The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

แผนการจดั การเรยี นรมู งุ เนนสมรรถนะ

ช่ือวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ บ้ืองตน รหสั วิชา 20901-1002 ทฤษฎี 1 ปฏิบตั ิ 2 หนวยกติ 2
หลกั สูตรประกาศนียบัตรวิชาชพี  หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้นั สงู

ประเภทวิชา..............พาณชิ ยกรรม................สาขาวชิ า..................คอมพิวเตอรธ ุรกิจ....................
สาขางาน....................คอมพวิ เตอรธ รุ กจิ ...........................

จัดทำโดย

นางสวุ ิมล อกั ษรกลาง

วทิ ยาลัยการอาชีพสวางแดนดนิ
สาํ นกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ

แบบคำขออนุมตั ใิ ชแ ผนการจัดการเรยี นรู

มุง เนน สมรรถนะอาชพี และบรูณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
และคุณลักษณะทีพ่ ึงประสงค ของผูสำเรจ็ การศกึ ษา

รายวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ บื้องตน รหัสวชิ า 20901-1002

ลงช่ือ.....................................................
(นางสวุ มิ ล อักษรกลาง)
ตำแหนง ครู
ผูจัดทำ

ความเหน็ หัวหนาแผนกวชิ าคอมพิวเตอรธรุ กิจ ความเห็นหวั หนา งานพัฒนาหลักสตู รฯ

ลงชื่อ............................................... ลงชื่อ...............................................
(นางสกุ ัญญา ดนยั สวัสด์)ิ (นายคมุ ดวง พรมอนิ ทร)

หัวหนา แผนกวชิ าคอมพิวเตอรธ ุรกิจ หัวหนางานพฒั นาหลกั สตู รการเรยี นการสอน

ความเห็นรองผูอำนวยการฝา ยวิชาการ

ลงชื่อ……………………………………...
(นายทนิ กร พรหมอินทร)
รองผอู ำนวยการฝา ยวิชาการ

□ อนมุ ัติ □ ไมอนมุ ตั ิ

ลงชอ่ื ............................................
(นางวรรณภา พว งกลุ )

ผูอำนวยการวทิ ยาลัยการอาชีพสวางแดนดิน

โครงการสอนรายหนวย
รหัสวิชา 20901 - 1002 ชื่อวิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บือ้ งตน
ชือ่ หนวย หลกั การเขียนโปรแกรม จำนวน 3 ช่ัวโมง
รายการหัวขอการเรยี นรู
1. ข้ันตอนการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร

2. ภาษาของคอมพวิ เตอร
3. ขั้นตอนการพฒั นาโปรแกรม

4. การแปลภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร

หัวขอการเรยี นรู จุดประสงคก ารสอนหรอื จดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรม
1. ขั้นตอนการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร 1. บอกข้ันตอนการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรได
2. ภาษาของคอมพวิ เตอร 2. อธิบายภาษาของคอมพิวเตอรได
3. ขนั้ ตอนการพัฒนาโปรแกรม 3. อธบิ ายขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมได
4. การแปลภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร 4. บอกการแปลภาษาโปรแกรมคอมพวิ เตอรไ ด

วิธีการสอน : วธิ สี อนแบบศึกษาดว ยตนเอง (Self-Study Method)
สอ่ื การสอน :

1. หนังสอื เรียนวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบ้ืองตน ของ บรษิ ัท วงั อักษร จำกดั
2. แบบประเมนิ ผลการเรียนรู กอ นเรยี น / หลังเรยี น พรอมเฉลย
3. Kahoot
4. Google Classroom

การประเมิน :
1. เกณฑผา นการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานรายบุคคล ตองไมม ีชองปรับปรุง
2. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรกู อ นเรียนไมม เี กณฑผา น เก็บคะแนนไวเปรยี บเทียบกับคะแนนที่ ไดจ ากการ

ทดสอบหลังเรยี น
3. แบบสงั เกตคณุ ธรรม จริยธรรม คานยิ ม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค คะแนนขึ้นอยกู ับการประเมินตาม

สภาพจรงิ

แผนการจัดการเรียนรู

ชอ่ื วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บ้ืองตน รหัสวชิ า 20901 - 1002 สอนครัง้ ท่ี 1

หนว ยท่ี 1 ช่ือหนว ย หลกั การเขยี นโปรแกรม จำนวน 3 ชม.

1. หัวขอการเรยี นรู
1. ข้ันตอนการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร
2. ภาษาของคอมพิวเตอร

3. ขั้นตอนการพฒั นาโปรแกรม

4. การแปลภาษาโปรแกรมคอมพวิ เตอร

2. สาระสำคัญ
วงจรการออกแบบ และพัฒนาโปรแกรมนั้นเปนสิ่งที่ตองศึกษาทำความเขาใจ เพื่อใหมีเปาหมายได

โปรแกรมที่มีลักษณะดี โดยมีหลักการเขียนโปรแกรมดว ยภาษาคอมพิวเตอรทั้งหมด 6 ขั้นตอนในการ เตรียม

งาน และการพจิ ารณาในการออกแบบการทำงานสำหรบั พฒั นาโปรแกรม

3. สมรรถนะประจำหนว ย
แสดงความรูเก่ียวกบั ข้ันตอนการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร ภาษาของคอมพวิ เตอร ขั้นตอนการ

พฒั นาโปรแกรม และการแปลภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอรได

4. จดุ ประสงคการเรยี นรู
4.1 จุดประสงคท่วั ไป
1. รูขน้ั ตอนการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร

2. เขาใจภาษาของคอมพิวเตอร

3. รขู น้ั ตอนการพฒั นาโปรแกรม

4. เขาใจการแปลภาษาโปรแกรมคอมพวิ เตอร

4.2 จดุ ประสงคเชิงพฤติกรรม
1. บอกข้ันตอนการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร

2. อธิบายภาษาของคอมพวิ เตอร

3. บอกขน้ั ตอนการพฒั นาโปรแกรม
4. อธิบายการแปลภาษาโปรแกรมคอมพวิ เตอร

5. กจิ กรรมการจดั การเรียนรู
ในการเรียนการสอนของหนวยที่ 1 ครง้ั ที่ 1 (จำนวน 3 ชั่วโมง)
ขัน้ นำเขา สบู ทเรยี น
1. ตรวจสอบรายชอ่ื ของนักเรียนท่เี ขา เรยี น
2. ครูและนกั เรียนรว มกนั สนทนาและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับหลกั การเขียนโปรแกรมวา การเขยี น

โปรแกรมควรมหี ลกั การเขยี นอยา งไร
3. ครแู สดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
4. นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอนเรยี น
ขั้นสอน
1. ครบู รรยาย อธบิ าย ยกตัวอยางในแตละหัวขอการเรยี น
2. เปด โอกาสใหนกั เรยี นซักถามครผู ูสอน
3. ประเมินพฤติกรรมรายบุคคลโดยครจู ะซักถามในแตล ะคน
ข้นั สรุป
1. ครูและนกั เรียนรวมกันสรปุ สาระสำคัญ
2. เปดโอกาสใหน กั เรียนซักถามขอสงสัย
3. มอบหมายใหไปหัดทำและศกึ ษาเพิ่มเติม
4. ทำแบบทดสอบ

6. ส่ือการจัดการเรยี นรู
1. หนังสอื เรียนวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบ้ืองตน ของ บรษิ ัท วังอักษร จำกดั
2. แบบประเมินผลการเรยี นรู กอนเรียน / หลงั เรยี น พรอมเฉลย
3. Kahoot
4. Google Classroom

7. การวัดผลและประเมินผล
วิธวี ัดผล
1. สงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ัตงิ านกลมุ
2. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรูกอ นเรยี น
3. การสงั เกตและประเมินผลพฤติกรรมดา นคุณธรรม จริยธรรม คา นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ

ประสงค
เครอ่ื งมือวดั ผล
1. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั งิ านกลมุ
2. แบบประเมินผลการเรยี นรูกอ นเรียน/หลงั เรยี น 10 ขอ

3. แบบสงั เกตคณุ ธรรม จริยธรรม คา นิยม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค โดยครูและนักเรยี นรวมกนั
ประเมิน
8. แหลงการเรียนรเู พิม่ เติม

1. หอ งสมดุ วทิ ยาลัยการอาชีพสวา งแดนดิน
2. อินเทอรเ นต็

9. กจิ กรรมเสนอแนะ (ถา มี)
1. นักเรียนเขาไปคน ควา ขอมูลเพมิ่ เติมจากหองสมุด จัดทำเปนรายงานสงครู
2. ทำแบบฝกปฏบิ ตั แิ ละแบบประเมินผลการเรยี นรู

สัปดาหท่.ี ................

บันทกึ หลงั การสอน

รหสั วชิ า..............................วชิ า......................................................................ระดบั ................. ชน้ั ปท ี่...........
แผนกวชิ า.......................................................จำนวนนักเรียน......................คน มาเรียน...........................คน
ขาดเรยี น..............คน มาสาย................คน ลา.............คน สอนเม่ือวันท่.ี .........เดอื น......................พ.ศ.........
หนวยที่...................... ชอื่ หนว ย................................................................................จำนวน.................ช่ัวโมง

• เนอ้ื หาวตั ถปุ ระสงคและส่อื การสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

• ปญ หาที่เกิดขนึ้ ในระหวา งการเรยี นการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

• แนวทางการแกไขปญ หาของครูผูสอน และผลที่ได
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผูสอน ลงชอ่ื ................................................หวั หนาแผนก
(นางสาวรจนาถ มลู ตรีแกว ) (นางสุกญั ญา ดนยั สวัสด์)ิ

วนั ท่.ี ...................................................... วันท.่ี ................................................................

แบบทดสอบกอ นเรยี น
รหัส 20901 - 1002 วชิ า การเขยี นโปรแกรมเบอ้ื งตน

เร่ืองหลกั การเขียนโปรแกรม จำนวน 10 ขอ เวลา 20 นาที

คำส่งั / คำชี้แจง ใหเลอื กคำตอบที่ถูกตองที่สดุ เพยี งขอเดียว

1. ขอใดเปน ลักษณะของภาษาระดับสูง

ก. ทำงานไดโดยไมตองมโี ปรแกรมระบบ ข. มีภาษาใกลเ คยี งกับภาษามนุษย

ค. เปน ภาษาคอมพวิ เตอรยุคใหม ง. เปน ภาษาทีใ่ ชก ับงานข้นั สูง

2. ภาษาคอมพิวเตอรภาษาใดท่ตี อ งใชต ัวอินเทอรพ รีเตอรเปนตวั แปลภาษา

ก. ภาษา Basic ข. ภาษาปาสคาล

ค. ภาษาซี ง. ภาษาฟอรแ ทน

3. โปรแกรมแอสเซมเบอรคืออะไร

ก. ตัวแปลภาษา Basic ข. ตัวแปลภาษาซี

ค. ตัวแปลภาษาแอสเซมบลี ง. ถกู ทุกขอ

4. ขอ ใดจัดวาเปนซอฟตแ วรระบบ

ก. โปรแกรมฆาไวรสั ข. โปรแกรม Windows

ค. โปรแกรมพิมพร ายงาน ง. โปรแกรมภาษา

5. จดุ ประสงคข องตวั แปลภาษาคืออะไร

ก. ตรวจสอบการทำงานของระบบ ข. ใชแ ปลภาษาหนงึ่ เปนอีกภาษาหน่งึ

ค. แปลโปรแกรมตน ฉบับใหท ำงานได ง. ใชแ ปลคำศัพท

6. ในการเขียนโปรแกรมภาษาซจี ะตองเก็บโปรแกรมตน ฉบับเปน นามสกุลอะไร

ก. .OBJ ข. .BAS

ค. .C ง. .CPP

7. เมื่อตองการพฒั นาโปรแกรมจะตองทำส่งิ ใดกอน

ก. วิเคราะหป ญหา ข. เขียนซูโดโคด

ค. เขียนโปรแกรม ง. เลือกภาษาที่ตองใชเ ขียน

8. โปรแกรมดภู าพยนตรจ ดั วาเปน โปรแกรมประเภทใด

ก. ซอฟตแ วรร ะบบ ข. ซอฟตแ วรอรรถประโยชน

ค. ซอฟตแวรสำเรจ็ รปู ง. ซอฟตแ วรภาษา

9. การแปลภาษาคอมพิวเตอรเปนรหัสภาษาเครื่องท่มี กี ารแปลทลี ะบรรทัดเรียกวา อะไร

ก. คอมไพลเลอร ข. อนิ เทอรพรีเตอร

ค. แอสเซมเบอร ง. รันไทม

10. ถาหากเขียนโปรแกรมสำหรับงานคำนวณ แตผลลัพธไ มถ ูกตองตามตองการ ขอผดิ พลาดนี้เรียกวาอะไร

ก. bug ข. syntax error

ค. logic error ง. coding error

ใบความรู / ใบเนื้อหา
หนว ยท่ี 1 เรื่อง การใชค อมพวิ เตอรและระบบสารสนเทศ

เทคโนโลยีและการสื่อสารในปจจุบันมีความเจริญกาวหนายิ่งขึ้นอยางรวดเร็ว และมีบทบาทตอ
ชีวิตประจำวันในการดำเนินกิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยเปนอยางมาก เชน การใชคอมพิวเตอรในการทำงาน
การสืบคนขอมูลผานอินเทอรเน็ต มีการนำเอาอุปกรณสื่อสารและคอมพิวเตอรเขามาใชทั้งในดานการศึกษา
และการทำธุรกิจตาง ๆ หรือรับ – สงขอมูลระหวางกัน ตลอดจนใชโทรศัพทเคลื่อนที่ในการติดตอสื่อสาร
องคการทง้ั ภาครัฐและเอกชน
1.1 ข้ันตอนการทำงานของคอมพิวเตอร

เคร่อื งคอมพิวเตอรมีขัน้ ตอนการทำงาน 4 ขัน้ ตอน คอื
ขน้ั ท่ี 1 รับขอมูล (Input) หมายถึง การปอนขอ มูลที่เปนตัวเลข ตัวหนังสอื เขาไปในโปรแกรมเพื่อจะ
ใหคอมพิวเตอรทำการประมวลผล โดยการปอนขอมูลผานอุปกรณรับขอมูล เชน เมาส คียบอรด สแกนเนอร
ทัชสกรีน เครือ่ งอานบารโคด จอยสติ๊ก ฯลฯ
ขั้นที่ 2 การประมวลผล (Process) หมายถึง การจัดระเบียบแบบแผนขอมูล เชน การคำนวณ การ
เปรียบเทียบ การวิเคราะห การเรียงลำดับ ฯลฯ โดยในสูตรทางคณิตศาสตรหรือสูตรทางวิทยาศาสตรจาก
คำสงั่ หรือโปรแกรมทเ่ี ขยี นขึ้นมา เพือ่ ใหไ ดซงึ่ ผลลพั ธตามท่ตี องการ
ขั้นที่ 3 การแสดงผลลัพธ (Output) คือ เมื่อประมวลผลแลว คอมพิวเตอรจะแสดงผลลัพธผาน
อุปกรณที่ทำหนาที่ในการแสดงผลขอมูล เชน เครื่องพิมพ ลำโพง จอภาพ เปนตน โดยแสดงออกในรูปแบบ
ตางๆ ท่ีผูใ ชเขาใจและนำไปใชป ระโยชนไ ด
ขั้นที่ 4 จัดเก็บขอมูล (Storage) คอมพิวเตอรจะจัดเก็บขอมูลลงในหนวยความจำ เพื่อสามารถนำ
ออกมาใชอ ีกครั้งในอนาคต การเกบ็ ขอ มูลแบง ออกเปน 2 ประเภท ไดแ ก

- หนวยความจำหลัก เปนหนวยความจำที่อยูในคอมพิวเตอร แบงเปน 2 ประเภท คือ รอม
(Rom : Read Only Memory) เปนหนวยความจำทีใ่ ชเก็บโปรแกรมคำสัง่ ไวอยางถาวร เชน โปรแกรมในการ
ทำงานเครื่อง แมวาจะไมมีกระแสไฟฟาขอมูลก็จะยังคงอยู ขอมูลจะเปนขอมูลที่สามารถอานไดอยา งเดียว ไม
สามารถเปลี่ยนแปลง แกไขขอมูลได อีกประเภทคือ แรม (Ram : Random Access Memory) ทำหนาที่เก็บ
โปรแกรมและขอมลู ทร่ี ับเขา มา เพื่อทจ่ี ะนำขอ มลู นั้นไปประมวลผล โดยจะเกบ็ ขอ มลู ไวช ัว่ คราวหรือในขณะท่ีมี
กระแสไฟฟา อยู แตห ากไฟฟาดบั จำทำใหขอมลู หรือโปรแกรมน้ันสญู หายไป

- หนวยความจำสำรอง (Secondary Memory) เปนหนวยความจำที่ชวยใหคอมพิวเตอร
สามารถเก็บขอมูลไดมากขนึ้ และนานขนึ้ โดยอาศยั อปุ รกรณในการจัดเก็บขอมลู ไดแ ก ฮารดดสิ ก แฟลชไดรฟ
ซดี ี ดวี ีดี เปน ตน

หนว ยนำเขา ขอ มลู หนวยประมวลผลกลาง หนวยสง ออกขอ มูล

หนว ยความจำ

รปู ที่ 1 การทำงานของคอมพิวเตอร

1.2 ภาษาของคอมพิวเตอร
ภาษาของคอมพิวเตอร หมายถงึ ภาษาทใ่ี ชก บั เคร่ืองคอมพิวเตอร ใชสือ่ สารเพ่อื ใหเกิดความเขาใจกัน

และสามารถปฏิบัติตามคำสั่งหรือโปรแกรมได มนุษยจะสื่อสารกับคอมพิวเตอรไดจะตองเขาใจใน
ภาษาคอมพิวเตอร แตละภาษาจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่ชัดเจน มีคำศัพทที่ใชจำนวนจำกัด การสื่อสารกับ
คอมพวิ เตอรจ ะแบง เปนระดบั ของภาษา (Level of Languages) แบง ออกเปนหลายระดับ ดงั น้ี

1.2.1 ภาษาเคร่ือง (Machine Languages) เปนภาษาท่ีมีระดับต่ำท่สี ดุ ในยุคแรกๆ ตองเขียนดวย
ภาษาซึ่งเปนที่ยอมรับของเครื่องคอมพิวเตอร เรียกวา “ภาษาเครื่อง” ภาษานี้ประกอบดวยตัวเลขลวน ๆ ซึ่ง
เคร่อื งจะรบั รแู ละปฏิบัตติ ามไดทันที

1.2.2 ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Languages) เปนภาษาระดบั ตำ่ มีความยงุ ยากในการใชงาน
เพราะจะใชสัญลักษณ ตัวยอ หรือรหัสยอในการเขียนโปรแกรม การเขียนโปรแกรมจำนวนบรรทัดจะมากกวา
ภาษาระดบั สูงแตจะใหผลลัพธการทำงานของโปรแกรมเรว็ กวา เหมาะกับโปรแกรมทีใ่ ชเน้ือท่ีในหนวยความจำ
ไมมาก

1.2.3 ภาษาระดับสูง (High-level Languages) ภาษาระดับสูงที่สรางขึ้นเพื่อชวยอำนวยความ
สะดวกในการเขียนโปรแกรม คำสั่งในภาษาระดับสูงจะประกอบดวยคำศัพทตาง ๆ ในภาษาอังกฤษ ซึ่ง
สามารถสอื่ ความหมายเขา ใจงายกวาภาษาแอสเซมบลี

1.2.4 ภาษาธรรมชาติ (Natural Languages) เปน ภาษาท่ีสามารถส่งั งานคอมพิวเตอรโ ดยใชภาษา
มนุษยไ ดเลย รปู แบบของคำสง่ั ไมแนน อนตายตวั ผูใ ชแตล ะคนอาจใชประโยคคำศัพททีแ่ ตกตา งกันหรือใชศัพท
แสลง

1.3 ขน้ั ตอนการพฒั นาโปรแกรม
ขน้ั ตอนการพัฒนาโปรแกรมประกอบดว ย

1.3.1 การวเิ คราะหปญหา ประกอบดวยขัน้ ตอนตางๆ ดังน้ี
1.3.1.1 กำหนดวตั ถุประสงคของงาน เพ่ือพิจารณาวาโปรแกรมตอ งทำการประมวลผล

อะไรบา ง
1.3.1.2 พิจารณาขอมูลนำเขา เพือ่ ใหทราบวาจะตองนำขอ มลู อะไรเขาคอมพวิ เตอร ขอมูลมี

คุณสมบตั เิ ปน อยา งไร ตลอดจนถึงลกั ษณะและรูปแบบของขอมูลทีจ่ ะนำเขา
1.3.1.3 พจิ ารณาการประมวลผล เพอ่ื ใหทราบวา โปรแกรมมขี ั้นตอนการประมวลผลอยางไร

และมีเง่ือนไปการประมวลผลอะไรบาง
1.3.1.4 พจิ ารณาขอสนเทศนำออก เพื่อใหท ราบวา มขี อสนเทศอะไรที่จะแสดง ตลอดจน

รปู แบบและส่ือท่ีจะใชใ นการแสดงผล
1.3.2 การออกแบบโปรแกรม การออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมเปนขั้นตอนที่ใช เปน

แนวทางในการลงรหัสโปรแกรม ผอู อกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมอาจใชเครื่องมือตางๆ ชวยในการ
ออกแบบ อาทเิ ชน คำส่ังลำลอง (Pseudocode) หรือ ผังงาน (Flow chart) การออกแบบโปรแกรมนนั้ ไมตอง
พะวงกับรูปแบบคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร แตใหมุงความสนใจไปที่ลำดับขั้นตอนในการประมวลผลของ
โปรแกรมเทานั้น

1.3.3 การเขียนโปรแกรมดวยภาษาคอมพิวเตอร
การเขียนโปรแกรมเปนการนำเอาผลลัพธของการออกแบบโปรแกรม มาเปลี่ยนเปนโปรแกรม
ภาษาคอมพวิ เตอรภาษาใดภาษาหน่ึง ผเู ขียนโปรแกรมจะตองใหความสนใจตอรปู แบบคำสงั่ และกฎเกณฑของ
ภาษาที่ใช เพื่อใหการประมวลผลเปนไปตามผลลัพธที่ไดออกแบบไว นอกจากนั้นผูเขียนโปรแกรมควรแทรก
คำอธบิ ายการทำงานตางๆ ลงในโปรแกรมเพ่อื ใหโปรแกรมนัน้ มคี วามกระจางชดั และงายตอการตรวจสอบและ
โปรแกรมน้ยี งั ใชเ ปน สวนหนึง่ ของเอกสารประกอบ
1.3.4 การทดสอบและแกไขโปรแกรม
การทดสอบโปรแกรมเปนการนำโปรแกรมทีล่ งรหัสแลวเขา คอมพิวเตอร เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑของ
ภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น ถาพบวายังไมถูกก็แกไขใหถูกตองตอไป ขั้นตอนการทดสอบและ
แกไ ขโปรแกรม อาจแบงไดเ ปน 3 ขนั้

ขั้นที่ 1 สรางแฟมเก็บโปรแกรมซึ่งสวนใหญนิยมนำโปรแกรมเขาผานทางแปนพิมพโดยใช
โปรแกรมประมวลคำ

ขั้นที่ 2 ใชตัวแปลภาษาคอมพิวเตอรแปลโปรแกรมที่สรางขึ้นเปนภาษาเครื่อง โดยระหวาง
การแปลจะมีการตรวจสอบความถูกตองของรูปแบบและกฎเกณฑในการใชภาษา ถาคำสั่งใดมีรูปแบบไม
ถูกตองก็จะแสดงขอผิดพลาดออกมาเพื่อใหผูเขียนนำไป แกไขตอไป ถาไมมีขอผิดพลาด เราจะไดโปรแกรม
ภาษาเครอื่ งท่ีสามารถใหคอมพวิ เตอรป ระมวลผลได

ขั้นที่ 3 ตรวจสอบความถูกตองของการประมวลผลของโปรแกรม โปรแกรมที่ถูกตองตาม
รูปแบบและกฎเกณฑของภาษา แตอาจใหผลลัพธของการประมวลผลไมถูกตองก็ได ดังนั้นผูเขียนโปรแกรม
จำเปนตองตรวจสอบวาโปรแกรมประมวลผลถกู ตอ งตามตอง การหรอื ไม วธิ ีการหน่งึ กค็ อื สมมติขอ มูลตัวแทน
จากขอมูลจริงนำไปใหโปรแกรมประมวลผลแลวตรวจสอบผลลัพธ วาถูกตองหรือไม ถาพบวาไมถูกตองก็ตอง
ดำเนินการแกไขโปรแกรมตอไป การสมมติขอมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเปนสิ่งที่มีความสำคัญเปนอยางมาก
ลักษณะของขอมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติท้ังขอมูลที่ถูกตองและขอ มูลที่ผิด พลาด เพื่อทดสอบวาโปรแกรมที่
พัฒนาขึ้นสามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไข ตางๆ ไดครบถวน นอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำงาน
ของโปรแกรมดวยการสมมตติ วั เองเปนคอมพวิ เตอรท ี จะประมวลผล แลวทำตามคำส่ังทลี ะคำส่ังของโปรแกรม
นนั้ ๆ วธิ ีการนี้อาจทำไดย ากถา โปรแกรมมขี นาดใหญ หรือมกี ารประมวลผลทซี่ ับซอ น

1.3.5 การทำเอกสารประกอบโปรแกรม
การทำเอกสารประกอบโปรแกรมเปนงานที่สำคัญของการพัฒนา โปรแกรม เอกสารประกอบ
โปรแกรมชวยใหผ ูใ ชโปรแกรมเขาใจวัตถปุ ระสงค ขอมูลที่จะตองใชก ับโปรแกรม ตลอดจนผลลัพธท ี่จะไดจาก
โปรแกรม การทำโปรแกรมทุกโปรแกรมจึงควรตองทำเอกสารกำกับ เพื่อใชสำหรับการอางอิงเมื่อจะใชงาน
โปรแกรมและเมอ่ื ตองการแกไขปรับปรุง โปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมทจี่ ัดทำ ควรประกอบดวยหัวขอ
ตอไปนี้

• วตั ถุประสงค

• ประเภทและชนดิ ของคอมพวิ เตอรและอปุ กรณทใ่ี ชใ นโปรแกรม

• วิธกี ารใชโปรแกรม

• แนวคิดเก่ียวกับการออกแบบโปรแกรม

• รายละเอียดโปรแกรม

• ขอ มลู ตวั แทนท่ใี ชทดสอบ

• ผลลพั ธของการทดสอบ

1.3.6 การบำรุงรกั ษาโปรแกรม
เม่ือโปรแกรมผานการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบรอยแลว และถูกนำมาใหผูใชไดใชงาน ในชวงแรก
ผูใชอาจจะยังไมคุนเคยก็อาจทำใหเกิดปญหาขึ้นมาบาง ดังนั้นจึงตองมีผูคอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบ
การทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเปนขั้นตอนที่ผูเขียนโปรแกรมตองคอยเฝาดูและหา ขอผิดพลาดของ
โปรแกรมในระหวางที่ผูใชใชงานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดขอผิดพลาดขึ้น หรือในการใชงาน
โปรแกรมไปนาน ๆ ผูใชอาจตองการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อใหเหมาะกับ เหตุการณ
นกั เขียนโปรแกรมก็จะตอ งคอยปรบั ปรุงแกไขโปรแกรมตามความตองการของผูใชท ่ี เปล่ียนแปลงไปนัน่ เอง
1.4 การแปลภาษาโปรแกรมคอมพวิ เตอร
การแปลภาษาของคอมพวิ เตอรมีการแปลภาษาหลายลักษณะ สามารถแบง ตัวแปลภาษาตามลักษณะ
การแปลได 3 แบบ คือ
1.4.1 แอสเซมเบลอ (Assembler) เปนตัวแปลภาษาแอสแซมบลี ซึ่งเปนการแปลภาษาระดับต่ำให
เปน ภาษาเครือ่ ง
1.4.2 อินเทอพรีเตอร (Interpreter) เปนตัวแปลภาษาระดับสูง เปนการแปลภาษาระดับสูงใหเปน
ภาษาเครื่อง โดยใชหลักการแปลทีละประโยคหรือคำสั่ง หากเจอที่ผิดในตัวโปรแกรม ตัวแปลภาษาจะยุติ
การแปลภาษาและจะแสดงตำแหนงขอผิดพลาดเพื่อผูเขียนโปรแกรมแกไขใหเรียบรอย เมื่อผูเขียนโปรแกรม
แกไขเสร็จแลว ผเู ขียนโปรแกรมตอ งนำโปรแกรมมาทำการแปลภาษาอีกครงั้ จนกวา จะไมพบทผี่ ิด
1.4.3 คอมไพเลอร (Compiler) เปนตัวแปลภาษาระดับสูง เปนการแปลภาษาระดับสูงใหเปน
ภาษาเครื่อง โดยทำการแปลโปรแกรมทั้งโปรแกรม และแสดงรายการขอผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อให
ผูเ ขียนโปรแกรมดำเนินการแกไขโปรแกรมใหเ รียบรอย เมอ่ื ผเู ขียนโปรแกรมแกไขเสรจ็ แลว ผูเ ขียนโปรแกรม
ตองนำโปรแกรมมาทำการแปลภาษาอีกคร้งั จนกวา จะไมพบที่ผิด

แบบทดสอบหลังเรยี น
รหสั 20901 - 1002 วิชา การเขยี นโปรแกรมเบอื้ งตน

เร่อื ง หลกั การเขียนโปรแกรม จำนวน 10 ขอ เวลา 20 นาที

คำส่ัง / คำช้ีแจง ใหเลอื กคำตอบทถี่ กู ตองทส่ี ุดเพยี งขอเดียว

1. ขอใดเปน ลกั ษณะของภาษาระดับสูง

ก. ทำงานไดโ ดยไมต องมีโปรแกรมระบบ ข. เปนภาษาคอมพวิ เตอรย คุ ใหม

ค. มีภาษาใกลเคียงกบั ภาษามนุษย ง. เปนภาษาทีใ่ ชกับงานข้นั สูง

2. ขอ ใดจดั วาเปนซอฟตแวรร ะบบ

ก. โปรแกรมฆา ไวรสั ข. โปรแกรม Windows

ค. โปรแกรมพิมพรายงาน ง. โปรแกรมภาษา

3. โปรแกรมแอสเซมเบอรคืออะไร

ก. ตวั แปลภาษา Basic ข. ตวั แปลภาษาซี

ค. ตัวแปลภาษาแอสเซมบลี ง. ถกู ทุกขอ

4. จดุ ประสงคข องตวั แปลภาษาคืออะไร

ก. ตรวจสอบการทำงานของระบบ ข. ใชแปลภาษาหนงึ่ เปนอีกภาษาหน่ึง

ค. แปลโปรแกรมตนฉบับใหทำงานได ง. ใชแ ปลคำศพั ท

5. ภาษาคอมพิวเตอรภ าษาใดทีต่ อ งใชตัวอินเทอรพรีเตอรเ ปน ตัวแปลภาษา

ก. ภาษา Basic ข. ภาษาปาสคาล ค. ภาษาซี ง. ภาษาฟอรแ ทน

6. ในการเขยี นโปรแกรมภาษาซจี ะตองเกบ็ โปรแกรมตน ฉบับเปน นามสกุลอะไร

ก. .OBJ ข. .BAS ค. .C ง. .CPP

7. เมื่อตอ งการพฒั นาโปรแกรมจะตองทำสิ่งใดกอน

ก. วเิ คราะหป ญ หา ข. เขยี นซโู ดโคด

ค. เขียนโปรแกรม ง. เลอื กภาษาท่ตี องใชเ ขยี น

8. โปรแกรมดูภาพยนตรจ ัดวาเปนโปรแกรมประเภทใด

ก. ซอฟตแวรระบบ ข. ซอฟตแวรอ รรถประโยชน

ค. ซอฟตแวรส ำเร็จรปู ง. ซอฟตแ วรภาษา

9. การแปลภาษาคอมพวิ เตอรเปน รหัสภาษาเครื่องท่มี กี ารแปลทีละบรรทัดเรียกวา อะไร

ก. คอมไพลเลอร ข. อินเทอรพรีเตอร

ค. แอสเซมเบอร ง. รนั ไทม

10. ถา หากเขียนโปรแกรมสำหรบั งานคำนวณ แตผ ลลัพธไ มถ ูกตองตามตองการ ขอผิดพลาดนเ้ี รยี กวาอะไร

ก. bug ข. syntax error ค. logic error ง. coding error

เฉลยแบบทดสอบกอนเรยี น
หนวยที่ 1 เรอื่ ง หลักการเขยี นโปรแกรม
1. ข. 6. ค.
2. ก. 7. ก.
3. ค. 8. ค.
4. ข. 9. ข.
5. ค. 10. ค.

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
หนวยที่ 1 เรอื่ ง หลักการเขียนโปรแกรม

1. ค. 6. ค.
2. ข. 7. ก.
3. ค. 8. ค.
4. ค. 9. ข.
5. ก. 10. ค.

โครงการสอนรายหนว ย

รหัสวชิ า 20901 - 1002 ชอ่ื วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน

ช่ือหนวย การวเิ คราะหง าน จำนวน 6 ช่ัวโมง

รายการหัวขอการเรียนรู

1. การวเิ คราะหง าน

2. หลักเกณฑในการวเิ คราะหงาน

3. ตัวแปร

4. ชนิดตัวแปร

5. การตง้ั ช่ือตัวแปร

6. คำสงวน

7. ตวั อยา งการวิเคราะหงาน

หวั ขอการเรยี นรู จดุ ประสงคการสอนหรอื จดุ ประสงคเชิงพฤตกิ รรม

1. การวิเคราะหง าน 1. บอกความหมายของการวเิ คราะหง านได

2. หลักเกณฑในการวเิ คราะหงาน 2. อธิบายหลักเกณฑในการวิเคราะหงาน

3. ตัวแปร 3. ต้ังชือ่ ตัวแปรไดอยา งถูกตอง

4. ชนดิ ตัวแปร 4. กำหนดชนิดตวั แปรไดอยางเหมาะสมกับขอมูลการ

ใชงาน

5. การตงั้ ช่อื ตัวแปร 5. วเิ คราะหงานไดอยา งเปนระบบ

6. คำสงวน 6. บอกคำสงวนได

วธิ กี ารสอน : วิธสี อนแบบศึกษาดว ยตนเอง (Self-Study Method)

สือ่ การสอน :

1. หนังสอื เรยี นวิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บื้องตน ของ บริษัท วงั อกั ษร จำกดั

2. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู กอ นเรยี น / หลังเรียน พรอมเฉลย

3. Kahoot

4. Google Classroom

การประเมนิ :

1. เกณฑผ านการสังเกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั ิงานรายบุคคล ตอ งไมม ชี องปรบั ปรุง

2. แบบประเมนิ ผลการเรียนรูกอนเรียนไมม ีเกณฑผ า น เกบ็ คะแนนไวเ ปรียบเทียบกบั คะแนนท่ี ไดจากการ

ทดสอบหลงั เรยี น

3. แบบสังเกตคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค คะแนนข้นึ อยูก บั การประเมนิ ตาม

สภาพจรงิ

แผนการจดั การเรยี นรู

ชือ่ วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบอ้ื งตน รหสั วิชา 20901 - 1002 สอนครั้งท่ี 2-3

หนวยท่ี 2 ช่ือหนว ย การวิเคราะหงาน จำนวน 6 ชม.

1. หัวขอการเรียนรู
1. การวิเคราะหงาน
2. หลกั เกณฑในการวเิ คราะหงาน
3. ตวั แปร
4. ชนิดตัวแปร
5. การตั้งชอ่ื ตัวแปร
6. คำสงวน

2. สาระสำคัญ
การวเิ คราะหง าน เปนขั้นตอนที่ 1 ของวงจรการออกแบบและพฒั นาโปรแกรม นบั วา เปน ขน้ั ตอนแรก

ที่สำคัญที่สุดในการเตรียมเพื่อเขียนโปรแกรม เปนการพิจารณาถึงผลลัพธที่ไดจากโปรแกรม รูปแบบของ

ผลลัพธ ขอมูลที่ตองจดั เตรียม วิธีการขั้นตอนการเรียงลำดับคำสัง่ ภายในโปรแกรม และรวมถึงความเปนไปได
ในทางเทคนิคทจี่ ะใหค อมพวิ เตอรท ำงานตามท่ีกำหนด

3. สมรรถนะประจำหนว ย
แสดงความรูเกย่ี วกับการวเิ คราะหงาน หลักเกณฑในการวิเคราะหงาน ตัวแปร ชนดิ ตวั แปร การตงั้ ชือ่

ตวั แปร การใชค ำสงวน และวิเคราะหงานจากตัวอยางการวิเคราะหงานได

4. จุดประสงคก ารเรยี นรู
4.1 จดุ ประสงคทว่ั ไป
1. รกู ารวเิ คราะหงาน
2. เขา ใจหลกั เกณฑใ นการวิเคราะหง าน

3. ใชงานตวั แปร

4. กำหนดชนิดตัวแปร
5. วิเคราะหก ารตง้ั ชื่อตัวแปร

6. รคู ำสงวน

4.2 จดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรม
1. บอกความหมายของการวเิ คราะหง านได
2. อธบิ ายหลักเกณฑในการวิเคราะหง าน
3. ตงั้ ช่ือตวั แปรไดอยางถูกตอง
4. กำหนดชนิดตัวแปรไดอยางเหมาะสมกบั ขอมลู การใชงาน
5. วเิ คราะหงานไดอยา งเปน ระบบ
6. บอกคำสงวนได

5. กิจกรรมการจดั การเรยี นรู
ในการเรียนการสอนของหนวยที่ 2 ครง้ั ท่ี 2 - 3 (จำนวน 6 ช่ัวโมง)
ข้นั นำเขาสบู ทเรียน
1. ตรวจสอบรายช่อื ของนักเรียนที่เขาเรียน
2. ครแู ละนกั เรียนรว มกนั สนทนาและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการเขียนโปรแกรมวา การเขียน

โปรแกรมควรมหี ลกั การเขียนอยา งไร
3. ครูแสดงความคิดเห็นเพ่ิมเตมิ
ข้ันสอน
1. ครูบรรยาย อธิบาย ยกตัวอยางในแตล ะหวั ขอการเรียน
2. เปด โอกาสใหน ักเรียนซักถามครูผสู อน
3. ประเมินพฤติกรรมรายบุคคลโดยครจู ะซกั ถามในแตละคน
ข้ันสรุป
1. ครูและนกั เรยี นรว มกันสรปุ สาระสำคัญ
2. เปดโอกาสใหนักเรียนซักถามขอ สงสยั
3. มอบหมายใหไปหดั ทำและศึกษาเพิ่มเติม
4. ทำแบบทดสอบหลงั เรียนและเฉลยแบบทดสอบ

6. สอ่ื การจดั การเรยี นรู
1. หนังสอื เรยี นวชิ า การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บ้ืองตน ของ บริษัท วังอกั ษร จำกัด

2. แบบประเมนิ ผลการเรียนรู กอ นเรยี น / หลังเรยี น พรอ มเฉลย

3. Kahoot

4. Google Classroom

7. การวดั ผลและประเมินผล
วธิ วี ดั ผล
1. ผูเรยี นปฏบิ ตั ิภาระงานทมี่ อบหมายเสร็จทันเวลาที่กำหนด
2. การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมดา นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พึง

ประสงค
เครอ่ื งมือวดั ผล
1. แบบประเมนิ ผลการเรียนรู หลงั เรียนประเภทเขยี นบรรยาย
2. แบบสงั เกตคณุ ธรรม จริยธรรม คานิยม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค โดยครูและนักเรียนรว มกนั

ประเมิน
8. แหลงการเรียนรเู พมิ่ เติม

1. หอ งสมุดวิทยาลยั การอาชีพสวางแดนดนิ
2. อินเทอรเนต็

9. กิจกรรมเสนอแนะ (ถา มี)
1. นกั เรยี นเขาไปคนควาขอมูลเพม่ิ เติมจากหอ งสมดุ จดั ทำเปน รายงานสงครู
2. ทำแบบฝก ปฏบิ ัติและแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู

สัปดาหท.ี่ ................

บนั ทึกหลงั การสอน

รหัสวชิ า..............................วชิ า......................................................................ระดับ................. ชั้นปท ่ี...........
แผนกวชิ า.......................................................จำนวนนกั เรยี น......................คน มาเรียน...........................คน
ขาดเรยี น..............คน มาสาย................คน ลา.............คน สอนเมื่อวันที่..........เดือน......................พ.ศ.........
หนว ยที.่ ..................... ช่อื หนว ย................................................................................จำนวน.................ชัว่ โมง

• เนอ้ื หาวตั ถปุ ระสงคและส่ือการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

• ปญหาทเ่ี กิดข้ึนในระหวางการเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

• แนวทางการแกไ ขปญ หาของครูผสู อน และผลท่ีได
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

ลงชอ่ื ............................................ครูผสู อน ลงช่ือ................................................หวั หนาแผนก
(นางสาวรจนาถ มูลตรแี กว) (นางสุกญั ญา ดนยั สวสั ด์)ิ

วันท.ี่ ......................................................... วันท.ี่ ..........................................................

ใบความรู / ใบเนือ้ หา
หนวยที่ 2 เรื่อง การวิเคราะหง าน

2.1 การวเิ คราะหงาน
การวิเคราะหงาน หมายถึง การวิเคราะหง านเปนการศึกษาผลลพั ธ (Output) ขอ มูลนำเขา (Input)

วิธกี ารประมวลผล (Process) ข้นั ตอนท่ีสำคัญของการเขยี นโปรแกรมเปน การวเิ คราะหถงึ ลกั ษณะของงาน
รายละเอยี ดของปญ หาท่ีเกิดข้ึน ซึ่งจะทำใหส ามารถวางรูปแบบของขอมลู นำเขา ผลลัพธท ่ีจะเกดิ ข้นึ ไดตรงตาม
ความตอ งการและสามารถแกปญหาไดอยา งถูกตอง

2.2 หลักเกณฑใ นการวิเคราะหง าน

2.2.1 วเิ คราะหส ่ิงท่โี จทยตองการ เปน การพจิ ารณาถึงงานที่ตองการใหค อมพิวเตอรทำ เชน
ตอ งการใหคำนวณคะแนนเกรดเฉลีย่ ตอ งการใหพมิ พรายงานยอดขายประจำเดือน ตอ งการใหค ำนวณจางสิทธิ
แตล ะชนิดอาจตองการใหคอมพิวเตอรแสดงผลลพั ธมากกวา 1 อยา ง ซ่งึ ควรจะเขยี นไวเ ปนขอ ๆ ใหชดั เจนโดย
อา นโจทยห รอื คำส่ังและขดี เสนใตป ระโยคท่ีเปนคำสัง่

2.2.2 รูปแบบผลลัพธ เปน การวเิ คราะหถ ึงลักษณะของรูปแบบของผลลัพธหรอื รายงานที่ตองการให
คอมพวิ เตอรแสดงออกมาวา ควรจะมีลักษณะอยา งไร มีรายละเอียดอะไรบางที่ตองการในรายงาน โจทย
บางอยางอาจจะกำหนดลักษณะ รายละเอียดของผลลพั ธท ี่ตอ งการมาใหชดั เจน แตถา ไมมีการกำหนดูผลลพั ธ
มาใหก ต็ องเปน หนาทีข่ องผเู ขียนโปรแกรมจะตองกำหนดรูปแบบเอาเองวา ผลลัพธท ่จี ะใหค อมพวิ เตอรทำงาน
น้นั จะเปน อยางไรโดยตองมรี ายละเอียดใหครบถวน เพราะการวิเคราะหผลลัพธไดดนี ัน้ จะทำใหเราทราบจุด
ประสงคท่ตี องการใหเคร่ืองทำและจะไดห าวธิ ไี ปสูจ ดุ หมายน้นั ได ซง่ึ เปนการกำหนดขอบเขตของงาน
ทีเ่ ราจะทำน่นั เอง ในการวเิ คราะหผ ลลัพธอ าจจะวางรปู แบบออกมาอยางคราว ๆ

2.2.3 ขอ มลู นำเขา เปนขน้ั ตอนทต่ี อเนอ่ื งมาจากการวเิ คราะหรูปแบบผลลพั ธ คือ หลังจากที่ได
ลกั ษณะของผลลพั ธท่ตี องการแลว ก็มาพจิ ารณาวาถา จะใหไดผ ลลพั ธดงั กลา ว ขอมลู ที่ตองการเขาให
คอมพิวเตอรทำงาน ควรจะมีรปู แบบอยา งไรเพอื่ ท่ีจะใหไดผลลัพธท่ีตอ งการ การพิจารณาขอมูลนำเขาน้ัน
นอกจากจะดผู ลลัพธแลว อาจจะตอ งนึกถงึ ข้ันตอนในการประมวลผลดว ย

2.2.4 ตัวแปรทีใ่ ช เปน การกำหนดชอื่ แทนความหมายของขอมลู ตา ง ๆเพื่อความสะดวกในการอาง
ถงึ ข้ันมูลน้นั และรวมถงึ การเขียนโปรแกรมดว ย การตั้งชือ่ โปรแกรมท่ีใชงานหรอื ปญ หาใด ๆ ควรจะตอ งใหมี
ความหมาย และเก่ียวของกบั ขอ มูล ถา เปนไปไดก็ควรอยภู ายใตก ฎเกณฑข องภาษาคอมพิวเตอรที่ใชใ นการ

เขียนโปรแกรม โดยทว่ั ๆ ไป การต้ังชอ่ื ตวั แปรจะพจิ ารณาความหมายของขอ มูลวา ตรงกับคำใดใน
ภาษาองั กฤษแลว นำมาดดั แปลงหรอื ยอ ได ใหเ ขากับหลักเกณฑของคอมพวิ เตอรน นั้ ๆ

2.2.5 ขั้นตอนการประมวลผล เปน การบอกขนั้ ตอนของวธิ ีการ หรอื การคำนวณเพอ่ื ใหไดผ ลลพั ธ
ตามท่ตี องการ โดยเร่มิ ตั้งแตการสัง่ ใหเ คร่ืองรับขอมูลแลว นำไปประมวลผลและแสดงผลออกมา ขั้นตอนนจ้ี ะ
แสดงการทำงานทีต่ อเนื่องตามลำดับ จะตองจัดลำดับกอนหลงั ใหถูกตอง ในข้ันตอนของวธิ ีการน้ถี า ย่ิงกระทำ
ใหละเอียดกช็ ว ยใหการเขียนโปรแกรมงา ยยิ่งขน้ึ

2.3 ตัวแปร (Variable)

ตวั แปร (Variable) คือ ชื่อท่ตี ้ังข้ึนมาเพอ่ื สำหรบั เกบ็ ขอมูลไวใ นหนว ยความจำ มไี วเพ่ือเก็บคาหรอื
ขอมูล ขอมลู หรือคา ที่ถกู เก็บสามารถนำมาใชง านไดภ ายหลัง เชน นำมาคำนวณ นำมาแสดงผลทางจอภาพ
เชน โปรแกรมเกมส มกี ารเก็บคะแนน คะแนนจะตองถูกเพม่ิ ขน้ึ สะสมไปเร่ือย ๆ คะแนนนจี้ ะตองถกู เกบ็ ไวใน
ตัวแปร ตวั แปรจะถกู สรางหรือประกาศข้นึ มาในโปรแกรมเพ่ือทจ่ี ะสามารถใชตวั แปรได วธิ ีการสรางหรือ
ประกาศตวั แปร มีรูปแบบดังนี้

รปู แบบ :

ชนดิ ตวั แปร ชื่อตัวแปร ;
ชนดิ ตวั แปร ชื่อตัวแปร 1 , ช่ือตัวแปร 2 ,...,ช่ือตวั แปร n;

2.4 ชนิดของตัวแปร

ภาษาซีเปน อีกภาษาหนึง่ ที่มีชนดิ ของขอมลู ใหใชง านหลายอยา งดวยกนั ซ่งึ ชนิดของขอมูลแตละอยาง

มีขนาดเนื้อท่ที ่ีใชใ นหนวยความจำท่ีแตกตา งกนั และเนื่องจากการท่ีมีขนาดท่แี ตกตา งกนั ไป ดังนน้ั ในการ

เลอื กใชง านประเภทขอมูลกค็ วรจะคำนึงถงึ ความจำเปน ในการใชงานดว ย สำหรับประเภทของขอมลู มีดังน้ีคือ

ชนิด ขนาดความ ชวงของคา การใชงาน

กวาง

Char 8 บิต ASCII character (-128 ถงึ 127) เก็บขอมูลชนิดอักขระ

Unsigned 8 บิต 0-255 เก็บขอมูลอักขระแบบไม

char คดิ เครื่องหมาย

Int 16 บติ -32768 ถึง 32767 เกบ็ ขอมลู ชนดิ จำนวนเตม็

long 32 บิต -2147483648 ถงึ 2147483649 เกบ็ ขอมูลชนิดจำนวนเตม็

แบบยาว

Float 32 บติ 3.4E-38 ถึง 3.4E+38 หรอื เกบ็ ขอมูลชนิดเลขทศนยิ ม

Double ทศนยิ ม 6

Unsigned 64 บติ 1.7E-308 ถึง 1.7E+308 หรือ เกบ็ ขอมูลชนดิ เลขทศนิยม
int
ทศนยิ ม 12
Unsigned
long 16 บิต 0 ถึง 65535 เก็บขอมลู ชนิดจำนวนเตม็

ไมคิดเครอื่ งหมาย

32 บติ 0 ถงึ 4294967296 เกบ็ ขอมลู ชนิดจำนวนเตม็

แบบยาว ไมค ิดเครื่องหมาย

การกำหนดตัวแปร ทำได 2 แบบ คือ
1. กำหนดไว นอกกลุมคำสงั่ หรือฟง กชัน เรียกตวั แปรนว้ี า Global Variable กำหนดไวน อกฟงกชนั
ใชงานไดท งั้ โปรแกรม มีคาเริ่มตน เปน 0 ( กรณีไมไดกำหนดคาเริ่มตน )
2. กำหนดไว ในกลุมคำสงั่ หรอื ฟง กชัน เรยี กตัวแปรน้วี า Local Variable กำหนดไว ภายในฟง กชนั ใช
งานไดภ ายในฟงกช ันนน้ั และไมถูกกำหนดคาเรม่ิ ตนโดยอัตโนมัติ

2.5 การต้ังช่ือตัวแปร
ในการประกาศสรางตัวแปรตองมีการกำหนดช่ือ ซึง่ ชื่อนน้ั ไมใ ชวา จะต้ังใหสื่อความหมายถึงขอมูลที่

เกบ็ อยา งเดยี ว โดยไมค ำนึงถึงอยา งอนื่ เนอ่ื งจากภาษา C มีขอกำหนดในการตง้ั ชือ่ ตวั แปรเอาไว แลว ถา ตัง้ ชื่อ
ผิดหลกั การเหลาน้ี โปรแกรมจะไมส ามารถทำงานได หลักการต้ังชือ่ ตวั แปรในภาษา C แสดงไวดงั น้ี

1. ตอ งข้นึ ตน ดว ยตวั อกั ษร A-Z หรอื a-z หรือเคร่อื งหมาย _(Underscore) เทานั้น

2. ภายในช่ือตวั แปรสามารถใชต ัวอักษร A-Z หรือ a-z หรอื ตัวเลข0-9 หรอื เคร่ืองหมาย _

3. ภายในชื่อหามเวน ชอ งวาง หรือใชส ัญลักษณนอกเหนอื จากขอ 2

4. ตัวอกั ษรเลขหรือใหญมีความหมายแตกตางกนั

5. หา มต้งั ช่ือซ้ำกบั คำสงวน (Reserved Word) ดังนี้

auto default float register struct volatile break
do far return switch while case double
goto short typedef char else if signed
union const enum sizeof unsigned continue
extern long static int
void

ตัวอยา งการต้ังชอ่ื ตัวแปรในภาษา C ทัง้ ที่ถกู ตองและไมถ ูกตองตามหลักการ แสดงดงั นี้

bath_room ถูกตอง

n-sync ผดิ หลกั การ เนื่องจากมีเครอื่ งหมาย - ปรากฏในช่ือ

108dots ผดิ หลักการ เนอ่ื งจากข้ึนตนดวยตัวเลข

Year# ผดิ หลักการ เนอื่ งจากมเี ครอ่ื งหมาย # อยใู นช่ือ

_good ถกู ตอง

goto ผดิ หลกั การ เนื่องจากเปน คำสงวน

work ถกู ตอง

break ผิดหลกั การ เนอื่ งจากเปน คำสงวน

2.6 คำสงวน (Reserve Word)

คำสงวน คือ คำทม่ี คี วามหมายพิเศษทางไวยากรณในภาษาคอมพวิ เตอร และไมส ามารถใชเ ปนตวั ระบุ

(Identifier) ในภาษานั้นได คำสงวนนบั เปนคำรหสั (Keyword) ชนดิ หน่ึง คำสงวนในภาษาซีมดี งั นี้

auto default float register struct volatile

break do for return switch while

case double goto short typedef char

else if signed union const enum

int sizeof unsigned continue extern long

static void

ตวั อยา งที่ 1 ใหร บั ตวั เลขใด ๆ 1 คา แลวตรวจสอบตัวเลขท่รี บั มาวา เปนเลขคูห รือเลขคี่

1. สิ่งท่โี จทยต อ งการ ตรวจสอบตวั เลขวา เปนเลขคูหรือเลขคี่

2. รปู แบบผลลัพธ Input a Number : 10

Result = Even

3. ขอ มูลนำเขา ตวั เลขใดๆ 1 คา

4. ตวั แปรทใ่ี ช x แทนคา ตวั เลขใดๆ 1 คา

แบบทดสอบหลังเรียน
วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ บ้ืองตน เรอ่ื ง การวเิ คราะหงาน

คำสง่ั / คำชแ้ี จง ใหเลอื กคำตอบที่ถกู ตองทสี่ ุดเพียงขอเดียว

1. จงบอกขั้นตอนการวิเคราะหง าน มกี ีข่ นั้ ตอน อะไรบา ง

2. จงบอกหลักเกณฑในการต้ังชอ่ื ตัวแปร

3. ตัวแปรมคี วามหมายวา อยางไร อธบิ ายและยกตวั อยา งวิธกี ารประกาศตัวแปร

4. จากคำสงวนตอ ไปน้ี จงแยกแยะวา คำใดคือคำสงวนและคำใดไมใ ชคำสงวน

4.1 float 4.6 case

4.2 go_to 4.7 RETURN

4.3 auto 4.8 main

4.4 work 4.9 ConsT

4.5 LonG 4.10 computer

5. จากโจทยต อ ไปนี้ ควรกำหนดตัวแปรชนดิ ใด

5.1 เก็บขอมูลคะแนนนกั ศกึ ษา

5.2 เกบ็ ขอมูลอักขระ 1 ตวั อักษร

5.3 เกบ็ ขอมลู ภาษีมลู คาเพ่ิม

5.4 เกบ็ ขอมลู ชอ่ื พนักงาน

5.5 เก็บขอมูลเงนิ เดือนพนักงาน

6. จากตวั แปรตอ ไปนี้ ต้ังชอื่ ตัวแปรถูกตองตามกฎการตัง้ ช่ือตัวแปรหรอื ไม อธบิ ายเหตุผล กรณีต้งั ช่อื ผดิ กฎ

การต้งั ชือ่ ตวั แปร

6.1 Nick_name 6.6 what

6.2 _B1 6.7 LonG

6.3 5name 6.8 #salary

6.4 c ount 6.9 ISBN

6.5 value 6.10 super8Film

โครงการสอนรายหนวย

รหัสวิชา 20901 - 1002 ชื่อวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บื้องตน

ชอื่ หนวย การเขียนผงั งานและรหสั เทียม จำนวน 9 ชั่วโมง

รายการหัวขอการเรยี นรู

1. ผังงาน

2. สัญลักษณผ ังงานการเขยี นโปรแกรม

3. หลกั การเขียนผังงานโปรแกรม

4. รหสั เทียม

หวั ขอการเรียนรู จุดประสงคก ารสอนหรือจดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรม

1. ผังงาน 1. บอกความหมายของผงั งานได

2. สญั ลกั ษณผงั งานการเขยี นโปรแกรม 2. บอกสัญลักษณผงั งานการเขียนโปรแกรมได

3. หลักการเขยี นผังงานโปรแกรม 3. อธบิ ายหลกั การเขยี นผงั งานโปรแกรม

4. รหัสเทยี ม 4. บอกความหมายของรหสั เทยี มได

วิธีการสอน : วธิ ีสอนแบบศึกษาดวยตนเอง (Self-Study Method)

สอ่ื การสอน :

1. หนังสอื เรียนวิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรเบื้องตน ของ บริษัท วังอกั ษร จำกัด

2. แบบประเมินผลการเรยี นรู กอ นเรียน / หลังเรียน พรอมเฉลย

3. Kahoot

4. Google Classroom

การประเมิน :

1. เกณฑผา นการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัตงิ านรายบุคคล ตองไมม ชี องปรับปรงุ

2. แบบประเมินผลการเรียนรูกอ นเรยี นไมม ีเกณฑผ าน เก็บคะแนนไวเปรยี บเทียบกับคะแนนท่ี ไดจ ากการ

ทดสอบหลงั เรียน

3. แบบสังเกตคณุ ธรรม จริยธรรม คา นยิ ม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค คะแนนขึ้นอยูกับการประเมนิ ตาม

สภาพจริง

แผนการจัดการเรียนรู

ชอื่ วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน รหสั วชิ า 20901 - 1002 สอนครง้ั ท่ี 4-6

หนว ยที่ 3 ชื่อหนวย การเขียนผังงานและรหสั เทยี ม จำนวน 9 ชม.

1. หัวขอการเรียนรู
1. ผังงาน

2. สญั ลกั ษณผ ังงานการเขียนโปรแกรม
3. หลักการเขียนผงั งานโปรแกรม

4. รหัสเทียม

2. สาระสำคญั
การเขียนผังงานของโปรแกรม เปนการจัดเรียงลำดับการทำงานของโปรแกรม เพื่อทำใหสามารถ

ตรวจสอบความครบถว นสมบรู ณข องลำดับการทำงานกอนเรมิ่ เขียนโปรแกรมจริง แบง ประเภทของผงั งานได 2
ประเภท คือ ผังงานระบบ และผังงานโปรแกรม การเขียนรหัสเทยี ม หรือ การเขียนซูโดโคด (pseudo code)
เปน การกำหนดรายละเอยี ดปลีกยอยในการเขียนโปรแกรม อาทิ การประกาศ และกำหนดชนดิ ตวั แปรทใ่ี ช ซึ่ง
มกี ารเขยี นหลายรปู แบบตามความเหมาะสมตอการใชงาน

3. สมรรถนะประจำหนวย
แสดงความรเู ก่ยี วกบั ผังงาน สัญลกั ษณผังงานการเขยี นโปรแกรม หลกั การเขยี นผังงานโปรแกรม

รหสั เทยี ม การเขียนรหัสเทียมในรูปแบบตาง ๆ

4. จุดประสงคก ารเรียนรู
4.1 จดุ ประสงคท ่ัวไป
1. รูผังงาน

2. รูสัญลักษณผงั งานการเขียนโปรแกรม
3. เขา ใจหลกั การเขยี นผงั งานโปรแกรม

4. รรู หัสเทยี ม

5. เขา ใจการเขียนรหัสเทยี มรูปแบบตาง ๆ
4.2 จุดประสงคเชงิ พฤติกรรม

1. บอกความหมายของผงั งานได

2. บอกสัญลักษณผ ังงานการเขียนโปรแกรมได
3. อธิบายหลักการเขยี นผงั งานโปรแกรมได

4. บอกความหมายรหัสเทียมได

5. อธิบายการเขยี นรหัสเทยี มรูปแบบตาง ๆ ได

5. กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู
ในการเรยี นการสอนของหนวยท่ี 3 ครัง้ ท่ี 4 - 6 (จำนวน 9 ช่ัวโมง)
ขนั้ นำเขา สูบ ทเรยี น
1. ตรวจสอบรายช่อื ของนักเรียนที่เขาเรยี น
2. ครูและนักเรียนรวมกนั สนทนาและแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับหลกั การเขยี นโปรแกรมวา การเขยี น

โปรแกรมควรมีหลักการเขียนอยางไร
3. ครแู สดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ขั้นสอน
1. ครูบรรยาย อธิบาย ยกตัวอยางในแตละหวั ขอการเรยี น
2. เปด โอกาสใหน กั เรยี นซักถามครูผูสอน
3. ประเมนิ พฤตกิ รรมรายบุคคลโดยครูจะซกั ถามในแตล ะคน
ข้ันสรปุ
1. ครูและนักเรียนรว มกนั สรปุ สาระสำคัญ
2. เปด โอกาสใหนักเรียนซักถามขอ สงสัย
3. มอบหมายใหไปหัดทำและศึกษาเพ่มิ เตมิ
4. ทำแบบทดสอบหลงั เรียนและเฉลยแบบทดสอบ

6. สือ่ การจัดการเรียนรู
1. หนงั สือเรยี นวชิ า การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บ้ืองตน ของ บรษิ ัท วังอักษร จำกดั
2. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู หลังเรยี น
3. Kahoot
4. Google Classroom

7. การวัดผลและประเมินผล
วิธวี ัดผล
1. ผเู รยี นปฏิบตั ิภาระงานที่มอบหมายเสรจ็ ทันเวลาท่ีกำหนด
2. การสังเกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมดา นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา นิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ

ประสงค
เคร่อื งมอื วัดผล
1. แบบประเมินผลการเรยี นรู หลังเรยี นประเภทเขยี นบรรยาย

2. แบบสงั เกตคณุ ธรรม จริยธรรม คา นิยม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค โดยครูและนักเรยี นรวมกนั
ประเมิน

8. แหลงการเรยี นรเู พิม่ เติม
1. หอ งสมดุ วทิ ยาลัยการอาชีพสวา งแดนดิน
2. อินเทอรเ นต็

9. กจิ กรรมเสนอแนะ (ถา มี)
1. นักเรียนเขาไปคน ควา ขอมูลเพมิ่ เติมจากหองสมุด จัดทำเปนรายงานสงครู
2. ทำแบบฝกปฏบิ ตั แิ ละแบบประเมินผลการเรยี นรู

สัปดาหที่.................

บันทึกหลงั การสอน

รหสั วชิ า..............................วชิ า......................................................................ระดบั ................. ชัน้ ปท ่ี...........
แผนกวชิ า.......................................................จำนวนนกั เรียน......................คน มาเรยี น...........................คน
ขาดเรยี น..............คน มาสาย................คน ลา.............คน สอนเม่ือวันที่..........เดอื น......................พ.ศ.........
หนว ยท.่ี ..................... ชอื่ หนว ย................................................................................จำนวน.................ช่ัวโมง

• เนื้อหาวตั ถุประสงคและสอื่ การสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

• ปญ หาทเี่ กิดขนึ้ ในระหวางการเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

• แนวทางการแกไขปญ หาของครูผสู อน และผลที่ได
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................ครูผูสอน ลงชอ่ื ................................................หัวหนา แผนก
(นางสาวรจนาถ มูลตรีแกว) (นางสกุ ญั ญา ดนยั สวัสด)์ิ

วันที.่ ................................................... วันที.่ .........................................................

ใบความรู / ใบเน้ือหา
หนว ยท่ี 3 เรื่อง ผังงานและรหัสเทยี ม

3.1 ผังงาน (Flowchart)

ผงั งาน (Flowchart) เปน ผังงานรูปภาพท่ีใชแสดงแนวคิด หรอื ขน้ั ตอนการทำงานของโปรแกรม และ

เปน เคร่ืองมอื ท่ชี วยใหม องเห็นภาพรวมของโปรแกรมท่ที ำใหเ ราเขยี นโปรแกรมไดง า ยยงิ่ ขน้ึ เนอ่ื งจากเรา

สามารถมองเห็นแนวคดิ และทศิ ทางการทำงานของโปรแกรมนน้ั เอง แบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก

ประเภทที่ 1 ผงั งานระบบ (System flowchart) เปน ผังงานทใ่ี ชสำหรับแสดงขั้นตอนในการทำงาน

ทงั้ หมด ในผงั งานน้จี ะเหน็ ระบบงานภายในของระบบหนึ่งๆ ท่ีเกี่ยวของกับงานท้ังหมด ท้งั เครื่องจักร

โปรแกรม บคุ ลากร ผังงานประเภทน้ีใชส ำหรบั ผบู ริหาร ผูว เิ คราะหระบบ ผูเขียนโปรแกรม ซงึ่ จะทำใหทราบ

ถึงความสมั พันธค ราวๆ ของระบบงานทั้งหมด แตผ ังงานระบบประเภทนี้นำไปใชเขยี นโปรแกรมไมได

ประเภทที่ 2 ผงั งานโปรแกรมโมดลู (Modular Program flowchart) เปนผังงานท่ีจัดทำขน้ึ เพอื่

แบงระบบงานออกเปนสวนตางๆ เพ่ือใหงายตอความเขา ใจแตละสว นของระบบมากขึ้น แตผังงานประเภทนี้จะ

แสดงเพียงสว นหน่ึงวา มีข้ันตอนและวิธีการทำงานอยา งไร แตไมม ีรายละเอียดยอย จงึ ไมสามารถนำไปเขียน

โปรแกรมได

ประเภทที่ 3 ผงั งานการเขียนโปรแกรม (Programming flowchart)

นิยมเรียกสน้ั ๆ วา Flowchart เปน ผงั งานท่ีแสดงลำดับข้นั ตอนการทำงานอยา งละเอยี ดในโมดลู น้ัน ๆ

โดยดงึ เอาแตละจุดของผงั งานโปรแกรมโมดลู มาเขยี นเปนผงั งานการเขียนโปรแกรม ผังงานน้จี ะแสดง

รายละเอียดข้นั ตอนแตละข้นั ตอนอยางชัดเจน

3.2 สัญลักษณผ ังงานการเขียนโปรแกรม

ตารางที่ 3.1 สญั ลักษณผงั งาน

สญั ลกั ษณ ความหมาย ตัวอยาง

การกำหนดจุดเร่ิมตน การทำงานและแสดงจดุ สิ้นสดุ ของ START
การทำงานในโปรแกรมหลัก (Main Program) หรือใน

START / STOP (END) โปรแกรมยอย (Subprogram/Procedure/Function) STOP
ENTER / RETURN

การแสดงรายละเอยี ดการทำงานโดยส่งิ ท่ีใชเ ก็บคาขอมลู Total = 0
ของการทำงาน คอื ตัวแปรที่ใชใ นโปรแกรม (จะตอง Total = Total + (b*c)
กำหนดข้ึนมาเอง) โดยทีต่ ัวแปรน้จี ะแสดงความสัมพันธ
PROCESS ของการทำงานดวยเคร่อื งหมายการประมวลผลทาง
คณิตศาสตร

สญั ลักษณ ความหมาย ตัวอยาง
DECISON การแสดงรายละเอียดการเปรียบเทยี บเงอ่ื นไขตา งๆ
INPUT/OUTPUT ตามเคร่ืองหมายทางคณติ ศาสตรแ ละความสัมพันธทาง (a-b)>(b+c)
ตรรกศาสตร ไดแก =, <>, !=,<, >, >=, <=, AND, OR
StdRec
การรบั คา ขอมลู หรืออานขอ มูลเขา มาโดยไมร ะบุอุปกรณ ‘Total=’,Total
รบั ขอ มลู (Input) หรือแสดงผลลัพธ (Output) โดยไม ‘Total=’,Total
กำหนดอปุ กรณการแสดงผล
1
การแสดงรายละเอยี ดขอมูล หรือแสดงผลลัพธข องการ 1
ประมวลไปท่จี อภาพ (Monitor)

MONITOR

การแสดงรายละเอยี ดขอ มลู หรอื แสดงผลลัพธของการ
ประมวลผลไปทเ่ี ครื่องพิมพ (Printer)

PRINTER

การกำหนดจดุ อา งอิงในการเชื่อมตอในหนา กระดาษ
เดยี วกนั ของการเขียนผังงานโครงสราง (Structured
Flowchart)
IN-PAGE CONNECTOR

การกำหนดจุดอา งองิ ในการเช่ือมตอระหวา ง
หนา กระดาษของการเขียนผงั งานโครงสราง
(Structured Flowchart)
BETWEEN-PAGE
CONNECTOR

การแสดงทิศทางความสมั พนั ธของการทำงานใน
ระบบงานหรือในโปรแกรมท่ีไดออกแบบไว

FLOWLINE

3.3 หลักการเขียนผังงานโปรแกรม
ผังงานโปรแกรมจะแสดงใหเ ห็นขนั้ ตอนการทำงานของโปรแกรมทเี่ ปน ข้นั ตอนตางๆ อยางละเอียด

เพ่ือใหเ ขยี นผังงานโปรแกรมไดอยา งถูกตอง จะมีหลักการเขยี น ดังน้ี
3.3.1 เขียนผงั งานจากดานบนลงดา นลา ง
3.3.2 ใชส ัญลักษณใหตรงกบั ความหมายของผงั งาน
3.3.3 ใช flowline ในการแสดงทิศทางการทำงานของผังงาน
3.3.4 เขยี นคำอธบิ ายสั้นๆ แตเขาใจงาย
3.3.5 หลกี เล่ียงการเขียนโยงเสนตดั กันเพราะจะทำใหส ับสน ควรใชจุดเช่ือมแทนการเขียนหนา

เดียวกนั
3.3.6 ควรเขียนผงั งานใหจบภายในหนาเดยี วกัน แตหากเขียนผงั งานไมจ บภายในหนา เดียวควรใช

จุดเช่อื ม Off-page connection
3.4 ขน้ั ตอนการเขียนผงั งาน

3.4.1 การกำหนดคาเร่มิ ตน เปนการกำกหนดคา เร่ิมตน ใหกบั ตวั แปรตา งๆ ท่ีจำเปน บางตัว เชน ตัว
แปรทใี่ ชในการนบั

3.4.2 การรับขอ มูลเขา เปนการรบั จากแหลงขอมลู มาเกบ็ ไวในตวั แปร เพอ่ื เตรยี มรอประมวลผล
3.4.3 การประมวลผล เปนการประมวลผลตามทไ่ี ดก ำหนดไว
3.4.4 การแสดงผลลพั ธ เปน การแสดงขอมลู ทีผ่ า นการประมวลผลหรอื คำนวณแลวเปน ผลลพั ธที่
ตองการแสดงคา จากตัวแปรตางๆ
3.5 การเขียนผังงานท่ีดี
3.5.1 ใชสัญลกั ษณต ามที่กำหนดไว
3.5.2 ใชลูกศรแสดงทิศทางการไหลของขอมูลจากบนลงลา งหรอื ซายไปขวา
3.5.3 คำอธบิ ายในภาพควรส้ันกะทัดรดั เขา ใจงาย
3.5.4 ทกุ แผนภาพตองมลี ูกศรแสดงทิศทางเขา - ออก
3.5.5 ไมควรโยงเสน เชอ่ื มผังงานทีอ่ ยูไกลมาก ๆ ควรใชสัญลักษณจ ุดเช่อื มตอแทน
3.5.6 ผังงานควรมกี ารทดสอบความถกู ตอ งของการทำงานกอ นนำไปเขียนโปรแกรม
3.6 รหสั เทียม
เปนคำสงั่ ทจี่ ำลองความคดิ เปนลำดบั ขั้นตอนโดยใชส ัญลักษณเปน ประโยคภาษาองั กฤษ ซึ่งซูโดโคด
ไมใชภ าษาโปรแกรมทางคอมพิวเตอรจงึ ไม สามารถนำไปประมวลผลได คือ ไมส ามารถส่ังใหคอมพวิ เตอร

ทำงานตามคำสั่ง แตเ ปนการเขียนจำลองคำส่งั จริงแบบยอๆ ตามอลั กอรทิ ึมของโปรแกรมระบบ เพ่ือนำไป
พฒั นาเปนการเขยี นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอรได

รหสั เทยี ม (Pseudocode) คือ การเขยี นโปรแกรมในรูปแบบภาษาอังกฤษทม่ี ีขน้ั ตอนและรปู แบบ
แนนอนกะทัดรัด และมองดูคลายภาษาระดบั สงู ที่ใชกับเครื่องคอมพิวเตอรซ ่ึงไมเจาะจงภาษาใดภาษาหนึ่ง
ตัวอยางการเขียนรหสั เทียม Pseudo Code

Algorithm Problem_1
Variables : mLoop, Sum, testScore, average
Begin

Input mLoop
Sum = 0
For I = 1 to mLoop

Input testScore
Sum = Sum + testScore
Next
average = Sum / mLoop
Print average
End Problem_1

แบบฝก หดั ทา ยบท
วิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บ้ืองตน เรื่อง การเขยี นผงั งานและรหสั เทียม

คำสง่ั / คำชแี้ จง จงอธบิ ายคำตอบของคำถามตอ ไปนี้
1. การเขยี นรหัสเทยี มมีหลักการเขยี นอยางไร อธบิ ายพอสงั เขป
2. สัญลักษณผ งั งานแตละรูป มหี นาท่ีอยา งไร
3. การเขยี นผังงานโปรแกรมมีหลักการเขียนอยางไร อธบิ ายเปน ขอๆ
4. จากโจทยตอ ไปน้ี จะมีวธิ ีการออกแบบการวเิ คราะหป ญหาทางคอมพวิ เตอรอยางไร ใหอ อกแบบการ
วิเคราะหทัง้ 5 ขน้ั ตอน

4.1 คำนวณหาผลบวกของเลขคูทม่ี ีคาอยูระหวางเลข 1-500
4.2 คำนวณหาคา เฉลย่ี ผลรวมของตวั เลขท่ีอยรู ะหวา ง 100-300
4.3 โปรแกรมคำนวณผลการเรยี นของนักศึกษา 20 คน รายวิชาการเขยี นโปรแกรมเบื้องตน โดยแบง
คะแนนเปน คะแนนงานที่มอบหมาย 20 คะแนน คะแนนสอบกลางภาค 20 คะแนน คะแนนสอบปลายภาค
60 คะแนน แสดงผลลัพธและใหน บั จำนวนเกรดของนักศึกษาวามเี กรด P กคี่ นและเกรด F กค่ี น มีเกณฑการ
ตดั เกรดดังนี้

- คะแนนต้งั แต 60 คะแนนขึ้นไปใหเกรด P
- คะแนนนอ ยกวา 60 ใหเกรด F
4.4 โปรแกรมสว นลดของรานราชพฤกษมินิมารท จากการซ้ือสินคา ของลกู คาจำนวน 50 คน พรอ ม
ทัง้ แสดงยอดขายรวมสทุ ธิ โดยมสี วนลดใหล ูกคาดังนี้
- ไมมีบัตร ไมไดสวนลด
- บตั ร Club card รับสว นลด 3% จากยอดซื้อ
- บตั ร Visa card รบั สว นลด 5% จากยอดซอื้
- บัตร Gold Platinum card รบั สวนลด 8% จากยอดซอ้ื

โครงการสอนรายหนว ย

รหัสวชิ า 20901 - 1002 ชือ่ วิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บ้ืองตน

ชอื่ หนวย ขั้นตอนการแกป ญหา (Algorithm) จำนวน 6 ชว่ั โมง

รายการหวั ขอการเรยี นรู
1. ความหมายของอลั กอริทึม
2. รปู แบบการเขยี นอลั กอรทิ ึม
3. เทคนิคการเขียนอัลกอริทมึ

หวั ขอการเรียนรู จุดประสงคการสอนหรือจุดประสงคเ ชงิ พฤตกิ รรม

1. ความหมายของอลั กอริทึม 1. บอกความหมายของอัลกอรทิ ึมได
2. รปู แบบการเขยี นอลั กอรทิ ึม 2. บอกรูปแบบการเขยี นอัลกอรทิ มึ ได
3. เทคนิคการเขียนอลั กอริทึม 3. เขยี นอลั กอริทึมได

วธิ กี ารสอน : วธิ สี อนแบบศึกษาดว ยตนเอง (Self-Study Method)

สอื่ การสอน :
1. หนงั สือเรียนวชิ า การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ บ้ืองตน ของ บริษัท วงั อักษร จำกัด
2. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู กอ นเรียน / หลังเรยี น พรอมเฉลย
3. สื่อ powerpoint

การประเมนิ :
1. เกณฑผ า นการสงั เกตพฤติกรรมการปฏิบัตงิ านรายบุคคล ตองไมมีชองปรับปรุง
2. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรกู อนเรียนไมม เี กณฑผ า น เก็บคะแนนไวเ ปรยี บเทยี บกบั คะแนนที่ ไดจ ากการ

ทดสอบหลังเรยี น
3. แบบสังเกตคุณธรรม จริยธรรม คานิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค คะแนนขน้ึ อยกู ับการประเมนิ ตาม

สภาพจรงิ

แผนการจัดการเรียนรู

ช่อื วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบ้ืองตน รหสั วิชา 20901 - 1002 สอนครง้ั ที่ 7-8

หนว ยท่ี 4 ชื่อหนว ย ขั้นตอนการแกป ญ หา (Algorithm) จำนวน 6 ชม.

1. หัวขอการเรยี นรู
1. ความหมายของอลั กอริทึม

2. รปู แบบการเขยี นอลั กอริทึม
3. เทคนคิ การเขยี นอลั กอริทมึ

2. สาระสำคญั
การเขียนอัลกอริทึมโปรแกรม เปนการแสดงลำดับการทำงานตามคุณสมบัติดานการประมวลผลของ

คอมพิวเตอรดวยภาษาที่เหมาะสม เพื่อสั่งใหคอมพิวเตอรทำงานตามอัลกอริทึมที่กำหนดไว และทำใหเรา

ตรวจสอบความถกู ตองไดครบถวนขึ้น ซึ่งคอมพวิ เตอรที่วา นจ้ี ะตอ งมคี ุณสมบัติพื้นฐานของกลไกทำงาน

3. สมรรถนะประจำหนวย
แสดงความรูเ กี่ยวกับความหมายของอัลกอรทิ มึ รปู แบบการเขียนอลั กอริทึม รวมทง้ั เทคนิคการเขียน

อลั กอริทึมได

4. จุดประสงคก ารเรยี นรู
4.1 จุดประสงคทวั่ ไป
1. ความหมายของอัลกอริทึม

2. รปู แบบการเขียนอัลกอรทิ ึม

3. เทคนคิ การเขยี นอลั กอริทมึ

4.2 จุดประสงคเ ชงิ พฤติกรรม
1. บอกความหมายของอัลกอรทิ มึ ได

2. บอกรูปแบบการเขียนอัลกอรทิ มึ ได

3. เขยี นอัลกอรทิ ึมได

5. กจิ กรรมการจัดการเรียนรู
ในการเรียนการสอนของหนวยท่ี 4 ครัง้ ท่ี 7 - 8 (จำนวน 6 ช่ัวโมง)
ข้ันนำเขาสูบทเรียน
1. ตรวจสอบรายชอ่ื ของนักเรียนท่เี ขา เรียน

2. ครูและนักเรียนรว มกันสนทนาและแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกบั การเขยี นอลั กอรทิ ึมวาอัลกอริทึม

3. ครแู สดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ขน้ั สอน
1. ครูบรรยาย อธิบาย ยกตวั อยางในแตละหวั ขอการเรยี น
2. เปด โอกาสใหน ักเรยี นซักถามครูผสู อน
3. ประเมินพฤตกิ รรมรายบุคคลโดยครจู ะซักถามในแตละคน
ข้นั สรปุ
1. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ สาระสำคัญ
2. เปดโอกาสใหน กั เรยี นซักถามขอสงสยั
3. มอบหมายใหทำแบบฝก หัดทายบบทและศึกษาเพิ่มเติม
4. ทำแบบทดสอบหลังเรียนและเฉลยแบบทดสอบ

6. ส่ือการจัดการเรยี นรู
1. หนังสอื เรียนวชิ า การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน ของ บริษัท วงั อักษร จำกดั
2. แบบประเมินผลการเรยี นรู หลังเรียน
3. ส่ือ powerpoint

7. การวดั ผลและประเมินผล
วิธีวดั ผล
1. ผูเรยี นปฏบิ ตั ภิ าระงานที่มอบหมายเสร็จทันเวลาที่กำหนด
2. การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมดา นคุณธรรม จริยธรรม คา นยิ ม และคุณลักษณะอนั พงึ

ประสงค
เครอ่ื งมอื วดั ผล
1. แบบประเมินผลการเรยี นรู หลงั เรยี นประเภทเขยี นบรรยาย
2. แบบสงั เกตคณุ ธรรม จริยธรรม คานิยม และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค โดยครูและนักเรียนรว มกนั

ประเมนิ

8. แหลงการเรียนรเู พิม่ เติม
1. หอ งสมุดวิทยาลยั การอาชีพสวา งแดนดิน
2. อินเทอรเ นต็

9. กิจกรรมเสนอแนะ (ถา มี)
1. นกั เรียนเขาไปคน ควาขอมูลเพ่ิมเติมจากหอ งสมดุ จัดทำเปน รายงานสง ครู
2. ทำแบบฝกปฏบิ ตั แิ ละแบบประเมนิ ผลการเรียนรู

สปั ดาหท่ี.................

บันทกึ หลงั การสอน

รหัสวชิ า..............................วชิ า......................................................................ระดบั ................. ช้ันปท ่ี...........
แผนกวชิ า.......................................................จำนวนนักเรยี น......................คน มาเรียน...........................คน
ขาดเรยี น..............คน มาสาย................คน ลา.............คน สอนเมื่อวนั ที่..........เดอื น......................พ.ศ.........
หนวยท.่ี ..................... ชื่อหนว ย................................................................................จำนวน.................ช่ัวโมง

• เนอื้ หาวัตถุประสงคและส่อื การสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

• ปญหาทเ่ี กดิ ข้ึนในระหวา งการเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

• แนวทางการแกไขปญหาของครผู สู อน และผลที่ได
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

ลงชอื่ ............................................ครผู ูสอน ลงชอ่ื ................................................หวั หนาแผนก
(นางสาวรจนาถ มูลตรีแกว) (นางสกุ ญั ญา ดนยั สวัสด์ิ)

วนั ที.่ ......................................................... วนั ท่ี..........................................................

ใบความรู / ใบเนอื้ หา
หนวยที่ 4 เรือ่ ง ข้นั ตอนการแกไ ขปญหา (Algorithm)

หนว ยท่ี 4 เร่ือง ขน้ั ตอนการแกไขปญหา (Algorithm)
1. ความหมายของอัลกอรทิ ึม

อลั กอริทมึ (Algorithm) หมายถงึ วธิ ีการท่แี บงออกเปน เปนข้นั ตอนยอย ๆ ท่ีมีการทำงานท่ีแนน อน
หรอื การอธิบายลำดับข้นั ตอนการทำงานในลักษณะของขอความตงั้ แตต น จนจบ วามีขั้นตอนการทำงานอยางไร
บาง ซง่ึ เม่ือทราบขั้นตอนการทำงานทีแ่ นน อนแลว กจ็ ำนำอัลกอรทิ ึมทไ่ี ดนั้นมาวาดเปน Flowchart จากน้นั จงึ
แปลง Flowchart เปนภาษาระดับสูงท่คี อมพิวเตอรเ ขา ใจ

อัลกอริทึม (Algorithm ) เปนสว นหนงึ่ ในขัน้ ตอนการพฒั นาโปรแกรมคอมพิวเตอร เกิดจากแนวคิด
อยางเปน ระบบเพ่ือนำไปสผู ลลัพธท ต่ี อ งการ และเพ่ือใหค อมพวิ เตอรทำงานตามความตองการหรอื แกปญหาใด
ๆ ประกอบดว ยชุดของการทำงานทีช่ ัดเจน ดงั นั้นหากออกแบบอลั กอริทึมไดด เี มื่อนำไปเขียนโปรแกรม
ภาษาคอมพิวเตอรใ ด ๆ ก็จะไดผ ลลพั ธตามความตองการ

2. รูปแบบการเขียนอลั กอรทิ ึม

ลำดับข้นั ตอนวิธกี ารแกป ญหา (Algorithm Development) สามารถเขียนลำดับขั้นตอนการทำงาน
ได 2 แบบ คือ การอธบิ ายข้ันตอนการทำงานอยา งคราว ๆ และการอธิบายข้นั ตอนการทำงานอยางละเอียด

2.1 การอธิบายขนั้ ตอนการทำงานอยา งคราวๆ (Decomposition) คือ การเขียนขั้นตอนการทำงาน
ท้ังหมดโดยไมล ะเอยี ดมากนกั และขน้ั ตอนการทำงานเปน ขอๆ เขาใจงาย โดยเร่ิมตงั้ แตข้ันตอนแรกจนถึง
ขน้ั ตอนสดุ ทายทจ่ี ะสง ใหเครื่องคอมพวิ เตอรทำการแกป ญ หา เชน การคำนวณหาอัตราผอ นชำระคา งวด
รถจกั รยานยนตรายเดือน สามารถเรยี บเรยี งเปน การทำงานเปน ขอ ๆ ดังน้ี

2.1.1 เรมิ่ ตน

2.1.2 รบั คา ของราคารถจกั รยานยนต

2.1.3 รับคาของอตั ราดอกเบี้ยรายป

2.1.4 รับคา ของจำนวนเดือนท่ีตอ งการผอนชำระ

2.1.5 คำนวณหาคาของจำนวนเงินท่ตี อ งชำระรายเดือน

2.1.6 แสดงคาของจำนวนเงินที่ผอนชำระรายเดือน

2.1.7 จบการทำงาน

2.2 การอธิบายขั้นตอนการทำงานอยางละเอียด (Refinement) คือ การนำขน้ั ตอนการทำงานอยา ง
ครา วๆ มาพจิ ารณาเพ่ิมเติมขอมลู บางอยางทยี่ ังไมเ รียบรอย แตล ะข้นั ตอนท่ีอธิบายในสวนของการอธบิ าย
ข้นั ตอนการทำงานอยางคราวๆ นัน้ อาจมีความละเอยี ดไมเพยี งพอทจี่ ะนำไปสั่งงานใหเ คร่อื งคอมพิวเตอร
ทำงานอาจตองเขียนขยายความใหมีความละเอยี ดยิง่ ขึ้นและสมบูรณมากขึ้น หรือแบงการทำงานออกเปนขอ
ยอ ยเพ่ิมเตมิ เชน การคำนวณหาอตั ราผอนชำระคางวดรถจักรยานยนตร ายเดือนท่แี สดงไวเปน แบบคราวๆ
ดงั นัน้ จงึ ตอ งทำการอธิบายเพิ่มเตมิ ในสวนของขั้นตอนในการคำนวณหาคา ของจำนวนเงินทตี่ อ งชำระรายเดือน
โดยวิธกี ารคำนวณนน้ั ไดทำในสวนของการทดลองแกป ญหาดว ยตนเอง (Hand Example) ดงั นี้

2.2.1 เริม่ ตน

2.2.2 รบั คา ของราคารถจกั รยานยนต

2.2.3 รบั คา อตั ราดอกเบย้ี รายป

2.2.4 รับคา ของจำนวนเดอื นทต่ี อ งการผอนชำระ

2.2.5 คำนวณหาคาของจำนวนเงนิ ทตี่ อ งชำระรายเดือน

- ชำระ 24 เดอื น อตั ราดอกเบยี้ 3% ตอป

- ชำระ 36 เดอื น อตั ราดอกเบยี้ 3.5% ตอ ป

- ชำระ 48 เดอื น อัตราดอกเบยี้ 5% ตอ ป

3. เทคนคิ การเขยี นอัลกอริทึม

อัลกอริทมึ เปน ขน้ั ตอนการบรรยายลำดบั ขัน้ ตอนการแกป ญหาระบบงานเปนรายขอ เพ่ือแสดงใหเห็น
ถึงขั้นตอนการทำงานที่ชดั เจน และเพ่ือใชใ นการทดสอบการทำงานของอัลกอริทึม กอนศึกษาวิธีการขียน
อัลกอริทมึ ควรมีความเขาใจและคำนงึ ถงึ คุณสมบัติพ้นื ฐานของระบบคอมพวิ เตอรกอน เพือ่ นำไปประยุกตใ ช
ในขัน้ ตอนการเขียนอลั กอรทิ ึมไดอยางถูกตองตอไป

คณุ สมบตั ิการทำงานระดบั พื้นฐานของคอมพวิ เตอร มีดังน้ี

3.1 คุณสมบตั ดิ า นหนวยความจำ

การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรต องเก่ียวของกับการใชง านพืน้ ที่ในหนว ยความจำของระบบ
คอมพิวเตอร ในภาษาคอมพิวเตอรใ หแ ทนสญั ลกั ษณกำหนดพื้นทห่ี นว ยความจำ ดวยการกำหนดชื่อเปนตวั
แปรใชงาน เพื่อใชง านอา งอิงถงึ ขอมลู ในหนวยความจำ เชน

i = 1 หมายถึง กำหนดคา 1 เก็บไวใ นตวั แปร i

sum = score1+score2 หมายถึง เอาคา score1+score2 แลว เกบ็ คา ผลลพั ธ

ท่ีไดไ วท ่ตี วั แปร sum

total=bonus+salary หมายถึง เอาคาในตวั แปร salary ไปบวกเขา กับคา ใน

ตัวแปร bonus ผลลพั ธท ี่ไดจ ะเก็บที่total

3.2 คุณสมบตั ิดานการคำนวณ

คณุ สมบตั ดิ านการคำนวณในระบบคอมพิวเตอรร ะดับพื้นฐาน คอื สามารถดำเนนิ การบวก ลบ คณู
หาร แตบ กั ษณะการพจิ ารณาเลือกประมวลผลงานคำนวณของคอมพวิ เตอรน นั้ มคี วามแตกตางจากระบบการ
คำนวณท่ัวๆ ไป คือ คอมพิวเตอรค ำนวณโดยพิจารณาลำดับความสำคัญของสัญลักษณเครอื่ งหมายการ
คำนวณทีป่ รากฏในนิพจนการคำนวณนนั้ ๆ เปน สำคญั สญั ลักษณทใี่ ชในการคำนวณและลำดับการทำงานของ
การคำนวณ ดังตารางที่ 4.1

เครอ่ื งหมาย ความหมาย ลำดบั การคำนวณ

( ) วงเล็บ 1

^ ยกกำลัง 2

* คณู 3

/ หาร 4

+ บวก 5

- ลบ 6

** หากมวี งเลบ็ จะคำนวณในวงเล็บกอ น หากลำดับความสำคญั เทากนั จะเริ่มทำฝง ซายไปขวา

3.3 คณุ สมบตั ดิ านการเปรียบเทยี บเชิงตรรกะ

ความสามารถในการประมวลผลเชิงเปรียบเทยี บ เปน คณุ สมบัตพิ น้ื ฐานอยา งหนงึ่ ของคอมพวิ เตอรโ ดย
ใชหลักการทำงานของพชี คณิตพจิ ารณาเงอื่ นไขท่ีใชน พิ จนแบบบูลีนประกอบการเขียนคำสั่ง เพอ่ื กำหนด
ทางเลือกการทำงาน สำหรบั หาขอสรุปของเง่ือนไขเปนจริงใหด ำเนินการคำสง่ั ใด และเง่อื นไขเปนเทจ็ ให
ดำเนนิ การคำสั่งใด

ตวั ดำเนนิ การ ความหมาย
< นอยกวา

> มากกวา

<= นอ ยกวา หรือ เทากบั
>= มากกวา หรือ เทากบั
= เทากบั
<> ไมเทากบั

3.4 คุณสมบัตดิ านการแสดงผลคาขอ มูล

การอานคาขอมลู จากพื้นที่หนวยความจำทเ่ี ขยี นคำส่ังแลว นำไปเก็บไว หรือจากการคำนวณท่ีตองมี
การนำคา ไปเกบ็ ไว เพ่ือนำมาแสดงผลลพั ธใ นรูปแบบและในตำแหนง งานที่ตองการ

3.5 คณุ สมบตั ิการจัดการทำงาน

คอมพวิ เตอรจะทำงานทลี ะคำสั่ง ตามลำดบั จากบนลงลา ง หากเปรียบเทียบใน 1 บรรทัดคอื 1 คำสั่ง
คอมพวิ เตอรจะทำงานตามคำสงั่ ท่อี ยบู รรทดั บนสุดกอ นแลวจงึ ทำงานตามคำส่งั ท่ีอยูในลำดับตอมาจนถงึ คำสง่ั
ในบรรทดั สดุ ทาย

4. สรุป
อัลกอริทึม (Algorithm) หมายถึง วธิ ีการทไี่ ดแบง ออกเปนขั้นตอนยอย ๆ ทมี่ ีการทำงานทีแ่ นน อน

หรอื การอธิบายลำดบั ขนั้ ตอนการทำงานในลักษณะของขอความต้ังแตตนจนจบ ลำดับข้ันตอนการแกป ญหา
สามารถเขียนลำดบั ขั้นตอนการทำงานอยางละเอียด เทคนิคการเขยี นอัลกอรทิ ึม เปนขน้ั ตอนการบรรยาย
ลำดับขั้นตอนการแกปญ หาระบบงานเปนรายขอ เพื่อแสดงใหเหน็ ถึงขัน้ ตอนการทำงานท่ีชดั เจน และเพื่อใชใน
การทดสอบการทำงานของอัลกอรทิ ึมดว ย กอนศกึ ษาวธิ กี ารเขียนอลั กอริทึมควรมคี วามเขาใจและคำนงึ
คณุ สมบัติพืน้ ฐานของระบบคอมพิวเตอร

แบบทดสอบหลังเรยี น
วชิ า การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรเบื้องตน เร่ือง ข้ันตอนการแกไขปญหา (Algorithm)

คำชี้แจง เลือกคำตอบที่ถกู ที่สุดเพียงขอเดียว

1. อัลกอรทิ ึม หมายถึงขอใด

ก. การอธิบายขนั้ ตอนการทำงานดวยประโยคภาษาองั กฤษท่เี ขา ใจงาย

ข. การอธิบายขั้นตอนการทำงานดวยสัญลกั ษณ

ค. การอธิบายลำดบั ขัน้ ตอนการทำงานในลักษณะของขอความตั้งแตเร่มิ ตน จนจบการทำงาน

ง. ถูกทกุ ขอ

2. อัลกอริทึม (Algorithm) แบง ไดก ี่แบบ อะไรบาง

ก. 2 แบบ การอธบิ ายข้นั ตอนอยางครา วๆ, การอธบิ ายขั้นตอนอยางละเอียด

ข. 2 แบบ การอธิบายขนั้ ตอนอยางครา วๆ , การอธิบายข้นั ตอนอยางซับซอน

ค. 2 แบบ การอธิบายขน้ั ตอนดวยรูปภาพ , การอธิบายข้นั ตอนอยางละเอยี ด

ง. 2 แบบ การอธบิ ายขั้นตอนดวยคำบรรยาย,การอธบิ ายขั้นตอนดวยประโยคภาษาอังกฤษ

3. กระบวนการแกปญ หาจะตองเริ่มจากขน้ั ตอนใดเปนอันดับแรก

ก. ดำเนินการแกไข ข. วางแผนการแกป ญหา

ค. ตรวจสอบและปรบั ปรงุ ง. วเิ คราะหและกำหนดรายละเอยี ดของปญ หา

4. จงเรียงลำดับขั้นตอนการแกป ญหาใหถ ูกตอง

ก. วเิ คราะห > ดำเนนิ การ > ตรวจสอบ > วางแผน

ข. วเิ คราะห > วางแผน > ดำเนนิ การ > ตรวจสอบ

ค. วางแผน > วิเคราะห > ตรวจสอบ > ดำเนนิ การ

ง. วางแผน > วิเคราะห > ตรวจสอบ > ปรบั ปรงุ

5. เคร่อื งหมายทางคณิตศาสตรตัวใดมีความสำคญั เปน ลำดับท่ี 3

ก. ( ) ข. *, / ค. ^ ง. +,-

6. ขอใดคือปจ จัยท่ีทำใหการวางแผนในการแกปญ หาของแตละบคุ คลมีความแตกตางกัน

ก. ความรูและประสบการณ ข. โชคชะตา ค. อาชีพ ง. ตำแหนง งาน

7. x = 7+3*6/2-1 คาของ x มคี าเทา กับขอใด

ก. 15 ข. 29 ค. 30 ง. 20

8. x = 4^2+(5+1)+2 คาของ x มีคาเทากบั ขอใด

ก. 16 ข. 20 ค. 25 ง. 24

จากขอความตอไปน้ีใชต อบคำถามขอ 9-10
“หากนักเรยี นลืมเอาสมุดการบา นกลับมา นกั เรียนมวี ิธีแกปญหาอยา งไร”
9. จากประโยคขา งตน ขอใดคือขั้นตอนการวิเคราะหป ญหา

ก. นกั เรียนทำการบานและนำสมุดมาโรงเรียน
ข. นักเรยี นจะไปทารบานท่โี รงเรียน
ค. นักเรียนลมื เอาสมุดการบา นมา
ง. นักเรยี นทำการบานเสรจ็ แลว
10. ขอใดคือขั้นตอนวางแผน
ก. นักเรียนทำการบานเสร็จแลว
ข. นักเรียนลงมือทำการบา นที่โรงเรยี น
ค. นกั เรียนโดนครทู ำโทษ
ง. นักเรยี นจะไปทำการบา นที่โรงเรียน

เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน
วชิ า การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน เร่อื ง ขนั้ ตอนการแกไ ขปญหา (Algorithm)

คำชี้แจง เลอื กคำตอบท่ถี ูกทส่ี ุดเพยี งขอ เดียว

1. อัลกอริทึม หมายถึงขอใด

ก. การอธิบายขัน้ ตอนการทำงานดว ยประโยคภาษาองั กฤษทเ่ี ขา ใจงา ย

ข. การอธบิ ายข้นั ตอนการทำงานดว ยสญั ลกั ษณ

ค. การอธิบายลำดับขั้นตอนการทำงานในลักษณะของขอความตงั้ แตเรม่ิ ตน จนจบการทำงาน

ง. ถูกทกุ ขอ

2. อลั กอริทึม (Algorithm) แบงไดกี่แบบ อะไรบาง

ก. 2 แบบ การอธิบายขัน้ ตอนอยางครา วๆ, การอธบิ ายขนั้ ตอนอยางละเอยี ด

ข. 2 แบบ การอธบิ ายขนั้ ตอนอยางคราวๆ , การอธิบายข้นั ตอนอยางซบั ซอน

ค. 2 แบบ การอธบิ ายข้นั ตอนดว ยรปู ภาพ , การอธิบายข้นั ตอนอยางละเอยี ด

ง. 2 แบบ การอธบิ ายข้นั ตอนดวยคำบรรยาย,การอธบิ ายข้ันตอนดวยประโยคภาษาอังกฤษ

3. กระบวนการแกปญ หาจะตองเรม่ิ จากขน้ั ตอนใดเปน อันดับแรก

ก. ดำเนินการแกไข ข. วางแผนการแกป ญ หา

ค. ตรวจสอบและปรบั ปรงุ ง. วิเคราะหแ ละกำหนดรายละเอียดของปญหา

4. จงเรยี งลำดับขัน้ ตอนการแกปญหาใหถูกตอง

ก. วเิ คราะห > ดำเนินการ > ตรวจสอบ > วางแผน

ข. วิเคราะห > วางแผน > ดำเนินการ > ตรวจสอบ

ค. วางแผน > วิเคราะห > ตรวจสอบ > ดำเนินการ

ง. วางแผน > วิเคราะห > ตรวจสอบ > ปรบั ปรงุ

5. เครือ่ งหมายทางคณิตศาสตรต ัวใดมีความสำคัญเปน ลำดับท่ี 3

ก. ( ) ข. *, / ค. ^ ง. +,-

6. ขอใดคือปจจัยท่ีทำใหการวางแผนในการแกป ญหาของแตล ะบคุ คลมคี วามแตกตางกนั

ก. ความรแู ละประสบการณ ข. โชคชะตา ค. อาชพี ง. ตำแหนง งาน

7. x = 7+3*6/2-1 คา ของ x มีคาเทากบั ขอใด

ก. 15 ข. 29 ค. 30 ง. 20

8. x = 4^2+(5+1)+2 คาของ x มคี า เทากับขอ ใด

ก. 16 ข. 20 ค. 25 ง. 24

จากขอความตอไปน้ีใชต อบคำถามขอ 9-10
“หากนักเรยี นลืมเอาสมุดการบา นกลับมา นกั เรียนมวี ิธีแกปญหาอยา งไร”
9. จากประโยคขา งตน ขอใดคือขั้นตอนการวิเคราะหป ญหา

ก. นกั เรียนทำการบานและนำสมุดมาโรงเรียน
ข. นักเรยี นจะไปทารบานท่โี รงเรียน
ค. นักเรียนลมื เอาสมุดการบา นมา
ง. นักเรยี นทำการบานเสรจ็ แลว
10. ขอใดคือขั้นตอนวางแผน
ก. นักเรียนทำการบานเสร็จแลว
ข. นักเรียนลงมือทำการบา นที่โรงเรยี น
ค. นกั เรียนโดนครทู ำโทษ
ง. นักเรยี นจะไปทำการบา นที่โรงเรียน

กจิ กรรมทายบท

คำช้แี จง จงอธบิ าย

1. อัลกอริทึม มีความหมายวาอยางไร

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. จงบอกลำดับการคำนวณทางคณติ ศาสตร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. จงเขยี นอัลกอรทิ มึ ในการคำนวณตดั เกรดนักเรียนวิชาการเขยี นโปรแกรมภาษาซี โดยมกี ารรับขอมูล ดังน้ี
ช่ือ นามสกลุ คะแนนเกบ็ (40) คะแนนปลายภาค (60) ใหห าคะแนนรวมและทำการตัดเกรดโดยมเี กณฑ
การตดั เกรด ดังนี้

- คะแนน ต้ังแต 60 คะแนนข้ึนไป ใหเกรด P
- คะแนน นอยกวา 60 ใหเ กรด F
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version