The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชลสาร ปี่ที่ 4 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชลสาร 2559

ชลสาร ปี่ที่ 4 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559

Keywords: ชลสาร,ชลประทาน

ขอพระองคทรงพระเจรญิ ย่ิงยนื นาน
ดว ยเกลา ดวยกระหมอมขอเดชะ ขา พระพทุ ธเจา

คณะทาํ งานจดั ทาํ เอกสารวชิ าการ “ชลสาร”
กรมชลประทาน

ชลสาร

Chonlasarn Research Journal of Irrigation Management

ISSN 2287-0504

ปท ี่ 4 ฉบับที่ 1 พ.ศ.2559
Vol.4 No.1 2016

สงวนลิขสิทธ์ิ ตาม พรบ. ลขิ สทิ ธ พ.ศ.2521
สาํ นักวิจยั และพัฒนา
กรมชลประทาน

“ การนําขอมูลทางทฤษฎี หรือสวนใดสวนหนึ่งที่ปรากฏอยูในบทความที่ถูกตีพิมพในเอกสารฉบับน้ีไปใช
ถือเปนวิจารณญาณของผูใช สถาบันพัฒนาการชลประทาน สํานักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน
ไมส ามารถรบั ผดิ ชอบในความเสยี หายใดๆ ท่อี าจเกิดขึน้ จากการใชงานดังกลา ว



ในการทาํ อะไรทัง้ สิ้นในโลกน้ี
ถาปราศจากแลว ซงึ่ ศรทั ธา...ก็ไมค วรทํา

ถาปราศจากศรทั ธา...ขาพเจา กไ็ มทํา

สารจาก

อธิบดีกรมชลประทาน

วารสาร “ชลสาร (Chonlasarn Research Journal of Irrigation Management)” เปนวารสาร
สําคัญที่มีคุณคาทางวิชาการดานการชลประทาน เปนเวทีสําหรับเผยแพรผลงานการศึกษาวิจัยและวิชาการ
ของบุคลากรจากหนวยงานตางๆ ท้ังภายในกรมชลประทานและหนวยงานภายนอก โดยมีจุดมุงหมายเพื่อให
นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย และนิสิตนักศึกษา ไดมีการแลกเปล่ียนเรียนรูและประสบการณ รวมถึงสามารถ
ใชเปนแหลงอางอิงในการพัฒนาตอยอดผลงานวิจัยใหบังเกิดประสิทธิผล มีคุณภาพและมาตรฐานย่ิงๆขึ้นไป
อีกท้ังมุงหวังเพ่ือเปนแรงผลักดัน สงเสริม ขับเคล่ือน และสนับสนุนการพัฒนางานดานวิจัยและพัฒนาของ
กรมชลประทานใหก า วสูระดบั ชาติและสากล

บ ท ค ว า ม วิ จั ย แ ล ะ วิ ช า ก า ร ท่ี เ ผ ย แ พ ร ใ น ว า ร ส า ร ฉ บั บ นี้ ไ ด ผ า น ก า ร พิ จ า ร ณ า คั ด เ ลื อ ก แ ล ว จ า ก
คณะกรรมการผูทรงคุณวฒุ ิ รวมถงึ ผานการกล่ันกรอง ประเมิน และตรวจสอบของคณะผูเช่ียวชาญท่เี กี่ยวของ
จากหลากหลายสาขา (Reviewers) จึงเชื่อไดวาบทความทุกเรื่องที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้ครบสมบูรณทั้ง
คุณภาพ ความนา เชือ่ ถือ และมีประโยชนตอ การพฒั นาดานน้ําและการชลประทาน

ในนามของท่ีปรึกษากิตติมศักด์ิของวารสารฉบับน้ี ขอขอบคุณคณะกรรมการผูทรงคุณวุฒิและ
ผูเช่ียวชาญทุกทานท่ีไดกรุณาใหเวลาในการสรรหา ตรวจสอบ และประเมินบทความเพื่อใหมีคุณภาพและ
มาตรฐาน ขอขอบคุณเจาของบทความทุกทานที่ใหเกียรติสงบทความเพ่ือเผยแพรในวารสารฉบับน้ี ตลอดจน
ขอขอบคุณและชื่นชมคณะทํางานทุกทานท่ีไดรวมแรงรวมใจดําเนินการกันจนประสบความสําเร็จตาม
วตั ถปุ ระสงคทุกประการ

(นายสญั ชัย เกตุวรชัย)
อธิบดีกรมชลประทาน

I

สารจาก

ผอู ํานวยการสาํ นักวจิ ยั และพฒั นา

วารสาร “ชลสาร (Chonlasarn Research Journal of Irrigation Management)” ฉบับน้ีไดพฒั นา
ตนเองอยา งตอเนื่องจนกาวสปู ท่ี 4 อยา งเต็มตัว โดยทาํ หนาที่เปน สอ่ื กลางสาํ หรบั เผยแพรและแลกเปลย่ี นองค
ความรูทางวิชาการดานชลประทานและน้ํา โดยเปดกวางใหผูท่ีสนใจท้ังบุคลากรในหนวยงานตางๆ ของกรม
ชลประทานและหนวยงานภายนอก นําเสนอผลงานในรูปแบบของบทความวิชาการในหลากหลายสาขาวิชาที่
เก่ียวขอ ง รวมถึงเปนเวทีในการเรยี นรูรว มกนั และเผยแพรความรทู างวชิ าการท่ไี ดศึกษาวจิ ยั ออกไปสสู งั คม

เปนที่ทราบดีวางานวิจัยเปนพื้นฐานของการพัฒนางานดานชลประทานและน้ําของประเทศในระยะ
ยาวและมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติงานชลประทานตางๆ ใหสามารถดําเนินการไปไดอยางมี
ความถูกตอง ครบถวนตามหลักวิชาการ อีกทั้งผลงานวิจัยสามารถเปนแหลงอางอิงในการตัดสินใจและแกไข
ปญ หาในการปฏบิ ตั งิ านและพัฒนางานใหมีประสิทธภิ าพอยูเ สมอ ในการน้วี ารสารฉบบั นีจ้ ึงมุงหวังเปน อยางย่ิง
ที่จะเปนกลไกอันสําคัญประการหนึ่งในการสงเสริมและสรางแรงบันดาลใจใหนักวิจัยคิดริเริ่มสรางสรรค
ผลงานวิจัยทม่ี คี ณุ ภาพและรงั สรรคบ ทความวชิ าการเพื่อเปน สวนหนึ่งในการพัฒนาองคความรูดานชลประทาน
และนา้ํ อยา งยัง่ ยืนตอไป

สุดทายน้ี ในนามของผูอํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา ขอขอบคุณผูเขียนบทความ คณะกรรมการ
ผูทรงคุณวุฒิ และผูเช่ียวชาญผูประเมินบทความทุกทานท่ีตระหนักถึงความสําคัญของงานวิจัยและวิชาการ
และรวมเปนสวนหนึ่งในความสําเร็จของวารสารฉบับน้ี ทั้งนี้ขอขอบคุณและใหกําลังใจคณะทํางานทุกทานที่
รวมแรงรวมใจปฏิบัติงานจนสําเร็จลุลวงตามวัตถุประสงคที่มุงหวังไวทุกประการ กระผมหวังเปนอยางยิ่งวา
วารสารวิชาการ “ชลสาร” จะไดรับการสนับสนุน และความรวมมือจากทุกๆ ฝายอยางบูรณาการดวยดีใน
โอกาสตอไป

(นายประดับ กลดั เข็มเพชร)
ผูอ ํานวยการสํานักวจิ ยั และพัฒนา

II

สารจาก

ท่ีปรกึ ษาผทู รงคณุ วฒุ ปิ ระจําสถาบันพัฒนาการชลประทาน

ผมรูสึกเปนเกียรติและยินดีเปนอยางยิ่งที่ไดมีโอกาสสงสารมาในวารสารวิชาการ “ชลสาร”
(Chonlasarn Research Journal of Irrigation Management) ปท ี่ 4 ฉบับที่ 1 ทงั้ นเี้ น่อื งจากวารสารวชิ าการ
“ชลสาร” เปนเวทีท่ีใหโอกาสนักวิชาการ นักคิด นักวิจัย นักประดิษฐ และนักปฏิบัติจากหนวยงานท้ังภาครัฐ
และเอกชน รวมท้ังสถาบันการศึกษาท่ีเกี่ยวของกับน้ําไดเผยแพรผลงานและแลกเปลย่ี นความรู ประสบการณกันได
กวางขวางโดยเฉพาะอยางยิ่งในชวงที่สภาพลมฟาอากาศแปรปรวน อันเน่ืองมาจากภูมิอากาศโลกท่ีเปลี่ยนแปลง
(Global Climate Change) ทีท่ าํ ใหประเทศของเราเผชิญกับปญหาเร่ืองนํ้าท้ังนํา้ ทวม นาํ้ แลง นํ้าเสยี ท่นี บั วนั
จะถ่ขี นึ้ และรุนแรงขึ้น การจะปองกันหรือแมเพยี งการบรรเทาปญหาดงั กลา วใหไดน น้ั ยอมตอ งการนักวิชาการ
นักคิด นักวิจัย นักประดิษฐ รวมถึงนักปฏิบัติในเรื่องน้ําซ่ึงผมเช่ือวา มีผลงานอยูเปนจํานวนมาก เพียงแตมีการ
เผยแพรผ ลงานอยใู นวงจํากดั หากนาํ ผลงานดังกลา วมาเสนอในวารสารวชิ าการ “ชลสาร” นอกจากจะเปนการ
ขยายการรับรูในวงที่กวางข้ึนแลว ยังจะเปนแรงจูงใจใหมีนักวิชาการ นักคิด นักวิจัย นักประดิษฐรุนใหมมา
คิดคน ตอยอดตอไปถือเปน การพัฒนาการบริหารจัดการนํ้าท่ีมีเปาหมายในการแกไขปญหานํ้าทม่ี ีประสิทธิภาพ
และเม่ือถึงเวลานั้น การออกวารสารวิชาการ “ชลสาร” ปละ 2-3 ครั้งตามความตองการของสมาชิกก็ยอมจะ
เปนไปได

ขอขอบคุณนักวิชาการ นักคิด นักวิจัย ทุกทานที่ไดใหเกียรติสงบทความมาลงในวารสารวิชาการ
“ชลสาร” ผูทรงคุณวุฒิประจํากองบรรณาธิการตรวจสอบบทความ คณะทํางานจัดทําวารสารวิชาการ “ชลสาร”
ตลอดจนนิสิตวทิ ยาลัยการชลประทานท่ีมาชว ยงานในกองบรรณาธกิ าร จนทําใหมีวารสารวชิ าการ “ชลสาร”ฉบับน้ี
ไดตรงตามวัตถุประสงค ผมหวังวาวารสารวิชาการ “ชลสาร” จะไดรับการสนับสนุนรวมมือจากทุกๆ ฝายใหมี
ความเจริญม่ันคง เปนแหลงเผยแพรแลกเปล่ียนความรูและประสบการณเรื่องนํ้าของนักวิชาการ นักคิด
นกั วจิ ัย นักประดษิ ฐ นกั ปฏิบตั ิ ท้ังหลายอยา งตอเนื่องตลอดไป

(นายวสนั ต บุญเกดิ )

ทปี่ รกึ ษาผูทรงคณุ วฒุ ิ
ประจําสถาบันพฒั นาการชลประทาน

III

สารจาก

บรรณาธกิ าร

การพัฒนางานดานชลประทานและน้ําใหประสบความเสร็จอยางย่ังยืนในระยะยาวนั้นจําเปนตองมี
การนําองคความรูที่ไดจากการศึกษาและวิจัยมาประยุกตใชเพื่อเปนเคร่ืองมือชวยในการพัฒนางาน สรางสรร
นวตั กรรมตอยอด ตดั สนิ ใจหรือแกปญ หาท่เี กี่ยวของกับงานอยางเหมาะสม ดังนั้นหากปราศจากแหลงรวบรวม
ผลงานวิจัยเพื่ออํานวยความสะดวกในการเขาถึงแหลงขอมูลใหงายข้ึน คุณคาของผลงานวิจัยและวิชาการ
เหลา นัน้ จะสูญเปลา และไมเกิดประโยชนอ นั ใดตอสงั คม

วารสาร “ชลสาร (Chonlasarn Research Journal of Irrigation Management)” ฉบับน้ีซึ่งจัดทํา
ขึ้นและพัฒนาอยางตอเนื่องจนกาวสูปท่ี 4 จึงมีจุดมุงหมายสําคัญในการทาํ หนา ที่เปนส่ือกลางสําหรับรวบรวม
และเผยแพรผ ลงานการศึกษาวิจัยและวิชาการของบุคลากรตา งๆ ทงั้ นกั วิชาการ นักวจิ ัย อาจารย นิสิต และ
นักศึกษา จากหนวยงานภายในกรมชลประทานและหนวยงานภายนอก ท้ังน้ีผลงานที่ลงตีพิมพในวารสาร
ฉบับน้ี ไดรับการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการผูทรงคุณวุฒิ และผานการตรวจประเมินจากคณะ
ผูเชี่ยวชาญอยา งเหมาะสม ดังน้ันบทบาททสี่ าํ คัญของวารสารฉบับน้ีอีกประการหนึ่งคือชว ยสงเสริมองคความรู
ดานชลประทานและน้ํา รวมถึงใชเปนแหลงอางอิงในการพัฒนาตอยอดผลงานวิจัยใหเกิดเปนรูปธรรม อีกทั้ง
เปนแรงผลักดัน สงเสริม และขับเคล่ือนการพัฒนางานดานวิจัยและพัฒนาของกรมชลประทานใหเขมแข็ง
ตอไป

ในฐานะบรรณาธิการของวารสารฉบับนี้ ขอขอบพระคุณผูเขียนบทความทุกทานที่ใหเกียรติสง
บทความทมี่ ีคณุ ภาพเพื่อลงตีพิมพ ขอขอบคุณคณะกรรมการผูท รงคุณวุฒิ และคณะผูเ ชีย่ วชาญท่เี สยี สละเวลา
ในการคัดสรรและตรวจประเมินบทความเพื่อใหเกิดความเหมาะสมตามหลักวิชาการและใหมีความนาเช่ือถือ
สามารถนําไปอางอิงไดอยางถูกตอง สุดทายน้ีที่ขาดเสียไมไดคือคณะทํางานทุกทานท่ีทุมเทแรงกายแรงใจใน
การจดั ทําวารสารฉบับน้จี นเสรจ็ สมบรู ณแ ละมมี าตรฐาน จงึ ขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี

(นายชยั ยะ พ่ึงโพธิ์สภ)
บรรณาธิการ

IV

V



ขอ คดิ เห็นในการศึกษาวจิ ัยงานชลประทาน

นายวสันต บุญเกิด
ที่ปรึกษาผูท รงคณุ วุฒปิ ระจาํ สถาบันพัฒนาการชลประทาน

ผูเขียนมีความยินดีท่ีไดมีโอกาสเสนอบทความ ผกู พนั กบั กรมชลประทานเสมอมา ทั้งยังคงมีความสนใจ
แสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับแนวทางการศึกษาวิจัยของ เฝาติดตามงานศึกษาวิจัยของกรมชลประทานในระดับ
กรมชลประทาน ทั้งนบ้ี ุคลากรกรมชลประทานอาจไดรับ หนงึ่ มาโดยตลอด ขอยกประเดน็ ปญ หาในการศึกษาวิจัย
ฟงเสียงวิพากษจากบุคคลภายนอกบางวา กรมชลประทาน ในบางประเด็น รวมถึงขอเสนอขอคิดเห็นในแนวทางท่ี
มีงบประมาณเฉล่ียถึงปละ 37,000 ลานบาท แตมีงาน ควรจะดําเนินการ ท้ังนี้ตามกําลังสติปญญาซึ่งอาจจะไม
ศกึ ษาวจิ ัยนอ ยมากซงึ่ คดิ เปนประมาณรอยละ 0.09 ของ ทันสมัยแลวก็ได เพื่อจะไดเสนอเปนแนวทางในการ
งบประมาณประจําปเทานั้น มิหนําซํ้า ในจํานวนงาน ศกึ ษาวิจัยตอไป
ศึกษาวิจัยท่ีมีนอยอยูแลวน้ัน บางสวนเปนผลงาน
ศึกษาวิจัยท่ีเก็บไวบนห้ิง ไมไดนําไปใชชวยการ 1. การศกึ ษาวจิ ยั ในปจ จุบัน
ปฏิบัติงานของกรมชลประทานเลย จนมีเสียงวิจารณใน
เชิงตําหนิวา กรมชลประทานเปนหนวยงานที่ไดรับการ การศึกษาวิจัยงานชลประทาน ทั้งโดยนักวิจัย
จัดสรรงบประมาณคอนขางมาก แตมีการศึกษาวิจัย ของกรมชลประทานเอง และนักวิจัยจากสถาบัน
นอยมาก การปฏิบัติงานท่ีทํากันมาก็เปนการแกปญหา การศึกษาตางๆ มกั จะมงุ เนนในเร่ืองท่ีตนและหนว ยงาน
แบบเดิมๆไมมีอะไรแปลกใหม เร่ืองนี้บุคลากรกรม ของตนถนดั ในเรื่องเฉพาะดานน้นั ผเู ขยี นเห็นวา ควรเนน
ชลประทานจะไปถือโกรธผูที่ออกมาวิจารณก็ไมนา เรื่องท่ีเห็นวามีผลกระทบตองานชลประทาน ซึ่งพอจะ
ถูกตองนัก ตรงกันขามควรจะขอบคุณเขาเสียดวยซ้ํา จาํ แนกออกเปน แตล ะดา นไดดงั นี้
เพราะเสียงวิพากษวิจารณเปรียบดังกระจกเงาสะทอน
ใหเห็นปญหา ซ่ึงบางครั้งบุคลากรกรมชลประทาน 1) ดา นวศิ วกรรม
มองขามไปเนื่องจากเห็นเปน เร่ืองธรรมดาท่ีพบเห็นจําเจ
อยูทุกเม่ือเช่ือวัน ดังนั้นเมื่อมีกระจกเงาสะทอนใหเห็น ในดานวิศวกรรม นักวิจัยไดเลือกหัวขอที่ตน
ปญหาจดุ ออนดอ ย จะไดรีบหาทางแกไขปรบั ปรุง เพ่ือให สนใจมาศึกษาวิจัยดวยตนเองอยูแลว สวนหัวขอการ
กรมชลประทานกลับมาคงความเปนหน่ึงในดานนํ้า ดังท่ี ศึกษาวิจัยท่ีนาจะเปนที่ตอ งการในงานชลประทานทัง้ ใน
ผูใหญส ่งั สมไวใ หใ นอดีต ระดบั กรมฯ และประเทศนา จะไดแ ก

เมื่อมีความเขาใจตรงกันแลว ผูเขียนขอถือ - การพัฒนารูปแบบอาคารชลประทาน
โอกาสในฐานะบุคลากรกรมชลประทานในอดีตท่ีได พรอมกับบานบังคับนํ้า ตลอดจนวัสดุท่ีจะ
เกษียณอายุราชการมา 11 ปแลว แตก็ยังมีความรัก ใชกอสรางอาคารชลประทานและบาน
บงั คบั น้าํ ที่เหมาะสม และทนั สมัย

1

- การศึกษาวิจัยทบทวนคาสัมประสิทธิ์ตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งในสภาวะปจจุบันกรมชลประทาน
ในงานชลประทานใหเหมาะสม ไมเพียงจะบริหารจัดการน้ําเพ่ือการเกษตรเทาน้ัน
- การพัฒนารูปแบบเครื่องกําจัดวัชพืชตางๆ ยังตองบริหารจัดการน้ําเพ่ือการอุตสาห ก รรม
เชน ผักตบชวา ฯลฯ รวมถึงการนําไปใช การทองเท่ียว การอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ ฯลฯ
ประโ ยช น ซึ่งถือเปนว าร ะ แห ง ช า ติ อีกดวย การบริหารจัดการนํ้าที่พยายามสนองความ
(National Agenda) ไปแลว ตองการในทุกภาคสวน โดยพยายามพัฒนาแหลงน้ํา
ใหมๆ โดยใชอุปสงค (Demand) เปนตัวตั้งเพ่ือสนอง
2) ดานการบริหารจัดการน้ํา (แยกจากดาน ความตองการของผูใชที่นับวันมีแตจะเพ่ิมข้ึน มักจะถูก
วิศวกรรมเพือ่ ความชดั เจน) ตอตานจนไมอาจตอบสนองความตองการตางๆ ได
จงึ อาจถงึ เวลาท่จี ะตอ งเปล่ยี นการบริหารจัดการน้ําไปใช
ใ น ด า น นี้ ผู เ ขี ย น มี ข อ เ ส น อ เ รื่ อ ง ท่ี น า จ ะ อปุ ทาน (Supply) เปนตวั ตงั้ แทน โดยตรวจสอบปรมิ าณ
ศึกษาวิจัยในประเดน็ ตางๆดงั น้ี น้ําตน ทุนแลว ประกาศใหท ราบต้งั แตเนน่ิ ๆ วา ปรมิ าณนํ้า
ตนทุนน้ีจะสามารถจัดสรรใหแตละกิจกรรมไดเพียงใด
- การศึกษาวิจัยพัฒนาเครื่องมือชวยการ ท้ังนี้จะตองมีเคร่ืองมือสนับสนุนการบริหารจัดการนํ้าท่ี
บริหารจัดการนํ้าใหทันสมัย เชน โทรมาตร ถูกตอง แมนยํา ฉับไว มาชว ยในการบริหารจัดการนํ้าดว ย
(Telemetering System), ระบบ SCADA,
Overnight Storage, Automatic Controller, 3) ดานเกษตรและเกษตรชลประทาน
Robogate, ฝายพับได และโทรวัดนํ้า ฯลฯ
ซึ่งไดมีการศึกษาวิจัยกันมาแลว และที่จะ ภาคการเกษตรมักถูกกลาวหาเสมอมาวา
ศึกษาวิจัยและพฒั นาตอ ไป เปนภาคสวนท่ีใชน้ําเปลื องมากที่สุดโ ดย ไดรับ
- การเลือกสรรและพัฒนาโปรแกรมท่ี ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจนอยท่ีสุด จึงไดรับผลกระทบ
เหมาะสมมาใชในการบริหารจัดการนํ้าเชน มากท่ีสุด ทั้งในยามนํ้าทวม นํ้าแลง เมื่อมีปญหาน้ําทวม
WASAM, INCA, ห รื อ WATERCAL ฯ ล ฯ พ้ืนที่เกษตรมักจะถูกกําหนดใหเปนพื้นท่ีรองรับนํ้าเพื่อ
โดยควรจะศึกษาวิจัยและพัฒนาตอไปไม ผอนคลายปญหานํ้าทวมในพ้ืนท่ีเศรษฐกิจ และเม่ือ
สน้ิ สดุ มีปญหาน้ําแลง พื้นท่ีเกษตรจะถูกกําหนดใหงด
การเพาะปลูก เพื่อนําน้ําท่ีมีนอยใชในกิจกรรมอ่ืนๆ
ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยในประเด็นตางๆ ทั่วดาน การทองเท่ียว การอุตสาหกรรม ฯลฯ จนแหลงน้ํา
ควรเนน Appropriate Technology ท่ีเหมาะสมกับ ชลประทานที่สรางขึ้นเพื่อการเกษตรถูกปรับเปล่ียนไป
สภาพตางๆของประเทศ มากกวา High Technology ใชในภาคสว นอ่นื เปน บางสว นหรอื ทง้ั หมด เชน อางเก็บนา้ํ
ทั้งน้ี เพ่ือใหการบริหารจัดการน้ําของกรมชลประทานมี บางพระ เปนตน
ความฉับไวถูกตองแมนยํา ท้ังในสภาวะปกติ นํ้าทวม
น้ําแลง และนํ้าเนาเสีย เม่ือบุคลากรกรมชลประทานได อยางไรก็ตาม ภาคการเกษตรไมควรถูก
เรียนรูแลว ยอมบังเกิดความคิดที่จะวิจัยพัฒนาตอยอด ทอดท้ิง กรมชลประทานจะตองพิจารณาใหความสําคัญ
ตอ ไปได

2

กับภาคการเกษตรใหมาก เกษตรกรในเขตชลประทาน 4) ดา นเศรษฐกิจ สังคม การเมอื ง
ควรไดรับการดูแลใหมีผลผลิตและรายไดจากเกษตร
เชนเดิม ในการทจ่ี ะทาํ ใหเ ปน เชนนั้นได กรมชลประทาน จะตองมีการศึกษาวิจัยดานเศรษฐกิจ สังคม
จ ะ ต อ ง มี ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย ใ น ด า น ก า ร เ ก ษ ต ร / เ ก ษ ต ร การเมือง ท่ีมีผลกระทบตองานชลประทาน รวมถึง
ชลประทาน เปนที่นายินดีวา ผูใหญในอดีตขอ ง ผลกระทบจากงานชลประทานท่ีมีผลกระทบตอสภาวะ
กรมชลประทาน ไดจัดตั้งสถานีทดลองการใชนํ้า เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองดวย ท้ังนี้ตองยอมรับวา
ชลประทานใหแลว โดยในปจจุบันพอจะกลาวไดวามี มีผลอยางสําคัญตอความสําเร็จตองานชลประทาน
ส ถ า นี ท ด ล อ ง ก า ร ใ ช นํ้ า ช ล ป ร ะ ท า น ค ร อ บ ค ลุ ม ท่ั ว ท้ังงานพัฒนาแหลงน้ํา และงานบริหารจัดการน้ํา
ประเทศไดพ อสมควร ทําใหมีฐานขอมลู เบอื้ งตน เกี่ยวกับ ชลประทานเปน อยางมาก
พฤติกรรมการใชนํ้าของพืชในแตละชวงอายุ ขอมูล
ดังกลาวไมไดมีแตขาวเทาน้ัน ยังมีขอมูลพืชเศรษฐกิจ สําหรับประเด็นการศึกษาวิจัยดานเศรษฐกิจ
อื่นๆ ท่ีพอจะสามารถตอบโจทยของประเทศในการ สังคม การเมือง ท่ีนาจะเอื้อตอความสําเร็จและ
กําหนดพ้ืนท่ีเกษตร Agri-Map ใหสอดคลองกับชนิดดิน ประสิทธิภาพของงานชลประทานควรมีดงั นี้
และปริมาณนํ้าตนทุน เพื่อวาเกษตรกรจะไดไมปลูกพืช
ในพ้ืนท่ที ม่ี ีสภาพดนิ ไมเ หมาะสมจนขาดทุนดงั ทเ่ี หน็ กันอยู - การมีสวนรวมของเกษตรกร ในการบริหาร
จัดการชลประทาน (Participatory Irrigation
สําหรับการศึกษาวิจัยดานเกษตร/เกษตร Management , PIM)
ชลประทาน ควรมีประเดน็ ดังนี้ - ความรู สึ กในการเป นเจ าของอาคาร
ชลประทานทส่ี รางข้ึน (Sense of Ownership /
- การใชน้ําของพืชเศรษฐกิจตางๆ ในดิน Belonging)
ชนิดตา งๆ
- ก า ร ใ ช นํ้ า ข อ ง พื ช เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ท่ี อ า จ มี 5) ดา นสงิ่ แวดลอม
ผลกระทบตอแรธาตุตางๆ ในดิน รวมถึง
ผลกระทบของแรธาตุในดินที่มีตอการใชนํ้า ง า น พั ฒ น า ป รั บ ป รุ ง ง า น ช ล ป ร ะ ท า น
การใสปยุ ฯลฯ แมกระทั่งงานบริหารจัดการน้ํา ยอมมีผลกระทบตอ
- เรื่องที่อยใู นความสนใจของประเทศและโลก สิ่งแวดลอมไมมากก็นอย จึงมีขอโตแยงจากนักอนุรักษ
เชนการปลูกขาวถูกกลาวหาวา เปนตัวการ รวมทง้ั องคกรพฒั นาเอกชน (NGO) เสมอมา
ในการผลิตกา ซมเี ทน หรอื กา ซเรอื นกระจก
- เทคนิคในการลดปริมาณการใชนํ้าโดยไม ดังน้ันจึงควรวิเคราะหประเด็นการศึกษาวิจัย
กระทบตอผลผลิต เพื่อใหสอดคลองกับ ผลดีผลเสีย ตลอดจนแนวทางลดหรือแกไขปญหาอยาง
สภาวะภูมิอากาศเชน การทํานาเปยกสลับ สรางสรรคและจริงใจ แลวนําผลการศึกษาวิจัยไป
แหง ฯลฯ เปนตน อภิปรายหาขอสรุปที่พอรับกันได โดยหวังวางาน
ชลประทานน้ันๆ จะสามารถดําเนินการไปไดอยาง
ราบร่ืน

3

6) ดานการบรหิ ารองคก ร ในความเห็นสวนตัวของผูเขียนเอง การพิจารณา
ปญหาในเรื่องสําคัญๆ เชน นํ้าทวม น้ําแลง น้ําเสีย
จะตองมกี ารศกึ ษาวิจยั รปู แบบการบริหารงาน ในพ้ืนท่ีใหญๆ เชน ในลุมนํ้า จังหวัด สํานักงาน และ
ชลประทานใหทันยุคสมัย ใหเหมาะสมสอดรับกับ โครงการชลประทาน ควรศึกษาวิจัยในแบบบูรณาการ
สถานการณ เชน ในสถานการณปจจุบันที่มีการลด เปนสหวิชาการ แตจะเปนการบูรณาการของหนวยงาน
อัตรากําลังในภาคราชการ ปญหาของกรมชลประทาน ตางๆ ดวยหรือไมนั้น ตองพิจารณาอีกคร้ัง มาถึงจุดน้ี
คือ ทําอยางไรจึงจะยังสามารถอํานวยความสะดวก ผูเขียนอดท่ีจะช่ืนชมและขอบคุณวิสัยทัศนของผูใหญใน
ใหบริการในดานงานชลประทานดวยกําลังคนท่ีลด อดีตของกรมชลประทานไมได ท่ีไดมองการณไกลสั่งสม
นอยลง จะตองศึกษาวิจัยงานดานตางๆ ของกรม วางรากฐานหนว ยงานวิชาการตางๆ ของกรมชลประทานไว
ชลประทาน ทง้ั งานสํารวจ ศึกษาวางโครงการ ออกแบบ อยางครบถวนสมบูรณเปนเร่ืองสหวิชาการอยูแลว
กอสราง สงนาํ้ บาํ รงุ รักษา ฯลฯ งานใดจะดําเนินการเอง ผูเขียนเห็นชัดเจนขณะรวมเปนกรรมการพิจารณา
งานใดจะจางเหมาในสัดสวนเทาใด แมกระทั่งการถาย โครงการวิจัยท่ีขอรับทุนจากสํานักงานคณะกรรมการ
โอนบางภารกิจไปใหภาคเอกชน ท้ังน้ีโดยมีเปาหมาย วิจยั แหง ชาติ วช. ในเร่อื งนาํ้ ในเขตลุมนํา้ และสาํ นักงาน
เพื่อประโยชนสขุ ของประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรเปน ชลประทาน แมจะเปนขอเสนอของสถาบันการศึกษา
สําคัญ มีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเปนหัวหนาโครงการ ก็ยังมี
บุคลากรนักวิชาการของกรมชลประทานรวมเปน
2. แนวทางในการศกึ ษาวจิ ัยทยี่ ง่ั ยืน คณะผูวิจัยอยูสวนหนึ่ง โดยเปนผูเชี่ยวชาญดานตางๆ
ของกรมชลประทานน่นั เอง
จากขอคิดเหน็ ในหัวขอตา งๆ ขางตน การศึกษาวิจัย
เฉพาะแตละดาน อาจะไมสามารถตอบโจทยได แมจะเปน จึงเห็นไดชัดวา บุคลากรภายนอกเห็นปญหาใน
โจทยดานน้ันๆ เองก็ตาม เชน การพัฒนารูปแบบอาคาร สํานักงาน และโครงการชลประทานจนมีขอเสนอ
ชลประทาน หากศึกษาวิจัยเฉพาะดานวิศวกรรมโดย โครงการวิจัยได ทําใหยอนกลับมาคิดวา ผูบริหาร
ไมพิจารณาดานสังคมและส่ิงแวดลอม อาจถูกรื้อ ทุบหรือ กรมชลประทานไมวาระดับใด จะไมรูปญหาที่เกิดข้ึนใน
ทําลายอาคารแมกระท่ังลักขโมยบานบังคับนํ้าไปขาย พื้นที่ความรับผิดชอบของตนเองเชียวหรือ จึงนับเปน
เพียงเพราะขาดสํานึกการเปนเจาของรวมกัน ขาดการ ชวงเวลาอันสมควรที่ผูบริหารระดับสํานักงาน/โครงการ
มีสวนรวม ฯลฯ ของราษฎรบางพวกเทาน้ัน เชนเดียวกับ เสนอปญหาพรอมขอเสนอใหทําการศึกษาวิจัย เพ่ือให
การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาแหลงน้ํา นอกจากจะพิจารณา ผูบริหารระดับกรมและสํานักดานวิชาการตางๆ จัดทํา
ดานวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแลว เปนโครงการศึกษาวิจัย โดยจัดคณะผูศึกษาวิจัยจาก
ยังจะตองพิจารณาดานสิ่งแวดลอมและนิเวศวิทยาดวย หนว ยงานวิชาการตา งๆ ภายในกรมชลประทานตอไป
ดานเกษตร/เกษตรชลประทาน ก็เชนเดียวกัน ตอง
ศึกษาวิจัยทั้งดิน น้ํา พืช เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการเมือง สําหรับนักวิชาการในหนวยงานราชการตางๆ
ประกอบกนั ดว ย ของกรมชลประทานน้ันผูเขียนเขาใจวาเมื่อบุคลากร

4

เหลานี้มองเห็นปญหาในการทํางานมากพอสมควร สังกัดเอง และจากกรมชลประทาน เสนอโครงการ
อาจรูสึกอึดอัดเมื่อเห็นอาคารบางชนิดคอนขางลาสมัย ศึกษาวิจัยดังที่กลาวขางตน ซึ่งเปนการยืนยันอีกครั้งวา
ใชเกณฑมาตรฐานเกาแกกวาคร่ึงศตวรรษทั้งๆ ท่ีเวลา บุคลากรภายนอกสนใจปญหาในพ้ืนท่ีชลประทานมาก
ผานไปนาน โลกมีการเปล่ียนแปลงไปมากแลวแตก็ยัง จ น ถึ ง ขั้ น จั ด ค ณ ะ ผู วิ จั ย เ ข า ม า ศึ ก ษ า วิ จั ย ใ น พ้ื น ท่ี
ยึดถือคติวา “ตามหลังผูใหญสุนัขไมกัด” ทําใหอาคาร ชลประทาน
ออกจะดูเชยๆไป จึงถึงเวลาที่นักวิชาการรุนใหมไฟแรง
จ ะ ไ ด ย ก ป ร ะ เ ด็ น ป ญ ห า เ ฉ พ า ะ ด า น เ ห ล า น้ี เ ส น อ เขียนมาถึงจุดน้ี ทําใหนึกยอนไปถึงบทความของ
ผูบังคบั บญั ชา ขอทําการศึกษาวจิ ัยในเร่ืองน้นั ๆ ก็เปน ไปได ผูเขียนเร่ือง “เหลียวหลังแลหนา งานจัดรูปที่ดินกับการ
จากประสบการณของผูเขียน พบวากรมชลประทาน ปฏิรูปการเกษตร” ในวารสาร “วันชูชาติ” 4 มกราคม
สูญเสียบุคลากรรุนใหมไฟแรงท่ีจบการศึกษาระดับ 2558 ที่ไดเสนอแนะแนวทางในการขยายงานจัดรูป
ปริญญาเอกไปหลายคนอยางนาเสียดาย ดวยเหตุเพียง ที่ดินใหไดเหมือนในอดีตน้ัน ดูจะเนนในเชิงวิศวกรรม
เพราะมอบหมายงานท่ีไมทาทายและอาจจะไมใชวิชาการ และการบริหารงานเปนสําคัญ แตโดยท่ีขณะน้ีไดมี
ดวยซํ้า ทําใหเขาเหลานั้นไมมีโอกาสใชความรูท่ีเลาเรียน พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม พ.ศ.2558
มา จนเกดิ ความเบ่ือหนา ย ยายลาออกไปในทสี่ ุด ประกาศใชแลว โดยมีการปรับปรุงรวมพระราชบัญญัติ
จั ด รู ป ท่ี ดิ น เ พื่ อ เ ก ษ ต ร ก ร ร ม พ . ศ . 2 5 1 7 แ ล ะ
สํ า ห รั บ ผู บ ริ ห า ร ร ะ ดั บ ผู อํ า น ว ย ก า ร สํ า นั ก พระราชบัญญัติคันและคูน้ํา พ.ศ.2505 เขาดวยกันโดย
ผูอํานวยการกอง ผูอํานวยการโครงการ ยอมมี เรียกงานคันและคูนํ้าเสียใหมวา งานจัดระบบน้ําเพื่อ
วจิ ารณญาณพจิ ารณาวาในพ้นื ท่ีรับผิดชอบมีปญหาอะไร เกษตรกรรม งานจัดรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมและงาน
การจะบริหารงานในพื้นที่ตามท่ีปฏิบัติกันมา อยางท่ีคน จัดระบบน้ําเพื่อเกษตรกรรม จะตอ งมีเรื่องนติ ิกรรมและ
รุนเกาทําแลวประสบความสําเร็จดวยดี หวังจะประสบ การมีสวนรวมของเกษตรกร ฯลฯ ดวย ดังน้ันการขยาย
ความสําเร็จแบบเดียวกันน้ัน ไมใชความคิดท่ีฉลาด งานจัดรูปท่ีดินและงานจัดระบบน้ําเพ่ือการเกษตรใหได
เหตุเพราะสภาพปจจัย และสิ่งแวดลอมเปล่ียนแปลง คงตอ งอาศัยการศึกษาวิจยั และโครงการศึกษาวจิ ัยนั้นๆ
สภาพภูมิอากาศเปล่ียนแปลง ดังน้ันผูบริหารจะตอง ควรเปนในแบบบูรณาการจึงพอจะนําไปสูการขยายงาน
พิจารณาปญหาขออุปสรรคใหถูกตองแมนยําฉับไว และ ไดด งั ท่มี ุงหวงั
หาทางแกไขปรับปรุงใหสามารถสนองตอความตองการ
ของราษฎรและเกษตรกรใหได ทั้งนี้ อาจจะตั้งคณะวิจัย 3. สรปุ และขอเสนอแนะ
ทําการศึกษาวิจัย โดยอาจรวบรวมบุคลากรท่ีมีความรู
ความเชีย่ วชาญท่ีมีอยูในกรมชลประทาน หรอื ไมก ็ชักนํา โครงการศึกษาวิจัยไมวา จะเปน ในแบบรายบุคคล
นั ก วิ ช า ก า ร ภ า ย น อ ก จ า ก ส ถ า บั น ก า ร ศึ ก ษ า เ ข า ม า หรือคณะผูวิจัย และไมวาจะเปนเฉพาะดานหรือแบบ
ศึกษาวิจัยในพื้นที่ความรับผิดชอบก็ได ในทํานอง บูรณาการก็ตาม นับเปนภูมิปญญาของบุคลากรกรม
เดียวกันกับท่ีสถาบันการศึกษาจัดคณะผูวิจัยจากใน ชลประทาน สามารถจะนําลงวารสาร “ชลสาร” ซึ่งเปน
วารสารวิชาการของกรมชลประทาน นับเปนการ

5

ส นั บ ส นุ น ว า ร ส า ร วิ ช า ก า ร ข อ ง ก ร ม ช ล ป ร ะ ท า น 6) หากมีขอจํากัดในเรื่องงบประมาณ (ไมนาจะ
น อ ก จ า ก นั้ น ผู ท่ี มี ผ ล ง า น วิ ช า ก า ร ท่ี ไ ด ม า จ า ก ก า ร เปน ปญหาสําหรับกรมชลประทาน) อาจเสนอ
ศึกษาวิจัย ยอมมีขอไดเปรียบเมื่อมีการพิจารณา ขอรับการสนับสนุนจากองคกรตางๆ เชน
ปรับตําแหนงวิชาการ ทั้งนี้เพราะสํานักงาน ก.พ. สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (วช.)
มีขอกําหนดคุณสมบัติผูขอรับการประเมินปรับเขาสู กองทุนสนับสนุนการวิจัยการเกษตร (สกว.)
ตําแหนงวชิ าการตอ งมผี ลงานลงวารสารวชิ าการ ทีไ่ ดร ับ สํ า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร พิ เ ศ ษ เ พ่ื อ
การรบั รองดวย ป ร ะ ส า น ง า น โ ค ร ง ก า ร อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก
พระราชดําริ (กปร.) (เฉพาะงานศึกษาวิจัยท่ี
อยางไรก็ดี คุณคา ของการศกึ ษาวิจยั อยทู ่สี ามารถ ดํ า เ นิ น ก า ร ใ น ศู น ย ศึ ก ษ า ก า ร พั ฒ น า อั น
นําไปใชประโยชนในการแกไขปญหาและ/หรือ พัฒนา เนอ่ื งมาจากพระราชดําร)ิ ฯลฯ
ปรับปรุงงานชลประทานไดผลหรือไม เพียงใด ดังน้ัน
โครงการศึกษาวิจัยที่เปนที่ตองการไมเสี่ยงตอการถูกนํา และหากจะมีการศึกษาวิจัยในเร่ืองน้ํา ไมวาจะ
ขึ้นห้ิง ควรมลี กั ษณะดงั นี้ เร่ืองน้ําทวม นํ้าแลง และนํ้าเนาเสีย จะตองพิจารณา
ศึกษาวิจัยโดยรวม ไมเชนนั้นหากพิจารณาเรื่องใดเรื่อง
1) เปนโครงการสําคัญและจําเปนมาก ท่ีอาจถือ หน่ึงเชนนํ้าทวม อาจจะมีปญหาในเรื่องน้ําแลง นํ้าเสีย
เปน วาระแหงชาติ National Agenda ซึ่งเปนผลจากการแกไขปญหานาํ้ ทว ม ก็ได

2) เปนการศึกษาวิจัยในเรื่องปญหาอุปสรรคตอ
งานชลประทานเปนอยางมาก ไมวาทางตรง
หรือทางออม

3) ท้ังน้ีจะเปนโครงการศึกษาวิจัยเฉพาะดาน
เฉพาะเรื่อง หรือแบบบูรณาการก็ได ขอเพียง
เปนเร่ืองตามขอ 1 และขอ 2 ขางตน

4) สําหรับโครงการศึกษาวิจัยแบบบูรณาการ
กรมชลประทานอาจตั้งคณะผูวิจัยประกอบดวย
ผูเช่ียวชาญของกรมฯท่ีกระจายอยูในหนวยงาน
ตา งๆ ในสงั กดั มาศกึ ษาวิจัยในเร่ืองที่ตองการ
โดยจัดเงินตอบแทนพิเศษที่ถูกตองเหมาะสม
ก็จะไดผลงานท่ีดีและเปนการพัฒนาบุคลากร
ของกรมฯดว ย

5) การดําเนินงานศึกษาวิจัยตามขอ 4 อาจ
มอบหมายใหสํานักวิจัยและพัฒนา และ/หรอื
สถาบนั พฒั นาการชลประทาน เปน เจา ของเร่ือง

6

โครงขา ยการควบคมุ อาคารชลประทานในระยะไกลแบบไรสาย
(WiMAX Network Control for Irrigation System)

นายประพนธ เครือปาน
ผูบริหารโครงการสง นํา้ และบํารุงรกั ษาแมแฝก-แมงัดสมบรู ณชล

ระบ บ ก ารสื่ อ ส ารโค รงข าย แ บ บ ไรส าย แ ล ะ อุ ป ส ร ร ค ต า ง ๆ ใ น ก า ร เฝ า ติ ดตามแล ะควบ คุ ม
กรมชลประทาน ไดรับพิ จารณ านํามาใชสําหรับ สถานการณนํ้าในลุมนํ้า ปง-วัง-ยม-นาน และลุมน้ําปาสัก
การควบคุมอาคารชลประทานในระยะไกลดวยระบบ ท่ีจะไหลลงมารวมสมทบกับแมน้ําเจาพระยา กอนที่
วิทยุ (WiCis) เพ่ือควบคุมและติดตามสถานการณนํ้า ปริมาณนํ้าทั้งหมดจะไหลออกสูทะเลอาวไทย ซ่ึงเรา
ในระบบชลประทาน ซึ่งสามารถ รับ-สงขอมูลและภาพ ตองการขอมูลน้ํา ขอมูลภาพ การควบคุมอาคาร
จากกลองตรวจจับภาพสถานการณนํ้า ณ เวลาจริงอยาง ชลประทานตางๆ และการติดตอส่ือสารกับของเจาหนาที่
ตอ เน่อื ง (Real-Time Two Ways Communication) รวม ในภาคสนามที่จะเขาปฏิบัติงานเพื่อควบคุมสถานการณ
ระยะทาง 37 กิโลเมตร ตลอดระบบสงน้ําโดยครอบคลุม น้ําทามกลางมวลชนท่ีออกมาคัดคาน ตอตานและ
พนื้ ทขี่ องโครงการสงนํา้ และบํารงุ รักษาแมแฝก – แมง ดั ขั ด ข ว า งก า ร ป ฏิ บั ติ งา น ข อ งเจ า ห น า ที่ ซึ่ งป ญหาและ
อุปสรรคตางๆ ในมหาอุทกภัยคร้ังท่ีผานมานั้นทีมวิจัยได
ภาพที่ 1 อาคารฝายสนิ ธุกิจปรชี า นํ าม าเป น โจ ท ย ใน ก ารตั้ งเป าห ม าย ขอ งงาน วิจั ย เพ่ื อ
จากเหตุการณมหาอุทกภัยนํ้าทวมประเทศไทย ป ร ะ ยุ ก ต ใช อุ ป ก ร ณ แ ล ะ พั ฒ น า เท ค โน โ ล ยี โค ร ง ข า ย
คร้ังใหญเมื่อป พ.ศ.2554 ทําใหเ กิดความสูญเสยี ทั้งชีวิต แบบไรสายที่จะใชเพ่ือการควบคุมอาคารชลประทาน
แล ะทรัพ ยสินคิดเปนมูล คาท างเศรษฐ กิจ ป ร ะ ม า ณ ในระยะไกลดวยระบบวิทยุ(WiCis)เพ่ือใชในการรับ-สง
1.40 ลานลานบาท จากเหตุการณครั้งน้ันทําใหเราได ขอมูลภาพและขาวสารภาคสนามตางๆ ใหมีความถูกตอง
บทเรียนจากการใชระบบส่ือสาร GPRS ท่ีเราตองเชา แมนยาํ และเช่ือถอื ไดแ ละมีความรวดเรว็ มากยงิ่ ขน้ึ
เครือขายของภาคเอกชนและการติดตอส่ือสารโดยใช
โทรศัพทมือถือเพื่อในเหตุการณฉุกเฉิน นอกจากน้ันเม่ือ ในการนี้ กรมชลประทานโดย นายประพนธ เครือปาน
เกิดเหตุมหาอุทกภัย ทําใหเราตระหนักถึงปญ หา ผูอําน วยการโครงการแมแฝ ก -แม งัด ไดรวม กับ
คณ ะวิ ศวกรรมศาสตร มหาวิ ทยาลั ยเทคโนโลยี
พระจอมเกลาธนบุรี โดย ผศ.ดร.วันจักร เลนวารี
อาจารยประจําภาควิชาระบบควบคุมและเคร่ืองมือวัด
ไดพัฒ นาระบบส่ือสารแบบโครงขายแบบไรสาย
(WiMAX Mesh Network) ท่ีสามารถรับ-สงขอมูลและ
กลองตรวจจับภ าพสถานการณ น้ํา ณ เวลาจริง
อยางตอเนื่อง (Real-Time) พรอมทั้งสามารถใชงาน

7

รวมกั บการติ ดต อสื่ อสารในระบบ VHF ย านความถ่ี อุปกรณในการส่ือสารแบบไรสายท่ีใชในอุตสาหกรรม
139 MHz. ดวยระบบ VPN ของกรมชลประทานใน นํ า ม า อ อ ก แ บ บ แ ล ะ ส ร า ง เป น โ ค ร ง ข า ย แ บ บ ไร ส า ย
รูปแบบโครงขา ยไรสายความเร็วสูงของระบบ WiCis ชนิ ด ตาขาย (Wireless Mesh Network) ท่ี ใชเป น
โค ร ง ข า ย ห ลั ก ส า ม า ร ถ ส ง ภ า พ จ า ก ก ล อ ง ต ร ว จ จั บ
ระบบ WiCis นน้ั จะใชอุปกรณ WiMAX ยา นความถ่ี สถานการณน้ําของสถานีตางๆ ณ เวลาจริงอยาง
4.9 GHz ซ่ึ งส าม าร ถ ใช รั บ -ส งสั ญ ญ าณ ภ าพ ท่ี ตอเน่ือง ซ่ึงทําใหเราไดเห็นภาพของระดับน้ําที่เพ่ิม
ความละเอียดสูง พรอมกับระดับนํ้าในชวงวิกฤตตลอด สูงข้ึน และสามารถเก็บขอมูลจากระบบตรวจวัด รวมถึง
24 ชั่วโมงที่สามารถนํามาประมวลผล เพ่ือใชประโยชน สามารถสงขอมูลทางไกลอัตโนมัติ (Telemetry)
ใน ก า ร ติ ด ต า ม ส ถ า น ก า ร ณ น้ํ า แ ล ะ ใช แ จ ง เตื อ น ภั ย สําหรบั การควบคุมอาคารชลประทาน อีกทั้งยังสามารถ
นํ้าหลากลวงหนา และใชวางแผนการบริหารจัดการนํ้า ทําการเก็บ บันทึกขอมูลในชวงเวลาท่ีผานมาได
ในพ้ืนที่ลุมน้ําตางๆ ตลอดจนสามารถเผยแพรสู ซง่ึ โครงขา ย WiCis นั้นสามารถใชสื่อสารไดระยะทางไกล
สาธารณะผานระบบอินเตอรเน็ตได สงผลใหประชาชน กวา 40 กิโลเมตรในชวงระยะหางของแตละเสาวิทยุ
หนวยงานตางๆ ภาครัฐ เจาหนาท่ีของกรมชลประทาน นับเปนระบบส่ือสารโครงขายแบบไรสาย (Wireless
ส า ม า ร ถ ดู แ ล ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย แ ล ะ ส า ม า ร ถ ติ ด ต า ม Network) ที่สมบูรณแบบรวดเร็วในระยะไกลที่สุด
สถานการณในพ้ืนที่ๆ มีแนวโนมน้ําหลากในลุมน้ําตางๆ เพราะสามารถเขาระบบและตรวจสอบไดท ุกแหง บนโลก
ได โด ย ป ร าศ จ า ก ป ญ ห า แ ล ะ อุ ป ส ร ร ค ใน ก า ร บ ริ ห า ร ท่ีมีระบบ Internet สามารถเขาถึงระบบได ถาเรา
จัดการนํ้าโดยไมตองเสียคาใชจายในการเชาสัญญาณ พัฒนาใหโครงขาย WiCis ใหครอบคลุมทุกโครงการ
โทรศัพท GPRS แบบรายเดือนท่ีรัฐเคยสูญเสีย แตจะใช ชลประทานท่ีจะใชวัดระดับนํ้าตามลําน้ําตางๆ โดยท่ี
รวมกับระบบ Internet ผานเคเบิลใยแกวของโครงการ อ า ค า ร ที่ ทํ า ก า ร ข อ ง แ ต ล ะ โ ค ร ง ก า ร ช ล ป ร ะ ท า น มี
ชลประทานตางๆ ที่ภาครัฐสามารถจัดหามาใชงาน การเช่ือมโยงสัญญาณอินเตอรเน็ตผานโครงขายเคเบิล
ดวยการจัดซื้อ-จัดจางผานทางระบบ e-Bidding ของ ใยแกวแลวจะทําใหระบบส่ือสารโครงขายแบบไรสาย
กรมบญั ชกี ลาง ของ WiCis สามารถเขาถึงการควบคุมและการรับ-สง
ขอมูลแบบไมมีการขาดหายของชุดขอมูล ซึ่งระบบ
ภาพที่ 2 รปู เหตุการณน า้ํ ทว ม ป พ.ศ.2554 ดังกลาวกรมชลประทานสามารถพัฒนาใหประชาชน
ระบบส่ือสารโครงขายแบบไรสายของโครงการ ค น ไ ท ย มี ร ะ บ บ ก า ร เตื อ น ภั ย นํ้ า ห ล า ก ห รื อ อุ ท ก ภั ย
ลวงหนาเพื่อการบรรเทาความเสียหายของทรัพยสิน
แมแฝก-แมงัด ไดนําผลิตภัณฑของ Siemens ซ่ึงเปน ถาเราใชระบบ WiCis ในการควบคุมอาคารชลประทาน
ตางๆ ตามลําน้ําและปากคลองท่ีอยูตามริมสองฝากฝง
8 ของแมนํ้าสายหลักตามลุมน้ําตางๆ ท่ัวประเทศแลว
เราสามารถท่ีจะเขาถึงการบริหารจัดการนํ้าแบบรวมศูนย
(War Room) ซ่ึงเราสามารถที่จะเขาถึงการบริหาร

จัดการน้ําทุกลุมนํ้าไดในกรณีท่ีเกิดเหตุการณฉุกเฉิน ที่จําเปนตอการตัดสินใจอยางเรงดวนในการรักษาชีวิต
อยางท่ีแลวมาในอดีตท่ีเจาหนาท่ีไมสามารถเขาไป และทรัพยสินท่ีมีคาไดอยางทันเวลาเพ่ือหลีกเลี่ยง
ดําเนินการควบคุมการ ปด-เปด บานประตูน้ําไดอยาง หายนะครง้ั ใหญจากมหาอทุ กภัยไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ
มปี ระสทิ ธภิ าพ
นอกเหนือจากการสงผานภาพจากสถานการณ
อนึ่งในการดําเนินโครงการวิจัยโครงขายแบบ จริงแลว โครงขายแบบไรสายของ WiCis ไดใชระบบ
ไรสาย WiCis น้ันจะใชการจับภาพระดับนํ้า โดยกลอง ควบคุมประเมินผลแบบรวมบน Cloud Server ที่ใชทํา
ตรวจจับสถานการณนํ้า ณ เวลาจริงอยางตอเนื่อง และ การสื่อสารและติดตามระบบการทํางานทางกายภาพ
ส งผ าน ภ าพ จ ริ งให ป ระช าช น ค น ไท ย ช ม ผ านเว็ บไซต ของประตูน้ําและเขื่อนเก็บนํ้าที่มีอิทธิพลตอปริมาณน้ํา
(http://mae-feak.ddns.net) ของกรมชลประทาน ท่ีจะถูกปลอยลงไปทางปลายน้ํา ระบบดังกลาว
ยังสามารถเก็บรวบรวมและติดตามระดับน้ําแบบเวลาจริง
ภาพที่ 3 การติดตั้งเสาระบบ WiMAX อาคารสงน้ํา แ ล ะ บั น ทึ ก ข อ มู ล เก็ บ ไ ว สํ า ห รั บ ก า ร วิ เค ร า ะ ห แ บ บ
คลองสายแมแฝก เวลาจรงิ ไดอกี ดว ย
จากผลการศึกษาพบวาขอมูลบนเว็บไซตได
ทง้ั นี้ ความสามารถในการเก็บขอมูลจริงนี้ทําให
พิสูจนความสําเร็จคร้ังย่ิงใหญ และแสดงถึงบทบาท หนวยงานตางๆ มีขอมูลที่จําเปนสําหรับการตัดสินใจ
ที่สําคัญในการใหบริการขอมูลแบบเวลาจริง (Real-Time) ในเร่ืองสําคัญแบบเรงดวน พรอมทั้งขอมูลจริงที่จําเปน
เพื่อการวางแผนปองกันน้ําทวมในอนาคต ซ่ึงหลังจาก
พิสูจนไดวาโครงขายแบบไรสายของ WiCis นั้นใชงาน
ไดจริงและเปนเทคโนโลยีที่สามารถพิสูจนผลไดเกินกวา
ความคาดหวงั

โ ค ร ง ก า ร น้ี ป ร ะ ก อ บ ไป ด ว ย ส ถ า นี เชื่ อ ม ต อ
โครงขายแบบไรสาย WiMAX SCALANCE และ RUGGEDCOM
Win ของ Siemens จํานวน 5 จุด และกลองวงจรเปด
แบบ IP ทั่วๆ ไป ขอดีอีกประการหนึ่งคือ การติดต้ัง
โครงขายแบบไรสายของ WiCis ใชเวลาดําเนินการ
จนแลวเสร็จใชเวลานอยกวา 1 ป และโครงขายแบบ
ไรสายของ WiCis สามารถทําการขยายเพ่ิมเติมไดงาย
รวมถึงมีตนทุนที่ใหประสิทธิผลที่มากกวา เม่ือเทียบกับ
โครงขายทีต่ อ งติดต้ังโดยใชสายแบบดั้งเดมิ

9

ภาพท่ี 4 ระบบการควบคุมอาคารชลประทานใน ความพเิ ศษของโครงขา ยของ Wicis
..ระยะไกลผา นระบบอนิ เตอรเ นต็
หลังจากประสบความสําเร็จในการวิจัยทดลอง
จาก ผ ล ก ารดํ าเนิ น โค รงก าร ศึ ก ษ าวิ จั ย สรางตนแบบระบบ WiCis ทีมวิจัยมีแนวคิดในการขยาย
นายประพนธ เครือปาน หัวหนาทีมงานวิจัย และอาจารย ผลการศึกษาวิจัยเพ่ือจะติดต้ังสถานีเช่ือมตอโครงขาย
คณ ะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัย เทคโนโลยี แบบไรสายของ WiCis ใหติดต้ังท่ีสถานีควบคุมอาคาร
พระจอมเกลาธนบุรี สรุปวา “หลังจากที่ไดดําเนินการ ของตัวเขื่อนแมงัดและอาคารชลประทาน ตางๆ
ทดสอบและใชงานแลวนั้น เราไดพบวาระบบโครงขาย ตามแนวแมน้ําปงของแตละสถานีเพื่อเช่ือมตอโครงขาย
แบบไรสายของ WiCis มีความแมนยําและนาเชื่อถือสูง แบบไรสายไปยังสถานีเช่ือมตอขางเคียง ท้ังแบบ
ส า ม า ร ถ ใช เป น ร ะ บ บ ป ฏิ บั ติ ก า รห ลั ก แ ล ะ อ อ ก แ บ บ ไปดานหนาและดานหลังเพ่ือสรางโครงขายตาขายหลัก
ใหเหมาะสมกบั สภาพแวดลอมของประเทศไทยตอระบบ (Wireless Mesh Network) ดว ยระยะทางการเชอื่ มตอ
การเตือนอทุ กภัยลวงหนา ท้งั ในปจ จุบันและอนาคต” แ ต ล ะ ก ลุ ม ส ถ า นี ใน ร ะ ย ะ ท า งรั ศ มี ป ร ะ ม า ณ
40 กิโลเมตร ระบบจะรับ -สงผาน ขอมูลสูงสุดถึง
240 เมกกะบิท ตอวินาที (Up to 240 Mbps) ดวยเวลาที่
นอยกวาหนึ่งมิลลิวินาทีตอสถานี (0.2 s) เพ่ือความ
ราบรื่นของการสงขอมูลและวิดีโอตามเวลาที่แทจริง
ตลอดทัง้ โครงขา ย

ภาพท่ี 5 รูประบบการเชื่อมโยงสัญญาณ Wi-Fi ของระบบ ภาพที่ 6 ตูควบคุมการปด-เปดอาคารชลประทานดวย
การควบคมุ อาคารชลประทานระยะไกล ระบบอัตโนมตั ใิ นระยะไกล

10

ภาพที่ 7 รูปหนาเว็บไซตของระบบควบคุมอัตโนมัติ Gold Award จากประกวดโครงงานกวา 300 โครงการ
ในระยะไกล จากทั่วโลกท่ีจัดข้ึน ณ ประเทศเยอรมนี โดยผลงานนี้
ไดรับรางวัลชนะเลิศเพราะมีความโดดเดนทางดานการ
โครงขายแบบไรสายของ WiCis ยังมีสวน ใชโครงขายแบบไรสาย (WiMAX) และเทคโนโลยี
สํารองขอมูลซํ้าเต็มรูปแบบ คือหากการบริการเชื่อมตอ Encoder และ Sensor ที่หลากหลายนํามาประยุกตใช
โครงขายลมเหลว การเชื่อมตอซ้ําอีกครั้งหนึ่งจะ งานรวมกันในการบริหารจัดการนํ้าไดงาย สะดวก
ทําหนาท่ีแทนทันทีในระหวางนั้นโดยไมมีการขาดตอน แมน ยาํ รวดเร็วมากย่งิ ข้นึ และมีราคาถกู
ใหเห็น ซึ่งความยาวของโครงขายในสวนการเช่ือมตอหลัก
ทั้งหมดรวมถึงการเชื่อมตอสวนสํารองนั้นมีความยาว ระบบ WiCis ที่พัฒนาโดยคนไทยน้ีนับเปน
ตามลําน้ําไดหลายสิบกิโลเมตร ทําใหโครงขายเมชแบบ โครงการวิจัยที่เปนประโยชนอยางยิ่ง และสรางช่ือเสียง
ไรสายของ WiCis จะเปน เครือขายท่ีใหญข นึ้ และยาวข้นึ ใหกับ ประเทศ ซ่ึงรวมถึงความภ าคภูมิใจให กับ
ทีมงานวิจัย และใชประโยชนจากเทคโนโลยีโครงขาย
ในปจจุบัน คณะทํางานวิจัยมีแนวคิดท่ีจะ แบบไรส าย (Wireless Mesh Network) ของ WiCis
เผยแพรและขยายผลองคความรูเพื่อใหกรมชลประทาน
แ ล ะ ห น ว ย ง า น ท่ี มี ภ า ร ะ กิ จ เกี่ ย ว กั บ แ ห ล ง นํ้ า ได นํ า เก่ยี วกบั WiMAX
เทคโนโลยี WiCis นํ าไปใชใน การบริห ารจัดการ
และหลายๆ หนวยงานท้ังภาครัฐ เอกชน รวมถึง ภาพที่ 8 ระบบโครงขายการส่ือสารผานอินเตอรเน็ต
ประชาชนคนไทย จะไดผ ลประโยชนจากระบบโครงขา ย ของงานควบคุมอาคารชลประทานในระยะไกล
แบบไรสายของกรมชลประทานน้ี ในการเฝาระวังและ ในปจจุบันเทคโนโลยีดานการสื่อสารไรสาย
เตือนภัย ซึ่งสามารถเห็นภาพจากกลองตรวจจับภาพ
สถานการณน้ํา ณ เวลาจริงอยางตอเนื่อง (Real-Time) เขามามีบทบาทและมีประโยชนเปนอยางมาก มีหลาย
อนึ่งโครงงานวิจยั WiCis ของกรมชลประทานผลงานนี้ยัง บริษัททั่วโลกเปนผูผลิตอุปกรณโครงขายแบบไรสาย
ไดรับการคัดเลือกใหไดรับรางวัลชนะเลิศอันดับหน่ึง

11

ประสิทธิภาพสูง (Next Generation Wireless สามารถสงสัญญาณ SOS เพ่ือขอความชวยเหลือซ่ึงจะ
Infrastructure) โดยเฉพาะ Worldwide Interoperability ตอบโจทยในเร่ืองการสงสัญญาณเสียง (Walkie-Talkie)
for Microwave Access ซ่ึงเปนเทคโนโลยีโครงขายแบบ ขอมูล (อินเตอรเน็ต) และวิดีโอสตรีมม่ิงและยังสามารถ
ไรสายความเร็วสูงเฉพาะกิจโดยเฉพาะ สําหรับงาน ประยุกตใชงานไดในทุกความตองการ โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ระบบการนาํ วิถีเพอ่ื ใชย ิงขปี นาวุธ งานดานการรักษาความปลอดภัยโดยกลองโทรทัศน
ว งจ ร ป ด (CCTV : Closed – Circuits Television)
ภาพที่ 9 วิทยุสื่อสารแบบ 4G ท่ใี ชงาน Voice IP
เน่ืองจากโครงขายแบบไรสายหลักชนิดตาขาย นอกจากนี้ นโยบายหลักการพัฒนาเทคโนโลยี
โครงขายแบบไรสายความเร็วสูงของ Wicis คือการชวย
(Wireless Mesh Network Infrastructure) มีผลิตภัณฑ ลดความสูญเสียของนานาประเทศทางดานภัยพิบัติ
ครอบคลุมหลายประเภทสําหรับการใชงานในรูปแบบตางๆ ก า รก อ ก าร รา ย ต ล อ ด ถึ งก ารบู รณ า ก า รส าร ส น เท ศ
ดวยเหตุนี้ทําใหทีมงานวิจัยใชความสามารถของระบบ เพ่ือการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีโครงขาย
Wireless Mesh Infrastructure ของ WiCis ใชงานในดาน แบบไรสายข้ันสูงของโลกตอไป การรักษาความปลอดภัย
การสื่อสารระบบ VHF ยานความถ่ี 139 โครงขาย ก็ตองการเทคโนโลยีท่ีสามารถสื่อสารทั้งภาพและเสียง
สื่อสารของกรมชลประทานโดยใชเครอ่ื งมือส่ือสารท่ีมีใชงาน รวมท้งั การควบคุมอาคารไดรวดเรว็ ฉบั ไว ทนั ทุกเหตุการณ
ในดานการกูภัยท่ัวโลกที่เปนอุปกรณ โทรศัพทแบบ ในแบบวิดีโอเรียลไทม เพื่อใหทันกับเหตุการณตางๆ
มื อ ถื อ แ ล ะ วิ ท ยุ ส่ื อ ส า ร ภ า ย ใน ตั ว เค ร่ื อ ง เดี ย ว กั น ซ่ึ ง ท่ีกําลังเกิดข้ึนในขณ ะนั้น เทคโนโลยีท่ีสามารถ
ตอบสนองความตองการดังกลาวไดเปนอยางดี น่ันคือ
โครงขายแบบไรสายหลักชนิดตาขาย (Wireless Mesh
Network Infrastructure) ท่ีใหอัตราการสงผานขอมูล
รวดเร็ว ตอบรับการใชงานดานตางๆ ไดอยางเหมาะสม
โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การสงสญั ญาณภาพและเสยี ง รวมถึงการ
ใชงานวิดีโอสตรมี ม่ิงและมัลติมีเดีย ฯลฯ ซ่ึงมีความสะดวก
และมีความปลอดภัยสูง ตลอดจนสามารถประยุกตใชงาน
โครงขายแบบไรสายแบบบูรณาการไดหลายรูปแบบ
WiCis การเชอ่ื มตอ ท่เี ช่ือถอื ไดทุกท่ที กุ เวลา

เทคโนโลยีโครงขายแบบไรสายของ WiCis เปน
เทคโนโลยีที่ใหมมากสําหรับประเทศไทย มีจุดเดนตรง
การเชื่อมตอ ทเ่ี ชื่อถอื ไดทกุ ท่ีทกุ เวลา โดยมกี ารออกแบบ
มาสําหรับการใชงานไดดีท้ังการรับ-สงขอมูล เสียง
และภาพท้ังภายในและภายนอกอาคาร และภายใน

12

พื้นท่ีๆ สามารถตั้งเสาหลักและพาดสายสัญญาณ รวมถึง ขอมูล โดยจะแตกตางจาก WiFi เนอ่ื งจาก WiFi เม่ือผูใ ช
สามารถติดต้ังไดรวดเร็วกวาสายทองแดงและสายใยแกว ใดๆ อยูใกลจะไดรับสัญญาณและการสงขอมูลกอน
นําแสง ซ่ึงตองใชการพาดสายผานเสาหรือฝงไปกับ ซ่ึ งเป น ก าร ป ร ะ ยุ ก ต ใช งาน ใน ระ บ บ ค ว บ คุ ม อ าค าร
พืน้ ถนน ทาํ ใหช ว ยลดคาใชจายในการตดิ ตงั้ ไดเ ปน อยา งมาก ชลประทานในระยะไกลสาํ หรับกลองวงจรปด
อีกท้ังสามารถรับสงขอมูลวิดีโอเรียลไทมไดเปนอยางดี
จึงเหมาะท่ีจะประยุกตใชในการรักษาความปลอดภัย โครงขายแบบไรสายแบบตาขายของ WiCis
ศู น ย เฝ าร ะวั งเตื อ น ภั ย พิ บั ติ แ ล ะต อ ต าน ภั ย จ า ก ก า ร เปนแบบ Multi-Point หรือ Mesh ท่ีเชื่อมโยงกันเปน
กอการรายในปจจุบันลักษณะโครงขายแบบไรสายของ ตาขายแบบใยแมงมุม ซ่ึงแตกตางจาก Wireless ท่ัวไป
WiCis จะเปนโครงขายแบบใยแมงมุม มีการทํางาน ท่ีสวนใหญจะเปนการเชื่อมตอแบบ Point to Point
เชื่อมโยงกันเปนเครือขาย ดังน้ันหาก Client ตัวใดตัวหน่ึง หากตัวใดตัวหนึ่งมีปญหาจะทําใหการติดตอส่ือสาร
มี ป ญ ห า ก็ ส า ม า ร ถ ท่ี จ ะ ส ง สั ญ ญ า ณ ได จ า ก ตั ว อื่ น ๆ ส้ินสุดทันที แมปจจุบันจะมี Wireless ท่ีมีการเช่ือมตอแบบ
ท่ีเหลืออยู WiCis เปนผูนําในเร่ืองการสงขอมูลท้ังเสียง Point to Multi-Point ในลักษณะการทํางานเช่ือมตอ
และวิดีโอเรียลไทม (สงภาพเวลาจริง) เน่ืองจากการ กันหมด ซ่ึงแม Wireless ตัวใดตัวหน่ึงเสียก็ยังสามารถ
รักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการนั้น จําเปนตองได ทํางานตอได แตก ็ยงั มขี อดอยคือหาก Wireless ตัวหลัก
ภาพแบบเรียลไทมเพื่อการตัดสินใจของศูนยเฝาระวัง เสียก็ไมสามารถที่จะทํางานตอไปไดอีก ดังนั้นเราจึง
เตือนภัยพิบัติ เพ่ือใหเจาหนาท่ีสามารถตัดสินใจ พยายามใหมีการใชง านระบบ WiCis ที่เปน ระบบตาขาย
ดําเนนิ การอยางใดอยา งหนงึ่ ไดอยางทันที แบบใยแมงมุม และใหมี Node หัวและทายของระบบมี
การเช่ื อ ม ต อ สั ญ ญ าณ กั บ Internet ขอ งบ ริก าร
ดังน้ันกลาวไดวา จุดเดนของ WiCis ก็คือ ของเอกชนท่ัวไปแลวจะทําใหระบบของ WiCis มีความ
Real-time Video Surveillance จึ งทํ าให มั่ น ใจ ว า ม่ันคงย่ิงขึน้
WiCis เปนเทคโนโลยีดานโครงขายแบบไรสายที่เหมาะ
สําหรับความปลอดภัยอยางแทจรงิ คุณสมบัติ Wireless Mesh Infrastructure
นอกจากการตดิ ตั้งจะทําไดสะดวกรวดเร็ว สามารถสงวดิ ีโอ
Wireless Mesh Infrastructure ได แบบเรียลไทม แล ว ยั งสามารถติ ดตั้ งบนรถและ
สงขอมูลตางๆ ในขณะที่ยานพาหนะเคล่ือนท่ีกลับมา
โดยทั่วไปเราอาจรูจัก Wireless เฉพาะ Control Room ได แมจะอยูหางจากรถ 30-40 กิโลเมตร
ในแงของการเปนโครงขายแบบไรสายท่ีสามารถรับ-สง ก็ตาม ดังนั้นเม่ือเกิดเหตุการณรายแรง อยางเชน สึนามิ
เสียงหรือขอมูลไดเทานั้นแต Wireless ของ WiCis นํ้าทวมฉับพลัน แผนดินไหวหรือภัยพิบัติตางๆ รวมถึง
สามารถรับ-สงขอมูลภาพและเสียง รวมถึงวิดีโอแบบ สถานการณการกอการราย เราอาจนํายานพาหนะ
เรียลไทมอยางคงท่ีและมีประสิทธิภาพ เน่ืองจาก เคล่ือนท่ี ที่ติด Node ว่ิงเขาไปใกลจุดเกิดเหตุน้ัน
WiMAX มี Qos ห รือ Qulity of Sevice คือการ แ ล ว ส งสั ญ ญ า ณ วิ ดี โ อ แ บ บ เรี ย ล ไท ม ก ลั บ ม า ที่ ห อ ง
แบงและจัดการการสงขอมูลเพ่ือไมใหเกิดการสูญเสีย Control Room เพ่ือใหผูที่เกี่ยวของสามารถประเมิน

13

ส ถ า น ก า ร ณ สํ า ห รั บ ก า ร ตั ด สิ น ใจ ได ว า ค ว ร จ ะ ต อ ง ภาพท่ี 11 รูปการนําผลงานวิจัยฝายพับไดไปสูการใช
พิจารณาสั่งการอยางไรตอไปดวยเหตุนี้ทําให Wireless งานจรงิ ท่ีอา งเกบ็ น้ําประแสร จ.ระยอง
Mesh Infrastructure ของ WiCis เพียงพอที่จะตอบโจทย
ในเร่ืองของเสียง (Walkie Talkie) ดาตา (อินเตอรเน็ต) การใชวิทยุผานระบบ VPN รวมกับโครงขาย
และวิดีโอสตรีมม่ิงเทานั้น แตยังสามารถที่จะนําไป WiCis หากไดถูกใชงานและแพรหลายออกไปจะทําให
ประยุกตใชงานไดในทุกความตองการรวมถึงการควบคุม ระบบงานบริหารจัดการนํ้าที่เรากําลังจะปรับปรุงระบบ
อาคารของฝายพับไดท่ีติดต้ังบนอางเก็บน้ําหรอื ฝายพับได อาคารชลประทานที่มีอยูทั่วประเทศเดิม เปนการใช
ที่จะใชติดตั้งเพื่อทดแทนฝายยางที่ชํารุดดวย เพราะ Absolute-Encoder และ Sensor เพ่ือทําใหอาคาร
ระบบทุกอยางสามารถเช่ือมตอกันไดท้ังหมด ขึ้นอยูกับ ชลประทาน มีระบบส่ือสารถึงกันไดดวยระบบ Digital
การออกแบบการเช่ือมตอสัญญาณของผูออกแบบระบบเอง โด ย ผ าน ระ บ บ โค รงข าย ข อ ง WiCis เราก็ จ ะได
ความสมบรูณ ทั้งการรับ -สงขอมูลภาพและเสียง
ภาพที่ 10 คณะทํางานทดสอบการลอยตัวของบานฝาย การส่ือสารไมวาจะอยูตรงจุดใดของประเทศ เราสามารถ
..พบั ได Type IV ส่ือสารและสามารถควบคุมอาคารชลประทานทุกตัวได
นโยบ ายห ลักการพั ฒ น าเท คโนโลยีของ ดวยระบบโครงขายแบบรวมศูนยของกรมชลประทาน
เองเหมือนนวนิยายทางวิทยาศาสตรที่เราจินตนาการ
โครงขายแบบไรสายความเร็วสูงของ WiCis คือการชวย เอาไว ซึ่งขณะนี้ไดรวมกบั สถาบันพัฒนาการชลประทาน
ลดความสูญเสียของประเทศ ทางดานภัยพิบัติ ตลอดถึง ในการดําเนินการที่แปลงทดลอง การใชเทคโนโลยีท่ี
การบูรณาการสารสนเทศในดานตางๆ เพ่ือการพัฒนา เหมาะสม ในปงบประมาณ พ.ศ. 2559-2560 ซ่ึงจะเปน
ขี ด ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข้ั น สู ง ข อ ง ก ร ม ช ล ป ร ะ ท า น เอ ง การเตรียมเขาสูยุคชลประทานสูนวัตกรรม แตจะถึง 4.0
เพ่ือใชเปนเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ําและพัฒนา หรือไมตองชวยกัน โดยเร่ิมตนในการพัฒนาบุคลากร
โดยคนไทยเพ่อื สรา งความย่งั ยนื ของกรมชลประทาน ของกรมชลประทานกอน

14

ภาพที่ 12 รูปหองควบคุมอาคารชลประทานและ
....ติดตามสถานการณน ํ้าในระยะไกล
นอกจากน้ี การใชวิทยุผานระบบ VPN รวมกับ

โครงขาย WiCis จะทําใหเราสามารถลดอัตรากําลังคน
ผ ล งา น ที่ อ อ ก ม า มี คุ ณ ภ า พ แ ล ะ เชื่ อ ถื อ ได พ ร อ ม กั บ
การพัฒนาบุคลากรเพื่อใหรองรับกับระบบเทคโนโลยี
ส า ร ส น เท ศ (Information Technology) แ ล ะ ให
ความรแู กบุคลากรในการบาํ รุงรักษาและพัฒนาระบบให
ครอบคลุมกับอาคารทั่วประเทศแลว ความย่ังยืนของ
องคความรูตางๆ ท่ีไดทําการวิจัยก็จะประสบผลสําเร็จ
ย่งิ กวารางวัลที่คณะวิจัยไดรับมา นั่นคือส่ิงที่ทีมงานวิจัย
คาดหวังไว

15

การยกตัวขึน้ ของ Press Pits จากการตอกเสาเข็มบนดินเหนียวออ นทมี่ คี วามไวตวั สงู

Uplifts of Press Pits Due to Pile Driving on Very Sensitive Clay

รศ.ดร.วนั ชัย เทพรกั ษ
รองศาสตราจารย ภาควชิ าวศิ วกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั

E-mail: [email protected]

บทคัดยอ

ดินบริเวณพ้ืนท่ีสมทุ รปราการประกอบดวยชนั้ ดินเหนียวออนมากและมคี วามออนไหวมาก การกอสราง เชน การตอกเสาเข็ม
และการขดุ ดนิ จะสง ผลการลดกําลงั รับแรงเฉอื นของดนิ เหนยี วออ นมาก และกอ ใหเ กิดแรงยกตัวขึน้ (Uplift Force) บทความน้เี สนอผล
การตอกเสาเข็มรอบๆ พ้ืนทบี่ อขุดทก่ี อ สรางแลวเสร็จในพื้นทีด่ ินเหนยี วออนมาก จ.สมุทรปราการ โดยไดเ กดิ แรงยกตัวขึน้ กบั โครงสราง
บอขุดที่กอสรางแลวเสรจ็ ทําใหบ อลอยตัวขึ้น การตรวจสอบแรงลอยตัวไดท ําการเจาะสํารวจดินเพ่ิมเติมและวิเคราะหระดบั นํ้าใตด นิ
รวมท้ังการเจาะพืน้ บอขุดเพื่อตรวจสอบการลอยตัวของโครงสรา ง เพื่อใหทราบพฤตกิ รรมท่ีแทจริงกอนดาํ เนินการแกไข ปจจุบันการ
แกไขไดเสรจ็ สิ้นสมบูรณและเปด ใชงานแลว
คําสําคญั : การตอกเสาเข็ม, การยกตัว, Press Pit, ดินเหนียวที่มีความออ นไหวมาก, แรงดนั นํ้าใตดิน, ดนิ อูด

Abstract

Soil condition in Samuthprakarn area consists of thick layer of very soft clay with high sensitivity. The effect
of construction such as pile driving and excavation work will lead to reduce the undrained shear strength of very
soft clay the induce uplift on the underground structures. This paper presents result and influence of pile driving
surrounding the completed underground structure constructed in the very sensitive soft clay in Samuthprakarn
area. The influence of pile driving creates uplift on the completed underground press pit. The detailed investigation
of the uplift force was carried out including addition borehole investigation and installation of piezometer to verify
the underground water level as well as coring of the press pit slab to investigate the uplift. The real behavior of
uplift was verified before the remedial work was carried out. Now the remedial work was already completed.

Keywords: Pile Driving, Uplift, Press Pit, Sensitive Clay, Excess Pore Pressure, Ground Heave

1. บทนาํ บ ท ค ว า ม นี้นํ า เ ส น อ เ กี ่ย ว ก ับ ส า เ ห ต ุก า ร ย ก ตัว ข อ ง
Press Pit ที่เกิดขึ้นระหวางการกอสรางโรงงาน
ชั้นดินในจังหวัดสมุทรปราการประกอบไปดวย แหงหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการเนื่องจากการตอก
ชั้นดินเหนียวออนมาก ท่ีมีกําลังรับแรงเฉือนต่ําและมี
ความออนไหวมาก ดังนั้นการกําหนดแผนการกอสราง เสาเข็มโดยรอบ รวมไปถึงการแกไขปญหาการยกตัว
งานใตดินบนช้ันดินประเภทนี้ตองมีความระวงั เปนอยางมาก ของบอ Press Pit

16

โครงสราง Press Pit เปน บอกอ สรางในโรงงานมี เสาเข็มจะถูกนํามาตอกในพ้ืนท่ีรอบๆ โครงสราง
ทงั้ สน้ิ 4 สวน คอื TRF#1 สาํ หรบั รับน้ําหนกั บรรทกุ ท่ใี ช Press Pit ซึ่งเปนพืน้ ท่ีท่ียังไมม กี ารตอกเสาเข็ม หลังจาก
กดของเครือ่ งจักร 2,500 ตัน, TRF#2 สาํ หรับรับนํ้าหนกั ตอกเสาเข็มในพื้นทร่ี อบๆ Press Pit แลวเสร็จ พบวามี
2,500 ตนั , BL สําหรบั รบั นํ้าหนกั 1,000 ตนั และ TDM ปญหาการยกตัวข้ึนของพนื้ ของโครงสรางบอ Press Pit
สําหรับรับนํ้าหนัก 5,400 ตัน ภาพที่ 1 แสดงตําแหนง เพ่ือหาถึงสาเหตุการเกิดการยกตัว ทางผูรับเหมาไดมี
ทตี่ งั้ ของ Press Pit สว นตางๆ โดยในสว นโครงสรา งเสา การเจาะสํารวจดินใหม วัดหาแรงดันนํ้าในโดยใช
และพื้นของ Press Pit จะถูกรองรับโดยเสาเข็ม โดยที่ Piezometer รวมไปถึงการเจาะ (Coring) ลงไปในพ้ืน
ปลายเสาเข็มฝงอยูในชั้นดินทรายแนน (Dense Sand) ของโครงสราง Press Pit เพ่ือนํามาใชเปนขอมูล
เสาเข็มในโครงการน้ีใชเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงรูปตวั ไอ ประกอบการวิเคราะหหาสาเหตุของการเกิดการยกตัว
(I-Pile) ที่มีความยาวประมาณ 27-28 เมตร มีขนาด ของโครงสราง Press Pit
หนาตัด 300x300 มม., 350x350 มม. และ 400x400 มม.
โดยจํานวนและขนาดเสาเข็มจะออกแบบรองรับ Press หนงั สอื และคมู อื ทางวิศวกรรมฐานรากทว่ั ไป เชน
Pit แตล ะขนาดตางกนั Bowles (2001) และ NAVFAC DM 7.2. (1982) ไมได
อธบิ ายถงึ สาเหตกุ ารเกดิ การยกตัวของโครงสราง Press
ภาพท่ี 1 ตําแหนงทตี่ ง้ั ของ Press Pit ท้งั สีส่ ว น Pit เอาไว แตมีหนังสือและงานวิจัยที่อธิบายเก่ียวกับ
ผลกระทบของการตอกเสาเข็มเอาไว เชน หนังสือของ
ขั้นตอนการกอสรางของโครงการน้ีเร่ิมจากการ Arya et al. (1979) และงานวิจัยของ Massarsch and
ตอกเสาเข็มในพ้ืนท่ีอ่ืนๆ ท่ีไกลจากพ้ืนท่ีที่จะสราง Fellenius (2008), Wiss (1967), Woods (1997),
โครงสรา ง Press Pit โดยเวน พน้ื ท่ีท่อี ยูร อบๆ โครงสรา ง Head and Jardine (1992) ร วม ไป ถึ ง ก า ร ศึ ก ษ า
Press Pit เอาไว จากนั้น ตอกเสาเข็มในพ้ืนที่กอสราง ผลกระทบของการกอสรางฐานรากใกลกับโครงสราง
Press Pit และเร่ิมทําการขุดดินออกจนถึงระดับ ตา งๆ เชน งานวจิ ยั ของ D’Appolonia (1997)
-8.05 เมตร ซ่ึงเปน ระดบั สาํ หรับการกอ สราง Press Pit
โดยใชระบบ Sheet Pile Wall เพื่อปองกันการพังทลาย Deckner (2013) ศกึ ษาเกี่ยวกับการถายพลังงาน
ของดิน พรอมระบบค้ํายันและทําการกอสรางโครงสราง (Energy Transfer) ของเสาเขม็ ระหวางการตอก โดยได
Press Pit เม่ือโครงสราง Press Pit ถูกกอสรางเสร็จสน้ิ สรุปสมการการสั่นสะเทือนของดินท่ีมคี วามสัมพันธก ับ
การตอกเสาเข็มโดยมีตัวแปรคือคุณสมบัติของช้ันดิน
แ ล ะ ร ะ ยะ หางจา กแ หลงกํ าเ นิด ค ล่ืน ( Source)
นอกเหนือจากน้ี กรณีศึกษาท่ีเกี่ยวกับผลกระทบของ
การเกิด Ground Heave Effects อันเนื่องมาจากการ
ตอกเสาเข็มก็ไดถูกศึกษาเอาไวมากมาย เชน งานวิจัย
ของ Hagerty and Peck (1971), Chandra and
Hossain (1993) และ McCabe et al. (2013)

17

บทความนี้นําเสนอสาเหตุการเกิดการยกตัวของ เ นื่ อ ง ม า จ า ก ช้ั น ดิ น เ ห นี ย ว อ อ น ชั้ น แ ร ก มี ค า
โครงสราง Press Pit อันเนอื่ งมาจากการตอกเสาเข็มใน Natural Water Content ถึง 109-158% ซ่ึงมากท่ีสุด
พ้ืนท่ีบริเวณรอบๆ Press Pit รวมไปถงึ งานแกไขปญหา เทาท่ีผูศึกษาไดพบมา ดินช้ันน้ีเปนดินออนไหวมาก
การยกตัวท่ีเกดิ ข้ึน (Very Sensitive Clay) Bowles (2001) และจากการ
สํารวจโดยท้ิงหลุมเจาะไว 24 ชม. พบวามีระดับนํ้า
2. ผลการเจาะสาํ รวจดิน ใตด นิ อยทู ่ีระดบั -1 เมตร จากผวิ ดนิ

มีการเจาะสาํ รวจดินทั้งหมด 6 หลุม กระจายทั้ง 3. ขั้นตอนการกอสรางและการเกิดการยกตัวของ
โครงการ โดยเจาะถึงระดับความลึกประมาณ -30 ถึง Press Pit
-40 เมตร จากผิวดิน จากผลสรปุ การเจาะสํารวจพบวา
เสาเขม็ ทีร่ องรบั โครงสรา งตางๆ ในโรงงานนีถ้ ูก
ชน้ั ดนิ บรเิ วณงานกอสรา งเปนชั้นดินเหนียวออนมากท่ีมี ออกแบบใหใชเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงรปู ตัวไอ (I-Pile)
ความหนาถึง 12 เมตร โดยมีคา Natural Water กําลังรับนํ้าหนักของเสาเข็มถูกออกแบบโดยประเมิน
Content = 109-158% ตอจากน้ันพบช้ันดินเหนียว จากการเจาะสํารวจดนิ ขางตน และเนอื่ งจากโครงการน้ี
มีพื้นท่ีการกอสรางขนาดใหญ ดังน้ันจํานวนเสาเข็มทใี่ ช
แข็งปานกลาง ดินเหนียวแข็ง และชั้นดินทรายแนน จึงมีปรมิ าณมากตามไปดวย
(Dense Sand) ชั้นแรกอยูที่ -27 เมตร จากผิวดิน
รายละเอยี ดของชัน้ ดินแสดงอยูใ นตารางที่ 1 ในชวงแรกของการกอสราง ผูรับเหมามีความ
กังวลเก่ียวกับการขุดดินเพ่ือกอสราง Press Pit
ตารางที่ 1 ผลการเจาะสํารวจดิน เน่ืองจากสภาพดนิ ทป่ี ระกอบดว ยดนิ เหนียวออนมากจึง
ไดทําการทดลองดวยวิธีขุดเปดหนาดินแบบ Open
Deph Soil wn(%) t Su N-value Excavation โดยเริ่มทําการขุดเปดหนาดินในเดือน
(m.) Description (t/m3) (t/m2) (Blows/ft.) เมษายน 2557 ดงั ท่แี สดงในภาพที่ 2(a) โดยไมพบน้าํ ใต
ดินระหวางการกอสราง แตเน่ืองจากช้ันดินช้ันแรกเปน
0 - Very Soft 109 - 1.3 - 0.39 – - ดิ น เ ห นี ย ว อ อ น ม า ก ทํ า ใ ห ก า ร ขุ ด เ ป ด ลั ก ษ ณ ะ นี้ ไ ม มี
เสถียรภาพเพียงพอ ทําใหเกิดการพังทลายของ
12.0 dark gray 158 1.4 0.99 Excavation Slope ดังแสดงในภาพท่ี 2(b) ผูรับเหมา
จึงใชระบบค้ํายัน Sheet Pile Wall เพ่ือปองกันการ
Clay พงั ทลายของดนิ ขณะขุด

12.0 - Soft to 70 - 1.5 - 1.2 - -
16.5 Medium 90 1.6 2.3

dark gray
Clay

16.5 - Stiff Silty 41 - 1.7 – - 10 - 18

22.0 Clay 45 1.9

22.0 – Very Stiff 23 - 2.0 - 16 - 31
27.0 Silty Clay 25 2.0 - 27 - 39

27.0 – Dense Silty -
36.0 sand

36.0 - Hard Silty 16 - 2.0 - > 30

40.0 Clay 19

Note: wn = Natural water content (%), Su = Undrained shear strength

(t/m2), t = Total unit weight (t/m3), N-value = SPT N-value (Blow/ft)

18

(a)

(b) ภาพท่ี 4 การขุดดนิ โดยใชร ะบบค้าํ ยนั Sheet Pile
ภาพที่ 2 การขุดเปดแบบ Open Excavation Work Wall บรเิ วณ Press Pit

(a) ขนาดของ Press Pit และงานขุด (b) เนื่องมาจากผูรับเหมาตองการใหเวนการตอก
ภาพการพังทลายหลังขุด เสาเข็มรอบๆ พื้นท่ีงานขุดกอนการกอสราง Press Pit
แบบจําลองงานขุดโดยใช Sheet Pile Wall จะเสร็จส้ิน ดังนั้นข้ันตอนการตอกเสาเข็มจึงถูกแบง
เปนระบบค้ํายันเต็มรูปแบบแสดงในภาพที่ 3 โดยปกติ ออกเปน 3 ข้ันตอนดงั น้ี
แลวหากใชระบบค้ํายัน Sheet Pile Wall ในดินเหนยี ว
ท่ีออนมคี วามออนไหวมาก จะพบวา ในระหวางการขุดดิน Zone1: พ้ืนที่ในโซนน้ีคือพ้ืนทท่ี ีอ่ ยไู กลออกไป
เสาเข็มท่ีอยูบริเวณรอบๆ บอขุดดานนอกจะเกิดการ จากพื้นที่งานขุดซึ่งเปน พื้นที่ทีเ่ สาเข็มจะรองรับพื้นและ
เคล่ือนตัว (Deviation) หรือการแตกราวได (Crack) เสาของโรงงาน โดยพื้นที่น้ีจะเปนพ้ืนท่ีแรกท่ีเร่ิมตอก
ดงั นัน้ ทางผูร ับเหมาจึงไดเ สนอใหเ วน การตอกเสาเข็มใน เสาเข็ม แตก ารตอกเสาเขม็ ในขั้นตอนนจ้ี ะหลกี เล่ยี งการ
บริเวณรอบๆ พื้นท่ีงานขุดกอน โดยเสาเข็มในบริเวณน้ี ตอกเสาเข็มในพน้ื ทร่ี อบๆ Press Pit
จะถูกตอกในภายหลัง หลังจากท่ีโครงสราง Press Pit
ไดถ ูกกอสรางเสร็จสน้ิ ภาพท่ี 4 แสดงภาพขณะการขุดดิน เน่อื งจากพ้นื ที่ Zone1 มีขนาดใหญม าก ดงั นน้ั
โดยใชร ะบบคาํ้ ยัน Sheet Pile Wall การตอกเสาเข็มในโซนนี้จึงสามารถตอกไปพรอมกับ
งานขุดและการกอสราง Press Pit รวมไปถึงงาน
ภาพท่ี 3 แบบงานขุดโดยใชร ะบบคํ้ายนั Sheet Pile Wall กอ สรา งพน้ื และเสาของโรงงานได

Zone2: เสาเข็มจะถูกตอกในพ้ืนทีง่ านขุดหรอื
พื้นท่ีกอสรางของ Press Pit โดยหลีกเล่ียงการตอก
เสาเข็มในพื้นท่ีรอบๆ งานขุด หลังจากทเ่ี สาเข็มในพ้นื ที่
นี้ถูกตอกเสร็จสิ้น ระบบค้ํายัน Sheet Pile Wall ไดถูก
นํ า ม า เ ป น ร ะ บ บ กํ า แ พ ง กั น ดิ น ชั่ ว ค ร า ว ข ณ ะ ขุ ด ซึ่ ง
ประกอบไปดวยค้ํายัน (Strut) สามชัน้ โดยมรี ายละเอียด
แสดงอยูในภาพท่ี 3-4 ทงั้ นร้ี ะหวางการขุดดินไมพบนํ้าใตดิน

19

หรือ Ground Heave Effect แตอยางใด หลังจากท่ีขดุ ห ลั ง จ า ก ก า ร ต ร ว จ พ บ ก า ร ย ก ตั ว ข้ึ น ข อ ง
ไปจนถงึ Final Depth ที่ -8.05 เมตร จากผิวดนิ จึงเริ่มทํา โครงสราง Press Pit ไดมีการสํารวจแรงดันน้ําใตบอ
การกอ สรางโครงสรา ง Press Pit จนเสรจ็ สมบูรณ Press Pit โดยไดใชการเจาะ (Coring) ทะลุลงไปในพ้นื
ของโครงสราง Press Pit โดยไดทําการเจาะทั้งหมด 3
Zone3: หลังจากเสร็จส้ินการตอกเสาเข็มใน ตําแหนง คือ ตําแหนงแรกที่ Press Pit TRF#2 ในวันที่
Zone1 รวมไปถึงการกอ สรา ง Press Pit ใน Zone2 ได 16 ธันวาคม 2557, ตําแหนงท่ีสองที่ Press Pit BL ใน
มกี ารตอกเสาเข็มในพืน้ ทร่ี อบๆ Press Pit ระหวา งเดอื น วันท่ี 16 ธันวาคม 2557, และตําแหนงท่ีสามที่ Press
พฤศจิกายนถึงเดอื นธนั วาคม 2557 ภาพที่ 5 แสดงภาพ Pit TDM ในวนั ที่ 17 ธนั วาคม 2557
ระหวางการตอกเสาเข็มในโซนน้ี หลังจากที่เสาเข็มใน
โซนน้ีไดถูกตอกเสรจ็ สิน้ ไดมีการตรวจพบการยกตัวข้นึ ตําแหนง แรกท่ี Press Pit TRF#2 หลงั จากการ
(Uplift) ของโครงสราง Press Pit ประมาณ 30-130 มม. เจาะที่พื้นของ Press Pit ท่ีตําแหนงใกลกับเสาเข็ม
ในวันที่ 14 ธันวาคม 2557 โดยการยกตวั ของ Press Pit พบวา มีน้ําไหลพุงข้ึนมาอยางรวดเร็ว และหัวเสาเข็ม
สวนตางๆ ท้ังสี่สวนแสดงอยูในตารางที่ 2 โดยพบวา (Pile Head) ไดหลุดแยกออกจากพ้ืนของโครงสราง
คาการยกตัวของพื้น Press Pit มีคาไมเทากันในแตละพื้นท่ี Press Pit ที่ตําแหนงนี้มีนา้ํ ไหลพุงสงู ขึ้นมาจากรูทเ่ี จาะ
ทั้งน้ีเนื่องจากจํานวนเสาเข็มของพื้นท่ี Press Pit เปนระยะเวลาถึง 30 นาที โดยภาพขณะที่น้ําไหลได
แตละพ้ืนท่ีไมเทากัน แสดงอยูในภาพที่ 6

ภาพที่ 5 การตอกเสาเขม็ ในพ้ืนทรี่ อบๆ Press Pit ภาพท่ี 6 ผลจากการเจาะท่ีพื้นของตําแหนงแรกที่
Press Pit TRF#2
ตารางที่ 2 สรุปผลการยกตวั ของ Press Pit ทง้ั ส่สี วน
ตําแหนงท่ีสองท่ี Press Pit BL หลังจากการ
Press Pit Area Uplift (มม.) เจาะที่พื้นของ Press Pit พบวา มีนํ้าไหลขึ้นมาเปน
ระยะเวลา 10 นาที และหัวเสาเขม็ (Pile Head) ไดแ ยก
2,500 ตนั TRF#1 70 to 110 อ อ ก จ า ก พื้ น ข อ ง โ ค ร ง ส ร า ง Press Pit เ ช น กั น
................
2,500 ตนั TRF#2 120 to 130
1,000 ตนั BL 0 to 65

5,400 ตัน TDM 30 to 99

20

โดยตําแหนง น้ีไดท ําการเจาะหลังจากการเจาะทีต่ ําแหนงแรก ชาลงกวาที่ตําแหนงแรกเพราะ Uplift Pressure ได
โดยภาพขณะทน่ี ้ําไหลของตําแหนงน้ีแสดงอยูในภาพที่ 7 ลดลงไปบางแลว (Relief) และเม่ือเจาะตําแหนงทสี่ าม
โดยทิ้งเวลาจากสองตําแหนงแรก 1 วัน พบวาไมมีน้ํา
ไหลข้ึนมาเลยเพราะ Uplift Pressure ไดถกู ปลดปลอย
ไปหมดแลว

ภาพท่ี 7 ผลจากการเจาะท่ีพ้ืนของตําแหนงท่ีสองที่ 4. สาเหตขุ องการเกิดการยกตัวของ Press Pit
Press Pit BL
ตําแหนงที่สามท่ี Press Pit TDM ไดทําการ การกอสราง Press Pit โดยใชระบบค้ํายัน
ชัว่ คราวคอื ระบบ Sheet Pile Wall พบวา ไมมนี า้ํ ใตดิน
เจาะหลังจากการเจาะตําแหนงแรกและตําแหนงทสี่ อง หรือดินอูด (Soil Heaving) ระหวางการกอสราง และหลัง
เปนเวลา 1 วัน โดยพบวาท่ีตําแหนงน้ีไมมีน้ําไหลพุง จากกอสรางพ้ืนและกาํ แพงของ Press Pit เสร็จสิ้นกไ็ ม
ข้ึนมาเลย และหัวเสาเข็ม (Pile Head) ก็ไมไดแยกออก พบการเบี่ยงเบน (Deviation) หรือการแตกรา ว (Crack)
จากพื้น Press Pit ภาพหลังจากการเจาะที่ตําแหนงน้ี ของเสาเข็มท่ีอยูขางใต Press Pit การกอสราง Press
แสดงอยูใ นภาพที่ 8 Pit ไดเสร็จสิ้นลงในเดือนตุลาคม 2557 และ Sheet
Pile ไดถูกถอนออกในชวงเดือนพฤศจิกายน 2557
ภาพท่ี 8 ผลจากการเจาะท่ีพ้ืนของตําแหนงท่ีสามท่ี พรอมถมดินกลับ โดยในขณะน้นั ยงั ไมพ บการเกิดการยก
Press Pit TDM ตวั (Uplift) ของ Press Pit แตอยางใด
ในการเจาะ (Coring) ตําแหนงแรกพบวามีน้ํา
ตอมาเมื่อมีการตอกเสาเข็มในบริเวณรอบๆ
ไหลแรงมากเนื่องมาจากแรงดันนํ้ายกตัว (Uplift Press Pit หรือในพื้นท่ี Zone3 ไดตรวจพบการยกตัว
Pressure) ใตพื้นบอ Press Pit ในขณะนั้นยังมีคา สูงอยู ข้ึนของ Press Pit ในวันท่ี 14 ธันวาคม 2557 จาก
ตอ มาเมื่อมกี ารเจาะตาํ แหนง ทีส่ องพบวา การไหลของนา้ํ เหตุการณดังกลาวทําใหสามารถสรุปไดวาการตอก
เสาเข็มในบริเวณรอบๆ Press Pit ไดสงผลใหเกิดการ
ยกตัวขึ้นของ Press Pit ท้ังน้ีเพราะในเวลานั้นไดมีแต
การตอกเสาเข็มใน Zone3 เทา นน้ั เน่อื งมาจากเสาเข็ม
ใน Zone1 และ Zone2 ไดถกู ตอกเสร็จสนิ้ หมดทกุ ตนแลว

โดยปกติการตอกเสาเข็มในดนิ เหนียวออนมาก
(Very Soft Clay) จะกอใหเกิดการเพิ่มข้ึนของแรงดัน
นํ้าในดิน (Excess Pore Water Pressure) และเนื่องจาก
โครงการนี้ไดก อ สรางบนชั้นดินเหนียวออนมากทม่ี ีความ
หนาถึง 12 เมตร รวมไปถึงช้ันดินเหนียวออนน้ี

21

ยั ง มี ค า Water Content สู ง ม า ก ถึ ง 1 0 9 -1 5 8% ด วย ใ ช Unconfined Compression Test สํ า ห รั บ
แรงส่ันสะเทือนท่ีเกิดจากการตอกเสาเข็มใน Zone3
ซ่ึงเปนพ้ืนที่ปด (Confined Area) ไดกอใหเกิดการ ตัวอยาง Undisturbed (Su(Undisturbed)) และตัวอยางท่ี
เพิ่มข้ึนของแรงดันนํ้าใตดินซ่ึงสงผลตอการลดลงของ ถกู Remold (Su(Remold)) พบวา ดนิ เหนยี วออนมคี าความ
ความเคน ประสทิ ธิผล (Effective Stress) รวมไปถงึ การ ไวตัว (St = Su(Undisturbed) / Su(Remold)) เทากับ 10 ซึ่งจาก
ลดลงของกําลังรับแรงเฉือน (Shear Strength) ในดิน การอางอิงจาก Bowles (2001) พบวาดินเหนียวที่มี
เหนียวออน ความออนไหวเปนพิเศษ (Extra Sensitive Clay) จะมี
คา St > 8 ดังนัน้ จงึ สามารถสรุปไดว า พบดนิ เหนยี วออน
นอกเหนือจากน้ี การตอกเสาเข็มในดินเหนียว ส มุ ท ร ป ร า ก า ร เ ป น ดิ น เ ห นี ย ว ท่ี มี ค ว า ม อ อ น ไ ห ว
ออนยังทําใหเกิด Soil Heaving หรือ Ground Heave เปนพิเศษจึงทําใหการตอกเสาเข็มในดินเหนียวที่มี
หรือการยกตัวข้ึนของดิน อันเน่ืองมาจากพื้นที่ที่มีการ
กอสราง Press Pit (Zone2) มีระดับต่ํากวาพนื้ ทรี่ อบๆ ความออนไหวเปนพิเศษสามารถทําใหโครงสรางอื่นๆ
ใน Zone1 และ Zone3 ทําใหพ้ืนท่ี Zone2 มีคา ในบริเวณน้ันเกิดการกระทบกระเทือนและเกิดการยก
Overburden Pressure ตา่ํ กวาบริเวณรอบๆ ซ่งึ เปน ผล ตัวหรอื แตกหักได
ใหเกิดการยกตัวของดินท่ี (Ground Heave Effect)
อยใู ต Press Pit ดงั ทีแ่ สดงในภาพที่ 9

ภาพท่ี 9 ผลจากการตอกเสาเข็มใน Zone3 ซึ่งสงผล ภาพท่ี 10 การใชแทงคอนกรีตขนาดใหญ ( Box
ใหเกิดการยกตัวของดินใน Zone2 ที่อยูใต of Concrete) เ พื่ อ ล ด ก า ร ย ก ตั วของ
Press Pit
Press Pit
หลังจากที่มีการตรวจพบการยกตัวขึ้นของพื้น
ของโครงสราง Press Pit เพื่อหาถึงสาเหตุการเกิดการ
ยกตัว ทางผูรับเหมาไดมีการสํารวจกําลังรับแรงเฉือน
ของดินใหมอีกครั้ง โดยใชการทดสอบ Field Vane
Shear Test รวมไปถึงการติดต้ัง Piezometer ที่ระดับ
-10 และ -18 เมตรจากผิวดิน ซ่ึงจากผลการทดสอบ

22

5. การแกไขการยกตวั ของ Press Pit ไดส ลาย (Relief) หมดแลว ในระยะยาวจะไมเ กดิ แรงยก
ตัวขึ้นในชั้นดินเหนียวออน มาก เนื่องจาก ไมมี
การแกไขการยกตัวของ Press Pit ทําโดยการ แรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็มอีก
ใชแทงคอนกรีตขนาดใหญ (Box of Concrete) ท่ีมี
นํ้าหนักรวมกัน 2,500 ตัน สําหรับ Press Pit TRF#1 เสาเข็ม Micro Spun Pile ท่ีใชมีเสนผา น
และ TRF#2, น้ําหนัก 1,000 ตนั สาํ หรับ Press Pit BL ศูนยกลาง 0.25 เมตร มีความยาว 27 เมตร (ดังที่แสดง
และน้าํ หนกั 5,400 ตัน สาํ หรบั Press Pit TDM มาวาง ในภาพท่ี 10) ซึ่งสามารถรบั นํา้ หนักบรรทุกปลอดภัยได
ลงบนพ้ืนของ Press Pit แตละสวน เพื่อใหเปน ตนละ 40 ตันโดยมีคาความปลอดภัย (SF) เทากับ 2.5
Countered Weight สาํ หรับลดการยกตัว ดงั ทแ่ี สดงใน หรือมีกาํ ลังรับน้าํ หนกั บรรทกุ ประลัยไดตนละ 100 ตนั
ภาพท่ี 10 โดยนํ้าหนักของแทงคอนกรีตท่ีวางลงบนพ้ืน
ของแตล ะ Press Pit ไดออกแบบตามนํ้าหนักของ Press 6. การทดสอบ Dynamic Pile Load Test เพอื่ ตรวจสอบ
Pit ในแตละ Zone ประสทิ ธภิ าพของ Micro Spun Pile

หลังจากที่ไดวางนํ้าหนักคอนกรีตแทงขนาด เสาเขม็ Micro Spun Pile ถูกนาํ มาใชเปนฐาน
ใหญ พบวาการยกตัว Press Pit ลดลงไปจากเดิม รากเสาเข็มเพื่อรองรับนํ้าหนักของ Press Pit หลังจาก
ประมาณ 50-90% ของคาการยกตัวท้ังหมดกอ นที่จะมี Press Pit ท่ีเกิดการยกตัวขึน้ เพื่อทดสอบประสิทธภิ าพ
การวางน้ําหนักทบั นอกเหนือจากนี้ การเจาะ (Coring) และการรับน้ําหนักบรรทุกของเสาเข็ม จึงไดทําการ
ที่พนื้ ของ Press Pit ก็ไดช ว ยปลดปลอย (Relief) แรงดนั ทดสอบ Dynamic Pile Load Test เพ่ือทดสอบเสาเขม็
น้ํายกตัวไปแลวเชนกัน อยางไรก็ตาม พื้นบอ Press Pit หลังจากที่เสาเข็มตอกเปนเวลา 22 วัน หลังจากการ
ไมสามารถกลบั มาแตะหวั เสาเข็มไดในสภาพเดิมเพราะ ทดสอบพบวาเสาเข็มสามารถรบั กาํ ลังรบั นาํ้ หนักประลยั
ขาดการเช่ือมตอ กนั อยา งถาวรแลว ถึง 131.70 ตันตอตน ซ่ึงมากกวาคาที่ออกแบบไว
(100 ตันตอตน) จากผลการทดสอบสามารถสรุปไดวา
การแกไขไดทําการออกแบบใหใชเสาเข็ม เสาเข็ม Micro Spun Pile มีคาความปลอดภัย (SF)
Micro Spun Pile ตอกทะลุพื้นของ Press Pit โดย เทากับ 3.29 ภาพที่ 12 แสดงการทดสอบ Dynamic
เสาเข็มในโครงการนไ้ี ดถูกออกแบบเพ่ิมเตมิ ใหใ ชร องรับ Pile Load Test บนเสาเข็ม Micro Spun Pile
นํ้าหนักของ Press Pit โดยไมน าํ คา กําลังรับนา้ํ หนกั ของ
เสาเข็มเกา (I-Pile) มารว มคิดดวย สําหรับเสาเข็มใหมที่ ภาพที่ 11 เสาเขม็ แบบ Micro Spun Pile ทใี่ ชต อก
จะตอกเพื่อใชร ับนํ้าหนักโครงสรา ง Press Pit ทง้ั หมดได เพื่อรบั นาํ้ หนกั แทนเสาเข็มเกา
ใชเสาเข็มแบบ Micro Spun Pile โดยตอกท่ีตําแหนง
ขา งๆ ฐานของ Press Pit และท่ีฐานของ Press Pit เอง
โดยเสาเขม็ Micro Spun Pile ไมไดมีเหล็ก Dowel Bar
เสริมรับ Uplift แตอยางใดเน่ืองจาก Uplift Pressure

23

ภาพท่ี 11 (ตอ ) เสาเข็มแบบ Micro Spun Pile ทใี่ ชต อก
เพ่ือรับนํา้ หนกั แทนเสาเข็มเกา

ภาพที่ 12 (ตอ ) การทดสอบ Dynamic Pile Load
Test บนเสาเข็ม Micro Spun Pile

ภาพท่ี 12 การทดสอบ Dynamic Pile Load Test บน 7. สรุป
เสาเขม็ Micro Spun Pile
บทความนี้นาํ เสนอกรณศี กึ ษาของการเกดิ การยก
ตัวข้ึนของ Press Pit ท่ถี ูกกอ สรา งบนดนิ เหนยี วออนทมี่ ี
ความออนไหวมากซงึ่ เปนดินบรเิ วณพื้นท่ีสมทุ รปราการ
การตอกเสาเข็มของโครงการนี้เร่ิมจากตอกเสาเข็มใน
พ้นื ที่อนื่ ๆ ท่ไี กลจากพ้นื ที่ทจี่ ะสรา งโครงสรา ง Press Pit
รวมไปถึงเวนพื้นที่ที่อยูรอบๆ โครงสราง Press Pit
เอาไวเพื่อปองกันการเคล่ือนตัว (Deviation) หรือการ
แตกรา ว (Crack) ของเสาเขม็ ในบริเวณนี้ จากนั้นจงึ ตอก
เสาเขม็ ในพนื้ ท่ีกอสราง Press Pit และเริ่มทําการขดุ ดิน
ออกจนถงึ ระดบั -8.05 เมตร โดยใชระบบคํา้ ยัน Sheet
Pile Wall และทําการกอ สรา งโครงสรา ง Press Pit เมอ่ื
โครงสรา ง Press Pit ถูกกอสรา งเสร็จสิ้น เสาเข็มจะถูก

24

นํามาตอกในพื้นท่ีรอบๆ โครงสราง Press Pit ซ่ึงเปน น้ําหนักของเสาเข็มเกา (I-Pile) มารวมคิดดวย เสาเขม็
พ้ืนท่ีท่ียังไมมีการตอกเสาเข็ม หลังจากตอกเสาเข็มใน ใหมที่จะตอกเพื่อใชรับน้ําหนักโครงสราง Press Pit
พ้ืนท่ีรอบๆ Press Pit แลวเสร็จจึงตรวจพบการยกตัว ทง้ั หมดไดใ ชเสาเขม็ แบบ Micro Spun Pile ท่ีมเี สน ผาน
ของพนื้ Press Pit ข้นึ 30-130 มม. ศูนยกลาง 0.25 เมตร มคี วามยาว 27 เมตร รับนํา้ หนัก
บรรทุกปลอดภัยมากกวา 40 ตัน โดยมีคาความ
เพอื่ ตรวจสอบหาสาเหตกุ ารยกตัวของ Press Pit ปลอดภัย (SF) เทากับ 2.5 และในระยะยาวจะไมเกิด
ไดมีการเจาะสํารวจดินใหม การวัดหาแรงดันน้ําโดยใช แรง Uplift อีก เน่ืองจากไมมีแรงสั่นสะเทือนจากการ
Piezometer รวมไปถึงการเจาะ (Coring) ลงไปในพ้ืน ตอกเสาเข็มในโรงงานอีก
ของโครงสราง Press Pit เพ่ือนํามาใชเปนขอมูล
ประกอบการวิเคราะหหาสาเหตุของการเกดิ การยกตวั 8. เอกสารอางองิ
ของโครงสราง Press Pit Arya, S., Oneil, M., and Pincus, G. (1979). Design

จากผลการทดสอบดินใหมพบวาดินเหนียวออน of Structures and Foundation for Vibration
สมุทรปราการเปนดินเหนียวท่มี คี วามออนไหวเปนพิเศษ Machine, Texas: Gulf Publishing.
(Extra Sensitive Clay) ซงึ่ มีคา Sensitivity มากกวา 8
โดยการตอกเสาเข็มในดินเหนียวที่มีความออนไหวเปน Bowles and J.E. (2001). Foundation Analysis and
พิเศษสามารถทําใหโครงสรา งอื่นๆ ในบรเิ วณน้นั เกิดการ Design (5th Edition). New York: McGraw-Hill.
กระทบกระเทือนและเกิดการยกตัว การเพิ่มขึ้นของ
แรงดันน้ําในดิน (Excess Pore Water Pressure) ซ่ึง Chandra, S., Hossain and M.I. (1993). Prediction
การเพิ่มขึ้นของแรงดันน้ําใตดินสงผลตอการลดลงของ and Observation of Pore Pressure
ความเคน ประสิทธิผล (Effective Stress) รวมไปถึงการ due to Pile Drivin, Proceedings of Third
ลดลงของกําลังรับแรงเฉือน (Shear Strength) ในดิน International Conference on Case
เหนียวออน Histories in Geotechnical Engineering,
St. Louis, Missouri.
การแกไขโดยการใชแทงคอนกรีตขนาดใหญ
(Box of Concrete) เพื่อใหเปน Countered Weight D’Appolonia, D.J. (1971). Effects of Foundation
สําหรับลดการยกตัว และการเจาะ (Coring) ท่ีพ้ืนของ Construction on Nearby Structures,Proceedings
Press Pit ก็ไดชวยปลดปลอย (Relief) แรงดันนํ้ายกตัว of the Fourth Panamerican Conference on
ไปพรอ มกัน ทําใหก ารยกตัว Press Pit ลดลงไปจากเดมิ Soil Mechanics and Foundation Engineering,
ประมาณ 50-90% ของคาการยกตัวทั้งหมดกอ นทจี่ ะมี Vol. 1, San Juan, Puerto Rico, pp. 189-236.
การวางนา้ํ หนักทบั
Deckner, F. (2013). Ground Vibrations due to Pile
เสาเข็มในโครงการนี้ไดถูกออกแบบเพิ่มเติมให and Sheet Pile Driving – Influencing Factors,
รองรับน้ําหนักของ Press Pit โดยไมนําคากําลังรับ Predictions and Measurements, Licentiate

25

Thesis, KTH Royal Institute of Technology, Cooperative Highway Research Program,
Stockholm, Sweden. Transportation Research Board, Synthesis 253.
National Academy Press. Washington D.C.:
Hagerty, D.J. and Peck, R.B. (1971). Heave and NCHRP.
Lateral Movements due to Pile Driving,
Journal of the Soil Mechanics and
Foundations Division, ASCE, 97, Louisville,
Ken tucky pp. 1513-1531.

Head, J.M. and Jardine, F.M. (1992). Ground-
Borne Vibrations Arising from Piling, CIRIA
Technical Note 142, London: CIRIA.

Massarsch, K.R. and Fellenius, B.H. (2008).
Ground Vibrations Induced by Impact Pile
Driving, Proceedings of the 6th International
Conference on Case Histories inGeotechnical
Engineering, Arlington, Missouri, USA.

McCabe, B., Kamrat-Pietraszewska, D. and Egan,
D. (2013). Ground Heave Induced by Installing
Stone Columns in Clay Soil, Geotechnical
Engineering, London: ICE (institution of civil
engineers) 166, pp. 589-593.

NAVFAC (Naval Facilities Engineering Command).
(1986). Foundationand EarthStructure,NAVFAC
Dm7-02. Design Manual 7.02, Department of
the NAVY, Alexandria, London: Vulcan Hammer.

Wiss, J.F. (1967). Damage Effects of Pile Driving
Vibration, Highway Research Board Record,
155, pp. 14-20.

Woods, R.D. (1997). Dynamic Effects of Pile
Installations on Adjacent Structure, National

26

การคาดการณป รมิ าณฝนลว งหนารายเดือนในจงั หวัดระยอง

Monthly Rainfall Forecasting for Rayong Province

อรุ นิ ทร โสตรโยม1 วิโรจน พทิ ักษท รายทอง2 และธนภพ โสตรโยม3
1,2สว นวิจัยและพฒั นาดานวศิ วกรรม สํานกั วจิ ัยและพัฒนา กรมชลประทาน
3คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
E-mail: [email protected], [email protected] และ [email protected]

บทคัดยอ
การคาดการณปรมิ าณฝนลว งหนารายเดอื นเปน เทคนคิ การนาํ แบบจําลองสโตคาสติกมาใชร วมกับรูปแบบการแจกแจงขอมลู ฝน

รายเดือน โดยทําการวิจัยในสถานีวัดนํ้าฝนจังหวัดระยองจํานวน 4 สถานี ไดแก สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บน้ําดอกกราย สถานีวัดน้ําฝน
อางเก็บน้ําหนองปลาไหล สถานีวัดน้ําฝน Z.11 และสถานีวัดนํ้าฝน Z.18 ซึ่งจากผลการวิจัยพบวา สถานีวัดนํ้าฝน Z.11 ไมสามารถใช
แบบจําลองสโตคาสติกในการคาดการณป รมิ าณฝนลวงหนาได สําหรับสถานีวัดนํ้าฝนอางเก็บน้ําดอกกราย สถานีวัดนํ้าฝนอางเก็บนํา้
หนองปลาไหล และสถานีวดั นา้ํ ฝน Z.18 สามารถใชแ บบจําลองสโตคาสติก ARMA (2,1) และการแจกแจงขอมูลฝนรายเดือนดวยสถิติ
ขอมลู ยอนหลัง 10 ป โดยแบบจาํ ลองใหป ริมาณฝนรายเดือนคาดการณม ีคา คลาดเคลอ่ื นเฉล่ยี ท้ังป เทา กับ 56.1, 70.2 และ 56.9 มม.
ตามลาํ ดบั
คาํ สําคัญ: แบบจําลองสโตคาสติก, การคาดการณ

Abstract
Monthly rainfall forecasting is a technique that uses a stochastic model together with a monthly rainfall

distribution model. This study was conducted at four Rainfall Measurement Stations in Rayong Province including
Dok Krai Reservoir Station, Nong Pla Lai Reservoir Station, Z.1 1 Rainfall Station and Z.1 8 Rainfall Station. The
research findings indicated that a stochastic model cannot be applied to forecast amount of rainfall for Z.1 1
Rainfall Station. Besides, a stochastic model and a monthly rainfall distribution model with statistical data of 1 0
year-return period can be utilized for the rest three stations (i.e., Dok Krai Reservoir Station, Nong Pla Lai Reservoir
and Z.1 8 Rainfall Station). In particular, this study showed that the model provides monthly rainfall forecasting
with the errors of 56.1, 70.2 and 56.9 mm. for these three stations respectively.
Keywords: Stochastic Model, Forecasting

27

1. บทนํา ดอกกราย (2) สถานีวัดนํ้าฝนอางเก็บนํ้าหนองปลาไหล
(3) สถานีวัดนํ้าฝน Z.11 (กรมชลประทาน) และ
การบริหารจดั การอางเก็บน้ํา (อารียา, 2549) คือ (4) สถานีวัดนํ้าฝน Z.18 (กรมชลประทาน) เนื่องจาก
การสรางสมดุลระหวางปรากฏการณทางอุทกวิทยา จั ง ห วั ด ร ะ ย อ ง เ ป น แ ห ล ง ผ ลิ ต ผ ล ไ ม ที่ สํ า คั ญ ข อ ง
(ปริมาณฝน ปริมาณน้ําไหลเขาอางเก็บนํ้า อัตราการ ประเทศไทย และยังเปนที่ตั้งแหลงนิคมอุตสาหกรรม
ระเหย ฯลฯ) ซึ่งมีความไมแนนอน กับปริมาณความ ภาคตะวันออก โดยในป 2547 เกิดปญหาภัยแลง
ตองการน้ําซ่ึงมีแนวโนมเพิ่มข้ึนทุกป ดังนั้นการวางแผน ครอบคลุมทั่วท้ังจังหวัดระยองกอใหเกิดความเสียหาย
เพื่อบริหารจัดการอางเก็บน้ําใหเหมาะสมจึงมีความ ของภาคการเกษตร คิดเปนมูลคากวา 7,600 ลานบาท
ยากลําบาก และอาจตองเผชิญกับสภาวะเส่ียงที่ปริมาณ และภาคอุตสาหกรรมกวา 3 แสนลานบาท (อทิ ธพิ ล และ
น้ําในอางเก็บน้ําไมเพียงพอกับความตองการนํ้าในชวง ดวงสรุ ยี , 2557)
ฤดูแลง และสภาวะเส่ียงการเกิดน้ําทวมในชวงฤดูนํ้า
หลาก โดยเฉพาะอยางยิ่งอางเก็บนํ้าที่เปนแหลงน้ํา ร
ตนทนุ สาํ หรับเขตพืน้ ที่เศรษฐกจิ ท่มี คี วามตอ งการน้ําสงู
(1) (2) (3)
ขบวนการทางอุทกวิทยา (ขบวนการเกิดฝน) (4)
เปล่ียนแปลงไปตามเวลาและสถานท่ีในลักษณะที่ทําให
สามารถคาดการณไดบางสวน (Deterministic) และ ภาพท่ี 1 ที่ตัง้ สถานีวัดนํา้ ฝนทีใ่ ชใ นการวิจัย
บางสวนคาดการณไมได (Random) ขบวนการน้ีเรยี กวา
Stochastic Process (Salas et al., 1988) ซึ่งสามารถ 2. วธิ ีการ
นําหลักการทางสถิติมาอธิบายความแปรปรวนแบบ
Random ของชุดขอมูล โดยท่ัวไปใชกับชุดขอมูลฝน การคาดการณปริมาณฝนลวงหนารายเดือนมี
แบบรายป (Annual Rainfall) (Wagener et al., 2001) ขั้นตอนดาํ เนินการ 7 ขน้ั ตอน ตามภาพท่ี 2 ประกอบดวย

ดั ง นั้ น บ ท ค ว า ม นี้ จึ ง ไ ด นํ า เ ส น อ เ ท ค นิ ค ก า ร 1) รวบรวมขอมูลฝนรายวันจากสถานีวัดนํ้าฝน
คาดการณฝนรายเดือนลวงหนาดวยการใชแบบจําลอง อางเก็บน้ําดอกกรายสถานีวัดนํ้าฝน อางเก็บน้ําหนอง
สโตคาสติกรวมกับรูปแบบการแจกแจงขอมูลฝนราย ปลาไหล สถานีวัดนํ้าฝน Z.11 และสถานีวัดน้ําฝน Z.18
เดือน โดยมีวัตถุประสงคเพื่อคาดการณปริมาณฝนราย
เดือนลวงหนา 1 ป ใหเจาหนาท่ี และผูบริหารท่ีมีสวน 2) ตรวจสอบความถูกตองและความสมบูรณของ
เก่ียวของกับการบริหารจัดการน้ําในอางเก็บนํ้า และ ขอมูลฝนรายวันที่รวบรวมได โดยการใชการวิเคราะห
ลุมน้ํา ตลอดจนผูท่ีสนใจเกี่ยวกับขอมูลปริมาณนํ้าฝน ขอมูลทางสถิติเบ้ืองตน และทําการวิเคราะห Outliner
สามารถใชเปนขอมูลในการวางแผนการบริหารจัดการ (Montgomery, 2007) ของขอมูลฝนรายป พรอมทั้ง
อางเก็บน้ําแบบรายเดือนอยางมีประสิทธิภาพ โดย ปรับแกข อ มูลท่เี ปน Outliner ดว ยหลักการทางสถติ ิ
ดําเนินการศึกษาในสถานีวัดนํ้าฝนของจังหวัดระยอง
ตามภาพที่ 1 ไดแก (1) สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บนํ้า

28

รวบรวมขอ มูลฝน 7) ตรวจสอบความแมนยําของแบบจําลองดวย
Root Mean Square Error (RMSE) (ภัทรสินี, 2550)
ตรวจสอบขอมูล ไมถูกตอ ง ปรับแก โดยใชขอมูลฝนรายเดือนป พ.ศ. 2556 เปนขอมูล
ไมครบถว น สําหรับตรวจสอบความแมนยาํ ของแบบจาํ ลอง
ถกู ตอ ง ครบถว น
3. ผลการวจิ ัย
กาํ หนดรูปแบบแจกแจงความถ่ี
3.1 ขอมูลฝน
สรา งแบบจําลองสโตคาสตกิ จากการรวบรวม และวิเคราะหขอมูลฝน

คาดการณฝ นลว งหนา รายป ของสถานีวัดน้ําฝนในจังหวัดระยองโดยใชสถานีวัด
น้ําฝนตัวแทนจํานวน 4 สถานี ไดแก สถานีวัดน้ําฝนอาง
แจกแจงขอมลู ฝนรายเดอื น เก็บน้ําดอกกราย สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บนํ้าหนองปลา
ไหล สถานีวัดนํ้าฝน Z.11 และสถานีวัดน้ําฝน Z.18
ตรวจสอบแมนยาํ ของ พบวา จังหวัดระยองมีปริมาณฝนเฉลี่ยตามปปฏิทิน
แบบจาํ ลอง ประมาณ 1,589.3 มม./ป โดยมีปริมาณฝนตกเฉลี่ย
สูงสุดในเดือนกันยายน อยูระหวาง 263.7 – 335.1 มม.
รูปที่ 3.2 แผนผังการดําเนนิภงาานพกาทรคี่ า2ดกขารัน้ ณตปรอมิ นาณกฝานรลวคงหานดากราายรเดณือนฝกนรณรศี าึกยษเาดจงั อื หวนัดระยอง ตามภาพท่ี 3 และมีรายละเอียดขอมูลฝนในแตละสถานี
ดงั นี้
3) กาํ หนดรปู แบบการแจกแจงความถี่ โดยใชก าร
แจกแจงขอมูลฝนรายเดือนแบบรอยละของขอมูลฝน 1) สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บนํ้าดอกกราย
รายป ซ่ึงกําหนดใหใชการแจกแจง 3 ชุดขอมูล คือ ตง้ั อยทู ี่อา งเก็บน้ําดอกกราย ตาํ บลแมน ้ําคู อําเภอปลวก
ขอมูลทั้งหมด ขอมูลยอนหลัง 15 ป และขอมูลยอนหลัง แดง จังหวดั ระยอง เรม่ิ เกบ็ สถติ ขิ อ มลู ต้ังแตป  พ.ศ.2519
10 ป และใชคา Nash Sutcliffe Efficiency ในการทดสอบ ถึงปจจุบัน (พ.ศ.2555) โดยในเบ้ืองตนขอมูลสําหรับใช
ชดุ ขอมลู (อุรินทร, 2554) คาบของขอมูลฝน 37 ป ในการสรางแบบจําลองโดยใช
ขอมูลระหวางป พ.ศ. 2519 – 2555 มีปริมาณฝนตอป
4) สรางแบบจําลองสโตคาสติก (Salas and ระหวาง 846.5 – 2,382.6 มม./ป คิดเปนปริมาณฝน
Smith, 1981) ของขอมูลฝนรายป ดวยแบบจําลอง เฉลี่ยเทากับ 1,529.7 มม. และมีปริมาณฝนตกสูงสุดใน
Auto Regressive Model; AR (Order 1 และ 2) และ เดอื นกันยายนเฉลยี่ ประมาณ 268.9 มม.
แบบจําลอง Auto Regressive and Moving Average
Model; ARMA (Order 1,1 และ 2,1) 2) สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บน้ําหนองปลาไหล
ต้ังอยูที่อางเก็บน้ําหนองปลาไหล ตําบลละหาร อําเภอ
5) คาดการณฝ นลวงหนา รายป จากแบบจําลองที่ ปลวกแดง จังหวัดระยอง เร่ิมเก็บสถิติขอมูลต้ังแตป
สรางขน้ึ และถูกเลอื กแลว วามคี วามเหมาะสมท่ีสดุ พ.ศ.2511 ถึงปจจุบนั (พ.ศ.2555) โดยในเบอ้ื งตน ขอมูล
สําหรับใชคาบของขอมูลฝน 45 ป ในการสราง
6) แจกแจงขอมูลฝนรายเดือน จากขอมูลฝน
รายป (คาดการณ) โดยใชรูปแบบการแจกแจงความถี่ 29
ทเี่ หมาะสมทส่ี ุด

แบบจําลองโดยใชขอมูลระหวางป พ.ศ. 2511 – 2555 3.2 ผลการตรวจสอบขอมลู
มีปริมาณฝนตอประหวาง 830.2 – 2,174.3 มม./ป
คิดเปนปริมาณฝนเฉลยี่ เทากับ 1,419.8 มม. และมีปริมาณ .จากการตรวจสอบขอมูลดวยคาผิดปกติ
ฝนตกสงู สุดในเดอื นกันยายนเฉลีย่ ประมาณ 263.7 มม. (Outlier) เพ่ือทําการแทนคาชุดขอมูลที่ผิดปกติดวย
คาเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) พบวา มีคาผิดปกติเกิดข้ึนใน
3) สถานีวัดน้ําฝน Z.11 ต้ังอยูท่ีในคลอง ชุดขอ มูลฝนใน 3 สถานไี ดแ ก
ประแสร บา นเขาจิก อําเภอแกลง จังหวดั ระยอง เรมิ่ เก็บ
สถิติขอมูลต้ังแตป พ.ศ. 2532 ถึงปจจุบัน (พ.ศ.2555) 1) สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บนํ้าดอกกราย
โ ด ย ใ น เ บ้ื อ ง ต น ข อ มู ล สํ า ห รั บ ใ ช ค า บ ข อ ง ข อ มู ล ฝ น เกิดคาผิดปกติในป พ.ศ. 2522 และ 2526 แทนคาดวย
24 ป ในการสรางแบบจําลองโดยใชขอมูลระหวาง ปริมาณฝนเฉล่ีย 1,529.7 มม.
ป พ. ศ. 2532 – 2555 มีปริมาณฝ นต อประห ว า ง
1,110.2 – 2,246.3 มม./ป คิดเปนปริมาณฝนเฉลี่ย 2) สถานีวัดนํ้าฝนอางเก็บนํ้าหนองปลาไหล
เทากับ 1,599.8 มม. และมีปริมาณฝนตกสูงสุดในเดือน เกิดคาผิดปกติในป พ.ศ. 2511 แทนคาดวยปริมาณฝน
กนั ยายน เฉลยี่ ประมาณ 317.3 มม. เฉลีย่ 1,419.8 มม.

4) สถานีวัดนํ้าฝน Z.18 ต้ังอยูในคลองโพล 3) สถานีวัดนํ้าฝน Z.18 เกิดคาผิดปกติในป
บานซําฆอ กิ่งอําเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง เร่ิมเก็บ พ.ศ. 2531 แทนคา ดวยปริมาณฝนเฉล่ีย 1,807.8 มม.
สถิติขอมูลตั้งแตป พ.ศ. 2527 ถึงปจจุบัน (พ.ศ.2555)
โดยในเบ้ืองตนขอมูลสําหรับใชคาบของขอมูลฝน 29 ป 3.3 รูปแบบแจกแจงความถ่ี
ใ น ก า ร ส รา ง แ บบ จําล อ ง โ ด ยใ ชขอ มูล ร ะหวาง
ป พ.ศ. 2527 – 2555 มีปริมาณฝนตอประหวาง .จากการทดสอบรูปแบบการแจกแจงของชุด
1,297.0 – 2,613.4 มม./ป คิดเปนปริมาณฝนเฉลี่ย ขอมูลฝนทั้ง 4 สถานีดวยเทคนิคการพล็อตกราฟ
เทากับ 1,807.8 มม. และมีปริมาณฝนตกสูงสุดในเดือน ก า ร ท ด ส อ บ ด ว ย ค า ค ว า ม เ บ ( Skewness) แ ล ะ
กันยายน เฉลย่ี ปล ะประมาณ 335.1 มม. การทดสอบดวย X² ใหผลการแจกแจงความถี่เปนแบบ
ปกติ (Normal Distribution) และใชคา Nash Sutcliffe
Efficiency (NSE) ใ น ก า ร ท ด ส อ บ ชุ ด ข อ มู ล ที่ ใ ช
เปนตัวแทนการกระจายตัวของฝนรายเดือนสรุปไดวา
สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บนํ้าดอกกราย สถานีวัดน้ําฝน
อางเก็บนํ้าหนองปลาไหล และสถานีวัดน้ําฝน Z.18 ใช
สถิติขอมูลฝนยอนหลัง 10 ป เปนตัวแทน โดยใหคา
NSE = 0.625, 0.654 และ 0.640 ตามลาํ ดับ สวนสถานี
วัดน้ําฝน Z.11 ใชสถิติขอมูลฝนยอนหลัง 15 ป
เปนตวั แทน โดยใหค า NSE = 0.617 ตามภาพที่ 4

ภาพที่ 3 ขอมูลปริมาณฝนเฉลยี่ รายเดือน

30

40 อา งเกบ็ น้ําดอกกราย (พ.ศ. 2546 - 2555) อางเกบ็ นา้ํ หนองปลาไหล (พ.ศ. 2546 - 2555) 350
35 Z.11 (พ.ศ. 2541 - 2555) Z.18 (พ.ศ. 2546 - 2555) 300 ฝนที่เกิดขึ้นจริง พ.ศ.2556 ฝนคาดการณ ARMA(2,1)

30 250

รอยละปริมาณฝนรายเดือนเฉ ่ีลยตอป 25 ปริมาณฝน ( ิมลลิเมตร)200

20 150

15 100

10 50

5 0
ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
0 เดือน
มค กพ มคี เมย พค มิย. กค. สค. กย. ตค. พย. ธค.
เดือน ภาพท่ี 5 กราฟเปรียบเทียบผลการคาดการณฝนราย
เดอื นของสถานวี ัดน้ําฝนอา งเก็บนาํ้ ดอกกราย
ภาพที่ 4 รปู แบบการกระจายตวั ของฝนเฉล่ียรายเดือน
450
3.4 แบบจาํ ลองสโตคาสตกิ 400 ฝนทเี่ กดิ ข้ึนจริง พ.ศ.2556 ฝนคาดการณ ARMA(2,1)
350
.แบบจําลองคาดการณฝนรายปสามารถสราง 300
250
ไดเพียง 3 สถานี ไดแก สถานีวัดนํ้าฝนอางเก็บน้ํา 200
150
ดอกกราย (สมการท่ี 1) สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บน้ํา ป ิรมาณฝน (มิล ิลเมตร)100
50
หนองปลาไหล (สมการที่ 2) และสถานีวัดนํ้าฝน Z.18
(สมการท่ี 3) สวนสถานีวัดนํ้าฝน Z.11 เน่ืองจาก 0
ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
คุณสมบัติของพารามิเตอรท่ีหาไดอยูนอกขอบเขตท่ี เดือน

ยอมรับได (1 <-1 และ 1 + 2 > 1 อยูนอกขอบ ภาพที่ 6 กราฟเปรียบเทยี บผลการคาดการณฝ นรายเดือน
วงกลม 1 หนวย) โดยมีแบบจําลองคาดการณฝนรายป ของสถานีวัดนาํ้ ฝนอางเก็บนํา้ หนองปลาไหล

ของแตละสถานีตามสมการที่ (1) – (3) ตามลําดบั 400
350 ฝนท่เี กดิ ขึน้ จรงิ พ.ศ.2556 ฝนคาดการณ ARMA(2,1)
zt(1)=-0.6983zt-0.0087zt-1+0.6231εt . . . (1) 300
zt(1)=-0.3437zt+0.1611zt-1+0.1898εt .. . (2) 250
zt(1)=-0.4947zt+0.3027zt-1+0.1840εt .. . (3) 200
150
3.5 ผลการคาดการณฝนรายเดอื น ป ิรมาณฝน ( ิมล ิลเมตร)100
50
.การสรางชุดขอมูลฝนคาดการณรายเดือน
ลวงหนา 1 ป ใชขอมูลฝนป พ.ศ.2555 เปนฐานขอมูล 0
สํ า ห รับ ค า ด ก า ร ณขอ มูล ฝ น ร า ย ป ดว ย แ บ บ จํ า ล อ ง ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
สโตคาสติก (สมการ 1 – 3) และใชรูปแบบการแจกแจง เดอื น
ความถ่ี (ภาพท่ี 4) สําหรับแจกแจงขอมูลฝนรายเดือน
ไดผลการคาดการณฝนรายเดือนลวงหนาเปรียบเทียบ ภาพท่ี 7 กราฟเปรียบเทียบผลการคาดการณฝนราย
กับปริมาณฝนท่ีเกิดข้ึนจริงในแตละสถานีตามภาพที่ เดอื นของสถานีวัดนํ้าฝน Z.18
5 – 7 และตารางท่ี 1
31

ตารางที่ 1 ผลการคาดการณฝนรายเดอื นของสถานีวดั นํ้าฝนในจังหวัดระยอง ป พ.ศ. 2556

สถานี ชดุ ขอ มูล รอยละของปรมิ าณฝนรายเดอื นตอป

ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

อางฯดอกกราย พ.ศ. 2556 102.2 22.2 43.4 91.7 100.7 216.4 118.3 167.7 275.0 322.3 74.3 2.7

ARMA (2,1) 27.6 46.7 62.8 169.1 188.3 175.2 149.2 145.7 276.1 211.6 29.5 15.6

อางฯหนองปลาไหล พ.ศ. 2556 8.7 19.1 132.1 80.0 71.1 168.1 156.0 142.1 212.8 386.6 95.0 2.1

ARMA (2,1) 29.3 22.8 66.3 114.5 155.3 176.5 158.9 137.8 271.9 193.5 27.8 29.6

สถานี Z.18 พ.ศ. 2556 86.6 0.0 36.6 140.3 124.1 214.8 277.4 249.3 319.3 359.6 78.2 21.8

ARMA (2,1) 41.2 33.5 53.2 156.9 201.7 232.8 294.4 254.3 379.6 212.4 24.1 6.5

3.6 ตรวจสอบความแมนยําของแบบจําลอง 4. สรุปและขอ เสนอแนะ

.จากขอมูลตารางที่ 1 เม่ือทําการคํานวณหา 4.1 สรปุ
ความแมนยําของแบบจําลอง ARMA (2,1) ดวย RMSE
พบวาคาความคลาดเคลื่อนของขอมูลฝนคาดการณที่ .การคาดการณฝนรายเดือนลวงหนา 1 ป
สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บนํ้าดอกกราย สถานีวัดน้ําฝนอาง ของสถานีวัดนํ้าฝนอางเก็บน้ําดอกกราย สถานีวัดน้ําฝน
เก็บนํ้าหนองปลาไหล และสถานีวัดนํ้าฝน Z.18 เทากับ อางเก็บน้ําหนองปลาไหล สถานีวัดนํ้าฝน Z.11 และ
56.1 70.2 และ 56.9 มม. ตามลําดับ โดยปจจัยท่ีทําให สถานีวัดนํ้าฝน Z.18 โดยการใชแบบจําลองสโตคาสติก
เกิดความคลาดเคลื่อนในแบบจําลองคาดการณฝนราย ARMA (2,1) รวมกับรูปแบบการกระจายตัวขอมูลฝน
เดือนของสถานีวัดนํ้าฝนที่ทําการศึกษามีหลายปจจัย รายเดือนจากสถิติขอมูลยอนหลัง 10 ป สามารถทําการ
ประกอบดวย คาดการณไดเพียง 3 สถานี เนื่องจากสถานีวัดนํ้าฝน
Z.11 คุณสมบัติของพารามิเตอรท่ีหาไดอยูนอกขอบเขต
1) ปริมาณขอมูลฝนท่ีนํามาใชในแบบจําลองมี
ความไมเปนอิสระซอนอยูในชดุ ขอมูล ซ่ึงในการวิจัยครั้ง ท่ียอมรับได (1 < -1 และ 1 + 2 > 1 อยูนอกขอบ
น้ีไมไดทําการตัดอิทธิพลดังกลา วออก เชน แนวโนมของ วงกลม 1 หนวย) โดยมีคาความคลาดเคล่ือนของขอมูล
ปริมาณฝนรายป การยก/ลดตัวของปริมาณฝนเน่ืองจาก ฝนคาดการณที่สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บนํ้าดอกกราย
การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอิทธิพลของ สถานีวัดน้ําฝนอางเก็บน้ําหนองปลาไหล และสถานี
ฤดกู าล เปน ตน วัดนํ้าฝน Z.18 เทากับ 56.1, 70.2 และ 56.9 มม.
ตามลําดับ และใหคา NSE ของชุดขอมูลฝนคาดการณ
2) การเลือกใชรูปแบบการแจกแจงขอมูลฝนราย ในแตละสถานีเทากับ 0.625, 0.654 และ 0.640
เดือนไมสอดคลองกับรูปแบบการแจกแจงของขอมูลท่ี ตามลําดับ หมายความวาการใชแบบจําลองสามารถ
แทจรงิ คาดคะเนคาโดยมีความแมนยํามากกวาการใชคาเฉลี่ย
(วราวธุ , 2553)
3) การเลือกใชชนิดของแบบจําลองในการสราง
แบบจําลองคาดการณฝนไมเ หมาะสมกบั ชุดขอมลู

32

4.2 ขอ เสนอแนะ Distribution, The Extreme Value Type I Distribution,
Weibull Distribution) เปน ตน
.จากการศึกษาและวิจัย โครงการการ
คาดการณปริมาณฝนลวงหนารายเดือน กรณีศึกษา 5. กิตติกรรมประกาศ
จังหวัดระยอง โดยใชแบบจําลองสโตคาสติก รวมกับ
รอยละของปริมาณฝนรายเดือนตอปของแตละสถานี ผูวิจัยขอขอบคุณ ผูอํานวยการศูนยอุทกวิทยา
พ บ ว า ผ ล ท่ี ไ ด จ า ก ก า ร จํ า ล อ ง มี ค ว า ม ค ล า ด เ ค ล่ื อ น และบริหารนํ้าภาคตะวันออก ตลอดจนเจาหนาที่ของ
พอสมควรโดยมีคาเฉล่ียความคลาดเคล่ือนสูงกวา ศูนยอุทกวิทยาและบริหารจัดการน้ําภาคตะวันออก
50.00 มิลลิเมตร ในทุกสถานี ดังนั้นเพ่ือใหงานวิจัยใน ทุกทานที่อํานวยความสะดวก ใหขอมูลและใหการ
คร้งั ตอ ไปมีความแมน ยําเพ่มิ ขนึ้ จงึ มขี อเสนอแนะ ดังนี้ สนับสนุนงานวิจัยดวยดีมาโดยตลอด และขอขอบคุณ
“ทุนอุดหนุนวิจัยของกรมชลประทาน” ท่ีไดใหทุน
1) ควรพิจารณาใชแบบจําลองสโตคาสติก สนับสนนุ การวจิ ยั น้ี
แบบอื่นๆ ในการจําลองคาดการณปริมาณฝนลวงหนา
ร า ย ป เ ช น Autoregressive Integrated Moving 6. เอกสารอา งอิง
Average Model, Fractional Gaussian Noise
Model, Broken Line Model, Shifting Level Model ภัทรสินี ภัทรโกศล. (2550). สถิติเพื่อการวิจัยทาง
หรือแบบจําลองอ่ืนๆ ที่ใชในการจําลองขอมูลของ วิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแหง
อนกุ รมเวลา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั .

2) ควรพิจารณาสรางแบบจําลองคาดการณ วราวุธ วุฒิวณิชย. (2553). การวิเคราะหความแมนยํา
ปริมาณฝนลวงหนาเปนรายฤดูกาล (Periodic Time ข อ ง แ บ บ จํ า ล อ ง โ ด ย ใ ช Nash – Sutcliffe
Series) แทนการสรางแบบจําลองคาดการณปริมาณฝน Efficiency และ R2. วนั ชูชาติ 4 มกราคม 2553.
ลว งหนา รายป (Annual Time Series) หนา 77 – 87.

3) ควรพิจารณาใชความนาจะเปนของรูปแบบ อารียา ฤทธิมา. (2549). การปฏิบัติงานระบบอางเก็บ
การเกิดฝนรายเดือน (เลือกชนิดของการแจกแจงที่เหมาะสม นํ้าบนพื้นฐานความนาเชื่อถือไดของลุมน้ําแม
กับขอมูลฝนที่เกิดข้ึนจริงในสนาม) เปนเครื่องมือในการ กลอง (วิทยานิพนธปริญญาเอก). นครปฐม:
แจกแจงขอมูล ฝนรายเดือนแทนการใชคารอยละ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร (กาํ แพงแสน).
เชน Normal Distributions (Normal Distribution, Two –
Parameter Lognormal Distribution, Three – Parameter อุรินทร โสตรโยม. (2554). การปรับปรุงระบบบริหาร
Lognormal Distribution), The Gamma Family (Exponential ค ล อ ง ส ง นํ้ า ด ว ย แ บ บ จํ า ล อ ง ค อ ม พิ ว เ ต อ ร
Distribution, Two – Parameter Gamma Distribution, กรณีศึกษา โครงการสงนํ้าและบํารุงรักษาสองพี่
Pearson Distribution, Log – Pearson Distribution) และ น อง.วิ ทยานิ พนธ ปริ ญญาเอก .นครปฐม:
Extreme Value Distribution (Generalized Extreme Value มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร (กําแพงแสน).

33

อิทธิพล พันธธรรม และดวงสุรีย วายุบุตร. (2555).
สภาอุตฯ ออกโรง กระตุนรัฐเฝาระวังนํ้าแลงภาค
ตะวันออก. สืบคน 26 พฤษภาคม 2558, จาก
http://www.thaipr.net/general/ 418665.

Montgomery, D.C. (2007). Engineering Statistics.
New York: John Wiley & Sons.

Salas, J.D. and R.A. Smith. (1981). Physical Basis
of Stochastic Models of Annual Flows.
Water Resource Research Journal. 17 (2);
pp. 428 – 430.

Salas, J. D., Delleur, J. W., Yevjevich, V. and Lane,
W.L., (1980). Applied Modeling of Hydro logic
Time Series, Water Resources Publi cations,
Michigan: Bookcrafters.

Wagener T, Boyle DP, Lees MJ, Wheater HS, Gupta
HV, Sorooshian S. (2001). A framework for the
development and application of hydrological
models. Hydrology Earth System Sciences, 5;
pp. 13–26.

34

การใชช วี มวลไมยราบยักษ (Mimosa Pigra) ผลติ พลังงานทดแทน เพ่ือเปน แนวทางในการควบคมุ
การแพรร ะบาดของไมยราบยกั ษใ นพน้ื ทีช่ ลประทาน

Utilization of Giantmimosa (Mimosa Pigra) Biomass for Renewable Energy
Production for Controlling Giantmimosa Widespreding in Irrigation Area

อาํ พร คลายแกว1 , ศริ ิพร บุญดาว2 , อไุ ร เพง พิศ3 และ จิระวัลย เพช็ ญไพศษิ ฏ4
1,2,3,4กลมุ งานวัชพืช สวนวิจยั และพฒั นาดานวิทยาศาสตร สาํ นักวิจยั และพฒั นา กรมชลประทาน

บทคัดยอ

การใชชวี มวลไมยราบยักษ (Mimosa Pigra) มาผลิตเปนพลังงานทดแทน การศึกษาวิจัยแบงเปน ศกึ ษาลักษณะทางพฤกษศาสตร
การแพรร ะบาด ศึกษาชีวมวลที่เพม่ิ ขึ้นโดยการวดั ผลผลติ และการเจรญิ เติบโตขึ้นมาใหม (Regrowth) ที่ระดับความสูง 5, 25, 50, 100 และ
150 ซม. เกบ็ ผลผลิตท่ีระยะเวลา 2, 4, 6, 8, 12, 16 สัปดาห และ 1 ป ตามลําดับ นาํ ไปหาคาพลงั งานความรอ น หาความหนาแนนของเน้อื ไม
ทําเช้อื เพลิงอัดแทง (แหง และเผา) และนําไปผลิตเปนกระแสไฟฟา พบวา ผลการเปรียบเทยี บชวี มวลของไมยราบยักษภายหลังการตัด
ที่ระดับตางๆ ท่ีระยะเวลาตางๆกันใหผลไมแตกตางกันทางสถิติ ผลการเปรียบเทียบคาพลังงานความรอนจากชีวมวลของไมยราบยักษ
ภายหลงั การตัดท่ีระดบั ความสูง 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. คา พลังงานความรอนแบบกรอส 4.5, 4.5, 4.5, 4.4 และ 4.4 กิโลแคลอรตี อกรัม
ตามลําดบั และคาความหนาแนน 0.94, 0.97, 0.98, 0.95 และ 1.01 กรัมตอลบ.ซม. ตามลําดับ ผลการผลติ เปนเช้ือเพลิงอัดแทงแหงและ
เผาภายหลังการตดั ทีร่ ะดับตางๆ ใหผ ลไมแ ตกตา งกันทางสถติ ิ พบวาเชอ้ื เพลิงอัดแทงแหงใหผลดีทสี่ ดุ ไดเช้ือเพลิงอัดแทง 920.85 กรัม
ไมมีกล่ิน ไมมีควัน มีความช้ืนประมาณ 8% คาความรอนแบบกรอส 4,246 แคลอรีตอกรัม เชื้อเพลิงอัดแทงแบบเผาวัตถุดิบ 1 กก.
ไดเชื้อเพลิงอัดแทง 916.76 กรัม ไมมีกลิ่น ไมมีควัน ความชื้นประมาณ 8% ความรอนแบบกรอส 6,491 แคลอรีตอกรัม ผลการผลิต
กระแสไฟฟาพบวา ชวี มวลของไมยราบยักษ ทค่ี วามชื้น 5% นา้ํ หนักสด 850 กก. สามารถผลติ กระแสไฟฟา ได 1 เมกกะวตั ต

คําสาํ คญั : ชีวมวล, พลังงานทดแทน, เชอื้ เพลิงอดั แทง, ชลประทาน, ไมยราบยักษ

Abstract

Studies were carried out on botanical characteristics, invasion, and biomass after cutting at height 5, 25, 50, 100
and 150 cm. from ground level. The samples were collected at 2, 4, 6, 8, 12, 16 weeks and 1 year after cutting for
biomass comparison testing, wood density and Gross Calorific - Value, green and charcoal briquette and electricity
generation. The results showed the biomass after cutting were not significant different statistically. Wood densities were
0.94, 0.97, 0.98, 0.95 and 1.01 g/cm3 respectively. Gross Calorific Value were 4.5, 4.5, 4.5, 4.4 and 4.4 Kcal/g respectively
after cutting. Green and Charcoal briquettes yields were not significant different statistically. The result showed green
briquettes 920.85 g/Kg raw material, oderless, smokeless, 8% moisture, G.C.V. 4,246 Cal/g. Charcoal briquettes 916.76
g/Kg raw material, orderless, smokeless, 8% moisture, G.C.V. 6,491 Cal/g. For Electricity Generation, 850 Kg. fresh weight
of biomass (8% moisture) produced 1 megawatt electricity.

Keywords: Biomass, Renewable Energy, Fuel Briquettes, Irrigation, Giant Mimo

35

1. บทนํา 2. วัตถปุ ระสงค

ไมยราบยักษ เปนพืชทีจ่ ดั อยูในวงศ Mimosaceae 2.1 เพือ่ ควบคมุ การแพรระบาดไมยราบยกั ษดวย
มีชื่อวิทยาศาสตรวา Mimosa Pigra มีชื่อสามัญวา การนําไปใชประโยชน
Giantmimosa (สุชาดา ศรีเพ็ญ, 2530) สรางปญหาให
ระบบงานชลประทานอยางมากซ่ึงตองเสียงบประมาณ 2.2 เพื่อผลิตพลงั งานทดแทนจากไมยราบยักษ
ในการควบคุมกําจัดในแตละปเปนจํานวนมาก เชน (Mimosa Pigra)
ไปกดี ขวางทางนาํ้ ไหล ทําใหน้าํ เปล่ยี นทิศทางไมเปน ไปตาม
จุดมุง หมาย ลดอตั ราการไหลของกระแสน้าํ ทาํ ใหเ กษตรกร 3. วธิ ีการวิจัย
ไดรับนาํ้ ไมท่ัวถึง อางเก็บนา้ํ ตน้ื เขินจนุ ้ําไดน อยลง รวมถงึ
เปนอปุ สรรคแกการสญั จรทางน้ําและการพักผอ นหยอ นใจ 3.1 วัสดุ และอุปกรณ ไดแก ไมยราบยักษ
เพอ่ื ปองกนั แหลงน้าํ จากไมยราบยกั ษ การศกึ ษาวจิ ยั คร้ังนี้ (Mimosa Pigra) ตูอบควบคุมอุณหภูมิ (Oven) ขวดแกว
จึงเลือกวิธีการควบคุมดวยการนําไปใชใหเกิดประโยชน สญู ญากาศทนแรงดนั ชุดเคร่ืองแกว ที่ใชใ นหอ งปฏบิ ัติการ
(Utilization) เพ่ือเปนวิธีที่ชวยแกปญหาการระบาดของ ชุดเตาเผาแบบไมสมั ผัสออกซเิ จน เคร่ืองบดปน ทอพวี ีซี
ไมยราบยักษ เปนวิธีท่ีชวยรักษาสมดุลนิเวศปลอดภัยตอ เตาใหความรอน แปงมันสําปะหลัง นํ้า และเคร่ืองผลติ
สภาพแวดลอม ไมส้ินเปลืองงบประมาณ และสอดคลอง กระแสไฟฟาพลงั ความรอนกงั หันไอนํา้ เปน ตน
กบั ภาวะเศรษฐกจิ ของประเทศในปจ จุบนั
3.2 วิธกี ารวิจัย ไดแ ก
อน่งึ พลังงานทดแทน (Renewable Energy) หมายถึง
พลังงานทนี่ ํามาใชแทนนํ้ามนั เช้ือเพลิง (เกียรติไกร อายวุ ฒั น, 3.2.1 ศกึ ษาหาปรมิ าณชีวมวลของไมยราบยกั ษ
2551) ซ่ึงสามารถจําแนกตามแหลงท่ีมาเปน 2 ประเภท (Mimosa Pigra) และความหนาแนนของเน้ือไมท่ีระดบั
ไดแก พลังงานสิน้ เปลือง คือ พลงั งานทดแทนจากแหลง ความสงู 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. ตามลาํ ดับ วางแผน
ที่ใชแลวหมดไป ไดแก ถานหิน กาซธรรมชาติ นิวเคลียร การทดลองเปนแบบ Completely Randomized Design
หินน้ํามัน และทรายนํ้ามัน เปนตน และพลังงานทดแทน (CRD)
อีกประเภทหนึ่งเปนแหลงพลังงานที่ใชแลวสามารถ
หมุนเวียนมาใชไดอีก คือพลังงานหมุนเวียน ไดแก 1) ทาํ แปลงทดลองขนาด กวา งxยาว =
แสงอาทิตย ลม ชีวมวล น้ํา และไฮโดรเจน เปนตน 5x5 ตารางเมตร ทํา 5 ตํารับการทดลอง (Treatment)
(บุญสง เกิดกลาง, 2551) ดังน้ันไมยราบยักษ (Mimosa ทําอยางละ 3 ซํ้า (Replication) ทง้ั หมด 15 แปลงทดลอง
Pigra) จึงนาจะเปนพืชที่มีมวลชีวภาพเหมาะสมชนิดหนึ่งท่ี ดงั น้ี
สามารถจะนําไปใชในการผลติ เปนพลงั งานทดแทนในรูปแบบ
ตา งๆ ดังท่กี ลาวขางตน ไวแลว (เพญ็ จิตร ศรีนพคณุ , 2551) Treatment ท่ี 1 ตัดทีร่ ะดับความสูง 5 เมตร ทดลอง 3 ซ้ํา
Treatment ที่ 2 ตัดทีร่ ะดบั ความสงู 25 เมตร ทดลอง 3 ซาํ้
Treatment ที่ 3 ตัดทร่ี ะดบั ความสงู 50 เมตร ทดลอง 3 ซา้ํ
Treatment ท่ี 4 ตัดท่ีระดับความสงู 100 เมตร ทดลอง 3 ซ้ํา
Treatment ท่ี 5 ตัดท่รี ะดบั ความสงู 150 เมตร ทดลอง 3 ซาํ้

36

2) นําไปหาความหนาแนนของเน้ือไม ง. นาํ เชอ้ื เพลิงอัดแทงท่ไี ดไปวเิ คราะห
ในแตล ะระดบั ทตี่ ดั จากแปลงทดลอง ไดแ ก 5, 25, 50, 100 คุณสมบัตทิ างดานเชอื้ เพลงิ โดยวิเคราะห ความชื้น (%)
และ 150 ซม. ตามลาํ ดบั ใชส ุม ตัวอยา งไมท่ีแหงสนทิ 5 ทอน เถา (%) สารที่ระเหยได (%) คารบอนคงตัว (%) และ
โดยหาความหนาแนน ตามวิธขี อง Pottinger et al. (1998) คาความรอน (แคลอรี/กรมั )

3) นาํ ไปหาคาพลังงานความรอ นในแตละ 2. การผลติ เปน เชื้อเพลงิ อดั แทงแบบเผา
ระดับทตี่ ดั จากแปลงทดลอง ไดแ ก 5, 25, 50, 100 และ
150 ซม. ใชสุมตัวอยางไมไมยราบยักษ (Mimosa Pigra) ก. สุมตัวอยางท่ีแหงสนิทที่ไดจาก
ท่ีแหงสนิทมาบดปนใหล ะเอยี ด แลววัดคาพลังงานดว ย การตดั ทรี่ ะดบั ความสูง 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม.
เคร่ือง Bomb Calorimeter แตละระดบั ไปใสใ นเตาเผาที่ประกอบขนึ้ มา

3.2.2 การผลิตเปนเช้ือเพลิงอัดแทงจาก ข. นําไปตากแดดใหแหงแลวนํามา
ไมยราบยกั ษ และการทดสอบ แบง เปน บดปนใหละเอยี ด

1. การผลติ เปน เชือ้ เพลงิ อดั แทงสด ค. นําไปผสมกับตัวประสานใชแปง
มนั สาํ ปะหลงั และ นํ้า โดยใชอตั ราสวน 3 ชุด ไดแก
ก. สุมตัวอยางท่ีแหงสนิทที่ไดจาก
การตัดทรี่ ะดับความสงู 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. ชุดที่ 1 อัตราสวน 90 : 10 =
แตล ะระดับมาบดปน ใหละเอยี ด ตัวอยาง : แปงมนั สําปะหลัง ผสมดวยนํ้า

ข. นําไปผสมกับตัวประสานใชแปง ชุดที่ 2 อัตราสวน 80 : 20 =
มนั สาํ ปะหลัง และนา้ํ โดยใชอัตราสวน 3 ชุด ไดแก ตัวอยา ง : แปงมนั สาํ ปะหลงั ผสมดวยนา้ํ

ชุดที่ 1 อัตราสวน 90 : 10 = ชุดท่ี 3 อัตราสวน 70 : 30 =
ตัวอยาง : แปง มนั สําปะหลงั ผสมดว ยนาํ้ ตัวอยาง : แปงมันสาํ ปะหลงั ผสมดว ยนาํ้

ชุดที่ 2 อัตราสวน 80 : 20 = ง. นําไปใสพิมพอัดเปนแทงดวย
ตัวอยา ง : แปงมันสําปะหลัง ผสมดว ยนาํ้ แรงมือมีขนาดเสน ผา ศนู ยก ลาง 2.5 ซม. จะไดเ ช้อื เพลิง
เปนแทงทรงกระบอกเสนผาศูนยกลาง 2.5 ซม. นําไป
ชุดที่ 3 อัตราสวน 70 : 30 = ตากแดดใหแ หง หรือนําไปอบท่ีอณุ หภมู ิ 105 oC นาน 24 ชม.
ตวั อยาง : แปงมันสําปะหลัง ผสมดว ยนา้ํ
จ. นําเชอ้ื เพลงิ อดั แทง ท่ีไดไปวเิ คราะห
ค. นําไปใสพิมพอัดเปนแทงดวย คุณสมบตั ทิ างดานเช้อื เพลิงโดยวเิ คราะห คา ความชืน้ (%)
แรงมือ มีขนาดเสนผาศูนยกลาง 2.5 ซม. จะไดถา นเปน คาเถา (%) คาคารบอนคงตัว (Fixed Carbon) (%)
แทงทรงกระบอกเสน ผา ศนู ยก ลาง 2.5 ซม. นาํ ไปตากแดด คาสารที่ระเหยได (Volatile) (%) และคาพลังงาน
ใหแหง หรอื นาํ ไปอบท่ีอุณหภมู ิ 105 oC นาน 24 ชม. ความรอนแบบกรอส (แคลอรีตอกรัม) เปนตน

37

3.2.3 การผลิตกระแสไฟฟาโดยใชชีวมวล ภาพท่ี 3 สมุ ทอ นไมแหงทใี่ ชหาความหนาแนน
ไมยราบยักษเ ปนเชื้อเพลิง

1. นําไมยราบยักษต ากแหงตดั ใหมขี นาด
ความหนาไมเกิน 1 มิลลิเมตร ความชื้นไมเกิน 25%
เพอื่ นาํ เขาสูข บวนการเผาไหมผลิตเปนกระแสไฟฟา

2. เก็บขอมูลปริมาณของไมยราบยักษ
ทใ่ี ชผ ลติ เปนกระแสไฟฟา ตอ 1 เมกะวัตต

3.2.4 เกบ็ รวบรวมผล และวเิ คราะหข อ มลู ท่ีได
ทางสถติ ิ

3.2.5 สรุปวิจารณผลการศึกษาและจัดพิมพ
ทําเอกสาร

ภาพท่ี 4 หาความหนาแนนในหองปฏิบตั กิ าร
ภาพท่ี 1 ลกั ษณะตนไมยราบยักษ (Mimosa Priga)

กอนทาํ การศึกษาวิจัย

ภาพท่ี 5 นําไมยราบยกั ษแหงใสเคร่ืองบด

ภาพที่ 2 ตัดที่ระดบั ความสูง 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม.

38


Click to View FlipBook Version