ภาพท่ี 6 ลักษณะของไมยราบยกั ษทบี่ ดละเอยี ดนําไปหาคา ภาพที่ 9 ลกั ษณะไมยราบยกั ษท่เี ผาเรียบรอยแลวจึงนาํ ไป
พลงั งานความรอ น และทาํ เช้ือเพลิงอดั แทง เขา เครอ่ื งบดละเอยี ด
ภาพท่ี 7 จดั เรียงไมไ มยราบยกั ษใ สเตาเผาใหเ ตม็ ถงั ภาพท่ี 10 อปุ กรณท่ใี ชท ําเช้อื เพลงิ อัดแทง แบบงายๆ
ภาพที่ 8 ขณะเผาปดฝาเตา ภาพท่ี 11 ลักษณะตัวอยางไมยราบยกั ษบ ดละเอยี ด
ใชท าํ เชือ้ เพลงิ อดั แทง แบบไมเ ผา
39
ภาพที่ 12 เทแปงมนั ทล่ี ะลายแลว ใสในไมยราบยักษแ บบ ภาพท่ี 15 นาํ มาอัดลงในทอ PVC ทเี่ ตรยี มไวเปน
ไมเผาบดละเอียด และน้ําเปลา คลุกใหเ ขากัน แมพ มิ พใหแ นน
ภาพที่ 13 เทแปง มนั ทลี่ ะลายแลวใสใ นไมยราบยกั ษแ บบ ภาพท่ี 16 ถอดแมพิพมออก
ไมเ ผาบดละเอยี ด และนา้ํ เปลา คลกุ ใหเ ขากนั
ภาพท่ี 14 นาํ มาอดั ลงในทอ PVC ทีเ่ ตรยี มไวเ ปน ภาพท่ี 17 ลักษณะของเช้ือเพลงิ อดั แทง แบบไมเ ผา
แมพมิ พใ หแนน
40
ภาพที่ 18 ขนาดตัวอยา งของไมยราบยกั ษท่นี ําไปผลิต ภาพท่ี 21 นาํ มาอัดลงในทอ PVC ที่เตรยี มไวเ ปน
กระแสไฟฟา แมพมิ พใ หแ นน แลวถอดพมิ พอ อก
ภาพท่ี 19 เทไมยราบยักษแ บบเผาบดละเอยี ดใสใ น ภาพท่ี 22 นํามาอดั ลงในทอ PVC ที่เตรยี มไวเปน
ภาชนะทใ่ี ชผสม แมพ มิ พใ หแ นน แลวถอดพิมพอ อก
ภาพท่ี 20 เทแปง มนั ทล่ี ะลายแลวใสใ นไมยราบยักษแ บบ ภาพที่ 23 ลักษณะของเช้ือเพลิงอัดแทง แบบเผาที่ได
เผาบดละเอียด และนา้ํ เปลาคลุกใหเ ขา กัน
41
ภาพที่ 24 นาํ เชอื้ เพลิงอัดแทง ท่ไี ดไ ปตากแดดใหแหงสนทิ 80.35 - 101.27 กรัม มีความแตกตางกันอยางมี
นัยสําคัญภายหลังการตัดท่ีระยะเวลา 1 ป มีน้ําหนัก
4. ผลการวิจยั เพิม่ มากข้นึ
4.1 ผลการศึกษาหาปรมิ าณชีวมวลของไมยราบยักษ 2) ผลการศกึ ษาหาปริมาณชวี มวลของไมยราบยกั ษ
(Mimosa Pigra) และความหนาแนนของเนื้อไมท่ีระดับ ภายหลังการตัดท่ีระดับ 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม.
ความสูง 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. ตามลําดับ ตามลาํ ดับ ท่ีระยะเวลาไมกาํ หนดอายุ พบวา ชีวมวล
ภายหลังการตัดทีร่ ะยะเวลา 2, 4, 6, 8, 12, 16, 20, 24 รวมน้ําหนักสดที่ระดับการตัด 25 และ 150 ซม. ไมมี
และ 48 สปั ดาห ความแตกตางกันทางสถิติมีนํ้าหนักสดสูงท่ีสุด 5,173a
และ 5,200a สวนที่ระดับอื่นมีความแตกตางกนั อยาง
1) ผลการศกึ ษาหาปรมิ าณชีวมวลของไมยราบยกั ษ มีนัยสําคัญ ในขณะที่นํ้าหนักแหง (กรัม) ตอตนในทุก
(Mimosa Pigra) จากผลการศึกษาหาปรมิ าณชีวมวลของ ระดบั มีความแตกตางกนั อยางมีนยั สําคัญโดยมีนํ้าหนักแหง
ไมยราบยกั ษ (Mimosa Pigra) เปน เวลา 1 ป หลงั การตัด ตอตน 1,816 - 2,406 กรัม ที่ระดบั การตดั 25 ซม. สงู ทสี่ ุด
ในระดับความสงู แตกตางกนั พบวา ในทุกระดับการตัด ภายหลงั การตดั ทร่ี ะยะเวลาไมกําหนดอายุ
มีการเจรญิ ทางดา นความสูง (ซม.) ใกลเคยี งกนั โดยมคี วามสูง
ระหวาง 310 - 380 เซนติเมตร การแตกก่ิงมีการแตกเกิดขึ้น 3) ผลการศึกษาหาปริมาณชวี มวลของไมยราบยักษ
ภายหลังการตัดตงั้ แต 2 สปั ดาห เพิ่มมากข้ึนสงู สดุ ภายหลงั ภายหลังการตัดท่ีระดับ 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม.
การตดั ในสัปดาหท ่ี 20 โดยมคี าระหวาง 6 - 9 ก่งิ ตอตน ตามลาํ ดบั ทีร่ ะยะเวลา 1 ป พบวา ชีวมวลรวมน้ําหนักสด
แตกตา งกนั อยางมนี ัยสาํ คญั หลังจากนน้ั จาํ นวนกิ่งลดลง (กก./ไร) มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ โดยมี
เหลือเพียง 4 - 5 กิ่ง เม่ือถึงระยะเวลา 1 ป การเจริญ นํ้าหนักสด (กก./ไร) 3,887d - 4,100a ท่ีระดับการตดั
ทางดา นนาํ้ หนักสด (กรัม) ตอตน ในทุกระดับใกลเคียง 150 ซม. มีน้ําหนักสดสูงที่สุด ในขณะท่ีนํ้าหนักแหง
กัน โดยมีน้ําหนักสดตอตน 384 - 471 กรัม มีความ (กก./ไร) ในทุกระดับมีความแตกตา งกันอยา งมนี ยั สาํ คญั
แตกตางกันอยางมีนัยสาํ คัญภายหลังการตัดระยะเวลา โดยมีนํ้าหนักแหง (กก./ไร) 1,898d - 2,051a ที่ระดับ
1 ป มีนํา้ หนกั เพ่ิมมากขึ้น ในขณะทน่ี ้าํ หนักแหง (กรมั ตอตน) การตัด 50 ซม. สูงทสี่ ุดภายหลงั การตัดทร่ี ะยะเวลา 1 ป
ในทุกระดับการตัดใกลเคียงกัน โดยมีนํ้าหนักแหงตอตน
4) ผลการหาความหนาแนนของเนื้อไม
(กรัม/ลบ.ซม.) ท่ีระดับความสูง 5, 25, 50, 100 และ
150 ซม. ตามลาํ ดบั ท่ไี มก าํ หนดอายุ และระยะเวลา 1 ป
พบวา ที่ไมกําหนดอายุการตัดที่ระดับตางๆกัน
ความหนาแนนของเนื้อไมไมมีความแตกตางกันทางสถิติ
คา ความหนาแนนของเนื้อไม (กรัม/ลบ.ซม.) 0.94 - 0.98
แตที่ระยะเวลา 1 ป ความหนาแนนของเนื้อไมมี
ความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ คาความหนาแนน
42
ของเน้ือไม (กรัม/ลบ.ซม.) 0.93d - 0.98a โดยที่ระดับ 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. ตามลาํ ดับ ทไี่ มกําหนดอายุ
การตดั ที่ 150 ซม. มคี วามหนาแนนของเนือ้ ไมส งู ทสี่ ุด
พบวา ชวี มวลของไมยราบยักษ ทรี่ ะดับการตัดตา งๆกัน
5) ผลการหาคาพลงั งานความรอนแบบกรอส ใหผลในการผลิตกระแสไฟฟาไดไมแตกตางกัน คือ
(Gross) (กิโลแคลอรี/กรัม) ของไมยราบยักษภายหลัง ใชชวี มวลของไมยราบยักษ (Mimosa Priga) 850 กโิ ลกรมั
การตัดที่ระดบั 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. ตามลําดบั สามารถผลิตกระแสไฟฟา ได 1 เมกะวตั ต ซ่ึงเปนคาที่สูง
ที่ไมกําหนดอายุ พบวา ท่ีไมกําหนดอายุการตัดท่ีระดับ เมอ่ื เปรียบเทยี บกบั วตั ถดุ ิบชนิดอนื่ ที่ใช
ตางๆ กันคาพลังงานความรอนแบบกรอส (Gross)
(กิโลแคลอรี/กรัม) ไมมีความแตกตางกันทางสถิติ ตารางท่ี 1 ผลการเปรียบเทียบคาความหนาแนน และคา
4.4 - 4.5 กโิ ลแคลอร/ี กรมั ความรอนแบบกรอส (Gross) (กิโลแคลอรี/กรัม)
ของไมยราบยักษภายหลังการตัดที่ระดับ
4.2 ผลการศกึ ษาหาคา พลังงานความรอนแบบกรอส
(แคลอรีตอกรมั ) ของเชือ้ เพลงิ อดั แทง 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. ตามลาํ ดับ
ท่ีระยะเวลา 1 ปแ ละไมกาํ หนดอายุ
1) แบบไมเ ผาท่ีอตั ราสว นผสม 10%, 20% และ
30% ตามลําดับ ภายหลังการตัดท่ีระดับ 5, 25, 50, ระดับความ ความหนาแนนเน้ือไม คาพลงั งาน
100 และ 150 ซม. ตามลําดับ ท่ีไมกําหนดอายุ พบวา สูงที่ตัด (ซม.) (กรมั /ลบ.ซม.) (กโิ ลแคลอร/ี
ที่อัตราสวนผสม 10%, 20% และ 30% ตามลําดับ
ภายหลงั การตัด ที่ระดับ 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. 5 ไมกําหนด อายุ 1 ป กรัม)
ตามลําดับ มีคาพลังงานความร อน แบบ ก ร อ ส 25 อายุ
(แคลอรีตอกรัม) แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ มีคา 50 4.5
ใกลเ คยี งกนั 4,079c - 4,200a 100 0.94 0.95bc 4.5
150 0.97 0.94cd 4.5
2) แบบเผาท่ีอัตราสวนผสม 10%, 20% และ F-test 0.98 0.93d 4.4
30% ตามลําดับ ภายหลังการตัดท่ีระดับ 5, 25, 50, 0.95 0.96b 4.4
100 และ 150 ซม. ตามลําดับ ท่ีไมกําหนดอายุ พบวา 0.97 0.98a
ที่อัตราสวนผสม 10%, 20% และ 30% ตามลาํ ดับ ns
ภายหลงั การตัด ท่รี ะดบั 5, 25, 50, 100 และ 150 ซม. ns
ตาม ลําดับ มีคาพ ลังง านความ รอนแบบกรอส
(แคลอรีตอกรัม) แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ มีคา nsNon-Significance
ใกลเคียงกัน 6,002d - 6,501a **Signicance at 1 % Level
*Signicance at 5 % Level
4.3 ผลการนําชวี มวลของไมยราบยักษ (Mimosa
Priga) ไปผลิตเปนกระแสไฟฟาภายหลังการตัดทร่ี ะดับ
43
ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทยี บคาพลงั งานความรอ นแบบกรอส 5. สรปุ
(แคลอรตี อ กรมั ) ของเช้ือเพลงิ อดั แทง แบบไมเผา จากผลการศึกษาวิจัย การใชชีวมวลไมยราบยักษ
(MimosaPigra)ผลติ พลงั งานทดแทนเพ่อื แนวทางการควบคุม
จากไมยราบยักษอัตราสวนผสม 10%, 20% และ การแพรระบาดไมยราบยักษในพื้นท่ีชลประทานอยางย่ังยืน
พบวา ไมยราบยักษ (MimosaPigra) ใหผลการผลิตเปน
30% ตามลําดบั ภายหลงั การตัดทร่ี ะดับ 5,25, 50, พลังงานทดแทน ในรูปแบบเช้ือเพลิงอัดแทงไดคุณภาพของ
เชื้อเพลิงตามมาตรฐานการซอ้ื ขายโดยเฉพาะคาพลงั งาน
100 และ 150 ซม. ตามลาํ ดับ ความรอ นทส่ี ูงท่ีสุดใกลเคียงกบั การผลติ เชื้อเพลิงอัดแทงจาก
วตั ถุดบิ ชนิดอ่ืนๆท่คี อ นขา งจะนับวนั หายากและมรี าคาสงู ซ่งึ
ระดบั ความสงู อัตราสวนผสม (%) สามารถนํามาใชเปนวัตถุดิบในการผลิตเปน พลังงานทดแทน
เพอ่ื ลดตนทุนการผลิต ในปจจุบนั ทีต่ อ งใชวัตถุดิบทีม่ ีราคาสงู
ทต่ี ัด (ซม.) 10 20 30 ไมยราบยักษ (Mimosa Pigra) จึงนา จะนํามาใชเ ปนวตั ถุดิบ
ในการผลิตเปน เชื้อเพลิงอัดแทงแทนโดยไมต องเสยี คาใชจาย
5 4,198a 4,246a 4,151b จึงเปนการลดตนทุนการผลิต และเปนการชวยกําจัด
25 4,103b 4,189cd 4,201a ไมยราบยกั ษ (Mimosa Pigra) ซ่งึ เปน วชั พืชทส่ี รา งปญ หา
50 4,200a 4,211b 4,191a ในพื้นท่ีชลประทานอยางมาก ดังนั้นในอนาคตจึงนาจะมกี าร
100 4,079c 4,173d 4,200a พัฒนาเคร่อื งมือท่ีสามารถตดั เกบ็ ไมยราบยักษ (MimosaPigra)
150 4,210a 4,200bc 4,189a ใหไ ดป รมิ าณที่มากเพื่อจะไดเพียงพอกบั การผลติ
F-test
6. กติ ติกรรมประกาศ
nsNon-Significance
**Signicance at 1 % Level ขอขอบคุณผูอํานวยการโครงการสงน้ําและ
*Signicance at 5 % Level บํารุงรักษาแมกวง ขอขอบคุณหัวหนาฝาย ฝายสงนํ้าและ
บํารุงรักษาท่ี 1 โครงการสงนํ้าและบํารุงรักษาแมกวง
ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทยี บคาพลงั งานความรอนแบบกรอส อ.ดอยสะเก็ด จ.เชยี งใหม ขอขอบคุณผูจัดการบริษัทสหโคเจน
ขอขอบคุณเจาหนาท่ีและพนกั งานของบริษัทสหโคเจน
(แคลอรตี อ กรมั ) ของเชอ้ื เพลิงอัดแทง แบบเผา อ.เมือง จ.ลําพูน ท่ีใหการชวยเหลือสนับสนุนขอมูล ใน
งานวิจัยน้ี ขอขอบคุณเจาหนาที่หองปฏิบัติการวัชพืช
จากไมยราบยักษอัตราสวนผสม 10%, 20% และ กลุมวิจัยและพัฒนาดานวิทยาศาสตร สํานักวิจัยและ
พัฒนา กรมชลประทาน ทกุ ทานทใี่ หการชว ยเหลืองานวิจัย
30% ตามลาํ ดับ ภายหลงั การตัดทรี่ ะดบั 5,25, 50, ครั้งนี้ คณะผูว ิจัย จึงขอขอบคุณอีกครง้ั ณ โอกาสน้ี
100 และ 150 ซม. ตามลําดับ
ระดบั ความสงู อตั ราสวนผสม (%)
ทีต่ ดั (ซม.)
10 20 30
5 6,491a 6,448c 6,002d
25 6,389b 6,480b 6,112c
50 6,485a 6,500a 6,282a
100 6,500a 6,498ab 6,300a
150 6,501a 6,508a 6,202b
F-test
nsNon-Significance
**Signicance at 1 % Level
*Signicance at 5 % Level
44
7. เอกสารอา งอิง
เกียรติไกร อายุวัฒน. (2551). การศึกษาและจัดทํา
ตนแบบระบบผลิตไฟฟาจากกาซเชื้อเพลิงชีวมวล.
กรุงเทพมหานคร : ศูนยวิศวกรรมพลังงานและ
ส่ิงแวดลอม คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร.
บุญสง เกดิ กลาง. (2551). พชื พลงั งานกบั ความตองการ
พลังงานของไทยในอนาคต. กรุงเทพมหานคร :
กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน
กระทรวงพลังงาน.
เพ็ญจิตร ศรีนพคณุ . (2551). เทคนคิ และกระบวน การผลิต
ไบโอดเี ซล. โครงการเคย–ู ไบโอดเี ซล. กรงุ เทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.
สชุ าดา ศรเี พญ็ . (2530). พรรณไมนํ้า. กรงุ เทพมหานคร :
ภา ค วิ ช า พ ฤ ก ษศ า สตร ค ณะ วิ ท ย าศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.
45
การศกึ ษาวอเตอรฟ ตุ พร้ินทของการปลกู ขาว ในพน้ื ทส่ี ง เสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ จังหวดั
ลพบุรี
A Study on Water Footprint of Rice of the Promoted Areas of Large-Scaled Farms
in Lopburi Province
ชลลดา เพชรสีสุข
สาํ นักงานเศรษฐกจิ การเกษตรที่ 7
สาํ นกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ
การวิจัยครั้งนี้มวี ตั ถุประสงคเพอื่ ศึกษาคาวอเตอรฟตุ พรนิ้ ท ประเมินมูลคาน้ําทางเศรษฐกจิ และเปรียบเทียบผลตอบแทนทาง
เศรษฐกิจของขา ว ในพ้ืนที่สงเสรมิ การเกษตรแบบแปลงใหญ จังหวัดลพบุรี โดยรวบรวมขอมูลจากการสัมภาษณเกษตรกรผูปลูกขาว
พันธุ กข โดยวิธีหวานนํ้าตม ปเ พาะปลูก 2558/59 ในพ้ืนที่โครงการสงเสรมิ การเกษตรแบบแปลงใหญตําบลสนามแจง อําเภอบานหมี่
จังหวัดลพบุรี จํานวน 51 ราย จากการศึกษา พบวา วอเตอรฟุตพร้ินทของขาวพันธุ กข ในพื้นท่ีสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ
อําเภอบานหมี่ จังหวัดลพบุรี สําหรับการผลิตขาวเปลือก 1 ตัน เทากับ 1,378.32 ลูกบาศกเมตร แบงเปนปริมาณนํ้าฝน 633.20
ลูกบาศกเมตร นํ้าชลประทาน 745.12 ลูกบาศกเ มตร คาฟุตพรนิ้ การขาดแคลนน้าํ ตอตนั ขา วเปลือก เทากับ 37.26 ลูกบาศกเมตรน้ํา
เทยี บเทาตอ ตันขา วเปลือก ตนทนุ การผลติ ขา วเม่ือรวมตนทนุ คานํา้ เฉลย่ี 4,394.93 บาท/ไร ผลตอบแทนสุทธติ อ ไร 1,645.34 บาท และ
ปริมาณนาํ้ 1 ลูกบาศกเมตร สามารถสรางรายไดจากการปลูกขาว 1.53 บาท
คําสําคัญ : วอเตอรฟตุ พรนิ้ ท, ขาว, การเกษตรแบบแปลงใหญ
Abstract
The objectives of this research were to study water footprint of rice and to study costs and return on
investments from rice farms of famers of the promoted areas of large-scaled farms in Lopburi. The samples
consisted of 51 farmers who used rice RD swamp for paddy field crop between 2015-2016. The results of the
study showed that the water footprint of rice for 1 ton of paddy was 1,378.32 m3 , corresponding to 633.20 m3
of green water and 745.12 m3 of blue water. Water scarcity footprint was Moreover, one m3 of 37.26 m3H2oeq.
The average cost of rice production which include 4,394.93 Bath/rai while the average net profits were 1,645.34
Bath/rai. 1 m3 of water can return to famers 1.53 Baht.
Key words : Water Footprint, Rice, The Promoted Areas of Large-Scaled Farms
46
1. บทนํา เพาะปลกู ขาว รวมท้ังศึกษาผลกระทบท่ีสงผลตอรายได
ของเกษตรกรในพื้นท่ีโครงการสงเสริมการเกษตรแบบ
ขาวเปนพืชอาหารท่ีสําคัญ ประเทศไทยมีพื้นท่ี แปลงใหญ การปรับตัวของเกษตรกรเม่ือปริมาณน้ํา
ปลูกขาวมากกวาครึ่งหนึง่ ของพ้ืนท่ีเพาะปลูกท้งั ประเทศ ใน พ้ื น ท่ี โค ร งก าร ส งเส ริ ม ก า รเก ษ ต รแ บ บ แ ป ล งให ญ
และขาวยังเปนสินคาเกษตรสําคัญในการสงออกของ เปลย่ี นแปลงไป การมีขอมูลปริมาณการใชนํ้าท่ีถูกตองยัง
ประเทศไทยดวย จากปญหาสภาวะแลง ขาดแคลนน้ํา ชวยใหเกษตรกรและผูวางนโยบายสามารถตัดสินใจไดวา
สงผลกระทบแกเกษตรกรท่ีทําการเพาะปลูกขาวทั้งใน ควรเพาะปลูกพืชที่ตอ งการใชนา้ํ มากในบริเวณใดมากกวา
พื้นท่ีชลประทาน และนอกพ้ืนท่ีชลประทาน และยัง ซึ่งจะทําใหก ารผลติ สินคา เกษตรมปี ระสิทธภิ าพมากขึน้
สงผลกระทบตอภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยใน
ภาพรวมดวย 2. วัตถปุ ระสงคของการศึกษา
ใน ป จ จุ บั น ส ถ า น ก า ร ณ นํ้ ากํ า ลั ง ก ล า ย เป น 1.1 เพื่อจดั ทาํ บัญชีรายการการใชนา้ํ ของขา วใน
ประเด็นท่รี อนแรงมาก ประเทศไทยตองเผชิญกับกระแส พนื้ ทส่ี ง เสรมิ การเกษตรแบบแปลงใหญ จังหวดั ลพบุรี
การเปลย่ี นแปลงของภมู อิ ากาศโลก ซึ่งเกดิ จากกาซเรอื น
กระจกเพ่ิมอยางรวดเร็ว ทําใหอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก 1.2 ศึกษาวอเตอรฟุตพร้ินทของขาวในพ้ืนท่ี
เพ่ิมขึ้น สงผลใหพ้ืนที่เกษตรกรรมบางแหงแหงแลง สงเสรมิ การเกษตรแบบแปลงใหญ จังหวัดลพบุรี
ทําการเพาะปลูกไมไดผ ลผลิตหรือไดผลผลิตนอยกวาใน
อดีต นอกจากนี้ปญหาการขาดแคลนทรัพยากรนํ้า ซึ่งมี 1.3 ประเมินมูลคาน้ําทางเศรษฐกิจและ
อยอู ยา งจาํ กดั แตความตอ งการใชนํ้ากาํ ลังเพิ่มขน้ึ เรอ่ื ยๆ เปรียบเทยี บผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตขา ว
ซ่ึงปจจุบันแหลงน้ําสะอาดท่ีมีอยูเผชิญกับ ปญหา ในพ้นื ที่สง เสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ จังหวดั ลพบุรี
มลภาวะทางน้ํา ประกอบกับประเทศไทยเปนประเทศ
เกษตรกรรม มีการสงออกสินคาเกษตรไปยังหลาย 3. วิธกี ารศึกษา
ประเทศทั่วโลกซึ่งเปนเสมือนการสงออกนํ้าในรูปการ
คา ขายสินคา ทางการเกษตร 1. การศึกษาวิจัยครั้งนี้รวบรวมขอมูลปริมาณ
การใชนํ้าจากการผลิตขาวพันธุ กข โดยวิธีหวานน้ํา
การศึกษาวอเตอรฟุตพริ้นทของขาวในพื้นท่ี ตน ปเพาะปลูก 2558/59 โดยใชการสัมภาษณเกษตรกร
สงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ จังหวัดลพบุรี ที่ปลูกขาวในพน้ื ท่ีโครงการสงเสรมิ การเกษตรแบบแปลง
เป น การส นั บ สนุ น การบ ริห ารจัด การน้ํ าอ ย างมี ใหญ ตาํ บลสนามแจง อาํ เภอบานหมี่ จงั หวดั ลพบรุ ี
ประสิทธิภาพ เปนทางเลือกที่เกิดขึ้นเพื่อใหทุกคนได
ต ร ะ ห นั ก ถึ ง ก า ร ใช นํ้ า ที่ มี อ ยู อ ย า ง ข า ด แ ค ล น ให เกิ ด 2. การวิเคราะหวอเตอรฟุตพร้ินทในการผลิต
ประโยชนแ ละคมุ คา สงู สุด งานวจิ ัยนี้มีการศกึ ษาประเมิน ขาว ซ่ึงจะคํานงึ ถงึ ที่มาของแหลงน้ําเพื่อคํานวณปริมาณ
ปริมาณ น้ําท่ีสูญ เสียไปจากข้ันตอนตางๆ ในการ น้ํ าที่ ใช ใน ก ร ะ บ ว น ก า ร ผ ลิ ต สิ น ค าท้ั ง ท าง ต ร ง แ ล ะ
ทางออมโดยพิจารณาทั้งน้ําใชแ ละน้ําเสยี ที่เกิดขึ้นในทุก
ขั้นตอนของสายการผลติ จากผลรวมปริมาณการใชน า้ํ ท้ัง
47
3 ประเภท ประกอบดวยกรีนวอเตอรฟุตพ ริ้นท WFblue CWUblue ...(3)
บลูวอเตอรฟุตพริ้นท และเกรยว อเตอรฟ ตุ พร้นิ ท Y
การคํานวณปริมาณการใชน้ําของขาวสามารถ โดยที่ WFblue คือ บลูวอเตอรฟุตพริ้นทของการ
คาํ นวณไดจาก สมการที่ 1 ผลติ พืช (ลกู บาศกเมตรตอ ตนั )
WFTotal = WFgreen+WFblue+WFgray ...(1) CWUblue คือ ปริมาณน้ําที่ใชในการผลิตพืช
จาก แ ห ล งนํ้ าธรรม ชาติ
โดยที่ WFTotal คือ ปริมาณการใชน้ําของการผลิต นํา้ ชลประทาน (ลูกบาศกเ มตร
พชื (ลกู บาศกเ มตรตอ ตนั )
ตอไร)
WFgreen คอื กรีนวอเตอรฟุตพริ้นทของการ
ผลติ พชื (ลูกบาศกเมตรตอ ตนั ) Y คอื ปริมาณ ผลผลิตตอพ้ืน ท่ี
WFblue คอื บลูวอเตอรฟุตพริ้นทของการ เพาะปลูก (ตนั ตอไร)
ผลติ พชื (ลูกบาศกเมตรตอ ตัน)
เกรยวอเตอรฟุตพร้ินท (Grey Water Footprint)
WFgrey คอื เกรยวอเตอรฟุตพร้ินทของการ
ผลิตพชื (ลูกบาศกเ มตรตอตัน) เปน ปรมิ าณการใชน ํ้าสําหรบั เจอื จางมลพษิ ในนํา้ ใหอยูใ น
ก รี น ว อ เ ต อ ร ฟุ ต พ ร้ิ น ท ( Green Water คามาตรฐานที่กําหนด การคํานวณหาเกรยวอเตอรฟุต
Footprint) เป นป ริมาณ การใชน้ํ าจากน้ํ าฝน และ
ความช้ืนในดิน การคํานวณหากรีนวอเตอรฟุตพริ้นทของ พร้นิ ทข องการผลิตพชื สามารถคาํ นวณได ดังสมการท่ี 4
การผลติ พืชสามารถคาํ นวณได ดงั สมการที่ 2 (α AR ) (.Cmax Cnat )
WFgrey ...(4)
Y
โดยท่ี WFgrey คอื เกรยวอเตอรฟุตพรน้ิ ทข องการ
ผลติ พืช (มลิ ลเิ มตรตอตนั )
WFgreen CWUgreen ...(2) α คอื สัดสว นการชะลา ง
Y AR คอื อัตราการใชสารเคมีในพื้นท่ี
โดยที่ WFgreen คอื กรีนวอเตอรฟุตพร้ินทของการ เพาะปลูก (กโิ ลกรมั ตอ ไรตอป)
ผลิตพืช (ลกู บาศกเ มตรตอ ตนั )
Cmax คอื ความเขมขนของมลพิษมากท่ีสุด
CWUgreen คือ ปริมาณฝนใชการของพืช ทยี่ อมรบั ได (กิโลกรัมตอ มลิ ลเิ มตร)
(ลูกบาศกเมตรตอ ไร)
Cnat คอื ความเขมขนของมลพิษตาม
Y คอื ปริมาณ ผลผลิตตอพ้ืน ที่ ธรรมชาติ (กิโลกรมั มลิ ลิเมตร)
เพาะปลูก (ตนั ตอไร) Y คอื ป ริ ม า ณ ผ ล ผ ลิ ต ต อ พื้ น ที่
บลวู อเตอรฟุตพร้นิ ท (Blue Water Footprint) เพาะปลูก (ตนั ตอไร)
เปนปริมาณการใชน้ําจากแหลงน้ําผิวดินและแหลงนํ้า
ใตดิน การคํานวณหาบลูวอเตอรฟุตพริน้ ทของการผลิต งานวจิ ยั นี้ใชสมมตฐิ านวา ปริมาณนํา้ ชลประทาน
พืชสามารถคํานวณได ดงั สมการที่ 3 ที่ใหมีคาพอดีกับปริมาณความตองการใชน้ําของขาว
จงึ ทาํ ใหไ มมีปริมาณนา้ํ เสียเกิดขน้ึ สงผลใหเ กรยว อเตอร
ฟุตพริน้ ทมีคาเทา กับศนู ย
48
3. การวเิ คราะหความตึงเครียดดานนํ้า (Water 1) เมล็ดพันธุ เกษตรกรใชเมล็ดพันธุเฉลี่ย
Scarcity Footprint) สามารถคาํ นวณได ดงั สมการท่ี 5 28.44 กโิ ลกรัมตอ ไร
WSF = Irrigation Water x WSI …(5) 2) ปุย อนิ ทรีย เกษตรกรใชป ุยอินทรยี เฉล่ีย
7.77 กิโลกรมั ตอไร
โดยที่ WSF คอื ฟุตพริ้นทการขาดแคลน
3) ปุยชีวภาพ เกษตรกรใชป ุยชีวภาพเฉล่ีย
นํ้า (ลูกบาศกนํ้าเทยี บเทา 1.89 กิโลกรมั ตอไร
ตอ ตนั ) 4) ปุยเคมี เกษตรกรใชปยุ เคมีเฉลี่ย 52.69
กิโลกรมั ตอไร
Irrigation Water คือ ปริมาณนํ้าชลประทานท่ี
5) สารเคมีกําจัดวัชพื ช เกษตรกรใช
ตองการใชใ นการเพาะปลกู สารเคมีกําจัดวัชพืชเฉลย่ี 1.20 ลติ รตอไร
พืชผล (ลูกบาศกเมตรตอ 6) สารเคมีกําจัดศัตรูพืช เกษตรกรใช
สารเคมกี ําจดั ศัตรูพชื เฉล่ยี 2.34 ลิตรตอไร
ตนั )
7) สารเคมอี ื่นๆ เชน ฮอรโมน ยาฆาเช้ือรา
WSI คอื ดชั นีความตึงเครยี ดของนํ้า นํา้ ยาจับใบ เกษตรกรใชส ารเคมอี นื่ ๆ 0.15 ลติ รตอ ไร
4. การประเมินมูลคานํ้าทางเศรษฐกิจและ พลังงาน ไดแก นํ้ามันเชื้อเพลิง เกษตรกร
เปรียบเทยี บผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตขา ว ใชน าํ้ มนั เชือ้ เพลิงเฉลย่ี 6.46 ลติ รตอไร
โดยประเมนิ มูลคา น้ํา และตนทุนทใี่ ชในการผลิตขาวของ
พ้ื น ที่ โค ร ง ก า ร ส ง เส ริ ม ก า ร เก ษ ต ร แ บ บ แ ป ล ง ให ญ ที่ บัญชีรายการแบงตามประเภทสารขาออก
ทาํ การศกึ ษา จากการปลูกขาว ไดแก ขาวเปลือก โดยเกษตรกรมี
ปรมิ าณผลผลติ เฉล่ยี 779.39 กโิ ลกรมั ตอ ไร
4. ผลการศึกษา
4.2 การประเมินวอเตอรฟุตพริ้นทของขาว
4.1 การวิเคราะหบัญชีรายการ (Life Cycle พนั ธุ กข
Inventory Analysis: LCI) สารขาเขา-ออกของ
กระบวนการผลติ ขาว ปริมาณ การใชน้ํ า (Water Footprint)
ของขาวพันธุ กข ในพื้นที่สงเสริมการเกษตรแบบแปลง
บัญชีรายการสารขาเขาและสารขาออก ใหญ อําเภอบานหม่ี จังหวัดลพบุรี พบวา วอเตอรฟุตพ
จากการปลูกขาวพันธุ กข โดยวธิ หี วานน้ําตมปรมิ าณสาร ร้ินทของขาวพันธุ กข ในพื้นที่สงเสริมการเกษตรแบบ
ขาเขาและสารขาออกที่ไดมาจากผลรวมของปจจัยการ แปลงใหญ อําเภอบานหมี่ จังหวัดลพบุรี สําหรับการ
ผลิตท่ีเกิดข้ึนในปเพาะปลูก 2558/59 ซ่ึงมีรายละเอียด ผลิตขาว 1 ตัน เทากับ 1,378.32 ลูกบาศกเมตร
ดงั นี้ แบงเปนปริมาณ น้ําฝน (Green Water Footprint)
633.20 ลูกบาศกเมตร นํ้าชลประทาน (Blue Water
บญั ชีรายการแบงตามประเภทสารขาเขา Footprint) 745.12 ลูกบาศกเมตร หรืออธิบายไดวา
วัตถดุ ิบ/สารเคมี ไดแก
49
การทํานาขาว 1 ไร ตองการใชปริมาณน้ํา 1,075.08 4.4 ตน ทุ น ก ารผลิ ตขาวใน พื้ น ท่ี สงเสริม
ลูกบาศกเมตร แบงเปนปริมาณนํ้าฝน (Green Water การเกษตรแบบแปลงใหญ อําเภอบานหม่ี จังหวดั ลพบุรี
Footprint) 493.90 ลูกบาศกเมตรตอไร หรือ รอยละ ปเ พาะปลกู 2558/59
47 ของปริมาณนํ้าที่ตองการทั้งหมด น้ําชลประทาน
(Blue Water Footprint) 581.18 ลูกบาศกเมตรตอไร ตน ทุนการผลิตขาวเฉล่ีย 4,104.34 บาท/ไร
หรือ รอ ยละ 53 ของปริมาณนาํ้ ทีต่ อ งการทัง้ หมด แยกเปนตนทุนผันแปรเฉลี่ย 2,799.17 บาท/ไร ตนทุน
คงท่เี ฉล่ีย 1,305.17 บาท/ไร
ภาพ ท่ี1 สัดสวนความตองการใชนํ้ าฝน และนํ้ า
.ชลประทานของขาวพันธุ กข ในพ้ืนท่ีสง เสริม ผลตอบแทนจากการผลิตพบวา ผลผลิต
.แบบแปลงใหญ อําเภอบานหม่ี จังหวดั ลพบุรี ตอไรเ ฉล่ีย 779.39 กิโลกรัม ตน ทุนรวมตอ กิโลกรัมเฉล่ีย
4.3 ความตึงเครียดดานน้ํา (Water Scarcity 5.27 บาท ราคาท่ีเกษตรกรขายได 7.75 บาท/กิโลกรัม
ผลตอบแทนตอไร 6,040.27 บาท ผลตอบแทนสุทธิ
Footprint) ตอ ไร 1,935.93 บาท หรือผลตอบแทนตอ กิโลกรัม 2.48 บาท
การพิจารณาความตึงเครียดดานนํ้าในแตละ
ตนทุนการผลิตขาวเม่ือรวมตนทุนคานํ้า
พื้นที่อาจแตกตางกันออกไป สําหรับขอมูลที่ไดจากการ โดยนํ้าชลประทานที่ใชจํานวน 581.18 ลูกบาศกเมตร
ประเมนิ จะสามารถพจิ ารณาความตงึ เครียดดานนาํ้ ทําให กรมชลประทานคิดคาน้ําลูกบาศกเมตรละ 0.50 บาท
สามารถเปรียบเทียบโอกาสเกดิ ผลกระทบดานการใชนํ้า คดิ เปนตนทุนคา นํ้า 290.59 บาท ดงั นั้น ตนทุนการผลิต
ไดอ ยางชดั เจนมากขึ้น โดยหนวยวัดที่ใชเปน m3H2Oeq ขาวเม่ือรวมตนทุนคาน้ําเฉลี่ย 4,394.93 บาท/ไร
หรอื ลูกบาศกเมตรนา้ํ เทียบเทา ตนทนุ รวมตอ กโิ ลกรมั เฉลย่ี 5.64 บาท ผลตอบแทนสทุ ธิ
ตอไร 1,645.34 บาท หรอื ผลตอบแทนตอกโิ ลกรัม 2.11
พื้นท่ีสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ อําเภอ บาท
บา นหม่ี จังหวัดลพบรุ ี อยูใ นเขตลมุ น้าํ ปา สักมคี าวอเตอร
ฟุตพริ้นการขาดแคลนนํ้าตอตันขาวเปลือก เทากับ 4.5 มูลคาทางเศรษฐกิจของการผลิตขาวใน
37.26 ลูกบาศกเ มตรน้ําเทยี บเทา ตอตันขาวเปลอื ก พ้ืนที่สงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ อําเภอบานหมี่
จงั หวดั ลพบุรี ตอปริมาณการใชน าํ้ 1 ลูกบาศกเ มตร
การประเมินมูลคาทางเศรษฐกิจของการ
ผลิตขาวในพื้นท่ีสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ
อําเภอบานหมี่ จังหวัดลพบุรี ตอปริมาณการใชน้ํา 1
ลูกบาศกเมตร การประเมินภายใตสมมติฐานวา ปจจัย
การผลิตอื่นๆไมเปล่ียนแปลง ซึ่งการผลิตขาวพันธุ กข
ในพ้ืนที่สงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ อําเภอบาน
หมี่ จังหวัดลพบุรี ผลผลิตเฉลี่ย 779.39 กิโลกรัมตอไร
50
พื้นท่ีสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ อําเภอบานหม่ี ชลประทานที่ใชจํานวน 581.18 ลูกบาศกเมตร โดย
จังหวัดลพบุรี ผลผลิตเฉลี่ย 779.39 กิโลกรัมตอไร กรมชลประทานคิดคานํ้าลูกบาศกเมตรละ 0.50 บาท
เกษตรกรไดผลตอบแทนสุทธิ เทากับ 1,645.34 บาทตอ คิดเปนตนทุนคาน้ํา 290.59 บาท การปลูกขาว 1 ไร
ไร ซึ่งการปลูกขาว 1 ไร ตองการใชนํ้า 1,075.09 ตองการใชนํ้า 1,075.09 ลูกบาศกเมตร แสดงใหเห็นวา
ลูกบาศกเมตร แสดงใหเห็นวา ปริมาณน้ํา 1 ลูกบาศก ปรมิ าณน้ํา 1 ลกู บาศกเมตร สามารถสรา งรายไดจ ากการ
เมตร สามารถสรางรายไดจากการปลูกขา ว 1.53 บาท ปลูกขาว 1.53 บาท ซ่ึงการใชทรัพยากรนํ้าใหไดอยางมี
ประสิทธิภาพจะทําใหมีทรัพยากรน้ําคงเหลือมากข้ึน
5. สรปุ สําหรับการนําไปจัดสรรในพื้นที่เพาะปลูกอื่นๆ ใหไดรับ
น้ําอยางพอเพียง และชว ยลดตน ทุนการผลติ ลงเนอื่ งจาก
วอเตอรฟุตพริ้นทของขาวพันธุ กข ในพื้นท่ี การใชน้ําอยางมีประสิทธิภาพยอมชวยลดตนทุนคานํ้า
สงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ อําเภอบานหม่ี รวมทง้ั คานํ้ามันเช้อื เพลิงในการสูบนาํ้ โดยเฉพาะอยา งยิ่ง
จังหวัดลพบุรี คํานวณจากผลรวมของคาการคายระเหย สําหรับในอนาคตซึ่งราคาตนทุนน้ํายอมมีมูลคาสูงขึ้นอัน
นาํ้ ของขาวตลอดชวงระยะเวลาการเพาะปลูก ชวงเวลาที่ เนื่องจากภาวะความแหงแลงที่อาจสงผลใหมีทรัพยากร
ทําการศึกษาปเพาะปลูก 2558/59 พบวาคาวอเตอร น้ําในปริมาณจํากัด ในขณะท่ีความตองการใชนํ้าเพ่ิม
ฟุตพร้ินทของขาวพันธุ กข ในพ้ืนที่สงเสริมการเกษตรแบบ สูงขึ้นในทุกภาคกิจกรรมของสังคม กลาวคือท้ังดาน
แปลงใหญ อาํ เภอบา นหมี่ จังหวดั ลพบุรี สาํ หรบั การผลิต เกษตร อุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรม ทรัพยากรนํ้า
ขาวเปลือก 1 ตัน เทากับ 1,378.32 ลูกบาศกเมตร เปนหน่ึงในปจจัยท่ีสาํ คัญตอ การเจริญเติบโตของพืช เพ่ือ
แบงเปนปริมาณ น้ําฝน (Green Water Footprint) การใชทรพั ยากรน้ําใหไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ ภาครัฐควร
633.20 ลูกบาศกเมตร นํ้าชลประทาน (Blue Water กําหนดมาตรการดานการเกษตร นอกจากการสนับสนุน
Footprint) 745.12 ลูกบาศกเมตร หรืออธิบายไดวา ความรู และปจจัยการผลติ แลว ควรพิจารณาจัดหาแหลง
การทํานาขาว 1 ไร ตองการใชปริมาณนํ้า 1,075.08 น้ําใหเกษตรควบคูกันดวย และประชาสัมพันธเก่ียวกับ
ลูกบาศกเมตร แบงเปนปริมาณน้ําฝน (Green Water “Water Footprint” เพื่อสรางความรูความเขาใจและ
Footprint) 493.90 ลูกบาศกเมตรตอไร หรือ รอยละ สนับสนนุ การตัดสนิ ใจเลือกปลกู พชื ครงั้ ตอไป และวธิ ีการ
47 ของปริมาณนํ้าท่ีตองการทั้งหมด น้ําชลประทาน แกไขเมื่อปลกู พืชในพื้นที่ที่มีนาํ้ ไมเพียงพอ เกษตรกรควร
(Blue Water Footprint) 581.18 ลูกบาศกเมตรตอไร เลอื กพันธใุ หเหมาะสมกบั สภาพแวดลอมทเ่ี ปลย่ี นไป เชน
ไร หรือรอยละ 53 ของปริมาณน้ําที่ตอ งการทั้งหมด คา พันธุทนแลง เปนตน รวมถึงการนําเทคโนโลยี หรือ
ฟุตพร้ินทการขาดแคลนน้ําตอตันขาวเปลือก เทากับ แนวคิดใหมๆ มาใชเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการใชนํ้า ควร
37.26 ลูกบาศกเมตรนํ้าเทียบเทาตอตันขาวเปลือก คํานึงถึงความสามารถในการจัดหาน้ํา พิจารณามูลคา
ตนทุนการผลิตขาวเมื่อรวมตนทุนคาน้ําเฉล่ีย 4,394.93 ผลตอบแทนที่จะไดรับจากการเพ่ิมประสิทธิภาพการใช
บาท/ไร แยกเปนตนทุนผันแปรเฉลี่ย 2,799.17 บาท/ไร นา้ํ และความคุมคาทจี่ ะลงทุนดานน้าํ
ตนทุนคงท่ีเฉล่ีย 1,305.17 บาท/ไร และตนทุนคาน้ํา
51
6. เอกสารอางองิ พงษศักดิ์ สุทธินนท และคณะ. (2559). การจัดทํา
ฐานขอ มูล Water Footprint ภาคเกษตร. เอกสาร
กรมชลประทาน. (2556). คูมอื ปฏิบตั ิงานดา นจัดสรรนาํ้ . การอบรมโครงการจัดทําฐานขอมูล Water
เลม ที่ 6. หนา ที่ 6-5. Footprint ภาคเกษตร คร้ังท่ี 1. กรุงเทพมหานคร:
สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร.
กรมอุตุนิยมวิทยา. (2559). ปริมาณน้ําฝนรายวัน.
กรงุ เทพมหานคร: สํานกั พฒั นาอตุ ุนยิ มวิทยา. รัตติกาล คงบุญ และ เศรษฐ สัมภัตตะกุล. (2556).
ประเมินวอเตอรฟุตพร้ินทของออยใน 14
ชินาธิปกรณ พงศภิญโญภาพ และธํารงรัตน มุงเจริญ จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย. สืบคน
(2554). วอเตอรฟุตพริ้นของกระบวนการผลิต 12 ตุลาคม 2558, จาก http://fic.nfi.or.th
เอทานอลจากมันสําปะหลังในประเทศไทย. /waterfootprint/index.php/component/
สื บ ค น 1 2 ตุ ล า ค ม 2 5 5 8 , จ า ก content/article/1 4 -sample-data-articles/
http://www.oae.go.th/main.php?filename 86-thaifood-footprint.
=journal_all.
รมณี วังเมือง และปุณณมี สัจจกมล.(2554). รองรอย
ทิพยปภา สุขุมาลชาติ. (2552). ศึกษาการประเมินคา การใชนํ้าในอุตสาหกรรมแปงขาว. สืบคน
วอเตอรฟุตพริ้นทของขาวโพดเลี้ยงสัตวใน 10 ตุ ล าค ม 25 58 , จ าก http://www.eg.
ประเทศไทย. สืบคน 12 ตุลาคม 2558, mahidol.ac.th/dept/egie/images/IE-Net
จาก https://research.rdi.ku.ac.th/forest work-rchives /2011/PDF/5.EM/EM10.pdf.
/Publish.aspx?PublishID=12092.
รัตนาวรรณ ม่ังคั่ง และคณะ.(2551). ศึกษาการประยุกต
ธีระวัฒน ธรรมนิยม. (2555). วอเตอรฟ ตุ พร้ินทข องขา ว การป ระเมิน วัฎ จักรชีวิตเพื่ อการจัดการ
ในพื้นท่ีโครงการสงนํ้าและบํารุงรักษาโคกกะเทียม. สิ่งแวดลอมแบบมีสวนรวมภายในหวงโซการ
กรุงเทพมหานคร: คณ ะวิศวกรรมศาสตร ผลติ กงุ ขาวแวนนาไมแชแข็งแบบเปนตัว. สืบคน
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. 12 ตุลาคม 2558, จาก http://elibrary.trf.or
.th/project_content.asp?PJID=RDG4930027
พัชยา โตบารมีกุล. (2557). ประเมินคารบอนฟุตพร้ินท
และวอเตอรฟุตพริ้นทของผลิตภัณฑนํ้าตาล ลักขณา เจริญสุข และคณะ. (2555). ศึกษารองรอยการ
ทรายธรรมชาติและนํ้าตาลทรายดิบคุณภาพสูง. ใชน้ําในการผลิตน้ํามันปาลมในกระบวนการ
กรุงเทพมหานคร: คณ ะวิศวกรรมศาสตร ผ ลิ ต ไบ โ อ ดี เซ ล ใ น เข ต พ้ื น ท่ี ภ า ค เห นื อ แ ล ะ
มหาวิทยาลั ยเทคโ นโ ล ยีพระจอมเกล า ภ าคใต . สื บ คน 12 ตุล าคม 2558 , จาก
พระนครเหนือ. http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2556/
enen40356lj_tpg.pdf.
52
วราพร. (2556). ศึกษาการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life สํานักอุทกวิทยาและบริหารน้ํา. (2554). ปริมาณการใช
Cycle Assessment : LCA) ข อ งผ ลิ ต ภั ณ ฑ นาํ้ ของพชื อางองิ โดยวธิ ีของ Penman Monteith
มะมวง และมังคุด. สืบคน 12 ตุลาคม 2558, (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพมหานคร: กรมชลประทาน.
จ า ก http://www.lib.ku.ac.th /KUCONF กระทรวงเกษตรและสหกรณ.
/2556/KC5111004.pdf.
เอกชัย อภิศักด์ิกุล และทรรศนะ บุญขวัญ. (2551).
สํานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร. (2555). การจดั ทําขอมูล เอกสารประกอบการสอน “การจัดการกลยุทธ”
ต น ทุ น ก ารผ ลิ ต พื ช . ก รุงเท พ ม ห าน ค ร : (Strategic Management) แปลจาก Michael
ศูนยส ารสนเทศการเกษตร. A.Hitt, R. Duane Ireland and Robert E. Hoskisson
พมิ พคร้ังท่ี 3. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เจเอสที พับ
สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร. (2559). รายงานฉบับ ลชิ ชิ่ง จํากดั .
สมบูรณโครงการจัดทําฐานขอมูลฟุตพร้ินทน้ํา
ผลิตภัณฑเกษตร. กรุงเทพมหานคร: สํานักวิจัย Hoekstra. A.Y. (2008). The Water Footprint of
เศรษฐกิจการเกษตร. Food. Retrieved October 12, 2015, from
http://waterfootprint.org/media/
สานิตยดา เตียวตอยและคณะ.(2555). วอเตอรฟุตพรนิ ต downloads/Hoekstra-2008Waterfootprint
ของออยและมันสําปะหลังสําหรับการผลิตเอทา Food.pdf.
นอลในภาคตะวันออกประเทศไทย. สืบคน
10 ตุลาคม 2558, จาก http://www.resear May, L.W. (1996). Water Resources Handbook.
ch.rmutt.ac.th/?p=8910. New York: McGraw Hill.
สถาบันส่ิงแวดลอ มอตุ สาหกรรม สภาอตุ สาหกรรมแหง United States Environmental Protection
ประเทศไทย. (2557). การประชุมวิชาการ Agency. ( Undated) . Module 2: DPSIR
และนําเสนอผลงานทางวิศวกรรมนวัตกรรม Overview. Retrieved October 14, 2014,
และการจัดการอุตสาหกรรมอยางยั่งยืน . from https: //archive.epa.gov/ged/tutorial
สืบคน 21 ตุลาคม 2558, จาก http://sime /web/html/slide0001-2.html.
.eng.rmutp.ac.th/wp-content/uploads/2014
/07/เลม บทความวิจยั -2012.pdf.
สาํ นกั บริหารโครงการ. (2554). ปรมิ าณความตองการใช
นํ้าของพืช. กรุงเทพมหานคร: กรมชลประทาน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ.
53
วัตถุประสงค
1. เพ่ือเปนแหลงรวบรวมผลงานการศึกษา คนควา วิจัยงานชลประทานและน้ํา ของนักวิจัย นักวิชาการของสํานักตางๆใน
สังกัดกรมชลประทานและของสถาบันการศึกษาหรือหนวยงานที่เกี่ยวของภายนอกกรมชลประทาน รวมถึงวิทยานิพนธที่
นาสนใจของนกั ศกึ ษา
2. ใชเปนส่ือกลางและเปนแหลงอางอิงในการเผยแพรผลงานทางวิชาการที่มีมาตรฐานเทียบเคียงกับระดับชาติและสูระดบั
สากลในอนาคต เพอื่ การใชประโยชนตอยอดพัฒนางานวิชาการทางการชลประทานและนํ้าใหเ จริญกาวหนา
3. เปน กลไกหน่ึงในการสงเสรมิ ขบั เคล่อื นงานวจิ ัย ตลอดจนพัฒนาศกั ยภาพทางวชิ าการของบคุ คลากรของกรมชลประทาน
คณะทํางานจดั ทําเอกสารวชิ าการ “ชลสาร”
ทีป่ รกึ ษาโครงการ กลดั เข็มเพชร ทีป่ รึกษาคณะทาํ งาน
ดาํ รงศักด์ิ ที่ปรึกษาคณะทํางาน
๑. นายประดับ บุญเกิด ทป่ี รึกษาคณะทาํ งาน
เสือดี ทป่ี รึกษาคณะทํางาน
๒. นายชลติ เรืองศิลปประเสริฐ ทป่ี รึกษาคณะทาํ งาน
๓. นายวสันต
๔. นายวัชระ พง่ึ โพธ์ิสภ ประธานคณะทํางาน
วฒุ จิ ันทร คณะทาํ งาน
๕. นายบัญชา วรรณเก้ือ คณะทาํ งาน
คณะกรรมการดาํ เนินงานคณะทาํ งาน สบื สหการ คณะทาํ งาน
สมบูรณ คณะทํางาน
๑. นายชยั ยะ อาํ นาจศาล คณะทํางาน
๒. นายณฐั พล เนียมหลวง คณะทาํ งาน
๓. นายไพศาล อภิพฒั นวศิ ว คณะทํางาน
๔. นายรสุ เลก็ อุทัย คณะทํางาน
๕. ดร.ธเนศร ศรีสุธรรม คณะทาํ งาน
๖. นายสมจติ ร แกวของแกว คณะทาํ งาน
๗. นายธีระชัย อกั ษร คณะทํางานและเลขานกุ าร
๘. ดร.สมเกียรติ รวิ้ ตระกลู ไพบลู ย คณะทาํ งานและผชู วยเลขานุการ
๙. ดร.อรรถนนั ท สนุ ทรโรจน คณะทํางานและผูชว ยเลขานกุ าร
๑๐. ดร.ชาญชยั
๑๑. ดร.กานต
๑๒. ดร.ธเนศ
๑๓. นายชวกร
๑๔. นางสาวภารดี
ผปู ระสานงานคณะทํางาน ทองยอย เจาพนกั งานธรุ การชํานาญงาน
๑. นางเรียม ทรงบรรดิษฐ เจา หนาท่บี ริหารงานท่ัวไป
๒. นางสาวปณณพร
54
ผูท รงคุณวุฒิประจาํ กองบรรณาธิการ
ท่ปี รกึ ษากติ ติมศกั ดิ์ กองบรรณาธิการกติ ติมศกั ดิ์
๑. นายปราโมทย ไมกลดั ๑. นายสนั่น ศริ อิ อ น
อดีตอธบิ ดีกรมชลประทาน ผูชํานาญการพิเศษเพื่อทดสอบความรูความชํานาญการ
ประกอบวิชาชีพ ระดบั สามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธา
๒. นายชลิต ดาํ รงศักด์ิ
อดีตอธบิ ดีกรมชลประทาน ๒. นายมณเฑยี ร กังศศเิ ทียม
อดีตรองอธิบดีฝา ยวิชาการ กรมชลประทาน
๓. นายเลอศกั ดิ์ ร้วิ ตระกูลไพบูลย
อธิบดีกรมฝนหลวงและการบนิ เกษตร ๓. รศ.ดร.วราวุธ วุฒิวณชิ ย
คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
๔. ดร.อภชิ าติ พงษศ รหี ดุลชยั วิทยาเขตกําแพงแสน
อดตี อธบิ ดกี รมการขาว และทีป่ รึกษารัฐมนตรกี ระทรวง
เกษตรและสหกรณ ๔. รศ.ดร.กัมปนาท ภักดกี ุล
คณะสิ่งแวดลอมและทรพั ยากรศาสตร
๕. นายเลิศวิโรจน โกวัฒนะ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา)
รองปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ
๕. รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย
๖. รศ.วฒุ ชิ ัย กปลกาญจน ศูนยพ ลงั งานเพอ่ื สิ่งแวดลอม
อดตี อธิการบดมี หาวิทยาลยั เกษตรศาสตร อุทยานสิ่งแวดลอ มนานาชาติสิรนิ ธร
๗. นายสุเทพ นอยไพโรจน บรรณาธิการ
อธิบดีกรมชลประทาน
นายชัยยะ พึง่ โพธ์ิสภ
๘. นายสญั ชยั เกตุวรชยั ผอู ํานวยการสถาบนั พฒั นาการชลการชลประทาน
รองอธิบดีฝายกอสราง กรมชลประทาน กรมชลประทาน
๙. วา ท่ีรอยตรี ไพเจน มากสุวรรณ ผูช วยบรรณาธิการ
รองอธบิ ดีฝา ยวิชาการ กรมชลประทาน
๑. ดร.ธเนศ อกั ษร
๑๐. นายณรงค ลีนานนท สาํ นักวจิ ยั และพัฒนา กรมชลประทาน
รองอธิบดีฝา ยบริหาร กรมชลประทาน
๒. ดร.สมเกยี รติ อภพิ ัฒนวศิ ว
๑๑. นายไพฑรู ย อุไรรงค สํานกั วจิ ยั และพัฒนา กรมชลประทาน
รองอธิบดกี รมการขา ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ
๓. ดร.ธเนศร สมบูรณ
๑๒. นายวสนั ต บุญเกิด สาํ นักบริหารจัดการนํ้าและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน
ท่ีปรกึ ษาผูทรงคณุ วฒุ ิประจาํ สถาบนั พัฒนาการ
ชลประทาน กรมชลประทาน ๔. ดร.ณัฐ มาแจง
คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร (บางเขน)
๑๓. นายกฤษฎา โภคากร
อดีตผูอาํ นวยการสํานักวิจยั และพัฒนา กรมชลประทาน ๕. นายณฐั พล วฒุ ิจันทร
สาํ นกั วจิ ยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๑๔. นายสวุ ัฒน เจยี ระคงมน่ั
ผอู ํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนาขาว กรมการขา ว ๖. นายชวกร ริ้วตระกูลไพบูลย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ สาํ นกั วจิ ยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๑๕. รศ.ดร.ธัญญะ เกียรติวัฒน ๗. รศ.ดร.บัญชา ขวัญยนื
อดีตคณบดีคณะวศิ วกรรมศาสตร คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสน
๑๖. นายศภุ ชัย รุงศรี ๘. รศ.ดร.เสรีวัฒน สมินทรป ญ ญา
อดตี ผูอํานวยการสํานกั วจิ ัยและพฒั นา กรมชลประทาน คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ
๙. ดร.สถาพร ใจอารยี
สว นวจิ ัยและพฒั นาการจัดการดนิ เส่อื มโทรม
กรมพฒั นาท่ีดิน
55
ผทู้ รงคณุ วฒุ ิประจาํ กองบรรณาธิการ
ผูช ว ยบรรณาธกิ าร
๑๐. ดร.ปริญญา กมลสินธุ
ผูเชี่ยวชาญดา นวศิ วกรรมชลประทาน กรมชลประทาน
๑๑. ดร.อรรถนันท เล็กอทุ ยั
สํานกั วจิ ัยและพัฒนา กรมชลประทาน
๑๒. ดร.ยุทธนา ตาละลกั ษมณ
คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
วทิ ยาเขตกําแพงแสน
๑๓. ผศ.ดร.ภทั ราภรณ เมฆพฤกษาวงศ
สํานักบรหิ ารโครงการ กรมชลประทาน
๑๔. ดร.วิมลภทั ร บาํ บัดสรรพโรค คาํ กันยา
สาํ นักบรหิ ารโครงการ กรมชลประทาน
๑๕. ดร.สทุ ธิดา เปล่ียนคารมย ธนทรพั ยส ิน
คณะวิทยาศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลา ธนบุรี
๑๖. ดร.ชาญชยั ศรีสุธรรม
สาํ นักสํารวจดานวศิ วกรรมและธรณวี ิทยา
กรมชลประทาน
๑๗. ดร.จักรพงษ แตวิจิตร
สํานกั ออกแบบวศิ วกรรมและสถาปตยกรรม
กรมชลประทาน
๑๘. ดร.สมชาย ดอนเจดยี
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
วิทยาเขตกําแพงแสน
๑๙. นายพิเชษฐ รตั นปราสารทกุล
สาํ นักออกแบบวิศวกรรมและสถาปต ยกรรม
กรมชลประทาน
๒๐. นายนพดล ปยะธรรมธาดา
สํานักเคร่ืองจกั รกล กรมชลประทาน
๒๑. นายนรินทร ชามทอง
สํานกั เคร่ืองจกั รกล กรมชลประทาน
เจาหนาที่ประจาํ วารสารวชิ าการ
๑. นางเรยี ม ทองยอ ย
๒. นางสาวปณ ณพร ทรงบรรดิษฐ
๓. นายวรานนท ออ นอุระ
๔. นายกฤต มง่ิ ขวญั
56
รายชื�อผทู้ รงคณุ วฒุ ิตรวจสอบบทความ
ดานชลประทานและการระบายนา้ํ ดา นบริหารจัดการน้ําและอทุ กวทิ ยา (ตอ)
๑. นายวสันต บญุ เกิด ๑๐. ดร.ปยธดิ า หอยสังวาล
ทีป่ รึกษาผทู รงคุณวฒุ ปิ ระจําสถาบนั พัฒนาการ คณะวศิ วกรรมศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั
ชลประทาน
๑๑. รศ.ดร. สมบัติ ช่นื ชูกล่ิน
๒. รศ.ดร.วราวธุ วุฒวิ ณิชย คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั นเรศวร
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
วทิ ยาเขตกําแพงแสน ๑๒. ดร.ไชยาพงษ เทพประสิทธิ์
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร วิทยา
๓. ดร.วัชระ เสอื ดี เขตกําแพงแสน
สํานักวิจยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๑๓. นายเพ่มิ พร โสภณางฏร
๔. รศ.ดร.บญั ชา ขวัญยืน สาํ นกั บรหิ ารจัดการนํ้าและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน
คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
วทิ ยาเขตกําแพงแสน ๑๔. นายศภุ ชยั แกว ลําไย
สาํ นักบริหารจัดการนํ้าและอทุ กวทิ ยา กรมชลประทาน
๕. ดร.ยทุ ธนา ตาละลกั ษมณ
คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ๑๕. นายโฆสิต ลอ ศิรริ ัตน
วิทยาเขตกําแพงแสน สาํ นกั บริหารจัดการน้ําและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน
๖. ดร.สมชาย ดอนเจดยี ๑๖. นายจเร ทองดว ง
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร สาํ นกั บรหิ ารจัดการนํ้าและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน
วทิ ยาเขตกําแพงแสน
๑๗. นายเนรมิตร เทพนอก
๗. นายพงศศ ักดิ์ อรณุ วจิ ิตรสกุล สาํ นกั งานชลประทานท่ี ๑๒ กรมชลประทาน
สาํ นกั งานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน
๑๘. นายอตั ถพงษ ฉันทานุมตั ิ
๘. นายประพนธ เครอื ปาน กรมชลประทาน
สาํ นักงานชลประทานท่ี ๑ กรมชลประทาน
๑๙. นายธาดา สุขปณุ พนั ธ
ดา นบริหารจดั การน้ําและอุทกวทิ ยา สํานกั บรหิ ารจัดการน้ําและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน
๑. ดร.ทองเปลว กองจันทร ดานวัสดุศาสตร
สํานกั บริหารจัดการนํ้าและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน
๑. นายมณเฑยี ร กังศศเิ ทียม
๒. รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย อดีตรองอธิบดีฝา ยวิชาการ กรมชลประทาน
ศนู ยพลังงานเพื่อสิ่งแวดลอม อทุ ยานสิง่ แวดลอม
นานาชาติสิรินธร ๒. นายปยดลุ สขุ โข
สํานกั วิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน
๓. นายเลิศชยั ศรอี นันต
สํานักสาํ รวจดา นวิศวกรรมและธรณีวิทยา ๓. รศ.ดร.ศภุ กจิ นนทนานนั ท
กรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร บางเขน
๔. นายสมจิตร อาํ นาจศาล ๔. นายสมหมาย ชางพนั ธุ
สํานกั บรหิ ารจัดการนํ้าและอทุ กวทิ ยา กรมชลประทาน สํานักวิจยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๕. นายชชั ชยั เพชรอกั ษร ๕. นายวชิร สามวัง
สาํ นักชลประทานที่ ๑ กรมชลประทาน สาํ นักวจิ ยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๖. ดร.ชัชชม ชมประดิษฐ ๖. นายเศกสรรค ชทู บั ทมิ
สํานักบริหารจัดการนํ้าและอุทกวทิ ยา กรมชลประทาน สํานักวจิ ยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๗. ดร.วชิ ญ ศรวี งษา ๗. นายจีรภัทร เตชะกุลชัยนันต
สาํ นกั บริหารจัดการนํ้าและอทุ กวทิ ยา กรมชลประทาน สํานกั วิจยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๘. ดร.ธเนศร สมบรู ณ 57
สาํ นักบริหารจัดการนํ้าและอทุ กวทิ ยา กรมชลประทาน
๙. ผศ.ดร.อารียา ฤทธิมา
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหิดล ศาลายา
ดานสงั คมและการมีสวนรวม ดา นเคร่อื งกลและไฟฟา (ตอ )
๑. นายมนสั กาํ เนดิ มณี ๓. นายสุนทร อุษาบรสิ ทุ ธิ์
สาํ นกั บรหิ ารทรพั ยากรบคุ คล กรมชลประทาน สาํ นกั งานปลัดกระทรวงพลังงาน กระทรวงพลงั งาน
๒. นายธนา สุวฑั ฒน ๔. นายนรินทร ชามทอง
สํานกั สงเสริมการมีสว นรวมของประชาชน สํานกั เคร่อื งจักรกล กรมชลประทาน
กรมชลประทาน
๕. นายนพดล ปยะธรรมธาดา
๓. รศ.ดร.กมั ปนาท ภักดีกลุ สํานกั เครื่องจกั รกล กรมชลประทาน
คณะส่ิงแวดลอมและทรัพยากรศาสตร
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล (ศาลายา) ดา นวทิ ยาศาสตร
๔. นายสจุ ินต หล่ิมโตประเสริฐ ๑. รศ.ดร.เสรีวัฒน สมนิ ทรปญ ญา
สํานกั การมีสวนรวมของประชาชน คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
กรมชลประทาน
๒. ดร.สถาพร ใจอารยี
ดา นชลศาสตร สวนวจิ ัยและพัฒนาการจัดการดนิ เส่ือมโทรม
๑. ดร.ปรญิ ญา กมลสนิ ธุ กรมพัฒนาท่ีดิน
สาํ นักวจิ ัยและพัฒนา กรมชลประทาน
๒. นางกัญญา อินทรเ กล้ยี ง ๓. นางสาวชวลี เฌอกจิ
สํานักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน สาํ นกั วิจยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๓. ดร.สมเกียรติ อภิพัฒนวศิ ว
สํานกั วิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน ดานออกแบบและกอ สรา ง
๔. ดร.ณัฐ มาแจง
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ๑. นายชลิต ดํารงศักด์ิ
(บางเขน) อดีตอธบิ ดีกรมชลประทาน
๕. ดร.วิษุวฒั ก แตสมบตั ิ
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ๒. นายสนัน่ ศิรอิ อ น
วิทยาเขตกําแพงแสน ผชู ํานาญการพเิ ศษเพอ่ื ทดสอบความรูความชํานาญการ
ประกอบวชิ าชพี ระดับสามัญวศิ วกร สาขาวศิ วกรรมโยธา
ดานบรหิ ารโครงการ สภาวิศวกร
๑. ดร.สมเกียรติ ประจําวงษ
สํานักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ๓. นายสาธติ มณีผาย
๒. นายพรมงคล ชดิ ชอบ สํานกั สาํ รวจดา นวิศวกรรมและธรณวี ทิ ยา
สํานักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กรมชลประทาน
๓. ผศ.ดร.ภัทราภรณ เมฆพฤกษาวงศ
สาํ นักบรหิ ารโครงการ กรมชลประทาน ๔. นายประสิทธิ์ สีโท
๔. ดร.วิมลภทั ร บาํ บัดสรรพโรค คาํ กันยา วศิ วกรใหญทีป่ รึกษาดา นวิศวกรรมโยธา
สาํ นกั บรหิ ารโครงการ กรมชลประทาน (ดา นสํารวจและหรอื ออกแบบ)
ดานเครื่องกลและไฟฟา ๕. นายบุญสนอง สชุ าติพงศ
วศิ วกรใหญทีป่ รกึ ษาดา นวิศวกรรมโยธา
๑. นายสมลักษณ เผาจนิ ดา (ดา นวางแผนและโครงการ)
อดีตผูอํานวยการสํานักเคร่ืองจักรกล กรมชลประทาน
๖. นายโสภณ ธรรมรักษา
๒. นายสุขเกษม เจรญิ จันทร วิศวกรใหญท่ีปรกึ ษาดา นวิศวกรรมโยธา
อดีตผูอาํ นวยการสํานกั เครื่องจกั รกล กรมชลประทาน (ดา นควบคมุ การกอสราง)
58 ๗. นายพเิ ชษฐ รตั นปราสารทกุล
สํานักออกแบบวิศวกรรมและสถาปต ยกรรม
กรมชลประทาน
๘. นายชยันต เมืองสง
สาํ นกั พัฒนาแหลงนํ้าขนาดใหญ กรมชลประทาน
ดา นออกแบบและกอ สราง (ตอ ) ดานส่งิ แวดลอ ม (ตอ)
๓. ดร.สุทธิดา เปลีย่ นคารมย ธนทรัพยสิน
๙. นายสนฑ จินดาสงวน คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลา
สาํ นักพฒั นาแหลงนํ้าขนาดใหญ กรมชลประทาน ธนบุรี
๔. ดร.อาทร สทุ ธิกาญจน
๑๐. นายพงศธร ศริ ิออน สํานักบริหารโครงการ กรมชลประทาน
สํานักออกแบบวิศวกรรมและสถาปตยกรรม ๕. ดร.ปท มา สงิ หรกั ษ
กรมชลประทาน ศนู ยจ ัดการความรูดา นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก
(CCKM) จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั
๑๑. นายกีรติ ปกินนกะ ๖. ดร.อัศมน ล่ิมสกุล
สํานกั ออกแบบวิศวกรรมและสถาปต ยกรรม ศูนยว ิจัยและฝกอบรมดานสิ่งแวดลอม กรมสง เสริม
กรมชลประทาน คุณภาพสิ่งแวดลอม
๗. รศ.ดร.อํานาจ ชิดไธสง
๑๒. นายธีระชยั เนียมหลวง บัณฑติ วทิ ยาลัยรว มดา นพลงั งานและส่งิ แวดลอม
สํานักออกแบบวิศวกรรมและสถาปต ยกรรม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกลา
กรมชลประทาน
59
๑๓. นายอทิ ธิ เมน แมน
สํานกั ออกแบบวศิ วกรรมและสถาปตยกรรม
กรมชลประทาน
๑๔. ดร.ธเนศ อักษร
สาํ นักวจิ ัยและพัฒนา กรมชลประทาน
๑๕. ดร.ชาญชยั ศรีสุธรรม
สาํ นกั สาํ รวจดานวิศวกรรมและธรณวี ทิ ยา
กรมชลประทาน
ดา นเกษตรชลประทาน
๑. นายสโิ รจน ประคุณหงั สิต
ท่ีปรึกษาสถาบันพัฒนาการชลประทาน
สํานกั วิจยั และพัฒนา กรมชลประทาน
๒. ดร.จักรพงษ แตวจิ ิตร
สํานักออกแบบวิศวกรรมและสถาปตยกรรม
กรมชลประทาน
๓. รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร
คณะเกษตร กาํ แพงแสน
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสน
๔. ดร.ชิษณุชา บุดดาบญุ
ศนู ยวจิ ัยขาวสกลนคร กรมการขาว
๕. นายชวกร ร้ิวตระกูลไพบูลย
สาํ นักวจิ ัยและพัฒนา กรมชลประทาน
ดา นสิ่งแวดลอม
๑. รศ.ดร.กมั ปนาท ภักดีกุล
คณะส่ิงแวดลอมและทรพั ยากรศาสตร
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล (ศาลายา)
๒. รศ.ดร.ทววี งศ ศรบี ุรี
ทปี่ รกึ ษาสถาบันวิจยั สภาวะแวดลอม
จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย