The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชา 207211 วิศวกรรมชลประทานเบื้องต้น โดย รศ.ดร.วราวุธ วุฒิวณิชย์ , ผศ.ดร.พงศธร โสภาพันธุ์ , ผศ.นิมิตร เฉิดฉันท์พิพัฒน์ ปี พ.ศ. 2558

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารประกอบการสอนวิชา 207211 วิศวกรรมชลประทานเบื้องต้น

เอกสารประกอบการสอนวิชา 207211 วิศวกรรมชลประทานเบื้องต้น โดย รศ.ดร.วราวุธ วุฒิวณิชย์ , ผศ.ดร.พงศธร โสภาพันธุ์ , ผศ.นิมิตร เฉิดฉันท์พิพัฒน์ ปี พ.ศ. 2558

Keywords: วิศวกรรม,ชลประทาน,วราวุธ,พงศธร,นิมิตร

ตารางที่ 3 ความชืน้ ท่พี ืชนาํ เอาไปใชป ระโยชนใ นดนิ ช

เนอื้ ดิน
ดนิ เน้ือหยาบมาก – ดนิ ทรายเน้อื หยาบมาก
ดินเน้ือหยาบ – ดินทรายหยาบ, ดนิ ทรายละเอยี ด
และดนิ ทรายปนดินรว น
ดนิ เนอื้ หยาบปานกลาง – ดินรวนปนทราย และดนิ รว น

ปนทรายละเอียด
ดินเน้อื ปานกลาง – ดนิ รว นปนทรายละเอยี ดมาก

ดินรวน และดนิ รวนปนตะกอนทราย
ดินเน้ือละเอยี ดปานกลาง – ดินรว นปนดินเหนยี ว

ดินรว นปนดนิ เหนยี วปนตะกอนทราย และดนิ รว นปน
ดินเหนยี วปนทราย
ดินเน้อื ละเอยี ด – ดินเหนยี วปนทราย, ดนิ เหนยี วปน
ตะกอนทราย และดนิ เหนยี ว
ดินที่มีอนิ ทรยี วตั ถสุ งู มาก

192

ชนดิ ตา ง ๆ

ความชน้ื ทพี่ ืชนําเอาไปใชไ ดเปน มม. ตอ ดินลกึ 1 ซม.
0.35 – 0.65
0.65 – 1.00
1.0 – 1.50
1.20 – 1.90
1.50 – 2.10

1.30 – 2.10
1.70 – 2.50

193

5.2.4 ความชืน้ ที่จดุ วกิ ฤต (Critical Point)

จุดวิกฤต หมายถึงจาํ นวนความช้ืนท่ีพชื นําเอาไปใชไดท ่ียัง
เหลืออยใู นดนิ ในระดบั ท่ีเริ่มจะกระทบกระเทอื นตอ ผลผลติ

-ในเขตแหง แลง และกึ่งแหงแลงท่ีพชื ไดรบั สวนใหญเปน นํา้
ชลประทาน จากการศกึ ษาพบวาควรจะใหนํ้าเมอื่ ความชนื้ ทพ่ี ชื
นาํ ไปใชไ ดลดลงประมาณ 50 เปอรเซ็นต หรือกลาวอกี นยั หน่งึ ถา
หากหลงั การใหน ้ําทกุ ครั้งมคี วามช้ืนท่ี Field capacity ดนิ จะมี
ความช้ืนที่พืชนําไปใชไ ดอยรู ะหวา ง 50 ถงึ 100 เปอรเซ็นต
ตลอดเวลา

- ในเขตชุมช้ืนที่มนี ํ้าท่พี ชื ใชสว นใหญอ าจมาจากฝน ดงั น้ัน
การใหน ้ําจึงทาํ กันเฉพาะในชวงท่ีขาดฝน และถา หากตอ งการจะใช
นํ้าฝนใหม ากทส่ี ุดเพือ่ เปนการประหยัดนํ้าชลประทานแลวกจ็ ะตอ ง
จัดท่ไี วส ําหรับเก็บนาํ้ ฝนใหมากท่สี ุด นน่ั กค็ ือ ยอมใหค วามชนื้ ในดนิ
ลดลงมาใกลข ดี เหยี่ วเฉาที่สุดเทาทจี่ ะทําไดโ ดยไมกระทบกระเทอื น
ตอ ผลติ ผล

194

5.3 ชวงวิกฤตตอการขาดน้ําของพชื

มชี วงเวลาหนงึ่ ในชวงการเจรญิ เตบิ โตของพืชซ่ึงเรียกวาชว ง
วิกฤต (Critical Period) ซ่ึงเมอื่ เกดิ การขาดนา้ํ แลวจะทาํ ใหปริมาณ
ผลผลติ ลดลงมากที่สดุ หรือทําใหคุณภาพผลผลติ ลดลง หรือทั้ง
ปริมาณและคณุ ภาพของผลผลติ ลดลง

การขาดน้าํ ในชวงวกิ ฤตจะมีผลตอขา วสาลี ขาวบารเลย และ
ธัญพืชตาง ๆ ดว ยเหมือนกนั ถา พชื ไดร บั น้ําอยางเพยี งพอในระยะ
เร่ิมตนของการเจรญิ เติบโต ชว งวกิ ฤตของขา วสาลคี ือ

1) เมอ่ื พืชงอกอยา งสมบูรณแลวและเริม่ ขยายตัวโตข้ึน การ
ขาดน้าํ ในชวงน้จี ะลดจํานวนรวงและจํานวน เมล็ดตอ รวง

2) ชวงทีเ่ ร่ิมออกดอก การขาดนํา้ จะลดจํานวนเมล็ดตอ รวง
3) ในชว งเร่ิมตน ออกเมลด็ การขาดน้าํ ประกอบกับลมทร่ี อน

และแหง แลงจะทําใหการใหเมล็ดไมด ีหรือเมล็ดลีบ

5.4 องคป ระกอบอืน่ ๆ กับการกําหนดการใหน ํ้า

เมอ่ื พิจารณาองคประกอบทุกอยางแลวอาจแบง การ
กําหนดการใหน ้าํ เปน

1) ตอ งการการใหน้ําบอยคร้ัง จึงจะใหผ ลผลติ สูง
2) ไมจาํ เปนตอ งใหน ้าํ บอยคร้งั

195

1) กลุมทต่ี องการใหนํ้าบอ ยครัง้ มสี ภาวะของพืช ดิน ภมู ิอากาศ
และการจัดการเพาะปลูกดงั น้ีคอื
(ก) พืช
1. มรี ากตืน้ ไมห นาแนน และอตั ราการแผขยายตํ่า
2. การเจรญิ เติบโตสวนใหญอ ยูในชวงทีไ่ มม ีฝน หรอื ชวง
ทีม่ กี ารระเหยและคายน้าํ มาก
3. ผลผลิตทีต่ องการเปน ลําตน ใบ ดอก หรือ ผลสด
(ข) ดิน
1. ช้นั ดินตื้น โครงสรา งของดินไมด ีทาํ ใหรากแผข ยาย
ออกไปไดแคบและตน้ื
2. อตั ราการซมึ ของน้าํ เขาไปในดินตํา่ การระบายนํ้าใน
ดนิ ไมด ี และมกี ารถา ยเทอากาศไมด ี
3. มีโรคท่เี ปน อันตรายตอรากพชื อยูในดนิ
4. ดินระบายนา้ํ ออกมาใหพ ืชไดน อ ยเม่ือใชแ รงดึง
ความชืน้ ตํ่า
5. เปนดินเค็ม และ/หรือน้าํ ชลประทานมีเกลอื ละลายอยู
เปนปริมาณมาก
6. มีปยุ อยูใ นดนิ เปน ปริมาณมากหรือปยุ สว นใหญอยใู น
ดินช้ันบน
7. ดนิ มอี ุณหภูมสิ ูงมาก และพชื มีรากต้ืน

196

(ค) ภูมอิ ากาศ

1. มีลักษณะทท่ี าํ ใหอ ตั ราการระเหยและการคายนาํ้ สูง

(ง) การจัดการเพาะปลกู

1. ปลกู พชื ตอนตนฤดูแลง

2. ตองการผลผลิตสูง ถึงแมว าจะทาํ ใหก ารเกบ็ เกีย่ ว
ลาชา ไปบา งก็ยอม

3. ราคาของผลผลติ ข้นึ อยกู บั น้ําหนกั สด หรือขนาดของ
สวนทเี่ ก็บเกยี่ ว

2) กลมุ ทีไ่ มจําเปนตองใหนํ้าบอ ยคร้ังนัก มีสภาวะของพชื ดิน
ภูมอิ ากาศ และการจัดเพาะปลกู ดังนี้คือ
(ก) พชื
1. มีรากลึก แผก ระจายอยางหนาแนน และมีอัตราการ
แผข ยายของรากสงู
2. พชื มีความตานทานตอการขาดนํ้าสูง
3. การเจริญเติบโตสวนใหญอ ยใู นฤดฝู น หรือในชวงที่มี
การระเหยและการคายน้าํ นอ ย
4. ผลผลติ ที่ตอ งการเปน เมล็ดหรือผลแหง

197

(ข) ดนิ
1. ชน้ั ดินลึก โครงสรางดี
2. อัตราการซมึ ของน้ําเขาไปในดนิ พอเหมาะ การระบาย

น้ําและการถายเทอากาศในดนิ ดี
3. ดินระบายนํา้ ออกมาใหพ ืชไดมากเมื่อใชแ รงดึง

ความช้ืนตํ่า
4. ดินและนํ้าชลประทานมีเกลืออยูน อย
5. มีปยุ อยูในดนิ ไมมากนักและแผก ระจายอยูตลอดความ

ลกึ ของชนั้ ดนิ
6. น้ําใตด นิ อยใู นระดับที่พืชสามารถดูดมาใชไดบ าง

(ค) ภูมิอากาศ
1. มีอัตราการระเหยการคายน้ําตา่ํ
2. มีฝนตกในฤดกู าลเพาะปลกู

(ง) การจัดการเพาะปลูก
1. ปลูกและเจรญิ เติบโตในฤดูฝน และ/หรอื ในชวงทม่ี ี

การระเหยและการคายน้ํานอ ย
2. ปลกู และเจรญิ เติบโตเต็มทก่ี อ นถึงฤดูแลง
3. ตองการใหผลผลิตแกห รอื สกุ เร็วเพราะวา ตลาดกําลัง

ตอ งการ ถึงแมวา คุณภาพและปรมิ าณจะดอยกวาปกติก็ยอม

198

5.5 วธิ กี ําหนดการใหน้ํา

การกาํ หนดการใหน ้ําอาจพจิ ารณาไดจ ากลกั ษณะอาการของ
พชื ทป่ี ลกู คณุ สมบตั ิทีเ่ กี่ยวของกับจํานวนความชน้ื ของดนิ การ
คํานวณจากการใชนํา้ ของพชื

5.5.1 การกําหนดใหนาํ้ แกพ ชื โดยการวดั ความชื้นของดนิ โดย
การชง่ั นํ้าหนกั (Gravimetric Sampling)

(1) ความชื้นในดินเปนเปอรเ ซ็นตโ ดยนาํ้ หนักของดินแหง จะ
หาไดจากสมการ

PW = 100WW
WS

เมอื่ PW = ความชน้ื เปน เปอรเซน็ ตโ ดยน้าํ หนักของดินแหง

WW = นํ้าหนักของน้าํ ในดิน

WS = นาํ้ หนักของดนิ แหง

199

(2) ความชื้นในดนิ เปน เปอรเ ซน็ ตโดยปรมิ าตร จะหาไดจาก
สมการ

PV = 100 VW
V

เม่อื PV = ความชื้นเปน เปอรเ ซน็ ตโ ดยปริมาตร

VW = ปริมาตรของน้ําในดนิ

V = ปรมิ าตรของดินทงั้ กอน

(3) ความชืน้ ในดนิ ในรปู ของความลึกของน้ําตอ ความลกึ ของ
ดนิ

ถา ทําการเก็บตวั อยา งดินในแปลงเปนรูปทรงกระบอก
เสน ผา ศูนยก ลาง 10 เซนติเมตร สูง 1 เมตร จากนนั้ ทาํ การแยกนํา้
ออกจากดนิ ใหห มด แลวนําไปเทลงในหลอดแกว รูปทรงกระบอก
ขนาดเสน ผาศูนยกลาง 15 เซนติเมตรเทา น้ัน ถาไดน าํ้ ในหลอดแกว
เทากบั 15 เซนติเมตร จะบอกไดว าดินมคี วามช้ืน 15 เซนติเมตรตอ
ความลกึ ของดิน 2 เมตร หรือดินมีความชน้ื 1.5 มิลลิเมตร ตอ
เซนติเมตร ความจริงแลว การพูดถึงความช้ืนในดินแบบน้ีกค็ ลา ย ๆ
กบั ทก่ี ลา วถึงในขอ (2) ซึง่ จะพิสูจนใหเหน็ จรงิ ไดดวยรปู

200

จากรปู
ความลึกของน้ําท่ีแยกออกจากดนิ = d เมตร

∴ ปริมาตรของนํ้าทแ่ี ยกออกจากดิน (VW) = π ( X )2 × d ลบ.ม.
4

ความสงู ของแทง ตวั อยางดนิ = D เมตร

∴ ปริมาตรของแทง ดนิ ตวั อยาง (v) = π (X )2 × D ลบ.ม.

4

X เมตร X เมตร

ตวั อยางดนิ Dเมตร

dเมตร นตํา้วั ทอ่แียายงกดอินอกมาจาก

รูปที่ 6 ความสัมพันธระหวา งความชื้นในรปู ความลึกของน้าํ ตอ
ความลกึ ของดินกบั เปอรเ ซ็นตโดยปริมาตร

201

จากสมการที่ 3

PV =100 VW
V

π (X )2 × d
4
= 100 × )2
π(X
× D
4

= 100 d
D

หรอื d = PV
D 100

และ PV = PWx AS

ดังน้ัน d = PW × AS
D 100

หรอื d = PW × AS × D
100

ในการชลประทานระดบั แปลงนา

ประสิทธิภาพของการชลประทานบนแปลงเพาะปลกู เปน เปอรเ ซน็ ต

= 100 x ปรมิ าณนํ้าส ุทธจิ ะตองใหแกพ ชื
ปริมาณนาํ้ ท ั้งหมดท่ีจะตอ งใหแก พืช

202

การวัดจํานวนความชน้ื ของดินโดยการชัง่ น้ําหนกั เปนวธิ ีที่ใหคา
ถกู ตองดี แตก็มขี อเสียทท่ี ําใหไ มส ามารถใชไดท ่วั ๆ ไปอยูห ลาย
อยาง คือ

(1) ตอ งใชเ วลาและแรงงานมาก กลาวคอื ตอ งออกไปเกบ็
ตวั อยางดินนํามาเขาเตาอบ และคอยจนดนิ แหงซึ่ง
จะตอ งใชเวลาอยา งนอ ย 24 ช่วั โมง จงึ จะไดคาํ ตอบที่
ตอ งการ

(2) ตอ งการเครื่องมอื หลายชนิ้ เชน สวา นเจาะเก็บตวั อยาง
ดนิ กระปองเก็บตัวอยา ง เครือ่ งช่งั น้าํ หนักและเตาอบ
เคร่ืองมือเหลานี้บางชน้ิ มีใชเ ฉพาะในหองทดลองเทานั้น

(3) ความละเอียดถกู ตองขึน้ อยกู ับกรรมวธิ ใี นการเก็บ
ตัวอยา ง จํานวนตัวอยาง ความสมํา่ เสมอของเน้ือดินใน
พืน้ ทเ่ี พาะปลกู และความชํานาญของผเู กบ็ ตวั อยา ง

5.5.2 การกําหนดการใหน้ําแกพ ืชโดยดูลักษณะและความรสู ึก
สมั ผสั ของดนิ (Feel and Appearance)

ตารางท่ี 4 ลักษณะและความรสู กึ ของดินทมี่ ีความชน้ื ทพี่ ชื นาํ ไ

ความช้นื ท่ีพืชนําไปใชได ดินเนอ้ื หยาบ ล
ดินเนอ้ื คอน

6 เปอรเซนต แหง รว นไมเกาะกันเปน แหง รว นไมเก
กอน กอน

50 เปอรเ ซนต ดูแหง กําใหแ นนในมือ ดูแหง กาํ ใหแ
ไมเ ปน กอ น ไมเ ปนกอน

50 ถงึ 75 เปอรเซนต ดูแหง กําใหแ นน ในมือ กาํ ใหแนนเปน
ไมเ ปน กอ น แตกงาย ไมเก

75 เปอรเซนต ถงึ เกาะกนั บา ง กําเปนกอ น กําเปนกอ น แ
ความช้นื ชลประทาน แตแ ตกงา ย
ทคี่ วามช้ืนชลประทาน บีบไมมนี ํา้ ออกมา แต เหมอื นดินเนื้อ
(100 เปอรเซนต) เปย กมือ
เกดิ ความชน้ื ชลประทาน สลัดในมือจะมีนาํ้ กระเดน็ นวดดินจะมนี

ออกมา

203

ไปใชไดในระดับตาง ๆ

ลกั ษณะและความรสู กึ สัมผัส ดินเน้ือละเอียดและ
ละเอียดมาก
นขางหยาบ ดินเน้ือปานกลาง

กาะกนั เปน แหงเปนผง หรือเกาะกัน แหง แขง็ มรี อยแตกราว
เปน กอ น แตบ ้ใี หแ ตกเปน บางทีมกี อนรวนเล็ก ๆ
ผงไดงา ย บนผิวหนา
แนน ในมือ คอนขางรวน แตกําให คอ นขางนมุ กําใหแ นน
แนน จะเกาะกนั เปน กอน เปนกอ นได
ได
นกอนได แต ทาํ เปนกอ นได คอนขา ง กําเปนกอน ใชน ิว้ รดี เปน
กาะกนั เหนยี ว เม่ือบีบจะลน่ื แผนบาง ๆ ได
เลก็ นอย
แตแตกงาย กาํ เปนกอ น ออ นนุมมาก รดี เปนแผน ระหวา งนวิ้ มอื
ถา มีดินเหนียวมากจะลน่ื ไดง า ย รูสกึ ลน่ื
อหยาบ เหมอื นดนิ เนอื้ หยาบ เหมือนดนิ เน้อื หยาบ

นา้ํ ออกมา บีบจะมนี าํ้ ออกมา เปน โคลน มนี ํ้าบนผิว

204

5.5.3 การกาํ หนดการใหนํ้าแกพ ืชโดยใชเ ครื่องมอื ทาง
วทิ ยาศาสตร

เครอ่ื งมือทางวทิ ยาศาสตรทน่ี ยิ มใชก ันทว่ั ๆ ไปไดแ ก
- Tensiometer
- Electrical Resistance Instrument
- Neutron Moisture Mater
1) Tensiometer เปนเครื่องมอื ทใ่ี ชวดั แรงดึงความช้ืนของดินที่
อยูใ นสภาวะสมดุลยก ับนาํ้ ในกระเปาะพรุน เมื่อรคู วามสัมพันธ
ระหวางแรงดงึ ความช้ืนของดินและจาํ นวนความชน้ื ในดนิ ตง
บรเิ วณจุดที่ตั้งTensiometer ก็จะทราบคา จาํ นวนความชนื้ ใน
ดิน ณ จดุ นน้ั

รปู ท่ี 7Tensiometer

205

ตารางท่ี 5 ระดับความชน้ื ของดนิ ท่ีควรจะใหนาํ้ เพ่อื ใหไ ดผ ลผลติ
สงู สดุ สาํ หรับพืชที่ปลกู ในดนิ ทลี่ กึ และมีการระบายนํา้ ดี

พชื แรงดงึ ความช้ืน (บาร)
พืชผกั 0.75 – 2.00
ถวั่ ตน 0.80 – 0.70
กะหล่ําปลี 0.30 – 0.50
ถว่ั เถา 0.20 – 0.30
ผกั ขน้ึ ไชฝร่ัง 0.30 – 1.00
หญา 0.40 – 0.60
ผกั กาดหอม 0.30 – 0.80
ยาสูบ 0.23 – 0.30
ออ ย 0.80 – 1.00
ขา วโพดหวาน 0.45 – 0.55
พชื หวั 0.55 – 0.65
หอมหวั ใหญ (ชวงเริม่ โต) 0.30 – 0.50
หอมหวั ใหญ (ชว งออกหวั ) 0.55 – 0.65
มนั ฝร่งั 0.45 – 0.55
แครร อท 0.60 – 0.70
บรอคโคลี่ (ชวงเริม่ โต) 0.60 – 0.70
บรอคโคลี่ (ชวงแตกหนอ) 0.40
กะหลํ่าดอก 0.20 – 1.00
พืชผลไม 0.50 – 0.80
มะนาว 0.50
สม
ไมผลประเภทผลดั ใบ (แอปเปล )
อโวกาโด

206

ตารางที่ 5 ระดบั ความชน้ื ของดินท่ีควรจะใหนาํ้ เพ่ือใหไ ดผลผลติ
สูงสดุ สาํ หรับพชื ทีป่ ลกู ในดินทลี่ กึ และมีการระบายนาํ้ ด(ี ตอ)

องนุ (ชวงเริม่ โต) พืช แรงดงึ ความชน้ื (บาร)
0.40 – 0.50
องนุ (ชวงโตเต็มท)ี่ 1.00
สตรอเบอรร ่ี 0.20 – 0.30
แคนตาลปู 0.35 – 0.40
มะเขอื เทศ 0.60 – 1.50
กลวย 0.30 – 1.50
ธญั พืช
ขาวโพด (ชวงแตกใบ) 1.50
ขาวโพด (ชวงเมล็ดแก) 8.00 – 12.00
ธญั พชื (ชวงแตกใบ) 0.40 – 0.50
ธัญพชื (ชวงเมล็ดแก) 8.00 – 12.00
พืชเมลด็ พนั ธุ
แครอท (สงู 60 ซม.) 4.00 – 6.00
หอมหวั ใหญ (สูง 7 ซม.) 4.00 – 6.00
หอมหวั ใหญ (สงู 15 ซม.) 1.50
ผักกาดหอม (ชว งเจรญิ เตบิ โตเตม็ ท)ี่ 3.00
* ใชค า นอ ยเมอื่ สภาพอากาศกอ ใหเกดิ การระเหยและการคายนาํ้ มาก และใชค า

มากเมื่อสภาพอากาศกอ ใหเ กดิ การระเหยและการคายน้ํานอ ย

207

ความลกึ ของ Tensiometer 30 ซม.
60 ซม.
แรงดึงความช้ืน เซนติบาร)60 4 7 ชวั่ โมงการใหน า้ํ 3 36
40 337
ก1.0ย. 20
20

0 ม.ิ ย. 1 10 ส.ค. 20 1

รปู ท่ี 8 การกาํ หนดการใหนาํ้ โดยสงั เกตจาก Tensiometerซง่ึ ฝงไว
ที่ระยะ 30 ซม. และ 60 ซม.เม่อื ดินที่ 30 ซม. ซึ่งมีรากอยู
หนาแนน แหง แตทร่ี ะดับ 60 ซม. ยังเปยกอยกู ็ใหน า้ํ แต
นอย (3-4 ชวั่ โมง) เมื่อทัง้ ระดับ 30 ซม. และ 60 ซม. แหง
ก็เพิม่ เวลาใหนา้ํ ใหมากขนึ้ (7 ชั่วโมง) เพ่ือใหดินเปยกตลอด
ความลกึ

ความ ืช ้นในดิน (เปอ ์รเซน ์ตโดย ํน ้าหนักของ ิดนแ ้หง) 208

100
90 เนื้อดิน : ดินเหนยี ว

สถานที่ : บรเิ วณแปลงทดลองของ
80 สถาบันเทคโนโลยแี หง เอเชยี
70
60
50
40
30
20
100 50 100 150 200 250 300

แรงดงึ ความชื้น (มิลลบิ าร)

รปู ที่ 9 กราฟแสดงความสัมพนั ธระหวา งแรงดึงความช้นื กบั
ความชนื้ ในดินของ Tensiometer

209

2) Electrical Resistance Instrument เปนเคร่อื งมือวดั
ความชน้ื ในดินแบบวัดแรงตา นไฟฟา ของวสั ดพุ รนุ ซึ่งมี
สว นประกอบทีส่ าํ คัญคอื เคร่อื งวดั ความตา นทานไฟฟาซง่ึ
สามารถแปลงคา ความตานทานเปนความช้นื ในดนิ เรียกวา
Soil Moisture Meter และกอนความตา นทาน (Resistance
Block หรอื Bouyoucos Block) ดังแสดงในรูป ลักษณะของ
กอ นความตา นทานจะประกอบไปดวยขั้วไฟฟา 2 ขวั้ แลว
หอหมุ ดวยวสั ดุพรุน เชน ปูนพลาสเตอร ไนลอน หรือ ไฟเบอร
กลาส ซึ่งปจจบุ นั ใชเ ครื่องมอื ทางดานวงจรไฟฟาจะสะดวกกวา

รปู ท่ี 10Electrical Resistance Instrument

210

3) Neutron Moisture Meter เครือ่ งวัดความชื้นแบบวดั การแผ
กระจายของนวิ ตรอน Neutron Moisture Meter เปน
เครอื่ งมือทใ่ี ชในการกําหนดการใชน้ําท่ีมปี ระสทิ ธิภาพย่ิง
เพราะสามารถวดั ความชน้ื ในดนิ ไดสะดวกรวดเร็ว มีความ
คลองตวั และแมน ยําสูงเคร่ืองมอื ชนิดนปี้ ระกอบดวยสวน
สาํ คญั ๆ 3 สว น คอื สารกัมมันตภาพรังสี ซ่งึ ทาํ หนาท่ี เปน ตวั
กระจายนวิ ตรอนเครื่องมือตรวจจับนวิ ตรอนชา และเคร่ืองนบั
จํานวนนิวตรอนชา ปจ จุบันไดมีการผลิตเครือ่ งมือดังกลาว
มากมายหลายแบบ แตการทํางานของเคร่ืองมืออาศยั หลัก
เดยี วกนั

รูปท่ี 11Neutron Moisture Meter

211

5.5.4 การกาํ หนดการใหน ํ้าแกพชื โดยพิจารณาจากการใหน ้ํา
ของพชื

การคํานวณเพ่อื ตอ งการทราบวา เมื่อไรตองใหนํา้ แกพืช หรือ
การกําหนดเวลาการใหน้ําแกพชื ไดนนั้ จาํ เปนตอ งอาศยั ขอมูลที่
สาํ คัญดังตอไปน้ี

(1) ความสามารถอมุ นํ้าใหพ ืชใชไ ดข องดนิ

(2) ความลึกของรากพืช

(3) อตั ราการใชนา้ํ ของพืช

1) ความสามารถอุมนํา้ ของดิน ดังไดก ลา วมาแลววา ดนิ

เปรียบเสมือนถังนา้ํ หรือท่เี กบ็ นาํ้ โดยธรรมชาติใหแกรากพืช

ดนิ แตละชนิดก็มีความสามารถอมุ น้าํ ใหพ ชื ใชไ ดแตกตางกัน

พอจะกลา วแยกเปนสามกลมุ ใหญ ๆ คอื

เน้อื ดิน สามารถอุมนํ้าใหพืชใชไ ด

ดินเนอื้ หยาบ 1 มม. ตอความลึกราก 1 ซม.
ดนิ เนื้อปานกลาง 1.2 มม. ตอ ความลึกราก 1 ซม.
ดนิ เน้ือละเอยี ด 1.44 มม. ตอ ความลึกราก 1 ซม.

2) ความลกึ ของรากพชื เปน ส่งิ สําคญั ในการกําหนดความลกึ ของ
ดินท่ีจะใหน าํ้ และใชคํานวณหาปริมาณน้าํ ทงั้ หมดทดี่ นิ จะเก็บ

ไวใหพืชใชไ ดสูงสุด

ตารางท่ี 6 ความลึกของรากพชื โตเต็มทอี่ ายุเกบ็ เกยี่ ว

พชื ความลกึ ของรากใชการ อายจุ ากว
ขาวโพดหวาน ซม. เกบ็
ขา วโพดเลย้ี งสตั ว
ออ ย 60 – 120 10 – 1
ถัว่ เหลือง 75 – 150 16 ส
ถว่ั ลิสง 120 – 200
ฝา ย 60 – 120 10 – 1
ยาสบู 50 – 100 14 – 1
มะเขอื เทศ 100 – 150 15 – 1
60 – 80 21 – 2
40 – 100 13 – 1
9 – 11

วและปริมาณนาํ้ ทพี่ ชื ใช 212

วนั ปลูกถงึ วัน อัตราการใชน ํา้ ปริมาณนา้ํ ท่ีใช
บเก่ียว มม./วัน ม.3/ไร
12 สัปดาห 4.5 510
สัปดาห 6.5 610
18 สปั ดาห 4 – 6.9
16 สปั ดาห 2-4 1,400 – 2,000
16 สัปดาห 3-4 300 – 600
26 สปั ดาห 3 400 – 600
17 สปั ดาห 3-4 500 – 800
1 สัปดาห 4-6 400 – 600
300 – 650

213

3)อัตราการใชนํ้าของพืช พชื แตล ะชนิดมคี วามตอ งการใชน ้าํ ไม
เทากันทุกระยะของการเจรญิ เตบิ โตในระยะเรมิ่ แรกของการ
เจริญ พืชจะใชนา้ํ เปนปริมาณนอ ยและใชม ากท่ีสุดเม่อื ถงึ ระยะ
ออกดอก การเกดิ เปนเมล็ดหรอื ติดผล และตองการน้ํานอย
ทสี่ ดุ

จะรูไ ดอ ยางไรวาควรใหน้ําครง้ั ละเทา ใด
เมื่อรวู า ถงึ กําหนดเวลาใหน ้ําแกพ ชื แลว และอยากจะรวู า ควร

ใหนา้ํ ครั้งละเทาใดนัน้ กจ็ ะพจิ ารณาไดเปน 2 แนวทางคือ

1) พิจารณาจากความสามารถอมุ นํา้ ของดิน วา นํา้ พรองลงไปมาก
นอยเพยี งใด ปกติกอนใหนํ้าจะยอมใหพ รอ งลงไดป ระมาณ
50% ของความสามารถอมุ น้าํ ไดเตม็ ทีใ่ นเขตรากพืช
ดงั นั้น ปรมิ าณนา้ํ ทีเ่ ราจะตองใหจ ริง จะมีคาดังน้ี
ปรมิ าณนา้ํ ท่ตี อ งสงให = ปปรระิมสาณิทธนภิ ํา้ าทพ่ียขออมงกใหารพชใืหใชน ้าํ(ม(%มม).x 100

ตารางท่ี 7 คณุ สมบัตทิ างกายภาพของดนิ ท่ีเก่ยี วกบั ความ

ความ ความชน้ื ความชน้ื ท
ถว งจาํ เพาะ ชลประทาน % เหยี่ วเฉาถาว
เน้ือดิน ปรากฏ นน.ดนิ แหง นน.ดิน แห

As FC PW P

ดินทราย 1.65 9 4
ดนิ รวนปนทราย (1.55 – 1.80) (6 - 12) (2 - 6)
ดนิ รวน
ดินรว นปนดิน 1.5 14 6
เหนียว (1.40 – 1.60) (10 - 18) (4 - 8)
ดินเหนยี วปน
ตะกอนทราย 1.40 22 10
ดินเหนียว (1.35 – 1.50) (18 - 26) (8 - 12)

1.35 27 13
(1.30 – 1.40) (23 - 31) (11 – 15

1.30 31 15
(1.25 – 1.35) (27 - 35) (13 - 17

1.25 35 17
(1.20 – 1.30) (31 - 39) (15 - 19

214

มชนื้ ท่ีพชื ดดู เอาไปใชได (ความสามารถอมุ น้ําของดนิ )

ที่จดุ ความชื้นที่พืชดูดเอาไปใชไ ด
วร % มม. ตอ ซม. ความลึก
หง % นน.ดนิ % โดย ของนํ้า (มม.) ตอ ความ
แหง ปรมิ าตร
PV = PWAS ลกึ ของดนิ 1 ซม.
PW = FC-
PWP d = PW ⋅ AS ⋅ D
100

58 0.8
(4 - 6) (6 - 10) (0.6 – 1.0)
8 12 1.2
(6 - 10) (9 - 15) (0.9 – 1.5)
12 17 1.7
) (10 - 14) (14 - 20) (1.4 – 2.0)
14 19 1.9
5) (12 - 16) (16 - 22) (1.6 – 2.2)
16 21 2.1
7) (14 – 18) (18 - 23) (1.8 – 2.3)
18 23 2.3
9) (16 - 20) (20 - 35) (2.0 – 3.5)

215

ตวั อยา งการกาํ หนดการใหน าํ้

ตวั อยาง1 ในการเก็บตวั อยางดินเพื่อหาความถว งจําเพาะปรากฏของดินมขี อมลู ดงั ตอ ไปนี้

ขนาดวงแหวน เสน ผา ศูนยก ลาง 5.5 เซนตเิ มตร สงู 6 เซนติเมตร นํ้าหนักวงแหวนและกระปอ งเกบ็
ตวั อยาง 40 กรัม

น้ําหนักดินแหงหลังอบรวมน้าํ หนักวงแหวนและกระปอ งเก็บตวั อยาง 240 กรมั

วธิ ีทํา ปริมาตรวงแหวน (V) = πD 2 × h

4

= π (5.5)2 × 6 = 142.5 ลบ.ซม.

4

น้าํ หนักดินแหง (WS) = 240 – 40 = 200 กรัม
ความหนาแนน ของนา้ํ (γ W) = 1 กรัม ตอ ลบ.ซม.

∴ความถว งจาํ เพาะปรากฏ (AS) = WS
γWV

= 200

1 × 142.5

= 1.40

หรอื ความหนาแนน ของดิน (DB) = 1.40 กรมั ตอ ลบ.ซม.

216

ตัวอยา งท่ี 2 ในการหาความในดินในแปลงเพาะปลกู แปลงหนึง่ ซ่ึงเน้ือดนิ เปน ดินรวน โดยใชส วานเจาะเกบ็

ตัวอยางดิน ปรากฏวามีขอมลู ดังตอไปนี้

นํา้ หนักของกระปอ งเก็บตัวอยาง = 17 กรมั

นํา้ หนกั ดนิ เปย กรวมน้ําหนักกระปอง = 125 กรมั

นํา้ หนกั ดนิ แหงรวมนา้ํ หนกั กระปอ ง = 105 กรมั

วิธที าํ นํ้าหนกั ดินแหง (WS) = 125 – 17 = 108 กรัม

นํา้ หนักของนํา้ ในดิน (WW) = 125 – 105 = 20 กรัม

ความชื่นในดนิ = 20 x 100 = 18.5 โดยน้ําหนักของดนิ แหง

ดงั นั้น PW = 18.5%

จากตารางท่ี 1 ความถว งจําเพาะ (AS) ของดนิ รว น = 1.40

ความชนื้ เปน เปอรเซ็นตโดยปรมิ าตร (PV)

= PW x AS

= 18.5 x 1.40

= 25.9%

ความช้นื ในรปู ของความลึกของน้าํ ตอ ความลึกของดนิ  d 

D

= PV

100

หมายความวา ในดนิ ลึก 1 เมตร จะมีความชื้น = 25.9

100

= 0.259
= 0.259 เมตร

217

ตัวอยา งที่ 3 จงหาความลึกของนา้ํ ทจี่ ะตองใหแ กดนิ เพอื่ ใหด นิ มคี วามชืน้ ทีค่ วามชน้ื ชลประทาน

(Field Capacity)

ความชน้ื ของดินกอนการใหน ํา้ = 8.5 เปอรเซ็นตโดยนํา้ หนกั ของดนิ แหง

ความชน้ื ที่ Field Capacity = 21.0 เปอรเซ็นตโดยนา้ํ หนกั ดินแหง

ความลกึ ของเขตราก = 90 เซนตเิ มตร

ความถว งจําเพาะปรากฏของดิน = 1.20

วิธที าํ ความชนื้ ทจี่ ะตองใหแกดินเพ่ือใหด ินมคี วามช้ืนท่ีชลประทาน (Field Capacity)

= 21.0 – 8.5 = 11.5 เปอรเ ซ็นตโดยนํา้ หนกั ของดินแหง

ดังนน้ั Pw = 11.5%

D = 0.90 เมตร

AS = 1.20

จากสมการ d = PW ⋅ AS ⋅ D

100

= 11.5 ×1.20 × 0.90

100

= 0.1242 เมตร

= 12.42 เซนติเมตร

ดังน้นั จะตองใหน้าํ แกดนิ 12.42 เซนตเิ มตร ดนิ จึงมีความชื้นท่คี วามชื้นชลประทานตลอดความลกึ ของเขตราก
0.90 เมตร

218

ตวั อยางที่ 4 จากการตรวจสอบความช้ืนในเขตรากพืชของแปลงปลกู ออย ซ่ึงมีเน้ือที่ 100 ไร พบวามีความชน้ื

อยเู พียง 14 เปอรเ ซ็นตโดยนํ้าหนกั ของดินแหง และจากการวเิ คราะหดินในแปลงพบวา เน้ือดินเปน

แบบดินรวน ซง่ึ มีคาความถวงจาํ เพาะปรากฏเทากบั 1.45 คาความช้ืนชลประทานและความช้ืนทจี่ ดุ

เห่ียวเฉาถาวร เทากบั 20 และ 10 เปอรเ ซน็ ตโ ดยนํา้ หนกั ของดินแหง ตามลําดบั กาํ หนดวารากตนออย

60 เซนตเิ มตร ความชืน้ ทจ่ี ดุ วกิ ฤตมีคา เทา กับ 40 เปอรเ ซ็นตของความชื้นท่ีพชื ดดู เอาไปใชไ ด ถามวา

ถึงเวลาท่ีจะตอ งใหน าํ้ แกพืชไดหรือยงั ถา ถงึ เวลาทตี่ อ งใหนํ้าไดแลว ถามวา จะตอ งสบู นา้ํ จากแมน ้ํา

เพอ่ื สงใหกับแปลงปลูกออ ยท้งั 100 ไร เปนเวลานานเทา ใดถาประสทิ ธภิ าพในการชลประทานบน

แปลงเพาะปลกู เทากบั 70% และประสทิ ธภิ าพในการสง น้ําเทา กับ 60% และปม มอี ตั ราการสูบนาํ้ ได

200 ม.3/ซม.

วิธีทาํ

(1) ตรวจสอบดวู า ถงึ เวลาที่จะตองใหน าํ้ ไดหรือยังโดยพิจารณาดูวา ความช้ืนในดนิ ซึ่งเทากับ

14เปอรเ ซ็นต โดยนา้ํ หนักของดนิ แหงลดลงถงึ จดุ วกิ ฤตหรอื ยงั ถาถงึ จดุ วิกฤตก็แสดงวา ควรใหนํา้ ได

ความชื้นที่พืชดูดเอาไปใชได = 20 – 10 = 10% โดยนํา้ หนกั ของดนิ แหง

ความช้นื ทจี่ ดุ วิกฤต = 40% ของความชน้ื ทพ่ี ืชดูดเอาไปใชได

หรอื ความชืน้ ท่ีจดุ วกิ ฤต = 10 + 0.4 (10)% โดยน้ําหนักของดนิ แหง

= 14% โดยนาํ้ หนักดินแหง

ตอบ ถึงเวลาที่จะตอ งใหน า้ํ ไดแ ลว เพราะความช้ืนในแปลงปลกู ออยลดลงถงึ จดุ วกิ ฤตพอดี

(2) หาจาํ นวนน้ําทจ่ี ะตอ งสูบขึน้ จากแมนํา้ เพอ่ื สงใหก บั แปลงปลูกออย

ความชนื้ ท่จี ะตอ งใหแ กต นออย = ความชื้นชลประทาน

= 6% โดยน้ําหนักดินแหง

AS = 1.45

D = 60 เซนติเมตร

219

ความลึกของน้าํ ทจ่ี ะตอ งใหแกออ ย = 6 ×1.45 × 60ซม.

100

= 5.22

ปรมิ าณนํ้าสทุ ธิทจ่ี ะตอ งหามาใหแ กข า วโพด = 5.22 ×100 ×1600 ลบ.เมตร

100

= 8352 ลบ.เมตร

ปริมาณน้ําทจี่ ะตองสบู จากแมนํ้า 8352 = 19885.7 ลบ.เมตร
0.6 × 0.7

จะตอ งสูบนา้ํ นาน 19885.7 = 99.4 ชว่ั โมง

200

ตอบ จะตอ งสบู น้ําจากแมนาํ้ เปน เวลา 100 ชว่ั โมง จึงจะพอกับความตองการของออ ยในพืน้ ที่ 100 ไร

220

ตัวอยา งที่ 5 การคํานวณหาวา เมอื่ ไรควรใหนาํ้ แกพ ืช

บอสบู D21 พ้ืนทดี่ ินมีลักษณะสวนใหญเปน ดินรวน คอื เน้ือปานกลาง พื้นทปี่ ลูกเปนถว่ั เหลือง และ

ฝา ยถั่วเหลอื งปลกู ได 4 สัปดาหแลว สําหรบั ฝายปลกู ได 6 สัปดาห อยากทราบวา เมอ่ื ใหถัว่ เหลอื งและ

ฝายเต็มทีแ่ ลว เม่ือวนั ท่ี 7 พฤษภาคม จะตองใหนํ้าคร้งั ตอไปเม่ือไร

วิธกี ารคาํ นวณ สาํ หรบั ถั่วเหลืองการดาํ เนนิ การตามขั้นตอนดงั ตอไปนี้

ขัน้ แรก พจิ ารณาลักษณะเน้ือดนิ เพอ่ื หาขอ มลู ความสามารถในการอมุ นํ้าใหพชื ใชไ ด สาํ หรับในพนื้ ท่ีท่บี อ สบู

D 21 เนอื้ ดินสวนใหญเ ปน ดนิ รว น

จากตาราง ดนิ รวนอุมนาํ้ ใหพชื ใชได 1.2 มม. ตอรากลึก 1 ซม.

ขั้นท่ี 2 พจิ ารณาความลึกของรากถัว่ เหลือง สัปดาห 4 มีรากลึกประมาณ 50 ซม.

ขั้นที่ 3 คาํ นวณความสามารถอุมนาํ้ ของดนิ ในเขตรากของถ่วั เหลือง

ความสามารถอมุ น้ําไดท ้งั หมด = จากข้นั ที่ (1) x ข้ันที่ (2)

= 1.2 x 50 = 60 มม.

ข้ันท่ี 4 กําหนดใหพ ชื ใชนาํ้ จากดินท่อี ุมไวไดท ง้ั หมดเพียงครึง่ เดียว (ใหน้ําพรอ งนา้ํ ได 50% ของนํ้าทเี่ ปน

ประโยชนท ง้ั หมด)

ยอมใหพชื เอาน้ําไปใชไ ด = ขน้ั ท่ี (3) ÷ 2

= 60 = 30 มม.

2

ขัน้ ที่ 5 หาอตั ราการใชน้ําเฉลย่ี สงู สดุ ของถ่ัวเหลือง จากตารางที่ 1 คือ 4 มม./วนั

ขัน้ ท่ี 6 หาวาถ่ัวเหลืองใชน้ําไดก ่วี ันจงึ พอดี ตองใหใ หม

จาํ นวนวันท่ใี ชได = ขัน้ ที่ (4) ÷ ขนั้ ท่ี (5)

= 30 = 7.5 วัน

4

ตอบ ฉะนน้ั เพือ่ ความสะดวกในการใหน ้าํ สาํ หรบั ถว่ั เหลืองอาจจะใหน้าํ ทุก ๆ 7 วนั หรอื สปั ดาหละครง้ั ก็ได
ดังนั้น ตอ งใหน ้ําครัง้ ตอไปวันท่ี 15 พฤษภาคม

221

วิธีการคาํ นวณ สําหรบั ฝา ย

ขน้ั แรก จากตาราง ดนิ รว นอุมน้าํ ใหพชื ใชได 1.2 มม./ซม.

ขนั้ ท่ี 2 ฝายสัปดาหท ี่ 6 รากลึก 90 ซม.

ข้ันท่ี 3 สามารถอมุ นาํ้ ไดทงั้ หมด = ขนั้ ท่ี (1) x ขน้ั ท่ี (2)

= 1.2 x 90 = 108 มม.

ขนั้ ที่ 4 ยอมใหพ ืชเอาไปใชได = ขน้ั ท่ี (3) ÷ 2

= 108 = 54 มม.

2

ข้ันที่ 5 จากตารางอัตราการใชนาํ้ เฉล่ยี สูงสดุ คือ 3 มม./วัน

ข้นั ที่ 6 จํานวนวันท่ใี ชนา้ํ ได = ขัน้ ท่ี (4) ÷ ขน้ั ท่ี (5)

= 54 = 18 วนั

3

ตอบ ฉะนนั้ เพ่ือความสะดวกในการกําหนดการใหนํา้ สําหรบั ฝา ย อาจจะใหนํ้าทกุ ๆ 14 วนั หรอื
2 สปั ดาห ใหน าํ้ คร้งั เปนตน ดงั นน้ั จะตองใหนํา้ คร้ังตอไปวันที่ 22 พฤษภาคม

ถาจะรูไดอ ยางไรวา ควรใหน ํา้ คร้งั ละเทาใด

เม่อื รวู า ถงึ กําหนดเวลาใหน า้ํ แกพืชแลว และอยากจะรวู า ควรใหน า้ํ ครัง้ ละเทา ใดน้นั กจ็ ะพิจารณาได
เปน 2 แนวทางคือ

1. พจิ ารณาจากความสามารถอุมน้ําของดนิ วา นา้ํ พรอ งลงไปมากนอ ยเพยี งใด ปกตกิ อนใหน าํ้ จะ
ยอมใหพรอ งลงไดประมาณ 50% ของความสามารถอมุ นา้ํ ไดเต็มท่ีในเขตรากพืช ฉะนน้ั เมือ่ ถงึ
กาํ หนดการใหนาํ้ เราก็ใหนํา้ เทากบั จาํ นวนทน่ี ํา้ พรอ งลงไป เชน ดังตัวอยา งท่ี 1 ทไี่ ดคาํ นวณแลว
วา ยอมใหถ ัว่ เหลืองใชน ํ้าจากดินได 50% เทา กับ 30 มม. แตก ารคดิ ปรมิ าณนํ้าท่จี ะตองสง ใหพืช
เราจะตองเผื่อน้ําทีม่ กี ารสูญเสียไวดว ย เชน ไหลซมึ ลงเกินเขตรากพชื และไหลออกไปจากแปลงไป
การสญู เสียทัง้ สองอยา งนบ้ี างทเี ราก็เรยี กวา ประสทิ ธิภาพการใหน ้ํา เชน มีการสญู เสยี นา้ํ ไปรอย
ละ 35 ของน้าํ ท่จี ะตองเตมิ ใหด นิ หรือสญู เสีย 35% เพราะฉะนน้ั ประสิทธภิ าพของการใหน ้าํ ก็จะ
เปน 100 – 35 = 65% เปน ตน
ดังนั้น ปรมิ าณนํา้ ท่เี ราจะตอ งใหจริง จะมคี าดงั น้ี

222

ปริมาณนํา้ ท่ีตอ งสงให = ปปรระมิ สาณิทธนภิ ้ําาทพ่ยีขออมงกใหารพ ชใืหใชน  ้ํา(ม(ม%ม).x 100

จากตัวอยางท่ี 5 แทนคาในสมการจะได

ปริมาณนํา้ ที่ตอ งสงให = 30 x 100 = 46 มม.

65

หรือถา ตองการคิดเปน ปริมาตรวา ก่ีลกู บาศกเมตรตอพน้ื ท่ี 1 ไร กส็ ามารถคาํ นวณไดโดยคณู ดว ย 1.6
ดังน้ี

ปริมาตรนาํ้ ท่ีตองสง ให = 1.6 x ปริมาณนํา้ ที่ตองสง ให (มม.)

= 1.6 x 46 = 73.6 ม.3/ไร

หรือเราคดิ เพียง 70 ม.3/ไร/สปั ดาห

2. พิจารณาจากปริมาณน้ําทพ่ี ชื ใชสงู สุดเฉล่ียในชว งนั้น แตถาเราไมมั่นใจกจ็ ะใชจากการประเมนิ
คาสงู สุดท่พี ืชใช เชน พืชไรท ปี่ ลูกฤดูแลง ใชน ้าํ วนั ละ 5 มม. รวมการสญู เสียตาง ๆ แลว สําหรบั
พชื ไรท ี่ปลกู ฤดฝู นใชน้าํ วนั ละประมาณ 5 มม. รวมการสญู เสยี ตา ง ๆ แลว ถา เรากําหนดใหนาํ้ แก
พืช 7 วนั ใหน า้ํ คร้งั เรากส็ ามารถคาํ นวณไดว า จะตอ งใหนํา้ ครัง้ ละเทาไร โดย

ปรมิ าณน้าํ ที่ตอ งสงให = อตั ราการใชน ํา้ ของพชื (มม./วัน) x จาํ นวนวนั ท่ีใหครั้งหนึง่

ปลกู ฤดูแลง

ดังน้ัน ปริมาณนา้ํ ท่จี ะตอ งสงให = 6 x 7 = 42 มม. ตอบ

หรอื คดิ เปน ปริมาณตอ ไรไดคอื

ปริมาตรนํา้ ท่ตี องสงให = 1.6 x 42 = 67.2 ม.3/ไร

หรือใช 70 มม.3/ไร/ สัปดาห เปน ตน ตอบ

สาํ หรบั พชื ไรท ปี่ ลกู ฤดฝู น

ปริมาณน้าํ ทจี่ ะตอ งสง ให = 5 x 7 = 35 มม. ตอบ

หรอื คดิ เปน ปริมาณตอไรไ ดคือ

ปริมาตรนาํ้ ที่ตอ งสง ให = 1.6 x 35 = 56 ม.3/ไร

หรือใช 60 มม.3/ไร/ สปั ดาห เปน ตน ตอบ

223

สาํ หรบั ขา วปลูกในฤดูแลง ใชนาํ้ เฉลี่ยวันละ 9 มม.

ปริมาณนํ้าทตี่ อ งสง ให = 9 x 7 = 63 มม. ตอบ
ตอบ
หรอื คิดเปน ปรมิ าณตอไรไ ดคือ ตอบ
ตอบ
ปรมิ าตรนาํ้ ที่ตองสงให = 1.6 x 63 = 100.8 ม.3/ไร

หรอื ใช 100 มม.3/ไร/สัปดาห เปน ตน

สําหรบั ขา วปลกู ในฤดฝู นขาวใชนํ้าเฉลย่ี วันละ 7.5

ปรมิ าณนํ้าทีต่ อ งสง ให = 7.5 x 7 = 52.5 มม.

หรือคิดเปน ปรมิ าณตอ ไรไ ดคือ

ปรมิ าตรนํ้าที่ตอ งสง ให = 1.6 x 52.5 = 84 ม.3/ไร

หรอื ใช 80 มม.3/ไร/สปั ดาห เปนตน

224

บทที่ 6 วธิ ีการให้นํา้ ชลประทาน
(Irrigation Methods)

6.1 ความหมายและขอบเขตการศึกษา

วิธีการใหนํ้าชลประทาน เปนวธิ กี ารควบคมุ บังคับนํา้
ชลประทานท่ีแปลงปลูกพชื ดวยวิธีตาง ๆ เพอ่ื ใหดนิ มโี อกาสดูดซบั
น้าํ ไวไดในปรมิ าณความลกึ ของน้ําทพี่ ืชตอ งการ และปริมาณความ
ลกึ ของนํ้าท่ีดนิ ดซู ับไวไดด งั นี้ จะตองมีความสม่ําเสมอเทา เทยี มกัน
ตลอดท่วั ทั้งแปลง โดยมีการสูญเสียน้ําชลประทานนอยทีส่ ดุ

การพิจารณาในเรอ่ื งวธิ ีการใหน ํา้ ชลประทานข้นึ อยกู บั เกณฑท่ี
สําคัญ 3 ประการ คือ

- ความพอเพยี ง (Adequacy) ของนาํ้ ตามท่ีพืชตอ งการ
- ความสม่ําเสมอ (Uniformity) ของการแผกระจายนาํ้
- ประสทิ ธิภาพ (Efficiency) ของการใหน าํ้ ชลประทานน้ัน

วธิ กี ารใหน้าํ ชลประทานมีหลายรูปแบบ และนิยมแบงออกเปน
3 ประเภทใหญ คอื

1. วธิ ีการใหนา้ํ ชลประทานแบบปลอ ยทวมบนผวิ ดิน
(Flooding surface irrigation method) เชน แบบไหล

225

ทว มเปน ผืนยาว (Border irrigation), แบบขังทว มเปนอาง
กักนํา้ (Basin irrigation)
2. วิธกี ารใหน้าํ ชลประทานโดยใหด นิ ดดู ซึมทางใตผิวดิน (Sub-
surface irrigation method) เชน แบบรอ งคู (Furrow
irrigation)
3. วิธกี ารใหนํา้ ชลประทานเหนอื ผิวดิน (Over-surface
irrigation method) เชน แบบฉีดฝอย (Sprinkler
irrigation), แบบนาํ้ หยด (Trickle or Drip irrigation) เปน
ตน

วธิ กี ารใหน ้าํ นนั้ มักจะเรียกตามลักษณะอาการที่ใหน้าํ แกพืชช่งึ
อาจแบง ออกเปน 4 แบบใหญ ๆ ดว ยกัน คือ

1. การใหนํ้าทางผวิ ดิน (Surface irrigation)
2. การใหน ํ้าแบบฉีดฝอย (Sprinkler irrigation)
3. การใหน ้ําแบบนํ้าหยด (Trickle or Drip irrigation)
4. การใหน ํ้าแบบใตผิวดิน (Sub-surface irrigation)

6.2 การใหน ้ําทางผวิ ดิน (Surface irrigation)

การใหน ํา้ ทางผิวด
(Surface irrigati

(ทFวloมoเปdน inผgืน)
(ทGวrมaเdปeนdผืนBยoาrdวer)
(ทLว eมvเeปlน Bผoืนrรdาeบr,หBรaอื sทinว )มเปน อา ง
ท(Cว oมnเปtoนuผrืนLตeาvมeแeน,วCเสoนnขtoอuบrเนCินheck)
(ทCว oมnจtาoกuคrูตDามitแchน)วเสนขอบเนิน

226

ดนิ
ion)

ท(Fวuมrใrนoรwอ)ง
ร(Gอrงaคdลู eาdด Furrow)
ร(Lอ eงคveรู าlบFurrow)
ร(Cอ งoคnูตtoามuแrนFวuเrสroนwขอ) บเนนิ
ร(Cอ oงคrrูเuลg็กation)

227

ขอดแี ละขอเสียของการใหน้ําทางผิวดิน (Surface irrigation)

การใหน ้ําทางผวิ ดนิ นร้ี จู ักกนั มานานหลายศตวรรษแลว
ปจ จบุ นั กย็ ังเปน ทีน่ ิยมใชกนั อยทู ั่วไปเพราะการใหน ํ้าแบบนี้มีขอดี
หลายอยาง ซึง่ พอสรุปไดดังตอ ไปน้ีคอื

1) สามารถใชไดก ับดินและพืชทุกชนดิ
2) มคี วามคลองตัวสูง
3) คาลงทนุ ถกู เม่อื เปรียบเทียบกับการใหน้าํ แบบอ่ืน ๆ

เน่อื งจากวา การใหนา้ํ แบบนี้ใหน ้ําไหลไปบนผิวดินโดยอาศยั
แรงดงึ ดูดของโลก
4) ไววางใจได
5) เมื่อมกี ารออกแบบและใหน ้ําทเี่ หมาะสม

สําหรับขอเสียของการใหน้าํ ทางผิวดินกม็ ี

1) ตองการการปรับพ้ืนท่ใี หเ รยี บรอยและมีความลาดเท
สมํา่ เสมอ

2) อาจเกิดการกดั เซาะ (Erosion) ขนึ้ ไดในกรณที ่ีมีความลาด
เทของพ้ืนทช่ี ันมาก

3) คันดินและคูสงนํ้าอาจเปน สิ่งกีดขวางการทาํ งานของ
เคร่อื งจักรกลเกษตร

4) อาจกอใหเ กิดปญหาเร่อื งการระบายนา้ํ ข้นึ ไดงา ย

228

5) ตอ งการผทู ีม่ ีความรูในวธิ ีการใหน ํ้าดีพอสมควรจงึ จะ
สามารถใหน ้ําอยางมีประสทิ ธภิ าพได

6) สวนมากตอ งการแรงงานในการใหนาํ้ มาก

6.2.1 วิธใี หน้ําทว มเปนผืนยาว (Graded Border Method)

การใหน ้ําโดยวิธีนท้ี ําโดยเปดใหน ํ้าเขา ไปทว มผวิ ดินในแปลง
โดยมคี ันดนิ ขนาดเล็กสองคันซงึ่ มีแนวตรงและขนานกันคอยควบคมุ
ใหน ้าํ ทวมอยใู นพื้นทีท่ ีต่ องการใหน้ํา พน้ื ทร่ี ะหวางคันดนิ จะมีความ
ลาดเทไปในแนวเดียวกับคนั ดิน และไมม หี รือมคี วามลาดเทใน
แนวตั้งฉากกับคนั ดินนอ ยมาก

ตารางท่ี 1 ขนาดมาตรฐานสําหรับออกแบบการใหน ํา้ แบบทวม

ชนิดดนิ อตั ราการซมึ ความลาดเท อ
ดนิ ทราย มม./ซม. % ค
(Sand)
25 0.2 - 0.4
0.4 - 0.6
ดินทรายปนดนิ รว น 18 – 25 0.6 – 1.0
(Loamy sand) 0.2 - 0.4
0.4 - 0.6
ดินรวนปนทราย 12 – 18 0.6 – 1.0
(Sandy loam) 0.2 - 0.4
0.4 - 0.6
ดินรว นปนดนิ เหนียว 6–8 0.6 – 1.0
(Clay loam) 2.5 – 6 0.2 - 0.4
0.4 - 0.6
ดนิ เหนียว (Clay) 0.6 – 1.0
0.2 - 0.3

229

มเปน ผนื (Graded border method) สาํ หรับพืชทร่ี ากลึก

อตั ราการใหน าํ้ ตอ ความลกึ ของนา้ํ ขนาดของแปลง
ความกวาง 1 ม. ทจี่ ะให กวา ง ยาว
ลติ ร/วนิ าที มม. เมตร เมตร
10 – 15 100 12 – 30 60 – 90
8 – 10 100 9 – 20 60 – 90
5 – 8 100 6 – 9 75
7 – 10 125 12 – 30 75 – 150
5 – 8 125 9 – 12 75 – 150
3 – 6 125 6 – 9 75
5 – 7 150 12 – 30 90 – 250
4 – 6 160 6 – 12 90 – 180
2 – 4 160
3 – 4 175 6 90
2 – 3 175 12 – 30 180 – 300
1 – 2 175 6 – 12 90 – 180
2 – 4 200
6 90
12 – 30 350

ตารางที่ 2 ขนาดมาตรฐานสําหรับออกแบบการใหน ้ําแบบทว ม

ชนิดดิน ความลึกของดิน ความลาดเท อ
% ค
เมตร
0.6 0.15 - 0.6
ดนิ รว นปนดินเหนียว บนชน้ั ดินที่ 0.6 - 1.5
(Clay loam) โปรงมาก 1.5–4.0
0.15 - 0.6
0.6 0.6 - 1.5
ดินเหนียว (Clay) บนช้ันดนิ ที่ 1.5–4.0
โปรงมาก 1.0 – 4.0
0.15 – 0.45
ดินรว น(Loam) บนชนั้ ดนิ ดาน

230

มเปนผืน (Graded border method) สําหรับพืชทรี่ ากตื้น

อัตราการใหน ํา้ ตอ ความลึกของนํ้า ขนาดของแปลง
ความกวาง 1 ม. ท่ีจะให กวา ง ยาว
ลิตร/วินาที มม. เมตร เมตร
6–8 50 - 100 5 – 18 90 – 180
4–6 50 - 100 5 – 6 90 – 180
2–4 50 - 100 5 – 6 90
3–4 100 - 150 5 – 18 180 – 300
2–3 100 - 150 5 – 6 180 – 300
1–2 100 - 150 5 – 6 180

1 – 4 25 – 75 5 – 6 90 – 130

231

รปู ที่ 1Surface irrigation (Border irrigation)

การเลอื กใช การใหนํา้ แบบนเี้ หมาะสาํ หรับพชื ท่ปี ลูกตนชดิ กัน
หรอื พชื ทปี่ ลกู โดยการหวานเมลด็ ยกเวนพืชที่จะตองมนี าํ้ ขังอยใู น
แปลง
ขอ ดี

1) การใหน ํ้าวธิ ีนี้จะใหประสิทธิภาพในการใหนาํ้ สงู
2) ตอ งการแรงงานในการใหนา้ํ ไมม ากนกั
3) ความกวางของแปลงอาจจะออกแบบใหมขี นาดพอเหมาะ

กับเครือ่ งจักรกลเกษตรได
4) ถาหากจําเปน จะตอ งมกี ารระบายนาํ้ ออกจากแปลงกจ็ ะ

สามารถระบายออกไดร วดเร็ว

232

ขอเสยี

1) พืน้ ที่จะตองเรียบและมคี วามลาดเทสมํา่ เสมอ
2) คาปรับพื้นทีส่ ําหรับพื้นทบ่ี างแหงอาจจะสูงมากจนไม

สามารถทจ่ี ะใหน ํา้ วิธนี ีไ้ ด
3) อัตราการสง นํา้ ท่ีไดรับจากโครงการชลประทานจะตอ งมาก

พอ
4) พชื ตน เล็ก ๆ อาจจะไดร บั ความเสียหายในขณะที่ใหนา้ํ
5) ดนิ บางชนิดอาจเกดิ การแตกระแหงหลังจากมีนํา้ ทว มผิวดิน

แลว
6) ไมสามารถใหน ํ้าครัง้ ละนอย ๆ (นอ ยกวา 50 มลิ ลเิ มตร) ได

อยางมีประสทิ ธิภาพ

6.2.2 วิธีใหน้ําทวมเปนผืนราบ (Level Border Method)

การใหนํ้าวิธีนี้จะใหน ํ้าทวมแปลงเพาะปลูกซงึ่ ราบหรือคอ นขา ง
ราบและมีคนั ดินลอมรอบอยู อัตราการใหน้ําจะตอ งสงู เพ่อื ใหน้ําแผ
ออกไปทว มทัว่ ทั้งแปลงในระยะเวลาอนั สัน้ วิธีใหน า้ํ ทว มเปน ผืนราบ
(Level Border) นี้บางครง้ั เรียกวาทว มเปนอา ง (Basin)

การเลือกใช การใหน ้าํ วิธนี ี้เหมาะสาํ หรบั ดินท่มี อี ตั ราการซึม
ขนาดปานกลางจนถงึ ขนาดต่ํา

233

ขอดี

1) สามารถปลูกพชื ไดหลายชนดิ โดยไมต อ งมกี ารเปล่ยี นแปลง
การออกแบบ วางผัง หรือวธิ กี ารใหน ํ้าตางไปจากเดิมมาก
นัก

2) แปลงดงั กลาวสามารถใชช ะลา งเกลอื ในดนิ โดยไมต องมีการ
กอ สรางเพิ่มเตมิ หรอื เปล่ียนแปลงวิธีการใหนํา้ แตอ ยางใด

3) ไมม กี ารสูญเสียนํ้าเนือ่ งจากไหลออกจากพนื้ ท่เี พาะปลูก
ทางดานทา ยแปลง (Run off)

4) สามารถใชฝนท่ตี กลงบนพื้นทเ่ี พาะปลกู ไดอยา งมี
ประสิทธิภาพ

5) ไมจ ําเปนตองใชผูท ่ีมีความชาํ นาญก็สามารถใหน า้ํ อยา งมี
ประสิทธิภาพได

6) ประสิทธิภาพในการใหนํา้ สงู

ขอเสีย

1) ตองการอัตราการใหน ้าํ สงู มาก สูงกวา แบบใหน า้ํ ทว มเปน
ผนื ยาว

2) จะตองปรับพ้นื ทใ่ี หราบและสมํ่าเสมอกนั ตลอดท้งั แปลง
3) คันดินที่ลอมรอบตอ งสงู พอท่ีจะไมใหน าํ้ ลนออกจากแปลง

234

4) บนพนื้ ท่ีท่ีมีความลาดเทมากจะตอ งทาํ แปลงเปนข้ันบันได
และอาจจาํ เปนตองมอี าคารชลประทานอ่ืนอีก

5) ในเขตท่ีมฝี นตกชุกจะตอ งมีการจดั ระบบระบายนํา้ ฝนออก
จากแปลงใหท นั เวลาดวย

6) ในพ้ืนท่ีที่มีลมพัดเร็วกวา 25 ถึง 30 กโิ ลเมตรตอ ช่ัวโมง
7) จะตองคอยควบคุมระดับดินในแปลงใหอยูใ นแนวราบอยู

เสมอ

รูปที่ 2 การใหน ํ้าทว มเปนผนื ราบ (Level Border)


Click to View FlipBook Version