นร่วมขั้นท่ี 3 เก่ียวข้อง
L04 คอื ระดบั การมสี ว่ นร่วมขน้ั ที่ 4 รว่ มมือ
L05 คือ ระดบั การมีสว่ นร่วมขนั้ ท่ี 5 ประชาชนมีสว่ นรว่ มในการบรหิ ารจัดการ

ภาพท่ี 2-6 ระดบั การมสี ว่ นรว่ มทกุ ภาคสว่ น
การสรา้ งการมสี ว่ นร่วมของประชาชน เปน็ เร่ืองละเอียดอ่อน สามารถทาได้หลายระดับและ

หลายวิธี ซึ่งบางวิธีสามารถทาได้อย่างง่ายๆ แต่บางวิธีต้องใช้เวลา ข้ึนอยู่กับความต้องการเข้ามามี
ส่วนร่วมของประชาชนค่าใช้จ่ายและความจาเป็น ท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมี
ส่วนร่วมของประชาชนจึงต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่
ประชาชน การรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาทักษะ
และศกั ยภาพของข้าราชการทุกระดับควบคกู่ ันไปดว้ ย

โครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุกการจัดตั้งคณะกรรมการชลประทานเริ่มจากได้มีการ
จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน” ให้กับ
พนักงานส่งน้าของโครงการฯ เพื่อต่อยอดการมีส่วนร่วมทุกระดับตั้งแต่ผู้อานวยการโครงการ หัวหน้า
ฝ่ายจัดสรรน้าและปรับปรุงระบบชลประทาน หัวหน้าฝ่ายส่งน้าและบารุงรักษาที่ 1 – 4 จนถึง
พนักงานส่งน้าซึ่งคลุกคลีกับเกษตรกรในพ้ืนที่มากที่สุด ให้มีความเข้าใจและความสาคัญของการ
มีสว่ นรว่ มทุกระดบั ตลอดจนเขา้ รว่ มการประชมุ กลุ่มบริหารการใชน้ ้าเพ่ือเสริมสรา้ งความเขม้ แข็งและ
รับทราบปัญหาจากกระบวณการมีสว่ นร่วมโดยใชห้ ลัก อรยิ สจั 4 เพอ่ื ทราบปญั หา-สาเหตุ-เป้าหมาย-
วธิ กี ารในแต่ละประเด็น จากน้นั จงึ มาประชุมรว่ มกนั แต่ละสายคลอง ไดแ้ ก่คลอง 1 ขวา คลอง 2 ขวา
และคลอง 1 ซ้าย ครอบคลุมพ้ืนที่ทั้งโครงการฯ การประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง การประชุมใช้
กระบวนการมีส่วนร่วมในการตดั สนิ ใจรว่ มกนั

๔๒

ปัจจุบันโครงการส่งน้าและบารุงรักษาสามชุกได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน
ตามคาส่ังจังหวัดสุพรรณบุรีที่ 3880/2562 ลงวันท่ี 9 ตุลาคม 2562 ประกอบด้วย 4 ประสาน
ได้แก่ องค์กรผใู้ ช้นา้ ได้แกป่ ระธานกลุ่มบริหารการใช้น้าจานวน 30 กล่มุ บรหิ าร เจ้าหนา้ ทโ่ี ครงการส่ง
น้าและบารุงรักษาสามชุก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น นายอาเภอใน
เขตโครงการฯ เกษตรอาเภอ ประมงอาเภอ ปศสุ ตั ว์อาเภอ ประธานชมรมกานนั ผใู้ หญบ่ ้านตาบลต่าง
ๆในเขตพื้นท่ีโครงการ พ้ืนท่ีชลประทาน 313,569 ไร่ ครอบคลุมบางส่วนของจังหวัดสุพรรณบุรี
ได้แก่ อาเภอเดิมบางนางบวช อาเภอสามชุก อาเภอศรีประจันต์ อาเภอดอนเจดีย์ อาเภอเมือง
สพุ รรณบรุ ี อาเภออทู่ อง และจังหวัดอา่ งทอง ได้แก่อาเภอสามโก้ โดยมรี ะดบั การมีสว่ นร่วมในระดับท่ี
4 ความร่วมมือ (Collaborate) เพ่ือให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนในการตัดสินใจต้ังแต่ระบุ
ปญั หาพัฒนาแนวทางเลอื ก และแนวทางการแก้ไข

บทที่ ๓
วิธีดา้ เนินการวจิ ัย

วิธีดาเนินการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้าชลประทาน โครงการส่งน้าและ
บารงุ รักษาสามชกุ เพอื่ รองรบั การเปลี่ยนแปลง และก้าวทันพลวัตโลกจงั หวัดสุพรรณบุรี ใช้วธิ ีการวิจัย
โดยสืบค้นจากเอกสารงานวิจัย (Document Research) ที่เก่ียวข้อง และรวบรวมข้อมูลภาคสนาม
(Field Research) จากแบบสัมภาษณ์ (Interview Form) ท่ีสร้างข้ึนมา นาข้อมูลที่ได้มาทาการ
วิเคราะห์โดยอาศัยหลักทางสถิติและใช้เทคนิคการทา SWOT Analysis เพื่อให้ได้แผนกลยุทธ์ในการ
เพ่มิ ประสิทธิภาพในการใชป้ ระโยชน์แหล่งนา้ ร่วมกันจากเขือ่ นกระเสียว โดยมีองค์ประกอบ ดงั นี้

๓.๑ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ในการศกึ ษาคร้งั น้ี ได้รวบรวมข้อมูลจาก 2 แหล่ง ดังนี้
๓.๑.๑ ข้อมลู ปฐมภูมิ (Primary Data)
ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) คือ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth

Interview) จากเกษตรกร ผู้แทนหน่วยงานราชการ ผู้แทนภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการ
บริหารจัดการน้า โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ตามแบบสัมภาษณ์ที่
สร้างขึ้น เพ่ือให้ผู้ตอบข้อมูลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและทาให้ได้ข้อมูลหลากหลาย
แงม่ มุ

๓.๑.๒ ขอ้ มลู ทุติยภมู ิ (Secondary Data)
ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) คือ ข้อมูลจากเอกสาร ได้แก่ ข้อมูลจากส่วน

ราชการ หนงั สือ บทความ ส่งิ พมิ พ์ งานวิจยั แนวคดิ และทฤษฎีทเ่ี กยี่ วขอ้ ง

การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ในครงั้ น้ีมีข้นั ตอนการดาเนินงาน ดงั ต่อไปน้ี
๑. จัดทาแบบสัมภาษณ์ฉบับร่างและเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาประจากลุ่ม เพื่อขอ
คาแนะนาในการเพิ่มเติม แก้ไข เพ่ือให้มีความหมายชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา และ
ทาให้ผตู้ อบแบบสอบถามเข้าใจประเด็นคาถาม ไมเ่ กิดความสับสน
2. ติดต่อประสานความร่วมมือกับส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน
จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เกี่ยวข้องกับเร่ืองการบริหารจัดการน้า การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้า ได้แก่
กรมชลประทาน เพื่อนดั หมายวันและเวลาเพอ่ื สัมภาษณเ์ ชงิ ลึก (In-depth Interview)
3. นาแบบสัมภาษณ์ ไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าท่ีทั้งภาครัฐ และผู้มีส่วนเก่ียวข้องกับการใช้
ประโยชน์ร่วมกนั จากโครงการสง่ น้าและบารุงรักษาสามชกุ จานวน 10 ราย ดาเนนิ การเกบ็ ขอ้ มูลโดย
ใช้วธิ สี ัมภาษณ์เชงิ ลกึ (In-depth Interview)
4. รวบรวมข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ตรวจสอบความสมบูรณ์และความถูกต้อง
เพ่อื นาไปวิเคราะห์ สรุปผล และเขยี นรายงานผลการวจิ ัยตอ่ ไป


Click to View FlipBook Version