The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทช31002 สุขศึกษา พลศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wuttikit.kot, 2022-06-14 11:13:53

ทช31002 สุขศึกษา พลศึกษา

ทช31002 สุขศึกษา พลศึกษา

44

เรื่องที่ 1 การรวมกลุมเพอ่ื เสรมิ สรางสขุ ภาพ
การดูแลรักษาและเสริมสรางสุขภาพกาย สุขภาพจิตของแตละบุคคลเปนสิ่งสําคัญ

ทคี่ วรปฏิบัตใิ หเปนกิจนิสัย โดยปฏิบัติใหครอบคลุมทุกองคประกอบท่ีสําคัญ ไดแก การเลือก
บรโิ ภคอาหารใหถูกหลักโภชนาการ การพักผอนใหเพียงพอและออกกําลังกายสมํ่าเสมอ เปน
ตน ท้ังน้ีหากปฏิบัติไดอยางครบถวนถูกตอง เหมาะสมกับสภาพความพรอมของรางกายและ
สอดคลองกับวถิ ชี ีวิตยอมกอใหเ กิดความสมดุล สามารถดําเนนิ ชีวิตไดอยางมคี วามสขุ

การดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเพียงอยางเดียวคงไมเพียงพอ หากบุคคลใน
ครอบครัวมีปญ หาสุขภาพยอมสง ผลกระทบตอ การดําเนินชีวิตของทุกคน เชน เกิดภาวะในการ
ดูแลภาระคาใชจายในการรักษา ฟนฟูสุขภาพ เปนตน ทั้งน้ีจึงควรสงเสริมใหสมาชิกใน
ครอบครวั และเพ่ือนสมาชิกในชุมชนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพอยาง
ถกู วธิ ี ตลอดจนเชิญชวน รวมกลมุ กันปฏิบัติกิจกรรมสงเสริมสุขภาพตาง ๆ ขึ้นในชุมชน อันจะ
เปนการเสริมสรางสุขภาพกาย สุขภาพจิตและความสัมพันธอันดีตอกัน ซ่ึงกิจกรรมที่จะ
กอใหเกดิ การรวมกลุมเพ่ือเสริมสรางสุขภาพ เชน กลุมเตนแอโรบิก ทองเท่ียว กีฬาประเภท
ตา ง ๆ ทาํ บุญไหวพ ระ เปนตน

การประเมนิ สภาวะสุขภาพของตนเองและครอบครัว
การประเมินภาวะสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครอบครัว สามารถกระทําไดโดยใช

แบบประเมินเคร่ืองชี้วัดคุณภาพชีวิตขององคการอนามัยโลกชุดยอ ฉบับภาษาไทย ซ่ึงมี
องคป ระกอบ ดงั นี้

1. ดา นรางกาย (Physical domain) คอื การรับรสู ภาพทางดา นรา งกายของบคุ คล
ซ่ึงมีผลตอชีวิตประจําวัน เชน การรับรูสภาพความสมบูรณแข็งแรงของรางกาย การรับรูถึง
ความรสู ึกสุขสบายไมม ีความเจ็บปวด การรบั รถู ึงความสามารถที่จะจัดการกับการเจ็บปวดทาง
รา งกาย การรับรวู าตนไมต อ งพึ่งยาตา ง ๆ หรือการรักษาทางการแพทย

2. ดานจิตใจ (Psychological) คือ การรับรูสภาพทางจิตใจของตนเอง เชน การรับรู
ความรสู กึ ทางบวกทบี่ ุคคลมตี อ ตนเอง ภาพลกั ษณข องตนเอง การรับรูของความรูสึกภาคภูมิใจ
ในตนเอง ความม่ันใจในตนเอง การรับรูถึงความคิด ความจํา สมาธิ การตัดสินใจ และ
ความสามารถในการเรยี นรูเ รอื่ งราวตาง ๆ การรบั รูถงึ ความสามารถในการจัดการกับความเศรา
หรือความกังวลการรับรูเกี่ยวกับความเช่ือตาง ๆ ของตนท่ีมีผลตอการดําเนินชีวิต เชน ความ

45

เชอ่ื ดา นวญิ ญาณศาสนา การใหค วามหมายของชวี ิตและความเชื่ออื่น ๆ ท่ีมีผลทางท่ีดีตอการ
ดําเนนิ ชีวิต มผี ลตอ การเอาชนะอุปสรรค

3. ดา นสมั พนั ธภาพทางสงั คม (Social relationships) คอื การรบั รูเรือ่ งความสัมพันธของตน
กับบคุ คลอนื่ การรับรูถึงการท่ีไดร ับความชว ยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม การรับรูวาตนไดเปน
ผูใหความชว ยเหลือบคุ คลอืน่ ในสังคมดวย รวมทั้งการรับรูในเร่ืองอารมณ ทางเพศ หรือการมี
เพศสมั พันธ

4. ดานส่ิงแวดลอม (Environment) คือ การรับรูเก่ียวกับสิ่งแวดลอมท่ีมีผลตอการ
ดาํ เนินชีวติ เชน การรับรูวาตนมีชีวิตอยูอยางอิสระ ไมถูกกักขัง มีความปลอดภัยและมั่นคงใน
ชี วิ ต ก า ร รั บ รู ว า อ ยู ใ น ส่ิ ง แ ว ด ล อ ม ท า ง ก า ย ภ า พ ที่ ดี ป ร า ศ จ า ก ม ล พิ ษ ต า ง ๆ
การคมนาคมสะดวกสถานบรกิ ารทางสุขภาพ และสงั คมสงเคราะห การรบั รูวาตนเองมีโอกาสที่
จะไดรับขาวสารหรือการฝกฝนทักษะตาง ๆ การรับรูวาตนไดมีกิจกรรมนันทนาการ และมี
กจิ กรรมในเวลาวาง

การวางแผนพัฒนาและเสริมสรา งสขุ ภาพของตนเองและครอบครัว
การวางแผนพฒั นาสขุ ภาพของตนเองและครอบครวั นน้ั ควรปฏบิ ัติ ดังน้ี
1. การวางแผนพัฒนาสขุ ภาพกาย
1.1 ออกกําลังกายสมํ่าเสมอ ปฏิบัติอยางนอย 2-3 ตอสัปดาห แตละครั้งใชเวลาใน

การออกกําลังกายไมนอยกวา 30 นาที ใหปฏิบัติตามหลักของการออกกําลังกาย และตาม
ความสามารถของบุคคล ตามวัย ตามความเหมาะสม ทั้งเวลา สถานท่ี เพศ วัย การออก
กําลงั กายจะชวยใหเ กิดประโยชนตอ การทํางานของระบบตาง ๆ ในรา งกาย

1.2. รบั ประทานอาหารตองใหครบ 5 หมูและเหมาะสมกับวัย โดยเฉพาะวัยท่ีกําลัง
เติบโตมีการพัฒนาทางรางกาย ควรรับประทานอาหารใหเพียงพอ เชน วัยรุนยังอยูในวัยของ
การเจริญเตบิ โตและตองออกกําลังกาย เสียพลังงาน จึงตองชดเชยดวย คารโบไฮเดรต สราง
เสรมิ การเจรญิ เติบโตดว ยอาหารประเภทโปรตนี

1.3. พักผอนใหเ พียงพอ วยั เดก็ ตอ งพักผอนนอนหลับใหมาก ๆ ในวยั ผูใหญอาจนอนน
อยลง แตตองไมนอ ยเกินกวา 6-8 ชั่วโมง และชว งของการนอนหลบั ใหหลับสนิทเพ่ือใหการหลั่ง
ของสารแหง ความสุขไปอยางเต็มที่ ใชเวลาวางในวันหยุดทํากิจกรรมหรือไปเที่ยวพักผอนรวม
กบั ครอบครวั เพื่อผอ นคลายและสรา งสัมพันธภาพในครอบครวั

46

1.4. ตรวจสขุ ภาพรา งกายอยา งนอยปล ะ 1คร้ัง และในการตรวจสขุ ภาพรา งกาย
ตองตรวจทกุ ระบบอยา งละเอียด

1.5. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงตอรางกาย โดยเฉพาะพฤติกรรมเส่ียงท่ีกอใหเกิด
อนั ตรายตอตนเอง เชน การสูบบหุ ร่ี การด่ืมเครื่องด่ืมท่ีมีแอลกอฮอล การสําสอนทางเพศ ตลอดจน
การทดลองหรอื ใกลชดิ กับผูท ่ตี ดิ สารเสพติด เปน ตน

1.6. อยใู นส่งิ แวดลอมท่ีดี ซ่ึงเราสามารถหลีกเล่ียง หรือเลือกท่ีจะอยูในบริเวณที่มีสิ่ง
แวดลอ มทีด่ ีได เพราะสง่ิ แวดลอ มมผี ลกระทบตอ สขุ ภาพ การมที ่อี ยูอาศยั ที่ปราศจากพาหะ
นาํ โรค

2. การวางแผนพัฒนาสขุ ภาพจติ
2.1 อานหนังสือที่ชวยใหรูสึกผอนคลาย จิตใจสงบ เชน หนังสือธรรมะ เพื่อใหได

แนวคดิ ในการดําเนนิ ชีวติ ทีถ่ กู ตอ งรูสึกสบายใจ
2.2 ปฏิบัติตนตามหลักธรรมคําสอนของศาสนาท่ีตนนับถือ เพ่ือปองกันการเกิด

ปญหาท่ีสง ผลกระทบตอ จิตใจ
2.3 หม่ันนั่งสมาธิ เจริญปญญาเพื่อใหจิตใจผองใส มีสติในการดําเนินชีวิต สามารถ

ควบคุมอารมณของตนเองได
3. การวางแผนพัฒนาสุขภาพดานสงั คม
3.1 เขารวมกิจกรรมตามวัฒนธรรมและประเพณีในทองถ่ินอยูเสมอ หรือกิจกรรม

อาสาสมคั รของชมุ ชนเพ่ือสรา งสมั พันธภาพกบั คนในชมุ ชน สามารถปรับตัว ใชชีวิตรวมกับผูอื่น
ได

3.2 เขารวมเปนสมาชิกของชมรมหรือสมาคมตาง ๆ เพื่อใหรูจักการเปนผูให
การเสยี สละเพือ่ สวนรวมไมเ อาเปรียบผูอนื่ เปน การใชช ีวิตอยา งมคี ุณคา

4. การวางแผนพัฒนาสุขภาพดานปญ ญา
4.1 ฝกทักษะการคิดวิเคราะห หาสาเหตุของปญหาจากขาวหรือสถานการณสําคัญ

ของสงั คม รวมทง้ั ผลกระทบท่ตี ามมาเพือ่ ฝก การคิดและนําไปปรับใชในการแกปญหาชีวิตของ
ตนเองหรือของครอบครัว

4.2 หมั่นฝกฝนทักษะการอานการฟง การพูด อยูเสมอ เชน การอานหนังสือ
ภาษาตางประเทศ ฟงเพลงสากล ฝกพูดภาษาตางประเทศที่ตนสนใจ เพ่ือเพ่ิมพูนความรู
เสริมปญ ญาใหก บั ตนเอง และเปนประโยชนในการประกอบอาชพี ในอนาคต

47

4.3 ศึกษาความกา วหนา ทางเทคโนโลยีทีท่ ันสมยั เพอ่ื ใหมคี วามรู สามารถใชเครื่องมือ
หรอื อุปกรณเทคโนโลยที ่ที ันสมยั ได

การมีสวนรวมในกจิ กรรมพัฒนาสุขภาพของชมุ ชน
การมีสวนรวมในกิจกรรมสรางเสริมสขุ ภาพของบคุ คลในชุมชน คือ การรวมกจิ กรรม

ทเ่ี ออื้ อาํ นวยใหผ ูค นในชุมชนมกี ารพัฒนาคุณภาพชีวติ ที่ดี ยกตัวอยา งเชน
1. กจิ กรรมดา นการสรางเสรมิ สุขภาพ ไดแก การดูแลรกั ษาสุขภาพ การออกกาํ ลังกาย

การเฝา ระวังปญ หาสารเสพตดิ ในชุมชน การดาํ เนินโครงการอาหารปลอดภัย การสงเสริมพัฒนาการ
และดูแลการไดรับวัคซีนในเด็กอายุต่ํากวา 6 ป การตรวจสุขภาพตนเองในเบื้องตน การใช
อนิ ทรสี ารและการทําเกษตรอินทรีย

2. กิจกรรมดานการเขา รับบริการสุขภาพของประชาชน ไดแ ก การรบั การบริการสุขภาพ
จากศูนยสุขภาพชุมชนหรือสถานีอนามัย เชน การทําบัตรทอง การรับการตรวจวัดความดัน
เลอื ด การฝากครรภ

3. กิจกรรมดานการเขารับการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครเพื่อพัฒนาสุขภาพในชุมชน
ไดแ ก การเขา รบั อบรมความรู การเขา รวมประชุมกลุม หรือการจัดเวทีเรียนรู การรับฟงความรู
ผา นทางหอกระจายขาว

4. กจิ กรรมดา นการใหความรว มมอื ในการควบคุมและปอ งกนั โรค ไดแก การไม สูบบุหร่ี
การปองกันอุบัติเหตุ การปองกันการแพพิษ สารเคมี การรวมรณรงคปองกันโรคตามฤดูกาล
เชน โรคไขเลอื ดออก ไขห วัดนก อุจจาระรวง ไขฉ่หี นู

5. กิจกรรมดานการใหความรวมมอื ในการดาํ เนนิ งานของหนว ยงานดานสุขภาพในชุมชน
ไดแก การมีสวนรว มในการวางแผนหรือรวมกจิ กรรมสาธารณสุขในชุมชนตนเอง และสนับสนุน
การจัดกิจกรรมสุขภาพที่ริเริ่มจากองคกรชุมชนทองถ่ิน เขารวมกิจกรรมสรางสุขภาพโดยใช
ทรัพยากรชุมชนเปนหลัก มีสวนรวมดําเนินงานกับหนวยราชการหรือองคกรที่เก่ียวของ
เพื่อการจัดกิจกรรมสงเสริมคณุ ภาพ ปองกนั โรค สรางความเขม แข็งใหชุมชน

เรอ่ื งท่ี 2 การออกกําลงั กายเพื่อสุขภาพ
การออกกาํ ลงั กายเพอ่ื สขุ ภาพมีหลักปฏบิ ตั ิ ดังนี้

1. ความหนกั ควรออกกําลังกายใหหนักถึงรอยละ 70 ของการเตนสูงสุดของหัวใจโดย
คํานวณไดจากคามาตรฐานเทากับ 170 ลบดวยอายุของตนเอง คาที่ไดคืออัตราการเตนของ

48

หัวใจคงที่ที่เหมาะสม ท่ีตองรักษาระดับการเตนของหัวใจน้ีไวชวงระยะเวลาหน่ึงท่ีออกกําลัง
กาย

2. ความนาน ตอเนอื่ งนานอยางนอ ย 20 นาทีขนึ้ ไปตอ ครั้ง
3. ระยะผอนคลายรางกายหลังฝก ประมาณ 5 นาที เพื่อยืดเหยียดกลามเน้ือและความ
ออ นตวั ของขอตอ รวมระยะเวลาทีอ่ อกกาํ ลังกายติดตอ กนั ท้งั ส้ิน อยา งนอ ย 20 - 30 นาที

รปู แบบและวิธีการออกกําลังกายเพอ่ื สุขภาพ
1. การเดิน เปน การออกกําลังกายท่ีงา ยและสะดวกทส่ี ดุ แตใหประโยชนและสรางเสริม

สมรรถภาพทางกายไมแพก ารออกกําลงั กายและการเลนกีฬาชนิดอ่ืน ๆ การเดินสามารถทําได
ทุกเวลาและสถานที่ วิธกี ารเดินทคี่ วรรแู ละปฏิบตั ิตาม ดังนี้

1.1 ควรเร่มิ จากทา ยืนกอน ปลอ ยตัวตามสบาย และหายใจปกติ
1.2 ขณะเดินใหเ งยหนาและมองตรงไปใหไกลที่สุด เพราะหากเดินกมหนาจะทําให
ปวดคอและปวดหลงั ได
1.3 เดนิ ใหเต็มเทาโดยเหยยี บใหเต็มฝาเทา แลว ยกเทา ขนึ้ ใหห วั แมเทายกขึ้นจากพื้น
เปนสว นสุดทา ย
1.4 ในการเดินควรเร่ิมตนจากเดินชา ๆ กอนประมาณ 5 นาที แลวจึงคอย ๆ
เพมิ่ ความเรว็ จนหัวใจ เตนถงึ อัตราสูงสุดของมาตรฐาน คือ 200 ครั้ง/นาที สําหรับผูท่ีเริ่มออก
กําลงั กายอาจเรมิ่ เดินคร้งั ละ 10 นาที หรือจนกวาจะรูสึกหอบเหน่ือยเล็กนอย เวนไป 1–2 วัน
แลวคอย ๆ เพ่ิมเวลาเดินแตละครั้งจนสามารถเดินติดตอกันไดอยางนอย 30 นาที โดยเดิน
สปั ดาหละ 3–5 คร้ัง
1.5 ขณะเดินมือทั้ง 2 ขาง ควรปลอยตามสบายและเหว่ียงแขนไปท้ังแขนเพ่ือเพิ่ม
แรงสง ถาหากเดินแลวหัวใจยงั เตน ไมเ ร็วพอ ใหเ พม่ิ ความเร็วในการเดนิ หรือแกวงแขนขาใหแรง
ขึ้น ซง่ึ จะชวยเพิม่ อัตราการเตน ของหวั ใจใหเ รว็ ขึ้นได
1.6 รองเทาใชใสเดินควรเปนรองเทาท่ีมีพื้นกันกระแทกท่ีสนเทาและหัวแมเทา
สามารถรองรับนาํ้ หนกั ไดเปน อยา งดเี พื่อปองกันการบาดเจ็บท่เี ทา
2 . การวิ่ง เปน การออกกําลงั กายท่คี นนิยมกันมากซึ่งงายและสะดวกพอ ๆ กับการเดิน
แตก ารวงิ่ มีใหเ ลือกหลายแบบ การที่จะเลอื กว่ิงแบบใดนนั้ ข้ึนอยูกับความสะดวกและความชอบ
สว นตวั ของแตละบคุ คล เชน การวิ่งเหยาะ ๆ การว่ิงเร็ว การว่ิงมาราธอน การวิ่งอยูกับท่ี หรือ

49

การว่ิงบนสายพานตามสถานที่ออกกําลังกายทั่วไป การว่ิงตอครั้งควรมีระยะทาง 2 – 5
กิโลเมตร และสัปดาหหน่งึ ไมเกิน 5 ครั้ง ซ่งึ มีเทคนคิ งา ย ๆ ดังน้ี

2.1 การวิ่งอยกู บั ท่ี ตองยกเทาแตล ะขางใหสูงประมาณ 8 น้ิว ซึง่ มขี อจํากัดที่มีการ
เคลือ่ นไหวของขอตาง ๆ นอย ไมมีการยืดหรือหดของกลามเนื้ออยางเต็มท่ี ซ่ึงถือเปนขอดอย
กวา การวงิ่ แบบอนื่ ๆ

2.2 การว่งิ บนสายพาน เปนการวิ่งท่ีปลอดภัยกวา การวิง่ กลางแจง ไมตองเผชิญกับ
สภาพที่มีฝนตก แดดรอน หรือมฝี นุ ละอองตาง ๆ และถา ใชสายพานชนิดใชไ ฟฟา จะมรี ะบบตาง
ๆ บนจอภาพ ทําใหทราบวาการว่ิงของเรานน้ั มีความเร็วอยูในระดับใด วิ่งไดระยะทางเทาไร
และมอี ัตราการเตนของชีพจรเทาใด เพื่อใชเปนขอมูลเบ้ืองตนในการปรับโปรแกรมออกกําลัง
กายในครงั้ ตอไป

2.3 การวิ่งกลางแจง เปนการว่ิงท่ีทําใหเราไดอากาศบริสุทธิ์ ถาวิ่งในสวนสาธารณะ
หรือว่ิงออกไปนอกเมืองจะไดชมทิวทัศน ทําใหไมเบ่ือและไมตองเสียคาใชจาย ที่สําคัญตอง
ระมดั ระวังเร่ืองความปลอดภยั ในกรณีท่อี อกว่งิ เพยี งคนเดียว

3. การข่ีจักรยาน การข่ีจักรยานไปตามสถานที่ตาง ๆ เปนการออกกําลังกายท่ีให
ประโยชนดานการทรงตัว ความคลองแคลววองไว และเปนการฝกความอดทนดวย
การข่ีจกั รยานในสวนสาธารณะหรือในทไ่ี มมีมลพษิ นั้น นอกจากจะเกดิ ประโยชนตอ รางกายแลว
ยงั เปน การสง เสริมสขุ ภาพจากความเพลิดเพลนิ ในการชมทิวทัศนรอบดานและอากาศที่บริสุทธิ์
ซึ่งแตกตางจากการขี่จกั รยานแบบตั้งอยูกับท่ีในบานหรอื สถานทอี่ อกกาํ ลังกายในการข่ีจักรยาน
มเี ทคนคิ งา ย ๆ ที่ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี

3.1 ปรับทน่ี งั่ ของจกั รยานใหเหมาะสม เพราะในการปน ตองมกี ารโยกตัวรวม
3.2 ในการปน จกั รยานใหป นดวยปลายเทา ตรงบริเวณโคนนว้ิ
3.3 ถา เปนจักรยานแบบตั้งอยูกับท่ี ในชวงแรกของการฝกควรตั้งความฝดใหนอย
เพ่ืออบอุนรางกายประมาณ 3 – 4 นาทีแลวจึงคอย ๆ ปรับเพิ่มความฝดของลอมากข้ึนจนหัว
ใจเตน เรว็ ถึงอัตราทีก่ ําหนดไวใ นเปาหมาย แลว จงึ คอ ยๆ ลดความฝด ลงจนเขาสูระยะผอนคลาย
เม่ือชพี จรเตนชา ลงจนเปนปกติจงึ หยดุ ปน จกั รยานได
4. การเตน แอโรบกิ เปน การออกกาํ ลงั กายทไ่ี ดร ับความนิยมเปน อยางมาก และเปน การ
ออกกาํ ลงั กายทีไ่ ดเ คลือ่ นไหวทุกสว นของรางกาย ชวยสรางความแขง็ แกรงและความอดทนของ
กลา มเนือ้ โดยเฉพาะกลา มเนอ้ื หวั ใจเทคนคิ ในการเตนแอโรบิก มีดงั น้ี

50

4.1 ตองเคลื่อนไหวรางกายตลอดเวลา เพ่ือใหการเตนของหัวใจอยูในระดับที่
ตองการ

4.2 ใชเ วลาในการเตนแอโรบกิ คร้ังละ 20 – 30 นาที สัปดาหล ะ 3 คร้งั
4.3 สถานที่ท่ีใชในการเตนแอโรบิก ควรมีอากาศถายเทไดสะดวก และถาพ้ืนท่ีใช
เตนเปนพื้นแข็งผูเตนจะตองใสรองเทาสําหรับเตนแอโรบิกโดยเฉพาะ ซ่ึงพื้นรองเทาจะชวย
รองรับแรงกระแทกได
4.4 ควรหลกี เลี่ยงทา กระโดด เพราะการกระโดดทาํ ใหเทากระแทกกบั พนื้

การออกกาํ ลงั กายเพื่อสขุ ภาพทเี่ หมาะสมกบั บคุ คลและวยั ตางๆ

อายุ 1-4 ป รา งกายตองการเคลือ่ นไหวและออกกาํ ลังกายตลอดเวลา

อายุ 5-8 ป รา งกายตองการออกกาํ ลังกายดวยการว่ิง การกระโดด ปน

ปาย หรอื อื่น ๆ อยางนอยวนั ละ 4 ชั่วโมง

อายุ 9-11 ป รา งกายตอ งการออกกําลงั กายอยา งนอ ยวนั ละ 3 ช่ัวโมง

อายุ 12-14 ป รางกายตอ งการออกกาํ ลงั กายอยางนอยวันละ 2.5 ชั่วโมง

อายุ 15-17 ป รา งกายตองการออกกําลงั กายอยา งนอยวันละ 2 ช่วั โมง

อายุ 18-30 ป รา งกายตองการออกกําลงั กายอยางนอ ยวันละ 1 ชว่ั โมง

อายุ 31-50 ป รา งกายตอ งการออกกาํ ลงั กายหนกั ปานกลางอยา งนอ ย

วนั ละ 1 ชวั่ โมง

อายุ 51 ปข้นึ ไป รางกายตองการออกกําลังกายในกจิ กรรมที่เบาๆ อยา งนอ ย

วนั ละ 1 ชวั่ โมง

การออกกําลงั กายทีเ่ หมาะสมและปฏบิ ัตไิ ดอยา งถูกตอง ยอมใหคุณคาแกรางกายในทุก

ระดับอายุ เชน ในวัยเด็ก การออกกําลังกายจะชวยใหรางกายเจริญเติบโตในทุกระบบตางๆ

ของรางกายเปนอยางดี สําหรับผูที่มีอายุมากกวา 35 ปข้ึนไป ก็ย่ิงมีความ จําเปนมาก

เพราะเปนระยะท่ีมีความปราดเปรียวลดลงทําใหอวนงาย และเปนชองทางที่ทําใหเกิด

โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเสนเลือด ระบบความดันโลหิตต่ําหรือสูงไดงาย

สําหรับผทู ี่อยูในวยั สูงอายุ การออกกําลังกายจะชว ยปองกันและรกั ษาความผดิ ปกติทเ่ี กดิ ข้ึน

51

ประโยชนข องการออกกําลงั กาย
1. ผลการออกกําลงั กายตอ ระบบกลามเนอ้ื ไดแ ก
1.1 กลา มเนือ้ มีขนาดใหญขึ้น ทําใหกลา มเนอื้ แข็งแรงขนึ้
1.2 กลามเน้ือมีประสิทธิภาพการทํางานดีขึ้นหรือสามารถทํางานมากหรือหนัก

เพมิ่ ขนึ้ มคี วามทนทานมากข้นึ หรอื ทาํ งานไดนานขึน้
1.3 ระบบการทาํ งานของกลา มเน้อื จะปรบั ตามลักษณะของการใชในการออกกาํ ลังกาย
1.4 กลามเนื้อสามารถทนความเจ็บปวดไดดีขน้ึ

2. ผลการออกกําลังกายตอ ระบบกระดกู และขอตอ ไดแ ก
2.1 กระดกู จะมคี วามหนาและเพมิ่ ขนาดมากข้ึนโดยเฉพาะวยั เดก็
2.2 กระดกู มคี วามเหนียวและแขง็ เพม่ิ ความหนาแนนของมวลกระดกู

3. ผลการฝก ตอ ระบบหายใจ ไดแก
3.1 ทําใหป ระสทิ ธิภาพการหายใจดขี ึน้
3.2 ขนาดของทรวงอกเพิม่ ข้นึ
3.3 ปอดมขี นาดใหญและมคี วามจเุ พมิ่ ขึน้
3.4 อตั ราการหายใจลดลงเนอื่ งจากการหายใจแตละครง้ั มปี ระสทิ ธภิ าพในการสบู ฉีด

โลหติ ตอครัง้ มากขนึ้ (อัตราการหายใจของคนปกติ 16 – 18 ครง้ั ตอ นาท)ี
4. ผลการออกกําลงั กายตอ ระบบไหลเวยี น ไดแ ก
4.1 การสบู ฉีดของระบบไหลเวียนดขี ึ้น ทําใหอัตราการเตนของหัวใจลดลง
4.2 ขนาดของหัวใจใหญขน้ึ กลา มเนอื้ หัวใจแขง็ แรงขึ้น
4.3 หลอดเลอื ดมคี วามเหนียว ยืดหยุนดีขึ้น
5. ผลการออกกําลงั กายตอ ระบบอนื่ ๆ ไดแ ก
5.1 ระบบประสาทอัตโนมัติ ทาํ งานไดสมดุลกนั ทําใหก ารปรับตวั ของอวยั วะให

เหมาะกบั การออกกาํ ลังกายไดเร็วกวา การฟนตวั เรว็ กวา
5.2 ตอ มหมวกไต เจริญข้ึน มีฮอรโ มนสะสมมากขน้ึ
5.3 ตับ เพม่ิ ปรมิ าณและนํา้ หนัก ไกลโคเจนและสารท่ีจาํ เปน ตอการออกกาํ ลงั กายไป

สะสมมากขึ้น
6. ชวยปองกันโรคอว น การออกกําลังกายทถ่ี กู ตอ งและเหมาะสม จะชวยใหรางกายมี

การใชพลังงานท่ีไดรับจากสารอาหารตาง ๆ โดยไมมีการสะสมไวเกินความจําเปน แตถาขาด

52

การออกกาํ ลงั กายจะทําใหส ารอาหารที่มีอยูในรางกายถูกสะสมและถูกเปลี่ยนเปนไขมันแทรก
ซึมอยูตามเนื้อเย่อื ทัว่ รางกาย ซง่ึ เปนสาเหตุของการเกดิ โรคอว น

7. ผลตอ จติ ใจ อารมณ สตปิ ญ ญาและสังคม ไดแ ก
7.1 ดา นจิตใจ การออกกําลังกายอยางสมํ่าเสมอ นอกจากจะทําใหรางกายแข็งแรง

สมบูรณแลว จิตใจก็ราเริงแจมใส เบิกบาน ซึ่งจะเกิดข้ึนควบคูกัน เนื่องจากเม่ือรางกาย
ปราศจากโรคภัยไขเจ็บ ถา ไดอ อกกําลังกายรวมกนั หลาย ๆ คน เชน การเลนกีฬาเปนทีมจะทํา
ใหเกดิ การเอือ้ เฟอ มเี หตผุ ล อดกล้นั สุขมุ รอบคอบและมคี วามยุติธรรมรูแพรูชนะ และใหอภัย
กนั

7.2 ดานอารมณ มอี ารมณเ ยอื กเย็น ไมหนุ หันพลันแลน ชวยคลายความเครียดจาก
การประกอบอาชีพในชีวิตประจําวัน จึงสามารถทํางานหรือออกกําลังกายไดอยางมี
ประสิทธิภาพ

7.3 ดานสติปญญา การออกกําลังกายอยางสม่ําเสมอ ทําใหมีความคิดอาน
ปลอดโปรง มีไหวพริบ มีความคิดสรางสรรค คน หาวิธีที่จะเอาชนะคูตอสูในวิถีทางของเกมการ
แขงขัน ซงึ่ บางครัง้ สามารถนําไปใชใ นชวี ติ ประจําวนั ไดเ ปนอยา งดี

7.4 ดานสังคม สามารถปรับตัวเขากับผูรวมงานและผูอ่ืนไดดี เพราะการเลนกีฬา
หรอื การออกกําลังกายรวมกันเปนหมูมาก ๆ จะทําใหเกิดความเขาใจ และเรียนรูพฤติกรรมมี
บุคลิกภาพที่ดี มีความเปนผูนํา มีมนุษยสัมพันธที่ดี และสามารถอยูรวมกันในสังคมไดอยางมี
ความสขุ

53

กิจกรรมทา ยบทที่ 4

กจิ กรรมท่ี 1 จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
1. จงอธบิ ายรปู แบบและวธิ กี ารออกกาํ ลังกายเพอื่ สุขภาพมา 1 ขอ

กิจกรรมที่ 2 จงเลอื กคาํ ตอบที่ถกู ตอ งที่สดุ เพียงคาํ ตอบเดียว

1. การรับรูถึงความสามารถในการจดั การกบั ความเศรา หรอื ความกังวลการรับรูเกีย่ วกับ

ความเช่อื ตา งๆ เปนการประเมินภาวะสุขภาพของตนเองในดา นใด

ก. ดา นจติ ใจ ค. ดานส่ิงแวดลอม

ข. ดานรางกาย ง. ดา นสมั พันธภาพทางสงั คม

2. การวางแผนพัฒนาสขุ ภาพกายการออกกาํ ลังกายตองยดึ หลักขอใด

ก. หนกั นาน บอ ย ค. ความตอ งการ

ข. ความสามารถ ง. ความเหมาะสม

3. การออกกําลังกายจะมผี ลตอการเปล่ยี นแปลงตอระบบตา ง ๆ ในรางกาย จะตอง

ทาํ ตอ เนอ่ื งอยา งนอ ยกี่นาที

ก. 10-20 นาที ค. 30-40 นาที

ข. 20-30 นาที ง. 40-50 นาที

4. ผลดขี องการอบอุน รา งกายกอนเลนกฬี าคือขอใด

ก. ยืดกลา มเน้อื ค. กลา มเน้อื เกิดการเกรง็ ตวั

ข. คลายกลา มเนื้อ ง. ลดความตงึ ของกลา มเนื้อ และทาํ ใหก ลา มเน้ือ

ผอ นคลาย

54

บทที่ 5
โรคท่ีถายทอดทางพันธุกรรม

สาระสาํ คญั
มีความรูและสามารถปฏิบัติตนในการปองกันโรคที่ถายทอดทางพันธุกรรมได สามารถ

แนะนําขอ มลู ขา วสาร และแหลงบรกิ ารเพอื่ ปองกันโรคแกครอบครวั และชุมชนได

ผลการเรียนรูทีค่ าดหวัง
1. บอกโรคที่ถายทอดทางพันธุกรรมได
2. อธิบายสาเหตุ อาการ การปองกัน และการรกั ษาโรคท่ถี ายทอดทางพนั ธุกรรมได
3. ปฏบิ ัตติ นในการปอ งกนั โรคติดตอ ทเ่ี ปน ปญหาตอ สขุ ภาพและปญ หา สาธารณสุขได
4. แนะนําวางแผนรวมกับชุมชนเพ่ือปองกัน และหลีกเล่ียงโรคติดตอ และโรคท่ีเปน

ปญหาสาธารณสขุ ได
5. อธบิ ายผลกระทบของพฤตกิ รรมทีม่ ีตอ การปอ งกันโรคได
6. แนะนาํ ขอ มูลขาวสารและแหลงบริการเพ่อื ปอ งกันโรคแกครอบครวั ได

ขอบขายเน้อื หา
เร่ืองที่ 1 โรคท่ีถายทอดทางพันธุกรรม
เรอ่ื งท่ี 2 การวางแผนรวมกับชมุ ชนเพือ่ ปอ งกันและหลกี เลย่ี งโรคติดตอและโรคท่ี

เปนปญ หาสาธารณสุข
เร่อื งที่ 3 ผลกระทบของพฤตกิ รรมสุขภาพท่มี ตี อ การปองกันโรค
เรือ่ งท่ี 4 ขอ มลู ขา วสาร และแหลง บรกิ ารเพอื่ การปอ งกนั โรค

55

เร่ืองที่ 1 โรคทีถ่ า ยทอดทางพนั ธกุ รรม
1.1 โรคถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
การท่ีมนุษยเกดิ มามลี ักษณะแตกตา งกัน เชน ลักษณะ สผี วิ ดํา ขาว รูปราง สงู ตํ่า

อวน ผอม ผมหยิก หรือเหยียดตรง ระดับสติปญญาสูง ต่ํา ลักษณะดังกลาวจะถูกควบคุมหรือ
กําหนดโดย “หนวยพันธุกรรมหรือยีน” ที่ไดรับการถายทอดมาจากพอและแม นอกจากนี้หากมี
ความผดิ ปกติใด ๆ ท่ีแฝงอยูในหนวยพันธุกรรม เชน ความพิการหรือโรคบางชนิด ความผิดปกติ
น้ันกจ็ ะถกู ถายทอดไปยังรนุ ลกู ตอ ๆ ไปเรยี กวา โรคท่ีถา ยทอดทางพันธุกรรม

ความผิดปกติท่ีแฝงอยูในหนวยพันธุกรรมของบิดา มารดา เกิดขึ้นโดยไดรับการ
ถายทอดมาจาก ปู ยา ตา ยาย หรือบรรพบุรุษรุนกอน หรือเกิดข้ึนจากการผาเหลาของหนวย
พันธุกรรม ซึ่งพบในเซลลท่มี กี ารเปลีย่ นแปลงผดิ ไปจากเดมิ โดยมปี จ จยั ตางๆ เชน การไดรบั รงั สี
หรือสารเคมีบางชนิด เปนตน ความผิดปกตทิ ่ีถายทอดทางพันธกุ รรมสามารถเกิดข้ึนไดทั้งสองเพศ
บางชนิดถายทอดเฉพาะเพศชาย บางชนิดถายทอดเฉพาะในเพศหญิง ซ่ึงควบคุมโดยหนวย
พันธกุ รรมหรอื ยนี เดน และหนวยพันธกุ รรมหรอื ยนี ดอย บนโครโมโซมของมนุษย

1.2 โรคทถ่ี ายทอดพนั ธุกรรมท่ีสาํ คญั ไดแก
1.2.1 โรคธาลัสซเี มีย (Thalassemia)
โรคเลอื ดจางธาลสั ซีเมยี หรอื โรคธาลัสซีเมีย คอื โรคซีดชนิดหน่ึงที่สามารถ

ติดตอไดโดยทางกรรมพันธุ และมีการสรางฮีโมโกลบิน ทําใหเม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปติ
และแตกงา ย กอใหเกดิ อาการซีด เลือดจางเร้ือรัง และมีภาวะแทรกซอนอื่นๆ สวนใหผูที่เปน
โรคนี้จะไดรับยีนที่ผิดปกติของพอและแม ที่พบมากคือภาคอีสาน ประมาณรอยละ 40 ของ
จาํ นวนผูทเี่ ปน โรคน้ที ัว่ ประเทศ

สาเหตุ
โรคธาลัสซีเมีย เกิดจากพันธุกรรมโดยตรง โดยไดรับความผิดปกติ และ
แตกตา งเปนโรคเลือดชนิดหน่งึ ที่ทาํ ใหร างกายสรางเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติมาจากพอ
แม ถารับจากฝา ยในเพยี งฝา ยเดยี วจะไมแสดงอาการ ทแ่ี สดงอาการชัดๆ มปี ระมาณรอ ยละ 1

อาการ
โรคนี้แบงไดหลายชนิด ซ่ึงมีความรุนแรงแตกตางกันไปตั้งแต ไมมี
อาการจนถงึ เสียชีวติ ดังนี้

56

1. ผูท่ีเปนโรคธาลัสซีเมียชนิดออนหรือท่ีเรียกวา โรคเฮโมโกลบินเอช
จะไมมีอาการผิดปกติแตอ ยางใดแตจะมอี าการซดี เหลืองเปนบางครั้งขณะทีเ่ ปนหวัดเจ็บคอหรือ
เปนโรคติดเช้อื อนื่ ๆ

2. ผูที่เปนโรคธาลัสซีเมียท่ีแสดงอาการชัดเจนจะมีเลือดจางมาก มีอาการซีด
เหลือง ตับโต มามโต ผิวหนังดําคลํ้า กระดูกใบหนาจะเปลี่ยนรูป มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะ
หนา โหนกแกม นนู สงู คางและขากรรไกรกวาง ฟนบนยื่น กระดูกบาง เปราะหักงาย รางกาย
เจริญเติบโตชากวาคนปกติ แคระแกรน็ ทองปอง ในประเทศไทยมีผูเ ปน โรคประมาณ รอยละ 1
ของประชากร

โรคธาลัสซีเมียมีอาการต้ังแตไมมีอาการใดๆ จนถึงมีอาการรุนแรง
มากทที่ าํ ใหเ สียชีวิตตั้งแตอยูในครรภหรือหลังคลอดไมเกิน 1 วัน ผูท่ีมีอาการจะซีดมากหรือมี
เลือดจางมาก ตองใหเลือดเปนประจํา หรือมีภาวะติดเชื้อบอยๆ หรือมีไขเปนหวัดบอย ๆ ได
มากนอยแลวแตช นดิ ของธาลัสซีเมยี

ผูทีม่ โี อกาสเปนพาหะ
- ผูท ีม่ ีญาติพีน่ อ งเปน โรคน้ีโอกาสทีจ่ ะเปนพาหะหรอื มียนี แฝงสงู
- ผูที่มลี ูกเปน โรคน้ี แสดงวา ทัง้ คูสามภี รรยาเปน พาหะหรอื มียนี แฝง
- ผทู ม่ี ีประวัติบคุ คลในครอบครัวเปน โรคธาลสั ซีเมีย
- ถา ผปู ว ยทเ่ี ปน โรคธาลัสซีเมียและแตงงานกับคนปกติท่ีไมมียีนแฝง ลูกทุกคนจะมี
โอกาสมียีนแฝง

การปอ งกันและการรกั ษา
1. ควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะอาหารท่ีมีธาตุเหล็ก เพ่ือนํา

ไปสรางเมด็ เลอื ดแดง และชดเชยเมด็ เลอื ดแดงท่เี สียไป
2. ไมควรคลกุ คลีอยใู นทช่ี ุมชนแออัด เชน โรงมหรสพ เปนตน เพราะจะทําใหเกิด

การติดเชอ้ื ไดงา ยและจะมอี าการแทรกซอ นเพม่ิ ขนึ้
3. กอนจะแตงงานคูสมรสตองไปตรวจเลือดเสียกอนเพราะโรคนี้มีอันตราย

ตอ บตุ รเปนอันมากควรมีการคมุ กาํ เนดิ เพอ่ื ปอ งกันการมบี ุตร
4. ในการใชยาควรปรึกษาแพทยเนื่องจากยาบางอยางทําใหโลหิตจางลงมาก

เชน ยาซลั โฟนาไมต เปน ตน

57

1.2.2 โรคภูมิแพ คือ โรคท่ีเกิดขึ้น เนื่องจากปฏิกิริยาของรางกายตอสิ่ง
แปลกปลอมหรือทเ่ี รียกอกี วา สารกอ ภมู ิแพที่ผานเขาไปในรางกาย ผูท่ีเปนโรคภูมิแพฝุน ตัวไรฝุน
เช้ือราในอากาศ อาหาร ขนสัตว เกสรดอกไม เปนตน สารท่ีกอใหเกิดปฏิกิริยาภูมิแพไวเกินน้ี
เรียกวา “สารกอ ภูมแิ พ”

โรคภูมิแพ สามารถแบงไดตามอวัยวะท่ีเกิดโรคได คือ โรคโพรงจมูก
อกั เสบจากภมู แิ พ หรือโรคแพอ ากาศ โรคตาอกั เสบจากภมู ิแพ โรคหอบหืด และโรคผ่ืนภูมิแพ
ผิวหนัง โ ด ย ป ก ติ ถ า พ อ ห รื อ แ ม ค น ใ ด ค น ห น่ึ ง เ ป น โ ร ค ภู มิ แ พ ลู ก จ ะ มี โ อ ก า ส
เปนโรคภูมิแพป ระมาณ 25% แตถ าท้ังพอและแมเปนโรคภูมิแพทั้งคู ลูกที่เกิดออกมามีโอกาส
เปนโรคภูมิแพสูงถึง 66% โดยเฉพาะโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ จะมีอัตรา
การถายทอดทางกรรมพันธุสูงท่ีสุด โรคภูมิแพ อาจหายไปไดเองเม่ือผูปวยโตเปนผูใหญ
แตส ว นใหญมักไมหายขาด โดยอาการของโรคภูมิแพอาจสงบลงไปชวงหน่ึง และมักจะกลับมา
เปน ใหม

การปอ งกนั โรคภูมิแพ
1. พยายามหลกี เล่ยี งจากสารทีท่ าํ ใหเ กิดโรคภมู แิ พ
2. หมน่ั ทาํ ความสะอาดท่อี ยอู าศยั ใหเรยี บรอ ย
3. พยายามอยใู นสถานทท่ี ีม่ อี ากาศบรสิ ุทธิ์
4. หลีกเล่ยี งเหตกุ ารณทีท่ ําใหเครียด
5. ทาํ จติ ใจใหร าเริงเบกิ บานอยเู สมอ
การรักษา

1. ผทู เ่ี ปน โรคภมู ิแพ ควรสังเกตตนเองวาแพสารอะไร และควรงดรับประทานยา
แกแ พ อยา งนอ ย 24 ถงึ 48 ช่ัวโมง กอนที่จะใหแพทยทดสอบทางผิวหนัง เพื่อหาสาเหตุของ
โรค

2. หลกี เลยี่ ง ไมใหใ กลชดิ สัมผสั กบั สง่ิ ท่ีเราแพ อาการแพจะทเุ ลาหรือหายไปได
3. ยาแกแ พท่ีใชรบั ประทาน คือยาตานฮสี ตามีน เชน คลอเฟนริ ามนิ

1.2.3 โรคเบาหวาน เปนภาวะท่ีรางกายมีระดับนํ้าตาลในเลือดสูงกวาปกติ
เกิดเนื่องมาจากการขาดฮอรโมนอนิ ซูลิน หรือประสิทธภิ าพของอินซลู นิ ลดลงเน่ืองจากภาวะดื้อ
ตออินซูลิน ทําใหน้ําตาลในเลือดสูงข้ึนอยูเปนเวลานานจะเกิดโรคแทรกซอนตออวัยวะตางๆ
เชน ตา ไต และระบบประสาท เปน ตน

58

ฮอรโมนอนิ ซูลนิ มคี วามสาํ คญั ตอ รางกายอยางไร
อนิ ซลู นิ เปนฮอรโมนสําคัญตัวหนึ่งของรางกาย สรางและหล่ังจากเบตาเซลลของตับ
ออนทําหนาทเี่ ปนตัวพานํา้ ตาลกลูโคสเขาสูเนอื้ เยือ่ ตาง ๆ ของรา งกาย เพือ่ เผาผลาญเปนพลังงาน
ในการดําเนินชีวิต ถาขาดอินซูลินหรือการออกฤทธ์ิไมดี รางกายจะใชนํ้าตาลไมได จึงทําให
นํ้าตาลในเลอื ดสูงมีอาการตางๆ ของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญ
อาหารคารโบไฮเดรตแลว ยังมีความผิดปกติอ่ืน ๆ เชน มีการสลายของสารไขมันและโปรตีน
รว มดวย
อาการของโรคเบาหวาน
คนปกติกอนรับประทานอาหารเชาจะมีระดับนํ้าตาลในเลือดรอยละ 10-110 มก. หลัง
รับประทานอาหารแลว 2 ชั่วโมง ระดับนํ้าตาลไมเกินรอยละ 1-40 มก. การวินิจฉัยโรค
เบาหวานจะทาํ ไดโ ดยการเจาะเลือด
อาการทพี่ บบอ ย ไดแก
1. การมีปสสาวะบอย ในคนปกติมักไมตองลุกขึ้นปสสาวะในเวลากลางคืน หรือ
ปส สาวะไมเ กิน 1 ครงั้ เมื่อนาํ้ ตาลในกระแสเลือดมากกวา 180 มก. โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
น้ําตาลจะถูกขับออกทางปสสาวะ ทําใหนํ้าถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปสสาวะบอยและ
เกิดสูญเสยี นา้ํ และอาจพบวาปสสาวะมีมดตอม
2. ผปู ว ยจะหวิ น้ําบอย เน่ืองจากตอ งทดแทนนํา้ ทถี่ กู ขับออกทางปสสาวะ
3. ผูปวยจะกินเกง หิวเกง แตน้ําหนักจะลดลงเน่ืองจากรางกายนํานํ้าตาลไปใช
เปนพลงั งานไมได จงึ มีการสลายพลงั งานจากไขมนั และโปรตีนจากกลามเนื้อแทน
4. ออนเพลยี นํา้ หนกั ลด เกิดจากรา งกายไมสามารถใชน ้ําตาลจึงยอยสลายสวนที่
เปน ไขมนั และโปรตีนออกมา
5. อาการอ่ืน ๆ ทอี่ าจเกดิ ข้นึ ไดแก อาการคนั อาการตดิ เช้อื แผลหายชา

- คันตามผิวหนัง มีการติดเช้ือรา โดยเฉพาะบริเวณชองคลอดของผูหญิง
สาเหตุของอาการคนั เนื่องจาก ผิวแหงไป หรือมีอาการอักเสบของผวิ หนงั

- เห็นภาพไมชัด ตาพรามัว ตองเปลี่ ยนแวนบอย เชน สายตาสั้ น
ตอกระจก นํา้ ตาลในเลือดสงู

- ชาไมมีความรูสึก เจ็บตามแขน ขา บอ ย หยอ นสมรรถภาพทางเพศ เน่อื งจาก
นํา้ ตาลสูงนาน ๆ ทาํ ใหเสนประสาทเสอื่ ม

- เกิดแผลทเ่ี ทา ไดง า ย เพราะอาการชาไมรูสึก เม่อื ไดร บั บาดเจ็บ

59

1.2.4 โรคขาดสารไอโอดีน หรือโรคเออ หรือโรคคอพอก เกิดจากการกินอาหาร
ทม่ี ีไอโอดีนตํา่ หรืออาหารท่ีมีสารขัดขวางการใชไอโอดีนในรางกาย คนที่ขาดธาตุไอโอดีนจะเปน
โรคคอหอยพอก และตอมไทรอยดบวมโต ถาเปนเด็กจะมีผลตอการพัฒนาทางรางกายและ
จิตใจ รางกายเจริญเติบโตชา เต้ีย แคระแกรน สติปญญาเสือ่ มอาจเปน ใบและหูหนวก

การรกั ษาและการปองกนั
กินอาหารทะเลใหมาก เชน กุงหอย ปู ปลา เปนตน ถาไมสามารถหาอาหาร
ทะเลไดก ค็ วรบรโิ ภคเกลืออนามยั ซึง่ เปนเกลอื สมทุ รผสมไอโอดีนทใ่ี ชในการประกอบอาหารแทนได
นอกจากน้ีควรหลีกเลี่ยงอาหารท่ีมีสารขัดขวางการใชไอโอดีน เชน พืชตระกูลกะหล่ําปลี
ซึ่งกอ นกินตอ งตม เสียกอน

เร่ืองที่ 2 การวางแผนรวมกบั ชมุ ชนเพือ่ ปอ งกนั และหลกี เล่ยี งโรคตดิ ตอ และ
โรคท่เี ปน ปญ หาสาธารณสุข

การปองกันโรค หมายถึง การดําเนินการลวงหนาเพื่อไมใหเชื้อโรคเขามาหรือ
ไมใหค นเกิดโรคได

การควบคุมโรค หมายถงึ การกาํ จดั ขอบเขตของโรคตามท่เี กดิ การระบาดข้ึนแลว เพอื่
ไมใ หแพรกระจายออกไปและใหโ รคตดิ ตอนั้นเบาบางลง

องคประกอบสาํ คัญท่ีทาํ ใหเกิดโรคตดิ ตอ
- เช้ือโรค (Agent ) ไดแก ตัวเชื้อโรคหรือพิษจากเช้ือโรคซึ่งเปนสาเหตุใหเกิด

โรคนนั้ ๆ ข้นึ
- ผูรับเช้ือ (Host) ไดแก บุคคลท่ีไดรับเช้ือเขาสูรางกาย ถาบุคคลนั้นไมมี

ภูมคิ ุมกนั โรคอยางเพยี งพอกจ็ ะเกดิ โรคน้นั ๆ
- สิ่งแวดลอม (Environment) ไดแก สิ่งตางๆ ท่ีมีชีวิตและไมมีชีวิตที่สงเสริม

การเจริญเติบโตและการแพรก ระจายของเชื้อโรค
การปองกันโรคติดตอทําไดหลายวิธี ถาจะใหไดผลดีตองอาศัยความรวมมือจาก

ทุกฝา ยเพื่อประโยชนของตนเองและสวนรวม ในการปองกันโรคติดตอควรคํานึงถึงแหลงของ
เชือ้ โรค การแพรก ระจายของเชื้อโรคและวิธตี ดิ ตอ ของเชอ้ื โรคดวย

60

การปอ งกนั โรคตดิ ตอ มีหลัก ดังน้ี
1. ปองกนั ไมใหเ ช้อื โรคแพรกระจาย
1.1 ถา ยอุจจาระและปส สาวะในสว มทม่ี ดิ ชิดและตองทําความสะอาด

สมํา่ เสมอ
1.2 ใชผาเชด็ หนาปด ปากเวลาไอหรือจาม
1.3 ไมบว นนํ้าลายหรือเสมหะตามที่ตา งๆ

1.4 เส้ือผา ของผปู ว ยควรซกั หรอื ตม แลวผงึ่ แดดจัดๆ หรือใชย าฆาเชอ้ื โรค
เพื่อใหป ลอดโรค

1.5 กาํ จัดแหลงที่เปนพาหะของโรค ไดแก กําจัดแหลงที่มีนํ้าขัง กําจัด
หนแู ละแมลงสาบ ฯลฯ

1.6 หลีกเลยี่ งการอยูในทแี่ ออดั
2. การปอ งกันไมใ หเชือ้ โรคเขา สูรา งกาย

2.1 ลา งมอื ใหส ะอาดกอนรบั ประทานอาหารทกุ ครั้ง
2.2 รบั ประทานอาหารสกุ ใหมๆ และด่ืมน้าํ ที่สะอาด
2.3 ไมเท่ยี วสาํ สอน และไมใ กลช ิดหรอื สมั ผสั กบั ผูปว ยทเี่ ปน โรคติดตอ
2.4 ระวงั ไมใหย ุง สนุ ขั หรือสตั วอื่นกดั
3. เสริมสรางความตา นทานโรค
โดยปกติรางกายแตละคนมีภูมิคุมกันโรคโดยท่ัวไปอยูแลวเพื่อใหรางกายมี
ความตานทานโรคดขี ้ึนจึงมีความจําเปน ท่ตี อ งบํารงุ ใหส มบูรณแ ข็งแรงอยเู สมอดังน้ี
3.1 รบั ประทานอาหารดี มีประโยชนแ ละถูกหลักโภชนาการ
3.2 พกั ผอนใหเ พยี งพอ ออกกําลงั กายสมา่ํ เสมอ
3.3 ฉีดวัคซนี เพื่อปอ งกันโรคบางชนดิ เชน คอตีบ บาดทะยัก หัด ฯลฯ
3.4 ทาํ จติ ใจใหส บาย มองโลกในแงดี
3.5 ควรตรวจรางกายเปนประจําอยางนอยปละคร้ัง

61

เรอื่ งท่ี 3 ผลกระทบของพฤตกิ รรมสุขภาพทีม่ ตี อการปองกนั โรค

พฤติกรรมสุขภาพ หมายถึง สิ่งที่บุคคลปฏิบัติหรือการแสดงออกที่บุคคลอื่นสามารถ
สังเกตเห็นได และสิ่งท่ีบุคคลมีอยูภายใน เชน ความรู ความรูสึก ความคิด คานิยม การรับรู
ฯลฯ ทเี่ กย่ี วของกบั สขุ ภาพดี

พฤติกรรมการสง เสริมสุขภาพจะเกย่ี วของกับการปฏบิ ัตติ นในการดํารงชวี ิต หรือวิถี
การดาํ รงชีวติ ซงึ่ เกีย่ วขอ งกับการปฏิบัติ ดังตอ ไปนี้

1. รบั ประทานอาหารถูกตองตามหลักโภชนาบัญญัติ
2. กระฉบั กระเฉงและออกกาํ ลงั กายอยางสมํ่าเสมอ
3. พักผอ นใหเ พียงพอและสามารถผอนคลาย
4. มีสขุ ภาพจติ ดี
5. บริหารจัดการความเครยี ดไดอ ยา งมีประสิทธภิ าพ
6. ไมสบู บหุ รี่
7. ไมด มื่ สุรา หรอื เครื่องด่มื ทม่ี ีแอลกอฮอล
8. ไมใชยาหรอื สารเสพตดิ
9. เปลี่ยนแปลงนิสัยท่ีนําไปสูการมีสุขภาพไมดี เชน ไมดื่มชา กาแฟ สุรา
เลิกบุหรี่ หรอื ยาเสพตดิ ทกุ ชนิด
10. การมีพฤติกรรมทางเพศท่ีสงเสริมสุขภาพ เชน ปฏิบัติตนอยางถูกตองใน
การปอ งกันโรคเอดส และโรคติดตอ ทางเพศสัมพันธตา ง ๆ
การปฏบิ ัติตนเมอื่ เจ็บปว ยจําแนกเปน หลายประเภท ดงั น้ี
1. ซ้อื ยารบั ประทานเอง โดยถามคนขายยา หรอื เภสัชกรประจํารานขายยา
2. รบั บริการทค่ี ลินิก โรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลของรฐั
3. รับบริการกับหมอเวทยมนต หมอกลางบาน
4. รบั บริการกับบุคคลทที่ าํ ตัวเปน แพทย แตไมไ ดศกึ ษามาดา นนี้
5. อยูเฉย ๆ โดยปลอ ยใหหายเอง
จะเห็นไดว าการปฏิบตั ติ ามขอ 1, 4 และ 5 เปน วธิ ีการท่ีเสี่ยงตออันตรายตาง ๆ ซึ่งไม
ควรกระทํา ปจจุบันมีบริการทางการแพทยและสาธารณสุขที่แพรหลายขยายออกไปสูชนบท
เมอื่ ไมสบายจึงควรปรึกษาบคุ ลากรดา นการแพทยแ ละสาธารณสุข ความสําคัญของพฤติกรรม
สุขภาพ การปองกันโรค และการดํารงสุขภาพส่ิงที่คนเราปฏิบัติเก่ียวกับสุขภาพ เชน

62

การรับประทานอาหาร การออกกําลังกาย การบริหารจัดการความเครียด การพักผอน
การสูบบุหร่ี การด่ืมสุรา ฯลฯ เหลาน้ีลวนมีผลตอสุขภาพของบุคคล ซึ่งรวมถึงการเกิดโรค
หรือไมเกิดโรค (สุขภาพดี) ดวย เม่ือพิจารณาดูการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพท่ีไมถูกตองจะ
พบวาลวนมีผลตอการเกิดโรคทั้งส้ิน บางโรคเกิดจากการปฏิบัติท่ีไมถูกตองอยางเดียว
บางอยางเกิดจากการปฏิบัติท่ีไมถูกตองหลายอยาง ดังน้ัน เพ่ือใหการดํารงไวซ่ึงสุขภาพที่ดี
ทง้ั ดา นรางกาย จิตใจ อารมณ และสังคม จงึ ควรปฏบิ ตั พิ ฤติกรรมสุขภาพทถ่ี ูกตอ งเหมาะสม

เร่อื งท่ี 4 ขอ มูล ขาวสาร และแหลงบรกิ ารเพ่ือปอ งกันโรค
- สายดว นสขุ ภาพ 0-2590-2000 (กองสขุ ศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ)
1. ใหบริการความรูพ้ืนฐานดานสุขภาพ มีเน้ือหาครอบคลุมเรื่องสุขภาพ ตั้งแต

วัยเดก็ จนถึงวัยผสู งู อายุ ซง่ึ ประชาชนสามารถใชบรกิ าร ไดอยาง สะดวก รวดเร็ว และประหยัด
โดยใหบ รกิ ารมี 3 ลกั ษณะ

- ใหบ ริการความรูท างโทรศัพทอ ตั โนมตั ิ
- ใหบ ริการความรผู านทางโทรสาร
- ใหบรกิ ารฝากขอคิดเหน็ ขอเสนอแนะ
2. ประชาชนสามารถเลือกใชบริการความรูดานสุขภาพไดตามความตองการ โดยมี
เนื้อหาความรูดานสุขภาพไดตามความตองการโดยมีเนื้อหา ความรูดานสุขภาพใหเลือกใช
บรกิ าร จํานวน 692 หวั ขอ และใหบรกิ ารความรทู างโทรสาร จํานวน 179 หวั ขอ
3. ประชาชนสามารถนําความรูดานสุขภาพไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันได และ
นาํ ไปใชใ นการดูแลรักษาผูเจ็บปวยในเบ้อื งตนกอนพบแพทย
- สายดวน 1669 (ศนู ยน เรนทร) (สาํ นกั งานระบบบรกิ ารการแพทยฉ ุกเฉิน)
โทร. ไดที่หมายเลข (02) 590-1669 , (02) 590-2386, (02) 951-0364 และ (02) 951-0282
โทร. 1669 ฟรี
1. รับแจงเหตุชวยเหลือผูเจ็บปวยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุและสาธารณภัย จัดหา
รถพยาบาลฉุกเฉนิ ใหก ารชวยเหลือรักษาพยาบาล ณ จดุ เกดิ เหตแุ ละนําสงโรงพยาบาล
ทเ่ี หมาะสม
2. ใหคําปรึกษาดา นสขุ ภาพแกประชาชนทั่วไปและในภาวะเจ็บปวยฉุกเฉนิ

63

3. รับแจงเหตุเฝาระวังสถานการณอุบัติภัย ตามแผนเตรียมความพรอมแหงชาติ
และแผนเตรยี มความพรอมดา นการแพทย และการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข

- สายดว น 1675 กินดี สุขภาพดี
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 1675 ใชในเขตกรุงเทพมหานครและ

ปรมิ ณฑล หรือ 1900-1900-02 ใชใ นพืน้ ทตี่ า งจงั หวดั
- ใหบริการขอมูลความถูกรูดานสงเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดลอม เชน

อนามัยขณะต้ังครรภ อนามัยหลังคลอด อนามัยวัยทารก อนามัยวัยเรียน/วัยรุน อนามัยวัย
ทาํ งาน อนามยั วัยทอง อนามัยวยั สูงอายุ เพศศึกษา สขุ ภาพฟน ฯลฯ

- สายดว นปรึกษาเรอ่ื งยา 0-2644-8850 กด 73 (องคก ารเภสชั กรรม)
- ใหค าํ ปรึกษาเก่ียวกับการใชยาทถ่ี ูกตอง โดยเภสัชกร (ในวันและเวลาราชการ)

สายดว นสุขภาพ 0-2590-2000 (กองสขุ ศกึ ษา กรมสนับสนนุ บริการสขุ ภาพ)
- สายดวน 1330 (สํานักงานหลักประกนั สุขภาพแหงชาต)ิ 0-2831-4000 ตอ 1330
1. ใหขอมูลตางๆ เกี่ยวกับการสรางหลักประกันสุขภาพถวนหนา เชน

การขึ้นทะเบยี น สิทธิประโยชนใ นโครงการฯ ขั้นตอนการใชบ รกิ าร ตรวจสอบสทิ ธบิ ัตรทอง
2. ใหบริการตอบคําถาม ขอสงสัย เกี่ยวกับโครงการสรางหลักประกันสุขภาพ

ถวนหนา (บัตรทอง)
3. รับเร่ืองรองเรียน และคุมครองสิทธิประโยชนใหประชาชน ผูใชบริการ

รกั ษาพยาบาลในโครงการสรางหลกั ประกนั สุขภาพถว นหนา
4. รบั ขอ เสนอแนะ เพื่อการพัฒนาระบบประกันสขุ ภาพถวนหนา

- สายดว นผบู รโิ ภคกบั อย. 1556 (สาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา)

1. ใหบรกิ ารขอมูลความรูเ กี่ยวกับผลิตภณั ฑส ุขภาพดว ยระบบตอบรบั อัตโนมัติ

2. ใหบริการสงขอมูลทางโทรสาร
3. รับแจงขอมูล และเรื่องรองเรียนเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑสุขภาพที่ไมปลอดภัย
(ผานเจา หนาท่ีในเวลาราชการ และฝากขอ ความนอกเวลาราชการ)
- สายดวนสขุ ภาพจติ 1667 (กรมสขุ ภาพจติ )
- ใหบริการปรึกษาปญหาสุขภาพจิตตลอด 24 ช่ัวโมง ท่ัวประเทศไทย
โดยรบั ฟงปญหาที่ทาํ ใหเกิดความคบั ของใจ และใหคาํ แนะนาํ ในการแกไขปญ หา

64

- สายดวนปรึกษาเรอื่ งยา 0-2644-8850 กด 73 (องคก ารเภสัชกรรม)
- ใหคาํ ปรึกษาเกี่ยวกบั การใชยาท่ีถกู ตอง โดยเภสัชกร (ในวันและเวลาราชการ)

- สายดวนมะเรง็ 1668 (สถาบนั มะเร็งแหงชาติ กรมการแพทย)
- ใหบริการขอมูลความรูเก่ียวกับโรคมะเร็ง อาทิ โรคมะเร็งที่ควรรูจัก

ความสัมพนั ธร ะหวา งอาหารกับโรคมะเร็ง ความสัมพันธร ะหวา งสมนุ ไพร กบั โรคมะเร็ง บุหร่ีกับ
โรคมะเร็ง ความรสู กึ เกี่ยวกับโรคมะเร็งและการรักษาโรคมะเร็ง การดูแลผูปวยโรคมะเร็งท่ีบาน
ฯลฯ

กจิ กรรมทา ยบทที่ 5

กจิ กรรมท่ี 1 จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
1. โรคท่ีถายทอดทางพนั ธุกรรม หมายถึงอะไร
2. อธิบายถึงวธิ ีการปอ งกันรกั ษาโรคทถ่ี า ยทอดทางพนั ธกุ รรม
3. บอกวิธีการประชาสัมพันธ การปองกัน และหลีกเลี่ยงโรคติดตอ และโรคที่มีปญหา
สาธารณสุข
4. อธบิ ายผลกระทบของพฤตกิ รรมทม่ี ตี อ การปองกันโรค

กิจกรรมที่ 2 จงเลือกคําตอบที่ถกู ตอ งท่สี ดุ เพียงคาํ ตอบเดยี ว

1. ขอ ใดเปนโรคทถ่ี า ยทอดทางพนั ธกุ รรม

ก. โรคเกาต ข. โรคไมเกรน

ค. โรคกระเพาะ ง. โรคธาลสั ซีเมีย

2. ขอ ใดคอื อาการแพท่เี กิดขนึ้ กับระบบทางเดินหายใจ

ก. เปนผ่ืนเมด็ ใส ๆ เกดิ ข้นึ บริเวณโพรงจมกู

ข. หายใจไมออก แสบจมกู จามอยูเสมอ

ค. คลนื่ ไส อาเจียน เปน ลม ชีพจรเตน ชา

ง. เปน ผื่นข้ึนบริเวณผิวหนังทัว่ รางกาย

65

3. ขอใดคอื ลักษณะอาการของผูทแี่ พอาหารทะเล
ก. เกิดผ่นื เม็ดเลก็ ๆ ข้ึนตามผิวหนัง ไมมอี าการคัน
ข. ทองเสยี คลน่ื ไส อาเจียนจนหมดแรง ถา ยเปนมูกเลอื ด
ค. วงิ เวยี นศีรษะ คดั จมูก หายใจไมอ อก
ง. มีผน่ื หนาบรเิ วณผิวหนงั ตามรา งกาย มอี าการคนั

4. การปองกนั โรคคอพอก ควรทาํ อยางไร
ก. กนิ ดนิ โปรง หรอื เกลือสินเธาว ข. กินอาหารทะเล
ข. กนิ อาหารทีม่ ีแคลเซยี มมาก ๆ ง. กนิ อาหารที่มีธาตุเหลก็ มาก ๆ

66

บทท่ี 6
ความปลอดภยั จากการใชยา

สาระสาํ คญั
มีความรู ความเขาใจ เก่ียวกับหลักการและวิธีการใชยาที่ถูกตอง สามารถจําแนก

อนั ตรายทเี่ กดิ จากการใชย าได รวมทงั้ วเิ คราะหความเช่ือและอันตรายจากยาประเภทตางๆ เชน
ยาบํารงุ กาํ ลัง ยาดองเหลา ตลอดจนการปอ งกนั และชว ยเหลือเม่ือเกิดอนั ตรายจากการใชยาได
อยางถูกตอ ง

ผลการเรียนรทู ่คี าดหวัง
1. อธบิ ายความหมายยาปฏิชวี นะและยาสมนุ ไพรได
2. อธิบายหลักการและวธิ กี ารใชยาท่ถี ูกตองได
3. วิเคราะหผ ลกระทบจากความเชื่อที่ผิดเกยี่ วกบั การใชยาได
4. อธบิ ายวธิ ีการเลือกใชยาปฏิชีวนะและยาสมุนไพรที่ถูกตอ งและปลอดภยั ได
5. จําแนกอันตรายท่ีเกิดจากการใชย าไดอ ยางถูกตอ ง
6. อธิบายวธิ กี ารปฐมพยาบาลและใหความชวยเหลือผทู ไี่ ดร บั อนั ตรายจากการใชย าได

อยา งถูกตอ ง
7. เผยแพรความรทู ถี่ ูกตอ งเก่ียวกับการใชยาแกครอบครัวและชมุ ชน

ขอบขา ยเนอื้ หา
เร่อื งที่ 1 หลักการและวธิ กี ารใชย า
เรอ่ื งที่ 2 ความเชอ่ื เกีย่ วกับการใชยา
เรอื่ งที่ 3 วเิ คราะหอ นั ตรายจากการใชยา การปอ งกันและการชว ยเหลือ
เรอื่ งที่ 4 การแนะนาํ ในการเลือกใชขอ มลู ขา วสารเกย่ี วกับการใชย า

67

เร่ืองที่ 1 หลกั การและวิธีการใชย าท่ถี กู ตอ ง
1.1 ความหมายของยาปฏชิ วี นะและยาสมุนไพร
1.1.1 ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) หรอื ยาตา นจลุ ชีพ หมายถึง ยาที่ผลิตมาจาก

สิ่งมีชีวิต เพื่อใชรักษาโรคติดเช้ือ ซ่ึงแบงออกเปนกลุมยอยตามคุณสมบัติของยา
ในการกําจัดเชื้อแตละชนิด เชน ยาตานเช้ือแบคทีเรีย ยาตานไวรัส ยาตานเชื้อรา ชื่ออื่น
ที่ใชเรียกยาปฏิชีวนะ เชน ยาฆาเช้ือ หรือยาแกอักเสบ ทําใหเกิดความเขาใจผิดวาเปนยา
ท่ีมีคุณสมบัติครอบจักรวาล สามารถฆาเชื้อโรคไดทุกชนิด แกอาการอักเสบไดทุกชนิด
ความจริงแลวยังมีโรคทีเ่ กดิ จากภาวะการอักเสบอกี มากมาย ทไี่ มส ามารถรกั ษาใหหายไดดวยยา
ปฏิ ชี วนะ อาจตองใชยาแกอั กเสบ ท่ี มีคุ ณสมบั ติ ลดการอั กเสบโดยตรง เช น
ยาแอสไพริน หรือพัก การใชอวัยวะสวนนั้นจนกวาจะหายดี นอกจากน้ียังมีการอักเสบ
ทไี่ มไดเ กิดจากการติดเชื้อ เชน การที่ขออักเสบจากโรครูหมาตอยด หรือจากการบาดเจ็บเสียง
แหบ เนอื่ งจากหลอดเสยี งอกั เสบ เพราะใชเ สยี งมาก ซ่ึงยาปฏชิ วี นะไมม ีประโยชนตอ การรกั ษา

1.1.2 ยาสมนุ ไพร คือ ยาทไี่ ดจ ากพฤกษชาติ สตั ว หรอื แรธ าตุ ซ่ึงมิไดผสมปรุง
หรือแปรสภาพ

1.1.3 ยาแผนโบราณ คือ ยาท่ีมุงหมายใชในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ
ซึ่งอยูในตําราแผนโบราณท่ีรัฐมนตรีประกาศ หรือยาที่ไดรับอนุญาตข้ึนทะเบียนเปนยาแผน
โบราณ หรือใหเ ขาใจงา ยๆ คอื ยาท่ีไดจากสมุนไพรมาประกอบเปนตํารับตามท่ีระบุไวในตํารา
ยาหรอื ท่ีกําหนดใหเปน ยาแผนโบราณ ในการประกอบโรคศลิ ปะแผนโบราณน้นั กําหนดวา ใหใช
วธิ ที ส่ี บื ทอดกันมาแตโ บราณโดยไมใ ชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร เชน การนําสมุนไพรมาตม
รบั ประทาน หรอื ทําเปนผงละลายน้ํารับประทาน แตในปจจุบันมีขอกําหนดเพิ่มเติมใหยาแผน
โบราณมกี ารพัฒนารูปแบบใหสะดวกและทันสมัยข้ึนเชนเดียวกับยาแผนปจจุบัน เชน ทําเปน
เม็ด เมด็ เคลอื บนํา้ ตาลหรอื แคปซลู โดยมขี อสังเกตวาท่ีแคปซลู จะตองระบุวา ยาแผนโบราณ

1.2 หลกั และวธิ กี ารใชยา
1.2.1 หลักการใชยาปฏิชีวนะ การใชยาปฏิชีวนะ ใชเฉพาะเมื่อมีอาการ

เจบ็ ปว ย ท่เี กดิ จากการติดเชื้อ และตอ งเลือกตัวยาปฏิชีวนะ ใหตรงกับเชื้อที่เปนสาเหตุ ดังน้ัน
การใชยาปฏชิ วี นะ จงึ ตองใหแ พทยหรือเภสชั กรโดยเฉพาะทมี่ ีความรูทางดา น โรคติดเชื้อ เปน
ผวู ินิจฉัยเลอื กตัวยาที่ไดผลกับเชื้อแตละชนิด รวมท้ังกําหนดปริมาณการใชยาท่ีเหมาะสมดวย
การรักษาโรคจากการติดเชื้อแบคทเี รยี โดยใชยาปฏิชีวนะนั้น จะตองกนิ ใหไดครบตามขนาด และ
ระยะเวลาท่ีจะฆาเชื้อท่ีเปนสาเหตุไดหมด แมอาการจะดีขึ้นแลว ซึ่งแตละโรคจะใชขนาดยา

68

และระยะเวลาการรักษาตางกัน หากกินยาไมครบ อาจทําใหการรักษาไมไดผล หรือกลับเปน
โรคนั้นใหม และเชื้อโรคท่ีเปนสาเหตุอาจจะเปล่ียนเปนเช้ือดื้อยา ทําใหตองใชยาที่แพงข้ึน
ในการรักษา หรอื รักษาโรคน้นั ไดยากขึน้ การปอ งกนั การดอ้ื ยานั้น ทําไดโ ดยการใชเฉพาะกรณี
ที่จําเปนตองใชยาปฏิชีวนะรักษาโรคนั้นจริง โดยจะตองรักษาดวยชนิดและขนาดยาที่ถูกตอง
และครบตามระยะเวลา

1.2.2 หลักการใชสมุนไพร เมื่อมีความจําเปน หรือความประสงคที่จะใช
สมนุ ไพรไมวาจะเพือ่ ประสงคอยางไรก็ตามใหระลึกอยูเสมอวา ถาอยากมีสุขภาพท่ีดี หายจาก
การเจ็บปวย สิ่งที่จะนําเขาไปสูในรางกายเราก็ควรเปนส่ิงที่ดี มีประโยชนตอรางกาย อยาให
ความเช่ือแบบผิดๆ มาสงผลเสียกับรางกายเพิ่มขึ้น การเลือกใชสมุนไพรจะตองมีวิธีการ และ
ความรทู ถ่ี ูกตอ ง การใชจ งึ จะเกิดประโยชน

ขอควรระวังในการใชอยางงาย ๆ และเปนแนวทางในการปฏิบัติเพื่อใหเกิดความ
ปลอดภยั ในการใชสมุนไพร คือ

- ใชใหถูกตน สมุนไพรบางชนิดอาจมีลักษณะคลายกัน หรือมีชื่อพอง
กนั การใชผดิ ตนนอกจากไมเ กิดผลในการรกั ษาแลวยังอาจเกิดพิษขึ้นได

- ใชใหถ กู สว น ในแตละสวนของพืชสมุนไพร เชน ใบ ราก ดอก อาจมี
สรรพคณุ ไมเหมือนกนั และบางสวนอาจมีพษิ เชน เมล็ดของมะกลา่ํ ตาหนเู พยี งเม็ดเดียวถาเค้ียว
รบั ประทานอาจตายได ในขณะทสี่ ว นของใบไมเปนพิษ

- ใชใหถ ูกขนาด ปริมาณการใชเปนสวนสําคญั ทที่ ําใหเ กดิ พิษโดยเฉพาะ
ถา มีการใชใ นปริมาณทีม่ ากเกินไป หรือถา นอ ยเกนิ ไปกไ็ มเ กดิ ผลในการรักษา

- ใชใ หถกู โรค สมุนไพรแตล ะชนดิ มีสรรพคุณไมเหมอื นกนั เปน โรคอะไร
ควรใชสมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาโรคน้ันๆ และสิ่งที่ควรคํานึงคือ อาการเจ็บปวย บางอยางมี
ความรุนแรงถึงชีวิตได ถาไมไดรับการรักษาทันทวงที ในกรณีเชนน้ีไมควรใช ยาสมุนไพร
ควรรบั การรกั ษาจากแพทยผ เู ชี่ยวชาญจะเหมาะสมกวา

การรับประทานยาสมนุ ไพรจากที่เตรียมเอง ปญหาที่พบบอยคือ ไมทราบขนาดการ
ใชท่ีเหมาะสมวาจะใชปริมาณเทาใด ขอแนะนําคือ เร่ิมใชแตนอยกอนแลวคอยปรับปริมาณ
เพม่ิ ขนึ้ ตามความเหมาะสมทีหลงั (มศี พั ทแบบพ้นื บานวา ตามกําลัง) ไมควรรับประทานยาตาม
คนอ่ืนเพราะอาจทําใหรับยามากเกินควร เพราะแตละคนจะตอบสนองตอยาไมเหมือนกัน
สําหรับยาท่ซี อ้ื จากรา นควรอา นฉลากวธิ กี ารใชอยางละเอยี ดและใหเขา ใจกอ นใชท ุกคร้งั

69

โดยทั่วไปสมุนไพรเม่ือเก็บไวนานๆ ยอมมีการผุพัง เกิดความช้ืน เชื้อรา หรือมี
แมลงวนั มากัดกิน ทําใหอ ยูในสภาพทไ่ี มเหมาะสมท่ีจะนาํ ไปใช และมีการเสื่อมสภาพลงแตการ
จะกาํ หนดอายุที่แนนอนน้ันทําไดย าก จงึ ควรนับตงั้ แตว ันผลติ ยาสมุนไพรหรือยาจากสมุนไพรไม
ควรใชเมอื่ มอี ายุเกิน 2 ป ยกเวน มีการผลติ หรอื เก็บบรรจทุ ี่ดี และถาพบวามีเชื้อรา มีกลิ่นหรือสี
เปลี่ยนไปจากเดมิ ก็ไมค วรใช

ขอ สังเกตในการเลอื กซอ้ื สมุนไพร และยาแผนโบราณ
ยาแตละชนิดทางกฎหมายมีขอกําหนดที่แตกตางกัน ในการเลือกซ้ือหรือเลือกใช
จงึ ตองรคู วามหมาย และขอกาํ หนดทางกฎหมาย วามีคุณสมบัติอยางไร มีวิธีการในการสังเกต
อยา งไร เพอ่ื ทําใหทราบวายานัน้ ควรใชห รอื มีความปลอดภัยหรือไม

1.2.3 หลกั ปฏบิ ัตใิ นการใชย า การใชยาควรปฏิบัติ ดงั น้ี
1) อานฉลากยาใหละเอียดกอนการใชทุกคร้ัง ซึ่งโดยปกติยาทุก

ขนาดจะมีฉลากบอกช่อื ยา วิธีการใชย า ขอหามในการใชย า และรายละเอยี ดอืน่ ๆ ไวดวยเสมอ
จงึ ควรอานใหล ะเอยี ดและปฏิบตั ิตามคาํ แนะนําอยางเครงครัด

2) ใชยาใหถูกชนิดและประเภทของยา ซ่ึงถาผูใชยาหยิบยาไม
ถูกตองจะเปนอันตรายตอผูใชและรักษาโรคไมหาย เน่ืองจากยาบางชนิดมีช่ือ สี รูปราง หรือ
ภาชนะบรรจคุ ลายกัน แตตวั ยา สรรพคณุ ยาทบี่ รรจภุ ายในจะตา งกัน

3) ใชย าใหถกู ขนาด เพราะการใชย าแตละชนดิ ในขนาดตาง ๆ กัน จะมี
ผลในการรักษาโรคได ถาไดรับขนาดของยานอยกวาที่กําหนดหรือไดรับขนาดของยาเพียง
ครึ่งหนึ่ง อาจทําใหการรักษาโรคนั้นไมไดผลและเชื้อโรคอาจดื้อยาได แตหากไดรับยาเกิน
ขนาด อาจเปนอันตรายตอรางกายได ดังนั้น จึงตองใชยาใหถูกตองตามขนาดของยาแตละ
ชนิด เชน ยาแกป วดลดไข ตอ งใชครงั้ ละ 1–2 เม็ด ทกุ ๆ 4–6 ชัว่ โมง เปนตน

4) ใชย าใหต รงตามเวลา เน่ืองจากยาบางชนิดตองรับประทานกอน
อาหาร เชน ยาปฏิชีวนะพวกเพนนิซิลลิน เพราะยาเหลาน้ีจะดูดซึมไดดีในขณะทองวาง ถาเรา
รับประทานหลงั อาหาร ยาจะถกู ดดู ซมึ ได ไมดี ซึง่ จะมผี ลตอการรักษาโรค

- ยากอนอาหาร ควรรับประทานกอนอาหารประมาณครึ่งถึงหน่ึง
ชัว่ โมง

- ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารทันที หรือไมควรจะ
นานเกนิ 15 นาที หลงั อาหาร

70

- ยากอนนอน ควรรับประทานกอนเขานอน เพื่อใหรางกาย
ไดรับการพักผอน

5) ใชยาใหถูกวิธี เชน ยาอมเปนยาที่ตองการผลในการออกฤทธิ์
ที่ปาก จงึ ตอ งอมใหละลายชา ๆ ไปเรอื่ ย ๆ ถาเรากลืนลงไปพรอมอาหารในกระเพาะ ยาจะออก
ฤทธผิ์ ิดท่ี ซงึ่ ไมเ ปน ที่ที่เราตองการใหรักษา การรักษานั้นจะไมไดผล ยาทาภายนอกชนิดอ่ืน ๆ
ก็เชนกนั เปน ยาทาภายนอกรางกาย ถา เรานําไปทาในปากหรือนําไปกินจะไมไดผลและอาจให
โทษตอรา งกายได

6) ใชยาใหถูกกับบุคคล แพทยจะจายยาตรงตามโรคของแตละ
บคุ คลและจะเขยี นหรือพมิ พชอื่ คนไขไวห นา ซองยาทุกคร้ัง ดังนั้น จึงไมควรนําไปแบงใหผูอื่นใช
เพราะอาจไมต รงกับโรคและมผี ลเสยี ได เนอื่ งจากยาบางชนิดหามใชในเด็ก คนชรา และหญิงมี
ครรภ ยาบางชนดิ มีขอหามใชในบุคคลท่ีปวยเปนโรคบางอยาง ซ่ึงถานําไปใชจะมีผลขางเคียง
และอาจเปนอนั ตราตอผูใชย าได

7) ไมควรใชยาที่หมดอายุหรือเส่ือมคุณภาพ ซึ่งเราอาจสังเกตได
จากลักษณะการเปลยี่ นแปลงภายนอกของยา เชน สี กลิน่ รส และลกั ษณะที่ผิดปกตไิ ปจากเดมิ
ไมควรใชยานนั้ เพราะเสอื่ มคุณภาพแลว แตถึงแมวาลักษณะภายนอกของยายังไมเปล่ียน เราก็
ควรพิจารณาดวู ันทห่ี มดอายุกอนใช ถาเปน ยาท่หี มดอายแุ ลวควรนําไปท้ิงทันที

1.2.4 ขอควรปฏิบัติในการใชยา
1. ยาน้ําทุกขนาดควรเขยาขวดกอนรินยา เพื่อใหตัวยา

ที่ตกตะกอนกระจายเขา เปน เนื้อเดียวกัน
2. ยาบางชนิดยังมีขอกําหนดไวไมใหใชรวมกับอาหารบางชนิด เชน

หา มด่มื พรอ มนมหรือน้ําชา กาแฟ เน่ืองจากมีฤทธิ์ตานกัน ซ่ึงจะทําใหเกิดอันตรายหรือไมมีผล
ตอการรักษาโรคได

3. ไมค วรนาํ ตวั อยางเม็ดยา ขวดยา ซองยา หรือหลอดยาไปหาซ้ือมา
ใชหรือรบั ประทานเอง หรอื ใชย าตามคาํ โฆษณาสรรพคณุ ยาจากผขู ายหรอื ผผู ลิต

4. เม่ือใชย าแลว ควรปดซองยาใหสนิท ปองกันยาช้ืน และไมควรเก็บ
ยาในทแ่ี สงแดดสองถึง หรอื เกบ็ ในทอ่ี บั ช้ืนหรือรอ นเกินไป เพราะจะทาํ ใหย าเส่อื มคุณภาพ

5. เม่ือลืมรับประทานยาม้ือใดม้ือหนึ่ง หามนํายาไปรับประทานรวม
กับม้ือตอไป เพราะจะทําใหไดรับยาเกินขนาดได ใหรับประทานยาตามขนาดปกติในแตละม้ือ
ตามเดมิ

71

6. หากเกิดอาการแพยาหรือใชยาผิดขนาด เชน มีอาการคล่ืนไส
อาเจยี น บวมตามหนา ตาและรางกาย มีผื่นข้ึนหรือแนนหนาอก หายใจไมออก ใหหยุดยาทันที
และรีบไป พบแพทยโ ดยดวน พรอมท้ังนํายาท่รี ับประทานไปใหแพทยว ินิจฉัย

7. ไมควรเก็บยารักษาโรคของบุคคลในครอบครัวปนกับยาอ่ืนๆ ที่ใช
กบั สัตวหรอื พชื เชน ยาฆาแมลงหรือสารเคมอี ืน่ ๆ เพราะอาจเกดิ การหยบิ ยาผิดไดง าย

8. ไมควรเกบ็ ยารักษาโรคไวใกลมือเด็กหรือในท่ีที่เด็กเอ้ือมถึง เพราะ
เด็กอาจหยบิ ยาไปใสปากดว ยความไมร ูแ ละอาจเกดิ อันตรายตอ รา งกายได

9. ควรซ้ือยาสามัญประจําบานไวใชเองในครอบครัว เพื่อใชรักษาโรค
ทั่ว ๆ ไปที่ไมรายแรงในเบื้องตนเนื่องจากมีราคาถูก ปลอดภัย และท่ีขวดยาหรือซองยาจะมี
คําอธบิ ายสรรพคุณและวิธีการใชงาย ๆ ไวทุกชนิด แตถาหากเม่ือใชยาสามัญประจําบานแลว
อาการไมด ีข้นึ ควรไปพบแพทยเพ่ือตรวจรกั ษาตอไป

เร่ืองที่ 2 ความเชื่อเก่ียวกบั การใชยา

ปจจุบันแมวาความกาวหนาทางแพทยสมัยใหมรวมทั้งวิถีชีวิตท่ีไดรับอิทธิพลจาก
ตะวันตก ทําใหคนท่ัวไปเม่ือเจ็บปวยหันไปพึ่งการรักษาจากบุคลากรทางการแพทยซ่ึงมุงเนน
การใชย าแผนปจจุบันในการรักษาอาการเจ็บปวยเปนหลัก ความเชื่อถือในยาพ้ืนบาน ยาแผน
โบราณลดนอยลง ทําใหภูมิปญญาพ้ืนบานรวมถึงตําหรับยาแผนโบราณสูญหายไปเปนจํานวน
มาก นอกจากน้ันยังขาดความตอเนื่องในการถายทอดองคความรูในการดูแลรักษาตนเอง
เบื้องตนดว ยวิธกี ารและพชื ผกั สมุนไพร ทห่ี าไดงายในทองถนิ่

โดยองคค วามรูท่ถี ายทอดจากรุนสูรุนน้ัน ไดผานการวิเคราะหและทดลองแลววาไดผล
และไมเกิดอันตรายตอสุขภาพ ยังคงมีความเช่ือบางประการเก่ียวกับการใชยา เพื่อเสริม
สขุ ภาพ และสมรรถภาพเฉพาะดา น ซง่ึ ยังไมไดร บั การพสิ จู นดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตร
การแพทย วา มีสรรพคุณตามคําโฆษณา อวดอา ง ซ่งึ อาจกอใหเกดิ อนั ตรายหรือผลขางเคียงหาก
ใชจํานวนมากและตอเนอ่ื งเปนเวลานาน ไดแก ยาดองเหลา ยาฟอกเลอื ด ยาชงสมนุ ไพร ยาท่ีทํา
จากอวยั วะ ซากพชื ซากสัตว เปนตน รวมถงึ ยาชดุ ตาง ๆ ที่มักมีการโฆษณาชวนเช่ือ อวดอาง
สรรพคุณเกินจรงิ ทําใหคนบางกลมุ หลงเชอ่ื ซอ้ื มารับประทาน ยาบางชนิดมรี าคาแพงเกินปกติโดย
อางวา ทําจากผลติ ภณั ฑท ่หี ายาก สรรพคณุ ครอบจักรวาล กลาวอางเกนิ จรงิ เชน

- กินแลวจะเจรญิ อาหาร ทาํ ใหรับประทานอาหารไดม ากข้ึน เชน ยาดองเหลา
ยาสมุนไพรบางชนิด เปนตน

72

- กินแลว จะทําใหม ีกําลัง สามารถทํางานไดท นนาน
- กินแลวทําใหมีพลังทางเพศเพ่ิมข้ึน เชน ยาดองเหลา ยาดองอวัยวะซากสัตว
อุงตนี หมี ดงี ูเหา เปนตน
- กินแลวจะทําใหเลือดลมไหลเวียนดี นอนหลับสบาย ผิวพรรณผองใส เชน
ยาฟอกเลือด ยาขับระดู เปน ตน
- กินแลวทําใหเปนหนุมเปนสาว อวัยวะบางสวนใหญขึ้น เชน เขากวาง
กวาวเครือแดง เสรมิ ความหนมุ กวาวเครือขาวเสรมิ ทรวงอก และความสาว เปน ตน
- กนิ แลวจะชว ยชะลอความแกห รือความเส่ือมของอวัยวะ เชน รังนกซึ่งทําจาก
นา้ํ ลายของนกนางแอน หูฉลามหรือครบี ของฉลาม หรอื โสม เปน ตน
- กินแลวรักษาอาการปวดเมื่อย ไขขออักเสบเร้ือรัง เชน ยาชุดตาง ๆยาแก
กระษยั ไตพกิ าร ซ่งึ มกั ผสมสารหนู ทเ่ี ปน อนั ตรายตอ รา งกายมาก
ทงั้ น้ี การใชยาดังกลา วสวนใหญเกดิ จากความเช่ือผิด ๆ หรือเชื่อในคําโฆษณาเกิน
จรงิ ที่แฝงมาดวยภัยเงยี บทีก่ อใหเกดิ อันตรายตอรางกายหากใชอ ยางตอเนื่อง และใชในจํานวน
มาก นอกจากนี้ยงั ทําใหเสียคาใชจายคอนขางสูง แตไมเกิดประโยชนตอรางกายไมมีผลในการ
รักษาอาการตาง ๆ ตามสรรพคุณท่ีกลาวอาง ดังน้ัน กอนจะซ้ือยาหรือผลิตภัณฑเสริมสุขภาพ
มาใช ควรศกึ ษาสรรพคุณ สว นประกอบ แหลงผลิต วนั หมดอายุ และความนาเชื่อถือของผูผลิต
โดยพจิ ารณาจากมเี ลขทะเบียนถกู ตอ งหรอื มีตรา อย. หรือมใี บอนญุ าตการผลติ ใบประกอบโรค
ศิลปะแพทยแ ผนโบราณ เปน ตน
2.1 ความเชือ่ และขอควรระวังในการใชย าชุด ยาดองเหลา และยาชงสมุนไพร
2.1.1 ยาชุด

ยาชุด หมายถึง ยาท่ีผูขายจัดรวมไวใหกับผูซ้ือ สําหรับใหกินคร้ังละ 1 ชุด
รวมกนั หมด โดยไมแ ยกวาเปน ยาชนิดใด ควรจะกินเวลาไหน โดยทั่วไปมักจะมียา ต้ังแต 3–5
เม็ด หรืออาจมากกวาและอาจจัดรวมไวในซองพลาสติกเล็กๆ พิมพฉลากบงบอกสรรพคุณไว
เสร็จ สรรพคณุ ทพี่ ิมพไวบนซองยาชดุ มักโออวดเกินความจริง เพื่อใหขายไดมาก ชื่อที่ตั้งไวจะ
เปนช่ือที่ดึงดูดความสนใจหรือโออวดสรรพคุณ เชน ยาชุดกระจายเสน ยาชุดประดงขุนแผน
ยาชดุ แกไขมาลาเรีย เปนตน เนื่องจากผูจดั ยาชุดไมม ีความรูเรื่องยาอยางแทจริง และมักจะมุง
ผลประโยชนเ ปน สาํ คญั ดังน้นั ผูใชยาชดุ จึงมโี อกาสไดรบั อนั ตรายจากยาสงู มาก

73

อันตรายจากการใชยาชุด
1. ไดรับตัวยาซ้ําซอน ทําใหไดรับตัวยาเกินขนาด เชน ในยาชุด
แกปวดเม่ือย ในยาชุดหนึ่งๆ อาจมียาแกปวด 2-3 เม็ด ก็ได ซึ่งยาแกปวดนี้จะอยูในรูปแบบ
ตา งกนั อาจเปนยาคนละสหี รือขนาดเมด็ ยาไมเ ทา กนั แตมตี ัวยาแกปวดเหมือนกัน การที่ไดรับยา
เกินขนาดทาํ ใหผูใชยาไดรบั พิษจากยาเกินขนาด
2. ไดรับยาเกินความจําเปน เชน ในยาชุดแกหวัดจะมียาแกปวดลดไข
ยาปฏิชวี นะยาลดน้าํ มูก ยาทําใหจมูกโลง ยาแกไอ แตจริงๆ แลว ยาปฏิชีวนะจะใชรักษาไมไดใน
อาการหวดั ท่ีเกิดจากเช้ือไวรัส และอาการหวัดของแตละคนไมเหมือนกัน ถาไมปวดหัวเปนไข
ยาแกปวด ลดไขไ มจ ําเปน ไมมีอาการไอไมควรใชยาแกไอ การรักษาหวัด ควรใชบรรเทาเฉพาะ
อาการทเี่ กดิ ขึน้ เทาน้นั ไมจ ําเปนตองกินยาทกุ ชนิดท่ีอยูในยาชุด
3. ในยาชุดมักมยี าเสื่อมคณุ ภาพ หรือยาปลอมผสมอยู การเกบ็ รกั ษา ยาชดุ ที่
อยูใ นซองพลาสตกิ จะไมสามารถกันความช้ืน ความรอน หรือแสงไดดีเทากับท่ีอยูในขวดท่ีบริษัท
เดิมผลติ มา ทําใหย าเสอื่ มคณุ ภาพเรว็ นอกจากน้นั ผจู ัดยาบางชุดบางรายตองการกําไรมาก จึงเอา
ยาปลอมมาขายดวย ซง่ึ เปนอันตรายมาก
4. ในยาชุดมกั ใสย าอันตรายมากๆ ลงไปดว ย เพอ่ื ใหอ าการของโรคบรรเทา
ลงอยา งรวดเรว็ เปนท่ีพอใจของผซู อ้ื ทงั้ ผขู ายโดยท่ียาจะไปบรรเทาอาการแตไ มไดแกสาเหตุของ
โรคอยางแทจริง อาจทําใหโรคเปนมากขึ้น ยาท่ีมีอันตรายสูงมากและจัดอยูในยาชุดเกือบทุก
ชนิด คือ ยาสเตียรอยด หรือที่เรียกวายาครอบจักรวาล นิยมใสในยาชุด เพราะมีฤทธิ์บรรเทา
อาการไดมากมายหลายอยาง ทําใหอาการของโรคทุเลาลงเร็วแตจะไมรักษาโรคใหหาย ยาส
เตียรอยด เชน เพรดนิโซโลน เดกซาเมธาโซน ทําใหเกิดอันตรายตอผูใชสูงมากทําใหเกิด
อาการบวมนํ้า ความดันโลหิตสูง หัวใจทาํ งานหนัก หนาบวมกลมเหมือนพระจันทร ทําให
กระดูกพรุน เปราะหักงาย กระเพาะอาหารเปนแผล ความตานทานโรคลดลงและทําใหเกิด
ความผิดปกตดิ านประสาทจิตใจ
5. ผูท่ใี ชยาชุดจะไดยาไมครบขนาดรักษาที่พบบอ ยคือการไดรบั ยาปฏิชีวนะ
เพราะการใชยาปฏชิ ีวนะตองกนิ อยางนอย 3-5 วัน วันละ 2-4 ครั้ง แลวแตชนิดของยา แตผูซ้ือ
ยาชุดจะกินยาเพียง 3 - 4 ชุด โดยอาจกินหมดในหน่ึงวัน หรือกินวันละชุด ซ่ึงทําใหไดรับยา
ไมครบขนาด โรคไมหายและกลบั ดอ้ื ยา อีกดวย

74

2.1.2 ยาดองเหลา และยาเลอื ด
แตเดิมยากลุมน้ีจะใชในกลุมสตรีเพ่ือบํารุงเลือด ระดูไมปกติ และใช

ในกลุมสตรีหลงั การคลอดบุตร เพื่อใชแทนการอยูไฟ สวนประกอบของตัวยาจะมีสมุนไพรท่ีมี
รสเผ็ดรอนหลายชนิด เชน รากเจตมูลเพลิงแดง กระเทียม พริกไทย เทียนขาว
เปลือกอบเชยเทศ ขงิ และสว นผสมอนื่ ๆ แลวแตชนดิ ของตํารับ มีขายทั้งท่ีเปนชิ้นสวนสมุนไพร
และท่ีผลติ สําเร็จรูปเปน ยาผงและยาน้าํ ขาย และหลายตํารับจะมกี ารดองเหลาดวย การอวนมัก
เกิดจากแอลกอฮอล (เหลา) ที่ไปลดการสรางพลังงานที่เกิดจากกรดไขมัน จึงมีการสะสมของ
ไขมันในรางกาย และอาจเกิดตับแข็งไดถารับประทานในปริมาณมาก ๆ และติดตอกันทุกวัน
นอกจากน้กี ารดื่มเหลาอาจทําใหเ ด็กทารกที่อยูในครรภเกิดการพกิ ารได ในเร่ืองยาเลือดน้ีอาจมี
ความเช่ือและใชกันผิดๆ คือการนํายาเลือดสมุนไพรไปใชเปน ยาทําแทง ซ่ึงเปนสิ่งที่ไมควร
อยางยิ่งโดยเฉพาะเมอื่ การตัง้ ครรภเกนิ 1 เดือน เน่ืองจากไมคอยไดผล และผลจากการกระตุน
การบบี ตัวและระคายเคอื งตอผนังมดลูกท่ีเกิดจากการใหยาอาจทําใหเกิดการทําลายของเย่ือบุ
ผนงั มดลกู บางสว นเปน เหตุใหท ารกเกิดมาพิการได

2.1.3 ยาชงสมนุ ไพร
การใชย าสมุนไพรเปน ท่นี ยิ มกันในหลายประเทศ ท้ังทางประเทศยุโรปและ

เอเชยี ในประเทศไทยปจ จุบนั พบมาก มีการเพิ่มจํานวนชนิดของสมุนไพรมาทําเปน ยาชงมาก
ขนึ้ เชน ยาชงดอกคาํ ฝอย หญา หนวดแมว หญา ดอกขาว เปนตน

ขอดีของยาชง คือ มกั จะใชสมุนไพรเดี่ยว ๆ เพียงชนิดเดียว เม่ือใชกินแลว
เกิดอาการอันไมพ งึ ประสงค อยางไรกต็ ามสามารถรวู า เกดิ จากสมนุ ไพรชนิดใด

สําหรับประเทศไทย รายงานดานนี้ยังไมพบมากนัก เน่ืองจากสวนใหญมี
การเลือกใชสมุนไพรที่คอนขางปลอดภัย แตท่ีควรระวังมีชาสมุนไพรท่ีมีสวนผสมของ
ใบหรือฝกมะขามแขก ใชประโยชนเปนยาระบายทอง บางย่ีหอระบุเปนยาลดความอวนหรือ
รบั ประทานแลวจะทําใหหนุ เพรยี วข้นึ อาการทีเ่ กดิ คือ สาเหตุจากมะขามแขกจะไปกระตุนการ
บีบตัวของสําไสใหญ ทําใหเกิดการขับถาย การรับประทานบอย ๆ จะทําใหรางกายไดรับการ
กระตุนจนเคยชนิ เม่ือหยุดรบั ประทานรางกายจงึ ไมส ามารถขบั ถา ยไดเองตามปกติ จึงไมควรใชยา
ชนิดนี้ติดตอกันนานๆ และหากจําเปนควรเลือกยาที่ไปเพิ่มปริมาณกาก และชวยหลอลื่น
อุจจาระโดยไมดูดซึมเขาสรู างกาย เชน สารสกดั จากหัวบกุ จะปลอดภยั กวา แตการรับประทาน

75

ติดตอกันนานๆ อาจทําใหรางกายไดรับไขมันนอยกวาความตองการก็ได เพราะรางกายเรา
ตอ งการไขมันตอ การดํารงชีพดว ย

เร่อื งท่ี 3 การวิเคราะหอนั ตรายจากการใชย า การปองกันและการชว ยเหลอื
ยาทุกชนิดมีท้ังคุณและโทษ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการใชยาจึงควรใชยาอยาง

ระมดั ระวัง และใชเ ทาท่จี ําเปนจรงิ ๆ เทา นนั้ อนั ตรายจากการใชย ามสี าเหตุทส่ี ําคญั ดังน้ี
3.1 ผูใชย าขาดความรูในการใชย า แบง ได ดังน้ี
3.1.1 ใชย าไมถ ูกตอง เชน ไมถูกโรค บุคคล เวลา วิธี ขนาด นอกจากทําใหการใช

ยาไมไ ดผ ลในการรกั ษาแลว ยังกอ ใหเกิดอันตรายจากการใชยาอีกดวย
3.1.2 ถอนหรือหยุดยาทันที ยาบางชนดิ เมอื่ ใชไดผ ลในการรักษาแลวตองคอย ๆ

ลดขนาดลงทีละนอยจนสามารถถอนยาได ถาหยุดทันทีจะทําใหเกิดโรคขางเคียงหรือโรคใหม
ตามมา ตัวอยาง เชน ยาเพรดนิโซโลน ยาเดกซาเมธาโซน ถาใชติดตอกันนานๆ แลวหยุดยา
ทันที จะทําใหเกิดอาการเบื่ออาหาร คลื่นไสอาเจียน ปวดทอง รางกายขาดน้ําและเกลือแร
เปน ตน

3.1.3 ใชย ารวมกนั หลายขนาน การใชยาหลายๆ ชนิดรกั ษาโรคในเวลาเดยี วกัน
บางครงั้ ยาอาจเสริมฤทธิ์กันเอง ทาํ ใหย าออกฤทธ์ิเกินขนาด จนเกิดอาการพิษถึงตายได ในทาง
ตรงกันขาม ยาอาจตานฤทธก์ิ ันเอง ทาํ ใหไมไ ดผ ลตอการรักษาและเกดิ ด้ือยา ตวั อยา งเชน
การใชยาปฏิชวี นะรวมกันระหวาง เพนิซิลลนิ กับเตตราซัยคลนี นอกจากนี้ ยาบางอยางอาจเกิด
ผลเสียถาใชรวมกับเคร่ืองดื่ม สุรา บุหรี่ และอาหารบางประเภท ผูที่ใชยากดประสาทเปน
ประจาํ ถา ดืม่ สรุ าดว ยจะย่ิงทาํ ใหฤ ทธก์ิ ารกดประสาทมากข้นึ อาจถึงขั้นสลบและตายได

3.2 คุณภาพยา
แมผูใชยาจะมีความรูในการใชยาไดอยางถูกขนาด ถูกวิธี และถูกเวลาแลว

ก็ตาม แตถายาท่ีใชไมมีคุณภาพในการรักษาจะกอใหเกิดอันตรายได สาเหตุที่ทําให ยาไมมี
คุณภาพ มดี ังน้ี

3.2.1 การเกบ็ ยาท่ีผลติ ไดมาตรฐาน แตเก็บรกั ษาไมถ ูกวธิ ีจะทาํ ใหยาเสือ่ มคณุ ภาพ
เกิดผลเสียตอผูใช ตัวอยางเชน วัคซีน ตองเก็บในตูเย็น ถาเก็บในตูธรรมดายาจะเสื่อมคุณภาพ
แอสไพรนิ ถา ถูกความชน้ื แสง ความรอน จะทําใหเปลี่ยนสภาพ ซึ่งไมไดผลในการรักษาแลวยัง
กดั กระเพาะทะลุอีกดว ย

76

3.2.2 การผลติ ยาทผี่ ลติ แลว มคี ณุ ภาพตาํ่ กวามาตรฐาน อาจเกดิ ขึน้ เนอ่ื งจากหลาย
สาเหตุ คอื ใชวตั ถดุ บิ ในการผลติ ทมี่ ีคุณภาพตา่ํ และมีวตั ถุอนื่ ปนปลอม กระบวนการการผลิตไม
ถูกตอง เชน อบยาไมแหง ทําใหไดยาที่เสียเร็ว ขึ้นรางาย นอกจากนี้พบวา ยาหลายชนิดมี
การปะปนของเช้อื จุลินทรีย .ตํารบั ยาบางชนิดที่ใชไมเหมาะสม เปนสูตรผสมยาหลาย ๆ ตัวใน
ตํารับเดียว ทาํ ใหย าตีกัน

3.3 พยาธสิ ภาพของผูใชยา และองคประกอบทางพันธุกรรมผูปวยท่ีเปนโรคเก่ียวกับ
ตบั หรือไต จะมคี วามสามารถในการขบั ถายยาลดลง จึงตองระวงั การใชยามากย่ิงข้ึน นอกจากน้ี
องคประกอบทางกรรมพันธุจะทําใหความไวในการตอบสนองตอยาของบุคคลแตกตางกัน
ดงั น้นั ผูใชยาควรศกึ ษาเรื่องการใชย าใหเขาใจอยางแทจรงิ และใชยาอยางระมัดระวังเทาที่จําเปน
จริงๆ เทานั้น โดยอยใู นความดูแลของแพทยหรือเภสัชกรอยางใกลชิด จะชวยขจัดสาเหตุที่ทําให
เกิดอนั ตรายจากการใชย าไดอยางไรก็ตาม ผูใชยาควรตระหนักถึงโทษหรืออันตรายจากการใชยา
ทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ ได ดงั ตอ ไปนี้

3.3.1 การแพย า (Drug Allergy หรือ Drug Hypersensitivity)
เปน ภาวะที่รางกายเคยไดรับยาหรือสารที่มีสูตรคลายคลึงกับยาน้ันมากอน

แลว ยาหรือสารน้ันจะกระตุนใหรางกายสรางภูมิคุมกันขึ้นเรียกวา “สิ่งตอตาน” (Antibody)
โดยใชเวลาประมาณ 7-14 วัน เม่ือไดรับยาหรือสารนั้นอีก จะเกิดปฏิกิริยาไดสารประกอบ
เชงิ ซอนเปน “สิง่ เรงเรา ” (Antigen) ใหรา งกายหล่งั สารบางอยา งทสี่ าํ คญั ทาํ ใหเ กิดอาการ
แพข้ึน

การแพยาจะมีต้ังแตอาการเล็กนอย ปานกลาง จนรุนแรงมาก
ถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งน้ีขึ้นอยูกับองคประกอบตอไปนี้

1) ชนิดของยา ยาท่ีกระตุนใหเกิดอาการแพที่พบอยูเสมอ ไดแก
เพนซิ ิลลนิ แอสไพริน ซัลโฟนาด เซรมุ แกบาดทะยกั ยาชา โปรเคน นา้ํ เกลือ และเลือด เปนตน

2) วิธีการใชยา การแพยาเกิดข้ึนไดจากการใชยาทุกแบบ แตการ
รับประทานเปน วธิ ีทที่ ําใหแพน อ ยทส่ี ุด ขณะทก่ี ารสมั ผสั หรือการใชยาทาจะทําใหเกิดอาการแพ
ไดงายที่สุด สวนการฉีด เปนวิธีการใหยาที่ทําใหเกิดการแพอยางรวดเร็ว รุนแรง และแกไข
ไดยาก

77

3) พันธุกรรม การแพยาเปนลักษณะเฉพาะของบุคคล คนที่มีความไวใน
การถูกกระตุนใหแ พย า หรอื คนที่มีประวตั ิเคยเปนโรคภูมิแพ เชน หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษผื่นคัน
จะมีโอกาสแพยามากกวาคนทว่ั ไป

4) การไดร ับการกระตุน มากอน ผูปวยเคยไดรับยาหรือสารกระตุนมากอน
แลวในอดีต โดยจําไมไดห รือไมรตู วั เมอื่ ไดรบั ยาหรือสารนนั้ อกี ครัง้ จงึ เกดิ อาการแพ เชนในราย
ท่ีแพเ พนิซลิ ลนิ เปนครั้งแรก โดยมีประวตั ิวาไมเ คยไดรบั ยาท่ีแพมากอนเลย แทที่จริงแลวผูปวย
เคยไดรับสารเพนิซิลลินมากอนแลวในอดีต แตอาจจําไมไดหรือไมรูตัว เพราะผูปวยใชยาที่ไม
ทราบวามีเพนซิ ิลลนิ อยดู ว ย หรืออาจรบั ประทานอาหารบางชนิดที่มเี ชอื้ เพนิซลิ เลียมอยูด วย

การปอ งกันและการแกไข การปองกันมิใหเกิดอาการแพยาเปนวิธีที่ดีท่ีสุด
เพราะถาอาการแพร นุ แรงมาก อาจแกไ ขไมทนั การ โดยทั่วไปการปองกนั อาจทาํ ไดดงั น้ี

1) งดใชยา ผูปวยควรสังเกต จดจํา และงดใชยาท่ีเคยแพมากอน นอกจากนี้
ยงั ควรหลีกเลีย่ งการใชยาที่อยูในกลุมเดียวกัน หรือมสี ูตรโครงสรา งใกลเคียงกันดวย

2) ควรระมัดระวังการใชยาท่ีมักทําใหเกิดอาการแพงายบอย ๆ เชน
เพนิซิลลิน ซัลโฟนาไมด หรือซาลิซัยเลท เปนตน โดยเฉพาะรายที่มีประวัติหอบหืด
หวดั เร้ือรัง ลมพิษ ผ่ืนคัน แพสารตาง ๆ หรือแพย ามาแลว ควรบอกรายละเอียดใหแพทยหรือ
เภสชั กรทราบกอนใชย า

3) กรณีที่จําเปนจะตองใชยาท่ีเคยแพ จะตองอยูในความดูแลของแพทย
อยางใกลชิด โดยแพทยจะใชยาชนิดที่แพคร้ังละนอย ๆ และใหยาแกแพพรอมกันไปดวยเปน
ระยะเวลาหนงึ่ จนกวารา งกายจะปรับสภาพไดจ นไมแพแลว จงึ จะใหย าน้นั ในขนาดปกติได

การแกไขอาการแพยา ควรพิจารณาตามสภาพของการแพ ในกรณีที่มี
อาการแพเพียงเล็กนอย เชน ผื่นคัน คัดจมูก ควรหยุดใชยา ซ่ึงจะชวยใหอาการตาง ๆ ลดลง
และหมดไปภายใน 2-3 ชัว่ โมง สาํ หรบั รายท่ีมอี าการผ่ืนคันมากอาจจะใหยาแกแ พรว มดว ย ถามี
อาการแพรุนแรงมากและเกิดขึ้นควรไปพบแพทยทันทีทันใด ควรลดการดูดซึมของยา โดยทําให
อาเจียนหรอื ใหก ินผงถาน เพอื่ ชว ยดดู ซมึ ยา นอกจากนี้ ควรชว ยการหายใจเพ่ือชวยขยายหลอดลม
และเพิม่ ความดันโลหติ ถามีอาการอกั เสบ อาจใชยาแกอักเสบชวยบาง

3.3.2 ผลขา งเคียงของยา (Side Effect)
หมายถงึ ผลหรอื อาการอื่น ๆ ของยาอันเกิดขึ้นนอกเหนือจากผลท่ีตองการ

ใชในการรักษา ดังเชน ยาแกแพม ักจะทาํ ใหเ กดิ อาการงวงซมึ เปน ผลขา งเคียงของยา หรือเตตรา

78

ซัยคลีนใชกับเด็ก ทําใหเกิดผลขางเคียง คือฟนเหลืองอยางถาวร เปนตน ในกรณีท่ีเกิด
ผลขา งเคยี งของยาข้นึ ควรหยุดยาและหลกี เลี่ยงการใชยานน้ั ทันที

3.3.3 การดือ้ ยา (Drug Resistance)
พบมากที่สุด มักเน่ืองมาจากการใชยาปฏิชีวนะไมตรงกับชนิดของ

เชื้อโรคหรือใชไมถกู ขนาด หรือใชในระยะเวลาท่ีไมเพียงพอตอการทําลายเชื้อโรค ซึ่งเรียกวา
การดื้อยา

3.3.4 การติดยา (Drug Dependence)
ยาบางชนิดถาใชไมถูกตองหรือใชตอเน่ืองกันไปชั่วระยะเวลาหนึ่งจะทําใหติดยา

ขนานนน้ั ได เชน ฝน มอรฟน บารบ ิทเู รต แอมเฟตามนี ยากลอมประสาท เปนตน
3.3.5 พษิ ของยา (Drug Toxicity)
มักเกิดขึ้นเนอื่ งจากการใชย าเกนิ ขนาด สาํ หรับพษิ หรือผลเสียของยาอาจกลาว

โดยสังเขป ไดด งั น้ี
1) ยาบางชนิดรับประทานแลวเกิดอาการไข ทําใหเขาใจผิดวาไขเกิด

จากโรค ในรายเชนน้เี มอ่ื หยดุ ยาอาการไขจ ะหายไปเอง
2) ความผดิ ปกติของเม็ดเลือดและสวนประกอบของเลือด ยาบางอยางจะ

ยบั ย้ังการทํางานของไขกระดกู ทาํ ใหเ มด็ เลือดขาวและเม็ดเลือดแดงลดจํานวนลงกวาระดับปกติ
เปนผลใหเกิดภาวะโลหิตจาง รางกายออนแอ ติดเช้ือไดงายและรุนแรง ยาบางขนานที่ใชรักษา
มาเลเรีย จะทาํ ใหเมด็ เลอื ดแดงสลายตัวไดงายกวาปกติ

3) ความเปนพิษตอตับ ถึงแมตับจะเปนอวัยวะท่ีมีสมรรถภาพสูงสุด
ในการกําจดั ยา แตม นั กถ็ ูกกับตัวยาในความเขมขนท่ีสูง จึงอาจเปนอันตรายจากยาดวยเหตุน้ีก็ได
ยาบางขนานที่อาจเปนอันตรายตอเซลลของตับโดยตรง ในขนานสูงมากๆ อาจทําใหตับหยอน
สมรรถภาพได

4) ความเปนพิษตอไต ไตเปนอวัยวะท่ีสําคัญที่สุดในการขับถายยาออก
จากรางกาย ยาจาํ พวกซัลฟาบางขนานอาจตกตะกอนในไต ทาํ ใหไตอักเสบเวลารับประทานยา
พวกนจี้ ึงควรดืม่ นํ้ามาก ๆ นอกจากนี้ ยังมียาทอ่ี าจทําใหเ กดิ พิษโดยตรงตอ ไตได เชน ยานีโอมัย
ซิน เฟนาเซดิน กรดบอริก ยาจําพวกเพนิซิลลิน หรือการใหวิตามินดีในขนาดสูงมากและเปน
เวลานาน อาจกอใหเ กิดพิษตอไต ไตหยอ นสมรรถภาพ จนถึงขนั้ เสยี ชีวิตได

5) ความเปนพิษตอเสน ประสาทของหูยาบางชนิดเปนพิษตอเสน ประสาทของ
หู ทาํ ใหอ าการหูออื้ หูตึง และหูหนวกได

79

6) ความเปนพิษตอประสาทสวนกลาง ยาบางขนานทําใหมีอาการทางสมอง
เชน การใชแอมเฟตามีน ทําใหสมองถูกกระตุนจนเกิดควรจนนอนไมหลับ ปวดหัว กระวน
กระวาย อยูไมส ขุ และชักได สวนยากดประสาทจําพวกบารบิทูเรต ถาใชไปนาน ๆ จะทําให
เกิดอาการงวง ซมึ เศรา จนถึงขัน้ อยากฆา ตวั ตาย

7) ความเปน พิษตอระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด มักเกิดจากยากระตุน
หัวใจ ยาแกหอบหืด ไปทาํ ใหหวั ใจเตน เร็วผิดปกติ

8) ความเปนพิษตอกระเพาะอาหาร ยาบางชนิดถารับประทานตอน
ทองวางและรับประทานบอ ยๆ จะทาํ ใหก ระเพาะอาหารอักเสบและเปน แผลได

9) ความเปนพิษตอทารกในครรภ มียาบางชนิดที่แมไมควรรับประทาน
ระหวางตั้งครรภ เชน ยาธาลิโดไมลชวยใหนอนหลับและสงบประสาท ยาฟโนบารบิตาล
ใชรักษาโรคลมชัก ยาไดอะซีแพมใชกลอมประสาท และยาแกคล่ืนไสอาเจียน เนื่องจากอาจ
เปนอันตรายตอตัวมดลูกและตอทารกในครรภ เปนผลใหเด็กที่คลอดออกมามีความพิการ เชน
บางรายอาจมือกุด ขากุด จมูกโหว เพดานและริมฝปากแหวง ดังนั้น แมในระหวางต้ังครรภ
ควรระมัดระวังการใชย าเปน อยางยิ่ง

3.4 การใชย าผิดและการติดยา (Drug Abuse and Drug Dependence)
การใชยาผิด หมายถึง การใชยาท่ีไมตรงกับโรค บุคคล เวลา วิธี และขนาด

ตลอดจนจุดประสงคข องการใชยานัน้ ในการรักษาโรค เชน การใชยาบารบ ิทูเรต (เหลาแหง) เพื่อให
นอนหลับสบาย โดยอยูภายใตการดูแลของแพทย ถือวาเปนการใชยาถูกตอง แตถาใชยาบาร
บทิ ูเรต (เหลา แหง) จาํ นวนเดมิ เพอื่ ใหเคลบิ เคลม้ิ เปนสุข ถอื วา เปน การใชยาผิด

การติดยา หมายถึง การใชยาติดตอกันไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แลวอวัยวะของรางกาย
โดยเฉพาะอยา งยิ่งระบบประสาท ไดย อมรบั ยาขนานนน้ั เขาไวเ ปนสิ่งหน่ึงที่จําเปน สําหรับเมตาบอลิ
ซมึ ของอวัยวะน้ัน ๆ ซึ่งถาหากหยุดยาหรือไดรับยาไมเพียงพอจะเกิดอาการขาดยา หรืออาการ
ถอนยา ซงึ่ แบง ไดเ ปนอาการทางกาย และอาการทางจิตใจ

สาเหตุที่ทําใหเ กดิ การใชย าผดิ หรอื การตดิ ยา อาจเนอ่ื งมาจาก
1) ความเชื่อทว่ี ายานน้ั สามารถแกโรคหรือปญ หาตาง ๆ ได
2) สามารถซอื้ ยาไดง ายจากแหลง ตาง ๆ
3) มคี วามพงึ พอใจในฤทธิ์ของยาทที่ ําใหร ูสกึ เคลิบเคลิ้มเปนสุข
4) การทาํ ตามอยา งเพ่ือน เพอ่ื ใหเ ขากับกลุม ได หรอื เพือ่ ใหรูสกึ วาตนเองทนั สมัย
5) ความเชอ่ื ทีว่ า ยานัน้ ชวยใหมีความสามารถและสตปิ ญญาดีข้ึน

80

6) ความไมพอใจในสภาพหรือสงั คมทีเ่ ปนอยู หรือความรูส ึกตอ ตานวฒั นธรรม
7) การหลงเชื่อคําโฆษณาสรรพคณุ ของยานนั้

การใชย าผิดแบง ตามลักษณะการใชโดยสงั เขปไดเปน 2 ประการ คือ
1) ใชผ ดิ ทาง ไมเปนไปเพ่ือการรักษาโรค เชน ใชยาปฏิชีวนะเสมือนหน่ึงเปนการ
ลดไข ชาวนาใชขผ้ี งึ้ เพนิซิลลนิ ทาแทนวาสลิน เพ่ือกันผิวแตก ซ่ึงอาจทําใหเกิดอาการแพจนถึง
แกช วี ิตได โดยท่วั ไปแพทยจ ะใหน ํา้ เกลือและยาบาํ รุงเขาเสน ตาง ๆ เฉพาะผูที่ปวยเทาน้ัน แตผู
ที่มีสุขภาพดกี ลับนําไปใชอ ยา งกวา งขวาง ซ่ึงนอกจากจะไมใหประโยชนแลวยังเปนอันตรายถึง
ชวี ติ ได
2) ใชพรํ่าเพรื่อ เปนระยะเวลานานๆ จนติดยา เชน การใชยาลดไขแกปวด ซ่ึงมี
สวนผสมของแอสไพริน และเฟนาเซติน เพ่ือรักษาอาการปวดเม่ือยหรือทําใหจิตใจเปนสุข
ถาใชตดิ ตอกันนาน ๆ ทําใหติดยาและสุขภาพทรุดโทรม นอกจากนี้ การใชยานอนหลับ ยาระงับ
ประสาท ยากลอ มประสาท กญั ชา โคเคน แอมแฟตามีน โบรไมด การสูดกาวสารทาํ ใหเ กิดประสาท
หลอนติดตอ กันเปนเวลานานจะทําใหตดิ ยาได

เร่ืองที่ 4 การแนะนําในการเลือกใชขอมูลขาวสารทเ่ี กย่ี วกับการใชย า
ศูนยข อมลู ขาวสารท่เี กี่ยวกับการใชยา
สายดวน 1330 (สาํ นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหงชาติ) 0-2831-4000 ตอ 1330
1. ใหขอมูลตาง ๆ เกี่ยวกับการสรางหลักประกันสุขภาพถวนหนา เชน

การขึ้นทะเบียน สิทธิประโยชนในโครงการฯ ขั้นตอนการใชบริการ ตรวจสอบสิทธิ
บัตรทอง ฯลฯ

2. ใหบริการตอบคําถาม ขอสงสัย เก่ียวกับโครงการสรางหลักประกันสุขภาพ
ถว นหนา (บัตรทอง)

3. รับเร่ืองรองเรียน และคุมครองสิทธิประโยชนใหประชาชนผูใชบริการ
รกั ษาพยาบาลในโครงการสรางหลกั ประกนั สขุ ภาพถวนหนา

4. รับขอเสนอแนะ เพอ่ื การพฒั นาระบบประกนั สุขภาพถว นหนา
สายดว นผบู ริโภคกบั อย. 1556 (สาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา)

1. ใหบ รกิ ารขอ มูลความรูเกี่ยวกับผลติ ภณั ฑสุขภาพดวยระบบตอบรบั อัตโนมตั ิ
2. ใหบ ริการสงขอมูลทางโทรสาร

81

3. รับแจงขอมูล และเรื่องรองเรียนเก่ียวกับ ผลิตภัณฑสุขภาพที่ไมปลอดภัย
(ผานเจา หนาที่ในเวลาราชการ และฝากขอความนอกเวลา ราชการ)

สายดวนมะเรง็ 1668 (สถาบันมะเรง็ แหง ชาติ กรมการแพทย)
ใหบริการขอมูลความรูเกี่ยวกับโรคมะเร็ง อาทิ โรคมะเร็งที่ควรรูจัก ความสัมพันธ
ระหวางอาหารกับโรคมะเร็ง ความสัมพันธระหวางสมุนไพรกับโรคมะเร็ง บุหรี่กับโรคมะเร็ง
ความรูสึกเกี่ยวกับโรคมะเรง็ และการรักษาโรคมะเร็ง การดูแลผปู วยโรคมะเรง็ ที่บาน ฯลฯ

82

กิจกรรมทายบทที่ 6

กิจกรรมท่ี 1 จงตอบคําถามตอ ไปนี้
1. อธบิ ายความหมายของยาปฏิชวี นะและยาสมนุ ไพร
2. วเิ คราะหผ ลกระทบจากความเช่ือที่ผดิ เกีย่ วกับการใชยา

กิจกรรมท่ี 2 จงเลือกคาํ ตอบที่ถกู ตอ งทีส่ ดุ เพียงคาํ ตอบเดียว
1. ขอใดกลา วถึงยาปฏชิ ีวนะไดถ ูกตอง

ก. ยาปฏิชีวนะเปนยาทใ่ี ชรักษาโรคตดิ เชื้อ
ข. ฝนเปนสารเสพติดชนดิ กระตุนประสาท
ค. ยากอ นอาหารตองกินกอนอาหาร 2 - 4 ชั่วโมง
ง. ยาหลังอาหาร กนิ ทันทเี มอื่ อ่ิมหรือไมเ กิน 15 นาที
2. เพราะเหตใุ ดเราจึงควรตอ งใชยาใหถกู กับเวลา เชน ยากอ นอาหารก็ควรรับประทาน
กอ นอาหารมใิ ชหลังอาหาร
ก. เพราะยาตรงตอ เวลา ไมชอบผดิ นัด
ข. เพราะยาแตละชนิดมีคณุ สมบตั จิ ําเพาะ
ค. ใครบอก ยากอ นอาหารกก็ นิ หลงั อาหารได
ง. เพราะถารับประทานยาผิดเวลาท่ีกําหนดไป ยาอาจหมดฤทธ์ิหรือไมมีผล

ในการรักษา
3. ขอใดเปนผลเสยี ของการซือ้ ยามาใชเอง

ก. เกิดการแพย า
ข. มีอาการดอ้ื ยา
ค. ทาํ ใหโ รคหายชา
ง. เกดิ อาการติดยา

83

บทท่ี 7
ผลกระทบจากสารเสพติด

สาระสําคญั
มีความรู ความเขาใจ สามารถวิเคราะหปญหา สาเหตุและผลกระทบจากการ

แพรระบาดของสารเสพติด มีสวนรว มในการปองกันสิ่งเสพติดในชุมชน และเผยแพรค วามรูดาน
กฎหมายท่ีเกี่ยวขอ งกบั สารเสพติดแกผอู ื่นได

ผลการเรียนรทู คี่ าดหวงั
1. วิเคราะหป ญ หา สาเหตุ และผลกระทบจากการแพรระบาดของสารเสพติดได
2. วิเคราะหผลกระทบของสารเสพติดที่มีตอตนเอง ครอบครัว ชุมชน และ

ประเทศชาตไิ ด
3. อธบิ ายแนวทางการปอ งกนั สารเสพตดิ ในชมุ ชนไดอยางเหมาะสม
4. มสี วนรวมในการรณรงคป องกันสารเสพติดในชมุ ชน
5. อธบิ ายสาระสาํ คญั ของกฎหมายทีเ่ ก่ียวขอ งกับสารเสพติดแกค รอบครัวและผูอน่ื ได

ขอบขา ยเนื้อหา
เรื่องที่ 1 การวิเคราะหปญหา สาเหตุ และผลกระทบจากการแพรระบาดของ

สารเสพติด
เรือ่ งที่ 2 การมีสวนรวมในการปอ งกนั สารเสพตดิ ในชุมชน
เรื่องที่ 3 กฎหมายทีเ่ ก่ียวของกบั สารเสพติด

84

เรื่องท่ี 1 การวิเคราะหปญ หา สาเหตุ และผลกระทบจากการแพรระบาดของสารเสพติด
ปจจุบันปญหาการแพรระบาดของสารเสพติดนับวารุนแรงมากย่ิงขึ้น โดยเฉพาะ

ในกลมุ เดก็ และเยาวชน จากสถติ ขิ องกระทรวงสาธารณสุข พบวา จํานวนผูเสพและผูติดยาเสพ
ติดในกลมุ เด็กในวยั เรยี น เพมิ่ มากข้ึนจนหนาเปนหวง ซ่ึงการที่เด็กวัยเรียนมีการใชสารเสพติด
ยอมสงผลกระทบตอสุขภาพ สติปญญา และสมาธิในการเรียนรูทําใหคุณภาพประชากรลดลง
เปน ปญหาตอ การพัฒนาประเทศ และการแขงขันในระดับโลกตอไปในอนาคต

1.1 สาเหตุของการติดสารเสพตดิ สรปุ ไดดังนี้
1.1.1 ดา นตัวบคุ คล ไดแ ก
- วัยของบุคคล พบวา ผูเสพยาสวนใหญจะเร่ิมตนในชวงอายุเขาสูวัยรุน

กาํ ลงั อยใู นวยั คะนอง อยากลอง อยากรู อยากเหน็ ในสงิ่ ทแ่ี ปลกใหม
- ความรู เจตคติ และความคิดเก่ียวกับสารเสพติด ความรุนแรง เชน เช่ือวา

การใชกําลังหรือใชคําพูดรุนแรงทําใหคนอื่นเชื่อฟง ทําตาม การตีลูกทําใหลูกไดดี ผูมีศักดิ์ศรี
ใครมาหยามตองตอสกู ันใหแพชนะ ฯลฯ

- ขาดทักษะท่ีจําเปนในการอยูรวมกับผูอื่น เชน ทักษะการสื่อสาร
การจัดการกับอารมณและความเครียด การจัดการกับความโกรธ การแสดงออกที่เหมาะสม
เปน ตน

- การใชยาเสพติดและเครื่องด่ืมแอลกอฮอล ทําใหคนขาดสติยับย้ัง ควบคุม
ตัวเองไมได

- เคยเห็นการกระทํารุนแรงหรือเคยเห็นเหยื่อกระทํารุนแรงเมื่อเกิด
อารมณโกรธทําใหกอ ความรนุ แรงไดงาย

1.1.2 ดานครอบครวั
- ขาดความรัก ความเขา ใจ และการสนับสนนุ จากครอบครัว
- เติบโตในบานที่ใชความรุนแรง ทําใหเห็นแบบอยาง และคิดวาความ

รุนแรงเปน เรือ่ งปกติในสงั คม
- การถกู ลงโทษและเปน เด็กที่เคยถูกทําราย
- มพี อแมหรอื พ่ีนอ งทีม่ พี ฤตกิ รรมเกยี่ วของกบั อาชญากรรม

1.1.3 ดานสภาพแวดลอ ม
- ความไมเ ทาเทยี มกนั ทางสงั คม เศรษฐกิจ สงั คมเมอื ง และความแออัด

ทาํ ใหคนแขงขนั สูง และเกดิ ความเครียด

85

- การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยางรวดเร็ว และมีการวางงานสูงในกลุม
ประชากรอายนุ อย

- อทิ ธพิ ลจากสื่อ เชน ภาพยนตร โทรทัศน หนังสือพิมพ ที่แสดงภาพความ
รุนแรงตางๆ

- มาตรฐานทางสังคมท่ีสนับสนุนพฤติกรรมความรุนแรง เชน การที่คนมี
พฤติกรรมความรนุ แรงไมไดร บั การลงโทษ ความรนุ แรงเปนเร่ืองปกติในสังคม

- อยใู นพื้นท่ที ส่ี ามารถหายาเสพติดไดง า ย
1.2 ผลกระทบของสารเสพติด

โทษและภัยอันเกิดจากการใชสารเสพติด นอกจากจะมีผลโดยตรง กอใหเกิด
ผลตอรางกายและจิตใจของผูเสพเองแลว ยังกอใหเกิดผลกระทบตอระบบครอบครัว ระบบ
สังคม และประเทศชาติ ดังน้ี

1.2.1 โทษและภยั ตอตัวผูเสพ ฤทธ์ขิ องสารเสพติดจะมีผลตอ ระบบประสาทและ
ระบบอวยั วะตา งๆ ของรางกาย ตลอดจนจติ ใจของผูท เี่ สพเสมอ ดงั นัน้ จะพบวา สุขภาพรางกาย
ของผูท่ีเสพยาจะทรุดโทรมท้ังรายกายและจิตใจ เชน มีรูปรางผอม ซูบซีด ผิวคลํ้า ไมมีแรง
ออนเพลียงาย สมองเส่ือมและความจําสับสน เปนโรคติดเชื้ออ่ืน ๆ ไดงาย ไมสนใจตนเอง
ไมส นใจการงานหรือการเรยี น และผูเสพบางรายอาจประสบอุบัติเหตุถึงขั้นพิการ เชน พลัดตก
จากที่สูงขณะทํางาน หกลม อันเน่ืองมาจากฤทธ์ิของยาเสพติดที่มีผลตอระบบประสาทและ
สมอง

1.2.2 โทษและภัยตอครอบครัว การติดสารเสพติดนอกจากจะทําใหเสื่อมเสีย
ชือ่ เสยี งของตนเองและครอบครัวแลว ยังทําใหผูเสพกลายเปนบุคคลท่ีขาดความรับผิดชอบตอ
ครอบครัวไมหว งใยดูแลครอบครัว ทําใหครอบครัวขาดความอบอุน ตองสูญเสียเศรษฐกิจและ
รายไดของครอบครัว เนื่องจากตองนาํ เงนิ มาซอ้ื สารเสพติด บางรายอาจตองสูญเสียเงินจํานวน
ไมนอ ยเพื่อรักษาตนเองจากโรครายแรงตาง ๆ อันเกิดจากการใชสารเสพติด กลายเปนภาระ
ของครอบครัวในทสี่ ดุ อกี ทั้งนาํ ไปสูป ญหาครอบครัวเกิดการทะเลาะวิวาทกันบอย ๆ เกิดความ
แตกแยกภายในครอบครวั เปนตน

1.2.3 โทษและภยั ตอสงั คมและเศรษฐกิจ ผูที่เสพสารเสพติด นอกจากจะเปนผูท่ี
มีความรสู กึ วา ตนเองดอ ยโอกาสทางสงั คมแลว ยังอาจมีความคิดหรือพฤติกรรมท่ีนําไปสูปญหา
สังคมสวนรวมได เชน กอ ใหเกดิ ปญหาอาชญากรรม ปญ หาอุบัติเหตุ และปญ หาโรคเอดส

86

เปนตน นับวาเปนการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีคา ตลอดจนทรัพยสินของตนเองและ
สวนรวมอยา งไรประโยชน ทําใหเปนภาระของสังคมสวนรวม ในการจัดสรรบุคลากร แรงงาน
และงบประมาณในการปราบปรามและบาํ บัดรักษาผตู ดิ สารเสพติด

1.2.4 โทษและภยั ตอประเทศชาติ ผูท่เี สพสารเสพติดอาจกลาวไดวาเปนผูที่บอน
ทําลายเศรษฐกจิ และความมนั่ คงของชาติ เน่ืองจากผูท่ีเสพสารเสพติดทําใหรัฐบาลตองสูญเสีย
กําลังคนและงบประมาณแผนดินจาํ นวนมหาศาล เพื่อใชจา ยในการปราบปรามและบําบัดรักษา
ผตู ิดสารเสพติด เกิดความไมสงบสขุ ของบานเมอื ง ทําใหเ ศรษฐกิจทรุด บ่ันทอนความม่ันคงของ
ประเทศชาติ ตองสญู เสียกําลงั สาํ คัญของชาตอิ ยา งนา เสียดาย โดยเฉพาะถาผูที่เสพสารเสพติด
เปน เยาวชน

เรื่องที่ 2 แนวทางการปอ งกันการแพรร ะบาดของสารเสพตดิ
ปญหายาเสพติดเกิดขึ้นไดเพราะมีสถานการณสองอยางประกอบกัน คือ มีผูตองการ

ใชยาอยูในสังคม กับมียาเพื่อตอบสนองความตองการของผูใช ซึ่งองคประกอบท้ังสองน้ี
ตางฝายตางสงเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันแบบลูกโซ ดังนั้น การแกไขปญหายาเสพติด
จึงตองดําเนินการกับองคประกอบทั้งสองอยางไปพรอม ๆ กัน คือ จะตองลดปริมาณ
ความตอ งการยาเสพตดิ ลง ในขณะเดยี วกนั กจ็ ะตองลดปรมิ าณของยาเสพตดิ ในตลาดดว ย
การปอ งกันพฤติกรรมการใชยาของมนษุ ยท่เี กิดจากการคิดพ่ึงยาและหวังผลจากฤทธ์ิยา
ซึ่งบุคคลในขายที่ตองปองกันไมใหทําพฤติกรรมใชยาเสพติดอาจแบงออกเปน 3 กลุมดวยกัน
คอื กลมุ ที่ยงั ไมเ คยใชย า และยังไมเริ่มใชยา กลุมท่ีเคยใชยา และกลุมท่ีใชยาเปนประจําหรือติด
ยาทีผ่ านการบาํ บัดรักษาและเลิกใชยาตดิ ยามาแลว

การมีสวนรวมในการรณรงคการปองกันการสารเสพติดในชุมชน ไดแก
1. การปอ งกันในวงกวา ง เปนการปองกันโดยเนนเปาหมายที่สังคมโดยท่ัวไป
มุงสรางสังคมใหตระหนักถึงพิษและภัยของยา ลดความตองการของสังคม และลดการ
ตอบสนองของยาเสพตดิ ซึ่งการดําเนินงานมีหลายรูปแบบ เชน การพัฒนาสุขภาพ การสราง
เสริมศีลธรรม การใชกฎหมาย การพัฒนาสังคม ฯลฯ กลวิธีของการปองกันใน แนวกวาง
ไดแก

1.1 การใหการศึกษาในการถายทอดความรู เพื่อใหเกิดการเรียนรูทักษะและ
ประสบการณในการสรา งคุณภาพชวี ิตและการไมพึ่งพายาเสพติด โดยเนนถึงการพัฒนาตนเอง
และจติ ใจใหม ีความเชอื่ ม่ันวา ตนเองมีคณุ คา สรางสุขนสิ ัย และฝกทักษะในการประกอบอาชพี

87

1.2 การใหขอมูลและขาวสาร เปนการใหขอมูลและขาวสารที่ถูกตองของ
ปญหายาเสพติด เพ่ือใหชุมชนไดวิเคราะห เลือกขอมูลและตัดสินใจดวยตนเอง
ในการนําไปใชใหเกดิ ประโยชนต อตนเอง

1.3 การจัดกจิ กรรมทางเลือก เพ่ือเปนทางเลือกในการใชเวลาชวยเบ่ียงเบน
ความสนใจจากพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม

2. การปองกันในวงแคบ มุง เนน เฉพาะบุคคลบางกลุม หรือชุมชน บางแหงท่ี
เสี่ยงตอปญหาการเสพติด ไดแ ก

2.1 การฝกอบรม เปนการฝกอบรมแกกลุมแกนนําและกลุมประชาชนใหมี
ความรู ดานการปองกันการเสพติด การใชยาในทางที่ถูก โดยมีจุดประสงคใหกลุมแกนนํา
ประยุกตค วามรนู ั้นไปปฏิบัติในชมุ ชนใหส อดคลองกับสภาพของทองถ่ิน สวนกลุมประชาชนนั้น
ใหม คี วามรูและมพี ฤติกรรมตอตา นการเสพตดิ โดยตรง

2.2 การรณรงค เปนการเผยแพรขาวสารโดยการระดมสื่อตาง ๆ ภายใต
ขอบเขตทกี่ าํ หนดไว ใหประชาชนเกิดการตื่นตวั ตระหนักถึงปญหาและเขามามีสวนรวมในการ
แกปญหา

2.3 การปฏิบัติการทางสังคม เปนวิธีการที่หวังผลของการเปลี่ยนแปลง
อยางรวดเรว็ เชน ขจดั แหลง ม่วั สมุ กวาดลา งแหลงผลิต ฯลฯ

3. การปองกนั กรณีพเิ ศษ เปนการปองกันท่ีเนนในวงแคบท่ีสุดโดยเปาหมายอยูที่
ผูคา ผูติดยาเสพตดิ หรือผูท ่มี ีความเสี่ยงสงู และครอบครัว ไดแ ก

3.1 การวิเคราะหปญหา เพื่อใหผูติดยาไดทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมและ
ปญ หาของตนในการติดยา

3.2 การใหคาํ ปรกึ ษาแนะนาํ เปน การใหแนวทางปฏิบัติสําหรับเลือกปฏิบัติ
ในกรณที ่ีเกิดปญ หาเพอ่ื หลกี เลีย่ งการใชยาเสพติด

3.3 การใหคําปรกึ ษาแกครอบครวั เพือ่ ลดความกดดันในครอบครัว และให
แนวปฏิบตั แิ กค รอบครัวของผูติดยาเสพติดหรอื ผทู ม่ี ีความเสีย่ งสงู

3.4 การใหสุขศึกษา เปนการใหความรูเร่ืองยาและสุขภาพอยางถูกตอง
เพ่อื ปองกันการกลับไปใชยาในทางทผี่ ดิ อีก

3.5 การใหกําลังใจ เพ่ือเพิ่มกําลังใจใหแกผูติดยาในขณะที่กําลังเผชิญ
ปญหาทอี่ าจนําไปใชในทางทีผ่ ิดอีก

88

3.6 การฝกอาชีพ เพื่อเปน แนวทางในการดํารงชีวิตตามความสามารถและ
ความถนดั ของตนเปน การลดความกดดนั ดา นเศรษฐกิจ และใชเวลาวา งใหเ ปน ประโยชน

กลวิธีทุกอยางสามารถนําไปปฏิบัติพรอมๆ กันไดหลายกลวิธีไมวาจะเปน
การปองกันในระดับไหน หรือมีวัตถุประสงคเพื่อปองกันมิใหเกิดการใชยาในทางที่ผิด หรือ
ปอ งกันการตดิ ซ้าํ ซ่ึงเปนหัวใจสําคญั ของการปองกันและแกปญหาการติดสารเสพติด ทุกฝายท่ี
เก่ยี วขอ งควรเขา มามีสวนรว มดาํ เนินการอยา งจริงจัง

เรื่องที่ 3 กฎหมายท่เี กยี่ วขอ งกบั สารเสพติด
3.1 ประเภทของยาเสพติดใหโทษ ตามกฎหมายไดแบงประเภทของยาเสพติดใหโทษ

แบง ออกเปน 5 ประเภท คือ
3.1.1 ประเภท 1 ยาเสพตดิ ใหโ ทษชนดิ รายแรง เชน เฮโรอีน ฝน เปนตน หามมิให

ผูใด ผลติ จาํ หนาย นําเขา สงออก หรือมีไวในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดใหโทษประเภท 1 เวน
แตเพื่อประโยชนทางราชการตามท่ี รมต.ฯ อนุญาตเปนหนังสือเฉพาะราย ผูฝาฝนระวางโทษ
ตั้งแต 1 ปถ ึงประหารชีวติ แลวแตจ าํ นวนยาเสพตดิ ท่ีจําหนา ยหรอื มีไวในครอบครอง

3.1.2 ประเภท 2 ยาเสพติดใหโทษทั่วไป เชน มอรฟน กฎหมายหามมิใหผูใดผลิต
นําเขา หรือสง ออก ซ่งึ ยาเสพติดใหโทษประเภท 2 แตสามารถจําหนายหรือมีไวในครอบครอง
ไดเ มื่อไดรับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผูซ่ึงไดรับมอบหมายหรือ
สาธารณสุขจังหวัด สําหรับการมีไวในครอบครองที่ไมเกินจํานวนที่จําเปนสําหรับใชรักษาโรค
เฉพาะตัว โดยมหี นงั สอื รบั รองของผปู ระกอบวิชาชีพเวชกรรมไมตองขออนุญาต ผูฝาฝนระวาง
โทษจําคกุ ไมเ กนิ 5 ป ถึงจําคกุ ตลอดชีวติ แลว แตค วามหนักเบาของความผดิ

3.1.3 ประเภท 3 ยาเสพติดใหโทษท่ีมียาเสพติดประเภท 2 เปนสวนผสมอยู
ดวย เชน ยาแกไอผสมโคเคอนี เปนตน กฎหมายหามมิใหผูใดผลิต นําเขา หรือสงออก ซึ่งยา
เสพตดิ ใหโ ทษประเภท 3 เวน แตไ ดรบั อนญุ าต ซ่ึงตอ งเปนรานคาท่ไี ดรับอนุญาตใหผลิต ขายนํา
หรือสงเขาในราชอาณาจักรประเภทยาแผนปจจุบันและมีเภสัชกรประจําตลอดเวลาที่เปดทํา
การ ผฝู า ฝน ระวางโทษจาํ คกุ ไมเกิน 1 ป ถึงจําคุกไมเ กิน 3 ป

3.1.3 ประเภท 4 สารเคมีท่ีใชในการผลิตยาเสพติดใหโทษประเภท 1 หรือ
ประเภท 2 กฎหมายหา มมใิ หผ ูใดผลิต นําเขา หรือสงออกหรือมีไวในครอบครอง ซึ่งยาเสพติด
ใหโ ทษประเภท 4 เวนแตร ัฐมนตรีอนญุ าต ผูฝาฝนระวางโทษจาํ คุกตงั้ แต 1 ป – 10 ป

89

3.1.3 ประเภท 5 ยาเสพติดใหโทษที่มิไดเขาอยูในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เชน
กัญชา พืชกระทอม เปนตน กฎหมายมิใหผูใดผลิต จําหนาย นําเขา สงออก หรือมีไวใน
ครอบครอง ซ่ึงยาเสพติดใหโทษประเภท 5 เวนแตรัฐมนตรีอนุญาต ผูฝาฝนระวางโทษจําคุก
ตงั้ แต 2 ป – 15 ป

3.2 บทลงโทษเก่ยี วกบั สารระเหย
ตามพระราชกําหนดปองกันการใชสารระเหย พ.ศ. 2533 กําหนดมาตรการควบคุม
ไมใหนําสารระเหยมาใชในทางที่ผิดไวหลายประการและกําหนดใหผูฝาฝนไมปฏิบัติตาม
มาตรการดงั กลาว มีความผิดและตองรบั โทษ ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดงั นี้

3.2.1 กําหนดใหผูผลิต ผูนําเขา หรือผูขายสารระเหย ตองจัดใหมีภาพหรือ
ขอ ความทภ่ี าชนะบรรจหุ รอื หบี หอ บรรจสุ ารระเหย เพ่ือเปนการเตือนใหระวังการใชสารระเหย
ดงั กลา ว ผฝู าฝน ตองรับโทษจาํ คกุ ไมเกนิ สองปหรอื ปรบั ไมเ กนิ สองหม่นื บาท หรือทง้ั จาํ ทั้งปรบั

3.2.2 หามไมใหผูใดขายสารระเหยแกผูท่ีมีอายุต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณ เวนแต
เปน การขายโดยสถานศกึ ษาเพ่ือใชในการเรียนการสอน ผูฝาฝนตองรับโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป
หรือปรบั ไมเกินหนึง่ หมื่นบาท หรือท้ังจําทั้งปรับ

3.2.3 หามไมใ หผ ใู ดขาย จัดหา หรอื ใหสารระเหยแกผูอ่ืนซึ่งตนรูหรือควรรูวาเปน
ผตู ดิ สารระเหย ผฝู า ฝน ตอ งรบั โทษจําคุกไมเ กินสองป หรือปรับไมเกินสองหม่ืนบาท หรือท้ังจํา
ท้งั ปรบั

3.2.4 หา มไมใ หผใู ดจงู ใจ ชักนํา ยุยงสงเสริม หรือใชอุบายหลอกลวงใหบุคคลอื่น
ใชสารระเหย บาํ บัดความตองการของรา งกายหรือจิตใจ ผูฝาฝนตองรับโทษจําคุกไมเกินสองป
หรือปรบั ไมเกนิ สองหม่นื บาท หรือทง้ั จาํ ท้งั ปรับ

3.2.5 หามไมใหผูใดใชสารระเหยบําบัดความตองการของรางกายหรือ จิตใจ
ไมวาโดยวิธสี ูดดมวธิ อี ่ืนใด ผูฝาฝนตองรับโทษจําคุกไมเกินสองปหรือปรับไมเกินสองหม่ืนบาท
หรือทั้งจําท้ังปรับ การเสพติดสารระเหย นอกจากจะเปนโทษตอรางกายแลว ยังเปนการ
กระทําทีผ่ ดิ กฎหมายดวย

กฎหมายท่เี กยี่ วขอ งกบั ยาเสพติด ท่ีมีการออกพระราชบัญญัติและระเบียบตางๆ ใชกัน
อยใู นปจ จุบันมีหลายฉบบั ซ่งึ สามารถจดั เปน กลมุ ๆ ได คือ

3.3.1. กฎหมายทีเ่ กี่ยวกับตวั ยา ไดแก
1) พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโทษ พ.ศ. 2522

90

2) พระราชบญั ญัตยิ าเสพติดใหโ ทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
3) พระราชบญั ญตั วิ ัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ. 2528 แกไขเพิ่มเติม
พ.ศ. 2535
4) พระราชกาํ หนดปอ งกนั การใชส ารระเหย พ.ศ. 2533
5) พระราชบญั ญัตคิ วบคุมโภคภณั ฑ พ.ศ. 2495
3.3.2. กฎหมายทีเ่ กี่ยวกับมาตรการ ไดแก
1) พระราชบญั ญัติปอ งกนั และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519
2) พระราชบญั ญัติปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2545
3) พระราชบญั ญตั ิฟน ฟสู มรรถภาพผูต ิดยาเสพตดิ พ.ศ.2545
ประชาชน นักเรียน นกั ศึกษาจงึ ควรศึกษาทําความเขาใจถึงขอกําหนดการกระทําผิดและ
บทลงโทษท่ีเกี่ยวกบั ยาเสพตดิ เพอื่ หลกี เล่ียงการกระทาํ ผิดพรอมท้ังควรแนะนําเผยแพรความรู
ดังกลาว แกเพ่ือน สมาชิกในครอบครัว และประชาชนในชุมชนใหตระหนักถึงโทษภัยของยา
เสพตดิ รวมทง้ั รวมกันรณรงคปองกันการแพรระบาดสเู ดก็ และเยาวชนในชมุ ชน ตอไป
ท้ังนี้ การกระทาํ ความผดิ เกี่ยวกับยาเสพติดไมวาจะกระทําในหรือนอกประเทศตองรับ
โทษในประเทศ ซึง่ ถารับโทษจากตา งประเทศมาแลว ศาลอาจลดหยอนโทษใหตามสมควรและ
ตามท่ีกลาวไวในตอนตนถึงความจริงจังในการปองกันและปราบปรามยาเสพติด จึงมีการ
กําหนดใหก ารกระทําบางอยา งตอ งรับโทษหนักกวากฎหมายอื่น เชน กําหนดโทษใหผูพยายาม
กระทาํ ความผดิ ตองระวางโทษเสมือนกระทําความผิดสําเร็จ ซึ่งตามกฎหมายอาญาผูพยายาม
กระทาํ ความผิดจะรบั โทษเพียง 2 ใน 3 ของโทษมีกําหนดสําหรบั ความผิดนัน้ เทา นนั้ นอกจากน้ี
ผูสนับสนุน ชวยเหลือ ใหความสะดวกผูกระทําความผิด ตองระวางโทษเชนเดียวกับผูกระทํา
ความผิด และทรพั ยสนิ ทไี่ ดม าจากการกระทาํ ความผดิ จะตอ ง ถูกศาลส่ังริบ นอกจากพิสูจนได
วาทรัพยสินน้ันไมเก่ียวของกับการกระทําความผิด และในเร่ืองการสืบทราบ การกระทําผิด
เจาหนาท่ีมีอํานาจเรียกบุคคลใดใหถอยคําสงบัญชีเอกสารหรือหลักฐานใด ๆ ประกอบการ
พิจารณาและมีอํานาจเขาไปในเคหสถานเม่ือตรวจคนหลักฐานในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยวามี
การกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติด เมื่อตรวจสอบและพบหลักฐานการกระทําความผิด
เก่ียวกับยาเสพติดเจาหนาที่มีอํานาจจับกุมและสอบสวนผูกระทําผิดและทําสํานวนฟองศาล
ตอไปตามกระบวนพิจารณาของศาลซ่ึงโทษที่จะไดรับสําหรับผูกระทําความผิดจะเปนโทษที่
หนักเน่ืองจากความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเปนความผิดรายแรงที่แตละชาติไดใหความสําคัญ
ตามทกี่ ลา วไวใ นขา งตน

91

กจิ กรรมทายบทที่ 7

กจิ กรรมที่ 1 จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
1. ใหผเู รียนอธบิ ายผลกระทบและการแพรระบาดของสารเสพตดิ ทม่ี ตี อตนเอง ครอบครัว
ชมุ ชนและประเทศชาติ
2. ใหผ ูเ รยี นบอกแนวทางการปอ งกนั สารเสพตดิ ในชุมชน
3. ผเู รยี นมสี วนรว มในการรณรงคป องกนั สารเสพตดิ ในชมุ ชนอยา งไร

กจิ กรรมที่ 2 จงเลอื กคาํ ตอบทีถ่ กู ตอ งทีส่ ดุ เพียงคาํ ตอบเดียว

1. ขอ ใดเปน สาเหตุที่ทาํ ใหวยั รนุ ติดส่งิ เสพติดนอยทส่ี ดุ .

ก. อิทธิพลจากพอแม ค. คานิยมในหมวู ัยรุน

ข. อยากรอู ยากลอง ง. ความเชือ่ ที่ผดิ

2. เหตใุ ดผูตดิ ยาเสพตดิ จงึ มักกออาชญากรรม

ก. ประชดตัวเอง ค. ไมส ามารถควบคุมสตไิ ด

ข. ตอ งการเงนิ ไปซอื้ ยา ง. ไมพอใจสง่ิ แวดลอ มตัวเอง

3. โรงพยาบาลใดท่รี บั ผดิ ชอบผตู ิดสงิ่ เสพติด

ก. โรงพยาบาลสงฆ ข. โรงพยาบาลธัญญารกั ษ

ค. โรงพยาบาลพระประแดง ง. โรงพยาบาลบาํ ราศนราดรู

92

บทที่ 8
ทกั ษะชวี ติ เพอื่ สขุ ภาพจติ

สาระสําคญั
มีความรู ความเขาใจ เก่ียวกับความสําคัญของทักษะชีวิตทั้ง 10 ประการ และสามารถนํา

ความรูไปประยุกตใ ชใ นชีวิตประจําวันในการทํางาน การแกปญหาชีวิตครอบครัวของตนเองได
อยา งเหมาะสม ตลอดจนสามารถนํากระบวนการทักษะชีวิตไปใชในการแกปญหาแกครอบครัว
ผูอื่นได

ผลการเรียนรูทค่ี าดหวัง
1. อธบิ ายความหมาย ความสําคญั ของทักษะชีวิตไดทั้ง 10 ประการ
2. อธบิ ายทักษะชวี ิตท่ีจาํ เปน ไดอ ยา งนอย 3 ประการ
3. นําทักษะชีวิตไปประยุกตใชในการปรับตัวและแกปญหาชีวิตครอบครัวได

อยา งเหมาะสม
4. แนะนาํ กระบวนการทกั ษะชีวิตในการแกปญ หาแกครอบครัว เพือ่ น และผูอ ื่นได

ขอบขายเนือ้ หา
เรือ่ งที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญของทักษะชวี ิต 10 ประการ
เรือ่ งที่ 2 ทกั ษะชวี ิตท่จี าํ เปน 3 ประการ
- ทกั ษะการตระหนักรูในตน
- ทักษะการจัดการกับอารมณ
- ทักษะการจดั การกบั ความเครียด
เรื่องท่ี 3 การประยุกตใ ชทักษะชวี ติ ในการทํางาน การปรับตัวและการแกปญ หาชวี ิต
เรื่องที่ 4 การแนะนํากระบวนการทักษะชีวิตในการแกป ญหากบั ผูอ่นื

93

เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของทกั ษะชวี ติ 10 ประการ
ทักษะชีวิตจะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรมและสถานท่ี อยางไรก็ตาม มีทักษะ

ชีวติ อยกู ลมุ หนึง่ ท่ีถอื เปน หวั ใจสําคัญทีท่ กุ คนควรมี โดยองคการอนามัยโลกไดกาํ หนดไวดังนี้
1.1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making) เปนความสามารถในการตัดสินใจ

เกี่ยวกับเรื่องราวตาง ๆ ในชีวิตไดอยางมีระบบ เชน ถาบุคคลสามารถตัดสินใจเก่ียวกับการ
กระทําของตนเองท่ีเก่ียวกับพฤติกรรมดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมิน
ทางเลอื กและผลท่ไี ดจากการตดั สนิ ใจเลือกทางทีถ่ ูกตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอการมสี ขุ ภาพที่ดี
ทั้งรา งกายและจติ ใจ

1.2. ทกั ษะการแกปญหา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจัดการกับ
ปญหาทเี่ กิดข้ึนในชีวติ ไดอ ยา งมีระบบไมเ กดิ ความเครียดทางกายและจิตใจ จนอาจลุกลามเปน
ปญ หาใหญโ ตเกินแกไข

1.3. ทกั ษะการคิดสรางสรรค (Creative Thinking) เปนความสามารถในการคิดที่
จะเปน สว นชว ยในการตดั สนิ ใจและแกไขปญหาโดยการคดิ สรา งสรรค เพ่อื คนหาทางเลือกตางๆ
รวมทั้งผลท่ีจะเกิดขึ้นในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชใน
ชวี ิตประจาํ วนั ไดอยางเหมาะสม

1.4. ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เปนความสามารถใน
การคดิ วเิ คราะหข อ มูลตางๆ และประเมินปญหาหรือสถานการณท่ีอยูรอบตัวเราท่ีมีผลตอการ
ดาํ เนนิ ชวี ติ

1.5. ทักษะการส่ือสารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective Communication)
เปนความสามารถในการใชคําพูด และทาทางเพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองได
อยางเหมาะสมกับวฒั นธรรม และสถานการณต า ง ๆ

1.6. ทักษะการสรา งสมั พันธภาพระหวางบคุ คล (Interpersonal Relationship)
เปนความสามารถในการสรางความสัมพันธท่ีดีระหวางกันและกัน และสามารถรักษา
สัมพันธภาพไวไดย นื ยาว

1.7. ทกั ษะการตระหนักรูในตน (Self-Awareness) เปนความสามารถในการคนหา
รูจักและเขาใจตนเอง เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการและส่ิงท่ีไมตองการของ
ตนเองซึ่งจะชวยใหเรารูตัวเองเวลาเผชิญกับความเครียด หรือสถานการณตาง ๆ และทักษะน้ียัง
เปน พนื้ ฐานของการพัฒนาทักษะอื่น ๆ เชน การส่ือสาร การสรางสัมพันธภาพ การตัดสินใจ ความเห็น
อกเห็นใจผอู นื่ เปนตน


Click to View FlipBook Version