28
เมอื่ กดป่มุ “Hello” แสดงกล่องข้อความทม่ี คี าว่า “Hello” ปรากฏขึน้ มา และเมื่อกดปุ่ม “Goodbye”
ก็ทาการปดิ โปรแกรม โดยให้ปิดโปรแกรมด้วยคาสงั่ Close()
1. ปิดโปรแกรม Visual Studio ขนึ้ มา แล้วไปท่ี File Menu
2. ไปที่ File>New>Projects>Visual Basic>Windows Classic Desktop>Windows Form App
เพอ่ื สรา้ งแอปพลเิ คชนั ที่ทางานบนระบบปฏบิ ตั ิการ Windows ซ่ึงจะมีส่วนประกอบของโปรแกรม
ต่างๆ สาหรับโปรแกรมที่จะทางานบนระบบปฏิบัติการ Windows ให้เราโดยอัตโนมัติ
3. ทีช่ ่อง Name ใหต้ ง้ั ช่ือโปรเจ็กต์วา่ “Hello” ทช่ี อ่ ง Location กาหนดตาแหนง่ ในการจัดเก็บไฟลโ์ ปร
เจก็ ตซง่ึ ในตัวอย่างนี้เราจะเก็บไวในโฟลเดอร์พ้ืนฐาน ไม่เปลย่ี นแปลงตาแหน่งใดๆ และในสว่ นของ
Solution name โปรแกรมจะเปลยี่ นช่ือใหเ้ ป็น “Hello” โดยอตั โนมัติ
4. เม่ือคลิก OK แล้ว โปรแกรม Visual Studio จะทาการสรา้ งองค์ประกอบของ GUI และเครื่องมือ
ต่างๆ ในการเขียนโปรแกรมทันที เร่มิ ต้นจะมีการสร้างออบเจ็กต์ Form ว่างๆ ขึ้นมา
5. คลิกเลือก Form 1 ทหี่ น้า ต้า ง Properties ในสว่ นของ Text จะเปลย่ี นจาก “Form 1” เปน็
“HelloForm”
6. คลกิ ไปที่แท็บ Toolbox เพื่อเปดิ เครื่องมอื นี้เพ่ือเพ่ิมปุ่มคาสง่ั (Button) ลงไปในออบเจ็กต์ Form
7. คลิกที่ Pin ( ) บนหน้าต่าง Toolbox เพือ่ กาหนดใหเ้ ปดิ หน้าตา่ งนี้ตลอด
8. ท่ี All Windows Forms บรรทัด Button ใหค้ ลกิ เมาส์ค้างไว้ แลว้ เล่ือนตาแหน่งเมาสม์ าอยบู่ นฟอร์ม
แล้วปล่อยเมาส์ในตาแหน่งทต่ี ้องการ ปุ่มคาส่ัง “Button1” ก็จะปรากฏข้ึนมา แล้วไปท่ีหนา้ ต่าง
Properties ไปในส่วนของ Text เพ่ือเปลีย่ นข้อความจาก “Button1” เปน็ “Hello” ตัวอักษรท่ีอยู่
บนปมุ่ คาสง่ั กจ็ ะ แสดงคาว่า “Hello”
9. ดบั เบล้ิ คลกิ ลงไปทป่ี มุ่ คาสง่ั “Hello” โปรแกรมจะเปดิ หน้าต่างสาหรบั การเขียนโค้ดโปรแกรมให้กับ
ปมุ่ ซึ่งจะมีกาหนดให้มีการทาตามคาสง่ั ชุดนี้เม่ือคลิกที่ปุ่มโดยอตั โนมตั ิ ซ่งึ ในคาส่งั ชดุ นีเ้ ป็นคาสง่ั ให้มี
การเปิดกล่องข้อความขึ้นมา (เราเรยี กการเขียนโปรแกรม้ทีกาหนดการทา ทเ่ี ปน็ เง่ือนไขแลว้ ทาตาม
แบบนว้ี ่า Event Driven Programming)
10. เมอ่ื แท็บ Form1.vb หรอื หน้าต่าง Code Editor ปรากฏขึน้ มาทบ่ี รรทัดท่ี 3 ให้เพม่ิ ชุดคาส่งั ตามนี้
MessageBox.Show(“Welcome to Visual Studio 2017”) แลว้ คลิกป่มุ Start เพอ่ื ทาสอบ
โปรแกรม (คาส่งั ใหแ้ สดง MessageBox พร้อมข้อความ “Welcome to Visual Studio 2017”)
11. เพ่ิมปุ่ม อีก 1 ปุ่ม โดยให้แสดงข้อความที่ปุ่มวา่ “Goodbye” แล้วกาหนดโค้ดทป่ี ุ่มนี้ โดยกาหนด
คาส่ังเมื่อคลกิ แลว้ ใหท้ าการปดิ โดยเพ่มิ คาสง่ั close() ตามตัวอย่างโคด้ น้ี
Private Sub Button2_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles Button2.Click
Close()
End Sub
29
แผนจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 4
วิชาการเขียนโปรแกรมภาษาไพธอนเบื้องต้น รหัสวิชา 20901-2205
ระดบั ชั้น ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี (ปวช.) พทุ ธศกั ราช 2562
ชือ่ หน่วย การออกแบบหนา้ จอของโปรแกรม
สัปดาห์ที่ 4 จานวน 3 ชัว่ โมง
1. สาระสาคญั
การส่ือสารกบั ยสู เซอร์ (User) ทง้ั ในดา้ นการรับข้อมูล และการแสดงผลนน้ั เปน็ สิง่ สาคญั หาก
สอ่ื สารกับยูสเซอรไ์ ดไ้ มช่ ัดเจน ยสู เซอรอ์ าจจะรบั ขอ้ มูลผิดพลาด หรอื หากแสดงผลออกมาให้เข้าใจ
ยาก โปรแกรมหรอื แอปพลเิ คชันนน้ั อาจจะไมส่ ามารถนาไปใชจ้ รงิ ได้
ดงั นนั้ การออกแบบการติดตอ่ กบั ยสู เซอรโ์ ดยใชภ้ าพสัญลักษณ์ (Graphic User Interface) จึง
เป็นเร่ืองสาคัญ ซึ่งในบทน้เี ราจะศึกษาการสรา้ ง GUI โดยการใช้โปรแกรม Visual Studio ในการ
ออกแบบหน้าจอโปรแกรม ก่อนจะนาไปเขียนโค้ดโปรแกรมในขนั้ ตอนต่อไป
2. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. สามารถออกแบบหน้าจอของโปรแกรมไดม้ ปี ระสิทธภิ าพ
2. สามารถใช้คอนโทรลต่างๆ ประกอบรวมกันบนฟอรม์ ไดต้ รงกับหนา้ จอที่ออกแบบ
3. รจู้ ักคอนโทรล และการปรบั แตง่ คณุ สมบัติของคอนโทรล
4. สามารถใช้เครื่องมอื ช่วยในการจัดวางองค์ประกอบของหน้าจอได้
30
3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
กจิ กรรมครู กิจกรรมนกั เรียน
ขั้นนาเข้าสูบ่ ทเรยี น(สปั ดาห์ละ 30 นาท)ี
1. ตรวจสอบรายชือ่ นกั ศึกษาที่เขา้ เรียน 1. ให้ความรว่ มมอื กับครูในการตรวจสอบ
2. ใหน้ ักศึกษาค้นคว้า การออกแบบหน้าจอ 2. ค้นควา้ การออกแบบหน้าจอโปรแกรม
3. ร่วมสนทนาเกี่ยวกับเรื่อง การออกแบบ 3. ร่วมสนทนาและแสดงความคดิ เห็น
หนา้ จอโปรแกรม
ข้ันดาเนินการสอน(สปั ดาห์ละ180 นาที)
1. บอกจุดประสงคก์ ารเรยี น 1. ฟัง ทาความเขา้ ใจและซกั ถาม
2. บรรยาย อธิบาย ยกตัวอย่าง แสดงวิธีการ 2. ฟัง ทาความเข้าใจและปฎบิ ตั ิตาม
ปฎิบัติในแต่ ละหัวข้อการเรืยนและให้นักศึกษา 3. ผเู้ รียนซกั ถามขอ้ สงสยั และจดบนั ทึก
ปฎบิ ตั ไิ ปพรอ้ มกัน 4. รับการประเมิน
3. ครบู อกวิธีการ และแนวคดิ ในการปฏบิ ัตทิ ่ี
ถกู ต้องให้แกผ่ เู้ รียน
4. ประเมินพฤติกรรมรายบุคคลโดยครูจะซกั ถาม
ในแต่ละคน
ขน้ั สรปุ (สัปดาหล์ ะ 30 นาท)ี 1. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรุปสาระสาคัญ
1. ครแู ละนักเรียนร่วมกนั สรุปสาระสาคญั 2. นกั เรยี นสอบถามข้อสงสยั
2. เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นซกั ถามขอ้ สงสัย 3. ฟงั และจดบนั ทกึ
3. มอบหมายให้ไปหัดทาและศึกษาเพ่ิมเตมิ 4. ทาแบบทดสอบท้ายบท
4. ทาแบบทดสอบ
31
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
ก่อนเรยี น
1. คน้ คว้า การออกแบบหนา้ จอโปรแกรม
ขณะเรยี น
1. จดบนั ทกึ การเรียน
2. สนใจการปฏิบตั ติ ามและกล้าในการแสดงความคดิ เหน็ และตอบคาถาม
3. ทาแบบฝึกหดั
4. ผเู้ รียนสรปุ ความรทู้ ่ไี ด้จากการเรียนการการสอน
5. ผ้เู รียนหาแนวทางและเทคนิค ด้วยความรู้ความเข้าใจของตนเองพร้อมจด บันทึกเป็นลาดับขัน้ ตอน
ท่ีจะทาใหต้ นเองไมล่ มื สาระการเรียนรู้
6. ผู้เรยี นซักถามเม่ือไม่เขา้ ใจหรือสงสยั เนือ้ หาการเรยี นรู้
5. ส่ือการเรยี นการสอน
1. หนงั สอื เรียน วิชา การเขยี นโปรแกรมโดยใช้เครื่องมือกราฟิกโหมด
2. ใบความรู้ประจาหนว่ ย
3. ใบงานและแบบฝกึ หัด
4. เครือ่ งไมโครคอมพวิ เตอร์
5. แผน่ ใสและเครอื่ งฉายภาพขา้ มศีรษะ
6. ซีดีสื่อการสอน
6. วัดผลประเมินผล
1. ผู้เรียนปฏิบตั ภิ าระงานที่มอบหมายเสร็จทันเวลาทกี่ าหนด
2. ตอบคาถามและทาใบงานและแบบฝกึ หัดได้ถกู ต้อง
3. ความสะอาดเรียบรอ้ ยของใบงานและแบบฝึกหัด
4. สนใจกระตือรอื รน้ ในการเรียนรู้ ตอบคาถาม สรุปสาระการเรยี นรู้ และกลา้ แสดงความคดิ เห็น
7. กจิ กรรมเสนอแนะ
1. ผู้เรียนต้องทบทวนบทเรียนท้ังก่อนเรยี นและหลงั เรียนอยู่อยา่ งสม่าเสมอ
2. ผเู้ รยี นหมน่ั เขา้ ชัน้ เรียนเพอื่ รับฟังเทคนคิ วิธี และแนวทางที่ดกี ับครูสอนอย่างต้ังใจ
3. ผู้เรยี นสนใจทาใบงาน แบบฝึกหัด และขยันปรับปรุงแก้ไขใบงานและแบบฝึกหัดให้ถูกต้องทุกคร้ัง
ทท่ี าผิด
32
เกณฑ์การประเมนิ ผล
วัดผลสัมฤทธิ์จากแบบประเมินผลการเรยี นรู้
ร้อยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรียนดมี าก
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรียนดี
รอ้ ยละ 60-69 หมายถึง ผลการเรียนปานกลาง
ร้อยละ 50-59 หมายถงึ ผลการเรยี นผ่านเกณฑ์
ต่ากว่าร้อยละ 50 หมายถงึ ผลการเรยี นไมผ่ ่านเกณฑ์
แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคล
8-10 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมดี
5-7 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมพอใช้
ต่ากวา่ 5 คะแนน หมายถึง มพี ฤตกิ รรมท่ตี ้องปรบั ปรุง
แบบและเกณฑ์ประเมนิ พฤติกรรมรายบคุ คล
คาช้ีแจง ใหผ้ ู้ประเมินขีดเคร่ืองหมายถกู ในชอ่ งพฤตกิ รรมที่คาดหวังให้เกิดกับนกั เรียน
เกณฑก์ ารตดั สนิ หมายถึง มพี ฤติกรรมในระดบั แบบสมา่ เสมอ
2 คะแนน หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมในระดบั ผ่านเกณฑ์
1 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดับไม่ผา่ นเกณฑ์
0 คะแนน
เกณฑก์ ารประเมิน หมายถงึ มีพฤตกิ รรมดี
8 - 10 คะแนน หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมพอใช้
5 - 7 คะแนน หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมท่ีต้องปรับปรงุ
ตา่ กว่า 5 คะแนน
33
พฤตกิ รรมของนักเรียน
เลข ชอ่ื – สกลุ ความมี ความ มนษุ ย์ ขยันหม่ัน ความ
ที่ ผู้รับการ วินยั รบั ผดิ ชอบ สมั พันธ์ เพียร รอบคอบ รวม
ประเมนิ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
ผ้ปู ระเมิน…………………………………………
( นางสวุ มิ ล อักษรกลาง)
34
สปั ดาหท์ .่ี ..........
บนั ทึกหลงั การสอน
รหัสวิชา..............................วชิ า.............................................................ระดับ................. ชนั้ ปีท่ี...........แผนก
วิชา.......................................................จานวนนกั เรียน......................คน มาเรยี น..................คน
ขาดเรยี น........คน มาสาย.........คน ลา.............คน สอนเมื่อวันที.่ .........เดือน......................พ.ศ.............
หนว่ ยท.่ี ..................... ชื่อหนว่ ย.......................................................................จานวน.................ชวั่ โมง
เนอ้ื หาวตั ถุประสงคแ์ ละส่ือการสอน
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................. .................................
.................................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................... ...........................................
....................................................................................... .......................................................................................
ปญั หาท่เี กิดขึน้ ในระหว่างการเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................................... .......
............................................................................................................................ ..................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................. .................
................................................................................................................. .............................................................
แนวทางการแก้ไขปญั หาของครูผสู้ อน และผลทไ่ี ด้
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
........................................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
ลงชอ่ื ............................................ครผู ้สู อน ลงชื่อ.........................................หัวหน้าแผนก
(นางสุวมิ ล อักษรกลาง) (นางสุกัญญา ดนัยสวสั ด์)ิ
วันที่........................................ วันท่ี............................................
35
เฉลยแบบฝึกหัด หนว่ ยที่ 4
ตอนท่ี 1 จงทาเครอื่ งหมายวงกลม ในหัวข้อท่ีถูกต้องท่สี ุดเพียงข้อเดยี ว
1. หากเราต้องการกาหนดคุณสมบตั ขิ องตวั อักษรของทุกออบเจ็กต์ท่ีอยบู่ นฟอรม์ ให้มีลกั ษณะเหมือน
กันทั้งหมด เราจะทาการปรับแตง่ ท่ีออบเจ็กตใ์ ดง่ายทสี่ ุด
ตอบ ปรบั ท่ีออบเจ็กต์ฟอร์ม แลว้ ทุกออบเจ็กต์ทวี่ างบนฟอร์มนน้ั ขนาด และชนดิ ตวั อกั ษรจะถูก
กาหนดใหเ้ หมือนฟอรม์ โดยอัตโนมตั ิ
2. เม่ือเราปรับแต่งคณุ สมบตั ิของฟอร์ม ในสว่ นของ StartPosition ให้มคี า่ เป็น CenterScreen จะให้
ผลเป็นอย่างไร
ตอบ เมื่อเปิดโปรแกรมนีข้ ้นึ มาทางาน โปรแกรมจะอยู่ทกี่ ลางหนา้ จอคอมพวิ เตอร์ทุกคร้ัง
3. หากฟอร์มของเรามีขนาด(Size) เท่ากับ 300,400 พิกเซลแลว้ เราตอ้ งการกาหนดให้ฟอร์มนสี้ ามารถ
ขยาย หรือยอ่ ได้อกี 10% เราจะกาหนด MaximumSize และ MinimumSiz ใหม้ ีขนาด Width และ
Height เทา่ ไหร่ และหากไมต่ ้องการใหข้ ยายหรือย่อได้เลย ใหม้ ขี นาดคงท่ีจะต้องทาอยา่ งไร
ตอบ คลกิ ไปท่ีฟอร์มทต่ี ้องการกาหนดขนาดสงู สุดของฟอร์ม โดยไปทหี่ น้าตา่ ง Properties แล้วไป
ท่ี Layout>MaximumSize>330,440 และไปที่ Layout>MinimumSize>364, 273 เพอื่ กาหนดขนาด
เลก็ สุดของฟอรม์
4. ช่ือของออบเจ็กต์สาคัญอย่างไร ซ้ากันไดห้ รือไม่
ตอบ ไมส่ ามารถซ้ากันได้ เพราะเมื่อเขียนโค้ดโปรแกรมเพอื่ ทางานกบั ออบเจ็กต์ใดๆ จะอ้างอิงผา่ น
ช่ือออบเจก็ ต์เสมอ
5. ใหต้ ั้งชอ่ื คอนโทรลท่ีมกี ารใชง้ านตามวตั ถปุ ระสงค์เหลา่ น้ี ให้จดจาและเขา้ ใจง่ายมากที่สดุ
5.1 ป่มุ คาสง่ั ปิดโปรแกรม
ตอบ butColse
5.2 ปมุ่ คาสง่ั ตกลง(เพอื่ รับข้อมูล)
ตอบ butOK, btRecieve
5.3 กลอ่ งข้อความ(TextBox) แสดงชือ่ เลน่
ตอบ txtNickName, txtNname
36
5.4 กล่องข้อความแสดง(TextBox) แสดงอายุ
ตอบ txtAge
5.6 ComboBox แสดงรายการเลอื กข้อมูลจังหวัด
ตอบ cboProvince
6. หากเราต้องการพิมพ์ขอ้ ความ หรือแสดงข้อมลู ประมาณ 5-10 บรรทัด เราควรเลอื กใชค้ อนโทรล
ใด และมีการปรบั แตง่ คณุ สมบัตอิ ยา่ งไร
ตอบ ใชค้ อนโทรล Textbox โดยกาหลดให้แสดงข้อมลู แบบหลายบรรทดั โดยปรับแต่ง Properties
ได้ท่ี Behavior>Multiline>True
7. การใชง้ านในค่าพน้ื ฐาน CheckBox และ RadioBox ตา่ งกันอย่างไร
ตอบ ในการใช้งานพน้ื ฐาน RadioBox จะเลือดคาตอบได้คาตอบเดยี ว แต่ CheckBox จะสามาระ
เลือกหลายๆ คาตอบได้
8. ใหอ้ ธบิ ายความหมาย “InputScope” ซงึ่ เปน็ คณุ สมบัติ(Properties) ของปุ่มคาสั่ง(Button) โดย
ใหห้ าผ่านเวบ็ ไซต์ MSDN หรือทาการทดสอบเองใน Visual Studio หรอื แหล่งอน่ื ๆ ทเ่ี ช่ือถือได้
ตอบ วันถปุ ระสงคข์ องคาถามนีค้ ือการคน้ หาข้อมลู ดว้ ยตนเอง โดย นิยามการใชง้ านของ InputScope
ในคาถามน้คี ือ “Gets or sets the context for input used by this FrameworkElement. (Inherited
from FrameworkElement.)” คือการกาหนดปุ่มใหร้ ับคา่ หรือกาหนดค่าข้อมลู หรอื เน้ือหาที่อย่ใู น
FrameworkElement
9. ให้อธิบายความหมาย “ForeColor” ซึ่งเปน็ คุณสมบัติ(Properties) ของรายการตวั เลอื กแบบ ListBox
โดยใหห้ าผา่ นเว็บไซต์ MSDN หรือทาการทดสอบเองใน Visual Studio หรือแหลง่ อนื่ ๆ ทเี่ ชอ่ื ถือ
ได้
ตอบ การกาหนดสที ่ีปรกฏ (Foreground Color) ในสว่ นนน้ั ๆ ซึ่งใน ListBox จะเปน็ การกาหนดสี
ของตวั อักษรในรายการเลือก
10. เราสามารถนาภาพมาแสดงบนฟอรม์ ด้วยคอนโทรล PictureBox ผ่านคณุ สมบตั ิใด(Properties)
ตอบ ทีห่ นา้ ตา่ ง Properties Appearance>Image แลว้ เลือกภาพที่ต้องการ
37
แผนจัดการเรียนรู้ หนว่ ยท่ี 5
วิชาการเขียนโปรแกรมภาษาไพธอนเบ้ืองตน้ รหัสวิชา 20901-2205
ระดับชน้ั ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ (ปวช.) พุทธศกั ราช 2562
ชื่อหน่วย หลักการเขียนโปรแกรมด้วย python
สปั ดาห์ที่ 5-6 จานวน 6 ชั่วโมง
1.สาระสาคญั
เมื่อเราสามารถออกแบบหน้าจอบน python ได้แล้ว ขัน้ ตอนต่อมาก็คือการเขียนโค้ด
โปรแกรม ซึ่งในหนังสอื เลม่ นเ้ี ราจะทาการเขียนโคด้ โปรแกรมดว้ ยภาษาเบสิก หรอื python
โดยในบทน้ีจะเป็นพ้ืนฐานสาคัญของการเขียนโปรแกรม ถ้าผู้อ่านมีทักษะในการเขียนโปรแกรมมา
ก่อนแล้วก็จะได้ทบทวน หรือหากไม่มีทักษะการเขียนโปรแกรมมาก่อนก็สามารถอ่านและทาตามตัวอย่างใน
หนังสือเลม่ น้ี กจ็ ะสามารถทาใหเ้ ข้าใจหลกั การเขียนโปรแกรมจนสามารถเขยี นโปรแกรมประยกุ ต์ใชง้ านไดจ้ ริง
2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. รจู้ กั เคร่ืองมือเขยี นโค้ดโปรแกรม python ได้
2. เข้าใจการเขยี นโปรแกรมแบบ Event Driven Programming
3. เข้าใจการใช้งานตวั แปรเพอ่ื จดั เก็บข้อมลู ชนดิ ตา่ งๆ และค่าคงท่ี
4. เขา้ ใจการใช้งานข้อมูลชนดิ ต่างๆ
5. เขา้ ใจการใชง้ านตวั ดาเนินการทางคณิตศาสตร์
6. เข้าใจการใชง้ านตัวดาเนนิ การทางตรรกะ และตัวดาเนินการเปรียบเทยี บ
7. เขา้ ใจการใชง้ านตวั ดาเนินการข้อมูลชนดิ สตรงิ
8. สามารถเขียนโคด้ โปรแกรมไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงคท์ ี่กาหนดได้
38
3. กิจกรรมการเรยี นการสอน
กิจกรรมครู กจิ กรรมนกั เรียน
ขนั้ นาเข้าสูบ่ ทเรยี น(สปั ดาห์ละ30 นาท)ี
1. ตรวจสอบรายชอ่ื นักศกึ ษาทเี่ ข้าเรียน 1. ให้ความรว่ มมือกบั ครใู นการตรวจสอบ
2. ให้นักศึกษาค้นคว้า การเขียนโปรแกรมด้วย 2. คน้ ควา้ การเขียนโปรแกรมดว้ ย python
python 3. ร่วมสนทนาและแสดงความคดิ เห็น
3. ร่วมสนทนาเกี่ยวกับเรื่อง การเขียนโปรแกรม
ดว้ ย python
ข้ันดาเนินการสอน(สปั ดาหล์ ะ180 นาที)
1. บอกจุดประสงค์การเรยี น 1. ฟัง ทาความเข้าใจและซกั ถาม
2. บรรยาย อธิบาย ยกตัวอย่าง แสดงวิธีการ 2. ฟงั ทาความเขา้ ใจและปฎบิ ตั ติ าม
ปฎิบัติในแต่ ละหัวข้อการเรืยนและให้นักศึกษา 3. ผ้เู รยี นซักถามขอ้ สงสัยและจดบันทึก
ปฎิบตั ิไปพรอ้ มกัน 4. รบั การประเมนิ
3. ครูบอกวิธีการ และแนวคิดในการปฏบิ ตั ทิ ่ี
ถกู ต้องใหแ้ กผ่ เู้ รยี น
4. ประเมนิ พฤตกิ รรมรายบคุ คลโดยครจู ะซักถาม
ในแตล่ ะคน
ขนั้ สรุป(สปั ดาห์ละ 30 นาท)ี 1. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปสาระสาคัญ
1. ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรปุ สาระสาคัญ 2. นกั เรียนสอบถามข้อสงสยั
2. เปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นซกั ถามข้อสงสยั 3. ฟงั และจดบันทกึ
3. มอบหมายใหไ้ ปหัดทาและศกึ ษาเพิ่มเติม 4. ทาแบบทดสอบท้ายบท
4. ทาแบบทดสอบ
39
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
กอ่ นเรยี น
1. คน้ คว้า การเขียนโปรแกรมด้วย python
ขณะเรียน
1. จดบนั ทกึ การเรียน
2. สนใจการปฏบิ ตั ติ ามและกล้าในการแสดงความคิดเหน็ และตอบคาถาม
3. ทาแบบฝกึ หดั
4. ผเู้ รยี นสรุปความรู้ทไ่ี ด้จากการเรยี นการการสอน
5. ผเู้ รียนหาแนวทางและเทคนิค ด้วยความรู้ความเขา้ ใจของตนเองพรอ้ มจด บันทึกเปน็ ลาดับขนั้ ตอน
ท่จี ะทาใหต้ นเองไม่ลมื สาระการเรียนรู้
6. ผู้เรียนซักถามเมือ่ ไม่เขา้ ใจหรือสงสยั เนอื้ หาการเรยี นรู้
6. สอ่ื การเรียนการสอน
1. หนังสือเรยี น วิชา การเขียนโปรแกรมโดยใชเ้ ครื่องมือกราฟิกโหมด
2. ใบความรู้ประจาหนว่ ย
3. ใบงานและแบบฝึกหัด
4. เคร่ืองไมโครคอมพวิ เตอร์
5. แผ่นใสและเคร่ืองฉายภาพข้ามศรี ษะ
6. ซีดสี ่ือการสอน
7. วดั ผลประเมนิ ผล
1. ผู้เรยี นปฏิบตั ภิ าระงานทม่ี อบหมายเสรจ็ ทันเวลาทก่ี าหนด
2. ตอบคาถามและทาใบงานและแบบฝกึ หดั ได้ถูกต้อง
3. ความสะอาดเรียบร้อยของใบงานและแบบฝกึ หดั
4. กระตอื รอื ร้นในการเรยี นรู้ ตอบคาถาม สรุปบทเรียน และกลา้ แสดงความคิดเหน็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
1. ผ้เู รียนตอ้ งทบทวนบทเรียนท้ังกอ่ นเรยี นและหลังเรียนอยู่อย่างสม่าเสมอ
2. ผู้เรยี นหม่นั เข้าช้นั เรยี นเพือ่ รับฟงั เทคนคิ วิธี และแนวทางท่ดี ีกับครสู อนอย่างตั้งใจ
3. ผู้เรยี นสนใจทาใบงาน แบบฝกึ หดั และแกไ้ ขใหถ้ กู ต้องทกุ คร้ังทีท่ าผิด
4. กลา้ ท่จี ะถามทกุ ครง้ั ทีเ่ กิดความสงสัยและไม่เข้าใจหรือตามบทเรียนไมท่ ัน
40
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสัมฤทธิ์จากแบบประเมินผลการเรยี นรู้
ร้อยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรียนดีมาก
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรียนดี
รอ้ ยละ 60-69 หมายถึง ผลการเรยี นปานกลาง
ร้อยละ 50-59 หมายถึง ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์
ต่ากว่าร้อยละ 50 หมายถงึ ผลการเรยี นไม่ผ่านเกณฑ์
แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคล
8-10 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมดี
5-7 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมพอใช้
ต่ากวา่ 5 คะแนน หมายถึง มพี ฤตกิ รรมทีต่ ้องปรบั ปรุง
แบบและเกณฑ์ประเมนิ พฤติกรรมรายบคุ คล
คาช้ีแจง ใหผ้ ู้ประเมินขีดเครื่องหมายถกู ในชอ่ งพฤติกรรมที่คาดหวังให้เกิดกบั นกั เรียน
เกณฑก์ ารตดั สนิ หมายถึง มีพฤติกรรมในระดับแบบสม่าเสมอ
2 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดบั ผ่านเกณฑ์
1 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดบั ไม่ผ่านเกณฑ์
0 คะแนน
เกณฑก์ ารประเมิน หมายถึง มีพฤตกิ รรมดี
8 - 10 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมพอใช้
5 - 7 คะแนน หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมทีต่ อ้ งปรบั ปรงุ
ตา่ กว่า 5 คะแนน
41
พฤตกิ รรมของนักเรียน
เลข ชอ่ื – สกลุ ความมี ความ มนษุ ย์ ขยันหม่ัน ความ
ที่ ผู้รับการ วินยั รบั ผดิ ชอบ สมั พันธ์ เพียร รอบคอบ รวม
ประเมนิ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
ผ้ปู ระเมิน…………………………………………
( นางสวุ มิ ล อักษรกลาง)
42
สัปดาหท์ ี่...........
บันทกึ หลงั การสอน
รหสั วชิ า..............................วชิ า.............................................................ระดับ................. ช้นั ปที ่ี...........แผนก
วชิ า.......................................................จานวนนกั เรียน......................คน มาเรียน..................คน
ขาดเรยี น........คน มาสาย.........คน ลา.............คน สอนเมื่อวนั ท.่ี .........เดือน......................พ.ศ.............
หนว่ ยที.่ ..................... ชอื่ หนว่ ย.......................................................................จานวน.................ชว่ั โมง
เน้ือหาวัตถปุ ระสงค์และส่ือการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หาท่ีเกิดข้ึนในระหวา่ งการเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................................... .......
............................................................................................................................ ..................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................. .................
................................................................................................................. .............................................................
แนวทางการแกไ้ ขปัญหาของครูผสู้ อน และผลทไ่ี ด้
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
........................................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
ลงชอ่ื ............................................ครูผสู้ อน ลงช่อื .........................................หวั หนา้ แผนก
(นางสวุ ิมล อกั ษรกลาง) (นางสุกญั ญา ดนยั สวสั ดิ)์
วันท.่ี ....................................... วนั ท่ี............................................
43
เฉลยแบบฝึกหัด หน่วยท่ี 5
ตอนท่ี 1 จงทาเครอ่ื งหมายวงกลม ในหัวข้อท่ีถูกตอ้ งทส่ี ุดเพยี งข้อเดยี ว
1. จากโปรแกรมตวั อย่าง 5.3 ให้เพ่ิมแสดงผลเป็นหนว่ ยองศาเคลวินผา่ น TextBox
ขั้นตอนที่ 1 เพิม่ Textbox แสดงผลค่าอณุ หภมู ิองศาเคลวิน โดยกาหนดคณุ สมบตั ิตาม Textbox แสดงคา่
อณุ หภมู ิองศาฟาเรนไฮต์ ในโรปแกรมตวั อย่าง 5.3 ตัง้ ชอ่ื ออบเจ็กตน์ ี้วา่ “txtK”
ขนั้ ตอนที่ 2 เขยี นโคด้ ตามตัวอยา่ ง
Public Class frmC2FK
Private Sub butCal_TextChanged(sender As Object, e As EventArgs) Handles _
butCal.Click
Dim DeegreeC, DeegreeF, DeegreeK As Double
DeegreeC = Double.Parse(txtC.Text)
DeegreeF = (1.8 * DeegreeC) + 32
DeegreeK = DeegreeC + 273.15
txtF.Text = DeegreeF
txtK.Text = DeegreeK
End Sub
End Class
2. ให้เขยี นโปรแกรมเปลยี่ นการนบั จานวนวันให้เปน็ จานวนสัปดาห์
Public Class D2W
Private Sub butCal_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butCal.Click
Dim day1, week As Integer
day1 = Integer.Parse(txtDay1.Text)
week = day1 / 7
txtWeek.Text = week
txtDay2.Text = day1 Mod 7
End Sub
End Class
44
3. ให้เขยี นโปรแกรมคานวณเลข 2 จานวน โดยมลี กั ษณะโปรแกรมดงั นี้
ขน้ั ตอนที่ 1 การออกแบบหน้าจอ
- มีการรับตัวเลขจาก TextBox 2 จานวน
- มีปุ่มส่ังคานวณ 4 ปุ่มคอื บวก ลบ คณู หาร
- เมอ่ื คานวณเสร็จแล้วใหแ้ สดงผลบน TextBox
Public Class Form1
Dim N1, N2 As Double
Private Sub butPlus_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butPlus.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
txtAns.Text = N1 + N2
End Sub
Private Sub butMinus_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butMinus.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
45
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
txtAns.Text = N1 - N2
End Sub
Private Sub butMultiplied_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butMultiplied.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
txtAns.Text = N1 * N2
End Sub
Private Sub butDivided_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butDivided.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
txtAns.Text = N1 / N2
End Sub
End Class
ตอนที่ 2 ให้ทาเคร่อื งหมายวงกลม ในหัวข้อทถี่ ูกทส่ี ดุ เพียงข้อเดยี ว
1. เราต้องการสลบั จากหน้าต่างในการเขียนโคด้ โปรแกรมเป็นหน้าต่างในการออกแบบหนา้ จอด้วยคาส่งั ใด
ก. กดปุ่ม Shift+F7 ข. กดปุม่ F7
ค. ดับเบิล้ คลิกไปทอ่ี อบเจ็กต์ ง. ถูกทกุ ข้อ
2. ตวั แปร Age เปน็ ตัวแปรรับข้อมลู แบบตวั อักษร(String) ซึง่ รบั รับข้อมลู อายุ ข้อใดต่อไปน้ใี ห้ข้อมลู ผิด
ก. Age = “2”&”5”
ข. Age = “25”
ค. Dim Age As String = 25 ผิดเพราะควรใช้ชนดิ ข้อมูลแบบ Integer มากกว่า String
ง. Dim Age As String = “25”
3. ขอ้ ใดให้ขอ้ มลู ผิด
ก. Dim Number1 As Bouble = 2,147,483,648
ข. Dim Number1 As Bouble = -2,147,483,648
ค. Dim Number1 As Integer = 2,147,483,648
ง. Dim Number1 As Integer = -2,147
46
4. ข้อใดเลือกใช้ชนดิ ข้อมลู เหมาะสมสาหรบั การเกบ็ คา่ “อายุ” มากทส่ี ดุ
ก. Dim Number1 As Byte ข. Dim Number1 As Char
ค. Dim Number1 As Short ง. Dim Number1 As Integer
5. ขอ้ ใดไม่สามารถประกาศเป็นตัวแปรได้
ก. 1Num ข. Num1
ค. Num_1 ง. _Num1
6. ข้อใดคานวณแบบ VB.NET ผิด
ก. Dim Ans As Double
Ans = 7 + 3 * 7 / 2 - 1 ‘Ans มคี า่ เทา่ กบั 16
ข. Dim Ans As Integer
Ans = 7 + 3 * 7 / 2 - 1 ‘Ans มีคา่ เท่ากบั 16
ค. Dim Ans As Double
Ans = 2 Mod 2 + 2 * 2 - 3 / 2 ‘Ans มคี ่าเท่ากบั 2.5
ง. Dim Ans As Integer
Ans = 2 Mod 2 + 2 * 2 - 3 / 2 ‘Ans มคี ่าเท่ากบั 2
7. นิพจน์ขอ้ ใดใหผ้ ลลัพธผ์ ิด
ก. 23 > 14 And 11 > 8 ผลลัพธ์ คือ จริง ข. 23 > 67 Or 8 > 11 ผลลพั ธ์ คอื เท็จ
ค. 23 > 14 Xor 11 > 8 ผลลัพธ์ คอื เท็จ ง. 14 > 23 Xor 8 > 11 ผลลัพธ์ คือ จริง
8. นพิ จน์ข้อใดให้ผลลัพธ์ผดิ
ก. 13 > 4 AndAlSo 11 > 8 ผลลพั ธ์ คอื จรงิ ข. 22 > 37 Xor 10 > 11 ผลลพั ธ์ คือ เท็จ
ค. 23 > 14 OrElse 11 < 9 ผลลัพธ์ คอื จริง ง. Not (14 < 23 Xor 8 > 11) ผลลัพธ์ คือ จรงิ
9. ประโยคตอ่ ไปนีข้ ้อใดผิด
ก. ตัวเลขจาก TextBox สามารถนามาคานวณได้ หากมีการแปรงคา่ เปน็ ตวั เลข
ข. ตวั เลขจาก TextBox สามาถนามาเปรยี บเทียบคา่ มากกวา่ หรอื นอ้ ยกว่าได้
ค. ตัวเลขแบบ Integer เมดื่ าเนินการใดๆ จะเป็น Integer เสมอ
ง. ตวั เลขแบบ Double ดาเนินการใดๆ จะเป็น Double เสมอ
10. ประโยคต่อไปนี้ข้อใดผดิ
ก. Dim A, B, C As Integer
ข. สมการ y = ax3 + 7 เขียนเป็นโคด้ VB.NET ได้ y = a*(x*x*x) + 7
ค. เราสามารถแบง่ บรรได้ด้วยการพิมพ์ “_” คัน่ กลางระหว่างบรรทัด
ง. ผดิ ทุกข้อ
47
แผนจัดการเรียนรู้ หน่วยท่ี 6
วิชาการเขียนโปรแกรมภาษาไพธอนเบ้ืองต้น รหสั วิชา 20901-2205
ระดบั ช้ัน ประกาศนียบัตรวชิ าชพี (ปวช.) พทุ ธศกั ราช 2562
ชื่อหน่วย คาสั่งควบคุมการทางาน
สปั ดาห์ที่ 7-8 จานวน 6 ชว่ั โมง
1. สาระสาคัญ
การเขยี นโปรแกรมนั้นไม่ใชก่ ารเขียนโปรแกรมแลว้ ดาเนนิ ตามคาสัง่ ไปทลี ะบรรทดั แตจ่ ะ
เป็นการดาเนินการตามทศิ ทางของโปรแกรมท่ีถูกกาหนด บางคร้งั มีเง่ือนไขใหท้ าอย่างหนง่ึ ไม่
ทาอยางหนึง่ หรอื หากผลลัพธเ์ ปน็ แบบน้ี ให้ทาตามคาสั่งน้ี เป็นต้น
ในบทนี้เราจะเรยี นรูถ้ งึ คาสง่ั ที่ใช้ในการควบคุมการทางานของโปรแกรมด้วย python ซง่ึ
จะทาให้เราเขยี นโปรแกรมเชงิ ประยกุ ตไ์ ดห้ ลากหลายมากย่ิงขึน้
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. สามารถควบคมุ การทางานของโปรแกรมดว้ ย python ได้
2. สามารถสร้างการวนซา้ สาหรับโปรแกรมท่มี กี ารประมวลผลแบบเดยี วกันหรือคลา้ ยกันได้
3. สามารถประยุกต์เขียนโปรแกรมด้วยการใช้คาสั่งในการควบคุมทิศทางของโปรแกรมใน python ได้
ตรงกับวัตถปุ ระสงค์ของโปรแกรมตามกาหนด
4. เข้าใจการเขียนโปรแกรมแบบเลือกทาด้วย If-Then If-Then,If-Then-Else, If-Then-ElseIf และ
Nested If
5. เข้าใจการเขยี นโปรแกรมแบบเลือกทาแบบหลายตวั เลือกด้วย Select-Case
6. เข้าใจการเขียนโปรแกรมแบบวนซา้ ดว้ ย For-Next
7. เข้าใจการเขยี นโปรแกรมแบบวนซ้าด้วย While-Loop, Do-Loop, Do Until-Loop และ Do-Loop
Until
48
3. กิจกรรมการเรียนการสอน
กิจกรรมครู กิจกรรมนกั เรยี น
ขั้นนาเข้าสูบ่ ทเรยี น(สปั ดาหล์ ะ 30 นาท)ี
1. ตรวจสอบรายชือ่ นักศึกษาทเ่ี ข้าเรยี น 1. ใหค้ วามรว่ มมือกบั ครใู นการตรวจสอบ
2. ให้นักศึกษาค้นคว้า คาส่ังที่ใช้ควบคุมการ 2. ค้นคว้า คาสัง่ ที่ใช้ควบคมุ การทางาน
ทางาน 3. รว่ มสนทนาและแสดงความคิดเหน็
3. ร่วมสนทนาเก่ียวกับเรื่อง คาส่ังท่ีใช้ควบคุม
การทางาน
ขน้ั ดาเนนิ การสอน(สปั ดาห์ละ 180 นาท)ี
1. บอกจดุ ประสงคก์ ารเรยี น 1. ฟัง ทาความเข้าใจและซักถาม
2. บรรยาย อธิบาย ยกตัวอย่าง แสดงวิธีการ 2. ฟงั ทาความเขา้ ใจและปฎบิ ัตติ าม
ปฎิบัติในแต่ ละหัวข้อการเรืยนและให้นักศึกษา 3. ผเู้ รยี นซกั ถามข้อสงสยั และจดบนั ทกึ
ปฎิบตั ิไปพร้อมกัน 4. รบั การประเมิน
3. ครูบอกวิธีการ และแนวคิดในการปฏิบตั ิที่
ถกู ต้องใหแ้ ก่ผู้เรยี น
4. ประเมนิ พฤตกิ รรมรายบุคคลโดยครูจะซกั ถาม
ในแตล่ ะคน
ขน้ั สรปุ (สัปดาห์ละ 30 นาท)ี 1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรุปสาระสาคัญ
1. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันสรปุ สาระสาคญั 2. นกั เรียนสอบถามข้อสงสัย
2. เปดิ โอกาสให้นกั เรียนซักถามขอ้ สงสัย 3. ฟงั และจดบนั ทกึ
3. มอบหมายให้ไปหัดทาและศกึ ษาเพิ่มเตมิ 4. ทาแบบทดสอบท้ายบท
4. ทาแบบทดสอบ
49
5. กจิ กรรมการเรียนรู้
กอ่ นเรยี น
1. ค้นคว้า คาสั่งทีใ่ ช้ควบคมุ การทางาน
ขณะเรยี น
1. จดบันทึกการเรียน
2. สนใจการปฏิบตั ิตามและกล้าในการแสดงความคิดเหน็ และตอบคาถาม
3. ทาแบบฝกึ หดั
4. ผเู้ รยี นสรุปความรู้ที่ไดจ้ ากการเรยี นการการสอน
5. ผู้เรยี นหาแนวทางและเทคนคิ ด้วยความรูค้ วามเข้าใจของตนเองพร้อมจด บันทึกเปน็ ลาดับขนั้ ตอน
ท่จี ะทาให้ตนเองไม่ลืมสาระการเรียนรู้
6. ผเู้ รยี นซกั ถามเมอื่ ไม่เขา้ ใจหรอื สงสยั เนอื้ หาการเรยี นรู้
6. สอื่ การเรยี นการสอน
1. หนงั สอื เรียน วิชา การเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ ครื่องมือกราฟิกโหมด
2. ใบความรู้ประจาหนว่ ย
3. ใบงานและแบบฝกึ หดั
4. เคร่อื งไมโครคอมพวิ เตอร์
5. แผน่ ใสและเคร่อื งฉายภาพข้ามศรี ษะ
6. ซดี สี ื่อการสอน
7. วดั ผลประเมินผล
1. ผูเ้ รียนปฏิบตั ิภาระงานที่มอบหมายเสรจ็ ทนั เวลาทกี่ าหนด
2. ตอบคาถามและทาใบงานและแบบฝกึ หดั ได้ถูกต้อง
3. ความสะอาดเรียบร้อยของใบงานและแบบฝึกหดั
4. กระตอื รอื รน้ ในการเรียนรู้ ตอบคาถาม สรุปบทเรยี น และกลา้ แสดงความคิดเหน็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
1. ผเู้ รียนตอ้ งทบทวนบทเรยี นทง้ั ก่อนเรยี นและหลังเรียนอยู่อยา่ งสม่าเสมอ
2. ผู้เรยี นหม่ันเขา้ ช้นั เรียนเพ่ือรบั ฟงั เทคนคิ วิธี และแนวทางท่ีดีกบั ครสู อนอย่างตง้ั ใจ
3. ผเู้ รียนสนใจทาใบงาน แบบฝึกหดั และแกไ้ ขให้ถกู ตอ้ งทกุ ครั้งที่ทาผิด
4. กลา้ ที่จะถามทกุ คร้งั ทีเ่ กิดความสงสัยและไมเ่ ข้าใจหรือตามบทเรยี นไม่ทัน
50
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสมั ฤทธจิ์ ากแบบประเมินผลการเรยี นรู้
รอ้ ยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรยี นดีมาก
รอ้ ยละ 70-79 หมายถึง ผลการเรียนดี
รอ้ ยละ 60-69 หมายถึง ผลการเรียนปานกลาง
ร้อยละ 50-59 หมายถงึ ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์
ตา่ กวา่ ร้อยละ 50 หมายถึง ผลการเรยี นไมผ่ ่านเกณฑ์
แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคล
8-10 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมดี
5-7 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมพอใช้
ตา่ กวา่ 5 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมท่ตี ้องปรับปรุง
แบบและเกณฑป์ ระเมินพฤติกรรมรายบุคคล
คาชแ้ี จง ใหผ้ ปู้ ระเมนิ ขีดเครื่องหมายถกู ในชอ่ งพฤตกิ รรมท่ีคาดหวังให้เกิดกบั นกั เรียน
เกณฑก์ ารตัดสิน หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมในระดบั แบบสม่าเสมอ
2 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดับผา่ นเกณฑ์
1 คะแนน หมายถงึ มีพฤติกรรมในระดับไมผ่ า่ นเกณฑ์
0 คะแนน
เกณฑ์การประเมิน หมายถึง มพี ฤตกิ รรมดี
8 - 10 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมพอใช้
5 - 7 คะแนน หมายถงึ มีพฤติกรรมท่ีตอ้ งปรบั ปรงุ
ตา่ กวา่ 5 คะแนน
51
พฤตกิ รรมของนักเรียน
เลข ชอ่ื – สกลุ ความมี ความ มนษุ ย์ ขยันหม่ัน ความ
ที่ ผู้รับการ วินยั รบั ผดิ ชอบ สมั พันธ์ เพียร รอบคอบ รวม
ประเมนิ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
ผ้ปู ระเมิน…………………………………………
( นางสวุ มิ ล อักษรกลาง)
52
สัปดาหท์ ี.่ ..........
บันทึกหลงั การสอน
รหสั วชิ า..............................วชิ า.............................................................ระดับ................. ช้นั ปที ่.ี ..........แผนก
วชิ า.......................................................จานวนนักเรียน......................คน มาเรียน..................คน
ขาดเรยี น........คน มาสาย.........คน ลา.............คน สอนเมื่อวันท.่ี .........เดือน......................พ.ศ.............
หนว่ ยที.่ ..................... ช่ือหนว่ ย.......................................................................จานวน.................ชวั่ โมง
เน้ือหาวัตถปุ ระสงค์และส่ือการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หาท่ีเกิดข้ึนในระหว่างการเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................................... .......
............................................................................................................................ ..................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................. .................
................................................................................................................. .............................................................
แนวทางการแกไ้ ขปัญหาของครูผสู้ อน และผลทไ่ี ด้
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
........................................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
ลงชอ่ื ............................................ครูผสู้ อน ลงชอ่ื .........................................หวั หน้าแผนก
(นางสวุ ิมล อกั ษรกลาง) (นางสุกญั ญา ดนยั สวสั ด์ิ)
วันท.่ี ....................................... วนั ท่ี............................................
53
เฉลยแบบฝึกหัด หน่วยท่ี 6
ตอนที่ 1 ใหค้ าตอบคาถามดังตอ่ ไปนพ้ี อสงั เขป
1. เขียนโปรแกรมรบั ค่าตวั เลข 2 จานวน แลว้ สามารถเลือกการคานวณเป็น บวก, ลบ, คูณ หรือ หาร แลว้
แสดงผลลพั ธผ์ า่ นทาง TextBox
Public Class Form1
Dim N1, N2 As Double
Private Sub butPlus_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butPlus.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
txtAns.Text = N1 + N2
End Sub
Private Sub butMinus_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butMinus.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
txtAns.Text = N1 - N2
End Sub
Private Sub butMultiplied_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles
butMultiplied.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
54
txtAns.Text = N1 * N2
End Sub
Private Sub butDivided_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butDivided.Click
N1 = Double.Parse(txtN1.Text)
N2 = Double.Parse(txtN2.Text)
txtAns.Text = N1 / N2
End Sub
End Class
2. ให้เขียนโปรแกรมรวมการบวกของจานวนนบั้ ตั้งแต่ 1 จนถึง 500 แล้วแสดงผลรวมออกมาทางกล่อง
ข้อความ (MessageBox)
Public Class Form1
Private Sub butCal_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butCal.Click
Dim Sum As Integer
Sum = 0
For x = 1 To 500
Sum = Sum + x
Next
MessageBox.Show(“ผลรวมสะสม 1 ถึง 500 = “ & Sum)
End Sub
End Class
55
3. ให้เขียนโปรแกรมรวมการบวกของจานวนน้ับตัง้ แต่ x จนถึง y โดยสามารถรบั ค่า x และ y จากหน้าจอ
มาคานวณ แลว้ แสดงผลรวมออกมาทางกลอ่ งข้อความ (MessageBox)
Public Class Form1
Private Sub butCal_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butCal.Click
Dim Sum, N1, N2 As Integer
Sum = 0
N1 = Integer.Parse(txtN1.Text)
N2 = Integer.Parse(txtN2.Text)
For x = N1 To N2
Sum = Sum + x
Next
MessageBox.Show(“ผลรวมสะสม = “ & Sum)
End Sub
End Class
4. .ให้เขยี นโปรแกรมแสดง ตวั เลข 1-100 ผลทางคอนโทรล ListBox
ทาการเพิ่มรายการดว้ ยคาสั่ง ListBox1.Items.Add(ขอ้ มลู ทต่ี ้องการ)
โดย ListBox1 คือช่ือของออบเจ็กต์จากคอนโทรล ListBox .Items.Add() คือคาสั่งในการเพ่ิมข้อมูลลงไป
ใน ListBox
Public Class Form1
Private Sub butStart_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butStart.Click
For x = 1 To 100
ListBox1.Items.Add(x)
Next
End Sub
End Class
56
5. เขยี นโปรแกรมแสดงการนับตัวเลขใน ListBox ดังภาพตวั อยา่ ง
Public Class Form1
Private Sub butStart_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles butStart.Click
For x = 1 To 5
ListBox1.Items.Add(x)
For y = 1 To 5
Dim N As String
N = x & “.” & y
ListBox1.Items.Add(N)
Next
Next
End Sub
End Class
57
แผนจัดการเรียนรู้ หนว่ ยท่ี 7
วชิ าการเขียนโปรแกรมภาษาไพธอนเบื้องต้น รหัสวิชา 20901-2205
ระดับชนั้ ประกาศนียบัตรวชิ าชพี (ปวช.) พทุ ธศกั ราช 2562
ชือ่ หน่วย ภาษาและขนั้ ตอนการพัฒนาโปรแกรม
สปั ดาห์ที่ 9-10 จานวน 6 ช่ัวโมง
1. สาระสาคัญ
ในการจัดการข้อมูลจานวนมาก และข้อมูลมีลักษณะแบบเดียวกัน สามารถจัดเก็บแบบเป็นระบบ
หมวดหมทู่ ่ชี ดั เจนได้ การใช้งานตัวแปรแบบอารเ์ รยจ์ ะสามารถจดั การข้อมลู ลกั ษณะนี้ได้อยา่ งมี
ประสิทธิภาพ เช่น ขอ้ มลู นกั เรยี น นักศกึ ษา พนักงานบริษัท ท่จี านวนมากกวา่ 2,000 ขอ้ มูล ก็สามารถ
จดั การข้อมลู ได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ช่วยให้การเขียนโปรแกรมไมซ่ ับซอ้ น
ขอ้ มลู แบบสตรงิ ทใี่ ชจ้ ดั เก็บตวั อกั ษรหรอื ขอ้ ความน้ันมีพื้นฐานการจดั เก็บข้อมลู แบบอารเ์ รย์
ดงั นน้ั หากรจู้ กั ใช้งานข้อมลู แบบอารเ์ รยก์ จ็ ะสามารถจดั การข้อมลู แบบสตริงได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
มากขน้ึ
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. เขา้ ใจและสามารถใช้งานตัวแปรแบบอารเ์ รย์ได้
2. เข้าใจและสามารถใชต้ ัวแปรแบบอาร์เรยห์ ลายมติ ิได้
3. สามารถประยุกตใ์ ชต้ วั แปรแบบอารเ์ รยใ์ นการเขียนโปรแกรมได้
4. สามารถใชค้ ุณสมบัติ เมธอด หรือฟังก์ชันจดั การตวั แปรแบบอารเ์ รย์ได้
5. เขา้ ใจลักษณะการจัดเก็บข้อมูลแบบสตริงในมุ มองแบบอารเ์ รย์ได้
6. สามารถใช้ฟังก์ชนั หรอื เมธอดในการจัดการข้อมูลแบบสตรงิ ได้
58
3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
กจิ กรรมครู กจิ กรรมนักเรียน
ข้ันนาเขา้ สบู่ ทเรยี น(สปั ดาห์ละ 30 นาที)
1. ตรวจสอบรายช่อื นกั ศกึ ษาทีเ่ ข้าเรยี น 1. ใหค้ วามร่วมมือกบั ครใู นการตรวจสอบ
2. ให้นักศึกษาค้นคว้า ตัวแปรแบบอาเรย์และ 2. คน้ คว้า ตัวแปรแบบอาเรยแ์ ละสตริง
สตริง 3. รว่ มสนทนาและแสดงความคิดเห็น
3. ร่วมสนทนาเก่ียวกับเรื่อง ตัวแปรแบบอาเรย์
และสตรงิ
ขัน้ ดาเนินการสอน(สปั ดาห์ละ180 นาท)ี
1. บอกจุดประสงคก์ ารเรยี น 1. ฟัง ทาความเขา้ ใจและซกั ถาม
2. บรรยาย อธิบาย ยกตัวอย่าง แสดงวิธีการ 2. ฟงั ทาความเข้าใจและปฎบิ ัตติ าม
ปฎิบัติในแต่ ละหัวข้อการเรืยนและให้นักศึกษา 3. ผูเ้ รยี นซกั ถามขอ้ สงสัยและจดบนั ทึก
ปฎบิ ตั ิไปพร้อมกัน 4. รบั การประเมิน
3. ครูบอกวิธีการ และแนวคิดในการปฏบิ ตั ิที่
ถกู ต้องใหแ้ กผ่ ู้เรยี น
4. ประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคลโดยครูจะซักถาม
ในแตล่ ะคน
ขน้ั สรปุ (สปั ดาหล์ ะ 30 นาท)ี 1. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปสาระสาคัญ
1. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรุปสาระสาคัญ 2. นักเรยี นสอบถามข้อสงสยั
2. เปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนซักถามข้อสงสัย 3. ฟงั และจดบนั ทกึ
3. มอบหมายให้ไปหัดทาและศกึ ษาเพิ่มเตมิ 4. ทาแบบทดสอบท้ายบท
4. ทาแบบทดสอบ
59
5. กิจกรรมการเรียนรู้
กอ่ นเรยี น
1. คน้ คว้า ตัวแปรแบบอาเรยแ์ ละสตริง
ขณะเรียน
1. จดบันทึกการเรียน
2. สนใจการปฏิบตั ิตามและกล้าในการแสดงความคิดเหน็ และตอบคาถาม
3. ทาแบบฝึกหดั
4. ผเู้ รยี นสรปุ ความรู้ท่ีไดจ้ ากการเรียนการการสอน
5. ผเู้ รียนหาแนวทางและเทคนิค ดว้ ยความรู้ความเขา้ ใจของตนเองพรอ้ มจด บันทึกเปน็ ลาดับข้นั ตอน
ที่จะทาใหต้ นเองไมล่ ืมสาระการเรียนรู้
6. ผ้เู รยี นซกั ถามเมื่อไมเ่ ข้าใจหรอื สงสยั เน้ือหาการเรียนรู้
6. สอ่ื การเรียนการสอน
1. หนงั สือเรยี น วิชา การเขียนโปรแกรมโดยใชเ้ คร่ืองมือกราฟิกโหมด
2. ใบความร้ปู ระจาหน่วย
3. ใบงานและแบบฝึกหดั
4. เครื่องไมโครคอมพวิ เตอร์
5. แผ่นใสและเครอ่ื งฉายภาพขา้ มศีรษะ
6. ซีดีส่อื การสอน
7. วัดผลประเมินผล
1. ผเู้ รียนปฏิบตั ภิ าระงานทมี่ อบหมายเสร็จทนั เวลาทก่ี าหนด
2. ตอบคาถามและทาใบงานและแบบฝึกหัดได้ถูกต้อง
3. ความสะอาดเรียบรอ้ ยของใบงานและแบบฝึกหัด
4. สนใจกระตอื รอื รน้ ในการเรยี นรู้ ตอบคาถาม สรปุ สาระการเรยี นรู้ และกล้าแสดงความคดิ เห็น
8. กิจกรรมเสนอแนะ
1. ผู้เรียนตอ้ งทบทวนบทเรยี นท้ังกอ่ นเรยี นและหลังเรียนอย่อู ยา่ งสม่าเสมอ
2. ผู้เรยี นหม่นั เขา้ ช้นั เรียนเพือ่ รับฟังเทคนคิ วิธี และแนวทางทีด่ กี บั ครสู อนอยา่ งตงั้ ใจ
3. ผ้เู รียนสนใจทาใบงาน แบบฝึกหัด และขยันปรับปรงุ แก้ไขใบงานและแบบฝึกหัดใหถ้ ูกต้องทุกครั้ง
ที่ทาผิด
60
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสัมฤทธิ์จากแบบประเมินผลการเรยี นรู้
ร้อยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรียนดีมาก
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรียนดี
รอ้ ยละ 60-69 หมายถึง ผลการเรยี นปานกลาง
ร้อยละ 50-59 หมายถึง ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์
ต่ากว่าร้อยละ 50 หมายถงึ ผลการเรยี นไม่ผ่านเกณฑ์
แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคล
8-10 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมดี
5-7 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมพอใช้
ต่ากวา่ 5 คะแนน หมายถึง มพี ฤตกิ รรมทีต่ ้องปรบั ปรุง
แบบและเกณฑ์ประเมนิ พฤติกรรมรายบคุ คล
คาช้ีแจง ใหผ้ ู้ประเมินขีดเครื่องหมายถกู ในชอ่ งพฤติกรรมที่คาดหวังให้เกิดกบั นกั เรียน
เกณฑก์ ารตดั สนิ หมายถึง มีพฤติกรรมในระดับแบบสม่าเสมอ
2 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดบั ผ่านเกณฑ์
1 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดบั ไม่ผ่านเกณฑ์
0 คะแนน
เกณฑก์ ารประเมิน หมายถึง มีพฤตกิ รรมดี
8 - 10 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมพอใช้
5 - 7 คะแนน หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมทีต่ อ้ งปรบั ปรงุ
ตา่ กว่า 5 คะแนน
61
พฤตกิ รรมของนักเรียน
เลข ชอ่ื – สกลุ ความมี ความ มนษุ ย์ ขยันหม่ัน ความ
ที่ ผู้รับการ วินยั รบั ผดิ ชอบ สมั พันธ์ เพียร รอบคอบ รวม
ประเมนิ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
ผ้ปู ระเมิน…………………………………………
( นางสวุ มิ ล อักษรกลาง)
62
สปั ดาหท์ .่ี ..........
บันทกึ หลงั การสอน
รหสั วชิ า..............................วชิ า.............................................................ระดบั ................. ช้นั ปที ี่...........แผนก
วชิ า.......................................................จานวนนกั เรยี น......................คน มาเรียน..................คน
ขาดเรยี น........คน มาสาย.........คน ลา.............คน สอนเม่อื วันท.่ี .........เดือน......................พ.ศ.............
หนว่ ยท.ี่ ..................... ช่อื หนว่ ย.......................................................................จานวน.................ชวั่ โมง
เน้ือหาวัตถุประสงค์และสื่อการสอน
.............................................................................................................................................. ................................
................................................................................................... ...........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................... ..........................................
......................................................................................... .....................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หาท่ีเกดิ ข้นึ ในระหว่างการเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............
....................................................................................................................... .......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
............................................................................................................ ..................................................................
แนวทางการแก้ไขปญั หาของครผู ้สู อน และผลทไ่ี ด้
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
........................................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
ลงชอ่ื ............................................ครผู สู้ อน ลงชอื่ .........................................หัวหนา้ แผนก
(นางสุวิมล อักษรกลาง) (นางสุกัญญา ดนยั สวัสด์)ิ
วันท.ี่ ....................................... วันท่ี............................................
63
เฉลยแบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 7
ตอนท่ี 1 จงเลือกคาตอบทีถ่ ูกตอ้ งที่สุดเพียงหนึ่งข้อ
1. ตัวแปรแบบอาร์เรย์เหมาะสาหรบั การจดั การข้อมูลจานวนมากอย่างไร?
ตอบ ประกาศสรา้ งตัวแปรคร้ังเดยี วแตส่ ามารถจองพน้ื ทีใ่ นการจดั เกบ็ ขอ้ มูลจานวนมากได้
2. เม่อื ประกาศสรา้ งตวั แปรแบบอารเ์ รยด์ ังน้ี Dim Ar1(100) As Integer ตวั แปร Ar1 จะสามารถจดั เก็บ
ข้อมลู สูงสดุ ไดก้ ี่ข้อมลู ?
ตอบ 101 ขอ้ มูล
3. หากชุดข้อมลู เรามีลักษณะดงั นี้ เม่ือเราใชต้ วั แปรแบบอาร์เรย์ เราจะใช้ตัวแปรอาร์เรย์ แบบก่มี ติ ิ และ
มีรปู แบบในการประกาศสรา้ งตวั แปรอย่างไร?
1) รหัสพนักงาน
2) ชือ่
3) นามสกลุ
4) เบอรโ์ ทรศัพท์
5) ท่อี ยู่
- บ้านเลขที่
- ถนน
- หม่บู ้าน
- ตาบล
- อาเภอ
- จงั หวัด
- รหสั ไปรษณีย์
ตอบ Dim epyData(1,3,7) As String
4. การใชเ้ มธอด และการใช้ฟังกช์ ัน ในการจดั การอารเ์ รย์มีความแตกตา่ งกันอยา่ งไร?
ตอบ การใช้เมธอดเปน็ การใช้คาสัง่ จากคุณบัตแิ บบคลาส อ้างอิงออบเจ็กต์แบบคลาส แต่ฟังกช์ ัน
เปน็ การใชค้ าสงั่ ทสี่ รา้ งข้นึ มาอย่างเจาะจง ในส่วนของการจัดการอาร์เรย์นั้น หากเป็นเมธอดจะอ้างอิงข้อมูล
64
จากอนิ เด็กซ์ โดยจะเริม่ นับจากอินเด็กซ์ศนู ย์ แตฟ่ ังกช์ ันนยิ มนับข้อมูลเรม่ิ ต้นเป็นหน่งึ การอา้ งอิงตาแหน่ง
จะตา่ งกันตอ้ งระมดั ระวงั เมื่อใช้งาน
5. เมื่อประกาศตัวแปร และกาหนดคา่ ต่อไปน้ี Dim Test As String = “Microsoft Visual Studio 2017”
5.1 จานวนเซลล์ หรือเอลิเมนต์ ของตัวแปร Test มกี จี่ านวน?
ตอบ 28 เอลเิ มนต์
5.2 ที่ Index5, Index9, Index13 จะเกบ็ ตัวอักษรใดบ้าง?
ตอบ “s”, “ ”, “u”
5.3 หากเราสรา้ งตัวแปร NewTest เพอ่ื คดั ลอกข้อความ “Visual Studio” จากตัวแปร Test เราจะ
ใช้คาส่งั ใดมาคัดลอกข้อความน้ี และมรี ูปแบบในการเขยี นโคด้ อย่างไร?
ตอบ
Dim Test As String = “Visual Studio” ‘ประกาศสรา้ งตวั แปร Test และกาหนดค่าข้อความ
Dim NewTest As String = Test.Substring(0, 13)
‘NewTest มีค่าเท่ากับตวั อักษรจากตวั แปร Test ตงั้ แต่ Index ท่ี 0 และตัวอกั ษรถดั ไป 13 ตวั อักษร
ตอนที่ 2 ใหเ้ ขยี นโปรแกรมตามวัตถุประสงคด์ งั ต่อไปนี้
ให้เขียนโปรแกรมเพื่อรับค้า จากหน้า จอนี้ โดยใหร้ ับข้อมูลแบบอาร์เรย์ และแสดงผลขอ้ มูลแบบสรุปขอ้ มลู
ในฟอร์มใหม่ (เน้นในเรือ่ งการออกแบบ และการสร้างตัวแปรรับข้อมูล โดยใหบ้ นั ทึก 1 ชดุ ขอ้ มลู แลว้ สรุป
ข้อมลู พรอ้ มแสดงผล) โดยจะมีสว่ นประกอบหลกั คือ
1. ฟอร์มหน้าจอปอ้ นข้อมลู
2. ฟอร์มหนา้ จอแสดงผลสรปุ ข้อมลู “
3. ตัวแปรรับขอ้ มลู ให้อยู่ในรูปแบบของอารเ์ รย์
65
แนวคิดการเขียนโปรแกรมตามโจทย์นี้
1. เราจะทาการสรา้ งฟอร์มขึ้นมา 2 ฟอร์ม โดยฟอร์มแรกใช้เพอ่ื ป้อน และบนั ทึกข้อมูล สว่ นฟอร์มท่ี
สอง จะใช้เพื่อแสดงข้อมลู ท่ปี ้อนเข้าไป
2. ฟอรม์ ท่ีสองจะทาการก๊อบป้อี อบเจ็กตต์ า่ งๆ จากฟอรม์ ท่ี 1 มาวางเลย จึงจะทาให้มีชอื่ อบเจก็ ต์ที่
เหมือนกนั แตอ่ ยบู่ นฟอร์มที่ต่างกนั (ชอ่ื ออบเจก็ ต์ฟอร์มแรกคอื “Form1” และชอ่ื ออบเจก็ ต์ฟอรม์ ท่สี องคือ
“Summary”)
3. การเขียนโค้ดจะมีท่ีส่วนของปุ่ม “OK” ในฟอร์มแรก และเมื่อเปดิ ฟอร์มทีส่ องจะมีการดงึ ข้อมูลมา
แสดง
4. เราจะใชต้ ัวแปรแบบอารเ์ รย์มาประยุกต์ใชใ้ นการรับขอ้ มูล โดยจะเป็นตสั แปรแบบอาร์เรย์ 3 มิติ
- มิตทิ ่ี 1 อ้างอิงเพื่อเกบ็ ข้อมูลรหัสพนักงาน
- มิตทิ ี่ 2 อ้างอิงเพ่อื เกบ็ ข้อมูลข้อมลู สว่ นบคุ คล ได้แก่ ชอื่ นามสกุล เพศ
- มติ ทิ ่ี 3 อ้างองิ เพือ่ เก็บข้อมูลทั่วๆไป
ขน้ั ตอนที่ 1 การออกแบบหน้าจอ ฟอรม์ ท้ังสองสามารถมีออบเจก็ ต์ช่ือเดยี วกนั ได้ แตอ่ ยู่บนฟอร์มที่ตา่ ง
กัน ใหก้ าหนดชื่อตามตัวอย่างนี้
66
ขน้ั ตอนที่ 2 สามารถเขยี นโค้ดตามตวั อยง่ น้ีได้ โดยในออบเจก็ ต์ Form1 จะทาการรับข้อมูลผา่ นตัวแปร
แบบอาร์เรย์ พร้อมเปิดฟอรม์ Summary เพ่ือแสดงขอ้ มูลทร่ี ับเข้ามา โดยจะเขยี นโค้ดลงท่ีปมุ่ “OK”
Public Class Form1
Public empData(1000, 5, 12) As String
Private Sub Button1_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles Button1.Click
empData(1, 0, 0) = txtID.Text
empData(1, 1, 0) = txtFname.Text
empData(1, 2, 0) = txtSname.Text
If rdoMale.Checked = True Then
empData(1, 3, 0) = “ชาย”
Else empData(1, 3, 0) = “หญงิ ”
End If
empData(1, 0, 1) = txtJob.Text
empData(1, 0, 2) = cboDpm.Text
If rdoDegree1.Checked = True Then
empData(1, 0, 3) = “มธั ยมปลาย/ปวช”
ElseIf rdoDegree2.Checked = True Then
empData(1, 0, 3) = “ปวส.”
ElseIf rdoDegree3.Checked = True Then
empData(1, 0, 3) = “ปรญิ ญาตรี”
Else empData(1, 0, 3) = “ปรญิ ญาโท หรอื สูงกว่า”
End If
empData(1, 0, 4) = txtAddress.Text
empData(1, 0, 5) = txtPhone.Text
If chkEspeaking.Checked = True Then
empData(1, 0, 6) = “ พดู สนทนาภาษาอังกฤษได้”
End If
If chkRenglish.Checked = True Then
empData(1, 0, 7) = “ อ่านบทความภาษาองั กฤษได้”
End If
67
If chkDrive.Checked = True Then
empData(1, 0, 8) = “ ขับรถยนต์ได้”
End If
If chkWord.Checked = True Then
empData(1, 0, 9) = “ MS-Word”
End If
If chkExcel.Checked = True Then
empData(1, 0, 10) = “ MS-Excel”
End If
If chkPwp.Checked = True Then
empData(1, 0, 11) = “ MS-PowerPoint”
End If
If chkAccess.Checked = True Then
empData(1, 0, 12) = “ MS-Access”
End If
Summary.Show() ‘เปิดฟอร์ม 2 ขึ้นมา
End Sub
End Class
โคด้ สาหรับ Summary ฟอร์ม จะเป็นโค้ดเพอ่ื แสดงข้อมูลทไ่ี ดร้ ับมาจาก Form1
Public Class Summary
Private Sub Summary_Load(sender As Object, e As EventArgs) Handles MyBase.Load
txtID.Text = Form1.empData(1, 0, 0)
txtFname.Text = Form1.empData(1, 0, 0)
txtSname.Text = Form1.empData(1, 0, 0)
If Form1.empData(1, 3, 0) = “ชาย” Then
rdoMale.Checked = True
Else rdoFmale.Checked = True
End If
txtJob.Text = Form1.empData(1, 0, 1)
cboDpm.Text = Form1.empData(1, 0, 2)
If Form1.empData(1, 0, 3) = “มัธยมปลาย/ปวช” Then
68
rdoDegree1.Checked = True
ElseIf Form1.empData(1, 0, 3) = “ปวส.” Then
rdoDegree2.Checked = True
ElseIf Form1.empData(1, 0, 3) = “ปริญญาตรี” Then
rdoDegree3.Checked = True
Else rdoDegree4.Checked = True
End If
txtAddress.Text = Form1.empData(1, 0, 4)
txtPhone.Text = Form1.empData(1, 0, 5)
If Form1.empData(1, 0, 6) = “ พดู สนทนาภาษาอังกฤษได้” Then
chkEspeaking.Checked = True
End If
If Form1.empData(1, 0, 7) = “ อ่านบทความภาษาอังกฤษได้” Then
chkRenglish.Checked = True
End If
If Form1.empData(1, 0, 8) = “ ขับรถยนตไ์ ด้” Then
chkDrive.Checked = True
End If
If Form1.empData(1, 0, 9) = “ MS-Word” Then
chkWord.Checked = True
End If
If Form1.empData(1, 0, 10) = “ MS-Excel” Then
chkExcel.Checked = True
End If
If Form1.empData(1, 0, 11) = “ MS-PowerPoint” Then
chkPwp.Checked = True
End If
If Form1.empData(1, 0, 12) = “ MS-Access” Then
chkAccess.Checked = True
End If
End Sub End Class
69
แผนจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 8
วิชาการเขียนโปรแกรมภาษาไพธอนเบ้ืองต้น รหัสวิชา 20901-2205
ระดับชน้ั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศกั ราช 2562
ช่อื หน่วย ภาษาและข้นั ตอนการพัฒนาโปรแกรม
สัปดาห์ที่ 11-12 จานวน 6 ชั่วโมง
1. สาระสาคัญ
ในการเขียนโปรแกรมน้ัน เมื่อโครงสร้างของโค้ดโปรแกรมมีขนาดใหญ่ หากต้องเขียนโค้ดทุกส่วน
ขน้ึ มาใหมท่ ุกครง้ั คงจะเป็นเรอ่ื งท่ีเสียเวลาเป็นอย่างยิ่ง ดังน้ันกระบวนการในการเขียนโค้ดโปรแกรม จึงมีการ
เขยี นโปรแกรมในรูปแบบของโปรแกรมยอ่ ย หรือฟงั กช์ ันโดยเราสามารถเขียนโปรแกรมย่อยข้ึนมา แลว้ เรยี กใช้
งานในคร้งั ต่อไปตามต้องการได้ สามารถประยุกต์ใช้ได้เฉพาะสว่ นของโปรแกรมหรอื สามารถนาไปใชใ้ นทุกส่วน
ของโปรเจ็กต์ ก็สามารถกาหนดขอบเขตการใช้งานได้ตามต้องการเราสามารถสร้างตัวแปรข้ึนมาใช้งานเฉพาะ
บางส่วนของโปรแกรม หรือสามารถใช้งานได้ตลอดท้ังโปรเจ็กต์ ก็สามารถกาหนดขอบเขตตามต้องการได้
เช่นเดียวกนั
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. รูจ้ กั ประโยชนข์ องการใช้งานโปรแกรมย่อย ่
2. สามารถเขยี นโปรแกรมย่อยแบบพ้ืนฐานขึน้ มาใช้งานได้
3. สามารถเขียนโปรแกรมยอ่ ยทีร่ ับคา่ ข้อมูลจากภายนอกเข้าไปประมวลผลได้
4. สามารถเขยี นโปรแกรมย่อยแบบสง่ ค่ากลับสู่โปรแกรมหลักได้
5. สามารถใชง้ านตัวแปร และกาหนดของเขตของตัวแปรไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์
70
3. กจิ กรรมการเรียนการสอน
กจิ กรรมครู กิจกรรมนกั เรียน
ข้นั นาเข้าสู่บทเรยี น(สัปดาหล์ ะ 30 นาท)ี
1. ตรวจสอบรายชอื่ นักศึกษาที่เข้าเรยี น 1. ใหค้ วามรว่ มมือกบั ครูในการตรวจสอบ
2. ใหน้ กั ศกึ ษาคน้ ควา้ การใช้งานโปรแกรมย่อย 2. คน้ ควา้ การใชง้ านโปรแกรมย่อย
3. ร่วมสนทนาเก่ียวกบั เรื่อง การใช้งานโปรแกรม 3. รว่ มสนทนาและแสดงความคิดเห็น
ยอ่ ย
ข้นั ดาเนินการสอน(สัปดาหล์ ะ 180 นาที)
1. บอกจุดประสงคก์ ารเรียน 1. ฟัง ทาความเข้าใจและซกั ถาม
2. บรรยาย อธิบาย ยกตัวอย่าง แสดงวิธีการ 2. ฟัง ทาความเข้าใจและปฎิบตั ิตาม
ปฎิบัติในแต่ ละหัวข้อการเรืยนและให้นักศึกษา 3. ผเู้ รยี นซกั ถามขอ้ สงสัยและจดบนั ทึก
ปฎิบตั ิไปพรอ้ มกัน 4. รับการประเมิน
3. ครบู อกวธิ กี าร และแนวคิดในการปฏิบัติที่
ถกู ต้องใหแ้ กผ่ ูเ้ รียน
4. ประเมินพฤตกิ รรมรายบคุ คลโดยครจู ะซักถาม
ในแต่ละคน
ขั้นสรุป(สัปดาหล์ ะ 30 นาท)ี 1. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรปุ สาระสาคญั
1. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปสาระสาคัญ 2. นกั เรียนสอบถามขอ้ สงสยั
2. เปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนซักถามขอ้ สงสยั 3. ฟังและจดบันทึก
3. มอบหมายให้ไปหัดทาและศกึ ษาเพ่ิมเตมิ 4. ทาแบบทดสอบทา้ ยบท
4. ทาแบบทดสอบ
5. กิจกรรมการเรียนรู้
กอ่ นเรียน
1. คน้ คว้า การใชง้ านโปรแกรมยอ่ ย
ขณะเรยี น
1. จดบนั ทกึ การเรยี น
2. สนใจการปฏบิ ัติตามและกล้าในการแสดงความคดิ เหน็ และตอบคาถาม
71
3. ทาแบบฝึกหัด
4. ผ้เู รียนสรปุ ความร้ทู ่ีได้จากการเรียนการการสอน
5. ผู้เรยี นหาแนวทางและเทคนิค ด้วยความรู้ความเข้าใจของตนเองพรอ้ มจด บันทึกเป็นลาดับข้ันตอน
ที่จะทาให้ตนเองไม่ลมื สาระการเรยี นรู้
6. ผเู้ รยี นซกั ถามเมอ่ื ไม่เข้าใจหรือสงสัยเน้ือหาการเรียนรู้
6. ส่ือการเรียนการสอน
1. หนังสอื เรียน วิชา การเขยี นโปรแกรมโดยใชเ้ ครื่องมือกราฟิกโหมด
2. ใบความรูป้ ระจาหน่วย
3. ใบงานและแบบฝึกหดั
4. เคร่ืองไมโครคอมพวิ เตอร์
5. แผน่ ใสและเคร่อื งฉายภาพข้ามศีรษะ
6. ซดี สี อ่ื การสอน
7. วัดผลประเมินผล
1. ผเู้ รียนปฏิบตั ภิ าระงานทีม่ อบหมายเสร็จทนั เวลาทก่ี าหนด
2. ตอบคาถามและสรปุ ผลงานไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
3. ทาแบบฝึกหัดหลังเรยี นเสร็จทนั เวลาทกี่ าหนดและถกู ตอ้ ง
4. สนใจกระตือรือรน้ ในการเรียนรู้ ตอบคาถาม สรปุ สาระการเรยี นรู้ และกลา้ แสดงความคดิ เห็น
5. มคี วามพยายามปรับปรุงแก้ไขใบงานและแบบฝึกหัดใหถ้ ูกต้องแล้วนาสง่ ครูผู้สอน
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
1. ถา้ ผเู้ รียนมีการเตรียมตวั ในการเรียนทดี่ ี เช่น อ่าน และทาการศึกษาหนังสือเกี่ยวกบั หน่วยการเรยี น
มากก่อน ถึงชั่วโมงเรียน ผู้เรียน จะสามารถเรียน และทากิจกรรมต่าง ๆ ท่ีครูผู้สอนมอบหมาย ได้อย่างมี
ความสุข และเกิดความชอบ และสนุกกบั การเรยี นในชั้นเรยี น
2. ผเู้ รยี นต้องมีความขยนั หม่นั ฝกึ ฝนบทเรยี นอยเู่ สมอทงั้ ก่อนและหลงั เรยี น
3. ผู้เรยี นควรฝึกหดั ในการเขียนสญั ลกั ษณข์ องวงจรพร้อมนิยามของวงจรแตล่ ะชนิด
4. ผเู้ รียนตอ้ งมีความพยายามและมีทศั นคติที่ดีในเน้ือหาบทเรียน
3. ผเู้ รียนตอ้ งมคี วามกล้าทจ่ี ะถามเม่อื สงสยั ทงั้ ในหอ้ งและนอกห้องเรียนกบั ครผู ู้สอน
72
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสัมฤทธิ์จากแบบประเมินผลการเรยี นรู้
ร้อยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรยี นดีมาก
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรยี นดี
รอ้ ยละ 60-69 หมายถึง ผลการเรยี นปานกลาง
ร้อยละ 50-59 หมายถึง ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์
ต่ากว่าร้อยละ 50 หมายถงึ ผลการเรยี นไม่ผ่านเกณฑ์
แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคล
8-10 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมดี
5-7 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมพอใช้
ต่ากวา่ 5 คะแนน หมายถึง มพี ฤตกิ รรมท่ีต้องปรบั ปรุง
แบบและเกณฑป์ ระเมนิ พฤติกรรมรายบคุ คล
คาช้ีแจง ใหผ้ ู้ประเมินขีดเครื่องหมายถกู ในชอ่ งพฤตกิ รรมที่คาดหวังให้เกิดกบั นกั เรียน
เกณฑก์ ารตดั สนิ หมายถึง มีพฤตกิ รรมในระดับแบบสม่าเสมอ
2 คะแนน หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดับผ่านเกณฑ์
1 คะแนน หมายถงึ มีพฤตกิ รรมในระดบั ไม่ผา่ นเกณฑ์
0 คะแนน
เกณฑก์ ารประเมิน หมายถึง มพี ฤตกิ รรมดี
8 - 10 คะแนน หมายถึง มีพฤตกิ รรมพอใช้
5 - 7 คะแนน หมายถึง มพี ฤติกรรมทีต่ อ้ งปรบั ปรงุ
ตา่ กว่า 5 คะแนน
73
พฤตกิ รรมของนักเรียน
เลข ชอ่ื – สกลุ ความมี ความ มนษุ ย์ ขยันหม่ัน ความ
ที่ ผู้รับการ วินยั รบั ผดิ ชอบ สมั พันธ์ เพียร รอบคอบ รวม
ประเมนิ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
ผ้ปู ระเมิน…………………………………………
( นางสวุ มิ ล อักษรกลาง)
74
สัปดาหท์ ี่...........
บนั ทกึ หลงั การสอน
รหัสวิชา..............................วชิ า.............................................................ระดับ................. ชัน้ ปที ่ี...........แผนก
วชิ า.......................................................จานวนนักเรียน......................คน มาเรยี น..................คน
ขาดเรียน........คน มาสาย.........คน ลา.............คน สอนเม่อื วันท.ี่ .........เดอื น......................พ.ศ.............
หนว่ ยที.่ ..................... ชอื่ หนว่ ย.......................................................................จานวน.................ชวั่ โมง
เนื้อหาวัตถปุ ระสงค์และสื่อการสอน
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................................................... .........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หาท่ีเกิดข้นึ ในระหวา่ งการเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางการแก้ไขปญั หาของครูผ้สู อน และผลทไ่ี ด้
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................. .............................................
...................................................................................... ........................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชื่อ............................................ครผู ูส้ อน ลงชอื่ .........................................หวั หน้าแผนก
(นางสุวมิ ล อกั ษรกลาง) (นางสุกญั ญา ดนยั สวสั ดิ)์
วนั ท่.ี ....................................... วนั ท่.ี ...........................................
75
เฉลยแบบฝกึ หัด หนว่ ยท่ี 8
ตอนที่ 1 ตอบคาถาม
1. โปรแกรมย่อย หรือฟังช่นั มีประโยชน์อย่างไร
ตอบ เมื่อมีการเขียนโปรแกรมทีม่ ลี กั ษณะการทางานแบบซา้ ๆ เราสามารถเขียนโปรแกรมยอ่ ยขน้ึ มาเพ่ือ
ทางานในสว่ นท่ีเป็นชุดคาสั่งที่เรียกใชง้ านบอ่ ย หรือการประมวลผลในรปู แบบทต่ี อ้ งใช้ประจา เพื่อเรียก
ใช้งานในคร้ังต่อไปได้งา่ ยขนึ้ โค้ดโปรแกรมจะตรวจสอบ และแก้ไขง่าย
2. โปรแกรมยอ่ ยแบบปกติ และโปรแกรมย่อยทีม่ ีการรบั ค่าพารามเิ ตอรเ์ ข้าไปในโปรแกรมย่อย แต่ไมส่ ่ง
ค่ากลบั แตกตา่ งกนั อย่างไร
ตอบ โปรแกรมย่อยแบบปกติ จะประมวลผลและดาเนินการจบในตัวของมนั เองโดยไม่ต้องการข้อมูล
อน่ื ๆ จากโปรแกรมหลกั เข้ามาใช้ในการประมวลผลในโปรแกรมย่อย และไม่มีการสง่ ข้อมูลใดๆ กลบั ไปสู่
โปรแกรมหลกั แตโ่ ปรแกรมย่อยที่มีการรบั ค่าพารามเิ ตอร์เข้ามาในโปรแกรมย่อยน้ันจะรอข้อมูลจากโปรแกรม
หลกั เข้ามาใช้ในการประมวลผล และดาเนนิ การจบในตวั โปรแกรมย่อยเอง โดยไมม่ ีการส่งคา่ ใดๆ กลับไปสู่
โปรแกรมหลกั
3. หากเราต้องการสร้างโปรแกรมยอ่ ยท่สี ามารถประยุกตใ์ ช้รว่ มกับสว่ นอน่ื ๆของโปรเจ็กต์ เราจะประกาศ
ด้วยคาสัง่ Private หรือ Public
ตอบ Public
4. หากเราประกาศสร้างตวั แปรดว้ ยคาสง่ั Dim แลว้ เราตอ้ งการใหท้ ุกส่วนในคลาสสามารถใช้ตัวแปรนี้
ได้ เราจะประกาศไวท้ ีต่ าแหน่งใดของโปรแกรม
ตอบ ให้ประกาศใชต้ ัวแปรในส่วนของคลาส แตห่ ากประกาศตัวแปรในโปรแกรมย่อยจะใชไ้ ด้เฉพาะใน
ตวั โปรแกรมย่อยเท่านั้น
5. ข้อมูลทส่ี ง่ เขา้ ไปยังโปรแกรมย่อย หรือฟงั ก์ชัน เราเรียกว่าอะไร
ตอบ พารามเิ ตอร์ หรืออาร์กิวเมนต์
6. ฟังกช์ ันทม่ี ีการส่งคา่ คืนหลับสู่โปรแกรมหลกั ต้องมคี าสง่ั อะไรเพื่อส่งคา่ กลบั สโู่ ปรแกรมหลัก
ตอบ คำสั่ง Return เพอ่ื สง่ จำกโปรแกรมย่อยไปส่โู ปรแกรมหลัก
76
7. ใหส้ ร้างโปรแกรมย่อยท่ีแสดงกล่องข้อความพรอ้ มชื่อของเรา โดยจะรบั พารามเิ ตอร์จานวนการแสดง
ชอื่ ซ้าจากโปรแกรมหลกั เพื่อกาหนดการวนรอบซ้าตามคา่ พารามเิ ตอรท์ ส่ี ง่ มา
Public Class Form1
Public Sub RpName(Round As Integer)
For i = 1 To Round
Score = “My Name’s Preeti”)
Next
End Sub
Private Sub Button1_Click(sender As Object, e As EventArgs) Handles Button1.Click
RpName(6)
End Sub
End Class
8. จงเขียนโปรแกรมย่อยหาค่าพืน้ ทวี่ งกลมโดยรบั พารามิเตอร์คือความยาวรศั มี
Public Function CircleAR(CRadius As Double) ‘โปรแกรมย่อยรับพารามเิ ตอร์คา่ ความยาวรัศมี
Dim Car As Double
Car = 22 / 7 * Cradius * Cradius
Return Car
End Function
Score = CircleAR(7))
9 . จงเขียนโปรแกรมย่อยหาคา่ พน้ื ทสี่ เ่ี หลยี่ มโดยรับพารามิเตอร์คือความกว้าง และความยาว
Public Function recAR(recL As Double, recW As Double) ‘พารามเิ ตอร์รับค่าความกว้าง,ความยาว
Dim ARrec As Double
ARrec = recL*recW
Return ARrec
End Function
Score = recAR(7))
77
10. จงเขยี นโปรแกรมย่อยเพ่ือหาคา่ สูงสดุ โดยรบั พารามเิ ตอร์เข้าไป 3 พารามเิ ตอร์ แลว้ หาค่าสูงสุด
สง่ ออกมาผ่าน MessageBox
Public Function iMax(N1 As Double, N2 As Double, N3 As Double)
Dim NMax As Double
If N1 > N2 Then
If N1 > N3 Then
NMax = N1
Else NMax = N3
End If
ElseIf N2 > N3 Then
NMax = N2
Else NMax = N3
End If
Return NMax
End Function
Score = iMax(10, 11, 12))
11. จงเขียนโปรแกรมย่อยรบั ขอ้ มลู ตวั เลข แล้วแสดง MessageBox แสดงข้อความว่าเป็นเลขคู่ หรือ
เลขค่ี
Public Function EvenOrOdd(Number As Double)
Dim Ans As String
If Number Mod 2 = 0 Then
Ans = Number & “ คอื เลขคู่”
Else Ans = Number & “ คือ เลขค่ี”
End If
Return Ans
End Function
Score = EvenOrOdd(15))