235
6.2.3 วิธใี หน ํ้าทวมเปน ผืนตามแนวเสน ขอบเนนิ (Contour
Levee Method)
การใหน ้ําวธิ ีน้ีดดั แปลงมาจากแบบทวมเปนผืนราบ (Level
Border) โดยการเปลี่ยนแนวคันดินใหม าอย.ู ในแนวเสน ขอบเนิน
(Contour Lines) การใหน า้ํ แกแ ปลงจะตองใหด วยอัตราท่ีมากกวา
อัตราการซมึ ผานผิวดินโดยใหน ้ํานั้นแผกระจายออกไปปกคลุมพ้ืนท่ี
ในแปลงทง้ั หมดในระยะเวลาอนั สั้น และปลอ ยใหน้ําซมึ ลงไปในดิน
จนกระทั้งไดค วามลกึ ตามทตี่ อ งการ ถา หากเปนพชื ทไี่ มใ ชขา วก็จะ
ระบายน้ําออกหลงั จากท่ใี หน า้ํ ตามท่ีตอ งการแลว
การเลือกใช การทจี่ ะเลอื กใชการใหน ํา้ วิธีนี้ใหไดผลดนี นั้ พ้ืนที่
ควรจะเปนดนิ ท่ีมีเน้ือดนิ ขนาดปานกลางถึงดินทม่ี เี น้อื ละเอยี ด และ
มีอัตราการซึมผานผิวดนิ เฉลยี่ ไมเ กนิ 12 มลิ ลิเมตรตอ ช่ัวโมง
สําหรบั ขาวซึ่งจะตองมีนาํ้ ขังอยตู ลอดเวลาดนิ ควรจะมีความสามารถ
ใหน ้ําซึมผานได (Permeability) ไมเกนิ 4 มลิ ลเิ มตรตอ วันหรือมีชั้น
ดินที่นํ้าซึมผา นไดยากอยใู ตระดับเขตราก พื้นที่ควรจะเรียบ
สม่ําเสมอและมคี วามลาดเทไมเกนิ 1 เปอรเ ซ็นต แตถา หากมีความ
ลาดเทไมเ กิน 0.5 เปอรเ ซน็ ตจ ะไดข นาดแปลงท่ีดกี วา
236
ขอดี
1) สามารถใหน าํ้ ไดอ ยางสมา่ํ เสมอ ประสทิ ธภิ าพในการใหนาํ้
สูง
2) ถงึ แมว าจะตอ งมีการระบายนํา้ สวนทเี่ กนิ ออกจากแปลง แต
ก็สามารถนาํ มาใชในแปลงถดั มาที่อยูต่าํ กวาได
3) สามารถจะใชน ้ําฝนที่ตกลงมาบนพน้ื ท่อี ยา งมีประสิทธิภาพ
ซึง่ จะชว ยลดความตอ งการน้าํ ชลประทานลงไดม าก
4) สามารถตดิ ต้ังระบบระบายนํา้ ผิวดินโดยไมตองลงทุนเพ่มิ ข้นึ
อีกมาก เพราะอาจจะใชค สู งน้ําเปนคูระบายนํ้าไดดวย
5) ตอ งการแรงงานในการใหน้ําไมม ากนกั เม่อื เปรยี บเทยี บกับ
การใหน้ําทางผวิ ดนิ วธิ ีอนื่ ๆ
6) การใหน้ําและควบคมุ นาํ้ ทําไดไมยาก จึงไมจําเปนทจ่ี ะตอง
ใชผ ทู ่ีมีความชํานาญในการใหนํ้าดี
7) ถาหากวา มกี ารปรับพื้นทไ่ี มม ากนกั คา ลงทุนคร้ังแรกจะต่าํ
เมอื่ เปรียบเทยี บกับแบบอนื่ ๆ
8) มอี าคารชลประทานนอยพอ ๆ กับวธิ อี ืน่ ๆ
237
ขอเสยี
1) วธิ ีนี้ไมเหมาะสําหรับดินทีม่ คี วามสามารถใหน าํ้ ซมึ ผานได
(Permeability) ขนาดปานกลางถึงดินทมี่ ีความสามารถให
น้ําซึมผานไดส งู
2) ไมสามารถใหนํ้าคร้ังละนอย ๆ (นอยกวา 50 มิลลเิ มตร) ได
อยา งมีประสิทธิภาพ
3) ตองการอัตราการใหนํา้ สงู
4) น้ําชลประทานจะตอ งมีคุณภาพดี
5) ตองการการปรับพ้ืนที่บา งเพอื่ ใหสามารถใหน ํ้าไดอยา ง
สม่าํ เสมอ
6) ไมเ หมาะสาํ หรับพืชทีจ่ ะเสียหายเม่ือมีนาํ้ ทวมราก
7) ตน พชื และคันดนิ อาจจะไดรบั ความเสียหายจากคลื่น
8) การระบายน้าํ ทเ่ี หลอื จากแปลงหน่ึงไปเขาอีกแปลงหนึง่ อาจ
กอใหเ กิดการแพรข ยายโรคพืช และวัชพืชบางชนดิ ไดง า ย
238
รปู ที่ 3 การใหน ํ้าทวมเปนผืนตามแนวเสน ขอบเนิน
(Contour Levee)
6.2.4 วิธีใหน ้ําทวมจากคูตามแนวเสนขอบเนนิ (Contour Ditch
Method)
วิธใี หน้ําทว มจากคตู ามแนวเสนขอบเนิน เปน การใหน้ําทว มผิว
ดนิ แบบทมี่ กี ารควบคมุ แบบหนึง่ โดยการใหนาํ้ ไหลลน จากรองน้ํา
เล็ก ๆ ซึง่ อยูใ นแนวขนานกบั เสนขอบเนนิ
การเลือกใชการใหน าํ้ วธิ นี ้ีเหมาะสําหรบั พชื ทปี่ ลูกตนชดิ กนั ทุก
ชนิด พชื ท่ีปลกู แลวไมตองมกี ารพรวนดินหรือยกรองอกี ยกเวน ขาว
ซงึ่ จะตอ งใหม ีน้าํ ขงั อยูเกือบตลอดเวลา
239
ขอดี
1) คาลงทุนตํา่
2) ตอ งการการปรับพืน้ ท่ีบางเลก็ นอยในกรณีที่ผิวดนิ ไมเรียบ
3) สําหรับพืชที่ปลกู ตลอดป คูใหน ํ้าเหลานีอ้ าจจะกลบเสียกอ น
ทาํ การเก็บเก่ียว การเกบ็ เก่ียวกจ็ ะสะดวกข้นึ
ขอเสยี
1) โดยท่ัว ๆ ไปแลวประสิทธภิ าพในการใหน ้ําคอ นขางต่ํา แต
ถา ใหนํา้ อยางระมดั ระวังอาจจะใหประสิทธภิ าพสูง 50 ถงึ
65 เปอรเ ซน็ ต
2) ถา หากอัตราการสง นํ้าท่ีไดร บั จากคสู ง นา้ํ นอย การใหนํา้ จะ
ทําไดยากขึน้
3) ระยะระหวางคใู หน ํ้าอาจจะแตกตางกันไดมากในกรณที ี่
ความลาดเทของพืน้ ทไ่ี มสมํา่ เสมอ
4) ในกรณีที่คเู ขา มาชิดกันและแนวไมข นานกัน การใชเคร่อื ง
เกบ็ เกย่ี วจะยากขึ้น
5) พชื ตน เลก็ ๆ อาจจะไดร บั ความเสียหายถาดนิ นั้น
แตกระแหงหลังจากใหนํ้า
240
รปู ท่ี 4 วิธใี หนํ้าทว มจากคตู ามแนวเสนขอบเนนิ (Contour Ditch
Method)
6.2.5 วิธีใหนํ้าแบบรอ งคลู าด (Graded Furrow Method)
การใหน ้ําแบบรอ งคูลาดน้ี จะใหน้าํ แกพ ืชทางรอ งนา้ํ เล็ก ๆ ซงึ่
มคี วามลาดเทสม่ําเสมอและมีแนวตรงโดยปลกู พืชเปน แถวบนคนั ดิน
ซ่ึงมีรอ งขนาบอยทู งั้ สองขาง ขนาดและรูปรางของรองคูข้ึนอยกู ับ
คณุ สมบัตขิ องดิน พืชท่ปี ลูก เคร่ืองมือทีใ่ ชในการยกรอง และระยะ
ระหวา งพืชทปี่ ลกู
การเลอื กใชการใหน ํ้าวิธนี ส้ี ามารถใชก บั พชื ท่ีปลูกเปนแถวได
ทกุ ชนิดรวมท้ังพชื สวนดว ย และใชไดกับดินเกือบทกุ ชนดิ รวมทง้ั พชื
สวนดวย และใชไ ดกับดินเกอื บทกุ ชนิดยกเวน ดินทรายท่มี ีอัตราการ
ซึมสงู มาก
241
ขอดี
1) สามารถใชไดกบั วิธีการสง นํ้าทุกแบบ โดยการจัดจาํ นวนรอง
คูท่ีจะใหน้ําแตละครงั้ ใหพ อเหมาะกับอัตราสง นํ้าทไี่ ดร ับ
2) ประสิทธิภาพในการใหนาํ้ สงู ถา หากมีการออกแบบและให
น้ําอยา งถกู ตอ ง
3) ในกรณีที่ตอ งมีการระบายนํ้าฝนออกจากพื้นท่ีเพาะปลูก ก็
สามารถจะระบายไดอยา งรวดเร็ว
ขอ เสีย
1) ตองการแรงงานในการใหน้าํ มาก
2) จะตอ งมีการเปลี่ยนแปลงอตั ราการใหน ํ้าที่ระยะเวลาตา ง ๆ
ขณะท่ใี หนาํ้ จงึ จะทาํ ใหพืชไดรบั นา้ํ อยางสมํา่ เสมอตลอด
ความยาวของรอ ง และมีการสูญเสียนํ้านอย
3) พ้ืนท่จี ะตองมีความลาดเทสมาํ่ เสมอ
4) ตองมกี ารรวบรวมนา้ํ ท่ีไหลเลยทา ยรองออกไป โดยนาํ มาใช
อกี หรือระบายออกไปใหพ นจากบริเวณน้นั
5) วธิ นี ไี้ มเหมาะกับการใหน้ําครงั้ ละนอ ย ๆ เพื่อใหเ มลด็ งอก
หรือพชื รากต้ืนท่ีปลกู บนดินมอี ตั ราการซมึ สูง
242
รูปที่ 5 วิธีใหน ้ําแบบรอ งคูลาด (Graded Furrow Method)
6.2.6 วิธีใหน้ําแบบรอ งคูราบ (Level Furrow Method)
การใหน้ําแกพ ืชโดยวิธีนีก้ ็คลา ยคลึงกันกบั วิธีใหน ํ้าแบบรองคู
ลาด กลา วคือ เปนการใหน้าํ ในรอ งแลวใหน้าํ ไหลซมึ เขา ไปในดินท้งั
ทางราบและทางดิ่งไปสูรากพืช แตวธิ ีน้รี องทใี่ หน าํ้ ไหลนั้นไมมคี วาม
ลาดเท คืออยูใ นแนวราบ
การเลือกใช การใหน ํา้ วธิ นี เ้ี หมาะสาํ หรับดินท่มี ีอัตราการซมึ
เฉลีย่ นอ ยกวา 50 มิลลเิ มตรตอ ชั่วโมง และมคี วามสามารถเก็บนํา้ ไว
ไดดี พ้ืนท่ีควรจะเรียบและมีความลาดเทสมํ่าเสมอพืชท่ีจะใหน าํ้
โดยวิธีนี้ควรจะเปน พืชทปี่ ลูกเปนแถว สําหรบั พืชหวานเมล็ดก็
อาจจะใหนาํ้ โดยวิธนี ้ไี ด ถาหากมีการยกรอ งและใหน ้าํ เสียกอน
243
ขอ ดี
1) สามารถใชไ ดก ับวิธีการสง นาํ้ ทกุ แบบ
2) ประสทิ ธิภาพในการใหน ํา้ สงู ถา หากมีการออกแบบและให
น้ําอยา งถูกตอ ง
3) ไมมีการสญู เสียนํ้าโดยการไหลออกนอกแปลงทใ่ี หนํ้า
4) ถา หากไมม ลี มแรงพอที่จะมผี ลตอการไหลของนํา้ ในรอ งคูสง
นํา้ และอาคารสงนํา้ อ่นื ๆ อาจจะลดลงไดโ ดยจัดใหอยูใ น
ระยะทกุ ๆ สองเทาของความยาวของรอ งคทู ่ไี ดออกแบบไว
เพราะวารองคูไดทงั้ สองดาน
5) สามารถใชฝ นทีต่ กลงบนพื้นที่ไดอ ยางมีประสิทธภิ าพ
6) ไมจําเปนตอ งมกี ารจดั ระบบระบายนํา้ ทางดานทายรอ งคูอีก
เพราะนาํ้ จะเฉล่ยี ซึมลงไปในดินจนหมดไมมกี ารขงั อยูท จ่ี ุด
ใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ
7) การชะลา งเกลอื ออกจากดินจะทําไดง าย
ขอเสีย
1) ถา หากลมในบริเวณนั้นมคี วามเรว็ เกนิ กวา 25 กิโลเมตรตอ
ชว่ั โมงในทศิ ทางตรงกนั ขา มกบั ทิศทางการไหลของน้ํา จะ
ทําใหน าํ้ ไหลไปตลอดความยาวของรอ งคไู ดยาก ถา มปี ญหา
ดังกลาวน้ีควรจะใหทิศทางของรอ งคนู ้นั ตง้ั ฉากกับทิศทาง
244
ของลมที่พัดเปนประจาํ และถา หากจําเปนจะตอ งใหรองคู
ขนานกบั ทศิ ทางการพดั ของลม การใหนํ้าควรจะทาํ จาก
ทางดา นเหนอื ลม
2) ขนาดของรองคจู ะตองใหญพอ ขนาดดงั กลาวนี้ควรจะมี
คา ประมาณครงึ่ หน่ึงของปรมิ าตรของนาํ้ ท่ีจะใหแกพ ืชใน
รองน้นั
3) ถา จะใหก ารใหน ํ้าโดยวธิ ีนี้มปี ระสิทธิภาพดี จะตอ งคอย
ควบคุมระดบั ดนิ และรูปทรงของรองคูใหคงสภาพตามที่
ออกแบบไวอยูเสมอ
รูปที่ 6 วธิ ีใหน ํา้ แบบรองครู าบ (Level Furrow Method)
245
6.2.7 วิธีใหน้ําทางรองคูตามแนวเสน ขอบเนิน (Contour
Furrow Method)
การใหนํ้าทางรอ งคูตามแนวเสนขอบเนนิ นัน้ คลายคลึงกบั การ
ใหน ํ้าทางรองคูลาด (Graded Furrow) กลาวคือเปนการใหน้ําทาง
รอ งท่ีมีความลาดเท แตร องตามแนวเสนขอบเนินนจ้ี ะราบกวาและ
ทิศทางของรอ งจะเกือบขนานไปกบั เสน ขอบเนนิ ความลาดเทของ
รองคนู ้ันจะไมมากนกั คือมเี พยี งเพอื่ ใหน้ําไหลไปยังปลายของรองได
เทา นั้น คสู ง น้าํ หรอื ทอ สง น้ําจะอยใู นแนวต้ังฉากกับรองเพื่อจา ยนํ้า
ใหแ ตล ะรอ ง รปู รางลกั ษณะของรองคูตามแนวเสน ขอบเนนิ
การเลอื กใชการใหน าํ้ วิธีน้สี ามารถใชไดกบั พน้ื ทีท่ ีม่ ีความลาด
เททั่ว ๆ ไป ยกเวนพน้ื ท่ีทเ่ี ปนดินทรายหรือดินท่มี ีการแตกระแหง
เม่อื แหงเพราะวาหลงั รองซ่ึงใชป ลูกพชื ถาเปนดินทรายอาจพงั และมี
น้ําลนขา มไดง ายซงึ่ ถาเกดิ การพังตอเนอ่ื งกนั ไปตามความลาดเท
และกอใหเ กิดการกัดเซาะอยา งรุนแรงขน้ึ ได ดนิ ทแ่ี ตกระแหงก็จะ
ทําใหเกิดชอ งซ่ึงทาํ ใหน้าํ ในรอ งท่ีสูงกวา ไหลลงมารวมกับรองทอ่ี ยตู ํ่า
กวา และอาจกอใหเ กิดความเสยี หายเชนเดยี วกับดินทรายได การให
นํา้ วธิ ีน้ีเหมาะสําหรบั พ้นื ทท่ี ี่ความลาดเทสมา่ํ เสมอทั้งสองดานของ
พืน้ ที่ เพราะวาจะสามารถใหร อ งยาวไดม ากและลดจํานวนรอ งสัน้ ๆ
ลง
246
ขอดี
1) ในกรณที ี่พน้ื ทม่ี คี วามลาดเทชนั มาก การใหน ้าํ ทางรอ งคู
ตามแนวเสน ขอบเนนิ จะเกดิ การกัดเซาะนอ ยกวาการใหน ํา้
ทางรองคูลาด
2) มคี วามสมา่ํ เสมอในการใหนํา้ ดี เพราะวา สามารถใชอ ตั ราให
น้ําขนาดใหญก บั รองซึ่งเกอื บจะอยูใ นแนวราบ ทําใหน้าํ ไหล
ไปถึงปลายรอ งในเวลาอันรวดเร็ว
3) มีประสิทธภิ าพในการใหน ํ้าสูง ถาหากไดรับการวางผังและ
ใหน ํา้ อยา งถูกตอง
ขอ เสยี
1) จะตอ งคอยตรวจตราอยเู สมอวาจะไมมนี ้ําลน ขา ม หรอื ไหล
ขามมาจากรองที่อยสู งู กวาไปสรู อ งทีต่ ํา่ กวาในขณะท่ีใหน ํา้
2) ในพื้นทที่ ม่ี ฝี นตกชกุ นาํ้ ฝนอาจกอ ใหเกิดการไหลลม ขา ม
รองและเกดิ การกัดเซาะอยางรนุ แรงได
3) ความยาวของรอ งจะตองไมมากนกั เพื่อท่จี ะไดระบายน้าํ ท่ี
เหลอื ออกไปโดยไมเ กิดอนั ตราย
4) ตองการรอ งระบายนา้ํ ท่มี ีการปอ งกันอยางดี เพ่อื ท่ีจะ
ระบายนํ้าท่ีเหลือออกไปไดโดยไมเกดิ การกัดเซาะอยาง
รนุ แรงขึ้น
247
5) สาํ หรับพืชบางชนิด การซอมแซมรองจะตอ งทาํ ดวยมือ
เพราะวา เม่ือพืชโตแลว จะไมสามารถใชเครื่องจักรกลไดอีก
6) จะตอ งมีการปองกนั การกัดเซาะในคูสง น้าํ ดวย เพราะคูสง
น้าํ ก็มคี วามลาดเทมาก
7) ตองใชเ วลาในการวางแนวรอ งคูมาก นอกจากนัน้ การปลูก
และการพรวนดินจะตองทําดว ยความระมดั ระวงั
8) เครือ่ งมือท่ีใชใ นการปลูก พรวนดนิ และเก็บเกีย่ วจะตอง
เลย้ี วบนพืน้ ทเี่ พาะปลูกตรงรองทีไ่ ปส้นิ สดุ อยตู รงกลางของ
พืน้ ที่
รปู ที่ 7วธิ ใี หนํ้าทางรองคูตามแนวเสนขอบเนนิ (Contour Furrow
Method)
248
6.2.8 วิธใี หนํ้าทางรองคูเลก็ (Corrugation Method)
การใหน ้ําทางรอ งคเู ลก็ เปนการใหนํา้ แกพ ชื โดยใหน ้าํ ทว มผิว
ดินเพียงบางสวน โดยการใหน้ําไหลไปในรองน้ําเลก็ ๆ และตนื้ ซ่ึง
อยหู า งจากกันเปนระยะทางเทา ๆ กัน การใหนาํ้ วิธนี ีต้ างกับรอ งคู
แบบอื่น ๆ ตรงที่วาขนาดของรองน้าํ น้ันเลก็ และต้นื ระยะระหวาง
รอ งนา้ํ ตองไมม ากเกินกวาที่นาํ้ จากรอ งนา้ํ ท้งั สองจะไหลซึมมาพบกัน
ไดเ มอ่ื การใหน ้าํ ไดส ้นิ สดุ ลงแลว
การเลือกใช การใหน า้ํ วิธีเหมาะสาํ หรับพ้ืนทที่ ีม่ คี วามลาดเท
สมาํ่ เสมอระหวา ง 1 ถงึ 8 เปอรเซ็นตและมีฝนตกไมมากนกั สําหรับ
พืน้ ที่ทม่ี ีความลาดเทไมสม่ําเสมอกอ็ าจจะใชไดเ หมือนกนั แตค วรจะ
ใหร องคเู ลก็ น้มี ีความลาดเทเทากนั ตลอดและจะตองไมม ีการไหลลน
ขา มรองไมวาจะเปน นาํ้ ฝนหรอื นาํ้ ชลประทานการใชว ธิ ใี หน้ําแบบน้ี
ในเขตทม่ี ีฝนตกชุกมักจะกอใหเกิดการกัดเซาะอยางรนุ แรงไดเ สมอ
ขอดี
1) สามารถใชไดกบั อตั ราการสงนํา้ ทัง้ ขนาดเลก็ และขนาดใหญ
เพราะวาสามารถจัดจํานวนรอ งท่ีจะใหน าํ้ คร้ังหนึ่ง ๆ ให
พอเหมาะกับอัตราการสงนํา้ ที่ไดร ับได
2) ไมต อ งการการปรบั พืน้ ที่มากนกั ดังนน้ั เมื่อไดมีการเปดพนื้ ที่
แลวกจ็ ะสามารถเพาะปลกู และใหน ้ําไดอ ยางรวดเรว็
249
3) ถา ใชกับพ้ืนที่ทีไ่ ดรบั การปรับใหเ รียบและมีความลาดเท
สม่ําเสมอแลว กจ็ ะใหป ระสิทธภิ าพสงู ถาออกแบบและใหนา้ํ
อยางถกู ตอง
ขอเสยี
1) ตอ งการแรงงานในการใหนาํ้ มาก เพราะวาจะตอ งมีการลด
อตั ราการใหนํ้าที่ระยะเวลาตาง ๆ เพ่ือใหการใหน า้ํ นัน้
สมํ่าเสมอและมีการสูญเสียนํา้ เนือ่ งจากไหลเลยทา ยรอ ง
ออกไปนอยท่ีสดุ
2) เน่ืองจากรอ งคมู ีขนาดเลก็ และตนื้ ดังน้ันจะตอ งมกี ารตบ
แตง ทุกป บางครั้งอาจจะตองทําหลายคร้ังตลอดปซง่ึ ทําให
ตอ งส้นิ เปลืองมากขึน้
3) วธิ นี ี้ไมเหมาะกบั พน้ื ที่ท่ีคอนขา งราบ โดยปกตแิ ลว จะไมใ ช
กับพ้นื ท่ีที่มคี วามลาดเทนอยกวา 1 เปอรเ ซน็ ต
4) ไมเ หมาะกบั พ้นื ท่ีท่ีมีความลาดเทมากและอยูในเขตทม่ี ีฝน
ตกชุก เพราะอาจทําใหเ กิดการกัดเซาะอยา งรนุ แรงขึน้ ได
250
รปู ท่ี 8 การใหน้ําทางรอ งคูเลก็ (Corrugation Method)
6.2.9 การใหน้ําทางใตผิวดิน (Subsurface Irrigation)
การใหน ํ้าทางใตผวิ ดินเปนการใหน้ําแกพชื โดยการยกระดับนํ้า
ใตด นิ ขึ้นมาใหส งู พอท่ีน้าํ จะไหลซมึ ขน้ึ มาสูระดบั เขตรากได วิธีเพ่ิม
ระดบั นาํ้ ใตด นิ อาจจะทาํ ไดส องแบบ คือโดยการใหนํ้าในคู และโดย
การใหน้ําไหลเขาไปในทอ ซงึ่ ฝง ไวใตด ิน ความลึกของระดบั น้ําใตด นิ
ในขณะท่ใี หน ํา้ น้นั จะอยูร ะหวา ง 30 ถงึ 60 เซนตเิ มตรท้ังน้ขี น้ึ อยู
กบั ลกั ษณะของดินและความลึกของรากพืชที่ปลูก นํ้าใตดนิ จะไหล
ไปสูจดุ ตาง ๆ ในเขตรากโดยการดูดซบั (Capillary Action)
การเลือกใช การใหนาํ้ วธิ นี ้เี หมาะสําหรับดินทมี่ ีเน้อื ดนิ
สมาํ่ เสมอ และมคี วามสามารถใหนํา้ ซึมผานไดมากพอท่จี ะใหน ้าํ ไหล
ท้งั ในแนวราบและในแนวด่ิงไดรวดเรว็ และจะตอ งมีช้ันดินท่ีนํ้าซึม
251
ผา นไดย ากหรือมีระดบั นํ้าใตด ินอยูใตเ ขตราก ซึ่งจะทําใหส ามารถ
ควบคุมระดบั นํา้ ใตดินไดโดยมีการสูญเสียน้ําไมม ากนัก พืน้ ท่คี วรจะ
เรยี บและเกอื บอยูใ นแนวราบ พืชท่ใี หนํา้ โดยวธิ นี ไี้ ดกม็ ีพวกผกั พืช
ไร หญา เล้ยี งสตั ว และไมด อกตา ง ๆ แตไ มเหมาะกบั พชื สวนหรือพชื
ยืนตนอื่น ๆ
ขอ ดี
1) การใหน ํ้าแบบนส้ี ามารถใชไดก บั ดินทม่ี ีอัตราการซมึ ของนา้ํ
เขา ไปในดนิ สงู แตมคี วามสามารถเกบ็ น้ําไวไดน อย ซง่ึ ไม
เหมาะกบั การใหนํา้ ทางผิวดิน
2) สามารถควบคุมนา้ํ ใตด นิ ใหอยใู นระดับทีจ่ ะเปนประโยชน
ตอพืชท่ีอายุตาง ๆ ได
3) มกี ารสญู เสยี นา้ํ เนอ่ื งจากการระเหยนอ ยมาก
4) การแพรกระจายของเมลด็ วัชพชื เนื่องจากถูกนาํ้ พัดพาไป
นอ ย
5) ระบบใหนํ้าทางใตดินอาจใชเปนระบบระบายนา้ํ ไดดวย
6) ตองการแรงงานในการใหนํา้ นอ ย
7) ประสิทธิภาพในการใหน ํ้าสูง
252
ขอ เสีย
1) เนื่องจากวธิ นี ตี้ อ งการใหมชี น้ั ดินทีน่ ํ้าซึมผานไดย ากหรือมี
ระดบั น้ําใตดนิ อยูใตเ ขตราก และดินจะตอ งมีความสามารถ
ใหนาํ้ ซมึ ผานไดดีพอสมควร ดงั นัน้ จึงใชไ ดกบั พนื้ ทเ่ี พยี งบาง
แหงเทา น้ัน
2) โดยปกติแลว พื้นทท่ี ่ีอยขู า งเคยี งจะตองใหน้ําวิธีนี้เหมือนกนั
มฉิ ะน้นั อาจจะกอ ใหเกิดปญหาเรอื่ งการระบายนํ้าข้ึนได
3) นํ้าชลประทานจะตอ งมีคุณภาพดี มฉิ ะนน้ั จะเกดิ ปญ หาเรอื่ ง
การสะสมของเกลอื บนผวิ ดนิ และในเขตรากขนึ้ ได
4) ในกรณีที่นํ้าชลประทานมเี กลอื อยูบาง ก็จะตองมกี ารชะลาง
เกลอื ออกจากดนิ เปน ประจาํ
5) การงอกของเมล็ดอาจจะไมสมา่ํ เสมอถา หากไมส ามารถ
ควบคุมนํ้าใตด ินใหไ หลซมึ ขน้ึ มาอยางสม่าํ เสมอได
6) สามารถใชไ ดก บั พชื เพยี งบางชนิด พวกพืชที่มีรากลึกเชนพืช
สวนและพชื ยืนตนไมเหมาะทีจ่ ะใหนาํ้ โดย วิธีนี้
7) ปุยท่ใี หแกพ ืชแผก ระจายไปทว่ั เขตรากไดชา กวา แบบใหน ้าํ
ทางผวิ ดินหรือแบบฉีดฝอย
Open Ditch
WAIRTREIRGATTAEBDLE
SATSUORIALTED (a)
WANTOERRMTAALBLE
รูปท่ี 9 การใหนํ้าทางใตผวิ ด
253
Underground Pipe
(b)
ดนิ (Subsurface Irrigation)
254
6.2.10 การใหนํ้าแบบหยด (Drip or Trickle Irrigation)
การใหน ้ําแบบหยดเปนการใหน้ําแกพชื ท่จี ดุ ใดจดุ หน่ึงหรอื
หลาย ๆ จุดบนผวิ ดนิ หรอื ในเขตรากพืช โดยอัตราท่ีใหน น้ั ไมมาก
พอท่จี ะทาํ ใหด ินในเขตรากน้นั เปย กชมุ เปนบริเวณกวา ง แตจ ะทาํ ให
ดินมีแรงดึงความชืน้ ตา่ํ อยตู ลอดเวลา โดยปกตแิ ลว ผิวดินจะเปยกแต
ตรงจุดท่ีใหน ้ําเทานั้น น้ําทใ่ี หแ กพชื อาจจะอยูในรูปของเมลด็ น้ําเล็ก
ๆ ซง่ึ ฉดี จากหัวฉีดขนาดเล็กทตี่ อ งการแรงดันไมมากนัก หรือเปน
หยดนํ้าหรือสายน้ําเล็ก ๆ ทไ่ี หลจากทอ พลาสติกขนาด
เสนผาศูนยกลางภายใน 1 ถึง 2 มิลลิเมตร หัวฉดี หรอื ทอ พลาสตกิ
จะวางไวในบรเิ วณโคนตนพชื โดยมที อพลาสตกิ หรือสายยางขนาด
ใหญซ ง่ึ นําน้าํ จากทอ ประธานเปน ทอจายนํา้ ใหอีกทหี นงึ่ จาํ นวน
หัวฉดี หรือทอ พลาสตกิ จะข้ึนอยกู บั อายแุ ละความตองการนา้ํ ของพืช
เน่ืองจากวา ทอ หรือหัวฉีดซ่ึงทําหนาทจี่ ายนํ้ามขี นาดเลก็ มาก นํ้าทใ่ี ช
จงึ ตองปราศจากตะกอนขนาดท่จี ะมาอุดตันหวั ฉดี หรือทอ พลาสตกิ
ได บางครงั้ อาจจะตอ งใหน้าํ ผา นเครื่องกรองเสียกอน
การเลือกใช การใหน้าํ แบบน้เี หมาะอยางย่ิงสําหรบั พนื้ ทที่ ีน่ ํ้า
สําหรบั ใหแ กพ ืชมจี าํ นวนจํากดั หรือมีราคาแพง สามารถใชไ ดด กี ับ
ดนิ เกอื บทกุ ชนดิ แตจ ะดมี ากถาดนิ นัน้ มีการไหลซมึ ทางดา นขา งดี
พอสมควร เพราะจะไดรศั มที างราบของปริมาตรดนิ ท่ีเปย กช้ืนกวาง
กวา ซึงเปนผลใหสามารถลดจํานวนหวั จา ยน้ํา (Emitter) ลงได
255
เนือ่ งจากวา การใหน ํ้าแบบนม้ี รี ะยะเวลาในการใหนํ้ายาวนานแตไ ม
ทําใหด นิ เปย กชมุ เปน บริเวณกวาง จงึ เหมาะสมอยา งยิ่งสําหรบั พชื ที่
มรี ากตื้นและตอ งการใหดินมคี วามช้ืนสูงอยูตลอดเวลา เชน พวก
พืชผักตาง ๆ อยา งไรกต็ ามการใหน ้ําแบบน้ใี ชไ ดดกี บั พืชยนื ตน
เหมือนกนั แตเ นอ่ื งจากวา คาลงทุนครงั้ แรกคอนขา งสูง สวนใหญจึง
มกั เลอื กใชกับพชื ทใ่ี หผลตอบแทนสูงเชน กัน พวกไมผ ลตา ง ๆ เปน
ตน
ขอดี
1) ประสทิ ธิภาพในการใหนํา้ สูงมาก เพราะวาสามารถควบคุม
นํ้าไดท ุกขน้ั ตอน และมกี ารสญู เสยี โดยการระเหยนอย
ดังนั้นผลผลติ ตอหนงึ่ หนวยปรมิ าตรของนาํ้ ท่ีใชจงึ มากกวา
การใหน้ําแบบอื่น ๆ
2) คาใชจา ยในการใหน าํ้ นอ ยเพราะไมต องการแรงงานในการ
ใหน ้ํามาก และไมต องการแรงดันท่ีหวั จา ยนํ้า (Emitter)
มากเหมือนแบบฉดี ฝอย
3) สามารถใชร ะบบใหน า้ํ แบบน้ใี หป ุยและสารเคมอี นื่ ๆ แกพ ืช
พรอ ม ๆ กับการใหนํ้าไดดวย โดยการผสมปุยหรอื สารเคมี
เขากับนาํ้ ทางทอ ดูดของเคร่อื งสบู นาํ้ หรืออัดเขาทางตน ทอ
ของระบบ
256
4) ไมม ปี ญหาโรคพชื หรอื แมลงท่เี ก่ียวเนอื่ งจากการเปยกชืน้
ของใบเหมือนในการใหนาํ้ แบบฉดี ฝอย
5) ลดปญ หาเรือ่ งการแพรกระจายของพชื ลงเน่ืองจากวา นาํ้ ที่
ใหแกพ ชื จะเปย กผวิ ดนิ เปนบรเิ วณแคบ ๆ เทาน้ัน
6) ไมม ปี ญ หาเรือ่ งลมแรงเหมอื นในการใหน ํา้ แบบฉีดฝอย
7) เน่อื งจากวาอตั ราการใหนา้ํ ไมมากพอที่จะกอใหเ กิดความ
เสยี หายแกด นิ และพชื ดังน้ันอาจทาํ การใหน้ําไดตลอด
24 ช่วั โมงโดยไมต องคอยดูแล ระยะเวลาใหน้าํ ท่ียาวนาน
เชนนจ้ี ะมผี ลใหไมต องใชระบบสงนํา้ ขนาดใหญ หรือ
ตอ งการเครอื่ งสบู นํา้ แรงมาสงู
8) เนอ่ื งจากการใหปุยและสารเคมีโดยการผสมไปกบั นํ้าจะมี
ประสทิ ธิภาพสูงเชนเดียวกนั กับการใหน ํา้ ดังน้นั คาใชจ า ย
สาํ หรบั ปุยและสารเคมีกจ็ ะลดลงดวย
9) ยกเวน หัวจา ยนาํ้ ซง่ึ มกั จะมปี ญหาเรื่องอุดตันแลว ระบบ
ชลประทานแบบนีจ้ ะมอี ายุการใชงานยาวนานพอสมควร
10) สามารถติดตั้งใหทาํ การใหน ํา้ แบบอัตโนมัตไิ ดไมย าก เชน
ใหน าํ้ ตามกาํ หนดเวลาท่ตี ั้งไว หรอื ใหน า้ํ เม่ือความชื้นของดนิ
ในเขตรากลดลงถึงระดับหนงึ่ เปนตน
257
11) ไมมปี ญ หาเร่อื งอัตราการซมึ ของนํ้าเขาไปในดนิ เพราะ
อัตราการใหนํา้ จะไมมากพอที่จะทาํ ใหด นิ เปย กชุมเปน
บรเิ วณกวางอยแู ลว
12) เนื่องจากปริมาณนํา้ ที่ใหแ ละท่สี ูญเสยี ไปโดยการระเหย
นอ ย ดงั นั้นการสะสมของเกลือทต่ี ิดมากับนํ้าในเขตรากจึง
ไมมากเหมอื นแบบอ่นื ๆ ท่ใี ชนาํ้ จากแหลงเดียวกัน
ขอ เสีย
1) มีปญ หาเรอื่ งการอุดตนั ท่ีหวั จา ยน้ํามาก สําหรบั การอุดตนั ที่
เนอ่ื งมาจากตะกอนทรายในนํา้ ชลประทานนนั่ อาจแกไ ขได
โดยการกรองน้ําเสียกอ น สาเหตอุ ืน่ อาจเนอ่ื งมาจากการ
เจริญเติบโตของตะไครน ้ํา หรอื เนอ่ื งมาจากการสะสมตวั
ของสารเคมใี นน้ํา การอุดตันดังกลาวนี้ถามรี ะยะเวลา
ยาวนานกอ นตรวจพบ พชื อาจไดร บั ความเสียหายได
2) เนอื่ งจากวาบรเิ วณท่เี ปยกช้ืนไมกวางขวางนัก ความเขม ขน
ของเกลอื ซึง่ มกั จะเกดิ ข้นึ ในบรเิ วณรอบ ๆ นอกของสว นท่ี
เปยกชนื้ จงึ มกั จะสงู และอาจเปน อนั ตรายตอพืชได
โดยเฉพาะอยา งย่ิงถามฝี นไมม ากพอที่จะชะลางเกลอื
ออกไปใหเ ลยเขตราก กรณีดังกลา วนอ้ี าจปอ งกันไดโ ดยการ
ใหน ้ําในระหวางฤดูฝนดวยเพอ่ื ปองกนั มใิ หสารละลายของ
258
เกลือไหลยอนมาหารากพืช หรอื อาจจะตองมกี ารชะลาง
เกลือออกจากดินเปนครั้งคราวดวย
3) เนอ่ื งจากวา การใหน ้าํ แบบน้ีดินจะเปย กชื้นแตเ พยี งบางสวน
ของเขตรากเทา น้ัน การแผขยายของรากสวนใหญจ งึ ถกู
จาํ กัดอยูแตในบริเวณนี้ ดังน้ัน ถา หากหวั จายน้ําเกิดการอุด
ตนั โอกาสท่ีพชื จะไดรบั ความเสยี หายรุนแรงจึงมมี ากกวา
การใหน้ําแบบอ่ืน
4) คาลงทุนครัง้ แรกคอนขา งสูงเพราะตองมีอปุ กรณห ลายอยาง
โดยทว่ั ๆ ไปราคาจะพอ ๆ กบั ระบบชลประทานแบบฉีด
ฝอย แตจะแพงกวาแบบผิวดิน ยกเวนในกรณีท่กี ารใหน้าํ
ทางผิวดินนั้นตองการการปรบั พนื้ ทีม่ าก
259
ทอ ประธาน (MAIN SUPPLY LINE) ระบบควบคุมความดัน
ทอ รองประธาน (SUB - MAIN)
(LAทTอแERยAกL)
4 ม.
6 ม.
ตวั อยา งระบบใหนํ้าแบบหยดในสวนผลไม
รปู ท่ี 10 การใหนา้ํ แบบหยด (DRIP IRRIGATION)
260
บทที่ 7 การส่งนํา้ ชลประทาน
(Irrigation Water Delivery)
7.1 ความหมาย “ การส่งน้าํ ”
หมายถงึ การนาํ นาํ้ จากแหล่งนาํ้ ให้ไหลผ่านไปตามระบบส่งนา้ํ ซ่ึงอาจจะเป็นคลองส่งนาํ้ หรือทอ่ ส่ง
นาํ้ เพ่ือให้ไปถงึ ยังพ้ืนท่เี พาะปลูกหรือบริเวณท่ตี ้องการ
ส่วนคาํ ว่า การจดั สรรน้าํ ชลประทาน(Water Allocation) หมายถงึ การดาํ เนินการเพ่ือแบ่งปัน
นาํ้ ไปให้แกผ่ ู้ใช้นา้ํ เพ่ือให้ได้ปริมาณท่เี หมาะสมสอดคล้องกบั ปริมาณนา้ํ ท่มี อี ยู่และปริมาณนาํ้ ท่ผี ู้ใช้นาํ้
ต้องการ
7.2 หลกั ของการส่งน้าํ ชลประทาน การส่งนา้ํ ท่ถี ูกต้อง เหมาะสม ควรประกอบด้วยหลักการ ดังน้ี
1. ส่งในปริมาณท่พี อดีและเหมาะกบั ขดี ความสามารถของระบบส่งนา้ํ (คลองหรือท่อ)และอาคาร
ควบคุมในคลองหรือระบบท่อ เช่น คลองหรือทอ่ มีความสามารถรับนา้ํ ได้ 1.0 ลบ.ม./วินาที กจ็ ะต้องส่ง
ให้ไม่เกนิ 1.0 ลบ.ม. ต่อ วินาทหี รือไม่ต่าํ กว่า 1.0 ลบ.ม.ต่อวินาที มากเกนิ ไปจนระดบั นาํ้ ในคลองไม่
สามารถไหลออกจากคลองเข้าส่พู ้ืนท่ขี ้างคลองได้
2. ส่งนาํ้ ให้สอดคล้องกบั เวลาท่ผี ู้ใช้นาํ้ มีความต้องการ เช่น พ้ืนท่ขี องนาย ก. ต้องการนา้ํ วนั
พฤหัสบดี ต้องส่งไปให้ถงึ วัน พฤหัสบดี หรือ หากพ้ืนท่ี นายก. ต้องการรับนา้ํ นาน 1 วนั ต้องส่งนาํ้ ให้อยู่
ในคลองบริเวณท่นี าย ก. จะนาํ นาํ้ ไปใช้ได้ เป็นเวลานาน 1 วนั
3.ส่งนาํ้ ให้ในปริมาณท่พี อดกี บั ความต้องการของผู้ใช้
4. ส่งนา้ํ ด้วยวิธที ่เี หมาะสมกบั ความรู้ ความเข้าใจ ความชาํ นาญของผู้ใช้นาํ้ และผู้ส่งนา้ํ
5. ส่งนา้ํ ให้เหมาะสมกบั ปริมาณนา้ํ ต้นทุน ท่มี ีอยู่ คาํ ว่านา้ํ ต้นทุน ในท่นี ้ีหมายถงึ ปริมาณนาํ้ ท่มี ีอยู่
ในแหล่งนาํ้ และพร้อมจะแจกจ่ายไปให้ใช้ได้
ความประพฤติ ท่จี ะช่วยให้ชีวิตมีความสุข
1.ไม่โลภ - อยู่อย่างพอเพยี ง
2.ไม่เสียดาย – เรือ่ งในอดีต ไม่ตอ้ งเก็บมาคิด
3. อยู่กบั ปัจจุบนั – ทํา ณ วินาทีปัจจุบนั ใหด้ ีทีส่ ุด
4. มองโลกในแง่ดี - เชื่อว่าพร่งุ น้ จี ะดกี ว่าวนั น้ ี
5. ถอ่ มตน ไม่ยกตน - ความทุกขจ์ ะลดลง
6. ทําความดีใหม้ ากข้ ึน เช่น ช่วยตวั เองใหม้ ากข้ ึน ช่วยคนอื่นใหม้ ากข้ ึน เชื่อเรือ่ งกฎแห่งกรรม
7.3 วิธีการส่งน้าํ ชลประทาน
ตามวิทยาการทางการชลประทาน ท่วั โลก มีวิธกี ารส่งนาํ้ อยู่หลายวิธี ดงั น้ี
261
-ส่งนาํ้ แบบตลอดเวลา
-ส่งนา้ํ ตามความต้องการของผู้ใช้
-ส่งนาํ้ แบบหมุนเวยี นหรือเป็นรอบเวร
-ส่งนาํ้ ตามความต้องการแบบมอี ตั ราจาํ กดั
-ส่งนา้ํ แบบจาํ กดั ช่วงเวลารับนา้ํ
-ส่งนา้ํ แบบสามารถปรับเปล่ียนความถ่(ี รอบเวร)ระหว่างผู้รับนา้ํ กบั ผู้ส่งนาํ้
ภาพท่ี 1 แสดงวธิ กี ารส่งนาํ้ แบบต่างๆพร้อมลักษณะของอตั ราการไหล(Q)ในคลองส่งนา้ํ
ระยะเวลา(t) ในแต่ละวธิ กี ารส่งนา้ํ
ภาพที่ 1 ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง Q กบั เวลา สาํ หรบั วิธีการส่งน้าํ แบบต่างๆ
จากภาพท่ี 1 มวี ธิ กี ารส่งนาํ้ และลักษณะของอตั ราการไหลในคลอง(Discharge Q) ความถ่หี รือ
รอบเวร (Frequency f)และช่วงเวลาท่ไี ด้รับนา้ํ (Duration, d) ดงั น้ีคอื
262
1.หมุนเวียนแบบมรี อบเวรคงท่(ี Fixed Rotation) อตั ราการไหลในคลองคงท่ี ระยะห่างของรอบ
เวรคงท่แี ละช่วงเวลารับนา้ํ คงท่ี
2.หมุนเวียนแบบรอบเวรไม่คงท่(ี Varied Frequency Rotation) อตั ราการไหลในคลองคงท่ี
ระยะห่างของรอบเวรไม่คงท่แี ต่ช่วงเวลารับนาํ้ คงท่ี
3.หมุนเวยี นแบบปรับเปล่ียนอตั ราการไหล(Varied Rate Rotation) อตั ราการไหลคงท่ี ระยะห่าง
ของรอบเวรคงท่แี ต่มกี ารปรับเปล่ียนค่าอตั ราการไหล
4.หมุนเวยี นแบบช่วงเวลาได้รับนา้ํ ไม่คงท่(ี Varied Duration Rotation) อตั ราการไหลในคลอง
คงท่รี ะยะห่างของรอบเวรคงท่ี แต่ช่วงเวลาท่ไี ด้นา้ํ ปรับเปล่ียนไป ไม่คงท่ี
5.หมุนเวียนแบบรอบเวรไม่คงท่ี อตั ราการไหลไม่คงท่แี ต่ช่วงเวลาท่ไี ด้นา้ํ คงท่(ี Varied
Frequency and Rate Rotation)
6.หมุนเวียนแบบช่วงเวลาท่ไี ด้นาํ้ และอตั ราการไหลไม่คงท่แี ต่ระยะห่างของแต่ละรอบเวรคงท่ี
(Varied Duration and Rate Rotation)
7.หมุนเวยี นแบบช่วงเวลาท่ไี ด้รับนาํ้ และระยะห่างระหว่างรอบเวรไม่คงท่ี แต่อตั ราการไหลคงท่ี
(Varied Duration and Frequency Rotation)
8.หมุนเวียนแบบไม่คงท่ที ้งั หมด (Intermittent) ช่วงเวลาท่ไี ด้รับนาํ้ ระยะห่างระหว่างรอบเวร
และอตั ราการไหลไม่คงท่ี
9.แบบตลอดเวลาและอตั ราการไหลคงท่ี ไม่มกี ารกาํ หนดรอบเวร มชี ่วงเวลาท่ไี ด้นา้ํ ตลอดเวลา
10.แบบตลอดเวลาแต่อตั ราการไหลไม่คงท่ี
สาํ หรับวธิ กี ารส่งนา้ํ ชลประทาน ของประเทศไทยท่ปี ฏบิ ตั อิ ยู่มี 3 วธิ คี ือ
-การส่งนา้ํ แบบตลอดเวลา
-การส่งนาํ้ ตามความต้องการของผู้ใช้ (วิธนี ้ีไม่ค่อยพบมากนักในระบบชลประทานของ
ประเทศไทย ยกเว้นการชลประทานท่สี ่งนาํ้ ผ่านทางระบบท่อ)
-การส่งนาํ้ แบบหมุนเวียน หรือ เป็นรอบเวร
7.3.1 การส่งน้าํ แบบตลอดเวลา (Continuous water delivery) หมายถงึ การส่งนาํ้ ผ่านเข้าส่รู ะบบ
คลองหรือคูส่งนา้ํ สายใดๆ อย่างต่อเน่ือง ตลอดเวลาท่มี กี ารเพาะปลูก ดงั ภาพท่ี 2
263
ภาพที่ 2 ลกั ษณะการไหลของน้าํ ในคลองเมอื่ ส่งน้าํ แบบตลอดเวลา
ข้อดี - ข้อเสยี ของการส่งนาํ้ แบบตลอดเวลา
ขอ้ ดี
1. เป็นวิธที ่เี ข้าใจง่าย ข้นั ตอนไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน
2. ใช้แรงงานดูแล ควบคุมการส่งนาํ้ น้อย
3. ขนาดของคลองส่งนา้ํ มขี นาดเลก็ ลงตามขนาดพ้ืนท่รี ับนา้ํ จากต้นคลอง ไปยงั ปลายคลอง
4. ค่าลงทุนก่อสร้างระบบส่งนา้ํ น้อยกว่า
5. สญู เสยี ท่ดี นิ เพ่ือใช้เป็นท่กี ่อสร้างระบบส่งนาํ้ น้อยลง
ขอ้ เสีย
1. เกดิ การสญู เสยี นาํ้ ในระบบคลอง คูส่งนา้ํ มาก เน่ืองจากมีนาํ้ ขงั อยู่ตลอดเวลา
2. ไม่เหมาะสาํ หรับโครงการชลประทานท่มี ีนาํ้ ต้นทุน น้อย (มีนาํ้ อยู่ในคลองตลอดเวลา เกดิ การ
ใช้นาํ้ ท่ฟี ่ ุมเฟื อย และสญู เสยี นา้ํ ง่าย)
264
ขนาดของคลองส่งนาํ้ ท่สี ่งแบบตลอดเวลา สามารถคาํ นวณด้วยสมการ ดงั น้ี
Q = A× Dm
54000Ei
เม่ือ
Q = ปริมาณนาํ้ ท่จี ะต้องส่งให้ (ลบ.ม./วนิ าท)ี
A = พ้ืนท่ที ่จี ะส่งนา้ํ ให้ (ไร่)
Dm = ค่าการใช้นา้ํ ของพืชสงู สดุ (มม./วนั )
Ei = ประสทิ ธภิ าพการชลประทาน (ทศนิยม)
ตวั อย่าง การหาปริมาณนา้ํ ท่ตี ้องส่งผ่านคลองส่งนา้ํ เม่อื ส่งนาํ้ แบบตลอดเวลา
มีพ้ืนท่เี พาะปลูกอยู่ 300 ไร่ ทาํ การปลูกข้าว ซ่ึงมคี ่าการใช้นาํ้ สงู สดุ เท่ากบั 8 ม.ม./วัน ประสทิ ธภิ าพการ
ชลประทานของคลองส่งนาํ้ น้ีเท่ากบั 80 % จงคาํ นวณว่าอตั ราการไหล หรือปริมาณนาํ้ ท่จี ะต้องส่งผ่าน
คลองสายน้ีเป็นเทา่ ไร เม่อื ส่งนาํ้ แบบตลอดเวลา
พืน้ ท่ีรับนํา้
วิธีทํา จากข้อมูลท่กี าํ หนด
Dm = 8 มม./วัน A = 300 ไร่
Ei = 80 % = 0.80
แทนค่าในสตู ร
Q = 300×8
54000x0.80
ได้ Q = 0.055 ลบ.ม./วินาที = 55.5 ลิตร/วินาที
265
7.3.2 การส่งน้าํ ตามความตอ้ งการของผูใ้ ช้ (On Demand water delivery)
หมายถงึ การจดั การให้นา้ํ ผ่านไปตามคลองส่งนาํ้ จนถงึ แปลงเพาะปลูก โดยส่งให้ในช่วงเวลาและ
ปริมาณ ซ่ึง เป็นไปตามท่ี ผู้ใช้นาํ้ ขอมา
ข้อดี ข้อเสยี ของการส่งนาํ้ ตามความต้องการของผู้ใช้
ขอ้ ดี
1. ผู้ใช้นาํ้ ได้รับความสะดวกในการใช้นา้ํ
2. ประสทิ ธภิ าพการใช้นาํ้ จะสงู (ส่วนใหญ่วิธนี ้ีผู้ใช้นาํ้ จะต้องชาํ ระค่านา้ํ ทาํ ให้เกดิ การใช้นาํ้ อย่าง
ประหยัด)
ขอ้ เสีย
1. ผู้ใช้นาํ้ และผู้ส่งนาํ้ จะต้องมีความร้/ู ความเข้าใจวิธกี ารควบคุมการส่งนา้ํ เป็นอย่างดี เช่นเปิ ดนา้ํ
เวลาไหน เปิ ด ปิ ด อย่างไร ด้วยปริมาณเทา่ ไรเป็นต้น
2. ต้องมกี ารออกแบบ ก่อสร้างระบบส่งนา้ํ ด้วยเทคโนโลยที ่คี ่อนข้างสงู (สามารถควบคุมนาํ้ ได้
เป็นอย่างด)ี -ทาํ ให้ต้นทุนสงู
3. ต้องมนี าํ้ ต้นทุนท่สี มบูรณ์ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ขอได้ตามต้องการ
7.3.3 การส่งน้าํ แบบรอบเวรหรือแบบหมุนเวียน (Rotational water delivery)
หมายถงึ การส่งนา้ํ ผ่านไปตามคลองส่งนา้ํ แต่ละสายไม่พร้อมกนั โดยต้องมีการกาํ หนดช่วงเวลาท่ี
คลองแต่ละสายจะได้รับนา้ํ รวมท้งั ได้รับนา้ํ เป็นเวลานานต่างกนั ไป ภาพท่ี 3 (ก) และ (ข) แสดงลักษณะ
การไหลในคลอง ของการส่งนาํ้ หมุนเวียน
266
(ก)
(ข)
ภาพที่ 3 ลกั ษณะการส่งน้าํ แบบหมุนเวียน หรือ แบบรอบเวร
ตวั อย่าง (ใหน้ สิ ิตฝึ กทําดว้ ยตนเอง)
1) Calculate the volume of the following blocks, when given:
a. length = 75 cm, width = 3 m, height = 6 cm V = .....m3
b. length = 0.5 cm, width = 1 dm, height = 20 cm V = .....m3
c. length = 15 cm, width = 2 dm, height = 0.5 m V = .....litres
2) Calculate the volume of water (in m3) on a field, when given: the length
= 150 m, the width = 56 m and the water layer = 70 mm.
3) Calculate the minimum depth of a reservoir, which has: a length of 15 m and
a width of 10 m and which has to provide 50 mm water for a field of 175 m
long and 95 m wide.
267
อย่าดหู มน่ิ บญุ กรรม จาํ นวนน้อย หมั่นทาํ ความดไี ว้เถดิ
ด่ังตุ่มนํ้า เปิ ดหงายรับ กับสายชล ว่าไม่ค่อย ตามต้อง สนองผล
อันนักปราชญ์ ส่ังสม บ่มบญุ บ่อย ย่อมเตม็ ล้น ด้วยอุทก ทต่ี กลง
ย่อมเตม็ ล้น ด้วยบุญน้ัน เป็ นมั่นคง ทลี ะน้อย ค่อยทาํ ไป ไม่ไหลหลง
โปรดขอจง มุ่งมั่นทาํ แต่กรรมดี
การส่งนาํ้ แบบหมุนเวยี นอาจแบ่งตามลักษณะการหมุนเวยี นตามระบบคู คลองท่มี ีอยู่ ออกได้เป็น 3
ประเภท
-การส่งนาํ้ หมุนเวียนโดยคลองส่งนาํ้ สายใหญ่
-การส่งนาํ้ หมุนเวยี นโดยคลองซอย
-การส่งนา้ํ หมุนเวียนโดยคูสง่ นาํ้
(ก) การส่งน้าํ หมุนเวียนในคลองสายใหญ่
การส่งนา้ํ โดยวิธนี ้ี นาํ้ จะถูกส่งไปตามคลองสายใหญ่ทลี ะส่วนตามท่ไี ด้กาํ หนดไว้ เม่อื ส่งนา้ํ
เข้าไปในตอนใดของคลองสายใหญ่ คลองซอยและคูส่งนาํ้ ในส่วนน้นั จะได้รับนา้ํ พร้อมกนั ภาพท่ี 4 (ก)
(ข) และ(ค)เป็นการส่งนา้ํ หมุนเวียนในคลองสายใหญ่
268
(ก)
(ข)
ภาพที่ 4 ลกั ษณะการส่งน้าํ หมุนเวียนในคลองสายใหญ่
(ข) การส่งน้าํ หมุนเวียนในคลองซอย
วธิ นี ้ีนา้ํ จะถูกสง่ เข้าคลองสายใหญ่ตลอดเวลาแต่คลองซองสายต่างๆ จะถูกแบ่งเป็นส่วนๆ
และแต่ละส่วนของคลองซอย และคูส่งนา้ํ ท่รี ับนา้ํ จากคลองซอยจะได้รับนาํ้ เป็นช่วงๆ ตาม ระยะเวลาท่ี
กาํ หนดไว้ ภาพท่ี 5(ก) และ (ข) แสดงการส่งนา้ํ หมุนเวยี นในคลองซอย
269
(ก)
(ข)
ภาพที่ 5 การส่งน้าํ หมุนเวียนในคลองซอย
(ค) การส่งน้าํ หมุนเวียนในคูส่งน้าํ
การหมุนเวยี นโดยวิธนี ้ี คูส่งนา้ํ จะถูกแบ่งออกเป็นสาย แล้วจัดการส่งนาํ้ ให้แต่ละสายตาม
ระยะเวลาท่กี าํ หนดไว้โดยวิธนี ้ีจะมีนา้ํ ในคลองสายใหญ่และคลองซอยตลอดเวลา แสดงดงั ภาพท่ี 6
270
ภาพที่ 6 การส่งน้าํ หมุนเวียนในคูส่งน้าํ
เปรียบเทยี บลักษณะคลองส่งนาํ้ กรณสี ่งนาํ้ หมุนเวียนแบบต่างๆ
ความจุของคลองและคู ลักษณะการหมุนเวยี นในคลองและคู
สายใหญ่ สายซอย คสู ่งนาํ้
ประเภทการหมนุ เวยี น
สายใหญ่ สายซอย คูส่งนา้ํ
คลองสายใหญ่ เท่ากนั ตลอดสาย ลดลงตามส่วน ลดลงตามส่วน หมุนเวยี น หมุนเวยี น หมุนเวยี น
คลองซอย ลดลงตามส่วน เท่ากนั ตลอด ลดลงตามส่วน ตลอดเวลา หมุนเวยี น หมุนเวยี น
สาย
คูส่งน้าํ ลดลงตามส่วน ลดลงตามส่วน เท่ากนั ตลอดสาย ตลอดเวลา ตลอดเวลา หมุนเวียน
271
ข้อดแี ละข้อเสยี วิธกี ารส่งนาํ้ แบบหมนุ เวียน
ข้อดี
1.มปี ระสทิ ธภิ าพการส่งนาํ้ สงู เน่ืองจากมนี า้ํ อยู่ในคู คลองเฉพาะส่วนของคู คลองท่ถี งึ รอบเวรการรับนา้ํ
ลดปริมาณการสญู เสยี นา้ํ อนั เน่ืองจากการระเหยและร่ัวซึม รวมท้งั ผู้ใช้นา้ํ มคี วามระมัดระวังในการใช้นาํ้
เพ่ิมมากข้นึ
2.ลดปัญหาความขดั แย้งท่มี ตี ่อการใช้นา้ํ ลงได้เน่ืองจากการส่งนา้ํ วิธนี ้ีจะมกี ารกาํ หนดเป็นกตกิ าไว้ล่วงหน้า
ชัดเจนว่าคลองส่วนไหนได้รับนาํ้
3.การส่งนา้ํ แบบรอบเวรช่วยเสริมสร้างให้ผู้ใช้นาํ้ ต้องร่วมมอื กนั เพ่ือใช้นาํ้ ท่สี ่งมาให้ตามรอบเวรของแต่ละ
คู คลอง
4.การส่งนาํ้ จะมคี วามทว่ั ถงึ ถงึ แม้นว่าปริมาณนาํ้ ต้นทุนจะมีปริมาณน้อยกต็ ามเน่ืองจากเป็นการแบ่งปันกนั
อย่างมหี ลักเกณฑไ์ ม่ต่างคนต่างแย่งกนั ใช้
ข้อเสยี
1.ต้องมีการดูแลเอาใจใส่ในขณะทาํ การส่งนา้ํ เน่ืองจากต้องส่งนา้ํ ไปให้ยังคูหรือคลองตามท่กี าํ หนดไว้
ดังน้ันจงึ ต้องมกี ารคอยดูแลควบคุมปิ ด เปิ ดอาคารในคลองส่งนาํ้ เพ่ือให้เป็นไปตามต้องการ
2.ด้วยเหตุผลตามข้อ 1 อาคารชลประทานท่ที าํ หน้าท่คี วบคุมนา้ํ จะต้องมีการบาํ รงุ รักษาให้อยู่ในสภาพท่ดี ี
สามารถใช้งานได้ตามต้องการ
3.เกษตรกรต้องมีความเข้าใจถงึ หลักเกณฑแ์ ละข้อบงั คบั ต่างๆท่กี าํ หนดไว้ในกตกิ าการส่งนาํ้ แบบรอบเวร
มฉิ ะน้ันจะทาํ ให้การส่งนา้ํ ไม่เป็นไปตามท่กี าํ หนด
7.4 แบบฝึ กหดั
1.จากความเข้าใจตามท่ไี ด้ศกึ ษามา ให้อธบิ ายความแตกต่างระหว่าง การส่งน้าํ และ การจดั สรร
น้าํ
2.เพราะเหตใุ ดคลองส่งนาํ้ ท่ถี ูกออกแบบไว้ให้ส่งแบบตลอดเวลา จึงมลี ักษณะของขนาดคลองจาก
ขนาดใหญ่ไปหาคลองขนาดเลก็ บริเวณปลายคลองส่งนาํ้
3. จะพิจารณาส่งนาํ้ แบบหมุนเวยี น หรือเป็นรอบเวร กต็ ่อเม่ือมเี หตปุ ัจจัยใดเข้ามาเก่ยี วข้อง
4. จงอธบิ ายความหมายของคาํ ว่า ความถ่ขี องการส่งนาํ้ ( Frequency)
5. จงอธบิ ายความหมายของคาํ ว่า ระยะเวลาการส่งนาํ้ (Duration)
272
บทท่ี 8 การระบายนํา้
(Drainage)
8.1 ความหมาย
หมายถงึ การกาํ จัดนา้ํ ส่วนเกนิ ท่ไี ม่ต้องการออกจากพ้ืนท่ี เพ่ือให้พ้ืนท่นี ้ันมีสภาพท่เี หมาะต่อการ
ใช้งานตามวตั ถุประสงค์
ปริมาณนาํ้ ส่วนท่เี กนิ ความต้องการ ในพ้ืนท่ี มตี ้นเหตมุ าจาก
1. จากน้าํ ฝน
2. น้าํ จากแหล่งน้าํ อื่นๆไหลเขา้ ไปในพ้ นื ที่
8.2 ประเภทของงานระบายน้าํ หากแบ่งตามพ้ืนท่กี ารใช้ท่ดี นิ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคอื
1. งานระบายนา้ํ ในเมือง พ้ืนท่สี าธารณะ รวมท้งั การระบายนาํ้ เสยี
2. งานระบายนาํ้ จากพ้ืนท่กี ารเกษตร
อย่างไรกต็ าม เม่อื แบ่งตามตาํ แหน่งของนาํ้ ส่วนเกนิ ท่ตี ้องการระบาย มอี ยู่ 2 แบบ คอื
การระบายนา้ํ บนผวิ ดนิ
การระบายนา้ํ ใต้ผวิ ดิน
8.2.1 การระบายน้าํ บนผวิ ดิน(Surface drainage)
หมายถงึ การระบายนาํ้ ท่เี กนิ ความต้องการ ซ่ึงขงั อยู่บนผวิ ดินให้ออกไปจากพ้ืนท่ี โดยการสร้างทาง
นาํ้ แบบทางนา้ํ เปิ ด หรือปรับพ้ืนท่ใี ห้ลาดเท เพ่ือลาํ เลียงนา้ํ ออกไปจากผวิ ดนิ
8.2.2 การระบายน้าํ ใตผ้ วิ ดิน (Subsurface drainage)
หมายถงึ การระบายนาํ้ ใต้ผวิ ดินท่เี กนิ ความต้องการ ออกไปจากบริเวณรากพืช เพ่ือควบคุมไม่ให้
ระดบั นาํ้ ใต้ดนิ ข้นึ มาสงู หรืออยู่ใกล้ผวิ ดนิ และเพ่ือควบคุมการสะสมของเกลือบริเวณผวิ ดนิ และเขตรากพืช
ภาพท่ี 7 แสดงระบบระบายนา้ํ ใต้ดนิ โดยทอ่ ระบายนา้ํ
อย่าโลภโมโทสัน
เม่ือเกดิ มา มีอะไร มาด้วยเล่า เจ้าจงึ เอา แต่สนุก สุขไฉน
เม่ือเจ้าตาย เจ้าจะเอา อะไรไป เจ้ากไ็ ป ตัวเปล่าเปล่า เหมือนเจ้ามา
273
ภาพที่ 7 การระบายน้าํ ใตด้ ินโดยท่อระบายน้าํ
8.3 หลกั การระบายน้าํ ผวิ ดิน ทาํ ได้ 2 ลักษณะคือ
1. ระบายนาํ้ ท่ขี งั อยู่ภายในพ้ืนท่อี อกไปจากพ้ืนท่โี ดยการสร้างทางระบายนา้ํ ในพ้ืนท่เี พ่ือ
รวบรวมนา้ํ แล้วระบายออกไปจากพ้ืนท่ี
2. ระบายนา้ํ โดยผนั นาํ้ ท่ไี หลมาจากนอกพ้ืนท่ี ไม่ให้เข้ามาในพ้ืนท่โี ดยสร้างทางระบายนา้ํ
สกดั ก้นั แล้วผนั ออกนอกพ้ืนท่ี
274
ภาพที่ 8 การระบายน้าํ โดยระบายน้าํ ออกนอกพ้ นื ที่
ภาพที่ 9 การระบายน้าํ โดยการสกดั ก้นั น้าํ จากนอกพ้ นื ที่
8.4 ส่วนประกอบของระบบระบายน้าํ ผวิ ดิน ระบบระบายนาํ้ สาํ หรับประเภทของการระบยนาํ้ ผวิ ดิน
โดยทว่ั ไปประกอบด้วย 3 ส่วนประกอบย่อยคือ
275
1. ส่วนรวบรวมนาํ้ (Collector) อาจเป็นร่อง หรือ คูระบาย ทาํ หน้าท่เี ป็นทางระบายท่คี อยเกบ็
รวบรวมนาํ้ จากพ้ืนท่ที ่ตี ้องการระบายนา้ํ ออก
2. ส่วนลาํ เลียง (Disposal) โดยทว่ั ไปจะเป็นคลองขนาดใหญ่ ทาํ หน้าท่ลี าํ เลียงปริมาณนา้ํ ซ่ึงรับมา
จากทางรวบรวมนา้ํ เพ่ือนาํ ไปท้งิ
3. ท่ที ้งิ นาํ้ (Outlet) เป็นจุดสดุ ท้ายของระบบระบายนา้ํ ท่ที ้งิ นาํ้ มักจะเป็นทางนา้ํ ธรรมชาติท่มี อี ยู่
แล้ว
8.5 หลกั การระบายน้าํ ใตผ้ วิ ดิน
ดังท่ที ราบมาแล้วว่าหลักการระบายนา้ํ ใต้ดนิ กเ็ พ่ือทาํ ให้ระดบั นา้ํ ใต้ดินบริเวณเขตรากพืชมรี ะดบั
อยู่ตาํ กว่าเขตรากพืชจนไม่เป็นอนั ตรายต่อการเจริญเตบิ โตของต้นพืช คาํ ว่าระดบั นาํ้ ใต้ดิน (Ground
Water Table) หมายถงึ ผวิ บนสดุ ของนาํ้ ท่อี ยู่ใต้ผวิ ดนิ ลงไป (ภาพท่ี 10) อย่างไรกต็ ามต้องทบทวน
ความรู้ เร่ือง นาํ้ ในดนิ (Soil Water)ท่ไี ด้กล่าวไว้แล้วในบทเก่ยี วกบั ความสมั พันธร์ ะหว่าดิน นาํ้ พืช ซ่ึง
ประกอบด้วย
-นาํ้ อสิ ระ (Free Water)
-นาํ้ ซับ (Capillary water)
-นา้ํ เย่อื (Hygroscopic water)
แหล่งท่มี าของนาํ้ ส่วนเกนิ ความต้องการคือ น้าํ ฝน ประกอบกบั นาํ้ ท่รี ่ัวซึมมาจากคลองส่งนา้ํ
คลองระบายนาํ้ ข้างเคยี งท่ผี ่านพ้ืนท่นี ้ัน รวมท้งั จากนาํ้ บนผวิ ดนิ จากบริเวณท่มี ีระดับสงู กว่าไหลมารวม
8.6 ทางระบายน้าํ ใตด้ ิน หมายถงึ ทางนาํ้ ท่สี ร้างข้นึ ภายในหน้าตดั ของดนิ โดยให้อยู่ต่าํ กว่าระดับนา้ํ ใต้ดิน
เพ่ือให้นา้ํ ในดนิ ไหลเข้าส่ทู างนาํ้ น้นั แล้วระบายออกไปยงั ท่ที ้งิ นา้ํ ต่อไป
ภาพที่ 10 ระดบั น้าํ ใตด้ ิน
276
ภาพที่ 11 การเกิดน้าํ ใตด้ ิน
277
ภาพที่ 12 ลกั ษณะการวางท่อระบายน้าํ ใตด้ ิน
278
ภาพที่ 13 รูปแบบการวางท่อระบายน้าํ ใตด้ ิน
8.7 การเลือกระบบระบายน้าํ ในการท่จี ะตดั สนิ ใจว่าจะออกแบบ กาํ หนดใช้ระบบระบายนา้ํ ประเภทไหน
น้ันจะต้องศึกษาจากปัจจัยต่างๆ ดงั น้ี
1. ลักษณะภมู ปิ ระเทศ ข้อมูลท่ตี ้องพิจารณาประกอบด้วย
-ท่ที ้งิ นาํ้ โดยดูว่าอยู่บริเวณไหน ใกล้ ไกลจากพ้ืนท่ที ่ตี ้องการระบายนาํ้ อย่างไร
-ลักษณะของพ้ืนท่ี และระดบั ของพ้ืนท่เี พ่ือดูว่าการระบายนาํ้ จะใช้แบบไหลเอง
ด้วยแรงโน้มถ่วงหรือต้องใช้เคร่ืองสบู หรือหากเป็นท่ลี าดชัน จาํ เป็นต้องใช้ทางระบายนาํ้ แบบสกดั ก้นั
(Intercepted Drain System)
2. ลักษณะดนิ เช่น ชนิดดนิ ความหนาของช้ันดนิ ความต่อเน่ืองของช้ันดนิ ตาํ แหน่งของช้ันดิน
ความพรนุ ของดนิ (porosity) เพ่ือนาํ มาใช้กาํ หนดความลึกการวางทอ่ ขนาดท่อ (เน้ือดนิ ต่างกนั ระบายนาํ้
ได้ต่างกนั ) กรณกี าํ หนดระบบระบายนาํ้ เป็นแบบท่อหรือกาํ หนดความลาดของตล่ิงทางนา้ํ กรณอี อกแบบ
เป็ นคลองระบายนา้ํ
3. ลักษณะของแหล่งนา้ํ ท่เี ป็นต้นเหตใุ ห้เกดิ นาํ้ ส่วนเกนิ ความต้องการ พิจารณาจากทศิ ทางนาํ้ ไหล
เข้าพ้ืนท่ี ปริมาณท่ไี หล ตาํ แหน่งของแหล่งนาํ้ ชนดิ ของแหล่งนาํ้ เป็นต้น เพ่ือนาํ มาใช้กาํ หนดขนาดของ
ทางระบายนาํ้ หรือขนาดเคร่ืองสบู นาํ้ จนสามารถระบายนาํ้ ได้ทนั กบั ปริมาณนาํ้ ท่ไี หลเข้าส่พู ้ืนท่ี
279
8.8 แบบฝึ กหดั
1.ให้บอกถงึ ผลเสยี ท่จี ะเกดิ ข้นึ หากขาดการระบายนาํ้ ออกจากพ้ืนท่ี
2. จงอธบิ ายถงึ ปัจจยั ท่มี ีผลทาํ ให้เกดิ ภาวะนาํ้ ส่วนเกนิ ความต้องการในพ้ืนท่ใี ด พ้ืนท่หี น่ึงว่ามี
อะไรบ้าง และวิธปี ้ องกนั
3. หลักของการระบายนา้ํ ใต้ผวิ ดนิ คืออะไร มวี ธิ กี ารอะไรบ้าง
4. จงอธบิ ายความหมายของคาํ ว่า water table
5. ในการออกแบบระบบระบายนา้ํ แบบผวิ ดนิ คิดว่าต้องรวบรวมข้อมูลท่ใี ช้ประกอบในการ
ออกแบบ อะไรบ้าง
280
บทท่ี 9 การควบคุมการส่ งนํา้
(Water Delivery Control)
9.1 ความหมายของคําว่า “การควบคุมการส่งน้าํ ”
หมายถงึ การดาํ เนินการเพ่ือทาํ ให้นาํ้ ชลประทานท่ไี หลอยู่ในคลองส่งนาํ้ มี อตั ราการไหล และ
ระดับนาํ้ เป็นไปตามท่ตี ้องการ คาํ ว่า อตั ราการไหล (Discharge, Q) คือ ปริมาณนาํ้ ท่ไี หลผ่านหน้า
ตัดคลอง ณ จุดใดๆ ในหน่ึงหน่วยเวลา มหี น่วยเป็น ปริมาตร ต่อ เวลา เช่น ลบ.เมตร ต่อวนิ าที หรือ
ลิตร ต่อ วินาที
ภาพที่ 1 รูปตดั คลองส่งน้าํ
ตวั อย่าง จงแสดงการคาํ นวณหาอตั ราการไหลผ่านหน้าตดั คลองส่งนาํ้ ดังรปู (ให้นิสติ ฝึกทาํ ด้วยตนเอง)
สาํ หรับคาํ ว่า ระดบั นา้ํ คือ ระดับของผวิ นา้ํ ในคลองส่งนา้ํ ท้งั น้ีการควบคุมการส่งนาํ้ มีวัตถุประสงค์
เพ่ือให้ได้ อตั ราการไหล และ ระดบั นาํ้ ตามต้องการ การควบคุมนา้ํ จะอาศยั การใช้ อาคารชลประทาน
(Irrigation Structures or Hydraulic Structures) เป็นตวั ควบคุม
281
ประตูระบายน้าํ กลางคลอง อาคารแบ่งน้าํ
ภาพที่ 2 อาคารชลประทานควบคุมน้าํ บางชนดิ
9.2 ประเภทของการควบคุมการส่งน้าํ เม่ือแบ่งตามตาํ แหน่งของระดบั ของนาํ้ ท่ถี ูกควบคุมโดยอาคารท่ี
ทาํ หน้าท่คี วบคุมนา้ํ (Regulator) สามารถแยกเป็นการควบคุมได้ 5 วธิ ี (Ankum 1993) คอื
-การควบคุมแบบสดั ส่วน (Proportional Control)
-การควบคุมด้านเหนือนาํ้ (Upstream Control)
-การควบคุมด้านท้ายนา้ํ (Downstream Control)
-การควบคุมแบบ BIVAL (BIVAL Control)
-การควบคุมแบบ ELFLO (ELFLO Control)
(ก) การควบคุมแบบสดั ส่วน หมายถงึ วิธกี ารควบคุมให้อตั ราการไหลท่ไี หลเข้ามา(Inflowing Discharge)
ยังอาคารควบคุมจะถูกแบ่งแยกไปตามสดั ส่วน (Proportion)ตามท่ไี ด้มีการกาํ หนดไว้ล่วงหน้า ดังน้ันด้วย
วิธกี ารควบคุมแบบน้ีระดบั นาํ้ ของคลองในช่วงใดๆจะมีค่าไม่คงท่ี
(ข) การควบคุมดา้ นเหนอื น้าํ หมายถงึ การควบคุมให้ ระดับนาํ้ ทางด้านเหนือ(นา้ํ ) ของอาคารควบคุม
นา้ํ มีค่าคงท่ตี ามท่ตี ้องการ ปริมาณนา้ํ ท่ไี หลผ่านอาคาร ออกไป ทางด้านท้ายของอาคารควบคุมจะมีการ
เปล่ียนแปลงกต็ ่อเม่ือมกี ารเปล่ียนค่าอตั ราการไหลท่ไี หลผ่านเข้ามา เท่าน้ัน การส่งนาํ้ แบบการไหลอาศยั
แรงโน้ม
ถ่วง (Gravity) ของโลก เกอื บท้งั หมดเป็นการควบคุมแบบด้านเหนือนา้ํ 282
ภาพ
ที่ 3
การควบคุมดา้ นเหนอื น้าํ
ภาพที่ 4 ลกั ษณะของระดบั น้าํ เมอื่ มีการควบคุมดา้ นเหนอื
283
(ค)การควบคุมดา้ นทา้ ยน้าํ หรือเรียกอกี อย่างว่า การควบคุมด้านท้ายนาํ้ ให้อยู่ระดบั บนของคลอง
(Downstream Control on Level-Top Canal) หมายถงึ การควบคุมให้ระดบั นา้ํ ทางด้านท้ายของอาคาร
ควบคุมนา้ํ มรี ะดบั คงท่ตี ามท่ตี ้องการ การควบคุมในลกั ษณน้ีจะมกี ารตอบสนองได้ด(ี Responsive) สามารถ
ควบคุมอาคารให้ปรับอตั ราการไหลผ่านอาคารออกไปได้ทนั ทตี ามท่ตี ้องการ เน่ืองจากคลองด้านท้าย
อาคารมปี ริมาณนาํ้ นอนคลองอยู่แล้ว ภาพท่ี 5 แสดงลักษณะผวิ นา้ํ เม่อื มีการควบคุมด้านท้ายนาํ้
ปิ ด เปิ ดบานตัวนีเ้ พ่อื
ควบคุมระดับนํา้ ตรงนี้
ภาพที่ 5 ลกั ษณะผวิ น้าํ เมอื่ มกี ารควบคุมดา้ นทา้ ยน้าํ
(ง) การควบคุมแบบBIVAL เรียกอกี อย่างหน่ึงว่า การควบคุมแบบปริมาตรคงท่ี (Constant Volume
Control)เป็นการควบคุมให้ระดบั นาํ้ มคี ่าคงท่ใี นบริเวณช่วงกลางๆของคลองด้านท้ายอาคารควบคุม ตามท่ี
ต้องการ
(จ)การควบคุมแบบELFLO เรียกอกี อย่างว่า การควบคุมแบบท้ายนา้ํ สาํ หรับคลองท่มี ีความลาดเท
(Downstream Control on Sloping Canal) โดยการทาํ ให้ระดับนา้ํ มีค่าคงท่ใี นบริเวณส่วนปลายอกี ฝ่งั หน่ึง
ของคลองด้านท้ายนาํ้ ตามท่ตี ้องการ วธิ นี ้ตี ้องการการตรวจวัดระดับนา้ํ จากทางไกลรวมท้งั อาคารแบบ
อตั โนมตั ิ
ขอ้ ดี ขอ้ เสีย ของการควบคุมนาํ้ ด้านเหนอื นา้ํ และด้านท้ายนาํ้