The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (Emergency Preparedness and Response)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PATTARAPORN BAIPHO, 2024-03-27 03:09:40

คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (Emergency Preparedness and Response)

คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (Emergency Preparedness and Response)

คู่มือ ระบบการจัจั จั ด จั ดการ ตอบโต้ต้ ต้ ภ ต้ ภาวะฉุฉุ ฉุ ก ฉุ กเฉิฉิ ฉิ น ฉิ น


สารบัญ บทที่ บทที่ บทที่ บทนำ 1.1 สถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน 1.2 คำ นิยามศัพท์ การวางแผนและเตรียมการตอบโต้ ภาวะฉุกเฉิน 2.1 การจัดทำ แผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 2.1.1 การเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 2.1.2 หน้าที่ความรับผิดชอบในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 2.2 การซ้อมแผนรองรับภาวะฉุกเฉิน 2.3 อุปกรณ์สำ หรับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ข้้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน 3.1 วิธีปฏิบัิติเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้/ระเบิด 3.2 วิธีปฏิบัิติเมื่อเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล บทที่ แผนฟื้นฟูหลังเกิดภาวะฉุกเฉิน 4.1 การพิจารณาใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ 4.2 การบรรเทาทุกข์และฟื้นฟู 4.3 การเริ่มการปฏิบัติงานหลังภาวะฉุกเฉิน


สำ หรับประเทศไทย การเกิดอุบัติภัยมีสถิติการเกิดบ่อยครั้ง ดังเช่นสถิติการเกิดอุบัติเหตุ และ อุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรมจัดเก็บข้อมูลโดยกองส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงาน อุตสาหกรรม ปี พ.ศ. 2566 พบว่าโรงงานอุตสาหกรรมเกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยประเภทอัคคีภัย จำ นวน 109 ครั้ง เกิดระเบิดจำ นวน 4 ครั้งและการรั่วไหลของสารเคมีจำ นวน 13 ครั้ง บทนำ 1.1 สถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน 1 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน รายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) พบว่า ในปี ค.ศ. 1970 - 1998 เกิดอุบัติภัยจนทำ ให้มีจำ นวนผู้เสียชีวิตประมาณ 13,000 คน และจำ นวนผู้ได้รับบาด เจ็บและเจ็บป่วย 100,000 คน มีการอพยพ ผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าสามล้านคน ในขณะที่ความถี่ การเกิดอุบัติภัยมีจำ นวนสูงขึ้น พบว่า ความรุนแรงและความสูญเสียจากอุบัติภัยในภาพรวมลดลง เนื่องจากหลายประเทศมีการพัฒนาระบบการจัดการภาวะฉุกเฉิน การดำ เนินงานตามมาตรฐานความ ปลอดภัย รวมถึงมีการสื่อสารที่ดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นต้น (WHO, 2009) จากสถิติตัวเลขของการเกิดอุบัติภัยดังกล่าว จะเห็นได้ว่าปัญหาการเกิดอุบัติภัยในสถาน ประกอบกิจการโรงงานยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งการเกิดอุบัติภัยแต่ละครั้งส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง จึง จำ เป็นต้องมีการเตรียมพร้อมตอบโต้และรับมือกับอุบัติภัยหรือที่เรียกว่าภาวะฉุกเฉิน เพื่อช่วยบรรเทา ความรุนแรงของอุบัติภัยและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นทั้งชีวิตและทรัพย์สิน


ภาวะฉุกเฉิน หมายถึง เหตุการณ์การเกิดไฟไหม้ หรือการระเบิด การรั่วไหลของก๊าซ น้ำ มัน สาร เคมี ของเสียอันตรายและวัสดุมีพิษอื่น การหกหรือกระจายของแหล่งกัมมันตภาพรังสีหรือสถานการณ์อื่นๆ ซึ่งคุกคามต่อชีวิต การปฏิบัติงาน ทรัพย์สิน ธุรกิจหรือสภาพแวดล้อม และพนักงานที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ สามารถควบคุมสถานการณ์นั้น ๆ ได้ ตัวอย่างสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน ได้แก่ 1. เหตุเพลิงไหม้ 2. สารเคมีรั่วไหล 3. ท่อแก๊สระเบิด 4. กัมมันตภาพรังสีรั่วไหล จากเครื่องกำ เนิดรังสี 5. อุบัติเหตุจากการจราจร 6. การประท้วง/ การจลาจล 7. การเกิดโรคระบาด 8. น้ำ ท่วม การเตรียมความพร้อม (Preparedness) หมายถึง มาตรการและกิจกรรมที่ดำ เนินการล่วงหน้า ก่อนเกิดสาธารณภัย เพื่อเตรียมพร้อมการจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้สามารถรับมือกับผลกระทบจาก สาธารณภัยได้อย่างทันการณ์ และมีประสิทธิภาพ การป้องกัน (Prevention) หมายถึง มาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่กำ หนดขึ้นล่วงหน้า ทั้งทาง ด้านโครงสร้าง (Structural Approach) และที่มิใช่ด้านโครงสร้าง (Non Structural Approach) เพื่อลด หรือควบคุมผลกระทบในทางลบจากสาธารณภัย พื้นที่เสี่ยง (Risk Area) หมายถึง สถานที่ตั้งที่มีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้น และนำ มาซึ่งผลกระทบทางลบต่าง ๆ ต่อวิถีชุมชนและทรัพย์สินของประชาชน ภัยที่เกิดจากสารเคมีและวัตถุอันตราย หมายถึง ภัยที่เกิดจากสารเคมีและวัตถุอันตรายรั่วไหล เพลิงไหม้และการระเบิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่มีการเก็บ การใช้ การบรรจุ และการขนส่ง ทั้งที่เคลื่อนที่ ได้และไม่ได้ อุบัติภัยภัยสารเคมีหมายถึง ภัยที่เกิดขึ้นจากสารเคมีและวัตถุอันตราย อันมีผลกระทบต่อ สาธารณชน ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ มีผู้ทำ ให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุหรือเหตุอื่นใด ซึ่งก่อให้เเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐและสิ่งแวดล้อม Emergency Director (ED) หมายถึง ผู้อำ นวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน On scene Commander (OC) หมายถึง ผู้สั่งการ ณ จุดเกิดเหตุ 1.2 นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง 2 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน


Fire Chief (FC) หมายถึง หัวหน้าทีมดับเพลิงและกู้ภัยในการเข้าระงับเหตุฉุกเฉิน ศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร หมายถึง เจ้าหน้าที่ซึ่งทำ หน้าที่รับแจ้งเหตุ และควบคุมระบบ สื่อสาร หรือประชาสัมพันธ์ Support Team (ST) หมายถึง ทีมสนับสนุนช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน First Aid Area หมายถึง จุดพักผู้บาดเจ็บที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากจุดเกิดเหตุ ซึ่ง พิจารณากำ หนดโดย OC เพื่อคัดกรองโดยทีม First Aid ในการให้การปฐมพยาบาลหรือนำ ส่งโรงพยาบาล อพยพ หมายถึง การอพยพ หรือเคลื่อนย้ายพนักงานออกจากพื้นที่อันตราย หรือมีความเสี่ยงไป ยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างเป็นระบบ การอพยพภายในบริษัท ฯ แบ่งออกเป็นการอพยพภายในบริษัท ฯ และ การอพยพออกนอกบริษัท ฯ ผู้ควบคุมที่จุดรวมพล (Assembly Controller) หมายถึง ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำ หน้าที่นับ ยอดบุคคล ควบคุมการรวมพลของพนักงาน ผู้รับเหมา และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จุดรวมพล (Assembly point) หมายถึง พื้นที่ปลอดภัยซึ่งกำ หนดขึ้นเพื่อเป็นจุดนัดหมายใน การตรวจสอบตรวจนับพนักงาน ตลอดถึงผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ผู้ตรวจพื้นที่ (Area Warden) หมายถึง ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำ หน้าที่ในการตรวจพื้นที่ ประจำ พื้นที่ หรืออาคารโดยตรวจสอบ ควบคุม ดูแลในการเคลื่อนย้ายบุคคลออกมายังจุดรวมพลที่กำ หนดไว้ให้ ครบถ้วนปลอดภัยตลอดถึงดูแลการปิดแอร์ ปิดประตู หน้าต่างของอาคาร เพื่อควบคุมควันไฟและป้องกัน ก๊าซพิษ เหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นภายนอกบริษัท ฯ หมายถึง เหตุฉุกเฉินที่เกิดจากภายนอกบริษัท แต่มีผลกระ ทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ชื่อเสียงบริษัท เช่น แก๊สรั่ว เพลิงไหม้ น้ำ ท่วม เป็นต้น เหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นภายในบริษัท ฯ หมายถึง เหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในพื้นที่บริษัท และส่งผลกระ ทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ชื่อเสียงขององค์กรในวงกว้าง เช่น เพลิงไหม้ สารเคมีรั่ว ไหล ท่อแก๊สระเบิด การจลาจล เป็นต้น หัวหน้ากะดับเพลิงและความปลอดภัย หมายถึง พนักงานความปลอดภัยที่ได้แต่งตั้งเป็นหัวหน้า กะของพนักงานความปลอดภัย โดย SHE จุดรวมพล (Assembly Point) หมายถึง จุดรวมพลในกรณีที่ต้องอพยพคนจากจุดที่เกิดเพลิง ไหม้หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุด 3 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน


อัคคีภัย หมายถึง ภัยอันตรายอันเกิดจากไฟที่ขาดการควบคุมดูแล ทำ ให้เกิดการติดต่อลุกลามไป ตามบริเวณที่มีเชื้อเพลิงเกิดการลุกไหม้ต่อเนื่อง วาตภัย หมายถึง ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากพายุลมแรง จนทาให้เกิดความเสียหายแก่อาคารบ้าน เรือน ต้นไม้ และสิ่งก่อสร้าง อุทกภัย หมายถึง ภัยที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำ เป็นสาเหตุ อาจจะเป็นน้ำ ท่วม น้ำ ป่า หรืออื่น ๆ โดย ปกติอุทกภัยเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน 4 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน


1 2 3 4 เวลา ระดับความ รุนแรงของ สถานการณ์ ระดับอำ เภอ ระดับนิคม ระดับโีรงงาน เฝ้าระวัง ปกติ อำ เภอ นิคม ฯ โรงงาน โรงงาน/นิคม/ WHA ผู้พัฒนา ศปก.กนอ. ผู้ว่าราชการ จังหวัด รมว.มหาดไทย นายกรัฐมนตรี ระดับความรับผิดชอบ แผน ชาติ แผน ปภ. กนอ. การวางแผนและเตรียมการ ตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 2.1 การจัดทำ แผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 5 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีความสำ คัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและเป็นการลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ โดยการนิคมอุตสาหกรรมมีกรอบแนวคิดการจัดทำ แผนป้องกันและบรรเทาภัย ดังนี้ ภาพที่ X กรอบแนวคิดการจัดทำ แผนป้องกันและบรรเทาภัยของการนิคมอุตสาหกรรม


6 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน จะใช้หลักการ 2P2R ในการจัดการ ซึ่งแบ่งระยะการดำ เนินงานออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย Prevention (การป้องกัน) Preparation (การเตรียมความพร้อม) Recovery (การฟื้นฟู) Response (การรับมือ)


7 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การดำ เนินการตามหลัก 2P2R สามารถดำ เนินการครอบคลุมทั้ง 3 ระยะ คือ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิด เหตุและหลังเกิดเหตุ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ การเตรียมความพรอมตอบโตภาวะฉุกเฉิน ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ ประเมินความเสี่ยง จัดการความเสี่ยง ลดความเสี่ยง เตรียมความพร้อม ป้องกัน ตรวจตรา ตรวจสอบ บุคลากร อุปกรณ์ คู่มือ แต่งตั้งบุคลากรและกำ หนดหน้าที่ ฝึกอบรม ฝึกซ้อม จัดให้มีเครืองมือที่เหมาะสมและเพียงพอ พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุ พร้อมใช้งาน (ตรวจสอบ) แผนตอบโต้ การจัดการบริเวณที่เกิดเหตุ ฟื้นฟู ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม บุคลากร


8 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน โครงสร้างองค์กรตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้การตอบโต้และควบคุมภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนือง ได้กำ หนด โครงสร้างองค์กรในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ดังนี้ แผนผังแสดงโครงสร้างองค์กรตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน Management Team ผู้อำ นวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน Emergency Director ทีมสื่อสาร Communication ทีมสนับสนุน supporting Team ผู้สั่งการควบคุมภาวะฉุกเฉิน On Scene Commander ผู้ควบคุมที่จุดรวมพล Assembly Controller ทีมรักษา ความปลอดภัย หัวหน้าทีมดับเพลิง Fire Chief ผู้นำ การอพยพ Evacuation ผู้ตรวจสอบพื้นที่ Area Warden ทีมปฐมพยาบาล ทีมดับเพลิง และกู้ภัย ทีมบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟู


1. อำ นวยการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กำ กับ ดูแล และสนับสนุนการทำ งานของ OC ทั้งด้านกำ ลังคน วัสดุอุปกรณ์ และปัจจัยสำ คัญอื่นๆ โดยพิจารณาถึงปัจจัย 2 ประการ ดังนี้ 1.1 สร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานในบริษัทฯ - ป้องกัน และช่วยชีวิตพนักงานหรือผู้ประสบอันตราย - เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปในที่ปลอดภัย - ตรวจสอบจำ นวนพนักงาน และค้นหาผู้สูญหาย และคาดว่าจะได้รับอันตราย 1.2 การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินและดับเพลิง - ลดความรุนแรงของเหตุการณ์ลง โดยให้มีความสูญเสียน้อยที่สุด - รักษาอาคาร สถานที่และอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุให้ปลอดภัย - ควบคุมไม่ให้มีการทำ ลายสภาพแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อชุมชน 2. ตัดสินใจยกเลิกภาวะฉุกเฉิน เมื่อเห็นว่าสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ และกรณีที่ไม่สามารถ ระงับเหตุได้ และภาวะฉุกเฉินดังกล่าวส่งผลต่อกระทบต่อกิจกรรมในการดำ เนินธุรกิจของสถาน ประกอบการ ซึ่งทำ ให้กิจกรรมการให้บริการ หรือการผลิตหยุดชะงัก เช่น ไฟไหม้อาคารกระบวนการ ผลิตจนไม่สามารถทำ การผลิตต่อไปได้ เป็นต้น ให้พิจารณาประกาศใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทาง ธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) หรือเข้าสู่แผนฟื้นฟู (Recovery) 3. แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีที่มีนักข่าวสัมภาษณ์หรือต้องให้ข่าวต่าง ๆ ของเหตุการณ์ 9 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน หน้าที่ความรับผิดชอบในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กำ หนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ และแนวทางในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินของตำ แหน่ง และ/หรือ หน่วยงาน โดยให้ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ทำ หน้าที่ และ/หรือหัวหน้าหน่วยงานในการเตรียม ความพร้อมก่อนภาวะฉุกเฉินในด้านต่างๆ เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์ มาตรฐานวิธีการปฏิบัติ รวมถึงการฝึก ซ้อม ซักซ้อมความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ดังนี้ ผู้อำ นวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน : ED (Emergency Director) ก่อนเกิดเหตุ กำ หนดนโยบายด้านความปลอดภัย สนับสนุนด้านทรัพยากร เพื่อให้มีการดำ เนินการจัดทำ แผนป้องกัน และระงับอัคคีภัยตามกฎหมายกำ หนดรวมทั้งปรับปรุงพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ขณะเกิดเหตุ


หลังเกิดเหตุ 10 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 1. สั่งการให้ดำ เนินการตรวจสอบความเสียหาย สอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ และกำ หนดมาตรการ ป้องกันเบื้องต้น 2. อำ นวยการ และสนับสนุนให้มีการฟื้นฟูสภาพความเสียหาย และอนุมัติงบประมาณ 3. ออกเยี่ยมเยือนผู้ป่วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ (ถ้ามี) ผู้สั่งการ ณ จุดเกิดเหตุ (On Scene Commander) ก่อนเกิดเหตุ 1. จัดทำ และปรับปรุงแผนควบคุมฉุกเฉินให้มีความสอดคล้องกับสภาพขององค์กร และสามารถใช้ ตอบโต้เหตุฉุกเฉินทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุได้ 2. จัดให้มีการรณรงค์ป้องกันอันตรายจากอัคคีภัย และกำ หนดซ้อมแผนควบคุมภาวะฉุกเฉิน อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง ขณะเกิดเหตุ 1. เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อประเมินสถานการณ์ (Size Up) เหตุการณ์ ความรุนแรง และ ผลกระทบ 2. สั่งการ และควบคุมการช่วยชีวิตผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ 3. แจ้งผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องออกจากเขตปฏิบัติการ และพื้นที่เกิดเหตุ 4. เลือกเทคนิค และวิธีการระงับเหตุร่วมกับที่ผู้รับผิดชอบอาคาร หรือผู้รับมอบหมาย 5. วางแผน และควบคุมให้มีการใช้ทรัพยากรในการระงับเหตุอย่างเหมาะสม เช่น กำ ลังคน สารดับเพลิง น้ำ ดับเพลิง โฟม ฯลฯ รวมถึงการจัดเตรียม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของทีม ดับเพลิง 6. รายงานสถานการณ์/ประเมินสถานการณ์จากจุดเกิดเหตุให้ ED ทราบเป็นระยะพร้อมความ ช่วยเหลือที่ต้องการจาก ED 7. ประสานงาน อำ นวยการร่วมกับเจ้าหน้าที่ และหัวหน้าหน่วยดับเพลิง ที่มาจากภายนอก 8. ตรวจสอบ และยืนยันการควบคุมเหตุการณ์กับ Fire Chief และ ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุขึ้นมาอีก โดยการตรวจวัด การรั่วไหลของสารไวไฟ สารพิษ หรือรังสี เพื่อแจ้ง ED ขอยกเลิก ภาวะฉุกเฉิน หลังเกิดเหตุ 1. สรุปรายงานการปฏิบัติงาน และความเสียหาย ให้ ED ทราบ 2. ร่วมสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเหตุ 3. จัดคณะเยี่ยมเยือนผู้ป่วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ


ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ 1. ทำ หน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับแจ้งเหตุ และถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ที่ เกี่ยวข้องตามแผนฯ 2. ทำ หน้าที่ประกาศใช้และประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉิน เมื่อได้รับคำ สั่ง จาก OC หรือ ED 3. ทำ หน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อประสานงาน ขอรับการสนับสนุนการตอบโต้เหตุจากหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับคำ สั่งจาก OC หรือ ED 4. ทำ หน้าที่ควบคุมอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ เช่น CCTV Integrated System, Video Conference 11 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 1. มีหน้าที่จัดทำ แผนการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตอบโต้ การสนับสนุน ช่วยเหลือต่าง ๆ ให้มีความพร้อมและเป็นปัจจุบัน 2. ทำ หน้าที่ตรวจสอบทดสอบอุปกรณ์สื่อสารรับ - แจ้งเหตุทุกชนิดให้พร้อมใช้งานตามแผนการ ตรวจสอบระบบสื่อสาร ศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร 1. สรุปรายงานเหตุการณ์การติดต่อสื่อสารให้ผู้จัดการศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉินทราบ หัวหน้าทีมดับเพลิง (Fire Chief) 1. ควบคุมให้มีการจัดทำ แผน และดำ เนินการตรวจสอบระบบอุปกรณ์ดับเพลิง ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง สำ รอง ระบบไฟฟ้าสำ รองให้พร้อมใช้งาน 2. รณรงค์ป้องกันให้มีการตระหนักด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย 3. จัดทำ Pre-Incident Plan ของอาคาร หรือห้องที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย 1. เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เพื่อประเมินสถานการณ์ และประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่สื่อสารและ ทีมดับเพลิง ทีมระงับเหตุการณ์ตามช่องทางที่เหมาะสม 2. ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อทำ หน้าที่สั่งการและช่วยเหลือตามขั้นตอน กล่าวคือให้ความสำ คัญ กับชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมตามลำ ดับ 3. กำ หนดกลยุทธ์และเทคนิคในการช่วยเหลือต่าง ๆ


หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ 12 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 1. สำ รวจความเสียหายพื้นที่ และอุปกรณ์ 2. สรุปผลการปฏิบัติงาน ตลอดถึงปัญหาและอุปสรรค ให้ OC ทราบ 3. ร่วมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุฉุกเฉิน 4. ร่วมทำ การฟื้นฟูสภาพความเสียหาย 5. สรุปรายงานการปฏิบัติงานให้กับ OC 4. พิจารณาขอสนับสนุนกำ ลังคน และอุปกรณ์จาก OC ผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร หากไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ 5. รายงานสถานการณ์ มายัง OC ผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร ตามความเหมาะสม ทีมดับเพลิงและกู้ภัย (Fire & Rescue Team) 1. ทำ หน้าที่สำ รวจตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์เครื่องปั่นไฟฟ้า อาคาร และสำ รวจจุดที่มี ความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่อาคารสำ นักงาน 1. หลังจากที่ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร ให้เดินทางเข้าพื้นที่เกิดเหตุทันที 2. รายงานสถานการณ์มายังศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร เพื่อทราบสถานการณ์เบื้องต้นทันทีที่ ทำ ได้ 3. พิจารณาเคลื่อนย้าย หรือช่วยเหลือชีวิตผู้บาดเจ็บเป็นอันดับแรกถ้าทำ ได้ 4. พิจารณาสภาพพื้นที่รอบ ๆ ที่เกิดเหตุ เพื่อหาจุดเกิดเหตุ คาดการณ์สาเหตุเบื้องต้น พิจารณาหา หลักฐานหรือเหตุการณ์ที่อาจผิดปกติ 5. พิจารณาดับเพลิงเบื้องต้นหรือควบคุมสถานการณ์ทันที ถ้าทำ ได้ 6. ทำ หน้าที่ค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยที่ติดภายในอาคารและ รายงานผลการปฏิบัติงานกับ Fire Chief ผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุ/ หน่วยงานสื่อสาร 7. ถ้าไม่มีผู้ประสบภัยติดภายในพื้นที่ให้ทำ หน้าที่ระบายควัน หรือดับเพลิงตามคำ สั่ง หรือกลยุทธ์การควบคุมเพลิงของ Fire Chief 8. รายงานสถานการณ์ให้ศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร ทราบจนกว่า Fire Chief และทีมดับเพลิง หลักจะมาถึง จุดเกิดเหตุ 9. สรุปเหตุการณ์ให้ Fire Chief ทราบในการปฏิบัติงานเบื้องต้น ทันทีถ้าทำ ได้


13 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ 1. สำ รวจความเสียหายพื้นที่ และอุปกรณ์ 2. สรุปผลการปฏิบัติงาน ตลอดถึงปัญหาและอุปสรรค ให้ OC ทราบ 3. ร่วมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุฉุกเฉิน 4. ร่วมทำ การฟื้นฟูสภาพความเสียหาย 5. สรุปรายงานการปฏิบัติงานให้กับ OC ทีมปฐมพยาบาล (First Aid Team) 1. ตรวจสอบสภาพ บำ รุงรักษาอุปกรณ์การปฐมพยาบาล และรถพยาบาลให้มีสภาพพร้อมใช้งาน 2. ทำ การศึกษาเรียนรู้ ทบทวน วิธีการเคลื่อนย้าย และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย 3. ร่วมรณรงค์ให้มีการตระหนักด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย 1. เมื่อได้รับแจ้งเหตุ “ภาวะฉุกเฉิน” หรือมีผู้ประสบภัยจากเจ้าหน้าที่สื่อสารให้จัดเตรียมอุปกรณ์ ในการปฐมพยาบาลและอุปกรณ์การช่วยเหลือและช่วยชีวิตเข้าพื้นที่ และรายงานตัวต่อ Fire Chief 2. ทำ หน้าที่ดูแล/เคลื่อนย้าย/ปฐมพยาบาลผู้ประสบภัยจากจุดคัดกรองผู้ประสบภัย หรือจุดพัก ผู้ป่วยต่อจากทีมเคลื่อนที่เร็ว หรือทีมค้นหา หรือผู้ป่วยอื่นๆ 3. บันทึกชื่อ ที่อยู่ ลักษณะอาการที่บาดเจ็บของผู้ประสบภัย และรายงานต่อ Fire Chief ในช่อง ทางที่เหมาะสม 4. นำ ผู้ประสบภัยส่งโรงพยาบาลตามคำ สั่งของ OC ผ่าน Fire Chief 1. ทำ ความสะอาด ตรวจสอบอุปกรณ์ และ เครื่องมือต่าง ๆ 2. สรุปผลการปฏิบัติงานตลอดถึงปัญหา และ อุปสรรค ให้ FC ทราบ 3. สนับสนุนกำ ลังหรือปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตาม คำ สั่ง OC ผ่าน Fire Chief


14 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ ทีมสนับสนุน (Supporting Team) 1. ทีมสนับสนุนทั่วไป 1. จัดเตรียมอุปกรณ์ ยานพาหนะ สถานที่ และเตรียมความพร้อมในการจัดหาอาหารและน้ำ ดื่ม 2. ร่วมรณรงค์ในการดูแลอาคารสถานที่ในการป้องกันอัคคีภัย 1. เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 ให้เข้ารายงานตัวกับผู้อำ นวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน (ED) 2. ทำ หน้าที่สนับสนุนช่วยเหลือการตอบโต้เหตุฉุกเฉิน เช่น จัดหาน้ำ อาหาร สนับสนุนยานพาหนะ สำ หรับอพยพ/เคลื่อนย้าย และอำ นวยความสะดวกอื่น ๆ 3. ประสานงานกับศูนย์รับแจ้งเหตุ/หน่วยงานสื่อสาร หรือทีมสนับสนุน ในการให้การสนับสนุนด้าน ต่าง ๆ 1. ประสานงานและติดต่อกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน 2. ประสานงานและอำ นวยความสะดวกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประกันภัย 2. ทีมสวัสดิการ 1. จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิและเงื่อนไขการรักษาพยาบาล 2. เตรียมข้อมูลสำ หรับติดต่อญาติของพนักงานและผู้รับเหมา 1. เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 ให้เข้ารายงานตัวกับผู้อำ นวยการควบคุมภาวะฉุกเฉิน (ED) 2. กรณีที่มีพนักงานได้รับบาดเจ็บให้จัดเตรียมข้อมูลพนักงาน เช่น ประวัติการทำ งาน และการ ติดต่อญาติพนักงาน เป็นต้น 3. จัดพนักงานในสังกัดให้ไปกับพนักงานหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ถูกส่งตัวไป ณ โรงพยาบาลเพื่อ ดูแลการเข้าพักรักษาตัว และรายงานสภาพให้ ED ทราบเป็นระยะๆ 4. ติดต่อญาติของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บและ/หรือประสานงานให้มีการนำ ยานพาหนะไปรับตัว ญาติผู้บาดเจ็บมายังโรงพยาบาล


15 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ 1. ดูแลพนักงานที่บาดเจ็บและครอบครัวของพนักงาน เช่น การเข้ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง และ การเดินทาง การจัดหาที่พัก ฯลฯ 2. ติดตามสิทธิประโยชน์ หรือผลตอบแทนของพนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ 3. กรณีพนักงานเสียชีวิตให้จัดเตรียมประสานงานพิธีงานศพกับทางญาติ และครอบครัวของ พนักงาน 1. ควบคุมการผ่านเข้า – ออก ภายในบริษัทฯ 2. ควบคุมการจราจร และการรักษาความปลอดภัยรวมถึง ทรัพย์สินของบริษัทฯ 3. จัดเตรียมบุคคลผู้ทำ หน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำ รวจที่ จุดปิดกั้นการจราจรบนถนนที่เข้าสู่บริษัทฯ เพื่อตรวจสอบใน การอนุญาตผ่านเข้าพื้นที่ (หากมีการปิดกั้นการจราจร) 1. ควบคุมดูแลการจราจร เส้นทางการเดินรถ และพื้นที่จอดรถภายในบริษัทฯ ทีมรักษาความปลอดภัย (Security Team) 1. ควบคุม ดูแลรักษาพื้นที่เกิดเหตุให้อยู่ในความปลอดภัย ผู้นำ การอพยพและผู้ตรวจสอบพื้นที่ (Area Warden) 1. ร่วมรณรงค์การป้องกัน และระงับอัคคีภัย 2. ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการอพยพให้กับพนักงาน และบุคคลภายนอก ในพื้นที่ซึ่งตนเองรับผิดชอบได้รับทราบ


16 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 1. ให้ผู้นำ การอพยพแต่ละโซนพื้นที่แจ้งผู้ที่อยู่ในพื้นที่เก็บสิ่งของ เอกสารที่จำ เป็น และปฏิบัติตาม ข้อแนะนำ จาก OC หรือ ED ว่าให้อพยพอยู่ภายในอาคาร หรืออพยพออกนอกอาคาร * กรณีที่ต้องอพยพออกนอกอาคาร ให้ผู้นำ อพยพแต่ละพื้นที่นำ พนักงานหรือบุคคลภายนอกออก จากพื้นที่เสี่ยงตามเส้นทางที่กำ หนดในผังการอพยพของแต่ละพื้นที่มายังจุดรวมพลที่กำ หนด 1.1 ให้ผู้ตรวจสอบพื้นที่แต่ละโซนพื้นที่ดำ เนินการปิดประตู หน้าต่าง ปิดแอร์ ปิดพัดลม (ไม่ควร ปิดไฟ เพื่อประโยชน์ในการให้แสงสว่างในพื้นที่ และเพื่อให้ทีมดับเพลิงทราบว่าในพื้นนั้น ๆ ยังมีกระแสไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัย) 1.2 ให้ผู้นำ อพยพและผู้ตรวจสอบพื้นที่แต่ละโซนขอความร่วมมือผู้อพยพทุก ๆ คนให้อยู่ใน ความสงบ ตลอดถึงให้คำ แนะนำ ในสิ่งที่จำ เป็นอื่น ๆ อันสามารถส่งผลให้เกิดขวัญกำ ลังใจใน ภาวะฉุกเฉิน ทำ การตรวจนับจำ นวน และรายงานผลต่อผู้ควบคุมที่จุดรวมพล 1.3 ให้แจ้งเหตุการณ์และการดำ เนินการกับผู้อพยพ และติดตามข่าวสารจากผู้ควบคุมที่จุด รวมพล เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้อพยพเป็นระยะ 1.4 ปฏิบัติตามข้อแนะนำ ของผู้ควบคุมที่จุดรวมพล ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ 1. ควบคุม ดูแลรักษาพื้นที่เกิดเหตุให้อยู่ในความปลอดภัย ผู้ควบคุมที่จุดรวมพล (Assembly Controller) ก่อนเกิดเหตุ 1. ร่วมรณรงค์การป้องกัน และระงับอัคคีภัย 2. จัดทำ ผังการอพยพ และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับขั้นตอนการอพยพ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ภายใน และภายนอกบริษัทฯ ขณะเกิดเหตุ 1. หลังจากได้รับแจ้งเหตุประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้โทรศัพท์แจ้งการเข้าปฏิบัติหน้าที่กับ OC หรือ ED 2. ควบคุม ดูแล และรวบรวมการตรวจนับจำ นวนพนักงาน และข้อมูลบุคคลภายนอกที่จุดรวมพล ให้มีประสิทธิภาพ


หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ 17 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 1. ชี้แจงข้อเท็จจริงและขออภัยในความไม่สะดวกต่อบุคคลภายนอก และพนักงานที่ต้องมีการอพยพ 3. รายงานผลตรวจนับจำ นวนไปยัง OC หรือ ED เพื่อบันทึกข้อมูล 4. กรณีพนักงานขาดหาย หรือสันนิษฐานว่าติดอยู่ภายในอาคารให้แจ้งข้อมูลไปยัง OC หรือ ED เพื่อ ติดตามให้ทีมค้นหาและช่วยชีวิตทำ การค้นหาและช่วยเหลือ 5. อำ นวยการควบคุมบุคคลที่จุดรวมพลและ Stand By จนกว่ามีคำ สั่งให้ดำ เนินการต่อไป 6. ชี้แจงข้อมูลด้านบุคคลให้กับพนักงาน และขออภัยบุคคลภายนอก กรณีที่เหตุการณ์รุนแรงจนไม่ สามารถดำ เนินการใช้อาคารได้ตามปกติ หรือจำ เป็นต้องปล่อยพนักงานกลับบ้านก่อนเวลาอัน เหมาะสม พนักงานอื่นๆ 1. ร่วมรณรงค์ การป้องกันและระงับอัคคีภัย 1. ควบคุม แนะนำ ผู้รับเหมา หรือบุคคลภายนอกที่รับผิดชอบไปอยู่ ณ จุดรวมพล 2. ปฏิบัติตามประกาศ หรือข้อแนะนำ ของ OC หรือ ED 3. สนับสนุนงานที่หัวหน้าหน่วยงานมอบหมาย 1. ตรวจสอบความเสียหาย หรือสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินและรายงานให้ ผู้บังคับบัญชาทราบ


2.2 การซ้อมแผนรองรับภาวะฉุกเฉิน 18 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การซ้อมแผนเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินมีความจำ เป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้รู้บทบาทหน้าที่ เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ซึ่งการซ้อมแผนจะต้องมีการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนให้ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เสี่ยงภัย และสอดคล้องกับแผนเฉพาะกิจที่จัดทำ ขึ้น ประเภทของการฝึกซ้อม แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ Table-Top Exercise (TTX) เป็นการฝึกซ้อมแผนมุ่งเน้นการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน รวมทั้งการทำ ความเข้าใจแผน นโยบาย ข้อ ตกลงความร่วมมือ และขั้นตอนการปฏิบัติที่ใช้อยู่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้การอภิปราย กลุ่มแบบไม่เป็นทางการบนพื้นฐานของสถานการณ์สมมุติที่กำ หนดขึ้น (Script Exercise Scenario) โดยมีวิทยากรกระบวนการ (Facilitators) เป็นผู้นำ การอภิปรายให้เป็นไปตาม แนวทางและวัตถุประสงค์ของการฝึกซ้อม ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมในการฝึกซ้อมมักเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ หรือบุคลากรหลักในเรื่องนั้น ๆ สามารถทดสอบแผน นโยบาย และขั้นตอน การปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี ไม่มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากร ทำ ให้เป็นการ ฝึกซ้อมที่ประหยัด มีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมการฝึกซ้อมสามารถฝึกซ้อมการ แก้ไขปัญหาในสภาวะที่ไม่กดดัน Command Post Exercise (CPX) เป็นการฝึกซ้อมโดยใช้การอภิปรายกลุ่มแบบไม่เป็นทางการบนพื้นฐานของสถานการณ์สมมติที่ กำ หนดขึ้น เพื่อใช้สำ หรับฝึกด้านการวิเคราะห์ วางแผน และการวินิจฉัยสั่งการแก่เจ้าหน้าที่และ ผู้นำ ไม่มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากร ทำ ให้เป็นการฝึกซ้อมที่ประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถทดสอบแผน นโยบาย และการวินิจฉัยสั่งการได้เป็นอย่างดี มีการนำ เสนอปัญหาที่ซับซ้อนและสมจริง


19 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน เป็นการฝึกซ้อมที่มีความซับซ้อนและใช้ทรัพยากรมากที่สุดในบรรดาการฝึกซ้อมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับบุคลากรจากหลากหลายหน่วยงานและหลายระดับ โดยมีการเคลื่อนย้าย ทรัพยากร และบุคลากรเพื่อตอบโต้ต่อสถานการณ์จริง การฝึกซ้อมเต็มรูปแบบสามารถทดสอบ การตอบโต้และบรรเทาเหตุฉุกเฉินในหลายแง่มุม โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามแผน นโยบาย และขั้น ตอนกระบวนการที่พัฒนาหรือกำ หนดขึ้นจาก TTX หรือ CPX เหตุการณ์ต่าง ๆ นำ เสนอโดยใช้บท สถานการณ์สมมติในการฝึกซ้อม (Script Exercise Scenario) นอกจากนี้ในการจัด FSX นั้นจะกำ หนดเวลาจริง (Real Time) และอยู่ภายใต้สภาวะ แวดล้อมที่กดดันเสมือนเหตุการณ์จริง ดังนั้น เจ้าหน้าที่และทรัพยากรจึงต้องมีการเคลื่อนย้ายไป ยังพื้นที่เกิดเหตุการณ์ ซึ่งจัดไว้สำ หรับปฏิบัติการ ด้วยเหตุนี้ FSX จึงเป็นการฝึกซ้อมที่ใช้ในการ ประเมินแผน ขั้นตอนการปฏิบัติรวมทั้งการประสานการปฏิบัติในการตอบโต้เหตุการณ์ภายใต้ เงื่อนไขภาวะวิกฤติ Function Exercise (FEX) เป็นการฝึกซ้อมที่มีการจำ ลองสถานการณ์ฉุกเฉินให้สมจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมีการ เคลื่อนย้าย วัสดุอุปกรณ์ หรือบุคลากรไปยังจุดเกิดเหตุเพียงในระยะสั้น ๆ เพื่อทดสอบหรือ ประเมินขีดความสามารถในหน้าที่ (Functions) ของส่วนงานใดส่วนงานหนึ่ง หรือหลายส่วนงาน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งมุ่งเน้นการทดสอบหน้าที่ภายใต้แผนปฏิบัติการฉุกเฉินของหน่วยงาน หลายประการ ทั้งนี้ การฝึกซ้อมเฉพาะหน้าที่ให้ความสำ คัญกับการประสานงาน การบูรณาการ และการปฏิสัมพันธ์ของนโยบาย ขั้นตอนกระบวนการ บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของหน่วย งานทั้งก่อนเกิด – ขณะเกิด – หลังเกิด สถานการณ์ที่สมมติขึ้น Full Scale Exercise (FSX)


2.3 อุปกรณ์สำ หรับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 20 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน อุปกรณ์สำ หรับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินมีหลากหลายชนิด โดยอุปกรณ์เหล่านี้จำ เป็นต้องบำ รุงรักษา และตรวจสอบอย่างสม่ำ เสมอเพื่อให้สามารถพร้อมใช้งานเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน โดยอุปกรณ์สำ หรับการ ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินมีดังนี้ 1. รถดับเพลิง (Fire Truck) รถบรรทุกที่ใช้ในงานสนับสนุนในการดับเพลิง และยังทำ หน้าที่ในการลำ เลียงขนส่งทั้งน้ำ และเจ้า หน้าที่นักดับเพลิงไปปฏิบัติยังที่เกิดเหตุต่าง ๆ พร้อมทั้งรถตัวก็มีการติดตั้งอุปกรณ์ในการปฏิบัติช่วยเหลือ ต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วน และติดตั้งสัญญาณไฟไซเรนฉุกเฉินกับไฟส่องสำ หรับการส่องให้แสงสว่างยาม ปฏิบัติงานอีกด้วย รวมไปถึงเครื่องมือที่ใช้สื่อสารระหว่างกันของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีถังน้ำ ขนาดใหญ่ที่มีไว้สำ หรับบรรจุน้ำ ปริมาณมาก โดยการทำ งานจะทำ งานด้วยระบบสูบ น้ำ ทั้งบนรถ และสามารถสูบน้ำ จากหัวจ่ายน้ำ หรือแหล่งน้ำ อื่น ๆ ได้อีกด้วย


21 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การตรวจสอบรถดับเพลิงและอุปกรณ์ภายในรถ 1.การตรวจสอบรถดับเพลิงและอุปกรณ์ภายในรถ 1.1 ตรวจสอบสภาพทั่วไป, สภาพและการทำ งานการเครื่องยนต์, หม้อน้ำ สายพาน, ระบบห้ามล้อ, ระบบน้ำ มันเครื่องและระดับน้ำ มันเครื่อง (ต้องไม่น้อยกว่าขีด Low ของก้านวัด), ระบบเกียร์และ น้ำ มันเกียร์, ระบบแบตเตอรี่ และระดับน้ำ กลั่น, ระบบไฟเลี้ยว, ระบบไฟส่องสว่าง, ระบบไฟเบรค และไฟถอย, ระบบ Sensor ถอยหลัง, ระบบแตร, ระบบปัดน้ำ ฝน และระบบวิทยุสื่อสาร 1.2 ตรวจสอบเครื่องสูบน้ำ (Fire Pump), ปริมาณน้ำ , ปริมาณน้ำ ยา Foam, ชุดผงเคมีแห้ง 1.3 ตรวจสอบสภาพล้อ ลมยางพร้อมยางอะไหล่ และตรวจสอบเลขไมล์ขณะเริ่มใช้และหลังใช้, จำ นวน กิโลเมตรต่อวัน และระดับน้ำ มันเชื้อเพลิง 2.ตรวจสอบอุปกรณ์ภายในรถดับเพลิง 2.1 ตรวจสอบชุดดับเพลิงว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ 2.2 ตรวจสอบหัวฉีดน้ำ , หัวฉีดโฟม, สายส่งน้ำ ดับเพลิง (Fire Hose), ข้อต่อต่าง ๆ 2.3 ตรวจสอบอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ เช่น เครื่อง ช่วยหายใจ (SCBA), หน้ากากป้องกันสารเคมี 2.4 ตรวจสอบระบบไฟต่าง ๆ เช่น ไฟสัญญาณ Emergency Light & Electronic Siren, ไฟค้นหา พร้อมรีโมท, ไฟส่องสว่างด้านท้ายรถ, ระบบไฟส่องสว่างตู้เก็บอุปกรณ์ 2.5 ตรวจสอบอุปกรณ์ประจำ รถดับเพลิง เช่น ขวานดับเพลิง, ประแจต่าง ๆ, บันไดชนิดชักยืดได้


22 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 2. หัวจ่ายน้ำ ดับเพลิง (Fire Hydrant) ขณะเกิดเพลิงไหม้ นักดับเพลิงสามารถดึงน้ำ จาก Fire Hydrant ไปใช้ได้ทันทีี โดย Fire Hydrant มี ลักษณะเป็นท่อตรงรอบอาคาร หรือริมถนน และมีหัวจ่ายน้ำ สำ หรับต่อเข้ากับสายฉีดน้ำ เพื่อดับเพลิง การตรวจสอบหัวจ่ายน้ำ ดับเพลิง (Fire Hydrant) 1. สภาพภายนอกของหัวจ่ายน้ำ ดับเพลิงต้องไม่มีน้ำ รั่วซึม 2. ไม่มีสิ่งของขวางทางหรือหญ้าปกคลุมบริเวณหัวจ่ายน้ำ ดับเพลิง 3. เกลียว 4 นิ้ว จะต้องอยู่ในสภาพที่ดี 4. ฝาคลอบเกลียวจะต้องอยู่ครบทั้ง 2 ข้างและต้องมีโซ่คล้อง 5. การตรวจสอบแรงดันในท่ออย่างน้อย 3 จุดต่อ 1 แนวเสันท่อ แรงดันน้ำ อย่างน้อย 1.5 Bar ตรวจสอบทุกๆ 3 เดือนและต้องบันทึกแรงดันในหมายเลขที่ทดสอบ 6. แรงดันที่ทดสอบ/Bar


23 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 3. ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) ประกอบไปด้วย 1.ชุดจ่ายไฟ (Power Supply) ชุดจ่ายไฟเป็นอุปกรณ์แปลงกำ ลังไฟฟ้าของแหล่งจ่ายไฟให้เป็นกำ ลังไฟฟ้ากระแสตรงนำ ไปจ่าย ให้กับระบพลังงาน โดยทั่วไปแล้วชุดจ่ายไฟจะต้องมีระบบไฟฟ้าสำ รอง สำ หรับให้ระบบยังทำ งานอยู่ได้ใน ขณะที่เกิดเหตุไฟฟ้าดับ 2.แผงควบคุม (Fire Alarm Control Panel) แผงควบคุม ตู้ควบคุมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เป็นทั้งส่วนควบคุมและตรวจสอบการทำ งาน ของระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ สามารถแสดงผลการตอบสนองของอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณเพลิง ไหม้ รวมถึงส่งสัญญาณไฟ alarm แจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไปตามตำ แหน่งต่าง ๆ ที่วางระบบสัญญาณไว้ ส่วน ประกอบสำ คัญของตู้ควบคุมระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ตู้ fire alarm ระบบที่ประกอบด้วยอุปกรณ์จำ นวนหนึ่งที่ทำ งานร่วมกันเพื่อตรวจจับและเตือนเมื่อเกิดเพลิงไหม้ หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ โดยสัญญาณเตือนจะเกิดขึ้นอัตโนมัติจากเครื่องตรวจจับควัน (Smoke Detector) และเครื่องตรวจจับความร้อน (Heat Detector) หรืออาจเกิดจากการใช้อุปกรณ์เตือนภัยด้วยมือ เช่น Manual Call Point เพื่อแจ้งให้คนภายในพื้นที่ทราบว่ามีเหตุเพลิงไหม้ และให้ทำ การควบคุมเพลิงไม่ให้ ลุกลาม จนเกิดอุบัติเหตุ และอพยพผู้คนออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด


คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 3.อุปกรณ์เริ่มสัญญาณ (Initiating Devices) อุปกรณ์เริ่มสัญญาณ อุปกรณ์ตรวจจับเหตุเพลิงไหม้ และส่งสัญญาณเตือนอัคคีภัยตรวจจับได้ถึง ความร้อน ควันและเปลวไฟ เป็นต้น โดยอุปกรณ์เริ่มสัญญาณจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 3.1 อุปกรณ์เริ่มสัญญาณแบบมือดึงจากบุคคล (Manual Pull Station) อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือเป็นอุปกรณ์แจ้งสัญญาณเตือนอัคคีภัยแบบใช้มือกด ดึง หรือทุบ กระจก โดยจะติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วยมือในจุดที่สังเกตได้ง่าย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ผู้ พบเหตุก็จะสามารถเริ่มสัญญาณดับเพลิงได้เลย 3.2 อุปกรณ์เริ่มสัญญาณโดยอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์ที่สามรถตรวจจับการเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้โดย อัตโนมัติ จากการมีปฏิกิริยาไวต่อสภาะตามระยะต่าง ๆ ของการเกิดเพลิงไหม้ ชนิดของอุปกรณ์เริ่ม สัญญาณอัตโนมัติ ได้แก่ อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ (Smoke Detector) อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector) อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ (Flame Detector) อุปกรณ์ตรวจจับแก๊ส (Gas Detector) อุปกรณ์ตรวจสอบน้ำ ไหล (Water Flow Switch) 4.อุปกรณ์แจ้งสัญญาณด้วยเสียงและแสง (Audible & Visual Signalling Alarm Devices) อุปกรณ์แจ้งสัญญาณด้วยเสียงและแสง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เสียงหรือแสงในการเตือนสัญญาณแจ้งเหตุ ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อาคาร หรือบริเวณที่ติดตั้งอุปกรณ์ เช่น กระดิ่งเตือนภัย สัญญาณไฟ 5. อุปกรณ์เสริม (Auxiliary Devices) อุปกรณ์เสริมคืออุปกรณ์ที่ทำ งานเชื่อมกับระบบอื่นๆ ของระบบแจ้งเตือนไฟไหม้ ทำ หน้าที่เชื่อม สัญญาณไปยังระบบต่างๆ ของอาคาร เช่น ควบคุมการเปิด-ปิดประตูหนีไฟ ควบคุมการปิดพัดลมในระบบปรับอากาศ การตรวจสอบระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) 1. ตรวจสอบสภาพภายนอกของระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ โดยจะต้องไม่มีการชำ รุด 2. ไม่มีสิ่งของวางกีดขวาง สามารถเข้าถึงระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ได้สะดวก 3. ต้องไม่มีฝุ่นเกาะอุปกรณ์ตรวจจับควัน 4. ตรวจสอบการทดสอบระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทุก 6 เดือน 24


4.1 ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical) 1. ตรวจสอบมาตรวัดแรงดัน โดยต้องอยู่ในระดับปกติ 2. ตรวจสอบสายของถังดับเพลิงต้องไม่แตกลายงาหรือเสื่อมสภาพ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ชำ รุดหรือ ฉีกขาด 3. หัวฉีดจะต้องไม่อุดตัน 4. ตรวจสอบสลักพร้อมซีลล็อคของเครื่องดับเพลิง ว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่ 5. ตรวจสอบผงเคมีจะต้องไม่แข็งตัว 6. ตรวจสอบขนาดของถังดับเพลิง (Lbs.) 25 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 4. ถังดับเพลิง (Fire Extinguisher ถังดับเพลิงประเภทนี้บรรจุผงเคมีแห้งและอัดก๊าซไนโตรเจนที่สามารถ ระงับปฏิกิริยาเคมีของการเกิดเพลิงไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อฉีดออก มาจะเป็นฝุ่นผงเคมีขัดขวางการลุกไหม้ของออกซิเจนกับเชื้อเพลิง จึง เหมาะสำ หรับการดับเพลิงได้หลายรูปแบบ ทั้งเพลิงไหม้ประเภท A, B และ C (Multi-purpose) หรือ B และ C ขึ้นอยู่กับผงเคมีแห้งที่บรรจุไว้ ในเครื่องดับเพลิง เหมาะกับการใช้ในอาคารพักอาศัย บ้าน และโรงงาน อุตสาหกรรม การตรวจสอบถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical) 4.2 ถังดับเพลิงชนิดน้ำ ยาเหลวระเหย HCFC-123 (Halotron Extinguishers) สารดับเพลิงชนิดสารเคมีเหลวที่มีความเย็นจัดเมื่อฉีดออกมาจะ เป็นไอระเหย ทำ หน้าที่กำ จัดความร้อนและขัดขวางการเผาไหม้ ออกซิเจนและไม่เป็นสื่อนำ ไฟฟ้าโดยไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังดับ ถัง ดับเพลิงชนิดนี้สามารถดับเพลิงไหม้ได้ทั้งประเภท A, B, C หรือ B, C ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องดับเพลิง เหมาะกับการใช้งานในห้อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ เรือ เครื่องบิน


4.3 ถังดับเพลิงชนิดน้ำ ยาโฟม (Foam Extinguishers) 1. ตรวจสอบว่าสายฉีดของถังดับเพลิงโฟมไม่มีรอยแตกร้าว ไม่อุดตัน ไม่หักงอ ตรวจสอบว่าสลักที่ติด อยู่กับคันบีบของตัวถังสามารถใช้งานได้ปกติ ไม่ขึ้นสนิท หากตรวจเช็คแล้วพบสิ่งปกติควรแก้ไขทันที 2. ตรวจเช็คสภาพคันบีบและข้อต่อของถังดับเพลิง ต้องไม่ขึ้นสนิม ไม่คดงอ หากพบว่าคันบีบ หรือ ข้อ ต่อของถังดับเพลิงผิดปกติจำ เป็นต้องแก้ไข หรือส่งให้ตัวแทนจำ หน่ายซ่อม 3. ตรวจสอบว่าตัวถังดับเพลิงต้องไม่บุบ บวม และไม่ขึ้นสนิม สภาพถังดับเพลิงปกติแล้วต้องมีกระดูกงู ฟอยล์สีเงิน ซีลล็อคเครื่องดับเพลิง สติ๊กเกอร์ที่แปะรอบตัวถังไม่ฉีกขาด สามารถอ่านฉลากและราย ละเอียดการใช้งานได้อย่าชัดเจน 4. ตรวจสอบเกจมาตรวัด โดยสามารถตรวจสอบได้จากเข็มที่อยู่ในเกจมาตรวัด หากเข็มอยู่ในแถบสี เขียวถือว่าถังดับเพลิงปกติ บริเวณกระจกไม่เป็นฝ้า ไม่แตกร้าว ไม่คดงอ หากผิดว่าเกจ์มาตรวัดผิด ปกติ หรือชำ รุดจำ เป็นต้องแก้ไขทันที 26 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ภายในถังดับเพลิงจะบรรจุโฟมที่เมื่อฉีดออกมาแล้วจะเป็นฟอง โฟมกระจายปกคลุมเชื้อเพลิงที่ลุกไหม้ทำ ให้ไฟขาดออกซิเจนและลด ความร้อน รวมถึงการปกปิดพื้นผิวของของเหลวอย่างน้ำ มันได้ดี ใช้ดับเพลิงประเภท A และ B ได้ดี แต่ไม่สามารถใช้ดับเพลิง ประเภท C ได้ เนื่องจากโฟมมีส่วนผสมของน้ำ เป็นสื่อนำ ไฟฟ้า เหมาะสำ หรับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงและสารระเหย ติดไฟ ที่พักอาศัย และปั๊มน้ำ มัน การตรวจสอบถังดับเพลิงชนิดน้ำ ยาโฟม


4.4 ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide (CO2) Extinguishers) 1. ตรวจสอบสายของถังดับเพลิงต้องไม่แตกรายงาหรือเสื่อมสภาพ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ชำ รุด หรือฉีกขาด 2. หัวฉีดของถังดับเพลิงต้องไม่มีสิ่งอุดตัน 3. ซีลต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ขาดหรือสูญหาย และสลักนิรภัยจะต้องเสียบอยู่ที่ด้านคันบีบถังดับเพลิง 4. ตรวจสอบน้ำ หนัก CO2 จะต้องไม่น้อยกว่า 10% ของนํ้าหนักที่ระบุไว้ 5. ตรวจสอบขนาดของถังดับเพลิง (Lbs.) 27 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ถังดับเพลิงประเภทนี้จะบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เมื่อฉีด ออกมาแล้วจะมีลักษณะเป็นไอเย็นจัดของน้ำ แข็งแห้ง (Dry Ice) ปกคลุมบริเวณที่เกิดเพลิงลุกไหม้ ช่วยให้ลดความร้อนและดับไฟได้ อย่างรวดเร็ว รวมถึงไม่ทิ้งคราบสกปรก สามารถใช้ดับเพลิงได้ทั้ง ประเภท B และ C เหมาะสำ หรับโรงงานที่มีไลน์การผลิตขนาดใหญ่ โรงอาหาร ห้องเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 4.5 ถังดับเพลิงชนิดน้ำ (Water Extinguishers) ถังดับเพลิงชนิดน้ำ เหมาะสำ หรับการดับเพลิงไหม้ประเภท A เพื่อลด อุณหภูมิความร้อนของเชื้อเพลิงที่เป็นวัตถุของแข็งอย่าง ไม้ กระดาษ พลาสติก ผ้า โดยบรรจุน้ำ ธรรมดาและก๊าซเอาไว้ เหมาะสำ หรับการใช้ ดับเพลิงในอาคารที่พักอาศัย เรือ เป็นต้น 4.6 ถังดับเพลิงชนิด Wet Chemical Class K ถังดับเพลิงชนิดนี้บรรจุ Potassium Acetate ใช้ดับเพลิงประเภท K ที่เกิดจากน้ำ มันที่ใช้ในครัว ไขมันสัตว์หรือของเหลวที่ใช้ประกอบอาหาร เหมาะสำ หรับใช้ในห้องครัว และร้านอาหาร


วิธีการใช้งานถังดับเพลิง 28 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ตามมาตรฐานสากลของ "ถังดับเพลิง" เกี่ยวกับวิธีการใช้ถังดับเพลิงนั้น ถึงแม้ว่า ถังดับเพลิง จะมี หลายรูปทรงและหลายขนาด แต่วิธีการใช้ถังดับเพลิง ทั้งหมดนั้นก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีเทคนิค ง่าย ๆ ในการจำ และการนำ ไปใช้ได้ง่าย ๆ ที่รู้กันเป็นอย่างดีทั่วไปอยู่แล้ว นั่นก็คือ ดึง ปลด กด ส่าย ดังนี้ ดึง ใช้มือดึงสลักนิรภัยออกจากถังดับเพลิง ซึ่งจะมีสลักล็อกอยู่ หากดึงไม่ออกให้ใช้การ บิดเเล้วจึง ค่อยดึง สลักก็จะหลุดออกมาได้ในทันที ปลด ใช้มือปลดสายฉีดของถังดับเพลิงออก โดยให้จับบริเวณปลายสายฉีด แล้วดึงออกมาจะ ออก ง่ายกว่าการจับบริเวณโคนสาย กด ใช้มือกดคันบีบของถังดับเพลิง เพื่อให้สารดับเพลิงในถังออกมาใช้ในการดับเพลิงได้ ส่าย หันหัวฉีดไปยังต้นเพลิงแล้วก็การส่ายปลายสายฉีดไปมาเพื่อดับเพลิง ควรฉีดไปยังฐานของ เพลิง ไม่ควรฉีดไปบริเวณเปลวเพลิง


29 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 5. ไฟสำ รองฉุกเฉิน (Emergency light) อุปกรณ์ให้แสงสว่างสำ รองในอาคาร ซึ่งจะติดสว่างขึ้นมาอัตโนมัติเมื่อมีเหตุไฟฟ้าดับ, โดยไฟฉุกเฉินจะ ทำ งานโดยอาศัยไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (มักเป็นแบบตะกั่ว-กรด) ซึ่งจะชาร์จอยู่กับไฟบ้านตลอดเวลา เพื่อให้ พร้อมใช้ทุกครั้งเมื่อเกิดไฟดับ การตรวจสอบไฟสำ รองฉุกเฉิน (Emergency light) 1. ตรวจสอบสภาพภายนอกของไฟสำ รองฉุกเฉินจะต้องไม่ชำ รุด 2. ไฟฉุกเฉินจะต้องสะอาด ไม่มีฝุ่นจับ 3. ไฟบ่งบอกสถานะจะต้องติดอยู่ตลอดเวลา 4. Fuse จะต้องไม่ขาด 5. ไฟสำ รองฉุกเฉินจะต้องมีแสงสว่างเมื่อมีการทดสอบ 6. ตรวจสอบรุ่น (Model) ของไฟสำ รองฉุกเฉิน


30 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 6.ระบบท่อยืนและสายฉีดน้ำ ดับเพลิง (Fire Stand Pipe and Fire Hose System) การตรวจสอบสายน้ำ ดับเพลิง (Fire Hose) 1. ข้อต่อตัวผู้ตัวเมียจะต้องไม่บิดเบี้ยวเสียรูปทรง 2. ลวดพันข้อต่อจะต้องไม่ขาด 3. สายฉีดนํ้าไม่ฉีกขาดและจะต้องไม่มีนํ้ารั่วซึม 4. ตรวจสอบซีลยาง 5. ทำ การทดสอบความทนต่อแรงดันทุก 6 เดือน ได้แก่ เดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม 6. ตรวจสอบขนาด (นิ้ว) และความยาว (เมตร) ของสายน้ำ ดับเพลิง ระบบท่อยืนเป็นท่อส่งน้ำ หรืออุปกรณ์ประกอบท่อส่งน้ำ จากเครื่องสูบน้ำ ดับเพลิง (Fire Pump) สำ หรับ ส่งน้ำ ขึ้นอาคารในแนวดิ่ง เพื่อใช้สำ หรับการดับเพลิงภายในอาคาร ตู้หัวฉีดน้ำ ดับเพลิงเป็นตู้ที่ใช้เก็บอุปกรณ์ดับเพลิงด้วยน้ำ ซึ่งต้องใช้การควบคุมด้วยบุคคล ประกอบไป ด้วยสายฉีดน้ำ ดับเพลิง และหัวต่อสายฉีดน้ำ ดับเพลิงชนิดหัวต่อสวมเร็ว รวมถึงเครื่องดับเพลิงแบบมือถือหรือ ถังดับเพลิงตามชนิดและขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมทั้งฝาครอบอุปกรณ์ทั้งหมด ซึ่งอุปกรณ์ภายใน ตู้ควรได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ สม่ำ เสมอ เพื่อให้เกิดความมั่นใจเมื่อถึงคราวฉุกเฉินที่ต้องใช้งาน อุปกรณ์ ดังกล่าวจะต้องมีความพร้อมหรือมีสมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ออกแบบไว้


31 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 7. ระบบหัวกระจายน้ำ ดับเพลิงอัตโนมัติ (Automatic Sprinkler System) ระบบที่ประกอบด้วยระบบส่งน้ำ โครงข่ายระบบท่อน้ำ ดับเพลิง วาล์วควบคุม หัวกระจายน้ำ ดับ เพลิงอัตโนมัติและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหัวกระจายน้ำ ดับเพลิงจะเชื่อมต่อมาจากท่อส่งน้ำ หลักที่ส่ง น้ำ มาจากเครื่องสูบน้ำ ดับเพลิง (Fire Pump) ซึ่งหัวกระจายน้ำ ดับเพลิงสามารถทำ งานได้ทันทีโดยอัตโนมัติ จากการแตกของหัวกระจายน้ำ ด้วยการตรวจจับอัคคีภัย (fire detection) เช่น การตรวจจับความร้อน , การตรวจจับควัน , การตรวจจับเปลวไฟ ฯลฯ โดยสามารถควบคุม เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นได้ทันทีขณะที่เพลิง ยังมี ขนาดเล็ก ทำ ให้เพลิงไหม้หยุดการขยายตัวลุกลาม ระบบหัวกระจายน้ำ ดับเพลิงอัตโนมัติมีหลายประเภท ได้แก่ Wet pipe systems หรือระบบท่อเปียก เป็นระบบที่พบมากที่สุด เนื่องจากง่ายต่อการบำ รุงรักษา เพราะไม่ต้องเตรียมการเป็นพิเศษก่อนใช้งาน เมื่อใช้ระบบนี้หัวสปริงเกอร์ทำ งานน้ำ ที่มีอยู่ในท่อจะถูก ปล่อยออกมา Dry pipe system หรือระบบท่อแห้ง เป็นระบบที่ใช้แรงดันอัดอากาศเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำ ไหลเข้า ท่อจนเมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น เมื่อระบบทำ งาน วาล์วจะเปิดให้น้ำ ไหลเข้าท่อ และ ปล่อยออกจากสปริง เกอร์ Pre-action systems หรือระบบท่อแห้งแบบชะลอน้ำ เข้า จะคล้ายกับระบบ wet pipe ที่มีน้ำ อยู่ ในท่อตลอด แต่ระบบจะไม่ทำ งาน และน้ำ จะไม่ถูกปล่อยออกมาจนกว่าจะตรงตามเงื่อนไข 2 อย่าง คือ ต้องมีสัญญาณเตือน และหัวสปริงเกอร์มีการเปิดใช้งาน ระบบประเภทนี้มักใช้ในสถานที่ที่มีแนว โน้มว่าจะเกิดเพลิงไหม้สูง เช่น ในห้องปฏิบัติการ หรือห้องควบคุมระบบต่าง ๆ Deluge systems หรือระบบท่อแห้งแบบเปิด เป็นระบบที่ซับซ้อนที่สุด เนื่องจากจะไม่ได้เก็บน้ำ ไว้ ในท่อตลอดเวลา แต่น้ำ จะถูกปล่อยเมื่อเปิดใช้งานหัวสปริงเกอร์เท่านั้น ระบบประเภทนี้มักใช้ใน บริเวณที่มีโอกาสเกิดเพลิงไหม้บ่อย เช่น ในโรงงาน


32 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การตรวจสอบระบบหัวกระจายน้ำ ดับเพลิงอัตโนมัติ 1. ตรวจสอบสภาพหัวกระจายน้ำ ดับเพลิง ต้องไม่ผุกร่อน ไม่ชำ รุดเสียหาย, ตรวจสอบซีลวาล์วควบคุม, สภาพมาตรวัดความดัน, สภาพท่อน้ำ ละอุปกรณ์ยึดท่อ, สภาพวาล์วควบคุม, สภาพอุปกรณ์ส่งสัญญาณ การไหลของน้ำ และสภาพวาล์วเตือนภัยทุกสัปดาห์ 2. ตรวจสอบอุปกรณ์ล็อควาล์วควบคุม และอุปกรณ์สวิทซ์สัญญาณปิด-เปิดวาล์วควบคุมทุกเดือน 3. ทดสอบสัญญาณการไหลของน้ำ และจุดระบายน้ำ หลักทุก 3 เดือน 4. ทดสอบมาตรวัดความดันทุก 5 ปี Wet pipe systems Dry pipe system Pre-action systems Deluge systems


33 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 8. ระบบปั๊มน้ำ ดับเพลิง (Fire Pump) อุปกรณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบน้ำ ดับเพลิงแบบสปริงเกอร์ (Fire Sprinkler) หรือระบบ Fire Hose ที่จะทำ หน้าที่ป้อนน้ำ เข้าสู่ระบบดับเพลิงด้วยปริมาณและแรงดันที่เพียงพอต่อการทำ งานของระบบ ดับเพลิง (Fire pump system) ที่ออกแบบไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ ระบบปั๊มน้ำ ดับเพลิง ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ รักษาแรงดัน (Jockey Pump) เครื่องสูบน้ำ นี้จะทำ งานโดยอัตโนมัติ เมื่อแรงดัน ภายในระบบ ท่อน้ำ ดับเพลิงลดลงจากระดับที่กำ หนดไว้ และเมื่อมีการเติมน้ำ อยู่ในระดับปกติแล้ว เครื่องสูบน้ำ นี้จะหยุดเองโดยอัตโนมัติเช่นกัน เครื่องสูบน้ำ ดับเพลิง (Fire Pump) ปั๊มดับเพลิงที่ใช้ในการส่งน้ำ ในระบบดับเพลิงเมื่อมีเหตุการณ์ ไฟไหม้ เพื่อให้น้ำ ไหลผ่านท่อและสปริงเกอร์เพื่อดับเพลิง ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำ รักษาแรงดัน (Jockey Pump Controller) วาล์วรักษาแรงดัน (Pressure Relief Valve)


34 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การตรวจสอบระบบปั๊มน้ำ ดับเพลิง 1. ตรวจสอบระบบเครื่องยนต์ โดยจะต้องตรวจสอบสภาพทั่วไป, ระดับน้ำ มันเครื่อง, ระดับน้ำ มันหล่อเย็น เครื่องยนต์, Solenoid Valve, By-Pass Valve, ระบบกรองอากาศ, ระดับกลิ่นในแบตเตอรี่, ท่อยาง ระบบหล่อเย็น และสายพานหน้าเครื่องยนต์ 2. ตรวจสอบระบบ Pump โดยจะต้องตรวจสอบระดับน้ำ ใน Pump และระบบหล่อเย็น Seal เชือกแกน Pump 3. ตรวจสอบระบบ Jockey Pump System โดยจะต้องตรวจสอบสภาพทั่วไป และทิศทางการหมุนของ Motor 4. ตรวจสอบแผงควบคุมระบบปั๊มน้ำ ดับเพลิง (Control panel system Fire pump) โดยจะต้องตรวจ สอบไฟแสดงสถานะการทำ งานต่าง ๆ, ระบบชาร์จแบตเตอรี่ Charger Battery System, Auto test, Engine test และ Manual test 5. ตรวจสอบแผงควบคุมระบบ Jocky Pump (Control panel system Jockey pump) โดยจะต้อง ตรวจสอบไฟแสดงสถานะการทำ งานต่าง ๆ, Auto test, Engine test และ Manual test 6. ตรวจสอบ Manual Control โดยจะต้องตรวจสอบสภาพทั่วไป, ชุดกุญแจสตาร์ท, ไฟแสงสว่างหน้าปัท, ระบบการทำ งานของมาตรวัดต่าง ๆ และ Test 7. ตรวจสอบอื่น ๆ ได้แก่ ระดับน้ำ ในถังเก็บ, ระดับน้ำ มันเชื้อเพลิง และตำ แหน่งการทำ งานของวาล์วต่าง ๆ โดยถ้าความดันของน้ำ ภายในท่อลดลงต่ำ กว่าที่ตั้งเอาไว้จะทำ ให้เครื่องสูบน้ำ Jockey Pump ทำ งานจนกระทั่งภายในท่อกลับมามีความดันปกติ Jockey Pump จึงจะหยุดทำ งาน แต่ถ้า Jockey Pump ทำ งานแล้วยังไม่สามารถควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ และความดันน้ำ ในท่อลดลงมาถึงอีก ระดับหนึ่งที่ตั้งไว้Fire Pump ก็จะทำ งานทันที และเมื่อความดันกลับอยู่ในระดับปกติแล้ว Jockey Pump จะหยุดทำ งาน แต่ Fire Pump จะไม่หยุดทำ งาน จำ เป็นต้องมีคนไปปิดสวิทช์หยุดการทำ งานของ Fire Pump


1) อุปกรณ์ปกป้องระบบหายใจสำ หรับก๊าซหรือไอ หน้ากากกรองแก๊สและไอระเหย ชนิดตลับกรองสารเคมี (Cartridge Respirator) อุปกรณ์ปกป้องระบบหายใจสำ หรับก๊าซหรือไอซึ่งใช้สารเคมีในการกรอง เพื่อทำ ให้อากาศที่หายใจเข้าไป บริสุทธิ์โดยใช้คาร์ทริด (Cartridges) หรือคานิสเตอร์ (Canisters) ที่มีตัวดูดซับ (Sorbents) ตัวดูด ซับเป็นคาร์บอนที่สามารถกำ จัดก๊าซหรือไอที่มีอันตรายได้ คาร์ทริดหรือคานิสเตอร์ใช้สำ หรับป้องกันสาร มลพิษที่จำ เพาะ เช่น ก๊าซแอมโมเนีย ไอปรอท หรือไอของสารอินทรีย์ โดยทั่วไปแอคติเวทเเตทคาร์บอน (Activated carbon) ใช้จับไอของสารอินทรีย์ คาร์ทริดหรือ คานิสเตอร์ไม่ควรใช้กับสารเคมีที่ไม่มีการ เตือน ควรเปลี่ยนเมื่อได้กลิ่นสารเคมีหรือเกิดการระคายเคือง โดยคาร์ทริดและคานิสเตอร์มีคุณสมบัติ เหมือนกันในการป้องกัน สารมลพิษชนิดก๊าซหรือไอต่างกันที่ปริมาณสารดูดซับที่บรรจุอยู่ ซึ่งคานิสเตอร์ มีปริมาณสารดูดซับมากกว่า อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของสารดูดซับ ความหนาแน่น ในการบรรจุ สภาวะการได้รับมลพิษ อัตราการหายใจของผู้สวมใส่ ความชื้นสัมพันธ์ อุณหภูมิ ความเข้ม ข้นของสารมลพิษ ความสามารถในการจับก๊าซหรือไอของตัวดูดซับและการมีก๊าซหรือไอชนิดอื่น ๆ 10.1 อุปกรณ์ปกป้องระบบหายใจ 35 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 10. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) อุปกรณ์ปกป้องระบบหายใจที่สามารถใช้ได้สำ หรับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน มีดังนี้


36 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน Gas mask อุปกรณ์ปกป้องระบบทางเดินหายใจที่ใช้ขจัดสารมลพิษที่เป็นก๊าซหรือไอโดยใช้ คาร์นิสเตอร์ในการกำ จัดสารเคมีออกจากอากาศ ใช้ได้ในที่มีออกซิเจนเพียงพอ อาจใช้เพื่อหลบหนีจาก บรรยากาศที่เป็นอันตรายต่อชีวิต (IDLH) ไม่ใช้เข้าไปในบรรยากาศที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ผู้ใช้จะต้อง ประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบก่อนที่จะเลือกใช้ Mask ถ้าความเข้มข้นของสารในบรรยากาศสูงกว่าที่ จะใช้ Gas mask ได้ ควรจะใช้ Self-contained breathing apparatus (SCBA)


37 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 2) Self-contained breathing apparatus (SCBA) ใช้สำ หรับปกป้องระบบทางเดินหายใจในบรรยากาศที่มีก๊าซ ไอ อนุภาค และสภาพที่ขาด ออกซิเจน โดยที่ผู้สวมใส่ไม่ต้องคำ นึงถึงอากาศภายนอกเพราะจะต้องมีถังอากาศสำ หรับหายใจ SCBA ใช้ใน IDLH ได้ ใช้ในบรรยากาศที่ขาดออกซิเจน ซึ่งใช้ได้ทั้งการเข้าไปหรือการหนีออกจากบรรยากาศ เหล่านี้ ควรใช้หน้ากากแบบเต็มหน้า บางที่อาจใช้หน้ากากแบบครึ่งหน้า หรือ Hood ได้ Self-contained breathing apparatus (SCBA) มี 2 แบบ ได้แก่ Closed circuit SCBA และ Open circuit SCBA แบบที่นิยมใช้งาน คือ Open circuit SCBA ใน Open circuit SCBA ลมหายใจออกจะปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก อากาศที่หายใจมาจากถังอากาศอัดซึ่งมีช่วง เวลาใช้งาน 30 - 60 นาที มีทั้งแบบ Demand (Negative pressure) และ Pressure demand (Positive pressure) สำ หรับ Pressure demand จะใช้ได้ดีกว่าเพราะคุ้มครองคนงานได้ดีกว่า ในขณะ ที่ Closed circuit SCBA มีการจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากลมหายใจออกแล้วนำ ออกซิเจนกลับ ไปใช้ในการหายใจใหม่ โดยมีระบบการสร้างออกซิเจนใช้เอง (Oxygen generating system) open Circuit SCBA Closed Circuit SCBA


38 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การตรวจสอบเครื่องช่วยหายใจ (SCBA) 1. ตรวจสอบสภาพทั่วไปของหน้ากาก (Mask) พร้อมสายรัดจะต้องไม่มีแตกลายงา, ชุดสะพายหลัง (Backplate and Harness), ชุดลดแรงดัน, เกจวาล์วแรงดันสูง, ถังอัดอากาศพร้อมสายรัด, ระบบ สัญญาณเสียงกระดิ่งเตือน และชุดข้อต่อต่าง ๆ 2. ทำ การทดสอบโดย 2.1 สวมใส่หน้ากากจะต้องไม่มีลมรั่วออกมา 2.2 สวมใส่ชุดสะพายหลังจะต้องไม่ขาด และสามารถปรับได้ 2.3 เกจวาล์วแรงดันสูง ต้องสามารถใช้งานและแสดงแรงดันได้ 2.4 ชุดลดแรงดัน (LDV) จะต้องกดปุ่มล็อคได้ 2.5 ระบบสัญญาณเสียงกระดิ่งเตือนจะต้องมีเสียงดัง 2.6 ชุดข้อต่อต่าง ๆ จะต้องไม่มีลมรั่วออกมา 2.7 สายรัดถัง 2.8 แรงดันอากาศในถัง จะต้องไม่ต่ำ กว่า 225 บาร์ (bar)


10.2 ชุดป้องกันสารเคมี (Chemical Protective Clothing : CPC) 39 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ชุดป้องกันสารเคมี สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับ A, B, C และ D ซึ่่งในการตอบโต้ ภาวะฉุกเฉินสามารถใช้ชุดป้องกันสารเคมีได้เฉพาะระดับ A และ B เท่านั้น 10.2.1 ระดับ A ชุดสำ หรับป้องกันอาการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตาจากสารเคมีที่เป็นของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และยังสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับระบบทางเดินหายใจได้สูงสุด องค์ประกอบหลัก (Principle) ชุดป้องกันไอสารเคมี (Vapor protective suit) ที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐาน NFPA 199 เครื่องช่วยหายใจชนิดบรรจุอากาศในตัว (SCBA) ประกอบด้วยถังอากาศอัดความดันและ หน้ากากชนิดเต็มหน้า ถุงมือชั้นในชนิดต้านทานสารเคมี (Inner chemical-resistant gloves) รองเท้าบูทนิรภัยชนิดต้านทานสารเคมี (Chemical-resistant safety boots) วิทยุสื่อสารที่รับและส่งได้ในตัว (Two- way radio communication)


40 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน องค์ประกอบเสริม (Optional) ระบบทำ ความเย็น (Cooling system) ถุงมือชั้นนอก (Outer gloves) สำ หรับ สวมทับถุงมือชั้นใน หมวกแข็ง (Hard hat) การป้องกัน (Protection Provide) ป้องกันระบบหายใจในระดับสูงสุด ป้องกันผิวหนังและตาจากสารเคมีทั้ง ที่เป็น ของแข็ง ของเหลวและก๊าซ ใช้งานเมื่อ (Use When) สามารถระบุชนิดของสารเคมีซึ่งมีระดับอันตรายสูงต่อระบบหายใจผิวหนังและตา สารที่มีอยู่เป็นที่ทราบหรือสงสัยว่ามีความเป็นพิษต่อผิวหนังหรือสามารถก่อมะเร็งได้ การปฏิบัติงานจะต้องเข้าไปในพื้นที่อับอากาศ หรือมีการระบายอากาศในระดับต่ำ ข้อจำ กัด (Limitation) เนื้อผ้าที่ใช้ป้องกันต้องมีคุณสมบัติต่อต้านการซึมผ่าน (Resist permeation) ของสารเคมีหรือ ส่วนผสมที่มีอยู่ องค์ประกอบของชุดป้องกันทั้งหมดจะต้องมีคุณสมบัติเข้ากันได้ (Integration) กับสิ่งแวดล้อม ขณะนั้นและประสิทธิภาพการป้องกันต้องไม่ลดลง


41 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 10.2.2 ระดับ B ชุดสำ หรับป้องกันอาการระคายเคืองต่อผิวหนังจากสารเคมีที่เป็นของเหลวได้เท่านั้น ไม่ครอบคลุม สารเคมีในรูปไอ และก๊าซ แต่ยังสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับระบบทางเดินหายใจได้อย่างสูงสุด เช่นเดียวกัน องค์ประกอบหลัก (Principle) ชุดป้องกันการกระเซ็นของสารเคมีที่เป็นของเหลว (Liquid splash-protective suit) ที่มี คุณสมบัติตรงตามมาตรฐาน NFPA 1992 เครื่องช่วยหายใจชนิดบรรจุอากาศในตัว (SCBA) ประกอบด้วย ถังอากาศอัดความดันและ หน้ากากชนิดเต็มหน้า ถุงมือชั้นในชนิดต้านทานสารเคมี (Inner chemical-resistant gloves) รองเท้าบูทนิรภัยชนิดต้านทานสารเคมี(Chemical-resistant safety boots) วิทยุสื่อสารที่รับและส่งได้ในตัว (Twoway radio communication) หมวกแข็ง (Hard hat)


42 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน องค์ประกอบเสริม (Optional) ระบบทำ ความเย็น (Cooling system) ถุงมือชั้นนอก (Outer gloves) สำ หรับ สวมทับถุงมือชั้นใน การป้องกัน (Protection Provide) ป้องกันระบบหายใจในระดับเดียวกับชุด ป้องกันระดับ A ป้องกันผิวหนังในระดับต่ำ กว่าระดับชุด ป้องกันระดับ A ป้องกันกระเซ็นของสารเคมีที่เป็นของเหลว แต่ไม่ป้องกันสารเคมีที่เป็นไอหรือก๊าซ ใช้งานเมื่อ (Use When) สามารถระบุชนิดของสารเคมีได้ แต่ไม่ต้องการการปกป้องผิวหนังในระดับสูง มีการสำ รวจเริ่มแรกในพื้นที่จนกระทั่งระบุอันตรายในระดับที่สูงขึ้นได้ สามารถระบุได้ว่าอันตรายหลักในพื้นที่ภายในเป็นอันตรายจากสารเคมีในสถานะของเหลวและ ไม่ใช่การสัมผัสไอสาร ข้อจำ กัด (Limitation) เนื้อผ้าที่ใช้ป้องกันต้องมีคุณสมบัติต่อต้านการซึมผ่าน (Resist permeation) ของสารเคมีหรือ ส่วนผสมที่มีอยู่ องค์ประกอบของชุดป้องกันทั้งหมดจะต้องมีคุณสมบัติเข้ากันได้ (Integration) กับสิ่งแวดล้อม ขณะนั้น และประสิทธิภาพการป้องกันต้องไม่ลดลง


43 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การจัดเก็บและบำ รุงรักษา ชุดป้องกันสารเคมีและหน้ากากต้องเก็บไว้อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเสียหายหรือใช้งานไม่ ได้ เนื่องจากการสัมผัสกับฝุ่น ความชื่น แสงอาทิตย์ สารเคมี อุณหภูมิสูงหรือต่ำ มาก ๆ และแรง กระแทก ซึ่งมีอุปกรณ์จำ นวนมากที่ใช้งานไม่ได้ เนื่องมาจากการจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมโดยตรง ต้องมี การกำ หนดขั้นตอนปฏิบัติ สำ หรับทั้งการจัดเก็บในโกดังก่อนแจกจ่ายออกไป และการจัดเก็บหลังใช้ งาน ชุดป้องกันสารเคมีที่สามารถนำ กลับมาใช้ซ้ำ ๆ หากสงสัยว่าจะถูกปนเปื้อน ควรจัดเก็บไว้ในสถาน ที่ที่มีการระบายอากาศดี อากาศไหลเวียนรอบ ๆ แต่ละชุดได้จนกว่าจะทำ การตรวจการปนเปื้อน ซึ่ง หลังจากนั้นอาจต้องทำ ความสะอาดหรือทิ้งไป ห้ามเก็บชุดเหล่านี้ไว้ใกล้กับเสื้อผ้าชุดอื่น ๆ ชุดและ ถุงมือที่ต่างชนิดกันและทำ ด้วยวัสดุต่างชนิดกัน ควรเก็บไว้แยกกันเพื่อป้องกันการหยิบผิด ชุดป้องกัน สารเคมีควรพับหรือแขวนตามที่บริษัทผู้ผลิตแนะนำ


เกิดเหตุเพลิงไหม้ ผู้พบเห็นแจ้งเหตุ ผู้พบเห็นควบคุมเพลิง ด้วยอุปกรณ์ดับเพลิงที่ อยู่ใกล้เคียง ทีมผจญเพลิงเข้า ควบคุมเพลิง ขอความช่วยเหลือจาก หน่วยงานภายนอก ผู้ไม่เกี่ยวข้องไปที่รวม กันยังจุดรวมพล เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ควบคุมสถานการณ์ กลับสู่ภาวะปกติ 1. เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารต่าง ๆ เช่น อาคารสำ นักงาน, อาคาร ปฏิบัติการ, อาคารเก็บสารเคมี เป็นต้น ให้พนักงานหรือผู้ที่พบเห็น รีบดำ เนินการแจ้งเหตุทันทีทางโทรศัพท์ หรือวิทยุสื่อสาร 2. ให้พนักงานหรือผู้ที่พบเห็นพยายามควบคุมเพลิงด้วยอุปกรณ์ดับ เพลิงที่อยู่ใกล้เคียง หรือเท่าที่หาได้ หากไม่สามารถควบคุมได้ให้แจ้ง ทีมผจญเพลิงของสถานประกอบการเข้ามาควบคุมเพลิง 3. หากทีมผจญเพลิงของสถานประกอบการไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ให้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก เข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน และให้ผู้ที่มีหน้าที่ในแผนฉุกเฉินปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินที่วางเอาไว้ 4. ผู้ที่ไม่มีหน้าที่ในแผนฉุกเฉินให้ไปรวมกันยังจุดรวมพลเพื่อสะดวก ต่อการนับจำ นวนพนักงาน 5. ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลอาคารตรวจนับจำ นวนพนักงานแล้ว รายงานไปยังศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ขั้นตอนการปฏิบัติตนเมื่อเกิด ภาวะฉุกเฉิน 3.1 วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ 44 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารและสถานประกอบการทั่วไป ไม่สามารถ ควบคุมเพลิงได้ ไม่สามารถ ควบคุมเพลิงได้


เกิดเหตุเพลิงไหม้ ผู้พบเห็นแจ้งเหตุ กลับสู่ภาวะปกติ 1. เมื่อเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่สาธารณะ เช่น พื้นที่สีเขียว, บริเวณที่มี หญ้าธรรมชาติ ให้พนักงานหรือผู้พบเห็นเหตุเพลิงไหม้รีบดำ เนินการ แจ้งเหตุทันทีทางโทรศัพท์ โดยโทร 199 แจ้งหน่วยดับเพลิงในพื้นที่ 2. เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาถึงที่เกิดเหตุ ให้นำ รถดับเพลิง อุปกรณ์์ดับ เพลิงเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉิน และระเบียบการ ปฏิบัติงานการรับแจ้งและรายงานเหตุการณ์ฉุกเฉิน 3. ให้ทำ การฟื้นฟูสภาพให้เข้าสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว 45 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรณีพบเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่สาธารณะ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ควบคุมสถานการณ์ 5. เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยนำ ทีมงานออกตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน โดยให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติฉุกเฉิน และระเบียบการปฏิบัติงานการรับแจ้งและรายงานเหตุฉุกเฉิน 6. ทำ การฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ โดยเร็วที่สุด


3.2 วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล 46 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรณีเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล 1. ในกรณีพบเหตุสารเคมีรั่วไหล ให้ผู้พบเห็นหรือพนักงานรีบดำ เนินการ แจ้งเหตุทันทีทางโทรศัพท์หรือวิทยุสื่อสาร 2. ให้พนักงานผู้รับแจ้งเหตุ สอบถามรายละเอียดและชนิดของสารเคมีที่ หกรั่วไหลให้ชัดเจน และให้ปฏิบัติตามระเบียบการปฏิบัติงานการรับแจ้ง และรายงานเหตุฉุกเฉิน และทำ นายการกระจายตัวของสารเคมีโดยใช้ โปรแกรม ALOHA เพื่อให้ผู้อำ นวยการเหตุฉุกเฉินประเมินผลกระทบที่ จะเกิดขึ้น และวางแผนการช่วยเหลือ 3. ให้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยพนักงานส่วนความปลอดภัย จัดเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยเบื้องต้น รวมถึงชุดป้องกันสารเคมี เข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยทันที 4. เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุให้กั้นบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยใช้กรวยยาง แผงกั้นหรือเชือกกั้น และป้ายสัญญาณเตือน พร้อมทั้งกั้นบุคคลที่ไม่ เกี่ยวข้องออกนอกบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ และถ้าพนักงานจำ เป็นต้อง สัมผัสสารเคมี หรือสิ่งที่ปนเปื้อนสารเคมี พนักงานจะต้องสวมชุด ป้องกันสารเคมีก่อนโดยทันที 5. ให้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยดำ เนินการเข้าตอบโต้ภาวะฉุกเฉินสาร เคมีรั่วไหล จนสามารถควบคุมการรั่วไหลของสารเคมีนั้นได้ 6. เข้าเคลียร์พื้นที่ และทำ ความสะอาดพื้นที่ให้เรียบร้อย และให้ทำ การ ฟื้นฟูสภาพให้เข้าสู่สภาวะที่พร้อมใช้งานได้โดยเร็ว เกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล ผู้พบเห็นแจ้งเหตุ สอบถามรายละเอียด และชนิดสารเคมี ทีมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ไปยังสถานที่เกิดเหตุ กั้นบริเวณที่เกิดเหตุ และกั้นบุคคลที่ไม่ เกี่ยวข้อง เข้าตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กลับสู่ภาวะปกติ เคลียร์พื้นที่ และ ทำ ความสะอาดพื้นที่


47 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 1. ให้ผู้พบเห็นหรือพนักงานที่พบเห็นสารเคมี, น้ำ มัน, น้ำ เสียจากโรงงาน ผู้ประกอบการไหลลงรางระบายน้ำ รีบดำ เนินการแจ้งเหตุให้เจ้า หน้าที่ส่วนงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ คือ ส่วนงานเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม, เจ้าหน้าที่บ่อบำ บัด และหน่วยงานดับเพลิงทันทีทางโทรศัพท์หรือวิทยุ สื่อสาร 2. ให้พนักงานผู้รับแจ้งเหตุปฏิบัติตามระเบียบการปฏิบัติงานการรับแจ้ง และรายงานเหตุฉุกเฉิน 3. ให้เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม, เจ้าหน้าที่บ่อบำ บัด และเจ้าหน้าที่บรรเทา สาธารณภัย พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ส่วนงานดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่รับผิดชอบ จัดเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยเบื้องต้น รวมถึงชุด ป้องกันสารเคมีเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยทันที 4. ให้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยประเมินสถานการณ์ ความรุนแรง และปริมาณของสารเคมีนั้น หากมีปริมาณมากพอที่จะทำ ให้ไหลออกสู่ สิ่งแวดล้อมภายนอก ให้จัดให้มีการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยการกั้นบริเวณ เพื่อป้องกันสารเคมีไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก 5. ให้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยเข้าดำ เนินการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินสาร เคมี จนสามารถควบคุมภาวะฉุกเฉินได้ 6. ให้เจ้าหน้าที่ส่วนงานดับเพลิงและความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่โรง กรองน้ำ ทำ การค้นหาแหล่งที่มา ว่ามาจากโรงงาน หรือสถานประกอบ การใด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม, เจ้าหน้าที่บ่อบำ บัด หรือเจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยในนิคม เพื่อติดต่อผู้รับผิดชอบของโรงงานนั้น ๆ ให้ ดำ เนินการแก้ไขทันที กรณีสารปนเปื้อนรั่วไหลลงระบบระบายน้ำ ภายในพื้นที่นิคม เกิดเหตุสารรั่วไหล ลงรางระบายน้ำ ฝน ผู้พบเห็นแจ้งเหตุ ทีมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ไปยังสถานที่เกิดเหตุ ประเมินสถานการณ์ ความรุนแรง และ ปริมาณสารเคมี หากมีปริมาณมาก พอให้ไหลออกสู่ สิ่งแวดล้อมให้นำ กระสอบทรายมาปิดปิกั้น ตรวจสอบประเภท สารเคมี ค้นหาแหล่งที่มา เพื่อ ติดต่อผู้รับผิดชอบ กลับสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมยังมีการจัดการเฉพาะด้านเพิ่มเติม เช่น กรณีเกิดเหตุสารเคมี ปนเปื้อนรั่วไหลลงระบบระบายน้ำ


48 คู่มือระบบการจัดการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ในกรณีที่มีสารเคมีหก หรือรั่วไหลออกจากถังบรรจุ ควรมีการกั้นบริเวณรอบ ๆ บริเวณที่เกิด เหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น แหล่งน้ำ สาธารณะ ระบบ สาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยการนำ กระสอบทรายมากั้นรอบ ๆ บริเวณที่เกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล การป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล กรณีมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในกรณีที่มีผู้บาดเจ็บ ทั้งในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ และสารเคมีรั่วไหล ให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น แก่ผู้บาดเจ็บ และนำ ส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตให้แจ้งเจ้า หน้าที่ตำ รวจในพื้นที่เข้ามาดำ เนินการต่อไป 7. ให้เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม ตรวจสอบประเภทของสารเคมีให้ทราบแน่ชัดว่าเป็นสารประเภทอะไร และ แหล่งที่มาของสารเคมี พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของแหล่งที่มารับทราบเพื่อดำ เนินการจัดเก็บหรือบำ บัดตาม มาตรฐาน ISO 14001 8. ให้ทำ การฟื้นฟูสภาพให้เข้าสู่สภาวะที่พร้อมใช้งานได้โดยเร็ว


Click to View FlipBook Version