The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tanjira Pongthong, 2024-01-11 07:38:38

บทที่ 1 - 3

บทที่ 1 - 3

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับจัดด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ธัญจิรา ป้องทอง รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ปัจจุบันสังคมของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ส าคัญใน การพัฒนาคนให้ทันต่อสังคมความเป็นอยู่ ดังนั้นการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยถือเป็นพื้นฐานที่ ส าคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เนื่องจากเด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี จะเป็นช่วงอายุที่ สามารถพัฒนาความพร้อมด้านต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาได้อย่าง เต็มที่ (ทองนวล ภูประดิษฐ์ : 2537) โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสติปัญญามีความส าคัญเป็นอย่างมาก ในช่วงปฐมวัย สติปัญญาของเด็กจะเกิดการพัฒนาอย่างสูงสุดและต่อเนื่อง ซึ่งจ าเป็นต่อการเรียนรู้ของ เด็กเพื่อเป็นรากฐานที่ดีช่วยให้เด็กพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพ เพียเจต์ มีความเชื่อ ว่า สติปัญญาจะพัฒนาเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการได้มีโอกาสปะทะกับสิ่งแวดล้อมฉะนั้นการจัด สภาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่เหมาะสมเอื้ออ านวยต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจึงมี ความส าคัญมากส าหรับเด็กปฐมวัย (ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2536 : 5 อ้างอิงจาก (Piaget. 1964 : 209 – 225) ซึ่งธรรมชาติของเด็กปฐมวัยนั้นต้องการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่น่าสนใจตื่นเต้นกระตุ้นให้อยากสัมผัสและลงมือกระท าในกิจกรรมนั้นๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์(สิริมณีบรรจง, 2549 : 139) การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีจุดเริ่มต้นที่ ความอยากรู้อยากเห็นความสนใจใคร่รู้เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับกระบวนการ ของแต่ละคนที่ได้รับการพัฒนาประเภทของความรู้ที่ได้รับมาและการมีประสบการณ์กับวัตถุต่างๆการ เรียนรู้ที่จัดตามความสนใจหรือให้เด็กได้แสดงออกในแนวทางใหม่ที่พวกเขาสนใจ ผู้สอนควรกระตุ้น ให้เด็กเกิดความสงสัยอยากรู้ค าตอบพยายามท าการสืบค้นข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการ เรียนรู้แบบนี้มีความส าคัญมากกว่าการเรียนรู้โดยการบอกข้อเท็จจริงจากครู(Brewer. 2004 : 57 - 59) ซึ่งสอดคล้องกับ ค ากล่าวของ บรูเนอร์ ที่ว่าการกระตุ้นความสนใจ(Motivation) ถือว่าเป็น เครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย (Bruner. 1966) ดังนั้นทักษะ พื้นฐานคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยจึงควรเริ่มด้วยการกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจและอยากที่จะ เรียนรู้และท ากิจกรรมทางคณิตศาสตร์โดยใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมของเด็กเป็นพื้นฐานในการ กระตุ้นความอยากรู้และความสนใจของเด็กเป็นส าคัญ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาสมองใน ด้านของสติปัญญาให้เด็กได้มีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ดีขึ้น คณิตศาสตร์เข้ามาช่วยให้เด็กเกิดการคิด แก้ปัญหา ฝึกความจ า การวางแผน ในการพัฒนาการเรียนรู้ อีกทั้งคณิตศาสตร์ท าให้มนุษย์มีความคิด


สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบระเบียบแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้ อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ท าให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสม ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการด ารงชีวิต และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนามนุษย์ให้มีความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ – อารมณ์ และสติปัญญา สามารถคิดเป็น ท าเป็น แก้ปัญหา และสามารถด ารงอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ : 2552) โดยความสามารถด้านคณิตศาสตร์ สามารถพัฒนาได้ด้วยจากการเรียนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เช่น การจ าแนก การเปรียบเทียบ การเรียงล าดับ การจัดหมวดหมู่ การวัด การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง และการนับ ดังนั้นประสบการณ์ทาง คณิตศาสตร์เปรียบเสมือนบันไดขั้นต้น ที่ช่วยเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะก้าวไปสู่ประสบการณ์ ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์นั้นเป็นหนึ่งที่ช่วยในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ส าหรับเด็กปฐมวัย โดยชุดกิจกรรมเป็นการสอนลักษณะสื่อประสมและน ากิจกรรมหลายๆกิจกรรม ประกอบกันที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมีวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ ชัดเจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพท าให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่าง ถาวร อันเนื่องมาจากประสบการณ์หรือการฝึกหัด โดยจัดให้สอดคล้องกับเนื้อหาจุดประสงค์และ ประสบการณ์ต่างๆ อีกทั้งชุดกิจกรรมสามารถเป็นแนวทางในการผลิตชุดกิจกรรมที่มีคุณภาพเป็น มาตรฐานทั้งทางด้านเนื้อหา กิจกรรม การจัดสภาพแวดล้อมได้โดยค านึงถึงผู้เรียนเป็นส าคัญความ แตกต่างระหว่างบุคคลจึงตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง (นภสร สุขเลิศกิจ, 2565 : 3) และสอดคล้องกับ(สุวิทย์ มูลค า และอรทัยมูลค า, 2550 : 57 - 58) กล่าวว่า ชุด กิจกรรมที่จัดเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมดึงดูดความสนใจและสามารถน าไปใช้ ในชีวิตประจ าวันของผู้เรียนได้ โดยผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้จากการศึกษาที่ปฏิบัติ ความสัมพันธ์จากสิ่งที่พบเห็นรวมกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม เพื่อประโยชน์ในการหาความรู้ใหม่ ท าให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่เดิมกับความรู้ใหม่ได้เข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถ ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางวิชาการของผู้เรียน รวมทั้งทักษะทางสังคมและจริยธรรมซึ่งเป็น คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเยาวชนในยุคปัจจุบัน ผู้เรียนจะเกิดความรู้ที่หลากหลายและสามารถ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเรียนรู้เนื้อหาประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมได้(เจริญตา จาด เจือจันทร์: 2556) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมยังเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับครู ช่วยส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยผู้สอนค านึงถึงผู้เรียนเป็นส าคัญให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆ อย่างไม่เบื่อหน่ายและไม่ท้อถอยต่อการเรียน อีกทั้งยังเป็นการช่วยฝึกการท างานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้ ผู้เรียนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข


จากความส าคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่กล่าวมานั้น จึงจ าเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ส่งเสริมและพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการใช้ ชีวิตประจ าวันและใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป และการใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ก็สอดคล้องและเหมาะสมที่จะน ามาจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจและต้องการที่จะพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่จะส่งเสริมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ค ำถำมกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดค าถามวิจัยของการวิจัย ดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์หรือไม่ 2. หลังจากเด็กปฐมวัย ได้รับจัดชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์จะมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หรือไม่ 3. ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังได้รับจัดชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์สูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรมหรือไม่ อย่างไร วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ พัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับจัดด้วยชุดกิจกรรม คณิตศาสตร์ 3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อนและหลัง การได้รับจัดด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์


สมมติฐำนกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับจัดด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์และเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้รับจัดด้วยชุด กิจกรรมคณิตศาสตร์มีความแตกต่างกัน 3. เด็กปฐมวัยหลังได้รับจัดด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูง กว่าก่อนได้รับจัดด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ขอบเขตของกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำงที่ใช้ในกำรวิจัย ประชำกรที่ใช้ในกำรวิจัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4 - 5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 99 คน จากห้องเรียน 3 ห้อง กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4 - 5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนู ดี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 33 คน จากห้องเรียน 3 ห้อง ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรที่ศึกษำในกำรวิจัย มีดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 3. ระยะเวลำที่ใช้ในกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาการทดลองจ านวน 18 แผน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 6 สัปดาห์


นิยำมศัพท์เฉพำะ เพื่อให้การด าเนินการวิจัยในครั้งนี้มีความชัดเจน ผู้วิจัยจึงได้ก าหนดความหมายของนิยาม ศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง 4 - 5 ปี ชั้นอนุบาลที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี 2. ทักษะพื้นฐำนทำงด้ำนคณิตศำสตร์หมายถึง ความสามารถพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ทางด้านคณิตศาสตร์ เป็นความเข้าใจเกี่ยวกับจ านวนการปฏิบัติเกี่ยวกับจ านวน หน้าที่ และ ความสัมพันธ์ของจ านวนความเป็นไปได้ และการวัดคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยจะเน้นการจ าแนก สิ่งต่างๆการเปรียบเทียบ และการเรียนรู้สัญลักษณ์ของคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้จากกิจกรรม ปฏิบัติการ แล้วค่อยๆพัฒนาถึงกระบวนการคิดแบบคณิตศาสตร์อย่างถูกต้อง โดยการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ก าหนดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ออกเป็น 3 ด้าน รายละเอียดมีดังต่อไปนี้ 2.1 ด้านการจ าแนก หมายถึง ความสามารถในการแบ่งประเภทสิ่งของโดยหา เกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการแบ่งขึ้นเกณฑ์ที่ใช้ในการจ าแนกประเภทของสิ่งของมีอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ ความเหมือน ความแตกต่าง 2.2 ด้านการเปรียบเทียบ หมายถึง ความสามารถในการบอกของเด็กปฐมวัยใน ด้านการเปรียบเทียบของวัตถุและสิ่งต่างๆที่เห็น ได้แก่ ขนาดรูปร่าง น้ าหนัก จ านวน ปริมาณ 2.3 ด้านการจัดหมวดหมู่ หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการจัด หมวดหมู่ คือการจัดสิ่งของตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปโดยใช้เหตุผลหรือเกณฑ์ หรือคุณลักษณะที่ก าหนด ได้แก่ สี ขนาด รูปร่าง ประเภท เป็นต้น 3. ชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์หมายถึง เป็นการสอนลักษณะสื่อประสมและน ากิจกรรม หลายๆกิจกรรมที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมีวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาที่ชัดเจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพท าให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จากประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ที่ได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับประโยชน์จากการวิจัยนี้ 1. ได้แนวทางในการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อครูปฐมวัย สามารถน าแนวทางนี้ประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรม ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เด็ก ปฐมวัย


2. ได้ทราบผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการได้รับจัดด้วย ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ กรอบแนวคิดวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตำม ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ 1. ด้านการจ าแนก 2. ด้านการเปรียบเทียบ 3. ด้านการจัดหมวดหมู่ ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย


บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการ น าเสนอเนื้อหาตามล าดับ ดังนี้ 1. เอกสำรที่เกี่ยวข้องชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ 1.1 ความหมายของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 1.2 ความส าคัญของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 1.3 หลักจิตวิทยาที่น ามาใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 1.4 ประเภทของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 1.5 องค์ประกอบของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 1.6 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 1.7 ประโยชน์ของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 1.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ 2. เอกสำรที่เกี่ยวข้องทักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ 2.1 ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 2.2 ความส าคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 2.3 จุดมุ่งหมายในเตรียมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 2.4 ทฤษฎีและแนวคิดพัฒนาการด้านสติปัญญาที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ 2.5 ประเภททักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 2.6 หลักการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย 2.7 แนวทางการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์


1. เอกสำรที่เกี่ยวข้องชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ 1.1 ควำมหมำยควำมส ำคัญของชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายความส าคัญชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ดังนี้ เพียงพอ วงศ์ค าจันทร์ (2555 : 48) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อการสอนที่ครูเป็น ผู้สร้างขึ้นประกอบด้วย ค าชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา เวลาที่ใช้ สื่อ/อุปกรณ์ กิจกรรมการ เรียนการสอนอย่างหลากหลาย และการวัดผลประเมินผล โดยที่ผู้สร้างได้รวบรวมและจัดอย่างเป็น ระบบไว้ในกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนศึกษา และปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ณเอก อึ้งเสือ (2555 : 181 ) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม ความหมาย สื่อการสอนซึ่งประกอบด้วย สื่อประสมทีถูกรวบรวมไว้อย่างสมบูรณ์ เหมาะกับเนื้อหาวิซาและจุดประสงค์ เพื่อใช้จัดกิจกรรมการ เรียนการสอนให้กบผู้เรียน ท าให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพตาม จุดหมายทีวางไว้ ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพทางการศึกษาให้สูงขึ้นและช่วยให้ผู้เรียนใด้สร้างเสริม หรือพัฒนาตามเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาสาระ บัตรค าสั่ง ใบกิจกรรมในการท ากิจกรรม วัสดุ อุปกรณ์ เอกสาร ใบความรู้ เครื่องมือหรือสื่อจ าเป็นส าหรับกิจกรรมต่างๆรวมทั้งแบบวัดประเมินผล การเรียนรู้ สุรีรัตน์ หอมเอื้อม (2555 : 22) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อการสอนที่ครูสร้างขึ้น อย่างเป็นระบบประกอบด้วยคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหากิจกรรมการเรียน การสอน สื่อและอุปกรณ์ การวัดผลประเมินผล มีความสมบูรณ์ในตนเองท าให้ผู้เรียนศึกษาและ ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เจริญตา จาดเจือจันทร์ (2556 : 39) กล่าวว่า ชุดการสอนการเรียนหรือชุดกิจกรรมเป็นชุด สื่อประสมที่สร้างขึ้นอย่างเป็นระบบมีการก าหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนไว้อย่างชัดเจน ซึ่ง ประกอบด้วย คู่มือครู เนื้อหา กิจกรรม วัสดุอุปกรณ์และแบบดสอบมีการจัดเก็บไว้ในแฟ้มหรือกล่อง กฤษณา รักนุช (2559 : 39 - 40) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง เป็นชุดสื่อประสมที่สร้าง ขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการก าหนด จุดมุ่งหมายของการเรียนไว้อย่างชัดเจนซึ่งประกอบด้วยคู่มือครู เนื้อหากิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ และแบบทดสอบ


16 รุ้งนภา ศิริสวัสด์ (2561 : 40 อ้างอิงจาก วิชัย วงษ์ใหญ่, 2525 : 185) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง เป็นระบบการผลิตและการน าสื่อการเรียนหลายอย่างมาสัมพันธ์กันและมีคุณค่าส่งเสริมซึ่ง กันและกันสื่ออย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจ สื่ออีกอย่างหนึ่งใช้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหา และสื่ออีกอย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อก่อให้เกิดการเสาะแสงหา อันน าไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งและป้องกัน การเข้าใจความหมายผิด สื่อการสอนเหล่านี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สื่อประสม น ามาใช้ให้สอดคล้องกับ เนื้อหา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น จิราภรณ์ ยกอินทร์ (2562 : 6 อ้างอิงจาก Gordon. 1973) กล่าวว่า ชุดการสอน หมายถึง เป็นชุดวัสดุอุปกรณ์และ มีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบ พื้นฐานได้แก่ วัตถุประสงค์กิจกรรม และการประเมิน จากการศึกษาความหมายชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า เป็นการสอนลักษณะสื่อ ประสมและน ากิจกรรมหลายๆกิจกรรมที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมี วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาที่ชัดเจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพท าให้ผู้เรียนมีการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.2 ควำมส ำคัญของชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความส าคัญของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ดังนี้ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2551 : 21) กล่าวว่า ความส าคัญของชุดกิจกรรม ดังนี้ 1. ผู้เรียน ได้ฝึกทักษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะการอ่านและสรุปความรู้อย่างเป็น ระบบ 2. ผู้เรียนรู้จักคิดเป็น แก้ปัญหาเป็นในการท าแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะการเรียนรู้และ แบบฝึกหัดทักษะการคิด 3. ผู้เรียนสามารถใช้ศึกษานอกเวลาเรียนได้ 4. ผู้เรียนได้ฝึกความเป็นประชาธิปได้ยในการท างานร่วมกันกับผู้อื่น 5. ผู้เรียนมีวินัยในตนเองในการศึกษา นิดา พิริยคุณธร (2554 : 36) กล่าวว่า ความส าคัญของชุดกิจกรรม หมายถึง เป็นชุดที่ครู สร้างขึ้นเพื่อส าหรับการเรียน การสอนซึ่งมีความส าคัญในเพื่อเป็นเครื่องช่วยอ านวยการสอนของครู ช่วยเร้าความสนใจนักเรียนและยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น


17 นิธิวดี เพียรรักกิจการค้า (2554 : 31) กล่าวว่า ความส าคัญของชุดกิจกรรม หมายถึง เป็น ชุดกิจกรรมช่วยให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถค้นคว้าด้วยตนเอง และช่วย ลดภาระงานของครูผู้สอน สุกัญญา อินแปลง (2560 : 1113) กล่าวว่า ความส าคัญของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ หมายถึง เป็นรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเป็นผู้แก้ไขปัญหา ผู้เรียนได้อภิปราย ซักถาม และร่วมกันหาค าตอบ ท าให้ผู้เรียนสนใจในการเรียนรู้และรู้ถึงความหมายของบทเรียนมาก ยิ่งขึ้น จากการศึกษาความส าคัญชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า ชุดกิดกรรมหรือชุดการสอน เป็นชุดที่ครูผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อส าหรับการเรียน การสอนซึ่งมีความส าคัญในเพื่อเป็นเครื่องช่วยอ านวย ความสะดวกการสอนของครู ช่วยเร้าความสนใจนักเรียน และยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น 1.3 หลักจิตวิทยำที่น ำมำใช้ชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงหลักจิตวิทยาที่น ามาใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ดังนี้ สะรียา สะและหมัด (2555 : 42 อ้างอิงจาก Wilson. 1971 : 643 - 685) กล่าวว่า เกี่ยวกับการสอนที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วยลักษณะที่ส าคัญ 4 ประการ คือ 1. การให้แนวทาง (cues) คือค าอธิบายของครูที่ท าให้นักเรียนเข้าใจชัดเจนว่าเมื่อเรียน เรื่องนั้นๆแล้วจะต้องมีความหมายอย่างไร ต้องท าอะไรบ้าง 2. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน (participation) เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วน ร่วมในกิจกรรมการเรียน 3. การเสริมแรง (reinforcement) ทั้งการเสริมแรงภายนอก เช่น สิ่งของ การกล่าวติ ชม หรือการเสริมแรงภายใยนตัวนักเรียนเอง เช่น ความอยากรู้อยากเห็น ฯลฯ 4. การให้ข้อมูลข้อนกลับและการแก้ไขข้อบกพร่อง (feedback and corrections) จะต้องมีการแจ้งผลการเรียนและข้อบกพร่องให้นักเรียนทราบ ฝนทิพย์ มีชูธน (2557 : 41 – 42 อ้างอิงจาก Bloom.B.S. 1976 : 115 - 124) กล่าวว่า การสอนที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วยลักษณะที่ ส าคัญ 4 ประการ คือ


18 1. การให้แนวทาง (Cues) คือค าอธิบายของครูที่ท าให้นักเรียนเข้าใจชัดเจนว่าเมื่อเรียน เรื่องนั้นๆแล้ว จะต้องมีความสามารถอย่างไร ต้องท าอะไร 2. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน (Participation) เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเรียน 3. การเสริมแรง (Reinforcement) ทั้ง การเสริมแรงภายนอก เช่น สิ่งของ การกล่าวติ ชมหรือการเสริมแรงภายในตัวนักเรียนเอง เช่น ความอยากรู้อยากเห็น ฯลฯ 4. การให้ข้อมูลย้อนกลับและการแก้ไขข้อบกพร่อง (Feedback and Corrections) จะต้องมีการแจ้งผลการเรียนและข้อบกพร่องให้นักเรียนทราบ วาริศา กลาสี (2558 : 16 – 17 อ้างอิงจาก สุดนธ์ สินธพานนท์, 2553 : 16 -17) กล่าวว่า ชุดการเรียนการสอนที่เหมาะกับครูผู้สอนในการจัดการศึกษาในระบบนั้นสามารถจัดท าได้ 4 รูปแบบ คือ 1. ชุดการเรียนการสอนส าหรับครูผู้สอน เป็นชุดการสอนที่ครูใช้ประกอบการสอน ประกอบด้วยคู่มือครู สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย มีการจัดกิจกรรมและสื่อการสอน ประกอบการบรรยายของผู้สอน ชุดการเรียนการสอนนี้มีเนื้อหาสาระวิชาเพียงหน่วยเดียวและใช้กับ ผู้เรียนทั้งชั้นแบ่งเป็นหัวข้อที่จะบรรยาย มีการก าหนดกิจกรรมตามล าดับขั้น 2. ชุดการเรียนการส าหรับกิจกรรมกลุ่ม เป็นชุดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียน ได้ศึกษาความรู้ร่วมกัน โดยปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนต่างๆที่ก าหนดไว้ในชุดการเรียนการสอน 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนศึกษาความรู้ ด้วยคนเอง ผู้เรียนจะเรียนรู้ตามขั้นตอนที่ก าหนดไว้ในชุดการเรียนการสอน ซึ่งสามารถศึกษาได้ทั้งใน และนอกห้องเรียน 4. ชุดการเรียนการสอนแบบผสม เป็นชุดการเรียนการสอนที่มีการจัดกิจกรรม หลากหลาย บางขั้นตอนผู้สอนอาจใช้วิธีการบรรยายประกอบการใช้สื่อ บางขั้นตอนผู้สอนอาจให้ ผู้เรียนศึกมาความรู้ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล และบางขั้นตอนอาจให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้จาก ชุดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น รุ้งนภา ศิริสวัสดิ์ (2561 : 42 อ้างถึงใน วิชัย ดิสระ, 2533 : 249 - 250) ได้กล่าวถึงการ สอนที่มีคุณภาพตามแนวคิดของบลูม ว่าประกอบด้วยลักษณะ 4 ประการ คือ 1. การให้แนวทาง คือ การอธิบายของครูที่ท าให้นักเรียนเข้าใจว่าเมื่อเรียนเรื่องนั้นๆ แล้วจะต้องมีความสามารถอย่างไร ต้องท าอะไรบ้าง 2. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียน 3. การเสริมแรง ทั้งการเสริมแรงภายนอก เช่น การให้สิ่งของ การกล่าวชม หรือ


19 การเสริมแรงภายในตัวนักเรียนเอง เช่น ความอยากรู้อยากเห็น 4. การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการแก้ข้อบกพร่อง ซึ่งจะต้องมีการแจ้งผลการเรียนและ ข้อบกพร่องให้นักเรียนทราบ จากการศึกษาหลักจิตวิทยาที่น ามาใช้ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า สามารถเป็นแนว ในการผลิตชุดกิจกรรมที่มีคุณภาพเป็นมาตรฐานทั้งทางด้านเนื้อหากิจกรรมการจัดสภาพแวดล้อมได้ โดยค านึงถึงผู้เรียนเป็นส าคัญความแตกต่างระหว่างบุคคล จึงตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและ พัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง 1.4 ประเภทของชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ นักศึกษาหลายท่านกล่าวถึงประเภทของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์เอาไว้ ดังนี้ วรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2551 : 269) กล่าวว่า ประเภทของชุดกิจกรรม ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมแบบบรรยาย ผู้สอนใช้ประกอบการสอนในชั้นเรียน ประกอบด้วย คู่มือ ครูเนื้อหาสื่อการเรียนการสอน และการประเมินผล 2. ชุดกิจกรรมแบบกลุ่มย่อยหรือศูนย์การเรียน เป็นชุดกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ใช้ ส าหรับเรียนรู้ภายในกลุ่มด้วยตนเอง ประกอบด้วย บัตรค าสั่ง เนื้อหา สื่อประสม การประเมินผล และ อาจมีเฉลยแบบประเมินผลไว้ด้วย 3. ชุดกิจกรรมรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมที่จัดไว้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตัวเองตาม ค าแนะน าที่ระบุไว้ ถ้าสงสัยในตอนใดก็ถามผู้สอนได้ ผู้เรียนสามารถปรึกษากันระหว่างเรียนได้ ผู้เรียน อาจน าไปศึกษานอกเวลาเรียนหรือน าไปศึกษาที่บ้านก็ได้ 4. ชุดกิจกรรมทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนส าหรับผู้เรียนที่อยู่ต่างถิ่นต่างเวลามุ่ง สอนให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ชุดการเรียนการสอนทางไกลนี้ประกอบด้วย สื่อ ประเภท สิ่งพิมพ์ รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนเสริมตาม ศูนย์บริการการศึกษา เช่น ชุดการเรียนการสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 16) กล่าวว่า ชุดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับครูผู้สอนใน การจัดการศึกษาในระบบนั้นสามารถจัดท าได้ 4 รูปแบบ คือ 1. ชุดการเรียนการสอนส าหรับครูผู้สอน เป็นชุดการสอนที่ครูใช้ส าหรับประกอบการ สอนประกอบด้วยคู่มือครู สื่อการเรียนการสอนทีหลากหลายมีการจัดกิจกรรมและสื่อการสอน


20 ประกอบการบรรยายของผู้สอนชุดการเรียนการสอนนี้มีเนื้อหาสาระวิชาเพียงหน่วยเดียวและใช้กับ ผู้เรียนทั้งชั้นแบ่งเป็นหัวข้อที่จะบรรยายมีการก าหนดกิจกรรมตามล าดับขั้น 2. ชุดการเรียนการสอนส าหรับกิจกรรมกลุ่ม เป็นชุดการเรียนการสอนส าหรับผู้เรียนได้ ศึกษาความรู้ร่วมกัน โดยปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนต่างๆที่ก าหนดไว้ในชุดการเรียนการสอนหรือ อาจจะเรียนรู้ชุดการเรียนการสอนในศูนย์การเรียน กล่าวคือในแต่ละศูนย์การเรียนรู้จะมีชุดการเรียน การสอนในแต่ละหัวข้อย่อยของหน่วยการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนศึกษาผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะหมุนเวียนศึกษา ความรู้และท ากิจกรรมของชุดการสอนจบครบทุกศูนย์การเรียนรู้ 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนศึกษาความรู้ ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเรียนรู้ตามขั้นตอนที่ก าหนดไว้ในชุดการเรียนการสอนซึ่งสามารถศึกษาได้ทั้งใน ห้องเรียนและนอกห้องเรียน และเมื่อศึกษาจนครบตามขั้นตอนแล้วผู้เรียนสามารถประเมินผลการ เรียนรู้ของตนเองได้ด้วยตนเอง 4. ชุดการเรียนการสอนแบบผสม เป็นชุดการเรียนการสอนทีมีการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้อย่างหลากหลายบางขั้นตอนผู้สอนอาจใช้วิธีการบรรยายประกอบการใช้สื่อบางขั้นตอนผู้สอน อาจให้ผู้เรียนศึกษาความรู้ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล และบางขั้นตอนอาจให้ผู้เรียนศึกษาความรู้จาก ชุดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น สุรีรัตน์ หอมเอื้อย (2555 : 78 – 79 อ้างอิงจาก บุญเอื้อ ควรหาเวช, 2545 : 85 - 86) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นิยมใช้กันอยู่มี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบค าบรรยายของครู เป็นชุดการเรียนรู้ส าหรับผู้เรียน กลุ่มใหญ่ หรือเป็นการสอนที่มุ่งเน้นการปูพื้นฐานให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจในเวลาเดียวกัน มุ่งในการ ขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดการเรียนรู้แบบนี้ลดเวลาในการอธิบายของผู้สอนให้พูดน้อยลง เพิ่มเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติมากขึ้น โดยใช้สื่อที่มีอยู่พร้อมในชุดการเรียนรู้ ในการน าเสนอเนื้อหาต่างๆ สิ่งส าคัญคือสื่อที่น ามาใช้จะต้องให้ผู้เรียนได้เห็นชัดเจนทุกคนและมีโอกาสได้ใช้ครบทุกคนหรือทุกกลุ่ม 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มกิจกรรม หรือชุดการเรียนรู้ส าหรับการเรียนเป็น กลุ่มย่อย เป็นชุดการเรียนรู้ส าหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย ประมาณกลุ่มละ 4 - 8 คน โดยใช้สื่อการสอนต่างๆ ที่บรรจุไว้ในชุดการเรียนรู้แต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิซาที่เรียน โดย


21 ให้ผู้เรียนมีโอกาลท างานร่วมกัน ชุดการเรียนรู้ชนิดนี้มักใช้ในการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม เช่น การสอน แบบศูนย์การเรียน การสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น 3. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคลหรือชุดการเรียนรู้ตามเอกัตภาพ เป็นชุดการเรียนรู้ ส าหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความต้องการและความ สนใจของตนเองอาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้จุดประสงค์หลัก คือมุ่งให้ท าความเข้าใจกับ เนื้อหาวิชาเพิ่มเดิมผู้เรียนสามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเองได้ ชุดการเรียนรู้ชนิดนี้ส่วนใหญ่จัด ในลักษณะของหน่วยการสอนย่อยหรือโมดูล ตัวอย่างเช่น ชุดวิชาต่างๆของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สะรียา สะและหมัด (2555 : 35) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมประเภทต่างๆนั้น เป็นตัวก าหนด บทบาทของครูและนักเรียน ดังนั้นในการเลือกใช้ชุดกิจกรรมควรค านึงถึงลักษณะของเนื้อหาว่า เหมาะสมที่จะใช้ชุดกิจกรรมแบบใด เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ชุดกิจกรรมแบบใคนั้น ครูก็ยังต้องมีบทบาทในการเรียนรู้ไม่มากก็น้อย เจริญตา จาดเจือจันทร์ (2556 : 45) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดย แต่ละประเภทครูและเด็กมีบทบาทแตกต่างกันไปในแนวการสร้างชุดกิจกรรมกลุ่ม ที่มุ่งเน้นให้เด็กได้ ลงมือปฏิติวิจกรรมที่มีอยู่ในชุดกิจกรรม โดยมีครูเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดและเป็นผู้น าในการปฏิบัติ กิจกรรมร่วมกับนักเรียน วาริศา กลาสี (2558 : 27) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมหรือชุดการเรียนการสอนในแต่ละประเภท นั้น จะเป็นตัวก าหนดบทบาทของครูและนักเรียนแตกต่างกันออกไป การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อใช้ ประกอบการเรียนรู้เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ซึ่งจะเป็นสื่อช่วยในการขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจน ยิ่งขึ้น จากการศึกษาประเภทของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า เป็นชุดกิจกรรมประเภท ต่างๆที่เป็นตัวก าหนดบทบาทหน้าที่ของครูผู้สอนและผู้เรียนในการเรียนการสอน ซึ่งมี 4 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่ ชุดกิจกรรมแบบบรรยายหรือประกอบค าบรรยายชุดกิจกรรมแบบกลุ่มย่อยหรือศูนย์การ เรียน ชุดกิจกรรมรายบุคคลหรือแบบทางไกลและชุดกิจกรรมแบบผสม


22 1.5 องค์ประกอบของชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้้กล่าวถึงองค์ประกอบหลักของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ไว้ ดังนี้ สะรียา สะแลพหมัด (2555 : 35 – 36 อ้างอิงจาก กิดานันท์ มลิทอง, 2531 : 31) กล่าวว่า องค์ประกอบของชุดการสอน หรือชุดสื่อประสม ดังนี้ 1. คู่มือส าหรับครูในการใช้ชุดสื่อประสมและส าหรับนักเรียน 2. ค าสั่งเพื่อก าหนดแนวทางในการจัดการเรียนการสอน 3. เนื้อหาสาระบทเรียนจะจัดอยู่ในรูปสื่อต่างๆ เช่น สไลด์ เทป ฯลฯ 4. กิจกรรมการเรียนเป็นการจัดกิจกรรมให้นักเรียนรายงานหรือค้นคว้าต่อจากทที่ เรียน 5. การประเมินผล เป็นแบบทคสอบที่เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนนั้น ทิศนา แขมมณี (2556 : 10 – 12) กล่าวว่า องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ประกอบด้วย ดังนี้ 1. ชื่อกิจกรรม ประกอบด้วย หมายเลขกิจกรรม ชื่อของกิจกรรมและเนื้อหาของ กิจกรรมนั้น 2. ค าชี้แจง เป็นส่วนที่อธิบายความมุ่งหมายหลักของกิจกรรมและลักษณะของ การจัด กิจกรรมเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น 3. จุดมุ่งหมาย เป็นส่วนที่ระบุจุดมุ่งหมายของกิจกรรม 4. ความคิดรวบยอดเป็นส่วนที่ระบุเนื้อหาหรือมโนทัศน์ของกิจกรรมนั้นส่วนนี้ควร ได้รับการย้ าและเน้นเป็นพิเศษ 5. สื่อ เป็นส่วนที่ระบุถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จ าเป็นในการด าเนินกิจกรรมเพื่อช่วยให้ครูทราบ ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง 6. เวลาที่ใช้เป็นส่วนที่ระบุถึงเวลาโดยประมาณ กิจกรรมนั้นควรใช้เวลาเพียงใด 7. ขั้นตอนในการด าเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุในการจัดกิจกรรมเพื่อให้บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่วางไว้วิธีการจัดกิจกรรมนี้ได้จัดไว้เป็นขั้นตอนซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับหลักวิชาการ แล้วยังเป็นการอ านวยความสะดวกในการด าเนินการ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 7.1 ขั้นน าเป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียน


23 7.2 ขั้นกิจกรรมเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ท า ให้ เกิดประสบการณ์น าไปสู่การเรียนรู้ตามเป้าหมาย 7.3 ขั้นอภิปรายเป็นส่วนที่ผู้เรียนจะได้มีโอกาสน าประสบการณ์ที่ได้รับ จากขั้นกิจกรรมมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจและอภิปรายเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่กว้างขวาง 7.4 ขั้นสรุป เป็นส่วนที่ครูและผู้เรียนประมวลข้อความรู้ที่ได้จากขั้นกิจกรรมและ ขั้นอภิปรายน ามาสรุปหาสาระส าคัญที่จะสามารถน าไปใช้ต่อไป 7.5 ขั้นการฝึกปฏิบัติ เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้น าความรู้ที่ได้จากการเรียนใน กิจกรรมไปฝึกปฏิบัติเพิ่มเติม 7.6 ขั้นประเมินผล เป็นส่วนที่วัดความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนหลังจากการฝึก ปฏิบัติกิจกรรมครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว โดยให้ท าแบบฝึกกิจกรรมทบทวนท้ายชุดกิจกรรม ชวิศา กลิ่นจันทร (2557 : 29 อ้างอิงจาก Houston : 1972, Pp.10 - 15) กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ 1. ค าชี้แจ้ง (Prospcctus) ในส่วนนี้จะอธิบายถึงความส าคัญของจุดมุ่งหมาย ขอบข่ายชุดการเรียนการสอน สิ่งที่ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ก่อนเรียนและ ขอบข่ายของกระบวนการ ทั้งหมดในชุดการเรียน 2. จุดมุ่งหมาย (Objcvives) คือ ข้อความที่แจ่มชัด ไม่ก ากามที่ก าหนดว่าผู้เรียนจะ ประสบความส าเร็จอะไรหลังจากเรียนแล้ว 3. การประเมินผลเบื้องต้น (Pre-assexment) มีจุดประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อ ทราบว่าผู้รียนอยู่ในขั้นการเรียนจากชุดการเรียนการสอนนั้น และเพื่อดูว่าเขาได้สัมฤทธิ์ผลตาม จุดประสงค์เพียงใด การประเมินเบื้องต้นนี้อาจจะอยู่ในรูปของการทดสอบแบบข้อเขียน ปากเปล่า การท างานปฏิกิริยาตอบสนองต่อค าถามง่ายๆเพื่อให้รู้ถึงความต้องการและคาามสนใจ 4. การก าหนดกิจกรรม (Enibling Activities) คือ การก าหนดแนวทางและวิธีการ ปฏิบัติ 5. การประเมินขั้นสุดท้าย (Post - assessment) เป็นข้อทดสอบ เพื่อวัดผลการ เรียนหลังจากที่เรียนแล้ว พัชรี แก้วอาภรณ์ (2558 : 48) กล่าวว่า องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ประกอบด้วยดังนี้ ชุด กิจกรรมมีกระบวนการที่มุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งชุดกิจกรรมประกอบด้วย คู่มือส าหรับครูผู้สอน ใบความรู้ ชื่อกิจกรรม เวลาที่ใช้ใน ขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรม ค าชี้แจงในการใช้ชุดกิจกรรม วิธีการปฏิบัติกิจกรรม สื่อและอุปกรณ์ที่ใช้ ในการปฏิบัติกิจกรรม การวัดและประเมินผลและใบงาน


24 นฤมิต พงษ์พานิช (2561 : 51) กล่าวว่า องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ประกอบด้วยดังนี้ ชุด กิจกรรมซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ และองค์ประกอบหลักที่ส าคัญของชุดกิจกรรมคือ ชื่อกิจกรรมค า ชี้แจง จุดประสงค์ของกิจกรรม เวลาที่ใช้ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน และ การประเมินผล จากการศึกษาองค์ประกอบชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ของผู้เรียน สุปได้ว่า ควรมีองค์ประกอบ คือ คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ซึ่งในงานวิจัยของผู้วิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ประยุกต์จากรูปแบบขององค์ประกอบต่างๆดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ในเด็กระดับปฐมวัยของผู้วิจัยเอง โดยมีองค์ประกอบ คือ ชื่อกิจกรรม ค า ชี้แจงในการท ากิจกรรม ค าชี้แจงส าหรับผู้สอนจุดประสงค์ ใบกิจกรรม/แบบฝึกปฏิบัติ และแผนการ จัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัย 1.6 ขั้นตอนกำรสร้ำงชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ไว้ ดังนี้ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554 : 189 - 191) ได้เสนอขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมไว้ 3 ขั้นตอน 1. ขั้นวางแผนการด าเนินงาน (Planning) มีดังนี้ 1.1 ศึกษาเนื้อหาสาระของวิชาทั้งหมดอย่างละเอียด ว่าสิ่งที่เราจะน ามาท าเป็นชุด กิจกรรมนั้น จะมุ่งเน้นให้เกิดหลักของการเรียนรู้อะไรบ้าง น าเนื้อหาสาระวิชาที่ได้มาศึกษาวิเคราะห์ แล้วมาแบ่งเป็นหน่วยการเรียน ในแต่ละหน่วยนั้นประกอบด้วย หัวเรื่องย่อยๆ ซึ่งเราต้องศึกษา พิจารณาให้ละเอียดชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดซ้ าซ้อนในหน่วยอื่นๆอันจะสร้างความสับสนให้กับผู้เรียนได้ 1.2 เมื่อศึกษาเนื้อหาสาระและแบ่งหน่วยการเรียนได้แล้วจะต้องพิจารณาตัดสินใจ อีกครั้งหนึ่งว่า จะท าชุดกิจกรรมแบบใด โดยค านึงถึงข้อก าหนดว่าผู้เรียนคือใครจะให้อะไรกับผู้เรียน จะให้ท ากิจกรรมอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกณฑ์ในการก าหนดการเรียน 1.3 การก าหนดหน่วยการเรียน โดยประมาณเนื้อหาสาระที่เราจะสามารถ ถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนได้ตามชั่วโมงที่ก าหนด โดยค านึงถึงว่าเป็นหน่วยที่สนุกน่าเรียนรู้ให้ความ ชื่นบานแก่ผู้เรียน หาสื่อการเรียนได้ง่าย 1.4 การก าหนดมโนมติ มโนมติที่เราก าหนดขึ้นจะสอดคล้องกับหน่วยการเรียน และหัวเรื่อง โดยสรุปแล้วคิดสาระหลักและเกณฑ์ที่ส าคัญ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมให้ สอดคล้องกัน


25 1.5 การก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้จะต้องให้สอดคล้องกับมโนมติ โดยก าหนด เป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งหมายถึง ความสามารถของผู้เรียนที่แสดงออกมาให้เห็นภายหลังจาก การเรียนการสอนบทเรียนแต่ละเรื่องจบไปแล้ว โดยผู้สอนสามารถวัดได้จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนี้ ถ้าผู้สอนก าหนดหรือระบุให้ชัดเจนมากเท่าใดก็ยิ่งท าให้ประสบความส าเร็จในการสอนมากเท่านั้น 1.6 น าจุดประสงค์การเรียนรู้แต่ละข้อ มาวิเคราะห์กิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว จัดล าดับกิจกรรมการเรียน ให้เหมาะสมถูกต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ก าหนดไว้แต่ละข้อ 1.7 เรียงล าดับกิจกรรมของแต่ละข้อ เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับการเรียนการ สอนและน ามาหลอมเป็นกิจกรรมการสอนขั้นที่สมบูรณ์ 1.8 สื่อการสอน คือ วัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมการเรียนที่ครูและนักเรียนจะต้อง กระท าเพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้ ซึ่งครูจะต้องจัดท าขึ้นและจัดหาไว้ให้เรียบร้อย 1.9 การประเมินผล คือ การตรวจสอบดูว่าหลังการเรียนการสอนแล้วมีการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่จุดประสงค์ของการเรียนรู้ก าหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลนี้จะใช้ วิธีการใดก็ตาม จะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น ชุดกิจกรรมที่สร้าง ขึ้นมาก็จะไม่มีคุณภาพ 1.10 การทดลองใช้ชุดกิจกรรม การทดลองมี 3 ขั้น คือการทดลองรายบุคคล การ ทดลองเป็นกลุ่ม การทดลองกับห้องเรียนจริงหรือการทดลองกับภาคสนามตามล าดับเพื่อหา ประสิทธิภาพของชุดการเรียน โดยน าไปใช้กับกลุ่มเล็กๆดูก่อน แล้วตรวจหาข้อบกพร่องและปรับปรุง แก้ไขอย่างดี จึงจะน าไปทดลองใช้กับผู้เรียนทั้งชั้นได้ ฝนทิพย์ มีชูธน (2557 : 39 – 40 อ้างอิงจาก ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2523 : 122 - 123)ได้ กล่าวถึงขั้นตอนการผลิตชุดกิจกรรม 10 ขั้น คือ 1. ก าหนดหมวดหมู่เนื้อหาและประสบการณ์ 2. ก าหนดหน่วยการสอน 3. ก าหนดหัวเรื่อง 4. ก าหนดมโนทัศน์และหลักการ 5. ก าหนดวัตถุประสงค์ 6. ก าหนดกิจกรรมการเรียน


26 7. ก าหนดแบบประเมินผล 8. เลือกและผลิตสื่อการสอน 9. หาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม 10. การใช้ชุดกิจกรรม 10.1 ให้ผู้เรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อพิจารณาพื้นความรู้เดิม เรียนไว้ ดังนี้ 10.2 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 10.3 ขั้นสอน 10.4 ขั้นสรุปผลการสอน 10.5 ท าแบบทดสอบหลังเรียนเพื่อคูพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ชวิศา กลิ่นจันทร์ (2557 : อ้างอิงจาก สุวิทย์ มูลค า, 2550 : 53 - 55) กล่าวว่า ขั้นตอนใน การผลิตชุดกิจกรรมการเรียนรู้มี 11 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ก าหนดเรื่องเพื่อท าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อาจก าหนดตามเรื่องในหลักสูตรหรือ ก าหนดเรื่องใหม่ขึ้นมาก็ได้ การจัดแบ่งเรื่องย่อยจะขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหา และลักษณะการใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นๆ การแบ่งเนื้อเรื่องเพื่อท าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละระดับย่อมไม่ เหมือนกัน 2. ก าหนดหมวดหมู่เนื้อหา และประสบการณ์ อาจก าหนดเป็นหมวดวิชา หรือบูรณา การแบบสหวิทยาการได้ตามความเหมาะสม 3. จัดเป็นหน่วยการสอนจะแบ่งเป็นกี่หน่วยหน่วยหนึ่งๆจะใช้เวลานานเท่าใดนั้นควร พิจารณาให้เหมาะสมกับวัย และระดับชั้นนักเรียน 4. ก าหนดหัวเรื่องจัดแบ่งหน่วยการสอนเป็นหัวข้อย่อยๆเพื่อสะดวกแก่การเรียนรู้ แต่ ละหน่วยควรประกอบด้วยหัวข้อย่อยๆ หรือประสบการณ์ในการเรียนรู้ประมาณ 4 - 6 ข้อ 5. ก าหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการให้ชัดเจนว่าจะให้นักเรียนเกิดความคิดรวบ ยอดหรือสามารถสรุปหลักการแนวคิดอะไรถ้าผู้สอนเองยังไม่ชัดเจนว่าจะให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ อะไรบ้าง การก าหนดกรอบความคิด หรือหลักการก็จะไม่ชัดเจน ซึ่งจะรวมไปถึงการจัดกิจกรรม เนื้อหาสาระ สื่อ และส่วนประกอบอื่นๆก็จะไม่ชัดเจนตามไปด้วย


27 6. ก าหนดจุดประสงค์การสอน หมายถึง จุดประสงค์ทั่วไป และจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมรวมทั้งการก าหนดเกณฑ์การตัดสินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ไว้ให้ชัดเจน 7. ก าหนดกิจกรรมการเรียน ต้องก าหนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมซึ่ง จะเป็นแนวทางในการเลือก และผลิตสื่อการสอน กิจกรรมการเรียนหมายถึง กิจกรรมทุกอย่างที่ นักเรียนปฏิบัติ เช่น การอ่าน การท ากิจกรรมตามบัตรค าสั่ง การเขียนภาพ การทดลอง การตอบ ค าถาม การเล่นเกม การแสดงความคิดเห็น การทดสอบ เป็นต้น 8. ก าหนดแบบประเมินผลต้องออกแบบประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมโดยใช้การสอบแบบอิงเกณฑ์ (การวัดผลที่ยึดเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่ก าหนดไว้ในวัตถุประสงค์ โดยไม่มีการน าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น) เพื่อให้ผู้สอนทราบว่าหลังจากผ่านกิจกรรมการเรียนรู้มา เรียบร้อยแล้ว นักเรียนได้เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัดถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด 9. เลือก และผลิตสื่อการสอน วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการที่ผู้สอนใช้ ถือเป็นสื่อการสอน ทั้งสิ้น เมื่อผลิตสื่อการสอนในแต่ละหัวเรื่องเรียบร้อยแล้ว ควรจัดสื่อการสอนเหล่านั้นแยกออกเป็น หมวดหมู่ในกล่องหรือแฟ้มที่เตรียมไว้ก่อนน าไปหาประสิทธิภาพ เพื่อหาความตรงความเที่ยงก่อน น าไปใช้ เราเรียกสื่อการสอนแบบนี้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 10. สร้างข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนพร้อมทั้งเฉลย การสร้างข้อสอบเพื่อทดสอบ ก่อนและหลังเรียน ควรสร้างให้ครอบคลุมเนื้อหา และกิจกรรมที่ก าหนด ให้เกิดการเรียนรู้ โดย พิจารณาจากจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นส าคัญ ข้อสอบไม่ควรมากเกินไปแต่ควรเน้นกรอบความรู้ ส าคัญในประเด็นหลักมากกว่ารายละเอียดปลีกข่อย หรือถามเพื่อความจ าเพียงอย่างเดียว และเมื่อ สร้างเสร็จแล้วควรท าเฉลยไว้ให้พร้อม ก่อนส่งไปหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 11. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสร็จ แล้วต้องน าชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นๆไปทดสอบโดยวิธีการต่างๆก่อนน าไปใช้จริง เช่น ทดลองใช้เพื่อ ปรับปรุงแก้ไข ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ความครอบคลุมและความตรงของเนื้อหา เป็นต้น กษณี เตชพาพงษ์(2562 : 17 อ้างอิงจาก ศยา แสงเดช, 2545) กล่าวว่า ล าดับขั้นตอนใน การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1. วางแผน โดยการเลือก เรื่อง วิชา ชั้น ก าหนดรายละเอียด ช่วงระยะเวลาการจัดการ


28 2. ด าเนินการ โดยการก าหนดรายละเอียดของเนื้อหา ตั้งวัตถุประสงค์ น ารายละเอียด ของเนื้อหา มาจัดด าเนินการตามวิธีการที่ก าหนดจัดท าสื่อต่างๆที่ใช้ประกอบเนื้อหาท าแบบทดสอบ หลังเรียนลงมือสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. การทดลอง โดยการน าชุดกิจกรรมที่สร้างแล้วไปท าการทดสอบหาความถูกต้อง 4. แก้ไขข้อบกพร่องเพื่อน าไปใช้ในการทดลองจริง 5. ลงมือทดลอง 6. เก็บรายงานผลข้อมูลเชิงสถิติ 7. จัดรวบรวมเป็นชุดพร้อมค าชี้แจง จากการศึกษาขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์สรุปได้ว่า ขั้นตอนการสร้างชุด กิจกรรมประกอบด้วยการวางแผน การก าหนดเนื้อหา วัตถุประสงค์ประสงค์ การประเมิน การทดลอง ของชุดกิจกรรม ซึ่งจะให้ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ 1.7 ประโยชน์ของชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึงประโยชน์ของชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้ นิธิวดี เพียรรักกิจการค้า (2554 : 31) ได้สรุปว่า ประโยชน์ของชุดกิจกรรม มีดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ 2. นักเรียนสามารถค้นคว้าด้วยตนเอง 3. นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง 4. นักเรียนได้ฝึกการท างานเป็นกลุ่ม 5. ท าให้นักเรียนไม่เบื่อหน่ายในการเรียน 6. ช่วยลดภาระงานของครูผู้สอน เครือวัลย์ แสงโสดา (2556, อ้างอิงจาก ศิรินภา อิฐสุวรรณศิลป์, 2548) สรุปประโยชน์ของ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ กระจ่างยิ่งขึ้น 2. ช่วยลดภาระผู้สอน เพราะมีการจัดเตรียมล าดับขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว 3. ช่วยในการสอนนักเรียนที่มีความสามารถหรือสนใจแตกต่างกัน


29 4. ช่วยรักษามาตรฐานการเรียนรู้ เพราะผู้ที่เรียนจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะได้รับ ความรู้ในมาตรฐานเดียวกัน 5. มีการวัดและการประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรียนอย่างสม่ าเสมอสร้างทัศนคติ ที่ดีต่อการเรียนรู้แก่นักเรียน 6. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกฝนการตัดสินใจและแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง 7. มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม 8. ใช้ได้กับทุกระดับการศึกษา 9. เร้าความสนใจของนักเรียนได้มากจากสื่อที่หลากหลาย ฝนทิพย์ มีชูธน (2557 : 495 อ้างอิงจาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช, : 2533) กล่าวว่า ขั้นตอนในการสร้างชุดการ 1. วิเคราะห์เนื้อหา ได้แก่ การก าหนดหน่วย หัวเรื่องและมโนคติ 2. การวางแผน เป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยก าหนดรายละเอียดไว้ 3. การผลิตสื่อการเรียน เป็นสื่อประเภทต่างๆ ที่ก าหนดไว้ในแผน 4. หาประสิทธิภาพ เป็นการประเมินคุณภาพของชุดการเรียนการสอน โดยน าไป ทดลองใช้ ปรับปรุงให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 21) กล่าวว่า ประโยชน์ของชุดกิจกรรมดังนี้ 1. ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถในการศึกษาความรู้ในชุดกิจกรรมด้วยตนเองเป็นการฝึก ทักษะในการแสวงหาความรู้ทักษะการอ่าน และสรุปความรู้อย่างเป็นระบบ 2. การท าแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดการเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะการคิดท้ายชุดการ เรียนรู้ท าให้ผู้เรียนรู้จักคิดเป็นแก่ปัญหาเป็นสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาที่ก าหนดโดย สมศ. 3. ผู้เรียนมีวินัยในตนเองจากการที่ผู้เรียนท าตามค าสังในขันตอนต่างๆที่ก าหนดในชุด กิจกรรมการตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะการเรียนรู้หรือใบงานด้วยตนเองนั้นท าให้ผู้เรียนรู้จักฝึก ตนเองให้ทาตามกติกา 4. ผู้เรียนรู้จักท างานร่วมกับผู้อื่นรับฟังความคิดเห็นของกันและกันเป็นการฝึกความ เป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นพื้นฐานส าคัญของการอยูร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย


30 5. การใช้ชุดกิจกรรมนั้นสามารถศึกษานอกเวลาเรียนได้ทั้งนี้ขึ้นอย่ากับการออกแบบ ของผู้สอนที่เอื้อต่อการศึกษาตนเอง ฝนทิพย์ มีชูธน (2557 : 40 อ้างอิงจาก สุกิจ ศรีพรหม, 2541 : 69 – 70) กล่าวว่า ขั้นตอนในการสร้างชุดการสอนประกอบด้วยขั้นตอน 10 ขั้น ตอน ดังต่อไปนี้ 1. ก าหนดหมวดหมู่ เนื้อหาและประสบการณ์ อาจก าหนดเป็นหมวดวิชา หรือบูรณา การเป็นแบบสหวิทยาการตามที่เหมาะสม 2. ก าหนดหน่วยการสอน แบ่งเนื้อหาออกเป็นการสอนโดยประมาณเนื้อหาวิชาที่ครูจะ ถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนได้ในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งครั้ง 3. ก าหนดหัวเรื่อง ผู้สอนจะต้องถามตนเองว่าในการสอนแต่ละหน่วยควรให้ ประสบการณ์แก่ผู้เรียนอะไรบ้าง แล้วก าหนดออกมาเป็น 4 - 6 หัวข้อ 4. ก าหนดมโนทัศน์และหลักการ ให้สอดคล้องกับหัวเรื่องโดยสรุปรวมแนวคิดและสาระ และหลักเกณฑ์ส าคัญไว้เพื่อเป็นแนวทางจัดเนื้อหามาสอนให้สอดคล้องกัน 5. ก าหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเรื่องเป็นจุดประลงค์ทั่ว ไปก่อน แล้ว เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไว้ทุกครั้ง 6. ก าหนดกิจกรรมการเรียนการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นแนวทางการเลือกและการผลิตสื่อการสอน 7. ก าหนดแบบประเมินผล ต้องประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้ แบบสอบอิงเกณฑ์ เพื่อให้ผู้สอนทราบว่าหลังจากการผ่านกิจกรรมเรียบร้อยแล้วนักเรียนได้เปลี่ยน พฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ 8. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการที่ครูใช้ ถือว่าเป็นสื่อการสอน ทั้งสิ้น เมื่อผลิตสื่อการสอนของแต่ละหัวเรื่อง แล้วก็จัดสื่อการสอนเหล่านั้นไว้เป็นหมวดหมูในกล่องที่ เตรียมไว้ก่อนน าไปทดลองหาประสิทธิภาพ เรียกว่า"ชุดการสอน" 9. การหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เพื่อเป็นการประกันว่า ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพในการสอน ผู้สร้างจ าเป็นต้องก าหนดเกณฑ์ขึ้นล่วงหน้า โดยค านึงถึงหลักการที่ว่าการ เรียนรู้เป็นกระบวนการเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนบรรลุผล 10. การใช้ชุดการสอน ที่ได้รับการปรับปรุงและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สามารถน าไปสอนผู้เรียนได้ตามประเภทของชุดการสอนและตามระดับการศึกษาโดยก าหนดขั้นตอน การใช้ดังนี้


31 10.1 ให้ผู้เรียนท าแบบทคสอบก่อนเรียนเพื่อพิจารณาพื้นฐานความรู้เดิมของ ผู้เรียน (ใช้เวลาประมาณ 10 -15 นาที) 10.2 ขั้น น าเข้าสู่บทเรียน 10.3 ชั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (ชั้นสอน) ผู้สอนบรรยายหรือแบ่งกลุ่มประกอบ 10.4 ขั้น สรุปผลการสอน เพื่อสรุปมโนทัศน์และหลักการที่ส าคัญ 10.5 ท าแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อดูพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปจาก กระบวนการสร้างชุดการเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรมกิจกรรมการเรียน วาริศา กลาสี (2558 : 34) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองตามจุดประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆตามความสามารถของแต่ละบุคคล จากการศึกษาประโยชน์ของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมจะช่วยส่งเสริม กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนจากกระบวนการสร้างชุดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เพราะชุด กิจกรรมสามารถช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.8 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ในประเทศและต่ำงประเทศ งำนวิจัยในประเทศ ประจักษ์ อเนกฤทธิ์มงคล (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาความสามารถการ คิดวิเคราะห์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กระดับปฐมวัยโดยใช้ชุดกิจกรรมผลการศึกษาพบว่า1) การ พัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์พื้นฐานทฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กระดับปฐมวัยภาพรวมจาก การใช้แบบฝึกชุดกิจกรรมทั้ง 5 ชุดมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 จ านวน 12 คนคิดเป็น ร้อยละ 80 และมีนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์จ านวน 3 คนคิดเป็นร้อยละ 20 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดวิเคราะห์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 จ านวน 15 คนคิด เป็นร้อยละ 100 3) ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 คือ 83.20 / 100 นัยนา นิรภัย (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมแบบบูรณาการทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 5 - 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จ านวน 26 คน โรงเรียนเทศบาลต าบลรัษฎา อ าเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตผลการวิจัย พบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์ ด้วยชุดกิจกรรมแบบบูรณาการทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ส าหรับเด็ก ปฐมวัย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง ที่ระดับนัยส าคัญ .01


32 มาลา สุนาวัฒน์ (2562 : บทคัด) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ โดยใช้สมองเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับใหม่ เทศบาลต าบลบ้านเสด็จ อ าเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2561 จ านวน 17 คน ผลการวิจัยพบว่า เด็กชั้นอนุบาล ปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ โดยใช้สมองเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ย ความสามารถด้านทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ศิราณี จันทร์บุตร (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยผ่านการเล่นโดยใช้ ชุดสื่อกิจกรรม “คณิตคิดส์”เด็กปฐมวัย อายุ 3 ปี จ านวน 10 คน ศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กบ้านกระต่ายเต้น อ าเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2561 ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ผ่านการเล่นชุดกิจกรรม “คณิตคิดส์” มีความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยที่สูงขึ้นหลังการใช้ชุดกิจกรรม “คณิตคิดส์” เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย ณัฐภัสสร ภูหลวงและคณะ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมบูรณา การเรียนรู้จ านวนกับตัวเลข ส าหรับเด็กอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลบ้านผือพิทยาภูมิ สังกัดส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 4 พบว่า ชุดกิจกรรมบูรณาการเรียนรู้จ านวนกับตัวเลข ส าหรับเด็ก อนุบาล 3 จ านวน 20 กิจกรรม แต่ละกิจกรรมเน้นการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการอ่านเขียนและบวกลบ ตัวเลขและมีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.45/93.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ก าหนด และหลังเรียน เด็กอนุบาล 3 สามารถอ่าน เขียน และบวก ลบ ตัวเลขได้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ75 ที่ก าหนดอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 งำนวิจัยต่ำงประเทศ Yang (2010) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์


33 ทางการเรียนภาษาจีนก่อนและหลังเรียน และศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อ การใช้ชุดกินกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐานส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 4/3 โรงเรียนสาธิต “พิบูลบ าเพ็ญ"มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จ านวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ประเมินประสิทธิภาพ ชุดกิจกรรม คือแบบฝึกหัดท้ายชุดกิจกรรม แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติต่อการ ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐานส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อนละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที ผลวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้น พื้นฐานส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.50/86.76 สูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยชุด กิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3)นักเรียนที่เรียนชุดกิจกรรม การเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐานส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใน ระดับมาก คริสตี (Kristy. 2011: Abstract) ได้ศึกษาผลกระทบของชุดพัฒนาทักษะปฏิสัมพันธ์ทาง สังคมและการโต้ตอบของเด็กปฐมวัย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดพัฒนาทักษะ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการโต้ตอบระหว่างเด็กก่อนวัยเรียน 3 คน ที่มีพัฒนาการที่ล่าช้า และ ประเมินผลโดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรม socio-dramatic โดยเริ่มจากให้เด็กมีส่วนร่วมใน 3 กิจกรรมของชุดพัฒนาทักษะปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการโต้ตอบ ขณะร่วมกิจกรรมจะให้เด็กมีช่วง พักเล่นและพูดคุยกับเพื่อน นอกจากนี้ครูต้องมีการการชมเชย และท าบัตรภาพเพื่อสนับสนุนการมี ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก และการร่วมกิจกรรมพื้นฐานของเด็ก ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมมี ประสิทธิภาพต่อการการเพิ่มความร่วมมือของเด็กในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม การเรียนรู้สามารถช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียนท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างรวดเร็ว และยังช่วยแก้ปัญหาในการเรียนการสอนอันเนื่องมาจากครูและความสามารถของนักเรียนแต่ละคน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน


34 2. เอกสำรที่เกี่ยวข้องทักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ 2.1 ควำมหมำยของทักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ดังนี้ ปานิตา กุดกรุ่ง (2553 : 32) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ทักษะที่ สงเสริมการเรียนรูความสัมพันธดานจ านวน การสังเกต การจ าแนก การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู และสัญลักษณของคณิตศาสตร เปนสิ่งที่เด็กตองใชในชีวิตประวันท าใหเด็กเกิดประสบการณการเรียน รูการคนควาหาค าตอบ และการแกปญหาดวยตนเอง เพื่อเปนพื้นฐานส าหรับการศึกษาที่สูงขึ้น และ เรียนรูอยางมีความสุข สามารถน าไปใชในชีวิตประจ าวันได กมลรัตน์ กมลสุทธ (2555 : 40) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง การมี ประสบการณ์จากการใช้ชีวิตประจ าวัน ซึ่งส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเกิดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ง่าย ละเอียด ขวัญตน (2555 : 13) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง การสังเกต การเปรรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ เพื่อเป็นพื้นฐานการเข้าใจและพร้อมที่จะเรียนคณิตสาสตร์ต่อไป ในอนาคต สุมารีย์ ไชยประสพ (2557 : 15) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการสังเกต การเปรียบเทียบการจ าแนกสิ่งต่างๆ จ านวนตัวเลขเป็นการเรียนรู้ สัญลักษณ์ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริงใน ชีวิตประจ าวันของเด็ก ส่งเสริมความเข้าใจเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นคว้า แก้ปัญหา ได้เรียนรู้ได้พัฒนา ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นการท างานเป็นกลุ่มแบบมีส่วนร่วม โดยเน้น เด็กเป็นศูนย์กลางเป็นการเรียนรู้ที่สนุกสนานเพื่อเป็นพื้นฐานการศึกษาที่สูงขึ้นและเด็กสามารถ น าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ต่อไป สุรีกร ทะนาไธสง (2559 : 55) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ขอบข่าย ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นทักษะที่เด็กได้รับประสบการณ์เกี่ยวทักษะด้านต่างๆมากมาย โดยเฉพาะในด้านของจ านวน เป็นทักษะท าเป็นและส าคัญต่อการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ ซึ่งได้แก่ การเปรียบเทียบจ านวน / การจับคู่ การนับสิ่งต่างๆและการเพิ่ม การลดลงของ จ านวน


35 วันดี ภู่สวรรณ์ (2559 : 9) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิ ตศาสตร์ หมายถึง ความรู้เบื้องต้น ทางการเรียนคณิตศาสตร์การเรียนรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิ ตศาสตร์ในด้านการสังเกต การจ าแนก การเปรียบเทียบ การบอกต าแหน่ง การบอกตัวเลข การจับคู่ การนับ ความสูง - สั้น เป็นขั้นแรกของ การเรียนเพื่อเป็นพื้นฐานส าหรับการศึกษาที่สูงขึ้นในระดับประถมศึกษาต่อไป นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 25) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ความ เข้าใจและความสามารถพื้นฐานที่ได้รับการส่งสริมประสบกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์โดยการ เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริงด้วยตนเองจากสถานการณ์และกิจกรรมในชีวิตประจ าวัน ของเด็กซึ่งเด็กได้ศึกษาค้นคว้า แก้ปัญหา เป็นพื้นฐานและสามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ปภาวี ภตวงค์ (2561 : 7) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้พื้นฐาน ของเด็กที่ได้รับประสบการณ์และกิจกรรมในเรื่องการสังเกตเปรียบเทียบ การจ าแนก การจัดหมวดหมู่ การรู้ค่าจ านวน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์ จากการศึกษาความหมายของทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐาน คณิตศาสตร์เป็นความรู้เบื้องต้นที่จะน าไปสู่การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น โดยเด็กปฐมวัย จ าเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับการจับคู่ การจัดหมวดหมู่ การเปรียบเทียบ และการจ าแนก เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสร้างความรู้ความเข้าใจ 2.2 ควำมส ำคัญของทักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความส าคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ดังนี้ ปานิตา กุดกรุ่ง (2553 : 34) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง วิชาที่ฝกทักษะเบื้องตนในการคิดค านวณ การใชเหตุผล โดยการตั้งปญหาและคนหาค าตอบ เปนการ ฝกการตัดสินใจ ซึ่งเปนทักษะส าคัญที่ตองใชในชีวิตประจ าวัน กมลรัตน์ กมลสุทธ (2555 : 48 อ้างอิงจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ, 2553 : 2) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง คณิตศาสตร์มีความส าคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิด ท าให้มนุษย์มีความคิดอย่างมีเหตุผลเป็น ระบบ มีแบบแผน ตลอดจนการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือ สถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ


36 ละเอียด ขวัญตน (2555 : 13) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคฺณิตศาสตร์ หมายถึง เป็นการด าเนินชีวิต เพราะในการด าเนินชีวิตตลอดจนการศึกษาและการเรียนรู้ต้องอาศัย ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเรียงล าดับ การแก้ปัญหา การคิดค านวณ การคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์เมื่อเจริญเติบโตขึ้น นกเล็ก วรนุช (2556 : 19) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง เป็นทักษะพื้นฐานส าหรับทุกคนเพื่อให้เป็นคนมีเหตุผล คิดอย่างเป็นระบบและมีระเบียบแบบแผน และมีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อการด ารงชีวิตประจ าวัน สุมารีย์ ไชยประสพ (2557 : 16) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง เป็นสิ่งส าคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ าวันมนุษย์ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ การ ได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับปฐมวัยท าให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด อย่างมีเหตุผลและใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี เพราะในการด าเนินชีวิตตลอดจนการศึกษา การเรียนรู้ต้องอาศัยทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเรียงล าดับ การแก้ปัญหา การคิดค านวณ อย่างมีเหตุผล การกระท าจึงมีความจ าเป็นในการส่งเสริมให้มีคารจัดประสบการณ์ เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ฝึกฝน เป็นการเตรียม ความพร้อมและสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ที่ดีในอนาคด ต่อไปเมื่อเติบโตขึ้น สุรีกร ทะนาไธสง (2559 : 51) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง คณิตศาสตร์มีความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับทุกคนช่วยพัฒนาความคิดให้เป็นคนคิด อย่างมีเหตุผลมีระเบียบ รวมทั้งมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถแก้ปัญหาให้ส าเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยดี ช่วยให้คาดการณ์วางแผนแก้ปัญหาและน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างเหมาะสม นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 27) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง คณิตศาสตร์เป็นสิ่งส าคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ าวันของมนุษย์ ท าให้เด็กคิดเป็นท าเป็นและ แก้ปัญหาเป็น รู้จักใช้เหตุผล มีความละเอียดรอบคอบ ช่วยให้เด็กมีความพร้อมและขยาย ประสบการณ์ช่วยฝึกทักษะเบื้องต้นท าให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดและมีเจตคติที่ดี


37 ปภาวี ภตวงค์ (2561 : 8) กล่าวว่า ความส าคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง คณิตศาสตร์มีความส าคัญต่อการด ารงชีวิตและการเรียนรู้ต้องอาศัยทักษะการสังเกตเปรียบเทียบ การ รู้ค่าจ านวน การจัดหมวดหมู่ การแก้ไขปัญหา การคิดอย่างมีเหตุผล จากการศึกษาความส าคัญของทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐาน คณิตศาสตร์เป็นสิ่งส าคัญที่เกี่ยวของกับชีวิตประจ าวันของมนุษย์ท าให้เด็กคิดเป็นท าเป็น รู้จักใช้ เหตุผล มีความละเอียดรอบคอบ และสามารถแก้ปัญหาให้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยดี 2.3 จุดมุ่งหมำยในกำรเตรียมทักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงมุ่งหมายในการเตรียมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ดังนี้ ปานิตา กุดกรุง (2553 : 35 อ้างอิงจาก นิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 3) กลาวว่า จุดมุง หมายในการเตรียมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตรในระดับปฐมวัยเอาไวนี้ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับคณิตศาสตร 2. เพื่อใหเด็กรูจักและใชกระบวนการ (process) ในการหาค าตอบ 3. เพื่อใหเด็กมีความเขาใจพื้นฐานเกี่ยวคณิตศาสตร 4. เพื่อใหเด็กฝกฝนทักษะ (Skills) คณิตศาสตรพื้นฐาน 5. เพื่อใหเด็กเกิดการคนควาหาค าาตอบดวยตนเอง 6. เพื่อสงเสริมใหเด็กมีความรูและอยากคนควาทดลอง ปณิชา มโนสิทธยากร (2553 : 14) กล่าวว่า จุดมุงหมายในการเตรียมทักษะพื้นฐาน คณิตศาสตร์ เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับสูงขึ้น เป็นการฝึกฝนให้รู้จัก การใช้เหตุผลในการเปรียบเทียบมีทักษะในการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ และสามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันต่อไปได้ วิจิตร จันทร์ศิริ(2559 : 57) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายในในการเตรียมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ หมายถึง เป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ ทักษะที่จ าเป็นในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับที่ สูงขึ้นและสามารถน าประสบการณ์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวัน สุมารีย์ ไชยประสพ (2557 : 17 อ้างอิงจาก หรรษา นิลวิเชียร, 2542 : 119) กล่าวว่า การ สอนคณิตศาสตร์ในสถานศึกษาของเด็กปฐมวัยควรมีจุดมุ่งหมายโอกาสได้จัดการกระท าและส ารวจ


38 วัสดุในขณะมีการจัดประสบการณ์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวกับโลกภาพก่อน เข้าไปสู่โลกของการคิดด้านนามธรรมมีโอกาสพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ด้านการจัดหมวดหมู่ การ เปรียบเทียบ การเรียงล าดับ การวัด การนับ และการจัดการด้านค านวณ ประจักษ์ อเนกฤทธิ์มงคล (2560 : 18 อ้างอิงจาก บุญเยี่ยม จิตรดอน, 2532 : 245 - 246) กล่าวว่า จุดมุงหมายในการเตรียมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตรในระดับปฐมวัยเอาไวนี้ดังนี้ 1. เพื่อเตรียมเด็กให้มีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้น 2. เพื่อขยายประสบการณ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ให้สอดคล้องกับระเบียบวิธีสอนในชั้น ต่อไป 3. เพื่อให้เด็กเข้าใจความหมายและใช้ค าพูดเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ 4. เพื่อฝึกทักษะเบื้องต้นในการคิดค านวณ 5. เพื่อฝึกให้เป็นคนมีเหตุผลละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบ 6. เพื่อให้สัมพันธ์กับวิชาอื่น และสามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ 7. เพื่อให้มีใจรักวิชาคณิตศาสตร์ และชอบการค้นคว้า ปภาวี คตวงศ์ (2561 : 9 อ้างอิงจาก วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2542 : 71 - 72) กลาวว่า จุดมุงหมายในการเตรียมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์เอาไวนี้ดังนี้ 1. ให้โอกาสได้จัดการกระท า และส ารวจวัสดุในขณะมีประสบการณ์เกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ 2. ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวกับโลกทางด้านกายภาพก่อนเข้าไปสู่โลกของการคิด ด้านนามธรรม 3. ให้มีการพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้น อันได้แก่การจัดหมวดหมู่ การ เปรียบเทียบ การเรียงล าดับ การจัดการท ากราฟ การนับ การจัดการด้านจ านวน การสังเกตและการ เพิ่มขึ้นการลดลง 4. การขยายประสบการณ์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ให้สอดจากง่ายไปหายาก 5. ฝึกทักษะเบื้องต้นในการคิดค านวณ จากการศึกษาจุดมุงหมายในการเตรียมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมาย ของการเตรียมความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่


39 จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น โดยให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้เด็ก มีความสามารถในการใช้เหตุผลและมีทักษะในการแก้ปัญหา ท าให้เกิดความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์ 2.4 ทฤษฎีและแนวคิดพัฒนำกำรด้ำนสติปัญญำที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐำนทำง คณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงทฤษฎีและแนวคิดพัฒนาการด้านสติปัญญาที่เกี่ยวกับ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์นี้ 1. ทฤษฎีพัฒนาการสติปัญญาของเพียเจท์ ทฤษฎีของเพียเจท์ (ปานิตา กุดกรุง, 2553 : 36 อ้างอิงจาก Piaget. 1969) กล่าวว่า เป็น ทฤษฎีที่ว่าด้วยการพัฒนาทางด้านสติปัญญาของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงวัยที่มีพัฒนาการทาง สติปัญญาอย่างสมบูณ์ เพียเจท์สนใจเกี่ยวกับวีธีการคิดและกระบวนการคิดของเด็กมากกว่าผลของ การตอบสนองจากความคิด เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว โดยอาศัยกระบวนการท างานที่ส าคัญของ โครงสร้างทางสติปัญญา ได้แก่กระบวนการปรับเข้าสู่โครงสร้าง (Assismilation) คือ กระบวนการที่ น าเอาข้อความที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมมาปรับให้เข้ากับความรู้เดิมที่มีอยู่ตามระดับสติปัญญาของ บุคคลที่สามารถรับรู้ต่อสิ่งนั้นๆได้และกระบวนการปรับขยายโครงสร้าง (Acommodation) คือ กระบวนการที่บุคคลรับข้อมูลเข้าไป กระบวนการทั้งสองนี้จะท างานร่วมกันตลอดเวลา เพื่อช่วยรักษา ความสมดุล (Equilibrium) ตามทฤษฎีของเพียเจท์ แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาเป็น 4 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) อายุระหว่างตั้งแรกเกิด จนถึง 2 ปี เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะธรรมชาติ เช่น วัตถุ สิ่งของ เป็นต้น 2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Pre - Operrational Stage) อยู่ระหว่างอายุ 2 - 7 ปี จะเกิด พัฒนาการทางภาษาและพัฒนาการทางความคิด เป็นขั้นที่เด็กเรียนรู้ภาษาพูด เข้าใจท่าทางที่ใช้ สื่อสารความหมาย การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่ต้องอาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ในขั้นนี้เด็กจะเริ่ม ใช้สัญลักษณ์แทนสิ่งของ 3. ขั้นปฏิบัติการคิดแบบรูปธรรม (Concrete Operrational Stage) อยู่ในช่วงอายุ 7 - 11 ปี พัฒนาการด้านความคิดจะมีเหตุผลกับสิ่งที่แลเห็นในลักษณะที่เป็นปัญหาแบบรูปธรรมเช่น การ แบ่งกลุ่ม แบ่งพวก ภาษาที่ใช้จะเป็นไปตามสังคม มีการโต้ตอบ และสามารถแก้ปัญหาต่างได้


40 4. ขั้นปฏิบัติการคิดแบบนามธรรม (Formal Operrational Stage) อยู่ในช่วงอายุ11 - 15 ปี เป็นช่วงที่เด็กรู้จักคิดหาเหตุผล และเรียนรู้เกี่ยวกับนามธรรมได้ดียิ่งขึ้น สามารถตั้งสมมติฐานและ แก้ปัญหาได้ เป็นระยะที่โครงสร้างทางสติปัญญาของเด็กมีวุฒิภาวะสูงสุด(Maturity) เด็กวัยนี้มี ความสามารถเท่าผู้ใหญ่ แต่จะแตกต่างในด้านคุณภาพ เนื่องจากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน 2. ทฤษฎีพัฒนาการสติปัญญาของบรูเนอร์ ทฤษฎีบรูเนอร์ (กมลรัตน์ กมลสุทธิ, 2555 Bruner. 1966) กล่าวว่า การเรียนรู้ของเด็กเกิด จากกระบวนการท างานภายในอินทรีย์ (Organism) โดยเน้นความส าคัญของสิ่งแวดล้อมและ วัฒนธรรม ที่ช่วยส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก บรูเนอร์ (Bruner) เชื่อว่าการจัด ประสบการณ์ของครูจะช่วยให้เด็กเกิดความพร้อมที่จะเรียนต่อไป โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนของครูนั้นต้องสอดคล้องกับพัฒนาการและความสามารถของเด็ก สอนให้เด็กได้รับประสบการณ์ ตรงด้วยการลงมือกระท าด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ บรูเนอร์ (Bruner) ได้ แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาออกเป็น 3 ขั้นดังนี้ 1. ขั้นการเรียนรู้ด้วยการกระท า (Enactive Stage) เปรียบได้กับขั้นประสาทสัมผัสและ การเคลื่อนไหว (Sensorimotor Sage) ของเพียเจท์ เป็นขั้นที่เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจสิ่งแวดล้อมจาก การกระท าและการใช้ประสาทสัมผัส 2. ขั้นการเรียนรู้ด้วยการจินตนาการ (Iconic Stage) เปรียบได้กับขั้นความคิดก่อนเกิด ปฏิบัติการ (Pre Operation Stage) ของเพียเจท์ เป็นขั้นที่เด็กเกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้น ความสามารถในการคิดขังไม่ลึกซึ้ง และยังไม่สามารถจ าแนกสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผล 3. ขั้นการเรียนรู้โดยใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Stage) เปรียบเทียบได้กับขั้นปฏิบัติการ คิดแบบรูปธรรม (Concrete Operation Stage) และขั้นปฎิบัติการคิดแบบนามธรรม (Formal Operation Stage) ของเพียเจท์ เป็นขั้นที่เด็กสามารถคิดได้อย่างอิสระโดยใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์ เป็นเครื่องมือในการคิดและถ่ายทอดประสบการณ์ เริ่มมีความเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลโดยถือ ว่าเป็นขั้นสูงสุดของการพัฒนาสติปัญญา 3. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของไวก็อตสกี้ (Vvgotsky) ทฤษฎีไวก็อตสกี้ (สุมารีย์ ไชยประสพ, 2557 อ้างอิงจาก Vvgotsky. 1978) กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญาไว้ ดังนี้


41 1. ไวก็อตสกี้ (Vygotsky) เน้นว่า สังคมวัฒนธรรมและอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมผลต่อ พัฒนาการทางสติปัญญาและการคิดของเด็กรากฐานของทฤษฎีสติปัญญาทางสังคม (Sociocognitive Theory) คือ พัฒนาการทางสติปัญญาที่เกิดจากการมีสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง การเรียนรู้นั้นเป็นกระบวนการภายในที่เด็กได้เกี่ยวข้องปฏิสัมพันธ์กับสังคมวัฒนธรรม ค านิยมและ รูปแบบของสังคมที่เด็กอยู่ การเรียนรู้ที่มีสังคมเป็นฐานจะเน้นกระบวนการคิดก่อให้เกิดวุฒิภาวะ (Mature) 2. พื้นฐานทางพันธุกรรมของพัฒนาการทางสติปัญญา ไวก็อตสกี้แยกการท างานของสมอง ออกเป็นสองลักษณะ ได้แก่ การท างานตามธรรมชาติ (Matuire function) และการท างานที่สูงกว่า (Higher finction) หน้าที่การท างานตามธรรมชาติเกิดขึ้นโดยวิวัฒนาการทางชีวภาพ ได้แก่การจ า สนใจ การรับรู้ที่เกิดจากการตอบสนองสิ่งเร้ารอบตัวลักษณะที่สอง คือ การท างานที่สูงกว่าหน้าที่ ลักษณะนี้จะแยกพัฒนาการของคนจากสัตว์การท างานของสมองจะมีขึ้นระหว่างการเรียนรู้จากการ ท างานตามธรรมชาติสู่การท างานที่สูงกว่าโดยการมีปฏิสัมพันธ์หรืออิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งการท างานของสมองนี้จะมีอยู่ในมนุษย์เท่านั้น 3. บทบาทของภาษาในการพัฒนาทางสติปัญญาการคิดขั้นสูงของมนุษย์แตกต่างจากสัตว์ อย่างเด่นชัด เพราะการคิดขั้นสูงนี้ถูกสร้างจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ ในการด าเนินการซึมซับ (Internalize) ไวก็อตสกี้ เชื่อว่า บทบาทของภาษาในการพัฒนามนุษย์ที่ เป็นไปได้และเป็นรูปธรรมปรากฏให้เห็นเมื่อภาษาและกิจกรรมต่างๆถูกพัฒนาอย่างสมบูรณ์และ ครอบคลุมทุกด้านทันทีที่มนุษย์ใช้ค าพูดและสัญญาประกอบกัน จากการศึกษาทฤษฎีและแนวคิดพัฒนาการด้านสติปัญญาที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ของเพีย์เจท์ (Piaget) บรูเนอร์ (Bruner) สรุปได้ว่า สามารถน าแนวคิดแต่ละทฤษฏีมาใช้ ในการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน โดยจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับความชอบ ความสนใจ ความ แตกต่างระหว่างบุคคล และความสามารถของเด็กแต่ละคน 2.5 ประเภททักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ของเด็กปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงประเภททักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ดังนี้


42 บุษยมาศ ผึ้งหลวง (2556 : 13 อ้างอิงจาก สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2545 : 109) กล่าวว่า ประเถทของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ มีดังนี้ 1. การับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 2. การจ าแนกเปรียบเทียบ 3. การจัดหมวดหมู่ 4. การเรียงล าดับ 5. การหาความสัมพันธ์ 6. การแก้ปัญหา 7. การรู้ค่าค านวณ 8. การใช้ภาษา 9. ความคิดสร้างสรรค์ สิริยากร ชูพันธ์ (2557 : 14 – 15 อ้างอิงจาก นิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 17 - 19) กล่าว ว่า ประเภททักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย ควรประกอบด้วยทักษะ ดังต่อไปนี้ 1. การนับ (Counting) เป็นคณิตศาสตร์เกี่ยวกับตัวเลขอันดับแรกที่เด็กรู้จัก เป็นการ นับอย่างมีความหมาย เช่น การนับตามล าดับ ตั้งแต่ 1 - 10 หรือมากกว่านั้น 2. ตัวเลข (Numeration) เป็นการให้เด็กรู้จักตัวเลขที่เห็นหรือใช้อยู่ในชีวิตประจ าวัน ให้เด็กเล่นของเล่นเกี่ยวกับตัวเลข ให้เด็กได้นับและคิดเองโดยครูเป็นผู้วางแผนจัดกิจกรรม อาจมีการ เปรียบเทียบแทรกเข้าไปด้วย เช่น มากกว่า น้อยกว่าฯลฯ 3. การจับคู่ (Matching) เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักสังเกตลักษณะต่างๆ และจับคู่สิ่งที่เข้า คู่กันเหมือนกัน หรืออยู่ประเภทเดียวกัน 4. การจัดประเภท (Classification) เป็นการฝึกฝนให้เด็กรู้จักการสังเกตคุณสมบัติ ของ สิ่งต่างๆว่ามีความแตกต่างกันหรือเหมือนกันในบางเรื่องและสามารถจัดเป็นประเภทต่างๆได้ 5. การเปรียบเทียบ (Comparing เด็กจะต้องมีการสืบเสาะและอาศัยความสัมพันธ์ ระหว่างของสองสิ่งหรือมากกว่า รู้จักใช้ค าศัพท์ เช่น ยาวกว่า สั้นกว่า หนักกว่าเบากว่า ฯลฯ


43 6. การจัดล าดับ (Ordering) เป็นเพียงการจัดสิ่งของชุดหนึ่งๆตามค าสั่งหรือตามกฎ เช่นจัดบล็อก 5 แท่งที่มีความยาวไม่เท่ากัน ให้เรียงตามล าดับจากสูงไปต่ า หรือจากสั้นไปยาว ฯลฯ 7. รูปทรงและเนื้อที่ (Shape and Spuce) นอกจากให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงและ เนื้อที่จากการเล่นตามปกติแล้ว ครูยังต้องจัดประสบการณ์ให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า ความลึก ตื้น กว้างและแคบ เสาวภาพ เครือวัง (2560 : 27 อ้างอิงจาก เยาวพา เดชะคุปต์, 2542 : 87 - 88) ได้เสนอ การสอนคณิตศาสตร์แนวใหม่ และประเภทของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ที่ครูจัดประสบการณ์ ให้กับเด็ก ดังนี้ 1. การจัดกลุ่มหรือเซตสิ่งที่ควรสอนได้แก่ การจัดคู่ 1 : 1 การจับคู่สิ่งของการรวมกลุ่ม กลุ่มที่เท่ากัน และความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลข 2. จ านวน 1 - 10 การฝึกนับ 1 - 10 จ านวนคู่ จ านวน 3. ระบบจ านวน (Number System) และชื่อของตัวเลข 1 = หนึ่ง 2 = สอง 4. ความสัมพันธ์ระหว่างเซตต่างๆ เช่น เซตรวม การแยกเซต ฯลฯ 5. สมบัติของคผิดศาสตร์จากการรวมกลุ่ม (Properties of Math) 6. ล าดับที่ ส าคัญและประโชคคณิตศาสตร์ ได้แก่ ประโยคคณิตศาสตร์ที่แสดงถึงจ านวน ปริมาตรคุณภาพต่างๆ เช่น มาก - น้อย สูง – ต่ า ฯลฯ 7. การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เด็กสามารถวิเคราะห์ปัญหาง่ายๆทางคณิตศาสตร์ ทั้งที่เป็นจ านวนและไม่เป็นจ านวน 8. การวัด (Measurement) ได้แก่ การวัดสิ่งของที่เป็นของเหลว สิ่งของ เงินตรา อุณหภูมิรวมถึงมาตราส่วน และเครื่องมือในการวัด 9. รูปทรงเรขาคณิต ได้แก่ การเปรียบเทียบ รูปร่าง ขนาด ระยะทาง เช่น รูปสิ่งของที่มี มิติต่างๆจากการเล่นเกม และจากการศึกษาถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2563 : 67 - 68) กล่าวว่า การ ส่งเสริมความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ตามสาระที่ควรเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย เด็ก จ าเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หรือความคิดรวบยอดพื้นฐานทาง


44 คณิตศาสตร์ (Early Mathematics concepts) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนรู้ในด้าน ความคิดรวบยอดซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ 1. การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one correspondence) เป็นการจับคู่กัน (Matching or Pairing) ในลักษณะความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one relationship) ระหว่างสิ่งต่างๆสองสิ่งหรือสองกลุ่ม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ส าคัญ ของจ านวนและการด าเนินการ โดยการ จับคู่หนึ่งต่อหนึ่งใช้ในการนับเพื่อบอกจ านวน ในลักษณะของการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งระหว่างชื่อเรียก จ านวน (Number name) กับสิ่งที่นับโดยนับเพียงครั้งเดียว ไม่นับซ้ า หากเด็กไม่มีพื้นฐานการจับคู่ หนึ่งต่อหนึ่ง เด็กจะไม่สามารถนับเพื่อบอกจ านวนได้ถูกต้อง รวมไปถึงเป็นพื้นฐานที่ใช้ในการ เปรียบเทียบ จ านวนระหว่างสิ่งต่างๆสองกลุ่มเพื่อบอกปริมาณว่าเท่ากันหรือไม่เท่ากันและกลุ่มใด มี จ านวนมากกว่าหรือน้อยกว่า โดยหากจับคู่สิ่งต่างๆสองกลุ่มได้พอดีแสดงว่าสิ่งของ ในสองกลุ่มนั้นมี จ านวนเท่ากัน หากไม่พอดีแสดงว่ามีจ านวนไม่เท่ากัน และกลุ่มที่มี สิ่งของเหลืออยู่แสดงว่ามีจ านวน มากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ ในการเรียงล าดับจ านวนก็จ าเป็นต้องอาศัยการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อ บอกปริมาณที่เท่ากันหรือไม่เท่ากัน และกลุ่มใดมีจ านวนมากที่สุดหรือน้อยที่สุดอีกด้วย 2. การจ าแนก (Classifying) เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆที่มีลักษณะ เหมือนกัน สัมพันธ์กัน หรือแตกต่างกัน เช่น สี รูปร่าง ขนาด หน้าที่การใช้งาน เหตุการณ์โดยการคัด แยกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆอย่างสมเหตุสมผล การจ าแนกช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและ เป็นพื้นฐานที่ส าคัญที่ใช้ในการจ าแนกรูปเรขาคณิต การบอกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจ าวัน ตามช่วงเวลา การสังเกตแบบรูปของสิ่งต่างๆการรวมและการแยก และการน าเสนอข้อมูลในรูป แผนภูมิอย่างง่าย 3. การเปรียบเทียบ (Comparing) เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆสองสิ่งหรือ สองกลุ่มที่มีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน เช่น สี รูปร่าง ขนาดรวมไปถึงการหาความสัมพันธ์ ระหว่างปริมาณของสิ่งต่างๆสองกลุ่มโดยอาศัยการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งเพื่อบอกปริมาณว่า เท่ากัน ไม่ เท่ากัน มากกว่าหรือน้อยกว่า การเปรียบเทียบเป็นพื้นฐานที่ส าคัญที่ใช้ในการวัดการชั่ง การตวง การ เปรียบเทียบจ านวนของสิ่งต่างๆ การสังเกตแบบรูปของสิ่งต่างๆ และการน าเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย 4. การเรียงล าดับ (Ordering, Seriation) เป็นการหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆมากกว่า


45 สองสิ่งหรือสองกลุ่มขึ้นไปที่มีลักษณะร่วมกัน เช่น ขนาด ปริมาณ แล้วน ามาจัดเรียงโดยมีจุดเริ่มต้น และทิศทาง การเรียงล าดับเป็นพื้นฐานที่ส าคัญที่ใช้ในการวัดสิ่งต่างๆ การเรียงล าดับกิจกรรมหรือ เหตุการณ์ในชีวิตประจ าวัน ตามช่วงเวลา การเรียงล าดับจ านวนของสิ่งต่างๆ การสังเกตแบบรูปของ สิ่งต่างๆ และการน าเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย จากการศึกษาประเภทคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า การฝึกให้เด็กเกิด ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์นั้น ควรจะต้องให้ครอบคลุมในเรื่องต่อไปนี้ คือการใช้ค าคุณศัพท์ ที่แสดงจ านวนการเปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม การเรียงล าดับ การนับจ านวน การวัด อุณหภูมิ น้ าหนัก รูปทรงต่างๆ การแบ่งค่าของเงิน มิติสัมพันธ์และเวลา 2.6 หลักกำรสอนคณิตศำสตร์ส ำหรับเด็กปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงหลักการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้ ปานิตา กุดกรุ่ง (2553 : 41 อ้างอิงจาก กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2549 : 40) กลาวว่า หลักการ สอนคณิตศาสตรส าหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 - 6 ขวบไวดังนี้ 1. สงเสริมความสนใจเรื่องคณิตศาสตรของเด็ก ดวยการน าคณิตศาสตรที่เด็กสนใจ นั้นเชื่อมโยงไปกบโลกทางกายภาพและสังคมของเด็ก 2. จัดประสบการณที่หลากหลายให้กับเด็กให้สอดคลองกับครอบครัว ภาษา พื้นฐาน และวัฒนธรรม วิธีการเรียนของเด็กแตละคน และความรูของเด็กที่มี 3. ฐานของหลักสูตรคณิตศาสตรและการสอนตองมีความสอดคลองกับพัฒนาการ ของเด็กดานร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา 4. หลักสูตรและการสอนตองเพิ่มความเขมแข็งดานการแกปญหา กระบวนการใช เหตุผล การน าเสนอ การสื่อสารและการเชื่อมแนวคิดทางคณิตศาสตรของเด็กปฐมวัย 5. หลักสูตรตองสอดคลองและบงชี้ขอความรูและแนวคิดส าคัญทางคณิตศาสตร


46 6. สนับสนุนใหเด็กมีแนวคิดส าคัญทางคณิตศาสตรอยางลุมลึกและยั่งยืน 7. บูรณาการคณิตศาสตรเขากับกิจกรรมตางๆ 8. จัดเวลา อุปกรณ์ และครู ที่พร้อมสนับสนุนให้เด็กเล่น ในบรรยากาศที่สร้างให้ เด็กได้เรียนรู้แนวทางคณิตศาสตร์ที่เด็กสนใจอย่างกระจ่าง 9. น ามในทัศน์ทางคณิตศาสตร์ วิธีการ ภาษา มาจัดประสบการณ์โดยก าหนดกล ยุทธ์การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย 10. สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กด้วยการประเมินความรู้ ทักษะ และความสามารถ ทางคณิตศาสตร์ของเด็ก กุลพธู คมกฤส (2554 : 31) กล่าวว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์ว่าในการส่งเสริมทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัยนั้นควรจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับความสามารถความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคลเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติคิดแก้ปัญหาและหาค าตอบด้วย ตนเองในบรรยากาศที่เป็นอิสระสนุกสนานเริ่มเรียนรู้จากสิ่งที่ใกล้ตัวไปหาสิ่งที่ยากจากสิ่งที่เป็นรูปร ธรรมไปหานามธรรมโดยครูจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับกิจวัตรประจ าวันรวมทั้งส่งเสริมให้เด็กใช้ คณิตศาสตร์ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกัน จุฑาทิพย์ ทองช่วย (2555 : 41) กล่าวว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ว่า เน้นเด็กเป็นส าคัญผู้สอนควรค านึงถึงจุดประสงค์ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กได้รับ ประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสามารถบูรณาการให้เข้ากับ กิจกรรมอื่นๆ ได้ ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ละเอียด ขวัญตน (2555 : 19) กล่าวว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ต้อง เน้นเด็กเป็นส าคัญ ครูต้องค านึงถึงจุดประสงค์ในการจัดการเรียนการสอนคณิดศาสตร์ เพื่อให้เด็กเกิด ความเข้าใจอย่างถ่องเท้และสามารถบูรณาการให้เข้ากับกิจกรรมอื่นๆได้และเรียนรู้อย่างมีความสุข แสงตะวัน จันทรอ่อน (2563 : 15 อ้างอิงจาก นิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 19 - 24) กล่าวถึง หลักการสอนคณิตศาสตร์ไว้ดังนี้ 1. สอนให้สอดคล้องกับชีวิตประจ าวันการเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กมองเห็น ความจ าเป็นและประโยชน์ของสิ่งที่ครูก าลังสอน ดังนั้นการสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กจะต้องสอดคล้อง กับกิจกรรมในชีวิตประจ าวันเพื่อให้เด็กตระหนักถึงเรื่องคณิตศาสตร์ที่ละน้อย และช่วยให้เด็กเข้าใจ


47 เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ในขั้นต่อไปแต่สิ่งที่ส าคัญที่สุด คือการให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนกับครูและลง มือปฏิบัติด้วยตนเอง 2. เปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่ท าให้พบค าตอบด้วยตนเองเปิดโอกาสให้ เด็กได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายและเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมีโกาสได้ลงมือปฏิบัติ จริงซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ค้นพบค าตอบด้วยตนเองพัฒนาความคิดและความคิดรวบยอดได้เอง ในที่สุด 3. มีเป้าหมายและมีการวางแผนที่ดีครูจะต้องมีการเตรียมการเพื่อให้เด็กได้ค่อยๆ พัฒนาการเรียนรู้ขึ้นเองและเป็นไปตามแนวทางที่ครูวางไว้ 4. เอาใจใส่เรื่องการเรียนรู้และล าดับขั้นการพัฒนาความคิดรวบยอดของเด็กครูต้อง มีการเอาใจใส่เรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะล าดับขั้นการพัฒนาความคิดรวบยอด ทักษะทางคณิตศาสตร์โดยค านึงถึงหลักทฤษฎี 5. ใช้วิธีการจดบันทึกพฤติกรรม เพื่อใช่ในการวางแผนและจัดกิจกรรม การจด บันทึกด้านทัศนคติ ทักษะ และความรู้ความเข้าใจของเด็กในขณะท ากิจกรรมต่างๆ เป็นวิธีการที่ท าให้ ครูวางแผนและจัดกิจกรรมได้เหมาะสมกับเด็ก 6. ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของเด็ก เพื่อสอนประสบการณ์ใหม่ในสถานการณ์ ใหม่ประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ของเด็กอาจเกิดจากกิจกรรมเดิมที่เคยท ามาแล้วหรือเพิ่มเติมขึ้นอีก ได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเดิมแต่อาจอยู่ในสถานการณ์ใหม่ 7. รู้จักการใช้สถานการณ์ขณะนั้นให้เป็นประโยชน์ครูสามารถใช้สถานการณ์ที่ก าลัง เป็นอยู่และเห็นได้ในขณะนั้นมาท าให้เกิดการเรียนรู้ด้านจ านวนได้ 8. ใช้วิธีการสอนแทรกกับชีวิตจริง เพื่อสอนความคิดรวบยอดที่ยาก การสอน ความคิดรวบยอดเรื่องปริมาณ ขนาดและรูปร่างต่างๆ ต้องสอนแบบค่อยๆสอดแทรกไปตามธรรมชาติ ให้สถานการณ์ที่มีความหมายต่อเด็กอย่างแท้จริง ให้เด็กได้ทั้งดูและจับต้อง ทดสอบความคิดขอ ตนเองในบรรยากาศที่เป็นกันเอง 9. ใช้วิธีให้เด็กมีส่วนร่วมหรือปฏิบัติจริงเกี่ยวกับตัวเลขสถานการณ์และ สภาพแวดล้อมล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ครูสามารถน ามาใช้ในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ


48 ตัวเลขได้เพราะตามธรรมชาติของเด็กนั้นล้วนสนใจในเรื่องการวัดสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่แล้ว รวบทั้งการ จัดกิจกรรมการเล่นเกมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าใจในเรื่องตัวเลขแล้ว 10. วางแผนส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านอย่างต่อเนื่องการวาง แผนการสอนนั้นครูควรวิเคราะห์และจดบันทึกด้วยว่ากิจกรรมใดที่ควรส่งเสริมให้มีที่บ้านและที่ โรงเรียน โดยยึดหลักความพร้อมของเด็กเป็นรายบุคคลเป็นหลักและมีการวางแผนร่วมกับผู้ปกครอง 11. บันทึกปัญหาการเรียนรู้ของเด็กอย่างสม่ าเสมอเพื่อแก้ไขและปรับปรุงการจด บันทึกอย่างสม่ าเสมอช่วยให้ทราบว่ามีเด็กคนใดยังไม่เข้าใจและต้องจัดกิจกรรมเพิ่มเติมอีก 12. ในแต่ระครั้งควรสอนเพียงความคิดรวบยอดเดียว ครูควรสอนเพียงความคิดรวบ ยอดเดียว และใช้กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงจึงเกิดการเรียนรู้ได้ 13. เน้นกระบวนการเล่นจากง่ายไปหายาก การสร้างความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการ สร้างตัวเลขของเด็กจะต้องผ่านกระบวนการเล่นมีทั้งแบบจัดประเภท เปรียบเทียบ และจัดล าดับซึ่ง ต้องอาศัยการนับเศษส่วนรูปทรงและเนื้อที่การวัดการจัดและเสนอข้อมูล ซึ่งเป็นพื้นฐานไปสู่ความ เข้าใจเรื่องคณิตศาสตร์ต่อไป จึงจ าเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นที่ง่ายและค่อยยากขึ้นตามล าดับ 14. ควรสอนสัญญาลักษณ์ตัวเลขหรือเครื่องหมาย เมื่อเด็กเข้าใจสิ่งเหล่านั้นแล้วการ ใช้สัญญาลักษณ์ตัวเลขหรือเครื่องหมายกับเด็กนั้นท าได้เมื่อเด็กเข้าใจความหมายแล้ว 15. ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการเรียนคณิตศาสตร์การเตรียมความพร้อมนั้น จะต้องเริ่มที่การฝึกสายตาเป็นอันดับแรก เพราะหากเด็กไม่สามารถใช้สายตาในการจ าแนกประเภท แล้วเด็กจะมีปัญหาในการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ จากการศึกษาหลักการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า การจัด กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ส าหรับเด็ก ต้องค านึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับชีวิตประจ าวันของผู้เรียน โดยเริ่มจากเนื้อหาที่ง่ายไปหายาก เน้นให้ เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 2.7 แนวทำงกำรส่งเสริมทักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ดังนี้ ปานิตา กุดกรุ่ง (2553 : 40 อ้างอิงจาก เยาวพา เดชะคุปต์, 2542 : 53) กล่าวว่า แนว ทางการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ควรใหเด็กไดพัฒนาสิ่งตอไปนี้


49 1. เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับขนาด รูปทรง ความสัมพันธระหวางเนื้อที่ เวลา อุณหภูมิเงินตรา และอื่นๆ 2. เกิดความสามารถในการนับ 3. สามารถแยกความแตกตางของรูปทรง 4. เขาใจถึงสวนเต็มและสวนยอย 5. เขาใจความสัมพันธของเนื้อที่ 6. สามารถใชนาฬิกาในการบอกเวลา และปฏิทินในการบอกวันเดือนป 7. สามารถวัดในเชิงปริมาณ 8. เขาใจเรื่องเงิน บุญเยี่ยม จิตรคอน (2532 : 243 – 244 อ้างถึงใน ประจักษ์ อเนกฤทธิ์มงคล, 2560 : 25) ได้กล่าวว่าแนวทางในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ดังนี้ 1. เด็กจะต้องได้เรียนจากประสบการณ์ตรงจากของจริง โดยเริ่มจากวัสดุ อุปกรณ์ที่เป็น รูปธรรมไปหานามธรรม ดังนี้ 1.1. ขั้นใช้ของจริง 1.2 ขั้นใช้รูปภาพแทนของจริง 1.3 ขั้นกึ่งรูปภาพ คือ สมมติเครื่องหมายต่างๆ แทนภาพหรือจ านวน 2. เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กก่อนแล้วจึงเป็นสิ่งที่ยากขึ้น 3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จ าโดยให้เด็กค้นคว้า ตัดสินใจคิดหา เหตุผลด้วยตนเอง 4. ฝึกคิดจากปัญหาในชีวิตประจ าวันของเด็กก่อน เพื่อเป็นการช่วยขยายประสบการณ์ ให้สัมพันธ์กับประสบการณ์เดิม 5. จัดกิจกรรมให้สนุกสนานตลอดจนได้รับความรู้ไปด้วย 6. จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความเข้าใจ โดยขั้นต้นให้เด็กมีประสบการณ์ให้มาก แล้วจึง ค่อยสรุปกฎเกณฑ์ที่จ าเป็นอันดับสุดท้าย 7. จัดกิจกรรมทบทวน โดยการตั้งค าถามแล้วให้ตอบปากเปล่า เพื่อสร้างเรื่องราวให้คิด ซ้ าช่วยส่งเสริมให้เด็กคิดแก้ปัญหาและหาเหตุผลข้อเท็จจริง


50 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2563 : 60) กล่าวว่า การจัด ประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยควรจัดในรูปของกิจกรรมแบบบูรณาการกับ กิจวัตรและกิจกรรมประจ าวัน ผ่านการเล่น เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ความ เข้าใจ มีทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ ครูหรือผู้ที่มีหน้าที่ อบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยค านึงถึงความเหมาะสม และความ สอดคล้องกับวุฒิภาวะของเด็ก ซึ่งมีจุดเน้น ดังนี้ 1. สร้างเสริมความสนใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามธรรมชาติของเด็กผ่าน ประสบการณ์ตรง โดยการส ารวจ การเล่น การลงมือปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน รวมไปถึงการจัด สภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ 2. สร้างเสริมทักษะและความรู้ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์บนพื้นฐานของความสามารถ และพัฒนาการของเด็กรายบุคคลอย่างเป็นล าดับขั้นตอน โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจพื้นฐาน เพื่อเป็น การเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนรู้ในล าดับขั้นที่ยากขึ้นต่อไป และค านึงถึงการเชื่อมโยงจาก พื้นฐานทางครอบครัว ภาษา วัฒนธรรม และชุมชนของเด็ก 3. ใช้สื่อการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรมโดยเริ่มต้นจากของจริง ของจ าลอง รูปภาพ และสัญลักษณ์ตามล าดับ และใช้กลยุทธ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม เพลงค าคล้อง จอง นิทาน เกม ร่วมกับการใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย 4. ให้ความส าคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ สติปัญญาไปพร้อมๆกัน 5. ใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์สอดแทรกในชีวิตประจ าวัน และการสื่อสาร ทางคณิตศาสตร์อย่างมีความหมาย 6. ส่งเสริมทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ปัญหา ผ่านสถานการณ์ในชีวิตประจ าวัน การให้เหตุผลเพื่อถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในการตอบค าถามการ เลือกวิธีการ และการปฏิบัติ สื่อสารความคิดในรูปแบบที่หลากหลาย เชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์ ในสาระทางคณิตศาสตร์ด้วยกัน และบูรณาการคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ รวมไปถึงการคิดสร้างสรรค์โดยการน าความรู้ความเข้าใจทาง คณิตศาสตร์ไปริเริ่มและต่อยอด


51 7. บูรณาการคณิตศาสตร์ในกิจกรรมต่างๆในช่วงเวลาที่เหมาะสมและเหมาะกับ ธรรมชาติรวมทั้งความสามารถตามวัยของเด็ก ปภาวี คตวงค์ (2561 : 12 – 13 อ้างอิงจาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2527 : 244) กล่าวว่า แนวทางในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย ควรมีขั้นตอน ดังนี้ 1. เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากของจริง จะต้องใช้สื่อการสอนที่เป็นของจริง มากที่สุด และเริ่มสอนจากรูปธรรมไปหานามธรรม การจัดกิจกรรมและอุปกรณ์ในการสอน คณิตศาสตร์ควรแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1.1 การใช้อุปกรณ์ประสบการณ์จากของจริง(Real Experiences) 1.2 การใช้วัสดุที่ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ (Manipulative Materials) 1.3 การใช้กึ่งรูปภาพ (Pictorials Materials) 1.4 การใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Materials) 2. เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก 3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากว่าความจ า โดยให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเองฝึกหัด การตัดสินใจด้วยตนเองโดยการถามค าถามให้เด็กคิดหาเหตุผลมาตัดสินใจในการตอบ 4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจ าวันของเด็ก เพื่อขยายประสบการณ์ให้สัมพันธ์กับ ประสบการเดิม 5. จัดกิจกรรมให้เกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย ดังนี้ 5.1 การเล่นเกมต่อภาพ จับคู่ภาพ ต่อตัวเลข 5.2 การเล่นต่อบล็อก ซึ่งมีรูปร่างและขนาดต่างกัน 5.3 การเล่นในมุมบ้าน เส้นขายของ 5.4 การแบ่งสิ่งของเครื่องใช้ แลกเปลี่ยนสิ่งของกัน 5.5 การท่องค าคล้องจองเกี่ยวกับจ านวน 5.6 การร้องเพลงเกี่ยวกับการนับ 5.7 การเล่นทายปัญหาและตอบปัญหาเชาว์ 6. เด็กปฐมวัยควรเรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆย่อมมีความเหมือนและแตกต่างกันในเรื่อง สี ขนาด รูปร่างและจ านวนเด็กปฐมวัยควรจะเข้าใจว่าสิ่งที่มีขนาดใหญ่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่มีขนาดเล็ก


52 7. เด็กปฐมวัยควรจะได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างระหว่างยาวกับสั้น สูงกับเตี้ย ใกล้กับไกล จากการศึกษาแนวทางการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า ในการ ส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้เด็กปฐมวัยนั้น ควรจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจและความแตกต่างระหว่างบุคคล เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ คิด แก้ปัญหา และค้นหาค าตอบด้วยตนเอง ในบรรยากาศที่เป็นอิสระ สนุกสนาน เริ่มเรียนรู้จากสิ่งที่ง่าย ใกล้ตัวไปหาสิ่งที่ยาก จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหาสิ่งที่เป็นนามธรรม 2.8 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่ำงประเทศทักษะพื้นฐำนทำงคณิตศำสตร์ งำนวิจัยในประเทศ ทอรุ้ง ส าเร็จเฟื่องฟู (2558 : บทคัดย่อ) ได้ท าการวิจัยเรื่องผลการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัย พบว่าหลังการจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนการจัด ประสบการณ์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ. 05 นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ โดยใช้เกมการศึกษาของเด็กปฐมวัย ชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบางแก้ว ผลการวิจัยพบว่าความสามารถ ด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษาสูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ปภาวี คตวงค์ (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ชั้นอนุบาลปีที่ 2/1ศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กเทศบาล 1 เทศบาลต าบลละหานทราย อ าเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จ านวน 17 คน ผลการวิจัยพบว่า จากการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษาเด็กมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นไปในทางที่ดีขึ้น หลังจาก ที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้เกมการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมโดยใช้เกมการศึกษา ช่วยให้ เด็กมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ รุ่งตะวัน อินทร์อ าคา (2562 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านจ านวนและตัวเลขส าหรับเด็กปฐมวัยปีที่ 2 โดยการใช้สื่อจากวัสดุเหลือใช้ ชุด “คณิตคิดสนุก”กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐม ศึกษาปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ของโรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี จ านวน 39 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านจ านวนและตัวเลขใน


53 ด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัยปีที่ 2 พบว่าหลังการใช้สื่อจากวัสดุเหลือใช้ ชุด “คณิตคิดสนุก” สูงกว่าก่อน การใช้สื่อจากวัสดุเหลือใช้ ชุด “คณิตคิดสนุก” อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รัชฎา อาหมายและคณะ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุรีไซเคิล โรงเรียนสังกัด ส านักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดสตูล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับปฐมวัย อายุ3 – 5 ปีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนสตูลศานติศึกษาในสังกัดส านักงาน การศึกษาเอกชน จังหวัดสตูล จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนผลการวิจัย พบว่าแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุรีไซเคิลส าหรับเด็กปฐมวัยมี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.00/91.00 และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุรีไซเคิล โดยรวมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 งำนวิจัยต่ำงประเทศ บาร์รูดี (Baroody. 2000) ได้ศึกษาการเรียนการสอนเกี่ยวกับจ านวนและทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ส าหรับเด็กวัย 3 - 5 ปีมีความสามารถที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ในเรื่องการเท่ากันการเพิ่ม และการลดความสัมพันธ์ของส่วนย่อยและส่วนใหญ่การลดและการเพิ่มของเศษส่วนซึ่งจะเป็น ประโยชน์และแนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมต่อไป คลีน (Kline. 2000) ได้ศึกษาความคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับ เด็กวัยอนุบาลโดยการสัมภาษณ์ครูผู้สอนระดับอนุบาล พบว่านอกจากการที่ครูจะมีส่วนในการ จัดเตรียมกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์แล้วนั้นผู้ปกครองยังมีส่วนอย่างมากในการให้การสนับสนุนให้ เวลาในการท ากิจกรรมคณิตศาสตร์ร่วมกับเด็กและนอกจากนี้ครูผู้สอนควรมีการสนับสนุนและ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กวัยอนุบาลซึ่งกันและกัน เคท และ วิลเบิร์น (Keat & Wilburne. 2009: Online) ศึกษาวิธีการเรียนการสอนแบบ ผสมผสานซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือนิทานเล่าเรื่องมีอิทธิพลอย่างไรต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียน คณิตศาสตร์ และการเข้าถึงการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กอนุบาลจากงานวิจัยและการสังเกตของรูป ได้เน้นกับเด็กชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่อ่อนคณิตศาสตร์และมีทัศนคติด้านลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ และต้องการแรงเสริมในการเรียนครูอนุบาลสามคนที่ได้สอนหน่วยการเรียนรู้คณิตศาสตร์แล้วใช้ หนังสือนิทานส าหรับเด็กแบบหลากหลายและคุณลักษณะต่างๆในนิทานเป็นดังบริบทสร้างโจทย์วิชา คณิตศาสตร์ขึ้นมาจากนิทานเหล่านั้นการศึกษาวิจัยนี้ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ดีท า ให้เทียบเท่ากับ 4 สาระการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเมื่อน าหนังสือนิทานเข้ามา บูรณาการกับหน่วยการเรียนคณิตศาสตร์


54 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า เป็นประสบการณ์หรือความรู้เบื้องต้นที่จะน าไปสู่การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น โดยเด็ก ปฐมวัยจ าเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับการนับ การจัดหมวดหมู่ การเปรียบเทียบ และการจัด หมวดหมู่เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสร้างความรู้ความเข้าใจ


55 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ประเด็นการศึกษาของผู้วิจัยส่วนใหญ่มีขอบเขตอยู่ที่ผู้วิจัยได้ก าหนดหัวข้อ การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ที่ได้รับการจัดด้วยชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ ก าหนดหัวข้อการด าเนินการวิจัยตามล าดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4 - 5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 99 คน จากห้องเรียน จ านวน 3 ห้อง กลุ่มตัวอย่ำง เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4 - 5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 33 คน จากห้องเรียน จ านวน 3 ห้อง ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 1. ประเภทเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ 1.1 แผนชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ จ านวน 24 แผน แผนละ 15 - 30 นาที สัปดาห์ละ 3 แผน รวม 8 สัปดาห์ 1.2 แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย แบบทดสอบ ดังนี้ 1.2.1 ด้านการจ าแนก จ านวน 10 ข้อ 1.2.2 ด้านการเปรียบเทียบ จ านวน 10 ข้อ


56 1.2.3 ด้านการจัดหมวดหมู่ จ านวน 10 ข้อ 2. วิธีกำรสร้ำงและตรวจสอบคุณภำพเครื่องมือ การสร้างแผนชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยด าเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 2.1 ชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างและพัฒนา ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาเอกสารคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2.1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและต าราที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมชุด กิจกรรมคณิตศาสตร์เพียงพอ วงศ์ค าจันทร์ (2555) สุรีรัตน์ หอมเอื้อม (2555) เจริญตา จาดเจือ จันทร์ (2556) บุษยมาศ ผึ้งหลวง (2556) กฤษณา รักนุช (2559) 2.1.3 ด าเนินการสร้างแผนชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์จ านวน 18 แผน โดยมีแผนการ จัดกิจกรรม 1 แผนใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 6 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 3 วัน ทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่ใช้ในการทดลองชุดกิจกรรม คณิตศาสตร์ดังแสดงใน ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การจัดกิจกรรมที่ใช้ในการทดลองชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์ สัปดำห์ วันที่ท ำกำร ทดลอง ชุดกิจกรรมคณิตศำสตร์ กิจกรรม ทักษะพื้นฐำน ทำงคณิตศำสตร์ 1 จันทร์ คณิตศาสตร์กับสิ่งต่างๆรอบตัว คุณหนูนักแยกสีไม้ ไอศกรีม การจ าแนก พุธ คุณหนูนักวัด ขนาดดินสอ การเปรียบเทียบ ศุกร์ คุณหนูจัด ยานพาหนะเข้าที่ การจัดหมวดหมู่ 2 จันทร์ คณิตศ า ส ต ร์ กับ ธ ร ร ม ช า ติ รอบตัว ต้นไม้หรรษา การจ าแนก พุธ ใบไม้ดารา การเปรียบเทียบ ศุกร์ ดอกไม้แสนรัก การจัดหมวดหมู่ 3 จันทร์ คณิตศาสตร์กับเครื่องแต่งกาย ถุงเท้าสุดสวย การจ าแนก พุธ รองเท้าหน้าห้อง การเปรียบเทียบ ศุกร์ เสื้อผ้าสุดหรู การจัดหมวดหมู่


Click to View FlipBook Version