The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โดย คณะทำงานด้านวิชาการ ของคณะกรรมการด้านการชลประทาน และการระบายน้ำแห่งประเทศไทย-THAICID

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการบริหารจัดการน้ำท่วมด้วยแนวทางไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง

โดย คณะทำงานด้านวิชาการ ของคณะกรรมการด้านการชลประทาน และการระบายน้ำแห่งประเทศไทย-THAICID

Keywords: บริหารจัดการน้ำท่วม,ชลประทาน,THAICID,การระบายน้ำ

ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง (1) ความต่อเนือ่ งของรัฐบาล (โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงรัฐบาลทอ้ งถน่ิ )

(2) ระบบออกอากาศฉกุ เฉนิ (สนั นษิ ฐานวา่ เป็นสว่ นหน่งึ ของระบบออกอากาศของชาต)ิ

(3) จดั ตงั ระบบสือ่ สารฉกุ เฉิน
– ในแนวนอนในทกุ ระดบั ของรัฐบาล
– ในระหว่างระดับตา่ ง ๆ ของรัฐบาล
– โดยมีระบบส้ารองของป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนซ่ึงอาจด้าเนินการโดยทหารและ/หรือ
ป้องกนั ภัยฝ่ายพลเรือนเอง

(4) ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินน้าท่วมเป็นสิ่งส้าคัญท่ีสุดในรายการ ซ่ึงจะถูกออกแบบโดย
ความคิดร่วมกันของคนในองค์กรในทุกระดับชัน และควรตังอยู่ตรงกลางลุ่มน้าที่เป็นปัญหา และในทาง
กลับกนั ต้องประสานใกลช้ ดิ กบั ศนู ย์ปฏิบตั ิการภยั ฉกุ เฉินในระดบั ชาติหรอื ระดับภมู ิภาค

(5) แผนปฏิบัติการภัยน้าท่วมฉุกเฉิน แน่นอนว่าความส้าเร็จหรือความล้มเหลวของปฏิบัติการ
เผชิญเหตุขึนอยู่กับความเหมาะสมและความง่ายของแผนปฏิบัติการที่ได้วางไว้ในขันนี ตัวอย่างเช่น
ปฏิบัติการต่อไปนีเพ่ือรับมือกับอุทกภัยที่ก้าลังมาถึงควรที่จะไดร้ ับการตรวจสอบและบรรจุไว้เป็นส่วนหน่ึง
ของแผนเตรียมความพรอ้ ม

– การเตรยี มตัดคนั กนั นา้ ให้ขาดในบริเวณที่ไม่ไดม้ ีมลู คา่ ทางเศรษฐกิจสงู
– การเตรยี มใหม้ ีการปล่อยน้าล้นจากเขอ่ื นลงส่ลู ้าน้า
– การเตรียมให้มี (และการดูแลรกั ษา) ช่องทางระบายนา้ บายพาส
– การเตรียการสภู้ ยั นา้ ท่วมเช่น การเสริมคันกันน้า

งานที่ต้องเตรียมการไว้ในขันนีอาจรวมถึงแผนอพยพประชาชน สัตว์เลียง ซ่ึงจะรวมถึงการหา
เส้นทางอพยพท่ีปลอดภัย จุดรวมพล และศูนย์อพยพฉุกเฉินและการจัดเตรียมพืนท่ี ซึ่งถ้าเจ้าหน้าท่ีของ
องค์กรปกครองท้องถ่ินให้ความใส่ใจในการวางแผนในขันเตรียมความพร้อมมากเท่าใด โอกาสของ
ความส้าเรจ็ ของปฏิบัตกิ ารก็สงู ขนึ เท่านัน

การจะน้ารายการเตรียมการท่ี Coleman และ Granito จัดท้าไว้ไปใช้แค่ไหนคงขึนอยกู่ ับสภาวะ
ท่แี ตล่ ะประเทศต้องประสบ

ปฏิบัติการ “เผชิญเหตุ (Response)” ที่อยู่ในเช็คลิสต์ในภาคผนวก 2 เป็นวัตถุประสงค์ที่ส้าคัญ
ของคู่มือฉบับนี น่ีเป็นปฏิบัติการท่ีท้าทังในทันทีก่อน ในระหว่าง และในทันทีหลังจากท่ีภัยมา เพ่ือท่ีจะ
ช่วยชวี ิตของผคู้ น ลดความเสียหายแก่ทรพั ย์สิน และชว่ ยท้าใหก้ ารฟ้นื ฟูมปี ระสิทธิภาพ

1–7

รายการตรวจสอบสา้ หรับการเผชญิ เหตุฉกุ เฉินจากภัยนา้ ทว่ มท่ปี รับปรุงแลว้ มดี ังนี ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
 การแจง้ เตอื นใหป้ ระชาชนรบั ทราบอย่างเป็นทางการ
 การเรม่ิ ด้าเนนิ การตามแผนเผชญิ เหตฉุ กุ เฉนิ จากภัยน้าท่วม
 ส่งเจา้ หนา้ ทเ่ี ข้าประจา้ ศูนย์ปฏบิ ัติการฉกุ เฉนิ
 เร่มิ การสง่ ข่าวในสถานการณ์ฉุกเฉินและการเตือนภัย
 ให้ค้าแนะนา้ การปฏิบตั ิตนในสถานการณฉ์ ุกเฉนิ แกป่ ระชาชน
 เตรยี มหน่วยแพทยฉ์ กุ เฉิน
 เปิดระบบรบั ดแู ลผู้ประสบภยั
 เปดิ ทีพ่ กั ช่ัวคราวส้าหรบั ผ้ปู ระสบภยั และแผนการอพยพ
 เตรียมการคน้ หาและกู้ภัย (Search and Rescue)
 เตรียมทรพั ยากรทกุ อย่างให้พร้อม

ขันตอนท่ี 2 ของรายการข้างต้นเป็นหัวใจส้าคัญของงานเผชิญเหตุฉุกเฉินจากภัยน้าท่วม ท่ีซึ่ง
ความพยายามที่จะควบคุมน้าท่วมจะเกิดขึนจริง เช่น การไปเปิดช่อง (ตัดคัน) ท่ีคันกันน้าตรงบริเวณท่ีได้
ก้าหนดไว้ล่วงหน้า การท้าให้เกิดการล้นของอ่างเก็บน้า (Reservoir Spilling) ทางด้านเหนือน้า/หรือท้าย
น้าตามที่เหมาะสม การเสริมคันกันน้าด้วยกระสอบทราย และด้วยแผนฉุกเฉินป้องกันน้าท่วมเข้าภายใน
อาคาร ฯลฯ

1.4 ขอ้ สรุป (Summary and Conclusions)

ในบทนีเป็นการอธิบายถึงแนวทางการวางแผนและปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อรับสถานการณ์น้าท่วม
โดยท่ีงานดังกล่าวนันเป็นเรื่องที่มีหน่วยงานในระดับชาติเป็นผู้น้าทางแต่ศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์
ฉุกเฉินนีอยู่ที่ชุมชน (IEM) ได้ทบทวนข้อดีต่างของระบบ IEM นี แต่โดยพืนฐานแล้ว สิ่งที่เป็นประโยชน์
มากก็คือ การลดความซ้าซ้อนของงานและค่าใช้จ่าย และการท่ีใช้องค์กรและระบบบริหารท่ีใหญ่ขึนท้าให้
เกิดการประหยัด (Economy of Scale)

ปจั จุบนั นีรัฐบาลต่าง ๆ พบว่า เป็นการยากที่จะเพ่มิ หน่วยงานหรอื องค์กรขนึ อีก ทรัพยากรสา้ หรบั
การบริหารจัดการมีอยจู ้ากัดจงึ จา้ เป็นต้องหาวิธีที่จะลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธภิ าพ แนวทางของระบบ
IEM จะสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคด์ ังกล่าว

ในบทนีได้ใช้แนวคิดของ Coleman และ Granito ที่แบ่งการเผชิญเหตุฉุกเฉินออกเป็นขันตอน
หรือส่วนต่าง ๆ ทังนีก็เพื่อน้าแนวคิดของผู้อ่านไปยังส่วนที่เป็นเร่ืองเฉพาะเจาะจงมากกว่าของการรับมือ
กบั ภัยนา้ ท่วม ลักษณะของการควบคุมปกครอง กฏหมาย และบริบทการบริหารของแตล่ ะประเทศจะเป็น
ตัวก้าหนดรายละเอียดขององค์กรและกระบวนการวางแผนที่จะใช้เพื่อการวางแผนเผชิญเหตุและจะต้อง

1–8

ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง รวมไว้ในแผนอย่างรอบคอบ เจตนาของบทนีก็คือ การแนะน้าแนวคิดของมาตรการเผชิญเหตุและเสนอ
รายการของสงิ่ ทตี่ ้องพจิ ารณาเพื่อเป็นพืนฐานให้ดา้ เนินการต่อไปได้
1.5 เอกสารอ้างองิ (References)

ดูจากเอกสารอา้ งอิงในบทอ่นื ๆ โดยเฉพะอย่างยิ่งจากสว่ นที่ 2 บทที่ 6 และส่วนท่ี 2 บทท่ี 8

1–9

ภาคผนวก 1 ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
ระบบการบรหิ ารจัดการสถานการณฉ์ ุกเฉนิ แบบบรู ณาการ
(The Integrated Emergency Management System)

ระบบการบริหารจดั การสถานการณ์ฉกุ เฉนิ แบบบรู ณา (ขันตอนท่ี 8–13)

การ (The Integrated Emergency Management

System, IEM) ขันตอนท่ี 1 : การวเิ คราะหภ์ ัยพบิ ตั ิ (Hazard Analysis)

รู้ว่าอะไรเกิดขึนได้ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึน และรู้ถงึ

จุดประสงค์ของระบบ IEM คือเพ่ือพัฒนาและคงไว้ซึ่งขีด ขนาดของปัญหาที่อาจเกิดขึนได้ ทังหมดนีเป็น

ความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินท่ัว ส่วนประกอบส้าคัญในการวางแผนสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเทศได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยการผสมผสานกิจกรรมตาม จากนัน ขันแรกนีคือเขตปกครองนัน ๆ จะต้องระบุภัย

สายงานของรัฐบาลในทุกระดับและในขอบเขตที่สามารถ พิบัติท่ีอาจเกิดขึน และก้าหนดผลกระทบของภัยแต่

ทา้ ได้กบั ภยั พบิ ตั ทิ กุ เรอ่ื ง ชนิดที่อาจเกิดขึนต่อประชาชนและทรัพย์สิน งานนีไม่

จ้าเป็นต้องละเอียดซับซ้อนจนเกนิ ไป เพื่อให้ได้ผลท่ีเอา

รัฐบาลระดับรัฐและท้องถ่ินสามารถบรรลุจุดประสงค์ดง มาใช้ประโยชน์ ทีส่ ้าคญั คอื ภยั พิบัติทงั หมดท่ีอาจเกดิ ขึน

กล่าวได้ ด้วย (1) ก้าหนดภยั พิบตั แิ ละขนาดของความเส่ยี ง และส่งผลกระทบต่อเขตการปกครองนัน ๆ จะต้อง

ในลักษณะท่ีคงเส้นคงวาและสมเหตุผล (2) ประเมินขีด ได้รับการระบุและก้าหนดไว้ในการวางแผนเผชิญเหตุ

ความสามารถท่ีมีอยู่และท่ีจ้าเป็นส้าหรับภัยพิบัติเหล่านัน สถานการณ์ฉุกเฉนิ และความพยายามในการอพยพของ

และ (3) จัดท้าแผนงานท่ีออกแบบให้เหมาะสมส้าหรับรัฐ เขตปกครอง

และท้องถิ่น ซึ่งก้าหนดกิจกรรมท่ีจ้าเป็นส้าหรับการปิด

ชอ่ งวา่ งระหวา่ งขีดความสามารถที่มีอยกู่ ับทตี่ ้องการ ความ ขั น ต อ น ที่ 2 : ก า ร ป ร ะ เ มิ น ขีด ค วา ม ส า ม า ร ถ

พยายามดงั กลา่ วมีความเก่ียวข้องกนั และต้องด้าเนินการไป (Capability Assessment) ขันตอนต่อไปส้าหรับเขต

ตามล้าดับ การแยกแยะภัยพิบัติจะใช้เป็นพืนฐานในการ การปกครองคือการประเมินขีดความสามารถที่มีอยู่ใน

ประเมินขีดความสามารถที่ยังขาดอยู่ตกบกพร่อง และขีด ปัจจุบันในการรับมือกับภัยพิบัติท่ีระบุได้ตามขันตอนท่ี

ความสามารถที่ยังขาดอยู่นีจะน้าไปสู่การจัดเตรียม 1 โดยประเมินตามมาตรฐานและเกณฑ์ของ FEMA

แผนพัฒนาขีดความสามารถซ่ึงเป็นแผนหลายปี ขันตอน กา้ หนดขึนเพอ่ื การทา้ งานบริหารจัดการภยั พบิ ตั พิ ืนฐาน

เ ริ่ ม ต้ น เ ห ล่ า นี เ ป็ น จุ ด เ ริ่ ม ต้ น ข อ ง ก า ร ร ว ม กิ จ เชน่ การแจง้ เตอื นและการเตอื นภยั การอพยพ และการ

กรรมการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินบนพืนฐานของ สื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อมูลที่ได้จะให้บทสรุป

หน้าท่ใี นการรบั มือภัยพิบตั หิ ลากหลาย เกี่ยวกับขีดความสามารถท่ีมีอยู่ที่การวางแผนใน

ปจั จบุ นั จะตอ้ งยึดถอื ตาม (ขันตอนที่ 3) และน้าไปสกู่ าร

ถึงแม้ IEMS เน้นย้าการพัฒนาขีดความสามารถ แต่ใน ระบจุ ุดอ่อนของเขตการปกครอง

กระบวนการก็ยังตระหนักว่า การด้าเนินการในปัจจุบันยัง

ต้องท้าตามแผนท่วี างไว้ และดว้ ยทรพั ยากรทม่ี ีอยู่ และการ ขันตอนท่ี 3 : แผนปฏิบัติการสถานการณ์ฉุกเฉิน

ด้าเนินงานเหล่านีมีผลสนับสนุนต่อการพัฒนาดังกล่าวได้ (Emergency Operation Plans) ควรพัฒนาแผนงาน

ดังนัน ขันตอนนีจึงมีเส้นทาง 2 สาย ทางท่ีหนึ่งคือ เน้นท่ี พร้อมรายละเอียดหน้าท่ีที่สอดคล้องกับภัยพิบัติท่ี

ขีดความสามารถและกิจกรรมท่ีอยู่ในปัจจุบัน (ขันตอนที่ ก้าหนดในขันตอนที่ 1 กิจกรรมท่ีมีลักษณะเฉพาะ

1–7) และอกี ทางหนงึ่ คอื เน้นทีก่ ารพัฒนาขดี ความสามารถ สา้ หรบั ภยั พบิ ตั ิแต่ละประเภทควรไดร้ บั การอธบิ ายแยก

1–10

ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง ออกไปโดยอาจใส่ไวใ้ นภาคผนวกของสว่ นที่อธิบายหน้าทท่ี ี่ ปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉินอาจเกิดขึนได้ทุกเมื่อ

เหมาะสม แนวคดิ นีจะแตกตา่ งจากค้าแนะนา้ เดมิ ทีเ่ นน้ การ และจะต้องด้าเนินการภายใต้แผนและทรัพยากร

พัฒนาเฉพาะแต่ละภยั พบิ ัติ จะต้องทบทวนแผนที่มีอยแู่ ละ ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีแผนส้าหรับปรับปรุงในอนาคต

ปรบั ปรุงในสว่ นที่จา้ เป็นเพอ่ื ใหแ้ นใ่ จว่าประยุกต์ใชไ้ ดก้ บั ภยั อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการก็เป็นโอกาสให้ทดสอบขีด

พิบัตทิ กุ ๆ ภยั ซึ่งอาจคุกคามตอ่ พืนที่ รูปแบบท่ีแนน่ อนของ ความสามารถทมี่ อี ย่ภู ายใต้สถานการณ์จรงิ

แผนส้าคัญน้อยกว่าความมั่นใจว่ากระบวนการวางแผน

ดังกล่าวได้พิจารณาหน้าท่ีในการท้างานต่าง ๆ ในมุมมอง ขันตอนที่ 7 : การประเมินผล (Evaluation) ผลของ

ของการรับมอื ภยั พบิ ัติทห่ี ลากหลายแล้ว การดา้ เนินงานในสถานการณฉ์ กุ เฉนิ (ขันตอนที่ 6) ควร

ได้รับการวิเคราะห์และประเมินในลักษณะเทียบขีด

ขันตอนท่ี 4 : การรักษาขีดความสามารถให้คงที่ ความสามารถท่ีมีอยู่และท่ีต้องการ และพิจารณาเพ่ือ

(Capability Maintenance) เ มื่ อ ไ ด้ มี ก า ร พัฒนา แ ล้ ว ปรับปรุงขันตอนท่ี 2 และขันตอนที่ 8 ซ่ึงจะเป็นส่วนท่ี

จะต้องรักษาขีดความสามารถท่ีจะใช้มาตรการท่ีเหมาะสม ส้าคัญเพ่ือระบุความจ้าเป็นของการบรรเทาภัย

และมปี ระสทิ ธภิ าพตอ่ ภัยพบิ ัตใิ ด ๆ ไวใ้ หไ้ ด้ มฉิ ะนนั มนั จะ (Mitigation) ในอนาคต และควรถือเป็นขันตอนส้าคัญ

ถดถอยไปมากตามกาลเวลา จะต้องปรับแผนให้ทันสมัย ยิ่งของการประเมินแต่ละครัง ควรท้าการทดสอบและ

จะต้องซ่อมบ้ารุงและทดสอบเครื่องมือเคร่ืองใช้ อบรม ฝกึ ซ้อมเพอื่ การประเมินผล โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในพืนทที่ ี่

บุคลากร และทดสอบกระบวนการหรือระบบต่าง ๆ เป็น ภัยพิบตั มิ ไิ ดเ้ กิดขึนบ่อยครัง

ขันตอนส้าคัญย่ิงส้าหรับ บางพืนท่ีปกครองซึ่งไม่มี

ประสบการณ์กบั ภัยพิบัตใิ หญ่ ๆ บอ่ ยครงั ขันตอนท่ี 8 : ข้อบกพร่องของขีดความสามารถ

(Capability Shortfall) ความแตกต่างระหว่างขีด

ขันตอนท่ี 5 : ความพยายามเพื่อบรรเทาภัย (Mitigation ความสามารถท่ีมีอยู่จริงในปัจจุบนั กับขีดความสามารถ

Efforts) จะต้องให้ความส้าคัญต่อการบรรเทาผลกระทบที่ ท่ีเหมาะที่แสดงอยู่ในมาตรฐานและเกณฑ์ของ FEMA

อาจเกดิ ขนึ จากภยั พบิ ัติ ทรพั ยากรที่ใชเ้ พือ่ จ้ากดั ผลกระทบ เป็นสิ่งบ่งชีถึงความบกพร่องของขีดความสามารถ ใน

หรือลด หรือก้าจัดภัยจะช่วยท้าให้ความสูญเสียและความ ประเด็นท่ียังไม่มีเท่ากับมาตรฐานหรือเกณฑ์จะต้อง

ทุกข์ยากลดน้อยลงในอนาคต ตัวอย่างเช่น การบริหาร ได้รับการพิจารณาในล้าดับแรก ระหว่างการจัดท้า

จัดการการใช้ท่ีดินอย่างเหมาะสม และการเข้มงวดของ แผนพฒั นาระยะยาวหลายปีของพนื ที่ปกครอง (ขนั ตอน

กฎหมายควบคุมอาคาร และกฎหมายด้านความปลอดภัย ท่ี 9)

จะช่วยลดผลกระทบของภัยพิบัติในอนาคตลง การทุ่มเท

ความพยายามเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภยั จะสามารถลด ขันตอนท่ี 9 : แผนพฒั นาระยะยาวหลายปี (Multiyear

ระดับท่ีต้องมีเพอ่ื การด้าเนนิ งานฟนื้ ฟู ด้วยเหตนุ ี จงึ ชว่ ยลด Development Plan) มีรากฐานมาจากข้อบกพร่อง

ข้อบกพร่องของสมรรถภาพซึ่งอาจมีอยู่ ผลของความ ของขีดความสามารถท่ีระบุในขันตอนที่ 8 พืนที่

พยายามเหล่านีจะแสดงให้เห็นเมื่อมีการวิเคราะห์ภัยพิบัติ ปกครองจะตอ้ งจัดเตรยี มแผนการพฒั นาระยะหลายปีที่

ในอนาคต (ขนั ตอนที่ 1) และการประเมนิ ขีดความสามารถ ตรงตามสถานการณ์และความต้องการ แผนดังกล่าว

(ขันตอนท่ี 2) ควรก้าหนดส่ิงที่ต้องท้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ถึง

ระดับท่ีก้าหนด แผนนีควรครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี

ขันตอนที่ 6 : การปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถวางตารางและให้เงินสนับสนุนโครงการ

(Emergency Operations) ความจา้ เปน็ ทจี่ ะตอ้ ง พฒั นาระยะยาวได้อยา่ งถูกตอ้ ง แผนนคี วรรวมโครงการ

และกิจกรรมบริหารจดั การสถานการณ์ฉุกเฉนิ เพอ่ื

1–11

ด้าเนินการโดยหน่วยท่ีรับผิดชอบตามกฎหมาย ไม่ว่าเงิน ด้าเนินงานเพิ่มขีดความสามารถประจ้าปี อาจท้าไดโ้ ดย ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

สนับสนุนจะมาจากแหล่งใด เมื่อน้ามาใช้รวมกับการ ใช้ทรัพยากรในท้องถ่ินตามล้าพัง ขณะที่กิจกรรมอ่ืน ๆ

วิเคราะห์ภัยพิบัติ และผลการ ประเมินขีดความสามารถ อาจจ้าเป็นต้องได้รับความสนับสนุนจากหน่วยงาน

แผนงานเหล่านีจะเป็นประโยชน์อย่างย่ิงในการชีแจง ระดับรัฐหรือสหพันธรัฐ ไม่ว่าแหล่งการเงินและความ

ผูบ้ ริหารใหเ้ หน็ ความจ้าเปน็ ในการ พัฒนาและในการแสดง สนบั สนุนจะมาจากแหลง่ กจิ กรรมและโครงการ

ตารางกิจกรรมและโครงการตามหลักเหตุผล ซ่ึงควรได้รับ

ความส้าคัญในระยะห้าปีข้างหน้า ในระดับรัฐ ข้อมูลนีควร ขันตอนที่ 12 : ทรัพยากรของรัฐบาลกลาง (Federal

น้ามาใช้ในการพัฒนาแผนระยะยาวในระดับรัฐ เพ่ือการให้ Sources) รัฐบาลกลางจะต้องจัดให้มีซึ่งนโยบายและ

ความช่วยเหลือแก่การท้างานในระดับท้องถ่ิน และในการ คู่มอื เกีย่ วกบั ขันตอน ความช่วยเหลือทางการเงนิ ความ

ล้าดับความส้าคัญข้อก้าหนดของรัฐเพื่อการให้ความ ช่วยเหลือด้านวิชาการ และทรัพยากรบุคคล เพ่ือ

ช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคนิค ผ่านข้อตกลงใน ช่วยเหลือรัฐบาลระดับรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นในการ

ลักษณะความรว่ มมอื แบบบูรณาการ พัฒนาและคงไว้ซึ่งขีดความสามารถ ข้อตกลงความ

รว่ มมือแบบบรู ณาการของ FEMA กบั รัฐต่าง ๆ จะยังคง

ขันตอนท่ี 10 : การเพิ่มการพัฒนารายปีให้มากขึน ท้าเป็นทางไปสู่การให้เงินสนับสนุนแก่โครงการของ

(Annual Development Increment) เม่ือมีแผนระยะ FEMA ที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และส้าหรับกิจกรรม

ยาวท้าหน้าท่ีเป็นกรอบการท้างานเพื่อการพัฒนาขีด ที่ด้าเนินงานตามรายปี

ความสามารถในระยะเวลาหนึ่ง ขันตอนต่อไปคือ การ

ก้าหนดรายละเอียดสิ่งท่ีจะต้องด้าเนินการในปีถัดไป ขันตอนท่ี 13 : การเพ่ิมขึนของงานประจ้าปี (Annual

สถานการณ์ที่เปล่ียนแปลงไปในแต่ละปี และอาจมีการ Work Increment) เ ม่ื อ โ ค ร ง ก า ร พั ฒ น า ขี ด

ด้าเนินการมากหรือน้อยกว่าแผน ปัจจัยเหล่านีส่งผลให้มี ความสามารถสินสุดลงและกิจกรรมต่าง ๆ เสร็จ

การปรับเปลี่ยนแผนการพัฒนาระยะยาวและในการ เรียบร้อยแล้ว ความขาดความสามารถขององค์กร

ก้าหนดการเพ่ิมขึนในปีถัดไป ด้วยกระบวนการนี ผู้จัดการ ปกครองก็จะลดลง ส่ิงท่ีได้ปรับปรุงดีขึนนีจะเห็นได้ใน

สถานการณ์ฉุกเฉินสามาถแจ้งให้เจ้าหน้าท่ีในท้องถิ่นของ การประเมินขีดความสามารถและจุดอ่อน (ขันตอนท่ี 2

ตนและหุ้นส่วนระดับรัฐทราบถึงรายละเอียดแผนงานท่ีจะ และขันตอนที่ 8) ของกระบวนการทุกปี ซึ่งจะต้อง

ด้าเนินการในปีต่อไปและความช่วยเหลือด้านเทคนิคเพื่อ ปรับปรุงแผนปฏิบัติการฉุกเฉินให้สอดคล้องกับขีด

สนับสนุนงานเหล่านี ระหวา่ งการด้าเนนิ งาน IEMS ในตอน ความสามารถท่ีเพิ่มขึนดว้ ย และแผนพัฒนาระยะหลาย

เร่ิมต้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเร่ืองกระบวนการรายงาน ปีก็ควรได้รับการปรับปรุงโดยน้าความเปล่ียนแปลง

อย่างไรก็ตาม FEMA ก้าลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการ ดังกล่าวและประสบการณท์ ี่ได้จากการฝกึ ซ้อมแผนและ

ท้ากระบวนการรายงานและตรวจสอบให้ง่ายขึนผา่ นระบบ จากการปฏิบัติการฉุกเฉินจริงมาพิจารณา ซึ่งแต่ละรัฐ

อัตโนมัติ ควรเตรียมวิธีส้าหรบั การบันทึกและการรวบรวมงานใน

ทอ้ งถนิ่ ทีเ่ พ่มิ ขึนในแตล่ ะปีด้วย

ขันตอนท่ี 11 : ทรัพยากรของรัฐ/ท้องถิ่น (State/Local

Resources) รัฐบาลระดับรฐั หรือทอ้ งถ่ินถกู คาดหวังให้เข้า แหล่งที่มา : คดั ลอกมาจากเอกสาร FEMA The

ร่วมในด้านการเงินและด้วยส่ิงอ่ืน ๆ เพื่อพัฒนาขีด Integrated Emergency Management System :

ความสามารถและด้าเนินงานบ้ารุงรักษาดังเช่นที่เคย Process Overview, CPG 1–100 (Washington,

เป็นมาในอดีต กจิ กรรมบางอย่างทีร่ ะบไุ วว้ ่าเป็นการ D.C.: U.S. Government Printing Office, 1983).

1–12

ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง ภาคผนวก 2
ระยะดา้ เนินงาน 4 ระยะ ของการบรหิ ารจัดการสถานการณฉ์ ุกเฉินแบบบูรณาการ

(The Four Phases of Comprehensive Emergency Management)

ระยะที่ (Phases) : มาตรการท่ัวไป (General Measures) :

ระยะบรรเทาภยั ทีจ่ ะเกดิ ขนึ (Mitigation) : พระราชบญั ญตั ิควบคุมอาคาร (Building Codes)

การด้าเนินงานที่ท้าเพ่ือก้าจัดหรือลดระดับของความเส่ียง การประกันความเสียหายจากภัยพบิ ตั ิ (Disaster

ระยะยาวที่มตี ่อชีวิตมนษุ ย์และทรัพย์สินจากภัยพิบัติ (การ Insurance)

บรรเทาภัยนี อนุมานว่า ไม่ว่าจะเกิดความเส่ียงกับสังคม ระบบสารสนเทศภยั พบิ ตั ิ (Hazard Information

หรอื ไมใ่ นกรณที ีเ่ กดิ สถานการณฉ์ ุกเฉิน) Systems)

การบรหิ ารจดั การการใช้ประโยชน์ทีด่ นิ (Land Use

Management)

การวิเคราะหภ์ ยั พิบัติ (Hazard Analysis)

การครอบครองทีด่ นิ (Land Acquisition)

การตรวจตราและติดตามผล (Monitoring

Inspection)

การใหค้ วามรูแ้ กส่ าธารณะ (Public Education)

การวิจยั (Research)

การยา้ ยถน่ิ ฐาน (Relocation)

การจัดทา้ แผนทเี่ สยี่ งภัย (Risk Mapping)

พระราชบัญญัตคิ วามปลอดภัย (Safety Codes)

การออกกฎหมาย (Statutes/Ordinances)

แรงจูงใจด้านภาษี (Tax Incentives/Disincentives)

ระยะเตรยี มความพรอ้ ม (Preparedness) : ความพร้อมภาครฐั (Continuity of Government)

คือการดา้ เนินงานที่ทา้ ก่อนหน้าการเกดิ สถานการณ์ฉุกเฉิน ระบบการเผยแพร่ขา่ วสารในสถานการณฉ์ ุกเฉิน

เพ่ือพัฒนาความสามารถในการด้าเนินงานและท้าให้เกิด (Emergency Broadcast System)

การรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพหากมีสถานการณฉ์ ุกเฉนิ ศูนยป์ ฏิบตั ิการในสถานการณ์ฉุกเฉนิ (Emergency

เกดิ ขึน Operation Centers)

แผนปฏบิ ัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency

Operation Plans)

สารสนเทศสาธารณะในสถานการณ์ฉกุ เฉิน

(Emergency Public Information Materials)

แผนฝึกซอ้ ม (Exercise of Plans/System)

ข้อตกลงความชว่ ยเหลือร่วมกนั (Mutual Aid

Agreements)

1–13

การบริหารจดั การทรัพยากร (Resource ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
Management)
การฝกึ อบรมบคุ ลากรเพอื่ รบั มอื (Training Response
Personnel)
ระบบเตือนภัย (Warning Systems)

ระยะเผชิญเหตุ (Response) : การผลกั ดนั แผนฉกุ เฉนิ (Emergency Plan

คือการด้าเนินงานที่ท้าในทันที ก่อน ระหว่าง และหลังการ Activation)

เกดิ สถานการณ์ฉกุ เฉนิ เพ่อื รกั ษาชวี ติ ลดความเสียหายทีมี การผลกั ดนั ระบบการเผยแพรข่ า่ วสารในสถานการณ์

ตอ่ ทรพั ย์สิน และเพ่ือส่งเสรมิ ประสทิ ธิภาพในการฟ้นื ฟู ฉุกเฉนิ (Emergency Broadcast System

Activation)

ข้อแนะน้าต่อสาธารณะในสถานการณ์ฉุกเฉนิ

(Emergency Instructions to Public)

การช่วยเหลือทางการแพทยใ์ นสถานการณ์ฉุกเฉิน

(Emergency Medical Assistance)

การจดั ตังคณะทา้ งานศนู ยป์ ฏบิ ตั กิ ารในสถานการณ์

ฉกุ เฉนิ (Staffing the Emergency Operation

Centers)

การเตอื นภันแกส่ าธารณะอย่างเปน็ ทางการ (Public

Official Alerting)

การตงั รับและการดูแล (Reception and Care)

การอพยพ (Shelter/Evacuation)

การค้นหาและการช่วยเหลอื (Search and Rescue)

การเคล่อื นยา้ ยทรัพยากร (Resource Mobilization)

การผลักดันระบบเตอื นภยั (Warning Systems

Activation)

ระยะพืนฟู (Recovery) : การให้ค้าปรกึ ษา (Crisis Counselling)

เป็นกิจกรรมต่าง ๆ ทังระยะสันและระยะยาวที่ออกแบบ การประเมนิ ความเสยี หาย (Damage Assessment)

ขึนเพื่อสนับสนุนการด้ารงชีวิตของผู้ประสบภัยให้กลับสู่ การกา้ จัดเศษซาก (Debris Clearance)

สภาวะปกติ และยกระดับคณุ ภาพชีวิตให้ดีขนึ การกา้ จัดการเปือ้ นสาร (Decontamination)

ศนู ยช์ ว่ ยเหลือภัยพบิ ตั ิ (Disaster Assistance

Centers)

การจา่ ยค่าประกันความเสยี หาย (Disaster Insurance

Payments)

ระบบการใหก้ เู้ งินแกผ่ ู้ประสบภยั (Disaster Loans

and Grants)

1–14

ส่วนท่ี 3-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง การชว่ ยเหลือการจ้างงานแก่ผูป้ ระสบภยั (Disaster
Unemployment Assistance)
สารสนเทศสาธารณะ (Public Information)
การประเมนิ ผลแผนฉกุ เฉนิ ใหม่ (Reassessment of
Emergency Plans)
การก่อสรา้ งใหม่ (Reconstruction)
การสรา้ งบา้ นชั่วคราว (Temporary Housing)
แหล่งข้อมลู : Emergency Management Principles and Practice for Local Government. Editors:
Thomas E. Drabek and Gerald J. Hoetmer, Published by the International City Management
Association, 1991.

1–15

III–II การสภู้ ัยน้าทว่ ม (Flood Fighting) ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

เขียนโดย Dr. S. Bruk

2.1 แนวคดิ พืนฐาน (Basic Concepts)

การด้าเนินงานท่ีท้าระหว่างเกิดเหตุการณ์น้าท่วมเพ่ือป้องกันความเสียหาย และการวิบัติท่ีมีต่อ
อาคารควบคุมน้าท่วม ตลอดจนการผันน้าท่วมออกจากพืนที่อ่อนไหว โดยท่ัวไปมักเรียกว่า การสู้ภัยน้า
ท่วม (Flood Fighting) การสู้ภัยน้าท่วมนีมกั ด้าเนินงานไปพรอ้ มกับการอพยพ และการกนั นา้ ทว่ ม ซ่งึ เปน็
มาตรการในสถาน การ ณ์ฉุกเฉิน ที่มีวัตถุปร ะสงค์เพ่ือบรรเทาผล กร ะทบ จ ากน้าท่ว มท่ีมีต่อสั งค มแ ล ะ
สงิ่ แวดลอ้ ม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เม่อื อาคารป้องกันและควบคุมนา้ ท่วม และมาตรการตา่ ง ๆ ไดร้ ับการพสิ จู น์
แลว้ ว่าไมม่ ีประสทิ ธิภาพหรอื ประสบความล้มเหลว

มาตรการและวิธกี ารเพื่อการสู้ภัยน้าทว่ มมหี ลากหลาย แต่ทงั นีจะต้องปรบั เปล่ียนใหเ้ ข้ากับสภาพ
ทอ้ งถิ่น กิจกรรมพนื ฐานทตี่ อ้ งดา้ เนินการมีดงั ตวั อย่างต่อไปนี

 การปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉินของระบบการควบคุมและป้องกันน้าท่วมก่อนและ
ระหวา่ งเกิดน้าท่วม (กค็ ือการปฏิบัติตามกระบวนการท้างานของอาคารเพ่ือการบรหิ ารจัดการ
และควบคุมนา้ ท่วม)

 การป้องกนั เชิงรุก การเสริมความแข็งแรง และการซ่อมแซมอาคารควบคุมและป้องกันน้าท่วม
ระหวา่ งการเกิดน้าท่วม

 การสร้างอาคารฉกุ เฉนิ (ตามแผนงานที่ก้าหนดไว้กอ่ นและทปี่ รบั ปรุงระหวา่ งเกิดนา้ ทว่ ม)
 มาตรการฉุกเฉินเพื่อลดปริมาณน้าท่วมด้วยการจัดหาแหล่งกักเก็บน้าในพืนที่ที่ได้รับการ

ปอ้ งกันหรอื ไม่ไดป้ ้องกัน
 การเคลื่อนย้ายส่ิงกีดขวางท่ีเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้า เช่น เศษตะกอน วัตถุที่ลอยมา

ฯลฯ
 การทา้ ให้เศษตะกอน หรอื ธารนา้ แขง็ หรือวตั ถทุ ่ีลอยมา สามารถไหลขา้ มฝายหรอื เข่ือน
 การผันน้าท่วมออกจากพืนท่ีอ่อนไหว แม้แต่จะต้องท้าให้น้าไปท่วมพืนท่ีท่ีมีความส้าคัญทาง

เศรษฐกจิ น้อยกว่าก็ตาม

การสู้ภัยน้าท่วมเป็นองค์ประกอบที่ส้าคัญประการหนึ่งของมาตรการแบบไม่ใช้สิ่งก่อสร้างเพื่อลด
ภยั พิบตั จิ ากน้าท่วม และจ้าเป็นจะต้องได้รับการพจิ ารณาว่าเปน็ สว่ นหน่ึงของแผนและโครงการป้องกันน้า

2–1

ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง ท่วม ซ่ึงจ้าเป็นจะต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมและด้วยองค์ความรู้ระดับมืออาชีพ และได้แรงสนับสนุน
จากกล่มุ สงั คมทตี่ ้องรบั ความเสย่ี ง รวมทังหน่วยงานทางกฎหมายและทางการบริหารในระดบั สงู

สิง่ ทส่ี ้าคญั ที่สุดของมาตรการสภู้ ัยน้าทว่ มคือ การเตรยี มความพร้อมของบุคลากรท่ีเก่ียวขอ้ งทุก ๆ
คน การมเี ทคนคิ วธิ ีและทรัพยากรพร้อม และได้รบั การสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีอ้านาจหน้าท่ีโดยเฉพาะ
และความร่วมมือจากสาธารณชน

ความหลากหลายของสถานการณ์สู้ภัยน้าท่วมบ่งบอกว่าแต่ละกรณีจะต้องได้รับการ ส้ ารวจ
ตรวจสอบในรปู แบบของตน คู่มอื ฉบบั นแี สดงเฉพาะหลักการท่วั ไปซึ่งใช้ไดก้ ับกรณีสว่ นใหญ่ แต่เปน็ หน้าท่ี
ขององคก์ รวชิ าชพี ทเี่ ก่ียวข้องทจี่ ะต้องค้นหาวิธกี ารด้าเนนิ งานทเี่ หมาะสมส้าหรับแตล่ ะกรณีไป

2.2 ความหลากหลายของงานส้ภู ยั นา้ ทว่ มและวิธกี าร (Diversity of Flood Fighting Tasks and
Methods)

งานสู้ภัยน้าท่วมและวิธีการขึนอยู่กับลักษณะของน้าท่วม ธรรมชาติของพืนที่ป้องกัน การตังถิ่น
ฐานและทรัพย์สิน ประเภทของอาคารป้องกันน้าท่วม และปัจจัยตามธรรมชาติและท่ีมนุษย์สร้างขึนอ่ืน ๆ
อกี มากมาย เนอื หาตอ่ ไปนเี ปน็ การสรุปลักษณะที่ส้าคญั บางประการ

2.2.1 ลกั ษณะของน้าทว่ ม (Flood Characteristics)

มาตรการสู้ภัยน้าท่วมขึนอยู่กับธรรมชาติของน้าท่วมที่ก้าลังเริ่มก่อตัว ซึ่งสามารถจัดกลุ่มตาม
สถานการณแ์ บบใดแบบหนึ่ง หรือหลายแบบดงั นี

 มรี ะดบั น้าขึนสูงมากเกินไป ซึ่งอาจทา้ ให้เกิดน้าล้นคันกนั น้าหรือท้านบกนั น้าทว่ ม หรือท่วมขัง
ในพืนที่ท่ไี ม่ได้ปอ้ งกัน

 มีปริมาณนา้ ไหลสูงจนเกินไป ซึ่งเกินความจุของแม่น้าและทางระบายน้า
 มรี ะดับน้าท่วมสงู เปน็ เวลานาน ซ่งึ อาจทา้ ให้คันดนิ กนั น้าอ่อนตัวจนกระท่ังเกิดการพังทลาย
 ปรมิ าณน้าทว่ มสูงจนเกนิ ไปจนไปเติมปรมิ าตรเก็บกักวา่ งของอา่ งเก็บน้าจนเต็ม
 กดั เซาะตลิง่ แม่นา้ หรือทา้ ลายอาคารปอ้ งกัน เน่ืองจากความสามารถในการพัดพาตะกอนเพิ่ม

สงู ขึน
 มีเศษตะกอน หรือธารน้าแข็ง ท้าให้เกิดการอุดตันหรือเกิดความเสียหายจากผลกระทบทาง

กายภาพ หรือแรงกระท้าตอ่ สะพาน และอาคารควบคมุ น้าท่วมทมี่ ากจนเกนิ ไป
 การตกตะกอนของกรวด ทราย หรือโคลนเลนในพืนทีน่ า้ ท่วม
 มลภาวะของน้าและตะกอนซ่ึงส่งผลเสยี ตอ่ สุขภาพ

2–2

2.2.2 พืนที่ป้องกน้ (Protected Area) ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

วธิ กี ารสภู้ ัยน้าท่วมขนึ อยู่กับประเภทของพนื ทป่ี ้องกันไดแ้ ก่
 เมืองและที่ตังถิ่นฐานซ่ึงอาจเกิดความเสียหายขึนกับบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม และ

สถานทส่ี าธารณะ เปน็ ตน้
 พืนที่เกษตรกรรมซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายขึนกับแปลงเพาะปลูกและโรงเก็บ

ผลผลิต พชื พันธุ์ ปศสุ ตั ว์ ป่าไม้ ประมง เปน็ ตน้
 โครงสร้างพืนฐาน ท่ีความเสียหายเกิดขึนกับทางรถไฟ ถนน สะพาน จุดตัด ผ่านท่อ

สายโทรศัพท์ เปน็ ต้น
 โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อน โรงกลั่น

เหมอื งแร่ เปน็ ตน้
 อาคารบริหารจดั การน้า เช่น เข่ือน อา่ งเกบ็ นา้ ท่อรบั นา้ ระบบส่งน้า ระบบชลประทาน คลอง

ทอ่ ปดิ รวมทังระบบควบคุมและปอ้ งกันนา้ ทว่ มซ่ึงเป็นการลงทนุ ทสี่ ้าคัญ

2.2.3 รูปแบบของการวิบตั ิ (Modes of Failure)

วิธีการสู้ภัยน้าท่วมจะถูกดัดแปลงเพื่อรับมือกับรูปแบบต่าง ๆ ของการวิบัติของอาคารป้องกันน้า
ทว่ มท่ไี ดค้ าดการณไ์ ว้ เช่น

 การวิบัติของระบบตามแนวตรง เช่น คันกันน้า ก้าแพงกันน้าท่วม ท้านบ ซ่ึงการวิบัติอย่าง
ฉับพลันอาจก่อให้เกิดการไหลข้าม การชะโพรง การกัดเซาะ การชะล้าง การพังทลาย การกัด
เซาะตลิง่ และผลของเศษตะกอนทีล่ อยมา

 ความสามารถในการรับน้าที่ลดลงของทางน้า ทางระบายน้าท่วม และทางเบ่ียงน้าท่วม เป็น
ต้น เน่ืองจากมีเศษซากตะกอนหรือน้าแข็งมากีดขวางการไหลของน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรง
สว่ นคอดของทางน้า เชน่ สะพาน ฝาย ฯลฯ

 การวบิ ตั ขิ องเขือ่ น ฝาย เขอื่ นทดน้า จะส่งผลให้เกดิ คล่นื นา้ ท่วมที่ก่อให้เกดิ ความเสยี หายอย่าง
รุนแรง

 ความลม้ เหลวของระบบระบายนา้ ในพืนท่ีกอ่ ใหเ้ กิดน้าทว่ มในพืนท่เี กษตรกรรม
 ความลม้ เหลวของระบบระบายน้าในชุมชนเมอื งก่อให้เกดิ น้าทว่ มภายในพืนที่เมืองท่ปี ้องกันไว้

แล้ว

2–3

ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง 2.3 หลกั การทวั่ ไปของการสู้ภยั นา้ ท่วม (General Principles of Flood Fighting)

ถึงแม้ว่าวิธีการสู้ภัยน้าท่วมและการปฏิบัติจะมีความหลากหลาย แต่ก็ยังมีหลักการโดยทั่วไปที่
ใช้ได้กบั ทกุ สถานการณซ์ ง่ึ สรปุ ไดด้ งั นี

 น้าท่วมสูงสุด (Extreme Flood) ตามค้านิยามแล้วคือเหตุการณ์ที่เกิดขึนได้ยาก อาจเกิดขึน
เพียงครังเดียวในรอบหลายทศวรรษหรือหลายศตวรรษ น้าท่วมใหญ่ (Large Flood) อาจไม่
เกิดเคยขึนมาหลายช่วงอายุคน แต่เมื่อเกิดน้าท่วมสูงสุดขึนในพืนท่ี การเตรียมพร้อมเพื่อสู้ภัย
น้าท่วมจึงเป็นหลักการที่ส้าคัญ ประกอบด้วยแผนสู้ภัยน้าท่วมเฉพาะ โนว์–ฮาว องค์ความรู้
ความพร้อมของวิธีการทางด้านเทคนิค (ยกตัวอย่างเช่น การจัดเก็บส้ารองวัสดุ เช่น กระสอบ
ทราย และเคร่ืองสูบน้าท่ีมีอยู่ ฯลฯ) ก้าลังคน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสู้ภัยน้าท่วม ผู้น้าท่ีมีความ
รบั ผดิ ชอบ และความพรอ้ มทางดา้ นการเงิน

 เพ่ือให้แผนงานสู้ภัยน้าท่วมมีประสิทธิภาพควรจะต้องรวมการพยากรณ์น้าท่วมท่ีมีความ
แมน่ ย้า และผลการปฏิบัตงิ านของระบบท่ีชว่ ยลดปรมิ าณน้าท่วมที่สามารถคาดการณ์ได้

 การสู้ภัยน้าท่วมควรจะหลีกเล่ียงการด้าเนินการอย่างกระทันหัน (Improvisation) แต่ควร
ยึดถอื ตามแผนงานฉุกเฉินที่ได้เตรียมการไว้อย่างดี ซงึ่ ได้พฒั นาบนรากฐานของการประเมินผล
และการศึกษาเพ่ือหาสาเหตุท่เี ป็นไปได้ของความเสยี หายจากนา้ ทว่ ม

 แผนงานสู้ภัยน้าท่วมควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารจัดการน้าท่วมที่ออกแบบไว้เปน็
อย่างดี ซึ่งในแผนงานดังกล่าวจะต้องระบุเขตที่มีความส้าคัญสูงให้ชัดเจน และการเตรียม
เสียสละพืนที่ที่คาดการณ์ว่ามีความส้าคัญน้อยกว่า ดังนัน แผนสู้ภัยน้าท่วมจะต้องเช่ือมโยง
อย่างใกล้ชิดกับมาตรการสถานการณ์ฉุกเฉินอ่ืน ๆ เช่น การอพยพประชาชนและทรัพย์สินไป
ยังพืนทป่ี ลอดภัย การกันนา้ ทว่ มให้กับอาคารต่าง ๆ

 การสภู้ ัยน้าท่วมมแี งม่ ุมดา้ นองค์กรและการบริหารงาน รวมทงั การออกกฎหมายในระดบั ต่างๆ
ไดแ้ ก่ ระดบั ภมู ิภาค ระดับชาติ และระดบั นานาชาติ

 ความพร้อมทางการเงินเพื่อการสู้ภัยน้าท่วมเป็นสิ่งจ้าเป็น ดังนัน องค์ประกอบที่ส้าคัญของ
แผนคือค่าใช้จ่ายและการจัดท้างบประมาณ ตลอดจนค้าสั่งการท่ีชัดเจนว่าจะต้องจัดให้มีวิธี
ทางการเงนิ อย่างไร

 ความเป็นน้าหน่ึงใจเดียวกันในสังคมเป็นสิ่งจ้าเป็นเพื่อสู้ภัยน้าท่วม และสามารถแสดงออกได้
ในหลายระดับ ทังนีขึนอยู่กับขนาดของภัยน้าท่วมทังในระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับ
นานาชาติ

 แผนสู้ภัยน้าท่วมไม่สามารถคงอยู่ได้หากไม่ปรับเปล่ียนเป็นระยะเวลานาน เนื่องจาก
องค์ประกอบทังหมดด้านความเสี่ยงน้าท่วม ทรัพย์สินท่ีเกิดความเสียหายและวิธีการ

2–4

ด้าเนินงานต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ดังนัน งานวิจัยถือเป็นส่วนส้าคัญในการสู้ภัยน้า ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
ท่วม เพราะจะช่วยให้แผนงานมลี ักษณะท่เี หมาะสมและทันต่อการพฒั นา
 ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นส่ิงส้าคัญในลุ่มน้าท่ีมีลักษณะทางน้าข้ามพรมแดนประเทศ
และจะตอ้ งกา้ หนดไว้เปน็ ขอ้ ตกลงและแผนงานสูภ้ ยั นา้ ท่วมร่วมกนั ของค่สู ัญญาทเ่ี กี่ยวข้อง

2.4 การสภู้ ัยน้าทว่ ม (Flood Fighting)

การสู้ภัยน้าท่วมจะส้าเร็จมากน้อยเพียงใดขึนอยู่กับว่าสังคมนัน ๆ ได้เตรียมการท่ีจะเผชิญกับ
อันตรายและสนองตอบอย่างเหมาะสมไว้มากน้อยแค่ไหน

2.4.1 ขอ้ พิจารณาทางดา้ นเทคนคิ (Technical Aspects)

เนื่องจากสถานการณ์ในการสู้ภัยน้าท่วมที่เป็นไปได้มีความแตกต่างหลากหลายกันออกไป จึง
จ้าเป็นจะต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดีและมีความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค และมาตรการท่ีพร้อมในการ
น้าไปใช้เม่ือเกิดความจ้าเปน็ ในกรณสี ถานการณ์ฉุกเฉิน การด้าเนนิ งานอยา่ งฉบั พลันด้วยปฏภิ าณโดยไม่มี
แผนงานอาจไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธภิ าพ หรอื กอ่ ใหเ้ กิดอันตรายโดยตรงดังเชน่ หลายกรณีตัวอย่างท่ีเคย
เกิดขึนในอดตี

มาตรการสู้ภัยน้าท่วมควรมีพืนฐานจากแผนงานที่ชัดเจนและไม่ก้ากวม ซ่ึงมีตัวอย่างสถานการณ์
ของภัยนา้ ท่วมทอี่ าจเกดิ ขนึ ไดห้ ลายรูปแบบ แผนงานเหล่านมี อี งคป์ ระกอบหลกั ไดแ้ ก่

 การประเมนิ ความเสี่ยงนา้ ทว่ ม
 การจดั เขตพืนทปี่ อ้ งกันหรอื พืนทีไ่ มป่ อ้ งกันโดยอาศัยข้อมูลความเส่ียงนา้ ทว่ ม
 การจัดท้าบญั ชีแสดงรายการของระบบควบคุมหรอื ป้องกันน้าท่วมในพืนท่ี
 การวิเคราะห์การวิบัติของอาคารป้องกันน้าท่วมที่สามารถเกิดขึนได้ หรือแสดงความคืบหน้า

ของการเกดิ นา้ ท่วมในพนื ที่ไม่ได้ปอ้ งกันที่มีความเสยี่ งน้าท่วม
 การวิเคราะห์วิธีการทางเทคนิคเพื่อรับมือกับการวิบัติของอาคารป้องกันน้าท่วมระหว่างการ

เกิดเหตกุ ารณน์ า้ ทว่ ม
 การศึกษาถึงสถานการณ์น้าท่วมที่อาจเพ่ิมระดับความรุนแรงได้ หากระบบป้องกันน้าท่วม

บางสว่ นทา้ งานผิดพลาด
 การวางแผนจัดท้าแนวป้องกันล้าดับท่ี 2, 3 และล้าดับถัดไป หากระบบป้องกันตามแนวยาว

เกิดการวิบตั อิ ย่างตอ่ เนื่อง (คัน/ทา้ นบ)
 การวางแผนมาตรการสา้ หรบั ป้องกนั น้าท่วมในชมุ ชนเมืองโดยการปิดรอยรว่ั ของก้าแพงกันน้า

ท่วม การเสริมความแขง็ แรงของตลิง่ การปิดท่อระบายน้าท่เี ปดิ ทงิ ค้าง เปน็ ต้น

2–5

ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง  การศกึ ษาหลักการปฏบิ ัติการอ่างเก็บน้าซึ่งอาจชว่ ยเก็บกักน้าในชว่ งปริมาตรน้าทว่ มสูงสดุ ไหล
เข้าอ่าง และการสงวนพืนท่ีกักเก็บน้าไว้ส้าหรับการใช้งานในช่วงปกติหรือในกรณีพิเศษ เป็น
ตน้

 การวางแผนมาตรการถอยร่นตามล้าดับ การยอมเสียพืนท่ีท่ีมีความส้าคัญน้อยกว่า และการ
ป้องกนั พนื ท่ีท่มี ีความส้าคญั มากกว่า

 การก้าหนดวิธกี ารทางเทคนิคท่ีจ้าเปน็ และก้าลังคนท่ีจะใชใ้ นการด้าเนินงานสู้ภัยน้าท่วมระยะ
ต่าง ๆ

 การประมาณการคา่ ใชจ้ า่ ยของการสภู้ ยั นา้ ท่วมในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน

การลงตรวจสอบในพนื ที่ (Field Inspection) เป็นประเดน็ ท่ีสา้ คัญยิ่งในระยะการเตรียมการ โดย
จะต้องรวมการตรวจสอบอาคารเพื่อการป้องกันน้าท่วม เช่น ท้านบ อาคารป้องกันตล่ิง ก้าแพงกันน้า คัน
กันน้า เขื่อน ฝาย ทางเบ่ียงน้า ทางระบายน้าท่วมฉุกเฉิน ฯลฯ และอาคารที่อาจมีความส้าคัญเพิ่มขึนมา
ระหว่างน้าท่วม เช่น ท่อระบายน้าทิง ท่อระบายน้า ทางที่อาจใช้ระบายน้าท่วมได้ ฯลฯ การลงตรวจสอบ
ในพืนที่ควรได้รับข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนซึ่งเป็นบัญชีแสดงรายการอาคารท่ีมีการปรับปรุงให้ทันสมัยเป็น
ระยะ ๆ และมีการจัดเก็บเป็นอย่างดี พร้อมรายละเอียดท่ีจ้าเป็น ซ่ึงรายการดังกล่าวจะต้องได้รับการ
ตรวจสอบและบันทึกภายหลังจากการลงพืนท่ีตรวจสอบ องค์ประกอบบางประการจะต้องได้รับการ
ควบคมุ ใหค้ งทด่ี ว้ ยการบนั ทกึ อยา่ งต่อเน่ือง และบางอยา่ งจะตอ้ งไดร้ บั การตรวจสอบเป็นครงั คราวตามช่วง
ระยะเวลาทไี่ ดว้ างแผนไว้

การตรวจสอบจะต้องด้าเนินการตามแผนท่ีมีค้าแนะน้าไว้อย่างชัดเจนโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
และอาศัยวิธีการทางเทคนิคท่ีทันสมัย ผลของการตรวจสอบจะต้องรายงานไปยังหน่วยบัญชาการ มีการ
บันทึกอย่างครบถ้วน และมีการตอบสนองตามท่ีจ้าเป็นด้วยการท้าการปรับปรุง การซ่อมแซมส่วนที่
เสียหาย การถมช่องขาด และการเคลอ่ื นยา้ ยสิง่ กีดขวางในชอ่ งทางท่ีใช้ระบายน้าท่วมได้ เป็นต้น

แผนงานสู้ภัยนา้ ท่วมควรต้องมีการประชาพิจารณ์ที่ได้รับการพิจารณาโดยกลุ่มผูเ้ ชยี่ วชาญเฉพาะ
ทางและเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน และถกู รวมไว้ในการออกกฎหมายทีร่ ะดับที่เหมาะสม

2.4.2 ประเด็นทางดา้ นกฎหมาย การบริหารงาน และองค์กร (Legal, Administrative and
Institutional Aspects)

การสู้ภัยน้าท่วมสร้างความตึงเครียดให้กับสังคมที่ได้รับผลกระทบ ดังนัน ควรจะรวมไว้ในการ
ออกกฎหมายในระดับต่าง ๆ ได้แก่ ระดับท้องถ่ิน ระดับเทศบาล ระดับภูมิภาค ระดับรัฐ ระดับชาติ และ
ระดับนานาชาติ ตามท่ีจ้าเปน็ สา้ หรบั ภยั พบิ ัติรูปแบบตา่ ง ๆ

2–6

การออกกฎหมายควรก้าหนดหน้าที่รับผิดชอบใหช้ ดั เจนในทุกระยะ ตังแต่ระยะเตรียมการ ระยะ ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
ที่เกิดเหตุการณ์ และระยะหลังเกิดเหตุการณ์ และจะต้องก้าหนดหน่วยบัญชาการที่รับผิดชอบและมี
อ้านาจจตามที่จ้าเป็นและจัดเตรียมวิธีการทางการเงิน ทังนีขึนอยู่กับโครงสร้างทางด้านกฎหมายและ
ระบบการเมอื ง รวมทังองค์กรทีร่ ับผิดชอบควรจะถกู ก้าหนดในทกุ ระยะ และหากจ้าเป็นอาจจะต้องระบุตัว
บคุ คลสา้ หรบั ในกรณฉี ุกเฉิน

บัญชีแสดงรายการเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในความครอบครองของสาธารณะ
หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของส่วนบุคคล ควรจัดเก็บให้ทันสมัย และจัดท้าข้อก้าหนดท่ีชัดเจนเก่ียวกับการ
ระดมก้าลงั และนา้ ไปใช้งานโดยหน่วยบัญชาการทีร่ บั ผิดชอบได้

ควรด้าเนินการเช่นเดียวกันในเร่ืองก้าลังคนที่จ้าเป็นเพ่ือการป้องกันน้าท่วม รวมทังการระดม
องค์กรวชิ าชีพ ประชาชนทต่ี ้องเคล่อื นยา้ ย กองทัพ เปน็ ต้น

อีกประเด็นหน่ึงที่ส้าคัญในเรื่องของการออกกฎหมายคือ การระบุแหล่งเงินที่จ้าเป็นเพ่ือการ
ด้าเนินการด้านการเงินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการสู้ภัยน้าท่วมทังหมด รวมทังค่าใช้สอยในการใช้วัสดุ
วธิ ีการทางเทคนิค และกา้ ลังคน วิธกี ารในการเบิกจ่ายจากแหล่งเงินต่าง ๆ ทีม่ ีความโปรง่ ใสและชอบธรรม
เป็นส่ิงส้าคัญยิ่งเพ่ือป้องกันความล่าช้าและการหลบเล่ียงความรับผิดชอบในด้านหนึ่ง และการด้าเนินงาน
ทางการเงินท่ไี ม่เหมาะสมในอกี ด้านหนึ่ง

2.4.3 การมีสว่ นรว่ มของสาธารณชน (Public Participation)

ประชาชนท่ีไดร้ ับผลกระทบจะต้องรับทราบขา่ วสารเป็นอย่างดีเก่ียวกบั ความเส่ียงทอ่ี าจเกิดขึนได้
และมาตรการซ่ึงประชาชนจะต้องเผชิญ วิธีการทั่วไปสามารถน้ามาประยุกต์ใช้ได้ในการให้ข้อมูล
สาธารณชนตามความจ้าเปน็ และตามสถานการณ์ท่แี ตกตา่ งกันไปในแต่ละสงั คม

เนื่องจากการเกิดเหตุการณ์น้าท่วมโดยเฉพาะในพืนท่ีป้องกันมักไม่ค่อยเกิดขึน และอันตรายจาก
น้าท่วมดูเหมือนจะเป็นเร่ืองไกลตัว ด้วยเหตุนี ประชาชนมีแนวโน้มท่ีจะประเมินเหตุการณ์ต้่าไป หรือ
แมก้ ระทัง่ มองข้ามความเส่ยี งเหลา่ นนั ซง่ึ ท้าให้ยากส้าหรับหน่วยงานท่รี ับผิดชอบ และผปู้ ฏบิ ัตงิ านวิชาชีพ
ต่าง ๆ ท่ีจะรักษาความเตรียมพร้อมของประชาชนให้อยู่ในระดับท่สี งู พอ

วิธีการสื่อสารท่ีมีอยู่ทังหมดจะต้องน้าออกมาใช้โดยเฉพาะกลุ่มของส่ือสารมวลชน เช่น โทรทัศน์
วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ทังนีขึนอยู่กับสถานการณ์ท่ีเกิดขึนจริง ประกาศท่ีให้รายละเอียดส้าคัญเก่ียวกับ
อุทกภัย และมาตรการสู้ภัยน้าท่วมท่ีคาดการณ์ไว้จะต้องปิดไว้ในสถานที่ท่ีส้าคัญและมองเห็นได้ชัด เช่น
การขนส่งสาธารณะ ห้องสมุด อาคารส้านักงาน โรงเรียน ฯลฯ และจะต้องเรียกความสนใจจากประชาชน

2–7

ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง เป็นครังคราวด้วยมาตรการการฝึกอบรมโดยมีกลุ่มผู้เช่ียวชาญเฉพาะทางและประชาชนท่ัวไปเข้าร่วม ซึ่ง
จะต้องประกาศข่าวสารเหล่านีไว้ในส่ือ และจัดให้มีการประชุมหรือประชาพิจารณ์เพ่ือแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นในวงกวา้ ง

2.4.4 การฝกึ อบรมและการเตรียมพร้อมด้านบุคลากร (Training and Preparedness of
Personnel)

ในบางภูมิภาค คนหลายช่ัวรุ่นอาจไม่เคยได้เผชิญกับเหตุการณ์น้าท่วมใหญ่ท่ีเกิดขึน ดังนัน จึงไม่
สามารถคาดหวังไดว้ ่าจะมกี ารส่งต่อประสบการณ์ตรงจากร่นุ หนึ่งไปอีกร่นุ หน่ึงถึงวิธที ีต่ อ้ งปฏบิ ัติและรับมือ
เมือ่ เหตกุ ารณน์ ้าทว่ มในปริมาณท่ีไม่คาดฝนั เกดิ ขึน ดงั นนั จะตอ้ งรักษาระดบั ของการเตรยี มพร้อมด้วยการ
จัดฝึกอบรมเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองทัพ หรือองค์กรอื่น ๆ ท่ีต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เกิดได้
ยากนี ประสบการณ์ที่ส่ังสมกันมาควรจัดเก็บไว้อย่างดีในรูปแบบของเอกสารลายลักษณ์อักษร ภาพถ่าย
ฟิล์ม เป็นต้น อีกแนวทางหนึ่งท่ีดียิ่งคือการจัดเก็บประสบการณ์ไว้ในรูปของระบบผู้เช่ียวชาญท่ีพัฒนาไว้
อย่างเหมาะสม (Suitably–Developed Expert System)

ในระยะของการเตรียมการซงึ่ อาจใช้เวลานานหลายปหี รอื หลายทศวรรษ ควรจดั ใหม้ กี ารฝึกอบรม
เป็นประจ้า รวมทังการซักซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อสู้ภัยน้าท่วม โดยก้าหนดสถานการณ์สมมติของ
เหตุการณ์น้าท่วมท่ีอาจเกิดขึนได้อย่างละเอียดและเป็นมืออาชีพ และมอบหมายหน้าท่ีในการรับมือให้แก่
สาธารณชน กลุ่มผู้เชีย่ วชาญเฉพาะทาง และบุคคลท่ัวไป เพ่อื วตั ถุประสงคด์ ังกล่าวนี อาจพัฒนาโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน จัดฝึกอบรมผู้เก่ียวข้องกบั การสูภ้ ัยนา้ ทว่ มทังหมด และดึงความสนใจจาก
ภาคประชาชนให้เข้ารว่ มในการซักซ้อมการส้ภู ยั น้าทว่ มดงั กลา่ วได้

การท้างานในพืนท่ีจะต้องจัดท้าบัญชีแสดงรายการอาคารเพื่อการควบคุมน้าท่วมทังหมดไว้อย่าง
เป็นระบบ และมีความทันสมัยอยู่เสมอ พรอ้ มทงั จัดให้มีการติดตามผลปัจจัยที่เก่ยี วข้องทังหมดอยา่ งถาวร
ทอี่ ิทธพิ ลต่อการท้างานของระบบป้องกัน ในท้านองเดยี วกนั การจดั ทา้ บัญชีแสดงรายการและการติดตาม
ผลควรครอบคลุมทังวัตถุทังท่ีเป็นธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึน ซ่ึงส่งผลต่อการก่อตัวเป็นน้าท่วม และ
ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สนิ ทังในพืนท่ีป้องกันและพืนที่ไม่ป้องกัน อาคารทังหมดจะต้องได้รับการ
สังเกตการณ์และตรวจสอบเป็นประจ้า เช่น สภาพของคันกันน้า และพืนท่ีในส่วนที่จะสร้างคันกันน้า
ความสามารถในการรบั นา้ ของแม่นา้ คลองลดั และทางระบายน้าทว่ ม

การด้าเนินงานขององค์กรวิชาชีพท่ีรับผิดชอบด้านการป้องกันน้าท่วมควรได้รบั การสนับสนุนโดย
มเี คร่อื งมือทางกฎหมายรองรบั เชน่ กฎหมาย พระราชบญั ญัติ ระเบยี บ ฯลฯ และส่ิงเหลา่ นจี ะตอ้ งมีความ
ทันสมยั และสามารถปรบั เปล่ยี นไดห้ ากจ้าเปน็

2–8

สิ่งส้าคัญท่ีสุดคือจะต้องมีความคิดท่ีชัดเจนว่าน้าท่วมที่อาจเกิดขึนได้นันจะพัฒนาตัวอย่างไร จุด ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
เปราะบางของระบบป้องกันน้าท่วม เทคนิคต่าง ๆ และวิธีการทางเทคนิคท่ีมีอยู่เพ่ือการซ่อมแซมระหว่าง
เหตุการณ์น้าท่วม มาตรการในสถานการณ์ฉุกเฉินท่ีหน่วยบัญชาการบังคับใช้ เป็นต้น ควรตระหนักว่าใน
บางครังเมื่อเกิดความวุ่นวายสับสนอันเน่ืองมาจากน้าท่วม มาตรการบางอย่างอาจถูกละเลยไม่ได้น้ามาใช้
หรือเป็นการปฏิบัติการที่ผิดพลาดและเป็นอันตรายอาจได้เริ่มต้นขึน ยกตัวอย่างเช่น ในเมืองใหญ่ควรปิด
ปากท่อระบายน้าทิงในส่วนท่ีติดแม่น้าเพื่อป้องกันไม่ให้น้าท่วมจากแม่น้าไหลเข้ามาในเมืองผ่านระบบท่อ
ระบายน้าทิง หรือในเมืองท่ัวไปที่ถูกน้าท่วมแล้ว จะต้องป้องกันไม่ให้ตะกอนที่เคล่ือนตัวมากับน้าท่วมไหล
เข้าไปในระบบท่อระบายน้าทิง ประเด็นเล็กน้อยเหล่านีอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ซ่ึง
บ่อยครังมักถูกมองข้ามไปหากหน่วยงานท่ีรับผิดชอบไม่ได้สร้างความตระหนักถึงเร่ืองดังกล่าวด้วยการ
ฝึกอบรมและซกั ซ้อมเปน็ ระยะ

ท่ีส้าคัญจะต้องไม่ลืมว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ของความเส่ียงน้าท่วมสามารถเปล่ียนแปลงได้ตาม
เวลาได้แก่ อุทกวิทยาของระบบน้า มูลค่าทางเศรษฐกิจของพืนที่ป้องกัน (หรือพืนท่ีไม่ป้องกัน) การ
ประเมินมูลค่าทางสังคม ผลกระทบ วิธีการทางเทคนิคของการควบคุมน้าท่วม การจัดการด้านกฎหมาย
และการบรหิ ารงาน เปน็ ต้น ดังนัน จงึ ไมม่ ีแผนงานสูภ้ ยั น้าท่วมใดท่ีพูดได้ว่าเปน็ แผนฉบบั สดุ ทา้ ย แผนงาน
ควรจะตอ้ งไดร้ ับการปรบั ปรุงใหม่เป็นระยะ ๆ โดยยดึ ถือตามผลการศกึ ษาและวิจยั ตามหลกั วิชาการ

2.5 การส้ภู ยั น้าทว่ มเชงิ รกุ (Active Flood Fighting)

ระยะท่ีรุนแรงของงานสู้ภัยน้าท่วมจะก้าหนดเม่ือระดับของน้าท่วมเพ่ิมถึงระดับท่ีก้าหนด หรือ
เมอ่ื ระบบปอ้ งกนั น้าท่วมบางส่วนสง่ สญั ญาณวา่ กา้ ลังอ่อนแอ และอาจเกดิ การพังทลายหรอื การวิบตั ิ

2.5.1 การเตือนภัยลว่ งหน้า (Early Warning)

การเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เป็นส่ิงส้าคัญย่ิงในมาตรการแบบไม่ใช้ส่ิงก่อสร้างเพ่ือลด
ความเสียหายจากน้าท่วม เมื่อพิจารณาในด้านการสู้ภัยน้าท่วม การเตือนภัยน้าท่วมท่ีก้าลังเคลื่อนตัวเข้า
มาล่วงหน้าจงึ เป็นลกั ษณะของการแจ้งเตอื นองค์กรวิชาชีพที่ก่ียวข้องและกลุ่มบุคลากรที่รบั ผิดชอบในการ
ปฏิบัติงาน หน่วยงานบัญชาการที่ท้าหน้าท่ีในการตัดสินใจ และประชาชนท่ัวไปให้ตระหนักถึงอันตรายที่
ก้าลังจะเกิดขึน การเตือนภัยล่วงหน้าจึงช่วยกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติงานตามล้าดับขันตอนท่ีวางไว้ใน
แผนการสู้ภัยน้าท่วม หรือปฏิบัติการอย่างอื่นในกรณีท่ีไม่มีแผน เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิบัติงานตามการ
ตัดสนิ ใจของหนว่ ยบญั ชาการท่เี กย่ี วขอ้ งทย่ี ึดตามค้าแนะนา้ ของผูเ้ ชยี่ วชาญ

2–9

ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง 2.5.2 การระดมทรพั ยากร (Mobilization of Resource)

การระดมทรัพยากรเพื่อสู้ภัยน้าท่วมเป็นขันตอนแรกซ่ึงด้าเนินการต่อจากการเตือนภัยน้าท่วมไป
ยังองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง หน่วยบัญชาการ (และกองทัพ) ท่ีรับผิดชอบ และการแจ้งเตือนประชาชนใน
พืนทท่ี ีไ่ ด้รบั ผลกระทบ ซง่ึ ทรพั ยากรทีต่ อ้ งเตรยี มให้พร้อมประกอบดว้ ย

 ทรัพยากรทางด้านเทคนิคซ่ึงเป็นทรัพย์สินของรัฐ หรือเอกชน หรือบุคคล เช่น ยานพาหนะ
ขนส่ง เครื่องจักรกลงานดิน ฯลฯ จะต้องเตรียมให้พร้อมหรือย้ายสถานที่เก็บเพ่ือใช้งานใน
ภายหลังตามตอ้ งการ

 วัสดุที่จ้าเป็นเพ่ือการสู้ภัยน้าท่วม เช่น กระสอบทราย วัสดุไม้ แผ่นพลาสติก ชินส่วนโลหะ
ฯลฯ จ้าเป็นต้องระบุแหล่งจัดซือและปริมาณท่ีสามารถจัดหาได้เพ่ือให้แน่ใจว่ามีให้ใช้งาน
ตามที่จ้าเปน็ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในจุดท่ีวกิ ฤต

 ประเดน็ ท่ีส้าคัญอีกประการหน่ึงก็คือการสร้างความมั่นใจว่ามวี ธิ ีการทางการเงินที่จะใชใ้ นการ
ปฏิบตั กิ ารสภู้ ยั น้าทว่ ม

2.5.3 กิจกรรมสู้ภัยน้าท่วม (Flood Fighting Activities)

การปฏิบัติการสู้ภัยน้าท่วมในระยะรุนแรงมีหลากหลาย โดยขึนอยู่กับระยะการพัฒนาตัวของน้า
ท่วม พนื ที่ท่เี สี่ยงภัย อาคารป้องกนั และวธิ กี ารทม่ี อี ยู่ ซึง่ มาตรการโดยทัว่ ไปมีดงั นี

 การปิดชอ่ งโหว่ที่กา้ แพงกันน้าหรอื ทา้ นบด้วยการใช้กระสอบทราย หรือดว้ ยวธิ ีการอนื่ ทมี่ อี ยู่
 การปอ้ งกนั ตลงิ่ แม่น้าด้วยการใช้กระสอบทราย หนิ หรือดว้ ยวธิ ีการอื่น
 การลดผลกระทบของการชะโพรง (การชะล้างเอาอนุภาคทรายใต้ผิวของอาคารดินที่เกิดจาก

ความแตกต่างด้านความดันสถิตของน้า) ซ่ึงเป็นสาเหตุหลักของการพังทลายของคันดินทสี่ รา้ ง
ขนึ บนดินตะกอนนา้ พา
 การป้องกันตอม่อของสะพาน ฝาย เขื่อนทดน้า และเขื่อน จากการกัดเซาะ ด้วยการถมหิน
การใชก้ ระสอบทราย และวิธีอนื่ ๆ
 การก่อสรา้ งคนั ชัว่ คราวเพ่ือปอ้ งกันไม่ใหเ้ กดิ การขยายตวั ของนา้ ทว่ มในพนื ท่ที ีไ่ ม่ได้ป้องกัน
 การเพิม่ ความสูงของคนั เขื่อนดนิ เป็นต้น
 การก่อสร้างแนวป้องกันชันท่ี 2 และชันล้าดับถัดไปตามแผนหรือที่คิดขึนกระทันหันระหว่าง
เกดิ เหตุการณ์นา้ ทว่ ม
 การตัดคนั เป็นชอ่ งเพอ่ื ให้น้าเขา้ ทว่ มในพืนท่ีที่มีความสา้ คญั น้อยกวา่ และเพือ่ ปกปอ้ งส่วนอื่นท่ี
มคี วามสา้ คญั มากกวา่ ในระบบ
 เคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางออกจากทางระบายน้าที่ใช้งานหรือที่เตรียมไว้ใช้งาน และทางบรรเทา
นา้ ท่วมและทางเบีย่ งนา้

2–10

 ป้องกันคนั ทีถ่ ูกคล่ืนลมแรงและน้าแข็งท่ีลอยมาซดั ใส่ ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

จากประสบการณ์พบวา่ ในสถานการณ์ฉุกเฉินอาจมีการใช้ความพยายามอย่างเป็นพิเศษและการ
ด้าเนินงานก็ประสบผลส้าเร็จดียิ่ง อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าในกรณีเช่นนันการตัดสินใจต่าง ๆ ต้อง
กระทา้ ภายใต้ภาวะความกดดันสงู และหากไม่มกี ารเตรยี มการไว้อยา่ งดีล่วงหน้าก็อาจตดั สนิ ใจผิดพลาดได้
ง่าย และต้องตระหนักอีกว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉินความยากล้าบากทุกรูปแบบอาจเกิดเพ่ิมขึนในเวลา
พร้อมกัน เช่น เส้นทางคมนาคมและระบบส่ือสารเสียหาย ไฟฟ้าดับ ไม่สามารถหาบุคลากรวิชาชีพที่มี
ความเช่ียวชาญได้ เกิดความตืน่ ตกใจ และอากาศเลวร้าย เป็นตน้

ในสถานการณว์ ิกฤต การตดั สนิ ใจท่ียากทสี่ ุดคือการสละพนื ที่บางส่วนเพ่ือลดความกดดันท่ีเกิดขึน
จากพืนที่อ่ืน หรือยกเลิกการสู้ภัยน้าท่วมและส่ังให้อพยพเครื่องมือและบุคลากรออกมา ซ่ึงรายละเอียด
ของสถานการณ์ดังกล่าวไม่สามารถจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าไว้ในแผนสู้ภัยน้าท่วมได้เสมอ แต่จะต้อง
เตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างนีไว้ด้วย ดังนัน หน่วยบัญชาการที่รับผิดชอบจะต้องมีข้อมูลคาดการณ์
ล่วงหน้าท่ีดีเพ่ือน้ามาใช้พิจารณา และต้องเตรียมการด้านกฎหมาย รวมทังการสนับสนุนด้านก้าลังใจเพื่อ
การปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา ควรจัดท้าแบบจ้าลองเพ่ือใช้ในการแก้ปัญหาทางด้าน
เทคนิคภายใตส้ ถานการณ์สมมติที่เกิดขึนได้หลายรปู แบบ เพือ่ ใช้กา้ หนดหลักเกณฑ์และปจั จัยการตัดสินใจ
ทางเทคนิคที่เหมาะสมได้ระหว่างท่ีต้องแบกรับความกดดันในสถานการณ์น้าท่วมจริง

ประเด็นส้าคัญในการสู้ภัยน้าท่วมที่มักถูกมองข้ามไปก็คือ การตรวจสอบ การบันทึก และการ
จัดท้ารายงานเหตุการณ์ท่ีน่าสนใจทังหมด งานนีไม่สามารถด้าเนินการได้ด้วยบุคลากรท่ีรับผิดชอบงานสู้
ภัยน้าทว่ มกลุ่มเดิม เพราะตามธรรมชาติแลว้ พวกเขาจะมุ่งความสนใจไปกบั งานหลักเพื่อปกป้องชีวิตและ
ทรัพย์สิน ดังนัน จึงต้องอาศัยหน่วยบริการวิชาชีพที่มีคุณภาพในการตรวจสอบและบันทึกปรากฏการณ์
และเหตุการณ์ทังหมดท่ีเกิดขึนระหว่างน้าท่วม เช่น หน่วยบริการทางอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยา
(Hydrological and Meteorological Services) ส ถ า บั น วิ จั ย ด้ า น น้ า (Water–related Research
Institute) มหาวิทยาลัยเทคนิค (Technical University) ฯลฯ ที่ส้าคัญคือ หน่วยงานเหล่านีจะต้องไม่ใช่
หน่วยงานท่ีด้าเนินการหลักในระหว่างการสู้ภัยน้าท่วม มิฉะนัน พวกเขาจะไม่สามารถท้างานดังกล่าวได้
อยา่ งเหมาะสม

2.6 ระยะหลังน้าท่วม (Post–Flood Stage)

หลังจากนา้ ทว่ มผ่านพ้นไปแล้ว การสภู้ ัยนา้ ท่วมจะเข้าสู่ระยะติดตามผล (Follow–up Stage) ขอ
ย้าเน้นว่า แม้ว่าน้าท่วมได้ลดน้อยลงไปแล้ว แต่จะต้องไม่รือถอนระบบสู้ภัยน้าท่วมออกไปจนกว่าจะได้
บันทึกประสบการณ์อันมีค่าระหว่างเกิดน้าท่วมเพื่อน้าไปวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ ส้าหรับปรับ ปรุง
กระบวนการรบั มือ เทคนคิ และวธิ กี าร ของเหตกุ ารณ์น้าท่วมครงั ต่อไปให้ดีขึน

2–11

ส่วนท่ี 3-2 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง งานหลักที่ต้องท้าประกอบด้วย
 การศึกษาสาเหตแุ ละการก่อตวั ของน้าทว่ ม
 การวิเคราะห์พฤติกรรมของระบบป้องกันน้าท่วม เพ่ือระบุและบันทึกจุดอ่อน ความล้มเหลว

และจดุ เสี่ยงภัยทไี่ ด้จากประสบการณ์ระหว่างน้าท่วม รวมทงั ผลส้าเรจ็
 การวิเคราะห์มาตรการสู้ภัยน้าท่วมที่น้ามาใช้ อุปสรรคท่ีพบ ประสบการณ์ทังด้านบวกและ

ดา้ นลบ
 การวิเคราะห์ด้านการเงินในการสู้ภัยน้าท่วม ค่าใช้จ่ายของมาตรการสู้ภัยน้าท่วม และความ

สมเหตสุ มผล
 การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายและการบริหารจัดการ รวมทังประสิทธิภาพของความ

รว่ มมือระหวา่ งประเทศและระดับภมู ิภาคทเ่ี กีย่ วข้อง
 การวิเคราะห์การสนองตอบของประชาชนต่อกิจกรรมสู้ภัยน้าท่วม ความร่วมมือระหว่างกลุ่ม

วิชาชีพ บรษิ ทั เอกชน และบุคคล เปน็ ตน้
การศึกษาและวเิ คราะหเ์ หลา่ นีควรน้าไปสู่การจัดทา้ เป็นข้อเสนอเพ่ือการปรบั ปรงุ ระบบป้องกันน้า
ท่วม ทังท่ีเป็นมาตรการส่ิงก่อสร้าง และที่ไม่ใช้ส่ิงก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปรับเปล่ียนและท้าให้
แผนสูภ้ ยั นา้ ทว่ ม รวมทงั ประเดน็ ทางกฎหมายมคี วามทันสมัย

2–12

III–III การเตือนภยั นา้ ท่วม (Flood Warning) ส่วนท่ี 3-3 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

เขยี นโดย J. Astier

3.1 หลักการและวัตถุประสงค์ (Principles and Objectives)

ตลอดยุคประวัติศาสตรท์ ่ผี ่านมา ความเจรญิ ทเ่ี กิดขึนในพืนที่ราบน้าทว่ มถึงมักมีการพัฒนาระบบ
การเตือนภัยน้าท่วม (Flood Warning System) อยู่ด้วยเสมอ (ยกตัวอย่างเช่น ในหุบเขาลุ่มแม่น้าไนลใ์ น
ยคุ อยี ิปต์โบราณ) ถึงแมว้ า่ จะยังขาดการพัฒนาทจี่ า้ เป็นเพื่อป้องกันน้าทว่ มสูงใหป้ ระสบผลส้าเร็จกต็ าม แต่
การเตือนภัยน้าท่วมให้แก่ประชาชนท่ีมีความเส่ียงได้ถูกคิดขึนมาเพ่ือจ้ากัดผลกระทบที่ก่อให้เกิดอันตราย
หรอื สรา้ งความเสียหายจากน้าทว่ มท่ีกา้ ลงั จะเกิดขึนหรือน้าทว่ มในอนาคต การท่ปี ระชาชนได้รับการเตือน
ภัยน้าท่วม ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่มีสัญญาณว่าฝนจะตกในพืนที่ชุมชนดังกล่าว แต่พวกเขาก็สามารถน้าข้อ
ควรระวังชั่วคราวบางประการมาใช้เพ่ือป้องกันทรัพย์สินและสิ่งของ และท่ีส้าคัญท่ีสุดคือป้องกันชีวิตของ
ตนดว้ ยการอพยพออกจากพนื ท่ีเสย่ี งภยั ไปยงั ทีป่ ลอดภัยกวา่

การเตอื นภยั นา้ ทว่ มท่กี ้าลังจะมาถึงมักเป็นหน้าท่ีรบั ผดิ ชอบของหนว่ ยบัญชาการท่สี ามารถด้าเนิน
มาตรการต่าง ๆ โดยรวม ท้าการวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายท่ีอาจจะเกิดขึนได้
ยกตวั อย่างเช่น

 การตัดคันกันน้าแบบตงั ใจเพ่ือป้องกันพืนที่ท่ีมีความส้าคัญทางด้านท้ายน้าได้ดีขึน (แน่นอนวา่
ยอ่ มต้องอาศยั การพยากรณ์ที่มีความแมน่ ยา้ และประสิทธภิ าพของระบบพยากรณ์ทน่ี ่าเชื่อถือ)

 การปล่อยน้าผ่านอาคารระบายน้าออกของเข่ือนเพ่ือเพิ่มปริมาตรเก็บกักน้าท่วมของอ่างเก็บ
นา้

 การใช้กระสอบทรายปอ้ งกันทรพั ยส์ นิ หรือสิ่งของ
 การอพยพตามแผนในพืนทท่ี ่ีมคี วามเสี่ยงสูงสุด
 การดา้ เนินงานกูภ้ ัย

ข้อมูลหลักในการเตือนภัยน้าท่วมขึนอยู่กับความรวดเร็ว และความแม่นย้าของการพยากรณ์ท่ีได้
จากกระบวนการพยากรณ์น้าท่วม (ดูรายละเอียดในบทที่ 2–2) องค์ประกอบหลักอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อ
ประสิทธิภาพของการเตือนภัยขึนอย่กู บั

 แผนปฏิบัติการฉุกเฉิน (Emergency Action Plan) ท่ีผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ซึ่งรวม
ระบบการเตอื นภัยน้าท่วมพรอ้ มคา้ ส่ังการทชี่ ัดเจน (ดูรายละเอียดในบทท่ี 3–2)

3–1

ส่วนท่ี 3-3 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง  การให้ความรู้และฝึกอบรมประชาชนที่มีความเส่ยี ง และหน่วยบัญชาการท่ีรับผิดชอบในพนื ที่
ในการรบั มอื การเตอื นภยั นา้ ทว่ ม

 การดา้ เนนิ งานเตือนภัยอยา่ งเหมาะสมเพอ่ื หลกี เล่ยี งไมใ่ ห้เกดิ การเตือนภัยทผี่ ิดพลาด
 แผนอพยพ

3.2 หลักการเบืองต้นของการเตอื นภัยน้าท่วม (The Basis of Flood Warning)

ระบบเตอื นภยั นา้ ทว่ มยดึ ถือตามหลกั การวิเคราะห์ในรายละเอียดอย่างน้อยที่สดุ ดงั นี
 พืนท่ีน้าท่วมซึ่งมีการแบ่งระดับความเส่ียงท่ีแตกต่างกันในแต่ละพืนท่ี (รายการจ้านวน

ประชากรและสินค้า และระดับความแตกต่างของการสัมผัสกับน้าท่วม–วิธีการสื่อสารใน
สถานการณ์น้าท่วมที่มีขนาดแตกต่างกัน) ระดับความเส่ียงท่ีแตกต่างกันตามต้าแหน่งที่ตัง
และวิธีการสอ่ื สารความเสย่ี งนี
 โครงสรา้ งเพอ่ื ป้องกนั นา้ ท่วม เชน่ เข่อื น คนั กันนา้ ทางระบายน้าท่วม ฯลฯ
 อทุ กวทิ ยาของพืนทีล่ มุ่ นา้

ระบบพยากรณ์น้าท่วมจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างถ่ีถ้วนล่วงหน้า มาตรการและการเตือนภัย
น้าท่วมจะต้องยึดถือตามข้อมูลเชิงปริมาณท่ีมีความแม่นย้าสูง องค์ประกอบต่าง ๆ จะต้องรวบรวมเข้าไว้
ด้วยกันเพอ่ื สรา้ งเปน็ ฐานขอ้ มลู ได้แก่

 ระบบการพยากรณ์น้าท่วม ซ่ึงจ้าเป็นจะต้องอาศัยวิธีการได้มาซึ่งข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบการส่งต่อข้อมูลท่ีน่าเช่ือถือ ผู้พยากรณ์ท่ีมีประสบการณ์ และศูนย์ส่ือสารการพยากรณ์
น้าท่วมท่ีมีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีความรับผิดชอบท่ีสามารถเตือนภัยได้
เมอื่ ใดกต็ าม

 ระบบโลจิสติกส์ที่มีอยู่ในพืนที่ จุดแข็งท่ีเป็นประโยชน์ และจุดอ่อนต่าง ๆ จะต้องจัดท้า
รายการแสดงไว้ประกอบด้วย การจราจรและการขนส่ง (ถนน ทางรถไฟ ท่าอากาศยาน
พาหนะสะเทินน้าสะเทนิ บก เรือ เครือ่ งบิน เฮลิคอปเตอร์) แหล่งพลงั งาน (โดยเฉพาะอย่างย่ิง
พลงั งานไฟฟา้ ) น้าประปาทใ่ี ชใ้ นครวั เรอื นและท่ีตอ้ งการในภาคอุตสาหกรรม

 สิ่งก่อสร้างเพื่อการบริหารจัดการน้าท่วมและคุณลักษณะจะต้องจัดท้ารายการแสดงไว้ (อ่าง
เก็บน้า อาคารระบายนา้ ล้นฉกุ เฉิน ทางระบายนา้ ท่วม เครือ่ งปดิ กัน หรือคนั กนั น้าพรอ้ มประตู
ระบายน้าท่วม) รายการแสดงเหล่านีจะต้องรวมรายละเอียดของการใช้งานส่ิงก่อสร้าง และ
องค์กรและเจ้าหนา้ ท่ที รี่ ับผดิ ชอบในการด้าเนินงานและบ้ารุงรกั ษา

 รายช่ือหน่วยบัญชาการที่รับผิดชอบด้านน้าท่วมหรือการเตือนภัยฉุกเฉิน และหน่วยงานที่
รบั ผิดชอบดา้ นการกู้ภัย

3–2

 รายการแสดงมาตรการความปลอดภยั และการป้องกนั สา้ หรับโครงสร้างพนื ฐานท่สี ้าคญั เพ่ือให้ ส่วนท่ี 3-3 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ที่ส้าคญั ด้าเนินตอ่ ไปได้

3.3 ระบบด้านองคก์ ร (Organizational Systems)

ในหลายประเทศ การเตือนภัยน้าท่วมเป็นหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐหรือก่ึงเอกชน
เช่น กระทรวงชลศาสตร์ อุปกรณ์ โยธา ทรัพยากรน้า ส่ิงแวดล้อม และกระทรวงอ่ืน ๆ ที่มีหน้าที่
รับผิดชอบคล้ายคลงึ กนั เพื่อบริหารจัดการให้เกดิ ความปลอดภัย

การด้าเนินงานพยากรณ์น้าท่วมอาจจัดท้าขึนท่ีส่วนกลาง หรืออาจประกอบด้วยศูนย์ภูมิภาคของ
แต่ละจังหวัดหรือแต่ละพืนท่ีลุ่มน้า ส้าหรับแม่น้าระหว่างประเทศขนาดใหญ่ เช่น แม่น้าดานูบซึ่งน้าไหล
ผ่าน 8 ประเทศ การพยากรณ์น้าท่วมอาจด้าเนินงานโดยหน่วยงานระหว่างประเทศ (International
Agency)

หน่วยงานเตือนภัยน้าท่วม (Flood Warning Agency) พร้อมบุคลากรและช่างเทคนิคที่มีความรู้
ความสามารถมีหน้าท่ีพยากรณ์น้าท่วมและบริหารจัดการโครงการแหล่งน้า โดยท่ัวไปแล้ว หน่วยงาน
เหล่านีสามารถแจ้งเตือนภัยน้าท่วม ออกค้าสั่งอพยพ และจัดการกู้ภัยได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจ้ากัดที่เข้มงวดท่ีเก่ียวข้องกับลักษณะของฤดูกาลและความอ่อนไหวในพืนที่ที่
ก้าลังติดตาม หน่วยงานเหล่านีอาจถูกร้องขอให้ด้าเนินงานในช่วงเวลาใดก็ได้ทังกลางวัน กลางคืน และ
วันหยดุ โดยทวั่ ไประดับการติดตามงานจะมหี ลายระดับเพื่อชว่ ยให้เกดิ การระดมก้าลังเจ้าหน้าที่ทีละเล็กที
ละนอ้ ยตามสภาพอากาศ

หน้าทร่ี ับผดิ ชอบของหนว่ ยงานเตือนภัยนา้ ทว่ มเหล่านีก็คือ การแปลความหมายข้อมูลท่ีได้รับจาก
ศูนย์พยากรณ์น้าท่วม (Flood Forecasting Center) และส่ือสารข้อมูลไปยังองค์กรต่าง ๆ ที่ท้าหน้าท่ีใน
การตัดสินใจด้าเนินงาน องค์กรเหล่านีจะท้าการตัดสินใจและแจ้งต่อสาธารณชน และบังคับใช้ค้าส่ังตาม
หนา้ ที่รับผดิ ชอบท่ีไดร้ บั มอบหมาย องคก์ รด้าเนินงาน (Operational Organization) ดังกล่าวไดแ้ ก่

 องค์กรท่รี บั ผิดชอบการใช้งานอาคารชลศาสตร์
 องค์กรที่รบั ผิดชอบการดูแลรกั ษาระบบส่งนา้ หรอื ระบบสง่ ก้าลังไฟฟ้า
 องคก์ รที่รบั ผดิ ชอบดา้ นกฎหมายและระเบียบ
 องคก์ รท่รี บั ผิดชอบในสถานการณ์ฉุกเฉนิ หรือปฏบิ ัติการกภู้ ัย

หากการส่อื สารขอ้ มลู ระหวา่ งศูนย์พยากรณน์ า้ ท่วมและองค์กรดา้ เนนิ งานไมส่ ามารถทา้ ด้วยความ
รวดเร็ว (โดยคล่ืนวิทยุ โทรศัพท์ หรือโทรสาร) อาจท้าให้การส่ือสารข้อมูลหรือค้าส่ังการเดียวกันไปยัง

3–3

ส่วนท่ี 3-3 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง สาธารณชนประสบปัญหาได้ การสื่อสารสามารถท้าได้หลายรูปแบบขึนอยู่กับน้าท่วมก่อตัวเร็วมากน้อย
เพียงใด ขนาดของพืนท่ที เี่ กดิ น้าทว่ ม และการพัฒนาทางเศรษฐกจิ –สงั คมของประชากร

ขันตอนการเตือนภัยสถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องก้าหนดไว้อย่างละเอียดและได้รับการทดสอบ
เพื่อให้แน่ใจว่าระบบการส่ือสารไปสู่สาธารณชนทังหมดเชื่อถือได้ และการมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบมี
ความชัดเจนและสมบูรณ์ การสื่อสารและการเตือนภัยน้าท่วมสามารถท้าให้บรรลุผลส้าเร็จได้ด้วยวิธี
ต่อไปนี

 การเขยี นดว้ ยลายลักษณอ์ ักษร (ถ้ามเี วลาพอ)
 วิทยุหรือโทรทศั น์
 คนแจง้ ข่าว
 ยานพาหนะหรอื อากาศยานที่ติดตังเคร่ืองขยายเสียง
 สญั ญานภาพหรือเสียงทป่ี ระชาชนรจู้ ักเปน็ อย่างดี
ที่ส้าคัญจะต้องมีการซักซ้อมการแจ้งเตือนภัยเพื่อทดสอบการท้างานขององค์กรส่ือสารและกู้ภัย
และการตอบสนองของประชาชน

รูปที่ 3–1 การเตอื นภัยนา้ ท่วม
3.4 การใชง้ าน (Applications)

การนา้ การพยากรณ์นา้ ทว่ มและการเตือนภยั นา้ ทว่ มไปใช้งานในภมู ภิ าคหรือเมืองหน่งึ ๆ บ่อยครัง
มักขึนอยู่กับลักษณะตามธรรมชาติของน้าท่วมที่มีความเส่ียงสูงต่อการสูญเสียทางเศรษฐกิจหรือชีวิตดัง
ตวั อยา่ งต่อไปนี

3–4

3.4.1 การตรวจสอบโครงสร้าง (Structure Monitoring) ส่วนท่ี 3-3 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

งานป้องกันน้าท่วมบางประเภทอาจเป็นอันตรายได้เมื่อน้าท่วมเกินระดับที่ออกแบบไว้ (เช่น คัน
ดนิ อาจพงั ทลาย) การตรวจสอบโครงสรา้ งท่มี ีความเสยี่ งดังกล่าวจะต้องรวมขนั ตอนวธิ สี ้าหรบั การเตือนภัย
น้าท่วมในบริเวณนัน เม่ือตรวจพบจุดอ่อนไหวท่ีอาจพังทลาย หรือจ้าเป็นต้องตัดเจาะโครงสร้างโดยจงใจ
เพอ่ื ผันนา้ บางส่วนออกไปเพ่อื ทีจ่ ะปกป้องประชาชนท่ีอาศัยอยทู่ างดา้ นทา้ ยน้า

3.4.2 นา้ ทว่ มจากน้าทะเล (Sea Floods) (อา่ นรายเอียดในบทท่ี 2–3)

การเตือนภัยน้าท่วมสามารถน้ามาใช้กับพืนท่ีแถบชายฝ่ังท่ีต้องรับน้าทะเลขึนสูง (ตัวอย่างเช่นใน
ประเทศเนเธอร์แลนด์) ในกรณีนี สถานีภูมิอากาศต้องท้าหน้าท่ีกระจายข่าวการเตือนภัย อย่างไรก็ตาม
สถานการณ์ที่ซับซ้อนในบางครังอาจเกิดจากเหตุการณ์น้าท่วมที่เกิดขึนพร้อมกันทังจากแม่น้าและ
มหาสมุทรรดังเช่นท่ีเคยเกิดขึนในประเทศบังคลาเทศ การประสานความร่วมมือกันจึงเป็นสิ่งส้าคัญท่ีจะ
สรา้ งความเช่ือมนั่ ว่าข้อมลู ทสี่ ่งออกไปไม่ขัดแยง้ กันเองหรือสรา้ งความสบั สน เมื่อหน่วยเตือนภัยเปน็ คนละ
หน่วยกัน ยกตัวอย่างเชน่ หน่วยบญั ชาการด้านทะเลกับหนว่ ยบัญชาการด้านแมน่ า้

3.4.3 การใชง้ านอาคารชลศาสตร์ (Hydraulic Structure Operations)

การพยากรณ์และการเตือนภัยน้าท่วมสามารถน้ามาประยุกต์ใช้กับพืนที่ลุ่มน้าหรือล้าน้าที่มีการ
พัฒนาทางชลศาสตร์เพื่อการกักเก็บน้า การควบคุมการไหลของน้า ไฟฟ้าพลังน้า การอุตสาหกรรม การ
จัดหาน้าเพื่อการเกษตรกรรมหรือการอุปโภคบริโภคในครัวเรือน และเพ่ือการคมนาคมทางน้า ในกรณี
เหลา่ นี วัตถปุ ระสงค์ของการพยากรณน์ ้าทว่ มกเ็ พ่ือเพิ่มประสทิ ธภิ าพการท้างานและการใชง้ านของอาคาร
ให้ดที ส่ี ดุ ตลอดจนปกปอ้ งอาคารและประชาชนทีอ่ าศัยอยู่ทางด้านท้ายน้า

3.4.4 การเตือนการวิบตั ขิ องเข่อื น (Dam Break Warnings)

ถึงแม้ว่าเข่ือนจะได้รับการออกแบบเพ่ือรับเหตุการณ์น้าท่วมสูงสุด เช่น ในรอบปีการเกิดซ้า
ระหว่าง 103–106 ปี (ตามแต่คู่มือความปลอดภัยที่น้ามาใช้ และระเบียบระดับชาติหรือรัฐ) เขื่อนก็อาจ
เกิดการวบิ ัตไิ ด้หากออกแบบไม่ดี การกอ่ สรา้ งไม่ได้มาตรฐาน หรอื การใช้งานและบ้ารุงรักษาไม่ถูกต้อง ทัว่
โลกมีโครงสร้างขนาดใหญ่จ้านวนมากท่ีวิบัติซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชวี ติ คนจ้านวนมาก ประเทศส่วนใหญ่
มักออกระเบียบให้เข่ือนขนาดใหญ่ท่ีมีอยู่แล้วหรือท่ีก้าลังก่อสร้างจะต้องมีแผนการเตรียมพร้อมรับมือ
สถานการณ์ฉุกเฉินในพืนท่ี โดยยึดถือตามการศึกษาเร่ืองน้าท่วมพืนที่นัน ๆ และแผนท่ีแสดงเขตน้าท่วมที่
เกิดจากโครงสรา้ งวิบัติ

3–5

ส่วนท่ี 3-3 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง โดยทั่วไปแล้ว การศึกษาเหล่านีถูกพัฒนามาพร้อมกับแบบจ้าลองทางชลศาสตร์เฉพะด้าน
(แบบจ้าลองทางคณิตศาสตร์) โดยพิจารณาเงื่อนไขหลายประการ หรือความล้มเหลวท่ีสมมตขิ นึ การศกึ ษา
วิเคราะห์การวิบัติของเข่ือนที่ได้ท้าให้ทราบผลกระทบท่ีจะเกิดในพืนท่ีทังลุ่มน้า เวลาท่ีคล่ืนน้าท่วมจะ
เคลือ่ นตัวมาถงึ น้าทว่ มสูงสดุ ระดับและความเรว็ สงู สุดของน้าทว่ ม และพืนท่ีทจ่ี ะถกู นา้ ท่วม

จากการวิเคราะห์และศึกษาเหล่านีจะต้องจัดท้าเป็นแผนงานสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพืนท่ี ซึ่ง
ประกอบด้วยมาตรการดา้ นองค์กร ตลอดจนมาตรการเตือนภยั ท่มี ีประสิทธิภาพ (ยกตวั อย่างไซเรนที่ติดตัง
ใกล้กับตวั เข่ือนหรือในพืนทเ่ี ส่ยี งสูง)

3–6

III–IV การอพยพ (Evacuation) ส่วนท่ี 3-4 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

เขียนโดย Dr. S. Bruk

4.1 บทนา (Introduction)

การอพยพ (Evacuation) เป็นมาตรการขันสูงสุดของการรับมือน้าท่วม มีวัตถุประสงค์เพ่ือรักษา
ชีวิตของคนและสัตว์ และลดการสูญเสียต่อทรัพย์สนิ และส่ิงของ การอพยพสามารถด้าเนินการได้ก่อนเกิด
เหตกุ ารณ์ ระหว่างเหตกุ ารณ์ และหลังเกิดเหตกุ ารณน์ ้าทว่ ม ทงั นขี นึ อยูก่ บั สถานการณ์

การอพยพมักเช่ือมโยงอย่างแนบแน่นกับมาตรการรับมืออื่น ๆ ประเด็นหลักเพ่ือการพิจารณาใน
เร่ืองนีจึงมีความคล้ายคลึงกับที่ได้กลา่ วถึงไปแล้วในส่วนอื่น ๆ ของคู่มือฉบับนี ในหลักการแล้ว การอพยพ
จะด้าเนินการเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันน้าท่วม (Flood Defense Plan) ซ่ึงแผนดังกล่าวจะต้องรวม
ประเดน็ สา้ คญั ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกับการอพยพประชาชน สตั ว์ และเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ซ่ึงจะขอสรุปไว้สัน ๆ
ดงั ตอ่ ไปนี

4.2 หน้าทีร่ ับผิดชอบ (Responsibility)

จ้าเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องจัดตังระบบองค์กรและบุคคลท่ีชัดเจนเพื่อรับผิดชอบในการด้าเนินงาน
ด้านการอพยพ ในหลักการแล้วจะก้าหนดให้เป็นส่วนหน่ึงของหน่วยบัญชาการป้องกันน้าท่วม (Flood
Defense Authority) ที่ท้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรการรับมือน้าท่วมในทุกด้าน เช่น การสู้ภัยน้าท่วม
ความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าการอพยพเป็นงานที่สร้างความ
ทุกข์อันแสนสาหัสให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พวกเขาอาจยอมรับอย่างไม่เต็มใจ และบ่อยครังท่ี
ประชาชนเหล่านมี ักต่อต้านอย่างทีส่ ุดจนถึงนาทีสุดท้าย ซึ่งน่นั กอ็ าจสายเกนิ กวา่ ทจี่ ะปฏิบัติตามแผนอย่าง
เป็นระบบตามที่ได้วางไว้ ดังนัน จึงควรมอบหมายงานให้แก่หน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลของหน่วย
บัญชาการที่มีอ้านาจโดยปราศจากการต่อต้าน ในขณะเดียวกันเป็นผู้ที่สามารถน้าข้อแนะน้าจาก
นกั วิชาการท่ีมีความรู้ความสามารถมาประยุกต์ใช้ได้ ซ่งึ อาจจะเป็นหน่วยงานรฐั บาลสูงสุดในระดบั ท้องถิ่น
หรือภูมิภาค หรือหน่วยบัญชาการทหาร ซ่ึงขึนอยู่กับโครงสร้างของประเทศ และข้อตกลงในแผนป้องกัน
น้าทว่ ม

ควรมีการก้าหนดหน้าท่ีความรบั ผดิ ชอบในการอพยพไวล้ ว่ งหน้า โดยรวมถึงการมอบหมายอ้านาจ
หน้าที่ให้แก่หน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลที่รับผิดชอบ และที่ส้าคัญจะต้องดูแลข้อมูลให้ทันสมัย โดยปกติ
ข้อมูลเหตุการณ์น้าท่วมที่สร้างความเสยี หายมักเกิดขึนไม่บ่อยครังนัก และสถานการณ์ซ่ึงต้องมีการอพยพ
ก็ย่ิงเป็นเหตุการณ์พิเศษและเกิดขึนได้ยากย่ิง ในช่วงเวลาที่ยาวนานระหว่างเกิดเหตุการณ์น้าท่วมใหญ่ใน

4–1

ส่วนท่ี 3-4 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง พืนท่ีใด ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านทังทางด้านโครงสร้างการบริหาร สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
และสังคม นอกจากนี บุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถในเหตุการณ์น้าท่วมครังล่าสุด ก็อาจจะไม่ได้
ทา้ งานอยู่ในการเกดิ เหตุการณ์ครังต่อไป (แน่นอนอาจจะมีบางพืนท่ีท่ีเป็นพนื ที่เส่ียงนา้ ท่วมซ้าซาก ดงั เช่น
ทเ่ี คยเกดิ ขึนในประเทศบงั คลาเทศซ่ึงประชาชนมีความคุ้นเคยในการอยู่รว่ มกับน้าทว่ ม และมีแนวโนม้ ท่ีจะ
สามารถรับมือกับความเสี่ยงท่ีตนเองรู้ได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างย่ิงในพืนท่ีที่ความช่วยเหลือจาก
ภายนอกมอี ยู่อย่างจา้ กดั )

4.3 การวางแผนอพยพ (Planning of Evacuation)

ควรมีการวางแผนในประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับการอพยพทังหมดไว้ล่วงหน้า เพื่อลด “การตัดสินใจ
นาทีสุดท้าย (Last Minute Decision)” ให้เหลือน้อยท่ีสุด และน้าประเด็นดังต่อไปนีเข้าประกอบการ
พิจารณา

4.3.1 หลักเกณฑ์และกาหนดเวลา (Criteria and Timing)

เป็นไปได้ว่าการตัดสินใจที่ยากท่ีสุดในการป้องกันน้าท่วมคือ การตัดสินใจว่าเมื่อใดควรอพยพ
ประชาชนออกจากพืนที่ที่ก้าหนด การอพยพก่อนเวลาอันควรอาจน้าไปสู่ความยากล้าบากและความ
เสียหายอันไม่จ้าเป็น และการตัดสินใจท่ีสายเกินไปอาจก่อให้เกิดการสูญเสยี ชวี ิตท่ีสามารถหลีกเลีย่ งไมใ่ ห้
เกิดขนึ ไดแ้ ละสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สนิ มากเกนิ ควร ดงั นนั การตดั สนิ ใจวา่ เม่ือใดและพืนที่ใดควรส่ัง
การให้อพยพ จ้าเป็นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ท่ีชัดเจนและไม่ก้ากวม ซ่ึงเกี่ยวข้องกับอันตรายที่ก้าลังจะ
เกิดขึน โดยพิจารณาจากลักษณะการก่อตัวของน้าท่วมท่ีคาดการณ์ไว้ และสมรรถนะของอาคารและ
มาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมนา้ ท่วม หลกั เกณฑ์เหล่านจี ะต้องถกู ตอ้ งตามหลักวิชาการสูง และตอ้ งได้รับ
การพัฒนาโดยองค์กรทางวิชาชีพเฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม เพ่ือให้บรรลุผลส้าเร็จก็จะต้องเป็นท่ียอมรับ
ของประชาชนในอีกดา้ นหน่ึง และเปน็ ทยี่ อมรับของหนว่ ยบัญชาการในอีกดา้ นหนง่ึ

4.3.2 พ้นื ท่ีทไี่ ดร้ ับผลกระทบและประชากร (Affected Area and Population)

การระบุพนื ที่ท่ไี ด้รบั ผลกระทบควรจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าโดยอาศัยหลักการแผก่ ระจายตัวของพืนท่ี
น้าท่วมที่เป็นไปได้ซึ่งสัมพันธ์กับขนาดและความรุนแรงของน้าท่วม และประสิทธิภาพของการป้องกันน้า
ท่วมภายใต้มาตราการและระบบป้องกันน้าท่วม ควรจัดท้ารายการทรัพย์สินและจ้านวนประชากรให้
ชดั เจนและทันสมยั และตระหนักถงึ การย้ายถ่ินฐานของประชากร การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสงั คม และ
ผลทจี่ ะมตี ามมาในภายหลัง

4–2

4.3.3 ทิศทางของการอพยพ (Direction of Evacuation) ส่วนท่ี 3-4 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

สิ่งส้าคัญท่ีสุดคือจะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดีว่าการอพยพประชากรและทรัพย์สินของ
พวกเขาเหล่านนั จะไปในทิศทางใด และอพยพไปยังพนื ท่ีใด ซง่ึ ในกรณสี ่วนใหญ่บางสว่ นของพนื ท่ีอยู่อาศัย
หมบู่ ้านใกล้เคยี ง หรอื เมอื งจะไมไ่ ด้รบั ผลกระทบจากน้าท่วม นอกจากการกา้ หนดข้อควรพิจารณาทางด้าน
เทคนิคท่ีเก่ียวข้องการอพยพอย่างปลอดภัย และสภาพพร้อมใช้งานของโครงสร้างพืนฐาน ฯลฯ แล้ว สิ่ง
ส้าคัญท่ีสุดก็คือแผนอพยพดังกล่าวควรได้รับแรงสนับสนุนจากผลการศึกษาทางสังคมเชิงลึก เพ่ือให้แน่ใจ
ว่า ประชากรทอี่ พยพจะไดร้ บั การต้อนรบั จากผูเ้ ป็นเจ้าบ้านชวั่ คราวของพวกเขา

ในบางกรณีจะต้องมีการจัดเตรียมการเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งจัดเตรียมโครงสร้างพืนฐาน
ส้าหรับใช้เป็นท่ีอยู่อาศัยแก่ประชาชนที่อพยพ จัดหาแหล่งพักพิงช่ัวคราว ท่ีหลบภัยของคนและสัตว์
ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของเหตุการณ์น้าท่วมในพืนท่ีสามเหลี่ยมปากแม่น้าเบงกอล (บังคลาเทศ) หนึ่งใน
มาตรการแก้ปัญหาท่ีมีประสิทธิภาพท่ีสุดคือการสร้างอาคารยกพืนที่ระดับปลอดภัยเพื่อให้ประชาชนใน
พืนที่อพยพขึนไปอยู่ได้ ระหว่างเหตุการณ์น้าท่วมอาคารยกพืนนีจะท้าหน้าท่ีทางสังคม (เช่น ที่เก็บของ
โรงเรียน หน่วยงานอนามัย ฯลฯ) และในกรณีเฉพาะเช่นนัน ตามที่กล่าวไว้ในบทที่ 2–6 จ้าเป็นอย่างย่ิงที่
แหล่งพักพิงช่ัวคราวควรอยใู่ นบริเวณใกล้เคียงกับแปลงเพาะปลูก มิฉะนันเกษตรกรจะไม่เต็มใจท่ีจะละทิง
พืนท่ีดินของพวกเขา

4.3.4 เทคนิควิธี (Technical Means)

เทคนคิ วธิ ีการอพยพเปน็ ส่ิงทจี่ ้าเปน็ เพื่อสรา้ งความเชื่อม่ันในการอพยพประชาชนและส่ิงของออก
จากพืนที่ประสบภัย เมื่อภัยก้าลังใกล้เข้ามา การหาข้อสรุปแบบกระทันหันอาจน้าไปสู่การตัดสินใจท่ี
ผิดพลาด เกิดความสับสนวุ่นวาย เกิดการสูญเสียและความล้มเหลวตามมา ดังนัน เทคนิควิธีการอพยพท่ี
จ้าเปน็ จะตอ้ งถูกก้าหนดไวล้ ่วงหนา้ โดยระบวุ ธิ กี ารและสถานท่ี

4.3.5 ความโปร่งใสและการยอมรับ (Transparency and Acceptance)

เนื่องจากการอพยพมีผลกระทบอย่างมากต่อการด้าเนินชีวิตของประชาชน จึงจ้าเป็นอย่างย่ิงท่ี
แผนงานต่าง ๆ จะต้องโปร่งใส เป็นท่ียอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไป โดยผ่านกระบวนการจัดท้าการ
ประชาพจิ ารณ์ และวิธกี ารปรึกษากับภาคประชาชนในรปู แบบอื่น ๆ

4.4 การเตรียมพร้อมสาหรบั การอพยพ (Preparedness for Evacuation)

แผนงานท่ีดีที่สุดจะไม่มีประสิทธภิ าพเลย หากไม่มีการเตรียมตัวท่ีดขี องทุกคนท่ีเก่ียวข้องไม่วา่ จะ
เป็นผู้ปฏิบัติตามแผนโดยตรงหรือโดยอ้อม ในมุมมองท่ีว่าเหตุการณ์น้าท่วมเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึนได้ยาก

4–3

ส่วนท่ี 3-4 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง จึงเป็นการยากที่จะรักษาความตระหนักรู้ของสาธารณชนถึงอันตรายท่ีอาจเกิดขึนได้ และยากยิ่งกว่าที่จะ
บอกให้ประชาชนละทิงบ้านเรือนและทรัพย์สินถ้าจ้าเป็น คงเป็นการยากที่ประชาชนท่ัวไปจะเข้าใจว่า
ทา้ นบสงู อาจพงั ได้ หรือลา้ น้าหรอื แม่นา้ ที่ไหลนิ่งอาจเปลี่ยนเปน็ เช่ียวกรากได้หนึ่งครังในรอบสิบปี ห้าสบิ ปี
หรือร้อยปี และยิ่งไปกว่านันการที่จะสื่อสารให้พวกเขาเข้าใจว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึนในปีใดก็ได้
ในขณะท่ีสอื่ มวลชน เชน่ โทรทัศน์ วทิ ยุ และส่ือหนงั สือพิมพ์ ฯลฯ มีความสา้ คญั อยา่ งมากในการให้ความรู้
แกป่ ระชาชนเกีย่ วกบั ภัยของนา้ ท่วม โดยแสดงใหเ้ หน็ วา่ ภยั นา้ ท่วมเกิดขึนได้ทว่ั โลกในพืนท่ีใดพืนท่หี น่ึงอยู่
เกือบทุกวัน ก็ยังยากมากท่ีจะท้าให้ประชาชนในพืนที่เสี่ยงภัยน้าท่วมเข้าใจว่าตนเองก็อาจประสบ
เหตกุ ารณ์แบบเดียวกนั นีได้

กิจกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์อย่างถาวรที่ออกแบบและด้าเนินการอย่างมืออาชีพ และได้รับ
การสนับสนุนโดยหน่วยบัญชาการเป็นส่ิงจ้าเป็นที่จะต้องมีเพื่อรักษาระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยท่ี
อาจเกิดขึนได้ วิธีการท่ีดีที่สุดในการส่ือสารสามารถพบได้ในระดับท้องถ่ิน ทังนีขึนอยู่กับวิธีปฏิบัติดังเดิม
และระดบั ทางสังคมและวฒั นธรรมของประชาชน ข่าวสารควรตอ้ งมีลกั ษณะเฉพาะเจาะจงไปทงั ผู้ที่อาจจะ
ต้องอพยพและผู้ที่จะต้องเป็นเจ้าบ้านรับผู้อพยพ เน้นย้าอันตรายที่อาจเกิดขึน และเง่ือนไขว่าเม่ือใดการ
อพยพจะต้องดา้ เนินการ ผลของการยอมรับหรอื ปฏิเสธทีจ่ ะท้าตามค้าส่งั

4.5 การเตอื นภยั และคาส่งั อพยพ (Warning and Evacuation Order)

ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อหาแนวทางท่ีดีที่สุดในการแจ้งประกาศและสื่อสารด้านการเตอื น
ภัยว่าการอพยพก้าลังจะเกิดขึน และจะเกิดขึนเมื่อใด และการออกค้าสั่งอพยพตามอ้านาจหน้าท่ีและการ
ส่ังการในลักษณะรูปแบบใด น่ีไม่ใช่เพียงการหาวิธีการสื่อสารที่ดีท่ีสุด เช่น ส่ือมวลชน บริการผู้ส่งสาร
เฉพาะ ฯลฯ เท่านัน แต่ยังเป็นการก้าหนดรูปแบบการเตือนภัยและค้าส่ังการที่ดีท่ีสุด จ้าเป็นที่ข่าวสาร
ดังกล่าวควรเปน็ การสง่ ข้อเท็จจริงที่จา้ เปน็ แต่ในเวลาเดียวกันไม่ควรก้าหนดรูปแบบข้อมูลเชงิ เทคนิคหรอื
การบรหิ ารงานมากจนประชาชนไม่อาจเข้าใจได้และไม่ใหค้ วามสนใจ

ในหลายกรณีได้มีการบันทึกไว้ว่าสามารถเตือนภัยได้ทันเวลา แต่ประชาชนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่
มักไม่ตอบสนองเน่ีองจากมีการใช้ภาษาทางการยากจนเกินไป นอกจากนียังพบว่าช่องทางการส่ือสาร
ธรรมดาถูกตัดขาดในระยะวิกฤตอันเน่ืองมาจากไม่มีไฟฟ้า สายโทรศัพท์เกิดความเสียหาย และไม่สามารถ
ส่งข่าวสารไปยังพืนท่ีที่ประสบภัยได้ด้วยช่องทางปกติ ดังนัน จึงควรตระหนักถึงความจ้าเป็นท่ีจะต้อง
เตรยี มทางเลือกอ่นื ในการส่ือสารไว้ให้พร้อมในกรณีฉุกเฉิน เช่นเดยี วกบั กรณีการป้องกันประเทศ หรือการ
ปอ้ งกนั ภัยพิบัติ

4–4

ส่วนท่ี 3-4 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

รูปท่ี 4–1 การสู้ภยั นา้ ทว่ ม–การอพยพประชาชนออกจากพืนท่นี า้ ท่วม

4.6 ประเดน็ ทางด้านการเงิน (Financial Aspects)

การอพยพประชาชนและสิ่งของต้องการการสนับสนุนทางด้านการเงินค่อนข้างมาก ซ่ึงแหล่ง
สนับสนุนด้านการเงินจะตอ้ งมีการก้าหนดและจดั ท้าให้ชัดเจนไวล้ ว่ งหนา้ เพ่ือหลกี เลยี่ งความสับสนวุ่นวาย
เปน็ ภาระเกินกา้ ลังให้แกบ่ างคน และเกดิ ประโยชนโ์ ดยไม่ชอบธรรมใหแ้ ก่บางคน นอกจากนคี ้าสั่งที่ชัดเจน
ในแผนงานปอ้ งกนั น้าทว่ มและการตดั สินใจด้านการเงินจะต้องด้าเนินการจากฝ่ายบริหารในระดบั ที่จ้าเป็น
และจากระดับสูงสุด ในบางสถานการณ์อาจจะต้องมีการมองหาความช่วยเหลือจากนานาชาติทังในระดบั
ทวภิ าคี ระดบั ภมู ิภาค หรือระดบั โลก

4.7 การบนั ทึกขอ้ มูลและการจดั ทาเปน็ เอกสาร (Recording and Documentation)

เหตุการณ์ส้าคัญต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อการอพยพทังหมดควรบันทึกและจัดท้าเป็นเอกสารไว้เพ่ือเป็น
ประโยชน์แก่ผู้ใช้งานในภายหน้า ไม่มีสิ่งใดท่ีสามารถสอนได้ดีกว่าประสบการณ์จริงท่ีผ่านมา หรือเป็นท่ี
น่าเชื่อถือเท่าบทเรียนที่ได้ประสบจริงว่าเหตุใดการด้าเนินงานบางอย่างจึงประสบความส้าเร็จ เหตุใด
ข้อผิดพลาดจึงเกิดขึนและความล้มเหลวท่ีต้องแบกรับ การบันทึกข้อมูลท่ีดีท่ีสุดควรจัดท้าโดยบุคลากรที่
ได้รับการมอบหมายให้ท้าหน้าที่นีโดยเฉพาะด้วยเทคนิควิธีท่ีเหมาะสม การถ่ายภาพ การบันทึกเป็นวีดิ
ทัศน์ โดยหลักการแล้ว ส่ิงเหล่านีควรจะเป็นหน้าที่หลักของบุคลากรเหล่านัน ถึงแม้ว่าบางครังอาจท้าได้
ยากเพราะมันเป็นสภาวะทั่วไปของสถานการณ์ฉุกเฉิน และยังมีความส้าคัญท่ีจะต้องน้าบันทึกข้อมูล
ดงั กล่าวไปให้หนว่ ยงานทมี่ ีความเชี่ยวชาญเฉพาะท้าการวิเคราะห์ในภายหลัง และสือ่ สารออกมาในรูปของ
รายงานทีม่ ีข้อมูลรองรับ

4–5

ส่วนท่ี 3-4 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง 4.8 การปรบั ปรงุ และการจัดทาแผนใหม่เปน็ ระยะ (Adjustment and Periodical Renewal of
Plans)
แผนการป้องกันน้าท่วมซึ่งประกอบด้วยแผนการอพยพจะต้องได้รับการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ

โดยเฉพาะอย่างย่ิงภายหลังเหตุการณ์น้าทว่ มใหญ่แต่ละครัง ในประเด็นที่มีความอ่อนไหว เช่น การอพยพ
ประชาชนและทรัพย์สนิ สถานการณ์ที่เปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ ไปพร้อมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและ
สังคม การเปลี่ยนแปลงของประชากร เทคโนโลยี และการพัฒนาชุมชนเมืองและชนบท ฯลฯ ดังนัน การ
ยงั ใช้งานไดข้ องแผนดงั กลา่ วจะถูกจ้ากัดด้วยระยะเวลาซงึ่ มกั ไม่เกนิ ห้าถึงสบิ ปี จึงควรระบไุ ว้ในกฎหมายให้
มีการปรบั ปรงุ แผนเป็นระยะ ๆ

4–6

III–V การชว่ ยเหลอื และบรรเทาทกุ ขใ์ นสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
(Emergency Assistance and Relief)

เขยี นโดย Prof. I. Ijjas

5.1 หลักการและวตั ถุประสงค์ (Principles and Objectives)

มาตรการปอ้ งกันความเสียหายที่จะเกิดขึนกับชวี ิตและมลู ค่าทรัพยส์ ิน และงานทางด้านวิศวกรรม
ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินจริงจะต้องด้าเนินการตามข้อก้าหนดในระเบียบท่ีเก่ียวข้องกับแผนการ
ดา้ เนนิ งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน

การด้าเนินงานในกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉินตรงจุดของอาคาร
ควบคุมนา้ ท่วมหลัก (คัน และตลิง่ สงู ทต่ี ิดกบั พืนทน่ี ้าทว่ ม) ควรเป็นหน้าทข่ี องหน่วยบญั ชาการสถานการณ์
น้าท่วมฉุกเฉินระดับท้องถิ่น (District Flood Emergency Authority) ท่ีมีความรู้ความเข้าใจพืนที่เป็น
อยา่ งดี

หนา้ ที่ในการควบคุมน้าทว่ มในสถานการณ์ฉุกเฉนิ ไดแ้ ก่
 การจดั เตรียมการเพอ่ื ควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน
 การดา้ เนินงานเพื่อควบคมุ สถานการณ์ฉกุ เฉิน
 มาตรการที่ตามมาภายหลังจากสถานการณฉ์ ุกเฉนิ สนิ สดุ

5.2 การจดั เตรียมการเพ่อื ควบคมุ สถานการณฉ์ ุกเฉนิ (Preparations for Emergency Control)

งานที่เกย่ี วข้องกับการจัดเตรียมการเพอื่ ควบคุมน้าทว่ มในสถานการณ์ฉุกเฉนิ ไดแ้ ก่
 งานบ้ารงุ รักษาอาคาร อปุ กรณ์ และอาคารประกอบ
 การจัดเตรียม การด้าเนินงานและการบ้ารุงรักษาตามแผนงาน และการจัดท้าเอกสารข้อมูล

ควบคมุ นา้ ท่วม
 การควบคมุ ดแู ลตามปกติ และการตรวจสอบอาคาร อุปกรณ์ และวัสดุ
 การจัดตังหนว่ ยควบคุมการซักซ้อม
 การให้ข้อมูลทางด้านเทคนิคเพ่ือการด้าเนินงานด้านบริหารจัดการในการควบคุมสถานการณ์

ฉกุ เฉิน
 ขอ้ มลู เก่ียวกับเจา้ หน้าที่ประสานงาน

5–1

ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง 5.2.1 การบารงุ รกั ษาอาคารควบคมุ (Maintenance of Control Structures)

อาคารควบคุม อุปกรณ์หลัก และอุปกรณ์เสริมเพ่ือการควบคุมดังกล่าวจะต้องได้รับการ
บ้ารุงรกั ษาอย่างต่อเนอ่ื งให้อยู่ในสภาพดี ตรงตามข้อกา้ หนดดา้ นความปลอดภยั ในกรณนี ้าทว่ มและนา้ นอง

5.2.2 แผนงานควบคมุ นาท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Flood Control Plans)

แผนงานควบคุมนา้ ทว่ มในสถานการณ์ฉกุ เฉินควรประกอบด้วย
 การจดั ท้าเอกสารข้อมลู การควบคุมนา้ ท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉิน
 แผนงานจ้ากดั ขอบเขต
 การมอบหมายงานไปยังองค์กรท่ีเก่ียวข้องในการควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉิน (แผน

ระดมพล (Mobilization Plan))
 แผนความรว่ มมอื ทจ่ี ดั ทา้ ขึนตามข้อตกลงสองฝ่ายกับรัฐขา้ งเคียง

ฐานข้อมูลการควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉินควรรวมทุกแผนงานและข้อมูลทังหมดที่
จา้ เปน็ เพอ่ื ให้การด้าเนนิ งานควบคมุ สถานการณ์ฉุกเฉินประสบผลส้าเร็จ โดยควรมเี นอื หาดงั นี

 รายละเอยี ดทางด้านเทคนิค
 แผนผังทวั่ ไป
 แผนผงั แสดงรายละเอยี ด
 ภาพตัดตามแนวยาว
 ภาพตดั ขวางตามรปู แบบ
 ภาพตัดลักษณะคนั กันนา้
 รายการอาคาร
 แบบรปู ของอาคาร
 ค่มู ือการใช้งานอาคาร
 แผนที่ถนนและโครงขา่ ยนา้
 เอกสารทางดา้ นเทคนคิ อนื่ ๆ ทจ่ี ้าเปน็

การจัดท้าเอกสารข้อมูลการควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉินควรครอบคลุมพืนที่ทังหมด
ภายใต้ความรบั ผิดชอบของหนว่ ยบญั ชาการสถานการณ์ฉุกเฉินระดับท้องถ่ิน ตลอดจนสว่ นงานทีเ่ กีย่ วข้อง
กบั การส้ภู ัยนา้ ทว่ มแต่ละสว่ น

แผนงานจ้ากัดขอบเขตควรตอ้ งรวม

5–2

 แบบรูปอาคารทชี่ ว่ ยชะลอหรือป้องกนั การกระจายตัวของน้าเข้าไปท่วมในพืนที่ราบน้าท่วมถึง ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
หากคนั กันน้าพงั

 ข้อมูลทางด้านเทคนิคเก่ียวกับการกักเก็บและความเป็นไปได้ในการน้าน้าส่วนเกินกลับมาใช้
ประโยชน์

 วสั ดุ เครื่องจกั รกล และแรงงานท่จี า้ เป็นสา้ หรับปฏิบัติงานจ้ากัดขอบเขตน้าทว่ ม
 ถนนท่ียังคงสามารถใช้งานได้

เอกสารแผนงานดา้ นการจา้ กัดขอบเขตน้าทว่ มจะตอ้ งครอบคลมุ ถึง
 รายละเอยี ดทางดา้ นเทคนิค
 แผนผังทั่วไป
 แผนผงั แสดงรายละเอียด
 ภาพตดั ตามยาวและภาพตดั ตามขวางของอาคารเพื่อจา้ กดั ขอบเขตน้าทว่ ม
 แผนที่แสดงบรเิ วณท่ีตังถน่ิ ฐาน
 โครงสร้างองค์กร

การมอบหมายงานในการควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉิน (แผนระดมพล) ให้แก่องค์กรที่
เกี่ยวข้องดูแลนัน ควรระบุข้อมูลและต้าแหน่งของบุคลากรท่ีสามารถเรียกตัวมาได้ตามข้อก้าหนดส้าหรับ
การควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉินท่ีเก่ียวข้อง และควรจัดท้าแผนระดมพลให้ครอบคลุมพืนที่ใน
ความรับผิดชอบขององค์กรควบคุมน้าท่วมนัน ตลอดจนมีรายละเอียดของเนือหาเฉพาะแยกตามหน่วยสู้
ภยั น้าท่วม

แผนงานความร่วมมือในงานที่เก่ียวข้องกับทางน้าท่ีมีเขตแดนประเทศเป็นแนว หรือทางน้าท่ีไหล
ผ่านพรมแดนระหวา่ งประเทศควรจัดท้าขึนโดยหน่วยบัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับท้องถนิ่ ที่
มีหน้าทร่ี บั ผดิ ชอบตามที่กา้ หนดไวใ้ นข้อตกลงด้านน้าซ่ึงลงนามโดยประเทศทเี่ กย่ี วข้อง

นอกจากนีหน่วยบัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับท้องถ่ินควรจัดเตรียมข้อมูลอุทก
วิทยา อุตุ–อุทกวิทยา และข้อมูลการควบคุมน้าท่วมตามรายการที่ระบุไว้ในข้อก้าหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ร่วมกัน (Joint Emergency Regulation) และส่งมอบให้กับหน่วยงานป้องกันน้าท่วมฉุกเฉินของประเทศ
เพ่ือนบ้าน แผนงานการควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉินควรได้รับการจัดท้าขึนโดยพิจารณาจาก
ข้อก้าหนดของกรมกองต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยบัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับชาติ (National
Flood Emergency Authority) ทมี่ ีความเช่ียวชาญในสาขาเฉพาะทาง

5–3

ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง 5.3 องคก์ รและทรัพยากร (Organization and Resources)

5.3.1 ความรว่ มมอื (Coordination)

การปฏิบัติงานตามหน้าท่ีในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมนา้ ท่วมนัน องค์กรควบคุมน้าท่วม
ในสถานการณ์ฉุกเฉินทังในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถ่ิน ควรร่วมมือกันตามข้อก้าหนดทาง
กฎหมายทเ่ี ก่ียวขอ้ ง

5.3.2 การตรวจสอบอาคารควบคุม เครอื่ งมือ และวัสดุ (Inspection of Control
Structures, Equipment and Materials)

 ควรตรวจสอบอาคารควบคุม เคร่ืองมือและวัสดุที่ใช้ในวัตถุประสงค์เพื่อการควบคุมน้าท่วม
ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน พืนที่ที่ส้ารองไว้ และหน่วยงานปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
อย่างน้อยปีละครัง ซ่ึงด้าเนินการโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ท่ี
มีหน้าท่ีควบคุมดูแลสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อสรุปท่ีได้จากการตรวจสอบของคณะกรรมการนี
จะตอ้ งบรรจุอย่ใู นขอ้ ตกลงทใ่ี ช้ในการสอ่ื สารรว่ มกนั

 ควรจดั ท้าแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพ่ือซอ่ มแซม ก้าจดั ข้อบกพรอ่ งและข้อผิดพลาดต่าง
ๆ ที่ตรวจพบในระหว่างการตรวจสอบข้างต้น และเพื่อเตรียมความพร้อมของวัสดุส้ารอง ใน
แผนงานควรระบุวันให้ชดั เจนว่าคันกันน้าและอาคารควบคุมต่าง ๆ จะต้องได้รับการซ่อมแซม
และมาตรการอื่น ๆ ที่จา้ เปน็ จะต้องดา้ เนินการ รวมทงั การเก็บตนุ วสั ดุ และระบุตวั บคุ คลที่ท้า
หนา้ ทเี่ หล่านี ตลอดจนการสนิ สดุ ภารกจิ ทไี่ ด้รบั มอบหมายเมอ่ื การด้าเนินงานประสบผลสา้ เรจ็

 จะต้องส่งมอบรายงานสรุปผลการตรวจสอบเกี่ยวกับมาตรการท่ีได้ด้าเนินการในพืนที่ให้แก่
หนว่ ยบญั ชาการสถานการณน์ า้ ท่วมฉุกเฉนิ ระดบั ชาติ

 เม่ือใดกต็ ามท่ีผลการพยากรณ์บ่งบอกว่าจะต้องแจง้ ประกาศเตือนภัยน้าท่วมหรือระบายน้าใน
สถานการณ์ฉกุ เฉนิ จะตอ้ งดา้ เนนิ การตามแผนปฏิบตั กิ าร ซึง่ จัดเตรมี การส้ารวจอาคารควบคุม
ต่าง ๆ โดยไมช่ กั ช้า และหากพบข้อบกพรอ่ งให้รบี แก้ไขโดยทันที

 เม่ือได้รับอนุญาตจากหน่วยบัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับชาติ หัวหน้าหน่วย
บัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับท้องถ่ินอาจสั่งการให้ด้าเนินงานตามที่จ้าเป็น และ
คดิ คา่ ใช้จา่ ยจากกองทนุ ทจ่ี ดั สรรเพื่อการด้าเนนิ งานในสถานการณฉ์ ุกเฉนิ

 เพอื่ จัดเตรยี มความพรอ้ มและอบรมเจ้าหน้าที่ท่ีได้รับการคัดเลือกมาปฏิบัติงานควบคุมน้าท่วม
ในสถานการณฉ์ กุ เฉนิ จา้ เป็นตอ้ งมีการซักซ้อมสถานการณป์ ีละครัง การซกั ซ้อมดังกล่าวอาจจะ
ยกเลิกได้ในปีท่ีมีการแจ้งประกาศสถานการณ์น้าท่วมจริงโดยหน่วยบัญชาการสถานการณ์น้า

5–4

ท่วมฉุกเฉินระดับท้องถิ่น ค่าใช้จ่ายในการซกั ซ้อมดังกล่าวเบิกจ่ายจากกองทุนท่ีจัดสรรมาเพือ่ ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
การนี
 เพ่ือจัดท้าแผนงานระดมก้าลังพล และแผนการอพยพ การกู้ภัย และการส่งคืนถ่ินฐานเดิม
หน่วยบัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับท้องถ่ินควรให้ข้อมูลด้านเทคนิคที่จ้าเป็นแก่
คณะกรรมการบริหารของท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบโดยผ่านทางหน่วยงานด้านวิชาชีพที่
เก่ยี วข้องกับหนว่ ยงานในท้องถน่ิ ดังกล่าว
 เพื่อจัดท้าแผนการระดมพล จ้าเป็นท่ีจะต้องก้าหนดจ้านวนคนงานท่ัวไปที่ต้องใช้ในงานท่ีต้อง
อาศัยแรงคน และงานท่ีเก่ียวข้องกับการใช้อุปกรณ์และเคร่ืองสูบน้าในหน่วยควบคุมน้าท่วม
แตล่ ะหนว่ ย
 แผนการอพยพ การกู้ภัย และการส่งคืนถิ่นฐานเดิมควรมีรายละเอียดทางด้านเทคนิค และมี
แผนที่ท่ีระบุพืนที่ที่จะเกิดน้าท่วม ถนน และทางรถไฟท่ีใช้การได้ในการอพยพ รวมทังความ
เป็นไปได้ทางดา้ นเทคนคิ ในการดา้ เนินงานกูภ้ ยั

5.4 ระดับและกาหนดเวลาในการรบั มือ (Response Timing and Levels)

5.4.1 สถานการณ์ฉกุ เฉนิ และการประกาศที่ตามมา (Emergency Situation and the
Declaration Thereof)

งานทางด้านวิศวกรรมส้าหรับควบคุมน้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉินจะด้าเนินการโดยหน่วย
บัญชาการด้านน้าระดับท้องถิ่นนัน ทังนีขึนอยู่กับระยะของสถานการณ์ฉุกเฉิยนที่สัมพันธ์กับความรุนแรง
ของสถานการณ์

ระยะของสถานการณ์ฉุกเฉินอาจระบไุ ด้ดังนี
 สถานการณ์ฉุกเฉนิ ระยะท่ี 1–งานสงั เกตการณ์ (Emergency Stage 1–Observation Duty)
 สถานการณ์ฉุกเฉินระยะที่ 2–มาตรการควบคุม (Emergency Stage 2–Control Measures)
 สถานการณ์ฉกุ เฉนิ ระยะที่ 3–มาตรการควบคุมแบบเขม้ ข้น (Intensive Control Measures)
 สถานการณ์ฉกุ เฉนิ กรณีพิเศษ (Exceptional Emergency)

5.4.2 สถานการณน์ าท่วมฉกุ เฉิน (Flood Emergency Situation)

ทันทีที่ระดับน้าในแม่น้าเพิ่มสูงขึนถึงระดับวิกฤตท่ีก้าหนดและคาดว่าจะสูงขึนไปอีก จ้าเป็นที่
จะต้องแจง้ ประกาศเตือนภัยถึงระยะของสถานการณฉ์ ุกเฉินและมาตราการเกย่ี วข้องที่ไดด้ ้าเนินการไปแล้ว
ดังนันค่าระดับนา้ วิกฤตของสถานการณ์ฉุกเฉินระยะที่ 1–3 ของแต่ละแม่น้า (ช่วงแม่น้า) ท่ีอ่านได้จากเกจ
วัดต้องแสดงไว้ในขอ้ ก้าหนดสถานการณ์ฉุกเฉนิ เช่นเดยี วกับในกรณนี ้าท่วมจากทะเล (บทท่ี 2–3)

5–5

ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง ในกรณีของน้าท่วมประเภทท่ีมีน้าแข็งปิดกันล้าน้า (Ice Jam Flood) หรือน้าท่วมประเภท
ฉบั พลัน (Flash Flood) ทค่ี าดการณ์ว่าจะท่วมบรเิ วณแมน่ ้าหรือบางช่วงของแมน่ ้าอย่างรวดเร็วกระทันหัน
หรือตามที่สภาพของคันกันน้าจะรับได้หรือไม่ จะต้องแจ้งประกาศอย่างเร่งด่วนถึงระยะของสถานการณ์
ฉุกเฉินและมาตราการเกี่ยวข้องที่จ้าเป็นโดยไม่ต้องรอข้อมูลระดับน้าวิกฤตจากเกจวัด และควรแจ้ง
ประกาศการลดระดับของสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อระดับน้าจากเกจวัดในแม่น้าลดลงต้่ากว่าระดับวิกฤต
และคาดว่าจะไม่เพ่ิมสูงขึนกว่านี หรืออาจแจ้งยกเลิกประกาศหากระดับน้ายังคงสูงอยู่ อย่างไรก็ตามไม่
สามารถยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้หากรอยแตกหรือช่องขาดของคันกันน้าที่เกิดขึนในช่วง
สถานการณ์ฉุกเฉินยังไมไ่ ด้รบั การซ่อมแซมหรือความเสียหายอ่ืน ๆ ท่มี ผี ลต่อเสถยี รภาพของอาคารควบคุม
ไม่ได้รบั การซอ่ มแซมให้กลับมาใชง้ านได้

ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึนอันเนื่องมาจากการพังทลายอาคารป้องกันช่ัวคราว การฟ้ืนฟู และการจัดเก็บ
ส้ารองวัสดุ สามารถเบิกจากกองทุนที่จัดสรรเพื่อการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าจะยกเลิกประกาศ
สถานการณ์ฉุกเฉนิ ไปแลว้

ย่อหน้าต่อไปนีเป็นข้อมูลสรุปเก่ียวกับการด้าเนินการที่จ้าเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉินระยะต่าง ๆ
ได้แก่

(1) สถานการณฉ์ ุกเฉนิ ระยะท่ี 1 (Emergency Stage 1)

ทันทที ไี่ ดป้ ระกาศสถานการณฉ์ กุ เฉนิ ระยะท่ี 1 หวั หนา้ หนว่ ยควบคมุ สถานการณ์ฉุกเฉนิ จะตอ้ ง
 ตอบรับว่าการไดร้ บั แผนและเอกสารขอ้ มลู มาตรการสถานการณ์ฉุกเฉินในหน่วยควบคุม
 ตรวจสอบงานในความรับผดิ ชอบของหนว่ ยควบคุม
 ตรวจสอบสภาพคนั กนั น้า ประตรู ะบายนา้ และอาคารอน่ื ๆ

ระหว่างสถานการณฉ์ กุ เฉนิ ระยะท่ี 1 จะตอ้ งเฝ้าระวงั และสังเกตการณ์ในช่วงกลางวนั (ในประเทศ
เนเธอร์แลนด์เรียกงานนวี ่า “การเฝ้าระวงั คนั กนั นา้ แบบจ้ากดั (Limited Dike Watch)”) และจะตอ้ งอ่าน
เกจวดั ระดบั นา้ ตลอดชว่ งความยาวของแม่นา้ อย่างน้อยทสี่ ดุ วนั ละสองครัง

(2) สถานการณฉ์ กุ เฉนิ ระยะท่ี 2 (Emergency Stage 2)

เม่ือคาดการณ์ว่าน้าจะยังคงเพิ่มสูงขึนอย่างต่อเนอ่ื ง จะต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระยะท่ี 2
และหัวหน้าของหน่วยบัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับท้องถิ่นต้องระดมก้าลัง เพ่ือตัง
คณะท้างานหรือกลุ่มคณะท้างานตามท่ีวางแผนไว้ ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินระยะท่ี 2 จะต้องเฝ้าระวัง
และสังเกตการณ์คันกันน้าตลอดช่วงกลางวันและกลางคืน (ในประเทศเนเธอร์แลนด์เรียกงานนีว่า “การ

5–6

เฝ้าระวังคันกันน้าแบบเข้มข้น (Extensive Dike Watch)”) ถ้ายังไม่มีการส่ังการอ่ืนใดจะต้องอ่านเกจวัด ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
ระดบั นา้ ตลอดช่วงแมน่ ้าอย่างน้อยทส่ี ุดวันละสีค่ รัง

(3) สถานการณ์ฉกุ เฉินระยะที่ 3 (Emergency Stage 3)

เมื่อน้าในแม่น้ายังคงเพ่ิมระดับสูงขึนอย่างต่อเน่ืองหรือการเพิ่มขึนของระดับน้าส่งผลต่อระดับนา้
ท่วม จ้าเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระยะที่ 3 และให้มีคนเฝ้าระวังเหตุการณ์ทังช่วงกลางวันและ
กลางคืนเพ่ือตรวจหาการซึมผ่านของน้า การรั่วซึม การอ่ิมตัวของน้าตามแนวคันกันน้า ตรวจหาการซึม
ผา่ นของนา้ ใตฐ้ านคันกนั นา้ และทา้ ให้เกดิ การกดั เซาะผวิ หน้า เพอ่ื ป้องกนั การเกดิ โพรงดินและเพอ่ื เฝ้าระวัง
อาคารท่ีอาจเกิดความเสียหายขึนจะต้องอ่านเกจวัดระดับน้าทุก 2 ชั่วโมง และท้าเคร่ืองหมายแสดงและ
ตรวจวดั ระดับนา้ ทว่ มสูงสุด

ต้าแหนง่ ที่เกิดความผิดปกตทิ ี่คนเฝ้าระวังตรวจพบ และต้าแหนง่ ที่เปน็ อนั ตรายต่อเสถยี รภาพของ
คันกันน้าจะต้องท้าเครื่องหมายแสดงให้ชัดเจน ติดตามอย่างระมัดระวัง และบรรเทาความเสียหายที่
เกิดขึน หลังการตรวจสอบโดยทีมตรวจสอบท่ีได้รับมอบหมายแล้ว จะต้องระบุต้าแหน่งที่ต้องเพิ่มการเฝ้า
ระวัง หรือต้องปฏิบัติการอยา่ งเร่งด่วน และรีบด้าเนนิ การซ่อมแซมหรือดา้ เนนิ การดา้ นอนื่ ๆ ในทันที

(4) สถานการณ์ฉกุ เฉนิ ระยะพิเศษ (Exceptional Emergency)

เมื่อใดท่ีระดับน้าในแม่น้าหรือช่วงของแม่น้าสูงเกินระดับน้าวิกฤตที่ก้าหนดระยะท่ี 3 และ
คาดการณ์ว่าจะสูงขึนอย่างต่อเนื่อง จะต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระยะพิเศษ หัวหน้าหน่วย
บัญชาการสถานการณ์น้าท่วมฉุกเฉินระดับท้องถ่ินจะต้องรายงานข้อมูลจากเกจวัดเพื่อให้ข้อเสนอแนะใน
การแจ้งประกาศเตือนภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินระยะพิเศษ อาจแจ้งประกาศลดระดับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ระยะพิเศษได้เม่ือระดับน้าตรวจวัดลดระดับลงสู่สถานการณ์ฉุกเฉินระยะท่ี 3 หรือในกรณีของคันกันน้าที่
สามารถจา้ กัดขอบเขตน้านอง หรอื สามารถผันน้าลงสทู่ างนา้ ไดป้ ระสบผลส้าเร็จ

5.4.3 การจากดั ขอบเขต (Confinement)

เม่ือใดก็ตามท่ีก้าลังจะเกิดรอยแตกของคันกันน้าท่ีจุดใดจุดหน่ึง หรือหลายจุดตามแนวแม่น้า
จะต้องด้าเนินมาตรการป้องกันน้าไม่ให้ไหลบ่าท่วมพืนที่เป็นบริเวณกว้าง หรือผันน้าลงสู่ทางน้าเดิมทันที
ตามแผนการจ้ากัดขอบเขตนา้ ทว่ ม ซง่ึ แผนงานดังกลา่ วประกอบดว้ ย

 การปอ้ งกนั ช่องขาดไม่ให้เพิม่ ขนึ ทังตามแนวกว้างและแนวลกึ
 เสริมความแขง็ แรงตรงส่วนปลายของช่องขาด
 อุดปดิ สว่ นทีข่ าด

5–7

ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง  ก่อสร้างโครงสรา้ งทีใ่ ช้จา้ กัดขอบเขตน้าท่วม
 ความต่อเน่อื งของการด้าเนนิ งานควบคมุ น้าท่วมในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไมห่ ยุดชะงกั
 รกั ษาการสอื่ สารให้มคี วามนา่ เช่ือถอื ไว้
 ลดความเสียหายจากน้าที่ไหลผ่านช่องขาดและการระบายน้าออกจากพืนท่ีน้าท่วมให้เหลือ

น้อยทีส่ ุด

5.5 มาตรการบรรเทาทกุ ข์นาท่วม (Flood Relief Measures)

มาตรการบรรเทาทกุ ข์นา้ ท่วม (Flood Relief Measures) มเี ปา้ หมายเพ่ือบรรเทาความทุกข์ยาก
ของผู้ประสบภัยน้าท่วมด้วยการประกาศความช่วยเหลือทางการเงินและให้ความสนับสนุนด้านอื่น ๆ ใน
ระดับนานาชาติจะมีกองทุนของส้านักงานผู้ประสานงานการบรรเทาภัยพิบัติสหประชาชาติ (United
Nations Disaster Relief Coordinator) ซ่ึงสามารถน้ามาใช้ได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้าท่วม
โดยท่ัวไปแล้วผู้ประสบภัยน้าท่วมจะได้รับความช่วยเหลือแบบเฉพาะกิจโดยรัฐบาล หรือโดยองค์กรจิต
อาสาตา่ ง ๆ เชน่ สภากาชาด (Cross Red) ฯลฯ

5.5.1 การบรรเทาทุกข์แบบทันที (Immediate Relief Measures)

การบรรเทาทกุ ข์ท่ีสามารถดา้ เนินการไดใ้ นทนั ที ได้แก่
 การอพยพผู้ประสบภัยนา้ ทว่ ม
 การลา้ เลียงอาหารทางเคร่อื งบิน
 การประสานงานอยา่ งใกลช้ ิดกบั หนว่ ยทหาร
 การทบทวนมาตรการบรรเทาทุกข์ประจ้าวัน
 การใหเ้ งินช่วยเหลือฉกุ เฉินแก่องคก์ รในท้องถนิ่ และแก่ผปู้ ระสบภัยโดยตรง
 การจดั หาอาหาร
 การจดั หาอาหารสตั ว์
 การดูแลรกั ษาพยาบาลเบอื งตน้ และการด้าเนินงานด้านสาธารณสุข
 การจดั ส่งส่ิงของทจี่ า้ เปน็ เช่น น้ามนั ก๊าด นา้ มนั พืช นา้ มันเครื่องยนตร์ ฯลฯ
 ความช่วยเหลือของจติ อาสา เช่น สภากาชาด คนเฝ้าระวงั และคนในทอ้ งถน่ิ ฯลฯ
 การอุดรอยรั่ว

5.5.2 มาตรการหลงั จากเหตกุ ารณ์นาท่วมสินสุด (Measures after Cessation of Floods)

มาตรการทจ่ี ะต้องดา้ เนนิ การทันทหี ลังจากทเี่ หตุการณน์ ้าทว่ มสนิ สดุ ลงแลว้ ไดแ้ ก่
 การฟ้นื ฟรู ะบบการเช่ือมโยงทางถนนหรือทางรถไฟ

5–8

 การฟ้นื ฟูบอ่ สูบนา้ ใตด้ นิ และเคร่อื งจักรกลการเกษตรอื่น ๆ ส่วนท่ี 3-5 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
 การสูบน้าออกจากบอ่ นา้ และพืนท่ีตา่้ ในตวั เมอื ง หมูบ่ า้ น รวมทังหอ้ งใตด้ นิ และใต้ถุนอาคาร
 การกา้ จดั ตะกอนทรายที่ตกทับถมในพืนท่ีนา้ ทว่ ม
 การแบ่งเขตแนวดนิ ทีป่ กคลมุ ด้วยชันทราย
 แจกเมลด็ พนั ธพ์ุ ืชให้กับเกษตรกรส้าหรบั ใช้หวา่ น
 การฟน้ื ฟูสัตวป์ กี การประมง และการเลยี งสกุ ร ฯลฯ
 การฟนื้ ฟูอุตสาหกรรม อุปกรณ์โรงงาน ฯลฯ
 การฟนื้ ฟพู นื ท่ีคลังสินค้าและห้างสรรพสินคา้
 การฟ้ืนฟูทรัพย์สินสาธารณะ เช่น ถนน สะพาน ระบบชลประทานและอาคารประกอบ

โรงไฟฟ้า อาคารสาธารณะ ระบบระบายนา้ และระบบประปา ฯลฯ
5.6 เอกสารอา้ งองิ (References)
[1] Duivendijk, J.V. (1987). Non–structural aspects of flood control in the

Netherlands, (A Short Review).
[2] Framji, K.K. (1983). Manual of flood control method and practices. New Delhi:

ICID.
[3] Indian National Committee on irrigation and Drainage. (1993). Status report on

non–structural of flood management in India. New Delhi: INCID.
[4] National water Authority of Hungary. (1971). Flood and drainage control

emergency regulations, Water Service Bulletin. Hungary: National water Authority.

5–9

ภาคผนวก (Appendices) ส่วนท่ี 4

ส่วนท่ี 4-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง IV–I ภาคผนวก A สรปุ รายงานประเทศ (Country Papers Summary)

เขยี นโดย J. van Dulvendijk
A.1 บทนา (Introduction)

ใน “วัตถุประสงค์และแผนงาน (Objective and Work Program)” ของคณะท้างานด้านการ
บริหารจัดการน้าท่วมด้วยแนวทางไม่ใช้สิ่งก่อสร้างมีข้อความสัน ๆ หน่ึงระบุว่า “รวบรวมบททบทวน
วรรณกรรมที่เก่ยี วข้องกบั มาตรการไม่ใช้ส่ิงก่อสร้างทีใ่ ช้อยู่ในประเทศสมาชกิ ”

ด้วยเหตุนี คณะท้างานจึงร้องขอให้ประเทศสมาชิกจัดท้าเอกสารท่ีมีรายละเอียดของประเทศตน
(ซึ่งตอ่ ไปในทีน่ ีจะเรียกว่า “รายงานประเทศ (Country Paper)” และมเี อกสารจัดสง่ มาใหค้ ณะท้างาน 15
ฉบับนับถงึ เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1997

ขณะทเ่ี นือหาในรายงานประเทศดังกล่าวให้ข้อมลู ท่ีมีประโยชนต์ ่อคู่มือฉบบั นี จงึ ได้มีการตัดสินใจ
ท่จี ะทบทวนรายงานประเทศทังหมด โดยมิได้หยบิ ยกเฉพาะรายงานที่เด่น ๆ และเน่อื งจากยังขาดรายงาน
ทีร่ ะบุพนื ท่เี สี่ยงน้าท่วมโดยเฉพาะ ดงั นันคณะทา้ งานจึงได้ตดั สินใจทจี่ ะรวบรวมและพจิ ารณาเนือหาอ่ืน ๆ
เพม่ิ เตมิ

เนือหาสว่ นท่ี 2 ของภาคผนวก A นี เปน็ ภาพรวมของรายงานประเทศที่ไดร้ บั และเนือหาอ่ืน ๆ ท่ี
เกย่ี วข้อง ตลอดจนบทคดั ยอ่ ของรายงานแต่ละฉบับ

เนือหาส่วนท่ี 3 ของภาคผนวก A เป็นการวิเคราะห์รายงานประเทศและเนือหาอื่น ๆ ท่ีรวบรวม
ไดโ้ ดยรวบรวมเป็นตารางมาตรการที่ไม่ใชส้ ิ่งก่อสรา้ งที่ได้มีการกล่าวถึงไว้ในส่วนท่ี 2 และ 3 ของคมู่ ือฉบับ
นี

และเนือหาส่วนสุดท้ายของภาคผนวก A เป็นช่ือเร่ืองและผู้เขียน (ถ้าระบุไว้) ท่ีถูกใช้อ้างอิงใน
รายงานประเทศดงั กลา่ ว และแหล่งขอ้ มลู อน่ื ๆ ท่นี ้ามาใช้

A–1

A.2 ภาพรวมของรายงานทีไ่ ดร้ ับ (Overview of Paper Received) ส่วนท่ี 4-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง

A.2.1 ท่วั ไป (General)

รายงานการบริหารจัดการน้าท่วมโดยไม่ใช้ส่ิงก่อสร้างท่ีได้รับจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่
ออสเตรเลีย บังคลาเทศ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อินเดีย อิตาลี ญ่ีปุ่น มอร็อคโค เนเธอร์แลนด์
ปากีสถาน โปรตุเกส สเปน สหราชอาณาจกั ร (อังกฤษและเวลล์) และสหรฐั อเมรกิ า

ถึงแม้จะได้รับรายงานจ้านวนสิบห้าฉบับ แต่ก็นับได้ว่าเป็นเพียงแค่ 19% ของจ้านวนประเทศ
สมาชิกทงั หมด 81 ประเทศ (นบั ถงึ สินปี ค.ศ. 1995)

เพื่อชดเชยข้อมูลที่ขาดหายไป จึงได้ท้าการศึกษาค้นคว้าเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็น
ดังต่อไปนี

 ชุดเอกสารดา้ นการควบคุมนา้ ทว่ มของ UN–ESCAP
 การศกึ ษาเกยี่ วกบั การบริหารจดั การน้าทว่ มในแมน่ า้ ปารานา (Parana River) และแมน่ ้า

ปารากวยั (Paraquay River) (ในประเทศอารเ์ จนตนิ าและประเทศปารากวัย)

ยิ่งไปกว่านัน ส้านักงานกลางได้แนะน้าให้ทบทวนเอกสารที่จัดพิมพ์โดย ICID เร่ือง “การควบคุม
น้าท่วมในโลก (Flood Control in the World)” [21] ที่จัดพิมพ์ในปี ค.ศ. 1976 และเรื่อง “คู่มือวิธีการ
ปฏิบัติเพ่ือควบคุมน้าท่วม (Manual of Flood Control Methods and Practices)” (ICID, 1983) [22]
คณะท้างานได้อ่านเอกสารทังสองเพื่อการหาข้อมูลเก่ียวกบั ประเดน็ ทไี่ ม่ใช้สง่ิ กอ่ สรา้ ง

คณะทา้ งานพบวา่ ในเอกสารปี ค.ศ. 1976 ยังมไิ ดม้ ีการแบง่ มาตรการท่ีไม่ใชส้ ่งิ ก่อสร้างออกมาให้
ชัดเจน แต่มีการกล่าวถึงมาตรการ เช่น การจัดเขตการใช้พืนที่ การพยากรณ์น้าท่วม และการเตือนภัยน้า
ทว่ มอยบู่ ่อยครงั

ในฉบับตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1983 จากจ้านวนหน้าทังหมด 360 หน้า มีเพียง 4 หน้าที่เขียนเก่ียวกับ
มาตรการท่ีไมใ่ ชส้ งิ่ ก่อสร้าง มาตรการเหลา่ นี ได้แก่ การจดั เขตการใชพ้ นื ที่ การกันนา้ ทว่ ม การอพยพ และ
การประกนั ภัยน้าทว่ ม ในรายงานมหี วั ขอ้ ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ การด้าเนินการทางดา้ นกฎหมาย

จากบทสรุปสัน ๆ นี เราอาจสรุปได้ว่า แนวคิดเก่ียวกับมาตรการท่ีไม่ใช้สิ่งก่อสร้างนีได้เป็นท่ี
ยอมรบั อย่างรวดเร็ว และในทศวรรษทเก้าสิบนีเองที่กลยุทธข์ องการผสมผสานทังมาตรการท่ีใช้ส่ิงก่อสร้าง
และที่ไมใ่ ช้ส่งิ ก่อสร้างเพอื่ การบรรเทานา้ ทว่ มไดร้ ับการยอมรบั

ตอ่ ไปในทีน่ ีจะน้าเสนอบทคัดย่อรายงานประเทศต่าง ๆ และข้อมลู เพ่ิมเตมิ ทีร่ วบรวมมาได้

A–2

ส่วนท่ี 4-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง A.2.2 ประเทศอาร์เจนตนิ า (Argentina)

คณะท้างานไม่ได้รับรายงานประเทศอาร์เจนตนิ า อย่างไรก็ตามได้มีการท้าการศึกษาอย่างเข้มขน้
เกี่ยวกับน้าท่วมและการควบคุมน้าท่วมในแม่น้าปารานาและแม่น้าปารากวัยระหว่างช่วงสองทศวรรษท่ี
ผ่านมา [1], [2] ท้าให้คณะท้างานสามารถที่จัดท้าข้อสรุปบางประการ ได้แก่ นอกจากการพยากรณ์และ
การเตอื นภยั นา้ ทว่ มแล้ว การบริหารจดั การนา้ ท่วมโดยมาตรการท่ไี มใ่ ชส้ ่ิงก่อสร้างจนถงึ ปจั จุบันยังไม่ได้รับ
ความสนใจมากพอ ถงึ แมว้ ่าได้มีการจัดทา้ ขอ้ เสนอแนะไวแ้ ล้วกต็ าม [2]

A.2.3 ประเทศออสเตรเลยี (Australia)

ในรายงานประเทศท่ีจดั ท้าโดย D.R. Stringer [3] มีการระบุถึงมาตรการท่ีไม่ใช้สิง่ ก่อสร้างท่ีใช้ใน
ทุกรัฐของประเทศออสเตรเลีย จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า รายงานต่าง ๆ มักให้ความสนใจกับ
ปัญหาน้าท่วมที่เกิดจากแม่น้า (River Flood) มากกว่าน้าท่วมท่ีเกิดจากการระบายน้าออกจากตัวเมือง
หรือจากสาเหตุเข่ือนวิบัติ หรือคล่ืนพายุซัดฝ่ังในแถบชายฝ่ัง หัวข้อต่าง ๆ ยังครอบคลุมถึงตัวบทกฏหมาย
การตังกองทนุ การแบง่ เขต การจัดทา้ แผนท่ีน้าทว่ ม ข่าวสาร/การใหก้ ารศกึ ษา การพยากรณ/์ การเตอื นภัย
หน่วยบรกิ ารฉกุ เฉนิ การประกนั ภัย และการปอ้ งกนั ตัวจากภยั นา้ ทว่ ม

ในรายงานระบุว่า โดยท่ัวไปนโยบายของประเทศออสเตรเลียเน้นการบริหารจัดการน้าท่วมด้วย
แนวทางไมใ่ ช้สง่ิ ก่อสรา้ ง ดังแสดงในบรรณานกุ รมมรี ายชื่อเอกสารอา้ งอิงจ้านวน 11 รายการ

A.2.4 ประเทศบังคลาเทศ (Bangladesh)

น้าท่วมเป็นปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึนเป็นประจ้าในบังคลาเทศ ในรายงานประเทศ [4] ระบุไว้ว่า
ประมาณ 60% ของพืนท่ีประเทศเป็นพืนท่ีเส่ียงน้าท่วม ในขณะที่ 30% เป็นพืนท่ีน้านองในช่วงฤดูมรสุม
แม้กระทั่งในช่วงปีปกติ หลังจากน้าท่วมครังใหญ่ในปี ค.ศ. 1987 และ ค.ศ. 1988 จึงมีการศึกษาเพื่อ
ควบคุมน้าทว่ มอยา่ งจรงิ จงั โดยเฉพาะ UNDP และประเทศผู้บริจาคหลายประเทศ มีการสรุปผลการศึกษา
และแผนงาน และจัดล้าดับไว้ในในรายงานการศึกษานโยบายน้าท่วม (Flood Policy Study Report) ใน
เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1989

จากบทสรุปส้าหรับผู้บริหาร [5] ระบุไว้ดังนี “....มาตรการที่ไม่ใช้ส่ิงก่อสร้างสามารถช่วย
ประชาชนให้อยู่กับเหตุการณ์น้าท่วมในช่วงขณะสัน ๆ ได้ ก่อนท่ีคันกันน้าจะถูกสร้างขึน สิ่งที่ส้าคัญที่สุด
ของมาตรการเหล่านีการพยากรณ์น้าท่วม การเตือนภัยล่วงหน้า และการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ
กับนา้ ท่วม”

A–3

ในรายงานประเทศ [4] มีรายละเอียดบางประการเกี่ยวกับการจัดตังโครงสร้างองค์กรและ ส่วนท่ี 4-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
หน่วยงานด้านการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างนี โดยมีการน้ามาตรการเหล่านีบางส่วนมาใช้กันอยู่แล้ว (เช่น การ
พยากรณ์และการเตือนภัยน้าท่วม) ในขณะที่มาตรการอื่น ๆ เช่น การจัดเขตพืนที่น้าท่วมยังอยู่ในระยะ
วางแผน อย่างไรกต็ ามมสี ง่ิ ทน่ี ่าชืน่ ชมคอื การทนี่ ้าท่วมในประเทศนีเปน็ เหตกุ ารณท์ ่เี กิดขนึ เปน็ ประจ้าทุกปี
ท้าให้ประชาชนในชนบท “สามารถอยู่ร่วมกับน้าท่วมได้” โดยใช้วิธีการกันน้าท่วม (Flood Proofing) น้า
ท่วมท่ีเกิดจากน้าเอ่อล้นตลิ่งและปริมาณน้าฝนจึงไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชนเหมือนกับน้า
ท่วมที่เกิดจากคลื่นพายุซัดฝั่ง (ไซโคลน) ซึ่งประเภทหลังนีเองที่มีความจ้าเป็นมากท่ีจะต้องมีการสร้าง
อาคารกันนา้ ท่วมเพือ่ การอพยพและกจิ กรรมบรรเทาทุกข์

A.2.5 ประเทศแคนาดา (Canada)

รายงานประเทศท่ีจัดท้าโดยสมาชิกคณะท้างาน B. Maclock [6] ได้ประมวลรายละเอียดของ
ทางเลือกต่าง ๆ ในการควบคุมน้าท่วมแบบไม่ใช้สิ่งก่อสร้างเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็น
ประสบการณ์ของประเทศแคนาดาได้ดี

โดยพบวา่ การประยุกต์ใช้มาตรการควบคมุ น้าท่วมท่ไี มใ่ ชส้ ง่ิ ก่อสรา้ งเป็นไปอย่างช้า ๆ ในแคนาดา
และกระจายตัวไปท่ัวประเทศ หลักปฏิบัติดังเดิมคือการใช้มาตรส่ิงก่อสร้างที่ต้องใช้ค่าลงทุนสูง อย่างไรก็
ตามในเร็ว ๆ นี ได้มีการริเร่ิมและมุ่งเน้นไปที่มาตรการที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง และถือว่าเป็นมาตรการท่ีใช้
ไดผ้ ลดีกบั ปญั หานา้ ทว่ ม

ในรายงานยังมีการเน้นยา้ ถึงความแตกตา่ งของกิจกรรมต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วข้องกับการนา้ วิธีการท่ีไม่ใช้
ส่ิงก่อสรา้ งมาใช้ของรัฐบาลกลางและรฐั บาลท้องถนิ่

รัฐบาลกลางสามารถจ้ากัดการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่รัฐบาลท้องถ่ินต่าง ๆ ตาม
แผนงานความช่วยเหลือภัยพิบัติ (Disaster Assistance Program) ดังนันจึงได้มีการจัดท้าแผนงานลด
ความเสียหายน้าท่วม (Flood Damage Reduction Program, FDR) ขึนในปี ค.ศ. 1975 ซ่ึงผลของการ
การจัดท้าข้อตกลง FDR ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถ่ินแต่ละรัฐได้ครอบคลุมถึงข้อตกลงในด้าน
มาตรการที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้างด้วย มาตรการเหล่านีส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่การจัดเขตการใช้พืนที่ และการ
พยากรณ์นา้ ท่วมเปน็ หลกั

บริษัท Canadian Mortgauge and Housing Corporation ไดพ้ ัฒนาข้อกา้ หนดสา้ หรับการกัน
น้าท่วมของโครงสรา้ งอาคารต่าง ๆ

เอกสารดงั กล่าวยังใหร้ ายละเอียดการทบทวนสถานการณ์น้าทว่ มทเี่ กิดขึนในรัฐตา่ ง ๆ

A–4

ส่วนท่ี 4-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง ในบางรัฐการใช้มาตรการท่ีไม่ใช้สิ่งก่อสร้างมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามก็ยังคงมี
ขอ้ จ้ากดั บางประการซึง่ ระบุไว้ดงั นี

 ความจ้าเป็นท่ีจะต้องจดั ทา้ แผนทีเ่ สีย่ งนา้ ท่วมให้ครอบคลมุ พืนทข่ี นาดใหญ่
 การเมืองไม่ยอมรับการจดั เขตการใช้พืนที่
 ขาดตัวบทกฎหมายที่เก่ียวข้อง

ในรายงานนียังรวมข้อคิดเห็นเก่ียวกับเศรษฐศาสตร์ของทางเลือกในการบริหารจัดการน้าท่วม จึง
ไมน่ า่ แปลกใจที่ความเปน็ ไปได้ทางเศรษฐศาสตรข์ องมาตรการท่ีไม่ใช้สิ่งก่อสร้างขนึ อยกู่ ับระดับการพัฒนา
ในพืนท่ีราบน้าทว่ มถึง และการผสมผสานระหวา่ งมาตรการส่ิงก่อสร้างและท่ีไม่ใชส้ ง่ิ ก่อสร้างอาจกลายเป็น
ทางแก้ท่ดี ที ่ีสดุ ทางดา้ นเศรษฐศาสตร์ในสถานการณ์นัน ๆ ได้

A.2.6 ประเทศฝร่งั เศส (France)

ในรายงานของประเทศฝรั่งเศสมีการแยกประเภทนา้ ทว่ มไว้ 2 ประเภทอยา่ งชัดเจน คือ

 น้าทว่ มในพืนท่ีลมุ่ (Low Land Flood) ท่มี ีลกั ษณะของการพฒั นารปู แบบนา้ ทว่ มอย่างช้า ๆ
 น้าท่วมเฉียบพลัน (Flash Flood) ท่เี กิดจากฝนตกอยา่ งรุนแรงในพนื ท่ี และเปน็ น้าทว่ มที่

กอ่ ให้เกดิ ความเสียหายอยา่ งมาก

ในอดีตเหตุการณ์น้าท่วมเกิดขึนหลายครังในประเทศฝร่ังเศส และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผอู้ ยู่
อาศัยในเมือง ด้วยเหตุนีจึงมีข้อห้ามมิให้สร้างคันกันน้าตามแนวแม่น้ามาหลายศตวรรษแล้ว และให้มีการ
คงสภาพของพืนท่รี าบนา้ ทว่ มถึงไว้

มีการคาดการณ์ว่าในปัจจุบันหนึ่งในสี่ของพืนที่ตังถิ่นฐานอยู่อาศัยเสี่ยงต่อภัยน้าท่วม นอกจากนี
ความหนาแน่นของประชากรท่ีเพิ่มขึน ความมั่งค่ังของทรัพย์สิน และการครอบครองพืนท่ีเสี่ยงภัยน้าท่วม
น้าไปสู่ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและความเสียหายที่เพ่ิมขึน จึงไม่น่าประหลาดใจท่ีพบว่าในช่วงทศวรรษ
หลงั นี ความเสียหายทีเ่ กดิ จากนา้ ทว่ มจึงสูงมาก

รายงานยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าท้าไมปัญหาน้าท่วมและความเสียหายท่ีตามมาจึงเพิ่มสูงขึนใน
ประเทศฝร่ังเศส นอกจากสาเหตุของการเติบโตของเมือง (Urbanization) การบุกรุกของคนในพืนท่รี ับนา้
และการขาดการบ้ารุงรักษา (เน่ืองจากการลดลงของประชากรในพืนที่ชนบท) ซึ่งเป็นสาเหตุส้าคัญของ
กระบวนการดังกล่าว ในรายงานยังมีการระบุถึงการป้องกันน้าท่วมในบางพืนท่ี ซ่ึงโดยทั่วไปก็คือพืนท่ีซ่ึง
เคยเปน็ พืนทรี่ าบน้าท่วมถึงหรอื หนองนา้

A–5

หลังจากเหตุการณ์น้าท่วมในปี ค.ศ. 1994 ได้มีการตัดสินใจน้าเอาแผนงานระยะยาวมาใช้ โดย ส่วนท่ี 4-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง
มงุ่ หวังทีจ่ ะการป้องกนั ความเส่ียงจากภยั พิบตั ิตามธรรมชาติอยา่ งเหตุการณ์นา้ ทว่ ม

หน้าที่รับผิดชอบในการด้าเนินมาตรการที่ผ่านมาเป็นของชุมชนท้องถ่ิน (Community) รัฐบาลมี
หน้าที่เพียงส่งเสริมให้มีการด้าเนินมาตรการเหล่านัน แต่มักไม่ค่อยประสบความส้าเร็จ ดังนัน จึงได้มีการ
นา้ กฎหมายใหม่มาใชใ้ นปี ค.ศ. 1995 [7] โดยนา้ เอาหลักการจัดเขตมาใช้ในพืนทขี่ นาดใหญ่มากกว่าที่เคย
ท้าอยู่เดิมโดยก้าหนดจากแผนที่รับน้านอง (Inundation Map) นอกจากนียังมีการน้าเอามาตรการการ
เวนคืนที่ดินและจ่ายค่าชดเชยให้แก่เจ้าของพืนที่เส่ียงน้าท่วมซ่ึงหากจะสร้างระบบป้องกันน้าท่วมจะต้อง
จา่ ยคา่ ลงทุนท่ีสูงมากเกนิ ไปด้วย

รัฐบาลยังได้สนับสนุนเงินลงทุนจ้านวนหนึ่งเพื่อปรับปรุงระบบการพยากรณ์และการเตือนภัยน้า
ท่วมของแม่น้าบางแห่งให้ทันสมัยขึน อย่างไรก็ดี ไม่มีการลงทุนในแม่น้าที่พิจารณาแล้วว่าไม่สามารถ
เปน็ ไปได้ในทางเทคนิค

มาตรการการป้องกันน้าท่วมในระดับท้องถ่ินได้ด้าเนินการควบคู่ไปกับมาต รการฟื้นฟูและการ
บา้ รุงรกั ษาแมน่ ้าและล้าน้าอืน่ ๆ

รัฐบาลยังคงไม่ได้ท้าข้อผูกมัดในเร่ืองเหล่านี แต่ได้จัดหามาตรการจูงใจด้านการเงินด้วยการ
สนับสนนุ เงินใหเ้ ปลา่ ซึ่งน้าไปสูค่ วามตระหนักถึงความเสี่ยงของประชาชนทส่ี ูงขนึ การแกป้ ัญหาทค่ี า้ นึงถึง
ปจั จัยสง่ิ แวดลอ้ ม และเพื่อใหก้ ารใชง้ านและการบา้ รงุ รกั ษาลา้ น้าและอาคารทางชลศาสตร์ดีขึน

คาดว่าในระยะยาวจะต้องมีการสร้างความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากภัยน้าท่วมให้แก่ประชาชนใน
ชุมชนเมอื งเชน่ เดยี วกบั ในพนื ท่ชี นบท

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะต้องให้ความสนใจกับการบริหารจัดการพืนที่ลุ่มน้า (Catchment
Management) ให้มากขึน

A.2.7 ประเทศเยอรมัน (Germany)

เหตุการณน์ า้ ท่วมรุนแรงในแมน่ ้าไรน์ (Rhine River) ในปี ค.ศ. 1993 และ ค.ศ. 1995 ได้ผลักดัน
ให้หน่วยงาน Landerarbeitsgemeinschaft Wasser หรือ LAWA จัดพิมพ์หนังสือเร่ือง “คู่มือส้าหรับ
การป้องกันนา้ ทว่ มในอนาคต (Guidelines for Forward–Looking Flood Protection)” [23] ในปี ค.ศ.
1995 หน่วยงาน LAWA ถูกจัดตังขึนในฐานะคณะท้างานหน่ึงของสหพันธรัฐเยอรมัน และมีหน้าท่ี
รบั ผดิ ชอบในการบริหารจัดการน้าในประเทศเยอรมัน

A–6

ส่วนท่ี 4-1 ค่มู อื การบรหิ ารจดั การน้าทว่ มดว้ ยแนวทางไม่ใช้ส่งิ ก่อสรา้ ง คู่มือเล่มนีอธิบายถึงสถานการณ์ของการป้องกันน้าท่วมในประเทศเยอรมันในปี ค.ศ.1995 และ
ลักษณะรูปแบบของการเกิดน้าท่วมโดยทั่วไป ตามด้วยกลยุทธ์และมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงจากความ
เสยี หายของการเกิดนา้ ท่วมในอนาคต คมู่ ือนียงั ช่วยเผยแพร่ขา่ วสารให้เหน็ ถงึ ปัญหาความซบั ซ้อนของการ
ป้องกันน้าท่วม ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแนวทางแก้ไขเดียวแต่จ้าเป็นจะต้องใช้ชุดมาตรการ ซ่ึงปรับให้
เขา้ กบั กลมุ่ เป้าหมายเชงิ สังคม เศรษฐกจิ และทางเทคนคิ เพื่อช่วยลดอนั ตรายจากความเสียหายนา้ ท่วมใน
อนาคตใหเ้ หลือน้อยที่สุด

ในหนังสือคู่มือดังกล่าวระบุความตอ้ งการพนื ฐาน 10 ประการ ดังนี
(1) เพอ่ื ชะลอน้าดา้ นบน
(2) เพ่ือระบายนา้ ท่วมออกไป
(3) เพื่อบ้ารุงรักษาอาคารสถานทีแ่ ละส่งิ อา้ นวยความสะดวกเพ่ือการปกปอ้ งจากภยั นา้ ท่วม
(4) เพอ่ื ใหต้ ระหนักรู้ถึงข้อจา้ กัดต่าง ๆ
(5) เพ่อื ลดความเป็นไปไดท้ จี่ ะเกิดความเสยี หาย
(6) เพอ่ื ท้าใหป้ ระชาชนร้ถู งึ ความเส่ียงน้าท่วม
(7) เพื่อเตือนภยั การเกิดน้าท่วม
(8) เพื่อสง่ เสริมมาตรการป้องกนั ส่วนบคุ คล
(9) เพอ่ื สรา้ งความเป็นเอกภาพ
(10) เพือ่ ด้าเนนิ งานในลักษณะบรู ณาการ

ความต้องการเหล่านี 8 ข้อ จากทังหมด 10 ข้อ เป็นสิ่งท่ีจะใช้มาตรการท่ีไม่ใช้ส่ิงก่อสร้างในการ
แก้ไข มาตรการสิ่งก่อสร้างใดซ่ึงไม่ได้สรา้ งความตระหนักรับรู้ของประชาชนเก่ียวกับความเส่ียงน้าท่วม ก็
อาจสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินมากกว่าช่วยป้องกัน ดังนันจ้าเป็นจะต้องน้ามาตรการที่ไม่ใช้
ส่ิงกอ่ สร้างมาใช้ควบค่กู นั เพอ่ื ส่งเสรมิ งานสง่ิ กอ่ สรา้ งให้มีประสิทธภิ าพสงู สดุ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีมาตรการใดท่ีสามารถป้องกันไม่ให้เกิดน้าท่วมได้เด็ดขาด การควบคุม
กิจกรรมของมนุษย์ในพืนท่ีเส่ียงภัยน้าท่วมดูจะให้ประสิทธิผลดีกว่าการพยายามควบคุมขนาดน้าท่วม
รุนแรง นอกจากนีการบริหารจัดการด้านการตังถ่ินท่ีอยู่อาศัยในพืนที่น้าท่วมจะประสบผลส้าเร็จมากกว่า
การพยายามควบคมุ นา้ ท่วมโดยตรง

คู่มือฉบับนีจัดท้าขึนส้าหรับประชาชนท่ัวไปและผู้มีอ้านาจตัดสินใจ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถ
น้าไปใชไ้ ด้เพือ่ สรา้ งความเขา้ ใจใหม้ ากขึน

A–7


Click to View FlipBook Version