การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP The Development of Learning Achievement in Mathematics In Logic, by GPAS 5 STEP Learning Management โดย นายณรงค์ชัย บุญขาลี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ลิขสิทธ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP The Development of Learning Achievement in Mathematics In Logic, by GPAS 5 STEP Learning Management โดย นายณรงค์ชัย บุญขาลี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ลิขสิทธ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP ผู้วิจัย ณรงค์ชัย บุญขาลี สาขาวิชา คณิตศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์พรทิพา หล้าศักดิ์ ครูพี่เลี้ยง นางพัชรินทร์ ปัดชาสี อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชาคณิตศาสตร์ (รองศาสตราจารย์ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (รองศาสตราจารย์ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) .................................................................................. กรรมการ (อาจารย์พรทิพา หล้าศักดิ์) .................................................................................. กรรมการ (นางพัชรินทร์ ปัดชาสี) .................................................................................. กรรมการ (นายเชิดศักดิ์ รัตนประเสริฐ) .................................................................................. กรรมการ (นางณฐพร สานธิยากูน)
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP ผู้วิจัย ณรงค์ชัย บุญขาลี อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์พรทิพา หล้าศักดิ์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีการสอน GPAS 5 Steps ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้มาจาก การสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดย การจัดการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP จำนวน 20 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที่แบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 35.50 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.75 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 65 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำ กว่าร้อยละ 65 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียน
ข Thesis Title The Development of Learning Achievement in Mathematics In Logic, by GPAS 5 STEP Learning Management Author Mr.Narongchai Boonchalee Thesis Advisor Associate Professor Dr. Somchai Vallakitkasemsakul Thesis Co-Advisor Miss Pontipa Lasak Academic Year 2022 ABSTRACT The purpose of this study is to 1) study and compare mathematics learning achievement about logic of students in grade 4 Learned by learning activities based on the GPAS 5 Steps teaching method between before and after class. 2) Compare the achievement of mathematics in Logic by GPAS 5 STEP Learning Management of Mattayomsuksa 4 Students. The target group is students in Matthayomsuksa 4/7, Nong Han Wittaya School. Udon Thani Province obtained from a random group of 40 people This research instrument were lesson plan by learning activities using GPAS 5 Steps and Academic Achievement Test On logic The data were analyzed using mean, percentage, standard deviation and independent t-test The results of using the plan can be summarized as follows. The results of the research were as follows 1. Learning Achievement in Mathematics In Logic, by GPAS 5 STEP Learning Management With an average learning achievement score before study 7.10 points or 35.50 percent and the average after study was 13.15 points or 65.75 percent which the mean was not less than 65%. 2. Learning Achievement in Mathematics In Logic, by GPAS 5 STEP Learning Management after learning was significantly higher than before learning.
ค กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์โดยใช้การจัดการ เรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP โรงเรียนหนองหานวิทยา อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP การทําวิจัยในครั้งนี้สําเร็จ ลุล่วงไปได้ด้วยความร่วมมือจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7 โรงเรียนหนองหานวิทยา อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีที่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลและร่วมกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เป็นอย่างดี จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณ อาจารย์พรทิพา หล้าศักดิ์ที่ให้คําปรึกษาแนะนําอ่านและตรวจแก้ไขข้อบกพร่อง ต่างๆ ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์และดูแลให้กําลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนหนองหานวิทยา นายลำเพย พิเคราห์แนะ ท่านรอง ผู้อํานวยการโรงเรียน และคณะครูทุกท่าน ที่อํานวยความสะดวกและช่วยเหลือมาโดยตลอด ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล และคุณครูพัชรินทร์ ปัดชาสี ที่ให้ คําปรึกษาในเรื่องการทําวิจัยในชั้นเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลตลอดจนให้คําชี้แนะเกี่ยวกับการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEP ท้ายนี้ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งครอบครัว ญาติพี่น้องทุกท่าน เพื่อนๆ ที่ให้ความช่วยเหลือชี้แนะให้กําลังใจแก่ผู้วิจัยมาโดยตลอด ขอกราบขอบพระคุณครูอาจารย์ทุกท่านที่ ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ผู้วิจัยนับแต่ปฐมวัยจนถึงปัจจุบัน ผู้วิจัยขอยกประโยชน์และคุณค่าทั้ง มวลที่เกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ บูชาแด่บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ และครูอาจารย์ทุกท่าน ณรงค์ชัย บุญขาลี
ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ…………………………………………………………………………………………………..…………………. ก ABSTRACT………………………………………………………………………………………..………………………… ข กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………..…………………....... ค สารบัญ……………………………………………………………………………………………..…………………………. ง สารบัญตาราง.............................................................................................................................. ช สารบัญภาพ............................................................................................................................ .... ซ บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………………………………………..…….……… 1 ความเป็นมาและความสำคัญ………………………………………………………………………………. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................... 2 สมมุติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………………. 2 ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………………. 3 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………………… 4 ประโยชน์ที่ได้รับ............................................................................................................ 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................... 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ …………………………………………… 6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน…………………………………….……………………………………………….. 8 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทางการเรียน……………………………….………………………………. 9 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 STEPS ........................ 12 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................... 19 กรอบแนวคิดในการวิจัย................................................................................................. 23 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย......................................................................................................... 24 กลุ่มเป้าหมาย...................................................................................................... .......... 24 รูปแบบในการทดลอง..................................................................................................... 24 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................ 25 การเก็บรวบรวมข้อมูล................................................................................................... 27 การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................ 28
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………………… 29 ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps……………. 29 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 65................................................. 31 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………………………………………. 33 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………………… 33 สมมุติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………………. 33 วิธีดำเนินการวิจัย………………………………………………………………………………………………. 33 อภิปราย.......................................................................................................................... 35 ข้อเสนอแนะ............................................................................................................... ... 38 เอกสารอ้างอิง............................................................................................................................ 39 ภาคผนวก............................................................................................................................... .... 42 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย................. 43 ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน/แผนการจัดการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง สมการกำลัง สองตัวแปรเดียว............................................................................................................. 45 ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน/แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์(Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่องตรรกศาสตร์ ........................................................................................................................................ 54 ภาคผนวก ง ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์/ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทาง สถิติ(t-test for Dependent Sample)...................................................................... 57
ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก จ ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps/แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์.........................……………………………………………………. 60 ประวัติผู้วิจัย.............................................................................................................................. 85
ช สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง………………………. 24 2 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4………………............... 29 3 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนกับ เกณฑ์ร้อยละ 65 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test One-Sample).............. 31 4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน............................... 32
ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 ทักษะการคิดในโครงสร้าง (GPAS)…………………………………………………………………… 14 2 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 1........................................................... 17 3 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 2........................................................... 17 4 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 3........................................................... 18 5 กรอบแนวคิดในการวิจัย……………………………………………………………………………….... 23 6 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 STEPS................... 23
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวกับความคิดเราใช้คณิตศาสตร์พิสูจน์อย่างมีเหตุผลว่าสิ่งที่เราคิดนั้น ถูกต้องหรือไม่ มนุษย์สร้างสัญลักษณ์แทนความคิด และสร้างกฎในการนำสัญลักษณ์มาใช้เพื่อสื่อ ความหมายที่เข้าใจตรงกัน คณิตศาสตร์จึงมีภาษาเฉพาะของตัวเอง ที่สื่อความหมายเป็นภาษาตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์แทนความคิด เป็นภาษาสากลที่ทุกชาติทุกภาษาที่เรียนคณิตศาสตร์เข้าใจตรงกัน ความงดงามของคณิตศาสตร์คือความมีระเบียบแบบแผนและความกลมกลืน นักคณิตศาสตร์ได้พยายาม แสดงความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่กว้างขวางมากขึ้น ประกอบกับการที่มนุษย์ต้องตอบคำถาม หรือแก้ปัญหา ที่ซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้นแต่ความรู้เดิมไม่สามารถตอบคำถามหรือแก้ปัญหาได้ ทำให้ คณิตศาสตร์ขยายตัวออกไปตามความต้องการของมนุษย์ (ยุพิน พิพิธกุล, 2530, หน้า 2-3) แนวโน้มของ การเรียนการสอนคณิตศาสตร์มีทิศทางไปทางคณิตศาสตร์บริสุทธิ์มากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัย ความคิดเชิงจินตนาการ (สุนทร ชนะกอก, 2528, หน้า 1) จากการที่ผู้วิจัยได้ทำการสอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งในระหว่างการจัดการเรียน การสอนในหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ตรรกศาสตร์ผู้วิจัยได้ศึกษาและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน รวมถึงการทำแบบฝึกหัดหรือใบงานต่าง ๆ และการทดสอบเก็บคะแนนหลังเรียนเพื่อติดตามผลการ เรียนรู้ของนักเรียน พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีปัญหาในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์โดยมีประเด็นปัญหาเรื่อง ประพจน์ ตัวเชื่อมหรือตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์และสมมูล ทางตรรกศาสตร์ปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยได้สอบถามและหาสาเหตุของปัญหาพบว่า นักเรียนไม่เข้าใจว่า ความหมายของประพจน์ ไม่สามารถบอกค่าความจริงของประพจน์ได้นักเรียนไม่สามารถเชิอมประพจน์ ด้วยตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์ได้และนักเรียนไม่สามารถบอกได้ว่าประพจน์เชิงสมบูลคืออะไร ไม่ สามารถพิสูจน์ประพจน์เชิงสมมูลได้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่ำ ผู้วิจัยจึงต้องการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงได้ศึกษาแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ แก้ปัญหาทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ (มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 2555,หน้า 20) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ประสบผลสําเร็จบรรลุตามสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ครูผู้สอนต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนหรือ ผู้ถ่ายทอด ความรู้มาเป็นผู้วางแผนและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ส่งเสริมและสนับสนุน ให้นักเรียนรู้จักแสวงหา ความรู้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยครูใช้คําถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้และในขณะจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนประเมินนักเรียนเป็นระยะ เพื่อ สะท้อนให้นักเรียนทราบถึงจุดเด่นและข้อบกพร่องของตนเอง ซึ่งจะทําให้นักเรียนมีทักษะการคิด
2 วิเคราะห์สูงขึ้น ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นด้วย นั่นคือ ในการจัดการเรียนการ สอน ครูผู้สอนจะต้องหาเทคนิคกระบวนการที่สามารถพัฒนาทักษะการ คิดวิเคราะห์ของนักเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับการรับการประเมินในระดับต่างๆ ซึ่งการจัดการเรียน การสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นทักษะการคิด โดยเฉพาะ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งครูจะ เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม อภิปรายในชั้นเรียน โดยครูจะใช้คําถามกระตุ้นให้นักเรียนเกิด กระบวนการคิดตลอดเวลา และการประเมินเพื่อการเรียนรู้ เป็นการ ประเมินที่สะท้อนให้นักเรียน ทราบจุดเด่น จุดด้อยของตนเอง เพื่อนําไปปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ในระหวางที่จัดการเรียน การสอนครูจะใช้การประเมินเพื่อการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนกลับไปยังนักเรียน ให้ สารสนเทศแก่นักเรียน เพื่อทราบถึงพัฒนาการ ความกาวหน้า ผลสําเร็จ หรือจุดบกพร่องของนักเรียน ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงตนเองให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่สูงขึ้น (มหาวิทยาลัย นเรศวร,2561,หน้า 198 – 199) จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนโดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps และการประเมินเพื่อการเรียนรู้เป็นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนให้มีระดับคุณภาพ ที่ดียิ่งขึ้นต่อไป แก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ว่าการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps จะ ก่อให้เกิดผลสัมฤทธ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่อย่างไร วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65
3 ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนหนองหานวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึดษาอุดรธานี จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 40 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เริ่อง ตรรกศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ประพจน์ จำนวน 4 ชั่วโมง 3.2 ตัวเชื่อมหรือตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์ จำนวน 6 ชั่วโมง 3.3 การสร้างตารางค่าความจริง จำนวน 3 ชั่วโมง 3.4 สมมูลเชิงตรรกศาสตร์ จำนวน 6 ชั่วโมง 3.5 สัจนิรันดร์ จำนวน 3 ชั่วโมง 3.6 การอ้างเหตุผล จำนวน 3 ชั่วโมง 3.7 ประโยคเปิด จำนวน 2 ชั่วโมง 3.8 ตัวบ่งปริมาณ จำนวน 2 ชั่วโมง 3.9 ค่าความจริงของประโยคที่มีตัวบ่งปริมาณตัวแปรเดียว จำนวน 3 ชั่วโมง 3.10 สมมูลและนิเสธของประโยคที่มีตัวบ่งปริมาณ จำนวน 3 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 วิชา คณิตศาสตร์เรื่อง ตรรกศาสตร์ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 20 แผน ใช้เวลา 80 ชั่วโมง
4 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps หมายถึง การดำเนินการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสังเคราะห์ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering) ผู้เรียนเกิดการสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยใน ปัญหาจากการกระตุ้นของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การสร้างสถานการณ์เพื่อฝึก ให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ผู้เรียนต้องการหาคำตอบด้วย ตัวเองด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอบตัว 1.2 ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) ผู้เรียนนำข้อมูลหรือองค์ความรู้ ที่ รวบรวมได้มาร่วมกันวิเคราะห์ ว่าจะสามารถนำไปแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร จากนั้นจึงจัดจำแนกข้อมูล และนำไปวางแผนการปฏิบัติ เช่น การคิดสร้างนวัตกรรมเพื่อนำไป แก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน 1.3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge) ผู้เรียนนำองค์ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และวางแผนแล้วไปปฏิบัติและลงมือทำ โดยจะ เกิดการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติจริง การสื่อสาร และการทำงาน เป็นทีม เพื่อพัฒนาให้เกิดผลสำเร็จที่ดียิ่งขึ้นต่อไป 1.4 ขั้นสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill) ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหา จนสามารถสรุปออกมาเป็น หลักการ สื่อสารผ่านการนำเสนอในรูปแบบแผนภาพความคิด นำเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การ บรรยาย หรือจัดทำเป็นสื่อต่างๆ 1.5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating) ผู้เรียนมีจิตสาธารณะและเห็นคุณค่าในผลงาน สามารถขยายผลหรือต่อยอดองค์ความรู้นั้น เพื่อ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือแก้ไขปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับบริบทของแต่ละชุมชน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หมายถึง คุณลักษณะและความรู้ความสามารถ ทางด้านสติปัญญา ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ของนักเรียน ซึ่ง วัดในรูปคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดของวิล สัน ได้แก่ ความรู้ความจำเกี่ยวกับการคิดคำนวณ ความเข้าใจ การนำไปใช้ และการวิเคราะห์ ให้ ครอบคลุมเนื้อหา เรื่อง ตรรกศาสตร์ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
5 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่วัดความรู้ความสามารถ ทางการเรียน ด้านเนื้อหาด้านวิชาการและทักษะต่างๆ ของวิชาต่างๆ ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. ได้แนวทางสำหรับครูผู้สอนและผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps เรื่อง ตรรกศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์เรื่องอื่น ๆ รวมทั้งบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ต่อไป 2. ได้เผยแพร่ผลการวิจัยให้ครูผู้สอนในรายวิชาเดียวกัน ได้นำไปใช้แก้ปัญหา/พัฒนาให้แก่ นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชาคณิตศาสตร์ ที่ใช้ แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตำรา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับขั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2.ผลสัมฤทธ์ทางการเรียน 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps 5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่ามืองค์ประกอบที่สำคัญ คื ทำไมต้องเรียน คณิตศาสตร์ เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ และคุณภาพผู้เรียน ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ,2561: 1-5) 1. ความสำคัญของสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิด อย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปีญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ ศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 2. เรียนรู้อะไรจากคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่าง ต่อเนื่องตามศักยภาพ โดยกำหนดสาระหลักที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคน ดังนี้ 2.1 จำนวนและพืชคณิต 2.2 การวัดและเรขาคณิต 2.3 สถิติและความน่าจะเป็น 2.4 แคลคูลัส
7 3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 3.1 สาระที่ 1 จำนวนและพืชคณิต 3.1.1 มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบ จำนวนการดำเนินการของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และ นำไปใช้ 3.1.2 มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรมและนำไปใช้ 3.1.3 มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ อสมการ และเมทริกซ์ อธิบาย ความสัมพันธ์หรือช่วยแก้ปัญหาที่กำหนดให้ 3.2 สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต 3.2.1 มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเน ขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด และนำไปใช้ 3.2.2 มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูป เรขาคณิต ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ 3.2.3 มาตรฐาน ค 2.3 เข้าใจเรขาคณิตวิเคราะห์ และนำไปใช้ 3.2.4 มาตรฐาน ค 2.4 เข้าใจเวกเตอร์ การดำเนินการของเวกเตอร์ และ นำไปใช้ 3.3 สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น 3.3.1 มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติ ในการแก้ปัญหา 3.3.2 มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และ นำไปใช้ 3.4 สาระที่4 แคลคูลัส 3.4.1 มาตรฐาน ค 4.1 เข้าใจลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์ ของฟังก์ชันและปริพันธ์ของฟังก์ชัน และนำไปใช้ สำหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งประกอบด้วยเรื่องย่อย ดังนี้ 1. ความหมายของเลขยกกำลัง 2. การคูณและการหารเลขยกกำลัง 3. สัญกรณ์วิทยาศาสตร์
8 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เป็นผลลัพธ์ของการดำเนินการจัดการศึกษาเป็นตัวบ่งชี้ ถึงความรู้ความสามารถทางสติปัญญาของผู้เรียน และด้านอื่นๆที่สามารถกำหนดขึ้นได้ นอกจากนี้ยัง แสดงถึงคุณค่าของหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนความรู้ ความสามารถของ ผู้บริหาร ครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีผู้ให้ไว้หลากหลาก ที่น่าสนใจและสอดคล้องกับการ วิจัยครั้งนี้ได้แก่ ความหมายของอายส์เนค และไมลี (Eysneck and Meile 1986 : 16 อ้างในนพดล เจนอักษร, 2544 : 143- 146 ) ก็คือ ดัชนีชี้ประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ใน การเรียนอาจเกิดกระบวนการวัดผล หลังกิจกรรมการเรียนการสอน หรือระหว่างจัดกิจกรรมการเรียน การสอนก็ได้ สอดคล้องกับความหมายที่ ไพศาล หวังพานิช (2536 : 139) ให้ไว้ว่า คือคุณลักษณะ ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการอบรมหรือการสั่งสอน จากความหมายที่กล่าวมาแล้ว เราอาจจะประมวลความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ว่า คือความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และทัศนคติอันเกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งอาจวัดได้จากการทดสอบระหว่าง หรือหลังจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้วยการทดสอบหรือวิธีการอื่นๆนอกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะบอกคุณภาพของผู้เรียนแล้วยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของหลักสูตร คุณภาพในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน ตลอดจนความรู้ความสามารถของครูผู้สอนและผู้บริหารอีกด้วย องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียน การที่ผู้เรียนจะเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเรียนเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลาย ปัจจัยอยู่เหมือนกัน ดังที่มีนักวิชาการได้ให้ความเห็นไว้ต่างๆดังต่อไปนี้ ในปี ค.ศ. 1969 ฮาวิกเฮิร์ส และนู กาเทน (Harvighurst and Neugarten 1969 : 157 ) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์ในการ เรียนว่าประกอบด้วยความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดชีวิตและการอบรมในครอบครัว ประสิทธิภาพของ โรงเรียน และความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองและการมุ่งหวังในอนาคต เจ็ดปีต่อมา บลูม (Bloom 1976:160 ) เสนอว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แก่ตัวแปรสำคัญสามตัว คือ คุณสมบัติด้านความรู้ คุณลักษณะด้านจิตพิสัย และคุณภาพของการสอน ซึ่งประกอบด้วยการชี้แนะ การบอกจุดมุ่งหมายของการเรียน การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนการเสริมแรงจากคุณครู การให้ ข้อมูลย้อนกลับถึงความบกพร่องหรือความเหมาะสม และการแก้ไขข้อบกพร่อง
9 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545: 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบ ที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผล สำเร็จตาม จุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545: 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุด คำถามที่ มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ใน เรื่องที่ เรียนรู้ไปแล้วมากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์ (2547: 59) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบ หรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ขอ นักเรียนที่เป็นผลมา จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้ง ไว้เพียงใด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essey test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคำถาม แล้ว ให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และเขียนข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแต่ ตัวเลือก ดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกันต่างกัน เป็น ต้น 3. ข้อสอบแบบเติมคำ (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือ ข้อความที่ยัง ไม่สมบูรณ์แล้วให้ตอบเติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มีใจความสมบูรณ์ และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบที่คล้ายกับข้อสอบ แบบเติมคำ แต่ แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆเขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมคำเป็นประโยคหรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเขียนตอบ คำตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีค่าหรือ ข้อความ แยกออกจากกันเป็น 2 ส่วนแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่งจะคู่กับคำหรือ ข้อความใดใน อีกชุดหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) คำถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะ ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนั้นจะ 15 ประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีคำถามที่กำหนดให้พิจารณา แล้วหา ตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆ และคำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือก ที่ใกล้เคียงกัน
10 ดังนั้นในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงเป็นวิธีการวัดประเมินผล การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ซึ่งมีการสร้างแบบทดสอบหลากหลายได้แก่ ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียงข้อสอบ แบบกาถูกกา ผิด ข้อสอบแบบเติมคำ ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ ข้อสอบแบบจับคู่ และข้อสอบแบบเลือกตอบ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบเนื่องจากเป็น แบบทดสอบที่สามารถวัด พฤติกรรมทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านความเข้าใจ ด้านการนำไปใช้ด้านการวิเคราะห์ ด้านการ สังเคราะห์และด้านการประเมินค่า หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยได้วิเคราะห์จากนักการศึกษา หลายๆ ท่าน ที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์ไว้สอดคล้องกันและได้ลำดับเป็นขั้นตอนดังนี้ 1. เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้นจะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัด ผลสัมฤทธิ์ได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้แบบทดสอบวัดนั้นถ้านำไปเปรียบเทียบกันจะต้องให้ทุก คนมีโอกาส เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน 3. วัดให้ตรงกับจุดประสงค์การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรจะวัดตาม วัตถุประสงค์ทุกอย่างของการสอนและจะต้องมั่นใจว่าได้วัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้จริง 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียน การเปลี่ยนแปลงและ ความก้าวหน้าไปสู่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ดังนั้นครูควรจะทราบว่าก่อนเรียนนักเรียนมีความรู้ความสามารถ อย่างไรเมื่อเรียนเสร็จแล้วมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่ โดยการทดสอบ ก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน 5. การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อมเป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบวัดพฤติกรรม ตรงๆ ของบุคคลได้สิ่งที่วัดได้คือการตอบสนองต่อข้อสอบดังนั้นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้เป็นพฤติกรรมที่จะสอบ จะต้องทำอย่างรอบคอบและถูกต้อง 6.การวัดการเรียนรู้เป็นการยากที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างที่สอนได้ภายในเวลาจำกัด สิ่งที่วัดได้เป็น เพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านั้นดังนั้นต้องมั่นใจว่าสิ่งที่วัดนั้นเป็นตัวแทนแท้จริงได้ 7.การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องช่วยพัฒนาการสอนของครูและเป็นเครื่องช่วยใน การ เรียนของเด็ก 8. ในการศึกษาที่สมบูรณ์นั้นสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวการ ทบทวนการสอน ของครูก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง 9.การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรจะเน้นในการวัดความสามารถในการใช้ความรู้ให้เป็น ประโยชน์หรือการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ 10. ควรใช้คำถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและวัตถุประสงค์ที่วัด 11. ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่างๆ เช่น ความยากง่ายพอเหมาะ มีเวลาพอ สำหรับนักเรียนในการทำข้อสอบ 16 จากที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่าในการสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพ
11 วิธีการสร้างแบบทดสอบ ที่เป็นคำถามเพื่อวัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่สอนไปแล้วต้องตั้งคำถามที่สามารถวัด พฤติกรรมการ เรียนการสอนได้อย่างครอบคลุมและตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ล้วน สายยศ และอังคณ า สายยศ (2538 : 146) ได้ให้ความหมายของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไว้ว่าเป็นแบบทดสอบที่วัดความรู้ของนักเรียนหลังจากที่ ได้เรียนไปแล้วซึ่งมักจะเป็นข้อคำถาม ให้นักเรียนตอบด้วยกระดาษและดินสอกับให้นักเรียน ปฏิบัติจริงซึ่งแบ่งแบบทดสอบประเภทนี้เป็น 2 ประเภทคือ 1. แบบทดสอบของครูหมายถึงชุดของข้อคำถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้นเป็นข้อคำถามที่ เกี่ยวกับความรู้ ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนเป็นการทดสอบว่านักเรียนมีความรู้มากแค่ไหนบกพร่อง ในส่วนใดจะได้สอน ซ่อมเสริมหรือเป็นการวัดเพื่อดูความพร้อมที่จะเรียนในเนื้อหาใหม่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของครู 2. แบบทดสอบมาตรฐานหมายถึงแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละ สาขาวิชาหรือจาก ครูที่สอนวิชานั้นแต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้งจนมีคุณภาพดีจึงสร้าง เกณฑ์ปกติของแบบทดสอบ นั้นสามารถใช้หลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการเรียนการ สอนในเรื่องใดๆก็ได้แบบทดสอบ มาตรฐานจะมีคู่มือดำเนินการสอบบอดถึงวิธีการและยังมีมาตรฐาน ในด้านการแปลคะแนนด้วยทั้ง แบบทดสอบของครูและแบบทดสอบมาตรฐานจะมีวิธีการในการสร้าง ข้อคำถามที่เหมือนกันเป็นคำถามที่วัด เนื้อหาและพฤติกรรมในด้านต่างๆ ทั้ง 4 ด้าน ดังนี้ 2.1 วัดด้านการนำไปใช้ 2.2 วัดด้านการวิเคราะห์ 2.3 วัดด้านการสังเคราะห์ 2.4 วัดด้านการประเมินค่า ลักษณะของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ที่ดี นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี(สิริพร ทิพย์คง. 2545: 195 ; พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2545: 135 – 161) 1. ความเที่ยงตรง เป็นแบบทดสอบที่สามารถนำไปวัดในสิ่งที่เราต้องการวัดได้อย่าง ถูกต้อง ครบถ้วน ตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 2. ความเชื่อมั่น แบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่น คือ สามารถวัดได้คงที่ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ตาม เช่น ถ้า นำแบบทดสอบไปวัดกับนักเรียนคนเดิมคะแนนจากการสอบทั้งสองครั้งควรมีความสัมพันธ์กันดี เมื่อสอบได้ คะแนนสูงในครั้งแรกก็ควรได้คะแนนสูงในการสอบครั้งที่สอง 3. ความเป็นปรนัย เป็นแบบทดสอบที่มีคำถามชัดเจน เฉพาะเจาะจง ความถูกต้องตาม หลักวิชา และเข้าใจตรงกัน เมื่อนักเรียนอ่านคำถามจะเข้าใจตรงกัน ข้อคำถามต้องชัดเจนอ่านแล้ว เข้าใจตรงกัน
12 4. การถามลึก หมายถึง ไม่ถามเพียงพฤติกรรมขั้นความรู้ความจำ โดยถามตามตำรา หรือถามตามที่ ครูสอน แต่พยายามถามพฤติกรรมขั้นสูงกว่าขั้นความรู้ความจำได้แก่ ความเข้าใจการ นำไปใช้ การ วิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า 17 5. ความยากง่ายพอเหมาะ หมายถึง ข้อสอบที่บอกให้ทราบว่าข้อสอบข้อนั้นมีคนตอบ ถูกมากหรือ ตอบถูกน้อย ถ้ามีคนตอบถูกมากข้อสอบข้อนั้นก็ง่ายและถ้ามีคนตอบถูกน้อยข้อสอบข้อ นั้นก็ยาก ข้อสอบที่ ยากเกินความสามารถของนักเรียนจะตอบได้นั้นก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถจำแนกนักเรียนได้ว่าใคร เก่งใครอ่อน ในทางตรงกันข้ามถ้าข้อสอบง่ายเกินไปนักเรียนตอบได้หมด ก็ไม่สามารถจำแนกได้เช่นกัน ฉะนั้นข้อสอบที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากเกินไปไม่ ง่ายเกินไป 6. อำนาจจำแนก หมายถึง แบบทดสอบนี้สามารถแยกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อนโดย สามารถ จำแนกนักเรียนออกเป็นประเภทๆ ได้ทุกระดับอย่างละเอียดตั่งแต่อ่อนสุดจนถึงเก่งสุด 7. ความยุติธรรม คำถามของแบบทดสอบต้องไม่มีช่องทางชี้แนะให้นักเรียนที่ฉลาดใช้ไหวพริบใน การเดาได้ถูกต้องและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่เกียจคร้านซึ่งดูตำราอย่างคร่าวๆตอบได้และต้องเป็น แบบทดสอบที่ไม่ลำเอียงต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต้องเป็นแบบทดสอบที่มี ความเที่ยงตรงความ เชื่อมั่น ความเป็นปรนัย ถามลึก มีความยากง่ายพอเหมาะ มีค่าอำนาจจำแนก และมี ความยุติธรรม 4.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps วณิชวัฒนวรชัย (2559) ให้ความหมายกระบวนการ GPAS 5 Steps หมายถึง กรอบการพัฒนาการ คิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการหา รูปแบบแนวทางในการพัฒนาการคิดให้กับผู้เรียน จึงเริ่มต้นด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี โกวิท ประวาลพฤกษ์ เป็นที่ปรึกษา ทำการศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ จากนั้นคณะทำงานได้สังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีเหล่านั้นได้กรอบพัฒนาการคิด หรือ โครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 4 ประการ คือ การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) การจัดกระทำ ข้อมูล(Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) และการกำกับตนเอง (Self - regulating) เรียกย่อๆ ว่า GPAS โดยนำอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของโครงสร้างทักษะกระบวนการคิดนั้นมาใช้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) -กำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล(Focusing Skills) - กำหนดเป้าหมาย(Goal Setting) - สังเกตด้วยประสาทสัมผัส(Observing) - รวบรวมข้อมูลจากการสังเกต (Collecting) - เลือกข้อมูลมาใช้ (Selecting) - บันทึกข้อมูล (Encoding & Recording) - ดึงข้อมูลเดิมมาใช้และย่อความ (Retrieving & Summarizing)
13 ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล(Processing) - จำแนก(discriminating) - เปรียบเทียบ(Comparing) - จัดกลุ่ม(Classifying) - จัดลำดับ(Sequencing) - สรุปเชื่อมโยง(Connecting) - ไตร่ตรองด้วยเหตุผล(Reasoning) - วิจารณ์(Criticizing) - ตรวจสอบ(Verifying) ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) - ประเมินทางเลือก(Alternative assessment) - เลือกทางเลือก(Selecting alternative) - ใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์(creative) - ขยายความรู้ให้จริงมากขึ้น(expanding scenario) - การวิเคราะห์(analysis) - การตัดสินใจ (decision making) - การนำความรู้ไปปรับใช้(transferring) - การแก้ปัญหา(problem solving) - การคิดวิจารณ์(critical thinking) - การคิดสร้างสรรค์(creative thinking) ขั้นที่ 4 ประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self - regulating) - การตรวจสอบและควบคุมการคิด(Meta Cognition) - การสร้างค่านิยมการคิด(Thinking Value) - การสร้างนิสัยการคิด (Thinking Disposition) ทักษะกระบวนการคิด GPAS จึงเป็นขั้นตอนและจุดเน้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียน สร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้โดยครูต้องกำหนดว่านัดเรียนจะสรุปความรู้จาก เรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิดของตนเองในการสรุปความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์ หลักการและทฤษฎีที่เรียนรู้นั้น กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเองเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อครูจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเก็บข้อมูล และเลือกข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง เป็นการนำข้อมูลมาจัด กระทำเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ จำแนกเพื่อให้ได้ความรู้ตามที่กำหนดไว้ จากนั้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริง ใช้ ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ จะตกผลึกภายในตัวของผู้เรียน จะ กลายเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน และสะท้อนออกมาในภาระงานหรือการปฏิบัติที่ครูมอบหมาย เพื่อ
14 วัดและประเมินผลในเรื่องที่สอนการเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ ตรวจสอบทบทวนการคิด พูด ทำ เสมอๆ เพื่อปรับปรุงงานในขณะดำเนินการให้ดียิ่งขึ้น ทักษะการคิดในโครงสร้าง (GPAS) ทักษะการคิดในโครงสร้าง GPAS มีทักษะที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ดังนี้ ภาพที่ 1 ทักษะการคิดในโครงสร้าง (GPAS) 1. ทักษะการคิดระดับการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1.1 การกำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล (Information Gathering Skill) หมายถึง การ กำหนดขอบเขตการศึกษาและมุ่งความสนใจไปในทิศทางตามจุดประสงค์ที่ต้องการศึกษาให้ชัดเจนเพื่อที่จะ ได้คัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 1.2 การสังเกตด้วยประสาทสัมผัส หมายถึง การรับรู้และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยใช้ ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่มีการใช้ ประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้สังเกต ในการเสนอข้อมูล ข้อมูลจากการสังเกตมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพ 1.3 การบันทึกข้อมูล หมายถึง กระบวนการประมวลข้อมูลของสมอง เมื่อรับสิ่งเร้าจากประสาท สัมผัสทั้ง 5 จะได้รับการบันทึกไว้ในความจาระยะสั้น หากต้องการเก็บข้อมูลไว้ใช้ต่อๆ ไปข้อมูลนั้นจะต้อง เปลี่ยนรูปโดยการเข้ารหัสเพื่อนาไปเก็บไว้ในความจาระยะยาว ซึ่งจะสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้ภายหลังโดย การถอดรหัส ทักษะการคดิข้นัสูง ทักษะการคดิข้นั พ้ืนฐาน ข้นัที่1การรวบรวมขอ้มูล(Gathering) ข้นัที่2การจัดกระท าข้อมูล (Processing) ข้นัที่3การประยุกต์ใช้ความรู้(Applying) ข้นัที่4การควบคุมก ากับตนเอง (Self - rugulating)
15 1.4 การดึงข้อมูลเดิมมาใช้และสรุปความ หมายถึง การนำข้อมูลที่มีอยู่นำกลับมาใช้ใหม่ และการจับ ใจความสำคัญของเรื่องที่ต้องการสรุปแล้วเรียบเรียงให้กระชับครอบคลุมสาระสำคัญ 2. ทักษะการคิดระดับการจัดกระทำข้อมูล 2.1 การจำแนก (Discriminating) หมายถึง การแยกแยะสิ่งต่างๆ ตามมิติที่กำหนด 2.2 การเปรียบเทียบ (Comparing) หมายถึง การค้นหาความเหมือนและหรือ ความแตกต่งขององค์ ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไป เพื่อใช้ในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเกณฑ์เดียวกัน 2.3 การจัดกลุ่ม (Classifying) หมายถึง การนำสิ่งต่างๆ มาแยกเป็นกลุ่มตามเกณฑ์ที่ได้รับการ ยอมรับทางวิชาการ หรือยอมรับโดยทั่วไป 2.4 การจัดลำดับ (Sequencing) หมายถึง การนำข้อมูลหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา จัดเรียงให้เป็น ลำดับ 2.5 การสรุปเชื่อมโยง (Connecting) หมายถึง การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลอย่างมี 2.6 การไตร่ตรองด้วยเหตุผล (Reasoning) หมายถึง ความสามารถในการบอกที่มาของสิ่งใดๆ หรือ เหตุการณ์ใดๆ หรือสิ่งที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมนั้นได้ 2.7 การวิจารณ์ (Criticizing) หมายถึง การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมุติฐานที่อยู่เบื้องหลังเหตุผลที่ โยงความคิดเหล่านั้น เพื่อเปิดทางสู่แนวความคิดอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้ 2.8 การตรวจสอบ (Verifyjing) หมายถึง การยืนยันหรือพิสูจน์ข้อมูลที่สังเกตรวบรวมมาตามความ ถูกต้องเป็นจริง 3. ทักษะการคิดระดับการประยุกต์ใช้ 3.1 การใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (Creating หมายถึง การนำความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจไปใช้ใน การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น 3.2 การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะหลักการองค์ประกอบสำคัญ หรือส่วนย่อย ตลอดจนหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 3.3 การสังเคราะห์ (Synthesis หมายถึง การนำความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์มาผสมผสานสร้างสิ่งใหม่ ที่มีลักษณะต่างจากเดิม 3.4 การตัดสินใจ (Decision making) หมายถึง การพิจารณาเลือกตัวเลือกตั้งแต่ 2 ตัวเลือกขึ้นไป ทางเลือกนั้นอาจเป็นวัตถุสิ่งของ หรือแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือดาเนินการเพื่อให้บรรลุ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 3.5 การนำความรู้ไปปรับใช้ (Transferring) หมายถึง การถ่ายโอนความรู้ที่มีอยู่ 3.6 การแก้ปัญหา (Problem solving) หมายถึง การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยากเพื่อจุดประสงค์ใน การแก้ไขสถานการณ์หรือให้ปัญหานั้นหมดไป
16 3.7 การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ (Critical thinking) หมายถึง ความสามารถ ในการพิจารณาประเมิน และตัดสินสิ่งต่างๆ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้ง โดยการพยายามแสวงหาคาตอบที่มี ความสมเหตุสมผล 3.8 การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง ความสามารถในการคิด ได้อย่างกว้างไกล หลายทิศทางอย่างเป็นกระบวนการ โดยใช้จินตนาการที่หลากหลาย เพื่อก่อให้เกิดความแปลกใหม่ในการ สร้าง ผลิต ดัดแปลงงานต่างๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยง ระหว่างประสบ การณ์เก่ากับประสบการณ์ใหม่ ความคิด สร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คิดมีอิสระทางความคิด 4. การกำกับตนเอง 4.1 การตรวจสอบและควบคุมการคิด (Meta-cognition) หมายถึง การที่บุคคล รู้ถึงความคิดของ ตนเองในการกระทาอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการประเมินการคิดของตนเองและใช้ความรู้นั้นในการ ควบคุมหรือปรับการกระทำของตนเอง ซึ่งครอบคลุมถึงการวางแผน การควบคุมกำกับการกระทำของตนเอง การตรวจสอบความก้าวหน้า และการประเมินผล 4.2 การสร้างค่านิยมการคิด (Thinking Value) หมายถึง การคิดเพื่อประโยชน์ในระดับต่างๆได้แก่ เพื่อประโยชน์ตน กลุ่มตน เพื่อสังคมและเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ทุกองค์ประกอบ 4.3 การสร้างคุณค่าทางการคิด (Thinking Disposition) หมายถึง ลักษณะเฉพาะของการกระทำ ของคนที่มีสติปัญญา การตัดสินใจที่จะแก้ปัญหา จะไม่กระทำทันทีทันใดก่อนจะมีข้อมูลหลักฐานชัดเจน นิสัย แห่งการคิด คือ รู้ว่าจะใช้ปัญญา ทำอย่างไรเมื่อไม่รู้คำตอบ นิสัยแห่งการคิดที่ดีควรมีดังนี้ 4.3.1 นิสัยการคิดที่ดีต้องกล้าเสียงและผจญภัย (กล้าที่จะคิด) 4.3.2 นิสัยการคิดที่ดีต้องคิดแปลก คิดแยกแยะ ชี้ตัวปัญหา คิดสำรวจไต่สวน 4.3.3 นิสัยการคิดที่ดีต้องสร้างคำอธิบาย และสร้างความเข้าใจ 4.3.4 นิสัยการคิดที่ดีต้องสร้างแผนงานและมีกลยุทธ์ 4.3.5 นิสัยการคิดที่ดีต้องเป็นการใช้ความระมัดระวังทางสติปัญญา (ใช้สติปัญญา ระแวดระวัง) และแม่นยาถูกต้องแน่นอนเที่ยงตรง 4.3.6 นิสัยการคิดที่ดีต้องเพื่อถามหาสิ่งที่จะเกิดขึ้นและประเมินเชิงเหตุผล 4.3.7 นิสัยการคิดที่ดีต้องเป็นไปเพื่อเกิดการรู้คิด หรือคิดในสิ่งที่คิด
17 โครงสร้างของกระบวนการ GPAS สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนัคงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (2551) นำเสนโครงสร้างของ GPAS เป็นดังนี้ โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 1 ภาพที่ 2 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 1 ( ที่มาจาก ตาณิกา เงินฝรั่ง.2556:17 ) ทั้ง 4 ทักษะกระบวนการคิดนี้เรียงลำดับเป็นลักษณะระดับคุณภาพ จากต่ำไปหาสูง แต่เมื่อพิจารณา Self-regulating การกำกับตนเองและเรียนรู้ได้เองนั้น ควรกำกับทบทวนตรวจสอบการดำเนินงานของ ตนเองได้ในทุกขั้นตอน จะทำให้งานพัฒนาขึ้นเพราะ มีการตรวจสอบปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา จึงนาไปสู โครงสร้างที่ 2 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 2 ภาพที่ 3 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 2 ( ที่มาจาก ตาณิกา เงินฝรั่ง.2556:18 )
18 โครงสร้างที่สองนี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการกำกับ ทบทวนการดำเนินงานของตนเอง เมื่อพบว่ายัง ไม่ดีสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้น จะเห็นได้จากหัวลูกศรที่สามารถย้อนกลับไปกลับมาได้ โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 3 ภาพที่ 4 โครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 3 ( ที่มาจาก ตาณิกา เงินฝรั่ง.2556:18 ) การปฏิบัติตามขั้นตอน G P A ก็จะเป็นการปลูกฝัง 5 โดยอัตโนมัติ เมื่อฝึกบ่อยๆก็จะเกิดทักษะการ คิดและมีนิสัยรักการคิดซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง โครงสร้างนี้ได้รับคำชี้แนะจากที่ปรึกษาของโครงการ คือ โกวิท ประวาลพฤกษ์ ว่าควรปรับให้ นำไปใช้ได้ง่ายขึ้นเป็นวงจรครบกระบวนการ ดังนั้นในโครงสร้างนี้จึงเป็นขั้นตอนและจุดเน้นในการจัด กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มต้นจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้ โดยครูต้อง กำหนดว่านักเรียนควรสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิดของตนเองในการ สรุปความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์หลักการ ทฤษฎี ที่เรียนรู้นั้น กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเองเช่นนี้ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลและเลือก ข้อมูลสำคัญเกี่ยวข้องเป็น นำข้อมูลมาจัดกระทำ มาจัดข้อมูลเป็นกลุ่มเป็นหมวดหมู่จำแนก เพื่อให้ได้ความรู้ ตามที่กำหนดไว้ จากนั้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริง ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ข้อสรุปที่ได้จาก กระบวนการเหล่านี้ที่ตกผลึกภายในตัวของผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตน เป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน เมื่อฝึกฝน เช่นนี้บ่อยครั้งจะนำไปสู่การเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตลอดการเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกโดยใช้คำถาม กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบทบทวนการคิดพูด ทำเสมอๆ เพื่อปรับปรุงงานในขณะดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น(ธร ฤทธิ์, 2552) ยังกล่าวอีกว่า จากโครงสร้างนี้จะเห็นได้ว่าขั้นตอนและจุดเน้นของ GPAS คือการจัด กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเสาะหาความรู้ด้วยตนเองและสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ครูกำหนดเป้าหมายที่เป็นงาน/ชิ้นงานที่เกิดจากการเรียนรู้ของนักเรียน แล้วออกแบบการ จัดการเรียนรู้เพื่อนาไปสู่การบรรลุเป้าหมายนั้นๆ
19 ขั้นที่ 2 นักเรียนลงมือศึกษาความรู้ เก็บรวบรวมข้อมูล เลือกข้อมูลสำคัญแล้วนำมาจัดกระทำเป็น หมวดหมู่ จำแนก เพื่อให้ผลงาน/ชิ้นงานตามที่ครูกำหนด ชั้นที่ 3 นักเรียนเสนอแนวทางการนาความรู้ไปปฏิษัติหรือแก้ปัญหา บางกรณีอาจนำไปปฏิบัติจริง หรือแก้ปัญหาจริง จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวทางของ กระบวนการ GPAS ผู้วิจัยได้เลือกโครงสร้างทักษะกระบวนการ GPAS แบบที่ 2 เพราะสามารถแสดงถึง กระบวนการทำงานได้อย่างชดเจน เช่น ในการจัดการเรียนการสอนถ้าเนื้อหาใดที่ผู้เรียนไม่เข้าใจสามารถ ย้อนกลับมาทบทวนหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ จะเห็นได้จากหัวลูกศรที่สามารถย้อนกลับไปกลับมาได้ ผู้วิจัย สามารถสรุปขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ดังนี้ 3. ขั้นการรวบรวมข้อมูล (Gathering) เริ่มจากการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้สังเกต สงสัย กระตุ้นความสนใจ ตระหนักในปัญหาตั้ง สมมุติฐาน ตั้งข้อสงสัย กำหนดเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูล 4. ขั้นวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) เป็นการจัดกระทำข้อมูลโดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้แผนภาพความคิดมาจัด ความคิดให้เป็นระบบ เช่น การจำแนก จัดลำดับเชื่อมโยง และวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มี ประสิทธิภาพ 5. ขั้นปฏิบัติ/ประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) ลงมือปฏิบัติตามแผนงาน โดยมีการตรวจสอบเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้เกิดผลดี กว่าเดิมในแต่ละขั้นตอนสรุปเป็นความรู้ความคิดรวบยอด 6. ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self - regulating) เป็นการประเมินเชิงระบบเพื่อให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของกลไก ทีมงานและตนเอง เพื่อ ปรับปรุงแก้ไข และปรับเพิ่มคุณค่าด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม เพื่อเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม 5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ พรพรรณ ศรีหาวงศ์ (2562) ได้ศึกษาคันคว้าการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS พบว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05
20 วารินทร์ พงษ์พัฒน์ (2561) ได้ศึกษาคันคว้าการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ความน่าจะเป็น มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เงินฝรั่ง (2556) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การฝึกทักษะการเขียนเรียงความโดยใช้กระบวนการGPAS สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนจุลวิทยาคม จังหวัดพะเยา จำนวน 30 คน การวิจัยครั้งนี้มี จุดประสงค์เพื่อฝึกทักษะการเขียนเรียงความโดยใช้กระบวนการ GPAS และเอประเมินทักษะการเขียน เรียงความหลังการสอน ทำการเลือกกลุ่มประชากรแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการ จัดการเรียนรู้ที่สอนโดยใช้กระบวนการGPAS จำนวน 10แผน แบบทดสอบทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 10 ชุด และแบบประเมินทักษะการเขียนเรียงความตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละและค่าเฉลี่ยร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการฝึกทักษะการเขียน เรียงความโดยใช้กระบวนการ GPAS ของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 80.25) เมื่อพิจารณาเป็น รายแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่าผลการฝึกทักษะการเขียนเรียงความในแผน การจัดการเรียนรู้ที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 อยู่ในระดับพอใช้ส่วนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 และ 5-10 ผลการฝึกอยู่ในระดับดี (2) ผลการ ประเมินทักษะการเขียนเรียงความหลังการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS ของนักเรียน โดยรวมมีทักษะการ เขียนเรียงความอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่า ผลการฝึกทักษะการเขียน เรียงความโดยใช้กระบวนการGPAS ของนักเรียนอยู่ในระดับดีทั้งหมด ยกเว้นจุดประสงค์ข้อที่ 2 เกี่ยวกับ ความชัดเจนของวัตถุประสงค์อยู่ในระดับพอใช้ ป้อมแดง (2557) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาศาสนาและ วัฒนธรรม เรื่อง ภูมิลักษณ์ของ ภูมิภาคต่างๆ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 STEPS การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง ภูมิลักษณ์ของภูมิภาคต่างๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2.) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง ภูมิลักษณ์ของภูมิภาคต่างๆ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง ภูมิลักษณ์ของ ภูมิภาค ต่างๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 STEPs 3.) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่เรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 STEPร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนนุบาลน้องหญิง จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่า 1.) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง ภูมิลักษณ์ของภูมิภาคต่างๆ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 มีมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.56 2.) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 STEPS วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม เรื่อง ภูมิลักษณ์ของภูมิภาคต่างๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนน เฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
21 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่ เรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 STEPS มีค่าความพึงพอใจ เท่ากับ 4.457 อยู่ในระดับดีมาก งานวิจัยต่างประเทศ Goodman R.I. (1990) ได้รวบรวมการฝึกปฏิบัติพัฒนาการคิดวิเคราะห์ และส่งเสริมการแสดงออก โดยผ่านการเขียนอย่างสร้างสรรค์ ของนักเรียนระดับ 2-6 ที่มีความคิดและทักษะการจัดระบบต่ำ จำนวน 6 คน โดยใช้ครูทำการฝึก 3 คนและมีครู 1 คนเป็นผู้ให้คำแนะนำในการใช้เทคนิคระดมสมอง การกำหนดโครง ร่างการใช้เรื่องราวจากการคิดวิเคราะห์ ตัวอย่างการเขียนของนักเรียนพบว่า นักเรียนมีการปรับปรุงกาเขียน ของตนในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติการฝึกอย่างมีโครงสร้าง และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ การสอนนักเรียนที่ประสบความยากลำบากในการเขียน โดยการสอนทีละขั้นนอกจากนี้นักเรียนยังได้เรียนรู้ที่ จะคิดอย่างมีระบบ และมีการวางแผนมากขึ้น Cheshire (2003) อ้างถึงใน ไกรวิท วงศ์อามาตย์,2551 : 72 -73 ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เกมหมวก การคิดหกใบของ เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน ช่วยการคิดวิเคราะห์และผลกระทบในการดูแลผู้ป่วยไม่ให้เกิดอาการ รุนแรง การวิจัยนี้อธิบายการใช้เกมการคิดสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์ และผลกระทบต่อ คุณภาพในการศึกษา วิธีการดูแลรักษาเพื่อไม่ให้เกิดอาการรุนแรงความสำคัญของการฝึกหัดในหลักสูตร พยาบาล เป็นรูปแบบการศึกษาที่มีความเป็นไปได้ และประโยชน์ ผู้วิจัยเป็นครูผู้ทำการสอนในหลักสูตร พยาบาล พบว่า มีรูปแบบหลายรูปแบบที่มีทั้งความง่าย และความซับซ้อนค่อนข้างมากในการฝึกหัดเพื่อทำ การรักษาพยาบาล เกมหมวกการคิดหกใบนี้เป็นเทคนิคของเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโร เป็นวิธีการที่มีความ หลากหลายของประเภทในการคิด และเมื่อนำมาใช้จะสามารถช่วยให้นักเรียนมีทักษะในการคิดวิเคราะห์มาก ขึ้น Burkhart (2006) อ้างถึงใน ไกรวิท วงศ์อามาตย์,2551:73 ได้ศึกษาการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับการ วิเคราะห์ในการคิด:การพัฒนาทักษะการคิด ในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย การสอนในโรงเรียน มัธยมศึกษาเป็นขั้นที่มีความสำคัญ ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า 1 ใน 3 ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอน ปลายต้องหยุดพักการเรียนในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และ 1 ใน 3 จบการศึกษาโดยไม่มีทักษะที่จำเป็น ในการประสบความสำเร็จในการทำงาน ซึ่งพบว่ามีนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ดังนั้นการวิจัยนี้ จึงมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนา และปรับปรุง หลักสูตรในการสอน ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า เพศที่แตกต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการเรียนรู้ด้านการใช้ภาษา และความสามารถในการแก้ไข ปัญหา ซึ่งการสอนในโรงเรียนควรมีการออกแบบเพื่อสร้าง และเป็นหนทางในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
22 Anderson (2001) ได้ศึกษาการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อธรรมชาติที่เป็นประโยชน์และการ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ในนักศึกษามหาวิทยาลัยนอร์ทเทอร์น อิลลินอย จุดมุ่งหมายของการวิจัยนี้ เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสื่อธรรมชาติที่เป็นประโยชน์และการคิดสร้างสรรค์จากมุมมองของการ์ฟ เรียล ซัลมอนการศึกษานี้มีข้อจำกัดหกประการในการวิจัยเบื้องต้น ในขอบเขตของมาตรฐานสำหรับการคิด วิเคราะห์การสร้างขอบข่ายของทฤษฎีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อที่เป็นประโยชน์และพฤติกรรมการคิด สร้างสรรค์ การควบคุมตัวแปรที่มีจำนวนมาก โดยใช้การวัดพฤติกรรมในการใช้สื่อ และทำการสำรวจ ผลกระทบจากการใช้สื่อในการวิจัยนี้พบว่า การคิดสร้างสรรค์เป็นการประเมินโดยรูปแบบการทดสอบของ ทอร์เรนซ์ซึ่งใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ บันทึกการใช้สื่อแบบสอบถามการใช้สื่อ การวิจัยนี้มีตัวแปร คือ เพศ สาขาที่เรียนและกิจกรรมที่ใช้ในเวลาว่างซึ่งจุดมุ่งหมายหลักของการวิจัย ได้แก่ 1) ความสำคัญในการอ่าน เพื่อพัฒนาทักษะในการคิดสร้างสรรค์2)ผลกระทบของระบบสัญลักษณ์ของการใช้อินเตอร์เน็ตและ 3 ผลกระทบของระดับความสนใจที่ใช้ในการใช้สื่อในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ Kruger (2005) ได้ศึกษาพัฒนาการคิดของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมภายในห้องเรียนว่าจะ สามารถเพิ่มระดับความสามารถในการคิดหรือไม่ และการจัดกิจกรรมภายในห้องเรียนอาจจะเป็นอุปสรรค ต่อการเรียนรู้หรือแรงกระตุ้นให้นักเรียนมีทักษะการคิดหรือไม่ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนที่กำลังเรียนใน ระดับมัธยมศึกษา ในโรงเรียนมัธยมที่อยู่ชานเมือง ของประเทศสหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการ จัดกิจกรรมในชั้นเรียนที่ครูเป็นผู้อธิบายและเป็นผู้ควบคุมการจัดการในชั้นเรียนทั้งหมดนั้น ไม่ได้พัฒนา กระบวนการคิดของผู้เรียนให้สูงขึ้น แม้กระ ทั่งการอธิบายของผู้สอนก็ไม่ทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการคิดได้ดีขึ้น โดยการศึกษาแล้วพบว่ารูปแบบการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนโดยให้โอกาสและให้อิสระผู้เรียนใน ห้องเรียนมีประสิทธิภาพในการพัฒนากระบวนการคิดมากกว่า เนื่องจากผู้เรียนมีอิสระในการแสดงออก ทางด้านความคิดและการกระทำ จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ดีกว่าการสอนปกติ เพราะ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ทางการเรียน ของนักเรียนให้เข้าใจเนื้อหาวิชานั้นได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะแก้ปัญหา เรื่อง ตรรกศาสตร์โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์
23 กรอบแนวคิดในการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการ เรียนรู้แบบอุปนัย และศึกษาตัวแปรตาม โดยศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาพที่ 5 กรอบแนวคิดการวิจัย ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 STEPS ภาพที่ 6 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 STEPS การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ขั้นที่ 1 การรวบรวมข้อมูล (Gathering) เริ่มจากการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้สังเกต สงสัยกระตุ้นความ สนใจ ตระหนักในปัญหาตั้งสมมุติฐาน ตั้งข้อสงสัย กำหนดเป้าหมาย เพื่อรวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 2 วิเคราะห์และสรุป ความรู้ (Processing) เป็นการจัดกระทำข้อมูลโดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้แผนภาพ ความคิดมาจัดความคิดให้เป็นระบบ เช่น การจำแนก จัดลำดับ เชื่อมโยง และวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติและสรุป ความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge) เป็นขั้นที่ผู้เรียนร่วมกัน วางแผนและลงมือทำ รวมถึงตรวจสอบแก้ ปัญหาต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไปสู่ระดับของนวัตกรรม ขั้นที่ 4 ขั้นสื่อสารและ นำเสนอ(Applying the Communication Skill) ขั้นที่ผู้เรียนสามารถสรุปเป็นความรู้ระดับต่าง ๆ จนถึงระดับหลักการ และสามารถนำเสนอได้อย่างมีแบบแผน โดยการดำเนินการนั้น ครูผู้สอนจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักเลือกข้อมูลที่สอดคล้อง รู้จักความ รู้ที่ได้อย่างสร้างสรรค์ ขยายขอบเขตความรู้ การวิเคราะห์การ สังเคราะห์ ตัดสินใจและการนำความรู้ไปปรับใช้ ตลอดจนมีการ วิเคราะห์วิจารณ์และแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่ม คุณค่า (Self - regulating) เป็นการประเมินเชิงระบบเพื่อให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของกลไกทีมงานและ ตนเอง เพื่อปรับปรุงแก้ไข และปรับเพิ่มคุณค่าด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม เพื่อเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
24 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนหนองหานวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ได้มา จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 40 คน รูปแบบในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60) ตารางที่1 แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 E แทน การสุ่มตัวอย่าง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)
25 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ 2. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรสถานศึกษา คู่มือครู แบบเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของกระทรวงศึกษาธิการและเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง 2.1.3 วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาบทที่ 2 เรื่อง ตรรกศาสตร์ 2.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เรื่อง ตรรกศาสตร์ละ 4 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์จำนวน 20 แผน ใช้เวลา 35 ชั่วโมง ซึ่งมีสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 2.1.4.1 ประพจน์ จำนวน 4 ชั่วโมง 2.1.4.2 ตัวเชื่อมหรือตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์ จำนวน 6 ชั่วโมง 2.1.4.3 การสร้างตารางค่าความจริง จำนวน 3 ชั่วโมง 2.1.4.4 สมมูลเชิงตรรกศาสตร์ จำนวน 6 ชั่วโมง 2.1.4.5 สัจนิรันดร์ จำนวน 3 ชั่วโมง 2.1.4.6 การอ้างเหตุผล จำนวน 3 ชั่วโมง 2.1.4.7 ประโยคเปิด จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.8 ตัวบ่งปริมาณ จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.9 ค่าความจริงของประโยคที่มีตัวบ่งปริมาณตัวแปรเดียว จำนวน 3 ชั่วโมง 2.1.4.10 สมมูลและนิเสธของประโยคที่มีตัวบ่งปริมาณ จำนวน 3 ชั่วโมง
26 ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้(ราย ชั่วโมง) สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้า กลุ่มสาระที่ปรึกษาแล้วนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์เพื่อตรวจสอบความ สอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและ ประเมินผล โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาลงความคิดเห็นแล้วให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ตรรกศาสตร์เท่ากับ 1.00 2.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ตามข้อเสนอแนะ 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก ในการ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับ ขั้นตอน ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ คู่มือครู คู่มือวัดและประเมินผลวิชา คณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเอกสารที่เกี่ยวข้องเทคนิค การเขียนข้อสอบ การสร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2.3.1 วิเคราะห์เนื้อหา เรื่อง ตรรกศาสตร์เพื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็นเนื้อหา ย่อยๆ แล้วเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ตาม ตารางวิเคราะห์หลักสูตร
27 2.3.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระ เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องเหมาะสม และให้ข้อเสนอแนะในด้านความเหมาะสมของเนื้อหากับจุดประสงค์การ เรียนรู้แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 2.3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่ปรับปรุง แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายต่อไป โดยค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง ตรรกศาสตร์ เท่ากับ 1.00 การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีการดำเนินการทดลองและเก็บ ข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์ แรกก่อนทำการทดลอง 2. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3. ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เรื่อง ตรรกศาสตร์ กับนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 แผน ใช้เวลา 35 ชั่วโมง 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน การ ทดลอง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนจากแบบวัดความสามารถในการแก้ โจทย์ปัญหา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ (SPSS for Windows)
28 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการ ทางสถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการหาค่าร้อยละ ของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เริ่อง ตรรกศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์และ สังคมศาสตร์ (SPSS for window) 2. การทดสอบสมมติฐานนำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เริ่อง ตรรกศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากที่ได้รับกิจกรรมการเรียนการ สอนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps โดยใช้การ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows)
29 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps โดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เรื่อง ตรรกศาสตร์ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองหานวิทยา ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องตรรกศาสตร์ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ผู้วิจัยได้ดำเนินการนำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนที่ เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นรายบุคคลและภาพรวมดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 9 45 15 75 2 7 35 13 65 3 4 20 10 50 4 13 65 20 100 5 5 25 11 55 6 3 15 11 55
30 เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 7 3 15 10 50 8 4 20 11 55 9 7 35 11 55 10 9 45 15 75 11 8 40 16 80 12 7 35 11 55 13 6 30 11 55 14 6 30 10 50 15 8 40 15 75 16 7 35 10 50 17 6 30 10 50 18 7 35 13 65 19 5 25 16 80 20 6 30 10 50 21 11 55 19 95 22 5 25 10 50 23 3 15 10 50 24 9 45 15 75 25 5 25 10 50 26 7 35 11 55 27 9 45 19 95 28 6 30 11 55 29 7 35 13 65 30 6 30 10 50 31 6 30 11 55 32 13 65 20 100 33 8 40 13 65 34 12 60 20 100 35 6 30 11 55 36 5 25 11 55
31 เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 37 9 45 15 75 38 10 50 20 100 39 9 45 15 75 40 8 40 13 65 คะแนนเฉลี่ย ( ) 7.10 35.5 13.15 65.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2.499 3.371 จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 35.5 คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.75 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 65 ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test One-Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 65 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test One-Sample) คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test 13.15 3.371 65.75 0.28 ** จากตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างหลังเรียนกับ เกณฑ์ร้อยละ 65 พบว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 13.15 คิด เป็นร้อยละ 65.75 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 ผลปรากฏว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65
32 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน เปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ดังแสดงผลการ วิเคราะห์ในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการทดลอง S.D. ร้อยละ t - test ก่อนเรียน 7.10 2.499 35.50 21.47 **หลังเรียน 13.15 3.371 65.75 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนเรียน กับหลังเรียน พบว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 35.50 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.75 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูง กว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
33 บทที่5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ในรายวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง สรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียน ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองหาน วิทยา จังหวัดอุดรธานีปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน 40 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คนเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย
34 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบ จำนวนทั้งสิ้น 20 แผน รวม 35 ชั่วโมง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ตรรกศาสตร์ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยมี4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แต่ละข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 มีความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบรายข้อ มีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี การดำเนินการทดลอง และเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 3.1 เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับ การเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3.2 ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ใช้เวลา 2 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3.3 ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เรื่อง ตรรกศาสตร์กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตาม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 แผน ใช้เวลา 35 ชั่วโมง 3.4 ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง สรุปผลการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 35.50 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.75 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 65 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำ กว่าร้อยละ 65
35 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียน การอภิปรายผล ผลการศึกษาการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประเด็นในการนำมาอภิปรายผลตามลำดับ ดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 35.50 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.15 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.75 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 65 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ GPAS 5 Steps ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้โดยครูต้อง กำหนดว่านัดเรียนจะสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิดของตนเองในการ สรุปความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์หลักการและทฤษฎีที่เรียนรู้นั้น กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเก็บข้อมูล และเลือกข้อมูล สำคัญที่เกี่ยวข้อง เป็นการนำข้อมูลมาจัดกระทำเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ จำแนกเพื่อให้ได้ความรู้ตามที่กำหนด ไว้ จากนั้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริง ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ จะตกผลึกภายในตัวของผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน และสะท้อนออกมาในภาระงาน หรือการปฏิบัติที่ครูมอบหมาย เพื่อวัดและประเมินผลในเรื่องที่สอนการเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกการใช้ คำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบทบทวนการคิด พูด ทำ เสมอๆ เพื่อปรับปรุงงานในขณะดำเนินการ ให้ดียิ่งขึ้น วณิชวัฒนวรชัย (2559) ให้ความหมายกระบวนการ GPAS 5 Steps หมายถึง กรอบการ พัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการหารูปแบบแนวทางในการพัฒนาการคิดให้กับผู้เรียน จึงเริ่มต้นด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมี โกวิท ประวาลพฤกษ์ เป็นที่ปรึกษา ทำการศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ จากนั้นคณะทำงานได้สังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีเหล่านั้นได้กรอบพัฒนาการคิด หรือโครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 4 ประการ คือ การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) การจัด กระทำข้อมูล(Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) และการกำกับตนเอง (Self - regulating) เรียกย่อๆว่า GPAS โดยนำอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของโครงสร้างทักษะกระบวนการคิดนั้นมาใช้ ดังนี้ขั้นที่
36 1 การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) -กำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล(Focusing Skills) - กำหนดเป้าหมาย(Goal Setting) - สังเกตด้วยประสาทสัมผัส(Observing) - รวบรวมข้อมูลจากการสังเกต (Collecting) - เลือกข้อมูลมาใช้ (Selecting)- บันทึกข้อมูล (Encoding & Recording) - ดึงข้อมูลเดิมมาใช้ และย่อความ (Retrieving & Summarizing) ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล(Processing) - จำแนก (discriminating) - เปรียบเทียบ(Comparing) - จัดกลุ่ม(Classifying) - จัดลำดับ(Sequencing) - สรุป เชื่อมโยง(Connecting) - ไตร่ตรองด้วยเหตุผล(Reasoning) -วิจารณ์(Criticizing) - ตรวจสอบ(Verifying) ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) - ประเมินทางเลือก(Alternative assessment) - เลือกทางเลือก (Selecting alternative) - ใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์(creative) - ขยายความรู้ให้จริงมากขึ้น(expanding scenario) - การวิเคราะห์(analysis) - การตัดสินใจ (decision making) - การนำความรู้ไปปรับใช้ (transferring) - การแก้ปัญหา(problem solving) - การคิดวิจารณ์(critical thinking) - การคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ขั้นที่ 4 ประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self - regulating) - การตรวจสอบและควบคุมการคิด (Meta Cognition) - การสร้างค่านิยมการคิด(Thinking Value)- การสร้างนิสัยการคิด (Thinking Disposition) ทักษะกระบวนการคิด GPAS จึงเป็นขั้นตอนและจุดเน้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้โดยครูต้องกำหนดว่านัดเรียนจะสรุป ความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิดของตนเองในการสรุปความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์หลักการและทฤษฎีที่เรียนรู้นั้น กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเองเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อครูจัด กิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเก็บข้อมูล และเลือกข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง เป็นการนำ ข้อมูลมาจัดกระทำเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ จำแนกเพื่อให้ได้ความรู้ตามที่กำหนดไว้ จากนั้นนำไปใช้ในการ ปฏิบัติจริง ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ จะตกผลึกภายในตัวของ ผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน และสะท้อนออกมาในภาระงานหรือการปฏิบัติที่ครู มอบหมาย เพื่อวัดและประเมินผลในเรื่องที่สอนการเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกการใช้คำถามเพื่อกระตุ้น ให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบทบทวนการคิด พูด ทำ เสมอๆ เพื่อปรับปรุงงานในขณะดำเนินการให้ดียิ่งขึ้น พรพรรณ ศรีหาวงศ์ (2562) ได้ศึกษาคันคว้าการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS พบว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดย การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 วารินทร์ พงษ์พัฒน์ (2561) ได้ศึกษาคันคว้าการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ความน่าจะเป็น มีคะแนนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จิรชยา จาระนัย (2564) ได้ศึกษาคันคว้าวิจัยในชั้น เรียน เรื่อง การแก้ไขปัญหาการเขียนตอบคำถามภาษาอังกฤษ Wh-questions จากการอ่านของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการเขียนตามแนวการเรียนรู้บันได 5 ขั้น GPAS 5 Steps พบว่า
37 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการเขียนตอบคำถาม ภาษาอังกฤษ Wh-questions จากการอ่าน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 นิตยา พรมพื้น (2562) ได้ศึกษาผลการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 5 ขั้น (5 Steps) ต่อ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศ สาระเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ตรรกศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ยิ่งขึ้น พรพรรณ ศรีหาวงศ์ (2562) ได้ศึกษาคันคว้าการ พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS พบว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง ความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS มีคะแนนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
38 ข้อเสนอแนะ จากผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps วิชาคณิตศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ตรรกศาสตร์ผู้วิจัยให้ข้อเสนอแนะในการวิจัย และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ในการนำการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ไปใช้ครูผู้สอนควร ศึกษาและทำความเข้าใจขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ชัดเจน จึงจะทำให้การเรียนมีความ สนุกเกิดผลดีทั้งนักเรียนและครูผู้สอน ทำให้นักเรียนมีความศรัทธาในครูผู้สอนไปด้วย 1.2 ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ควรเตรียมสื่อให้พร้อม สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละครั้ง และควรจดบันทึกหลังสอนเพื่อให้ทราบปัญหาสิ่งที่ ต้องการแก้ไขเพื่อทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.3 ครูคอยสังเกตพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนอย่างทั่วถึงและแจ้งผลการจัด กิจกรรมหรือการทดสอบให้นักเรียนทราบทันที เพื่อให้นักเรียนทราบผลงานของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ นักเรียนเกิดควากระตือรือร้นและเป็นแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่อไป 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ในการวิจัยครั้งต่อไป ผู้วิจัยขอเสนอแนะประเด็นที่ควรนำมาศึกษาดังนี้ 2.1 ควรศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เกี่ยวกับตัวแปรตาม ด้านอื่นๆ เช่น ความคงทนในการเรียนรู้พฤติกรรมการทำงานกลุ่มเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นต้น 2.2 ควรศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับชั้นอื่น ๆ โดยปรับกิจกรรมการเรียนการสอน ให้ เหมาะสมกับเนื้อหาในแต่ละระดับชั้นและวัยของนักเรียนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของ นักเรียน 2.3 ควรศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps กับกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น ๆ ในระดับชั้นต่าง ๆ 2.4 ควรมีการปรับปรุงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ให้มี ความเหมาะสมกับเนื้อหาและการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์
39 เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2545). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย. ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี. (2542). การสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: ภาคหลักสูตรการสอน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ชาตรี เกิดธรรม. (2547). เทคนิคการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช. ฐาปนีย์ ธรรมเมธา. (2557). อีเลิร์นนิ่ง: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ e-learning: from theory to practice. โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย. กรุงเทพฯ: สำนักคณะกรรมการการ อุดมศึกษา. มหาวิทยาลัยนเรศวร.(2561).การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้กระบวนการ GPAS และการ ประเมินเพื่อการเรียนรู้ ในรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) สังกัด กรุงเทพฯ: วารสารศึกษาศาสตร์ , มหาวิทยาลัยนเรศวร ณรงค์ พลอยดนัย. (2530). คณิตศาสตร์เพื่อชีวิต. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว ดวงเดือน อ่อนน่วม. (2537). เรื่องน่ารู้สำหรับครูคณิตศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช. ทิศนา แขมมณี. (2552). รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย. นิภา เมธธาวีชัย. (2536). การประเมินผลการเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชภัฎธนบุรี. ยุพิน พิพิธกุล. (2530). การเรียนการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: บพิธการพิมพ์. _____. (2539). การเรียนการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: บพิธการพิมพ์. _____. (2545). การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ยุคปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รัชนีภู่พิชรกุล. (2551). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ระหว่างวิธีการสอนแบบนิรนัยร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคเพื่อนคู่คิด และวิธีการสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิตสาขาวิชาหลักสูตร และการสอนมหาวิทยาลัยทักษิณ.