The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

โครงการสอนรายหนว ย

รหัสวชิ า 20901 - 1002 ช่อื วิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเบอื้ งตน

ชอื่ หนวย โครงสรา งภาษาคอมพิวเตอร จำนวน 6 ช่ัวโมง

รายการหัวขอการเรยี นรู

1. ประวัตขิ องภาษาซี

2. โครงสรางภาษาซี

3. ขนั้ ตอนการสรางโปรแกรมภาษาซี

4. ตวั ประมวลผลกอน

5. การเขยี นคำอธบิ ายโปรแกรม

หัวขอการเรยี นรู จดุ ประสงคก ารสอนหรือจดุ ประสงคเ ชิงพฤติกรรม

1. ประวัตขิ องภาษาซี 1. อธิบายประวตั ขิ องภาษาซีได

2. โครงสรา งภาษาซี 2. จำแนกโครงสรางภาษาซีได

3. ข้ันตอนการสรา งโปรแกรมภาษาซี 3. จำแนกขนั้ ตอนการสรางโปรแกรมภาษาซีได

4. ตวั ประมวลผลกอน 4. อธิบายวิธกี ารทำงานของตัวประมวลผลได

5. การเขยี นคำอธิบายโปรแกรม 5. บอกหนา ท่ีของการเขียนคำอธบิ ายโปรแกรมได

วธิ กี ารสอน : วธิ สี อนแบบศึกษาดวยตนเอง (Self-Study Method)

สือ่ การสอน :

1. หนงั สือเรียนวิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรเบ้ืองตน ของ บรษิ ัท วังอักษร จำกัด

2. แบบฝกหัดทา ยบท

3. สอื่ power point

การประเมนิ :
1. เกณฑผานการสังเกตพฤตกิ รรมการปฏิบัติงานรายบุคคล ตองไมม ีชองปรบั ปรงุ
2. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรกู อนเรียนไมมเี กณฑผา น เกบ็ คะแนนไวเ ปรียบเทยี บกบั คะแนนท่ี ไดจากการ

ทดสอบหลังเรยี น
3. แบบสงั เกตคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คานิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค คะแนนข้ึนอยูกบั การประเมินตาม

สภาพจริง

แผนการจัดการเรยี นรู สอนครงั้ ท่ี 9-10

ชอื่ วิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บอ้ื งตน รหัสวชิ า 20901 - 1002

หนว ยท่ี 5 ชอื่ หนว ย โครงสรา งภาษาคอมพิวเตอร จำนวน 6 ชม.

1. หวั ขอ การเรยี นรู
1. ประวตั ิของภาษาซี
2. โครงสรางภาษาซี
3. ขัน้ ตอนการสรางโปรแกรมภาษาซี
4. ตัวประมวลผลกอ น
5. การเขยี นคำอธบิ ายโปรแกรม

2. สาระสำคญั
ภาษาที่ใชสำหรับการพัฒนาโปรแกรมในระบบคอมพิวเตอร เรียกวา ภาษาคอมพิวเตอร หมายถึง

สญั ลกั ษณ อกั ขระบนคอมพวิ เตอรท่ีถกู กำหนดข้ึนมา เพ่ือใหม นุษยสามารถส่ังงาน และควบคุมใหคอมพิวเตอร

ทำงานไดตรงกับตามท่ีตอ งการ ซ่งึ ภาษาคอมพิวเตอรนนั้ มีอยูหลายชนดิ หลายแบบท่ีนำมาพัฒนาโปรแกรม

3. สมรรถนะประจำหนวย
แสดงความรูเกี่ยวกับประวัติของภาษาซี โครงสรางของภาษาซี ข้ันตอนในการสรา งโปรแกรมดว ย

ภาษาซี วิธีการทำงานของตัวประมวลผลกอ นในภาษาซี และหนา ทขี่ องการเขยี นคำอธิบายโปรแกรมได

4. จุดประสงคก ารเรียนรู
4.1 จุดประสงคทั่วไป
1. ประวตั ิของภาษาซี

2. โครงสรางภาษาซี

3. ขนั้ ตอนการสรา งโปรแกรมภาษาซี
4. ตวั ประมวลผลกอน

5. การเขียนคำอธิบายโปรแกรม

4.2 จุดประสงคเ ชงิ พฤติกรรม
1. อธบิ ายประวตั ิของภาษาซีได

2. จำแนกโครงสรา งภาษาซีได
3. จำแนกขัน้ ตอนการสรา งโปรแกรมภาษาซีได

4. อธิบายวธิ ีการทำงานของตัวประมวลผลได

5. บอกหนาท่ีของการเขยี นคำอธิบายโปรแกรมได
5. กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู

ในการเรียนการสอนของหนวยท่ี 5 คร้งั ท่ี 9 - 10 (จำนวน 6 ช่ัวโมง)
ขน้ั นำเขา สบู ทเรยี น
1. ตรวจสอบรายชอื่ ของนักเรียนทเ่ี ขาเรยี น
2. ครแู ละนกั เรียนรว มกันสนทนาและแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับโครงสรางภาษาคอมพิวเตอร
3. ครแู สดงความคิดเหน็ เพิ่มเตมิ
ข้ันสอน
1. ครูบรรยาย อธบิ าย ยกตวั อยา งในแตละหัวขอการเรียน
2. เปดโอกาสใหนักเรียนซักถามครผู ูสอน
3. ประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคลโดยครูจะซกั ถามในแตละคน
ขนั้ สรปุ
1. ครูและนกั เรียนรวมกันสรปุ สาระสำคญั
2. เปดโอกาสใหนักเรียนซักถามขอ สงสยั
3. มอบหมายใหไปหัดทำและศึกษาเพ่มิ เติม
4. ทำแบบทดสอบหลังเรยี นและเฉลยแบบทดสอบ

6. ส่ือการจัดการเรยี นรู
1. หนงั สือเรียนวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบ้ืองตน ของ บรษิ ัท วังอกั ษร จำกัด
2. แบบฝก หัดทา ยบท
3. สื่อ power point

7. การวดั ผลและประเมินผล
วธิ ีวัดผล
1. ผเู รียนปฏิบัตภิ าระงานทม่ี อบหมายเสรจ็ ทนั เวลาที่กำหนด
2. การสงั เกตและประเมินผลพฤติกรรมดา นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา นิยม และคุณลกั ษณะอันพึง

ประสงค
เคร่ืองมือวดั ผล
1. แบบประเมินผลการเรยี นรู หลังเรียนประเภทเขยี นบรรยาย
2. แบบสงั เกตคุณธรรม จรยิ ธรรม คา นิยม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค โดยครูและนักเรียนรวมกัน

ประเมิน

8. แหลงการเรียนรูเพิม่ เติม
1. หองสมุดวทิ ยาลยั การอาชีพสวางแดนดนิ
2. อินเทอรเนต็

9. กจิ กรรมเสนอแนะ (ถามี)
1. นักเรียนเขาไปคน ควาขอมูลเพ่มิ เติมจากหอ งสมุด จัดทำเปนรายงานสงครู
2. ทำแบบฝก ปฏบิ ัติและแบบประเมินผลการเรยี นรู

สัปดาหท่.ี ................

บนั ทึกหลงั การสอน

รหัสวชิ า..............................วชิ า......................................................................ระดบั ................. ช้นั ปท .่ี ..........
แผนกวชิ า.......................................................จำนวนนกั เรียน......................คน มาเรยี น...........................คน
ขาดเรียน..............คน มาสาย................คน ลา.............คน สอนเม่ือวันที่..........เดือน......................พ.ศ.........
หนว ยท.่ี ..................... ชอ่ื หนว ย................................................................................จำนวน.................ชั่วโมง

• เนื้อหาวัตถปุ ระสงคแ ละสือ่ การสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

• ปญ หาทีเ่ กดิ ขึ้นในระหวางการเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

• แนวทางการแกไขปญหาของครูผูสอน และผลท่ีได
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

ลงชือ่ ............................................ครูผสู อน ลงชอื่ ................................................หัวหนา แผนก
(นางสาวรจนาถ มูลตรแี กว ) (นางสุกัญญา ดนัยสวัสด์)ิ
วันท่.ี .........................................................
วนั ที่......................................................

ใบความรู / ใบเนื้อหา
หนว ยท่ี 5 เร่ือง โครงสรางภาษาคอมพิวเตอร

ภาษาซีเปน โปรแกรมพน้ื ฐานสำหรบั ผเู ร่มิ ตน เขียนโปรแกรม เพอ่ื พัฒนาไปเรียนรูการเขยี นโปรแกรม
ดวยภาษาอ่นื เชน จาวา PHP จึงจำเปน ตอ งเรยี นรตู น กำเนิดของภาษาซีวา มีประวัติความเปนมาอยางไร มี
โครงสรางภาษาอยา งไร ข้นั ตอนการสรา งโปรแกรมภาษาซี การเขยี นตวั ประมวลผลกอ น การเขยี นคำอธบิ าย
โปรแกรม การประกาศตวั แปร กฎการตั้งชอ่ื ตวั แปรและคำสงวน เปน การเรียนรขู นั้ พืน้ ฐานท่จี ะเร่มิ ตน เขยี น
โปรแกรมภาษาซีตอไป
1. ประวัติภาษาซี

ในยุคแรกๆ ของภาษาคอมพิวเตอรที่ไดมีการนำเอาภาษาเคร่ืองมาใชใ นการพฒั นาโปรแกรมและ
ระบบปฏบิ ัตกิ าร (OS) และไดมีการสรา งภาษาบีซพี แี อล (BPCL) โดยเคนส ทอมปส นั (Ken Thomson)
เพือ่ ใหส ามารถเขยี นโปรแกรมไดงายขึน้ และในป ค.ศ. 1972 พัฒนาตอ จนเปนภาษาซี (C Language) โดยเดน
นสิ รชิ ช่ี (Dennis Ritchie) ท่หี องแลปเบลล (Bell Laboratories) ในยุคนนั้ ภาษาซีทำงานบนระบบปฏิบัติการ
ยนู กิ ซ (UNIX) เนือ่ งจากขณะน้ันระบบปฏบิ ัตกิ ารวนิ โดวส (Windows) ยังไมเกิดขึน้ ซึ่งขณะน้นั
ระบบปฏบิ ตั กิ ารยนู ิกซเ ขียนดวยภาษาแอสเซมบลี (Assembly) ซงึ่ เปนภาษาทยี่ ึดติดกบั ฮารด แวรข องเคร่ือง
จึงเปนการยากหากจะยายระบบปฏบิ ัตกิ ารไปใชงานเคร่ืองอนื่ จากทภี่ าษาซเี ปนภาษาทไ่ี มยึดติดกับฮารดแวร
และสามารถนำไปสรางโปรแกรมเพ่ืองานไดหลากหลายประเภท เชน งานคำนวณ งานควบคมุ การทำงานของ
อปุ กรณตา งๆ จดั การฐานขอ มลู เปน ตน

ภาษาซไี ดร ับความนยิ มมาก จึงถกพัฒนาใหส ามารถใชงานไดบนเครือ่ งคอมพิวเตอรไอบเี อม็ /พีซี
(IBM/PC) เนื่องจากมีความยืดหยุนของภาษา เชน สามารถเขียนรวบคำสั่งจากท่ียาว 2-3 บรรทัด ใหเหลือ
บรรทัดเดยี ว โดยทผ่ี ลการทำงานยังคงเหมือนเดมิ จากจดุ น้ีภาษาซจี ึงถูกพฒั นาเปนซีพลสั พลัส (C++) ซ่งึ เอา
แนวความคดิ ในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุเพิม่ เขามา

จาวา (Java) และซีชารป (C#) ถกู พัฒนาตอ ยอดมาจากภาษาซี สรางข้นึ มารองรบั การทำงานบน
แพลทฟอรม ดอทเนต็ (.NET) ของไมโครซอฟต ทำใหโ ปรแกรมเมอรไมตองศึกษารูปแบบการเขยี นโปรแกรมอื่น
ๆ ใหมทง้ั หมด
2. โครงสรางของโปรแกรม

2.1 โครงสรา งภายในแบงออกเปน 5 สวน
2.1.1 สวนหัวโปรแกรม (Header Part) เปน สวนท่ีทกุ โปรแกรมจะตองมี ใชใ นการเรยี กไฟล

ท่โี ปรแกรมตองการใชใ นการทำงาน และกำหนดคาตางๆ โดยคอมไพเลอรจ ะกระทำตามคำสัง่ กอนทจี่ ะ
คอมไพลโ ปรแกรม ซงึ่ จะตองเรม่ิ ตน ดว ยเครื่องหมาย ไดเรกทีฟ (Directive: #) และตามดวยชื่อโปรแกรมหรือ
ตัวแปรทีต่ อ งการกำหนดคา สำหรบั ทใ่ี ชกนั บอ ยๆ ไดแ ก

#include เปน การแจง ใหค อมไพเลอรอานไฟลอื่นเขามาคอไพลร ว มดวย

รูปแบบ
#include ชอ่ื ไฟล

ตัวอยาง
#include “stdio.h” อานไฟล stdio.h เขา มาดว ย
#include “Test1.c” อานไฟล Test1.c เขามาดว ย

การกำหนดช่อื ไฟลทตี่ ามหลัง #include อาจใชเครื่องหมาย < > ครอมชอื่ ไฟลได ซง่ึ เปนการอา นไฟล
จากไดเรกทอรีทก่ี ำหนดไวก อน แตถาใช “ ” เปน การอา นไฟลจากไดเรกทอรปี จ จุบนั ที่กำลงั ตดิ ตออยู และไฟล
ทจี่ ะ include เขา มานตี้ องไมมฟี งกช นั main() โดยสว นมากจะประกอบดว ยโปรแกรมยอย คา คงท่ีหรอื
ขอกำหนดตาง ๆ

#define เปน การกำหนดคา นพิ จนตาง ๆ ใหกับชอื่ ของตวั แปร
รูปแบบ

#define NAME VALUE
ตวั อยาง

#define number 10; หมายความวา กำหนด number มคี า เทากบั 10
#define A 2*3+10; หมายความวา กำหนด A มีคาเปน 2*3+10
2.1.2 สวนประกาศ (Global declarations) เปน สวนที่จะใชในการประกาศคา ตวั แปรหรือ
ฟง กชนั ที่ใชในโปรแกรม โดยทกุ ๆ สว นของโปรแกรมจะสามารถเรยี กใชดูขอมูลที่ประกาศไวใ นสวนนี้ บาง
โปรแกรมอาจไมมกี ็ได
2.1.3 สว นฟงกชนั หลกั (main() function) เปนสงิ่ ทที่ กุ โปรแกรมตองมี ซึ่งจะประกอบดวย
ประโยคคำสัง่ ตา ง ๆ ทีจ่ ะใหโ ปรแกรมทำงานโดยนำคำสงั่ มาเรยี งตอกัน และแตล ะประโยคคำสัง่ จะตอ งจบ
ประโยคดวยเคร่อื งหมายเซมิโคลอน (semicolon : ;) โดยโปรแกรมหลักนจี้ ะเร่มิ ตน ดวย main() ตามดวย
เครอ่ื งหมายปกกาเปด { และปก กาปด }
2.1.4 สวนกำหนดฟง กชนั ขน้ึ ใชเ อง (Use-defined function) เปน การเขยี นคำส่งั แลฟง กชนั
ตาง ๆ ข้ึนใชใ นโปรแกรมโดยตอ งอยูใ นเคร่ืองหมาย { } และตองสรา งฟง กช ันหรือคำใหมท่ใี หท ำงานตามท่ี
ตอ งการใหกับโปรแกรมและสามารถเรียกใชง านไดภ ายในโปรแกรม

ตัวอยา ง

#include <stdio.h>
#include <conio.h>
main()
{

function(); /*เรียกใชฟงกชันทีส่ รา งขึ้นใหม* /
}
function() /*สรา งฟง กช นั ใหม โดยใชชอ่ื วา fuction*/
{

return;
}

2.1.5 สว นอธบิ ายโปรแกรม (Program comment) เปน สวนทใ่ี ชใ นการเขียนคำอธบิ ายการ
ทำงานของโปรแกรมตางๆ ทำใหผูที่มาดโู ปรแกรมภายหลงั สามารถเขาใจคำสั่งตาง ๆ ท่ีใชในการทำงานของ
โปรแกรมไดงายข้นึ เมื่อคอมไพลโ ปรแกรมสว นนจ้ี ะถูกมองขาม ไมมผี ลกับการเขียนโปรแกรมจะมหี รอื ไมมี
โปรแกรมก็สามารถทำงานได

3. โปรแกรมภาษาซเี บอื้ งตน

ภาษาซีเปน ภาษาที่เขยี นโปรแกรมเปน แบบโครงสรา งโมดลู โดยจะมีการเขยี นโมดูลตา ง ๆ เก็บไวใช
ซงึ่ แตละโมดูลสามารถเรยี กใชง านในภายหลงั ได การเขยี นโปรแกรมเบ้ืองตนอยา งงา ย ๆ กอนทีจ่ ะพฒั นาเปน
โปรแกรมทใี่ หญขนึ้ จะมโี ครงสรา งหลัก ๆ อยู 2 สว น

#include <stdio.h> สวนหัวของโปรแกรม
#include <conio.h>

main() สว นตัวโปรแกรม
{

printf (“C Language”);
printf (“********************”);
}

สว นหวั ของโปรแกรม จะเริ่มต้งั แตบรรทดั แรกของโปรแกรมจนถงึ กอนบรรทัดฟง กชันหลกั โดยสวน
หวั ของโปรแกรมมไี วเ พื่อเขยี นคำสัง่ พิเศษบางอยา งหรือ “พรโี ปรเซสเซอรไดเรกทฟี (Preprocessor
Directive)” และยังเปนสวนที่กำหนดขอมูลและตวั แปรท่ีจะใชในโปรแกรม

สว นตัวโปรแกรม จะเร่ิมตั้งแตบรรทัด main ซึง่ เปน ชื่อฟงกช ันหลกั ของภาษาซเี ปน ตน ไปจนกวา จะ
จบโปรแกรม ซ่งึ ตรงสวนน้ีจะประกอบดวยคำสง่ั ท้ังหมดในภาษาซี

4. ภาษาซี (C Language)

ภาษา C เปนภาษาคอมพิวเตอรเพื่อวัตถุประสงคทั่วไป เปนภาษาที่มีความจำเปนมาก มันสนับสนุน
การเขียนโปรแกรมทีม่ ีโครงสรา ง การกำหนดขอบเขตของตัวแปร และการเรียกใชตัวเอง (Recusion) และมัน
เปนภาษาที่อยูในระดับต่ำ (Low level) นั่นคือ มันเปนภาษาที่สามารถทำงานไดดีในระดับของฮารดแวร
ภาษา C เปนสามารถที่ออกแบบมาใหสามารถที่จะทำงานกับคำสั่งพื้นฐานของคอมพิวเตอรไดอยางมี
ประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นมันจึงถูกพบบอยในการใชสรางแอพพลิเคชันในสมัยกอนที่เขียนโดย
ภาษาแอสเซมบลี รวมถึงระบบปฏิบัติการ เชนเดียวกันกับซอฟตแวรประยุกตสำหรับคอมพิวเตอร ซุปเปอร
คอมพิวเตอร และระบบฝงตวั

5. ขัน้ ตอนการสรา งโปรแกรมภาษาซี

ในภาษาซจี ะมีการเขียนโปรแกรมเปนฟงกชนั โดยมขี นั้ ตอนดังนี้

5.1 การสรางโปรแกรม (Source Code) ภาษาซีสามารถใชเอดิเตอร เชน Notepad เพื่อสรา ง
โปรแกรมและบันทึกไฟลใหมีนามสกลุ เปน .c หรือ .cpp

5.2 การคอมไพลโ ปรแกรม (Compile) เมือ่ โปรแกรมถูกสรา งขึน้ ลำดับตอไปก็คอื การทำคอมไพล
โปรแกรมเพื่อตรวจสอบขอผิดพลาด โดยคอมไพเลอรจ ะนำชุดคำส่งั ทีม่ นุษยเราเขาใจ มาผา นการแปลเปน
ภาษาเครอ่ื งที่คอมพวิ เตอรเขาใจ หากโปรแกรมมีขอผิดพลาดตวั คอมไพเลอรจ ะแจงขาวสารใหรับทราบวาได
พบขอผดิ พลาดของคำส่ังน้นั ๆ ตรงตำแหนง บรรทดั น้ัน ๆ ซ่ึงเราจะตองกลบั ไปแกไขชุดคำสง่ั ใหถ ูกตอง แลว
คอมไพลใหมจ นกระท่ังไมพบขอ ผิดพลาด เมื่อถกู คอมไพลแลวจะไดอ อบเจก็ ตไ ฟล .obj

5.3 การเชอื่ มโยงโปรแกรม (Link) เม่ือไดออบเจก็ ตไฟลซ ่ึงเปน ภาษาเครื่องแลว ข้นั ตอนตอ ไปก็คือ
การลงิ คด วยการนำออบเจ็กตไฟลเชือ่ มโยงเขา กบั ไลบราลี (Library) ท่ีเก่ียวของ จนไดเ อ็กซีควิ ตไฟล การ
เช่อื มโยงโปรแกรม ตามปกตติ ัวโปรแกรมจะทำการเชื่อมโยงใหเราโดยอตั โนมัตภิ ายหลงั จากการคอมไพล
โปรแกรมเสรจ็ เรยี บรอ ย (โปรแกรมตองไมม ีขอผดิ พลาด)

5.4 การส่งั รนั โปรแกรม (Run) เม่ือไดเอ็กซีควิ ตไฟลแลว ไฟลดังกลาวเราสามารถเรียกใชงาน
(ดบั เบิลคลิกทีช่ ่ือไฟล) เพอ่ื สั่งรนั หรอื ประมวลผลโปรแกรมไดทนั ที

6. ตัวประมวลผลกอน (Preprocessor Directive)

ตัวประมวลผลกอน หรือ พรโี พรเซสเซอรไดเรกทีฟ คือ รปู แบบคำส่งั พิเศษแบบหนึง่ ถาภายใน
โปรแกรมมโี พรเซสเซอรไดเรกทฟี โปรแกรมจะทำการแปลพรโี พรเซสเซอรไดเรกทีฟกอนเปน อันดับแรกกอน
คำสั่งอ่ืน ๆ ในโปรแกรม การเขียนคำสั่งพรโี พรเซสเซอรไ ดเรกทฟี ตองขนึ้ ตนดว ยเครื่องหมาย # แตไ มต องลง
ทา ยดว ยเคร่ืองหมาย ; คำส่ังทอ่ี ยใู นกลุมของพรโี พรเซสเซอรไ ดเรกทีฟ มดี งั นี้

#include #define #error #if #endif

#elif #else #ifdef #ifndef #undef

#line #program

#include เปน พรีโพรเซสเซอรไดเรกทีฟที่ใชส ำหรบั ใหต ัวแปรภาษาซี นำไฟลทีก่ ำหนดช่ือไวตอจาก
#include เขา มารวมกบั โปรแกรมกอนทีจ่ ะแปลภาษา เน่ืองจากในบางคร้ังทมี่ ีการเรียกคำส่ังจากไฟลอน่ื ๆ

รูปแบบ

#include <ชอื่ ไฟล> หรอื #include “ชื่อไฟล”

การใชเ คร่ืองหมาย < > ระบุชือ่ ไฟล เพือ่ ใหตวั แปลภาษาคนหาไฟลจากโฟลเดอรทีต่ ัวแปลภาษาซี
กำหนดไวกอน (โฟลเดอร include) ถาไมพบจะกลับมาคนหาตอ ที่โฟลเดอรป จจุบัน (โฟลเดอรท บ่ี ันทึกไฟล
โปรแกรมเอาไว) แตถา ใชเ ครื่องหมาย “ ” ระบชุ ือ่ ไฟล ตัวแปลภาษาซจี ะคน หาไฟลจากโฟลเดอรปจ จบุ นั กอน
ถา ไมพบจงึ จะไปคนหาตอในโฟลเดอรท่ีตวั แปลภาษากำหนดไว

#define เปน พรโี พรเซสเซอรไดเรกทีฟที่ใชใ นการกำหนดคาคงท่ี (Constant) เพื่อความสะดวกใน
การใชง าน ตัวแปรที่กำหนดใหเปนคาคงท่ี ตวั แปรนจี้ ะไมส ามารถเปล่ยี นแปลงคาได

รูปแบบ

#define ตวั แปร คาคงที่

ตวั อยา ง

#define PI 3.14159
#define MESSAGE “Program by Nooyui”
#define N1 10
#define N2 N1+20

7. การเขยี นคำอธิบายโปรแกรม (Comment)

ในการเขียนโปรแกรม สามารถแทรกคำอธิบายหรือคอมเมนต (Comment) ลงไปในโปรแกรมได เพื่อ
ชวยเตือนความจำวาแตล ะบรรทดั ทำงานอะไร ในสว นของการเขยี นคำอธิบายจะไมถูกตัวแปลภาษานำมา
คอมไพล รูปแบบการเขยี นคำอธิบายโปรแกรม มี 2 รูปแบบคือ

7.1 /*......*/ ใชเ ขียนคำอธบิ ายโปรแกรมแบบหลายบรรทัด โดยขอความที่ตองการอธิบายอยู
ระหวา งเครื่องหมาย /* กับ */

7.2 // ใชเ ขยี นคำอธิบายโปรแกรมแบบบรรทดั เดยี ว

แบบฝกหดั ทา ยบท
วชิ า การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเบ้ืองตน เรอื่ ง โครงสรางภาษาคอมพิวเตอร

คำชี้แจง จงอธิบาย (หมายถึง การใหร ายละเอียดเพิ่มเตมิ ขยายความ ถา มตี ัวอยางใหย กตัวอยา ง
ประกอบ)

1. ภาษาซีมปี ระวัตคิ วามเปนมาอยางไร อธิบายพอเขาใจ

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. โครงสรางของภาษาซีมีก่สี วน อะไรบาง

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. การสรางโปรแกรมภาษาซี (C) มกี ี่ขน้ั ตอน อะไรบาง

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

4. ในภาษาซี (C) มีวิธีการทำงานอยางไร และมวี ธิ กี ารเขียนอยางไร

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

5. การเขียนคำอธบิ ายโปรแกรมมหี นาท่ีอยางไร อธิบายพอสังเขป

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

โครงการสอนรายหนวย

รหสั วชิ า 20901 - 1002 ช่ือวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บ้อื งตน

ช่อื หนวย การใชประบวนการเขียนโปรแกรมคำส่ัง การคำนวณ เงอื่ นไขกรณีและการทำซ้ำ

จำนวน 15 ช่วั โมง

รายการหวั ขอการเรยี นรู

1. การเขียนโปรแกรมแสดงขอความดว ยคำสง่ั cout

2. การเขยี นโปรแกรมรบั ขอ มูลดวยคำสง่ั cin

3. การแสดงผลดวยคำส่งั ตา ง ๆ

4. การรบั ขอ มูลดว ยคำสง่ั ตาง ๆ

5. นิพจน( Expression)

6. ตวั ดำเนนิ การ(Operators)

7. คำส่งั เงอ่ื นไข

8. โครงสรางทำซ้ำ

หวั ขอการเรียนรู จุดประสงคก ารสอนหรอื จุดประสงคเ ชิงพฤตกิ รรม

1. การเขยี นโปรแกรมแสดงขอ ความดว ยคำสั่ง cout 1. เขยี นโปรแกรมแสดงขอความดวยคำส่งั cout ได

2. การเขยี นโปรแกรมรับขอ มูลดว ยคำสงั่ cin 2. เขยี นโปรแกรมแสดงขอความดวยคำส่งั cin ได

3. การแสดงผลดวยคำสง่ั ตา ง ๆ 3. เขยี นโปรแกรมแสดงผลดว ยคำสัง่ ตาง ๆได

4. การรับขอ มูลดวยคำส่ังตา ง ๆ 4. เขยี นโปรแกรมรบั ขอมลู ดว ยคำสัง่ ตา ง ๆได

5. นิพจน( Expression) 5. บอกความหมายของนิพจนได

6. ตัวดำเนินการ(Operators) 6. จำแนกประเภทของตัวดำเนนิ การได

7. คำสงั่ เงอ่ื นไข 7. เปรียบเทยี บเงือ่ นไขดว ยคำส่ังเงือ่ นไขได

8. โครงสรางทำซำ้ 8. เขียนโปรแกรมดวยโครงสรางทำซ้ำได

วิธกี ารสอน : วธิ ีสอนแบบศึกษาดวยตนเอง (Self-Study Method)

สอ่ื การสอน :

1. หนังสือเรียนวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ บื้องตน ของ บรษิ ัท วงั อักษร จำกัด

2. หนงั สือ พ้ืนฐานการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร ของบรษิ ทั ซีเอด็ ยเู คชน่ั จำกัด(มหาชน)

3. แบบฝก หัดทา ยบท

4. ส่ือ power point

การประเมิน : 1. เกณฑผ านการสงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั งิ านรายบุคคล ตองไมม ชี องปรับปรุง

2. แบบประเมินผลการเรียนรูกอนเรยี นไมมีเกณฑผาน เก็บคะแนนไวเ ปรยี บเทยี บกบั คะแนนท่ี ได

จากการทดสอบหลงั เรยี น

3. แบบสงั เกตคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค คะแนนขึน้ อยกู บั การ

ประเมินตามสภาพจริง

แผนการจัดการเรียนรู

ชอ่ื วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเ บ้ืองตน รหสั วิชา 20901 - 1002 สอนครัง้ ท่ี 11-15
หนว ยท่ี 6 ชื่อหนวย การใชป ระบวนการเขียนโปรแกรมคำสง่ั เงอ่ื นไขกรณีและการทำซ้ำ จำนวน 15 ชม.

1. หัวขอ การเรยี นรู
1. การเขียนโปรแกรมแสดงขอ ความดวยคำสง่ั cout
2. การเขยี นโปรแกรมรับขอมูลดว ยคำส่ัง cin
3. การแสดงผลดวยคำส่งั ตา ง ๆ
4. การรับขอ มลู ดว ยคำสั่งตา ง ๆ
5. นพิ จน(Expression)
6. ตัวดำเนินการ(Operators)
7. คำสง่ั เงอื่ นไข
8. โครงสรา งทำซำ้

2. สาระสำคัญ
ขั้นตอนการเขียนโปรแกรมตองเริ่มตนจากการรับขอมูล การคำนวณ เงื่อนไขตางๆ และการทำซ้ำ

วธิ ีการประมวลผลเพื่อใหไดมาซง่ึ ผลลัพธทีต่ องการ การเขียนนิพจนและตวั ดำเนินการจงึ เปน ส่ิงสำคัญที่จะตอง
เรียนรู เพื่อใหทราบถึงวิธีการที่จะเขียนวิธีการเขียนคำนวณในรูปแบบที่ถูกตองตามรูปแบบของภาษาซี ตัว
ดำเนินการในภาษาซีมีหลายแบบ ไดแก ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร ตัวดำเนินการเพิ่มและลดคา ตัว
ดำเนินการเปรียบเทียบ และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรมักจะตองมีคำสั่งใหโปรแกรมเลือกทำอยางใด
อยางหนง่ึ เสมอ ซ่ึงจะตองนำคำส่ังในการเลอื กทำมาใช การทำงานยอ มมีการเลือกการทำงานหลายทาง

3. สมรรถนะประจำหนวย
แสดงความรูเก่ียวกับการเขียนโปรแกรมแสดงขอความดวยคำส่งั cout การเขียนโปรแกรมรบั ขอ มลู

ดว ยคำสั่ง cin นิพจน ตวั ดำเนนิ การ การเขียนโปรแกรมโดยใชคำส่ังเงอ่ื นไขเพ่ือเปรียบเทยี บเงื่อนไข และการ
เขยี นโปรแกรมโดยใชโ ครงสรางการทำซ้ำได

4. จุดประสงคการเรยี นรู
4.1 จุดประสงคท่วั ไป
1. การเขยี นโปรแกรมแสดงขอความดวยคำส่ัง cout
2. การเขยี นโปรแกรมรับขอมูลดวยคำสง่ั cin
3. การแสดงผลดว ยคำส่ังตา ง ๆ

4. การรบั ขอมลู ดวยคำส่งั ตาง ๆ
5. นพิ จน(Expression)

6. ตวั ดำเนินการ(Operators)
7. คำส่ังเง่อื นไข

8. โครงสรางทำซ้ำ
4.2 จุดประสงคเชิงพฤติกรรม

1. เขียนโปรแกรมแสดงขอ ความดวยคำสง่ั cout ได

2. เขยี นโปรแกรมแสดงขอความดวยคำสั่ง cin ได
3. เขยี นโปรแกรมแสดงผลดว ยคำสงั่ ตา ง ๆได

4. เขียนโปรแกรมรับขอมูลดวยคำส่ังตา ง ๆได
5. บอกความหมายของนิพจนได

6. จำแนกประเภทของตวั ดำเนนิ การได
7. เปรียบเทยี บเงื่อนไขดว ยคำสั่งเงอ่ื นไขได

8. เขียนโปรแกรมดวยโครงสรา งทำซำ้ ได

5. กิจกรรมการจัดการเรยี นรู
ในการเรยี นการสอนของหนวยท่ี 6 ครั้งที่ 11 - 15 (จำนวน 15 ชว่ั โมง)
ข้ันนำเขาสบู ทเรยี น
1. ตรวจสอบรายชอ่ื ของนักเรียนทเ่ี ขา เรยี น
2. ครูและนักเรยี นรวมกนั สนทนาและแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับการเขยี นโปรแกรมคำส่ังการคำนวณ

เงอ่ื นไขกรณีและการทำซ้ำ
3. ครูแสดงความคิดเห็นเพิ่มเตมิ
ข้ันสอน
1. ครูบรรยาย อธบิ าย ยกตัวอยา งในแตล ะหวั ขอการเรยี น
2. เปด โอกาสใหน ักเรียนซักถามครูผสู อน
3. ประเมนิ พฤติกรรมรายบคุ คลโดยครูจะซักถามในแตละคน
ขั้นสรุป
1. ครูและนกั เรียนรวมกันสรปุ สาระสำคัญ
2. เปด โอกาสใหน กั เรียนซักถามขอ สงสยั
3. มอบหมายใหไปหัดทำและศึกษาเพิ่มเติม
4. ทำแบบทดสอบหลงั เรยี นและเฉลยแบบทดสอบ

6. ส่ือการจัดการเรียนรู
1. หนังสอื เรยี นวชิ า การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเบ้ืองตน ของ บรษิ ัท วังอักษร จำกดั
2. หนงั สอื พ้นื ฐานการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร ของบริษัทซเี อด็ ยูเคชน่ั จำกัด(มหาชน)
3. แบบฝกหดั ทา ยบท
4. สื่อ power point

7. การวดั ผลและประเมินผล
วธิ วี ัดผล
1. ผูเ รยี นปฏบิ ัติภาระงานท่ีมอบหมายเสร็จทันเวลาท่ีกำหนด
2. การสังเกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมดานคุณธรรม จริยธรรม คานิยม และคุณลักษณะอันพึง

ประสงค
เครอ่ื งมอื วัดผล
1. แบบประเมินผลการเรียนรู หลงั เรยี นประเภทเขยี นบรรยาย
2. แบบสังเกตคณุ ธรรม จริยธรรม คานิยม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค โดยครูและนักเรยี นรว มกัน

ประเมนิ

8. แหลง การเรยี นรูเพ่มิ เติม
1. หองสมดุ วทิ ยาลัยการอาชีพสวางแดนดิน
2. อนิ เทอรเน็ต

9. กจิ กรรมเสนอแนะ (ถามี)
1. นกั เรียนเขาไปคนควาขอมูลเพมิ่ เตมิ จากหองสมุด จัดทำเปน รายงานสงครู
2. ทำแบบฝก ปฏิบตั ิและแบบประเมินผลการเรียนรู

สปั ดาหท ี.่ ................

บันทึกหลงั การสอน

รหสั วชิ า..............................วชิ า......................................................................ระดบั ................. ชัน้ ปที่...........
แผนกวชิ า.......................................................จำนวนนักเรยี น......................คน มาเรียน...........................คน
ขาดเรียน..............คน มาสาย................คน ลา.............คน สอนเม่ือวันท.่ี .........เดือน......................พ.ศ.........
หนว ยที่...................... ชอื่ หนว ย................................................................................จำนวน.................ช่วั โมง

• เนื้อหาวัตถุประสงคและสอื่ การสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

• ปญ หาที่เกิดขนึ้ ในระหวางการเรยี นการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

• แนวทางการแกไ ขปญหาของครูผูส อน และผลท่ีได
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครูผูส อน ลงช่ือ................................................หัวหนา แผนก
(นางสาวรจนาถ มูลตรีแกว) (นางสุกัญญา ดนยั สวัสด์)ิ
วนั ท.ี่ .........................................................
วันที.่ .....................................................

ใบความรู / ใบเน้ือหา
หนว ยที่ 6 เร่ือง การใชประบวนการเขียนโปรแกรมคำสั่งเง่ือนไขกรณแี ละการทำซำ้

1. การเขียนโปรแกรมแสดงขอ ความดว ยคำสั่ง cout
cout เปนคำสง่ั ที่ใชใ นการแสดงขอความ โดยทก่ี อนจะใชคำส่งั นไ้ี ดต อง #include <iostream> ท่ี

สวนหวั ของโปรแกรมกอน

รปู แบบ cout<< “ขอความที่ตองการแสดง” ;

ตวั อยา ง 6.1 แสดงขอความดวยคำสง่ั cout

#include <iostream> ประกาศพรีโพรเซสเซอรไดเรกทีฟ

#include <conio.h>

using namespace std;

int main() ฟงกช นั หลกั

{

cout<< “My name is Siriporn” << endl; แสดงขอความดวยคำสงั่ cout

cout<< “I love students”;

getch(); ฟง กชนั ท่ีใชร ับขอ มลู จากคยี บอรด

return 0; คนื คาฟง กช นั หลกั และจบการทำงาน

}

ผลลพั ธ My name is Siriporn

I love student

คำอธิบาย

using namespace std เปน การเรยี กใชง าน class std เพือ่ ความสะดวกในการใชง านคำสง่ั cout

หรือ cin ถา หากไมใส เวลาทใ่ี สค ำสงั่ cout หรอื cin จะตอ งพิมพ std::cout หรือ std::cin ทกุ ครง้ั ทีใ่ ชง าน

คำสัง่

endl มาจากคำวา end line เปนคำสั่งใหข น้ึ บรรทัดใหม

getch เปนคำสงั่ รบั ขอมูล 1 ตัวอักษรจากแปน คียบ อรด ตอง #include <conio.h> กอ นจงึ จะใช

คำสง่ั น้ีได

return เปน การยอ นกลบั ไปยังจดุ ท่เี รียกฟง กช นั main ถา ประกาศ int main จะตอ ง return คา
integer มิฉะนั้นจะผดิ ไวยากรณ (syntax) แตก รณีทป่ี ระกาศฟง กชนั main เปน void main ไมต อ ง return
ก็ได

2. การเขยี นโปรแกรมรับขอมูลดวยคำสงั่ cin
cin เปนคำสงั่ ทใี่ ชในการรับขอมลู ทางแปนพิมพ เมอื่ รบั ขอ มูลแลว จะนำไปเก็บไวใ นตัวแปรทอ่ี ยขู า ง

หลงั คำสงั่ คำสัง่ นตี้ อง #include <iostream> กอ นจึงจะใชค ำสั่งได

รปู แบบ cin>>ตวั แปร;

ตวั อยาง 6.2 รับขอมูลดวยคำสง่ั cin

#include <iostream> ประกาศพรโี พรเซสเซอรไดเรกทฟี

#include <conio.h>

using namespace std;

int main() ฟงกช นั หลัก

{

string name; ประกาศตัวแปร

cout<< “A: What is your name?” << endl; แสดงขอความดว ยคำสัง่ cout

cout<< “B: My name is ”;

cin>>name;

cout<< “A: Glad to meet you” <<name; แสดงขอ ความและคาทเ่ี ก็บไวใ นตวั แปร

getch(); ฟงกชันท่ีใชร บั ขอ มูลจากคยี บ อรด

return 0; คืนคา ฟง กชันหลักและจบการทำงาน

}

ผลลัพธ Siriporn เปน คา ท่รี บั ขอ มูลแปนพมิ พไปเกบ็ ในตัวแปร name
A: What is your name?
B: My name is Siriporn Siriporn เปน คา ที่เกบ็ ไวในตัวแปร name ใชค ำสง่ั cout ใน
การแสดงผลลัพธ
A: Glad to meet you Billy

3. การแสดงผลดวยคำสัง่ ตา ง ๆ

3.1 การแสดงผลทีละตัวอักษรดวยคำสั่ง putchar()

putchar() เปน คำสง่ั สำหรับแสดงผลทลี ะตัวออกทางหนาจอ ซ่ึงสามารถแสดงผลจากคาตวั

อกั ขระหรอื แสดงจากคา ตัวแปรกไ็ ด โดยมรี ปู แบบการใชงานดังน้ี

รูปแบบ putchar(var);

ตวั อยาง 6.3 การใชค ำส่ัง putchar() เพอื่ แสดงผลขอมูลตัวอกั ษรทางจอภาพ

1 #include <stdio.h>

2 #include <conio.h>

3

4 void main()

5{

6 char ch= ‘I’;

7

8 putchar(ch);

9 putchar(‘D’);

10 putchar(67);

11 getch();

12 }

อธิบายการทำงานของโปรแกรม

บรรทัดที่ 6 ประกาศตวั แปร I เปน ชนดิ ตวั อกั ขระพรอมกำหนดคาเทากบั I

บรรทดั ที่ 8 แสดงคา ตวั แปร ch ทางจอภาพ

บรรทดั ท่ี 9 แสดงคา ตัวอักษร D ทางจอภาพ

บรรทดั ที่ 10 แสดงตัวอักขระจากคา ASCII Code ทางจอภาพซึ่งคา 67 เปนตวั อกั ษร C

3.2 การแสดงผลเปนขอ ความดว ยคำส่ัง puts()

puts() เปนคำสั่งสำหรบั แสดงขอควาออกทางจอภาพซง่ึ สามารถแสดงผลจากขอความหรือ

แสดงคาจากตัวแปรก็ไดโดยมีรปู แบบการใชง านดังน้ี

รูปแบบ puts(var);

ตัวอยา งที่ 6.4 การใชคำสั่ง puts() เพื่อแสดงผลขอ ความทางจอภาพ

1 #include <stdio.h>

2 #include <conio.h>

3

4 void main()

5{
6 char ch[30]= “C Programming”;
7 puts(ch);
8 puts(“ ”);
9 puts(“Computer”);
10 getch();
11 }

คำอธิบายโปรแกรม
บรรทดั ที่ 6 ประกาศตวั แปร ch เปนชนดิ ขอความ พรอมกำหนดคาเทากบั C Programming
บรรทัดท่ี 7 แสดงคา ตวั แปร ch ทางจอภาพ
บรรทดั ท่ี 8 แสดงชองวางทางจอภาพ
บรรทดั ท่ี 10 แสดงขอความ Computer ออกทางจอภาพ
3.3 การแสดงผลขอ มลู ทุกชนดิ ดวยคำสง่ั printf()
เปนคำส่งั สำหรบั แสดงผลออกทางจอภาพและสามารถแสดงผลขอมูลไดทุกชนิดไมว าจะเปนตัวอกั ษร

ขอ ความ ตวั เลข ทศนิยม
รปู แบบ printf(“format”,var_1,var_2,…,var_n);

ตวั อยา ง 6.5 การใชคำส่งั printf() เพ่ือแสดงผลขอมูลทางจอภาพ
1 #include <stdio.h>
2 #include <conio.h>
3
4 void main()
5{
6 char ch[30]= “C Programming”;
7 int intTest;
8
9 intTest=5+3;
10
11 printf(“DEV BOOK\n”);
12 printf(“Computer %s\n”,ch);
13 printf(“5+3=%d”,intTest);
14 getch();
15 }

คำอธิบายโปรแกรม

บรรทดั ท่ี 6 ประกาศตวั แปร ch เปน ชนดิ ขอ ความ พรอมกำหนดคา เทา กับ C Programming

บรรทัดที่ 7 ประกาศตวั แปร intTest เปน ชนดิ จำนวนเต็ม

บรรทัดท่ี 9 กำหนดคาตัวแปร intTest เทากับ 5+3

บรรทัดท่ี 11 แสดงขอความ DEV BOOK และขนึ้ บรรทัดใหมทางจอภาพ

บรรทัดท่ี 12 แสดงขอความ C Programming และขึ้นบรรทัดใหมโ ดยแทนคา ตวั แปร ch ที่รหัสรปู แบบ

แสดงผล ซ่งึ ในคำสั่งนคี้ ือ %s ซง่ึ เปน รหสั รูปแบบแสดงผลขอความ

บรรทัดท่ี 13 แสดงขอความ 5+3 =8 โดยแทนคาตัวแปร intTest ที่รหสั รูปแบบแสดงผล ซง่ึ ในคำสง่ั น้คี ือ

%d ซงึ่ เปนรหสั รปู แบบแสดงผลจำนวนเต็ม

3.4 รหัสรูปแบบการแสดงผลขอ ความของคำสั่ง printf()

การแสดงผลดว ยคำสั่ง printf() สามารถแสดงผลไดทุกชนิดโดยใชรปู แบบการแสดงผลแทนคา ตวั แปร

หรือนพิ จนหรือคาคงที่ชนิดตางๆ ในขอ ความซง่ึ มีรหัสรปู แบบการแสดงผลทผี่ อู านควรรูจกั ดังน้ี

รหัสรปู แบบ ชนิดขอ มูล

%c ตัวอกั ษรหนงึ่ ตวั

%d จำนวนเต็มชนดิ int

%ld จำนวนเตม็ ชนดิ long

%e , %E จำนวนจริงแบบเอก็ ซโ พเนนต

%f จำนวนทศนิยม

%g , %G จำนวนทศนิยม

%i จำนวนเตม็ ชนิด int

%o เลขฐานแปด

%p พอยนเ ตอร

%s ขอ ความ

%u จำนวนเตม็ ทมี่ คี าบวก

%x , %X เลขฐานสบิ หก

3.5 การกำหนดการแสดงผลขอมูลของคำสั่ง printf()

ในการแสดงผลการทำงานของโปรแกรม บอยครง้ั ที่เราตองการแสดงอักขระพิเศษทางจอภาพ ซง่ึ

ภาษา C ไดก ำหนดรปู แบบการแสดงผลอักขระพิเศษตาง ๆ ดงั น้ี

อกั ขระพเิ ศษ ความหมาย

\b เลื่อนเคอรเซอรถอยหลังไป 1 ตัวอักษร

\n ขึ้นบรรทดั ใหม

\r เล่อื นเคอรเซอรไปทางซา ยสดุ

\t แสดงแทบ็ ตามแนวนอน

\’ แสดงเครือ่ งหมาย ’

\” แสดงเครอ่ื งหมาย ”

\\ แสดงเครอ่ื งหมาย \

4. การรบั คา ดวยคำสง่ั ตา ง ๆ

4.1 การรับขอมูลทลี ะตวั อกั ษรดวยคำส่ัง getch() และ getchar()

getch() และ getchar() เปนคำสั่งรับขอมลู ทีละตวั อกั ษรจากคียบ อรด ซง่ึ มรี ปู แบบการใชง านดังนี้

รูปแบบ ch = getch();

ch = getchar();

4.2 การรบั ขอมูลชนิดขอความดว ยคำสั่ง gets()

เปนคำสัง่ รบั ขอมลู ชนิดขอความจากคียบ อรด ซง่ึ มีรปู แบบการใชง านดงั น้ี

รูปแบบ gets(str);

4.3 การรับขอมูลทุกชนดิ ดวยคำสัง่ scanf()

เปน คำส่งั รบั ขอมลู ไดท ุกชนดิ ทางคยี บ อรด โดยกำหนดรปู แบบการรับขอมลู ท่ีตัวคำส่ังซึง่ มีรปู แบบ

คำสั่งดังน้ี

รปู แบบ scanf(“format”, &var1,&var2,…var_n);

** กรณรี บั ขอมูลชนดิ ขอ ความดวยคำสั่ง scanf() ไมจ ำเปน ตอ งเครื่องหมาย & นำหนา

ตวั แปรท่ีใชร บั คา ขอมูลก็ได

ตารางแสดงรหัสรูปแบบการรับขอมูล

รหัสรูปแบบ ชนิดขอ มลู

%c ตัวอกั ษรหนง่ึ ตวั

%d จำนวนเต็มชนดิ int

%ld จำนวนเตม็ ชนดิ long

%e จำนวนจริงแบบเอก็ ซโ พเนนต

%f จำนวนทศนิยม
%g จำนวนทศนิยม
%i จำนวนเต็มชนดิ int
%o เลขฐานแปด
%p พอยนเตอร
%s ขอความ
%u จำนวนเต็มที่มคี าบวก
%x เลขฐานสบิ หก

4.4 การกำหนดลำดบั การรับขอมูลของคำสง่ั scanf()
ในการรับขอมลู ทางคยี บ อรด ของคำส่ัง scanf() สามารถกำหนดลำดับการรบั ขอมลู มาเก็บไว

ในตัวแปรไดโ ดยใชเครื่องหมาย * ซง่ึ หากลำดับของขอมูลท่ีรับเขามาใชเครื่องหมาย * จะเปน การบง บอกวา
ขอมูลท่รี บั คา ในลำดบั ดังกลาวจะไมถ ูกจัดเกบ็ ไวใ นตวั แปร

ตัวอยา งท่ี 6.6 การใชคำส่งั scanf() กำหนดลำดับการรบั ขอมูลทางคยี บ อรด
1 #include <stdio.h>
2 #include <conio.h>
3
4 void main()
5{
6 int n;
7 scanf(“%d %d”,&n);
8 printf(“output : %d\n”,n);
9 getch();
10 }

คำอธิบายโปรแกรม
บรรทดั ที่ 6 ประกาศตัวแปร n เปนชนิดจำนวนเต็ม
บรรทัดท่ี 7 กำหนดใหรับขอ มูลทางคยี บ อรด 2 จำนวน โดยกำหนดใหไ มเ กบ็ คาขอมูลของการปอนขอมูล

ในครั้งแรก เน่ืองจากมีการใชเครือ่ งหมาย * แตกำหนดใหเ ก็บคา ขอมลู ของการปอนขอมูลในครง้ั ที่ 2 ไวทีต่ ัว
แปร n

บรรทัดที่ 8 แสดงคา ขอมูลของตวั แปรชนิดจำนวนเตม็ ชื่อ n ทางจอภาพ

5. การแสดงคา จากตวั แปร
ในการเขียนโปรแกรม เราจำเปน ตองแสดงคา หรือขอมลู ท่ีอยูในตัวแปร เราสามารถแสดงคาจากตัว

แปรไดดวยคำสง่ั cout

การแสดงคา ขอมลู จากตัวแปร

#include <iostream> ประกาศพรโี พรเซสเซอรไดเรกทีฟ

#include <conio.h>

using namespace std;

int main() แบบทดสอบหลังเรยีฟนงกชันหลกั
{

inวtิชaา,bก,cา;รเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรเบื้องตน เรอ่ื ปงระกกาารศเขตียวั นแปผรงั งานและรหัสเทียม

cout<< “Input a number ”;cin>> a; รับขอมูลดว ยคำส่ัง cin

cout<< “Input a number again ”;cin>>b;

c = a + b; คำนวณ

cout<< “Output plus num =”; << c แสดงผลลพั ธ

getch(); ฟง กชนั ที่ใชรบั ขอมลู จากคีบอรด

return 0; คนื คาฟงกช นั หลักและจบการทำงาน

}

ผลลพั ธ
Input a number 50
Input a number again 27
Output Plus num = 77

6. นพิ จน
นพิ จน คอื รูปแบบการเขียนคำส่ังระหวา งตวั ดำเนินการ (Operators) และตัวถกู กระทำ (Operand)

เชน การกำหนดคา ใหกบั ตัวแปร สามารถเขียนนิพจนไดดังนี้ int x = 7+5; เปน การเขียนนิพจน 7+5 ซ่ึงมี

เครื่องหมาย + เปน ตวั ดำเนนิ การและตวั ถูกกระทำคอื 7 และ 5 จากการคำนวณไดผลลพั ธเทากับ 12 ซ่ึงถูก

กำหนดคา ใหกบั ตัวแปร x ดังตัวอยา งเชน

ans = 100-50
score = midterm + final + quiz
income = salary +(ot * RATE) + bonus - tax

จากนพิ จนคณิตศาสตรข างตน จะพบวาทั้ง ans,score และ income จะเปนตัวแปรที่ใชเกบ็ ผลลัพธ
จากการคำนวณ สวนนพิ จนด านขวากจ็ ะเปน นิพจนแบบหลายตัวแปร ซง่ึ สามารถมไี ดทงั้ ตวั แปรและคาคงท่ี
รวมถงึ ตัวดำเนินการคณติ ศาสตร เชน + - * / เปน ตน อยางไรกต็ าม ในการสรา งสูตรคำนวณคาตัวเลข
โดยเฉพาะสตู รคำนวณท่ีมคี วามซับซอนตองระมัดระวังในการจดั ลำดับนพิ จนเพ่อื ใหคอมพวิ เตอรประมวลผลได
อยางถูกตอง ทัง้ นต้ี ัวดำเนนิ การตางๆท่ีนำมาใชเพื่อการคำนวณน้ัน แตละตัวจะมลี ำดับความสำคัญท่แี ตกตาง
กนั เชน เม่ือพบเคร่ืองหมาย + และ * การประมวลผลจะกระทำทีต่ วั ดำเนินการ * กอน เพราะ * จะมีลำดับ
ความสำคัญสงู กวา + เชน result = 5 + 2 * 4 คำตอบคือ 13

7. ตัวดำเนินการ (Operators)
ตัวดำเนินการ หมายถึง กลุม เครื่องหมายหรือสญั ลกั ษณท่ีใชท ำงานเหมือนกับฟงกชัน แตแ ตกตางกัน

ตรงไวยากรณหรือความหมายในการใชงาน ในภาษาซมี ีตวั ดำเนินการหลากหลายชนดิ ดังน้ี
5.1 ตวั ดำเนนิ การคณิตศาสตร
5.2 ตัวดำเนนิ การยนู ารี
5.3 ตวั ดำเนนิ การเปรยี บเทยี บ
5.4 ตวั ดำเนนิ การตรรกะ
5.5 ตวั ดำเนนิ การกำหนดคา แบบผสม
5.6 ตวั ดำเนนิ การเงื่อนไข

5.1 ตวั ดำเนินการคณิตศาสตร จดั เปน ตวั ดำเนินการพนื้ ฐานที่นำมาใชเ พื่อการคำนวณ เชน บวก ลบ
คณู หาร และโมดูลสั (หารเพ่ือเอาเศษ) โดยตัวดำเนนิ การดังกลา วเปนไปดังน้ี

ตวั ดำเนนิ การ ความหมาย
+ การบวก
การลบ
- การคูณ
* การหาร
/ การหารเอาเศษ
%

ตวั อยาง 6.7 โปรแกรมสัง่ พิมพนิพจน //ผนวกเฮดเดอรไฟล<stdio.h>
1: #include<stdio.h> //ฟง กช นั main()

2: main()
3: {

4: int a=10,b=2; //ประกาศตัวแปร a และ b มชี นิดขอ มูลเปน int พรอมกำหนดคา

5: printf("a=10,b=2\n\n"); //พิมพข อความใหทราบวา คา a = 10 และ b = 2

6: printf("a+b=%d\n",a+b); //สง่ั พิมพผ ลลพั ธของนิพจน a+b

7: printf("a-b-3=%d\n",a-b-3); //สงั่ พมิ พผลลพั ธของนิพจน a-b-3

8: printf("a*b=%d\n",a*b); //ส่ังพมิ พผลลัพธข องนิพจน a*b

9: printf("a/b=%d\n",a/b); //ส่งั พมิ พผลลัพธข องนิพจน a/b

10: printf("a mod b=%d",a%b); //สงั่ พิมพผ ลลพั ธของนิพจน a%b

11: }

5.2 ตวั ดำเนินการยูนารี

ตวั ดำเนินการยูนารตี วั แรกทจ่ี ะกลา วถงึ คือ เครื่องหมายลบที่นำมาใชน ำหนา คา ตวั เลขหรือนำหนา

คาตัวแปร ซงึ่ จะสงผลใหคาถูกเปลยี่ นเปน คาติดลบทันที เชน กำหนดให a =10,b =2

นิพจน ผลลพั ธ

a+b 12

-a+b -8

-a*b -20

a- -b 12

ตวั ดำเนินการยูนารตี ัวถัดมาคือ ตวั ดำเนินการเพิม่ คาและตัวดำเนนิ การลดคา ดว ยการใชเครอื่ งหมาย
– เพอื่ ลดลงทีละ 1 คา และเครื่องหมาย ++ เพื่อเพิ่มคาทลี ะ 1 คา โดยเขยี นนำหนา ตัวแปร (prefix) หรือหลัง
ตัวแปร (postfix) ก็ได เชน ++a a--

นพิ จน ความหมาย
++a เพิ่มคาอีกหนง่ึ ใหก ับ a กอ น แลวจึงนำคาใหมของ a ไปใชงาน
a++ นำคา เดิมของ a ไปใชง านกอนแลวจึงเพ่ิมคา a อกี หนง่ึ
--a ลดคา ลงหน่งึ ใหกบั a กอน แลว จึงนำคาใหมของ a ไปใชงาน
a-- นำคา เดิมของ a ไปใชง านกอนแลวจงึ ลดคา a อกี หน่ึง

5.3 ตัวดำเนนิ การเปรยี บเทยี บ ในภาษาซีจะมีตัวดำเนินการท่ีนำมาใชเพอื่ การเปรยี บเทียบ ซง่ึ

ประกอบดวย

ตัวดำเนนิ การ ความหมาย

< นอ ยกวา

<= นอยกวาหรือเทากับ

> มากกวา

>= มากกวา หรือเทา กับ
== เทา กับ
!= ไมเ ทา กบั

ตัวอยา งที่ 6.8 โปรแกรมทดสอบการใชตัวดำเนินการเปรยี บเทียบและผลลัพธท ่ีได

1: #include <stdio.h>

2: main()

3: {

4: printf(“100 > 8 = %d\n”,100 > 8); //พมิ พผ ลลพั ธจากการเปรยี บเทยี บคา 100>8 ผลที่ไดเ ปน

จรงิ

5: printf(“-5 > 5 = %d\n\n”,+5 > 5); //พมิ พผ ลลพั ธจากการเปรยี บเทียบคา -5<5 ผลทีไ่ ดเ ปน

เท็จ

6:

7: int result1, result2; //ประกาศตัวแปร result1 และ result2 มีชนดิ ขอมลู เปน int

8: float a = 9.0, b = 9.01; //ประกาศตัวแปร a และ b มีชนดิ ขอ มลู เปน float พรอ ม

กำหนดคา

9: result1 = a > b; //กำหนดให result1 เกบ็ ผลลพั ธจ ากการเปรยี บเทียบคา a>b

10: result = a < b; //กำหนดให result2 เก็บผลลพั ธจากการเปรียบเทยี บคา a<b

11:

12: printf(“result1 = %d\n”,result1); //พมิ พค า result1 ผลที่ไดเปนเท็จ

13: printf(“result2 = %d\n\n”,result2); //พิมพคา result2 ผลที่ไดเ ปนจรงิ

14: }

5.4 ตัวดำเนนิ การตรรกะ นอกจากตวั ดำเนนิ การเปรียบเทียบแลว ยงั สามารถนำตวั ดำเนนิ การ

ตรรกะมาใชร วมกันได ซงึ่ ตวั ดำเนินการตรรกะ ประกอบดวย

ตวั ดำเนินการ ความหมาย

&& และ (and)

|| หรอื (or)

! ไมใช (not)

โดยผลลพั ธจ ะเปนไปตามตารางคาความจรงิ ดงั น้ี (T = True ,F = False)

ตัวเปรยี บเทียบ ผลลพั ธ

a b a && b a || b !a
F
T T TT F
T
T F FT T

F T FT

F F FF

5.5 ตัวดำเนินการกำหนดคา แบบผสม ในภาษาซมี ีตัวดำเนินการกำหนดคา แบบผสม ซง่ึ ประกอบดวย

+=, -=, *=, /=, %= โดยสามารถแสดงไดดังตวั อยางตอไปน้ี

นิพจนทเ่ี ขียนแบบท่ัวไป นพิ จนท ีใ่ ชดำเนนิ การกำหนดคาแบบผสม

i=i+5 i+=5

f = f -g f -=g

j = j*(i-3) j*=(i-3)

f=f/3 f/=3

i=i%(j-2) i%=(j-2)

5.6 ตวั ดำเนินการเงื่อนไข นำมาใชเพ่ือทดสอบคานิพจนท างตรรกะวา จรงิ หรือเทจ็ มีรปู แบบดงั นี้

รูปแบบ expression1 ? expression2 : expression3

expression1 หมายถึง นิพจนเงื่อนไข

expression2 หมายถึง นิพจนกรณเี ปน จริง

expression3 หมายถึง นิพจนกรณเี ปน เท็จ

ตัวดำเนนิ การกับลำดับความสำคัญ

ตัวดำเนินการแตล ะตัวจะมีลำดบั ความสำคญั กอนหลงั ทแี่ ตกตางกนั โดยการประมวลผลจะกระทำกับ

ตัวดำเนนิ การทีม่ ีลำดับความสำคญั สูงกอน แตถากรณีมคี วามสำคญั เทากันจะกระทำกับตัวดำเนนิ การจากซา ย

ไปขวา

ลำดับความสำคญั ตัวดำเนนิ การ ความหมาย

1 ( ) เครอ่ื งหมายวงเล็บ

2 ++,-- ตัวดำเนนิ การยูนารี

3 -,! ยนู ารลี บและตรรกะ NOT

4 *,/,% คณู หาร โมดูลสั
5 +,- บวก ลบ
การเปลีย่ นชนดิ ขอ มูล
ในภาษาซียงั มตี ัวดำเนนิ การท่ีเรียกวา การแคสต (casting) เพอื่ แปลงชนิดขอ มูลจากชนิดหนง่ึ มาเปน
อกี ชนิดหนึง่ ได วิธที ำคอื ใหร ะบุชนิดขอ มูลท่ตี องการภายในเครือ่ งหมายวงเล็บหนา นิพจนทีต่ องการ เชน

float x = 1.20, y = 3.51;

int ans;

ans = (x + y) %2

จากตวั อยา งเมอ่ื คอมไพลแ ลวพบขอผดิ พลาด เน่ืองจากผลรวมของ x และ y ทีโ่ มดลู สั ดว ย 2 จะตอ ง
เปนคา จำนวนเตม็ บวก ดงั นั้น สามารถแกไขดวยการเปลย่ี นชนิดขอมูลของผลรวมของ x และ y เปน เลข
จำนวนเตม็ กอนแลวจงึ นำไปโมดลู สั กบั 2

8. คำสงั่ เง่อื นไข

ภาษาซีจะใชป ระโยค if ในการสรา งเงือ่ นไขซ่ึงสามารถตรวจสอบเง่ือนไขวา ตรงกบั ความจรงิ หรอื ความ

เท็จได นอกจากประโยค if แลว ในภาษาซียงั มีการกำหนดทางเลือกดวยประโยค switch อีกดว ย

6.1 การใชเง่ือนไข if-statement ในการใชประโยคคำสั่ง if-statement เพอื่ ตรวจสอบเง่ือนไขมีอยู

4 รปู แบบคือ

6.1.1 การสรางเงือ่ นไขประโยคเดยี ว เปนการตรวจสอบเง่ือนไขวา เปน จรงิ หรอื เทจ็ แลวใหท ำ

ชุดคำสัง่ นน้ั ๆ

รปู แบบ if (condition)

statement;

6.1.2 การสรางเงื่อนไข if…else เปนการตรวจสอบวา หากเง่ือนไขเปน จริงก็จะดำเนินการ
กับชุดคำส่ังท่ีกำหนดไวแ ละหากเงื่อนไขเปนเทจ็ ก็จะดำเนินการชุดคำส่ังหลงั ประโยค else ถา มีชดุ คำส่ังหลาย
ประโยคภายใตเ ง่ือนไข จำเปนตองเพิม่ บลอ็ ก {…} เขาไปดวย

รปู แบบ if (condition)

statement;

else
statement;

6.1.3 การสรางเงอ่ื นไข if…else แบบหลายกรณี หากรปู แบบการสรางเงื่อนไขท่ตี อง
ตรวจสอบหลายๆ กรณกี ็จะใชประโยค else if เพอื่ ตรวจสอบเปน ลำดบั ขนั้ ยอย ๆ ตอไป

6.1.4 การสรางเงื่อนไขแบบซอน (Nested if) เปน รปู แบบการสรา งเงือ่ นไขทซี่ ับซอนยง่ิ ขน้ึ
โดยจะมีการตรวจสอบเงื่อนไขซอ นยอยลงไปอีก ซึง่ การสรางประโยคซอนเง่ือนไขดังกลาว จำเปน ตอ ง
ตรวจสอบใหร อบคอบมิฉะนนั้ อาจเกดิ ผลลัพธท ่ีผดิ พลาดได เชน การตรวจสอบคา a,b,c วา คา ใดมากท่สี ดุ

if (a>b)
if (a>c)

printf(“A is Max”);
else

printf(“C is Max”);
else

if(b>c)
printf(“B is Max”);

else
printf(C is Max);

6.2 การควบคุมเงอ่ื นไขดวย switch
นอกจาก if-else แลว ภาษาซียังมคี ำสั่งควบคมุ เงื่อนไขอกี ตัวหน่งึ คือ switch ซึ่งสามารถนำมาใชงาน

ไดดีกบั โปรแกรมท่ีมรี ายการเมนใู หเลือก โดยมรี ปู แบบการใชง านดงั นี้

รูปแบบ switch(integer_expression)
{

case constant1:

statement1;
statement2;

statement;

break;
case constant2:

statement1;

statement2;
statementn;

break;

default:
statement;

}

integer_expression คอื คาจำนวนเตม็ ท่ีนำมาใชต รวจสอบเง่ือนไข

case คือเงื่อนไขที่อยูในแตละกรณีท่ีเปน ไปตาม constant นัน้ ๆ

default กรณที เ่ี ง่ือนไขตรวจสอบไมอยูในทกุ กรณี กจ็ ะอยูในกรณีของ

default โดยอัตโนมัติ

break แตละ case จำเปนตอ งใส break ทุกครง้ั เพอ่ื ใหห ลดุ ออกจาก

case มิฉะนั้นจะมีการตรวจสอบใน case ถัดไป สงผลใหผลลัพธ

ผดิ พลาดได แตคำสั่ง break ไมจ ำเปน ตอ งใสลงในกรณขี อง

default

ขอ แตกตางระหวาง if กับ switch

1. switch ไมสามารถตรวจสอบนิพจนชนิดเลขจำนวนจรงิ ที่มีจุดทศนยิ ม

2. switch นำมาใชต รวจสอบชนิดขอ มลู ท่เี ปน แบบ int หรือ char เทา น้ัน

3. การตรวจสอบภายใน case ของ switch ในแตล ะกรณี จะไมส ามารถนำตวั แปรมาใชไ ด จะใชไดแ ต

คา คงที่เทา นั้น

4. switch ไมสามารถตรวจสอบเง่ือนไขหลาย ๆ ตัวภายในนิพจนเดียวได

ตัวอยางท่ี 6.9 โปรแกรมทดสอบการใชประโยคคำสัง่ switch เพื่อตรวจสอบคา

1: #include<stdio.h>
2: #include<conio.h>
3:
4: main()
5: {
6: char ch;
7: printf(“1. Apple\n”);
8: printf(“2. Orange\n”);
9: printf(“3. Mango\n”);
10: printf(“4. Durian\n”);
11: printf(“5. Grape\n”);
12:
13: printf(“\nSelect => ”);
14: ch=getche();
15:
16: switch(ch)
17: {
18: case ‘1’
19: printf(“\nYou select apple”);
20: break;
21: case ‘2’
22: printf(“\nYou select orange”);
23: break;
24: case ‘3’
25: printf(“\nYou select mango”);
26: break;
27: case ‘4’
28: printf(“\nYou select durian”);
29: break;
30: case ‘5’
31: printf(“\nYou select grape”);

32: break;
33: default:
34: printf(“\nPlease type 1-5 only…”);
35: }
36: }

คำอธิบาย ความหมาย
บรรทดั ท่ี ประกาศตัวแปร ch มีชนดิ ขอมูลเปนตวั อกั ขระหน่งึ ตวั
6 พมิ พร ายการเมนู
7-11 พมิ พขอความวาใหเ ลือกรายการตามเมนู
13 รอรับแปน คีย เพือ่ เก็บคาไวใ นตัวแปร switch
14 ตรวจสอบคาตวั แปร ch ท่ปี อนเขาไปดวย switch
16 จุดเร่มิ ตนการทำงานของบล็อก switch
17 กรณีเทา กับ ‘1’ พิมพขอความวา คุณเลือกแอปเปลแลว ใหหลุดจากบล็อก switch
18-20 กรณเี ทากับ ‘2’ พิมพขอ ความวา คุณเลือกลม แลว ใหห ลดุ จากบล็อก switch
21-23 กรณีเทา กบั ‘3’ พิมพขอ ความวา คณุ เลือกมะมวงแลว ใหห ลุดจากบล็อก switch
24-26 กรณเี ทา กบั ‘4’ พิมพขอ ความวา คณุ เลือกทเุ รยี นแลวใหหลุดจากบล็อก switch
27-29 กรณีเทากับ ‘5’ พิมพขอความวา คุณเลอื กองุนแลวใหหลุดจากบล็อก switch
30-32 กรณีเปนคา นอกเหนือจากน้ันใหพ มิ ขอความวาใหเ ลือก 1-5 ไดเ ทานั้น
33-34 จุดสิน้ สุดของการทำงานของบลอ็ ก switch
35

9. คำสั่งทำซำ้
7.1 โครงสรา งการทำซ้ำโดยคำส่ัง for
เปนคำส่งั โครงสรา งท่ีใชสำหรับควบคุมทิศทางของโปรแกรมใหทำงานแบบซ้ำ ๆ กัน ซึ่งคำสงั่ for เปน

การใหโปรแกรมทำซ้ำจนกวา คาตัวแปรจะครบตามท่ตี ั้งไว เริม่ แรกโปรแกรมจะกำหนดคา เริม่ ตน ใหก บั ตวั แปร
เร่มิ ตน (initialization) จากนนั้ ทำตามคำส่งั คำสงั่ นีเ้ หมาะกบั กรณีท่รี ูจำนวนแนน อนวา ตองการใหว นรอบการ
ทำซำ้ กี่รอบ

รปู แบบ for (คา เริม่ ตน ตวั แปร;ตรวจสอบเงื่อนไข;สวนเปล่ยี นแปลงคา )

{ คำสงั่ 1;

คำส่งั 2;

:

คำสง่ั n;

}

ในสวนการตรวจสอบเง่อื นไข บางครงั้ จะเรยี กวา ตวั แปรควบคมุ ลูป เรมิ่ ตน คำสั่งจะทำสว นกำหนดคา
เริ่มตน จากน้ันจะตรวจสอบเง่อื นไขเปนจริงหรอื ไม ถา เง่ือนไขเปนจริงจะทำตามคำสง่ั ที่จะทำซ้ำ แลว กลับมา
ทำในสว นเปลย่ี นแปลงคา จากนนั้ จะตรวจสอบเง่ือนไขใหมโดยทำแบบนจี้ นกวา เงื่อนไขน้ันจะเปน เท็จ คำสั่งที่
ทำอาจเปนคำสัง่ รวมแตตองอยภู ายในเครอื่ งหมาย { กบั }

ในสว นของ สว นเปลยี่ นแปลงคา จะเปนคำส่งั ที่ใชเพ่ิมคาหรือลดคาใหกบั ตวั แปร โดยมกั เขยี นเปน
คำสงั่ เดยี วถาตองการใชห ลายคำสง่ั จะใชเครื่องหมาย comma ค่นั ระหวา งคำสง่ั

ลักษณะการทำงานของลูป for
1. คำสัง่ ภายใตล ปู for จะทำงานเมอ่ื เปน จริง (True)

2. การออกจากลูปเมอ่ื คำสง่ั เง่ือนไขเปนเท็จ (False)

3. การทำงานของลูป จะเร่มิ จากคาเรม่ิ ตนทก่ี ำหนด

4. จำนวนรอบทีท่ ำงานจะขึน้ อยกู บั คา นพิ จนท่กี ำหนดไว

5. การเพ่มิ คา counter ใหกับลูปสงผลตอจำนวนรอบที่ทำงาน เชน ใหท ำซ้ำ 10 รอบก็

สามารถเขียนชุดคำส่ัง ดังนี้

for (i=1; i <=10; i++)

จากคำสง่ั จะพบวา

1. มีการกำหนดคาเรม่ิ ตนของตัวนับจำนวนรอบเทา กับ 1 ( i = 1)

2. ตัวนบั จำนวนรอบจะทำงาน 10 รอบ ( i <= 10 )

3. แตละรอบใหมีการเพ่ิมจำนวนตวั นับจำนวนรอบท่ีละ 1 ( i ++)

ตวั อยา งโปรแกรม :

7.2 โครงสรางการทำซ้ำโดยคำสัง่ while
เปน โครงสรางการทำงานทใี่ ชสำหรับควบคมุ ทิศทางการทำงานของโปรแกรมแบบวนรอบโดยคำสงั่
while จะเริ่มตน การทำงานจากการตรวจสอบเง่ือนไข ถา เง่ือนไขเปน จริงจึงจะทำงานตามคำสั่งของ while
เมอ่ื ทำงานเสร็จกจ็ ะวนกลับมาตรวจสอบเงื่อนไขใหม ไปเร่ือย ๆ จนกวาเง่ือนไขจะเปน เท็จจงึ จะหยุดการ
ทำงานของลูป

รูปแบบ :
while (expression)
{
statement;
}

โดยที่ : expression หมายถงึ นิพจนท่นี ำมาใชต รวจสอบเง่อื นไข
statement หมายถึง ประโยคคำสัง่ ทีง่ านซ้ำ

ลกั ษณะการทำงานของลูป while
1. ชดุ คำสั่งภายในลปู while จะทำงานเมอ่ื เปน จริง (True)
2. การออกจากลปู เม่ือคำส่ังเงื่อนไขเปนเท็จ (false)
3. เงอ่ื นไขหรือนิพจนทนี่ ำมาตรวจสอบ สามารถใชต วั ดำเนินการเปรยี บเทยี บ หรอื ตำ

ดำเนินการทางตรรกะได เชน
while (i = 10)
while (i >=10 && j <= 15)
while (j > 10 && (b < 15 || C < 20))

ตัวอยา งโปรแกรม :

7.3 โครงสรา งการทำซ้ำโดยคำสัง่ do…while
เปนโครงสรางการทำงานทใ่ี ชสำหรบั ควบคุมทิศทางการทำงานของโปรแกรมแบบวนรอบโดยคำสงั่
do…while จะคลายกับคำสงั่ while แตจะแตกตางกันตรงท่ี do…while จะทำงานตามคำสั่งของ do กอน
หน่ึงรอบแลว จงึ ตรวจสอบเงื่อนไขท่ี while ถาเง่ือนไขเปน จริงจงึ จะกลับไปทำงานตามคำส่ังของ do อีกครง้ั ไป
เรือ่ ย ๆ จนกวาเงอื่ นไขจะเปน เทจ็ จึงจะหยดุ การทำงานของลปู

รูปแบบ :
do
{
statement;
} while ( condition);

โดยท่ี :
condition หมายถึง เงือ่ นไขที่กำหนดใหต รวจสอบหลังทำงานภายในลูปทุกครง้ั
statement หมายถึง ชุดคำสง่ั ทที่ ำงานกอนตรวจสอบเง่ือนไข
ตัวอยางโปรแกรม :

กจิ กรรมฝกทักษะ
คำสงั่ จงอธบิ าย (หมายถึง การใหร ายละเอียดเพ่มิ เตมิ ขยายความ ถา มีตัวอยางใหยกตวั อยา งประกอบ)
1. จากโจทยต อไปน้ี จะเขียนฌโปรแกรมทำซ้ำโดยคำส่งั for ไดอ ยางไร

1.1 เขียนโปรแกรมทำซำ้ เพอ่ื แสดงผลลัพธด ังตอไปนี้
0
01
012
0123
01234
012345

1.2 เขยี นโปรแกรมทำซำ้ เพื่อแสดงสูตรคูณจาก แม 2 ถึงแม 5 ออกทางจอภาพ ดงั ผลลัพธต อไปนี้
2x1=2 3x1=3 4x1=4 5x1=5
2x2=4 3x2=6 4x2=8 5x2=10
2x3=6 3x3=9 4x3=12 5x3=15
2x4=8 3x4=12 4x4=16 5x4=20
2x5=10 3x5=15 4x5=20 5x5=25
2x6=12 3x6=18 4x6=24 5x6=30
2x7=14 3x7=21 4x7=28 5x7=35
2x8=16 3x8=24 4x8=32 5x8=40
2x9=18 3x9=27 4x9=36 5x9=45
2x10=20 3x10=30 4x10=40 5x10=50
2x11=22 3x11=33 4x11=44 5x11=55
2x12=24 3x12=36 4x12=48 5x12=60

2. จากโจทยตอ ไปน้ี จะเขยี นโปรแกรมทำซ้ำโดยคำสัง่ while ไดอยางไร
2.1 เขียนโปรแกรมทำซ้ำเพ่ือรบั ตัวเลข 10 จำนวน แลวคำนวณหาคาเฉลี่ย หาคามากทสี่ ดุ คา นอ ย

ท่สี ุด แสดงออกมาทางจอภาพ
2.2 เขยี นโปรแกรมทำซ้ำเพ่อื รับคา ยอดเงนิ ตน (capital) อัตราดอกเบยี้ (rate) และจำนวนปท ี่ฝาก

เงนิ (year) แลว คำนวณหาดอกเบีย้ ท่ีจะไดร บั จากธนาคาร โดยมสี ตู รคำนวณดงั นี้
ดอกเบ้ยี (interest) = capital * rate / 100
เงนิ ตน (capital) += interest

ตวั อยา งอินพตุ
Capital : 15000
Interest : 4

Year : 3

ตัวอยา งเอาตพุต

Year Interest Sum

1 600.00 15600.00

2 624.00 16224.00

3 648.96 16872.96

3. จากโจทยตอไปนี้ จะเขียนโปรแกรมทำซ้ำโดยคำสัง่ do…while ไดอ ยา งไร

3.1 เขียนโปรแกรมทำซำ้ เพอ่ื รบั ตวั เลขจำนวนเต็มจนกวา ผูใ ชจะปอ นเปน เลข -999 หาผลรวมตัวเลขที่

ปอนเขาไปท้งั หมดมาแสดงผลลพั ธ

โครงการสอนรายหนว ย

รหัสวชิ า 20901 - 1002 ชอ่ื วิชา การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเบอ้ื งตน

ชอ่ื หนวย การออกแบบและเขยี นโปรแกรมอยา งงายเพื่อประยุกตใ ชในงานธุรกิจ
จำนวน 6 ช่ัวโมง

รายการหัวขอการเรยี นรู
1. การออกแบบและการพฒั นาโปรแกรม

2. โปรแกรมประยกุ ตในงานธุรกิจ

หัวขอการเรยี นรู จุดประสงคการสอนหรอื จุดประสงคเชงิ พฤติกรรม
1. การออกแบบและการพัฒนาโปรแกรม 1. การออกแบบและการพัฒนาโปรแกรม
2. โปรแกรมประยกุ ตใ นงานธุรกจิ 2. โปรแกรมประยกุ ตใ นงานธุรกิจ

วธิ กี ารสอน : วธิ ีสอนแบบศึกษาดวยตนเอง (Self-Study Method)
สอ่ื การสอน :

1. หนังสอื เรียนวิชา การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ บื้องตน ของ บรษิ ัท วงั อักษร จำกดั

2. หนงั สือ พ้นื ฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร ของบรษิ ทั ซเี อ็ดยูเคชัน่ จำกดั (มหาชน)

3. แบบฝกหดั ทา ยบท
4. สื่อ power point

การประเมนิ :
1. เกณฑผา นการสงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบัติงานรายบุคคล ตองไมมีชองปรบั ปรงุ
2. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรกู อ นเรียนไมม ีเกณฑผ าน เกบ็ คะแนนไวเ ปรยี บเทยี บกบั คะแนนท่ี ไดจากการ

ทดสอบหลังเรยี น

3. แบบสังเกตคณุ ธรรม จริยธรรม คา นยิ ม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค คะแนนขน้ึ อยกู ับการประเมนิ ตาม
สภาพจริง

แผนการจัดการเรียนรู

ชอ่ื วิชา การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบ้ืองตน รหสั วชิ า 20901 - 1002 สอนคร้ังท่ี 16-18
หนวยท่ี 7 ช่ือหนวย การออกแบบและเขียนโปรแกรมอยางงา ยเพอ่ื ประยุกตใ ชใ นงานธรุ กิจ จำนวน 9 ชม.

1. หวั ขอ การเรียนรู
1. การออกแบบและการพฒั นาโปรแกรม
2. โปรแกรมประยกุ ตใ นงานธุรกิจ

2. สาระสำคัญ
การเขียนโปรแกรมเพื่อนำมาประยุกตใชในงานธุรกิจ เปนโปรแกรมที่ใชกับงานดานตางๆ ตามความ

ตองการของผูใช ที่สามารถนำมาใชประโยชนไดโดยตรง ปจจุบันมีผูพัฒนาโปรแกรมใชงานทางดานตาง ๆ
ออกจำหนายมาก การประยุกตงานคอมพิวเตอรจึงกวางขวางและแพรหลาย โปรแกรมท่ีพัฒนาขึ้นใชงาน
เฉพาะดาน ซึ่งภาษาที่ใชในการเขียนโปรแกรมแตกตางตามความถนัดของผูเขียน หรือตามความตองการของ
ผูใช เชน โปรแกรมการคำนวณตัดเกรดนักศึกษา โปรแกรมการขายของในรานสะดวกซื้อ โปรแกรมการเชา -
คืน รา นหนังสือ เปน ตน

3. สมรรถนะประจำหนว ย
แสดงความรูเกยี่ วกับการออกแบบและการพัฒนาโปรแกรม นำความรูไปประยกุ ตใ ชเ พ่ือเขียน

โปรแกรมประยุกตใ ชใ นงานธุรกจิ ได

4. จดุ ประสงคการเรียนรู
4.1 จดุ ประสงคท่วั ไป
1. การออกแบบและการพัฒนาโปรแกรม
2. โปรแกรมประยกุ ตในงานธุรกจิ

4.2 จดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรม
1. การออกแบบและการพัฒนาโปรแกรม
2. โปรแกรมประยุกตใ นงานธุรกจิ

5. กิจกรรมการจดั การเรียนรู
ในการเรียนการสอนของหนวยท่ี 7 ครงั้ ที่ 16 - 18 (จำนวน 6 ชั่วโมง)
ขน้ั นำเขาสูบทเรยี น
1. ตรวจสอบรายช่อื ของนักเรียนทเ่ี ขา เรียน

2. ครูและนักเรยี นรว มกันสนทนาและแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกบั การออกแบบและเขยี นโปรแกรม
อยางงา ยเพ่ือประยุกตใชใ นงานธรุ กิจวา ควรมหี ลักการเขียนโปรแกรมอยางไร

3. ครแู สดงความคิดเห็นเพ่ิมเตมิ
ขั้นสอน
1. ครูบรรยาย อธบิ าย ยกตัวอยางในแตละหวั ขอการเรยี น
2. เปด โอกาสใหนกั เรียนซักถามครผู ูสอน
3. ประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคลโดยครจู ะซักถามในแตละคน
ขนั้ สรุป
1. ครูและนกั เรียนรว มกันสรปุ สาระสำคญั
2. เปด โอกาสใหน กั เรียนซักถามขอสงสัย
3. มอบหมายใหไปหัดทำและศกึ ษาเพม่ิ เตมิ
4. ทำแบบทดสอบหลงั เรียนและเฉลยแบบทดสอบ

6. สื่อการจัดการเรียนรู
1. หนงั สอื เรยี นวชิ า การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเบ้ืองตน ของ บริษัท วังอกั ษร จำกัด
2. หนังสอื พนื้ ฐานการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร ของบริษทั ซีเอด็ ยเู คชน่ั จำกดั (มหาชน)
3. แบบฝก หดั ทายบท
4. สอื่ power point

7. การวัดผลและประเมินผล
วธิ ีวดั ผล
1. ผเู รยี นปฏิบัติภาระงานทีม่ อบหมายเสรจ็ ทันเวลาท่ีกำหนด
2. การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมดา นคุณธรรม จริยธรรม คา นิยม และคุณลักษณะอนั พึง

ประสงค
เคร่อื งมือวดั ผล
1. แบบประเมินผลการเรยี นรู หลังเรยี นประเภทเขียนบรรยาย
2. แบบสงั เกตคุณธรรม จริยธรรม คา นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค โดยครูและนักเรยี นรว มกนั

ประเมนิ

8. แหลงการเรยี นรเู พม่ิ เติม
1. หองสมุดวิทยาลยั การอาชีพสวา งแดนดนิ
2. อนิ เทอรเน็ต

9. กิจกรรมเสนอแนะ (ถามี)
1. นกั เรียนเขาไปคนควา ขอมูลเพิ่มเตมิ จากหอ งสมุด จดั ทำเปน รายงานสง ครู

2. ทำแบบฝกปฏบิ ตั ิและแบบประเมินผลการเรยี นรู

สปั ดาหท ี.่ ................

บันทึกหลงั การสอน

รหสั วชิ า..............................วชิ า......................................................................ระดบั ................. ชัน้ ปที่...........
แผนกวชิ า.......................................................จำนวนนักเรยี น......................คน มาเรียน...........................คน
ขาดเรียน..............คน มาสาย................คน ลา.............คน สอนเม่ือวันท.่ี .........เดือน......................พ.ศ.........
หนว ยที่...................... ชอื่ หนว ย................................................................................จำนวน.................ช่วั โมง

• เนื้อหาวัตถุประสงคและสอื่ การสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

• ปญ หาที่เกิดขนึ้ ในระหวางการเรยี นการสอน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

• แนวทางการแกไ ขปญหาของครูผูส อน และผลท่ีได
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครูผูส อน ลงช่ือ................................................หัวหนา แผนก
(นางสาวรจนาถ มูลตรีแกว) (นางสุกัญญา ดนยั สวัสด์)ิ
วนั ท.ี่ .........................................................
วันที.่ .....................................................

ใบความรู / ใบเนอื้ หา
หนวยท่ี 7 เรื่อง การออกแบบและเขียนโปรแกรมอยา งงายเพ่อื ประยุกตใ ชในงานธุรกิจ

1. การออกแบบและการพัฒนาโปรแกรม

การเขียนโปรแกรม (Computer Programming) หมายถึง การสรางชดุ คำสง่ั เพื่อใหคอมพวิ เตอรใ ช
เปนขนั้ ตอนวธิ ี (Algorithm) ในการทำงานสำหรบั การประมวลผลขอมูลซง่ึ เปน การหาคำตอบของปญหาทแ่ี ก
ไดด ว ยหลกั การทางคณิตศาสตร การเขียนโปรแกรมโดยทว่ั ไปจะประกอบดว ยการทำงานท่ีควบคุมสวนตาง ๆ
ของเครอื่ งคอมพิวเตอร ไดแก

1. สว นรบั ขอมลู เขา (Input) เชน การรับคา จากคียบ อรด , การรบั คำสงั่ จากเมาส เปนตน

2. สว นจัดเก็บขอมูล (Memory) เชน การจัดเกบ็ ขอมูลในตัวแปร, การเขียน / อา นไฟล เปนตน

3. สวนประมวลผล (Process) เชน การคดิ คำนวณ, การเปรียบเทียบคา เปน ตน

4. สว นแสดงผล (Output) เชน การแสดงผลออกจอภาพ, การพมิ พเ อกสารทางเคร่ืองพิมพ เปนตน

หวั ใจสำคญั ของการเขียนโปรแกรม คอื การจัดเก็บคาตา ง ๆ ในโครงสรา งขอมูลท่ีเหมาะสมและ
การจัดลำดับการทำงานของโปรแกรมดวยขั้นตอนวธิ ที ่ีถูกตอง

ข้นั ตอนการออกแบบ

การออกแบบและพัฒนาโปรแกรม (Program Design and Development) เปนกระบวนการทำงาน
ของนักพัฒนาโปรแกรม โดยในการสรางโปรแกรมแตล ะระบบนั้น จะมขี ั้นตอนการออกแบบและพฒั นา
โปรแกรมแบบพ้นื ฐาน ดงั น้ี

1. วเิ คราะหโ จทยป ญ หา เปนการรวบรวมความตองการของผใู ชโปรแกรม โดยพิจารณากำหนด
ขอ มูลเขา ผลลพั ธที่ไดและคิดวิธกี ารหาคำตอบ

2. ออกแบบโปรแกรม เปนการถายทอดขั้นตอนวิธจี ากแนวความคดิ ลงสเู อกสาร อาจเลือกใชร ปู แบบ
การเขยี นอยางใดอยา งหนึง่ ไดแก

2.1 คำสง่ั เทยี ม (Pseudo code) เปน คำสน้ั ๆ ทมี่ ีความหมายชดั เจนเพ่อื บอกถึงลำดับ
ขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม

2.2 ภาษา UML (Unified Modeling Language) เปน เครื่องมือทเี่ หมาะกบั การออกแบบ
โปรแกรมเชิงวตั ถุ

2.3 นอกจากนี้ยังมีการเขยี นแผนผังการไหลของขอมลู (Data Flow Line) สำหรบั แสดงถงึ
ความเกย่ี วของกันระหวางบคุ คล การกระทำและขอมลู

2.4 แตสำหรบั ผูเริ่มตน ควรออกแบบโปรแกรมโดยใชผ งั งาน (Flowchart) เพอ่ื ฝกฝนวิธคี ิดท่ี
เปน ขนั้ เปนตอน

3. เขียนโปรแกรม เปนการเลือกภาษาคอมพิวเตอรแลวนำมาเขียนเปนชุดคำสง่ั ตามข้นั ตอนการ
ทำงานท่ีไดออกแบบไว

4. ทดสอบและแกไขโปรแกรม โดยนำโปรแกรมไปทดลองใชก ับตัวอยา งขอมูลเขาหลายๆชดุ หรอื ผูใช
หลายๆ คน ไดทดสอบใชงานเมอ่ื พบขอบกพรองก็นำมาแกไข

5. จดั ทำเอกสารคูมือ มี 3 ประเภท คือ

5.1 คมู อื การพัฒนาโปรแกรม (Developing Manual) เปน เอกสารทป่ี ระกอบดวยการ
วิเคราะหโ จทยป ญ หา การออกแบบโปรแกรม คำสง่ั ในการเขียนโปรแกรม วิธีการทดสอบและแกไขโปรแกรม

5.2 คมู อื การตดิ ต้ังโปรแกรม (Installation Manual) เปนเอกสารที่ระบถุ งึ ความจำเปน
พื้นฐานทางฮารดแวรและซอฟตแ วร ขน้ั ตอนการตดิ ตงั้ รวมทง้ั วิธกี ารปรับแตงกอนการใชงานโปรแกรม

5.3 คมู ือการใชง านโปรแกรม (User Manual) เปนเอกสารท่ีอธิบายเมนูการทำงานหนา จอ
ของการปอ นขอ มลู และการดูผลลัพธส ำหรับผูใชโ ปรแกรม

2. โปรแกรมประยุกตในงานธรุ กจิ

การเขียนโปรแกรมประยุกตใ ชง านมกั จะเนนการใชง านท่วั ไป แตอ าจจะนำมาประยุกตโ ดยตรงกับงาน
ทางธรุ กจิ ไดเฉพาะงานบางประเภทเทา นนั้ เชน การคำนวณการขายสินคา ในหางสรรพสินคามกี ารออก
ใบเสรจ็ รบั เงิน การจดั ทำรายงานขอมูลสินคาคงคลัง การเก็บขอมูลพนักงาน ดงั นัน้ จงึ ตองมีการพฒั นา
โปรแกรมท่ใี ชง านเฉพาะสำหรับงานแตล ะประเภทใหต รงกับความตองการของผใู ชแตละสว นงาน

3. ตัวอยางการเขียนโปรแกรมเพือ่ ประยุกตในงานธุรกิจ

ตวั อยา งท่ี 7.1 การคำนวณภาษีเบือ้ งตน

จงเขียนโปรแกรมเพ่ือคำนวณภาษีเงนิ ไดสว นบุคคลโดยมีขั้นตอนการคำนวณอัตราภาษเี งินไดบุคคลธรรมดา

เมอ่ื ไดย อดเงนิ สิทธิแลวนำไปคำนวณภาษตี ามอัตราภาษีดงั นี้

รายไดสิทธิ จำนวนเงิน อตั ราภาษี จำนวนเงินภาษี

แบบเกา แบบใหม แบบเกา แบบใหม ลดลง

0-150,000 150,000 ยกเวน ยกเวน 0 0 0

150,001-300,000 150,000 10% 5% 15,000 7,500 7,500

300,001-500,000 200,000 10% 10% 20,000 20,000 0

500,001-750,000 250,000 20% 15% 50,000 37,500 12,500

750,001-1,000,000 250,000 20% 20% 50,000 50,000 0

1,000,001-2,000,000 1,000,000 30% 25% 300,000 250,000 50,000

2,000,001-4,000,000 2,000,000 30% 30% 600,000 600,000 0

มากกวา 4,000,000 - 37% 35% ลดลงตามเงินไดส ุทธิ

1. ส่ิงท่ีโจทยตองการ การคำนวณภาษีเงินไดส วนบุคคล
2. รูปแบบผลลพั ธ

โปรแกรมการคำนวณภาษเี งนิ ไดบุคคลธรรมดา
**********************************************************
เงินไดสทุ ธิ : …………………………………………………………………....
**********************************************************
จำนวนเงินภาษที ต่ี องจา ย : ………………………………………………..

3. ขอ มลู นำเขา เงนิ ไดส ุทธิ อตั ราภาษี
4. ตวั แปรทีใ่ ช income แทนคา เงินไดส ุทธิ

tax แทนคา ภาษี
5. ผังงาน

6. ตวั โปรแกรม

#include <stdio.h>
#include <conio.h>
main()
{
int income;

printf(“Enter your income: ”);
scanf(“%d”,&income);
if(income>4000000)
{

printf(“You have to pay tax : %d”,income*35/100);
}
else if(income>2000001&&income<=4000000)
{

printf(“You have to pay tax : %d”,income*30/100);
}
else if(income>1000001&&income<=2000000)
{

printf(“You have to pay tax : %d”,income*25/100);
}
else if(income>750001&&income<=1000000)
{

printf(“You have to pay tax : %d”,income*20/100);
}
else if(income>500001&&income<=750000)
{

printf(“You have to pay tax : %d”,income*15/100);
}
else if(income>300001&&income<=500000)
{


Click to View FlipBook Version