The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สูจิบัตร งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Siwat Salinrat, 2024-01-30 17:55:43

สูจิบัตร งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท

สูจิบัตร งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท


๒ พุธ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗ ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย




๕ รับพระราชทานโล่เกียรติยศ และเข็มศิลปินแห่งชาติ ณ พระต าหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ รบัพระราชทานโล่ดนตรอีุดมศึกษาครงั้ท่ี๒๒ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๔




๘ ครูประเวช กุมุท ครูประเวช กุมุท เกิดเมื่ อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ที่ต าบลคานหาม อ าเภอ อุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อนายวง มารดาชื่อนางชุ่ม กุมุท อาชีพท านา อาชีพรอง คือเล่นตนตรีไทยและศิลปะการแสดงพื้นบ้าน บิดากับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านรวมวงกันเล่น ดนตรไีทย ตั้งแต่จ าความได้ก็ได้ยินและได้เห็น เพลงไทยและวงเครื่องสายกันแล้ว ครูประเวช กุมุท มีนิสัยรักดนตรีมาตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้ประมาณ ๓-๔ ขวบ บิดาซื้อกลองจีน แบบคนจีนย้อมผ้าใช้ตีให้ก็เคาะตีทั้งวัน ต่อมาพออายุได้๖ ขวบ บิดาก็เริ่มหัดให้ตีขิม ตีกลองแขก และหัดขับร้องเพลง หากมีโอกาสก็จะติดตามบิดาไปตามงานดนตรีต่างๆ อยู่ตลอด มา ท าหน้าท่ีตีฉิ่งบ้าง ตีกลองบ้าง เปน็ท่ีสนุกสนาน บิดาได้สอนให้ครูประเวชขับรอ้งเพลง ๒ ชั้น ง่ายๆ เพลงแรกท่ีขับรอ้งได้คือเพลงเช้ือ ๒ ชั้น ซ่ึงเป็นท่ีนิยมชมชอบในบรรดาญาติมิตรและ เพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีเพลงจระเข้หางยาว เพลงเขมรพระปทุม เพลงจีนขิมเล็ก นับได้ว่าครู ดนตรคีนแรกของท่านก็คือบิดาของท่านเอง การศึกษา ครูประเวช กุมุท เรมิ่การศึกษาในระดับ ประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดคานหาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่เรียนได้ระยะหนึ่ง บิดาได้พา เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนด าเนินศึกษา ถนนราชด าเนินกรุงเทพมหานคร จนจบชั้นมัธยม ๑ จึงย้าย ไปศึกษาต่อจนจบชนั้สูงสุดท่ีโรงเรยีนนาฏดุรยิางค์(วิทยาลัยนาฏศลิ ป กรมศลิ ปากร) จากนั้น ครู ประเวชก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมธรรมศาสตร์และการเมืองรุ่นที่ ๔ ปี พ.ศ. ๒๔๗๔


๙ และจบการศึกษาในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ พอดีท่านถูกเกณฑ์ทหาร และประกอบกับมารดาเสียชีวิต ครูประเวชจึงต้องกลับบ้านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ใด้เรียนต่อในระดับปริญญา ชีวิตการเรียนดนตรี ครูประเวช กุมุท ได้ช่ือว่าเปน็คนเรยีนดนตรไีด้ว่องไว มีความจ าและฝีมือดีมากมาตั้งแต่ ยังเรียนชั้นประถมศึกษา มีความสามารถในการขับร้องทั้งเพลงไทยและเพลงพ้ืนบ้าน โดยช่วยงานดนตรีอาชีพในครอบครัวมาตลอด เมื่ อเข้ามาเรียนที่ วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากรแล้ว ความสามารถก็เด่นชัดเกินเพ่ือนฝูงในรุน่เดียวกัน สมัยเรมิ่เรยีนสีซอด้วง เป็นครั้งแรกกับครูมีพูลเจริญ ท่ีโรงเรียนนาฏดุริยางค์ครูประเวชมีความสนใจเป็นพิเศษ สามารถต่อเพลง ๔ จังหวะได้ถึง ๓ เพลง ในเวลา ๑ชั่วโมง ครูให้ทวนก็ไม่ขาดตกบกพรอ่ง อีกทั้งยังไล่ขอต่อเพลงตั้งแต่หลักสูตรมัธยม ๑ จนถึงมัธยม ๘ ซึ่งมีความยากง่ายตามล าดับ ความสูงต ่ าของชั้นได้จนหมดทุกชั้น ทุกเพลง ได้อย่างแม่นย าและรวดเรว็จนได้ออกแสดงฝีมือ หลายครงั้ตั้งแต่ยังเปน็นักเรยีน ครูประเวชเรมิ่เรยีนเคร่อืงสาย เรยีนหน้าทับกลองจังหวะต่างๆ เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี สามารถสีชอด้วง ซออู้ และตีขิมได้ไพเราะ มีความจ าเป็นเลิศ เมื่อเข้ามาเรียน ท่ีโรงเรียนนาฏดุริยางค์กรมศิลปากร อายุได้๑๔ ปีก็ได้รับการชัดเกลาให้ดียิ่งข้ึน โดยมี ครูมี พูลเจริญ และครูโสภณ ชื่อต่อชาติ เป็นผู้สอน ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๗ ปี ก็ได้เรียนดนตรี ชั้นสูงข้ึนอีกกับครูปลั่ง วนเขจร ซ่ึงเป็นครูเคร่ืองสายชั้นยอดของกรมมหรสพมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๖ เรียนจะเข้กับครูละเมียด จิตตเสวี (นางสนิทบรรเลงการ) ยอดนักจะเข้ของ กรมศิลปากร ได้เรียนซอสามสายกับครูอนันต์ ดูรยะชีวิน คนซอฝีมือเยี่ยม บุตรชายของ ท่านครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) จนเมื่ออายุได้ ๑๙ ปี ท่านครูหลวงไพเราะเสียงซอ จึงได้ยอมสอนให้ตัวต่อตัว จนได้เพลงเดี่ยวนานาชนิด ได้เรียนเทคนิคการสีซอทุกรูปแบบ จากท่านอันเป็นท่ีสุดของท่ีสุดในวงการเคร่ืองสายไทย ครูประเวชมิได้หยุดเพียงเท่านั้น แต่ท่านยังได้เรียนปี่ พาทย์จนสามารถบรรเลงได้รอบวง จนแม้แต่เครื่องเป่าก็ปฏิบัติได้ นอกจากนั้นครูประเวชยังมีกระแสเสียงท่ีไพเราะ เป็นนักร้อง-ขับเสภา-อ่านท านองเสนาะ


๑๐ ได้ยอดเย่ียม โดยเปน็ ศิษย์ครูเหน่ียว ดุรยิพันธุ์และครูแชม่ชอ้ย ดุรยิพันธุ์ซ่งึทั้งสองท่านเปน็ ศษิย์ ของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) และเป็นนักร้องต้นแบบคนส าคัญของ กรมศิลปากรทั้ง ๒ ท่าน ครนั้เม่ือครูเหน่ียว ดุรยิพันธุ์ถึงแก่กรรมเม่ือปีพ.ศ.๒๔๙๘ ครูประเวช ก็เข้าแทนท่ีเป็นนักร้องของกรมศิลปากรได้ทันทีจนสมัยเม่ือนายธนิต อยู่โพธิ์เป็นอธิบดี กรมศิลปากร ครูประเวชได้ท าหน้าที่เป็นนักร้อง ร้องเพลงอัดแผ่นเสียงให้แก่กรมศิลปากร มากมายหลายเพลง เป็นแผ่นเสียงอมตะมาจนทุกวันนี้ ครูประเวชเป็นผู้รู้วรรณคดีอย่างเจนจบ นอกจากจะร้องเพลงได้ดีทุกรูปแบบแล้ว ยังสามารถแต่งบทละครได้งดงาม ถูกต้องตามหลัก วิชานาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์อีกด้วย และนอกจากการขับร้องและบรรเลงแล้ว ท่านยังสามารถ ปรับวงดนตรีได้ยอดเยี่ยม ครูประเวชได้เรมิ่ถ่ายทอดวิชาการแก่รุน่น้องมาตั้งแต่อายุได้๒๐ ปีถนัดการสอนดนตรี ทุกประเภท และที่คล่องมากที่สุดคือ เครื่องสายไทย เครื่องสายผสม และมโหรี สอนได้ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตลอดจนท าหน้าท่ีผู้ประกาศทางวิทยุกระจายเสียง และบรรยาย ประวัติการดนตรีไทยทางสถานีวิทยุเป็นประจ า เมื่อยู่กรมศิลปากร สามารถแต่งบทละครส าหรับ การแสดงละครที่โรงละครแห่งชาติ และได้สร้างไว้หลายเรื่อง หลายตอน ท าบทโทรทัศน์ ฯลฯ ตลอดจนแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ได้เป็นอย่างดี ผลงานด้านการดนตรีที่โดดเด่น นอกจากการแสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะ แล้วนั้น ยังได้ประพันธ์เพลงเอาไว้จ านวนหนึ่ง ผลงานส าคัญที่ครูประเวชได้ประพันธ์ไว้ และ ได้รับรางวัลพิณทอง คือ เพลงแขกเล่นกล เถา


๑๑ ชีวิตครอบครัว ครูประเวช สมรสกับนางนารี มีบุตร-ธิดา ๘ คนคือ ๑. ณรงค์ กุมุท ๒. วนิดา กุมุท ๓. วราภรณ์ กุมุท ๔. ขจรภพ กุมุท ๕. นพดล กุมุท ๖. วิมลชาติ กุมุท ๗. ประสาทศักดิ์กุมุท ๘. จักรกฤษณ์ กุมุท และได้สมรสกับนางกนกรัตน์ กุมุท เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ มีบุตร-ธิดารวมกัน ๔ คนได้แก่ ๑. กนกพันธุ์ เงินคีรี ๒. ฉัตรฑิมา กุมุท ๓. ธีรเวช กุมุท ๔. เกศวิภา กุมุท การรับราชการและการท างาน พ.ศ. ๒๔๘๖-๙๐ เป็นครูสอนเครื่องสายในวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นศิลปินดนตรี แผนกดุริยางค์ไทย กองการสังคีต กรมศิลปากร หน้าท่ีบรรเลงและขับร้องในโรงละคร กรมศิลปากร (โรงเก่า) รวมทั้งบรรเลงและขับร้อง ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นนักร้อง และนักดนตรีบันทึกแผ่นเสียงของกองการสังคีต กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕0๕ - ๒๕๒๒ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็นครูสอนดนตรี ที่ชุมนุมดนตรีไทย มีบทบาทในการร่วมผลักดันให้เกิดงานชุมนุมดนตรีไทย ๕ สถาบันซึ่งเติบโต ต่อมาเปน็งานชุมนุมดนตรไีทยอุดมศึกษาจนกระทั่งปัจจุบันน้ี พ.ศ. ๒๕๐๗ ลาออกจากกรมศิลปากร ไปท างานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้ฝึกสอน และหัวหน้าวงดนตรีไทยของธนาคารไทยพาณิชย์ และวงดารากรกฤษณา พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เลขที่ ๑๐๑๔


๑๒ พ.ศ. ๒๕๒๒ กลับเข้ารับราชการใหม่ เป็นครูและผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย ประจ าที่วิทยาลัย นาฏศิลป จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เป็นครูสอนดนตรีไทยที่ชมรมนาฏ ศิลปและดนตรีไทย พ.ศ. ๒๕๒๕ ลาออกจากวิทยาลัยนาฎศิลป เชียงใหม่ ย้ายมาท างาน ณ ธนาคาร กรุงเทพฯ พาณิชย์การ ส านักงานใหญ่ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๙ พ.ศ. ๒๕๒๙ พักผ่อนที่บ้าน และเป็นครูสอนพิเศษ เป็นที่ปรึกษาของชมรมนาฏศิลปและ ดนตรไีทย มหาวิทยาลัยเชยีงใหม่ระหว่างนั้นได้รบัเชญิ ให้เปน็อาจารย์พิเศษสอนวชิาทักษะเด่ียว ซอของภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้ ถ่ายทอดเพลงเดี่ยวซอส าหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของนายฟรานชิส ชิลค์สโตน ณ มหาวิทยาลัยลอนดอนอีกด้วย พ.ศ. ๒๕๓๐ ร่วมวงดนตรีฟองน้า เดินทางไปแสดงดนตรีไทยในงานมหกรรมดนตรี ราชส านัก Music of the Royal Courts ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีนักดนตรีไทยอาวุโส หลายท่านรว่มเดินทางในครงั้น้ีอาทิครูเจรญิ ใจ สุนทรวาทิน ครูบุญยงค์เกตุคง ครูจ าเนียร ศรีไทยพันธุ์ ครูโสภณ ชื่อต่อชาติ พ.ศ. ๒๕๓๒ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ ครูประเวช กุมุท เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และได้เข้ารับพระราชทานโล่ และเข็มเชิดชูเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พระต าหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๓ พ.ศ. ๒๕๓๓ - ๒๕๔๒ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยรามค าแหง ให้เป็นครูผู้สอนดนตรี ไทยที่ชมรมดนตรีไทยและนาฏศิลป์


๑๓ ชีวิตบั้นปลาย ครูประเวช ได้ลาออกจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ พักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา เน่ืองจากสุขภาพไม่สมบูรณ์ป่วยเป็นโรค ทางสมอง แต่ท่านก็มิได้อยู่เฉย ท่านยังสอนและให้ค าปรึกษาทางด้านดนตรีแก่ลูกศิษย์ลูกหา อยู่ตลอดมา จนเมื่ออาการป่วยของท่านหนักขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราช นครเชยีงใหม่หลายครงั้และแพทย์ได้ตรวจพบว่าครูประเวชได้ป่วยเปน็โรคมะเรง็ในหลอดอาหาร ด้วยอีกโรคหน่ึง ครูประเวชได้กลับมาพักรักษาตัวท่ีบ้านครั้งสุดท้ายในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ และถึงแก่กรรมอย่างสงบเม่ือเวลา ๐๖.๓๐ น. ของวันทิ่๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒ สิริอายุรวม ๗๖ ปี


๑๔ จริยวัตรของนักดนตรีไทย ครูประเวช กุมุท บทความจากหนังสือ. ดนตรีไทย (๒๕๐๗). ชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันการท่ีจะได้ช่ือว่าเปน็นักดนตรที่ีดีนั้นหาใช่จะเปน็ด้วยมีความสามารถในการบรรเลง อันยอดเยี่ยมแต่อย่างเดียวไม่ หากจะต้องมีพร้อมด้วยจริยวัตรอันเป็นส่วนประกอบส าคัญ ส่วนหน่ึงของการเปน็นักดนตรีหากมองข้ามสิ่งน้ีไปเสียโดยเห็นว่าเปน็เร่อืงไม่ส าคัญ ผลท่ีจะ ตามมาภายหลังคือ ความไม่ดีพรอ้ม ไม่งามพรอ้ม ขาดความนิยมทั้งในหมู่นักดนตรดี้วยกัน และบุคคลภายนอกวงการ จริงอยู่เร่ืองจรรยามารยาทนั้น ทุกคนย่อมได้ศึกษามาตั้งแต่เรมิ่ รับการศึกษาเบ้ืองต้น แต่นั้นเป็นการศึกษาโดยทั่วไป ไม่เจาะลงไปให้เกิดความเหมาะสม โดยเฉพาะในหมู่นักดนตรี ซึ่งมีความผูกพันเกี่ ยวข้องกันโดยตรงในหมู่คณะของตน หรือเมื่อร่วมกับผู้อื่น คณะอื่น นักดนตรีมีผู้ชมผู้ฟัง การชมการฟัง ก็ต้องได้ยินด้วยหู ดูด้วยตา ฉะนั้นสิ่งท่ีจะได้เห็นหรือได้ฟัง เม่ือเป็นศิลปก็ควรจะต้องงดงาม เพราะพริ้ง ละเมียดละไม ไม่เป็นที่ขัดตาขัดหู จึงเป็นการแสดงออกซึ่งศิลปะที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร่อืงการปฏิบัติของนักดนตรที่ีผู้เขียนตั้งใจจะน ามากล่าวไว้ณ ท่ีน้ี ก็เจาะจงเฉพาะแต่นักดนตรีไทย ซ่ึงปกติแล้วย่อมมีวิสัยท่ีอ่อนโยน นิ่มนวล เรียบร้อย ตามแบบฉบับของคนไทย และศิลปของคนไทย ฉะนั้นจึงได้รวบรวมหัวข้ออันพึงปฏิบัติ แก่ตนเอง และผู้อื่ นซึ่งเห็นว่าเหมาะสม และเป็นประโยชน์ส าหรับนักดนตรีไทยมากล่าวไว้ พอเป็นแนวทางแก่ผู้ที่จะเรียนวิชาดนตรีไทย และผู้ที่เรียนมาแล้วแต่มิได้สนใจในส่วนประกอบ ด้านนี้ได้พิจารณา หากเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีคุณค่าควรแก่การรับฟัง ผู้เขียนก็ยินดี ข้อควรปฏิบัติของนักดนตรีไทยได้แยกข้อบรรยายไว้ดังต่อไปนี้


๑๕ ๑. มีมารยาทเรียบร้อย หมายถึงทั้งในเวลาบรรเลง และนอกเวลาบรรเลง กล่าวคือ ในเวลาบรรเลง ควรนั่งในท่าเรยีบรอ้ยให้มีสง่า ไม่แสดงกิรยิาหลุกหลิกโยกโคลงตัว หรือแสดงอาการร่าเริงจนเกินสมควร เช่น หัวเราะเพรื่อจนกลายเป็นคน “หน้าเป็น” แต่ทั้งน้ีมิได้หมายความว่าจะต้องอยู่ในท่าส ารวมจนเกิดอาการเครง่เครยีดจนเกินไป ควรยิ้มหัวแต่พอควร ในด้านผู้ขับรอ้งเพลงไทยย่อมไม่นิยมใส่ความรูส้ ึกทางกาย ในเวลาขับร้อง เช่น การเอียงคอ ก้มเงย กรอกหน้า เพื่ อโน้มน้อมให้เกิดความ คล้อยตามในบทรอ้ง เพราะนั่นเป็นลักษณะของผู้แสดง มิใช่ลักษณะของผู้ขับรอ้ง การแสดงท่าที่เหมาะสมหรือไม่ ย่อมถือได้โดยอนุโลมเข้าเรื่องมรรยาทเช่นกัน นอกเวลาบรรเลง (หมายถึงระหว่างหยุดพักการบรรเลง) ไม่ควรหยอกล้อเล่นหัว หรือแสดงอาการตลกคะนอง เฮฮา ควรตั้งตนอยู่ในอาการสุภาพ สงบเรียบรอ้ย การพูดจาไม่ควรใช้เสียงดังจนท าให้เกิดความร าคาญแก่ผู้อื่น เมื่อได้รับการชมเชย ควรกล่าวขอบคุณโดยกิริยาสุภาพ ๒. ซื่อตรง ความซ่ือตรงเป็นสิ่งจ าเป็นในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ซ่ึงย่อมจะต้อง ปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นกฎหรือระเบียบที่วางไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หรือระเบียบ ปฏิบัติที่เกิดขึ้นโดยความเคยชินดังเคยกระท ามา การนัดหมายควรกระท าตาม ให้ตรงเวลาข้อตกลงควรด าเนินการไปโดยเรียบร้อย ไม่เพิกเฉย ละเลย ควรปฏิบัติตนให้เปน็ท่ีเช่อืถือได้ทั้งบุคคลในหมู่คณะและบุคคลภายนอก ๓. ข ยัน ห ม่ัน เพีย ร แ ล ะตั้ง ใ จ จ ริง ก า ร เ รีย น วิ ช า ไ ม่ ว่ า ช นิ ด ใ ด ห า ก ข า ด ความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจจรงิในอันท่ีจะฝึกฝนแล้วย่อมไม่บังเกิดผลดีเลย ยิ่งวิชาดนตรซี่ึงเป็นวิชาท่ีต้องฝึกฝนให้เกิดความช านาญยิ่งข้ึนอยู่เสมอด้วยแล้ว เปน็ สิ่งท่ีละเลยไม่ได้ต้องหมั่นฝึกฝนหาความรูเ้พิ่มเติม และทบทวนสิ่งท่ีได้มาแล้ว


๑๖ อยู่ตลอดเวลา การสดับรบั ฟังก็เปน็ ปัจจัยส าคัญท่ีท าให้เรามีก าไรได้เพิ่มพูนความรู้ แก้ไขสิ่งบกพร่อง การฟังต้องใช้วิจารณ์และไหวพริบให้รู้ว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูก ขาดตกบกพรอ่งหรอืไม่เพียงใด สิ่งดีควรน ามาปฏิบัติสิ่งไม่ดีละเว้นเสีย แต่การท่ีจะ วิจารณ์ได้นั้น ก็ย่อมจะต้องเน่ืองมาจากพ้ืนฐานความรูข้องเราเอง เรารูอ้ะไรไม่จรงิ ก็ย่อมวิจารณ์ไม่ได้ว่าสิ่งนั้นผิดถูกอย่างไร ควรรับเอามาปฏิบัติหรือไม่ฉะนั้น จึงจ าเป็นอยู่เองที่เราจะต้องพยายามขวนขวายหาความรู้ให้แตกฉานกว้างขวาง เมื่อปฏิบัติตนได้เช่นนี้ก็ย่อมเป็นคนรู้จริงมีหลักฐานอันแน่นอน มีเหตุผลที่จะวิจารณ์ อะไร ๆ ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อความผิดพลาด ๔. รักษาความสามัคคีความสามัคคีเปน็ สิ่งส าคัญยิ่งต่อหมู่คณะ เราจะต้องหมั่นบ ารุง ให้มีอยู่เสมอ เพื่ อความเป็นปึกแผ่นของหมู่คณะ คนเราจะท าถูกไปเสียทุกอย่าง ย่อมไม่ได้ เราควรอภัยกันเมื่ อมีการผิดพลาดเกิดขึ้น ความรักใคร่ปรองดอง เห็นอกเห็นใจกันย่อมเปน็ สิ่งเชดิชูจรรโลงให้หมู่คณะยั่งยืนและมีความเจรญิงอกงาม ยิ่งข้ึนตลอดไป ๕. เสียสละ การเห็นแก่ประโยชน์ตนฝ่ายเดียวนั้น ก็เป็นอีกสิ่งหน่ึงท่ีไปกันไม่ได้ กับหมู่คณะ ทุกคนควรมีความเสียสละ เช่น สละเวลามาร่วมกันเพื่ อการฝึกซ้อม เพื่อการร่วมบรรเลงและเพื่อช่วยเหลือในกิจการของกันและกันโดยไม่มีความรังเกียจ ๖. รู้หน้าที่ในการบรรเลง แต่ละเครื่องมือดนตรีย่อมแบ่งแยกหน้าที่กันไว้แล้ว วิธีปฏิบัติการบรรเลงของแต่ละเครื่องมือก็ดี การเข้าใจความหมาย ความต้องการ ของเพลงนั้น ๆ ก็ดีเปน็ สิ่งส าคัญท่ีจะด าเนินการบรรเลงให้เปน็ไปด้วยความเรยีบรอ้ย ไพเราะน่าฟัง ดังนั้น แต่ละเคร่อืงมือก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าท่ีไม่ก้าวก่ายกัน


๑๗ ตามลักษณะของการบรรเลงดนตรีไทย กล่าวว่า นักดนตรีไทยต้องท าหน้าที่ นักประพันธ์ไปในตัวด้วย อันนี้ไม่ผิดเพราะทุกคนย่อมมีอิสระในการที่จะคิดประดิษฐ์ ลู่ทางของตนเองในขณะบรรเลง สุดแต่ว่าเห็นจะสมควร เพ่ือความเพราะพริ้ง และแสดงถึงความแคล่วคล่องของแต่ละคน แต่ทั้งน้ีก็ต้องข้ึนอยู่กับความเหมาะสม และการรู้หน้าที่ของเครื่องมือและความมุ่งหมายของ ท านองเพลงใช่ว่าชอบใจ จะท าอย่างไรก็ท าได้เสมอไป เช่น บางประโยคของเพลงต้องการให้บรรเลง “กรอ” เราไปเก็บสะบัด หรือขยี้ ก็ย่อมผิดความประสงค์ของเพลงไป เครื่องมือก็ดี หากไปสีซอด้วงในลักษณะโลดโผน กระโดกกระเดก ก็ไปแย่งหน้าที่ของซออู้เข้า ไม่บังควรกระท า เร่ืองหน้าท่ีของแต่ละเคร่อืงมือและความมุ่งหมายของเพลงนั้น เปน็ สิ่งท่ีผู้ฝึกฝนดนตรทีั้งทางป่ีพาทย์และเคร่อืงสายควรจะได้ศึกษาให้รูโ้ดยถ่องแท้ จะเป็นผลให้การบรรเลงเป็นไปได้โดยไพเราะเรียบร้อยน่าฟัง ๗. มีใจเป็นนักกีฬา การประกวดประชันเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะเกิดมีขึ้นในการแสดง และการบรรเลง เราท าได้เขาก็ท าได้ดีชั่วอยู่ท่ีความช านาญและพ้ืนฐาน ของแต่ละคนที่ได้อบรมมา ควรท าใจให้เป็นนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ ไม่ดื้ อดึง ถือตัวว่า วิเศษกว่าคนอื่น ฟังให้รู้ว่าเขาดีกว่าเราอย่างไร เมื่อดีจริงควร ยกย่อง ไม่ควรทะนงว่า เรียนมานั้นเป็นยอดเย่ียมแล้ว เพราะในเร่ืองของดนตรีนั้น “ไม่มีท่ีสิ้นสุด” เราว่าท่ีเรารูม้านั้นดีแล้ว แต่เราจะรูห้รอืว่าจะยังมีหรอืไม่มีอะไรท่ีดีเหนือกว่า ทางที่ดี ควรถือเสียว่า นักดนตรนีั้นเปรยีบเสมือนญาติอันสืบสายโลหิตเดียวกัน ควรพบกัน ด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใสและสุภาพต่อกัน ๘. รักษาเกียรติหมู่คณะจะมีชื่ อเสียงได้รับการยกย่อง ก็เนื่ องจากนักดนตรี เปน็ผู้มีเกียรติฉะนั้น ประพฤติการณ์ทั้งหลายของนักดนตรีย่อมบ่งบอกถึงมาตรฐาน ของหมู่คณะนั้น ๆ ด้วยเหตุน้ีพึงระแวดระวังในการรกัษาช่อืเสียงของตนเอง


๑๘ และหมู่คณะ ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามท านองคลองธรรม ไม่เห็นแก่สินจ้างรางวัล หรือเห็นแก่ได้จนลืมถึงเกียรติ เช่น การรับบรรเลงในสถานที่อันไม่เหมาะสม และย่อมน ามาแห่งความเสื่อมเสียเกียรติ เป็นต้น เท่าที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ เข้าใจว่าจะเป็นแนวทางให้ผู้สนใจในวิชาดนตรีไทย ได้พิจารณาว่า ดนตรีไทยของเราก็มีจริยศึกษาเป็นข้อปฏิบัติโดยเฉพาะอยู่ หากได้ปฏิบัติ กันโดยทั่วไปแล้ว ก็คงจะเกิดผลดีแก่วงดนตรีของเรา ตามสมควร ส าหรับนักดนตรีนั้น ผู้เขียนเห็นว่า เปน็ สิ่งจ าเปน็ยิ่งท่ีควรยึดถือเปน็ข้อปฏิบัติประจ าตัว ซ่ึงจะเปน็ผลดีทั้งในส่วนตัว และหมู่คณะเปน็ท่ียกย่องช่นืชมยินดีแก่ผู้พบเห็นโดยทั่วไป


๑๙


๒๐


๒๑


๒๒ รายการแสดง ศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท องก์ที่ ๑ ต้นกล้าวาทิน ๏ บทกวี ร้อยปีครูประเวช ๏ เพลงชื่นชุมนุม-กลุ่มดนตรี ๏ ขับเสภา หนึ่งร้อยปีที่ผันผ่าน ๏ เต้นกำรำเคียว ๏ เพลงนกขมิ้น ๓ ชั้น องก์ที่ ๒ เรืองระบิลสังคีต ๏ เพลงแขกสาหร่าย ๒ ชั้น ๏ เพลงถอนสมอ เถา ๏ เพลงแขกมอญบางช้าง เถา ๏ เพลงเขมรราชบุรี ๓ ชั้น ๏ เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ๒ ชั้น องก์ที่ ๓ ประณีตศาสตรา ๏ เพลงโหมโรงมาลัยมาลย์ ๓ ชั้น ๏ เพลงแขกอะหวัง เถา ๏ เพลงโสมส่องแสง ๓ ชั้น ๏ เพลงแขกมอญ ๓ ชั้น ๏ เพลงเชิดจีน ๒ ชั้น องก์ที่ ๔ สมสง่าศิลปิน ๏ เพลงชุดปัญจดุริยาน้อมบูชาครู ๏ เพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น ๏ เพลงทะแย ๓ ชั้น ๏ เพลงเทพไสยาสน์ ๓ ชั้น ออกกราวนอกภาษา ๏ เพลงตับนบพระคุณครูประเวชวิเศษสรรพ์ ๏ เพลงแขกเล่นกล เถา ๏ เพลงเดี่ยวสารถี ๓ ชั้น ๏ เพลงอกทะเล ๓ ชั้น ข้อมูลคำอธิบายเพลง ศิวัชญ์ สลิลรัตน์ กานต์ สุวรรณกิติ บรรลือ พงษ์ศิริ วิรัช สงเคราะห์


๒๓ ค ำอธิบำยเพลง รำยนำมผู้บรรเลงและขับร้อง หน้ำม่ำน เพลงโหมโรงครอบจักรวำล ๓ ช้ัน ออกม้ำย่อง และเพลงเขมรป่แีก้ว ๓ ช้ัน ทำงสักวำ หน้าม่าน เปน็การแสดงเบิกโรงก่อนการแสดงจรงิซ่ึงส่วนหน่ึงเพ่ือรงั้รอผู้ชมให้เข้ามา ในงาน และส่วนหน่ึงเพ่ือเชิญชวนผู้ชมให้มีอารมณ์รว่มไปกับการแสดงท่ีจะเรมิ่ข้ึนในอีกไม่ช้า งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท ได้รับเกียรติจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรเลงวงมโหรีเพื่อเป็นการแสดงหน้าม่าน โหมโรงครอบจักรวาล ๓ ชนั้ประพันธโ์ดยครูชอ้ย สุนทรวาทิน ขณะท่ีเปน็ผู้ฝึกสอนใหก้ ับ วงปี่ พาทย์ของพระยาจิรายุมนตรี (เนียม) โดยครูช้อยได้แต่งขยายเพลงนี้จากเพลงครอบจักรวาล ๒ ชั้น และยังได้แต่งขยายเพลงม้าย่อง ๒ ชั้นข้ึนเปน็อัตรา ๓ ชั้น เพ่ือเปน็เพลงบรรเลงต่อท้าย จากเพลงโหมโรงอีกด้วย เพลงเขมรป่ีแก้ว ๓ ชั้น ครูช้อย สุนทรวาทิน ได้แต่งขยายข้ึนจากเพลงเขมรเป่าใบไม้ ๒ ชั้น และต่อมา ครูมนตรีตราโมท ได้น าท านองทางร้องของเพลงเขมรป่ีแก้วมาแต่งเป็น ทางบรรเลงข้ึนอีกทางหน่ึง และใชช้่อืว่า เขมรป่ีแก้ว ๓ ชนั้ทางสักวา บทรอ้งเพลงเขมรป่ีแก้ว ๓ ชั้น ทางสักวา พระเอยพระยอดฟ้า พระสนิทนิทราอยู่บนที่ (กระซังเตี๊ยบ ประเวียบแดมวน) ทางสดับขับไม้มโหรี ซอสีส่งเสียงจ าเรียงราย เชิญพระบรรทมสถาพร จะกล่าวกลอนถนอมกล่อมถวาย (รักแก้ว รักแก้วเออหนอ) ให้ไพเราะเสนาะใจสบาย พระฤๅสายจงไสยาเอย (อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒)


๒๔ ขับร้อง พลวัต เชาวรานนท์ จุฑาภัทร บุญศรี สุรัสวดี มุทิตา ธันวพัฒน์ จูดจันทร์ ธัญสุดา จิตรบุญ ภาสิตา อ๋องแสง ซอด้วง ธนะพัฒ ฐานิตสรณ์ ชนัฐดา ทองแย้ม จะเข้ ธีรวัฒน์ จันชัยชิด ชัญญา วุฒิธนานันท์ ขลุ่ยหลิบ ลักษณพร รักโข ขลุ่ยเพียงออ ธนภัทร เพชรสัมฤทธิ์ ซออู้ อภิวัฒน์ ทองขยัน ปาณิสรา บุญโยประการ ระนาดเอก พงษ์ระพี บูรณะ ระนาดทุ้ม ณัฐภัทร พุทธะสุภะ ฆ้องวงใหญ่ เพชรรัตน์ โม่ทอง ฆ้องวงเล็ก ณัฐกิตติ์เพ็ชรคล้าย กลองแขก อัษฎาวุธ ชูวัน ณัฐธยาน์ พันพิพัฒน์ ฉิ่ง นภัส กล้าเกิด ฉาบเล็ก ปิยวัฒน์ เขมาทานต์ กรับพวง กิตติพัชญ์ ตรีรัตน์ฤคเวท


๒๕ องก์ที่ ๑ ต้นกล้าวาทิน อ่านบทกวี โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ


๒๖ มโหรีวงใหญ่ ซอ ๑๐๐ คัน เพลงชื่นชุมนุม กลุ่มดนตรี บทเพลงชื่นชุมนุม-กลุ่มดนตรีเริ่มจากการท่ีประธานชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มาปรารภกับกับครูมนตรี ตราโมท ว่าทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งท่ี๑๗ จึงอยากจะให้มีเพลงร้อง สักเพลงหนึ่ง ส าหรับนักศึกษาทุกสถาบัน ร่วมกันร้องเป็นสัญลักษณ์ของงาน และอยากให้เป็น เพลงถาวรใช้ได้ตลอดไป ไม่ว่าสถาบันไหนจะเป็นเจ้าภาพ ในครั้งใดให้ใช้เพลงน้ีร้องเป็น เพลงเบิกโรงทุกครั้งไป ครูมนตรีจึงแนะว่าบทร้องเพลงน้ีควรจะเป็นบทพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงขอให้ทางมหาวิทยาลัยท าหนังสือกราบทูลขอพระราชทานไปตามทางการให้ถูกต้อง ตา ม ร ะ เ บี ย บ เ มื่ อ ส ม เ ด็ จพระ ก นิ ษ ฐาธิร าช เ จ้า ก ร ม ส ม เ ด็ จพระเ ท พรัตนราชสุดาฯ ส ย า ม บ ร ม ร า ช กุ ม า รี ท ร ง พ ร ะ นิ พ น ธ์ บ ท ร้ อ ง เ ส ร็ จ แ ล้ ว จึ ง พ ร ะ ร า ช ท า น ใ ห้ กั บ ท า ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ชี ย ง ใ ห ม่ ท า ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย จึ ง ส่ ง ม อ บ ใ ห้ ค รู ม น ต รีบ ร ร จุ เ พ ล ง ครูมนตรีแลเห็นว่าบทพระราชนิพนธ์นี้มีความไพเราะและซาบซึ้งจับใจ รักษาวัฒนธรรม ในการเคารพ และขอพรครูบาอาจารย์ ชี้ถึงคุณค่าของดนตรีไทย ชวนให้ผูกความสามัคคี ให้แน่นแฟ้นและยังทรงรักษาความเป็นกลางอย่างรอบคอบ บทร้องนี้ จึงเหมาะที่จะเป็น บทส าหรบัใชไ้ด้ในการชุมนุมดนตรไีทยอุดมศึกษาทุก ๆ ครงั้ครูมนตรจีึงได้ประพันธเ์พลงข้ึนใหม่ ท่านตั้งใจให้เป็นแบบเพลงประวัติศาสตร์คือเพลงที่ดนตรีคลอหรือสอด หรือล้อกับร้อง โดยแบ่งบทพระราชนิพนธ์ออกเป็น ๒ เพลง เพลงแรก ๔ ค ากลอน ให้ชื่อว่าเพลงชื่นชุมนุม เพลงที่ ๒ มี ๔ ค ากลอน ชื่ อเพลงกลุ่มดนตรี ในการนี้ คุณครูประเวชได้รับการถ่ายทอด ทั้งท านอง และแนวการขับร้องจากครูมนตรีเพ่ือให้น าไปสอนให้กับชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อน เพื่ อเป็นแบบอย่างการบรรเลงในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครงั้ท่ี๑๗ ซ่ึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปน็เจ้าภาพ พรอ้มกับก าหนดให้คุณครูประเวชเปน็ผู้ดูแล การซอ้มใหญ่ท่ีงานดนตรไีทยอุดมศึกษา ครงั้ท่ี๑๗ โดยมีครูมนตรนีั่งควบคุมการฝึกซอ้ม


๒๗ ใน ค รั้งนั้น เพล ง ช่ืน ชุม นุม - กลุ่ม ด นตรีได้บ รรเ ล งค รั้ง แ ร ก ณ ศ า ล า อ่า ง แก้ว มหาวิทยาลัยเชยีงใหม่ในปีพ.ศ.๒๕๒๙ โดยครูประเวช กุมุท เปน็ผู้ก ากับจังหวะ (ฉิ่ง) เพื่ อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รตันราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีรายการบรรเลงแรกของมหกรรมดนตรไีทยในครงั้น้ีจึงได้ อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ เพลงชื่นชุมนุม-กลุ่มดนตรี บรรเลงเปิดงาน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ เหล่านักดนตรีทั้งหลาย และเพ่ือระลึกว่าคุณครูประเวชได้มีส่วนเก่ียวข้องกับบทเพลงน้ี เป็นอันมาก โดยใช้วงมโหรวีงใหญ่ซ่ึงในการน้ีใช้ซอจ านวนทั้งสิ้น ๑๐๐ คัน เท่ากับอายุของ คุณครูประเวช โดยคณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันบรรเลงเพื่อเชิดชูเกียรติคุณครูประเวช กุมุท ศิลปินแห่งชาติ และยึดหลักการบรรเลงพร้อมทั้งท านองท่ีครูมนตรีตราโมท ผู้ประพันธ์ ได้จดบันทึกไว้ บทพระราชนิพนธ์เพลงชื่นชุมนุม มาร่วมเล่นดนตรีที่ไพเราะ ให้เสนาะท านองก้องประสาน น้อมประณตบูชาปวงอาจารย์ ช่วยบันดาลดลสุขสวัสดี จะบรรเลงเพลงใดอย่าให้พลาด ปฏิภาณชาญฉลาดสมศักดิ์ศรี ทั้งป่ีพาทย์เคร่อืงสายมโหรี ขอให้มีคนนิยมชื่นชมฟัง บทพระราชนิพนธ์เพลงกลุ่มดนตรี ดนตรีไทยมีคุณอดุลย์ค่า เสริมสติปัญญาวิชาขลัง ยามเหนื่อยอ่อนพลันหายได้ก าลัง คลายทุกข์ทั้งยังสุขสนุกใจ ขอเชิญท่านพร้อมกันในวันนี้ จะมาจากแหล่งที่ต าบลไหน จงร่วมกันบรรเลงเพลงของไทย เกิดโชคชัยชูช่วยด้วยไมตรี (พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)


๒๘ ขับเสภำ หน่ึ งรอ้ยปี ท่ี ผันผ่ำน หนึ่งร้อยปีที่ผันผ่านแม้นานมาก ครูได้ฝากเพลงประทับนับแต่หนึ่ง ครูประเวช กุมุท สุดตราตรึง เพลงซอซึ้งสอดประสานกาลเวลา จ าเดิมแต่แดนดินถิ่นกรุงเก่า คือยุ้งเหย้าเยาว์วัยได้หรรษา ที่ต าบลคานหามงามทุ่งนา สนุกสนานตามประสาต้นกล้าไทย ฤดูกาลถือเคียวเก็บเกี่ยวข้าว การละเล่นเกรียวกราวเป็นคราวใหญ่ เสียงเพลงการเจื้อยแจ้วดังแว่วไป ต้นกล้าน้อยประทับใจในดนตรี เจริญวัยพากเพียรได้เรียนรู้ ก้าวสู่ด าเนินศึกษาสง่าศรี ได้ศาสตร์สรรพประดับปัญญาค่ามณี การวาทีก็มุ่งมั่นแต่นั้นมา สู่โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ฝึกภูมิปราชญ์ซอไทยได้ศึกษา อีกทางร้องก็ฝึกหัดพัฒนา เป็นต้นกล้าวาทินระบิลไกล นับแต่หนึ่งถึงบัดนี้ศรีศตวรรษ ยังคมชดัทางบรรเลงเพลงพลิ้วไหว ปวงลูกศิษย์ร้อยความรักถักทอใจ วิเศษสมัยครูประเวชผู้เมตตา (ธนากฤต เกษมาลา ประพันธ์) ครูนฤพนธ์ ดุริยพันธุ์ ลูกศิษย์คนหนึ่งของครูประเวช กุมุท ผู้สืบทอดการขับเสภา ในแนวทางของหลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตวาภัย) ท่านสุดท้ายที่ ยังมีชีวิตอยู่ ครูประเวช กุมุท เป็นผู้ที่มีความสามารถในการขับเสภาในแนวทางของหลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตวาภัย) ขับเสภา นฤพนธ์ดุริยพันธุ์


๒๙ เต้นก ำร ำเคียว การแสดงเต้นก าร าเคียว เป็นการละเล่นพื้ นเมืองที่เก่าแก่แบบหนึ่งของชาวชนบท ในภาคกลางของไทย มีก าเนิดครั้งแรกท่ีบ้านสระทะเล อ าเภอพยุหะคีรีจังหวัดนครสวรรค์ โดยหลวงศรีบุรีขวัญเป็นผู้ประดิษฐ์เนื้ อร้องขึ้นราวๆ พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้รับความนิยม แพรห่ลายทั่วทั้งภาคกลางของไทยเนื่ องจากประชาชนส่วนมากยึดอาชีพการท านาเป็นหลัก และด้วยนิสัยรักสนุก โดยเนื้อเพลงแต่ละตอนจะสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้าน อย่างชัดเจน ลักษณะการรา ไม่อ่อนช้อยเช่นการรา ไทยทั่วๆ ไป จะถือเอาความสนุกเปน็ ใหญ่ จะมีทั้ง “เต้น” และ“รา ” ควบคู่กันไป ส่วนมือทั้งสองของผู้รา ข้างหน่ึงจะถือเคียว อีกข้างหน่ึง ถือต้นข้าวที่เกี่ยวแล้ว จึงได้ชื่อว่า “ เต้นก าร าเคียว” ลักษณะการแสดงจะแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ส าหรับฝ่ายชาย เรียกว่า “พ่อเพลง” ฝ่ายหญิงจะเรียกว่า “แม่เพลง” เริ่มด้วยพ่อเพลงร้องชักชวนแม่เพลง ให้ออกมาเต้นก าร าเคียวโดยร้องเพลงและเต้น ออกไปร าล่อฝ่ายหญิง และแม่เพลงก็ร้อง และร าแก้กันไป ซึ่งพ่อเพลงนี้ อาจเปลี่ยนไปหลายๆ คน ช่วยกันร้องจนกว่าจะจบเพลง ส่วนผู้ที่ไม่ได้เป็นพ่อเพลงแม่ก็ต้องเป็น “ลูกคู่” ปรบมือและร้องเฮ้ เฮ้ว ให้จังหวะ ครูประเวช กุมุท พ้ืนเพเป็นชาวอยุธยา บ้านเดิมตั้งอยู่ใกล้กับวัดคานหาม อ าเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยบิดา-มารดามีอาชีพเกษตรกร (ท านา) อาชีพรองเป็นนักดนตรี และศิลปะการแสดงพ้ืนบ้าน ดังนั้นครูประเวชจึงซึมซับเสียงดนตรีและการแสดงพ้ืนบ้านต่างๆ มาตั้งแต่จ าความได้ เมื่ อครูประเวชเข้าท างานในกรมศิลปากร ได้จัดให้มีการบันทึกเสียง เพลงต่างๆ ข้ึน และผลงานในครงั้นั้นได้บันท าเสียงเพลงเต้นก ารา เคียวข้ึนด้วย โดยครูประเวช เป็นต้นเสียงเต้นก าร าเคียวฝ่ายชาย งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท ท่ีจัดข้ึนในครั้งน้ีได้จ าลองบรรยากาศ การแสดงพ้ืนบ้าน เต้นก าร าเคียว ข้ึนอีกครั้ง เพ่ือเป็นการร าลึกถึงชีวประวัติของครูประเวช โดยได้รับความอนุเคราะห์จากโรงเรียนสารวิทยา และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


๓๐ รายนามนักแสดง ธนภัทร บุญศรีวงษ์ พีรพงษ์บุญสิทธิ์ จิระพงศ์ ตามสมัย ฐานพัฒน์ โชคสุวรรณาคิน มหิทธิ เบ้าพิมพา ธวัชชัย เกตุเสาะ จิตติมา ทองพร วราภรณ์ นามแก้ว สมฤทัย โสมาศรี กฤษณา หินซุย


๓๑ เดี่ยวซอด้วง เพลงนกขม้ิน ๓ ช้ัน เพลงนกขมิ้น เดิมอยู่ในเพลงเร่ืองประเภทเพลงช้าช่ือ “แม่ม่ายคร ่ าครวญ” ต่อมา ในสมัยท่ีนิยมการรอ้ง และบรรเลงเพลงอัตรา ๓ ชั้นกันอย่างแพรห่ลาย ราวสมัยรชักาลท่ี๔ ครูเพ็งซ่ึงเป็นญาติของพระประดิษฐไพเราะ (มีดุริยางกูร) จึงได้น าเพลงนกขมิ้นตัวผู้ ในเพลงเร่ืองแม่ม่ายคร ่ าครวญ ซ่ึงเป็นอัตรา ๒ ชั้น มาแต่งขยายข้ึนเป็นอัตรา ๓ ชั้น และให้สอดแทรกการร้องว่าดอก และปี่ เป่าว่าดอกตามเสียงร้องในท่อน ๓ ขึ้น ท าให้เพลงนี้ มีความไพเราะเพราะพรงิ้ข้ึนอีกเปน็อันมาก จึงได้รบัความนิยมในวงการดนตรไีทย ใช้ขับรอ้ง และบรรเลงกันสืบมาจนปัจจุบันน้ีนอกจากจะใช้รอ้ง และบรรเลงโดยปกติแล้ว เพลงนกขมิ้น ๓ ชนั้ของครูเพ็ง ยังได้รับเลือกเป็นเพลงส าหรับบรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือกันอีกด้วย เพลงนกขมิ้นน้ีถูกบรรจุในเพลงตับต้นเพลงฉิ่งท่ีเป็นเพลงพ้ืนฐานส าคัญ ของวงเครื่ องสาย ครูประเวชได้เข้าเรียนเครื่ องสายที่ โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ โดยครูมี พูลเจริญ และครูโสภณ ซื่อต่อชาติ เป็นผู้ปรับพื้นฐานการบรรเลงซอ และมีโอกาส เรยีนขับรอ้งจากครูคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ครูทองต่อ (โองการ กลีบช่ืน) ครูลิ้นจ่ีจารุจรณ จากนั้นจึงได้เรียนขับร้องเพิ่มเติมกับครูทับ (อุษา สุคันธมาลัย) ครูท้วม ประสิทธิกุล ในภายหลัง ครูประเวช ได้เคยขับร้องเพลงนกขมิ้น ๓ ชั้นน้ีโดยมีครูเทียบ คงลายทอง เดี่ยวขลุ่ยเพียงออ บันทึกแผ่นเสียงกรมศิลปากรไว้เป็นมรดกของชาติ คุณครูประเ วชได้ถ่ายทอดทา งขับร้อง เพลงนกขมิ้นให้กับครูดนัย น้อยช่ืน ซึ่งท่านให้เกียรติมาขับร้องในคราวนี้ โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์บุญถึง พระยาชัย บรรเลงเดี่ยวซอด้วง ซึ่งอาจารย์บุญถึงเป็นศิษย์คนส าคัญของคุณครูประเวช ได้รับการถ่ายทอด วิชาการบรรเลงซอไว้เป็นอันมาก ทั้งยังมีส่วนช่วยคุณครูประเวชในการบันทึกโน้ตเพลงไทย ตามหลักสูตรของวิทยาลัยนาฏศิลปจนครบสมบูรณ์อีกด้วย


๓๒ บทรอ้งเพลงนกขมิ้น ๓ ชั้น เจ้านกขมิ้นเหลืองออ่น ค่าแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน นอนไหนนอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน ลมพัดมาอ่อนอ่อน เจ้าก็ร่อนไปตามลมเอย ดอกเอ๋ย ดอกขจร นกขมนิ้เหลืองอ่อน ค่าแล้วจะนอนไหนเอย ฯ (บทเก่า) ขับร้อง ดนัย น้อยชื่น ซอด้วง บุญถึง พระยาชัย โทน-ร ามะนา ประยงค์ ทองค า ฉิ่ง สุภร อิ่มวงศ์


๓๓ องก์ที่ ๒ เรืองระบิลสังคีต วงปี่ พาทย์ไม้นวม เพลงสรภัญญะ ห้วงกาลที่ผ่านพ้น มุ่งฝึกฝนเฝ้าศึกษา ส าเร็จตามเจตนา ด าเนินมารับราชการ บรรเลงร้องกองสังคีต สุดประณีตในผลงาน กรมศิลป์เปน็ถิ่นฐาน ให้ขับขานเพลงละคร เพลงซอก็คลอสี รสมือดีไม่มีผ่อน นาฏศลิ ปถิ่นวังบวร ครูเคยสอนทางเพลงพราย ต่อทางหลวงไพเราะ- เสียงซอเสนาะครูสืบสาย ทางเดี่ยวขจรขจาย วาดลวดลายส่ายส าเนียง ผลงานตระการก้อง เสียงขับร้องแจ้วจ าเรียง เอื้อนครูยังอยู่เคียง คู่แผ่นเสียงกรมศิลปากร (ธนากฤต เกษมาลา ประพันธ์ ชณัฏฐ์ กถนานนท์ บรรจุเพลง) บรรเลงโดยวงปี่ พาทย์ไม้นวม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


๓๔ ขับร้อง พลวัต เชาวรานนท์ จุฑาภัทร บุญศรี สุรัสวดี มุทิตา ธันวพัฒน์ จูดจันทร์ ธัญสุดา จิตรบุญ ภาสิตา อ๋องแสง ระนาดเอก พงษ์ระพี บูรณะ ระนาดทุ้ม ณัฐภัทร พุทธะสุภะ ฆ้องวงใหญ่ เพชรรัตน์ โม่ทอง ฆ้องวงเล็ก ณัฐกิตติ์เพ็ชรคล้าย ขลุ่ยเพียงออ ธนภัทร เพชรสัมฤทธิ์ ซออู้ อภิวัฒน์ ทองขยัน กลองแขก อัษฎาวุธ ชูวัน ณัฐธยาน์ พันพิพัฒน์ ฉิ่ง นภัส กล้าเกิด ฉาบเล็ก ปิยวัฒน์ เขมาทานต์ กรับพวง กิตติพัชญ์ ตรีรัตน์ฤคเวท


๓๕ วงมโหรเ ี คร่อ ื งคู่เพลงแขกสำหรำ่ย ๒ ช้ัน เพลงแขกสาหร่าย ๒ ชั้น เป็นเพลงส าหรับตอนต้น (ตอนเกริ่น) ในการเล่นสักวา สมัยโบราณเพลงหน่ึง ซ่ึงจ่าเผ่นผยองยิ่ง (โคม) เรยีกกันเปน็ สามัญว่าจ่าโคมเปน็ผู้แต่งข้ึนทั้ง ท านองและบทร้อง แต่เป็นท่ีน่าเสียดายอย่างยิ่งท่ีบทสักวาเพลงแขกสาหร่ายของจ่าโคม ได้สูญหายไปเสีย คงเหลืออยู่แต่ท านองเพลงซึ่งได้รับความนิยมใช้บรรเลงกันอย่างแพร่หลาย มาจนปัจจุบันนี้ งานในครานี้ ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก คุณครูทัศนีย์ ขุนทอง ศิลปินแห่งชาติ ขับร้อง เพลงแขกสาหรา่ย ๒ ชั้นรว่มกับวงมโหรีชมรมนาฎศิลปและดนตรไีทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณครูทัศนีย์ได้เรียนขับร้องกับคุณครูประเวช ในสมัยที่ครูทัศนีย์ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป เพลงแขกสาหรา่ยน้ีครูทัศนีย์ได้เคยขับรอ้งท่ีบ้านรมิแม่น ้ าปิงของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช ซึ่งครู ประเวช รว่มอยู่ในงานด้วย โดยเน้ือรอ้งท่ีใช้ในครงั้น้ีมีความพิเศษคือ เป็นเน้ือรอ้งท่ีม.ร.ว.คึก ฤทธิ์ได้ประพันธข์้ึนเม่ือครงั้งานข้ึนบ้านใหม่รมิแม่น ้ าปิง ท่ีจังหวัดเชียงใหม่ และมอบให้คุณครู ทัศนีย์ได้ใช้ขับร้องโดยเฉพาะ บทเพลงแขกสาหรา่ย ๒ ชั้น สักวาเวลาก็ใกล้ค่า ต้องขออ าลาลัยกลับสถาน โอ้อนาถวาสนามาพบพาน ได้ชื่นบานเคียงคู่ต้องจู่จร โอ้หอมกลิ่นดอกไม้เม่ือใกล้ค ่ า ช่างเหมือนน้าค าหวานที่พร่าเจรจา แว่วสายพระพายพัดมา เหมือนเสียงกระซบิ สั่งลาจากดวงวญิญาของเรยีมเอย พระอาทิตย์คงคิดริษยา เร่งเวลาให้ต้องพรากจากสมร เหมือนเดือนดับลับฟ้ายิ่งอาวรณ์ ศศิธรคงจะหึงจึงเมินเอย โอ้ว่าแสนอาลัยจ าใจจร สายลมอ่อนแดดรอนร าไร เดือนดับลับโลดไป เหมือนใครล้วงเอาดวงใจแต่นี้จะไกลเสียแล้วเอย (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ประพันธ)์


๓๖ ขับร้อง ทัศนีย์ ขุนทอง ศิลปินแห่งชาติ ซอสามสาย อิสระ ขาวละเอียด เศรษฐศาสตร์ ศิริกุลวิวัฒน์ ซอด้วง วิสุวัติ ทองค า ชัยรัตน์ มีงาม จะเข้ นาวิน โบกษกรนัฐ อนิรุทธิ์ค าเงิน ขลุ่ยเพียงออ สิทธิพร เนตรนิยม ซออู้ นฤธรรม ตาชื่น ธงชัยชนะ กันทิรา ระนาดเอก พิบูลศักดิ์วิจิตระกะ ระนาดทุ้ม มนวัฒน์ เงินฉ่า ฆ้องวงใหญ่ ปฐวีพล เตี๊ยะเพชรดี ฆ้องวงเล็ก ทวีศักดิ์ธติิจิรวัฒน์ กลองแขก ศุภชัย อุดค า ฐาณิสร์ คีรีแก้ว ฉิ่ง นิภาพรรณ โอศิริพันธุ์


๓๗ วงเครื่องสำยปี่ ชวำ เพลงถอนสมอ เถำ เพลงถอนสมอ ๒ ชั้น ประเภทหน้าทับปรบไก่เป็นเพลงท่ีมีมาตั้งแต่ครั้งสมัย กรุงศรอียุธยา ซ่ึงอยู่ในเพลงตับเร่อืงถอนสมอ และเพลงตับเร่อืงบังใบ เรยีกช่ือในครงั้นั้นว่า “ฝรั่งถอนสมอ” ปลายสมัย ร.๕ พระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ได้น าเพลงถอนสมอ ๒ ชั้นมาแต่งขยายข้ึนเป็นอัตรา ๓ ชั้น ทั้งทางร้องและทางดนตรี ให้ นั ก ด น ตรีใน ว งเ ค รื่ อ งส า ย ข อ งส ม เ ด็ จพร ะ บ รม โอ รส า ธิรา ช เ จ้า ฟ้า ม ห า ว ชิร าวุธ สยามมกุฎราชกุมาร บรรเลงและขบัรอ้ง ต่อมาเม่ือเพลงเถามีความนิยมเพิ่มข้นึจึงมีผู้ตัดท านอง ๒ ชั้นนั้นลงเป็นชั้นเดียวบรรเลงติดต่อกันครบเป็นเถา ซ่ึงมีความหมายไปในทางช้ีชวน ชมธรรมชาติในทางชลมารค ครู ประเวช ร่วมเป็นส่วนหนึ่ งของวงเครื่ องสายปี่ ชวาวงแรกของประเทศไทย อันประกอบด้วย ครูเทียบ คงลายทอง ปี่ ชวา, ครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) ซออู้, นางสนิทบรรเลงการ (ละเมียด จิตตเสวี) จะเข้, ครูมนตรีตราโมท ขลุ่ยหลิบ, ครูพรงิ้ดนตรรีส และครูพรงิ้กาญจนผลิน กลองแขก โดยครูประเวช กุมุท บรรเลงซอด้วง และขับรอ้ง การบรรเลงวันนี้จะบรรเลงด้วยวงเครื่องสายปี่ ชวา โดยคณะศิษย์ครูประเวช กุมุท และได้รับเกียรติจากครูปี๊ บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ ให้เกียรติมาเป่าขลุ่ยหลิบ และควบคุมวง


๓๘ บทร้องเพลงถอนสมอ เถา ลมดีพระก็ใช้ใบไป ภูวไนยอุ้มองค์ขนิษฐา ข้ึนนั่งยังท้ายเภตรา ชมหมู่มัจฉาในสายชล พิมทองล่องลอยแลคล่า วาฬผุดพ่นน้าดังฝอยฝน ฉนากฉลามว่ายตามวน โลมาหน้าคนนนทรี ชี้ชมศิลาปะการัง ที่เขียวดังมรกตสดสี ที่ลายคล้ายราชาวดี แดงเหลืองเลื่อมสีเหมือนโมรา (อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒) ขับร้อง จตุพร สีม่วง ปี่ ชวา สุรศักดิ์กิ่งไทร ซอด้วง บุญถึง พระยาชัย วีระศักดิ์กลั่นรอด จะเข้ ข าคม พรประสิทธิ์ ขลุ่ยหลิบ ปี๊ บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ ซออู้ จีรพล เพชรสม กลองแขก ภัทระ คมข า เมธีภัทร ชุ่มชื่น ฉิ่ง ธัญญทิพย์ คงลายทอง


๓๙ วงปี่ พำทย์มอญเครื่องคู่ เพลงแขกมอญบำงช้ำง เถำ เพลงแขกมอญบางช้างนี้ ครูผู้ใหญ่บางท่านกล่าวว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ครูหน่าย บ้านข้างวัดปากง่าม คลองอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นครูผู้มีฝีมือและชื่ อเสียง ทางดนตรใีนจังหวัดนั้น ได้สอนท านองเพลง ๒ ชั้น ให้ศิษย์ไว้ช่ือเพลงบางช้าง มีอยู่ ๒ เพลง คือ เพลงใบ้คลั่งบางช้าง และเพลงแขกมอญบางช้าง ส่วนท านองแขกมอญบางช้าง ๓ ชั้นนั้น พระประดิ ษฐไพเราะ (ครู มีแขก) เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น ต่ อมามีนั กดนตรีไม่ทราบนาม น าแขกมอญบางช้าง ๒ ชั้นมาตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียว จนครบเป็นเพลงเถา และจากนั้น ครูมนตรีตราโมทได้แต่งตัดอัตราชั้นเดียวขึ้นอีกทางหนึ่ง เป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน ท านองของเพลงแขกมอญบางช้างนี้มีความหมายคล้ายจะฝากความรัก และความอาลัยไว้ มีความคมคายลึกซึ้ง การบรรเลงในวันนี้ คุณครูสมชาย ทับพร ศิลปินแห่งชาติ ได้น าวงปี่ พาทย์มอญ เครื่องคู่ คณะทับพรวาทิต มาร่วมบรรเลง โดยครูสมชาย ทับพร ได้รับการถ่ายทอดทางขับร้อง เพลงนี้จากครูประเวช กุมุท ช่วงที่ครูสมชายรับราชการอยู่ที่กองการสังคีต กรมศิลปากร ในส่วน ของเน้ือรอ้งนั้น เปน็เน้ือรอ้งพิเศษท่ีครูประเวชได้รบัการถ่ายทอดจากครูอุษา สุคันธมาลัย หรอื แม่ทับ เสียงทอง ชื่อที่เรียกขานกันในหมู่ชาววัง


๔๐ บทร้องเพลงแขกมอญบางช้าง เถา จันทรจรแจ่มกระจ่างดวง ส่องพวงรุกขชาติช่อไสว นางแย้มแย้มรับอยู่ริมไพร ซ่อนชู้ชูใจให้เชยชู เล็บนางกางกลีบกลมแฉล้ม ยี่สุ่นแซมแกมแก้วกาหลงอยู่ ช้องนางสยายให้เชยชู ชมภูเหมือนจะชักให้เชยชม มะลิวัลย์เหมือนเมื่อวันจากเจ้าพี่ จ าปีปีหนึ่งจึงคืนสม อกตรมเหมือนพี่ตรอมบอมระบม อบเชยเหมือนพี่ชมให้เชยชิด (อิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒) ขับร้อง สมชาย ทับพร ศิลปินแห่งชาติ ขับร้องลูกคู่ ธนัท สุกรีฑา ชินภัทร ชุณหะวิริยะกุล วรรษวรรษ บัวพุ่มอนันต์ อาณัติ วงสามาน ระนาดเอก ผดุงพงษ์ แย้มนาค ระนาดทุ้ม เอกรินทร์ นิลตีบ ฆ้องมอญวงใหญ่ รัชพล ฉิมชาญเวช ฆ้องมอญวงเล็ก ชานนท์ ก่าแพ ปี่ มอญ วิชัย ตระกลูอ านวยผล ตะโพน เกรียงไกร อ่อนส าอางค์ เปิงมางคอก นฤพนธ์ เพ็งภักดี กลองแขก กัญญกุลณัช ลาวเกษม นิธิพัชน์ พงษ์พรหม ฉิ่ง ปนิดา บุตรดี ฉาบเล็ก วรากร อ่าเมือง ฉาบใหญ่ อรรคพล แจ้งอื่ม โหม่งสามใบ วัชรพล มีสินลา


๔๑ วงเคร่อ ื งสำยผสมซอสำมสำย เพลงเขมรรำชบุร ี ๓ ช้ัน เพลงเขมรราชบุรีในอัตรา ๒ ชั้น เป็นเพลงประเภทหน้าทับสองไม้ในสมัยโบราณ ใช้เป็นเพลงบรรเลงติดต่อกับเพลงเรื่องเขมรใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ซ่ึงขณะนั้นเป็นครูประจ าวงป่ีพาทย์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมุกฏราชกุมาร แต่งเพลงเขมรราชบุรีข้ึนเป็น ๓ ชั้นทางหน่ึง โดยแทรกแซงเม็ดพราย มีลูกล้อลูกขัด แปลกขึ้นกว่าที่เคยมีมา ในขณะที่แต่งนี้หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ก็ได้มีส่วนช่วยเหลือเป็นอยู่เป็นอันมาก เพลงเขมรราชบุรี๓ ชั้นทางน้ีนับว่าได้รบัความนิยม ในวงการดนตรีแพร่หลายไปอย่างกว้างขวางจนปัจจุบันนี้ แผ่นเสียงกรมศิลปากรที่บันทึกออกเผยแพร่ สร้างชื่อให้ครูประเวชเป็นที่รู้จักมากที่สุด คือการบรรเลงวงเคร่อืงสายเพลงเขมรราชบุรี๓ ชั้น ซ่ึงครูประเวชขับรอ้ง และบรรเลงซอด้วงเอง ผู้ร่วมบรรเลงในวงได้แก่ ครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) ซออู้, ครูเทียบ คงลายทอง ขลุ่ยเพียงออ, นางสนิทบรรเลงการ (ละเมียด จิตตเสวี) จะเข้ วงดนตรีเวชเฉลิมเสริมศิลป์ เป็นวงเครื่องสายที่รวบรวมลูกศิษย์ของครูดนตรี ๓ ท่านที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมกันมาก คือ ครูประเวช กุมุท ศิลปินแห่งชาติ, ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ศิลปินแห่งชาติ, และรองศาสตราจารย์ บุญเสริม ภู่สาลี นักดนตรีส่วนใหญ่จะจบการศึกษาแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ที่มีฝีมือเยี่ยม รวมตัวกันบรรเลงเพลงนี้เพื่อบูชาครู


๔๒ บทรอ้งเพลงเขมรราชบุรี๓ ชั้น ชะรอยกรรมจ าพรากต้องจากไกล จะผ่อนผันฉันใดนะอกเอ๋ย ถ้าแม้เขามิสงสัยไม่ไปเลย จะอยู่เชยชมแก้วกัลยา หอมกลิ่นกล้วยไมท้่ีใกล้ทาง เหมือนกลิ่นสไบบางขนิษฐา (อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒) ขับร้อง อนุชา ก้องมณีรัตน์ ซอสามสาย กานต์ สุวรรณกิติ ซอด้วง เมธี พันธุ์วราทร จะเข้ วิศรุต แซ่จุ่ง ขลุ่ยเพียงออ มนวัฒน์ เงินฉ่า ซออู้ ธัญญพงษ์ ณ นคร โทน-ร ามะนา อานันท์ นาคคง ฉิ่ง อรรณพ วงศาโรจน์ ฉาบเล็ก ศิวัชญ์ สลิลรัตน์ กรับพวง ธ ารงค์ หมอโอสถ


๔๓ วงป่ี พำทย์ไม้แข็งเคร่อ ื งคู่เพลงพระอำทิตย์ชิงดวง ๒ ช้ัน พระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร หรือ ครูมีแขก) ครูผู้ควบคุมวงวงปี่ พาทย์ประจ าบ้าน ของสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้แต่งท านองเพลงขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นอัตรา ๒ ชั้น โดยเลียนแบบท านองเพลงเต่ากินผักบุ้ง แต่ให้วิจิตรพิสดารด้วยลีลา และเม็ดพราย ยิ่งกว่า พร้อมทั้งสอดแทรกท านองมอญให้มีท่วงทีน่าฟังยิ่งข้ึน เม่ือสมเด็จเจ้าพระยามหา ศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้ฟังก็เป็นที่โปรดปรานและประทานชื่อว่า “เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง” ตามสร้อยแห่งราชทินนาม และตราสุริยมณฑลอันเป็นดวงตราประจ าต าแหน่งของท่าน เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ บทเสภาเรื่องพญาราชวังสัน ซึ่งแปลงมาจากเรื่องโอเทลโล ของเชกสเปียร์ที่ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นบทละคอนไว้แล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ ให้เป็นบทส าหรับขับถวายเวลาทรงพระเครื่องใหญ่ แ ล ะ ง า น เ ลี้ ย ง บ า ง โ อ ก า ส โ ด ย มี พ ร ะ ย า ป ร ะ ส า น ดุ ริย ศั พ ท์ ( แ ป ล ก ป ร ะ ส า น ศั พท์ ) เป็นผู้ถวายค าแนะน าในการบรรจุเพลงร้องตามแบบแผนของเสภา ในเรื่องพญาราชวังสันนี้ มีอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งเป็น “อัศจรรย์” ระหว่างพระยาราชวังสัน (โอเทลโล) กับนางบัวผัน (เด็สเดโมนา) พระยาประสานดุริยศัพท์ ถวายทูลความเห็นว่า ควรบรรจุเพลงอาทิตย์ชิงดวง เช่นกัน แต่เพลงนี้ ต้องมีสร้อยและดอกต่อท้าย จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ดอกและสร้อย ต่อท้ายขึ้นตามแบบของเดิม บทร้องเพลงพระอาทิตย์ชิงดวงอันเป็นพระราชนิพนธ์บทนี้ เป็นบทที่นิยมกันมากในสมัยปัจจุบัน เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ๒ ชั้นน้ีเป็นเพลงหนึ่งในเพลงที่สร้างชื่ อของครูประเวช โดยคุณครูขับร้องบันทึกแผ่นเสียงของกรมศิลปากร ซึ่งคุณครูมีแนวทางการขับร้องที่ไพเราะ มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนนักร้องท่านอ่ืน ถือเป็นผลงานชิ้นเอกอีกชิ้นท่ีสร้างช่ือให้กับครู งานมหกรรมดนตรใีนครงั้น้ีคุณชินภัทร ชุณหวิรยิะกุล จะเปน็ผู้ขับรอ้ง โดยได้รบัการถ่ายทอด กลวิธีการขับร้องจากครูทัศนีย์ขุนทอง ศิลปินแห่งชาติซ่ึงครูทัศนีย์นั้นเป็นศิษย์คนส าคัญ ของคุณครูประเวช ที่ ได้สืบทอดทางขับร้องของคุณครูประเวชไว้มากมาย และได้รับ


๔๔ ความอนุเคราะห์จากคณาจารย์ และนิสิต คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาบรรเลงป่ีพาทย์ไม้แข็งรบัรอ้งในครงั้น้ี บทขับรอ้งเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ๒ ชั้น เรื่อยเรื่อยภุมรินบินว่อน เกลือกเกสรบัวทองผ่องใส รื่นรื่นรสสุคนธ์ปนไป สองใจจ่อจิตสนิทนอน ดอกเอย เจ้าดอกบัวผัน บุหงาสวรรค์ ของเรียมนี่เอย เจ้าหน้านวลเอย เจ้าหน้านวลยวนใจให้พี่เชย ไม่ละไม่เลยไม่ลืมชม แม้ห่างอินทรีย์อกพี่ระบม อกตรอมอกตรมเสียจริงเอย เจ้าภุมรนิเอยกลั้วกลิ่นบุปผา เกสรผกาไม่ราโรย จะคลึงจะเคล้าจะเฝ้าสงวน จะยั่วจะยวนเม่ือลมโชย จะกอบจะโกย กลิ่นไปเอย ดอกเอ๋ย เจ้าดอกโกมุท เจ้าแสนสวยสุด ของเรียมนี่เอย (พญาราชวังสัน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖)


๔๕ ขับร้อง ชินภัทร ชุณหวิริยะกุล ปี่ ใน วิศรุต สุวรรณศรี ระนาดเอก พงศพิชญ์ แก้วกุลธร ระนาดทุ้ม วีระ พันธุ์เสือ ฆ้องวงใหญ่ คีตภัทร ศรีเกตุ ฆ้องวงเล็ก อวิรุทธ์ อ้นวงษา กลองสองหน้า บรรเลง ชิดท้วม เปิงมาง ทักษินาวัชฬ์กลิ่นหอม ฉิ่ง วรัญญู รอดวินิจ ฉาบเล็ก คมชาญ แก้วนิล กรับ สวรรยา เทพพงษ์ โหม่ง วิทวัส ศรีพุทธ


๔๖ องก์ที่ 3 ประณีตศาสตรา ขับเสภามอญ เมื่ออ าลาราชการงานกรมศิลป์ ไม่สรา่งสิ้นงานดนตรที่ีเคยสอน ยังถ่ายทอดวิทยาค่าอมร เหมือนเก่าก่อนท่ีมุ่งมนั่ทกุวันมา วงดนตรีธนาคารไทยพาณิชย์ ครูแนะทิศน าทางอย่างอุตสาห์ เครื่องปี่ พาทย์ไม้มะริดประกอบงา ครูจัดหามาไว้ใช้บรรเลง อีกหนึ่งแห่งแหล่งดนตรีที่ประจักษ์ ครูวางหลักรวมวงล้วนคนเก่ง ธรรมศาสตร์ดาษดื่นพลันครื้นเครง มีบทเพลงร้องเล่นให้เย็นใจ แล้วหวนคืนราชการอีกคราหนึ่ง ให้ค านึงช่วงชีวิตน่าพิสมัย ด้วยทรงภูมิเชี่ยวชาญงานเพลงไทย นาฏศิลปเชียงใหม่ไปปูทาง ครูมุ่งมนั่ป้นั ศษิย์สัมฤทธผิ์ล ครูพิมพ์คนแพรวพราวทุกก้าวย่าง ครูตรึงสายซอไทยไม่วายวาง ครูสรรค์สร้างท านองก้องจักรวาล (ธนากฤต เกษมาลา ประพันธ์บท) ขับเสภา วิรัช สงเคราะห์


๔๗ วงมโหรว ี งใหญ่เพลงโหมโรงมำลัยมำลย์๓ ช้ัน โหมโรงมาลัยมาลย์เป็นเพลงที่ครูจ่าเอกกมล (เจียน) มาลัยมาลย์ ประพันธ์ขึ้นก่อนปี พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยได้ขยายข้ึนจากเพลงสรอ้ยสน ๒ ชั้น และดัดแปลงเพลงจีนขิมใหญ่บางส่วน มาบรรเลงออกท้าย จากค าบอกเล่าของครูบุญธรรม คงทรัพย์ ซึ่งเป็นนั กระนาด ผู้มีความสามารถ และเปน็ ศิษย์ของครูเจียน ท่านได้เล่าไว้ว่า “ในตอนแรก ครูเจียนตั้งใจจะท า เพลงสร้อยสนให้เป็นเพลงเถา มีรับร้องอย่างเพลงพวงร้อยที่ท าไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ท า จึงน ามาท าเป็นเพลงโหมโรงก่อน” เมื่อลูกศิษย์จากชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทราบข่าวว่าครูเจียนได้แต่งโหมโรงขึ้นใหม่ และในขณะเดียวกัน ทางชุมนุมดนตรีไทย ธ ร ร ม ศ า ส ต ร์ยั ง ไ ม่ มี เ พ ล ง โ ห ม โ ร ง ป ร ะ จ า ว ง ด น ต รีไ ท ย ข อ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย จึ ง ไ ด้ ข อ เพลงโหมโรงสร้อยสนนี้มาใช้เป็นเพลงประจ าวงดนตรีไทย และคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งช าติซ่ึง เป็นสมาชิกของชุมนุมดนตรีไทยในขณะนั้นได้เสนอให้ใช้ช่ือ โหมโรงสร้อยสนธรรมศาสตร์ จึงได้เพลงนี้ มาเป็นเพลงโหมโรงประจ าชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สืบมา ครูประเวชนั้น หลังจากท่ีส าเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ก็เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมปริญญาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.ม.ธ.ก.) และได้รับเชิญ จ า ก ม ห า วิ ท ย า ลั ย ธ ร ร ม ศ า ส ต ร์ ใ ห้ เ ข้ า ไ ป ส อ น ด น ต รี ไ ท ย ที่ ชุ ม นุ ม ด น ต รี ไ ท ย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับได้ว่าศิษย์ธรรมศาสตร์เป็นลูกศิษย์ครูประเวช รุ่นแรก ที่ครูประเวชได้เข้าไปสอน ต่อจากวิทยาลัยนาฏศิลป ครูประเวช มักพูดถึงลูกศิษย์ธรรมศาสตร์ อยู่เสมอ ได้แก่ รศ.บุญเสริม ภู่สาลี, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ไพศาล อินทวงศ์, ชาญ ชูเชื้อ, ณัฐ พล เสริมพงศ์ ครูประเวช และครูเจียน มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และสนิทสนมกันมาก เนื่ องจาก คุณครูทั้งสองท่านได้สอนดนตรไีทยท่ีชุมนุมดนตรไีทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยในยุคนั้น ยังมีครูดนตรีที่ ช่วยสอนอยู่อีก ๓ ท่าน คือ ครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน)


๔๘ ครูทิพย์ปิยะมาน และครูกิ่ง พลอยเพชร เม่ือผ่านไปสักระยะหน่ึง ครูประเวช กุมุท ไ ด้ ก ล่ า ว กั บ ศิ ษ ย์ ธ ร ร ม ศ า ส ต ร์ว่ า ค ว ร เ รีย ก เ พ ล ง นี้ ด้ ว ย ชื่ อ " โ ห ม โ ร ง ม า ลั ย ม า ล ย์ " แทนโหมโรงสร้อยสนธรรมศาสตร์ เพื่ อเป็นการให้เกียรติแด่ครูเจียนผู้ประพันธ์เพลง และเพ่ือเปิดโอกาสให้นักดนตรีทั่วไปสามารถน าเพลงน้ีไปบรรเลงได้อย่างแพร่หลาย โดยไม่จ าเพาะเจาะจงว่าเปน็เพลงของสถาบัน ซ่ึงทุกคนก็เห็นด้วย ดังนั้นเม่ือรองศาสตราจารย์ บุญเสริม ภู่สาลีลูกศิษย์ของครูทั้งสองท่านไปเย่ียมครูเจียนขณะท่ีป่วย จึงขออนุญาต ครูเจียนเรียกชื่อเพลงโหมโรงนี้ว่า “โหมโรงมาลัยมาลย์” อันเป็นเกียรติยศ และระลึกถึง ผู้ประพันธ์เพลงตลอดไป ครูมีความซาบซ้ึงใจเป็นอันมาก หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ครูเจียนก็ถึงแก่กรรมลงในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๗ เพลงโหมโรงน้ีได้น าไปบรรเลงอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษาครั้งท่ี๘ เม่ือวันเสาร์ท่ี๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ณ อินดอร์สเตเดียมหัวหมาก โดยมหาวิทยาลัยรามค าแหงเป็นเจ้าภาพ ระบุช่อืเพลงในหนังสือท่ีระลึกของงานครงั้นั้นไว้ว่า "โหมโรงมาลัยมาลย์" เ พ ล ง โ ห ม โ ร ง เ พ ล ง นี้ เ ป็น เ พ ล ง ห นึ่ ง ที่ มี ส า น ว น ลี ล า น่ า ฟั ง ผู้ ป ร ะ พั น ธ์ได้ น า ประโยคทองของเพลงต่างๆ มาเรียงร้อยโดยประสานกันอย่างกลมกลืน ทั้งยังมีลีลา สง่างาม อ่อนหวาน หยอกล้อให้คึกคักสนุกสนาน ครูประเวชเป็นผู้ประดิษฐ์ทางซอด้วง ซออู้ไว้ อย่างงดงาม โดยบันทึกโน้ตตัวเลขไว้และได้น ามาใช้บรรเลงเสมอมา โดยในครงั้น้ีวงศิษย์เก่า ชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะบรรเลงเพลงโหมโรงมาลัยมาลย์ด้วยวงมโหรี วงใหญ่ และใช้ทางซอที่ครูประเวชได้ประดิษฐ์ขึ้น “วงมโหรีวงใหญ่” ครูประเวช กุมุท ท่านมีแนวคิดในการท าวงดนตรีไทยเป็นวงดนตรี ขนาดใหญ่ มีนักดนตรีมากกว่าปกติ ซึ่งน่าจะได้รับแนวคิดมาจากท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และวงออรเ์คสตรา้ของชาวตะวันตก ดังนั้นเม่ือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการับสนับสนุนจากมูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยคุณก าพล วัชรพล ในการจัดซื้อ


๔๙ เครื่องดนตรีจากบ้านครูมิ ทรัพย์เย็น ซึ่งมีเครื่องปี่ พาทย์จ านวนมาก ประกอบกับมหาวิทยาลัย ได้จัดซ้ือเคร่อืงสายเพิ่มเติมอีกจ านวนหน่ึง เม่ือมีเคร่อืงดนตรแีละนักดนตรพีรอ้ม ครูประเวช จึงท าวงมโหรีวงใหญ่ขึ้นทันที ถือว่าเป็นผลงานส าคัญสุดท้ายที่ท่านท าให้มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ก่อนจะเดินทางไปสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วงมโหรวีงใหญ่น้ีจัดแสดงครงั้แรกในงานดนตรไีทยอุดมศึกษาครงั้ท่ี๑๑ เม่ือวันท่ี๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๑ ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ ท่านได้ระดมศิษย์เก่า ดนตรีไทยตั้งแต่งรุ่นก่อตั้งวงจนถึงนักดนตรีไทยรุ่นท่ีก าลังศึกษาอยู่ในปีพ.ศ.๒๕๒๑ มาร่วมขับร้องและบรรเลงเพลงระบ าเริงอรุณ รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และต้อนรับผู้มาร่วมงาน ซึ่งเพลงนี้ ครูมนตรีตราโมทเปน็ผู้ประพันธ์และอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย การขับรอ้งและบรรเลงในคราวนั้น มีนักรอ้งและนักดนตรรีวม ๑๐๐ คน มีครูช่วยควบคุมดูแลอีกสามท่าน คือ ครูกิ่ง พลอยเพ็ชร ครูปกรณ์รอดชา้งเผ่ือน และครูพงษ์ศักดิ์เกตุจรูญ


๕๐ ซอสามสาย วิชัย เหล่าประเสริฐ ซอสามสายหลิบ ศุภพัฒน์ ศิริโสภณ ซอด้วง ทวีศักดิ์โตรกัษา ชาญ ธาระวาส สุดารัติ เลขะยานนท์ อดุลย์ โชตินิสากรณ์ ปิยวิทย์ จิตต์โอภาส จะเข้ วิชัย อัจฉริยะเสถียร รัชนี ชัยชาติ ธวัช ด าสอาด มารุธ วิจิตรโชติ ขลุ่ยหลิบ อิทธิวัฒน์ นิมิตหลิวพานิชย์ ขลุ่ยเพียงออ สุชาติ ศรียารัณย ขลุ่ยอู้ บรรลือ พงษ์ศิริ ซออู้ กฤษดา ปัทมเรขา ธัชชยุติ ภักดี ศิระ ศรีสกุลยาภรณ์ มาลินี หวังวงศ์เจริญ สุปวีณ์ ธนศรีสุนีย์ ระนาดเอก พงศกร นุชน้อย ระนาดเอกเหล็ก สุนันทา มิตรงาม ระนาดทุ้ม บรรพต ดีหอมศีล ระนาดทุ้มเหล็ก ทรงวิทย์ นิภาสุวรรณ ฆ้องวงใหญ่ ธรีะบุตร ศขุสวสัดิ์ ฆ้องวงเล็ก คงกช ชัยประสิทธิกุล กลองแขก พงษ์ศักดิ์เกตุจรูญ ธรีพงศ์เหลืองสัมฤทธิ์ ฉิ่ง อัจฉรา สุวรรณภูชัย ฉาบเล็ก ธนิศา นกแก้ว กรับพวง นิตยา นิราศรพ ชาคริต สีห์โรหิจจ์ โหม่ง ศุภวรรณ สัจจพงศ์ ควบคุมวง ณัฐพล เสริมพงศ


Click to View FlipBook Version