The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สูจิบัตร งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Siwat Salinrat, 2024-01-30 17:55:43

สูจิบัตร งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท

สูจิบัตร งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท

๕๑ วงเครื่องสำยผสมออร์แกน เพลงแขกอะหวัง เถำ เพลงแขกอะหวังชั้นเดียว เป็นเพลงท่ีแปลงมาจากชะวาตั้งแต่โบราณ มักใช้รอ้งอยู่ใน การแสดงละครและเพลงตับต่าง ๆ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้แปลงท านอง แขกอะหวัง ชั้นเดียวน้ีให้เป็นทางแบบชะวาและขยายข้ึนเป็น ๒ ชั้น ต่อมาเม่ือ พ.ศ.๒๔๗๔ ครูมนตรีตราโมท ได้แต่งท านองแขกอะหวัง ๓ ชั้น ข้ึนเป็น ๒ ทาง ทางหน่ึงส าหรบับรรเลง ปี่ พาทย์มโหรี อีกทางหนึ่งให้เหมาะแก่การบรรเลงด้วยปี่ พาทย์ชะวา ความหมายของเพลงนี้ มุ่งไปในทางชมป่าที่ร่มรื่นด้วยสุขารมณ์ ครูประเวช เปิดใจยอมรับการเข้ามาของเครื่องดนตรีสากล ท าให้มีมิติเสียงใหม่ๆ ในวงการดนตรีไทย เรียกได้ว่าครูเป็นหัวหน้าวงเครื่องสายผสมออร์แกนบางขนาก ที่จัดซ้อมกัน ท่ีบ้านบางขนาก ริมแม่น ้ าบางปะกง ของคุณประสิทธิ์กาญจนวัฒน์อดีตประธานรัฐสภา โดยมีครูอาวุโสหลายท่านรว่มบรรเลงในวงน้ีเปน็ ประจ า งานในครงั้น้ีจึงได้จ าลองบรรยากาศ การบรรเลงเคร่อืงสายผสมในคราวนั้นข้ึนมาอีกครงั้โดยวงเคร่อืงสายผสมรตันวาทิต บทร้องเพลงแขกอะหวัง เถา ถึงกุฎีที่นางส านักอยู่ เห็นบานแกลแลประตูหับมั่น พระเที่ยวดูไปรอบขอบคัน ท่ีนั่นสะอ้านส าราญรมย์ รุกขชาติดาษดาคาค้อม เป็นเหล่าล้อมศาลาอาศรม ดอกดวงร่วงลงที่จงกรม กลิ่นกลบตลบลมพดัมา ท่าทางชอบกลพ้นสิงห์สัตว์ สงบเงียบสงัดทั้งภูผา ชมพลางทางเที่ยวเลี้ยวมา ให้วิเวกวิญญาเย็นใจ (อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒)


๕๒ ขับร้อง ชินภัทร ชุณหวิริยะกุล ซอด้วง ชัยรัตน์ มีงาม ไวโอลิน ธีรุฒม์ รักษ์บ ารุง ออร์แกน ศุภกาญจ์ พิมพิสาร ขิมสาย นฤธรรม ตาชื่น ขลุ่ยเพียงออ ธนวันต์เหลืองบรสิุทธิ์ ซออู้ อรรณพ วงศาโรจน์ โทน-ร ามะนา ก้องเกียรติ จรพงษ์ ฉิ่ง เศรษฐศาสตร์ ศิริกุลวิวัฒน์ โหม่ง อนิรุทธ์ ค าเงิน


๕๓ วงมโหรเ ี คร่อ ื งคู่เพลงโสมส่องแสง ๓ ช้ัน เมื่ อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ครูมนตรี ตราโมท ได้น าท านองเพลงลาวดวงเดือน อันเป็นเพลง ในอัตรา ๒ ชั้นมาแต่งขยายข้ึนเปน็อัตรา ๓ ชั้น และตัดลงเปน็อัตราชั้นเดียวเพ่ือบรรเลงรวมกับ ๒ ชนั้ของกรมหม่ืนพิชยัฯ ได้ครบเปน็เพลงเถา โดยยึดส าเนียงลาวอันเปน็พ้ืนเดิมไว้พรอ้มกันน้ี ก็ได้แต่งบทร้องข้ึนส าหรับร้องเป็นประจ ากับท านองเพลงทั้ง ๓ ชั้น ๒ ชั้นและชั้นเดียว โดยตั้งช่ือใหม่ว่า “เพลงโสมส่องแสง” โดยเลียนจากความหมายช่ือเพลงเดิมท่ีเรียกว่า ลาวดวงเดือน และได้แต่งลูกหมดขึ้นใหม่เป็นส าเนี ยงลาว ส าหรับบรรเลงต่อท้าย เพลงโสมส่องแสงให้เข้าชุดกัน เรียกว่า ลูกหมดลาว ครูมนตรีตราโมท เคยกล่าวชมการขับร้องเพลงโสมส่องแสงของครูประเวชนั้น ขับร้องได้ดีตรงตามจินตนาการของผู้ประพันธ์เพลง และได้บันทึกแผ่นเสียงกรมศิลปากร ออกเผยแพร่ด้วย ถือเป็นงานส าคัญที่ครูประเวชได้ฝากไว้ งานศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุทในวันนี้ ได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ และศิลปินอาวุโสรว่มบรรเลงเพลงโสมส่องแสง ๓ ชนั้แด่ครูประเวชผู้ซ่งึเปน็ท่ีเคารพรกั


๕๔ บทรอ้งเพลงโสงส่องแสง ๓ ชั้น โอ้ว่าแสงโสมส่อง ผ่องทั่วนภากาศ แจ่มในไพลาส สุกสะอาดลออตา ผ่องแผ้วแพร้วรัศมี สาดรังสีสว่างหล้า ใสสดหมดเมฆา อวดอาภาเมื่อคืนเพ็ญ ทรงกลดโรจน์รุ่งพร้อย งามหยดย้อยลอยดวงเด่น ช่างงามแท้แข (เอย) ยามเพ็ญ ส่องแสงเย็นยวนอารมณ์ แสงเจิดเฉิดฉวี ส่องแสงศรีสีชวนชม บ่มีแสงใดสวยสม ใฝ่นิยมเยี่ยงรัชนี กระนี้หนอกระต่ายน้อย จึงเฝ้าชะม้อยมุ่งศศี กระต่ายชะแง้แข (เอย) บ่มี จิตไมตรีตอบเลยเอย (มนตรี ตราโมท ประพันธ์)


๕๕ ขับร้อง สมชาย ทับพร ศิลปินแห่งชาติ ซอสามสาย อิสระ ขาวละเอียด ซอด้วง วีรศักดิ์กลั่นรอด อาทร ธนวัฒน์ จะเข้ สุธารณ์บัวทั่ง สิทธิชัย ศรกาญจน์ ขลุ่ยเพียงออ ปี๊ บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ ซออู้ นิรมล ตระการผล จีรพล เพชรสม ระนาดเอก สมาน น้อยนิตต์ ระนาดทุ้ม ไพฑูรย์ เฉยเจริญ ฆ้องวงใหญ่ ล ายอง โสวัตร ฆ้องวงเล็ก สมพงษ์ ภู่สร โทน-ร ามะนา ฐิระพล น้อยนิตย์ ฉิ่ง พัฒนี พร้อมสมบัติ กรับพวง ดนตรี ตราโมท


๕๖ วงเคร่อ ื งสำยเคร่อ ื งคู่เพลงแขกมอญ ๓ ช้ัน เพลงแขกมอญน้ี๒ ชั้นเป็นเพลงท านองเก่า พระประดิษฐไพเราะ (มีดุริยางกูร) แต่งขยายข้ึนเปน็อัตรา ๓ ชนั้ประเภทหน้าทับปรบไก่มี๓ ท่อนๆ ละ ๖ จังหวะ มีท านองท่ีไพเราะ สละสลวย จึงนิยมน ามาประดิษฐ์ทางเดี่ยวเพื่ ออวดฝีมือ ถือเป็นเพลงเดี่ยวหลักเพลงหนึ่ง เพลงน้ีตามแบบโบราณมีการบรรเลงแบบพิเศษคือ ในท่อนท่ี๒ ของอัตรา ๓ ชั้น มักบรรเลง เพียง ๓ จังหวะแล้วจึงกลับต้นบรรเลง ๖ จังหวะเต็มตามปกติ กลวิธีบรรเลงประเภทนี้ เดิมทีพบทั้งการบรรเลงรับร้องในวงดนตรีประเภทต่างๆ และบรรเลงเด่ียวเคร่ืองมือ แต่ปัจจุบันการบรรเลงรบัรอ้งของวงดนตรีมักบรรเลงเต็มทั้ง ๒ เท่ียว เช่นเดียวกับเด่ียวซอ ของหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) และเดี่ยวระนาดเอก ครูประเวชได้ไปสอนที่ วิทยาลัยนาฏศิลป เชียงใหม่ โดยมีลูกศิษย์หลายท่าน ที่มีความสามารถในการบรรเลงซอด้วง อาทิ ครูบุญถึง พระยาชัย, ครูรักเกียรติ ปัญญายศ, ครูประชา คชเดช, ดร.กษมา ประสงค์เจริญ ลูกศิษย์จากวิทยาลัยนาฏศิลป เชียงใหม่ จึงได้จัดการแสดงเพื่ อร าลึกถึงพระคุณของครูประเวช ที่มีกับวิทยาลัยนาฏศิลป เชียงใหม่ ด้วยวงเครื่องสายเครื่องคู่ โดยใช้ทางขับร้อง และทางซอด้วง ซออู้ที่คุณครูประเวชได้ถ่ายทอดไว้


๕๗ บทรอ้งเพลงแขกมอญ ๓ ชั้น ครานั้นจึงโฉมเจา้วันทอง หลับต้องมนต์มึนยังมืดหน้า สะดุ้งตื่นฟื้ นตัวไม่ลืมตา ผวากอดขุนแผนนิ่งไม่ติงตัว ขวัญหายกายสั่นระรวัรกิ ปลุกหยิกคิดว่าขุนช้างผัว (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) ขับร้อง ลัดดาวัลย์ โพธิวงษ์ ซอด้วง ปทุมทิพย์ กาวิล สรายุธ รอบรู้ จะเข้ โกญจนาท วิบูลย์เพ็ง นัทธมน เขื่อนเพชร ขลุ่ยหลิบ ค ารณ สุกใส ขลุ่ยเพียงออ ธนกฤต ใจส าคัญ ซออู้ อนุวัฒน์ บิสสุริ ญาณเศรษฐ์ อัฏฏะวัชระ โทน-ร ามะนา ประชา คชเดช ฉิ่ง ธีรวัฒน์ หมื่นทา ฉาบเล็ก สุทัศน์ แสนดวงดี


๕๘ วงป่ี พำทย์ไม้แข็งเคร่อ ื งใหญ่เพลงเชิดจ ี น ๒ ช้ัน พ.ศ. ๒๓๙๖ ครู มีแขกได้แต่ งเพลงเชิดจีนขึ้น แล้ วน าขึ้นบรรเลงทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระป่ินเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดมากจึงโปรดให้เล่ือนบรรดาศักดิ์ เป็นที่พระประดิษฐ์ไพเราะในวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖ ด้วยความที่เพลงเชิดจีนนี้ เป็นเพลงท่ีดีเลิศ เป็นเพลงท่ีท่านแต่งข้ึนด้วยวิธีอันแปลกประหลาดกว่าเพลงไทยทั้งหลาย ท่ีเคยมีมา ส านวนท านองของเพลงมีทั้งเชิงล่อ เชิงชน ทีหนีทีไล่ตลอดเวลา ส าหรบัเชิดจีนตัว ๑ ท่านได้น าเพลงเชิดในตัวท่ี๖ มาท าเป็น ๓ ชั้น แล้วประดิษฐ์ทางให้ไพเราะกระฉับกระเฉง ดังท านองเพลง ๒ ชั้น ส่วนตัวต่อ ๆ ไป ท่านได้แต่งด้วยอารมณ์สนุกสนานไม่ยึดถือก าเนิด จากเพลงใด และทุก ๆ ตัวต่อท้ายด้วยเชิดในชั้นเดียวทั้งสิ้น นับว่าเพลงน้ีแปลกกว่า เพลงไทยทั้งหลาย มีความไพเราะเร่งเร้ากระตุ้นเตือนใจให้ชวนฟัง สนุกและร่ืนเริง เป็นเพลงท่ีพระบาทสมเด็จพระป่ินเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดมาก คุณครูประเวชได้ขับรอ้งบันทึก แผ่นเสียงร่วมกับครูอุษา สุคันธมาลัยและนักดนตรีกรมศิลปากร ถือเป็นแผ่นเสียงที่ทรงคุณค่า และครูประเวชได้ถ่ายทอดทางขับร้องให้กับคุณมงคล ทวีกุลกิจ ซึ่งจะขับร้องในเพลงนี้ร่วมกับ คุณสวรรยา ทับแสง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ครูประเวช กุมุท ได้ลาออกจากกรมศิลปากร และได้มารับหน้าที่ หัวหน้าวงดนตรีไทยคนแรกของธนาคารไทยพาณิชย์ ส านักงานใหญ่ ประตูน้า ในยุคที่มี ศาสตราจารย์อุปการคุณ อาภรณ์ กฤษณามระ เป็นผู้จัดการใหญ่ (พ.ศ.๒๔๘๗ - พ.ศ.๒๕๑๕) ซ่งึท่านเปน็ผู้จัดตั้งวงดนตรดี ารากรกฤษณาขึ้น และต่อมาได้พัฒนาเป็นวงดนตรีสโมสรธนาคาร ไทยพาณิชย์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งครูประเวชเป็นผู้ควบคุมวง และฝึกสอน เครื่องดนตรีวงปี่ พาทย์เครื่องใหญ่ ไม้มะริดประกอบงาชุดนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซ้ือจากบ้านดุรยิประณีต หรอืท่ีรูจ้ักกันโดยทั่วไปว่า “บ้านบางล าพู” เม่ือ พ.ศ.๒๕๑๖ ในสมัยท่ี นายประจิตร ยศสุนทร ด ารงต าแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (พ.ศ.๒๔๑๖ - พ.ศ.๒๕๒๗)


๕๙ มีครูประเวช กุมุท เป็นผู้ด าเนินการจัดหาเครื่องดนตรี โดยติดต่อผ่านทาง นายชิต เชยเกษ ผู้เป็นน้องชายของ คุณย่าแถม ดุริยะประณีต ความโดดเด่นของเครื่องดนตรีวงปี่ พาทย์เครื่องใหญ่ ไม้มะริดประกอบงาชุดนี้ อยู่ที่รางระนาดที่มีฝีมือดีที่สุดในประเทศไทย ตัวรางท าจากไม้มะริดเนื้ อแน่น สีสันงดงาม มีความโดดเด่นเป็นอันมาก ด้วยเนื้ อไม้เป็นลายเมฆสีขาวอยู่ในตัว อันเป็นลักษณะเฉพาะ ของไม้มะริด ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน น ามาประกอบเข้ากับงาช้างอย่างลงตัว โดยคุณย่าแถม เจ้าของบ้านดุริยประณีต เป็นผู้สั่งให้ช่า งต่อร างระนาดชุดน้ีข้ึนในช่วงรัชกาลท่ี๕ ราว พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยฝีมือช่างที่รู้จักกันในนาม “เจ๊กฮุย” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงฝีมือที่เป็นเลิศ ในการต่อรางระนาด ในสมัยนั้นครูประเวชได้ใชเ้คร่อืงชุดน้ีในการบรรเลงและออกแสดงอยู่เสมอ ทั้งยังได้บันทึกเสียงเพ่ือเผยแพรท่างวิทยุและออกรายการโทรทัศน์อย่างต่อเน่ือง โดยมีนัก ดนตรีคนส าคัญอีกท่านในวงนี้ คือ ครูรัศมี คงลายทอง บุตรชายของครูเทียบ คงลายทอง เป็น นักระนาดเอกชั้นเลิศที่ได้ออกจากกรมศิลปากรพร้อมกับครูประเวช และเข้าท างานที่ธนาคาร ไทยพาณิชย์พร้อมกัน เครื่องปี่ พาทย์ชุดนี้ถือเป็นเครื่องดนตรีชุดส าคัญของชาติอีกชุดหนึ่ง ซึ่ง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ส านักงานใหญ่ รัชโยธิน ในวาระ ๑๐๐ ปีครูประเวช กุมุท นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ยินเสียงจากเครื่องดนตรีประวัติศาสตร์ ชุดนี้ที่ครูประเวชเป็นผู้จัดหา และคุ้นเคยเป็นอย่างดี วงดนตรีดุริยประณีตเป็นวงดนตรีที่ครูประเวชมีความสนิทสนมซึ่งนักดนตรีหลายท่านใน วงน้ีเป็นเพ่ือนร่วมงานในกรมศิลปากร โดยเฉพาะครูเหน่ียว ดุริยพันธุ์ท่ีเป็นทั้งรุ่นพ่ี และครูผู้แนะน าวิชาขับรอ้ง ท าให้ความสนิทแนบแน่นกับวงดุรยิประณีต และตระกูลดุรยิพันธุน์ ั้น ทวีคูณข้ึนไปอีก อีกทั้งครูประเวชยังเป็นครูให้กับครูสุรางค์ดุริยพันธุ์ศิลปินแห่งชาติ แ ล ะ ค รู น ฤ พ ล ดุ ริย พั น ธุ์อี ก ด้ ว ย ใ น วั น นี้ ว ง ดุ ริย ป ร ะ ณี ต จ ะ บ ร ร เ ล ง ปี่ พ า ท ย์ ไม้ แ ข็ ง ในเพลงเชดิจีน ๒ ชนั้ด้วยเคร่อืงดนตรชีุดมะรดิ ประกอบงา


๖๐ บทรอ้งเพลงเชิดจีน ๒ ชั้น ว่าพลางทางจูงสีหมอกม้า เบาะอานพานหน้าดูงามสม ดังจะปลิวลิ่วลอยไปตามลม อย่าปรารมภ์เลยนะเจ้ามาขี่ม้า ปลอบพลางทางกอดกระซิบบอก ม้าสีหมอกตัวนี้มีสง่า เนื้ออ่อนงอนง้อขอสมา อย่าให้พี่สีหมอกม้ากระเดื่องใจ วันทองสองมอืประนมมนั่พรนั่พรนั่กลัวม้าไม่เขา้ใกล้ พี่สีหมอกของน้องอย่าจองภัย จะขอข่ีพ่ีไปทั้งผัวเมีย ขุนแผนพานางมาใกล้ม้า ลูบหลังอาชาให้เชื่องเสีย หยิบมือลูบม้าว่าปลอบเมีย ม้าเลียมอืหวดี ประหวนั่กลัว (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ตอนที่ ๑๘ ขุนแผนพานางวันทองหนี) ขับร้อง มงคล ทวีกุลกิจ สวรรยา ทับแสง ปี่ นอก ยศพล คมข า ปี่ ใน โกวิท ยิ่งเกียรติคุณ ระนาดเอก นรวิชญ์ รุ่งเรือง ระนาดเอกเหล็ก ณัฐกิตติ์เพ็ชรคล้าย ระนาดทุ้ม ภาคภูมิ รุ่งเรือง ระนาดทุ้มเหล็ก ธีรวิชชุ์ อรรถศิริ ฆ้องวงใหญ่ วัชรินทร์ ม่วงท้วม ฆ้องวงเล็ก วรินทร ห้อยโกศล ฉิ่ง ธงทอง สุวรรณะ


๖๑ องก์ที่ 4 สมสง่าศิลปิน ขับเสภาลาว หมดวาระราชการงานเสร็จสรรพ ครูหวนกลับเมืองกรุงมุ่งสืบสาน วงกรุงเทพพาณิชยการ ธนาคารเลื่องชื่อรสมือครู ศิลปกรรม จุฬาฯ ครูมาสอน รามค าแหงกาลก่อนครูเคยอยู่ เป็นสายธารงานดนตรีที่เฟื่ องฟู ศิษย์เชิดชูครูประเวชวิเศษคุณ แล้วกลับคืนสู่เวียงเมืองเชียงใหม่ สุขฤทัยวัยวันอันอบอุ่น วงดนตรีที่ มช. ก็การุญ ครูเจือจุนหนุนน าล้าไมตรี ศิลปินแห่งชาติประกาศก้อง ปีสองหา้สามสองเปน็ ศักดิ์ศรี ปวงลูกศิษยท์ุกถิ่นล้วนยนิดีด้วยเปรมปรดีิ์น้อมเคารพอภิวนัท์ ทุกเดือนปีผันผ่านแม้นานมาก ครูยังฝากเพลงไทยไว้กล่อมขวัญ เสียงซอหวานกังวานอยู่คู่คืนวัน "ครูประเวช" วิเศษสรรพ์สุดพรรณนาฯ (ธนากฤต เกษมาลา ประพันธ์บท) ขับเสภา วิรัช สงเคราะห์


๖๒ วงเครื่องสำยผสมปี่ พำทย์ เพลงชุดปัญจดุริยำน้อมบูชำครู การแสดงดนตรีไทยชุด “ปัญจดุริยาน้อมบูชาคุณครู” ขับร้องบรรเลงวงเครื่องสาย ผสมปี่ พาทย์โดยศิษย์จากสาขาดุริยางคศิลป์ไทย ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการน าตัวอย่างผลงานทั้ง ๕ ของครูประเวช กุมุท ท่ีท่านเคยสรา้งสรรค์ไว้ในอดีต ได้แก่ ๑. เดี่ยวซอสามสาย ๒. เดี่ยวซอด้วง ๓. เดี่ยวซออู้ ๔. ขับร้อง ๕. งานประพันธ์ บทกลอน น ามาเรียงร้อยเป็นเพลงตับในรูปแบบตับเพลง ล าดับเพลง ล าดับที่ ๑ ขับเสภาในบทและท านองไหว้ครู สลับด้วยเพลงรัวสามลา ล าดับที่ ๒ เป็นเพลง ๔ เพลงที่ได้น าผลงานบันทึกเสียงท่านน ามาผสานกับ การบรรเลงสด ได้แก่ เดี่ยวซอสามสาย เพลงทะแย, เดี่ยวซอด้วง เพลงอาถรรพ์, เดี่ยวซออู้ เพลงพญาโศก, และขับร้อง เพลงชมโฉม ล าดับที่ ๓ น าบทกลอนที่ท่านได้ประพันธ์จากการละเล่นจ้าจี้มะเขือเปราะ มาร้องล าลองด้วยเพลงตะลุ่มโปง


๖๓ บทรอ้งเพลงตะลุ่มโปง ชั้นเดียว อนิจจาบุญเหลือมะเขือเปราะ มากระเทาะหน้าแว่นแม่นเหมือนหมาย พี่พายเรืออกแอ่นแล่นลอยชาย เที่ยวตามหาโฉมฉายไม่วายเว้น มากระทั่งต้นกุ่มเห็นกลุ่มสาว แต่ละนางร่างขาวราวเดือนเด่น มิเสียแรงพายเรือเหลือล าเค็ญ มาได้เห็นเหนื่อยหายคลายกังวล แต่เหงื่อไคลไหลย้อยน้อยเมื่อไร จะอาบน้าท่าไหนได้สักหน ที่ศาลาหน้าวัดสงัดคน จะแต่งตนให้งามตามเจ้าไป หน้ายังด าคล้าเข้มสกปรก เอ๊ะกระจกหวีแป้งอยู่แห่งไหน ยิ่งคิดยิ่งสับสนยิ่งจนใจ ร้องวู้ได้ค าเดียวเจียวขุนทอง (ครูประเวช กุมุท ประพันธ์) จากนั้นเปน็การรอ้งรบัเพลงแขกบรเทศออกสรอ้ย บทร้องว่าด้วยมุทิตาคุณแก่ครู ประเวช ประพันธ์บทร้องโดยอาจารย์วิรัช สงเคราะห์


๖๔ เพลงแขกบรเทศ ออกสร้อย ซอด้วงครูคมคายใสสดับ ซออู้ครวญเคล้าขับรับสนอง สร้อย ดอกเอยเจ้าดอกผกากรอง ด้วงอู้ผสมสอง สนองคุณแห่งครูเอย ซอสามสายเสียงกระจ่างแจ่มเรอืงรอง ทั้งเสียงรอ้งตรงึทรวงดวงกมล สร้อย ช่อเอยเจ้าช่อโกสน ร้องคลอซอระคน ร่วมรับล าน าเอย ทั้งกระบวนกลอนกาพย์ซาบซ้งึจิต งานถ่ายทอดสู่ศิษย์สัมฤทธผิ์ล สร้อย ดวงเอยเจ้าดวงโกมล ขอคุณครูช่วยดล บังเกิดผลไพบูลย์เอย สานศิลป์ครูขจรไกลในสากล ศิษย์ทุกคนร าลึกอยู่มิรู้วาย สร้อย พวงเอยเจ้าพวงมาลัย ขอนบน้อมพร้อมใจ กราบครูประเวชเอย (อาจารย์วิรัช สงเคราะห์ ประพันธ์)


๖๕ เรียงร้อยบทเพลง, ถ่ายทอดบทเพลงฝึกซ้อม, ขับเสภา, ขับร้อง อาจารย์วิรัช สงเคราะห์ ขับร้อง ชลลพรรษ เด็จใจ พุฒธิพงศ์ พึ่งบุญ นนทพันธ์ ชะรานรัมย์ ณฐวตร บุษประทุม สิทธินันท์ แสงอุทัย อิศรุณวงศ์ ภัทรรุ่งเรืองกุล ซอสามสาย ศุภวัฒน์ เสริมสร้าง ซอด้วง ธีระภัทร บุตรเทศน์ จะเข้ พชร ดวงใหญ่ ขลุ่ยหลิบ ปรมะ ศรีกลัด ขลุ่ยเพียงออ ฉัตรชัย เทียมแสน ซออู้ ประสิทธิ์ทิมสีครา้ม ระนาดเอก วรัตถ์ พงษ์เกลี้ยง ระนาดทุ้ม ภาคภูมิ รุ่งเรือง ฆ้องวงใหญ่ วงษ์วรชาติ วงษ์พิทักษ์ ฆ้องวงเล็ก ปรเมศวร์ วนะรมย์ เครื่องหนัง พรรษพงศ์ สิขัณฑกนาค ณัฐวุฒิ วิชัยวงค์ ฉิ่ง ชนันท์กานต์ พลัดเชื้อนิล ฉาบเล็ก ฐานิดา หรนจันทร์ กรับพวง สุพนิต นรขุน โหม่ง ณัฐกานต์ พุ่มเรียบ ผู้เปิดสื่อดิจิตอล ก้องภพ บุญเต็ม


๖๖ วงเคร่อ ื งสำยผสม เพลงพม่ำห้ำท่อน ๓ ช้ัน สมัยปลายรัชการท่ี๓ ได้มีการน าเพลงพม่าห้าท่อน ๒ ชั้นมาแต่งขยายข้ึนเป็น อัตรา ๓ ชั้น โดยเฉพาะท่อนท่ี๑ เปน็เพลงท่ีมี“โยน” เพราะฉะนั้นในการแต่งเพลงพม่าห้าท่อน ข้ึนเป็นอัตรา ๓ ชั้น ท่านผู้แต่งจึงมีโอกาสท่ีจะแต่งท านองในตอนท่ีเปน็ “โยน” ของท่อนท่ี๑ ให้วิจิตรพิสดารออกไปได้อย่างมากมาย ส่วนท่อนที่ ๒ ถึง ๕ แม้ว่าจะตกแต่งบ้าง ก็ต้องอยู่ในกรอบของเน้ือท านองเพลง ดังนั้นในการประกวดประชันท านองเพลงพม่าห้าท่อนน้ี จึงอยู่ท่ีท่อนต้นเท่านั้นเปน็ ส าคัญ ในสมัยตั้งแต่รัชกาลท่ี๔ เป็นต้นมานั้น เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ และคหบดี ต่างก็มีวงปี่ พาทย์มโหรีและเครื่องสายกันหลายพระองค์และหลายท่าน เมื่ อมีงานส าคัญ ๆ ก็มักจะน าวงดนตรีมาบรรเลงประชันขันแข่งกัน ท่านเจ้าของวงจึงต้องหาครูบาอาจารย์ ที่ปรีชาสามารถไว้ปรับปรุงวงดนตรีของตน เพื่ อมิให้น้อยหน้ากันได้ การบรรเลงปี่ พาทย์ ทั้งท่ีมีขับเสภาหรือมีแต่บรรเลงรับร้องโดยไม่มีเสภา ก็ยังคงถือประเพณีการเรียงเพลง ตามที่ได้ปฏิบัติกันมา คือ ร้องเพลงพม่าห้าท่อนเป็นเพลงแรกอยู่เช่นเดิม แม้ในการประชัน ขันแข่งท่ีมีวงป่ีพาทย์บรรเลงหลาย ๆ วง ทุก ๆ วงก็ต้องเรมิ่รอ้งรบัด้วยเพลงพม่าห้าท่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ของวงดนตรแีต่ละวง จึงต้องคิดประดิษฐแ์ต่งเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชนั้ ส าหรับวงดนตรีของตนให้แปลกแตกต่างออกไป โดยเฉพาะท่อนที่ ๑ ในตอนที่เป็น “โยน” ต่างก็แทรกลูกล้อลูกขัดแปลก ๆ และแทรกภาษาต่าง ๆ เช่น มอญ พม่า ลาว และแขก ให้น่าฟังยิ่งข้ึน โดยเหตุดังกล่าวมาแล้วน้ีเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น ท่อน ๑ จึงมีมากทาง ยิ่งกว่าเพลงใด ๆ ทั้งสิ้น ท่ีเคยได้ยินได้ฟังมาก็ราว ๆ ๖ – ๗ ทางแล้ว เพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น ท่ีจะใช้บรรเลงในครั้งน้ีเป็นส านวนของพระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) ที่ได้ประพันธ์ขึ้นเพื่อให้วงปี่ พาทย์หลวงบรรเลง และเพลงพม่าห้าท่อนส านวนนี้ ครูมนตรีตราโมทได้แต่งขยายข้ึนเป็นอัตรา ๔ ชั้น และตัดลงเป็นอัตรา ๒ ชั้น และชั้นเดียว จนครบเป็นเพลงเถาอีกด้วย


๖๗ วงดนตรีไทยสโมสรสมานมิตร เป็นวงดนตรีที่ รวบรวมมิตรสหายทางดนตรี จากหลากหลายสถาบัน หลากหลายรุ่น ก่อร่างสร้างมิตรภาพมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี โดยมีเสียงดนตรีที่ พวกเรารักเป็นตัวเชื่ อมประสานให้มิตรมารวมบรรเลงอยู่ด้วยกัน โดยมีลูกศิษย์ของครูประเ ว ช กุมุท เป็นแกนน า เริ่มออกแสดงบนเ วทีครั้งแรก ด้ว ย ว ง เ ค ร่ือ ง ส า ย ผ ส ม ฮ า ร์พ ทับ บ ล้า ใ น ร า ย ก า ร จุฬ า ว า ทิต ค รั้ง ท่ี๒๒๒ “เย็นย่าล าน า เครื่ องสายผสม” วันที่ ๕ สิ งหาคม พ.ศ.๒๕๖๕ ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเพลง แขกเล่นกล เถา ออกแขกพลอยเพ็ชร และเดี่ยวรอบวงเพลงเชิดแขก ประกอบระบ าภารตนาฏยัม โดยมุ่งหวังให้เกิดเสียงหรือมิติใหม่ๆ ในวงการเครื่องสายไทยในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปีของเพลงแขกเล่นกล เถา ที่เป็นผลงาน การประพันธ์ของครูประเวช กุมุท หลังจากนั้นได้ออกแสดงอีกหลายโอกาสโดยยึดถือ ทางเพลง และแนวทางปรับวงจากที่ ครูประเวชได้ถ่ายทอดไว้ให้มาใช้บรรเลงเสมอ โดยมุ่งหวั่งท่ีจะเผยแพรผ่ลงานของครูประเวช กุมุท ให้เป็นท่ีรูจ้ักมากยิ่งข้ึน และในโอกาสน้ี วงเคร่อืงสายผสมขิมสโมสรสมานมิตรจะบรรเลงเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้นโดยได้รบัเกียรติจาก อาจารย์สวรรยา ทับแสง ร่วมขับร้อง บทรอ้งเพลงพม่าห้าท่อน ๓ ชั้น เดินทางมาในหว่างกระถางไม้ ดอกใบรุกขชาติดาษดื่น ลมหวนเกสรเมื่อค่อนคืน ช่นืช่นืชูกลิ่นถวิลใจ จ าปาเทศเกดแก้วพิกุลแกม ยี่สุ่นแซมสายหยุดพุดไสว พยอมยงค์ดัดทรงสมละไม ชนั้ ในไว้กรงสาลิกา นกแก้วจับคอนแล้วนอนเฉย เจ้าแก้วเอ๋ยสาวรักเจ้าหนักหนา (แปลงมาจากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)


๖๘ ขับร้อง สวรรยา ทับแสง ซอสามสาย กานต์ สุวรรณกิติ ซอด้วง ปริญญา ทัศนมาศ จะเข้ วิศรุต แซ่จุ่ง ขลุ่ยหลิบ มณต์มนัส ลือชัย ขลุ่ยเพียงออ กิตติพล มั่นชาวนา ขิมสาย ณพงศกร ก้องจตุศักดิ์ ซออู้ รัฐสินธุ์ ชมสูง โทน-ร ามะนา จตุรงค์ ประสงค์ดี ฉิ่ง ภัทราพร กิขุนทด ฉาบเล็ก ศิวัชญ์ สลิลรัตน์ กรับพวง สรสิช แจ่มอัมพร โหม่ง สินชัย เล็กวานิชกุล


๖๙ เด่ี ยวซออู้เพลงทะแย ๓ ช้ัน เพลงทะแย อัตรา ๒ ชั้น เป็นเพลงไทยส าเนียงท่ีเจือมอญบ้างเล็กน้อย เพลงน้ี เป็นเพลงเก่าสมัยอยุธยา ได้ถูกบรรจุไว้ในเพลงตับมโหรีประกอบด้วยเพลงทะแย เพลงยาว และเพลงย่องหงิด หรือยู่หงิด เพลงทะแยนี้ ได้ถูกน าไปใช้บรรเลงในพิธีเทศมหาชาติ กัณฑ์นครกัณฑ์ และยังได้บรรเลงปี่ ชวาในกระบวนพยุหยาตราที่เรียกว่าทะแยกลองโยนอีกด้วย อน่ึงเพลงทะแย ๒ ชั้น มีอยู่ด้วยกัน ๒ ท่อน โดยท่อนแรกมี๔ จังหวะ และท่อน ๒ มี๖ จังหวะ ต่อมาในต้นสมัยรตันโกสินทร์ได้มีปรมาจารย์ทางดนตรไีด้แต่งขยายเพลงทะแยอัตรา ๒ ชั้น เป็นอัตรา ๓ ชั้น และได้ตัดลงเป็นชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถาซ่ึงได้รับความนิยมมาก ส าหรับส านักดนตรีบางส านักได้น าเอาเพลงทะแยนี้ไปฝึกซ้อมไล่มือระนาดในเวลาเช้ามืด เพ่ือท่ีจะให้นักดนตรผีู้นั้นก าลังไม่ตกเม่ือต้องบรรเลงเปน็เวลานานๆ ภายหลังได้มีครูดนตรนี า เพลงทะแยอัตรา ๓ ชั้น ไปประดิษฐ์เป็นทางเด่ียวทั้งในวงป่ีพาทย์และวงเคร่ืองสาย และถือว่าเด่ียวเพลงทะแย เปน็เพลงเด่ียวขั้นสูงเพลงหน่ึงท่ีเดียว ครูจีรพล เพชรสม ซึ่งเป็นศิษย์ท่านครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) เช่นเดียวกับ คุณครูประเวช ซ่ึงเป็นศิษย์รุน่ ใหญ่ทั้งสองท่านมีความสนิทสนมกันเป็นอันมาก ครูจีรพลจะ บรรเลงเด่ียวซออู้เพลงทะแย ๓ ชนั้เพ่ือเปน็การรา ลึกถึงครูประเวชในวาระครบ ๑๐๐ ปีชาตกาล ซออู้ จีระพล เพชรสม ฉิ่ง บุญถึง พระยาชัย โทน-ร ามะนา เมธีภัทร ชมชื่น


๗๐ วงมโหรเ ี คร่อ ื งคู่เพลงเทพไสยำสน์๓ ช้ัน ออกกรำวนอกภำษำ เพลงเทพไสยาสน์๓ ชั้นน้ีครูสมบุญ สมสุวรรณ บ้านบางกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นผู้แต่งข้ึนก่อน โดยขยายข้ึนจากเพลงตระนอนเท่ียวหลัง อันเพลงตระนอนนั้น เป็นเพลงอัตรา ๒ ชั้น และเป็นเพลงหน้าพาทย์ส าหรับบรรเลงประกอบกิริยานอน ในการแสดงโขนละคอนมาแต่โบราณ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ครูมนตรี ตราโมท จึงได้แต่ง ท านอง และบทร้องขึ้นเพื่อใช้เป็นเพลงร้องรับได้โดยสมบูรณ์ พร้อม ๆ กันนี้ก็ได้แต่งท านอง ดนตรีเพลงเทพไสยาสน์ขึ้นอีกทางหนึ่ง โดยยึดหลักเนื้ อเพลงตามที่ครูสมบุญ ได้แต่งไว้ก่อน หากแต่ประดิษฐ์ท านองดัดแปลงให้มีลูกล้อลูกขัดส าหรับใช้บรรเลงเป็นเที่ยวกลับมิให้ซ้ากับ เที่ยวแรก และพยายามด าเนินท านองเลียนส านวนเพลงเทพบรรทมให้ใกล้ชิด บางตอนถึงกับ ยืมท านองเพลงเทพบรรทมมาใช้ทั้งประโยคก็มีทั้งน้ีก็เพ่ือจะให้สมกับท่ีช่ือของเพลง มีความหมายอันเดียวกัน ดังนั้นเพลงเทพไสยาสน์ทางดนตรีท่ีใช้บรรเลงในเท่ียวแรก จึงเป็นท านองของครูสมบุญ สมสุวรรณ ส่วนเที่ยวหลังเป็นท านองของครูมนตรี ตราโมท เพลงเทพไสยยาสน์๓ ชั้น เป็นเพลงท่ีเพลงหาฟังได้ยาก ครูประเวช กุมุท ได้ต่อทั้ง ทางร้องและทางเครื่องไว้ให้กับชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรเลงใน งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นเจ้าภาพ ณ หอประชุมใหญ่ ศู น ย์ วั ฒ น ธ ร ร ม แ ห่ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย พ . ศ . ๒ ๕๓ ๓ แ ล ะ มี ก า ร น า เ พ ล ง นี้ บ ร ร เ ล ง ที่ห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์ ในรายการเพื่ อประชาสัมพันธ์ พันธกิจของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีการสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะนั้น ในการน้ีชมรมชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชยีงใหม่จึงได้จัดการแสดงชุดน้ีข้ึนอีกครงั้โดยใชว้งมโหรเีคร่อืงคู่ในการบรรเลง


๗๑ บทรอ้งเพลงเทพไสยาสน์๓ ชั้น งามไทวาสุเทพเธอไสยาสน์ เหนืออนันตนาคราชอันเรืองศรี งามอนงค์โบกปัดวิชนี คือองค์พระลักษมีเฝ้าอยู่งาน งามเกษียรศรีสมุทรสุดอร่าม แลงามยามละลอกกระฉอกฉาน ส าเนียงสนั่นดังกังวาน ฟังปานประหนึ่งทิพดนตรี (มนตรี ตราโมท ประพันธ์) ขับร้อง จุฑาภัทร บุญศรี ธนากฤต เกษมาลา ซอสามสาย เศรษฐศาสตร์ ศิริกุลวิวัฒน์ นทณัฐ วิเศษศรี ซอด้วง วิสุวัติ ทองค า ชัยรัตน์ มีงาม จะเข้ นาวิน โบกษกรนัฐ อนิรุทธิ์ค าเงิน ขลุ่ยเพียงออ สิทธิพร เนตรนิยม ซออู้ นฤธรรม ตาชื่น ธงชัยชนะ กันทิราน ระนาดเอก พิบูลศักดิ์วิจิตระกะ ระนาดทุ้ม มนวัฒน์ เงินฉ่า ฆ้องวงใหญ่ ปฐวีพล เตี๊ยะเพชรดี ฆ้องวงเล็ก ทวีศักดิ์ธติิจิรวัฒน์ กลองแขก ศุภชัย อุดค า ฐาณิสร์ คีรีแก้ว ฉิ่ง นิภาพรรณ โอศิริพันธุ์


๗๒ วงมโหรีเครื่องคู่ เพลงตับนบพระคุณครูประเวชวิเศษสรรพ์ ชุดเพลงตับ “นบพระคุณครูประเวชวิเศษสรรพ์” ประพันธ์ขึ้นเพื่อน้อมร าลึกถึงพระคุณ ของคุณ ครู ประเวช กุมุท ในวาระโอกาส ๑๐๐ ปี ชาตกาล โดยบูรณาการจากเพลงต่างๆ ที่ครูได้ต่อให้กับวงดนตรีไทย มหาวิทยาลัยรามค าแหง เพื่ อร่วมบรรเลงในงานดนตรีไทย อุดมศึกษาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๔ อาทิ ตับนางลอย ตับดาวดึงส์ ตับศึกเก้าทัพ ตับพระไวยแตกทัพ เชิดจีน เป็นต้น เพลงตับชุดน้ีได้เรียบเรียงบทร้องซ่ึงมีทั้งบทร้องเดิม และประพันธ์ข้ึนใหม่รวมถึง การบรรจุเพลงโดยเลือกใช้เพลงต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่ในเพลงตับดังกล่าวรวมทั้งใช้โน้ตซอด้วง และซออู้ท่ีครูได้บันทึกไว้เปน็แนวทางในการบรรเลงครงั้น้ี ผู้ เ รีย บ เ รีย ง บ ท แ ล ะ บ ร ร จุเ พล งได้ ตร ะ ห นั ก ถึ งคุ ณ ค่ า ท า งเ พล งข อ งคุ ณครู จึงได้น ากลับมาให้วงดนตรีไทยศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยรามค าแหง บรรเลงอีกครั้ง เพ่ือเปน็การรา ลึก และเชดิชูพระคุณครูในโอกาสอันเปน็มงคลยิ่งน้ี เพลงช้าปี่ (บรรเลง) เพลงหรุ่ม เผยพระแกลแลดูดาวเดือน เห็นคล้อยเคลื่อนเลื่อนลับเหลี่ยมไศล แสงทองส่องฟ้านภาลัย จวนจะใกล้ไขศรีรวีวรรณ เพลงแขกต่อยหม้อ ดนตรีไทย ”รามค าแหง” แหล่งคนกล้า ครูนิภา ครูประเวช วิเศษสรรพ์ ครูเชื้อ ครูสมพงษ์ ท่านช่วยกัน ครูม้วน ท่านต่อทางร้องต้องใจจง เหล่าศิษย์พร้อมหน้ามาร่วมฝึก ด้วยส านึกทางเพลงที่สูงส่ง ทั้งป่ีพาทย์เคร่อืงสายหมายจ านง “นางลอย” จึงสมประสงค์ลงตัวดี


๗๓ เพลงโล้ (บรรเลง) เพลงฝรง่ัเดิม มาข้าจะกล่าวบทไป ถึงองค์ท้าวตรีเนตรเรืองศรี ถึงฤดูวสันต์ก็ยินดี ออกยังที่หน้ามุกเวชยัน เพลงฝรง่ัแดง “ตับดาวดึงส์”ของเก่าเอามาเล่น ครูท าเปน็ชุดเพลงบรรเลงลั่น พวกเราร่วมด้วยช่วยกัน ตามครูท่านสรรสร้างวางแนวทาง “จีนรา พัน” เด่ียวขิม พรมิ้เสน่ห์ เดี่ยวจะเข้ “มุล่ง” ดังใจหวัง แทนเพลงเร็วยอดเยี่ยมเปี่ ยมพลัง ทุกคนต่างนิยมชมกันเกรียวทุ เพลงหุ่นกระบอก จะกล่าวฝ่ายวัลลาไม่อย่าศึก เมืองผลึกควรพิฆาตให้หวาดเสียว จึงเปิดศึกเก้าทัพกระชับเกลียว ชวนเก้าเมืองมาเอี่ยวให้สู้ที่ เมืองมะหุ่งกรุงเตนกุเวนละวาด เมืองวิลาศวิลยาชวาฉวี ทั้งเมืองเงาะเมอืงเกาะวล าส าปะลี ร่วมชิงตีเมืองผลึกเป็นศึกรุม เสียงซออู้คลอเคล้าเล่าด้วยเสียง สื่อส าเนียง “หุ่นกระบอก” ออกเสียงนุ่ม “ศึกเก้าทัพ” ยกทัพมาชุมนุม ศิษย์รวมกลุ่มเร่งซ้อมพร้อมปรับทาง ดนตรีไทยน าพามาพบครู ได้เรยีนรูม้ากมายหลายสิ่งอย่าง เก็บความรู้ครูมอบไว้ไม่เลือนลาง ส่องสว่างกระจ่างเด่นดังเพ็ญจันทร์ เพลงกราวนอกนอก (บรรเลง)


๗๔ เพลงมอญดูดาว แล้วจัดแจงแต่งกายพลายชุมพล ปลอมตนเป็นมอญใหม่ดูคมสัน นุ่งผ้าตาหมากรุกของรามัญ ใส่เสื้อลงยันต์ย้อมว่านยา เพลงพญาลาพอง เมื่อ “พระไวยแตกทัพ” ขยับหนีขยับหนี ครูร้อยเรียงดนตรีงามทีท่า ด้วยชนั้เชงิแยบยลเกินพรรณนา หลากลีลาครูท าไว้ให้เล่น ชาตกาลหนึ่งร้อยปีศรีวิเศษ ครูประเวชฯ ศิลปินผู้รังสรรค์ มโหรีเครื่องสายสารพัน คิดถึงวันครูต่อเพลงบรรเลงรมย์ เพลงจีนราพัน (บรรเลง) เพลงเชิดจีน ตัว 4 “รามค าแหง” แหล่งความรูค้รูสั่งสอน ทุกบทตอนจดัเจนเด่นงามสม จ าจากจรด้วย ”เชิดจีน“ ลอยล่องลม ศิษย์กราบก้มน้อมนบเคารพ ..“ครู”.. เพลงจีนฮ่อแฮ (บรรเลง)


๗๕ ขับร้อง จตุพร สีม่วง ชวลิต บัวตา ธนรัฐ อยู่สุขเจริญ ขนิษฐา รุ่งแสง ณัฐจรรยา ภู่ทอง นุสรา ดีชัยชนะ ซอสามสาย ธีรพันธ์ ุธรรมานุกูล จาตุรงค์ จันทภาโส ซอด้วง กฤตบุญ ฉัตรบุรานนท์ ปริญญา ทัศนมาศ จะเข้ ณัฏฐนันท์ สงค์ประเสริฐ ประเสริฐศรี ชื่นพลี ขลุ่ยหลิบ พลณศักดิ์ทรพัย์บางยาง ขลุ่ยเพียงออ คริษฐ์ แสงจันทร์ ซออู้ สมชาย รุ่งแสงศรี จักรายุธ ไหลสกุล ระนาดเอกมโหรี สุนทร ดวงจ าปา ระนาดทุ้มมโหรี นราธิป โภคบาล ฆ้องกลาง กนก รุ่งแสง ฆ้องวงเล็กมโหรี ดนัย แก่นจ าปา กลองแขก ประพาฬ ทองดี ประสงค์ทองมิ่ง ตะโพน เครื่องจังหวะจีน สามารถ ภู่ทอง ฉิ่ง รัชภร ฉัตรบุรานนท์ โหม่ง ทะเบียน มาลัยเล็ก ประพันธ์ค าร้อง สิทธิชัย ศรกาญจน์ เรียบเรียงบท บรรจุเพลง และควบคุมการฝึกซ้อม ชณัฏฐ์ กถนานนท์


๗๖ วงมโหรีเครื่องใหญ่ เพลงแขกเล่นกล เถำ เพลงแขกเล่นกล เถา เป็นเพลงที่ครูประเวช กุมุท ศิลปินแห่งชาติ ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่ ทั้งเถา มีส าเนียงแขก เป็นเพลงประเภทปรบไก่ มี ๒ ท่อน ท่อนละ ๔ จังหวะ โดยครูประเวช ได้ประพันธใ์นอัตราชั้นเดียวก่อน แล้วจึงแต่งขยายข้ึนเปน็อัตรา ๒ ชั้น และ ๓ ชั้น ตามล าดับ จนครบเป็นเพลงเถา จากนั้นจึงมอบเพลงน้ีให้กับวงดนตรศีิษย์หลวงไพเราะเสียงซอใช้บรรเลง เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๔ ต่อมาธนาคารกสิกรไทยได้จัดประกวดดนตรีไทย “รางวัลพิณทอง” ขึ้น วงดนตรีศิษย์หลวงไพเราะเสียงซอจึงส่งเพลงนี้เข้าประกวด โดยครูประเวชได้ประพันธ์ ทา ง ร้อง ข้ึนเพิ่มเติมโดยใ ช้บทร้องท่ีดัดแปลงมา จ ากเสภา เร่ืองขุนช้า งขุนแผน ตอนพลายชุมพลท ากลอุบายปลอมตัวเป็นแขก เพลงนี้จึงเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔ และในการประกวดครงั้นั้นได้รบัรางวัลรองชนะเลิศ เพลงแขกเล่นกล เถา ในวันนี้จะบรรเลงด้วยวงมโหรีเครื่องใหญ่ของวงดนตรี “ค าหวาน” ซึ่งเป็นวงดนตรีสมัครเล่นจากหลายสาขาอาชีพ โดยสมาชิกประกอบด้วยนักดนตรีที่มีอายุต่า กว่า ๒๐ ปีจนกระทั่งอายุเกินกว่า ๗๐ปีโดยวงน้ีเคยมีสมาชิกเป็นครูอาวุโสท่ีเป็นศิษย์ของ ครูประเวช คือ รองศาสตราจารย์บุญเสริม ภู่สาลี และครูไพศาล อินทวงศ์ และสมาชิกปัจจุบัน ที่เป็นศิษย์ครูประเวชคือ ภก.กานต์ สุวรรณกิติ วงค าหวานจึงได้รับแนวทางการบรรเลงตาม แบบอย่างของครูประเวช ทั้งน้ีควบคุมการบรรเลงโดยคุณปภาวีบูลกุล


๗๗ บทร้องเพลงแขกเล่นกล เถา จะกล่าวถึงพลายชุมพลเจ้าคนกล้า วิทยาไสยเวทวิเศษขลัง ปลอมเป็นแขกแปลกเผ่าเครารุงรัง ด้วยมุ่งหวังจับเถรกับเณรลาว พวกบ่าวไพร่ให้แต่งจ าแลงเพศ เป็นแขกเทศโพกเกศาด้วยผ้าขาว แบกสรุาอาหารทั้งหวานคาว เสียงเกรียวกราวเจรจาภาษากัน ฮัดฉายาเฮนเจ้าเถรขวาด จะเปร่อืงปราดเกรยีงไกรไฉนนั่น พอมอมเหล้าเมาหลับจะจับมัน ทั้งเถรเณรหรอืจะผนั ไปพน้มอื (แปลงมาจากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)


๗๘ ขับร้อง ภาณุภัค โมกขศักดิ์ ซอสามสาย บุญธนา จ าพรต อัษฎาวุธ ฉ่ารักษ์สินธุ์ ซอด้วง พจณิชา ฤกษ์สมุทร มณต์มนัส ลือชัย จะเข้ ณัฐมิา เปรมปรดีิ์พัชรพล ดวลบาล ขิมสาย ปวริศา สามารถ ขลุ่ยเพียงออ บัณณธร วรรณโกวิท ซออู้ กานต์ สุวรรณกิติ นภสิทธิ์ธรีพนัธว์ราพร ระนาดเอก ภัทราพร กิขุนทด ระนาดเอกเหล็ก ปภาวี บูลกุล ระนาดทุ้ม ธีรวิชชุ์ อรรถศิริ ระนาดทุ้มเหล็ก ธรีะบุตร ศขุสวสัดิ์ ฆ้องวงใหญ่ คารอล มิลลา ฆ้องวงเล็ก จารุภูมิ ค ารพภูมิชัย กลองแขก เสนาะ เรืองผึ้ง ปฏิพล ช านาญกลาง ฉิ่ง วัชระ เปรมปรดีิ์ ฉาบเล็ก โกญจนาท วิบูลย์เพ็ง กรับ ทิพยาภา ทับทิมเทศ โหม่ง บุญส่ง ธรรมวณิชย์


๗๙ สำมซอรบัรอ้ง เพลงเด่ี ยวสำรถ ี ๓ ช้ัน เพลงสารถีอัตรา ๒ ชั้น เป็นเพลงไทยสมัยโบราณสมัยอยุธยา ใช้เป็นเพลง ส าหรับบรรเลงรวมอยู่ในเพลงเรื่องประเภทเพลงช้า เรียกว่าเพลงเรื่องสารถี ภายหลังได้น ามาใช้ เป็นเพลงร้องประกอบการแสดงโขนละคอน เรียกชื่อเต็มว่า “เพลงสารถีชักรถ” เพลงนี้มีท านอง เรียบๆ พื้ นๆ ไพเราะอย่างเย็นๆ มี ๓ ท่อน ท่อนต้นกับท่อน ๒ มีลักษณะเลียนลีลากัน แต่ท่อน ๓ มีประโยคต้นซ ้ า ๒ ครงั้ตอนหลังจึงด าเนินตามท านองของท่อน ๒ ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ราวๆ ปลายรัชกาลที่ ๓ พระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร) จึงน าเพลงสารถีมาแต่งขยายข้ึนเป็นอัตรา ๓ ชั้น ทั้งท านองร้องและท านองดนตรี ใช้เป็นเพลงร้องส่งประกอบการขับเสภา และร้องส่งดนตรีโดยทั่วไป ภายหลังเม่ือนิยม การบรรเลงเด่ียวอวดฝีมือกันข้ึน ก็ได้มีผู้น าเอาเพลงสารถี๓ ชั้นน้ีมาประดิษฐ์ท านองให้ เครื่องดนตรีต่างๆ เช่น ปี่ ใน ระนาดเอก และซอต่าง ๆ บรรเลงเดี่ยว เพลงสารถีจึงกลายเป็นเพลง ส าหรับเดี่ยวขึ้นมาอีกเพลงหนึ่ง ครูประเวช กุมุทได้รับการถ่ายทอดเพลงเดี่ยวสารถีจากคุณครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) โดยได้รับทางเด่ียวไว้ทั้ง ๓ ซอ คือ ซอด้วง และซออู้และซอสามสาย ถือเป็นเพลงที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นทางเดี่ยวที่นักดนตรีในสายอื่ นไม่ค่อยจะได้ไว้ นัยว่าครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) ได้รับการถ่ายทอดทางเดี่ยวสารถีจาก พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ซึ่งเป็นผู้คิดประดิษฐ์ทางเดี่ยวขึ้น ครูประเวชได้ ถ่ายทอดเพลงเดี่ยวนี้ไว้ให้กับศิษย์หลายท่าน ถือว่าเพลงสารถีนี้เป็นเพลงเดี่ยวส าคัญ จากอัจฉริยภาพด้านดนตรีของครูประเวช กุมุท ส่งผลให้คณะกรรมการด าเนินงาน เล็งเห็นถึงความส าคัญดังกล่าวท่ีต้องการถ่ายทอดองค์ความรูท้ ั้งจากการบรรเลงเด่ียวซอด้วง ซออู้และซอสามสาย อีกทั้งกลวิธีการขับร้องท่ีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในรูปแบบของ การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ทักษะการบรรเลงเพลงเด่ียว เพลงสารถี๓ ชั้น ถ่ายทอด ความรู้จากวิทยากรซึ่งเป็นลูกศิษย์ของครูประเวช กุมุท โดยตรง อาทิ ครูทัศนีย์ ขุนทอง ศิลปิน


๘๐ แห่งชาติ ครูจีรพล เพชรสม ครูบุญถึง พระยาชัย และภก.กานต์ สุวรรณกิติ โดยมีกระแสตอบรับ ทั้งจากเยาวชน นักเรยีนผู้สนใจในดนตรไีทย นิสิตนักศึกษา คณาจารย์และบุคคลทั่วไป จ านวน ๑๒๐ คน โดยได้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการในกิจกรรมดังกล่าวเมื่อวันอังคารที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผลส าฤทธจิ์ากกิจกรรมอบรม เชิงปฏิบัติการโดยผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านจะบรรเลงสามซอรับร้อง เพลงเด่ียวสารถี๓ ชั้น ในการนี้ผู้ขับร้องท่อนแรกคือ นายนิธิกันต์ ยอดฉุน ซึ่งเป็นผู้ชนะเลิศการประกวดดนตรีไทย ในวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาล ครูประเวช กุมุท “ศรีศตวรรษวิเศษ ครูประเวช กุมุท” ซึ่งจัดประกวดรอบ ชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทรอ้งเพลงสารถี๓ ชนั้ น้อยหรือวาจาช่างน่ารัก เสนาะนักน้าค าร่าเสียดสี ป้ิมจะกลืนช่นืใจในวาที เสียดายแต่ยังไม่มีคู่ภิรมย์ แม้ชายใดได้อยู่เป็นคู่ครอง จะแนบน้องเชยชิดสนิทสนม พี่จะอยู่สู้รักไม่แรมชม มิใช่ลมลวงน้องให้หมองใจ (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)


๘๑ มโหรว ี งใหญ่เพลงอกทะเล ๓ ช้ัน มีเพลงไทย ๒ ชั้นของเก่าอยู่เพลงหน่ึง ช่ือเพลงทะเลบ้า เป็นเพลงประเภทสองไม้ และมีโยนส าหรับใช้บรรเลงเป็นเพลงเบ็ดเตล็ด และร้องในการแสดงละครบางโอกาส ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นสมัยที่ การเล่นสักวาได้รับความนิยม อย่างแพร่หลาย มีวงสักวาท่ีสามารถทั้งทางร้อง การบอกสักวา และการแต่งท านองเพลง หลายวง ได้มีท่านผู้หน่ึงน าเอาเพลงทะเลบ้า ๒ ชั้นของเก่ามาแต่งขยายท านองข้ึนเป็น ๓ ชั้น ส าหรับร้องเป็นล าลาในตอนท่ีจะเลิกเล่นสักวา แต่ในการแต่งขยายข้ึนเป็น ๓ ชั้นน้ี หาได้แต่งขยายข้ึนโดยตรงไม่หากแต่ได้ดัดแปลงแก้ไขและเพิ่มเติมเน้ือเพลงออกไป เพ่ือให้ร้องได้ไพเราะหลายแห่ง แล้วตั้งช่ือข้ึนใหม่ว่า เพลงอกทะเลหรือสักวาอกทะเล ต่อมาได้มีผู้น าเอาเพลงอกทะเลท่ีเคยรอ้งเปน็ล าลาในการเล่นสักวานั้น มารอ้งส่งให้ดนตรรีบั เป็นเพลงส่งท้ายหรือเพลงลา ครูช้อย สุนทรวาทิน จึงได้แต่งท านองทางดนตรีขึ้น โดยอนุโลม การแก้ไขดัดแปลงและเพิ่มเติมเน้ือเพลงอย่างเดียวกับท านองร้องสักวา เพ่ือให้การร้อง กับการรับสนิทสนมกลมกลืนกัน ตอนที่เป็นโยนก็สอดแทรกลูกล้อลูกขัดไปตามหลักวิชาการ ของดุรยิางคศลิ ป ส่วนท่อน๒ก็ให้รอ้งกับรบัล้อกันให้เหมาะสมกับท่ีจะเปน็เพลงลา เพราะฉะนั้น เพลงอกทะเล ๓ ชั้น ทั้งท่ีท่านผู้แต่งท านอง ร้อง ได้แต่ง ไว้และในท าน อ ง ด น ตรี ที่ ครูช้อย สุนทรวาทิน แต่งนั้น จึงแตกต่างกับเพลงทะเลบ้าของเดิมเป็นอันมาก จนแทบจะ เป็นคนละเพลงทีเดียว และก็ได้นิยมใช้กันมาจนปัจจุบันนี้ นับว่าเป็นเพลงที่มีท่วงท านองไพเราะ กระฉับกระเฉงน่าฟังเพลงหนึ่ง เพื่ อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีรายการบรรเลงสุดท้ายของมหกรรมดนตรีไทยในครงั้น้ี จึงได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์เพลงอกทะเล ๓ ชั้น บรรเลงเพลงลาตามขนบดนตรไีทย และ เพ่ือระลึกว่าคุณครูประเวชใช้บทพระราชนิพนธ์น้ีขับร้องอยู่เป็นนิจ ทั้งยังเป็นสิริมงคลแก่


๘๒ เหล่านักดนตรทีั้งหลาย เพลงอกทะเล ๓ ชั้น ครูอาวุโสให้เกียรติขับรอ้งคือ ครูนิตยา แดงกูร และครูแสงจันทร์ อรรถกฤษณ์ บรรเลงรับโดยมโหรีวงใหญ่ ในการนี้ใช้ซอจ านวนกว่า ๑๐๐ คัน และนักดนตรีรวมกว่า ๑๖๐ คน ถือเป็นประวัติศาสตร์ ครั้งส าคัญท่ีคณะศิษยานุศิษย์จะได้ร่วมกันบรรเลงเพ่ือแสดงกตเวทิตาแด่ครูประเวช กุมุท ศิลปินแห่งชาติ บทพระราชนิพนธเ์พลงอกทะเล ๓ ชั้น นี่ก็ล่วงเวลาเห็นช้าแล้ว พระจันทร์แคล้วหลบลี้หนีหน้าหาย ได้ฟังเพลงร้องเล่นเย็นใจกาย เย็นพระพายพัดเอื่อยเรื่อยเรื่อยเรียง ได้อยู่ใกล้ใจคลายทุกข์เป็นสุขศรี จนดนตรที่ีได้ยินจะสิ้นเสียง ตัวจากไปใจยังอยู่เป็นคู่เคียง คอยมองเมียงพบกันวันหน้าเอย (พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)


๘๓ รายนามนักดนตรีเพลงชื่นชุมนุม-กลุ่มดนตรีและเพลงอกทะเล ๓ ชั้น ขับร้องเพลงชื่นชุมนุม-กลุ่มดนตรี ฉัตรหทัย นักฟ้อน ประพจน์ แอตาล มงคล ทวีกุลกิจ สวรรยา ทับแสง ปกรณ์ หนูยี่ ธนัท สุกรีฑา ชินภัทร ชุณหะวิริยะกุล วรรษวรรษ บัวพุ่มอนันต์ อาณัติ วงสามาน ธนากฤต เกษมาลา นิธิกันต์ ยอดฉุน กิตติญา ทองโสภา อรุชิดา ศิลปชัย พิชญธิดา ตะโกทอง กัญจน์ณัตถ์เย่ียมศักดิ์ ขับรอ้งเพลงอกทะเล ๓ ชั้น นิตยา แดงกูร แสงจันทร์ อรรถกฤษณ์ ซอสามสาย กานต์ สุวรรณกิติ ธีรพันธุ์ ธรรมานุกูล จักรี มงคล กฤษณะพล รักร่วม บุญธนา จ าพรต วียาพร ปรางค์เมือง อรรณพ วงศาโรจน์ ชัยรัตน์ มีงาม วรุตม์ ปัทมดิลก ธนากร เทียนศิริฤกษ์ เจมี่ เอี้ยงส าอางค์ ภีมข์ ศุภชลาศัย เศรษฐศาสตร์ ศิริกุลวิวัฒน์ อัษฎาวุธ ฉ่ารักษ์สินธุ์ อนวัช ศิรินัย ณัฐกานต์ พุ่มเรียบ ศุภวัฒน์ เสริมสร้าง


๘๔ ซอด้วง บุญถึง พระยาชัย วิรัช สงเคราะห์ ชนะชัย กอผจญ ปทุมทิพย์ กาวิล สรายุธ รอบรู้ อุเทน เปียหลอ เรณุกา มักเที่ยงตรง วราภรณ์ เขิดชู สุวรรณี ชูเสน กฤษฎาธาร จันทะโก สุณิสา ศิริรักษ์ จิรโรจน์ เอกอัครณัฏฐ์ ธีรวัชร์ แสงไชย ณัฐวิชชุ์ น้อยศรี กมลาลักษณ์นวมส าลี จักริน จันทนภุมมะ รัฐสินธุ์ ชมสูง พจณิชา ฤกษ์สมุทร อัคราทร ศรีภิรมย์ กฤตบุญ ฉัตรบุรานนท์ ชัยมงคล ศรีปัตเนตร์ พงษ์ดนัย จิตรสม รุจิกร พิมพ์สอน ธันย์นริมนท์ อังกูรวชินน ชนันท์กานต์ พลัดเชื้อนิล ก้องภพ บุญเต็ม ฐานิดา หรนจันทร์ มานิตย์ เสี่ยงโชค ธนวัฒน์ อินทองปาน จิ รภัทร พลศักดิ์ ธีระภัทร์ บุตรเทศน์ กิตติพนธ์ ชุมขุน อินทัช ติรกิจพานิชกร ชัญญา ถาวรคุณ กันยานันต์ วิรุฬห์ศรี ภคิชมา ว่องไว พญณ พรมหงษ์ ธรนินทร์ ใจเย็น กันตณัฐ ใจดี วีรานุวัตร์ เจริญรัชต์ ธนพัฒน์ สวนเศรษฐ นัทวัฒน์ศักดิ์ เทวี เบญจพล มาศจังหรีด โกวิท รักตะกนิษฐ์ พรหมมินทร์ ค าภา ธนพล สนธิสุพรรณ เมศินี มาตยาคูณ นลินทิพย์ อารีเอื้อ


๘๕ มนต์ธิชา มาตยาคูณ วราศิริ ชิณวัง วรพงษ์ พลูอ้อย ทิพยสุดา ประทุมทา ปราวิณี พันโนราช ซออู้ ประชา คชเดช อนุวัฒน์ บิสสุริ สายชล กายจริต มารุธ วิจิตรโชติ สมชาย รุ่งแสงศรี เชษฐ์ ติงสัญชลีสุเมธ สุขสวัสดิ์ ธ ารงค์ หมอโอสถ ปวริศา กุลชาติ ญาณเศรษฐ์ อัฏฏะวัชระ พรพงษ์ สีลายงค์ กิ ตติ พล มั่นชาวนา กิ ตติ ภู มิประสิ ทธชิ์ ยั พันธ์ ภันธ์นุวัฒน์ แป้นวงษ์ นนทวิทย์ คุรุเสถียร บัลลังก์ ขันติวรคุณประสิทธิ์ทิมสีคล้าม สุพนิต นรขุนพิสุทธิ์อาศัยสุข วชระ สิงหนารถ ภูร่องกล้า ลาภตระการ ประสิ ทธิ์ ทิ มสี ครา้ ม พงศพัฒน์ เทศจนะกุล กิ ตติศักดิ์ใชบ ารุ ง พิพัฒน์ ชูนาวา ชวานนท์ ไชยสุนทร ศุภพัฒน์ ศิริโสภณ จิณห์นิภา หงส์อุดม คงกช ชัยประสิทธิกุล จิรัฐ สมานทรัพย์ ภราดร พนมเขต ณัฐนรี ชุบค าวัลค์ุวดีป้ันอินทร์ กฤติพงศ์ จินดา ภาณุพงศ์ ทองนิโรจน์ อัศม์เดช กุลภัทร์แสงทองชนั้เอก พรมจีน ทิพยาพร แก้วระวัง ภูริช เหินสว่าง มนตรี ศรีมงคล


๘๖ นภสินธุ์ ธิรพันธ์วราพร ปาฏิหาริย์ ผิวทอง ศิริวิมล สาคุณ ฉัตรชัย เทียมแสน จะเข้ ณชญา ณัฐชนาวกุล ปรัชญา บุญมาสูงทรง ศิวัชญ์ สลิลรัตน์ เสลภูมิ ไพเราะ นาวิน โบษกรนัฏ ประเสริฐศรี ชื่นพลี ณฐพัชร์ ผ่านพงษ์ วิศรุต แซ่จุง นลินนิภา ดีทุม เบญจภูมิ ท่าฉลาด โกญจนาท วิบูลย์เพ็ง นัทธมน เขื่อนเพชร อฏวีลิ้มสกุล เมธัส ไชยโย ปทิตตา นาบุญพัฒนา โสภณธรี์ลิ่มขจรเกียรติ ขลุ่ย จักรายุธ ไหลสกุล นพดล คชศิลา ค ารณ สุกใส ธนกฤต ใจส าคัญ ปวเรศ พึ่งรอด ปกรณ์ยศ สมพิมาย สิษฐพัชญ์ ติยะธนากูล กวินธิดา เหลืองพฤกชาติ สุกฤตยา เตชะสุนทโรวาท


๘๗ ระนาดเอก ปภาวี บูลกุล นวลจันทร์ ศุภพัฒน์ ระนาดทุ้ม มนวัฒน์ เงินฉ่า วัชระ เปรมปรดีิ์ ฆ้องวงใหญ่ บุญส่ง ธรรมวณิชย์ ปกป้อง ข าประเสริฐ ฆ้องวงเล็ก ธนัท วัฒนาวนิช เจนวิทย์ จันทร์ช่วง ฉิ่ง และผู้ควบคุมวง พิบูลศักดิ์วิจิตระกะ ฉาบ ผดุงพงษ์ แย้มนาค กรับ ชยางกูร นามกูล กรับพวง ชนิดาภา หม่า โหม่ง ณพงศกร ก้องจตุศักดิ์ กลองแขก มณฑ์มนัส ลือชัย ปฏิพล ช านาญกลาง


๘๘ โครงกำรอบรมเชิงปฏิบัติกำรด้ำนทักษะกำรบรรเลงซอด้วง ซออู้ ซอสำมสำย และทักษะกำรขับร้องของครูประเวช กุมุท ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๗ ณ หอประชุมเล็กและบริเวณโดยรอบ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย คณะกรรมการท่ีปรก ึ ษากิตติมศักดิ์ประกอบด้วย ๑. นายเสรมิศักดิ์พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ๒. ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ๓. นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วย ๑. นางสาวทัศนีย์ ขุนทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (คีตศิลป์) ๒. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ๓. นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งซาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ๔. นางนิภา โสภาสัมฤทธิ์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ๕. นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อ านวยการส านักการสังคีต กรมศิลปากร ๖. นายอิสระ ขาวละเอียด บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จ ากัด ๗. นางสาวชยันตี อนันตกุล ประธานมูลนิธิดุริยประณีต ๘. นายปกรณ์ รอดช้างเผื่อน คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ๙. นายจีรพล เพชรสม อดีตผู้อ านวยการวิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด ๑๐. นายสมชาย ทับพร ผู้เชี่ยวขาญคีตศิลบ์ไทย ส านักการสังคีต กรมศิลปากร ๑๑. นางกษมา ประสงค์เจริญ ผู้อ านวยการวิทยาลัยนาฏศิลป เชียงใหม่ ๑๒. นางกนกรัตน์ กุมท ๑๓. รองศาสตราจารย์ ดร.อุษา ใบหยก


๘๙ รายชื่อผู้เข้าร่วมการอบรม กิตติญา ทองโสภา ไกรรัตน์ บุญมี คงคา เพชรนิล ฉัตรหทัย นักฟ้อน ณัฐวัตร สุขฤษกิจ ณัฐวุฒิ จินาวรกุล ตะวัน คงอมิ่ ตะวัน โตเอี่ยม ทิพยาภา ทับทิมเทศ ธนภัทร รัตนพันธ์ ธลิมา พลอยพานิช นนทพันธ์ ชะรานรัมย์ นพรัตน์ มะทะ นัฐพงษ์ แสงค า นิธิกันต์ ยอดฉุน ปกรณ์เกียรติ พลมาก ปรารีย์ ศรีไสย พิชญธิดา ตะโกทอง พิรศุษม์ จินะปัน พุฒิธร ก๋งเม่ง สุทธศิักดิ์โพธศิ์รชียั ภัคพล ศรีสุข ภาขวัญ จันทร์แก้ว ธีรพร ยินเจริญ ลัทธวิทย์เปรื่องวิชา ศักดิ์สรรค์หนูชว่ย สุจิฎา เลิศศลารักษ์ โสภณวิชญ์ เอี่ยมแจง อนิรุทธ์ค าเงิน อุรุพงษ์ บุญญาผลา กษิรา โกมารทัต ก้องภพ บุญเต็ม กัญกนกภรณ์ ร่มพฤกษ์ เขมิสรา บัณฑิตย์ด ารงกูล ชนันท์กานต์พลัดเชื้อนิล ชนาธิป แสงเดือน ฐานิดา หรนจันทร์ ณฐกร เลิศจันทึก ดนัย ผุสดีสราญจิตต์ ทิพยสุดา ประทุมทา ธณวัฒน์อินทองปาน ธนพัฒน์ สวนเศรษฐ ธวัณรัตน์ สะสม นิชนันทน์สังข์บุญลือ บุณยานุช สร้อยสน ปริญญา ทัศนมาศ ปวเรศ พึ่งรอด พงศ์เทพ อุปละ พลอยไพลิน ไตรภูธร มานิตย์ เสี่ยงโชค กฤษณะพล รักร่วม เรณุกา มักเที่ยงตรง วรพงษ์ พูลอ้อย วิภากร ตันโสรัจประเสริฐ วีรานุวัตร์เจริญรัชต์ ศิริกัญญา ใหม่ดี ศิริลักษณ์ช่วงโชค ศุภกาญจ์ พิมพิสาร สุปราณีสมดุลยาวาทย์ สุวรรณี ชูเสน อนันตญา คงเมฆา อรรณพ วงศาโรจน์ รัฐสินธุ์ ชมสูง กิตติภูมิประสิทธชิ์ยัพันธ์ เจมี่ เอี้ยงส าอางค์ เบญจพล มาศจังหรีด


๙๐ ปรัชญา บุญมาสูงทรง แพรวชยาภรณ์แพรพงษ์ศรี มัชฌิม บุญคง วิษณุ ปานโบ วิสุวัฒน์ ทองค า ศุภวัฒน์ เสริมสร้าง อนวัช ศิรินัย อัษฎาวุธ ฉ่ารักษ์สินธุ์ อุเทน เปียหลอ นันทวัฒน์ ศักดิ์เทวี กิตติภพ พินิชการ กิติพันธุ์ คบพิมาย เกศินี สุพิทักษ์ จิรภัทร พลศักดิ์ ฉัตรชัย ห้องแก้ว ปราวิณี พันโนราช ฐิติรัตน์สุวิวัฒน์ ณัทวีร์ สดคมข า ทักษิณ เกษจรัล ทิพยาพร แก้วระวัง ธ ารงค์ หมอโอสถ ธีรดนย์ แก้วกล่า ธีรภัทร บุตรเทศน์ นนทนันทร์พลิ้งลูกอนิทร์ นภษร เพ่งธรรมกีรติ นฤธรรม ตาชื่น นวมินทร์ ปิงนา ปรีชารัตน์ ในรัมย์ ปาฏิหาริย์ ผิวทอง พงศพัฒน์ เทศจนะกุล พชร ดวงใหญ่ พิชามญชุ์ คชโสภณ พิสุทธิ์อาศัยสขุ ภัทราพร กิขุนทด ภูดิน ประอินทร์ ภูริช เหินสว่าง รุจรดา บุญมาก รุจิกร พิมพ์สอน ศิรัตน์บันลือพงศ์พันธุ์ ศิริวิมล สาคุณ ศิวัชญ์ สลิลรัตน์ ศิวัช ลิ่มสกุล สุธินี โสภาพ สุพนิต นรขุน อริสรา ศรีนวล มนตรี ศรีมงคล


๙๑ เครื่องดนตรีของครูประเวช กุมุท ซอด้วงไม้แก้ว ซอคู่มือของครูประเวช กุมุท คุณคฑาวุฑ อินทรฑูต (คุณน้อย) ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จ ากัด หลานของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช ได้จัดท าซอด้วงไม้แก้วจ านวน ๔ คัน และมอบเป็นบรรณาการให้กับนักดนตรี ๓ ท่าน ได้แ ก่ ค รูป ร ะ เ ว ช กุมุท ค รูเ ฉลิม ม่ว งแ พร ศ ร ี และครูบุญเสริม ภู่สาลี โดยเป็นฝีมือการกลึงของ ช่า งน พ จ าร ัส สุร ิแสง ซึ่งเป ็นช่างท าซอด้วงที่มี ช่ือเสียงในยุคนั้น ซอคันน้ีเปน็ซอคู่มือของครูประเวช ม า โ ด ย ต ล อ ด เ พ ร า ะ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง ด น ต รีที่ เ ป็ น ตัวแทนของมิตรภาพระหว่างคุณน้อยกับครูประเวช ที่ มี ค ว า ม ผู ก พั น กั น ม า ก ตั ว ซ อ มี น้ า ห นั ก เ บ า เสียงสดใส ไพเราะ เป็นไม้แก้วมีอายุปัจจุบันเปลี่ยนสี เป็นสีน้าผึ้ง และยังคงให้น้าเสียงที่ไพเราะโดยหลัง การเสียชีวิตของครูประเวชนั้น เสรจ็สิ้นงานสวดพระ อ ภิ ธ ร ร ม ณ วั ด พ ร ะ สิ ง ห์ จั ง ห วั ด เ ชี ย ง ใ ห ม่ คุณกนกรัตน์ กุมุท ภรรยาของครูประเวช ได้มอบ ซอด้วงไม้แก้วคันนี้ ซึ่งเดิมคุณสายชลได้เคยขอซอคัน น้ีจากครูประเวชตั้งแต่ครงั้ท่ีไปเย่ียมครูท่ีบ้าน ปัจจุบันซอด้วงไม้แก้วคันนี้อยู่ในความครอบครองของคุณสายชล กายจริต ซ่งึมีศักดิ์เปน็ หลานของครูประเวช กุมุท ณ ต าบลคานหาม อ าเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


๙๒ ซอด้วงงำช้ำง ครูประเวชเล่าให้ฟังว่า หลังจากไปบรรเลงดนตรีด้วยกัน ครูประเวช ขับรถไปส่งครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) ที่ บ้ า น ต ร อ ก โ ร ง ม้ า เ รือ น พั ก ข้ า ร า ช บ ริพ า ร บ ริเ ว ณ ท้ า ย สนามม้านางเลิ้ง ครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) ได้บอก ใ ห้ ค รู จี ร พ ล เ พ ช ร ส ม เ ข้ า ไ ป ห ยิ บ ซ อ ด้ ว ง ง า ซ อ คู่ มื อ ข อ ง ครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) คันนี้จากภายในบ้านและ น ามาใส่ท้ายรถยนต์ของครูประเวช นับเป็นความไว้วางใจให้ ค รู ป ร ะ เ ว ช สื บ ท อ ด แ น ว ท า ง ก า ร บ ร ร เ ล ง ซ อ ข อ ง ครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) อย่างสูงสุด ครูประเวช ได้ใช้ซองาคันนี้บรรเลงในงานส าคัญ ๆ เช่น งานที่มีการเสด็จ พระราชด าเนินของเจ้านาย ครูประเวชสีซองาคันนี้ ออกงาน ครั้งสุดท้ายในรายการเด่ียวซอด้วงเพลงแขกมอญ สามชั้น หน้าพระท่ีนั่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่มีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นเจ้าภาพ บน เวทีหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซอด้วงงาคันนี้มีรูปทรงอย่างซอโบราณ กระบอกซอที่ท าด้วยงาช้างมีความบางมากกว่า ซอในปัจจุบันนี้มาก มีน้าเสียงสดใส เสียงดังกังวานแม้ออกแรงสีเพียงเล็กน้อย เป็นซอด้วงที่เป็น ซอคู่มือของครูเครื่องสายส าคัญถึง ๒ ท่าน คือ ครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) และส่งทอดมาถึงครูประเวช กุมุท ภายหลังครูประเวชจึงได้มอบซอคันนี้ให้กับหออัครศิลปิน อ าเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่ อจัดเก็บและรักษาไว้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ของชาติสืบไป


๙๓ ซออู้คู่มือ ครูประเวช กุมุท ครูประเวช เล่าว่าเก็บกะลาซออู้ท่ีก้นแตกเป็นรูไม่มีใครสนใจถูกทิ้งไว้บริเวณ หลังโรงละครแห่งชาติ จึงน ามาปรับปรุงให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ จนซออู้คันนี้กลายเป็น ซออู้คู่มือของครูประเวช ซออู้คันนี้ เป็นซอที่ สีง่าย ใช้แรงน้อยแต่ให้เสียงที่ ทุ้ม นุ่มนวล ไม่มีเสียงแกรกกราก ครูประเวชมักจะเก็บซออู้คันน้ีในตู้กระจกท่ีบ้านซ่ึงตั้งอยู่บริเวณ ริมคลองชลประทาน จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่บ้านของเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ บนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่


๙๔ ขิมแผ่น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐ กรมศิลปากร ไ ด้ ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ ชุ ด ร ะ บ า โ บ ร า ณ ค ดี ขึ้ น จ ากแนวคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ ซึ่งด ารงต าแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้น โดยมีผู้เช่ียวชาญทางด้าน ต่ า ง ๆ ร่ว ม กั น ส ร ร ค์ ส ร้า ง ชุ ด ร ะ บ า โ บ ร า ณ ค ดีขึ้ น จ น เ ส ร็ จ ส ม บู ร ณ์ ประกอบด้วย ๕ ระบ า ได้แก่ ระบ าทวารวดี ระบ าศรีวิชัย ระบ าลพบุรีระบ าเชียงแสน ระบ าสุโขทัย และได้มีการบันทึกเสียงในรูปแบบของแผ่นครั่ง และแผ่นไวนิล จนถึงในรูปแบบระบบเสียง สเตอริโอ ครูประเวช กุมุท ได้มีส่วนร่วมในการบันทึกเสียงในครั้งนั้นและเกิดแรงบันดาลใจ จากเครื่องดนตรีที่เรียกว่า “ระนาดตัด” ที่ใช้บรรเลงในระบ าทวารดีและเครื่องดนตรีเบลไลรา ของตะวันตก จึงได้ให้ช่างจรูญ คชแสง ผู้ท่ีมีฝีมือชั้นยอดในการประดิษฐ์เครื่องดนตรี ได้ท าขิมแผ่นขึ้น โดยใช้แผ่นทองเหลืองหรือแผ่นอลูมิเนียมเป็นวัสดุในการท าตัวแผ่นขิม ซึ่งท าให้มีเสียงที่นุ่มนวลและใสกังวาน ต่อมาในภายหลังได้ส่งจ าหน่ายที่ร้านดุริยบรรณ ถนนตะนาว จึงท าให้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในช่วงยุคสมัยหนึ่ง...(สัมภาษณ์ครูจักรี มงคล วันที่ ๑๙ ม.ค. ๖๗) ขิมแผ่นตัวนี้ได้ถูกบูรณะซ่อมแซมเมื่ อปี พ.ศ.๒๕๖๔ โดยช่างเอกชัย วงษ์จู และถูกเก็บรักษาไว้ท่ีชุมนุมดนตรไีทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซ่ึงครูประเวช กุมุท นั้นเคย เป็นครูสอนดนตรีประจ าชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยาวนานถึง ๑๘ ปี (พ.ศ.๒๕๐๕ – ๒๕๒๒)


๙๕ กำรประกวดดนตรีไทยในวำระ ๑๐๐ ปีชำตกำลครูประเวช กุมุท ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานกรรมการจัดการประกวด ศาสตราจารย์ ดร. ข าคม พรประสิทธิ์ คณะกรรมการตัดสินรายการขับรอ้ง เพลงสุดสงวน ๓ ชั้น คุณครูทัศนีย์ ขุนทอง ประธานกรรมการตัดสิน คุณครูแสงจันทร์ อรรถกฤษณ์ คุณครูนพคุณ สุดประเสริฐ ผลการประกวดรายการขับรอ้ง เพลงสุดสงวน ๓ ชั้น รอบชิงชนะเลิศ รางวัลชนะเลิศ นายนิธิกันต์ ยอดฉุน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ นายตะวัน คงอิ่ม, นายบดินทร์แพงชยัภูมิ รางวัลชมเชย นายวรากร กลิ่นศรสีุข, นายลัทธวิทย์เปร่อืงวิชา


๙๖ คณะกรรมการตัดสินรายการเด่ียวซอด้วง เพลงพญาโศก ๓ ชั้น คุณครูปี๊ บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ ประธานกรรมการตัดสิน คุณครูจีรพล เพชรสม คุณครูบุญถึง พระยาชัย ผลการประกวดรายการเด่ียวซอด้วง เพลงพญาโศก ๓ ชั้น รางวัลชนะเลิศ ไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์การประเมิน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นายชัยรัตน์ มีงาม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นายชวลิต ลีนาบัว รางวัลชมเชย นางสาวชนันท์กานต์ พลัดเชื้อนิล, นายชญานนท์ ศรีอนันต์, นายเศรษฐศาสตร์ ศิริกุลวิวัฒน์


๙๗ ขอขอบคุณ


๙๘


Click to View FlipBook Version