The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทช31002 สุขศึกษา พลศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wuttikit.kot, 2022-06-14 11:13:53

ทช31002 สุขศึกษา พลศึกษา

ทช31002 สุขศึกษา พลศึกษา

94

1.8. ทักษะการเขาใจและเห็นใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขา
ใจความเหมอื นหรอื ความแตกตางระหวางบคุ คล ในดานความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา
ศาสนา ความเช่ือ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอ่ืนท่ีตางจากเรา เกิดการชวยเหลือ
บคุ คลอ่นื ทีไ่ ดร บั ความเดอื ดรอ น เชน ผตู ดิ ยาเสพตดิ ผตู ิดเชอ้ื เอดส เปนตน

1.9. ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with Emotion) เปนความสามารถในการรับรู
อารมณข องตนเองและผอู ืน่ รูว าอารมณมผี ลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับ
อารมณโกรธและความเศรา โศกที่สง ผลทางลบตอ รางกายและจติ ใจไดอ ยางเหมาะสม

1.10. ทกั ษะการจดั การกับความเครยี ด (Coping with Stress) เปนความสามารถในการรับรู
ถึงสาเหตุของความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับ
ความเครียด เพ่ือใหเกิดการเบ่ียงเบนพฤติกรรมไปในทางท่ีถูกตองเหมาะสมและไมเกิดปญหา
ดานสุขภาพ

เรอื่ งท่ี 2 ทกั ษะชีวติ ทีจ่ ําเปน 3 ประการ
2.1 ทักษะการตระหนักในตน
การรูจักตนเองนับเปนพ้นื ฐานสําคญั ทีเ่ ราควรเรียนรูเปน อันดับแรก

สุดในชีวิต เนื่องจากการรูจักตนเองจะนําไปสูการมีเปาหมายท่ีชัดเจนในการดําเนินชีวิต
เน่ืองจากรูว าตนมคี วามถนดั ความชอบ และความสามารถในดานใด ดังน้ัน จึงรูวาตนควรจะเรียน
อะไร ประกอบอาชพี อะไร ควรแสวงหาความรอู ะไรเพ่มิ เตมิ

การรจู กั วธิ ีเฉพาะตวั ท่ตี นถนัดในการพฒั นาทกั ษะการเรียนรใู นดานตาง ๆ
ของตนเองใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ เชน รูเทคนิคการเรียนหนังสือของตนวาควรใชวิธีใด
จึงประสบผลสําเร็จ รูตัววาความจําไมดี จึงตองใชวิธีจดอยางละเอียด และทบทวนบทเรียน
อยา งสม่ําเสมอ เปน ตน

การพฒั นาทกั ษะการแกไ ขปญหาท่เี กิดข้ึนในชีวติ อยา งมีประสิทธิภาพ เนื่องจากรู
วาปญหานั้นมีสาเหตุมาจากตนหรือไม และรูวาตนเองควรปรับอารมณเชนใด เมื่อยามเผชิญ
ปญ หาและควรหาวิธีการใดทีเ่ หมาะสําหรับตนเองมากที่สุดในการแกปญ หาใหลลุ วงไปไดด วยดี

การคนพบความสุขที่แทจริงในส่ิงที่ตนเลือกทํา เนื่องจากรูวาอะไรท่ีทําแลวจะ
ทําใหต นเองมีความสุขได นําไปสูการเรียนรูและเขาใจผูอื่นไดมากยิ่งข้ึน อันเปนการลดปญหา
ความขัดแยงและนําไปสูมิตรภาพท่ีดีตามมาตรงกันขามกับผูที่ไมรูจักตนเอง ซึ่งมัก ใชชีวิตโดย
ปลอยไปตามกระแสสงั คม เลียนแบบ ทาํ ตามคนรอบขา ง โดยขาดจุดยนื ท่ชี ัดเจน สุดทายเขาจึงไม

95

สามารถพบกบั ความสุขที่แทจริงในชวี ติ ได และนาํ ไปสปู ญ หามากมายตามมา คนท่ไี มร ูจักตนเอง
ยามเมื่อตองเผชิญหนากับปญหา โดยมากแลวมักจะไมดูวาปญหาที่เกิดขึ้นน้ันมาจากตนเอง
หรือไม แตม ักโทษเหตกุ ารณหรือโทษผูอื่นเอาไวกอน จึงเปนการยากที่จะแกปญหาใหลุลวงไป
ไดด ว ยดี

การฝกฝนทักษะการรูจักตนเองจึงควรเริ่มต้ังแตวัยเยาว โดยพอแมเปนบุคคล
สาํ คญั แรกสดุ ในการชว ยลกู คนหาตนเอง โดยเร่ิมจากเปดโอกาสที่หลากหลาย พอแมควรสราง
โอกาสที่หลากหลายในการใหล ูกไดเรียนรูทดลองในส่ิงตางๆ ใหมากที่สุด เชน การทํางานบาน
กจิ กรรมตางๆ ทล่ี ูกสนใจ โดยพอแมทําหนาทีเ่ ปนผูสนับสนุน อํานวยความสะดวกในการใหลูก
ไดเ รยี นรจู ากประสบการณตางๆ การทํางานอาสาสมคั รตา งๆ การเขาคา ยอาสาพฒั นา การเขา
คา ยกฬี า ไมใ ชต ามใจลูกทุกเรือ่ ง ควรใหอิสระในความคดิ และการตัดสนิ ใจบา ง

การเรยี นรูจ กั ตนเองอยา งถองแท นับเปน กระบวนการเรียนรูที่สําคัญมากยิ่งกวา
การเรียนรใู ดๆ การเรียนรูจ ักตนเองเปนกระบวนการเรียนรูระยะยาวตลอดท้ังชีวิต อันนํามาซึ่ง
ความสขุ และเปน รากฐานของความสําเร็จในชีวิต โดยพอแมเปนบุคคลสําคัญ ผูเปดโอกาสให
ลูกไดรูจักตนเอง และเปนกระจกบานแรกท่ีสะทอนใหลูกไดเห็นอยางถูกตองวาตัวตนท่ีแทจริง
ของเขานน้ั เปน เชน ไร

2.2. ทกั ษะการจดั การกบั อารมณ
อารมณ คือ สภาวะของรางกายซึ่งถูกยั่วยุ จนเกิดมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ

วทิ ยาหลาย ๆ อยา ง เชน ใจสัน่ ชพี จรตนเร็ว การหายใจเร็วและแรงข้นึ หนาแดง เปนตน ในอีก
ทัศนะหนึ่ง อารมณ คือความรูสึก ซ่ึงเกิดข้ึนเพียงบางสวนจากสภาวะของรางกายที่ถูกยั่วยุ
อาจเปนความรูสึกพอใจหรือไมพอใจก็ได อามรณยังเปนส่ิงที่คนเราแสดงออกมาดวยน้ําเสียง
คาํ พดู สหี นา หรอื ทา ทาง

วิธจี ัดการกับอารมณ
1. มองโลกในแงดี เมอื่ เรามีความคิดท่ีทําใหซึมเศรา เชน “ฉันทําวิชาเลขไมได” ใหคิด
ใหมวา “ถาฉันไดรับความชวยเหลือที่ถูกตองฉันก็จะทําได” แลวไปหาครู ครูพิเศษ หรือให
เพอื่ นชวยติวให
2. หาสมดุ บนั ทกึ สกั เลมไวเ ขียนกอนเขานอนทกุ วัน ในสมุดบนั ทึกเลมนี้ หามเขียนเรื่อง
ไมดี จงเขียนแตเร่ืองดี ๆ ท่ีเกิดขึ้นในวันนั้น ตอนแรกอาจจะยากหนอย แตใหเขียน เชน มีคน
แปลกหนายิ้มให ถา ไดลองต้งั ใจทํามันจะเปลยี่ นความคิดใหเรามองหาแตเ ร่ืองดๆี จากการศึกษา
พบวา คนท่ีคิดฆาตวั ตายมีอาการดขี ึ้นหลังจากเร่มิ เขียนบันทกึ เร่ืองดี ๆ ไดเ พยี งสองสัปดาห

96

3. ใชเ วลาอยูกบั คนทีท่ าํ ใหเราหัวเราะได
4. ใสใจกับความรูสึกของตนเองในเวลาแตละชวงวัน การตระหนักรูถึงอารมณของ
ตัวเองจะทําใหเ ราจับคูงานทีเ่ ราตองทาํ กบั ระดบั พลังงานในตวั ไดอ ยา งเหมาะสม เชน ถา เรารูสึก
ดีท่ีสุดตอนเชา แสดงวาตอนเชา คือ เวลาจัดการกับงานเครียด ๆ เชน ไปเจอเพ่ือนท่ีทําราย
จติ ใจเรา หรือคยุ กบั ครูทีเ่ ราคิดวาใหเกรดเราผิด ถาปกติเราหมดแรง ตอนบายใหเก็บเวลาชวง
น้นั เอาไวทํากิจกรรมทไ่ี มตอ งใชพ ลังทางอารมณมาก เชน อานหนังสือหรืออยูกับเพ่ือน อยาทํา
อะไรเครยี ดๆ เวลาเหนอ่ื ยหรือเครยี ด
5. สังเกตอารมณตวั เองในเวลาชวงตา ง ๆ ของเดอื น ผหู ญงิ บางคนพบวา ชวงเวลาท่ี
ตัวเองอารมณไมดีสมั พันธก บั รอบเดือน
6. ออกกาํ ลังกาย การออกกําลังกายชวยใหเราแข็งแรงทั้งรางกายและจิตใจ การออก
กําลังกายอยางนอ ยแควันละ 20 นาที สามารถทําใหรูสึกสงบและมีความสุขได การออกกําลัง
กายจะชวยเพ่ิมการผลติ เอนดอรฟ น ของรางกายดวย ท่ที ําใหเ กิดความรูสึกดีและมีความสุขตาม
ธรรมชาติ โดยไมตองพ่งึ ยาเสพตดิ
7. รจู ักไตรต รอง แยกแยะ
8. ฟง เพลง งานวิจยั ชนิ้ หนง่ึ พบวา จงั หวะของเสยี งเพลงชวยจดั ระเบยี บความคิดและ
ความรสู กึ มนั่ คงภายในจิตใจ และชว ยลดความตงึ เครียดของกลา มเน้ือ
9. โทรหาเพ่อื น การขอความชวยเหลือทําใหค นเรารสู ึกผูกพนั กับคนอน่ื และรสู ึกโดด
เดีย่ วนอยลง
10. การโอบกอดชวยใหรางกายหล่ังฮอรโมนที่ทําใหร ูสึกดีออกมา ซ่ึงจะชวยใหเรารบั มือ
กับอารมณไ ด อยูทามกลางคนที่มคี วามสขุ อารมณดี
2.3. ทักษะการจดั การความเครยี ด

ความเครียด คือ การหดตัวของกลามเนื้อสวนใดสวนหน่ึงหรือหลายสวนของ
รางกายนนั่ เองซ่ึงทุกคนจําเปนตองมีอยูเสมอในการดํารงชีวิต เชน การทรงตัวเคลื่อนไหวทั่วๆ
ไป มีการศึกษาพบวาทุกคร้ังท่ีเราคิดหรือมีอารมณบางอยางเกิดข้ึนจะตองมีการหดตัว
เคลื่อนไหวของกลามเน้ือแหงใดแหงหน่ึงในรางกายเกิดข้ึนควบคูเสมอ ความเครียดมีทั้ง
ประโยชนและโทษ แตความเครียดที่เปนโทษนั้น เปนความเครียดชนิดที่เกินความจําเปน
เปน อุปสรรคและอันตรายตอ ชวี ติ

97

2.3.1 ผลของความเครยี ดตอ ชวี ิต
ผลตอ สุขภาพทางกาย ไดแ ก อาการไมสบายทางกายตาง ๆ เชน ปวดหัว

ปวดเมื่อยตามสวนตางๆ ของรางกาย ความผิดปกติของหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ
อาการทองผูก ทองเสียบอย นอนไมหลับ หอบหืด เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เปนตน ผลตอ
สุขภาพจิตใจ นําไปสูความวิตกกังวล ซึมเศรา กลัวอยางไรเหตุผล อารมณ ไมมั่นคง
เปล่ยี นแปลงงา ยหรอื โรคประสาทบางอยา ง

2.3.2 สาเหตุของความเครยี ด
1) สภาพแวดลอ มทัว่ ไป เชน มลภาวะ ไดแก เสียงดังเกินไปจาก

เครื่องจกั ร เครอ่ื งยนต อากาศเสยี จากควนั ทอ ไอเสยี น้าํ เสีย ฝนุ ละออง ยาฆาแมลง การอยกู ัน
อยางเบียดเสยี ดยัดเยียด เปน ตน

2) สภาพเศรษฐกิจที่ไมน า พอใจ เชน รายไดนอ ยกวารายจาย เปน ตน
3) สภาพแวดลอมทางสังคม เชน การสอบแขงขันเขาเรียน เขาทํางาน
เลอื่ นขนั้ เล่ือนตําแหนง เปนตนมีสัมพันธภาพกับคนอ่ืน ๆ ท่ีไมราบรื่น มักมีขอขัดแยง ทะเลาะ
เบาะแวงกับคนอ่ืนเปนปกติวิสัยความรูสึกตนเองต่ําตอยกวาคนอ่ืน ตองพยายามตอสูเอาชนะ
ตอ งการมอี ํานาจเหนือผูอนื่

2.3.3 วธิ ลี ดความเครียด
1) วธิ ีแกไขท่ีปลายเหตุ ไดแ ก การใชย า เชน ยาหมอง ยาดม ยาแกปวด ยาลด

กรดในกระเพาะ ยากลอ มประสาท แตวิธีการดังกลาวไมไดแกไขความเครียด ที่ตนเหตุ อาจทําให
ความเครยี ดน้นั เกดิ ขึ้นไดอ กี

2) วิธีแกไขท่ีตนเหตุ ไดแก แกไขเปล่ียนแปลงวิถีชีวิตท่ีเอ้ืออํานวย
ตอการกอใหเ กิดความเครียด เชน หางานอดเิ รกท่ีชอบทาํ ฝกการออกกําลงั กาย บรหิ ารรางกาย
แบบงาย ๆ เปน ตน

3) เปลย่ี นแปลงนสิ ยั และทัศนคติตอการดําเนินชีวิต เชน ลดการแขงขัน
ผอ นปรน ลดความเขมงวดในเรือ่ งตา งๆ

4) หาความรคู วามเขาใจเกย่ี วกับโภชนาการ
5) สาํ รวจและเปลี่ยนแปลงทัศนคติตอตัวเองและผูอื่น เชน มองตัวเอง
ในแงด ี มองผูอนื่ ในแงด ี เปน ตน

98

6) สํารวจและปรับปรุงสัมพันธภาพตอคนในครอบครัวและสังคม
ภายนอก

7) ฝกผอนคลายโดยตรง เชน การฝกหายใจใหถูกวิธี การฝกสมาธิ
การนวด การออกกําลังกายแบบงายๆ การฝกผอนคลายกลามเน้ือ การสํารวจทานั่ง นอน ยืน
เดนิ การใชจ ติ นาการ นึกถึงภาพทรี่ นื่ รมย

เรอ่ื งท่ี 3 การประยกุ ตใชท กั ษะชวี ติ ในการทํางาน การปรบั ตัวและการแกป ญ หาชีวิต
ปญ หาตา ง ๆ ทเ่ี กดิ ข้นึ ในชีวติ เปนสาเหตหุ น่งึ ที่กระตนุ ใหคนเราเกิดความเครียดการมี

ความสามารถในการแกป ญหาไดเ รว็ และมปี ระสทิ ธิภาพมากเทา ใดกจ็ ะหายเครยี ด ไดม ากและ
เร็วข้ึน การเรียนรูวิธีแกปญหาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพจึงเปนสิ่งจําเปนตอการคลาย
ความเครียดในลกั ษณะตา งๆ ดังน้ี

1. แสดงสีหนาทาทาง คําพูด หรือแสดงอารมณตอบโตออกมาทันที วิธีการชวย
ปลดปลอ ยความเครยี ดของตนเองได แตอาจทําใหคนรอบขางเครียด หรือเกิดความขัดแยงกับ
ผอู ื่นได จึงควรฝกระงบั อารมณแ ละคดิ กอนทํา

2. ทาํ กจิ กรรมตาง ๆ เพ่อื คลายเครียด เชน ออกกําลังกาย เลนดนตรี การปลูกตนไม ทําให
หายเครียดไดช่ัวคราว เมื่อปญหายังไมไดรับการแกไขความเครียดก็ยังคงอยูและอาจมีปญหา
อื่นๆ เพม่ิ มาอกี

3. การขอความชวยเหลือจากผูอ ่นื วธิ ีนีม้ สี ว นดคี ือทําใหมีความรูสึกอบอุนใจวาไมได
ถูกทิ้งแตควรลองหัดแกปญหาดวยตนเองเสียกอน ถาแกไขไมไดจริง ๆ จึงขอความชวยเหลือ
จากผอู นื่

4. การยอมรบั วา เปน ความผิดของตนเอง
5. การโทษวา ปญหาทเ่ี กดิ ขึ้นเปนความผดิ ของผูอ ื่น
6. คดิ แกปญหาและลงมอื แกปญหาตามทคี่ ิดไว

เร่อื งที่ 4 การแนะนํากระบวนการทกั ษะชวี ติ ในการแกไ ขปญ หากบั ผอู น่ื
4.1 วิธีจดั การกบั อารมณแ ละความเครยี ดทเี่ กิดจากสาเหตทุ างรางกาย
4.1.1 รว มกิจกรรมนันทนาการกบั บคุ คลอื่น
4.1.2 ออกกําลังกายสมา่ํ เสมอ
4.1.3 พกั ผอนใหพ ยี งพอ
4.1.4 หลีกเลีย่ งส่งิ เสพติดทุกชนิด

99

4.1.5 รบั ประทานอาหารทเี่ ปนประโยชน
4.2 วธิ ีจัดการกับอารมณและความเครยี ดที่เกดิ จากสาเหตุทางจิตใจ

4.2.1 สกู ับปญหาเผชญิ หนากับความจรงิ แกป ญหาดว ยเหตุผล
4.2.2 มั่นใจในความสามารถของตนเอง
4.2.3 ควบคมุ อารมณของตนเองได
4.2.4 ทาํ จติ ใจใหสดช่ืนแจม ใส
4.2.5 ไมวิตกกังวลกบั เรือ่ งที่ยงั มาไมถงึ
4.2.6 มองโลกในแงด ี คิดบวก
4.2.7 เชื่อฟง พอแม ครู อาจารย
4.2.8 ใชหลกั ธรรมในศาสนาเปนทีพ่ ึ่งทางใจ
4.2.9 ใชเ วลาวา งใหเปน ประโยชน

4.3 เทคนิคการจดั การอารมณและความเครียด เชน
4.3.1 การฝกสมาธิแบบอยูกับที่ เปนการฝกรวบรวมจิตใจใหมีพลัง

เมื่อฝกปฏิบัติไดถูกวิธีจะชวยเสริมสภาพจิตใจ ใหเกิดความสงบหนักแนน มั่นคง จิตใจพลัง
เขมแข็ง สามารถขจดั ความเครยี ดได เชน การน่ังสมาธิ นับลมหายใจเขา – ออก

4.3.2 การฝกสมาธิแบบเคล่ือนไหว เชน การวิ่งสมาธิ หมายถึง การวิ่งเหยาะ ๆ
พรอมทําสมาธดิ ว ยการกาํ หนดจิตและภาวนา “ พทุ ธ – โธ ” ในระหวางทีห่ ายใจเขาออก เพ่ือเปน
การออกกาํ ลงั กายและออกกําลงั จติ ไปพรอมกับวิธีการฝก สมาธิ

100

กจิ กรรมทา ยบทที่ 8

กจิ กรรมที่ 1 จงตอบคําถามตอไปน้ี
1. ทกั ษะชีวติ 10 ประการมีอะไรบางจงอธบิ าย
2. จงยกตัวอยางของทกั ษะชีวติ ที่ผูเ รยี นคิดวาจาํ เปน ในการดาํ รงชวี ติ มาอยา งนอ ย 3
ประการ พรอ มทง้ั ใหเ หตุผลประกอบมาพอสงั เขป
3. ผเู รยี นมีวิธีการจดั การกบั ความเครียดของตนเองอยา งไร จงอธบิ าย
4. หากเพือ่ นของผเู รียนมีความเครยี ด ผเู รียนจะแนะนาํ ใหเ พอื่ นจัดการกับความเครยี ด
ไดอยางไรบา ง

101

บทท่ี 9
อาชพี ผลติ จําหนา ยอาหารสําเร็จรปู ตามหลกั สุขาภบิ าล

สาระสาํ คัญ
มีความรู ความเขาใจ เก่ียวกับธุรกิจผลิตและจําหนายอาหารสําเร็จรูป ขั้นตอนการ

ดําเนินการธรุ กจิ การจดั ตกแตงราน การวางสินคา และคุณสมบัติของรานอาหารหรือสถานท่ี
จาํ หนายอาหารสําเร็จรูปตามหลักสขุ าภิบาล
ผลการเรยี นรูทีค่ าดหวงั

1. อธบิ ายความหมาย และลักษณะธุรกิจผลิตและจาํ หนา ยอาหารสําเรจ็ รปู ได
2. อธบิ ายขั้นตอนการดําเนนิ การของธุรกจิ ผลิตและจําหนายอาหารสําเรจ็ รูปได
3. อธบิ ายการจดั ตกแตงรา นและการวางสนิ คาตามหลักสขุ าภิบาล
4. บอกคุณสมบัติของรานอาหารหรือสถานท่ีจําหนายอาหารสําเร็จรูปตามหลัก
สขุ าภบิ าล

ขอบขายเน้ือหา
เร่อื งท่ี 1 ลกั ษณะธุรกจิ ผลติ อาหารสาํ เร็จรูป
เรอื่ งท่ี 2 วิธกี ารดําเนินงานของธุรกจิ ผลติ และจาํ หนายอาหารสําเรจ็ รปู
เรื่องท่ี 3 คุณสมบตั ิรานอาหารหรือสถานท่จี ําหนายอาหารสําเร็จรปู ตามหลกั สุขาภิบาล

102

เรื่องที่ 1 ลักษณะธุรกจิ ผลติ อาหารสําเรจ็ รปู
ประเทศไทยมีผลผลิตจากการเกษตรกรรมประเภทอาหารท่ีหลากหลาย ซ่ึงข้ึนอยู

กับศักยภาพแตละภูมิภาคที่แตกตางกันไป การนําผลผลิตจากการเกษตรมาแปรรูปเปน
ผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป แลวกระจายสินคาสูตลาดผูบริโภคตลาดภายในประเทศ ตลาด
อาเซยี น และตลาดในภูมภิ าคอนื่ ท่วั โลก เปนอีกชองทางหน่งึ ทีท่ าํ ใหเกดิ อาชีพสําหรบั ผทู ส่ี นใจ

การถนอมอาหารในปจจุบนั ใชวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีเพื่อแปรรูปวัตถุดิบจํานวน
มากพรอม ๆ กันเปนผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูปหรือก่ึงสําเร็จรูป หรือปรับปรุงกรรมวิธีการ
ถนอมอาหารสมัยโบราณใหไดผ ลิตภัณฑทมี่ คี ุณภาพดขี ้ึนทัง้ ในดา นความสะอาด สี กลิ่น รส เน้ือ
สัมผัส และเพื่อยดื อายกุ ารเกบ็ อาหารน้ันใหไดนาน เทคโนโลยกี ารถนอมผลิตผลการเกษตรตอง
อาศยั ความรูทางวิทยาศาสตรพ้ืนฐาน ความรูพ้ืนฐานทางสังคมธุรกิจและการจัดการควบคูกับ
ความรูในการแปรรูปผลิตผลการเกษตร ใหเปนผลิตภัณฑชนิดใหม หรือปรับปรุงของเดิมใหดี
ยงิ่ ขนึ้ ท้ังในลกั ษณะทม่ี องเห็นหรือสมั ผสั ได เชน สี กล่ิน ความนมุ ความเหนียว รวมทั้งส่ิงท่ีมอง
ไมเห็น เชน คณุ คาทางโภชนาการ

ผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ีไดผานขั้นตอนการหุงตม หรือ
กระบวนการ แปรรูปผลิตผลการเกษตรโดยใชเทคโนโลยีเพื่อใหอาหารน้ันสามารถเก็บไดเปน
เวลานานพอสมควรโดยไมเนาเสยี สามารถดืม่ หรือรบั ประทานไดท ันทีเมอื่ ตองการจะอุนหรือไม
อุนใหรอนกอนรับประทานก็ได ผลิตภัณฑประเภทนี้ที่รูจักกันแพรหลาย คือ อาหารบรรจุ
กระปอง เชน สับปะรดกระปอ ง หรอื บรรจกุ ลอ ง เชน นมสด เปน ตน

ผลิตภัณฑอาหารกึ่งสําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ีไดผานขั้นตอนการหุงตมหรือ
กระบวนการแปรรูปแลว และสามารถเกบ็ ไวไ ดนานเชนเดียวกัน จะตองนําไปหุงตมและปรุงรส
หรอื ปรงุ แตง กอนจงึ จะรับประทานได เชน นํ้าผลไมเขมขน ซ่ึงตองผสมนํ้ากอนดื่ม น้ําพริกแกง
เปนตน

การแปรรูปหรือการถนอมอาหาร โดยหลักใหญ คือ การทําลายหรือฆา
เช้ือจุลินทรียที่มีอยูหรืออาจเกิดข้ึนในอาหาร และทําใหเกิดการเนาเสียใหหมดไป ปจจุบัน
ผลิตผลการเกษตรมีมากขึ้น และประชากรมากข้ึนจึงไดมีการศึกษาคนควาและทดลองใช
เทคโนโลยี เพ่อื ถนอมผลิตผลการเกษตรใหสามารถเก็บไวไดนาน เชน การใชความรอนจากไอ
น้ําเพ่ือฆาเช้ือจุลินทรียในการทําอาหารกระปอง การใชรังสีแกมมา เพ่ือยับยั้งหรือทําลาย
ปฏิกิริยาของเอนไซมทาํ ใหการเปลี่ยนแปลงทางเคมีชาลง และเปนการทําลายการเจริญเติบโต
ของจลุ นิ ทรีย กรรมวิธีการถนอมอาหารทใ่ี ชก นั มากในปจจุบนั คือ

103

 การถนอมอาหารโดยใชความรอ นสูง เชน ผลติ ภัณฑอ าหารกระปอ ง เปนตน
 การถนอมอาหารโดยใชค วามเย็น เชน ผลติ ภณั ฑอาหารเยือกแขง็ เปนตน
 การถนอมอาหารโดยการทําใหแหง เชน ปลาหยอง กาแฟผง เปน ตน
 การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง เชน ซอี วิ้ นํา้ สม สายชู เปนตน
 การถนอมอาหารโดยใชร ังสี เชน หอมหวั ใหญอาบรังสี เปนตน

เรื่องท่ี 2 วิธีการดาํ เนนิ งานของธุรกจิ ผลิตและจาํ หนายอาหารสําเรจ็ รปู
การดําเนนิ งานของธุรกิจผลิตและจําหนายอาหารสาํ เรจ็ รปู
อาชีพจําหนายอาหารสําเร็จรูป คือ กระบวนการเคล่ือนยายผลิตภัณฑจากผูผลิต

อาหารสําเร็จรูปไปยังผูบริโภค โดยคํานึงถึงหลักสุขาภิบาล ต้ังแตข้ันตอนการผลิต การบรรจุ
หีบหอ บรรจภุ ัณฑ การขนสง และการจัดเกบ็ เพือ่ รอจาํ หนา ย กระทง่ั ผลิตภณั ฑ ถึงผบู ริโภค
ดงั รูป

กระบวนการผลติ การขนสง และ ผบู ริโภค
และบรรจภุ ณั ฑ เก็บรกั ษา

ชองทางการจดั จําหนาย ประกอบดว ย ผูผลิต คนกลาง และผูบริโภค ซ่ึงอาจจะใชชอง
ทางตรง จากผูผลติ ไปยงั ผบู ริโภค และใชชองทางออม จากผูผลิต ผานคนกลาง ไปยังผูบริโภค
ดงั รปู

ผูผ ลติ ผบู ริโภค

ผูผ ลติ คนกลาง ผบู รโิ ภค

104

ตลาดผลติ ภณั ฑอาหารสาํ เร็จรปู
1. ตลาดภายในประเทศ
2. ตลาดระหวา งประเทศระดบั อาเซยี น
3. ตลาดระหวางประเทศระดบั ภมู ภิ าคอ่ืนทั่วโลก
สวนประสมทางการตลาดสําหรับผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป หมายถึง การดําเนินงานเกี่ยวกับ
การผลิต การจําหนาย การกําหนดราคา และการสงเสริมการขายไดสัดสวนกัน เหมาะสมกับ
ความตองการของลูกคา สภาพการแขงขนั และสอดคลอ งกบั ความตองการของสงั คม
1. Product หมายถึง ผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูปถูกหลักสุขาภิบาลและตรงตามความ
ตองการของลูกคา
2. Price หมายถึง ราคามีความเหมาะสม ลูกคาพึงพอใจและยอมรับ
3. Place หมายถงึ การจัดจําหนายโดยพิจารณาชองทางการจําหนาย หรือขายผานคน
กลาง หรือพิจารณาการขนสง วามบี ทบาทในการแจกตัวอยางสินคาไดอยางไร หรือขั้นตอนการ
เกบ็ รกั ษาเพื่อรอจาํ หนาย ทั้งนี้ตอ งคํานึงถงึ หลักสุขาภิบาล
4. Promotion หมายถึง การสงเสริมการตลาด การใชส่ือตางๆ ใหเหมาะสมกับตลาด
เปาหมาย หรือการส่ือสารใหลูกคาไดทราบสถานที่จัดจําหนายสินคา ราคา ซ่ึงประกอบดวย
กระบวนการ คอื การขายโดยใชพ นกั งานขาย การสงเสริมการขายดวยวิธีการแจกของตัวอยาง
แจกคูปอง ของแถม การใชแสตมปเพื่อแลกสินคา ตลอดจนการใหรางวัลตาง ๆ และการ
ประชาสัมพันธ
รูปแบบการขาย
1. การขายสง หมายถึง การขายสินคาใหกับผูซ้ือ โดยการขายแตละครั้งจะมีปริมาณ
จํานวนมาก เพื่อใหราคาสินคา มรี าคาถกู มากพอที่จะนําไปขายตอได
2. การขายปลกี หมายถงึ การขายสินคาและบริการแกลูกคาที่ซ้ือสินคาและบริการไป
ใชส นองความตองการของตนเองโดยตรง มิใชเพอื่ ธรุ กจิ การขายตอ
3. การขายตรง หมายถงึ การทาํ ตลาดสนิ คา หรือบริการในลกั ษณะของการนําเสนอขาย
ตอผูบริโภคโดยตรง ณ ที่อยอู าศยั หรอื สถานที่ทาํ งานของผูบริโภคหรือของผูอ่ืน หรือสถานที่อ่ืน
ที่มใิ ชสถานท่ปี ระกอบการคาเปน ปกตธิ รุ ะโดยผานตวั แทนขายตรงหรือผูจําหนายอิสระชั้นเดียว
หรือหลายช้ัน

105

การเลือกทําเลสําหรับการประกอบอาชีพ สิ่งแรกที่ตองทํากอน คือ การหาทําเลท่ีดี
เหมาะสมกบั ธุรกิจ โดยจะตองคํานึงถึง แหลงประกอบการหรือผูผลิต ปริมาณลูกคา และการ
คมนาคมทสี่ ะดวก

พฤตกิ รรมผบู ริโภคกับชอ งทางการจาํ หนายอาหารสําเรจ็ รูป
พฤติกรรมของผูบริโภค (Consumer behavior) หมายถึง การแสดงออกรวมท้ัง
กระบวนการในการตดั สนิ ใจของแตละบุคคลท่เี กย่ี วขอ งโดยตรงกบั การใชสินคาและบริการ
ประโยชนข องการศกึ ษาพฤตกิ รรมผบู ริโภค

1. ชวยใหนกั การตลาดเขาใจถงึ ปจจยั ทม่ี อี ิทธิพลตอการตดั สนิ ใจซื้อสนิ คาของผูบรโิ ภค

2. ชวยใหผูเก่ียวของสามารถหาหนทางแกไขพฤติกรรมในการตัดสินใจซ้ือสินคาของผูบริโภคใน

สงั คมไดถกู ตอ ง และสอดคลอ งกบั ความสามารถในการตอบสนองของธรุ กิจมากย่งิ ขน้ึ

3. ชว ยใหก ารพัฒนาตลาดและการพัฒนาผลติ ภัณฑส ามารถทาํ ไดดีขึ้น

4. เพือ่ ประโยชนใ นการแบงสวนตลาด เพือ่ การตอบสนองความตอ งการของผบู รโิ ภค ให
ตรงกบั ชนิดของสินคาทตี่ อ งการ

5. ชว ยในการปรับปรุงกลยุทธก ารตลาดของธรุ กิจตา ง ๆ เพ่อื ความไดเ ปรียบคูแ ขง
การประเมนิ ความพงึ พอใจของผบู รโิ ภค
ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรสู ึกภายในจติ ใจของมนษุ ยซ่งึ จะไมเ หมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู
กบั แตละบคุ คลวาจะคาดหมายกับส่ิงหนึ่งส่ิงใด ถาคาดหวังหรือมีความต้ังใจมากเมื่อไดรับการ
ตอบสนองดว ยดี จะมคี วามพึงพอใจมาก แตใ นทางตรงขามอาจผิดหวังหรือไมพึงพอใจเปน อยาง
ยิ่งเม่ือไมไดร บั การตอบสนองตามทีค่ าดหวังไวหรือไดรับนอยกวาท่คี าดหวงั ไว ทัง้ น้ขี น้ึ อยกู ับสิ่งท่ี
ต้งั ใจไววาจะมมี ากหรอื มนี อ ย
ปจจัยสาํ คัญเพื่อประเมินคณุ ภาพของการบรกิ าร
1. ความสะดวก หมายถึง ความสะดวกในการเขาพบหรือติดตอกับผูใหบริการ
ซง่ึ ครอบคลมุ ทั้งเวลาเปด ดาํ เนินการ สถานทีต่ ้ังและความสามารถอํานวยความสะดวกใหแกผูบริโภคใน
การเขา พบหรอื ตดิ ตอกับผูใหบริการ เชน สถานที่ใหบริการต้ังอยูในที่ที่สะดวกแกการไปติดตอ
เปนตน
2. การติดตอ สอ่ื สาร หมายถงึ การส่อื สารและใหขอ มลู แกล กู คา ดว ยภาษาท่ีงา ยตอการ
เขาใจและการรับฟงความคิดเห็น ตลอดจนขอเสนอแนะ หรือคําติชมของลูกคาในเรื่องตาง ๆ
ทเ่ี กย่ี วของกบั การใหบรกิ ารขององคการ

106

3. ความสามารถ หมายถึง การท่ีผูใหบริการมคี วามรู ความสามารถ และทักษะท่จี ะ
ปฏิบัตงิ านบรกิ ารไดเ ปนอยางดี เชน ความรแู ละทกั ษะใหข อ มูลผลิตภณั ฑ เปนตน

4. ความสุภาพ หมายถงึ การทผี่ ูใหบริการมีความสุภาพเรียบรอย มีความนับถือ ในตัว
ลกู คา รอบคอบ และเปนมิตรตอผูบ รโิ ภค เชน การใหบริการ ดวยใบหนาท่ียิ้มแยมแจมใส และ
การสือ่ สารดว ยความสภุ าพ เปนตน

5. ความนา เช่อื ถือ หมายถงึ ความเชอื่ ถือไดและความซื่อสัตยของผูใหบริการ ชื่อเสียง
และภาพลักษณท ่ีดี

6. ความคงเสน คงวา หมายถึง ความสามารถในการปฏิบตั งิ าน ทไ่ี ดสญั ญาไวอ ยา ง
แนนอนและแมนยํา เชน การใหบ ริการตามทไ่ี ดแจง ไวก บั แกลกู คา เปน ตน

7. การตอบสนองอยางรวดเร็ว หมายถึง ความเต็มใจของผูใหบริการที่จะใหบริการอยาง
รวดเร็ว เชน การใหบรกิ ารแกผูรบั บรกิ าร ณ เคานเ ตอรจ ายเงินแบบทนั ทที นั ใด เปนตน

การจดั ตกแตงรานและการจดั วางสนิ คาอาหารสําเรจ็ รปู ตามหลกั สุขาภิบาล
การจัดตกแตงรานคา มีความสําคญั ตอ งคาํ นงึ ถึง ส่ิงตอ ไปน้ี
1. แสงสวางภายในรา น แสงสวา งธรรมชาติมักไมเพียงพอและแสงแดดมักทําความเสียหายใหแก
สนิ คา การใชแสงไฟฟา แมจ ะมีคา ใชจ า ยสูง แตกจ็ ูงใจลูกคาใหเ ขามาซือ้ สินคาไดม ากกวาในราน
ควรเลือกใชแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต กอนตัดสินใจเรื่องแสงสวางควรรูวาคาไฟฟาจะเปน
เทาไหร และตองใชจ ํานวนกดี่ วง ถงึ จะคมุ คา กับการขายสินคา ดว ย
2. การตกแตงสีภายนอกและภายในราน นอกจากการทาสีรานคาใหสดใสสวาง
สวยงามแลว สีของหีบหอ และตัวสินคาก็สามารถนํามาตกแตงใหรานคาดูดีข้ึนจะตองใหผูคน
เห็นสินคา ชัดเจนและสวยงาม
3. การจดั วางสนิ คาบริเวณทางเขา ราน ใกล ๆ ทางเขาราน เปนที่เหมาะสําหรับจัดวาง
สนิ คา ทีต่ องการเสนอขายเปน พิเศษ เพราะเปน ท่ที ี่ลกู คา ทุกคนตองเดินผานเขาออก จึงตองจัด
สนิ คาไวบ ริเวณนใี้ หเตะตาจริง ๆ โดยเฉพาะบริเวณโตะชําระเงินที่ลูกคาเขาแถวรอ ท่ีจะชําระเงิน
ควรหาของเล็ก ๆ นอ ย ๆ ทีล่ ูกคา อาจลืมซอื้ มาจัดวางไว
4. การจดั หมวดหมขู องสนิ คา สนิ คาทมี่ ีลกั ษณะคลา ยคลึงกัน หรือใชร ว มกันจะตองจัดวาง
ไวดวยกัน เชน น้ําดื่ม เคร่ืองด่ืมประเภทนํ้าอัดลม ประเภทขนมปงสด และ เบเกอรี่ ขนมขบ
เคยี้ ว เปนตน
5. การติดปายบอกประเภทของสินคา เพ่ือใหรูวาสินคาอยูที่ใด เปนการติดปายบอก
ชนิดของสินคาตามท่จี ัดไว เปนหมวดหมแู ลว เพ่ือสะดวกในการคนหาสินคาตามที่ลูกคาตองการ

107

อาจจะติดไวตามผนังหอง และกึ่งกลางเหนือชั้นวางของ สินคาใดวางจุดใด ควรวางอยูเปน
ประจาํ และไมค วรเปล่ียนแปลงทวี่ างสนิ คาบอ ยเกินไป เพราะจะทําใหลูกคาตองเสียเวลาคนหา
ในคร้ังตอ ไปที่แวะเขามาซื้อสินคาทีร่ า น

6. การตดิ ปายราคาสนิ คา ปจจุบันลูกคาสว นใหญม กั สนใจในรายละเอียดของสินคาเพ่ิม
มากข้ึน ทั้งรูปแบบของบรรจุภัณฑ ชื่อสินคา คําแนะนําการใชผลิตภัณฑน้ันๆ วันผลิตและวัน
หมดอายุ ดังน้ันจะตองติดปายบอกราคาเพ่ิมใหกับตัวสินคาซึ่งเปนส่ิงสําคัญท่ีสุดลงไปดวย
ตอ งติดราคาบอกไวบ นตวั สนิ คาทกุ ช้ินใหชดั เจนพอท่ีลูกคาและพนักงานเก็บเงินจะอานได หรือ
สินคาบางประเภทที่ขายกันเปนจํานวนมาก อาจจะติดราคาในรูปของแผนปายหรือโปสเตอร
จะเปนการชวยประหยัดแรงงานและเวลาได หากเปนสนิ คา ชนิดเดยี วกันแตตางย่ีหอกัน อาจจะ
ติดราคาไวท่ีช้ันวางสินคาจะชวยใหลูกคาเห็นและเปรียบเทียบราคากันได ถึงแมวาจะตองใช
เวลาและแรงงานในการติดราคากันใหม เม่ือสินคามีราคาเปลี่ยนแปลงใหม แตก็เปนการให
ประโยชนและรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงความสะดวกกับลูกคาท้ังยังเปนการสะดวกในการ
เรยี กเกบ็ เงนิ คาสนิ คาอีกดว ย

การจดั วางสนิ คา มคี วามสาํ คญั ตอ การจงู ใจลกู คาใหเลือกซื้อสนิ คา เพอ่ื ใหส ะดวกและ
เกิดความพึงพอใจควรคํานึงถงึ สง่ิ ตอไปน้ี

1. ความพงึ พอใจของลกู คา
2. จัดสินคาไวในบริเวณทเ่ี ราจะขาย
3. จัดสนิ คา ไวใ นระดับสายตาใหมากทีส่ ดุ
4. จดั สนิ คาดา นหนาบนชั้นใหเ ตม็ อยเู สมอ
5. ชน้ั ปรบั ระดับไดต ามขนาดของสินคาจะเปนการดี
6. การใชกลอ งหนุนสนิ คา ใหด งู ดงามแมจะมสี นิ คาไมม ากนกั
7. ความเปน ระเบยี บเรยี บรอ ย สินคา บางชนิด มีหลายแบบ หลายขนาด ควรจัดใหเปน
ระเบียบสะดวกในการเปรียบเทียบของลูกคา ดังนั้น สินคาท่ีเหมือน ๆ กันควรเอาไวดวยกัน
และควรจัดตามแนวนอนอยใู นระดบั เดียวกนั หรอื จะจดั ในแนวดง่ิ ดวยก็ได
8. สินคามากอนตองขายกอน เราตองขายสินคาเกากอนสินคาใหมเสมอ พยายามวาง
สนิ คา มากอนไวแ ถวหนา เสมอ ควรทําสินคา ท่ีมากอ นใหด สู ดใสสะอาดเหมือนสินคา ใหม
9. ปอ งกันหลกี เลยี่ งการร่ัวไหลของสินคา โดยการจัดวางผังทางเดินภายในรานใหลูกคา
เดนิ ไปมาไดสะดวก คือ หยิบก็งาย หายก็รู สินคาบุบ ชํารุด ใกลหมดอายุควรจัดเปนสินคาลด
ราคาพเิ ศษ ลางสตอ็ กดวยการจัดแยกขายไวตา งหาก

108

การจดั การและดแู ลสนิ คาตามหลกั สุขาภบิ าล
การจดั การสินคา หมายถงึ การจดั สงสนิ คาใหผูรับเพ่ือกิจกรรมการขาย เปาหมายหลัก
ในการบรหิ ารดาํ เนนิ ธุรกจิ ในสวนทเ่ี กี่ยวขอ งกบั สินคาเพอื่ ใหเกดิ การดําเนินการเปน ระบบใหคุม
กบั การลงทุน การควบคุมคณุ ภาพของการเก็บ การหยิบสินคา การปองกัน ลดการสูญเสียจาก
การดําเนนิ งานเพอื่ ใหตนทุนการดําเนินงานต่ําทสี่ ดุ และการใชประโยชนเตม็ ที่จากพื้นท่ี

เร่ืองที่ 3 คณุ สมบัตริ านอาหารหรือสถานที่จาํ หนายอาหารสําเร็จรปู ตามหลกั สขุ าภิบาล

1. สถานท่ีรับประทานอาหาร เตรียม - ปรุง - ประกอบอาหาร ตองสะอาด
เปนระเบยี บ และจดั เปน สดั สวน

2. ไมเตรียมปรุงอาหารบนพ้ืนและบริเวณหนา หรือใกลหองนํ้า หองสวม และตอง
เตรยี มปรุงอาหารบนโตะ ที่สงู จากพ้ืน อยา งนอ ย 60 เซนตเิ มตร

3. ใชสารปรุงแตงอาหารที่มีความปลอดภัย มีเคร่ืองหมายรับรองของอาหารจากทาง
ราชการ เชน เลขสารบบอาหาร เคร่ืองหมายรับรองมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.)

4. อาหารสดตองลางใหสะอาดกอนนํามาปรุง หรือเก็บรักษา การเก็บอาหาร
ประเภทตา งๆ ตอ งแยกเก็บเปนสดั สว น อาหารประเภท เนื้อสัตวด บิ ตองเก็บรักษาไวท่ีอุณหภูมิ
ตํา่ กวา 5 องศาเซลเซยี ส

5. อาหารท่ีปรุงสําเร็จแลว เก็บรักษาไวในภาชนะที่สะอาดมีการปกปด วางสูงจาก
พ้ืนอยางนอย 60 เซนตเิ มตร

6. นาํ้ แข็งที่ใชบริโภคตองสะอาดเก็บในภาชนะท่ีสะอาดมีฝาปด ใชอุปกรณที่มีดาม
สาํ หรับคบี หรือตัก โดยเฉพาะวางสูงจากพนื้ อยา งนอย 60 เซนติเมตร และตองไมมีสิ่งของอยาง
อน่ื แชรวมไว

7. ลางภาชนะดวยน้ํายาลางภาชนะแลวลางดวยน้ําสะอาด 2 ครั้ง หรือลางดวยน้ํา
ไหล และทลี่ า งภาชนะตอ งวางสูงจากพ้ืนอยา งนอ ย 60 เซนตเิ มตร

8. เขียงและมีด ตองมีสภาพดี แยกใชระหวางเน้อื สตั วสกุ เน้อื สตั วด บิ และผกั ผลไม
9. ชอน สอม ตะเกียบ วางต้ังเอาดามข้ึนในภาชนะโปรง สะอาด หรือวางเปน
ระเบยี บในภาชนะโปรง สะอาดและมีการปกปด เกบ็ สงู จากพ้ืนอยางนอ ย 60 เซนตเิ มตร
10. ขยะมลู ฝอย และนาํ้ เสยี ทุกชนดิ ไดร บั การกาํ จดั ดวยวิธีทถ่ี ูกหลกั สุขาภิบาล
11. หองสว มสําหรบั ผูบรโิ ภคและผูท สี่ มั ผัสอาหารตองสะอาด มีอางลางมือท่ีใชการ
ไดดี และมสี บูใชต ลอดเวลา

109

12. ผูที่สมั ผสั อาหารตองแตงกาฝยสะอาด สวมเสอื้ มีแขน ผูปรงุ อาหารตองผูกผากัน
เปอ นท่สี ะอาด สวมหมวกหรือเนท็ คลุมผม

13. ผูท่ีสัมผัสอาหารตองลางมือใหสะอาดกอนเตรียมปรุง ประกอบ และจําหนาย
อาหารทกุ ครัง้ ใชอุปกรณใ นการหยิบจบั อาหารทปี่ รุงสาํ เร็จแลว ทกุ ชนิด

กจิ กรรมทายบทท่ี 9

กิจกรรมท่ี 1 จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี (4 คะแนน)
1. ผลติ ภัณฑอาหารสาํ เรจ็ รปู หมายถงึ
2. ผลิตภณั ฑอ าหารกึ่งสาํ เร็จรปู หมายถึง
3. การแปรรปู หรือการถนอมอาหาร หมายถึง
4. จงอธบิ ายหลักการดําเนนิ งานของธุรกจิ ผลิตและจําหนา ยอาหารสําเร็จรปู
5. จงยกตวั อยา งการจดั ตกแตงรานและการวางสนิ คา ตามหลักสขุ าภิบาล
6. จงบอกคณุ สมบัติของรานอาหารหรือสถานทจ่ี าํ หนา ยอาหารสําเรจ็ รปู ตามหลัก สุขาภบิ าล

110

เฉลยกจิ กรรมทา ยบทที่ 1

แนวตอบกิจกรรมที่ 1
แนวตอบขอท่ี 1.

ยกตัวอยางเชน ระบบหายใจ เปนกระบวนการนําออกซิเจนในอากาศเขาสูปอด
โดยออกซเิ จนจะไปสลายสารอาหารและไดพ ลงั งานออกมารวมถึงการกําจดั คารบอนไดออกไซด
ซึ่งเปนของเสยี ออกจากรางกาย ประกอบดวยอวัยวะตา งๆ ดังน้ี

1. จมูก (Nose) ภายในจะมีเยอื่ บจุ มกู และขนจมกู ซ่ึงชว ยกรองฝุนละออก
2. คอหอย (Pharynx) หลอดอาหารและหลอดลมจะมาพบกนั ท่ีคอหอย
3. กลอ งเสยี ง (Larynx) อยูโคนลิน้ เขา ไป ในผชู ายเรยี กวาลกู กระเดือก
4. หลอดลม (Trachea) อยูตอจากกลองเสียง ผนังดานในจะมีเมือกคอยกักฝุน
ละอองไมใหผ า นเขาไปถงึ ปอด
5. ข้ัวปอด (Bronchus) มี 2 ขา งอยูปลายสดุ ของหลอดลม
6. ปอด (Lung) จะอยูภายในทรวงอกทั้ง 2 ขาง ลักษณะคลายฟองน้ํามีความ
ยดื หยุนมาก ภายในปอดจะมีถุงลม (Alveolus) ซงึ่ เปนจดุ และเปลยี่ นอากาศดแี ละอากาศเสยี
การดแู ลปองกนั ความผิดปกติของระบบหายใจ
1. หลีกเลยี่ งทีท่ ่ีอากาศไมบรสิ ุทธิ์ เพราะจะทําใหไดร บั สารพิษ
2. หาโอกาสไปอยูที่ท่ีอากาศบริสุทธิ์หายใจ เชน ตามทุงนา ปาเขา ชายทะเล

เปนตน
3. ไมส ูบบุหร่ี และไมอ ยูใกลค นสูบบุหร่ี
4. ควรตรวจสภาพปอดดวยการเอกซเรยอยางนอ ยปล ะ 1 คร้งั
5. หลกี เล่ียงการอยใู กลช ดิ คนทเี่ ปนโรคติดตอ ทางลมหายใจ
6. เม่อื อากาศเปลย่ี นแปลง ควรรักษาความอบอุนของรางกายอยเู สมอ
7. ออกกําลังกายใหร างกายแขง็ แรงอยเู สมอ จะทําใหความจปุ อดดีขึน้
8. ถามคี วามผดิ ปกตเิ กย่ี วกับระบบหายใจควรรีบพบแพทย

111

แนวตอบขอ ที่ 2.
หลกั การของกระบวนการสรา งเสรมิ และดํารงประสิทธภิ าพการทํางานของระบบตา ง ๆ

ในรางกาย มีแนวทางในการปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
1. รักษาอนามัยสว นบคุ คล
2. บรโิ ภคอาหารใหถ ูกตองและเหมาะสม
3. ออกกําลังกายสมาํ่ เสมอ
4. ทําจิตใจใหร าเริงแจม ใสอยเู สมอ
5. หลกี เลี่ยงอบายมุขและสง่ิ เสพติดใหโ ทษ
6. ตรวจเช็ครา งกาย

แนวตอบกิจกรรมที่ 2

1. ข 2. ง 3. ง 4. ข 5. ค

บทที่ 2

แนวตอบขอ ท่ี 1.
หนวยกามโรคและโรคเอดสสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด ศูนยหนวยงานกามโรค

และโรคเอดส สํานักงานควบคุมโรคติดตอ ศูนยสงเสริมสุขภาพเขต หรือโรงพยาบาลในสังกัด
กระทรวงสาธารณสขุ ของรัฐทวั่ ประเทศ เปนตน
แนวตอบขอที่ 2.

ความเชื่อที่วา การมีเพศสัมพันธท่ีรุนแรงจะนําไปสูการสุขสมที่มากกวาผูชายที่มี
พละกําลังมากๆ จะสามารถมเี พศสัมพันธก บั หญงิ สาวไดร วดเรว็ รนุ แรงและทําใหเ ธอไปถึงจุดสุด
ยอดไดงาย รวมทง้ั มีความเขา ใจผิดเสมอๆ วาอาวุธประจาํ กายของฝา ยชายที่ใหญเทาน้ันท่ีจะทํา
ใหผูหญิงมีความสุขได แทจริงแลวการมีสัมพันธสวาทท่ีอบอุนเน่ินนานเขาใจกัน ชวยกัน
ประคบั ประคองนาวารกั ใหผานคลนื่ ลมมรสุมสวาทจนบรรลุถึงฝงฝนตางหาก ท่ีนําความสุขสม
มาสูคนท้ังสองไดม ากกวา

112

แนวตอบขอ ที่ 3.
ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเ กินสบิ ป หรือปรบั ไมเกินสองหมืน่ บาท หรือทั้งจาํ ทั้งปรับ

แนวตอบขอท่ี 4.
ตอ งระวางโทษจาํ คุกตัง้ แตส ี่ปถึงยส่ี บิ ปและปรับตงั้ แตแ ปดพนั บาทถงึ สหี่ มื่นบาท

บทท่ี 3
แนวตอบกจิ กรรมที่ 1
แนวตอบขอท่ี 1.

ยกตัวอยา งเชน โรคเหนบ็ ชา
สาเหตุ เกิดจากรางกายขาดวติ ามนิ บี 1
อาการ เบื่ออาหาร ปวดกลา มเน้อื บริเวณนอง รสู ึกชาตามปลายประสาท เชน มอื เทา
ออ นเพลยี เทาไมม ีแรง ลุกเดินไมได และอาจมอี าการทางหวั ใจ เชน หอบ เหน่ือยงา ย หรอื
หัวใจวาย
การปองกนั รบั ประทานอาหารทท่ี ีวิตามินบี 1 เชน ขาวแดง ขา วซอ มมือ เนอ้ื หมู ปลา ไข
ถ่วั เมลด็ แหง
แนวตอบขอที่ 2.
1. จัดแบง อาหารใหเ ปนอาหารมอื้ ยอย 4–5 มื้อ เพ่อื ลดปญหาการแนน ทอง
2. อาหารควรจะเปน อาหารออ น ยอ ยงา ย รสไมจ ัด
3. อาหารควรเปนอาหารที่มีคุณภาพ ไมไดผานขบวนการขัดสีและควรไดโปรตีน
จากปลา
4. เนนใหใชวิธีการน่ึงมากกวาทอด
5. อาหารเสริมที่แนะนํา ควรเสรมิ ผักและผลไมใหมากข้นึ
6. ไมควรใหผูสูงอายรุ บั ประทานอาหารรสเผด็ จัด

113

แนวตอบขอ ที่ 3.
1. ผกั และผลไม เลอื กท่มี ีสภาพดี สด สะอาด ไมช ํา้ ไมเนา ไมมีคราบตกคา งของยา

ฆาแมลง การเลือกซือ้ ควรคํานงึ ถึงคุณคา ทางอาหาร ถกู ตอ งตามฤดูกาล
2. เนื้อสัตวชนิดตาง ๆ สด สะอาด สีไมคลํ้า ไมมีกล่ิน และอยูในสภาพดี เชน เนื้อ

หมู เน้ือวัว ไมมีกล่ินเหม็นเปร้ียวหรือเปนเมือกลื่น ถามีการเนาเสีย เนื้อวัวจะเสียจากขาง
นอกเขา ขางใน สวนเนื้อหมูจะเสียจากขา งในออกมาขางนอก (จึงใหใชมีดจิ้มดมดู) และสังเกต
ดตู อ งไมม ีตวั ออนของพยาธิตวั ตืด เปน เมด็ สขี าวคลา ยเม็ดสาคู

3. ปลา เหงอื กมสี แี ดง ครบี เหงอื กปดสนิท บริเวณใตทองสะอาด ไมมีกลิ่นเหม็นและ
เมือก ตาเปดโตเต็มที่ เกลด็ ตอ งเปน มัน

4. หอย เปลอื กจะตองปด แนน ไมม กี ล่นิ เหม็น เปลือกตองไมม ีเมือก
5. กงุ หัวและหางจะตอ งไมเ ปนสีชมพู ลาํ ตัวแนน ดสู ดใส
6. ปู ควรเลือกซื้อปทู ี่มีชีวิตกดดตู รงทอง ถาเน้ือแนน จะแขง็ กดไมล ง
7. เนือ้ เปดและไก ตอ งไมม ีกล่นิ เหม็น ไมม รี อยช้ํา
8. ไขสด ผวิ เปลอื กไขเ รียบไมเปนมัน ไมมีรอยแตกราวและสะอาด เมือ่ สอ งดจู ะเห็น
ฟองอากาศขางใน

แนวตอบกิจกรรมท่ี 2

1. ก 2. ก. 3. ข 4. ค

บทที่ 4
แนวตอบกิจกรรมที่ 1
แนวตอบขอท่ี 1.

ยกตวั อยา งเชน การเตน แอโรบิก เปนการออกกาํ ลังกายทไ่ี ดร ับความนิยมเปน อยางมาก
และเปนการออกกําลังกายท่ีไดเคลื่อนไหวทุกสวนของรางกาย ชวยสรางความแข็งแกรงและ
ความอดทนของกลา มเน้อื โดยเฉพาะกลา มเนือ้ หัวใจเทคนิคในการเตน แอโรบกิ มีดังน้ี

1. ตองเคล่ือนไหวรางกายตลอดเวลา เพ่ือใหการเตนของหัวใจอยูในระดับท่ีตองการ
2. ใชเวลาในการเตนแอโรบกิ ครัง้ ละ 20 – 30 นาที สัปดาหละ 3 ครง้ั

114

3. สถานทที่ ี่ใชในการเตนแอโรบิก ควรมีอากาศถายเทไดสะดวก และถาพื้นท่ีใชเตนเปน
พ้ืนแข็งผูเ ตน จะตองใสรองเทาสาํ หรบั เตน แอโรบิกโดยเฉพาะ ซึ่งพื้นรองเทาจะชวยรองรับแรง
กระแทกได

4. ควรหลกี เลยี่ งทา กระโดด เพราะการกระโดดทําใหเทากระแทกกับพื้น

แนวตอบกิจกรรมที่ 2
1. ก 2. ก 3. ข 4. ง

บทท่ี 5
แนวตอบกิจกรรมท่ี 1
แนวตอบขอ ที่ 1.

โรคที่ถายทอดทางพันธุกรรม หมายถึง ความผิดปกติที่แฝงอยูในหนวยพันธุกรรม
ของบิดา มารดา เกิดข้ึนโดยไดรับการถายทอดมาจาก ปู ยา ตา ยาย หรือบรรพบุรุษรุนกอน
หรือเกิดข้ึนจากการผาเหลาของหนวยพันธุกรรม ซึ่งพบในเซลลท่ีมีการเปลี่ยนแปลงผิดไป
จากเดิม
แนวตอบขอ ที่ 2. วธิ กี ารปองกันรักษาโรคที่ถา ยทอดทางพันธกุ รรม

ยกตัวอยา งเชน การปอ งกนั โรคธาลัสซเี มีย
1. ควรรบั ประทานอาหารท่ีมีคุณภาพสูงโดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กเพื่อนําไปสราง
เม็ดเลือดแดงและชดเชยเม็ดเลอื ดแดงทเี่ สียไป
2. ไมควรคลุกคลีอยูในท่ีชุมชนแออัด เชน โรงมหรสพ เปนตน เพราะจะทําใหเกิดการ
ตดิ เชอื้ ไดงา ยและจะมีอาการแทรกซอนเพิม่ ขึน้
3. กอ นจะแตงงานคสู มรสตอ งไปตรวจเลือดเสียกอนเพราะโรคน้ีมีอันตรายตอบุตรเปน
อนั มากควรมีการคมุ กาํ เนดิ เพอ่ื ปอ งการมีบุตร
4. ในการใชยาควรปรกึ ษาแพทยเน่ืองจากยาบางอยางทําใหโลหิตจางลงมาก เชน ยาง
ซัลโฟนาไมต เปน ตน

115

แนวตอบขอ ที่ 3.
1. ปองกนั ไมใ หเ ชือ้ โรคแพรก ระจาย
1.1 ถา ยอจุ จาระและปสสาวะในสว มที่มิดชิดและตอ งทําความสะอาดlมํา่ เสมอ
1.2 ใชผ าเชด็ หนาปด ปากเวลาไอหรอื จาม
1.3 ไมบวนนํา้ ลายหรอื เสมหะตามท่ีตางๆ
1.4 เส้ือผาของผปู วยควรซกั หรอื ตม แลวผึง่ แดดจดั ๆ หรือใชย าฆา เช้อื โรคเพ่ือให

ปลอดโรค
1.5 กาํ จัดแหลงที่เปนพาหะของโรค ไดแก กําจัดแหลงที่มีนํ้าขัง กําจัดหนูและ

แมลงสาบ ฯลฯ
1.6 หลกี เลยี่ งการอยใู นทแ่ี ออดั

2. การปองกันไมใหเ ชอ้ื โรคเขาสรู างกาย
2.1 ลา งมอื ใหส ะอาดกอ นรับประทานอาหารทุกครงั้
2.2 รับประทานอาหารสุกใหมๆ และดื่มนํ้าทสี่ ะอาด
2.3 ไมเ ทย่ี วสําสอ น และไมใกลชดิ หรือสมั ผัสกับผูปว ยที่เปนโรคติดตอ
2.4 ระวังไมใ หยุง สุนขั หรอื สัตวอน่ื กดั

3. เสรมิ สรางความตานทานโรค
3.1 รบั ประทานอาหารดี มปี ระโยชนแ ละถกู หลกั โภชนาการ
3.2 พกั ผอนใหเพียงพอ ออกกําลงั กายสม่ําเสมอ
3.3 ฉีดวัคซนี เพอ่ื ปองกนั โรคบางชนดิ เชน คอตบี บาดทะยกั หดั ฯลฯ
3.4 ทําจติ ใจใหสบาย มองโลกในแงดี
3.5 ควรตรวจรา งกายเปน ประจาํ อยา งนอ ยปละคร้ัง

การปองกันโรคติดตอทําไดหลายวิธี ถาจะใหไดผลดีตองอาศัยความรวมมือจาก
ทกุ ฝา ยเพือ่ ประโยชนของตนเองและสวนรวม ในการปองกันโรคติดตอควรคํานึงถึงแหลงของ
เชื้อโรค การแพรก ระจายของเชอ้ื โรคและวธิ ตี ิดตอ ของเชื้อโรคดว ย

แนวตอบขอท่ี 4.
ปจจุบันมีบริการทางการแพทยและสาธารณสุขที่แพรหลายขยาย ออกไปสูชนบท

เมือ่ ไมส บายจงึ ควรปรกึ ษาบคุ ลากรดา นการแพทยแ ละสาธารณสุข ความสําคัญของพฤติกรรม
สุขภาพ การปอ งกันโรค และการดํารงสุขภาพสิง่ ทค่ี นเราปฏบิ ัติเกยี่ วกับสขุ ภาพ เชน

116

การรับประทานอาหาร การออกกําลังกาย การจัดการความเครียด การพักผอน การสูบบุหร่ี
การด่ืมสุรา ฯลฯ เหลาน้ีลวนมีผลตอสุขภาพของบุคคล ซึ่งรวมถึงการเกิดโรคหรือไมเกิดโรค
(สขุ ภาพดี) ดวย เมื่อพจิ ารณาดูการปฏิบัตพิ ฤติกรรมสุขภาพที่ไมถูกตองจะพบวาลวนมีผลตอ
การเกิดโรคท้ังส้ิน บางโรคเกิดจากการปฏิบัติที่ไมถูกตองอยางเดียว บางอยางเกิดจากการ
ปฏบิ ตั ิท่ไี มถูกตองหลายอยาง ดังนั้น เพ่ือใหการดํารงไวซึ่งสุขภาพท่ีดีท้ังดานรางกาย จิตใจ
อารมณ และสงั คม จงึ ควรปฏบิ ัติพฤติกรรมสุขภาพท่ีถกู ตอ งเหมาะสม

แนวตอบกิจกรรมท่ี 2
1. ง 2. ข 3. ง 4. ข

บทท่ี 6
แนวตอบกิจกรรมที่ 1
แนวตอบขอท่ี 1.

ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) หรือยาตานจุลชีพ หมายถึง ยาท่ีผลิตมาจากส่ิงมีชีวิต
เ พ่ื อ ใ ช รั ก ษ า โ ร ค ติ ด เ ชื้ อ ซ่ึ ง แ บ ง อ อ ก เ ป น ก ลุ ม ย อ ย ต า ม คุ ณ ส ม บั ติ ข อ ง ย า
ในการกําจัดเชื้อแตละชนิด เชน ยาตานเช้ือแบคทีเรีย ยาตานไวรัส ยาตานเช้ือรา ชื่ออ่ืน
ท่ใี ชเ รียกยาปฏชิ วี นะ เชน ยาฆา เช้อื หรอื ยาแกอ กั เสบ

ยาสมุนไพร คอื ยาท่ีไดจ ากพฤกษชาติ สัตว หรือแรธาตุ ซึ่งมิไดผสมปรุงหรือแปร
สภาพ
แนวตอบขอ ที่ 2.

1. ใชยาไมถกู ตอ ง เชน ไมถ ูกโรค บคุ คล เวลา วิธี ขนาด นอกจากทําใหการใชย าไม
ไดผ ลในการรกั ษาแลว ยังกอใหเ กดิ อันตรายจากการใชยาอกี ดวย

2. ถอนหรือหยุดยาทันที ยาบางชนิดเม่ือใชไดผลในการรักษาแลวตองคอยๆ ลด
ขนาดลงทีละนอยจนสามารถถอนยาได ถาหยุดทันทีจะทําใหเกิดโรคขางเคียงหรือโรคใหม
ตามมา ตวั อยางเชน ยาเพรดนิโซโลน ยาเดกซาเมธาโซน ถาใชต ิดตอกันนานๆ แลวหยุดยาทันที
จะทําใหเกิดอาการเบอ่ื อาหาร คล่นื ไสอาเจียน ปวดทอ ง รา งกายขาดนํา้ และเกลือ เปน ตน

117

3. ใชยารวมกันหลายขนาน การใชยาหลายๆ ชนิดรักษาโรคในเวลาเดียวกัน
บางครง้ั ยาอาจเสรมิ ฤทธ์ิกันเอง ทําใหยาออกฤทธิ์เกินขนาด จนเกิดอาการพิษถึงตายได ในทาง
ตรงกนั ขาม ยาอาจตา นฤทธ์กิ นั เอง ทําใหไ มไ ดผ ลตอ การรกั ษาและเกิดดอ้ื ยา

แนวตอบกจิ กรรมที่ 2 3. ก
1. ก 2. ข

บทที่ 7
แนวตอบกิจกรรมท่ี 1
แนวตอบขอ ที่ 1.

โทษและภัยตอตัวผูเสพ ฤทธ์ิของสารเสพติดจะมีผลตอระบบประสาทและระบบ
อวัยวะตางๆ ของรา งกาย ตลอดจนจติ ใจของผูท่ีเสพเสมอ ดังนั้นจะพบวา สุขภาพรางกายของ
ผูที่เสพยาจะทรุดโทรมท้ังรายกายและจิตใจ เชน มีรูปรางผอม ซูบซีด ผิวคลํ้า ไมมีแรง
ออนเพลียงาย สมองเส่ือมและความจําสับสน เปนโรคติดเช้ืออ่ืนๆ ไดงาย ไมสนใจตนเอง
ไมสนใจการงานหรอื การเรียน และผูเสพบางรายอาจประสบอุบัติเหตุถึงขั้นพิการ เชน พลัดตก
จากท่ีสูงขณะทํางาน หกลม อันเน่ืองมาจากฤทธ์ิของยาเสพติดท่ีมีผลตอระบบประสาทและ
สมอง

โทษและภัยตอ ครอบครัว การตดิ สารเสพติดนอกจากจะทาํ ใหเสอื่ มเสียช่ือเสียงของ
ตนเองและครอบครัวแลว ยังทําใหผูเสพกลายเปนบุคคลท่ีขาดความรับผิดชอบตอครอบครัว
ไมหวงใยดแู ลครอบครวั ทําใหครอบครัวขาดความอบอุน ตองสูญเสียเศรษฐกิจและรายไดของ
ครอบครัว เนอื่ งจากตอ งนําเงนิ มาซือ้ สารเสพตดิ

โทษและภัยตอสังคมและเศรษฐกิจ ผูท่ีเสพสารเสพติด นอกจากจะเปนผูท่ีมี
ความรสู ึกวาตนเองดอยโอกาสทางสังคมแลว ยังอาจมีความคิดหรือพฤติกรรมที่นําไปสูปญหา
สังคมสวนรวมได เชน กอใหเกิดปญหาอาชญากรรม ปญหาอุบัติเหตุ และปญหาโรคเอดส
เปน ตน

โทษและภยั ตอ ประเทศชาติ ผูท่ีเสพสารเสพติดอาจกลาวไดวา เปนผูท่ีบอนทําลาย
เศรษฐกจิ และความม่นั คงของชาติ เนอ่ื งจากผูท่ีเสพสารเสพตดิ ทาํ ใหร ัฐบาลตอ งสูญเสียกําลังคม
และงบประมาณแผนดนิ จํานวนมหาศาล เพ่อื ใชจายในการปราบปรามและบําบัดรักษาผูติดสาร

118

เสพติด เกิดความไมสงบสุขของบานเมือง ทําใหเศรษฐกิจทรุดบั่นทอนความมั่นคงของ
ประเทศชาติ

แนวตอบขอท่ี 2.
การแกไขปญหายาเสพติด จึงตองดําเนินการกับองคประกอบทั้งสองอยางไป

พรอมๆ กัน คือ จะตองลดปริมาณความตองการยาเสพติดลง ในขณะเดียวกันก็จะตองลด
ปรมิ าณของยาเสพตดิ ในตลาดดว ย การปอ งกันพฤติกรรมการใชยาของมนุษยท่ีเกิดจากการคิด
พง่ึ ยาและหวังผลจากฤทธ์ิยา เชน การฝกอบรมแกกลุมแกนนําและกลุมประชาชนใหมีความรู
ดานการปองกันการเสพติด โดยมีจุดประสงคใหกลุมแกนนําประยุกตความรูนั้นไปปฏิบัติใน
ชุมชนใหสอดคลองกับสภาพของทองถ่ิน สวนกลุมประชาชนน้ันใหมีความรูและมีพฤติกรรม
ตอตานการเสพติดโดยตรงและการรณรงค เผยแพรขาวสารโดยการระดมส่ือตาง ๆ ภายใต
ขอบเขตทก่ี าํ หนดไว ใหป ระชาชนเกิดการต่นื ตัว ตระหนักถึงปญหาและเขามามีสวนรวมในการ
แกปญหา

แนวตอบขอที่ 3.
การมสี วนรวมในการรณรงคการปองกนั การสารเสพติดในชุมชน ไดแ ก
1. การปองกันในวงกวา ง เปน การปองกันโดยเนนเปาหมายท่ีสังคมโดยทั่วไปมุง

สรา งสงั คมใหต ระหนักถงึ พษิ และภัยของยา ลดความตองการของสังคม และลดการตอบสนอง
ของยาเสพติด ซึ่งการดาํ เนินงานมีหลายรปู แบบ เชน การพฒั นาสขุ ภาพ การสรา งเสรมิ ศีลธรรม
การใชกฎหมายการพัฒนาสังคม ฯลฯ กลวิธีของการปองกันใน แนวกวาง ไดแก การให
การศกึ ษาในการถายทอดความรู การใหขอมูลและขา วสารทถ่ี ูกตอ งของปญหายาเสพติด และ
การจดั กิจกรรมทางเลือก เปน ตน

2. การปองกันในวงแคบ มุงเนนเฉพาะบุคคลบางกลุม หรือชุมชนบางแหงท่ี
เสี่ยงตอปญหาการเสพติด ไดแก การฝกอบรมแกกลุมแกนนําและกลุมประชาชนใหมีความรู
ดานการปอ งกันการเสพติด การรณรงค เปนการเผยแพรขาวสารโดยการระดมสื่อตาง ๆและ
การปฏบิ ตั ิการทางสังคม เปน ตน

3. การปอ งกันกรณีพิเศษ เปนการปองกันท่ีเนนในวงแคบท่ีสุดโดยเปาหมาย อยูที่ผูคา
ผูติดยาเสพติด หรือผูที่มีความเสี่ยงสูง และครอบครัว ไดแก การวิเคราะหปญหา การให
คําปรึกษาแนะนาํ การใหค าํ ปรกึ ษาแกครอบครัว การใหสุขศึกษา การใหกําลังใจ และการฝก
อาชพี เปนตน

119

แนวตอบกจิ กรรมท่ี 2 3. ข
1. ก 2. ค

บทท่ี 8
แนวตอบกิจกรรมที่ 1
แนวตอบขอท่ี 1.

1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making) เปนความสามารถในการตัดสินใจ
เกี่ยวกบั เรือ่ งราวตาง ๆ ในชวี ติ ไดอยางมรี ะบบ

2. ทักษะการแกปญหา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจัดการกับ
ปญหาท่เี กดิ ขึน้ ในชวี ิตไดอยางมรี ะบบไมเกิดความเครียดทางกายและจิตใจ

3. ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative Thinking) เปนความสามารถในการคิดท่ี
จะเปนสว นชวยในการตัดสินใจและแกไขปญ หาโดยการคดิ สรางสรรค เพื่อคนหาทางเลือกตา งๆ

4. ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เปนความสามารถในการคิด
วิเคราะหข อมลู ตางๆ และประเมินปญหาหรือสถานการณท่ีอยูรอบตัวเราท่ีมีผลตอการดําเนิน
ชีวิต

5. ทักษะการสื่อสารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เปน
ความสามารถในการใชคําพูด และทาทางเพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยาง
เหมาะสมกับวฒั นธรรม และสถานการณตางๆ

6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal Relationship)
เปนความสามารถในการสรางความสัมพันธท่ีดีระหวางกันและกัน และสามารถรักษา
สมั พนั ธภาพไวไดยืนยาว

7. ทักษะการตระหนักรูในตน (Self-Awareness) เปนความสามารถในการคนหา
รูจ กั และเขา ใจตนเอง

8. ทักษะการเขาใจและเห็นใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขา
ใจความเหมือนหรือความแตกตา งระหวา งบคุ คล

9. ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with Emotion) เปนความสามารถในการรับรู
อารมณของตนเองและผอู ืน่

120

10. ทกั ษะการจดั การกบั ความเครียด(Coping with Stress) เปน ความสามารถ ในการรับรู
ถึงสาเหตุของความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับ
ความเครียด
แนวตอบขอท่ี 2.

1. ทักษะการเขาใจและเห็นใจผูอ่ืน เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือน
หรือความแตกตางระหวางบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา
ความเชอื่ อาชีพ ฯลฯ ชวยใหส ามารถยอมรบั บุคคลอ่ืนทต่ี า งจากเรา

2. ทักษะการจัดการกับอารมณ เปนความสามารถในการรับรูอารมณของตนเอง
และผูอ น่ื รวู าอารมณมีผลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโกรธและ
ความเศรา โศกทสี่ ง ผลทางลบตอรา งกายและจิตใจไดอ ยางเหมาะสม

3. ทักษะการจัดการกับความเครียด เปนความสามารถในการรับรูถึงสาเหตุของ
ความเครยี ด รูวิธผี อนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพ่ือให
เกิดการเบ่ียงเบนพฤตกิ รรมไปในทางท่ีถกู ตองเหมาะสมและไมเ กิดปญ หาดานสขุ ภาพ

แนวตอบขอที่ 3
ยกตัวอยางเชน หางานอดิเรกที่ชอบทําฝก การออกกําลังกาย บริหารรางกาย

เปน ตน

แนวตอบขอที่ 4
ยกตัวอยา งเชน
1. วิธีแกไขที่ปลายเหตุ ไดแก การใชยา เชน ยาหมอง ยาดม ยาแกปวด ยาลดกรดใน

กระเพาะ ยากลอมประสาท แตวิธีการดังกลาวไมไดแกไขความเครียดท่ีตนเหตุ อาจทําให
ความเครียดนัน้ เกดิ ข้ึนไดอ กี

2. วิธีแกไขท่ตี น เหตุ ไดแก แกไ ขเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เอื้ออํานวยตอการกอใหเกิด
ความเครียด เชน หางานอดิเรกที่ชอบทําฝก การออกกําลังกาย บริหารรางกายแบบงาย ๆ
เปน ตน

3. เปลี่ยนแปลงนิสัยและทัศนคติตอการดําเนินชีวิต เชน ลดการแขงขัน ผอนปรน
ลดความเขม งวดในเรอ่ื งตางๆ

121

4. สํารวจและเปล่ียนแปลงทัศนคติตอตัวเองและผูอ่ืน เชน มองตัวเองในแงดี
มองผูอื่นในแงดี เปนตน

บทที่ 9
แนวตอบขอ ท่ี 1

ผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารที่ไดผานข้ันตอนการหุงตม หรือ
กระบวนการ แปรรูปผลิตผลการเกษตรโดยใชเทคโนโลยีเพ่ือใหอาหารน้ันสามารถเก็บไดเปน
เวลานานพอสมควรโดยไมเ นา เสยี สามารถด่มื หรือรับประทานไดทันทีเม่ือตอ งการ

แนวตอบขอ ที่ 2
ผลิตภัณฑอาหารกึ่งสําเร็จรูป หมายถึง อาหารที่ไดผานข้ันตอนการหุงตมหรือ

กระบวนการแปรรูปแลว และสามารถเก็บไวไดนานเชนเดียวกัน จะตองนําไปหุงตมและปรุงรส
หรอื ปรงุ แตงกอนจึงจะรับประทานได

แนวตอบขอท่ี 3
การแปรรปู หรือการถนอมอาหาร หมายถึง การทําลายหรือฆาเช้ือจุลินทรียท่ีมีอยูหรือ

อาจเกดิ ข้นึ ในอาหาร และทาํ ใหเ กิดการเนาเสียใหหมดไป

แนวตอบขอท่ี 4
หลกั การดาํ เนนิ งานของธรุ กิจผลิตและจําหนายอาหารสาํ เรจ็ รปู

กระบวนการผลติ การขนสง และ ผูบรโิ ภค
และบรรจุภณั ฑ เก็บรักษา

ชอ งทางการจัดจาํ หนา ย ประกอบดวย ผูผลิต คนกลาง และผูบริโภค ซ่ึงอาจจะใชชอง
ทางตรง จากผูผลติ ไปยังผูบ ริโภค และใชชองทางออม จากผูผลิต ผานคนกลาง ไปยังผูบริโภค
ดังรูป

ผูผลิต ผูบริโภค

ผผู ลติ คนกลาง ผูบริโภค

122

แนวตอบขอ ที่ 5
การจัดตกแตง รานคา มีความสาํ คัญตอ งคํานึงถึงสง่ิ ตอไปนี้
1. แสงสวา งภายในราน
2. การตกแตง สีภายนอกและภายในราน
3. การจัดวางสินคา บรเิ วณทางเขา รา น ใกล ๆ ทางเขา ราน เปน ทเ่ี หมาะสาํ หรบั จดั วาง

สินคาท่ีตองการเสนอขายเปน พิเศษ
4. การจัดหมวดหมขู องสินคา
5. การติดปายบอกประเภทของสินคา เพื่อใหรูวาสินคา อยูทใ่ี ด
6. การตดิ ปายราคาสินคา
การจัดวางสนิ คา มคี วามสาํ คญั ตอ การจงู ใจลกู คา ใหเลือกซื้อสนิ คา เพ่ือใหส ะดวกและ

เกิดความพึงพอใจควรคาํ นึงถงึ สิง่ ตอ ไปน้ี
1. ความพึงพอใจของลูกคา
2. จัดสินคาไวใ นบรเิ วณทเ่ี ราจะขาย
3. จัดสินคา ไวในระดับสายตาใหม ากทสี่ ุด
4. จัดสนิ คา ดานหนาบนช้ันใหเ ต็มอยูเสมอ
5. ชนั้ ปรบั ระดบั ไดต ามขนาดของสินคา จะเปนการดี
6. การใชกลองหนุนสนิ คาใหด งู ดงามแมจ ะมสี ินคาไมมากนัก
7. ความเปนระเบยี บเรียบรอ ย
8. สนิ คามากอ นตองขายกอน
9. ปอ งกันหลีกเล่ยี งการรวั่ ไหลของสนิ คา โดยการจัดวางผังทางเดินภายในรานใหลูกคา

เดินไปมาไดส ะดวก

แนวตอบขอที่ 6
1. สถานที่รับประทานอาหาร เตรียม - ปรุง - ประกอบอาหาร ตองสะอาดเปน

ระเบียบ และจดั เปนสัดสวน
2. ไมเ ตรยี มปรงุ อาหารบนพื้นและบริเวณหนา หรือใกลหองนํ้า หองสวม และตอง

เตรยี มปรุงอาหารบนโตะทสี่ งู จากพน้ื อยางนอย 60 เซนติเมตร
3. ใชสารปรุงแตงอาหารท่ีมีความปลอดภัย มีเครื่องหมายรับรองของอาหารจากทาง

ราชการ เชน เลขสารบบอาหาร เครือ่ งหมายรับรองมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.)

123

4. อาหารสดตองลางใหสะอาดกอนนํามาปรุง หรือเก็บรักษา การเก็บอาหาร
ประเภทตางๆ ตอ งแยกเก็บเปนสัดสว น อาหารประเภท เน้อื สตั วด บิ ตองเก็บรักษาไวที่อุณหภูมิ
ต่าํ กวา 5 องศาเซลเซยี ส

5. อาหารท่ปี รุงสําเร็จแลว เกบ็ รักษาไวในภาชนะท่ีสะอาดมีการปกปด วางสูงจาก
พื้นอยา งนอ ย 60 เซนตเิ มตร

6. นํ้าแขง็ ทีใ่ ชบ ริโภคตอ งสะอาดเก็บในภาชนะที่สะอาดมีฝาปด ใชอุปกรณที่มีดาม
สาํ หรบั คบี หรือตัก โดยเฉพาะวางสูงจากพ้ืนอยา งนอย 60 เซนติเมตร และตองไมมีส่ิงของอยาง
อื่นแชรวมไว

7. ลา งภาชนะดวยน้ํายาลางภาชนะแลวลางดวยนํ้าสะอาด 2 ครั้ง หรือลางดวยน้ํา
ไหล และที่ลา งภาชนะตอ งวางสูงจากพ้ืนอยางนอย 60 เซนติเมตร

8. เขียงและมดี ตองมสี ภาพดี แยกใชร ะหวางเนอื้ สตั วสกุ เนอ้ื สตั วด บิ และผักผลไม
9. ชอน สอม ตะเกียบ วางต้ังเอาดามข้ึนในภาชนะโปรง สะอาด หรือวางเปน
ระเบยี บในภาชนะโปรง สะอาดและมีการปกปด เก็บสงู จากพน้ื อยา งนอย 60 เซนติเมตร
10. ขยะมูลฝอย และนํา้ เสียทกุ ชนดิ ไดร บั การกําจัดดว ยวิธีที่ถูกหลักสุขาภิบาล
11. หองสวมสําหรบั ผบู รโิ ภคและผทู ่ีสัมผัสอาหารตองสะอาด มอี างลา งมอื ที่ใชการ
ไดด ี และมีสบูใชต ลอดเวลา
12. ผูท่ีสมั ผัสอาหารตอ งแตงกายสะอาด สวมเสอื้ มแี ขน ผปู รงุ อาหารตองผูกผากัน
เปอ นทีส่ ะอาด สวมหมวกหรือเน็ทคลมุ ผม
13. ผูท ี่สมั ผัสอาหารตอ งลางมือใหสะอาดกอนเตรียมปรุง ประกอบ และจําหนาย
อาหารทุกครง้ั ใชอปุ กรณใ นการหยบิ จบั อาหารท่ีปรุงสําเรจ็ แลวทกุ ชนิด

124

บรรณานกุ รม

กองวางแผนครอบครวั และประชากร กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข. แผนการอบรม
เพศศกึ ษาสาํ หรบั พอ แม. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั วศิ คอม เซ็นเตอร จํากัดม 2543.

เกรยี งศกั ด์ิ เจริญวงศศกั ด.์ิ www.kriengsak.com/
จันทรวภิ า ดิลกสมั พนั ธ. เพศศกึ ษา. พิมพค รงั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ : ศลิ ปาบรรณคาร, 2543 :

69-77.
ชูศกั ดิ์ เดชเกรียงไกรกลุ . นทิ ัศน คณะวรรณ ธีรพล แซต ั้ง. การตลาดรุง มุงสมั พนั ธ.

กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ซเี อ็ด ยเู คช่ัน จํากัด (มหาชน), 2546.
ระพพี ล กุญชร ณ อยธุ ยา. webmaster. www.kr.ac.th/

www.thaiheartweb.com/foodsupplement.htm
นกิ ร ดุสติ สิน, วรี ะ นิยมวนั และไพลนิ ศรีสุโข. คูม อื การสอนเพศศาสตรศกึ ษาระดบั มัธยม.

พมิ พคร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ หง จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั . 2545 : 1-4.
พนม เกตมุ าน. สุขใจกบั ลูกวยั รุน. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั แปลนพบั ลิชชง่ิ จํากัด, 2535 : 60-88.
วีระพงษ เฉลมิ จิระวัฒน. คณุ ภาพในงานบรกิ าร. กรงุ เทพฯ : สมาคมสง เสรมิ เทคโนโลยี

(ไทย-ญีป่ ุน), 2542.
ศิรวิ รรณ เสรรี ัตน, ศภุ กร เสรีรัตน, องอาจ ปทวานิช, ปริญ ลกั ษติ านนท, สุพีร ลม่ิ ไทย,

หลกั การตลาด. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท ธรี ะฟล ม และไซเทก็ ซ, 2543.
ศิริพรรณ สายหงษ. แนวคดิ เรอ่ื งทกั ษะชวี ติ และแนวทางจัดการพฒั นาทกั ษะชวี ติ .

www.nfe.go.th/0405/nfe-note.
สารานุกรมเสรใี นภาษาไทยทีท่ ุกคนรว มสรา งได. วกิ พิ ีเดยี . http://th.wikipedia.org.
แสงหลา พลนอก. ภาควิชาการพยาบาลพ้นื ฐาน คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลยั นเรศวร.

www.nurse.nu.ac.th/พิษณุโลก/
สํานักงานคณะกรรมการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. แนวทางการจัดกิจกรรม

การเรียนรูเพศศึกษา ชวงช้ันท่ี 1 (ป.1-3). กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ,
2548.
. แนวทางการจดั กิจกรรมการเรียนรูเพศศึกษา ชว งชั้นท่ี 2 (ป.4-6). กรุงเทพฯ :
กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2548.

125

. แนวทางการจดั กจิ กรรมการเรียนรูเพศศึกษา ชว งชั้นท่ี 3 (ม.1-3). กรุงเทพฯ :
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2548.
. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรยี นรูเพศศึกษา ชวงช้ันท่ี 4 (ม.4-6). กรุงเทพฯ :
กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2548.
“การมีจิตใจในการบรกิ ารทด่ี ”ี (ออนไลน) . เขา ถงึ เม่อื วันท่ี 9 กรกฎาคม 2548.
www.cdd.go.th/j4607181.htm.
หนว ยงานและแหลง ขอรับความชว ยเหลือเม่ือมีปญหาจากการมีเพศสมั พนั ธ (ออนไลน) .
เขาถึงเมือ่ วันท่ี 10 พฤษภาคม 2559. จาก
http://site.google.com/site/30236kerobies/page4.
Friedman CR. Normal sexuality and introduction to sexual Disorders. In :
Cavenarr OJ Jr.Psychiatry. Vol.1 revised edition. Philadelphia : J.B.
Lippincott Company, 1986 : Chapter 45 : 1-8.
Person SE. Paraphilias and gender identity disorders. In : Cavenarr OJ Jr.ed.
Psychiatry. Vol.1 revised edition. Philadelphia : J.B. Lippincott
Company, 1986 : Chapter 46 : 1-19
www.school.net.th/
.

126

คณะผจู ัดทาํ

ทปี่ รกึ ษา เลขาธกิ าร กศน.
นายสรุ พงษ จาํ จด รองเลขาธิการ กศน.
นายประเสรฐิ หอมดี ผูอํานวยการกลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบ
นางตรนี ุช สขุ สุเดช และการศึกษาตามอธั ยาศัย
ผอู าํ นวยการ สถาบนั กศน. ภาคกลาง
นายวมิ ล ชาญชนบท รองผูอ าํ นวยการ สถาบนั กศน. ภาคกลาง
ด.ต.ชาติวฒุ ิ เพ็ชรนอย

ผูส รปุ เนือ้ หา ผอู ํานวยการ กศน.อําเภอชะอํา
นายวรวฒุ ิ หนุ มาตรา ครู สถาบนั กศน. ภาคกลาง
นางสาวชนากานต สายหมี ครู สถาบนั กศน. ภาคกลาง
นายศุนันทพิ ฒั น ออนศรี ครู กศน. อาํ เภอชะอํา
นางชนาพร ทองดี ครู กศน. อาํ เภอชะอํา
นางปารชิ าติ แจงสุวรรณ ครู สถาบัน กศน. ภาคกลาง
นางเหมอื นฝน ยองเพชร

ผตู รวจและบรรณาธกิ าร ผูอํานวยการสาํ นกั งาน กศน.จงั หวดั เพชรบรุ ี
นายศุภัชณัฏฐ หลกั เมือง ศกึ ษานเิ ทศก กศน.จงั หวัดเพชรบรุ ี
นางทองสขุ รตั นประดิษฐ ครู กศน.อาํ เภอหัวหนิ
นางสาวณัฐกฤตา ทบั ทิม ครู กศน.อาํ เภอเมอื งสมุทรสงคราม
นางสาวจรยิ า สมุทวนชิ ครู กศน.อําเภอเมืองเพชรบุรี
นางสาวสําราญ นาคทอง
ครู สถาบัน กศน. ภาคกลาง
ผพู มิ พต น ฉบบั ครู สถาบนั กศน. ภาคกลาง
นางสาวชนากานต สายหมี
นางเหมอื นฝน ยองเพชร กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั

ผูออกแบบปก
นายศภุ โชค ศรีรตั นศิลป

127

128


Click to View FlipBook Version