รายงานการศึกษา
โครงการฝกึ อบรมเชิงปฏบิ ัตกิ าร หลกั สตู รเสรมิ “ผอู้ านวยการโครงการ รุน่ ท่ี 1”
ประจาปงี บประมาณ พ.ศ.2563
เรอื่ ง
การเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานขนาดกลาง
อา่ งเก็บนาแม่วะ อาเภอแมท่ ะ จังหวัดลาปาง
จัดทาโดย OG 3
นายสุนทร คาศรีเมือง วิศวกรประทานชานาญการพิเศษ
นายชาญวิช เกาวนันทน์ นายชา่ งชลประทานอาวุโส
นายวชั รดุลย์ ธนามี นายชา่ งโยธาอาวโุ ส
นายวรี ะยุทธ เขื่อนแกว้ นายชา่ งชลประทานอาวุโส
นายสธุ รรม ยลสุริยันวงศ์ วิศวกรประทานชานาญการพิเศษ
นายสมเกยี รติ กิติวุฒิชศู ิลป์ นายชา่ งชลประทานอาวุโส
นายไพฑรู ย์ ยังรักษา นายช่างชลประทานอาวโุ ส
นายวุฒศิ กั ดิ์ สุคุณณี นายช่างชลประทานอาวโุ ส
นายพมิ าน จนั ทมณีโชติ นายช่างชลประทานอาวุโส
นายสิทธิพร พฤฒพิ บิ ลู ธรรม นายชา่ งชลประทานอาวโุ ส
สถาบันพัฒนาการชลประทาน รว่ มกับ
ส่วนพัฒนาทรพั ยากรบุคคล สานกั บรหิ ารทรพั ยากรบุคคล
กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กันยายน 2563
บทคัดย่อ
แนวทางการศึกษาเพ่ิมศักยภาพโครงการชลประทานขนาดกลาง อ่างเก็บน้าแม่วะ อ้าเภอ
แม่ทะ จังหวัดล้าปาง ซึ่งเป็นโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชด้าริ โดยทางผู้จัดท้าได้ศึกษาและพิจารณา
โครงสร้างของเข่ือนโดยใช้ทฤษฎีต่าง ๆ และข้อมูลด้านอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยาในปัจจุบัน เพ่ือปรับปรุง
เข่ือนและอาคารประกอบโดยไม่มีผลกระทบต่อพืนท่ีด้านหน้า/ด้านท้าย ของอ่างเก็บน้าแม่วะ โดยได้ปริมาณ
น้าเก็บกักเพ่ิมมากขึนจึงเป็นการเพ่ิมพืนที่ชลประทานตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายน้าแหง่ ชาติและ
ตามนโยบายของอธบิ ดกี รมชลประทาน RID No.1 และ RID No.1 Express 2020 คอื
1.เรง่ รดั การพฒั นาเหล่งนา้ และเพมิ่ พืนที่ชลประทาน
2. เรง่ รดั โครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชดา้ ริ
อ่างเก็บน้าแม่วะ อ้าเภอแม่ทะ จังหวัดล้าปาง สามารถเพ่ิมความจุจากเดิม 5.9 ล้าน ลบ.ม.
เพิ่มเป็น 7.00 ล้าน ลบ.ม. เพ่ิมขึน 1.10 ล้าน ลบ.ม.และสามารถเพิ่มพืนท่ีรับประโยชน์จากเดิม 10,000 ไร่
เป็น 14,000 ไร่ และเพิ่มพืนท่ีชลประทานจากเดิม 2,300 ไร่ เป็น 6,210 ไร่ ท้าให้ราษฎรมีรายได้เฉล่ียรายปี
เพ่ิมขึน จ้านวนครัวเรือนรับประโยชน์เพ่ิมขัน มีความม่ันคงด้านเศรษฐกิจ เพราะมีความม่ันใจว่าท่ีน้าเพียงพอ
คณะผู้จัดท้าได้เห็นแนวทางการศึกษาการเพ่ิมศักยภาพโครงการชลประทานดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางให้
หน่วยงานของกรมชลประทาน น้าไปพัฒนาต่อยอดการเพ่ิมศักยภาพของอ่างเก็บนา้ ขนาดกลางที่มีอยู่ในความ
รบั ผดิ ชอบ ตอ่ ไป
กติ ตกิ รรมประกาศ
รานงานการศึกษาฉบับนี้สาเร็จลุล่วงได้ เน่ืองจากคณะฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “หลักสูตร
เสริม “ผู้อานวยการโครงการ รุ่นที่ 1” ได้รับความกรุณาอย่างสูง จาก ส่วนความปลอดภัยเข่ือน สานักบริหาร
จัดการน้าและอุทกวิทยา, ฝ่ายจัดการความปลอดภัยเข่ือนและอาคารชลประทาน สานักงานชลประทานท่ี 2
โครงการชลประทานลาปาง และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่หลักสูตรทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือประสานงานให้
ดว้ ยดีเสมอมา
ขอขอบคุณสมาชิกฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกลุ่ม OG 3 ทุกท่านท่ีได้ร่วมแรงร่วมใจและให้ความ
ช่วยเหลือซ่ึงกันและกันอย่างเต็มความสามารถ จนทาให้การจัดทารายงานการศึกษาฉบับนี้สาเร็จลุล่วงตาม
วตั ถปุ ระสงค์
คณุ คา่ และประโยชน์อนั เกดิ จากรายงานการศึกษาฉบับนี้ คณะฝึกอบรมเชงิ ปฏิบัตกิ ารขอมอบคุณงาม
ความดีท้ังหลายทั้งปวงให้แก่ ฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สานักงานชลประทานที่ 2 โครงการชลประทานลาปาง และ
คณะอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิกรมชลประทาน ที่ได้แนะแนวทางที่ดีและมีคุณค่าตลอดมา จนทาให้
ประสบความสาเร็จในการศกึ ษาไดต้ ามท่ีคาดหวงั ไว้
กลุ่มปฏิบัตกิ าร 3
เสริมผู้อานวยการโครงการ รุ่นท่ี 1
ตลุ าคม 2563
สารบญั หนา้
บทที่ 1 บทนำ 1
1 ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของประเดน็ กำรศึกษำของโครงกำร 2
2 วัตถปุ ระสงคโ์ ครงกำร 2
3 ขอบเขตกำรศึกษำ 2
4 กรอบแนวคิดกำรศกึ ษำ 3
5 วธิ กี ำรดำเนนิ กำรศึกษำ 3
6 ประโยชน์ท่ีคำดวำ่ จะได้รับจำกกำรศึกษำ
4
บทท่ี 2 ทฤษฎแี ละข้อมูลเบื้องต้น 22
1 เข่อื นดนิ และอำคำรประกอบ 30
2 ทฤษฎีและหลกั กำรวเิ ครำะห์ 33
3 กำรศึกษำควำมตอ้ งกำรใช้น้ำและวิเครำะหส์ มดลุ น้ำ
4 ขอ้ มลู โครงกำรอ่ำงเก็บน้ำแมว่ ะ จงั หวัดลำปำง 45
51
บทท่ี 3 กำรวิเครำะห์ข้อมูล 53
1. กำรตรวจสภำพเขอ่ื น 53
2. กำรวเิ ครำะห์ควำมมั่นคงตัวเข่ือน
3. กำรศกึ ษำทบทวนข้อมลู กำรใชน้ ำ้ จำกอำ่ งเก็บน้ำ 54
4. กำรวิเครำะหเ์ ศรษฐกิจ สงั คม และสงิ่ แวดล้อม 55
64
บทที่ 4 ผลกำรศกึ ษำ 67
1. ผลประเมินกำรตรวจสภำพเขือ่ น
2. ตรวจสอบควำมมนั่ คงของเขือ่ น 68
3. ตรวจวิเครำะห์กำรใช้น้ำจำกอำ่ งเกบ็ นำ้ 70
4. กำรวเิ ครำะหเ์ ครำะห์เศรษฐกิจ สังคม และสง่ิ แวดล้อม
บทท่ี 5 สรปุ ผลกำรศกึ ษำและขอ้ เสนอแนะ
1.สรปุ ผลกำรศึกษำ
2. ขอ้ เสนอแนะ
เอกสำรอ้ำงอิง
ภำคผนวก ก.กำรวิเครำะห์ควำมม่ันคงเขื่อนด้วยโปรแกรม Seep/w และ Slope/w
สารบญั ตาราง หนา้
ตารางท่ี 25
36
1. ตำรำงที่ 1 เกณฑ์กำหนดตำ่ สุดและมำตรำสวนควำมปลอดภยั 37
2. ตำรำงที่ 2 ปรมิ ำณนำ้ ฝนเฉลี่ยรำยเดือนของแต่ละสถำนวี ัดน้ำในพื้นท่ีศึกษำ 55
56
3. ตำรำงที่ 3 ปรมิ ำณน้ำฝนเฉล่ียรำยเดือนของแตล่ ะสถำนีวัดน้ำในพน้ื ที่ศึกษำ 56
4. ตำรำงที่ 4 แสดงรำยละเอยี ดควำมจุและพื้นทีผ่ วิ 58
5. ตำรำงท่ี 5 แสดงรำยละเอยี ดควำมเปน็ ไปได้ในกำรเพ่ิมควำมจอุ ำ่ งเกบ็ นำ้ 60
6. ตำรำงที่ 6 แสดงรำยละเอียดทำงระบำยน้ำล้น 64
7. ตำรำงที่ 7 ผลกำรวเิ ครำะห์กรณี Steady State 65
8. ตำรำงท่ี 8 ผลกำรวเิ ครำะห์เสถียรภำพของเข่ือนในกรณีระดบั น้ำเก็บกักต่ำงๆ 65
9. ตำรำงท่ี 9 ผลกำรน้ำฝนและน้ำท่ำ 66
10. ตำรำงท่ี 10 ผลกำรวเิ ครำะห์ค่ำกำรระเหยและกำรซมึ ของน้ำ
11. ตำรำงที่ 11 ผลกำรวเิ ครำะห์ปริมำณน้ำที่ต้องสง่ ใหแ้ ก่พืช 67
12. ตำรำงท่ี12 ผลกำรวิเครำะห์ RESERVOIR OPERATION STUDY
67
(กรณีเพิม่ ควำมจุ และเพ่ิมพ้นื ท่ีรับประโยชน์)
13. ตำรำงที่ 13 แสดงผลกำรคำนวณมลู คำ่ ผลผลติ กอ่ นเพ่ิมควำมจุ
และพนื้ ทีร่ ับประโยชน์
14. ตำรำงที่ 14 แสดงผลกำรคำนวณมลู ค่ำผลผลิตหลงั เพม่ิ ควำมจุ
และพนื้ ที่รบั ประโยชน์
สารบัญรูป
รูปท่ี หนา้
1. รูปท่ี 1 ตัวอย่ำงเขือ่ นขนำดเลก็ 4
2. รปู ท่ี 2 ตัวอย่ำงเข่อื นขนำดกลำง 5
3. รูปที่ 3 ตัวอยำ่ งเข่อื นขนำดใหญ่ 5
4. รูปที่ 4 โครงสร้ำงท่ัวไปของเข่ือนดนิ ถมชนิดเน้ือเดยี ว 7
5. รูปที่ 5 ตวั อย่ำงของเข่อื นดินถมชนิดเนือ้ เดียว 7
6. รูปท่ี 6 แสดงลกั ษณะทำงโครงสรำ้ งของเข่ือนดนิ ถมประเภทแบง่ ส่วน 8
(Zoned Type Dam) 9
7. รปู ที่ 7 ตวั อยำ่ งเขื่อนดนิ ถมชนิดแบง่ ส่วน 10
8. รปู ที่ 8 ตวั อย่ำงของฐำนยนั เขอื่ น 11
9. รปู ที่ 9 แสดงรูปทัว่ ไปและตวั อยำ่ งหินถมตนี เขื่อน 12
10. รปู ที่ 10 แสดงรูปท่วั ไป Contact Drain 12
11. รปู ที่ 11 แสดงรปู ทว่ั ไปและตวั อยำ่ งรำงระบำยน้ำทต่ี ีนเข่ือน 13
12. รปู ท่ี 12 แสดงท่อระบำยนำ้ ที่ตนี เขื่อน 15
13. รูปท่ี 13 แสดงรูปทว่ั ไปและตัวอย่ำงอำคำรท่อส่งน้ำควบคุมปรมิ ำณนำ้ ดำ้ นเหนือนำ้ 16
14. รปู ที่ 14 แสดงรูปทั่วไปและตัวอยำ่ งอำคำรท่อสง่ น้ำควบคมุ ปริมำณน้ำด้ำนท้ำยนำ้ 17
15. รปู ท่ี 15 แสดงรปู ท่ัวไปและตวั อย่ำงอำคำรทอ่ สง่ น้ำควบคมุ ปรมิ ำณนำ้ ช่วงกลำงเขื่อน 18
16. รูปท่ี 16 แสดงรูปทว่ั ไปและตัวอยำ่ งอำคำรรับน้ำ 19
17. รูปที่ 17 แสดงรปู ทั่วไปและตวั อยำ่ งอำคำรระบำยน้ำล้น 20
18. รูปท่ี 17 (ต่อ) แสดงรูปทั่วไปและตัวอยำ่ งอำคำรระบำยนำ้ ลน้ 21
19. รปู ท่ี 17 (ต่อ) แสดงรปู ทั่วไปและตวั อย่ำงอำคำรระบำยน้ำลน้ 28
20. รูปที่ 18 สมกำรรปู ท่ัวไปของไฟไนตเ์ อลเิ มนต์แบบเมทริกซ์ (Matrix) 28
21. รูปที่ 19 ค่ำแรงกระทำต่อเอลเิ มนต์ (f) ทที่ ำให้โหนดมีกำรเคลอื่ นท่ี (u) 37
22. รูปท่ี 20 ปริมำณฝนรำยเดือนเฉลย่ี ในพ้ืนที่ศึกษำ 38
23. รูปท่ี 21 เสน้ ชั้นนำ้ ฝนรำยปีเฉลี่ยในพื้นที่ศึกษำ 39
24. รปู ที่ 22 แผนทีแ่ สดงตำแหนง่ สถำนวี ดั ปริมำณน้ำทำ่ ในพืน้ ท่ศี ึกษำ 42
25. รปู ที่ 23 แผนที่ 1:50,000 โครงกำรอำ่ งเก็บน้ำแม่วะ 43
26. รปู ท่ี 24 สภำพปัจจบุ ันโครงกำรอ่ำงเก็บนำ้ แม่วะ 44
27. รูปที่ 25 ภำพถ่ำยดำวเทียม Google Map โครงกำรอ่ำงเก็บน้ำแม่วะ 45
28. รูปท่ี 26 ตรวจสอบสภำพสนั เขือ่ น โครงกำรอำ่ งเก็บน้ำแม่วะ 46
29. รูปท่ี 27 ตรวจสอบสภำพลำดเขื่อนดำ้ นเหนือน้ำ โครงกำรอำ่ งเก็บน้ำแมว่ ะ
สารบัญรูป(ต่อ)
รปู ที่ หนา้
30. รปู ท่ี 28 ตรวจสอบสภำพลำดเข่ือนด้ำนท้ำยนำ้ โครงกำรอำ่ งเก็บนำ้ แมว่ ะ 47
31. รปู ที่ 29 ตรวจสอบฐำนยันเข่อื นฝง่ั ซ้ำย โครงกำรอ่ำงเกบ็ นำ้ แม่วะ 47
32. รปู ท่ี 30 ตรวจสอบฐำนยันเขอื่ นฝ่งั ขวำ โครงกำรอ่ำงเกบ็ นำ้ แมว่ ะ 48
33. รูปที่ 31 ตรวจสอบอำคำรท่อระบำยนำ้ และส่งนำ้ โครงกำรอำ่ งเก็บน้ำแม่วะ 48
34. รปู ท่ี 31 (ต่อ) ตรวจสอบอำคำรท่อระบำยนำ้ และส่งนำ้ โครงกำรอ่ำงเก็บน้ำแม่วะ 49
35. รูปที่ 32 ตรวจสอบอำคำรระบำยน้ำล้น โครงกำรอำ่ งเกบ็ น้ำแมว่ ะ 49
36. รูปท่ี 32 (ตอ่ ) ตรวจสอบอำคำรระบำยน้ำล้น โครงกำรอำ่ งเกบ็ น้ำแม่วะ 50
37. รูปท่ี 33 แบบจำลองโปรแกรม Seep/w ของช้นั ดินถมเข่ืองแม่วะ จังหวดั ลำปำง 51
38. รูปที่ 34 แบบจำลองโปรแกรม Slop/w ของชั้นดินถมเขอ่ื งแม่วะ จงั หวดั ลำปำง 52
39. รูปท่ี 35 แบบจำลองช้นั ดิน 53
40. รปู ที่ 36 ผลกำรวเิ ครำะห์กรณี Steady State ที่ระดับเก็บกัก +273.00 ม.รทก. 58
41. รปู ที่ 37 ผลกำรวเิ ครำะหก์ รณี Steady State ทรี่ ะดับเกบ็ กัก +274.00 ม.รทก. 59
42. รปู ท่ี 38 ผลกำรวิเครำะห์กรณี Steady State ทีร่ ะดับนำ้ สูงสุด +275.00 ม.รทก. 59
43. รูปที่ 39 ผลกำรวเิ ครำะห์เสถยี รภำพเข่ือนกรณีปกตทิ ่ีระดบั เกบ็ กัก +273.00 ม.รทก. 60
44. รูปที่ 40 ผลกำรวเิ ครำะหเ์ สถียรภำพเข่ือนกรณีแผ่นดินไหวท่ี 61
ระดบั เกบ็ กกั +273.00 ม.รทก. 61
45. รูปที่ 41 ผลกำรวิเครำะหเ์ สถยี รภำพเขื่อนกรณีปกตทิ ี่
62
ระดบั เกบ็ กัก +274.00 ม.รทก.
46. รปู ท่ี 42 ผลกำรวิเครำะหเ์ สถียรภำพเขื่อนกรณีแผน่ ดินไหวท่ี 62
ระดบั เกบ็ กกั +274.00 ม.รทก. 63
47. รปู ท่ี 43 ผลกำรวิเครำะหเ์ สถยี รภำพเขื่อนกรณีปกตทิ ี่
70
ระดับเก็บกัก +275.00 ม.รทก. 71
48. รปู ท่ี 44 ผลกำรวเิ ครำะห์เสถยี รภำพเขื่อนกรณีแผน่ ดินไหว 71
73
ทร่ี ะดบั เกบ็ กกั +275.00 ม.รทก. 74
49. รปู ที่ 45 แสดงกำรปรับปรุงเข่ือนโดยกำรสร้ำง Chimny Drain ไว้ในตัวเข่ือน
50. รูปที่ 46 แสดงกำรติดตั้งแผงโซลำร์เซลลบ์ นทุ่นลอย
51. รูปที่ 47 แสดงแผงโซลำร์เซลล์บนทุน่ ลอยในอ่ำงเกบ็ น้ำ
52. รูปท่ี 48 แสดงพืน้ ทรี่ บั ประโยชน์ทงั้ หมดของโครงกำรอ่ำงเก็บน้ำแม่วะ
53. รปู ท่ี 49 แสดงพืน้ ท่ีชลประทำนและกำรขยำยระบบส่งน้ำ
เพอื่ เพ่มิ พ้ืนที่ชลประทำนใหม่
1
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของประเดน็ กำรศึกษำของโครงกำร
ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศท่ีมีภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตรเป็นตัว
ขับเคลอ่ื นระบบเศรษฐกจิ โดยภาคการเกษตรถือเป็นแหล่งรายได้หลักของคนส่วนใหญแ่ ละเปน็ ฐานในการสร้าง
มูลค่าเพิม่ ของภาคอตุ สาหกรรม โดยมพี ื้นทีเ่ หมาะสมทาการเกษตรจานวน 149.2 ลา้ นไร่ เป็นพ้ืนที่ท่ีมีศักยภาพ
พัฒนาเป็นพ้ืนที่ชลประทานได้ 60.29 ล้านไร่ และพัฒนาเป็นพื้นท่ีชลประทานแล้ว จานวน 31.57 ล้านไร่ คิด
เปน็ ร้อยละ 52.23 ของพน้ื ทศี่ กั ยภาพ โดยพ้ืนทก่ี ารเกษตร 120 ลา้ นไร่หรือกวา่ รอ้ ยละ 80 เปน็ พืน้ ท่ีการเกษตร
โดยใช้น้าฝนเป็นหลักซ่ึงมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้า อันเนื่องมาจากความผันแปรของสภาพ ลม ฟ้า
อากาศ อีกท้ังในบางพื้นท่ียังมีลักษณะทางกายภาพท่ีไม่เอ้ืออานวยต่อการนาน้าจากแหล่งน้าที่มีอยู่มาใช้
ประโยชน์ดว้ ย นอกจากการใชน้ ้าในภาคการเกษตรแล้ว ประเทศไทยมีการใช้น้าเพื่อการอุปโภคบรโิ ภคและการ
ท่องเที่ยว การใช้น้าเพื่ออุตสาหกรรม และการใช้น้าเพื่อรักษาระบบนิเวศ ซ่ึงมีแนวโน้มความต้องการใช้น้าใน
ทุกภาคส่วนเพ่ิมขึ้น อันเน่ืองมาจากการขยายตัวของภาคบริการ ด้านการท่องเท่ียวและภาคการค้าท้ังในระดับ
ท้องถนิ่ และระดับภมู ภิ าค
สถานการณ์ด้านการพัฒนาแหล่งน้าปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ เม่ือมีผู้ร้องขอโครงการ ปรากฏว่า
โครงการเหล่าน้นั อยูใ่ นเขตพนื้ ที่ ท่ีมสี ่วนราชการครอบครองอยู่ เช่น พ้นื ทป่ี ่าสงวนแหง่ ชาติของกรมป่าไม้ หรือ
พื้นท่ีอุทยานแห่งชาติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช พื้นท่ีเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ของ
สานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งในการดาเนินงานจะติดปัญหาด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ซึ่งมี
ความยุ่งยาก ซับซ้อน ทาให้การพัฒนาแหล่งน้าที่วางแผนไว้ไม่สามารถดาเนินการได้อย่างรวดเร็ว สัมฤทธ์ิผล
ทาให้ผลประโยชน์ท่ีจะเกิดข้ึนของโครงการเป็นไปได้ยาก ความเดือดร้อนของราษฎรไม่ได้รับการแก้ไข มีการ
ต่อต้านโครงการจากกลุ่มบุคคล หรือองค์กรอิสระ ประกอบกับค่าทดแทนทรัพย์สินท่ีชดเชยให้กับราษฎรมี
มลู ค่านอ้ ยและไม่เป็นธรรม ทาให้เกดิ การตอ่ ตา้ นโครงการ และไมส่ ามารถดาเนินการไดต้ ามแผนงาน
จากปญั หาและอปุ สรรค ท่ผี า่ นมาและแนวโน้มผลกระทบของปญั หาท่จี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต ทา
ให้ต้องวางแผนศึกษาเรอื่ งการพัฒนาแหล่งน้าตามศักยภาพลกั ษณะล่มุ น้า เพื่อวางแผนเชิงนโยบายและกลยุทธ์
ต่างๆ ด้านการพัฒนาแหล่งน้าให้สามารถสร้างความม่ันคงด้านน้า (Water Security) อย่างสมดุลและยั่งยืน
ทาใหป้ ระชาชนอยู่ดกี นิ ดีและมชี ีวติ ทม่ี คี วามสขุ
ในคราวประชุมคณะกรรมการนโยบายน้าแห่งชาติครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันท่ี 22 กรกฎาคม
2563 โดยมีพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน
ไปพิจารณาศกึ ษาและพัฒนาเพ่ิมศักยภาพอ่างเกบ็ นา้ เดิมทส่ี ร้างไว้แล้ว ใหเ้ ตม็ ศกั ยภาพ เพ่อื รองรบั ปัญหาความ
ตอ้ งการนา้ ทน่ี บั วนั จะมากขึ้นเรือ่ ยๆ
การศึกษาเพิ่มศักยภาพโครงการชลประทานขนาดกลาง ในเขตจังหวัดลาปาง เป็นหน่ึงใน
แผนการเพิ่มศักยภาพตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายน้าแห่งชาติ ท่ีมุ่งหันไปศึกษาโครงการ
2
ชลประทานท่ีสร้างไวแ้ ลว้ ให้เต็มศักยภาพและตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน ได้มีการดาเนินการก่อสรา้ งและ
บริหารจัดการน้าในพื้นท่ีมาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้อาคารหัวงาน ระบบชลประทานและระบบระบายน้า
ของโครงการฯ อยู่ในสภาพชารุดทรุดโทรม แม้ว่าจะได้ดาเนินการดูแลบารุงรักษาตลอดเวลาระยะเวลา
ดาเนินการ รวมทั้งสภาพความต้องการใชน้ ้าเพ่ือการเกษตรกรรมและในภาคสว่ นอืน่ ๆ ไดม้ ีเปลย่ี นแปลงไป อาทิ
ความต้องการใช้น้าเพ่ือการอุปโภค-บริโภคท่ีเพ่ิมมากขึ้น ปัญหาน้าท่วม เป็นต้น ซ่ึงล้วนเป็นสภาพท่ี
เปล่ียนแปลงไปจากเดิมท้ังสิ้น ทาให้อาคารหัวงานของโครงการเดมิ ไม่สามารถรองรับและแก้ไขปัญหาดงั กล่าว
ได้ จงึ มคี วามจาเป็นท่ีจะต้องมีการศึกษาความเหมาะสมเพื่อพจิ ารณาปรับปรุงโครงการขนาดกลางที่มีอยู่ในเขต
จังหวดั ลาปางให้มปี ระสทิ ธภิ าพเพม่ิ มากย่ิงขน้ึ
อ่างเก็บน้าแม่วะ อาเภอแม่ทะ จังหวัดลาปาง เป็นหนึ่งในโครงการชลประทานขนาดกลาง
ของจังหวัดลาปางท่กี อ่ สรา้ งแล้วเสร็จเมื่อปี 2533 ซึ่งมอี ายุการใช้งานผ่านมาแลว้ 30 ปี จากการพจิ ารณาข้อมูล
พื้นฐานเบอื้ งต้นพบว่าอ่างเกบ็ น้าแม่วะ มปี รมิ าณน้าทา่ เฉลยี่ ท้ังปี(ขณะก่อสร้าง) ถงึ 24.40 ล้านลกู บาศกเ์ มตรต่อปี
แต่มคี วามจทุ ร่ี ะดบั เก็บกักเพียง 5.90 ล้านลูกบาศกเ์ มตร หรือ คิดเป็น 24.18 เปอรเ์ ซ็นต์ กลมุ่ วจิ ัยจงึ สนใจที่จะ
ดาเนินการศึกษาศักยภาพอ่างเก็บน้าแม่วะ จังหวัดลาปาง เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มศักยภาพโครงการอ่าง
เก็บน้าขนาดกลางทัว่ ประเทศ ต่อไป
1.2 วตั ถปุ ระสงค์โครงกำร
1. เพอื่ ศกึ ษาการเพ่มิ ศักยภาพโครงการชลประทานขนาดกลาง อา่ งเกบ็ น้าแม่วะ จงั หวัดลาปาง
2. เพื่อศึกษาแนวทาง การเพิ่มศักยภาพโครงการชลประทานขนาดกลาง อ่างเก็บน้าแม่วะ จังหวัด
ลาปาง
3. เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานของกรมชลประทาน นาไปเป็นแนวในการพัฒนาต่อยอด เพื่อพัฒนา
เพม่ิ ศกั ยภาพของอ่างเก็บน้าขนาดกลาง ต่อไป
1.3 ขอบเขตกำรศึกษำ
พน้ื ทโี่ ครงการชลประทานขนาดกลาง อา่ งเก็บแมว่ ะ จงั หวัดลาปาง
1.4 กรอบแนวคิดกำรศกึ ษำ
3
1.5 วิธกี ำรดำเนนิ กำรศึกษำ
1. รวบรวมข้อมูลพื้นฐานของโครงการชลประทานขนาดกลาง อ่างเก็บน้าแม่วะ จังหวัดลาปาง เช่น
ข้อมูลสถิติปริมาณน้าท่ีไหลเข้าอ่างเก็บน้า ศึกษาองค์ประกอบของเข่ือน แบบก่อสร้าง และอ่ืนๆ เพื่อ
ประกอบการวเิ คราะห์ข้อมลู
2. วเิ คราะห์ความเหมาะสม ศกั ยภาพอา่ งเกบ็ นา้ แม่วะ จงั หวัดลาปาง
3. กาหนดแนวทางและวิธีการเพมิ่ ศกั ยภาพ อา่ งเก็บน้าแมว่ ะ จงั หวดั ลาปาง
1.6 ประโยชน์ทค่ี ำดว่ำจะได้รับจำกกำรศึกษำ
1.สามารถเพ่ิมความจุของอ่างเก็บน้าของโครงการชลประทานขนาดกลาง อ่างเก็บน้าแม่วะ จังหวัด
ลาปาง โดยไมส่ ง่ ผลกระทบตอ่ โครงสร้างเดิมและพน้ื ที่ของอา่ งเกบ็ น้า
2. สามารถเพมิ่ พ้ืนที่ชลประทาน ของโครงการชลประทานขนาดกลาง อา่ งเกบ็ นา้ แม่วะ จงั หวดั ลาปาง
3. เพอ่ื ตอบสนองนโยบายกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยุทธศาสตร์น้าแห่งชาติ
4. เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานของกรมชลประทาน นาไปเป็นแนวในการพัฒนาต่อยอด เพื่อพัฒนา
เพิ่มศกั ยภาพของอ่างเก็บน้าขนาดกลาง ต่อไป
4
บทที่ 2
ทฤษฎีและขอ้ มูลเบ้ืองต้น
การเพ่ิมศกั ยภาพอ่างเกบ็ น้าแมว่ ะ จังหวดั ลาปาง จาเปน็ ตอ้ งมที ฤษฎแี ละข้อมูลเบื้องต้นที่เก่ียวขอ้ ง
เพ่อื ประกอบการวเิ คราะห์ข้อมลู ดงั ต่อไปน้ี
ทฤษฎแี ละขอ้ มูลทเี่ ก่ยี วข้อง
2.1 เขอ่ื นและอาคารประกอบ
2.2 ทฤษฎีและหลกั การวเิ คราะห์
2.3 การศกึ ษาความต้องการใชน้ ้าและวเิ คราะหส์ มดลุ น้า
2.4 ขอ้ มูลโครงการอา่ งเกบ็ น้าแมว่ ะ จงั หวัดลาปาง
1. เขื่อนดนิ และอำคำรประกอบ
เขื่อนเก็บกักน้าในกรมชลประทาน โดยท่ัวไปจะแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ เข่ือนขนาดเล็ก เข่ือน
ขนาดกลาง และเข่อื นขนาดใหญ่ ทั้งนจี้ ะพจิ ารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความสูงของตวั เข่ือน ความจุอ่างเก็บน้า
การจดั หาทด่ี ินเพอ่ื การกอ่ สรา้ ง งบประมาณและระยะเวลาการกอ่ สรา้ ง ซึ่งมีรายละเอยี ด ดงั นี้
(1) เขื่อนขนาดเล็ก เป็นเขื่อนท่ีมีความสูงไม่มากกว่า 15.00 เมตร ความจุอ่างเก็บน้าน้อยกว่า 1 ล้าน
ลูกบาศกเ์ มตร มงี บประมาณในการก่อสร้างไม่เกนิ 15 ล้านบาท ไม่เสยี คา่ ใช้จ่ายในการจดั หาท่ดี ินทั้งส่วนท่ีเป็น
อ่างเก็บนา้ และบริเวณหวั งาน สามารถกอ่ สร้างให้แลว้ เสร็จได้ภายในระยะเวลา 1 ปี และสว่ นใหญจ่ ะไม่มีความ
ยงุ่ ยากในการปรับปรงุ ฐานรากเขือ่ นมากนัก ดงั แสดงในรปู ท่ี 1
เข่อื นแมท่ ำน จังหวดั ลำปำง เขอื่ นแมฟ่ อก จงั หวัดลำปำง
รปู ท่ี 1 ตัวอย่ำงเข่ือนขนำดเล็ก
5
(2) เขื่อนขนาดกลาง เป็นเขื่อนที่มีความสูงต้ังแต่ 15.00 ถึง 40.00 เมตร อ่างเก็บน้ามีความจุต้ังแต่ 1
ถึง 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างต้ังแต่ 15 ล้านบาท จนถึง 500 ล้านบาท (ไม่รวมค่า
จัดซื้อท่ีดิน) มีการจัดซื้อที่ดินในการก่อสร้างทั้งในส่วนของอ่างเก็บน้าและบริเวณหัวงาน ใช้ระยะเวลาในการ
ก่อสร้างตั้งแต่ 1 ปี จนถึง 3 ปี และมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลาง นอกจากน้ันยังมีการ
ปรับปรงุ ฐานรากเข่ือนด้วยวิธกี ารต่างๆ มากขน้ึ ดังรปู ที่ 2
เขื่อนลำเชียงสำ จ.นครรำชสมี ำ เข่อื นสะเดำ จ.สงขลำ
รปู ที่ 2 ตัวอยำ่ งเขื่อนขนำดกลำง
(3) เขื่อนขนาดใหญ่ เป็นเขื่อนท่ีมีความสูงต้ังแต่ 15.00 เมตรข้ึนไป ตามข้อกาหนดของ ICOLD อ่าง
เก็บน้ามีความจุมากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการจัดซ้ือที่ดินในการก่อสร้าง ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง
ตั้งแต่ 3 ปี ข้ึนไป มีงบประมาณในการก่อสร้างตั้งแต่ 500 ล้านบาทข้ึนไป รวมทั้งต้องมีการศึกษาความ
เหมาะสมของโครงการและการศึกษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มอย่างละเอยี ด นอกจากน้ันยังมกี ารปรบั ปรุงฐานราก
ที่มีความยุง่ ยากมากอีกด้วย ดังแสดงในรูปที่ 3
เข่อื นแมก่ วงอุดมำรำ จังหวดั เชยี งใหม่ เข่ือนกิว่ คอหมำ จงั หวดั ลำปำง
รปู ท่ี 3 ตัวอย่ำงเข่ือนขนำดใหญ่
6
ชนิดของเขื่อนดิน ในท่ีน้ีจะกล่าวเฉพาะเข่ือนดินถม การเลือกเข่ือนชนิดน้ีโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก
วัสดุท่ีมีอยู่ในบริเวณที่จะก่อสร้างเป็นหลัก เนื่องจากจาเป็นต้องใช้วัสดุปริมาณมาก หากต้องนาวัสดุจากแหล่ง
ท่ีอยไู่ กลออกไปมาใช้ก่อสร้างตัวเขื่อน จะทาใหม้ ีราคาค่าก่อสร้างสูงมาก
ลักษณะโครงสร้างโดยทัว่ ไปของเขอ่ื นดินและอาคารประกอบ มีรายละเอียดดังนี้
1. เขื่อนดนิ (Earthfill Dam)
ชนิดของเข่ือนดินถม แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ตามชนิดของวัสดุท่ีนามาใช้ก่อสร้างตัวเขื่อน คือ
เขื่อนดินถมชนิดเน้ือเดียว (Homogeneous Dam) และเข่ือนดินถมชนิดแบ่งส่วน (Zoned Type Dam) การ
แบ่งชนิดของเขอ่ื นดินอยา่ งชดั เจน จะชว่ ยใหก้ ารวิเคราะหพ์ ฤติกรรมของตัวเขือ่ นทาได้อยา่ งถูกต้อง และยงั ช่วย
ปอ้ งกนั หรอื บรรเทาผลเสยี หายทจ่ี ะเกดิ ตามมาได้ ตง้ั แตเ่ รมิ่ ต้นการคานวณออกแบบ
(1) เขื่อนดินถมชนิดเนื้อเดียว (Homogeneous Dam) เป็นเข่ือนดินท่ีใช้ดินเหนียวทึบน้าประเภท
เดียวกันมาก่อสร้างเป็นตัวเข่ือน เช่น ดินประเภท GC, SC และ CL เป็นต้น เขื่อนดินชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเปน็
เข่ือนขนาดเล็กท่ีมีปริมาณดนิ ถมไม่มากนัก และมีความสงู ไม่เกนิ 15.00 เมตร เนอื่ งจากการใช้ดนิ เหนียวทึบน้า
มาก่อสร้างเป็นตัวเข่ือนท้ังหมดจึงทาให้มีปัญหาในเรื่องของการระบายน้าภายในตัวเข่ือนอยู่บ้าง กล่าวคือ
ในชว่ งขณะท่ีระดับนา้ ในอ่างเก็บนา้ ลดต่าลง อัตราการระบายนา้ ออกจากตวั เขื่อนที่คอ่ นขา้ งชา้ จะเป็นสาเหตุทา
ให้ดินบริเวณลาดเขื่อนซ่ึงอ่ิมตัวด้วยน้า อาจจะเกิดการเลื่อนไถลของลาดเข่ือนได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม
เน่ืองจากเป็นเขื่อนท่ีมีความสูงไม่มากนัก จึงทาให้ลดความรุนแรงในเร่อื งน้ีลงไปได้พอสมควร นอกจากน้ันหาก
มิได้พิจารณากาหนดระบบระบายน้าท่ีดีภายในตัวเขื่อนไว้ด้วยแลว้ ในขณะที่เกิดสภาวะน้าเต็มอ่างเก็บน้า เป็น
ระยะเวลานาน จะทาให้ระดบั น้าท่ีไหลซึมผ่านตัวเขื่อน (Top Flow Line) อยูใ่ นระดบั สงู และเขา้ ใกลล้ าดเขื่อน
ด้านท้ายน้า ซึ่งจะเป็นผลทาให้ดินตัวเขื่อนอยู่ในบริเวณดังกล่าวอ่ิมตัวด้วยน้า และมีกาลังการรับแรงลดลง จน
เป็นสาเหตุทาให้เกิดการวิบัติของลาดเขื่อน (Slope Failure) ด้านท้ายน้าด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงต้องพิจารณา
ออกแบบด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อปอ้ งกันมิใหเ้ กิดปญั หาดังกล่าวขึน้ ได้
รูปแบบแสดงลักษณะโครงสร้างโดยท่ัวไปของเข่ือนดินน้ีได้แสดงไว้ในรูปท่ี 4 ซ่ึงแบ่งตาม
การจดั เตรียมระบบระบายน้าภายในตัวเขื่อน ออกไดเ้ ปน็ 3 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ เขอ่ื นดินชนดิ เนื้อเดียวที่มี Rockfill
Toe เปน็ องค์ประกอบเพียงอย่างเดยี ว เขอ่ื นดินท่มี ี Rockfill Toe พร้อมดว้ ย Blanket Drain และเขือ่ นดินท่ีมี
Rockfill Toe, Blanket Darin และ Chimney Drain เป็นระบบระบายน้าภายในตัวเขื่อน และตัวอย่างเข่ือน
ดนิ ถมชนิดเนือ้ เดยี วกนั ไดด้ งั แสดงในรปู ที่ 4 และ รปู ที่ 5
7
รปู ที่ 4 โครงสร้ำงท่ัวไปของเขื่อนดินถมชนิดเนอื้ เดียว
เข่อื นแมท่ ำน จังหวดั ลำปำง เขือ่ นแม่ประจุ๋ม จังหวดั เชียงใหม่
ไมม่ ี Rockfill Toe มี Rockfill Toe
รปู ท่ี 5 ตวั อย่ำงของเขอ่ื นดินถมชนิดเนื้อเดยี ว
8
(2) เขื่อนดนิ ถมชนิดแบ่งสว่ น (Zoned Type Dam) เปน็ เขือ่ นดินทใ่ี ช้ดินหลายประเภทมากอ่ สรา้ งเป็น
ตัวเข่ือน โดยในส่วนของแกนเข่ือน (Core Zone) จะเลือกใช้ดินประเภททึบน้า (ImperviousSoil) เช่น ดิน
ประเภท GC, SC และ CL เป็นต้น และในส่วนของเปลือก (Shell Zone หรือ Random Zone) ท่ีถัดออกมา
จากส่วนแกนเข่ือน จะเลือกใช้ดินประเภทก่ึงทึบน้า (Semi-Impervious Soil) เช่น ดินประเภทท่ีมีกรวดหรือ
ทรายปะปนอยู่เป็นวัสดุในการก่อสร้าง ท้ังน้ี เนื่องจากวัสดปุ ระเภทนี้มีคุณสมบัติในการระบายน้าได้เป็นอยา่ งดี
ดังน้ัน ในขณะท่ีน้าในอ่างเก็บน้าลดระดับลงอย่างรวดเร็วจะทาให้น้าท่ีไหลซึมอยู่ในบริเวณส่วนเปลือกของตัว
เข่ือนด้านเหนือน้า สามารถระบายลงสู่อ่างเก็บน้าได้อย่างรวดเร็ว ทาให้แรงดันน้าในตัวเข่ือน (Pore Water
Pressure) ลดต่าลง จนไม่ทาให้ลาดเขื่อนเกิดการเลื่อนไถลได้ง่ายนกั นอกจากน้ัน ดินประเภทนี้ยังมีค่ามุมของ
การทรงตัว (Angle of Repose) สูงกว่าดินเหนียวทึบน้าท่ีใช้ทาเป็นแกนเข่ือน จึงทาให้สามารถออกแบบลาด
เขื่อน ให้มีความลาดชันได้มากกว่า รวมทั้งยังมีคุณสมบัติในเรื่องการทรุดตัวน้อยกว่าอีกด้วย ซึ่งล้วนเป็นข้อดี
ของเขอื่ นประเภทนีท้ ้ังส้นิ ดงั แสดงในรปู ที่ 6
รูปท่ี 6 แสดงลักษณะทำงโครงสร้ำงของเขอ่ื นดินถมประเภทแบง่ ส่วน (Zoned Type Dam)
ส่วนประกอบของตัวเขอื่ นดินถมประเภทแบ่งส่วน (Zone Type Dam)
1. ความกวา้ งสนั เข่ือน 2. ระดบั สนั เขอ่ื น
3. แกนเขอ่ื น(Core Zone) 4. ส่วนเปลอื ก(Random Zone)
5. Chimney Drain 6. Blanket Drain
7. Rockfill Toe 8. กรวดทรายรองพ้นื
9. หินทงิ้ (Riprap) 10. ระดบั ดนิ เดิม/ดินธรรมชาติ
11. ระดบั ขุดลอกหน้าดนิ /ฐานเขื่อน 12. ระดับท้องรอ่ งแกน/ชันหิน
13. ความกว้างรอ่ งแกน 14. ปลกู หญ้า/หินเรยี ง
15. ระดับหลงั Chimney Drain 16. ระยะพ้นน้า
9
เขื่อนดินประเภทน้ีส่วนใหญ่เป็นเขื่อนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ท่ีต้องใช้ดินถมตัวเข่ือนเป็นปริมาณ
มาก จึงเป็นการยากท่ีจะหาดินประเภทเดียวกันที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ท้ังหมด รวมทั้งการท่ีวัสดุก่อสร้างตวั
เข่ือนมคี ณุ สมบัติเหมาะสมตามที่กล่าวไว้ข้างต้น จงึ เป็นปจั จยั สาคัญอีกประการหน่งึ ทีท่ าให้ออกแบบตัวเขื่อนให้
มีความสูงมากๆ ได้อย่างปลอดภัย ประหยัด และมีเสถียรภาพมากกว่าเขื่อนดินประเภทเข่ือนดินถมชนิดเน้ือ
เดียว อย่างไรก็ตามวิศวกรผู้ออกแบบจะต้องพิจารณาข้อมูลเรื่องวัสดุก่อสร้างตัวเขื่อนท้ังในเชิงปริมาณและ
คุณภาพ รวมทัง้ แหล่งที่มาอย่างละเอียดรอบคอบ ท้งั น้เี พอื่ ให้ได้โครงสรา้ งทม่ี ีความแข็งแรง ทนทาน มีอายุการ
ใชง้ านนาน และมีราคาประหยดั ดงั แสดงในรปู ที่ 7 แสดงตัวอย่างของเขอ่ื นดนิ ถมชนิดแบ่งส่วน
เข่ือนแม่กวำง จังหวดั เชียงใหม่ เขือ่ นลำพนั ชำดนอ้ ย จังหวัดอดุ รธำนี
รูปที่ 7 ตัวอย่ำงเข่ือนดนิ ถมชนิดแบ่งส่วน
(3) ฐานยันเขือ่ น (Abutment)
ฐานยันเข่ือน หมายถึง บริเวณที่ไหล่เขาและระดับสันเข่ือนมาบรรจบกัน หรือบริเวณที่เป็นจุดสิ้นสุด
ของตัวเขื่อนไปชนกับดินเดิมบริเวณไหล่เขาทั้งฝั่งซ้ายและฝ่ังขวา บริเวณน้ีจะทาการขุดเปิดลาดเชิงเขาออกไป
ให้มพี น้ื ทก่ี ว้างพอสมควรทจี่ ะเช่ือมกับสนั เข่ือน เพื่อใช้เป็นบรเิ วณกลบั รถและ หรอื เปน็ พื้นทพ่ี กั ยานพาหนะที่ใช้
ในการตรวจสภาพและบารงุ รักษาตัวเขื่อน โดยทั่วไปจะเป็นดินเดิมทม่ี ีการขุดดินหรือระเบิดหินออกให้เป็นลาน
กว้างเพื่อวัตถุประสงค์ตามท่ีกล่าวไว้ บริเวณน้ีจะมีการตัดลาดเชิงเขาออกไปด้วย ดังแสดงในรูปท่ี 9 แสดง
ตัวอย่างของฐานเขื่อนแบบต่างๆ
10
ฐำนยนั เขื่อนแบบเห็นไหลเ่ ขำ ฐำนยนั เข่ือนแบบเห็นไหล่เขำ
เข่อื นกวิ่ คอหมำ จังหวดั ลำปำง เขื่อนหว้ ยหลวง จงั หวดั อุดรธำนี
รูปท่ี 8 ตัวอย่ำงของฐำนยันเขือ่ น
11
(4) ระบบระบายน้านอกตวั เข่ือน (External Drain System)
4.1 หนิ ถมตีนเข่อื น ( Rockfill Toe ) อยู่บริเวณตีนเขือ่ นดา้ นท้ายน้าในบรเิ วณร่องนา้ ลึกและเลยขึ้นมา
บนตล่ิงจนถึงระดับท่ีต้องการ ทาหน้าที่ป้องกันการกัดเซาะตัวเข่ือนในกรณีที่ระดับน้าในร่องน้าด้านท้ายเข่ือน
ล้นตล่ิง อันเนื่องมาจากการระบายน้าออกจากตัวเขื่อนและหรือเน่ืองจากมีฝนตกหนักจนระดับน้าในลาน้าล้น
ตลง่ิ รวมทง้ั ยงั ชว่ ยในเรื่องของการระบายนา้ ออกจาก Blanket Drain และเพิ่มความมีเสถยี รภาพของลาดเข่ือน
ด้านท้ายน้าอีกด้วย ประกอบด้วย หินใหญ่ท่ีมีขนาดคละเหมาะสมและวางอยู่บนกรวดทรายที่มีความหนาไม่
น้อยกว่า 0.20 เมตร รวมทั้งท่ีบริเวณรอยเชื่อมต่อระหว่างหินถมตีนเข่ือนกับตัวเขื่อนดินจะต้องปูวัสดุรองพื้น
หรอื วัสดกุ รอง ( Filter Material ) เปน็ ส่วนเชื่อมตอ่ ดว้ ย เพ่อื ป้องกนั ไม่ใหม้ ีการพดั พาวสั ดลุ ะเอยี ดจากตวั เข่ือน
เขา้ สู่ Rockfill Toe ดังแสดงในรปู ที่ 9 แสดงรูปทวั่ ไปและตัวอยา่ งหนิ ถมตีนเข่ือน
รปู ท่ัวไปหินถมตีนเขื่อน เขื่อนลำปำว จงั หวดั กำฬสนิ ธุ์
รูปที่ 9 แสดงรูปทั่วไปและตัวอยำ่ งหนิ ถมตีนเข่อื น
4.2 Contact Drain เปน็ ระบบระบายน้าท่ีตนี เขื่อนด้านทา้ ยนา้ กาหนดใหเ้ ร่ิมตง้ั แตฐ่ านยันเขื่อนลงมา
โดยกาหนดในบริเวณพื้นท่ีมีความลาดชนั มากองคป์ ระกอบของ Contact Drain เปน็ หนิ ใหญค่ ละขนาดถมกลับ
ลงในรอ่ งระบายนา้ ที่บรเิ วณตีนเข่ือน ท้ังนเี้ พอ่ื เปน็ การลดความเร็วของกระแสนา้ ท่ีไหลในบริเวณพ้นื ที่ลาดชันให้
มีความเร็วไม่มากนักเพื่อลดการกัดเซาะลงโดยทั่วไปจะระบายน้าผิวดินที่เกิดจากน้าฝนเป็นส่วนใหญ่ อย่างไร
ก็ตามหากปริมาณน้าซึมผ่านตัวเขื่อนและฐานเขื่อนมีมากก็สามารถระบายออกทาง Contact Drain ได้ด้วย
เช่นกัน แต่โอกาสเช่นนี้ก็มีไม่มากนัก นอกจากน้ันยังอาจจะมีการออกแบบการระบายน้าที่ตีนเข่ือนตลอดท้ัง
เขือ่ นกไ็ ด้ แต่คอ่ นขา้ งจะมีราคาแพง ดังแสดงในรปู ท่ี 10 แสดงรูปทั่วไปและตวั อย่างของ Contact Drain
12
รปู ท่วั ไปของContact Drain เขื่อนลำปำว จังหวัดกำฬสนิ ธ์ุ
รปู ที่ 10 แสดงรูปทัว่ ไป Contact Drain
4.3 รางระบายน้า ( Open Drain or Gutter ) เปน็ ระบบระบายน้าที่ตนี เข่อื นดา้ นทา้ ยน้าเชื่อมต่อจาก
Contact Drain โดยท่ัวไปจะกาหนดในบริเวณพ้ืนที่ราบของตัวเขื่อน ท้ังน้ีเน่ืองจากความเร็วกระแสน้าจะไม่
ไหลเร็วมากนัก โดยมลี าดของรางท่เี หมาะสมไปยังจุดต่าเพ่ือให้สามารถระบายน้าไดด้ ี รูปแบบทัว่ ไปอาจจะเป็น
รูปส่ีเหล่ียมคางหมู หรือรูปสามเหล่ียมก็ได้ ทาการดาดผิวล่างที่เป็นดินด้วยคอนกรีต หรือทาหินเรียงก็ได้
การทาเป็นรางเปิดจะทาให้เห็นการไหลของน้าได้อย่างชัดเจน ทาให้เห็นได้ว่ามีน้ามากน้อยแค่ไหน ผู้ออกแบบ
จะตอ้ งกาหนดขนาดของรางให้ใหญ่พอท่ีระบายน้าไดเ้ ปน็ อย่างดี หากมขี นาดเลก็ ไปจะทาให้น้าล้นออกนอกราง
แล้วกระจายออกไปโดยทว่ั ซึ่งอาจจะทาให้เกดิ ความไมส่ วยงามและเกดิ ความเสียหายขน้ึ ได้ ดังแสดงในรปู ท่ี 11
แสดงรูปท่ัวไปและตวั อยา่ งของรางระบายนา้
รปู ทัว่ ไปของรำงระบำยนำ้ เขื่อนบำงเหนยี วดำ
รปู ท่ี 11 แสดงรปู ทวั่ ไปและตวั อยำ่ งรำงระบำยนำ้ ที่ตนี เข่ือน
13
4.4 ท่อระบายน้าที่ตีนเขื่อน ( Toe Drain ) เป็นระบบระบายน้าภายในตัวเขื่อนท่ีติดตั้งไว้บริเวณ
Rockfill Toe หรือตีนเข่ือนด้านท้ายน้าเช่ือมต่อกับ Blanket Drain ประกอบด้วย การขุดร่องในดินให้มีขนาด
เหมาะสม ลึกต่ากว่าระดับ Blanket Drain (เพื่อดึงระดับน้าให้ต่าลงมากท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ ) มีท่อระบาย
น้าเจาะรู พร้อมกรวดทรายคละขนาดท่ีเหมาะสมหุ้มรอบท่อ โดยทั่วไปกาหนดขนาดท่อระบายน้าต้ังแต่ขนาด
0.20 เมตร ข้ึนไป ท่อระบายน้าน้ีจะต้องให้มีลาดตามแนวยาวท่ีเกือบขนานกับตัวเขื่อนอย่างเหมาะสม เพื่อให้
เกิดการระบายน้าที่ดี แล้วไปปล่อยน้าทิ้งท่ีจุดต่าสุดของตัวเข่ือน ดังแสดงในรูปท่ี 12 แสดงรูปท่ัวไปและ
ตวั อย่างท่อระบายน้าทต่ี นี เขื่อน
รปู ท่วั ไปของทำงระบำยนำ้ เขื่อนบำงเหนียวดำ จังหวัดภูเกต็
รปู ท่ี 12 แสดงท่อระบำยน้ำท่ีตนี เขอ่ื น
14
(5) ทอ่ สง่ น้า/ท่อระบายน้า (Outlet)
ท่อส่งน้า หรือท่อระบายน้า เป็นอาคารประกอบเข่ือนอีกประเภทหนึ่ง จะทาหน้าท่ีเป็น
เคร่ืองมือในการนาน้าจากอ่างเก็บน้าไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ตามที่กาหนดไว้ เช่น ด้านการชลประทาน การ
ผลิตกระแสไฟฟ้า การอุปโภคและบริโภค การเดินเรือหรือการท่องเที่ยง การรักษาสภาพนิเวศวิทยาหรือการ
ผลักดันน้าเค็ม เป็นต้น อาคารควบคุมบังคับน้าประเภทน้ีจะมีสองลักษณะท่ีเรียกกันคือท่อส่งน้าเข้าคลอง
(Canal Outlet) และทอ่ ระบายนา้ ลงลาน้าเดิม (River Outlet) อาคารลกั ษณะแรกจะทาหนา้ ทสี่ ่งน้าเขา้ คลอง
ชลประทานเพ่ือส่งน้าไปยังพ้ืนท่ีเพาะปลูกท้ายอ่างเก็บน้าตามท่ีกาหนดไว้ ส่วนอาคารประเภทหลังจะทาหน้าท่ี
ระบายน้าลงลาน้าเดิมเพื่อกิจกรรมต่างๆ ตามท่ีกล่าวไว้ข้างต้น รวมไปถึงการพร่องน้าออกจากอ่างในกรณี
ฉุกเฉินดว้ ย
ชนิดอาคารแบ่งตามลักษณะการควบคุมปริมาณน้าไหลผ่านตัวอาคาร จะแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ
แบบควบคุมปริมาณน้าด้านเหนือน้า (Upstream Discharge Control) แบบควบคุมปริมาณน้าด้านท้ายน้า
(Downstream Discharge Control) และแบบควบคุมปริมาณน้าตรงกลางตัวเข่ือน ตามที่แสดงในรูปที่ 13
ถึง รูปที่ 14 ท้ัง 3 แบบจะมีเง่ือนไขและข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกันไป ซ่ึงปัจจัยท่ีใช้ในการพิจารณาออกแบบ
ชนิดอาคารควบคุมปริมาณน้าประกอบด้วย ความลึกน้าหรอื แรงดันน้า ราคาค่าก่อสร้าง ความสะดวกในการใช้
งานและหรือการซ่อมแซมบารุงรักษา ความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ความสามารถรับน้าหนักของฐานราก
เปน็ ต้น
15
เขอื่ นบำงพระ จงั หวดั ชลบุรี เขอ่ื นซบั ประดู่ จงั หวัดนครรำชสีมำ
รปู ที่ 13 แสดงรปู ทัว่ ไปและตัวอย่ำงอำคำรทอ่ ส่งน้ำควบคมุ ปริมำณน้ำดำ้ นเหนือนำ้
16
เขอื่ นแมง่ ดั สมบรู ณช์ ล จังหวัดเชยี งใหม่ เข่ือนห้วยท่ำแพ จังหวัดนครรำชสีมำ
รปู ที่ 14 แสดงรปู ทัว่ ไปและตัวอยำ่ งอำคำรท่อส่งนำ้ ควบคมุ ปรมิ ำณนำ้ ด้ำนทำ้ ยนำ้
17
เขอื่ นแมง่ ัดสมบูรณ์ จงั หวดั เชียงใหม่ เขอ่ื นทำ่ แพ จังหวัดสุโขทัย
รูปท่ี 15 แสดงรปู ท่วั ไปและตวั อย่ำงอำคำรทอ่ ส่งน้ำควบคมุ ปริมำณนำ้ ชว่ งกลำงเข่ือน
ส่วนประกอบของอาคาร โดยท่ัวไปอาคารชนิดนี้จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ร่องชักน้าหรือ
คลองชักน้า (Approach Channel) อาคารรับน้า (Intake Structure) ท่อส่งน้าหรือท่อระบายน้า (Conduit)
อาคารควบคุมปริมาณน้า (ด้านเหนือน้า หรือตรงกลางเขื่อน หรือด้านท้ายน้า) อาคารสลายพลังงาน
น้า (Energy Dissipater หรือ Stilling Basin แบบต่างๆ) และคลองชักน้าหรือคลองระบายน้าเชื่อมต่อ
กับลาน้าเดิม นอกจากนั้นยังอาจจะมีระบบระบายน้าใต้ดินที่อยู่ภายใต้ฐานและด้านข้างอาคาร
(Bottom and Side Drain) ดงั แสดงในรปู ท่ี 16 แสดงลกั ษณะอาคารรบั นา้ ( Intake) ของอาคารท่อส่งน้าหรือ
ท่อระบายน้า
18
แบบท่ี 1 เขื่อนห้วยน้ำมำ้ จงั หวัดอดุ รธำนี
แบบที่ 2 เขือ่ นกระสวย จังหวดั สุพรรณบุรี
รปู ท่ี 16 แสดงรูปท่ัวไปและตวั อย่ำงอำคำรรับน้ำ
(6) ทางระบายน้าล้น (Spillway)
ทางระบายนา้ ล้น (Spillway) เป็นอาคารประกอบเข่ือนเก็บกักนา้ ประเภทหนึ่งท่ีทาหนา้ ท่รี ะบาย
น้าออกจากอ่างเก็บน้า เม่ือระดับน้าในอ่างเกินจากระดับน้าท่ีกาหนด ซ่ึงโดยทั่วไปจะกาหนดไว้ที่ระดับน้าเก็บ
กัก (Retention or Normal Water Level) นัน้ ก็คอื ถ้าระดบั น้าในอ่างเก็บนา้ สูงมากกวา่ ระดบั น้า เกบ็ กกั จะ
ถูกระบายออกทางอาคารแห่งน้ี ซึ่งการระบายออกจะปล่อยให้ระบายออกไปเองโดยอิสระ (Free Overflow)
หรือปล่อยออกทางประตูระบายน้า (Regulation Flow) ทั้งนี้เพ่ือเป็นการป้องกันมิให้ระดับน้าในอ่างสูงเกิน
กว่าระดับน้าสูงสุดที่กาหนดไว้ (Maximum or Highest Water Level) จนเกิดไหลล้นข้ามสันเขื่อน
(Overtopping) และเปน็ อนั ตรายกับตัวเข่ือนจนทาให้ถึงข้ันเกิดการวิบตั ิขนึ้ ได้ สาหรับเขอื่ นดนิ โดยทวั่ ไปจะวาง
อาคารชนิดนี้อยู่บริเวณฐานยันเขื่อน (Abutment) ฝ่ังซ้ายหรือฝ่ังขวาเป็นหลัก เพ่ือมิให้เกิดจุดอ่อนขึ้นท่ี
ตวั เขอ่ื น
19
ลักษณะของทางระบายนา้ ล้น หากแบ่งตามสภาพการใช้งานจะแบง่ ออกเป็น 3 ลักษณะ ไดแ้ ก่
(1) ทางระบายน้าล้นใช้งาน (Service Spillway) เป็นอาคารหลักท่ีใช้ในการระบายน้าส่วนเกินออก
จากอา่ งเก็บนา้
(2) ทางระบายน้าฉุกเฉิน (Emergency Spillway) เป็นอาคารรองในการระบายน้าส่วนเกินออก
จากอ่าง โดยส่วนใหญท่ างระบายน้าล้นประเภทนจี้ ะมีระบบควบคุมการระบายน้าด้วยประตูระบายน้า (Gated
Control Spillway) อย่างไรก็ตามผู้ออกแบบอาจกาหนดเป็นทางระบายน้าล้นแบบระบายออกเองโดยอิสระ
(Free Overflow) ก็ได้
(3) ทางระบายน้าล้นเสรมิ (Auxiliary Spillway)
ลกั ษณะของทางระบายน้าลน้ หากแบ่งตามสถานท่ตี ั้งและรปู แบบอาคารจะเรยี กไดม้ ากมายหลายแบบ
ไดแ้ ก่
(1) ทางระบายนา้ ล้นผา่ นสนั เขื่อน (Spillway Dam)
(2) ทางระบายน้าล้นทีช่ อ่ งเขาขาด (Saddle Dam)
(3) ทางระบายนา้ ลน้ แบบฝายสันตรง (Overflow Spillway)
(4) ทางระบายน้าลน้ แบบไหลด้านข้าง (Side Channel Spillway)
(5) ทางระบายน้าลน้ แบบติดต้ังประตบู นสนั ฝาย (Gated Spillway)
(6) ทางระบายนา้ ล้นแบบสันฝายหยัก (Labyrinth Spillway)
(7) ทางระบายน้าลน้ แบบการลกั นา้ (Siphon Spillway)
(8) ทางระบายน้าลน้ แบบปากแตร หรอื ดอกผักบงุ้ (Morning Glory Spillway)
(9) ทางระบายนา้ ลน้ แบบอโุ มงคร์ ะบายน้า (Tunnel Spillway) และ
(10) ทางระบายน้าล้นแบบทางนา้ เปิด (Earth Spillway) ตามทแี่ สดงรูปร่างทัว่ ไป ดงั แสดงในรูปท่ี 17
อำคำรระบำยน้ำล้นผ่ำนสนั เขอ่ื น(Spillway Dam) เขอื่ นแม่สรวย จงั หวดั เชียงรำย
รปู ที่ 17 แสดงรูปทั่วไปและตัวอยำ่ งอำคำรระบำยน้ำลน้
20
อำคำรระบำยนำ้ ลน้ ท่ีชอ่ งเขำขำด (Saddle Dam)
อำคำรระบำยน้ำล้นแบบฝำยสนั ตรง เขื่อนลำปำวจังหวดั กำฬสนิ ธุ์
(Overflow Spillway)
อำคำรระบำยน้ำลน้ แบบไหลดำ้ นขำ้ ง เขือ่ นลำเชียงสำ จงั หวดั นครรำชสีมำ
(Side Channel Spillway)
รูปท่ี 17 (ต่อ) แสดงรปู ทั่วไปและตวั อย่ำงอำคำรระบำยน้ำล้น
21
อำคำรระบำยนำ้ ล้นแบบติดต้ังประตตู ้นสนั ฝำย เขอ่ื นลำแชะ จังหวดั นครรำชสมี ำ
(Gated Spillway)
อำคำรระบำยนำ้ ลน้ แบบสันฝำยหยัก เขื่อนแม่มอก จ.ลำปำง
(Labyrinth Spillway)
อำคำรระบำยนำ้ ล้นแบบกำลกั นำ้ (Siphon Spillway) เขื่อน High Island ฮ่องกง
อำคำรระบำยนำ้ ลน้ แบบปำกแตร หรอื ดอกผักบงุ้ เขอื่ นน้ำอูน จังหวดั สกนนคร
(Morning Glory Spillway)
รูปที่ 17 (ต่อ) แสดงรูปทั่วไปและตวั อยำ่ งอำคำรระบำยนำ้ ล้น
22
2. ทฤษฎีและหลักกำรวิเครำะห์
2.1 กำรตรวจสภำพเขอ่ื น
1) การศกึ ษาสภาพเข่อื น
ก่อนเข้าตรวจสภาพเขื่อนทุกครง้ั ผู้เขา้ ตรวจต้องทาการศึกษาถึงลักษณะเขื่อนและองค์ประกอบเข่ือนท่ี
ถูกต้อง ว่าเข่ือนที่จะทาการตรวจสภาพน้ันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง โดยท่ัวไปการศึกษารายละเอียดเข่ือนท่ีจะ
ใช้ในการตรวจสอบสภาพนนั้ ประกอบด้วย
1.1 การศึกษาจากแบบเข่ือน แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีท่ีมีแบบเขื่อนครบ และกรณีท่ีแบบเขื่อน
ไมม่ หี รอื มีบางส่วน ซงึ่ จะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบสภาพอย่างคร่าว ๆ กอ่ น
1.2 การเข้ารบั ฟังข้อมูลโครงการ เพ่อื ให้ทราบถึงองค์ประกอบในสว่ นที่อาจขาดหายไป (รวมถงึ ข้อมูล
จากแบบท่ีหายไป) ตลอดจนปญั หาท่เี กิดข้ึนกบั เขื่อนและอาคารประกอบดา้ นต่าง ๆ
เมื่อได้ข้อสรุปถึงองค์ประกอบที่จะทาการตรวจสภาพแล้ว ข้ันตอนต่อไป คือ การพิจารณาแบบบันทึก
รายการท่ตี รวจวดั โดยพิจารณาหวั ข้อท่ีเกยี่ วข้องของเข่ือนนั้น ๆ ก่อนที่จะออกสนาม ซึง่ รายการตรวจสภาพน้ี
จะใชใ้ นการตรวจสภาพครั้งต่อ ๆ ไป
2) การเดนิ ตรวจสอบสภาพเขอื่ น
กอ่ นเดนิ ตรวจสภาพเขอ่ื นน้นั จะตอ้ งตรวจสอบในสนามอยา่ งคร่าว ๆ ใหแ้ น่ใจว่าในแตล่ ะเข่ือนมีข้อมูล
ตรงกันกับรายการทจี่ ะตรวจวัด โดยคณะทางานฯจะเดนิ ตรวจสภาพรว่ มกนั เพือ่ ทาการสารวจ ว่ามีจดุ บกพร่อง
มคี วามเหมอื นหรอื ความต่างกนั อย่างไร จนเม่ือได้ขอ้ ยุติ จะไดร้ ายการทีจ่ ะตรวจวันท่มี ีความสมบรู ณ์เรียบรอ้ ย
การเดินตรวจสภาพเขื่อนอาจจะเดินตรวจสภาพไปด้วยกัน หรืออาจจะแบ่งกลุ่ม หรือแบ่งงานเพื่อ
ตรวจสภาพเข่ือน เพ่ือเป็นการประหยัดเวลาทางาน ซ่ึงเจ้าหน้าที่ในการตรวจสภาพเขื่อนแต่ละคร้ัง จะ
ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ จากส่วนความปลอดภัยเขื่อน เจ้าหน้าท่ีจากทางสานักชลประทาน (ฝปข.ชป.)
เจ้าหน้าท่ีจากโครงการได้แก่ ผสบ.คป./ผสบ.คบ. และเจ้าหน้าทที่ ่ีมีหน้าที่ในการตรวจสภาพเข่ือน ซ่ึงเจ้าหน้าที่
จากส่วนความปลอดภัยเข่ือน จะให้คาแนะนาระหว่างทาการตรวจสภาพ นอกจากนั้นส่วนความปลอดภยั เข่ือน
ยังไดจ้ ดั ทา คู่มอื การตรวจสภาพเขื่อนและอาคารประกอบเพ่อื ใหเ้ ข้าใจและไว้ศกึ ษาเพม่ิ เติมอีกด้วย สดุ ท้ายสิ่งที่
ขาดไม่ได้ คือ แบบบันทึกรายการการตรวจสภาพเข่ือน ปากกา/ดินสอ กล้องถ่ายรูป เป็นต้น ส่ิงต่าง ๆ ท่ีเรา
มองเห็นทผี่ ดิ ปกติจะถูกบันทึกลงในแบบบนั ทึกฯ
สภาพเข่ือนและอาคารประกอบนั้น จะพิจารณาจากสภาพที่พบเห็น ซ่ึงสภาพท่ีใช้ในการตรวจ
องค์ประกอบเข่ือน มีจานวนสภาพท้ังหมด 21 สภาพ โดยในแต่ละองค์ประกอบจะพิจารณาตามหัวข้อท่ี
แตกต่างกนั ออกไป เช่น
1. สันเขื่อน เร่ิมจากลักษณะการมองสันเข่ือน และสภาพที่ต้องตรวจคือ รอยแตกตามยาวและตาม
ขวาง การทรดุ ตวั ความทนทาน เปน็ ตน้
2. ลาดเข่ือนด้านเหนือน้า เร่ิมจากวิธีการเดินลาดเข่ือน และสภาพที่ต้องการตรวจ คือ การทรุดตัว
สภาพวัสดปุ อ้ งกนั ลาด วัชพืช ต้นไม้ เป็นต้น
23
3) การบนั ทึกสภาพเข่อื น
1. เขือ่ นและอาคารประกอบ สามารถแยกออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ (1) เขอ่ื น (2) อาคารสง่ นา้ /ระบาย
น้า และ (3) อาคารระบายน้าล้น โดยแต่ละส่วนจะถูกแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อยๆ ซึ่งองค์ประกอบในแต่
ละส่วนน้ันจะประกอบไปด้วยสภาพที่จะต้องตรวจ รวม 21 สภาพ และจะมีระดับคะแนนท่ีบ่งบอกสภาพตง้ั แต่
1-5 ถา้ คะแนนทใ่ี ห้เท่ากับ 1 หมายถึงสภาพท่แี ย่ที่สุด ส่วนคะแนนเท่ากบั 5 หมายถึงสภาพนนั้ พจิ ารณาสภาพ
เพียงแค่ช่องที่ไม่ระบายทึบสีเทาเท่านั้น เนื่องมาจากว่า สภาพบางสภาพ ถ้าเราปล่อยให้เกิดสภาพความ
เสียหายไปจนถงึ ระดบั ท่ี 1 แลว้ อาจสง่ ผลกระทบต่อองค์ประกอบนนั้ ๆ จนไม่สามารถทางานได้ หรอื บางสภาพ
ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมคี วามละเอยี ดครบทกุ คะแนน ซึ่งจะทาให้เวลาในการพิจารณาของผปู้ ฏบิ ัตงิ านในสนามเกดิ ความ
สบั สนและยุ่งยากเกินไป
2. เม่ือทาความเข้าใจในเรื่องของสภาพและหลักเกณฑ์การให้คะแนนแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการให้
คะแนนตามสภาพที่พบ/เห็น รวมถึงให้บันทึกถึงเพ่ิมเติมถึงลักษณะอ่ืนๆ ที่จาเป็น ในการประกอบการจัดทา
รายงานน้ัน ควรทาการให้คะแนนในขณะที่ตรวจ เนื่องจากการให้คะแนนหลังจากที่กลับจากการออกตรวจ
สภาพแลว้ อาจทาใหล้ มื หรอื ลงระยะท่พี บเหน็ สง่ิ ผิดปกตผิ ดิ พลาด
4) การประเมินสภาพเข่ือน
เมื่อทาการตรวจสภาพในสนามและให้คะแนนแล้วเสร็จ ขั้นตอนสุดท้าย คือ การประเมินสภาพเข่ือน
ว่าปัจจุบันสภาพเขื่อนท่ีเราใช้งานอยนู่ ้ัน มีสภาพอยู่ในระดับใด โดยข้อมูลท่ีเราได้จากการเดนิ ตรวจสภาพเข่อื น
น้ัน เป็นข้อมูลสภาพในแต่ละองค์ประกอบ เพื่อนาไปใช้สมการที (1) (เป็นค่า SC) โดยนาไปคูณกับค่าน้าหนัก
(WF) ในแต่ละองค์ประกอบ โดยค่าน้าหนักในแต่ละองค์ประกอบและสภาพนั้น คณะทางานโครงการฯ ได้
ประชุมและพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปเป็นค่าน้าหนักให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลคูณดังกล่าวจะทาให้เราได้ค่าดัชนี
สภาพ (CI) โดยการคานวณตามสมาการท่ี (1)
CI = WF1 * SC1 + WF2 * SC2 + WF3 * SC3+…+WFn *SCn …… (1)
เม่อื CI = ดัชนสี ภาพของเข่อื น
= น้าหนักความสาคัญขององคป์ ระกอบท่ี 1
WF1 = คะแนนของสภาพที่ 1
SC1 = นา้ หนักความสาคัญขององคป์ ระกอบที่ 2
WF2 = คะแนนของสภาพที่ 2
SC2 = น้าหนกั ความสาคัญขององคป์ ระกอบท่ี 3
WF3 = คะแนนของสภาพที่ 3
SC3 = น้าหนกั ความสาคัญขององค์ประกอบท่ี n
WFn = คะแนนของสภาพที่ n
SCn
24
นอกจากน้ัน ในสว่ นของสานักชลประทาน ยังสามารถนาผลของการตรวจสภาพและประเมินสภาพใน
แตล่ ะเข่ือนภายในสานกั ฯ มาจดั เรียงลาดับงานซ่อมแซมภายในโครงการ/ สานกั เพอื่ ของบประมาณต่อไปได้
ซึ่งแบ่งระดับคะแนนออกเป็น 5 ระดบั คือ
ระดบั คะแนน 1 ( 0% - 20%) หมายถึง สภาพแย่ ไม่สามารถทางานได้ ต้องปรบั ปรงุ
ระดับคะแนน 2 ( >20% - 40%) หมายถึง สภาพค่อนข้างแย่ เกือบทางานไม่ได้ซอ่ มแซมทั้งหมด
ระดบั คะแนน 3 ( >40% - 60%) หมายถงึ สภาพปานกลาง สามารถทางานไดซ้ ่อมแซมบางส่วน
ระดบั คะแนน 4 ( >60% - 80%) หมายถึง สภาพดี สามารถทางานได้สมควรซ่อมแซมแต่รอได้
ระดับคะแนน 5 ( >80% - 100%) หมายถงึ สภาพดมี าก สามารถทางานไดต้ ามปกติ ไม่ซ่อมแซม
2.2 กำรวเิ ครำะหค์ วำมมน่ั คงของเข่ือน
2.2.2.1 การวิเคราะห์การไหลซึมของนา้ ผานเข่ือนและฐานราก
วิศวกรสามารถตรวจสอบ การไหลซึมท่ีสาคัญของเขื่อนไดดวยการเขียนตาขายของการไหลซึม (Flow
nets) ดวยมือ หรอื วิเคราะหดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร เชน ปริมาณนา้ ที่ไหลซึมผานเข่ือนและฐานราก ความ
ดันน้า ความเร็วในการไหลซึม แรงดันลอยตัวและอยางอื่นที่จาเปน โดยนาผลการวิเคราะหตรวจสอบกับ คาที่
ยอมรับไดเชน การไหลซึมไมเกินรอยละ 1 ของปริมาตรเก็บกักตลอดชวงฤดูแลงอัตราสวน ปลอดภัยท่ีจะเกิด
Boiling ไมต่ากวา 1.5 เปนตน หากหนาตัดเข่ือนที่กาหนดไมเหมาะสมตอง ปรับเปล่ียนหนาตัดเข่ือนใหคาการ
ไหลซมึ ตางๆ เปนไปตามเกณฑ
วรากร (2546) กลาวถงึ อิทธพลของนา้ ทมี ีตอเขื่อน มกั เปนสาเหตุสาคัญท่ีทาใหเข่ือนชารุด ไมสามารถ
ใชงานไดตามวัตถุประสงคอาจเกดิ จากสิ่งใดสิ่งหน่งึ ตอไปน้เี พียงอยางเดยี ว หรือหลายอยางประกอบกัน ไดแก
1. การกัดเซาะท่ีลาดเขือ่ น, ภายในตัวเขือ่ น, ฐานรากเขื่อน และอาคารประกอบ
2. การเกิดรอยร่ัวซึมออกทางทายเข่ือนหรือขอบอางมากเกินไปจนไมสามารถเก็บน้าไดตามวตั ถปุ ระสงค
3. การเกิดความดันน้าสูงในตัวเข่ือน หรือลาดธรรมชาติในบริเวณเข่ือน และเป็นสาเหตุใหเกิดการ
เคล่ือนพงั ได้
ดังน้ันในการวิเคราะหเพ่ือตรวจสอบปญหาดังท่ีกลาวมา สามารถกระทาไดโดยการวิเคราะหการไหล
ซึม (Seepage Analysis) วิธีการวิเคราะหสามารถกระทาไดหลายวิธี เชน การเขียน Flownet การแกสมการ
โดยตรง ทางคณิตศาสตร Exact solution) หรอื การวิเคราะหทาง Finite element เปนตน
โดยปกติการวิเคราะหการไหลซึมของน้า จะใชวิธีการเขียน Flownet ซ่ึงประกอบดวย 2 สวน คือ
Flow lines หรือ เสนแนวการไหล กบั Equipotential lines หรอื เสนแสดงศกั ยนา้ ทเ่ี ทากัน
Flownet เปนการใชทฤษฎีของ Laplace ดังสมการที่ (1) มาใชในการวิเคราะหการไหลซึมทั้งแบบ 2
ทิศทาง และ 3 ทิศทาง เม่ือวิเคราะห์ในลักษณะ 2 ทิศทาง จะกาหนดใหไมมีการเปลี่ยนแปลงทางแกน Z ดัง
สมการที่ (2) และเงอื่ นไขของสมการน้ีเปนจรงิ และใชงานได ก็ตอเมื่อ
1. ดินสมา่ เสมอ เปนเน้อื เดยี วกนั และมีการไหลซมึ เพียงทิศทาง X และ Y
2. การไหลของนา้ ในมวลดินเปนแบบ laminar จึงทาใหกฎของ Darcy เปนจรงิ และประยกุ ตใชได
25
3. เน้อื ดนิ อ่มิ ตัวดว้ ยนา้ และไมมกี ารเปล่ียนแปลงปริมาณนา้ ในมวลดนิ หรอื มวลดนิ มคี วามชน้ื คงที่
การเขียน Flownet ยงั สามารถนาไปใชประโยชนไดอยางมากมาย ยกตัวอยางเชน
1. คานวณหาปริมาณน้าทีซ่ ึมผานเขอ่ื นและฐานรากได (Seepage rate)
2. คานวณหาความดันน้าท่ีจดุ ตางๆ ในพื้นทีก่ ารไหลท้งั หมด (Pore water pressure)
3. คานวณหาความเรว็ ของน้าที่ไหลซมึ ได (Seepage velocity)
4. สามารถคาดการณบรเิ วณที่อาจเกดิ การลอยตัว หรือการกัดเซาะเน่ืองจากแรงดนั น้า และตรวจสอบ
อัตราสวนปลอดภัยของกรณีน้ันๆ อกี ดวย (Hydraulic gradient, Boiling)
สาหรับการออกแบบเพื่อควบคุมการไหลซึมของนา้ สามารถแบงไดเปน 3 ประเภทหลักๆ คือ
1. ปองกนั การกดั เซาะและลดแรงดันนา้ ออกแบบโดยใช้ระบบ Filter และ Relief well
2. ปองกันการร่ัวซึมโดยการปิดกั้นด้วยแกนดินเหนียว รองแกน การอัดฉีดน้าปูน การทา Clay
blanket การดาดผิวหน้าดว้ ยวสั ดกุ นั ซึม หรืออ่ืนๆ
3. การตรวจสอบความดันน้า ปริมาณการรว่ั ซมึ หรอื การกัดเซาะด้วยเครอ่ื งมือวัดพฤตกิ รรมของเข่ือน
ท้ัง 3 มาตราการดังกลาว อาจตองใชรวมกันท้ังหมดในเขื่อนใหญที่มีปญหาการรั่วซึมของน้ามาก หรือ
อาจเลอื กใชเทาที่จาเปนในบางกรณี ขึน้ อยูกบั ดุลพนิ จิ ของวศิ วกรผูออกแบบ
2.2.2.2 การวเิ คราะหความมน่ั คงของลาดเข่ือน
การวิเคราะหความมั่นคงของลาดเขื่อนทั้งดานเหนือน้าและทายน้าในสภาวะการกอสรางและเก็บน้า
ในระดับตางๆ กันโดยวิธี Modified Bishop หรือ Simple Method of Slices และตองมีอัตราสวน ความ
ปลอดภยั (Factor of Safety) มากกวาที่กาหนด ดังแสดงในตำรำงที่ 1
ตำรำงท่ี 1 เกณฑก์ ำหนดตำ่ สุดและมำตรำสวนควำมปลอดภัย
26
สาหรับเขื่อนขนาดเล็กใหเลือกวิเคราะหเฉพาะกรณีท่ีจาเปนดังแสดงในตารางเทานั้น หากอัตราสวน
ความม่ันคงในกรณีใดก็ตามต่ากวาเกณฑท่ีกาหนดจะตองมีการปรับเปลี่ยนหนาตัด ใหเหมาะสมจนผานเกณฑ
ดังกลาว
วรากร (2546) กลาวถงึ สาเหตุของการทาใหเกิดการเคลื่อนพังหรือความมั่นคงในลาดดินหรือหิน อาจ
เกิดจากสงิ่ ตอไปนี้ เพียงอยางใดอยางหนงึ่ หรือหลายอยางประกอบกัน คอื
1. แรงดึงดูดของโลกหรือความตางระดับของมวลดนิ หรือหิน
2. แรงกระทาจากภายนอกมวลดิน เชน น้าหนักบรรทกุ หรือแผนดนิ ไหว
3. การสูญเสยี กาลงั ของดินหรือหนิ เนื่องจากแรงดนั นา้ การบวมตัว การอ่ิมตวั การไหลซึมของน้า
4. การกดั กรอนผุพงั ตามธรรมชาติ หรือการกัดเซาะโดยเฉพาะท่ีสวนลางของลาดดนิ
โดยปกติแลวการวิเคราะหความมนั่ คงของลาดดนิ จะใชวธิ สี มดลุ จากดั (Limit Equilibrium Method,
LEM) เพื่อหาคาอัตราสวนความปลอดภัยลาดดิน โดยสมมติใหมวลดินที่สนใจเกิดการเคล่ือนพังและ ณ ชวง
เวลา ท่ีเกิดการเคลื่อนพังพอดี ในขณะนั้นมวลดินอยู่ในสภาวะสมดุลย การวิเคราะหเร่ิมดวยการสมมติรูปแบบ
ลักษณะ ของผิวการเคล่ือนพังแบบวงกลม แลวทาการคานวณแรงตานทานท่ีเพียงพอทาใหเกิดความสมดุลย
ของมวลดินที่ พิบัติ โดยคาความแข็งแรงของมวลดินที่ใชในการวิเคราะหจะพิจารณาจากจุดท่ีมีความแข็งแรง
สงู สดุ ทมี่ วลดนิ สามารถรับได
จากนั้นทาการเปรียบเทียบอัตราสวนระหวางกาลังของดินตอหนวยแรงตานทานขณะสมดุลย ซ่ึง
เรียกวา อัตราสวนความปลอดภัย (Factor of Safety, F.S.) ดังสมการท่ี (1) แลวทาการทดลองสุมหาคาของ
อัตราสวนความปลอดภัย โดยการเปลี่ยนลกั ษณะหรือตาแหนงของผวิ การเคลื่อนพงั ทนี่ าจะหรือมีโอกาสเกิดข้ึน
ไป เร่ือยๆ จนพบคาอัตราสวนความปลอดภัยที่นอยท่ีสุด โดยอาจทราบลักษณะการพังไดแนนอนโดยการทา
การ สารวจในสนามเพือ่ หาตาแหนงทีแ่ ทจริงได้
สาหรับการพิบัติในลักษณะจาเพาะตางๆ เชน ผิวเคล่ือนเปนสวนโคงของวงกลม อัตราสวนปลอดภัย
อาจหมายถงึ อตั ราสวนของโมเมนตรอบจดุ ศูนยกลางกไ็ ดเชน
27
2.2.2.3 โปรแกรม Seep/w และ Slope/w ใช้การวิเคราะห์ดว้ ยไฟไนตเ์ อลิเมนต์ (Finite Element
Analysis)
การวิเคราะห์ไฟไนต์เอลเิ มนต์ (Introduction to Finite Element Analysis)
ระเบียบการไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Analysis : FEA) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์ เชิงตัวเลข
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์โดยประมาณของปัญหาท่ีหลากหลายในทางวิศวกรรม ซึ่งประกอบด้วย สมการควบคุมระบบ
และใช้เง่ือนไขขอบเขตเพื่อแก้สมการ ในระเบียบการไฟไนต์เอลิเมนต์จะแบ่ง โดเมนต์ของปัญหาออกชิ้นส่วน
ย่อยๆ เรียกว่า เอลิเมนต์ (Element) ซ่ึงแต่ละเอลิเมนต์จะเช่ือมกันด้วยจุด โหนด (Node) ดังน้ัน เพื่อให้ได้
ผลลัพธ์ของปัญหาโดยประมาณต้องนาสมการควบคุมระบบมาสร้าง สมการไฟไนต์เอลิเมนต์ของแต่ละ
เอลิเมนต์บนโดเมน จากนั้นจึงทาการแก้ปัญหาดังกล่าวซึ่งจะได้ผล เฉลยของปัญหาที่จุดต่อบนโดเมน แม้การ
พัฒนาระเบียบการไฟไนต์เอลิเมนต์แรกเร่ิมเดิมทีจะเน้นไปที่ การศึกษาความเค้นในโครงสร้างท่ีซับซ้อน ตั้งแต่
นั้นระเบียบการไฟไนต์เอลิเมนต์ได้ถูกนาไป ประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวางในสายงานทีเกี่ยวเน่ืองทาง
กลศาสตร์ เพราะระเบียบการน้ีมีความ หลากหลาย อีกทั้งเป็นเคร่ืองมือวิเคราะห์ที่มีความยืดหยุ่นได้ ซึ่งทาให้
ได้รับความสนใจในสถานศึกษา ทางด้านวิศวกรรม และในอุตสาหกรรม ที่กล่าวข้างต้นระเบียบการไฟไนต์เอลิ
เมนต์สามารถนามา ประยุกต์ใช้ในงานวิเคราะห์ได้ดังน้ี ความแข็งแรงของโครงสร้าง (Structural Analysis)
ระบบของความร้อน (Thermal System Analysis) การไหล และการไหลท่ีมีการนาพาความร้อน (Flow
Analysis and Flow Convection Heat Transfer) กระบวนการเปล่ียนรูปร่างของวัสดุเม่ือได้รับความร้อน
เปน็ ต้น
จากข้างต้นระเบียบการไฟไนต์เอลิเมนต์มีประสิทธิภาพมากก็จริงแต่ทว่า ก็ยังพบข้อเสีย ของการใช้
คอมพิวเตอร์ในการจาลองสถานการณ์เพื่อหาผลลัพธ์ของปัญหา ซ่ึงควรระลึกเสมอทุกครั้งท่ี มีการใช้ระเบียบ
การไฟไนต์เอลิเมนต์ หรือ ระเบียบการท่ีมีหลักการคล้ายคลึงกันคือ อิทธิพลของความเค้นท่ีให้ความสาคัญของ
ปัญหาตัวแปรอื่นอีก ดังเช่น สมบัติของวัสดุแต่ละชนิดที่นามาวิเคราะห์ ลักษณะรูปทรงทางเรขาคณิตของ
ชิ้นงาน และที่สาคัญคือ การป้อนข้อมูลเข้ากระบวนการ บางทีผลลัพธ์ ของปัญหาอาจผิดพลาดถ้าหากป้อน
ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ซ่ึงบางทีอาจถูกมองข้ามจากนักวิเคราะห์ หรือบางคร้ังสิ่งที่สาคัญ
ยิ่งคือ หลักการในการสร้างแบบจาลองตามทฤษฏีน้ัน จะข้ึนอยู่กับทักษะการฝึกฝนของนักวิเคราะห์ โดย
นักวเิ คราะห์ต้องรู้จักวิเคราะห์และประมวลผล ซง่ึ จะทาใหก้ ารใช้คอมพวิ เตอร์ชว่ ยในการจาลองมีความสมบูรณ์
มากยงิ ขน้ึ ส่งผลใหผ้ ลลัพธจ์ ากการทดลองมี ความเป็นไปได้มาก
การใช้โปรแกรมไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Software) ในการวิเคราะห์โดยปกติ ทั่วไปจะ
ประกอบดว้ ย 3 หลกั การท่สี ามารถจดั เรยี งลาดบั ขนั้ ตอนได้ดงั น้ี
1. ขั้นตอนการเตรียมกระบวนการ (Pre Processing) โดยท่ัวไปใช้สาหรับการสร้าง แบบจาลองของ
ส่วนท่ีจะทาการวิเคราะห์ ซึ่งแบ่งรูปทรงเรขาคณิตออกเป็นชน้ิ ส่วนย่อยๆ เรียกว่า เอลิเมนต์ โดยที่เอลิเมนตแ์ ต่
ละเอลิเมนต์จะเช่ือมต่อกันด้วยจุดโหนด แน่นอนท่ีสุดโหนดนี้จะถูกกาหนดการ เคลื่อนที่ และนอกเหนือจากนี้
จะต้องทาการกาหนดแรง หรือ ภาระท่ีมากระทากับชิ้นงานท่ีต้องวิเคราะห์ ในขั้นตอนเตรียมการ การเตรียม
28
แบบจาลองนี้จะต้องใช้เวลาในการเตรียมเป็นจานวนมาก และ นอกจากนี้ขั้นตอนเตรียมการบางกระบวนการ
สามารถรวมกับขัน้ ตอนออกแบบโดยใช้คอมพวิ เตอรช์ ว่ ย ในการออกแบบได้
2. ขั้นตอนการวิเคราะห์ (Analysis) ข้อมูลต่างๆ เช่นแบบจาลอง เอลิเมนต์ เง่ือนไข ต่างๆ ฯลฯ ท่ีได้
ถูกเตรียมการจากข้ันตอนการเตรียมกระบวนการจะถูกนามาใช้ป้อนเข้าสู่ระเบียบการไฟไนต์เอลิเมนต์ตาม
หลักการของระเบียบการเองท่ีสร้างและแก้ไขปัญหาแบบเชิงเส้น (Linear) หรือ ไม่เชิงเส้น (Nonlinear) ด้วย
สมการทางพีชคณิต โดยไฟไนต์เอลิเมนต์มีสมการรูปทั่วไป ดังแสดงในสมการ ่ ที่ (1) สมการเมทริกซ์
ดงั แสดงในรปู ท่ี 18
{k}{d}= {f} ………………(1)
เมอ่ื k = เมทรกิ ซค์ วามแข็งเกร็ง (Stiffness Matrix)
f = ค่าแรงทม่ี ากระทาต่อเอลิเมนต์
d = ความเคลือ่ นที่อิสระของโหนด เอลิเมนต์ (DOF)
รปู ท่ี 18 สมกำรรปู ทวั่ ไปของไฟไนต์เอลเิ มนตแ์ บบเมทรกิ ซ์ (Matrix)
เม่ือมีการแทนท่ี d และ f อีกท้ังมีการประยุกต์ใชแ้ รงภายนอกที่จุดสาคัญ การสร้างสมการ เมตริกซ์ K
ข้ึนอยู่กับชนิดของปัญหาท่ีถูกกระทา และเกณฑ์ของการวัด หน่วยที่นามาประกอบเป็นโครงผูกมัดน้ีทาให้เข้า
ใกล้ประเด็น จุดหมายของโครงร่างการวิเคราะห์ความเค้นท่ียืดหยุ่นแบบเชิงเส้น (Linear Elastic Stress
Analyses) ค่าแรงกระทาต่อเอลิเมนต์ (f) ที่ทาให้โหนดมีการเคลื่อนท่ี (u) ดังแสดงในรูปที่ 19 บางคร้ังในรหัส
การประมวลเอลิเมนต์ก็มีมาก ซ่ึงเอลิเมนต์ท่ีมีความ หลากหลายจะมีความเหมาะสมกับรูปแบบปัญหาแต่ละ
ชนิด หลักเกณฑ์ท่ีเป็นข้อดีของหลักการไฟไนต์เอลิเมนต์ คือ ปัญหาหลากหลายประเภทสามารถใช้รหัสการ
ประมวลไดด้ ว้ ยรหัสเดียวกนั แค่การระบุ ชนดิ ของเอลิเมนต์จากคลงั เก็บ หรอื หอ้ งสมดุ (Library)
รปู ที่ 19 คำ่ แรงกระทำต่อเอลเิ มนต์ (f) ท่ที ำให้โหนดมีกำรเคล่ือนที่ (u)
29
3. ขั้นตอนการนาเสนอกระบวนการ (Post Processing) ก่อนหน้าน้ีการวิเคราะห์ ผู้ใช้จะต้องเพ่งเอา
ใจใส่แถวของตัวเลิกท่ีถูกสร้างขึ้นโดยรหัส (Code) การลงรายละเอียดของการเปล่ียนแปลง รูปร่าง และความ
เค้นลงบนแบบจาลองให้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยวิธีน้ีทาให้พบข้อผิดพลาด ได้ง่าย และจุดอันตราย
อีกท้ังรหัสที่ทันสมัยจะใช้ภาพกราฟฟิกส์แสดงเพ่ือให้ง่ายต่อการเห็นผลลัพธ์ ซึ่ง รูปแบบของการนาเสนอทาง
กราฟฟิกสจ์ ะแสดงเป็นระดบั ชน้ั สีของความเคน้ จนเตม็ บนแบบจาลอง
2.2.2.4 การวเิ คราะห์ระยะพนน้าของสนั เขื่อน (Freeboard)
ความสูงของสันเขื่อนตองเพียงพอปองกนั ไมใ่ หนา้ ในอางเก็บน้าไหลลนผานสนั เข่อื น การออกแบบ
พิจารณาความสงู ของระดับสันเขอื่ น ทย่ี ังไมเผ่ือการทรดุ ตวั กบั ระดบั น้าสงู สุด ไดมีการคานวณจากผลบวกของ
ระยะ ตาง ๆ ดังนี้
HF h + hw + he/2 + ha + hi
โดยท่ี HF = ระยะพนน้าจากระดบั เก็บกกั ถงึ ระดบั สนั เข่ือน, เมตร
H = ระดับน้าขนึ้ สงู สุด (Flood Surcharge) ในขณะระบายนา้ ผานอาคาร ระบายนา้ ลน
(Spillway) ดวยปริมาณทีอ่ อกแบบไว, เมตร
hw = ความสงู คล่ืนจากแรงลม, เมตร
he = ความสูงของคลน่ื เน่ืองจากผลกระทบของแผนดนิ ไหว
ha = ความสงู ของระดบั น้า เนอ่ื งจากความผิดพลาดในการควบคุมบานระบาย ใชคา
มาตรฐานเทากับ 0.50 เมตร ในกรณที ่ีทางระบายน้าลนเปนแบบ บานบังคับ (Gated Spillway)
hi = ความสูงเผ่ือ Safety ตามชนิดของเข่อื น ใชคามาตรฐานเทากับ 1.00 เมตร สาหรับเขอื่ น
ดินและเข่ือนดนิ -หนิ ถม
ความสูงคลื่นจากแรงลมซงึ่ รวม Wave Runup แลว ( hw) คานวณไดจากสตู รของ Stevenson ดงั สม
การตอไปน้ี
กรณี F 32 กม. ; hw = 0.032 (V.F)1/2 + 0.76-0.27 (F)1/4
กรณี F 32 กม. ; hw = 0.032 (V.F)1/2
V = ความเรว็ ลม, กม./ชวั่ โมง
F = Fetch Length, กม.
ความสูงคล่นื จากผลกระทบของแผนดนิ ไหว (he) จะพิจารณาจากสูตรของ Seiichi Sato ดังนี้
he = . √ .
2
เมื่อ K = คา Seismic Coefficient ในแนวราบ
E = Period ของคล่ืนแผนดนิ ไหว, วินาที
HO = ความลกึ ของน้าในอางหนาเขอื่ น, เมตร
30
g = ความเรงจากแรงดงึ ดูดโลก, เมตร/วินาที2
ระดับสนั เขื่อน HF + ระดับนา้ เกบ็ กัก
HF = ระยะพนนา้ นับจากระดับเกบ็ กักถึงสนั เข่ือน, เมตร
3 กำรศกึ ษำควำมต้องกำรใชน้ ้ำและวเิ ครำะหส์ มดุลน้ำ
ความต้องการใช้น้า เป็นการวิเคราะห์ความต้องการน้ารายเดือนเพ่ือกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีต้องการใช้น้า
จากอ่างเกบ็ นา้ ทีจ่ ะดาเนนิ การศึกษา เพอ่ื เปน็ ข้อมลู นาเขา้ ในแบบจาลองสมดลุ นา้ ประกอบด้วย
1. ความตอ้ งการน้าเพือ่ การเกษตร
2. ความต้องการนา้ เพ่อื การอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการท่องเท่ียว
3. ความตอ้ งการน้ารกั ษาสมดุลระบบนิเวศดา้ นทา้ ยน้า
3.1 ความตอ้ งการนา้ เพื่อการเกษตร
ความตอ้ งการน้าเกษตรจะเน้นบริเวณทใ่ี ช้นา้ จากอา่ งเกบ็ นา้ มแี นวทางวิเคราะห์ดังน้ี
1. รวบรวมข้อมูลด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย
(1) ขอ้ มูลทีเ่ กยี่ วขอ้ ง จากผลการศกึ ษาในอดตี และหน่วยงานที่เกย่ี วข้อง
(2) ข้อมูลอุตอุ ทุ กวทิ ยา จากกรมอุตนุ ิยมวิทยา และหน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้อง
(3) ข้อมูลด้านต่าง ๆ จากพื้นท่ีเกษตรในปัจจุบัน ได้แก่ รูปแบบการปลูกพืชในปัจจุบัน
ปรมิ าณนา้ เตรยี มแปลง /นา้ ร่ัวซึม /การเกบ็ กักน้าในแปลงนา
2. คานวณฝนเฉลยี่ ในพ้นื ทเ่ี กษตร
3. คานวณค่าการคายระเหยของพืชอ้างอิง (Evapotranspiraion) จากข้อมูลภูมิอากาศด้วยวิธี
Penman-montieth
4. คานวณการใช้นา้ ของพชื ตามทฤษฎี โดยใชว้ ธิ ขี อง Penman Monteith จากสมการดังน้ี
ET = Kc x ETp
เมื่อ ET = ปรมิ าณนา้ ทพี่ ืชต้องการใชต้ ามทฤษฎี
Kc = สัมประสิทธิ์การใชน้ า้ ของพชื
ETp = อตั ราการใชน้ า้ ของพืชอ้างองิ
5. ค่าสัมประสิทธิ์การใชน้ ้าของพชื (Crop Coefficient, Kc) ในการศึกษาน้ีได้คานวณค่าการใช้น้าของ
พืชที่ตามทฤษฎีจากสูตรของ Penman Monteith โดยค่าสัมประสิทธ์ิการใช้น้าของพืชชนิดต่างๆ โดยวิธีของ
Penman Monteith
6. ข้อมูลด้านการเพาะปลูก ได้แก่ ปฏิทิน/รูปแบบการเพาะปลูกพืช ชนิดพืช ปริมาณน้าเตรียมแปลง
ปริมาณน้าซมึ ลงดิน ระดับเกบ็ กักนา้ ในแปลงนา ความลกึ ของรากพืช และประสิทธภิ าพชลประทาน จะประเมิน
จากขอ้ มูลการใช้นา้ ในปจั จุบัน /ผลการศึกษาในอดตี / สอบถามข้อมูลในสนาม
31
7. ปริมาณฝนใช้การ ใช้ข้อมูลปริมาณฝนของสถานีวัดน้าฝนท่ีคัดเลือก การคานวณหาปริมาณฝนใช้
การสาหรบั พื้นทเ่ี กษตร ซึ่งแยกฝนใชก้ ารไดเ้ ปน็ 2 ประเภทคอื สาหรับฝนใช้การสาหรับการปลกู ขา้ ว และฝนใช้
การสาหรบั การปลกู พชื ไร่/พืชผกั
8. คานวณความต้องการใช้นา้ เกษตร จากสมการ
ความต้องการน้าเกษตร = ET + ปริมาณเตรียมแปลง + การร่วั ซึม-ปรมิ าณฝนใช้การ
ประสทิ ธภิ าพชลประทาน
เม่อื ET คือ ปรมิ าณนา้ ท่พี ชื ต้องการใช้ตามทฤษฎี
2.3.2. ความตอ้ งการนา้ เพือ่ การอุปโภคบรโิ ภค อตุ สาหกรรม และการทอ่ งเท่ียว
1.ความต้องการนา้ เพ่อื การอปุ โภคบรโิ ภค
การวิเคราะห์ความตอ้ งการนา้ เพือ่ การอปุ โภคบรโิ ภค มีแนวทางดงั น้ี
1. รวบรวมขอ้ มูลประชากรยอ้ นหลงั ไม่นอ้ ยกว่า 5 ปี ในพืน้ ทช่ี ุมชนทจี่ ะใช้น้าจากอา่ งเกบ็ นา้
2. ประเมนิ จานวนประชากรในปจั จบุ นั และอนาคต
3. อัตราการใชน้ า้ แยกพจิ ารณาดังน้ี
(1) กรณีเป็นประปาหมู่บ้าน จะกาหนดอัตราการใช้น้า 62.5 ลิตรต่อคนต่อวัน จากความ
ต้องการน้าพื้นฐาน 50 ลิตรต่อคนต่อวัน และปริมาณน้าสูญเสีย 25 % ในระบบประปาหมู่บ้าน (ที่มา : การ
เลือกรูปแบบและขนาดระบบประปาหมู่บ้าน ในโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้าอุปโภคบริโภค ,
คณะกรรมการอานวยการโครงการจัดหาแหลง่ น้าสาหรบั อปุ โภคบริโภคทั่วประเทศ, กรมทรพั ยากรน้า)
(2) กรณีเป็นประปาเทศบาลหรือการประปาส่วนภูมิภาค จะพิจารณาจากสถิติการใช้
น้าประปาของประปาเทศบาล (ถ้ามีข้อมูล) หรือ สถิติข้อมูลการใช้น้าประปาของการประปาส่วนภูมิภาคที่มี
ขนาดชุมชนใกลเ้ คียงกัน และอยูใ่ กล้เคียง
4. คานวณความต้องการนา้ ของประปา จากจานวนประชากร คณู ดว้ ยอตั ราการใช้นา้
2. ความตอ้ งการนา้ เพ่ือการอุตสาหกรรม
1. รวบรวมข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรม จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้มี
รายละเอียดของพ้นื ทโี่ รงงาน ประเภทอตุ สาหกรรม กาลงั เคร่อื งจักร และจานวนคนงาน ฯลฯ
2. การพิจารณาอัตราการใช้น้า สาหรับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท จากผลการศึกษาในอดีต
(เช่น อัตราการใช้น้าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ตามขนาดพื้นท่ีประกอบการ หรือ อัตราการใช้น้าต่อ
กาลงั เครื่องจกั รของอตุ สาหกรรมแตล่ ะประเภท เปน็ ต้น)
3. การประเมินการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม ได้ใช้ข้อมูล GPP (Gross Provincial
Product) ในช่วงปีล่าสุด ในภาคอุตสาหกรรมของแต่ละจังหวัด เป็นตัวแทนในการพิจารณา โดยมีอัตราการ
เติบโตจากปปี ัจจุบัน ถึงอนาคต 20 ปี ในแต่ละจงั หวัด
32
4. ประเมินความต้องการใช้น้าเพื่อการอุตสาหกรรม จากข้อมูลข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมปี
ล่าสุดกับอัตราการใชน้ ้าสาหรับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท จากนั้นคาดการณ์ความต้องการน้าในปีปัจจุบนั ถึง
อนาคต จากอัตราการเตบิ โตของ GPP ภาคอตุ สาหกรรมในแต่ละจงั หวดั
3. ความตอ้ งการน้าเพอ่ื การทอ่ งเท่ียว
ความต้องการน้าเพอื่ การท่องเท่ียว ไดแ้ ยกเป็น 2 ลักษณะ คือ การใช้น้าของนกั ทอ่ งเท่ยี วแบบ
ค้างคืน (เป็นการใช้น้าในสถานที่พักแรม) และการใช้น้าของนักทัศนาจรตามแหล่งท่องเท่ียวต่าง ๆ (การ
ท่องเทยี่ วแบบไม่ค้างคนื ) โดยความตอ้ งการใช้น้าเพ่ือการท่องเท่ียวพิจารณาให้มีที่อาเภอเมืองของแต่ละจังหวัด
สรปุ ไดด้ ังนี้
1. รวบรวมข้อมูลจานวนนกั ท่องเท่ียวรายจังหวดั จากข้อมูลสถิติจานวนผู้ที่มาเยี่ยมเยือนราย
จังหวัด จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แยกเป็นนกั ท่องเทีย่ วที่มกี ารพักคา้ งคืน และนักทัศนาจรที่ไมพ่ ักค้าง
คืน
2. แบ่งขอบเขตพืน้ ทที่ ีค่ าดวา่ จะใช้นา้ จากอา่ งเกบ็ น้า
3. คานวณจานวนนกั ท่องเที่ยวที่คาดว่าจะใชน้ ้าจากอา่ งเก็บน้า จากสัดส่วนพน้ื ท่ีในข้อ 2) กบั
พน้ื ทจี่ งั หวดั
4. การพิจารณาอัตราการใช้นา้ กาหนดใหน้ ักท่องเท่ียวมกี ารพักค้างคืนเฉล่ีย 3 วัน/ปี มีอัตรา
การใชน้ า้ เฉลี่ย 300 ลติ ร/คน/วนั (ทีม่ า: แผนหลกั พฒั นาการท่องเท่ยี วในปี 2537) สว่ นนกั ทัศนาจรทไี่ ม่พักค้าง
คืนกาหนดให้มอี ัตราการใชน้ ้าเฉลยี่ 30 ลติ ร/คน/วนั (กรมโยธาธิการ, 2536)
5. คาดการณน์ ักท่องเท่ยี วในปปี ัจจบุ ัน และอนาคต ท่ีคาดว่าจะใช้นา้ จากอ่างเกบ็ น้า โดยแยก
ประเภทนักท่องเท่ยี วท่มี ีการพกั ค้างคนื และนกั ทศั นาจรทีไ่ มพ่ กั คา้ งคืน
6. ความต้องการใช้น้าเพ่ือการท่องเที่ยว คานวณได้จากจานวนนักท่องเท่ียวในข้อ 5) คูณกับ
อัตราการใชน้ า้ ของนกั ทอ่ งเท่ียวแต่ละประเภท
2.3.3. ความต้องการน้าเพอ่ื รักษาสมดุลระบบนเิ วศดา้ นทา้ ยนา้
ความตอ้ งการน้าเพื่อรักษาสมดลุ ระบบนเิ วศด้านท้ายนา้ พิจารณาเฉพาะปรมิ าณน้าต่าสดุ ท่ีต้องระบาย
ท้ายอ่างเก็บน้า จะวิเคราะห์จากปริมาณน้าท่าที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้าท่ีสงั เคราะห์ได้ โดยพิจารณาจากโอกาสการ
เกดิ น้าทา่ ตา่ สุดร้อยละ 90
กำรวเิ ครำะหส์ มดลุ นำ้
การวิเคราะห์สมดุลน้า เป็นการจาลองการใช้น้าจากอ่างเก็บน้า ท้ังโครงข่ายลาน้าและทิศทางการไหล
พ้ืนท่ีการเกษตร และการใช้น้าเพ่ือกิจกรรมตา่ ง ๆ เพ่ือใช้วิเคราะห์สภาพการใช้น้าปรียบเทียบ กรณี ก่อน/หลัง
มโี ครงการ มแี นวทางดังนี้
33
1. จัดทาแบบจาลองคณิตศาสตรเ์ พ่ือจาลองการใช้น้าจากอ่างเกบ็ นา้ โดยจะเลือกจากโปรแกรมที่มีการ
ใช้กันอยา่ งแพร่หลาย และมคี วามถกู ต้องเช่อื ถอื ได้ เชน่ โปรแกรม HEC3 หรอื HEC5
2. จาลองสถานการณ์นา้ รายเดือนไม่น้อยกว่า 30 ปี
3. จัดทาแผนภูมิระบบโครงขา่ ยลาน้าทีเ่ ชื่อมโยงกับอา่ งเกบ็ น้าท่ีพิจารณา จะแยกเปน็ 2 กลุ่ม
(1) อ่างเกบ็ น้าแบบอา่ งเดย่ี ว เป็นการใช้นา้ จากอา่ งเกบ็ น้านั้นเพยี งแหง่ เดียว
(2) อ่างเก็บน้าแบบกลมุ่ การใช้นา้ บรเิ วณทา้ ยน้าจะใช้น้าจากอา่ งเก็บมากกวา่ หน่งึ แห่ง
4. นาเข้าข้อมูลด้านต่าง ๆ ลงในจาลองคณิตศาสตร์ (ได้แก่ ข้อมูลความต้องการน้า ปริมาณน้าท่า
ขอ้ มูลอา่ งเก็บน้า โครงขา่ ยลาน้า)
5. กาหนดกรณีวิเคราะห์ คอื สภาพปัจจบุ ัน และกรณีอนาคต (กรณี กอ่ น/หลงั มีโครงการ)
7. จาลองสถานการณ์นา้ รายเดือนไม่น้อยกวา่ 30 ปี ในกรณตี ่าง ๆ ท่ตี อ้ งการศกึ ษา
8. ประเมินผลประโยชนท์ ่ไี ด้ (ได้แก่ ดา้ นการเกษตร และผลประโยชนด์ ้านอ่ืน ๆ) โดยเปรียบเทียบจาก
กรณี ก่อน/หลังมีโครงการ ผลท่ีได้จะถูกนามาใช้เป็นข้อมูลนาเข้าสาหรับการประเมินความเหมาะสมของ
โครงการดา้ นเศรษฐกจิ และการเงินต่อไป
4 ข้อมูลโครงกำรอ่ำงเก็บน้ำแมว่ ะ จังหวัดลำปำง
ทีต่ ้ังโครงกำร
ตั้งอยู่ในตาบลบ้านบอม อาเภอแม่ทะ จังหวัดลาปาง พิกัดภูมิศาสตร์ระหว่าง 47QNV 523-
958 ระวาง 4845II
ควำมเปน็ มำโครงกำร
ฎีกาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า : ด้วย กานันตาบลบ้านกิ่ว ตาบลบ้านบอม
ตาบลบ้านกิ่ว และตาบลป่าตัน อาเภอแม่ทะ จังหวัดลาปาง ได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ทรงรับ
โครงการ ก่อสร้างอ่างเก็บน้าห้วยแม่วะ ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ในการน้ี สานักราช
เลขาธิการ ได้ แจ้งให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องพิจารณาศึกษาความเหมาะสมในการดาเนินการก่อสร้างต่อไป กรม
ชลประทานใน ฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรง ได้ดาเนินการสารวจถึงความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ
แล้ว และเห็นว่า สามารถดาเนินการ ได้สานักราชเลขาธิการจึงได้นาความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่า
ละอองธุลีพระบาท แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเป็นโครงการในพระราชดาริตามหนังสือสานักราช
เลขาธิการที่ รล 0005/19969 ลงวนั ที่ 30 ธันวาคม 2531
ลักษณะภมู ปิ ระเทศ
มแี นวภูเขาทางด้านทิศใต้ ทศิ ตะวันออกและทิศตะวนั ตก สภาพพนื้ ท่ีโดยรวมค่อนข้างลาดชัน
และมีพ้ืนท่ีราบลุ่มอยู่บริเวณตามริมลาน้าแม่วะซ่ึงส่วนมากเป็นพื้นท่ีเพาะปลูกของราษฎร มีความสูงระหว่าง
250-270 เมตร จากระดับนา้ ทะเลปานกลาง และลกั ษณะของของพนื้ ท่ีมีความลาดเทจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือ
34
โดยมพี นื้ ทีร่ าบผืนใหญ่บรเิ วณลาน้าแมจ่ าง พนื้ ทบี่ รเิ วณตวั อา่ งและพ้นื ท่ีหัวงานอยู่ในเขตป่าไมซ้ ึ่งมีสภาพเป็นป่า
โปรง่ สาหรบั พื้นทโี่ ครงการเป็นทุ่งนาซึง่ เป็นพนื้ ท่เี พาะปลูกเดิมของราษฎร
สภำพภูมอิ ำกำศ
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทาให้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมมีฝนตกชุก และในช่วงเดือนพฤศจิกายน
ถึงเดือนกุมภาพันธ์มีอากาศหนาวเย็น และในเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนมีอากาศร้อนอุณภูมิเฉล่ีย 25.8
องศาเซลเซียส ความช้ืนสัมพัทธ์รายปี 73.9% ความเร็วลมเฉลี่ยรายปี 1.2 น๊อต และปริมาณการระเหยรายปี
1,467.3 มิลลิเมตร
กำรคมนำคม
ที่ต้ังโครงการอยู่ห่างจาอาเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 1036 (ลาปาง-แม่ทะ) ประมาณ
25 กิโลเมตร ระยะทางจากอาเภอแม่ทะ ถึงโครงการอ่างเก็บน้าแม่วะ ประมาณ 13 กิโลเมตร รวมระยะทาง
จากอาเภอเมืองถึงที่ตงั้ อา่ งเกบ็ น้าแม่วะ ทั้งหมด 38 กโิ ลเมตร
ลำนำ้ ธรรมชำติ
ลาห้วยแม่วะเป็นลาน้าสาขาของน้าแม่จาง ต้นน้าอยู่บนเทือกเขาสูงบริเวณดอยแปเมือง ที่
ระดับความสูงประมาณ +1,000 เมตร จากระดับน้าทะเลปานกลาง ความยาวของลาน้าจากต้นน้าถึงที่ต้ัง
โครงการ ประมาณ 30 กิโลเมตร มลี าน้าสาขาต่าง ๆมากมายทส่ี าคญั คอื ห้วยแม่กองและหว้ ยแมย่ อน
สภำพอทุ กวทิ ยำ
สภาพน้าฝน สว่ นใหญ่เปน็ ฝนเนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซง่ึ จะมีฝนตกชุก
ในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน มีฝนตกน้อยที่สุดในเดือนธันวาคม โดยปริมาณน้าฝนท่ีสถานีวัดน้าฝน
16052 อาเภอแม่ทะ จังหวัดลาปาง มีค่าน้าฝนเฉลี่ยท้ังปีประมาณ 1015.1 มิลลิเมตร จานวนวันที่ฝนตกเฉล่ีย
ประมาณ 97.3 วัน
สภาพน้าท่า ลาน้าแม่วะเป็นลาน้าท่ีมีน้าไหลตลอดปีในฤดูฝนมีน้าไหลมากและในฤดูแล้งมี
ปริมาณน้าท่ไี หลนอ้ ย สภาพนา้ ท่าข้นึ เรว็ ลงเรว็ ภายหลงั จากมฝี นตกเหนือพน้ื ที่ลุ่มนา้
สภำพอตุ ุนยิ มวิทยำ
1. สภาพอุตุนิยมวิทยา พ้ืนที่ศึกษาต้ังอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากน้ียังมีพายุดีเปรสชันและพายุใต้ฝุ่น ซึ่งมาจากทะเลจีนใต้พัดผ่านเข้ามาเป็น
ครั้งคราว ซ่ึงส่งผลทาให้เกิดฤดูกาลต่างๆ ได้แก่ ฤดูฝนจะเกิดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ฤดูหนาว
35
จะเกิดในช่วงปลายเดือนตลุ าคม ถงึ เดือนกมุ ภาพนั ธ์ และฤดรู อ้ นจะเกิดในช่วงเดือนมนี าคมถึงเดือนเมษายน ใน
การศึกษาจะรวบรวมข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศต่างๆ ในเขตพ้ืนที่ศึกษา ซึ่งบันทึกไว้โดยกรมอุตุนิยมวิทยา
ช่วงปี พ.ศ.2531-2560 จานวน 3 สถานี ได้แก่ สถานีจังหวัดลาปาง สถานีอาเภอเถิน และสถานี สกษ.ลาปาง
ขอ้ มลู เบ้อื งต้นมีดังน้ี
(1) อณุ หภูมเิ ฉล่ยี ตลอดปี 26.6 องศาเซลเซียส อณุ หภูมิเฉลี่ยสูงสุดวดั ได้ 30.4 องศาเซลเซียส
และอุณหภมู เิ ฉลย่ี ต่าสดุ วดั ได้ 15.9 องศาเซลเซยี สชว่ งพิสยั ของค่าเฉล่ยี รายเดือน 21.8-30.6 องศาเซลเซยี ส
(2) ความชื้นสัมพัทธ์โดยเฉลี่ยตลอดปีจะอยู่ระหว่าง 72.7 เปอร์เซ็นต์ ค่าความชื้นสัมพัทธ์
สูงสุดวัดได้ 97.0 เปอร์เซ็นต์ และค่าความชื้นสัมพัทธ์ต่าสุดวัดได้ 48.4 เปอร์เซ็นต์ ช่วงพิสัยของค่าเฉลี่ยราย
เดอื น 54.0-84.0 เปอรเ์ ซน็ ต์
(3) ปรมิ าณการระเหยโดยเฉลี่ยตลอดทงั้ ปี 1,495.2 มลิ ลิเมตร ช่วงพสิ ัยของคา่ เฉลี่ยรายเดือน
81.8-194.1 มลิ ลเิ มตร
(4) ความคร้ึมของเมฆโดยเฉลี่ย 4.9 อ๊อกต้า (0-10 อ๊อกต้า) ช่วงพิสัยของค่าเฉล่ียรายเดือน
2.3-8.0 ออ๊ กตา้
(5) ความเร็วลมโดยเฉล่ียมีค่าประมาณ 1.0 น๊อต ช่วงพิสัยของค่าเฉล่ียรายเดือน 1.9-8.1
น๊อต
2. ปริมาณน้าฝน ข้อมูลปริมาณฝนของสถานีวัดปริมาณน้าฝนในพื้นที่ศึกษาจานวน 20 สถานี จาก
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ กรมทรัพยากรน้า กรมชลประทานและกรมอุตุนยิ มวิทยา ในช่วงปีต้ังแต่เริม่ บันทึก
ขอ้ มูลจนถึงปี พ.ศ.2560 ดงั แสดงในตำรำงท่ี 2 ทไี่ ด้ทาการคัดกรองข้อมลู สถานวี ัดปริมาณน้าฝน โดยพจิ ารณา
ทม่ี ีชว่ งเวลาของการจดบนั ทกึ ขอ้ มลู ค่าปริมาณฝนรายเดือนเฉล่ียของแต่ละสถานีครบตลอดท้งั ปี และมชี ่วงเวลา
การเก็บมากกว่า 30 ปี ในช่วงปี พ.ศ.2531-2560 นอกจากน้ี ยังนาค่าปริมาณฝนจากสถานีข้างเคียงของพื้นท่ี
ศึกษามารว่ มวเิ คราะหเ์ สน้ ชั้นนา้ ฝนและปริมาณฝนเฉลย่ี ในพน้ื ทีศ่ กึ ษาดว้ ย
จากการวิเคราะห์ พบว่า พ้ืนที่ศึกษามีปริมาณฝนเฉล่ียรายปี 1,115 มิลลิเมตร ปริมาณฝนเฉล่ียราย
เดอื นและรายปขี องพ้นื ท่ีศกึ ษาแสดงดังแสดงในรปู ที่ 20 เส้นชัน้ นา้ ฝนรายปเี ฉล่ยี แสดงดังแสดงในรูปที่ 21
3. ปริมาณน้าท่า ข้อมูลปริมาณน้าท่าจากสถานีวัดน้าในพ้ืนท่ีศึกษาของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรม
ชลประทาน กรมทรัพยากรนา้ มรี วมทง้ั ส้นิ 13 สถานี ท่มี ีชว่ งเวลาของการจดบนั ทึกข้อมูลคา่ ปรมิ าณนา้ ท่าครบ
ตลอดท้งั ปี ตาแหน่งและรายละเอียดของสถานีวัดนา้ ในลมุ่ น้าวงั ดงั แสดงในตำรำงที่ 3 และ รูปท่ี 22
36
ตำรำงท่ี 2 ปรมิ ำณนำ้ ฝนเฉล่ียรำยเดอื นของแตล่ ะสถำนวี ดั น้ำในพนื้ ทศ่ี กึ ษำ
37
รูปที่ 20 ปรมิ ำณฝนรำยเดอื นเฉล่ยี ในพืน้ ท่ีศึกษำ
ตำรำงท่ี 3 ปรมิ ำณนำ้ ท่ำรำยปีเฉลีย่ ของแต่ละสถำนวี ัดนำ้ ในพื้นท่ศี กึ ษำ
38
รปู ท่ี 21 เสน้ ชนั้ น้ำฝนรำยปีเฉลยี่ ในพนื้ ทศ่ี ึกษำ
39
รปู ท่ี 22 แผนทแี่ สดงตำแหนง่ สถำนีวดั ปริมำณนำ้ ท่ำในพืน้ ท่ศี ึกษำ
40
กำรเกษตรและผลผลติ
พื้นท่ีส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าวเหนียว(พันธ์ุกข.6) เป็นพืชหลักและประสิทธิภาพการใช้ที่ดินเต็ม
พ้ืนท่ีส่วนใหญ่ในฤดูแล้งมีการปลูกพืชไร่(ถ่ัวเหลืองและหอมแดง) และพืชผักหลายชนิดเป็นพ้ืนรวมระบบในนา
ข้าวซึ่งปริมาณพ้ืนท่ีที่ใช้เป็นการปลกู จะผันแปรมากน้อยเปลยี่ นแปลงไปในแต่ละปีขึ้นอย่กู ับปัจจัยราคาผลผลิต
การตลาด แรงงานและปรมิ าณนา้ สาหรับผลผลติ ขา้ วเหนยี วไดป้ ระมาณ 550 กิโลกรัมต่อไร่ ถ่วั เหลอื งประมาณ
220 กิโลกรมั ต่อไร่ และหอมแดงผลผลิตประมาณ 1,100 กิโลกรมั ตอ่ ไร่
ขอ้ มูลโครงกำร
ลกั ษณะทว่ั ไปของเข่ือน
1. ทีต่ ัง้ บา้ นบอมหลวง ตาบลบ้านบอม อาเภอแมท่ ะ จังหวดั ลาปาง
มาตราสว่ น 1 : 50,000
ระวาง 4845 II , L7018
พิกัด 47 QNV 519-961
ละตจิ ดู 18.03' 09.50"
ลองตจิ ูด 99.29' 24.86"
2. ข้อมูลทว่ั ไปเขอื่ น (ชนดิ เขอ่ื นเป็นเข่อื นดิน ปดิ กั้นลาน้าหว้ ยบง)
เร่มิ การกอ่ สรา้ ง พ.ศ. 2533
แล้วเสร็จ พ.ศ. 2533
พนื้ ท่ีอา่ งฯ 0.985.00 ตร.กม.
ปรมิ าณน้าไหลลงอ่างฯ 22,621,039.00 ล้าน ลบ.ม./ปี
พนื้ ทรี่ ับน้า 102.00 ตร.กม.
ปริมาณน้าฝนเฉลยี่ 1,067.20 มม./ปี
3. ลกั ษณะหัวงานเข่ือน
สันเขอื่ นยาว 134.00 เมตร
สันเขอ่ื นสูง 24.00 เมตร
สนั เขือ่ นกว้าง 8.00 เมตร
ระดับสนั เขอ่ื น +277.00 เมตร รทก.
ระดับน้าสงู สุด +275.00 เมตร รทก.
ระดบั นา้ เก็บกัก +273.50 เมตร รทก.
ระดับน้าตา่ สดุ +264.00 เมตร รทก.
ระดบั นา้ ณ วันตรวจสภาพ (10 พ.ค. 2555) +270.85 เมตร รทก.
ปรมิ าตรน้าสูงสุด 8.500 ลา้ น ลบ.ม.
ปริมาตรน้าเก็บกัก 5.900 ล้าน ลบ.ม.
ปรมิ าตรนา้ ตา่ สดุ 0.950 41
ปรมิ าตรน้า ณ วนั ตรวจสภาพ (10 พฤษภาคม 2555) 4.191
4. อาคารทอ่ ระบายน้า/สง่ นา้ Outlet ล้าน ลบ.ม.
อาคารท่อส่งนา้ ฝัง่ ซา้ ย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.30 ล้าน ลบ.ม.
อาคารท่อสง่ นา้ ฝั่ง ขวา ขนาดเสน้ ผ่าศูนยก์ ลาง 0.90
5. อาคารระบายนา้ ล้น แบบไมม่ บี าน (Ungated Spillway) เมตร
กว้าง 30.00 เมตร
ระบายน้าได้ 142.60
เมตร
ลบ.ม./วนิ าที
42
รปู ท่ี 23 แผนที่ 1:50,000 โครงกำรอำ่ งเกบ็ นำ้ แมว่ ะ
43
สันเขื่อน ปริมาณน้าในอา่ งเก็บน้า (พ.ค. 63)
อาคารระบายน้าล้น
อาคารระบายน้า
คลองส่งนา้ จากอาคารระบายนา้ ลอดใต้ spillway คลองสง่ นา้
รปู ที่ 24 สภำพปัจจบุ นั โครงกำรอ่ำงเก็บนำ้ แมว่ ะ