รายงานการศึกษา การประเมนปร ิ ิมาณการใช้นำของพ้ชื ในเขตพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา บรมธาตุภายใต้สภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป Evaluation of irrigation water requirement under the climate change impacts A case study: Balommathat’s irrigation project area คณะผู้จัดทำกลุ่ม OG5 1. นายศุภกรณ์สงขั ์สกุล นายช่างชลประทานอาวุโส 2. นายกฤษฎา ข้องพูน นายช่างชลประทานอาวุโส 3. นายราชัน ศรีท้าวปากดี วิศวกรชลประทานชำนาญการพิเศษ 4. นายสุเมธ บุญโฉม นายช่างชลประทานอาวุโส 5. นายธงชัย ใจเทียมศักด ิ์นายช่างโยธาอาวุโส 6. นายชววุฒ คำภิโร นายช่างชลประทานอาวุโส 7. นายอาทร คงแท่น นายช่างชลประทานอาวุโส 8. นายสิทธิกร แสงสว่าง วิศวกรชลประทานชำนาญการพิเศษ 9. นายกีรวิทย์ศรสำราญ นายช่างชลประทานอาวุโส หลักสูตร “ผู้อำนวยการโครงการ” รนทุ่ ี่ 20 สถาบนพั ัฒนาการชลประทาน ร่วมกับ ส่วนพัฒนาทรพยากรบัคคลุสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนาคม 2566
รายงานการศึกษา การประเมนปร ิ ิมาณการใช้นำของพ้ชื ในเขตพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา บรมธาตุภายใต้สภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป Evaluation of irrigation water requirement under the climate change impacts A case study: Balommathat’s irrigation project area คณะผู้จัดทำกลุ่ม OG5 1. นายศุภกรณ์สงขั ์สกุล นายช่างชลประทานอาวุโส 2. นายกฤษฎา ข้องพูน นายช่างชลประทานอาวุโส 3. นายราชัน ศรีท้าวปากดี วิศวกรชลประทานชำนาญการพิเศษ 4. นายสุเมธ บุญโฉม นายช่างชลประทานอาวุโส 5. นายธงชัย ใจเทียมศักด ิ์นายช่างโยธาอาวุโส 6. นายชววุฒ คำภิโร นายช่างชลประทานอาวุโส 7. นายอาทร คงแท่น นายช่างชลประทานอาวุโส 8. นายสิทธิกร แสงสว่าง วิศวกรชลประทานชำนาญการพิเศษ 9. นายกีรวิทย์ศรสำราญ นายช่างชลประทานอาวุโส หลักสูตร “ผู้อำนวยการโครงการ” รนทุ่ ี่ 20 สถาบนพั ัฒนาการชลประทาน ร่วมกับ ส่วนพัฒนาทรพยากรบัคคลุสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนาคม 2566
คำนำ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ประเภท ส่งน้ำและทดน้ำ เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2495 โดยมีประตูระบายน้ำเข้าโครงการผ่านไปยังแม่น้ำน้อย พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกข้าวเป็นหลัก ซึ่งถ้าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปจะส่งผล กระทบต่อโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดยตรงและเพื่อเป็นการลดผลกระทบดังกล่าว หากเรา สามารถทราบแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ก็จะสามารถ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและหาวิธีการในการรับมือเพื่อบรรเทาภัยที่อาจเกิดขึ้นได้โดยทาง คณะผู้จัดทำได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในพื้นที่จึงเลือกที่จะศึกษาหาแนวโน้มการ เปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของพืชเพิ่มสูงขึ้น และ ศึกษาแนวทางในการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเบื้องต้น เช่น การเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก การเพิ่ม ประสิทธิภาพระบบส่งน้ำ การสลับกันปลูกข้าวในพื้นที่ ทางคณะผู้ศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เล่มศึกษาเล่มนี้จะเป็นประโยชน์และมีส่วนใน การพัฒนาแนวทางเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) และเพื่อศึกษา การหาปริมาณความต้องการน้ำชลประทานที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงแนวทางในการลดผลกระทบ แก่ ผู้ที่สนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในแนวทางอื่นๆต่อไป คณะผู้ศึกษา
นายศุภกรณ์สังข์กุล, นายกฤษณา ข้องพูน, นายราชัน ศรีท้าวปากดี, นายสุเมธ บุญโฉม, นายธงชัย ใจเทียมศักดิ์, นายชววุฒ คำภิโร, นายอาทร คงแท่น, นายสิทธิกร แสงสว่าง, นายกีรวิทย์ศรสำราญ 2566 : การประเมินปริมาณการใช้น้ำของพืช ในเขตพื้นท่ี ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุภายใต้สภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ไป Evaluation of irrigation water requirement under the climate change impacts. A case study: Balommathat’s irrigation project area ห ลัก สูต ร “ผู้อำนวยการ โครงการ” รุ่นที่ 20 สถาบันพัฒนาการชลประทาน ร่วมกับ ส่วนพัฒนาทรัพยากรบุคคล สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุเริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2495 สภาพพื้นที่โดยทั่วไป เป็นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ มีความเหมาะสมด้านเกษตรกรรมเป็นสำคัญ การประกอบอาชีพของประชากร จึงประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ หากสภาพอากาศในพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอาจเกิด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชากร การศึกษาในครั้งนี้จะทำให้ทราบแนวโน้มการ เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคตที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ โปรแกรม CROPWAT เป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยคาดการณ์ว่าในอนาคตโครงการส่งน้ำและ บำรุงรักษาบรมธาตุจะมีการใช้น้ำในปริมาณที่มากขึ้น การศึกษานี้ได้กำหนดความรุนแรง 2 ระดับคือ RCP 4.5 และ RCP 8.5 โดยเลือกใช้ แบบจำลองทางสภาพอากาศ 3 แบบจำลองในการคาดการณ์สภาพอากาศในอนาคตของ Max planck institute (MPI) นำมาหาความต้องการใช้น้ำของข้าวผ่านโปรแกรม CROPWAT ที่การปลูก ช่วงนาปรังและนาปีโดยเปรียบเทียบความต้องการใช้น้ำของพืชในอนาคตกับความต้องการใช้น้ำของ พืชในปัจจุบัน จากการศึกษา ในปัจจุบันปริมาณน้ำที่ใช้ปลูกข้าวตลอดทั้งปีคือ 125.531 ล้าน ลบ.ม. ใน นาปีและ 128.728 ล้าน ลบ.ม. โดยแบบจำลอง MPI พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของฝนที่จะลดลง ประมาณร้อยละ 4.35 ถึง 23.30 ในแต่ละช่วงอนาคต ทำให้ปริมาณการใช้น้ำปลูกข้าวตลอดแต่ละ ช่วงมากขึ้น ประมาณร้อยละ 8.5 ถึง 36.3 หรือประมาณ 10 ถึง 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อปีในอนาคต โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามีการพัฒนาปรับปรุงระบบชลประทานให้มีศักยภาพมากขึ้น หรือ เปลี่ยนแปลงวิธีการเพาะปลูกเป็นการปลูกข้าวแบบนาเปียกสลับแห้งจะสามารถลดการใช้น้ำต้นทนถุึง 25 ถึง 48 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี
Supakorn Sungkul, Kritsada Kongpoon, Racharn Sritowpakdee, Sumet Boonchom, Tongchai Jaitreamsuk, Chavawoot Kumpiro, Artorn Kongtan, Sittikorn Sangsawang, Kreerawit Sornsumlarn 2022.Evaluation of irrigation water requirement under the climate change impacts. A case study: Balommathat’s irrigation project area. Irrigation project director course 20th, Irrigation development institute and Human resources development sub-division, Bureau of Human resources development, Royal irrigation department, Ministry of agriculture and cooperatives. Balommathat’s irrigation project area was established in 1952. Most of the area is plain with the river nearby. Suitable for agriculture, so most of population in the area are farmer. Due to the climate change impacts in the area can cause the impact directly to the farmer and their economy. This study will provide the future climate change trends that could change in the area, and the CROPWAT program are used as a tool for water management. It is expected that in the future Balommathat’s irrigation project will require greater amounts of irrigation water. In this study used 2 scenarios, which is RCP4.5 and RCP8.5 by used the regional climate model from Max planck institute ( MPI) in order to study the change of the climate and irrigation water requirement of rice for both dry and rain season of each period by compared with present data. In present period the irrigation water requirement is 125.531 MCM for rain season and 128.728 MCM for dry season. The trend of rainfall will be slightly decreased around 4.35 to 23.30 percent for each period. As a result, the irrigation water requirement will be increased around 8.5 to 36.3 percent or around 10 to 50 MCM per year. Finally, if the irrigation project can develop and improve the irrigation efficiency or change the way of cultivation from traditional method to wet and dry method. It can save 25 to 48 MCM of irrigation water each year.
กิตติกรรมประกาศ การศึกษาการประเมินปริมาณการใช้น้ำของพืช ในเขตพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและ บำรุงรักษาบรมธาตุภายใต้สภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป สามารถดำเนินการจนประสบ ความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์และสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจาก คณะ อาจารย์จากสถาบันพัฒนาการชลประทาน กรมชลประทานทาน ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ ข้อคิด คำแนะนำและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ และขอขอบคุณนายธวัชชัย เปาทุย ที่ให้คำ ชี้แนะในการศึกษาครั้งนี้ตลอดจนให้คำแนะนำ จนกระทั่งการศึกษาครั้งนี้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดีคณะ ผู้จัดทำขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ณ ที่นี้ อนึ่ง คณะผู้จัดทำหวังว่า งานศึกษาฉบับน้จะมี ีประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดนี้ ให้แก่เหล่าคณาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนทำให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและ ขอมอบความกตัญญูกตเวทิตาคุณ แด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน สำหรับข้อบกพร่องต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น และยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่ได้เข้ามาศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ใน การพัฒนางานศึกษาต่อไป คณะผู้จัดทำ
สารบญั หน้า บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 1.3 คำถามในการศึกษา 2 1.4 สมมติฐานในการศึกษา 2 1.5 ขอบเขตการศึกษา 2 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 1.7 กรอบความคิดในการศกษาึ 3 1.8 แผนการดำเนินงาน 4 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานศึกษาที่เกี่ยวข้อง 2.1 พื้นที่ศึกษา 5 2.2 ข้อมลคลองสู่งน้ำและคลองระบายน้ำ 7 2.3 โปรแกรม CROPWAT 26 2.4 แบบจำลองภูมิอากาศภูมิภาค (Regional Climate Model, RCM) 27 2.5 เส้นตัวแทนความเข้มข้นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 27 (Representative Concentration Pathways, RCP) 2.6 เทคนิคการปรับแก้ความคลาดเคลื่อน (Bias Correction) 28 2.7 ความต้องการใช้น้ำของพืช 29 2.8 ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช 29 2.9 การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) 32 2.10 งานศึกษาที่เกี่ยวข้อง 38 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 3.1 ขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิจาก RCM 41 3.2 ขั้นตอนในการปรับแก้ขอมู้ลน้ำฝนและอุณหภูมิ (Bias Correction) 43 3.3 ขั้นตอนการคำนวณความต้องการใช้น้ำของพืชโดยโปรแกรม CROPWAT 44 3.4 ขั้นตอนในการวิเคราะห์หาแนวทางเพื่อลดผลกระทบจาก 47 การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ
สารบญั (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลและการวิจารณ์ 4.1 ผลการดำเนินการสำหรับวัตถุประสงค์ที่ 1 48 4.2 ผลการดำเนินการสำหรับวัตถุประสงค์ที่ 2 55 4.3 ผลการดำเนินการสำหรับวัตถุประสงค์ที่ 3 75 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา 5.1 สรุปผลการดำเนินการสำหรับวัตถุประสงค์ที่ 1 90 5.2 สรุปผลการดำเนินการสำหรับวัตถุประสงค์ที่ 2 91 5.3 สรุปผลการดำเนินการสำหรับวัตถุประสงค์ที่ 3 91 5.4 ข้อเสนอแนะ 95
สารบญตารางั ตารางที่หน้า 1.1 ตารางแผนการดำเนินงานในการศึกษา 4 2.1 พื้นที่เพาะปลูกโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 7 2.2 ผลการจัดสรรน้ำสะสมรายคลองส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 30 เมษายน 2565 20 2.3 ผลการเพาะปลูกรายสัปดาห์ 21 2.4 ตารางผู้ขอใช้น้ำชลประทานตามมาตรา 8 22 2.5 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในช่วงปีค.ศ. 1970 – 1979 33 2.6 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในช่วงปีค.ศ. 1970 – 1979 35 4.1 ตารางการเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 4.5 48 4.2 ตารางการเปรียบเทียบอุณหภูมิต่ำสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 4.5 49 4.3 ตารางการเปรียบเทียบอุณหภูมิสูงสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 4.5 50 4.4 ตารางการเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 8.5 51 4.5 ตารางการเปรียบเทียบอุณหภูมิต่ำสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 8.5 52 4.6 ตารางการเปรียบเทียบอุณหภูมิสูงสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 8.5 53 4.7 ตารางการตรวจความถูกต้องของปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่ RCP 4.5 54 4.8 ตารางการตรวจความถูกต้องของปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่ RCP 8.5 55 4.9 ตารางการเปรียบเทียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปีกรณี RCP4.5 55 4.10 ตารางการเปรียบเทียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปรัง กรณี RCP4.5 58 4.11 ตารางการเปรียบเทียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปีกรณี RCP8.5 61 4.12 ตารางการเปรียบเทียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปรัง กรณี RCP8.5 64 4.13 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปี 67 (เริ่มเพาะปลูกเดือน ธันวาคม) กรณี RCP 4.5 4.14 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปรัง 68 (เริ่มเพาะปลูกเดือน มิถุนายน) กรณ RCP 4.5 ี 4.15 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปี 69 (เริ่มเพาะปลูกเดือน ธันวาคม) กรณี RCP 8.5 4.16 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปรัง 70 (เริ่มเพาะปลูกเดือน มิถุนายน) กรณ RCP 8.5 ี 4.17 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 71 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูฝน กรณี RCP 4.5
สารบญตารางั (ต่อ) ตารางที่หน้า 4.18 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 72 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูแล้ง กรณี RCP 4.5 4.19 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 73 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูฝน กรณี RCP 8.5 4.20 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 74 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูแล้ง กรณี RCP 8.5 4.21 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่ชลประทานที่เปลี่ยนแปลงไปในฤดูฝนและฤดูแล้ง 77 กรณี RCP 4.5 4.22 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่ชลประทานที่เปลี่ยนแปลงไปในฤดูฝนและฤดูแล้ง 78 กรณี RCP 8.5 4.23 การลดปริมาณน้ำต้นทุนหากเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเป็นนาเปียกสลับแห้งกรณ RCP 4.5 79 ี 4.24 การลดปริมาณน้ำต้นทุนหากเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเป็นนาเปียกสลับแห้งกรณ RCP 8.5 80 ี 4.25 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 5 % 81 กรณี RCP 4.5 4.26 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 10 % 82 กรณี RCP 4.5 4.27 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 5 % 83 กรณี RCP 8.5 4.28 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 10 % 84 กรณี RCP 8.5 4.29 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซ้ายเริ่มเพาะปลูกในฤดูฝนและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลูก 86 ในฤดูแล้งกรณ RCP 4.5 ี 4.30 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซ้ายเริ่มเพาะปลูกในฤดูฝนและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลูก 87 ในฤดูแล้งกรณ RCP 8.5 ี 4.31 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซ้ายเริ่มเพาะปลูกในฤดูแล้งและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลูก 88 ในฤดูฝนกรณ RCP 4.5 ี 4.32 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซ้ายเริ่มเพาะปลูกในฤดูแล้งและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลกู 89 ในฤดูฝนกรณ RCP 8.5 ี 5.1 ตารางการเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายเดือนจากฐานข้อมูลแบบจำลอง MPI 90 5.2 ตารางการเปรียบเทียบอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือนจากฐานข้อมูลแบบจำลอง MPI 90
สารบญตารางั (ต่อ) ตารางที่หน้า 5.3 ตารางการเปรียบเทียบอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนจากฐานข้อมูลแบบจำลอง MPI 90 5.4 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปีจากฐานข้อมูลแบบจำลอง MPI 91 5.5 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปรังจากฐานข้อมูลแบบจำลอง MPI 91 5.6 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปีจากฐานข้อมูลแบบจำลอง MPI 92 5.7 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปรังจากฐานข้อมูลแบบจำลอง MPI 92 5.8 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปีกรณีเพิ่มประสิทธิภาพ 5% 93 5.9 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปรังกรณีเพิ่มประสิทธิภาพ 5% 93 5.10 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปีกรณีเพิ่มประสิทธิภาพ 10% 93 5.11 ปริมาณความต้องการน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปของข้าวนาปรังกรณีเพิ่มประสิทธิภาพ 10% 94 5.12 การลดปริมาณการใช้น้ำโดยสลับกันเพาะปลูกตามสองฝั่งแม่น้ำน้อย 94
สารบญภาพั ภาพที่หน้า 1.1 กรอบความคิดในการศกษาึ 3 2.1 แผนที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 6 2.2 ผลการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ 9 ในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 2.3 บันทึกขอแจ้งหยุดการส่งน้ำปลูกพืชฤดูแล้งปี 2564/65 10 2.4 บันทึกขอแจ้งขยายเวลาหยุดการส่งน้ำปลูกพืชฤดูแลงป้ ี 2564/65 11 2.5 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 1 12 2.6 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 2 12 2.7 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 3 13 2.8 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 4 13 2.9 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 5 14 2.10 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 6 14 2.11 การประชุมประชาสัมพันธ์เกษตรกร 1 15 2.12 การประชุมประชาสัมพันธ์เกษตรกร 2 15 2.13 การประชุมกลุ่มผใชู้ ้น้ำ 1 16 2.14 การประชุมกลุ่มผใชู้ ้น้ำ 2 16 2.15 การประชุมกลุ่มผใชู้ ้น้ำ 3 17 2.16 การประชุมกลุ่มผใชู้ ้น้ำ 4 17 2.17 การประชุมประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ 1 18 2.18 การประชุมประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ 2 18 2.19 การประชุมประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ 3 19 2.20 การประชุมประชาสมพั ันธ์รูปแบบอื่นๆ 4 19 2.21 แผนที่จดผุ ู้ขอใช้น้ำชลประทานตามมาตรา 8 22 2.22 แผนที่บอบาดาล่ /บ่อน้ำตื้นในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 23 2.23 การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 1 24 2.24 การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 2 25 2.25 การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 3 25 2.26 ภาพแสดงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในแต่ละฉากทัศน์ตั้งแต่ค.ศ. 2005 จนถึง ค.ศ. 2100 28 2.27 ผลของการระเหยน้ำจากผิวดินต่อค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช 30 2.28 สมประส ั ิทธิ์การใช้น้ำของพืชตามช่วงของการเจริญเติบโต 32
สารบญภาพั (ต่อ) ภาพที่หน้า 2.29 การเปลยนแปลงอ ีุ่ณหภูมิในประเทศไทยในช่วงปีค.ศ.1970 – 2006 34 2.30 การเปลยนแปลงฝนในประเทศไทยในช ี่่วงปีค.ศ. 1955 – 2014 (พ.ศ. 2498 – 2557) 36 2.31 แนวโน้มของความถี่พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในช่วง 64 ปี 36 2.32 อัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในอ่าวไทยจากข้อมูลดาวเทียม 37 3.1 ข้อมลู RCM ของฐานข้อมูลแบบจำลองจาก MPI 41 3.2 การค้นหา Make NetCDF 41 3.3 หน้าต่าง Make NetCDF Table View 42 3.4 ตารางข้อมูล RCM ของฐานข้อมูลแบบจำลองจาก MPI 42 3.5 การหาค่า factor ของอุณหภูมิระหว่างแบบจำลอง RCM และการตรวจวัด 43 3.6 การนำเขาข้ ้อมูลสภาพอากาศของฐานข้อมูลแบบจำลองจาก MPI 44 3.7 การนำเขาข้ ้อมูลปริมาณน้ำฝนของฐานข้อมูลแบบจำลองจาก MPI 45 3.8 การนำเขาข้ ้อมูลพืชพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 45 3.9 การหาค่าของข้อมูลดินในพื้นที่โดยใช้โปรแกรม CLIMWAT 2.0 46 3.10 การนำเข้าข้อมูลดิน 46 3.11 ผลลัพธปร์ ิมาณน้ำที่ขาวต้ ้องการ 47 4.1 การเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 4.5 49 4.2 การเปรียบเทียบข้อมูลอณหภุ ูมิต่ำสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 4.5 50 4.3 การเปรียบเทียบข้อมูลอณหภุ ูมิสูงสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 4.5 51 4.4 การเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 8.5 51 4.5 การเปรียบเทียบข้อมูลอณหภุ ูมิต่ำสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 8.5 52 4.6 การเปรียบเทียบข้อมูลอณหภุ ูมิสูงสุดจากการตรวจวัดและแบบจำลองที่ RCP 8.5 53 4.7 การเปรียบเทียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปีกรณี RCP 4.5 56 4.8 ความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปีที่ในช่วงปีฐาน (ค.ศ.1996 - ค.ศ 2019) 56 4.9 ความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตช่วงกลาง 57 (ค.ศ.2026 - ค.ศ.2050) ท RCP 4.5 ี่ 4.10 ความตองการใช ้น้้ำของข้าวนาปีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตช่วงกลาง 57 (ค.ศ.2051 - ค.ศ.2075) ท RCP 4.5 ี่ 4.11 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตอันไกล 58 (ค.ศ.2076 - ค.ศ.2100) ท RCP 4.5 ี่ 4.12 การเปรยบเที ียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปรัง กรณี RCP 4.5 59
สารบญภาพั (ต่อ) ภาพที่หน้า 4.13 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปรังในช่วงปีฐาน (ค.ศ.1996 - ค.ศ 2019) 59 4.14 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปรังที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตอันใกล้ 60 (ค.ศ.2026 - ค.ศ.2050) ท RCP 4.5 ี่ 4.15 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปรังที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตช่วงกลาง 60 (ค.ศ.2051 - ค.ศ.2075) ท RCP 4.5 ี่ 4.16 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตอันไกล 61 (ค.ศ.2076 - ค.ศ.2100) ท RCP 4.5 ี่ 4.17 การเปรยบเที ียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปีกรณี RCP 8.5 62 4.18 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตช่วงปีฐาน 62 (ค.ศ.1996 - ค.ศ 2019) 4.19 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตอันใกล้ 63 (ค.ศ.2026 - ค.ศ.2050) ท RCP 8.5 ี่ 4.20 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตช่วงกลาง 63 (ค.ศ.2051 - ค.ศ.2075) ท RCP 8.5 ี่ 4.21 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปีที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตอันไกล 64 (ค.ศ.2076 - ค.ศ.2100) ท RCP 8.5 ี่ 4.22 การเปรยบเที ียบข้อมูลความต้องการใช้น้ำของข้าวนาปรัง กรณี RCP 8.5 65 4.23 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปรังในช่วงปีฐาน (ค.ศ.1996 - ค.ศ 2019) 65 4.24 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปรังที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตอันใกล 66 ้ (ค.ศ.2026 - ค.ศ.2050) ท RCP 8.5 ี่ 4.25 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวนาปรังที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช่วงอนาคตช่วงกลาง 66 (ค.ศ.2051 - ค.ศ.2075) ท RCP 8.5 ี่ 4.26 ความตองการใช ้ ้น้ำของข้าวที่เปล่ยนแปลงไปจากสภาพอากาศในช ี ่วงอนาคตอันไกล 67 (ค.ศ.2076 - ค.ศ.2100) ท RCP 8.5 ี่ 4.27 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปี 68 (เริ่มเพาะปลูกเดือน ธันวาคม) กรณี RCP 4.5 4.28 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปรัง 69 (เริ่มเพาะปลูกเดือน มิถุนายน) กรณ RCP 4.5 ี 4.29 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปี 70 (เริ่มเพาะปลูกเดือน ธันวาคม) กรณี RCP 8.5
สารบญภาพั (ต่อ) ภาพที่หน้า 4.30 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำชลประทานของข้าวนาปรัง 71 (เริ่มเพาะปลูกเดือน มิถุนายน) กรณ RCP 8.5 ี 4.31 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 72 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูฝน กรณี RCP 4.5 4.32 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 73 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูแล้ง กรณี RCP 4.5 4.33 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 74 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูฝน กรณี RCP 8.5 4.34 พื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำชลประทาน 75 เพิ่มสูงขึ้นในฤดูแล้ง กรณี RCP 8.5 4.35 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่ชลประทานที่เปลี่ยนแปลงไปในฤดูฝนและฤดูแล้ง 77 กรณี RCP 4.5 4.36 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่ชลประทานที่เปลี่ยนแปลงไปในฤดูฝนและฤดูแล้ง 78 กรณี RCP 8.5 4.37 การลดปริมาณน้ำต้นทุนหากเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเป็นนาเปียกสลับแห้งกรณ RCP 4.5 79 ี 4.38 การลดปริมาณน้ำต้นทุนหากเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเป็นนาเปียกสลับแห้งกรณ RCP 8.5 80 ี 4.39 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 5 % 81 กรณี RCP 4.5 4.40 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 10 % 82 กรณี RCP 4.5 4.41 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 5 % 83 กรณี RCP 8.5 4.42 ปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถลดได้เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการชลประทาน 10 % 84 กรณี RCP 8.5 4.43 การแบงพ่ ื้นที่รับผิดของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาโครงการบรมธาตุ 85 4.44 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซ้ายเริ่มเพาะปลูกในฤดูฝนและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลูก 86 ในฤดูแล้งกรณ RCP 4.5 ี 4.45 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซายเร้ ิ่มเพาะปลูกในฤดูฝนและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลูก 87 ในฤดูแล้งกรณ RCP 8.5 ี
สารบญภาพั (ต่อ) ภาพที่หน้า 4.46 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซ้ายเริ่มเพาะปลูกในฤดูแล้งและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลูก 88 ในฤดูฝนกรณ RCP 4.5 ี 4.47 ปริมาณน้ำที่ต้องส่งจริงให้แก่พื้นที่หากฝั่งซ้ายเริ่มเพาะปลูกในฤดูแล้งและฝั่งขวาเริ่มเพาะปลูก 89 ในฤดูฝนกรณ RCP 8.5 ี 5.1 BCG Value Chain ภาคการเกษตร 95
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคญของป ั ัญหา การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศเกิดจากความผันแปรตามธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ส่งผลให้อุณหภูมิปริมาณน้ำฝน ลม เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้พืชได้รับ อันตรายหรืออาจทำให้พืชตายได้นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และบริการ ที่ต้องใช้วัตถุดิบทางการเกษตรเป็นฐานในการผลิต น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรบริหารจัดการให้พืชได้รับน้ำ อย่างเพียงพอเหมาะสมตามความต้องการของพืช และลดปริมาณการใช้น้ำที่เกินจำเป็น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุเริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2495 โดยมีประตูระบายน้ำขนาด 4 – 6.00 X 6.00 เมตร 1 แห่ง ที่บริเวณปากแม่น้ำน้อย ประตูน้ำเพื่อการคมนาคม 1 แห่ง พร้อมทั้งระบบ ส่งน้ำ และงานคันคูน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก งานก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2507 รับน้ำ โดยตรงจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่สู่พื้นที่เพาะปลูก มีประตูระบายบรมธาตุเป็นประตู ระบายน้ำปากแม่น้ำน้อยทำหน้ำที่ควบคุมปริมาณน้ำ เพื่อส่งเข้าแม่น้ำน้อย ให้กับพื้นที่เพาะปลูก โครงการส่ง น้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร, ยางมณี, ผักไห่และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาตอนล่างต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2514 ได้เริ่มงานจัดรูปที่ดินขึ้นในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุโดยเริ่มทำแปลงทดลองตัวอย่างในพื้นที่ จำนวน 772 ไร่ เขตงานฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 ท้องที่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เป็นโครงการ ชลประทานประเภททดน้ำและส่งน้ำมีพื้นที่ครอบคลุม 2 ฝั่ง ของแม่น้ำน้อย ระหว่างฝั่งซ้ายของแม่น้ำน้อย จะเลาะเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจากจังหวัดชัยนาท ลงไปถึงอำเภอพรหมบุรีจังหวัดสิงห์บุรีสภาพพื้นที่เป็น ที่ราบลุ่ม ลักษณะส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวมีดินร่วนปนทรายอยู่แถบพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างฝั่งขวา ของแม่น้ำน้อย ติดกับคลองระบายน้ำใหญ่สุพรรณ 1 ไปจนถึงอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่โครงการฯ ส่วนใหญ่จะเป็นนาหว่านข้าวพันธ์ลูกผสม 98 % และพื้นที่เพาะปลูกอ้อยประมาณ 2% ซึ่งถ้าสภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของ ประชากร การศึกษานี้จะทำให้ทราบถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต เพื่อเข้ามาช่วย ในการบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้ส่งผลเสียหายแก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำ ซึ่งถ้าไม่มีการบริหารและจัดการน้ำ อย่างมีคุณภาพ ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้ประเทศไทยจะกลายเป็นพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงสูงที่ผลผลิตทางการเกษตรจะเกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณการมากกว่าร้อยละ 25 ภายใน 50 ปีข้างหน้ำ วรรษมน (2560) การศึกษานี้จึงเป็นหนึ่งในแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อรองรับ ผลผลิตในอนาคตที่มีประสิทธิภาพในยุคที่ทรัพยากรมีจำกัด จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงเลือกประยุกต์ใช้โปรแกรม CROPWAT ใน พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุเข้ามาช่วยในการคำนวณความต้องการใช้น้ำของพืชที่เปลี่ยนแปลง ไป เพื่อศึกษาแนวทางเพื่อลดผลกระทบจากสภาวะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่โครงการส่งน้ำและ บำรุงรักษาบรมธาตุ
2 1.2 วัตถุประสงคของการศ์กษาึ 1.2.1 เพื่อนำผลการพยากรณ์จากแบบจำลองภูมิอากาศภูมิภาคมาเปรียบเทียบกับข้อมูลปริมาณ น้ำฝนและอุณหภูมิในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 1.2.2 เพื่อนำผลที่ได้จากแบบจำลองภูมิอากาศภูมิภาคมาศึกษาความต้องการใช้น้ำของข้าวที่ เปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 1.2.3 เพื่อหาแนวทางในการลดผลกระทบเนื่องจากสภาวะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 1.3 คำถามในการศึกษา ในอนาคตถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสภาพอากาศ จะส่งผลต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำของ พืชอย่างไร และจะมีแนวทางในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างไรบ้าง 1.4 สมมติฐานในการศึกษา ในอนาคตถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสภาพอากาศ จะสามารถทราบแนวทางความ ต้องการใช้น้ำของพืชทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำได้อย่างเหมาะสม และเพื่อเป็นการลด ผลกระทบอาจจะต้องหาแหล่งน้ำสำรองเพิ่มเติม หรือระบายน้ำเพื่อลดผลจากอุทกภัย 1.5 ขอบเขตของการศึกษา 1.5.1 การใช้โปรแกรม CROPWAT เพื่อศึกษาหาความต้องการใช้น้ำของพืชบริเวณพื้นที่โครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 1.5.2 คำนวณความต้องการใช้น้ำของพืชบริเวณพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 1.5.3 RCM จาก สถาบัน Max planck institute ทั้งน้ำฝนและอุณหภมูิชุดที่ RCP 4.5 และ 8.5 ปี ค.ศ.1998 - ค.ศ.2100 1.5.4 พืชชนิดที่ใช้ในการศกษาึคือ ข้าว 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ได้ทราบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ 1.6.2 ได้ทราบปริมาณความต้องการน้ำของพืชที่เปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา บรมธาตุ 1.6.3 ได้ทราบถึงแนวทางเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศในพื้นที่โครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ
3 1.7 กรอบความคิดในการศึกษา ภาพที่ 1.1 กรอบความคิดในการศึกษา ตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) No Yes ศึกษาโมเดลสภาพ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป คำนวณความต้องการใช้น้ำภายใต้การเปลี่ยนแปลง ทางสภาพอากาศ โดยโปรแกรม CROPWAT ปรับแก้ข้อมูลน้ำฝนและอุณหภูมิ (Calibration) นำค่าที่ได้จากการวิเคราะห์มาหาแนวทางเพื่อลด ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ สรุปผล ศึกษาวิธีการใช้โปรแกรม CROPWAT รวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝนและ อุณหภูมิจาก RCM ที่ RCP 4.5 และ 8.5
4 1.8 แผนการดำเนนงานิ แผนการดำเนินงานในการศึกษาแสดงดังตารางที่ 1.1 ดงตั ่อไปนี้ ตารางที่ 1.1 ตารางแผนการดำเนินงานในการศึกษา ขั้นตอนการดำเนินงาน เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. 1. ศึกษา ค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลในการทำศึกษา 2. รวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝนและอุณหภมูิจาก RCM ท RCP 4.5 ี่ และ 8.5 3. นำข้อมูลที่รวบรวมมาปรับแก้ปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิ (Bias Correction) 4. นำข้อมูลปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่ปรับแก้มาคำนวณความ ต้องการใช้น้ำภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ โดย โปรแกรม CROPWAT 5. นำค่าที่ได้จากการวิเคราะห์มาหาแนวทางเพื่อลดผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ 6. สรุป รวบรวมข้อมูลและจดทำร ัูปเล่ม
5 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานศึกษาที่เกี่ยวข้อง 2.1 พนทื้ี่ศึกษา ก. ประวัติความเป็นมา เกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ (2566) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ประเภท ทดน้ำและส่งน้ำ เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2495 โดยมีประตูระบายน้ำขนาด 4 - 6.00 x 6.00 เมตร 1 แห่ง ที่บริเวณปากแม่น้ำน้อย ประตูระบายน้ำเพื่อการคมนาคม 1 แห่ง พร้อมทั้งระบบส่งน้ำ และงานคันคูน้ำเพื่อ กระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกโดยรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา งานก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2507 มีประตูระบายบรมธาตุเป็นประตูระบายน้ำปากแม่น้ำน้อย ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำเพื่อส่งเข้าแม่น้ำน้อย ให้กับพื้นที่เพาะปลูกโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี,โครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่แ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุเริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2495 โดยมี ประตูระบายน้ำ ขนาด 4 – 6.00 X 6.00 เมตร 1 แห่ง ที่บริเวณปากแม่น้ำน้อย ประตูน้ำเพื่อการคมนาคม 1 แห่ง พร้อมทั้งระบบส่งน้ำ และงานคันคูน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก งานก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2507 รับน้ำโดยตรงจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่สู่พื้นที่เพาะปลูก มีประตูระบายบรม ธาตุเป็นประตูระบายน้ำปากแม่น้ำน้อยทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำ เพื่อส่งเข้าแม่น้ำน้อย ให้กับพื้นที่เพาะปลูก โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ยางมณี, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2514 ได้เริ่มงานจัดรูปที่ดินขึ้นในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรม ธาตุโดยเริ่มทำแปลงทดลองตัวอย่างในพื้นที่จำนวน 772 ไร่ เขตงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 ท้องที่อำเภอ สรรพยา จังหวัดชัยนาท ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญชาวไต้หวัน และงานจัดรูปที่ดิน ก็ได้ดำเนินการติดต่อ เรื่อยมาจนปัจจุบัน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุที่ทำการหัวงาน ตั้งอยู่ปากแม่น้ำน้อย เลขที่ 251 หมู่ 6 ตำบลชัยนาท อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท อยู่ที่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 15๐ 9 ′ เส้นวางที่ 100๐ 8 ′ พิกัดแผนที่ ทหารบก 1 : 50,000 ที่ 758 – 245 ระวางแผนที่ 5039 ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3183 ห่างจาก ตัวจังหวัดชัยนาท ประมาณ 5 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 168 กิโลเมตร การคมนาคม ทางรถ สะดวกมาก ส่วนทางน้ำสามารถเดินทางได้สะดวกทั้งแม่น้ำน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปัจจุบันไม่ เป็นที่นิยม มีเพียงเรือลากจูงบรรทุกทรายและเรือทัศนาจรพานักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศผ่านบ้างเป็น ครั้งคราว ข. พื้นที่โครงการ พื้นที่โครงการมีทั้งหมดประมาณ 369,200 ไร่อยู่ในเขต 3 จังหวัด 9 อำเภอ มี 26 ตำบล แบ่งออกเป็น 4 ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา - ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 พื้นที่ทั้งหมด 91,720 ไร่พื้นที่ชลประทาน 81,880 ไร่ - ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 พื้นที่ทั้งหมด 105,043 ไร่พื้นที่ชลประทาน 92,569 ไร่ - ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 พื้นที่ทั้งหมด 121,090 ไร่พื้นที่ชลประทาน 110,956 ไร่ - ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 พื้นที่ทั้งหมด 91,957 ไร่พื้นที่ชลประทาน 82,486 ไร่
6 1) จังหวัดชัยนาท คลุมพื้นที่ 4 อำเภอ • อำเภอเมืองชัยนาท คลุมพื้นที่ 1 ตำบล คือ ตำบลชัยนาท • อำเภอสรรคบุรีคลุมพื้นที่ 8 ตำบล คือ ตำบลเที่ยงแท้ตำบลโพงาม ตำบลห้วย กรด ตำบลห้วยกรดพัฒนา ตำบลแพรกศรีราชา ตำบลดอนกำ ตำบลคงดอน ตำบลบางขุด • อำเภอสรรพยา คลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลบางหลวง ตำบลสรรพยา ตำบลโพนางดำตก • อำเภอหันคา คลุมพื้นที่ 1 ตำบล คือ ตำบลบางไก่เถื่อน 2) จังหวัดสิงห์บุรีอยู่ในเขต 4 อำเภอ คือ • อำเภอเมืองสิงห์บุรีคลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลบางกระบือ ตำบลต้นโพธ์ ตำบลจักรสีห์ • อำเภออินทร์บุรีคลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลห้วยชัน ตำบลประศุก ตำบลอินทร์บุรี • อำเภอพรหมบุรีคลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลหัวป่า ตำบลโรงช้าง ตำบลพระงาม • อำเภอบางระจัน คลุมพื้นที่ 2 ตำบล คือ ตำบลสระแจง ตำบลพักทัน 3) จังหวัดสุพรรณบุรีคลุมพื้นที่ 1 อำเภอ • อำเภอเดิมบางนางบวช คลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลโคกช้าง ตำบลยางนอน ตำบลทุ่งคลี ภาพที่ 2.1 แผนที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ
7 ค. สภาพภูมิประเทศ สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ลักษณะส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวมีดินร่วนปนทราย ง. ที่ตั้งและอาณาเขต โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุหัวงานตั้งอยู่ปากแม่น้ำน้อย เลขที่ 251 หมู่ 6 ตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 168 กิโลเมตร มีอาณาเขตตดติ ่อ ดังนี้คือ ทิศเหนือ ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศใต้ ติดต่อกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร และโครงการส่งน้ำและ บำรุงรักษายางมณี ทิศตะวันออก ติดต่อกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนเจ้าพระยา และแม่น้ำ เจ้าพระยา ทิศตะวันตก ติดต่อกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ และโครงการส่งน้ำและ บำรุงรักษาท่าโบสถ์ จ. พื้นที่เพาะปลูก ตารางที่ 2.1 พื้นที่เพาะปลูกโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ข้าว อ้อย พืชไร่พืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น บ่อปลา บ่อกุ้ง อื่นๆ รวม (ไร่) 111,067 114,480 15,199 7,099 1,307 1,770 593 636 99 252,250 2.2 ข้อมูลคลองส่งนำและคลองระบายน้ ้ำ - โครงการสงน่้ำและบำรุงรกษาบรมธาตัุมีคลองส่งนำ้ 26 สาย ประกอบด้วย 1. คลองส่งน้ำ 1 ซ้าย 2. คลองส่งน้ำ 1 ขวา - 1 ซาย้ 3. คลองส่งน้ำ 2 ขวา - 1 ซาย้ 4. คลองส่งน้ำ 3 ขวา - 1 ซาย้ 5. คลองส่งน้ำ 4 ขวา - 1 ซาย้ 7. คลองส่งน้ำ 2 ซ้าย 8. คลองส่งน้ำ 1 ซ้าย – 2 ซาย้ 9. คลองส่งน้ำ 1 ซ้าย – 1 ซาย้ – 2 ซ้าย 10. คลองส่งนำ้ 1 ขวา – 1 ซ้าย – 2 ซ้าย 11. คลองส่งนำ้ 2 ซ้าย – 2 ซ้าย 12. คลองส่งนำ้ 3 ซ้าย – 2 ซ้าย 13. คลองส่งนำ้ 4 ซ้าย – 2 ซ้าย 14. คลองส่งนำ้ 1 ขวา 15. คลองส่งนำ้ 1 ขวา – 1 ขวา 16. คลองส่งนำ้ 2 ขวา – 1 ขวา 17. คลองส่งนำ้ 3 ขวา – 1 ขวา 18. คลองส่งนำ้ 4 ขวา – 1 ขวา
8 19. คลองส่งนำ้ 1 ซ้าย – 4 ขวา – 1 ขวา 20. คลองส่งนำ้ 5 ขวา – 1 ขวา 21. คลองส่งนำ้ 6 ขวา – 1 ขวา 22. คลองส่งนำ้ 7 ขวา – 1 ขวา 23. คลองส่งนำ้ 8 ขวา – 1 ขวา 24. คลองส่งนำ้ 1 ซ้าย – 1 ขวา 25. คลองส่งนำ้ 2 ซ้าย – 1 ขวา 26. คลองส่งนำ้ 3 ซ้าย – 1 ขวา - คลองระบายน้ำ 28 สาย ประกอบด้วย 1. คลองระบายใหญสุ่พรรณ 1 2. คลองระบาย 1 ซ้าย สุพรรณ 1 3. คลองระบาย 1 ขวา สุพรรณ 1 4. คลองระบายใหญสุ่พรรณ 2 5. คลองระบาย 1 ซ้าย สุพรรณ 2 6. คลองระบาย 2 ซ้าย สุพรรณ 2 7. คลองระบาย 3 ซ้าย สุพรรณ 2 8. คลองระบาย 4 ซ้าย สุพรรณ 2 9. คลองระบาย 1 ขวา - 4 ซ้าย สุพรรณ 2 10. คลองระบาย 2 ขวา - 4 ซ้าย สุพรรณ 2 11. คลองระบาย 3 ขวา - 4 ซ้าย สุพรรณ 2 12. คลองระบาย 4 ขวา - 4 ซ้าย สุพรรณ 2 13. คลองระบาย 1 ซ้าย - 5 ขวา - 4 ซ้าย สุพรรณ 2 14. คลองระบาย 5 ขวา - 4 ซ้าย สุพรรณ 2 15. คลองระบายใหญ่แม่ น้ำนอย้ 1 16. คลองระบาย 1 ขวา แมน่้ำน้อย 1 17. คลองระบาย 1 ขวา - 1 ขวา แม่ น้ำน้อย 1 18. คลองระบาย 2 ขวา แมน่้ำน้อย 1 19. คลองระบายใหญ่แม่ น้ำนอย้ 2 20. คลองระบาย 1 ขวา แมน่้ำน้อย 2 21. คลองระบาย 1 ขวา - 1 ขวา แม่ นำน้้อย 2 22. คลองระบาย 1 ซ้าย - 1 ขวา แม่ น้ำน้อย 2 23. คลองระบาย 2 ขวา - 1 ขวา แม่ น้ำน้อย 2 24. คลองระบาย 2 ขวา แมน่้ำน้อย 2 25. คลองระบาย 1 ซ้าย แมน่้ำน้อย 2 26. คลองระบาย 2 ซ้าย แมน่้ำน้อย 2 27. คลองระบาย 3 ซ้าย แมน่้ำน้อย 2 28. คลองระบาย 4 ซ้าย แมน่้ำน้อย 2 2.2.1 ข้อมลกลู ุ่มผใชู้ ้น้ำ (กลมพุ่ ื้นฐาน/กลุ่มบริหาร/JMC)
9 ก. กลุ่มพื้นฐาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุมีกลุ่มผู้ใช้น้ำพื้นฐาน จำนวน 654 กลุ่ม พื้นที่ ทั้งหมด 329,063 ไร่ ข. กลุ่มบริหาร โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุมีกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทาน จำนวน 50 กลุ่ม พื้นทที่ั้งหมด 310,881 ไร่ ค. คณะกรรมการจัดการชลประทาน (Joint Management Committee for Irrigation: JMC) โครงการส่งน้ำและบำรงรุักษาบรมธาตุมีคณะกรรมการจดการชลประทาน ั (JMC) จำนวน 1 คณะกรรมการ ไดแก้ ่ 1. คณะกรรมการจัดการชลประทานท่อระบายวัดท่า พื้นที่จำนวน 9,500 ไร่ ง. การชี้แจงและประชาสัมพันธ์แผนการส่งน้ำให้เกษตรกร • ข้อมูลการประชาสัมพันธ์ ภาพที่ 2.2 ผลการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ ในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65
10 o จัดทำบันทึกชแจงสถานการณี้ ์น้ำ ภาพที่ 2.3 บนทั ึกขอแจ้งหยุดการส่งน้ำปลูกพืชฤดูแล้งปี 2564/65
11 ภาพที่ 2.4 บนทั ึกขอแจ้งขยายเวลาหยุดการส่งน้ำปลูกพืชฤดูแล้งปี 2564/65
12 o การจัดเวทีชุมชน/ประชุม ภาพที่ 2.5 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 1 ภาพที่ 2.6 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 2
13 ภาพที่ 2.7 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 3 ภาพที่ 2.8 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 4
14 ภาพที่ 2.9 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 5 ภาพที่ 2.10 การจัดเวทีชุมชน/ประชุม 6
15 o การประชุมประชาสัมพนธัเกษตรกร์ศูนย์การเรยนรีู้การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร (ศพก.) ภาพที่ 2.11 การประชุมประชาสัมพันธ์เกษตรกร 1 ภาพที่ 2.12 การประชุมประชาสัมพันธ์เกษตรกร 2
16 o ประชาสัมพันธ์กลุ่มผใชู้ ้นำ้ (กลุ่มบริหาร) ภาพที่ 2.13 การประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ 1 ภาพที่ 2.14 การประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ 2
17 ภาพที่ 2.15 การประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ 3 ภาพที่ 2.16 การประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ 4
18 o การประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ ภาพที่ 2.17 การประชุมประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ 1 ภาพที่ 2.18 การประชุมประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ 1
19 ภาพที่ 2.19 การประชุมประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ 2 ภาพที่ 2.20 การประชุมประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ 3
20 จ. ผลการจัดสรรน้ำรวมสะสมรายคลอง/การจัดรอบเวรการส่งน้ำ ตารางที่ 2.2 ผลการจัดสรรน้ำสะสมรายคลองส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 30 เมษายน 2565 ผลการจัดสรรน้ำรายคลองส่งน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 (ล้าน ลบ.ม.) เดือน พ.ย.-64 ธ.ค.-64 ม.ค.-65 ก.พ.-65 มี.ค.-65 เม.ย.-65 รวมปริมาณน้ำ สะสม (ล้าน ลบ.ม.) คลอง 1 ขวา 82.03 15.85 8.80 8.00 8.52 0.16 123.36 คลอง 1 ซ้าย 24.75 10.62 6.69 5.54 4.77 3.27 55.64 คลอง 2 ซ้าย 23.48 8.50 5.93 4.00 3.83 1.23 46.97 รวมทั้งหมด 130.26 34.97 21.42 17.54 17.12 4.66 225.97
21 ฉ. ผลการเพาะปลูกรายสัปดาห์ ตารางที่ 2.3 ผลการเพาะปลูกรายสัปดาห์ สัปดาห์ ช่วงวันที่ ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2564/65 รายสัปดาห์ (สะสม) ที่ ข้าวนา ปรัง พืชผัก-พชื ไร่ อ้อย ไม้ผล-ไม้ยืน ต้น บ่อปลาบ่อกุ้ง 1 1-7 พ.ย. 64 0 0 3,888 1,873 97 2 8-14 พ.ย. 64 6,816 759 3,888 1,873 97 3 15-21 พ.ย. 64 46,459 759 3,888 1,873 97 4 22-28 พ.ย. 64 76,202 759 3,888 1,873 97 5 29 พ.ย. - 5 ธ.ค. 64 90,833 759 3,888 1,873 97 6 6-12 ธ.ค. 64 108,533 759 3,888 1,873 97 7 13-19 ธ.ค. 64 132,467 759 3,888 1,873 97 8 20-26 ธ.ค. 64 145,656 759 3,888 1,873 97 9 27 ธ.ค. 64 - 2 ม.ค. 65 152,843 774 3,888 1,873 97 10 3-9 ม.ค. 65 159,448 774 3,888 1,873 97 11 10-16 ม.ค. 65 160,575 774 3,888 1,873 97 12 17-23 ม.ค. 65 161,588 774 3,888 1,873 97 13 24-30 ม.ค. 65 163,917 774 3,888 1,873 97 14 31 ม.ค. - 6 ก.พ. 65 163,917 774 3,888 1,873 97 15 7-14 ก.พ. 65 169,117 774 3,888 1,873 97 16 15-21 ก.พ.65 169,117 774 3,888 1,873 97 17 28 ก.พ. - 6 มี.ค. 65 169,117 774 3,888 1,873 97 18 7-13 มี.ค. 65 169,117 774 3,888 1,873 97 19 14-20 มี.ค. 65 169,117 774 3,888 1,873 97 20 21-27 มี.ค. 65 169,117 774 3,888 1,873 97 21 28 มี.ค. - 3 เม.ย. 65 171,571 774 3,888 1,873 97 22 4-10 เม.ย. 65 171,571 774 3,888 1,873 97 23 11-17 เม.ย. 65 171,517 774 3,888 1,873 97 24 18-22 เม.ย. 65 171,517 774 3,888 1,873 97 25 23-29 เม.ย. 65 171,517 774 3,888 1,873 97 26 30 เม.ย. - 6 พ.ค. 65 171,517 774 3,888 1,873 97
22 ช. ข้อมูลประปาส่วนภูมิภาคท้องถิ่น พร้อมแผนที่และพิกัด GIS - โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุไม่มีการใช้น้ำชลประทานจากการประปา ส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่น ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา บรมธาตุ - ข้อมูลการใช้น้ำอื่นๆ ตารางที่ 2.4 ตารางผู้ขอใช้น้ำชลประทานตามมาตรา 8 จุด ที่ ทางน้ำ จุดตรวจวัด ที่ตั้ง พิกัด (UTM/WGS84) ตำบล อำเภอ จังหวัด N E 1 แม่น้ำน้อย นางขวัญใจ นชชากริเชิงกลัด บางระจัน สิงห์บุรี 1651754 364352 2 แม่น้ำน้อย หจก.โรงสีเกษตรสมบูรณ์ ธัญกิจ แพรกศรี ราชา สรรคบุรีชัยนาท 1665635 374998 ภาพที่ 2.21 แผนที่จุดผู้ขอใช้น้ำชลประทานตามมาตรา 8
23 ภาพที่ 2.22 แผนที่บ่อบาดาล/บ่อน้ำตื้นในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ
24 ซ. พื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง สถานการณ์ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยที่ผ่านมา ในฤดูแล้งปี 2564/65 สถานการณ์น้ำต้นทุนมีน้อย โดยที่โครงการส่งน้ำและ บำรุงรักษาบรมธาตุมีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 67,894 ไร่ โดยมีผลการเพาะปลูกทั้งสิ้น 171,517 ไร่ ซึ่งทำให้พื้นที่บางส่วนช่วงปลายคลองส่งน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพาะปลูก ซึ่งโครงการส่งน้ำและ บำรุงรักษาบรมธาตุได้ดำเนินแก้ไขสถานการณ์จนให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจนสามารถเพาะปลูกและเก็บ เกี่ยวผลผลิตจนเสร็จสิ้น ฌ. แนวทางแก้ไขให้ความช่วยเหลือกับพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยในฤดูฝน (พร้อม Info graphic) รวมถึงคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเทียบกับผลผลิตที่ได้รับการช่วยเหลือ (คุ้มค่าหรือไม่) และ การประชาสัมพันธ์ต่างๆ - การใหความช้ ่วยเหลือและแก้ปัญหาพื้นทที่ี่ประสบปัญหาภัยแล้ง 1) ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำ และการใช้น้ำอย่างประหยัด และรู้คุณค่า 2) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งแนะนำ ให้ความช่วยเหลือ 3) กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ 4) เตรียมพรอมเคร้ ื่องมือ เครื่องจักร เพื่อให้ความช่วยเหลือ ภาพที่ 2.23 การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 1
25 ภาพที่ 2.24 การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 2 ภาพที่ 2.25 การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 3
26 ญ. ปัญหา-อุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 1) เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในฤดูแล้งมีน้อย เกษตรกรเพาะปลูกเกินกว่าพื้นที่ คาดการณ์ที่กรมกำหนดทำให้พื้นที่ที่เพาะปลูกไปบางส่วนช่วงปลายคลองส่งน้ำแล้วเกิดการขาดแคลนน้ำในการ เพาะปลูก 2) แหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติมีน้อยและแห้งเนื่องจากไม่มีน้ำมาเติม 3) ปัญหาด้านคุณภาพน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำที่ไม่มีการหมุนเวียนน้ำทำใหเก้ ิดน้ำเน่าเสีย ฎ. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข - การแก้ไขเบี้องต้นระยะสั้น 1) ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำ ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า 2) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง/อุทกภัย แนะนำ ให้ความช่วยเหลือให้กับ เกษตรกร 3) จัดเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร เตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือ 4) ดำเนินการขุดลอก กำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ 5) การจัดรอบเวรการส่งน้ำ 6) การส่งเสริมให้เกษตรกร ทำนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง - การแก้ไขระยะกลาง 1) ดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลประทาน สถานีสูบน้ำให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน 2) สำรวจแหล่งกักเก็บน้ำ และประชาสัมพันธ์ในเกษตรกรนำน้ำเข้าไปเก็บกักให้ มากที่สุด - การแก้ไขระยะยาว 1) ก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ 2) ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน 3) ก่อสร้างอาคารเพื่อทดน้ำหรือกักเก็บน้ำ 4) ดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำตลอดสาย 2.3 โปรแกรม CROPWAT Manual of CROPWAT8.0 (2006) CROPWAT 8.0 for Windows เ ป ็นโปรแกรม คอมพิวเตอร์สำหรับคํานวณปริมาณการใช้น้ำของพืช และความต้องการน้ำชลประทานโดยใช้ข้อมูลภูมิอากาศ และพืช ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่มาพร้อมกับโปรแกรมโดย ปริยายหรือเป็นข้อมูลที่ป้อนเข้าไปใหม่นอกจากนี้ โปรแกรมยังสามารถจัดทำกำหนดการให้น้ำชลประทาน สำหรับพืชที่มีแบบแผนการเพาะปลูกต่างๆ กัน CROPWAT 8.0 เป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาจาก CROPWAT 5.7 (1992) และ CROPWAT 7.0 (1999) โดยได้ ทำการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (user interface) ขึ้นใหม่รวมทั้งได้ปรับปรุงและเพิ่มเติมลักษณะการ ทำงานอีกหลายส่วนประกอบด้วย 1) การคํานวณปริมาณการใช้น้ำของพืชอ้างอิงจากข้อมูลทั้งรายเดือน รายสิบวัน และรายวัน 2) มีความเข้ากันได้กับเวอร์ชั่นก่อนหน้า ซึ่งทำให้สามารถใช้ฐานข้อมูล CLIMWAT ได้ 3) สามารถประมาณค่าข้อมูลภูมิอากาศที่ขาดหายได้
27 4) การคํานวณค่าปริมาณความต้องการน้ำของพืชรายวันและรายสิบวัน มีกระบวนคํานวณ ปรับแก้ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช 5) สามารถคํานวณความต้องการน้ำของพืชและกําหนดการให้น้ำสำหรับพืชไร่และสำหรับ ข้าวนาสวนและข้าวไร่ 6) สามารถทำงานแบบโต้ตอบกับผู้ใช้ในการปรับแก้กําหนดการให้น้ำ 7) ให้ตารางผลลัพธ์ของสมดุลของน้ำในดินเป็นรายวัน 8) จัดเก็บและเรียกใช้ในแต่ละช่วงการทำงานหรือกําหนดการให้น้ำที่ผู้ใช้กำหนดขึ้นได้อย่าง ง่ายดาย 9) นําเสนอข้อมูลเป็นกราฟ ทั้งข้อมูลนําเข้า ผลการคํานวณความต้องการน้ำของพืชและ กําหนดการให้น้ำ 10) การนําข้อมูลเข้าหรือส่งออกทำได้อย่างง่ายดายผ่าน clipboard หรือ ASCII text files 11) เพิ่มความสามารถส่วนของการพิมพ์ผลลัพธ์ซึ่งทำงานกับเครื่องพิมพ์ในระบบวินโดส์ได้ เป็นอย่างดี 12) ระบบให้ข้อมูลช่วยการทำงานกระบวนการคํานวณค่าปริมาณการใช้น้ำของพืชใน CROPWAT 8.0 ใช้ตามคู่มือของ FAO-56 "Crop Evapotranspiration-Guidelines for computing crop water requirements" 2.4 แบบจำลองภูมิอากาศภูมิภาค (Regional Climate Model, RCM) กรมอุตุนิยมวิทยา (2559) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุแบบจำลองภูมิอากาศ ภูมิภาค (RCM) จัดทำโดยใช้ PRECIS (Providing Regional Climates for Impacts Studies) ซึ่งพัฒนาขึ้น โดย Hadley Centre โดยใช้เงื่อนไข (Initial Condition) และข้อมูลในบริเวณพื้นที่ขอบเขต (Boundary Condition) จากแบบจำลองภูมิอากาศโลก ECHAM4 พัฒนาโดย Max-Planck-Institute for Meteorology และใช้ภาพจำลองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบ A2 และ B2 โดยแบ่งช่วงเวลาในการจำลองออกเป็น 2 ช่วงเวลาดังต่อไปนี้ ก. การจำลองสภาพภูมิอากาศในช่วงปีฐานเพื่อใช้เปรียบเทียบความถูกต้องกับข้อมูลสภาพ อากาศที่ได้จากการตรวจวัดในช่วงปีพ.ศ. 2504 – 2533 ข. การจำลองสภาพภูมิอากาศในอนาคตในช่วงปีพ.ศ. 2553-2642 โดยมีความละเอียดเชิงพื้นที่ 0.22° x 0.22° หรือประมาณ 20 กม. x 20 กม. และความ ละเอียดเชิงเวลาของแบบจำลองภูมิอากาศภูมิภาคเท่ากับรายวัน 2.5 เส้นตัวแทนความเข้มข้นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Representative Concentration Pathways, RCP) กรมอุตุนิยมวิทยา (2559) เส้นตัวแทนความเข้มข้นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์หรือ RCP (Representative Concentration Pathways) เป็นศัพท์เทคนิคหมายถึงฉากทัศน์การปล่อยแก๊สเรือนกระจก ซึ่งใช้ในรายงานการประเมินฉบับที่ 5 ของไอพีซีซีโดยแบ่งออกเป็น 4 สถานการณ์คือ RCP2.6 RCP4.5 RCP6 และ RCP8.5 สะท้อนระดับการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สี่ระดับซึ่งเป็นผลลัพธ์ของนโยบายรับมือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่าง ค.ศ. 2000 ถึง 2100 RCP2.6 เป็นฉากทัศน์ที่มองโลกในแง่ดีที่สุด โดยทุกประเทศผลักดันนโยบายภูมิอากาศ อย่างเร่งด่วน ในฉากทัศน์นี้การปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกจะถึงจุดยอดในปีค.ศ. 2020 ก่อนที่จะ
28 ค่อยๆ ลดลงเหลือศูนย์ในปีค.ศ. 2080 ส่วนความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจะ สูงสุดที่ 440 ส่วนต่อล้านส่วนในกลางคริสต์ศตวรรษ RCP4.5 ฉายภาพว่าการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะถึงจุดยอดในกลางคริสต์ศตวรรษ หรืออีกราว 30 ปีข้างหน้า โดยจะสูงกว่าระดับการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในปีค.ศ. 2000 ราว 50 เปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจะสูงสุดที่ 520 ส่วนต่อล้านส่วนในค.ศ. 2070 RCP6 แสดงสถานการณ์ที่ค่อนข้างเลวร้าย โดยการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้นเป็น สองเท่าในปีค.ศ. 2060 ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้น บรรยากาศจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แม้จะสิ้นคริสต์ศตวรรษนี้โดยมีค่าอยู่ที่ 620 ส่วนต่อล้านส่วน RCP8.5 คือฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด โดยคาดการณ์ว่าการปล่อยแก๊สเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษนี้โดยในปีค.ศ. 2100 จะมีความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศเท่ากับ 950 ส่วนต่อล้านส่วน ขณะที่ความต้องการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีจะ ค่อนข้างคงที่ที่ราว 30 กิกะตัน คิดเป็นเกือบสี่เท่าของการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 8 กิกะตันต่อปีในปี ค.ศ. 2000 ภาพที่ 2.26 ภาพแสดงอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในแต่ละฉากทัศน์ตั้งแต่ค.ศ. 2005 จนถึง ค.ศ. 2100 ความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศย่อมส่งผลต่ออุณหภูมิที่เพิ่มสูงขนึ้ การคาดทำนายโดยแบบจำลองภูมิอากาศพบว่าตามฉากทัศน์ RCP2.6 อุณหภูมิณ ค.ศ. 2100 จะเพิ่มขึ้น จาก ค.ศ. 2005 ประมาณ 1 องศาเซลเซียส ในขณะที่ฉากทัศน์ RCP8.5 อุณหภูมิจะเพิ่มสูงถึง 4 องศา เซลเซียส 2.6 เทคนิคการปรับแก้ความคลาดเคลื่อน (Bias Correction) Nontikasak (2553) ปรับค่าความคลาดเคลื่อนโดยอาศัยค่าสัมประสิทธิ์ที่จะได้จาก อัตราส่วนระหว่างปริมาณฝนรวมรายปีเฉลี่ยรายทศวรรษในช่วงปีฐานซึ่งได้จากการตรวจวัดกับผลของปริมาณ น้ำฝนที่ได้จากแบบจำลองในช่วงปีฐานดังสมการที่ 1
29 factori = Pobsrved,base Psimulated,base (1) เมื่อ factori = ค่าสัมประสิทธิ์การปรับลดความคลาดเคลื่อน Pobsrved,base = ปริมาณฝนรายปีเฉลี่ยในช่วงปีฐานเป็นผลจากแบบจำลอง RCM Psimulated,base = ปริมาณฝนรายปีเฉลี่ยในช่วงปีฐานเป็นผลจากการตรวจวัด ค่าสัมประสิทธิ์นี้ถูกนำไปคูณกับปริมาณฝนรายวันจากแบบจำลองตามสมการที่ 2 เพื่อให้ได้ ข้อมูลปริมาณฝนที่ผ่านการปรับลดความคลาดเคลื่อนแล้ว P’RCM,future = factori x PRCM,future (2) เมื่อ P’RCM,future = ปริมาณฝนจากแบบจำลอง RCM หลังปรับลดความคลาดเคลื่อน PRCM,future = ปริมาณฝนจากแบบจำลอง RCM ก่อนปรับลดความคลาดเคลื่อน 2.7 ความต้องการใช้น้ำของพืช Boote et al. (2539) ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้น้ำของพืช ได้แก่ ปัจจัยทางด้านภูมิอากาศ ปัจจัยทางด้านพืช และสภาพสิ่งแวดล้อมและการจัดการ ก. ปัจจัยทางด้านภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่กำหนดว่าพืชต้องการใช้น้ำมากน้อยเท่าไร ในที่นี้ กำหนดในเทอมของการใช้น้ำของพืชอ้างอิง ( ETo ) ซึ่งเป็นการใช้น้ำของพืชที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น ความแตกต่างของการใช้น้ำของพืชอ้างอิงในแต่ละพื้นที่จึงเป็นผลมาจากความแตกต่างของลักษณะภูมิอากาศ เท่านั้นพารามิเตอร์หลักของภูมิอากาศที่มีผลต่อการใช้น้ำของพืช ได้แก่พลังงานการแผ่รังสีดวงอาทิตย์ อุณหภูมิอากาศ ปริมาณความชื้น และความเร็วลม ข. ปัจจัยทางด้านพืช สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อทำการประเมินปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่เพาะปลูก ประกอบด้วย ชนิดและพันธุ์พืช ระยะพัฒนาการของพืช โดยความแตกต่างของปรมาณการใช ิ ้น้ำของพืชแต่ละชนิดนั้นเป็นผล มาจากความแตกต่างของสภาพต่างๆ ของพืช ได้แก่สภาพความต้านทานต่อการคายน้ำ ความสูงต้นพืช สภาพ ความสูงต่ำของพืช สภาพการสะท้อนพลังงาน สภาพการปกคลุมผิวดิน และคุณลักษณะของรากพืช ค. สภาพสิ่งแวดล้อมและการจัดการ นอกจากสภาพภูมิอากาศและลักษณะของพืชแล้วความเค็มของดิน การขาดธาตุอาหาร ชั้นดานในดิน รวมถึงโรคและแมลง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้อจำกัดสำหรับการเจริญเติบโตของพืชและจํากัด ปริมาณการใช้น้ำของพืช ปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาในการหาปริมาณการใช้น้ำของพืช ได้แก่ สภาพการปก คลุมผิวดิน ความหนาแน่นของพืช และปริมาณความชื้นในดิน โดยความรุนแรงของการขาดน้ำและชนิดของดิน เป็นเงื่อนไขหลักที่บ่งชี้ว่าปริมาณความชื้นในดินมีผลต่อปริมาณการใช้น้ำของพืชมากน้อยเพียงใดในอีกแง่หนึ่ง ปริมาณน้ำที่มากเกินไปจากสภาพน้ำท่วมขังก็อาจมีผลกระทบต่อรากพืชทำให้ดึงน้ำไปใช้ได้น้อยลงเช่นเดียวกัน 2.8 ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช (Kc) Sheng-Feng (2549) สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช เป็นอัตราส่วนระหว่างปริมาณการใช้น้ำ ของพืชต่อปริมาณการใช้น้ำของพืชอ้างอิง สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชนี้เป็นการผนวกรวมปัจจัยของพืชชนิด หนึ่งๆ ที่มีสภาพแตกต่างจากพืชอ้างอิง 4 ประการ ประกอบด้วย ความสูงของต้นพืช, สภาพการสะท้อน พลังงานของพื้นผิว (albedo), สภาพความต้านทานการเคลื่อนที่ของไอน้ำของพืช และสภาพการระเหยน้ำจาก
30 ดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งการระเหยจากผิวดินเปล่า โดยปัจจัยที่ใช้สำหรับการกำหนดค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของ พืชมีดังนี้ ก. ชนิดของพืช พืชแต่ละชนิดมีสภาพการสะท้อนพลังงาน ความสูง คุณสมบัติทางอากาศพลวัติ คุณสมบัติของใบและปากใบ (stoma) พืชที่ปลูกค่อนข้างชิดกันและมีต้นค่อนข้างสูง จะมีผลให้ค่า Kc มีค่า มากกว่าหนึ่ง ประมาณร้อยละ 5 ถึง 10 ( Kc = 1.05-1.10) หรือบางครั้งอาจพบ Kc = 1.15-1.20 ในพืช ประเภท ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หรืออ้อย หรือในพืชบางชนิดเช่นสับปะรด มีการปิดปากใบในช่วงกลางวันซึ่งจะมีค่ า Kc ต่ำมาก ข. ภูมิอากาศ ค่า Kc ที่แนะนําในคู่มือ FAO-56 เป็นค่าสำหรับสภาพภูมิอากาศมาตรฐาน (subhumid climate) ซึ่งมีค่าเฉลี่ยของความชื้นสัมพัทธ์ในช่วงกลางวันประมาณร้อยละ 45 และลมสงบถึงปาน กลาง (2 m/s) ความแปรปรวนของลมส่งผลให้สภาพความต้านทานการเคลื่อนที่ของไอน้ำสู่อากาศ (aerodynamic resistance) มีค่าเพิ่มมากขึ้นสภาพความต้านทานการเคลื่อนที่ของไอน้ำของพืชที่ปลูก โดยทั่วไปจะมากกว่าพืชอ้างอิงเนื่องจากมีความสูงมากกว่า ค่า Kc จะเพิ่มขึ้นเมื่อลมแรงขึ้น และความชื้น สัมพัทธ์ลดลง ค่า Kc จะลดลงขึ้นเมื่อลมสงบลงและความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มลง ค. การระเหยน้ำจากผิวดิน การระเหยน้ำจากผิวดิน (soil evaporation) มีผลต่อปริมาณการใช้น้ำของพืช ค่อนข้างมากในช่วงที่พืชต้นเล็กร่มเงาปกคลุมผิวดินไม่หมด ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชจะขึ้นกับปริมาณน้ำ ที่ระเหยจากดิน ถ้าหากดินมีความชุ่มชื้นสูงตลอดเวลา การระเหยจากดินจะมีปริมาณมาก มีผลให้ค่า สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชมีค่าสูง ซึ่งอาจสูงกว่า 1 ก็เป็นได้ในทางตรงกันข้ามหากผิวดินแห้งจะเป็นการ จำกัดการระเหยน้ำ จะมีผลให้ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชมีค่าต่ำ สภาพความชุ่มชื้นของดินเป็นผลจาก ความถี่ในการให้น้ำแก่ดิน ซึ่งอาจเป็นน้ำจากการชลประทาน หรือน้ำจากฝนที่ตกก็ได้ ภาพที่ 2.27 ผลของการระเหยน้ำจากผิวดินต่อค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช ง. ช่องการเจริญเติบโตของพืช ช่วงของการเจริญเติบโตของพืช (crop growth stages) สำหรับการหาปริมาณการใช้ น้ำของพืช แบ่งเป็น 4 ช่วง ประกอบด้วย 1) ช่วงตั้งตัว (initial stage)
31 ช่วงตั้งตัวของพืช (initial stage) นับจากวันเริ่มปลูกจนถึงระยะที่พืชปกคลุมดินร้อย ละ 10 ความยาวนานของช่วงตั้งตัวนี้ขึ้นอยู่กับ ชนิดของพืชช่วงเวลาที่ปลูกและสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากใน ช่วงแรกของการปลูก พื้นที่ใบยังมีไม่มาก ปริมาณการใช้น้ำของพืชส่วนใหญ่จึงเป็นน้ำที่ระเหยจากผิวดิน ดังนั้น ในกรณีที่ดินมีความชุ่มชื้นสูงจากน้ำชลประทานหรือน้ำฝน ปริมาณการใช้น้ำของพืชจะมีค่าสูงและในทาง กลับกันจะมีค่าต่ำเมื่อดินแห้ง 2) ช่วงเจริญเติบโตทางลำต้น (crop development stage) ช่วงการเจริญเติบโตทางล้ำต้น (crop development stage) นับต่อจากช่วงตั้งตัว ซึ่งพืชปกคลุมดินร้อยละ 10 จนถึงระยะพืชปกคลุมดินเต็มที่ (effective full cover) ซ่งส่วนใหญ่จะตรงกับ ระยะเริ่มออกดอกในกรณีที่ปลูกพืชแบบยกร่องระยะปกคลุมดินเต็มที่อาจพิจารณา จากช่วงใบพืชในแต่ละ ร่องเริ่มซ้อนทับกันจนเกิดร่มเงาบังผิวดินทั้งหมด นอกจากนี้สำหรับพืชบางชนิดโดยเฉพาะที่มีความสูงมากกว่า 0.5 เมตร ระยะปกคลุมดินเต็มที่อาจมีสัดส่วนที่ปกคลุมดินเพียงร้อยละ 70 ถึง 80 ซึ่งในกรณีนี้อาจสังเกตุ ระยะพืชปกคลุมดินเต็มที่จากระยะแทงช่อดอกของพืชซึ่งทำได้ง่ายกว่า อีกแนวทางหนึ่งสามารถพิจารณา กำหนดระยะปกคลุมดินเต็มที่จากค่าของดัชนีพื้นที่ใบ หรือ LAI (leaf area index) ซึ่งคืออัตราส่วนระหว่าง พื้นที่ใบทั้งหมดต่อหน่วยพื้นที่พื้นผิว โดยกำหนดให้ LAI เท่ากับ 3 เมื่อพืชเติบโตถึงระยะปกคลุมดินเต็มที่ ในช่วงของการเจริญเติบโตทางลำต้นนี้พืชจะแผ่ขยายร่มเงาบังผิวดินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลให้การระเหยน้ำจากผิวดินจะลดลง ส่วนการคายน้ำจะค่อยๆ มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ค่าสัมประสิทธิ์การ ใช้น้ำของพืชในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นนี้จะสัมพันธ์กับสัดส่วนที่พืชปกคลุมดิน และระยะพัฒนาการของ พืช โดยทั่วๆไป เมื่อพืชปกคลุมดินราว 25-40% จะมีค่า Kc = 0.5 และเมื่อพืชปกคลุมดินราว 40-60% จะ มีค่า Kc = 0.7 อย่างไรก็ตาม ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำจะผันแปรไปตามลักษณะของพืช และสภาพการให้น้ำ 3) ช่วงกลางของการเพาะปลูก (mid-season stage) ช่วงกลางของการเพาะปลูก (mid-season stage) นับต่อจากช่วงของการ เจริญเติบโตทางลำต้นจากระยะที่พืชปกคลุมดินเต็มที่จนถึงระยะเริ่มสุกแก่ซึ่งสังเกตได้จากสภาพใบแก่ที่เริ่ม เหลืองหรือหลุดร่วง หรือผลเริ่มเปลี่ยนสีช่วงกลางของการเพาะปลูกนี้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดสำหรับพืช ในกลุ่มไม้ยืนต้น แต่สำหรับพืชที่เก็บผลสดหรือใบสดอาจเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชจะเพิ่มถึงค่าสูงสุดในช่วงกลางของการเพาะปลูก และมีค่าค่อนข้างคงที่โดยค่าของ Kc ที่เบี่ยงเบนจากค่า “1” ของพืชอ้างอิง โดยหลักๆ แล้วเป็นผลจากความสูง ของต้นพืช สภาพความต้านทานของพื้นผิวและสภาพภูมิอากาศ 4) ช่วงปลายของการเพาะปลูก (late season stage) ช่วงปลายของการเพาะปลูก (late season stage) นับต่อจากช่วงกลางของการ เพาะปลูกจากระยะที่ผลผลิตเริ่มสุกแก่จนถึงระยะเก็บเกี่ยวหรือพืชแก่เต็มที่ (full senescence) ในกรณีของ พืชในกลุ่มไม้ยืนต้น ระยะสิ้นสุดของการเพาะปลูกจะครบรอบปีซึ่งเป็นวันเดียวกับวนเรั ิ่มปลูก ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชที่ระยะสิ้นสุดของการเพาะปลูกจะขึ้นกับการจัดการ เพาะปลูกและการให้น้ำ ในกรณีที่เก็บเกี่ยวผลผลิตสดซึ่งจะต้องมีการให้น้ำต่อเนื่องจนกระทั่งเก็บเกี่ยวค่าของ Kc จะมีค่าสูง ในขณะที่พืชบางชนิดจะปล่อยผลผลิตให้แห้งในแปลงก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งในกรณีนี้ Kc จะมีค่าลด ต่ำลงมาก
32 ภาพที่ 2.28 สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืชตามช่วงของการเจริญเติบโต 2.9 การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) D00renbos, J. (2520) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) คือ การ เปลี่ยนแปลงลักษณะอากาศเฉลี่ย (average weather) ในพื้นที่หนึ่ง ลักษณะอากาศเฉลี่ย หมายความรวมถึง ลักษณะทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอากาศ เช่น อุณหภูมิฝน ลม เป็นต้น (ในความหมายตามกรอบของอนุสัญญาว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ FCCC (Framework Convention on Climate Change) การเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นผลทางตรง หรือทางอ้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำ ให้องค์ประกอบของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากความผันแปรตามธรรมชาติ ก. แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในปัจจุบัน จากการสรุป รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 1 และ 2 จัดทำโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ในปัจจุบัน มีรายละเอียดดังนี้ 1) อุณหภูมิ อุณหภูมิในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1970 – 2009 หรือ พ.ศ.2513 – 2552) สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในภูมิภาค อินโด – แปซิฟิก และภูมิภาคอื่นของโลก อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และอุณหภูมิต่ำสุดในประเทศไทยมี แนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.86๐ C, 0.95๐ C และ 1.45๐ C ตามลำดับ ทั้งนี้อุณหภูมิต่ำสุดในประเทศไทยมีอัตราเพิ่มขึ้น สูงกว่าอุณหภูมิสูงสุด และอุณหภูมิเฉลี่ย ส่งผลให้ช่วงอุณหภูมิในรอบวันแตกต่างน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ความแปรปรวนระยะสั้นของอุณหภูมิรายปีในประเทศไทยสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ เอ็นโซ่ โดยอุณหภูมิในประเทศไทยในช่วงเหตุการณ์เอลนีโญและลานีญาจะสูงและต่ำกว่าปกติตามลำดับ เมื่อ พิจารณาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในรายภูมิภาคแล้ว พบว่า ภาคตะวันออกมีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสูงสุด รองมา คือ ภาคกลางและภาคใต้ตามลำดับ และเมืองขนาดใหญ่ของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร มีแนวโน้มการ เพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในอัตราที่สูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ อาจเกิดจากปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat island effect) ที่มีการสะสมความร้อนจากการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน
33 • สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิ สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในประเทศไทยมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างมี นัยสำคัญในรอบ 40 – 50 ปีระหว่างปีค.ศ. 1970 – 2009 (พ.ศ. 2513 – 2552) โดยมีแนวโน้มที่ เพิ่มขึ้นและลดลงคล้ายกันทั้งประเทศ สอดคล้องกับการร้อนขึ้นของประเทศไทยและการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจ พบในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมี นัยสำคัญ แสดงดังตารางที่ 2.5 ตารางที่ 2.5 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในช่วงปีค.ศ. 1970 – 1979 ลำดับ ดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระหว่างปี ค.ศ. 1970 – 1979 1 จำนวนวันที่อบอุ่น (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่ อุณหภูมิสูงสุด -0.6 ถึง 9.2 (3.4) สูงกว่าค่าเปอร์เซ็นไทลท์ ี่ 90 80.0 % 2 จำนวนคืนที่อบอุ่น (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่ อุณหภูมิต่ำสุด -0.3 ถึง 8.8 (3.5) สูงกว่าค่าเปอร์เซ็นไทลท์ ี่ 90 83.1% 3 จำนวนคืนที่หนาว (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่ อุณหภูมิต่ำสุด -3.9 ถึง 0.1 (-1.9) ต่ำกว่าค่าเปอร์เซ็นไทลท์ ี่ 90 92.3% 4 จำนวนคืนที่หนาว (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่ อุณหภูมิต่ำสุด -7.5 ถึง 0.9 (-3.0) ต่ำกว่าค่าเปอร์เซ็นไทลท์ ี่ 10 83.1 % 5 จำนวนวันที่หนาว (วันต่อทศวรรษ) จำนวนวันต่อเนื่อง อย่างน้อย 6 วัน ที่อุณหภูมิตำสุ่ด -13.4 ถึง 6.0 (-1.9) ต่ำกว่าค่าเปอร์เซ็นไทลท์ ี่ 10 92.3 % 6 ช่วงระยะเวลาที่อบอุ่น (วันต่อทศวรรษ) จำนวนวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 วัน ทอีุ่ณหภูมิสูงสุด -0.5 ถึง 19.5 (4.3) สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 72.3 % 7 ค่าต่ำสุดเฉลี่ยของอุณหภูมิต่ำสุดรายวัน (องศาเซลเซียส ต่อทศวรรษ) -0.28 ถึง 1.85 (0.64) ค่าต่ำสุดเฉลี่ยของอุณหภูมิต่ำสุดรายวัน 72.3 % ดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิที่มีแนวโนมเพ้ ิ่มขึ้น ดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิที่มีแนวโนมลดลง้
34 สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในประเทศไทยที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมี นัยสำคัญ แสดงดังภาพที่ 2.29 ภาพที่ 2.29 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในประเทศไทยในช่วงปีค.ศ.1970 – 2006 2) ปริมาณฝน กรมอุตุนิยมวิทยา (2559) ปริมาณฝนสะสมในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือน เมษายน มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยซึ่งตรงกับช่วงฤดูฝนที่มรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรง ด้วยอัตรา 10.8 ม.ม. ต่อทศวรรษ หรือ 64.8 ม.ม. ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1955 – 2014 หรือ พ.ศ. 2498 – 2557) ปริมาณฝนสะสมรวมรายปีในประเทศไทยมีคาบความแปรปรวนระหว่างปีถึง ระหว่างทศวรรษ และสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ลมมรสุม, ปรากฏการณ์เอ็นโซ่, Madden Julian Oscillation (MJO), Indian Ocean Dipole (IOD), Pacific Decadal Oscillation (PDO) ปรากฏการณ์หลักที่มีอิทธิพล ในการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนในประเทศไทย ได้แก่ระบบมรสุมเอเชีย และปรากฏการณ์เอ็นโซ่ โดยเหตุการณ์ เอลนีโญมีอิทธิพลต่อปริมาณฝนมากกว่าเหตุการณ์ลานีญา การเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคใต้ฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยมี แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนสะสมลดลงและเพิ่มขึ้นตามลำดับในช่วงปีค.ศ. 1955 – 2014 (พ.ศ. 2498 – 2557) ขณะที่ปริมาณฝนสะสมระดับภูมิภาครายปีของภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ปรากฏแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของปริมาณฝนสะสมในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ตรงกับช่วงมรสุมฤดูหนาว เอเชียตะวันออกมีการเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ โดยเฉพาะการเลื่อนของร่องมรสุม (Monsoon trough) และความถี่ของระลอกมวลอากาศเย็น (Cold surge) ความผันแปรของมรสุมฤดูหนาวเอเชีย มักก่อให้เกิด เหตุการณ์ฝนตกหนักและภัยพิบัติทางภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยน้ำท่วมที่รุนแรงซึ่ง