94
สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่า
และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
ช้ัน ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๕ ท ๕.๑ ป.๕/๑ สรุปเรื่องจาก ➢ วรรณคดแี ละวรรณกรรม เช่น
วรรณคดหี รือวรรณกรรมท่ีอา่ น - นิทานพืน้ บา้ น
ท ๕.๑ ป.๕/๒ ระบุความรแู้ ละข้อคิด - นิทานคติธรรม
จากการอ่านวรรณคดี และ - เพลงพ้ืนบา้ น
วรรณกรรมท่สี ามารถนำไปใช้ในชีวติ - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรยี นและตาม
จริง ความสนใจ
ท ๕.๑ ป.๕/๓ อธิบายคุณค่าของ
วรรณคดแี ละวรรณกรรม
ท ๕.๑ ป.๕/๔ ท่องจำบทอาขยาน ➢ บทอาขยานและบทรอ้ ยกรองท่ีมคี ณุ ค่า
ตามทกี่ ำหนดและบทร้อยกรองท่ีมี - บทอาขยานตามทก่ี ำหนด
คุณค่าตามความสนใจ - บทร้อยกรองตามความสนใจ
95
คำอธิบายรายวชิ า
ท ๑๕๑๐๑ ภาษาไทย คำอธบิ ายรายวิชาพนื้ ฐาน
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๕
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
เวลา ๑๖๐ ชัว่ โมง/ปี
ศึกษาและฝึกอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้อง พร้อมทั้งอธิบาย
ความหมาย ของคำประโยคและข้อความที่เป็นการบรรยายและการพรรณนา อธิบายความหมาย
โดยนัยจากเรื่อง ที่อ่านอย่างหลากหลายอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ แล้วสามารถแยกข้อเท็จจริง
และข้อคิดเห็น วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต
อา่ นงานเขียนเชงิ อธบิ าย คำส่ัง ขอ้ แนะนำและปฏิบตั ิตาม อา่ นหนังสอื ทม่ี ีคุณคา่ ตามความสนใจอย่าง
สม่ำเสมอ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเร่ืองที่อา่ น และมีมารยาทในการอ่าน คัดลายมือตัวบรรจง
เตม็ บรรทัดและครึ่งบรรทัดตามรปู แบบการเขียนตัวอกั ษรไทย เขยี นคำขวัญ คำอวยพร คำแนะนำและ
คำอธิบาย แสดงขั้นตอนโดยใช้คำได้ถูกต้องชัดเจน และเหมาะสม เขียนแผนภาพโครงเรื่องและ
แผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางานเขียน เขียนย่อความจากเรื่องที่อ่าน เขียนจดหมายถึงผู้ปกครอง
และญาติเขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นได้ตรงตามเจตนา กรอกแบบรายการ ได้แก่ ใบฝาก
เงนิ และใบถอนเงิน ธนาณตั แิ บบฝากส่งพัสดไุ ปรษณียภณั ฑ์เขียนเรอื่ งตามจินตนาการ และมมี ารยาท
ในการเขียน จับใจความของเรื่องที่ฟังและดูจากสื่อต่าง ๆ แล้วสามารถพูดแสดงความรู้ความคดิ เห็น
ความรู้สึก ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากเรื่องท่ีฟังและดูอย่างมี
เหตุผล พูดรายงานเรื่องหรอื ประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดูการสนทนา และมีมารยาทใน
การฟงั การดแู ละการพดู ระบชุ นิดและหนา้ ที่ของคำบุพบท คำเช่ือม และคำอุทานในประโยค จำแนก
ส่วนประกอบของประโยค เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกับภาษาถิ่น ใช้คำราชาศัพท์ บอกคำ
ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย แต่งกาพย์ยานี ๑๑ และใช้สำนวนได้ถกู ตอ้ ง สรุปเรื่อง อธิบายคุณคา่
ระบคุ วามรแู้ ละข้อคิดจากการอ่านวรรณคดแี ละวรรณกรรมท่ีสามารถนำไปใชใ้ นชีวิตจริง และท่องจำ
บทอาขยานตามทีก่ ำหนดและบทรอ้ ยกรองทม่ี คี ณุ คา่ ตามความสนใจ
กิจกรรมการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนสังเกตและตอบคำถามที่กระตุ้นความคิด เพื่อนำข้อมูลท่ี
ได้มาสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ฝึกประมวลคำ และนำคำไปใช้อย่างถูกต้อง ส่งเสริมการเรียนรู้
ภาษาไทยจากสื่อต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และมุ่งพัฒนาการทำงานด้วยกระบวนการกลุ่มและการ
ระดมความคิด
เพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักภาษา เกิดทักษะในการใชภ้ าษาเพือ่ การสื่อสาร สามารถนำไปใช้
ในชวี ติ ประจำวันได้มีความช่นื ชม เหน็ คณุ คา่ ภูมิปัญญาไทยและภูมิใจในภาษาประจำชาติ
96
รหสั ตัวชี้วดั
ท ๑.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, ป. ๕/๕, ป. ๕/๖, ป. ๕/๗, ป. ๕/๘
ท ๒.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, ป. ๕/๕, ป. ๕/๖, ป. ๕/๗, ป. ๕/๘, ป. ๕/๙
ท ๓.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, ป. ๕/๕
ท ๔.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, ป. ๕/๕, ป. ๕/๖, ป. ๕/๗
ท ๕.๑ ป. ๕/๑, ป. ๕/๒, ป. ๕/๓, ป. ๕/๔
รวมท้ังหมด ๓๓ ตัวช้ีวดั
97
โครงสร้างรายวชิ า
ท ๑๕๑๐๑ ภาษาไทย กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ เวลา ๑๖๐ ช่วั โมง/ปี
หน่วย ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรู้ เวลา สดั สว่ น
ท่ี (ชั่วโมง) คะแนน
๑ บุพบท...นำหนา้ คำ ท ๔.๑ ป. ๕/๑ คำบุพบทอย่หู น้าคำนาม
ส่ือสมั พันธ์ หรือคำ สรรพนามใน
ประโยคเพอื่ บอก เวลา
บอกตำแหนง่ ที่ต้งั สถานท่ี
บอกความเปน็ เจ้าของ ๑๓ ๕
บอกความเก่ียวขอ้ ง บอก
ผรู้ ับ ผล บอกความมุ่ง
หมาย บอก สาเหตุ ทำให้
ประโยคสือ่ สาร น้ันมี
ใจความสมบูรณ์ยง่ิ ขึน้
๒ คำเชื่อม... สะพาน ท ๔.๑ ป. ๕/๑ คำสนั ธานใช้เช่อื มคำ
ประสานความหมาย
กลุ่มคำ หรือประโยคเข้า
๓ คำอทุ าน...สอ่ื สาร ท ๔.๑ ป. ๕/๑
อารมณ์ ดว้ ยกนั เพื่อให้แสดง
ความหมาย คลอ้ ยตาม ๑๓ ๕
กนั แตกต่างกัน ให้ เลอื ก
อย่างใดอยา่ งหนงึ่ หรือ
เป็นเหตเุ ปน็ ผลกนั ตาม
จุดประสงค์ของผ้สู ่งสาร
คำอทุ านเปน็ เสยี งทีเ่ ปลง่
ออกมาแตกตา่ งจากเสียง
ของ คำทัว่ ๆ ไปทำให้
ทราบ อารมณ์ความรู้สกึ ๑๓ ๖
ของผู้พดู ได้ ชดั เจนยงิ่ ขนึ้
โดยไมเ่ น้น ความหมาย
ของคำ
98
หน่วย ชอื่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรู้ เวลา สัดส่วน
ท่ี (ชัว่ โมง) คะแนน
๔ ภาษาไทยนา่ เรียน... ท ๔.๑ ป. ๕/๒ การสื่อสารใน
ฝกึ เขยี นประโยค ชวี ิตประจำวนั
ตอ้ งใชป้ ระโยคเพือ่ สอื่
ความหมาย ดังน้ัน
การร้จู ักจำแนกและ ๑๓ ๖
เรยี บเรียงประโยคให้
ถูกต้องมสี ่วนประกอบของ
ประโยค ครบถว้ นสมบูรณ์
จะทำใหก้ าร ส่ือสารมี
ประสิทธิภาพ
๕ ภาษาถ่นิ ... ท ๔.๑ ป. ๕/๓ ภาษาไทยในแตล่ ะท้องถ่ิน
บอกความเป็นไทย มกี ารใช้ถอ้ ยคำสำนวนท่ี
แตกตา่ งกนั การรแู้ ละ ๑๓ ๖
เข้าใจความหมายของคำ
จะทำให้ การสือ่ สารดี
ย่งิ ขน้ึ
๖ ใชใ้ ห้ถกู พึงจำ... คำ ท ๔.๑ ป. ๕/๔ คำราชาศัพทเ์ ปน็ คำ ใน
ราชาศัพท์
ภาษาไทยท่ตี ้องเลอื กใช้ให้ ๑๓ ๖
๗ คำในภาษาไทย... ที่ ท ๔.๑ ป. ๕/๕ เหมาะสมกบั บุคคลระดบั
นำมาใชจ้ าก
ภาษาตา่ งประเทศ ตา่ ง ๆ
ภาษาไทยมีการนำคำจาก
ภาษาต่างประเทศมาใช้
เปน็ จำนวนมากเราควร
ทราบทีม่ า ของคำ เรียนรู้ ๑๓ ๖
การอา่ น การ เขียน และ
การใช้คำเหล่านั้น ให้
ถูกตอ้ ง
99
หน่วย ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้ เวลา สัดส่วน
ท่ี (ช่ัวโมง) คะแนน
๘ กาพย์ยานีลำนำ... ท ๔.๑ ป.๕/๖ กาพย์ยานี ๑๑ นิยมใชใ้ น
สบิ เอด็ คำจำไดง้ า่ ย การ แต่งพรรณนาเรอ่ื ง
ตา่ ง ๆ ลักษณะของคำ
ประพนั ธ์ทำ ใหบ้ ทรอ้ ย
กรองมีความ ไพเราะ ๑๓ ๖
งดงาม สละสลวย ผู้อา่ น
จดจำไดง้ ่ายและเกิด
จนิ ตนาการตามเนือ้ เรือ่ ง
เป็นอย่างดี
๙ สำนวน คำพงั เพย ท ๔.๑ ป.๕/๗ การใช้สำนวนไดถ้ ูกต้องทำ
สุภาษิต...ให้ขอ้ คิด
สอนใจ ให้ สือ่ ความหมายชดั เจน
๑๐ อ่านได้คลอ่ ง... ต้อง ท ๑.๑ ป.๕/๑, ได้ เรียนรูค้ วามงดงามของ ๑๓ ๖
รู้วธิ ป.๕/๒, ป.๕/๓,
ป.๕/๔, ป.๕/๕, ภาษาไทยและเป็นการ
ป.๕/๖, ป.๕/๗,
ป.๕/๘ อนุรกั ษ์ภาษาไทย
๑. การอ่านออกเสียงบท
ร้อย แก้วไดถ้ กู ต้องตาม
อกั ขรวิธี โวหารและ
ประเภทของงาน เขียน
จะทำให้เกิดความไพเราะ
การอา่ นมี ประสทิ ธภิ าพ
ผ้ฟู ังสามารถ เข้าใจได้ ๑๓ ๖
ชดั เจน
๒. การอา่ นออกเสียงบท
รอ้ ย กรองเป็นทำนอง
เสนาะได้ ถกู ตอ้ งตาม
อักขรวธิ ีและ ฉันทลักษณ์
ของบทรอ้ ยกรอง น้ัน ๆ
รู้จักทอดจังหวะ เอ้อื น
100
หน่วย ชอื่ หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้ เวลา สดั ส่วน
ท่ี (ช่วั โมง) คะแนน
เสยี งแสดงอารมณต์ าม
เน้ือหาจะทำให้ผู้ฟังเขา้ ใจ
เรื่องได้ชัดเจน และ
บทร้อยกรองนน้ั มีความ
ไพเราะย่ิงขนึ้
๓. การอ่านจับใจความโดย
สามารถแยกขอ้ เทจ็ จริง
ขอ้ คิดเห็น และสรุปความ
จากการอ่านทำให้เรามี
เหตผุ ลไมห่ ลงเชอื่ สิง่ ต่าง ๆ
ไดง้ า่ ย ซึง่ ก่อใหเ้ กดิ
ประโยชน์ รจู้ กั เลอื ก
พจิ ารณานำความรู้
ท่ไี ดจ้ ากการอา่ นไปใชใ้ น
การดำเนนิ ชีวติ
๔. การอ่านงานเขียนเชงิ
อธบิ ายคำส่งั ข้อแนะนำ
ใหเ้ ข้าใจชัดเจนเสียก่อนจะ
ทำให้ปฏิบตั ติ ามได้ถกู ต้อง
ทำงานอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
และปลอดภัยในการใช้งาน
๕. การเลือกอา่ นหนงั สือ
ใหเ้ หมาะสมกับความ
ตอ้ งการและวัยทำใหไ้ ด้รบั
คุณค่าสามารถนำไปใช้
ประโยชน์ได้อยา่ งแทจ้ ริง
101
หนว่ ย ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี (ช่วั โมง) คะแนน
๖. การมีมารยาทใน
การอ่านทำให้เปน็ ท่ี
นา่ ชนื่ ชมต่อผ้พู บเห็น
๑๑ เขยี นชำนาญ... งาน ท ๒.๑ป.๕/๑, ๑. การคัดลายมือเป็นการ
สร้างสรรค์ ป.๕/๒, ป.๕/๓, ฝึก เขยี นตัวอกั ษรไทยให้
ป.๕/๔, ป.๕/๕, สวยงาม และถูกตอ้ ง
ป.๕/๖, ป.๕/๗, ๒. การเขียนสือ่ สารควร
ป.๕/๘, ป.๕/๙ เลือกใช้ถ้อยคำสำนวนให้
ถกู ต้องเหมาะสมกับงาน
เขยี น ประเภทนน้ั ๆ จึงจะ
ส่อื ความหมายไดช้ ัดเจน
ตรงตาม วัตถุประสงค์
๓. แผนภาพโครงเรื่องใช้ใน
การวางโครงเร่อื งทม่ี กี าร
ดำเนินเรอ่ื งเป็นไป
ตามลำดับภาพความคิดมา ๑๕ ๖
ใชใ้ นงานเขียนทำ
ให้งานเขยี นมีคณุ ภาพ
และไดค้ วามครบถว้ น
สมบรู ณ์
๔. ยอ่ ความเป็นการนำ
ใจความสำคญั ของแต่ละ
ตอนจากเรื่องท่อี ่านมา
เรียบเรียงใหม่เพอ่ื ใหเ้ ข้าใจ
เรือ่ งที่ตอ้ งการสื่อสารได้
งา่ ยย่ิงข้ึน
๕. การเขียนจดหมายถงึ
ผ้ปู กครองและญาติ ต้องใช้
102
หน่วย ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้ เวลา สดั สว่ น
ท่ี (ชวั่ โมง) คะแนน
ภาษาท่สี ุภาพ แสดงถงึ
ความเคารพใหเ้ หมาะสม
กบั บุคคล
๖. การเขียนแสดง
ความรู้สกึ และความคดิ เห็น
เปน็ การนำเสนอ
ขอ้ เท็จจริงทไ่ี ด้จาก
การตรวจสอบโดยใช้
เหตุผลประกอบ ซ่ึงทำให้
ผู้อา่ นได้รับทราบขอ้ มลู
และขอ้ คิดเห็นที่เปน็
ประโยชน์
๗. การกรอกแบบรายการ
ต่าง ๆ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง ใช้
ภาษาทกี่ ระชบั ชดั เจน ทำ
ใหส้ ่อื สารได้ตรงตาม
วัตถปุ ระสงค์และสะดวก
ในการติดต่อทำธุระ
๘. การเขียนเรื่องตาม
จนิ ตนาการไดด้ ี ตอ้ งหมัน่
ฝกึ การคดิ การสงั เกต และ
มีความคิดรเิ ริม่ สร้างสรรค์
๙. การมมี ารยาทในการ
เขยี นจะทำให้ผูอ้ า่ น
สามารถเขา้ ใจสารท่ีผ้เู ขียน
ถา่ ยทอดไดง้ ่ายและมี
ประสทิ ธภิ าพยิ่งข้ึน
103
หนว่ ย ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี (ชว่ั โมง) คะแนน
๑๒ ฟงั ดู รูส้ นทนา... ท ๓.๑ป. ๕/๑, ป. ๕/ ๑. การพดู แสดงความรู้
ภาษาส่อื สาร ๒, ป. ๕/๓, ป. ๕/๔, ความคิดเหน็ และ
ป. ๕/๕ ความรสู้ กึ จากเรอ่ื งทีฟ่ งั
และดู ควรพจิ ารณา
อย่างรอบคอบก่อนพดู เพอื่
ไม่ให้เกิดความขดั แย้งกบั
ผู้อื่น เพราะในเรื่อง
เดยี วกนั แตล่ ะคนอาจมี
มุมมองและความคิดเห็น
แตกตา่ งกนั ได้
๒. การตั้งคำถามและตอบ
คำถามเชิงเหตุผลจากเรือ่ ง
ท่ีฟังและดู ทำให้สามารถ
วเิ คราะหค์ วามน่าเช่ือถอื ๑๕ ๖
ของเร่ือง และนำความรู้
หรือข้อคิดทีไ่ ดร้ บั ไปใช้เป็น
ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวัน
๓. การวิเคราะหค์ วาม
น่าเชอ่ื ถอื จากเร่ืองทฟี่ ัง
และดูในชวี ติ ประจำวนั ตอ้ ง
ใช้เหตุผล มขี ้อเท็จจริงและ
หลกั ฐานมาประกอบ
๔. การพูดรายงานตาม
หลักการท่ีถูกต้องจะทำให้
การนำเสนอขอ้ มูลมคี วาม
นา่ สนใจและผู้ฟังไดร้ ับ
ประโยชน์จากการฟงั นนั้
๕. การมมี ารยาทในการฟงั
104
หน่วย ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี (ชั่วโมง) คะแนน
การดู และการพูด ทำให้ ๗๐
๓๐
การตดิ ต่อส่อื สารมี ๑๖๐ ๑๐๐
ประสิทธิภาพและเปน็
มารยาททางสงั คมท่ี
พงึ ปฏิบตั ิ
รวมคะแนนระหวา่ งปี
คะแนนทดสอบปลายภาค
รวม
105
สาระและมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชว้ี ัด
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๖
ตัวช้วี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
สาระที่ ๑ การอ่าน
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคดิ เพือ่ นำไปใชต้ ดั สนิ ใจ แกป้ ัญหาในการ
ดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน
ช้ัน ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๖ ท ๑.๑ ป.๖/๑ อ่านออกเสียงบทรอ้ ย ➢ การอ่านออกเสียงและการบอกความหมายของ
แก้วและบทรอ้ ย กรองไดถ้ ูกตอ้ ง บทร้อย แก้ว และบทรอ้ ยกรอง ประกอบด้วย
ท ๑.๑ ป.๖/๒ อธบิ ายความหมาย - คำที่มีพยญั ชนะควบกล้ำ
ของคำ ประโยค และขอ้ ความที่เปน็ - คำทีม่ อี ักษรนำ
โวหาร - คำทีม่ ตี วั การันต์
- คำท่มี าจากภาษาต่างประเทศ
- อักษรย่อและเครอื่ งหมายวรรคตอน
- วนั เดือน ปแี บบไทย
- ข้อความทีเ่ ปน็ โวหารตา่ ง ๆ
- สำนวนเปรียบเทียบ
➢ การอ่านบทรอ้ ยกรองเป็นทำนองเสนาะ
ท ๑.๑ ป.๖/๓ อ่านเร่ืองสั้น ๆ อย่าง ➢ การอ่านจบั ใจความจากสอื่ ตา่ ง ๆ เชน่
หลากหลาย โดย จับเวลาแลว้ ถาม - เร่อื งส้ัน ๆ
เกย่ี วกบั เร่ืองที่อา่ น - นิทานและเพลงพ้ืนบา้ น
ท ๑.๑ ป.๖/๔ แยกขอ้ เทจ็ จริงและ - บทความ
ขอ้ คดิ เห็นจากเรือ่ ง ทีอ่ ่าน
ท ๑.๑ ป.๖/๕ - พระบรมราโชวาท
อธบิ ายการนำความร้แู ละความคิด - สารคดี
จากเรือ่ งท่ีอา่ นไปตดั สินใจแกป้ ัญหา - เร่ืองสนั้
ในการดำเนนิ ชวี ติ - งานเขยี นประเภทโน้มนา้ ว
- บทโฆษณา
- ขา่ ว และเหตกุ ารณ์สำคญั
➢ การอ่านเร็ว
106
ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ท ๑.๑ ป.๖/๖ ➢ การอา่ นงานเขียนเชงิ อธิบาย คำสง่ั ข้อแนะนำ
อา่ นงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง และ ปฏิบตั ิตาม
ขอ้ แนะนำ และปฏบิ ตั ติ าม - การใช้พจนานกุ รม
- การปฏิบตั ิตนในการอยู่รว่ มกนั ในสังคม
- ข้อตกลงในการอยูร่ ่วมกนั ในโรงเรียน และการใช้
สถานท่สี าธารณะในชุมชนและทอ้ งถ่นิ
ท ๑.๑ ป.๖/๗ อธบิ ายความหมาย ➢ การอ่านข้อมลู จากแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และ
ของข้อมูล จากการ อ่านแผนผัง กราฟ
แผนท่ี แผนภมู ิ และกราฟ
ท ๑.๑ ป.๖/๘ ➢ การอ่านหนงั สือตามความสนใจ เชน่
อา่ นหนังสอื ตามความสนใจ และ - หนังสอื ท่ีนักเรยี นสนใจและเหมาะสมกับวยั
อธิบายคณุ ค่าท่ีไดร้ ับ - หนงั สอื อ่านทคี่ รแู ละนักเรียนกำหนดร่วมกัน
ท ๑.๑ ป.๖/๙ ➢ มารยาทในการอา่ น
มีมารยาทในการอา่ น
สาระที่ ๒ การเขยี น
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขยี นเขยี นสอ่ื สาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่อื งราวใน
รูปแบบตา่ ง ๆ เขียนรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๖ ท ๒.๑ ป.๖/๑ คัดลายมือตวั บรรจง ➢ การคดั ลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทดั และคร่ึง
เตม็ บรรทดั และ ครึง่ บรรทัด บรรทดั ตาม รปู แบบการเขยี นตวั อกั ษรไทย
ท ๒.๑ ป.๖/๒ เขยี นสือ่ สารโดยใชค้ ำ ➢ การเขียนสื่อสาร เช่น
ไดถ้ กู ต้องชดั เจน และเหมาะสม - คำขวญั
- คำอวยพร
- ประกาศ
ท ๒.๑ ป.๖/๓ เขียนแผนภาพโครง ➢ การเขียนแผนภาพโครงเรือ่ งและแผนภาพ
เร่อื งและแผนภาพ ความคิดเพื่อใช้ ความคดิ
พฒั นางานเขียน
ท ๒.๑ ป.๖/๔ เขยี นเรียงความ ➢ การเขยี นเรียงความ
107
ชั้น ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ท ๒.๑ ป.๖/๕ เขยี นย่อความจาก ➢ การเขียนยอ่ ความจากสื่อตา่ ง ๆ เชน่ นทิ าน
เรือ่ งทีอ่ า่ น ความเรียง ประเภทตา่ ง ๆ ประกาศ แจง้ ความ
แถลงการณ์ จดหมาย คำสอน โอวาท คำปราศรัย
สุนทรพจน์ รายงาน ระเบยี บ คำสัง่
ท ๒.๑ ป.๖/๖ ➢ การเขียนจดหมายส่วนตวั
เขียนจดหมายส่วนตัว - จดหมายขอโทษ
- จดหมายแสดงความขอบคุณ
- จดหมายแสดงความเห็นใจ
- จดหมายแสดงความยนิ ดี
ท ๒.๑ ป.๖/๗ กรอกแบบรายการ ➢ การกรอกแบบรายการ
ต่าง ๆ - แบบคำร้องตา่ ง ๆ
- ใบสมคั รศึกษาต่อ
- แบบฝากสง่ พัสดุและไปรษณียภัณฑ์
ท ๒.๑ ป.๖/๘ เขยี นเร่อื งตาม ➢ การเขียนเร่ืองตามจนิ ตนาการและสร้างสรรค์
จนิ ตนาการและสร้างสรรค์
ท ๒.๑ ป.๖/๙ มมี ารยาทใน ➢ มารยาทในการเขียน
การเขียน
108
สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอยา่ งมีวิจารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคดิ และ
ความรสู้ ึกในโอกาสต่าง ๆ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์
ชั้น ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๖ ท ๓.๑ ป.๖/๑ พูดแสดงความรู้ ➢ การพดู แสดงความรู้ ความเขา้ ใจในจุดประสงค์
ความเข้าใจ จุดประสงค์ ของเรอ่ื งที่ ของเรื่อง ทฟี่ ังและดูจากสอ่ื ต่าง ๆ ไดแ้ ก่
ฟังและดู - ส่อื สง่ิ พมิ พ์
ท ๓.๑ ป.๖/๒ ตง้ั คำถามและตอบ - สอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์
คำถามเชิงเหตุผล จากเรอ่ื งที่ฟัง
และดู
ท ๓.๑ ป.๖/๓ วิเคราะห์ความ ➢ การวิเคราะหค์ วามน่าเชื่อถือจากการฟงั และดสู อ่ื
นา่ เช่อื ถือจากการฟงั และดูสอ่ื โฆษณา
โฆษณาอย่างมีเหตผุ ล
ท ๓.๑ ป.๖/๔ พดู รายงานเรื่องหรอื ➢ การรายงาน เชน่
ประเดน็ ทีศ่ กึ ษา คน้ คว้าจากการฟัง - การพดู ลำดับขั้นตอนการปฏิบตั งิ าน
การดู และการ สนทนา - การพูดลำดบั เหตุการณ์
ท ๓.๑ ป.๖/๕ พูดโนม้ นา้ วอยา่ งมี ➢ การพูดโนม้ น้าวในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น - การ
เหตผุ ล และ นา่ เชื่อถือ เลือกตัง้ กรรมการนักเรียน - การรณรงคด์ า้ นต่าง ๆ -
การโตว้ าที
ท ๓.๑ ป.๖/๖ มมี ารยาทในการฟัง ➢ มารยาทในการฟงั การดู และการพูด
การดู และการพูด
109
สาระท่ี ๔ หลกั การใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลัง
ของภาษา ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ขิ องชาติ
ชั้น ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.๖ ท ๔.๑ ป.๖/๑ วิเคราะห์ชนดิ และ ➢ ชนดิ ของคำ
หนา้ ท่ีของคำใน ประโยค - คำนาม
- คำสรรพนาม
- คำกริยา
- คำวเิ ศษณ์
- คำบพุ บท
- คำเชอ่ื ม
- คำอุทาน
ท ๔.๑ ป.๖/๒ ใช้คำไดเ้ หมาะสมกบั ➢ คำราชาศพั ท์
กาลเทศะและ บุคคล ➢ ระดับภาษา
➢ ภาษาถน่ิ
ท ๔.๑ ป.๖/๓ ➢ คำทมี่ าจากภาษาต่างประเทศ
รวบรวมและบอกความหมายของคำ
ภาษาตา่ งประเทศท่ีใช้ในภาษาไทย
ท ๔.๑ ป.๖/๔ ระบลุ กั ษณะของ ➢ กลุม่ คำหรอื วลี
ประโยค ➢ ประโยคสามญั
➢ ประโยครวม
➢ ประโยคซ้อน
ท ๔.๑ ป.๖/๕ แตง่ บทร้อยกรอง ➢ กลอนสุภาพ
ท ๔.๑ ป.๖/๖ วิเคราะห์และ ➢ สำนวนทีเ่ ปน็ คำพงั เพย และสภุ าษิต
เปรียบเทยี บสำนวนทีเ่ ปน็ คำพงั เพย
และสุภาษิต
110
สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คณุ ค่า
และนำมาประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตจริง
ชัน้ ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๖ ท ๕.๑ ป.๖/๑ แสดงความคดิ เห็น ➢ วรรณคดแี ละวรรณกรรม เช่น
จากวรรณคดหี รอื วรรณกรรมทอ่ี ่าน - นิทานพืน้ บา้ นท้องถ่ินตนเองและท้องถ่นิ อื่น
ท ๕.๑ ป.๖/๒ เล่านิทานพ้นื บา้ น - นทิ านคติธรรม
ท้องถ่นิ ตนเอง และ นิทานพน้ื บา้ น - เพลงพ้นื บ้าน
ของทอ้ งถิ่นอ่ืน ท ๕.๑ ป.๖/๓ - วรรณคดแี ละวรรณกรรมในบทเรียนและตามความ
อธิบายคณุ คา่ ของวรรณคดแี ละ สนใจ
วรรณกรรมที่อ่านและนำไป
ประยกุ ต์ใช้ ในชวี ิตจรงิ
ท ๕.๑ ป.๖/๔ ➢ บทอาขยานและบทรอ้ ยกรองทีม่ คี ณุ ค่า
ทอ่ งจำบทอาขยานตามที่กำหนด - บทอาขยานตามทีก่ ำหนด
และบทรอ้ ยกรองทม่ี คี ุณค่าตาม - บทรอ้ ยกรองตามความสนใจ
ความสนใจ
111
คำอธิบายรายวิชา
ท ๑๖๑๐๑ ภาษาไทย คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน
ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๖
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
เวลา ๑๖๐ ชว่ั โมง/ปี
ศึกษาและฝึกอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้อง พร้อมทั้งอธิบาย
ความหมายของคำ ประโยคและข้อความที่เป็นโวหาร อ่านจับใจความเรื่องอย่างหลากหลายจากสื่อ
ต่าง ๆ โดยจับเวลาแล้วถามเกี่ยวกับเร่ืองทีอ่ ่าน แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเหน็ อธิบายการนำความรู้
และความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต อ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง
ข้อแนะนำและปฏิบัติตาม อ่านข้อมูลจากแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ อ่านหนังสือตามความ
สนใจและอธิบายคุณค่าที่ได้รับ และมีมารยาทในการอ่าน คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่ง
บรรทัดตามรูปแบบการเขยี นตัวอักษรไทย เขยี นคำขวัญ คำอวยพร และประกาศ โดยใช้คำได้ถูกต้อง
ชัดเจนและเหมาะสม เขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางานเขียน เขียน
เรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการ ได้แก่ แบบคำร้อง ใบสมัครศึกษาต่อ แบบ
ฝากสง่ พัสดแุ ละไปรษณียภัณฑ์ เขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการและสรา้ งสรรค์ และมมี ารยาทในการเขียน
พดู แสดงความรู้ ความเข้าใจจดุ ประสงค์ของเรือ่ งท่ฟี ังและดู ตัง้ คำถาม และตอบคำถามเชิงเหตุผลจาก
เรื่องที่ฟังและดู วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากการฟัง และดูโฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดรายงานเรื่อง
หรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้า จากการฟัง การดู และการสนทนา พูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลและ
นา่ เช่ือถือ และมมี ารยาทในการฟงั การดู และการพดู วิเคราะห์ชนิดและหน้าท่ีของคำในประโยค ใช้
คำได้เหมาะสมกับกาลเทศะและบคุ คลทั้งคำราชาศัพท์ ระดับภาษา และภาษาถิ่น รวบรวมและบอก
ความหมายของคำภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย ระบุลักษณะของประโยคสามัญ ประโยครวม
ประโยคซ้อน รวมทั้งกลุ่มคำหรือวลี แต่งกลอนสุภาพ และวิเคราะห์ เปรียบเทียบ สำนวนที่เป็นคำ
พังเพย และสุภาษิต เล่านิทานพื้นบ้านท้องถิ่นตนเองและนิทานพื้นบ้านของท้องถิ่นอื่น แสดงความ
คิดเห็นและอธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และ
ท่องจำบทอาขยานตามทก่ี ำหนด และบทร้อยกรองท่มี คี ุณคา่ ตามความสนใจ
กิจกรรมการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนสังเกตและตอบคำถามที่กระตุ้นความคิดอย่างเป็นลำดับ
เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ฝึกประมวลคำและนำคำไปใช้อย่างถูกต้อง ส่งเสริมการ
สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบ และเรยี นรู้ภาษาไทยทใี่ ชใ้ นชวี ติ ประจำวนั จากสื่อต่าง ๆ รวมทั้ง
มุง่ พฒั นากระบวนการกลมุ่ การวางแผน และกระบวนการคิด
112
เพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักภาษา เกิดทักษะในการใช้ภาษาเพือ่ การส่ือสาร สามารถนำไปใช้
ในชวี ิตประจำวนั ได้ มคี วามชืน่ ชม เหน็ คุณคา่ ภูมิปญั ญาไทยและภูมิใจในภาษาประจำชาติ
รหสั ตวั ชี้วัด
ท ๑.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕, ป.๖/๖, ป.๖/๗, ป.๖/๘, ป.๖/๙
ท ๒.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕, ป.๖/๖, ป.๖/๗, ป.๖/๘, ป.๖/๙
ท ๓.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕, ป.๖/๖
ท ๔.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕, ป.๖/๖
ท ๕.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔
รวมทัง้ หมด ๓๔ ตัวชว้ี ัด
113
โครงสรา้ งรายวิชา
ท ๑๖๑๐๑ ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖ เวลา ๑๖๐ ชัว่ โมง/ปี
หน่วย ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้ เวลา สดั สว่ น
ท่ี ตวั ชี้วัด (ชัว่ โมง) คะแนน
ท ๔.๑ ป.๖/๑
๑ คำนาม...ใชเ้ รยี กตาม คำนามเป็นคำชนดิ หนึง่ ท่ีใช้
ช่อื เรียก คน พชื สัตว์ ส่งิ ของ และ
สถานท่ี คำนามทำหนา้ ที่ ๑๐ ๔
เป็นได้ทัง้ ประธานและกรรม ใน
ประโยคซงึ่ ใชส้ อื่ สารใน
ชวี ติ ประจำวัน
๒ คำแทนชอ่ื ... นคี้ ือ ท ๔.๑ ป.๖/๑ คำสรรพนามเปน็ คำทใ่ี ช้แทน
สรรพนาม
คำนามเพื่อไม่ตอ้ งกล่าว
คำนามนนั้ ซ้ำอีก คำสรรพ
นามเป็นคำท่ตี อ้ งใช้ในการ ๑๐ ๔
สนทนาในชีวติ ประจำวนั จงึ
ตอ้ งเลือกใชก้ บั บุคคลต่าง ๆ
ให้ถูกต้องและเหมาะสม
๓ คำกริยา...สอ่ื อาการ ท ๔.๑ ป.๖/๑ คำกริยาเป็นคำทีแ่ สดงอาการ
หรือสภาพ หรอื การกระทำ
ของประธานในประโยค ซึ่ง ๑๐ ๔
เปน็ คำนามหรอื คำสรรพนาม
ประโยคทกุ ประโยคจะต้องมี
คำกริยา
๔ ขยายคำ...ควรจำ คำ ท ๔.๑ ป.๖/๑ คำวิเศษณ์เปน็ คำท่ีใชข้ ยาย
วเิ ศษณ์
หรือประกอบคำอนื่ คือคำนาม
คำสรรพนาม คำกริยา หรือ คำ ๑๐ ๔
วเิ ศษณด์ ้วยกันเองเพอ่ื ให้ ได้
ใจความชดั เจนยิ่งข้ึน
114
หนว่ ย ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี ตวั ชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
ท ๔.๑ ป.๖/๑
๕ บุพบท...จดจำ คำบุพบททำหนา้ ที่แสดง ๔
นำหน้าคำหรือ ความสัมพันธ์ระหว่างคำหรือ ๕
ข้อความ กล่มุ คำเพ่อื บอกเวลา ตำแหน่ง ๕
๕
ทต่ี ง้ั สถานที่ ความ เปน็ ๑๐ ๕
เจา้ ของ ความเกีย่ วขอ้ ง หรือ
ความประสงค์ จงึ ควร เลือกใช้
คำบพุ บทแต่ละชนดิ ใหถ้ กู ต้อง
และเหมาะสม
๖ คำสันธาน...สะพาน ท ๔.๑ ป.๖/๑ คำสันธานใชเ้ ช่อื มคำ ประโยค
เชื่อมคำและประโยค
หรอื ข้อความใหม้ ีใจความ
ตอ่ เนอื่ งกัน ประโยคทม่ี ี
คำสนั ธานจะสามารถแยกเปน็ ๑๐
ประโยคย่อยได้ คำสนั ธานทำ
ใหป้ ระโยคหรือขอ้ ความ
สละสลวยขน้ึ
๗ คำอุทาน... ส่ือสาร ท ๔.๑ ป.๖/๑ คำอุทานใช้แทนอารมณ์
อารมณ์
ความรสู้ ึกตา่ ง ๆ ของผพู้ ดู ทำ ๑๐
๘ ระดับภาษา ราชา ท ๔.๑ ป.๖/๒ ให้ผฟู้ งั เขา้ ใจสง่ิ ที่พูดชัดเจน
ศพั ท์ ภาษาถ่ิน...ใช้ให้
เคยชนิ และเหมาะสม ยิ่งขึ้น
๙ คำในภาษาไทย... ที่ ท ๔.๑ ป.๖/๓ การเลอื กใช้ภาษาในการ
นำมาใชจ้ าก
ภาษาต่างประเทศ สื่อสารกับบุคคลตา่ ง ๆ ได้
อย่างเหมาะสมเป็นการ ๑๐
อนรุ ักษ์วัฒนธรรมทางภาษา ซ่งึ
เปน็ เอกลกั ษณ์อยา่ งหน่ึง ของ
ชาต
การรู้ลกั ษณะของคำและ
ความหมายของคำ ๑๐
ภาษาตา่ งประเทศท่ใี ช้ใน ภาษา
115
หน่วย ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี ตวั ช้ีวัด (ชวั่ โมง) คะแนน
ทำให้อา่ น เขยี น และ เขา้ ใจ ๕
ขอ้ ความต่าง ๆ ได้ ถูกต้อง ๕
ชดั เจนยิง่ ขน้ึ ๕
๑๐ สงั เกตอย่างไร... ท ๔.๑ ป.๖/๔ ประโยคใช้ส่อื สารใน ๕
ประโยคชนิดใด หรือ
กลุ่มคำ ชีวิตประจำวนั การใช้ประโยค ๑๐
ได้ถูกตอ้ งจะทำให้การสื่อสาร มี
๑๑ กลอนสุภาพ...ซาบซ้งึ ท ๔.๑ ป.๖/๕
ใจ ประสทิ ธภิ าพ
การแต่งบทรอ้ ยกรองตอ้ ง
คำนึงถงึ ลกั ษณะและขอ้ กำหนด
ของบทรอ้ ยกรอง แตล่ ะ
ประเภท รู้จกั เลือกสรร ถ้อยคำ ๑๐
ทม่ี ีความหมายและ เสยี งคล้อง
จองเหมาะสมมาใช้ จึงจะทำให้
บทรอ้ ยกรองนั้น ไพเราะ
สละสลวย
๑๒ สำนวนไทย...สอนใจ ท ๔.๑ ป.๖/๖ คำพงั เพยและสุภาษิตเปน็
ให้ คิด
สำนวนไทยทม่ี คี วามหมายใน ๑๐
เชงิ เปรยี บเทยี บและให้คติ
สอนใจ
๑๓ อ่านคลอ่ ง...ตอ้ งรวู้ ิธ ท ๑.๑ ป.๖/๑, ๑. การอา่ นออกเสยี งบทร้อย
ป.๖/๒, ป. ๖/๓,
ป.๖/๔, ป.๖/๕, แกว้ ตอ้ งออกเสียงใหถ้ ูกตอ้ ง
ป.๖/๖, ป.๖/๗,
ป.๖/๘, ป.๖/๙ ชดั เจนตามอกั ขรวิธี เว้นวรรค
ตอนเหมาะสม ใชน้ ้ำเสียงนา่ ฟงั ๑๐
มเี สียงหนกั เสยี งเบา การอา่ น
นัน้ จงึ จะมีประสิทธิภาพเกิด
ความน่าสนใจ ผฟู้ ังสามารถจบั
ใจความได้ง่ายและถกู ตอ้ ง
116
หนว่ ย ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้ เวลา สดั สว่ น
ท่ี ตวั ชี้วัด (ช่ัวโมง) คะแนน
๒. การอา่ นออกเสียงบทรอ้ ย
กรองได้ถูกต้องตามลกั ษณะคำ
ประพันธแ์ ละอักขรวธิ ี รูจ้ ัก
เอ้ือนเสียง แสดงอารมณ์ตาม
เนอ้ื หาความ จะทำให้บท
รอ้ ย-กรองนน้ั เกดิ ความ
ไพเราะน่าฟงั ย่ิงขึน้
๓. การฝกึ ฝนการอ่านจับ
ใจความตามหลักเกณฑอ์ ย่าง
สม่ำเสมอจะทำให้เขา้ ใจ
สาระสำคญั ของเร่ืองได้ถูกตอ้ ง
และอา่ นเรอ่ื งได้
รวดเรว็ ยิง่ ข้นึ
๔. การอา่ นงานเขยี นเชงิ
อธิบาย คำสั่ง ขอ้ แนะนำ และ
ปฏิบตั ิตามอย่างถูกตอ้ งจะทำ
ให้ได้รับประโยชนใ์ นการ
นำไปใช้อย่างเต็มท่ี
๕. การอ่านข้อมูลจากแผนผัง
แผนที่ แผนภมู ิ และกราฟทำให้
เขา้ ใจความหมายรวดเรว็
ชัดเจนยง่ิ ข้ึนและนำไปใช้
ประโยชนไ์ ด้งา่ ย
๖. การอา่ นหนงั สือไมว่ า่ จะ
เป็นหนังสอื ประเภทใด ล้วนแต่
มีความสำคญั ในการสรา้ ง
พฤติกรรมแหง่ การเรยี นรไู้ ด้
ตลอดชวี ติ
117
หน่วย ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี ตัวช้วี ัด (ชั่วโมง) คะแนน
๗. การมมี ารยาทในการอา่ น ๕
แสดงถงึ อุปนิสยั ทด่ี ีซ่งึ
น่าชืน่ ชม
๑๔ เขยี นชำนาญ... งาน ท ๒.๑ ป.๖/๑, ๑. การคัดลายมือเปน็ ทกั ษะที่
สรา้ งสรรค์ ป.๖/๒, ป.๖/๓,
ป.๖/๔, ป.๖/๕, ตอ้ งฝกึ ฝนอยูเ่ สมอ เพ่อื พัฒนา
ป.๖/๖, ป.๖/๗,
ป.๖/๘, ป.๖/๙ ลายมอื และเขียนหนงั สอื ให้
ถกู ตอ้ ง ลายมือที่ อา่ นง่าย เปน็
ระเบยี บ เรียบร้อย สะอาด
นอกจาก ทำให้ผู้อ่านสบายตา
เกดิ ความรสู้ กึ อยากอา่ น
ข้อความ นน้ั แล้วยังแสดงให้
เหน็ ว่า ผู้เขยี นมคี วามต้ังใจ
และมี มารยาททดี่ ีในการเขยี น
๒. การเขยี นส่ือสารตอ้ งใช้
ถ้อยคำ สำนวนภาษา รวมทงั้
รปู แบบให้ถกู ตอ้ งเหมาะสม ๑๕
เพ่ือสอื่ ความหมายได้ชัดเจน
ตรงตามวัตถปุ ระสงค์
๓. การเขยี นแผนภาพโครง
เรอื่ งและแผนภาพความคิด
เพื่อใช้พฒั นางานเขยี นจะ ชว่ ย
ให้การนำเสนอขอ้ มูลมี ระบบ
งานเขยี นมีประเดน็ ชดั เจนและ
ไดค้ วามครบถ้วน สมบูรณ์
๔. การเขียนเรียงความมี
รูปแบบเฉพาะคือมีคำนำ เนอ้ื
เร่อื ง และสรปุ เปน็ การ เขยี น
เพ่อื ถ่ายทอดความรู้ ความคดิ
118
หนว่ ย ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรียนรู้ เวลา สัดส่วน
ท่ี ตวั ชี้วัด (ช่ัวโมง) คะแนน
ความรู้สกึ และ ประสบการณ์
ไปยังผู้อา่ น
๕. การเขยี นย่อความเป็น การ
นำใจความสำคัญของ เนอื้ เรอ่ื ง
แตล่ ะย่อหนา้ มาเรียบเรียงใหม่
ใหต้ ่อเน่ืองกัน ซ่ึงจะช่วยให้การ
ส่อื สารเกดิ ความเข้าใจไดง้ ่าย
ย่งิ ขน้ึ
๖. การเขยี นจดหมายส่วนตัว
เพอ่ื ใชต้ ิดตอ่ สอื่ สารกบั บดิ า
มารดาญาติพนี่ ้อง หรอื เพือ่ น
ควรเลอื กใช้ถอ้ ยคำ สำนวน
ภาษาใหถ้ ูกตอ้ งเหมาะสมกับ
สถานการณ์ จะทำใหก้ าร
ส่ือสารนน้ั ประสบผลสำเร็จตรง
ตามวัตถปุ ระสงค์
๗. การกรอกแบบรายการได้
ครบถว้ น ถกู ต้องดว้ ยลายมือที่
อ่านงา่ ย สะอาด เรยี บร้อยจะ
ทำใหก้ ารติดตอ่ สือ่ สารกับ
หนว่ ยงานหรือองค์กรต่าง ๆ
ประสบความสำเรจ็
๘. การเขียนเรือ่ งตาม
จนิ ตนาการ ต้องมคี วามรู้
เก่ียวกบั เร่ืองน้นั อยา่ งดี
จากนั้นจึงวางโครงเร่อื งท่ี
สนกุ และนา่ สนใจ แลว้ เรียบ
เรยี งเร่ืองโดยใช้สำนวนภาษาท่ี
119
หนว่ ย ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี ตวั ชีว้ ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
เหมาะสม เพ่ือให้ผู้อา่ นเหน็ ๕
ภาพและเกดิ ความร้สู กึ คลอ้ ย
ตามเนื้อเรือ่ งท่อี ่าน
๙. การมมี ารยาทในการเขยี น
จะชว่ ยให้การถา่ ยทอดความรู้
และความคิดของผู้เขยี นไปสู่
ผูอ้ า่ นมี
ประสิทธิภาพและประสบ
ผลสำเร็จ
๑๕ ฟัง ดู รูส้ นทนา... ท ๓.๑ ป.๖/๑, ๑.การพูดแสดงความรู้ ความ
ภาษาสือ่ สาร ป.๖/๒,
ป.๖/๓, เข้าใจจุดประสงคข์ องเรือ่ งทีฟ่ ัง
ป.๖/๔,
ป.๖/๕, และดู ต้องฟังและดูเรื่องนั้นให้
ป.๖/๖
ตลอด จึงจะสามารถพูดได้
ถกู ตอ้ ง และนำความรู้สนิ คา้ ทมี่ ี
คณุ ภาพหรอื ใชบ้ ริการตามท่ี
ต้องการอยา่ งคุ้มคา่
๔. การพดู รายงานทีด่ ีทำให้การ
นำเสนอขอ้ มูลมีความน่าสนใจ
ผ้ฟู ังได้รบั ความรู้และประโยชน์ ๑๕
จากการฟงั
๕. การพดู โน้มน้าวเปน็ การ
พดู จูงใจหรือเชญิ ชวนให้ผูฟ้ งั
เกดิ ความรสู้ กึ คล้อยตามหรอื
เกดิ กำลังใจในการทำสิ่งใดสิ่ง
หนึง่ ที่เกิดประโยชนแ์ ก่สว่ นรวม
๖. การมมี ารยาทในการฟัง
การดู และการพูดจะทำใหร้ ับ
สารและส่งสารไดเ้ หมาะสมกบั
120
หนว่ ย ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ สาระการเรยี นรู้ เวลา สัดสว่ น
ท่ี ตัวช้วี ัด (ชั่วโมง) คะแนน
กาลเทศะ เป็นท่ชี นื่ ชมของผูท้ ่ี ๗๐
๓๐
พบเหน็ ๑๖๐ ๑๐๐
รวมคะแนนระหวา่ งปี
คะแนนทดสอบปลายภาค
รวม
121
สื่อ/ แหลง่ เรียนรู้
สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรูใ้ ห้ผู้เรียนเข้าถงึ
ความร้ทู ักษะกระบวนการและคณุ ลักษณะตามมาตรฐานของหลกั สูตรไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ส่ือการ
เรียนร้มู ีหลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สอื่ ส่ิงพมิ พ์ส่ือเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรยี นรู้ต่าง ๆ
ที่มีในท้องถิ่นการเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรูท้ ่ี
หลากหลายของผู้เรียนการจัดหาส่ือการเรยี นรู้ผ้เู รยี นและผู้สอนสามารถจัดทำและพฒั นาข้ึนเอง หรือ
ปรบั ปรงุ เลอื กใช้อยา่ งมีคณุ ภาพจากสื่อต่าง ๆ ทม่ี ีอยรู่ อบตวั เพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้
ที่สามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง
เพือ่ พัฒนาใหผ้ ู้เรยี น เกิดการเรยี นรู้อยา่ งแทจ้ ริงสถานศกึ ษาเขตพ้นื ที่การศึกษา หนว่ ยงานที่เกี่ยวข้อง
และผ้มู หี นา้ ท่จี ัดการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน ควรดำเนินการดงั นี้
๑. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ศูนย์สื่อการเรียนรู้ระบบสารสนเทศการเรียนรู้และเครือข่าย
การเรยี นรทู้ ่มี ปี ระสิทธิภาพท้ังในสถานศึกษาและในชุมชน เพอ่ื การศึกษาคน้ คว้าและการแลกเปลี่ยน
ประสบการณก์ ารเรียนรู้ระหวา่ งสถานศึกษา ท้องถนิ่ ชมุ ชน สังคมโลก
๒. จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรยี น เสริมความรู้ให้ผู้สอน
รวมท้งั จัดหาส่งิ ทม่ี ีอยูในท้องถ่ินมาประยกุ ตใ์ ช้เปน็ สือ่ การเรียนรู้
๓. เลือกและใช้ส่ือการเรียนรู้ทม่ี ีคุณภาพ มคี วามเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับ
วธิ ีการเรยี นร้ธู รรมชาตขิ องสาระการเรียนรู้และความแตกต่างระหว่างบคุ คลของผูเ้ รยี น
๔. ประเมนิ คุณภาพของส่ือการเรยี นรู้ทเี่ ลือกใช้อยา่ งเปน็ ระบบ
๕. ศึกษาค้นควา้ วจิ ยั เพ่ือพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคลอ้ งกบั กระบวนการเรียนรู้ของผเู้ รยี น
๖. จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช้ส่ือ
การเรียนรู้เป็นระยะ ๆ และสมำ่ เสมอ
ในการจัดทำ การเลือกใช้และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษาควร
คำนึงถึงหลักการสำคัญของสื่อการเรียนรู้เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้
การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้องและทันสมัย
ไมก่ ระทบความมั่นคงของชาติ ไม่ขดั ตอ่ ศลี ธรรม มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง รปู แบบการนำเสนอท่ีเข้าใจ
ง่าย และน่าสนใจ
122
การวัดผลและประเมนิ ผล
อัตราส่วนคะแนน คะแนนระหวา่ งปีการศึกษา : สอบปลายปกี ารศกึ ษา = ๗๐ : ๓๐
รายการวัด คะแนน
ระหวา่ งภาคมกี ารวดั และประเมินผล ดังนี้ ๗๐
๑. คะแนนระหวา่ งปีการศกึ ษา ๖๐
๑.๑ วัดโดยใช้แบบทดสอบ
๑.๒ วัดทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลอื กวัดตามแผนการจดั การ
เรยี นร)ู้
๑.๒.๑ ภาระงานท่มี อบหมาย
- การทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/สมดุ งาน
- การศกึ ษาคน้ คว้า/การนำเสนองาน
- การรว่ มกิจกรรมการเรียนรู้
๑.๒.๒ ทกั ษะการส่อื สารทางภาษาไทย และสมรรถนะสำคญั ของ
ผู้เรยี น
- การอา่ น
- การเขยี น
- การฟัง ดู พูด
๑.๓ วัดคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
๒. คะแนนสอบกลางปีการศึกษา วดั และประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ ๑๐
คะแนนสอบปลายปกี ารศกึ ษา มวี ัดและประเมนิ ผลโดยใช้แบบทดสอบ ๓๐
รวม ๑๐๐
123
เกณฑ์การวัดผลประเมนิ ผล
๑. การวัดและประเมนิ ผลโดยใชแ้ บบทดสอบ
๑.๑ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบเลือกตอบ พิจารณาจากความถูกผดิ ของการ
เลอื กตอบ
ตอบถกู ให้ ๑ คะแนน ตอบผิดให้ ๐ คะแนน
๑.๒ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบถกู ผดิ พิจารณาจากความถกู ผิดของคำตอบ
ตอบถูกให้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๓ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบเตมิ คำ พิจารณาจากความถูกผิดของคำตอบ
ตอบถูกให้ ๑ คะแนน ตอบผิดให้ ๐ คะแนน
๑.๔ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบจบั คู่ พจิ ารณาจากความถูกผดิ ของการจบั คู่
จบั คู่ถูกให้ ๑ คะแนน จับคูผ่ ิดให้ ๐ คะแนน
๑.๕ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบเปรยี บเทียบ พจิ ารณาจากความถูกผดิ ของการ
เปรยี บเทยี บ
เปรยี บเทยี บถูกให้ ๑ คะแนน เปรยี บเทยี บผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๖ เกณฑ์การให้คะแนนแบบทดสอบแบบเขียนตอบ พิจารณาจากคำตอบในภาพรวม
ทั้งหมด โดยกำหนดระดับคะแนนเป็น ๔ ระดับ ดังน้ี
ระดับคะแนน เกณฑ์การให้คะแนน
๓ ตอบได้ถกู ตอ้ ง สามารถอธิบายเหตุผลไดอ้ ยา่ งชัดเจน
๒ ตอบไดถ้ กู ต้อง สามารถอธิบายเหตุผลได้เป็นบางส่วน แต่ยังไม่ชดั เจน
๑ ตอบไดถ้ กู ตอ้ ง แต่ไมส่ ามารถอธิบายเหตุผลได้
๐ ตอบไมถ่ กู ตอ้ ง และไมส่ ามารถอธบิ ายเหตุผลได้
124
๒. การวัดและประเมินผลดา้ นทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ
๒.๑ ภาระงานท่มี อบหมาย
- ใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทกั ษะ
กำหนดเกณฑ์การทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทักษะ ๔ ระดับ ดังน้ี
ระดับคะแนน เกณฑ์การใหค้ ะแนน
๔ (ดมี าก) - ทำใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝกึ ทกั ษะครบถว้ นและเสร็จตามกำหนดเวลา
- ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะไดถ้ ูกต้อง
- แสดงลำดบั ขน้ั ตอนของการทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะชดั เจน
เหมาะสม
๓ (ดี) - ทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทักษะครบถ้วนและเสรจ็ ตามกำหนดเวลา
- ทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทักษะไดถ้ กู ต้อง
- สลับข้นั ตอนของการทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทกั ษะ หรอื ไม่ระบุขน้ั ตอน
ของการทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝึกทักษะ
๒ (พอใช้) - ทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝึกทกั ษะครบถ้วน แตเ่ สรจ็ หลังกำหนดเวลา
เล็กน้อย
- ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทักษะขอ้ ไมถ่ กู ต้อง
- สลับขนั้ ตอนของการทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝึกทกั ษะ หรือไม่ระบขุ น้ั ตอน
ของการทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทักษะ
๑ (ปรบั ปรุง) - ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทกั ษะไมค่ รบถ้วน หรอื ไม่เสร็จตามกำหนดเวลา
- ทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทักษะไมถ่ กู ตอ้ ง
- แสดงลำดบั ขั้นตอนของการทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทกั ษะไม่สมั พันธก์ บั
โจทย์หรือไม่แสดงลำดบั ข้นั ตอน
๒.๒ ทักษะการสื่อสารทางภาษาไทยและสมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
๑) การวดั ผลและประเมนิ การเรียนรู้ด้านภาษา การวดั ผลและประเมนิ การเรียนรู้ด้านภาษา
เป็นงานที่ยากซึ่งต้องการความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการพัฒนาทางภาษา ดังนั้นผู้ปฏิบัติหน้าท่ี
วัดผลการเรียนรู้ด้านภาษาจำเป็นต้องเข้าใจหลักการของการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อเป็นพื้นฐาน
การดำเนนิ งาน ดังน้ี
(๑.๑) ทักษะทางภาษาทั้งการฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียนมี
ความสำคัญเท่า ๆ กนั และทกั ษะเหล่านี้จะบูรณาการกนั ในการเรียนการสอนจะไมแ่ ยกฝึกทักษะทีละ
125
อยา่ งจะตอ้ งฝกึ ทักษะไปพรอ้ ม ๆ กนั และทกั ษะทางภาษาทกั ษะหนึ่งจะสง่ ผลตอ่ การพัฒนาทักษะทาง
ภาษาอนื่ ๆ ดว้ ย
๑.๒) ผู้เรียนต้องได้รับการพัฒนาความสามารถทางภาษาพร้อมกับการพัฒนา
ความคิดเพราะภาษาเป็นสื่อของความคิด ผู้ที่มีทักษะและความสามารถในการใช้ภาษาจะช่วยให้
ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดด้วยขณะเดียวกันการเรียนภาษาจะเรียนร่วมกันกับผู้อื่นมีการ
ตดิ ตอ่ สอ่ื สาร ใช้ภาษาในการติดตอ่ กับเพื่อนกบั ครูจึงเปน็ การฝึกทกั ษะทางสังคมดว้ ย เม่ือผู้เรียนได้ใช้
ภาษาในสถานการณจ์ ริงทั้งในบริบททางวิชาการในห้องเรียนและในชุมชนจะทำให้ผูเ้ รียนได้ใช้ภาษา
และได้ฝึกทักษะทางสังคมในสถานการณจ์ รงิ
(๑.๓) ผู้เรียนต้องเรียนรู้การใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนอย่างถูกต้องด้วย
การฝึกการใช้ภาษามิใช่เรียนรู้กฎเกณฑ์ทางภาษาแต่เพียงอยางเดียว การเรียนภาษาจะต้องเรียนรู้
ไวยากรณ์หรือหลักภาษา การสะกดคำ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และนำความรู้ดังกลา่ วไปใช้ใน
การฝกึ ฝนการเขียน พัฒนาทกั ษะทางภาษาของตน
(๑.๔) ผู้เรียนทุกคนจะได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษาเท่ากัน แต่การ
พัฒนาทางภาษาจะไมเ่ ทา่ กัน และวิธกี ารเรียนร้จู ะตา่ งกนั
(๑.๕) ภาษากับวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กนั อยา่ งใกล้ชิด หลักสูตรจะตอ้ ง
ให้ความสำคัญและใชค้ วามเคารพและเหน็ คณุ คาของเชอื้ ชาติ จดั กจิ กรรมภมู หิ ลงั ของภาษาและการใช้
ภาษาถิ่นของผู้เรียน และช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาภาษาไทยของตน และพัฒนาความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับ
ภาษาไทยและกระตุ้นให้ผเู้ รียนสามารถเรียนภาษาไทยดว้ ยความสุข
(๑.๖) ภาษาไทยเป็นเครื่องมือของการเรียนรูแ้ ละทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
จะตอ้ งใชภ้ าษาไทยเปน็ เครอื่ งมอื การส่ือสารและการแสวงหาความรู้การเรียนทกุ กลุ่มสาระการเรียนรู้
จะใชภ้ าษาไทยคิดวิเคราะห์การคิดสรางสรรคก์ ารอภิปราย การเขยี นรายงาน การเขียนโครงการ การ
ตอบคำถามการตอบข้อทดสอบ ดังนั้นครูทุกคนไม่ว่าจะสอนวิชาใดก็ตามจะต้องใช้ภาษาที่เป็นแบบ
แผน เป็นตวั อย่างท่ดี ีแก่นักเรียน และต้องสอนการใชภ้ าษาแก่ผู้เรียนดว้ ยเสมอ
๒) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการเรียนของผู้เรียนวิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู ที่ถกู
นำมาใช้ในการประเมนิ โดยทว่ั ไป ได้แก่ การสงั เกต การตรวจงานหรอื ผลงาน การทดสอบความรู้การ
ตรวจสอบการปฏิบัติ และการแสดงออกอย่างไรก็ตาม มีการนำเสนอแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมลู
โดยพิจารณาจากเป้าประสงค์ของการประเมินที่เฉพาะเจาะจงในรายละเอียด เพื่อข้อมูลที่ได้จะ
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ตอ่ การปรับปรงุ พฒั นากระบวนการเรยี นรไู้ ด้อย่างแท้จรงิ ดงั น้ี
(๒.๑) การให้ตอบแบบทดสอบ ทงั้ ในลกั ษณะทเี่ ปน็ แบบเลอื กคำตอบ ไดแ้ ก่
ข้อสอบแบบเลือกตอบ ถูก-ผิด จับคู่ และข้อสอบชนิดให้ผู้สอบสร้างคำตอบ ได้แก่ เติมข้อความใน
ชอ่ งวา่ งคำตอบสน้ั เป็นประโยค เป็นขอ้ ความ แผนภูมิการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการนเ้ี หมาะกับการ
126
วัดความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ ซึ่งมีข้อดีทีใ่ ช้เวลาในการดำเนนิ การน้อย
ง่าย และสะดวกต่อการนำไปใช้ให้ผลการประเมินทต่ี รงไปตรงมา เนือ่ งจากมีเกณฑก์ ารประเมนิ ชัดเจน
แตไ่ มเ่ หมาะกบั การนำไปใช้กบั ผลการเรยี นรูท้ เี่ ปน็ เจตคตคิ ่านิยม
(๒.๒) การพิจารณาจากผลงาน เช่น เรียงความ รายงานการวิจัย บันทึก
ประจำวนั รายงานการทดลอง บทละครบทร้อยกรอง แฟม้ ผลงาน เป็นต้น ผลงานจะเปน็ ตัวแสดงให้
เห็นการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการปฏิบัติงานของผู้เรียน จุดเด่นของการประเมินโดยดูจาก
ผลงานนี้คือจะแสดงใหเ้ ห็นสิ่งที่นักเรยี นสามารถทำได้มีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้ผู้เรียน
สามารถประเมินตนเองได้เพื่อการปรับปรุงพัฒนาตนเองของผู้เรียน เพื่อนก็สามารถใช้เกณฑ์ในการ
ประเมินผลงานของผเู้ รยี นได้เชน่ กนั จดุ อ่อนของการประเมินจากผลงาน คือ ต้องมีการกำหนดเกณฑ์
การประเมินร่วมกัน ต้องใช้เวลาในการประเมินมาก รวมทั้งตัวแปรภายนอกอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อ
การประเมนิ ได้งา่ ย
(๒.๓) พิจารณาการปฏิบัติ โดยผู้สอนสามารถสังเกตการนำทักษะและ
ความรู้ไปใช้ได้โดยตรงในสถานการณ์ที่ให้ปฏิบัติจริง วิธีการนี้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการ
ประเมินมีคุณค่ามากหากผู้เรียนได้นำไปใช้ในการประเมินตนเองเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุง
พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ในกระบวนการประเมินจะมีเคร่ืองมอื ประกอบการดำเนินการคือ แบบสำรวจ
รายการประมาณคา และเกณฑ์การให้ระดบั คะแนน (scoring rubric)
(๒.๔) พิจารณากระบวนการ วิธีการนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้
กระบวนการคิดของผู้เรยี นมากกว่าทีจ่ ะดผู ลงานหรือการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เข้าใจกระบวนการคิดท่ี
ผเู้ รยี นใชว้ ิธกี ารท่ีครูผู้สอนใช้อยู่เป็นประจำในกระบวนการเรียนการสอน คอื การให้นกั เรียนคิดดัง ๆ
การต้ังคำถามให้นกั เรียนตอบ โดยครูจะเปน็ ผูส้ งั เกตวิธกี ารคดิ ของผเู้ รียนวิธีการเช่นน้เี ปน็ กระบวนการ
ที่จะให้ข้อมูลเพื่อการวินิจฉัย และเป็นข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่าง
ต่อเนื่อง ซึ่งเหมาะกับการประเมินพัฒนาการดานคุณธรรม จริยธรรม และลักษณะนิสัยจากแนว
ทางการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้นสามารถ นำมาพิจารณา
กำหนดแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลทักษะทางภาษาได้โดยการสังเกตผ่านพฤติกรร มการปฏิบัติ
ต่าง ๆ ของผู้เรียน เช่น การเล่าเรื่อง การให้คำชี้แจง การเล่าประสบการณ์การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
การปฏิสมั พนั ธก์ บั กลุ่มหรือบุคคลหากผลการเรียนรทู้ ตี่ ้องการจากการเรียนคือความรคู้ วามคิดเกี่ยวกับ
กฎเกณฑ์ของภาษาการใช้ภาษาวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินที่เหมาะสม คือ การใช้
ข้อสอบซึ่งอาจเป็นแบบเลือกตอบ หรือให้สร้างคำตอบการประเมินด้วยการกำหนดประเด็นการ
ประเมินที่แจกแจงระดับการปฏิบัติ(Rubric) ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ทีก่ ำลังได้รบั การ
ยอมรับและถูกนำมาใช้ในการประเมินผลการเรียนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผลการประเมินที่ได้มี
คณุ ค่าตอ่ การปรับปรงุ พัฒนาการเรียนรูข้ องผู้เรยี นมากกว่าตัวเลขคะแนน และมปี ระสทิ ธิภาพสำหรับ
127
การประเมินการปฏิบัติหรือผลงานที่ไม่มีคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว หรือการแก้ปัญหาทางเดียว
แต่จะมีคำตอบที่หลากหลายการตัดสินผลการประเมินจำเป็นต้องมีเกณฑ์การประเมินที่แสดงระดับ
คุณภาพที่ต้องการการประเมินความสามารถหรือทักษะทางภาษา เครื่องมือ ประเภทนี้น่าจะเป็น
เครื่องมือที่สามารถนำไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งสอดคล้อง แตเ่ นือ่ งจากสรา้ งยากแตห่ ากสามารถพฒั นาขึน้ ใช้ได้จะ
ช่วยให้ผลการประเมินเที่ยงตรง เชื่อถือได้และยุติธรรม รวมทั้งมีคุณค่าต่อการปรับปรุง และพัฒนา
ตนเองของผเู้ รียน เนือ่ งจากระบคุ วามคาดหวังของการปฏบิ ตั ิไวอ้ ย่างชัดเจน
๒.๓ สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
- การประเมินผลสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ประเมินโดยใช้แบบประเมิน สมรรถนะสำคญั
ของผู้เรยี นกำหนดเกณฑ์การประเมิน ดังนี้
ระดบั คะแนน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
๓ (ดีเย่ยี ม) ผูเ้ รยี นปฏิบตั ิตนตามสมรรถนะจนเปน็ นิสยั และนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั เพื่อ
ประโยชนส์ ุขของตนเองและสังคม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมินระดบั ดีเยีย่ ม
จำนวน ๓-๕ สมรรถนะ และไม่มสี มรรถนะใดไดผ้ ลการประเมนิ ตำ่ กวา่ ระดบั ดี
๒ (ดี) ผู้เรียนมีสมรรถนะในการปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์ เพ่อื ให้เปน็ การยอมรับของสังคม
พจิ ารณาจาก
๑. ไดผ้ ลการประเมินระดบั ดีเย่ียม จำนวน ๑-๒ สมรรถนะ และไมม่ สี มรรถนะ
ใดได้ผลการประเมนิ ตำ่ กว่าระดบั ดี หรือ
๒. ได้ผลการประเมนิ ระดับดเี ยยี่ ม จำนวน ๒ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใด
ไดผ้ ลการประเมนิ ต่ำกวา่ ระดบั ผ่าน หรือ
๓. ได้ผลการประเมนิ ระดบั ดี จำนวน ๔-๕ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใด
ได้ผลการประเมนิ ต่ำกว่าระดับผ่าน
๑ (พอใช)้ ผู้เรยี นรับรแู้ ละปฏิบตั ิตามกฎเกณฑแ์ ละเงือ่ นไขทสี่ ถานศึกษากำหนด พจิ ารณา
จาก
๑. ได้ผลการประเมินระดับผา่ น จำนวน ๔-๕ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใด
ได้ผลการประเมินตำ่ กวา่ ระดบั ผ่าน หรอื
๒. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดบั ดี จำนวน ๒ สมรรถนะ และไม่มสี มรรถนะใด ไดผ้ ล
การประเมินต่ำกวา่ ระดับผา่ น
๐ (ปรับปรุง) ผเู้ รียนรับร้แู ละปฏบิ ตั ิไดไ้ มค่ รบตามเกณฑแ์ ละเงือ่ นไขทีก่ ำหนด โดยพิจารณา
จากผลการประเมนิ ระดบั ต้องปรับปรุง ตัง้ แต่ ๑ สมรรถนะ
128
เกณฑก์ ารให้คะแนน ระดับคุณภาพ
พฤตกิ รรมทป่ี ฏบิ ตั สิ มำ่ เสมอ ให้ ๓ คะแนน ดีเยีย่ ม (๓)
พฤตกิ รรมทปี่ ฏิบัตบิ ่อยครงั้ ให้ ๒ คะแนน
พฤตกิ รรมทป่ี ฏบิ ัติบางครัง้ ให้ ๑ คะแนน ดี (๒)
พฤตกิ รรมท่ปี ฏบิ ตั ิน้อยครัง้ ให้ ๐ คะแนน ผา่ น (๑)
ไม่ผา่ น (๐)
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน
๑๓-๑๕
๙-๑๒
๕-๘
ตำ่ กว่า ๕
129
แบบประเมินสมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
ชือ่ ...................................................นามสกลุ ...........................................เลขท.่ี .............ช้ัน.........
คำชแ้ี จง : ใหผ้ ้สู อนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี น และขีด ✓ลงในชอ่ งทตี่ รงกบั คะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมิน ดีเยยี่ ม ดี ผ่าน ไมผ่ า่ น
๑. ความสามารถ
ในการสอื่ สาร (๓) (๒) (๑) (๐)
๒. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-สง่ สาร
ในการคดิ
๑.๒ มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้
๓. ความสามารถ
ในการแกป้ ญั หา ความคดิ ความ เขา้ ใจ ของตนเอง โดยใช้ภาษา
อยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ิธีการสอ่ื สารทีเ่ หมาะสม
มปี ระสทิ ธิภาพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปญั หาความ
ขดั แย้งต่าง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรบั และไมร่ ับข้อมลู ข่าวสารด้วย
เหตผุ ลและถกู ต้อง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม ........คะแนน ระดบั .........
๒.๑ มีความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
สงั เคราะห์
๒.๒ มีทกั ษะในการคดิ นอกกรอบอยา่ ง
สรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ
๒.๔ มีความสามารถในการสร้างองคค์ วามรู้
๒.๕ ตัดสนิ ใจแกป้ ญั หาเกยี่ วกบั ตนเองได้อย่าง
เหมาะสม
สรปุ ผลการประเมิน รวม ........คะแนน ระดบั .........
๓.๑ สามารถแกป้ ัญหาและอปุ สรรคต่าง ๆ
ทเี่ ผชญิ ได้
130
ระดบั คุณภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมิน ดเี ย่ยี ม ดี ผา่ น ไม่ผ่าน
(๓) (๒) (๑) (๐)
๓.๒ ใช้เหตุผลในการแกป้ ัญหา
๓.๓ เขา้ ใจความสัมพนั ธ์และการเปลีย่ นแปลง
ในสังคม
๓.๔ แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรมู้ าใช้ใน
การป้องกนั และ แก้ไขปัญหา
๓.๕ สามารติดสินใจไดเ้ หมาะสมตามวัย
สรุปผลการประเมนิ รวม ........คะแนน ระดบั .........
๔. ความสามารถ ๔.๑ เรียนรู้ดว้ ยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวยั
ในการใช้ทกั ษะ ๔.๒ สามารถทำงานกลุม่ รว่ มกับผอู้ ่ืนได้
ชีวติ ๔.๓ นำความรูท้ ่ีได้ไปใช้ประโยชนใ์ น
ชีวติ ประจำวัน
๔.๔ จดั การปัญหาและความขัดแย้งได้
เหมาะสม
๔.๕ หลกี เลี่ยงพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงคท์ ส่ี ่งผล
กระทบตอ่ ตนเอง
สรปุ ผลการประเมิน รวม ........คะแนน ระดับ .........
๕. ความสามารถ ๕.๑ เลอื กและใชเ้ ทคโนโลยีไดเ้ หมาะสมตามวยั
ในการใช้ ๕.๒ มีทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
เทคโนโลยี ๕.๓ สามารถนำเทคโนโลยีไปใชพ้ ัฒนาตนเอง
๕.๔ ใชเ้ ทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่าง
สร้างสรรค์
๕.๕ มีคณุ ธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี
สรปุ ผลการประเมนิ รวม ........คะแนน ระดบั .........
ระดับคณุ ภาพตามเกณฑ์การประเมนิ ในหลักสูตรรายชน้ั
ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมนิ
131
๓. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
การประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเมินโดยใช้แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
กำหนดเกณฑ์ในการประเมนิ ดงั น้ี
ระดบั คะแนน เกณฑก์ ารให้คะแนน
๓ (ดเี ยย่ี ม) ผูเ้ รยี นปฏบิ ตั ติ นตามคณุ ลักษณะจนเป็นนสิ ัยและนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั เพอ่ื
ประโยชน์ สุขของตนเองและสังคม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมนิ ท้ัง ๘
คณุ ลกั ษณะ คอื ไดร้ ะดับ ๓ จำนวน ๕-๘ คุณลกั ษณะ และไม่มคี ุณลกั ษณะใด
ไดผ้ ลการประเมนิ ต่ำกว่าระดับ ๒
๒ (ด)ี ผเู้ รยี นมคี ุณลกั ษณะในการปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์ เพ่ือใหเ้ ป็นการยอมรับของสงั คม
พิจารณาจาก
๑. ไดผ้ ลการประเมิน ระดบั ๓ จำนวน ๑-๔ คณุ ลักษณะ และไมม่ ีคณุ ลกั ษณะ
ใดไดผ้ ลการประเมินตำ่ กวา่ ระดบั ๒ หรอื
๒. ได้ผลการประเมนิ ระดับ ๓ จำนวน ๔ คณุ ลกั ษณะ และไมม่ คี ณุ ลักษณะใด
ได้ผลการประเมนิ ตำ่ กวา่ ระดับ ๑ หรอื
๓. ไดผ้ ลการประเมิน ระดบั ๒ จำนวน ๕-๘ คุณลักษณะ และไม่มคี ุณลักษณะ
ใดได้ผลการประเมินต่ำกว่าระดับ ๑
๑ (พอใช)้ ผเู้ รยี นรบั ร้แู ละปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์และเง่ือนไขท่สี ถานศกึ ษากำหนด พิจารณา
จาก
๑. ได้ผลการประเมนิ ระดับ ๑ จำนวน คุณลักษณะ และไม่มคี ณุ ลักษณะใด
ได้ผลการประเมนิ ต่ำกวา่ ระดับ ๑ หรือ
๒. ได้ผลการประเมิน ระดบั ๒ จำนวน ๔ คณุ ลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใด
ไดผ้ ลการประเมนิ ตำ่ กวา่ ระดบั ๑
๐ (ปรับปรงุ ) ผู้เรียนรบั รแู้ ละปฏิบัติไดไ้ ม่ครบตามเกณฑ์และเงอ่ื นไขที่กำหนด โดยพิจารณา
จากผลการประเมิน ระดบั ๐ ตง้ั แต่ ๑ คณุ ลกั ษณะข้ึนไป
เกณฑ์การให้คะแนน
พฤตกิ รรมที่ปฏิบัติสมำ่ เสมอ ให้ ๓ คะแนน
พฤตกิ รรมทีป่ ฏิบัติบอ่ ยคร้ัง ให้ ๒ คะแนน
พฤตกิ รรมท่ปี ฏิบัตบิ างครั้ง ให้ ๑ คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏบิ ตั นิ อ้ ยครัง้ ให้ ๐ คะแนน
132
แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ชอ่ื ...................................................นามสกลุ ...............................................เลขท่.ี ............ชน้ั ................
คำชีแ้ จง : ให้ผ้สู อนสังเกตพฤติกรรมของนกั เรียน และขดี ✓ ลงในช่องท่ีตรงกบั คะแนน
สมรรถนะ รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ด้าน ดเี ยี่ยม ดี ผ่าน ไม่ผา่ น
(๓) (๒) (๑) (๐)
๑. รักชาติ - ยืนตรงเคารพธงชาติ และรอ้ งเพลงชาตไิ ด้
ศาสน์กษัตรยิ ์ - เข้ารว่ มกจิ กรรมทสี่ รา้ งความสามคั คี ปรองดอง และ
เปน็ ประโยชน์ตอ่ โรงเรียน
- เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถือ ปฏิบตั ิตาม
หลัก ศาสนา
- เขา้ ร่วมกจิ กรรมทีเ่ กี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตรยิ ์
ตามที่ โรงเรยี นจดั ข้ึน
๒. ซือ่ สตั ย์ - ให้ขอ้ มลู ทถ่ี กู ต้อง และเป็นจริง
สจุ ริต - ปฏบิ ัติในสง่ิ ที่ถูกต้อง
๓. มวี ินยั - ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับ
รบั ผดิ ชอบ ของ
ครอบครัว มีความตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
ตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจำวัน
๔. ใฝเ่ รียนรู้ - ร้จู ักใช้เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ และนำไปปฏบิ ตั ไิ ด้
- รู้จักจัดสรรเวลาใหเ้ หมาะสม
- เช่ือฟงั คำสง่ั สอนของบิดา
- มารดา โดยไมโ่ ตแ้ ย้ง
– ตัง้ ใจเรยี น
๕. อยู่อยา่ ง - ใช้ทรัพยส์ ินและส่ิงของของโรงเรียนอย่างประหยดั
พอเพยี ง - ใชอ้ ุปกรณ์การเรียนอยา่ งประหยัดและรคู้ ุณค่า
- ใชจ้ า่ ยอย่างประหยดั และมีการเก็บออมเงนิ
๖. มุง่ มนั่ - มคี วามตั้งใจและพยายามในการทำงานทีไ่ ดร้ ับ
ในการ มอบหมาย
133
สมรรถนะ รายการประเมนิ ระดับคุณภาพ
ดา้ น ดีเย่ยี ม ดี ผ่าน ไม่ผ่าน
(๓) (๒) (๑) (๐)
ทำงาน - มีความอดทนและไม่ทอ้ แท้ตอ่ อปุ สรรคเพอื่ ให้งาน
สำเร็จ
๗. รักความ - มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญา
เปน็ ไทย ไทย
- เห็นคณุ ค่าและปฏิบตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
๘. มีจติ - รู้จกั ช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทำงาน
สาธารณะ - รจู้ ักการดแู ลรกั ษาทรัพยส์ มบตั แิ ละสิง่ แวดล้อมของ
ห้องเรยี นและโรงเรยี น
ระดบั คุณภาพตามเกณฑ์การประเมินในหลักสตู รรายชั้น
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
เกณฑ์การตัดสนิ ผลการเรยี น
๑. เกณฑก์ ารตัดสินระดบั ผลการเรยี น
ระดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนน
๘๐ - ๑๐๐
๔ ผลการเรียนดเี ย่ียม ๗๕ - ๗๙
๗๐ - ๗๔
๓.๕ ผลการเรยี นดีมาก ๖๕ - ๖๙
๖๐ - ๖๔
๓ ผลการเรยี นดี ๕๕ - ๕๙
๕๐ - ๕๔
๒.๕ ผลการเรยี นคอ่ นข้างดี ๐ - ๔๙
๒ ผลการเรียนปานกลาง
๑.๕ ผลการเรียนพอใช้
๑ ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ขนั้ ต่ำ
๐ ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์
134
๒. เกณฑก์ ารตดั สินผลการเรยี น ร และ มส.
๒.๑) ตัดสินผลการเรียน ร หมายถึง รอการตัดสินและยังตัดสินผลการเรียนไม่ได้เนื่องจาก
ผู้เรียนไม่มีข้อมูลผลการเรียนในรายวิชาครบถ้วน ได้แก่ ไม่ได้วัดผลกลางภาคเรียน/ปลายภาคเรียน
ไม่ไดส้ ง่ งานที่ มอบหมายให้ทำซง่ึ งานนัน้ เป็นสว่ นหน่ึงของการตัดสนิ ผลการเรียน หรือมีเหตุสุดวิสัยท่ี
ทำใหป้ ระเมินผลการเรียนไม่ได้
๒.๒) ตัดสินผลการเรียน มส. หมายถึง ผู้เรียนไม่มีสิทธิเข้ารับการวัดผลปลายภาคเรียน
เน่อื งจากผู้เรียนมีเวลาเรียนไม่ถงึ ร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้งั หมด และไมไ่ ด้รบั การผอ่ นผันให้เข้ารับ
การวัดผลปลายภาคเรียน
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละการสอน
เกณฑก์ ารประเมินการอ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละการเขยี น คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน
ระดับคุณภาพ ความหมาย ช่วงคะแนน
๘๐ – ๑๐๐
ดเี ย่ียม มผี ลงานท่แี สดงถงึ ความสามารถในการอ่านคดิ วเิ คราะห์และ ๖๕ – ๗๙
เขียน ท่ีมีคุณภาพดเี ลศิ อยู่เสมอ ๕๐ – ๖๔
ดี มีผลงานท่ีแสดงถงึ ความสามารถในการอา่ น คิดวเิ คราะหแ์ ละ ๑ - ๔๙
เขียน ทม่ี คี ุณภาพเป็นท่ียอมรบั ได้
มผี ลงานท่แี สดงถึงความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะห์และ
ผ่าน เขยี น ที่มคี ุณภาพเป็นทยี่ อมรับไดแ้ ต่ยังมขี อ้ บกพร่องบาง
ประการ
ไม่มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่านคดิ วิเคราะหแ์ ละ
ไมผ่ ่าน เขียน หรอื ถา้ มผี ลงาน ผลงานนนั้ ยังมขี ้อบกพรอ่ งท่ีต้องการ
ไดร้ บั การปรบั ปรงุ แกไ้ ขหลายประการ
135
บรรณานุกรม
กรมวิชาการ.(๒๕๕๕). พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และทแี่ ก้ไขเพ่ิมเตมิ (ฉบับท่ี ๒)
พ.ศ. ๒๕๔๕ และพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาภาคบังคบั พ.ศ. ๒๕๔๕.กรงุ เทพฯ : อกั ษรไทย.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๔๕). หลกั สตู รการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๔๕.
กรงุ เทพฯ : คุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
________________. (๒๕๕๑). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑.
กรงุ เทพฯ :ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกัด.
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน. (๒๕๕๗,๒๙ กันยายน). แนวปฏิบัติเกี่ยวกับค่านิยม
หลกั ๑๒ ประการสู่การปฏบิ ัต.ิ กรุงเทพฯ : ผ้แู ต่ง.
สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (๒๕๕๑). แนวทางการบรหิ ารจดั การหลกั สูตร. กรงุ เทพฯ :
ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกดั .
____________________________. (๒๕๕๑). ตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกัด.
136
ภาคผนวก
137
ภาคผนวก ก
คำอภธิ านศพั ท์
138
อภิธานศัพท์
กระบวนการเขยี น
กระบวนการเขียนเป็นการคิดเรื่องที่จะเขียนและรวบรวมความรู้ในการเขียน กระบวนการ
เขยี น มี ๕ ขั้น ดงั นี้
๑. การเตรียมการเขียน เป็นขั้นเตรียมพร้อมที่จะเขียนโดยเลือกหัวข้อเรื่องที่จะเขียนบน
พื้นฐานของประสบการณ์ กำหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขยี น อาจใช้วิธีการอา่ น
หนังสือ สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเปน็ แผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขยี น
เป็นรูปหวั ขอ้ เรอื่ งใหญ่ หวั ข้อย่อย และรายละเอียดครา่ วๆ
๒. การยกร่างข้อเขียน เมื่อเตรียมหัวข้อเรื่องและความคิดรูปแบบการเขียนแล้ว ให้นำ
ความคิดมาเขียนตามรูปแบบที่กำหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคำนึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน
จะใช้ภาษาอย่างไรให้เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผู้อื่น จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเรื่อง
อย่างไร ลำดับความคิดอยา่ งไร เชอื่ มโยงความคิดอยา่ งไร
๓. การปรบั ปรงุ ขอ้ เขียน เม่ือเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเร่ืองท่ีเขยี น ปรับปรุงเร่ืองที่เขียน
เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปให้เพื่อนหรือผูอ้ ่ืนอา่ น นำข้อเสนอแนะ
มาปรับปรุงอีกครั้ง
๔. การบรรณาธกิ ารกจิ นำขอ้ เขยี นท่ปี รบั ปรงุ แลว้ มาตรวจทานคำผดิ แก้ไขให้ถกู ตอ้ งแล้วอ่าน
ตรวจทานแก้ไขขอ้ เขยี นอีกครง้ั แกไ้ ขข้อผดิ พลาดทงั้ ภาษา ความคดิ และการเว้นวรรคตอน
๕. การเขียนใหส้ มบรู ณ์ นำเร่ืองทแี่ ก้ไขปรบั ปรงุ แลว้ มาเขยี นเรอ่ื งใหส้ มบูรณ์ จัดพมิ พ์ วาดรูป
ประกอบ เขียนให้สมบูรณด์ ้วยลายมอื ที่สวยงามเปน็ ระเบียบ เมือ่ พิมพห์ รือเขียนแล้วตรวจทานอีกครั้ง
ให้สมบูรณ์ก่อนจัดทำรูปเล่ม
กระบวนการคิด
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการคิด คนที่จะคิดได้ดีต้องเป็นผู้ฟัง
ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขียนที่ดี บุคคลที่จะคิดได้ดีจะต้องมีความรู้และประสบการณ์พื้นฐานในการคิด
บุคคลจะมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า
จะตอ้ งมีความรแู้ ละประสบการณ์พ้นื ฐานท่ีนำมาช่วยในการคิดทั้งส้ิน การสอนใหค้ ดิ ควรให้ผเู้ รียนรู้จัก
คัดเลอื กขอ้ มลู ถ่ายทอด รวบรวม และจำขอ้ มูลตา่ ง ๆ สมองของมนษุ ยจ์ ะเป็นผูบ้ รโิ ภคข้อมูลข่าวสาร
และสามารถแปลความข้อมูลข่าวสาร และสามารถนำมาใช้อ้างอิง การเป็นผู้ฟัง ผู้พูด ผู้อ่าน และ
ผู้เขียนทีด่ ี จะต้องสอนใหเ้ ป็นผู้บรโิ ภคขอ้ มูลข่าวสารท่ีดแี ละเปน็ นักคดิ ที่ดีดว้ ย กระบวนการสอนภาษา
139
จึงต้องสอนให้ผู้เรียนเป็นผู้รับรู้ข้อมลู ข่าวสารและมีทักษะ การคิด นำข้อมูลข่าวสารที่ได้จากการฟงั
และการอา่ นนำมาส่กู ารฝึกทักษะการคิด นำการฟัง การพดู การอา่ น และการเขียน มาสอนในรปู แบบ
บูรณาการทักษะ ตัวอย่าง เช่น การเขียนเป็นกระบวนการคิดในการวิเคราะห์ การแยกแยะ การ
สังเคราะห์ การประเมินค่า การสร้างสรรค์ ผู้เขียนจะนำความรู้และประสบการณ์สู่การคิดและ
แสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ตอ้ งเป็นผู้อา่ นและผู้ฟงั เพื่อรับรขู้ ่าวสารท่ีจะนำมาวิเคราะห์และ
สามารถแสดงทรรศนะได้
กระบวนการอ่าน
การอ่านเป็นกระบวนการซ่ึงผู้อ่านสร้างความหมายหรือพฒั นา การตีความระหวา่ งการอ่าน
ผู้อ่านจะต้องรู้หัวข้อเรื่อง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ใน
หนังสือที่อ่าน โดยใช้ประสบการณ์เดิมเป็นประสบการณ์ทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่าน กระบวนการ
อ่านมดี งั นี้
๑. การเตรียมการอ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านชื่อเรื่อง หัวข้อย่อยจากสารบัญเรื่อง อ่านคำนำ
ใหท้ ราบจุดมุ่งหมายของหนงั สือ ต้งั จดุ ประสงคข์ องการอ่านจะอ่านเพ่ือความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อ
หาความรู้ วางแผนการอ่านโดยอา่ นหนงั สือตอนใดตอนหนึ่งว่าความยากง่ายอย่างไร หนังสือมีความ
ยากมากน้อยเพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็น
เรือ่ งเก่ยี วกบั อะไร เตรยี มสมุด ดินสอ สำหรับจดบันทกึ ขอ้ ความหรือเนื้อเรือ่ งทสี่ ำคญั ขณะอา่ น
๒. การอา่ น ผู้อ่านจะอา่ นหนังสือให้ตลอดเลม่ หรือเฉพาะตอนที่ต้องการอ่าน ขณะอ่านผู้อ่าน
จะใช้ความรู้จากการอ่านคำ ความหมายของคำมาใช้ในการอ่าน รวมทั้งการรู้จักแบ่งวรรคตอนด้วย
การอ่านเรว็ จะมีสว่ นชว่ ยใหผ้ อู้ ่านเขา้ ใจเรอื่ งไดด้ ีกวา่ ผู้อ่านช้า ซ่ึงจะสะกดคำอา่ นหรอื อา่ นยอ้ นไปย้อน
มา ผูอ้ า่ นจะใชบ้ ริบทหรอื คำแวดล้อมช่วยในการตีความหมายของคำเพื่อทำความเข้าใจเรอื่ งทีอ่ า่ น
๓. การแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านจะจดบันทึกข้อความที่มคี วามสำคัญ หรือเขียนแสดงความ
คิดเห็น ตีความข้อความท่ีอ่าน อ่านซ้ำในตอนที่ไม่เข้าใจเพ่ือทำความเข้าใจให้ถูกตอ้ ง ขยายความคิด
จากการอ่าน จับคู่กับเพ่ือนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกตจากเร่ืองที่อา่ น ถ้าเป็นการ
อา่ นบทกลอนจะต้องอา่ นทำนองเสนาะดังๆ เพือ่ ฟังเสยี งการอา่ นและเกดิ จินตนาการ
๔. การอ่านสำรวจ ผู้อ่านจะอ่านซ้ำโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหนึ่ง ตรวจสอบคำและภาษา
ทีใ่ ช้ สำรวจโครงเรือ่ งของหนังสือเปรยี บเทยี บหนังสอื ทอ่ี ่านกับหนังสือท่ีเคยอ่าน สำรวจและเช่ือมโยง
เหตุการณ์ในเร่ืองและการลำดับเรอื่ ง และสำรวจคำสำคญั ทใี่ ชใ้ นหนงั สอื
๕. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทึกข้อคิดเห็น คุณค่าของ
เรื่อง เชื่อมโยงเรื่องราวในเรื่องกบั ชีวิตจริง ความรู้สึกจากการอ่าน จัดทำโครงงานหลักการอ่าน เช่น
140
วาดภาพ เขียนบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอื่น ๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแต่ง
อ่านเร่ืองเพิ่มเตมิ เรื่องทเ่ี กี่ยวโยงกบั เรอื่ งท่ีอา่ น เพอ่ื ใหไ้ ด้ความรทู้ ช่ี ดั เจนและกวา้ งขวางขนึ้
การเขียนเชิงสรา้ งสรรค์
การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการ
เขียน เช่น การเขียนเรยี งความ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย และบทร้อยกรอง การเขียนเชิงสรา้ งสรรค์
ผเู้ ขยี นจะต้องมคี วามคิดดี มจี ินตนาการดี มีคลังคำอยา่ งหลากหลาย สามารถนำคำมาใช้ ในการเขียน
ตอ้ งใช้เทคนิคการเขียน และใชถ้ ้อยคำอยา่ งสละสลวย
การดู
การดูเป็นการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ
แปลความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าสารจากสื่อ เช่น การดูโทรทัศน์ การดูคอมพิวเตอร์ การดู
ละคร การดูภาพยนตร์ การดูหนังสือการ์ตูน (แม้ไม่มีเสียงแต่มีถอ้ ยคำอ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะต้อง
รับรู้สาร จากการดูและนำมาวิเคราะห์ ตีความ และประเมินคุณค่าของสารที่เป็นเนื้อเรื่องโดยใช้
หลักการพจิ ารณาวรรณคดีหรือการวเิ คราะหว์ รรณคดเี บื้องตน้ เช่น แนวคดิ ของเร่ือง ฉากท่ีประกอบ
เร่ืองสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง และการแสดงออกของตัวละครมีความสมจริงกบั บทบาท โครงเรื่อง
เพลง แสง สี เสียง ที่ใช้ประกอบการแสดงให้อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของ
เหตุการณ์ที่จำลองสู่บทละคร คุณค่าทางจริยธรรม คุณธรรม และคุณค่าทางสังคมที่มอี ิทธิพลต่อผู้ดู
หรอื ผชู้ ม ถ้าเปน็ การดขู า่ วและเหตุการณ์ หรือการอภิปราย การใชค้ วามร้หู รือเรอ่ื งท่ีเปน็ สารคดี การ
โฆษณาทางสอ่ื จะตอ้ งพจิ ารณาเน้อื หาสาระว่าสมควรเชอื่ ถือไดห้ รอื ไม่ เปน็ การโฆษณาชวนเช่ือหรือไม่
ความคดิ สำคัญและมีอทิ ธิพลต่อการเรียนรมู้ าก และการดลู ะครเวที ละครโทรทัศน์ ดขู ่าวทางโทรทัศน์
จะเปน็ ประโยชนไ์ ด้รบั ความสนุกสนาน ตอ้ งดแู ละวเิ คราะห์ ประเมนิ ค่า สามารถแสดงทรรศนะของตน
ได้อยา่ งมีเหตผุ ล
การตคี วาม
การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คำท่ี
แวดล้อมขอ้ ความ ทำความเข้าใจขอ้ ความหรือกำหนดความหมายของคำใหถ้ ูกตอ้ ง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายวา่ การตีความหมาย ชี้หรือ
กำหนดความหมาย ให้ความหมายหรืออธิบาย ใช้หรือปรับให้เข้าใจเจตนา และความมุ่งหมายเพื่อ
ความถกู ตอ้ ง
141
การเปลีย่ นแปลงของภาษา
ภาษาย่อมมีการเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลา คำคำหนึ่งในสมยั หน่ึงเขยี นอย่างหน่ึง อีกสมัย
หนึ่งเขียนอีกอย่างหนึ่ง คำว่า ประเทศ แต่เดิมเขียน ประเทษ คำว่า ปักษ์ใต้ แต่เดิมเขียน ปักใต้ ใน
ปัจจุบันเขียน ปักษ์ใต้ คำว่า ลุ่มลึก แต่ก่อนเขียน ลุ่มฦก ภาษาจึงมีการเปลี่ยนแปลง ท้ังความหมาย
และการเขียน บางครง้ั คำบางคำ เชน่ คำว่า หลอ่ น เปน็ คำสรรพนามแสดงถึงคำพดู สรรพนามบุรุษที่
๓ ท่ีเป็นคำสุภาพ แตเ่ ด๋ยี วนค้ี ำว่า หล่อน มคี วามหมายในเชิงดูแคลน เปน็ ต้น
ข้อมลู สารสนเทศ
ขอ้ มลู สารสนเทศ หมายถึง เรอื่ งราว ข้อเท็จจริง ขอ้ มูล หรอื ส่ิงใดสง่ิ หน่ึงท่สี ามารถ
สื่อความหมายด้วยการพูดบอกเล่า บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนที่ แผนภาพ ภาพถ่าย
บันทึกด้วยเสียงและภาพ บันทึกด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการเก็บเรื่องราวต่าง ๆ บันทึกไว้เป็น
หลกั ฐานด้วยวิธีตา่ ง ๆ
ความหมายของคำ
คำทีใ่ ช้ในการตดิ ตอ่ ส่อื สารมคี วามหมายแบ่งไดเ้ ป็น ๓ ลักษณะ คือ
๑. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายท่ใี ชพ้ ดู จากันตรงตามความหมาย คำหนึง่ ๆ นั้น อาจ
มีความหมายได้หลายความหมาย เช่น คำว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใสน่ ำ้ หรืออาจหมายถึง
นกชนิดหนง่ึ ตัวสีดำ ร้อง กา กา เป็นความหมายโดยตรง
๒. ความหมายแฝง คำอาจมคี วามหมายแฝงเพ่ิมจากความหมายโดยตรง มักเปน็ ความหมาย
เกี่ยวกับความรู้สึก เช่น คำว่า ขี้เหนียว กับ ประหยัด หมายถึง ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เป็น
ความหมายตรง แต่ความรูส้ ึกต่างกัน ประหยัดเป็นส่ิงดี แตข่ ี้เหนยี วเปน็ ส่งิ ไม่ดี
๓. ความหมายในบริบท คำบางคำมีความหมายตรง เมื่อร่วมกับคำอื่นจะมีความหมาย
เพมิ่ เติมกว้างขนึ้ หรอื แคบลงได้ เชน่ คำว่า ดี เดก็ ดี หมายถึง วา่ นอนสอนงา่ ย เสียงดี หมายถึง ไพเราะ
ดินสอดี หมายถึง เขียนได้ดี สุขภาพดี หมายถึง ไม่มีโรค ความหมายบริบทเป็นความหมาย
เชน่ เดยี วกับความหมายแฝง
คุณคา่ ของงานประพันธ์
เมื่อผู้อ่านอา่ นวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของ
งานประพันธ์ ทำให้ผอู้ า่ นอา่ นอย่างสนุก และได้รับประโยชน์จาการอ่านงานประพันธ์ คุณค่าของงาน
ประพนั ธ์แบง่ ไดเ้ ป็น ๒ ประการ คอื
142
โครงงาน
โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นควา้ ลงมือปฏิบัติ
จริง ในลักษณะของการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นำมา
วิเคราะห์ ทดสอบเพอื่ แก้ปัญหาขอ้ งใจ ผู้เรียนจะนำความรู้จากชน้ั เรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา
ค้นหาคำตอบ เป็นกระบวนการค้นพบนำไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทำงานร่วมกับผู้อน่ื
ทักษะการจัดการ ผสู้ อนจะเขา้ ใจผ้เู รียน เหน็ รปู แบบการเรียนรู้ การคิด วธิ กี ารทำงานของผู้เรยี น จาก
การสงั เกตการทำงานของผเู้ รียน
การเรยี นแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศกึ ษาคน้ คว้าวิธีการหนง่ึ แต่เปน็ การศกึ ษาค้นคว้าท่ี
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหา เปน็ การพัฒนาผู้เรยี นให้เป็นคนมีเหตุผล สรุป
เรื่องราวอย่างมีกฎเกณฑ์ ทำงานอย่างมีระบบ การเรียนแบบโครงงานไม่ใช่การศึกษาค้นคว้าจัดทำ
รายงานเพยี งอยา่ งเดียว ต้องมกี ารวเิ คราะหข์ ้อมลู และมีการสรุปผล
ทักษะการสอ่ื สาร
ทักษะการสื่อสาร ได้แก่ ทักษะการพดู การฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือของ
การส่งสารและการรับสาร การสง่ สาร ได้แก่ การสง่ ความรู้ ความเช่อื ความคิด ความรสู้ ึกด้วยการพูด
และการเขียน ส่วนการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเชื่อ ความคิด ด้วยการอ่านและการฟัง
การฝึกทักษะการสื่อสารจึงเป็นการฝึกทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ให้สามารถ
รับสารและส่งสารอยา่ งมีประสิทธิภาพ
ธรรมชาติของภาษา
ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาที่สำคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการที่
หนึ่ง ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้
อย่างเปน็ ระบบ ประการทส่ี อง ภาษามีพลงั ในการงอกงามมริ ู้ส้นิ สุด หมายถึง มนุษยส์ ามารถใช้ภาษา
สื่อความหมายได้โดยไม่สิน้ สุด ประการที่สาม ภาษาเป็นเรือ่ งของการใช้สญั ลักษณ์ร่วมกนั หรอื สมมติ
ร่วมกัน และมีการรับรู้สัญลักษณ์หรอื สมมติร่วมกนั เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการที่สี่ ภาษา
สามารถใชภ้ าษาพูดในการติดต่อส่อื สาร ไมจ่ ำกัดเพศของผูส้ ง่ สาร ไม่วา่ หญิง ชาย เด็ก ผใู้ หญ่ สามารถ
ผลัดกันในการส่งสารและรับสารได้ ประการทีห่ ้า ภาษาพูดย่อมใชไ้ ด้ทัง้ ในปัจจุบัน อดีต และอนาคต
ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ประการที่หก ภาษาเป็นเครื่องมอื การถ่ายทอดวัฒนธรรม และวิชาความรู้
นานาประการ ทำให้เกิดการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมและการสร้างสรรคส์ ่ิงใหม่
143
แนวคดิ ในวรรณกรรม
แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเรื่องในวรรณกรรมเป็นความคิดสำคัญในการผูกเรื่องให้
ดำเนนิ เรอ่ื งไปตามแนวคิด หรือเป็นความคดิ ที่สอดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคดิ ยอ่ มเกี่ยวข้องกับมนุษย์
และสังคม เป็นสารที่ผู้เขียนส่งให้ผู้อ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความชั่ว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ช่ัว
ความยุติธรรมทำให้โลกสันติสุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารที่ผู้เขยี น
ตอ้ งการสง่ ให้ผูอ้ นื่ ทราบ เชน่ ความดี ความยุตธิ รรม ความรัก เปน็ ตน้
บรบิ ท
บริบทเป็นคำที่แวดล้อมข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มากำหนด
ความหมายหรือความเข้าใจ โดยนำคำแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพื่อทำ
ความเขา้ ใจหรอื ความหมายของคำ
พลังของภาษา
ภาษาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพื่อการ
ดำรงชีวิต เป็นเครื่องมือของการสื่อสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรู้จักคิด
และแสดงออกของความคิดด้วยการพูด การเขยี น และการกระทำซงึ่ เปน็ ผลจากการคิด ถา้ ไม่มีภาษา
คนจะคิดไม่ได้ ถ้าคนมีภาษาน้อย มีคำศัพท์น้อย ความคิดของคนกจ็ ะแคบไม่กว้างไกล คนที่ใช้ภาษา
ได้ดีจะมีความคิดดีด้วย คนจะใช้ความคิดและแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซึ่งส่งผลไปสู่
การกระทำ ผลของการกระทำส่งผลไปสู่ความคิด ซึ่งเป็นพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญตอ่
มนุษย์ ช่วยให้มนุษย์พฒั นาความคดิ ช่วยดำรงสังคมให้มนุษย์อยูร่ ว่ มกันในสังคมอย่างสงบสุข มีไมตรี
ต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาติดต่อสื่อสารกัน ช่วยให้คนปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ของสังคม
ภาษาช่วยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา ใช้ภาษาในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายโต้แย้ง
เพ่อื นำไปสูผ่ ลสรุป มนษุ ยใ์ ชภ้ าษาในการเรียนรู้ จดบันทึกความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจ
ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตัวของมันเอง เพราะภาพย่อมประกอบด้วยเสียง
และความหมาย การใช้ภาษาใชถ้ ้อยคำทำใหเ้ กิดความรสู้ กึ ต่อผรู้ ับสาร ให้เกิดความจงเกลียดจงชงั หรือ
เกิด ความช่นื ชอบ ความรักยอ่ มเกิดจากภาษาท้ังสน้ิ ทน่ี ำไปส่ผู ลสรุปทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ
ภาษาถนิ่
ภาษาถ่ินเป็นภาษาพืน้ เมอื งหรือภาษาทใ่ี ช้ในท้องถน่ิ ซงึ่ เปน็ ภาษาดั้งเดมิ ของชาวพ้ืนบ้านท่ีใช้
พดู จากนั ในหม่เู หลา่ ของตน บางคร้งั จะใชค้ ำทม่ี ีความหมายตา่ งกนั ไปเฉพาะถ่ิน บางคร้ังคำที่ใช้พูดจา
กันเป็นคำเดยี ว ความหมายต่างกันแล้วยังใช้สำเนยี งท่ีต่างกนั จงึ มีคำกล่าวท่วี ่า “สำเนียงบอกภาษา”