The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book รพ.พระศรีฯ (คติธรรมของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสฺโส อ้วน)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

E-book รพ.พระศรีฯ (คติธรรมของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสฺโส อ้วน)

E-book รพ.พระศรีฯ (คติธรรมของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสฺโส อ้วน)

1

ปาฐกถาธรรม

“คติธรรม ลบไม่ศนู ย์”
เนือ่ งใน

งานสถาปนา ๗๕ ปี พระศรีมหาโพธ์ิ

“ทกุ อย่างเปน็ ยาดี คติธรรมสมเด็จฯ (ติสฺโส อ้วน)”

วนั พฤหสั บดที ี่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๕
ณ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์
จังหวดั อบุ ลราชธานี

2

โงไ่ มเ่ ปน็ เปน็ ใหญ่ยาก
คนทีอ่ ยากดีหาง่าย แต่คนทท่ี �ำดนี หี้ ายาก

เอ้ือเฟ้อื ผอู้ ืน่ เหมือนอุ้มชูตัวเอง
ผกู้ า้ วหน้ายอ่ มเป่ียมไปดว้ ยคุณธรรม

เจตนารมย์ของผจู้ ดั ทำ�

จัดท�ำเปน็ eBook เพ่ือเผยแพรเ่ ป็นธรรมทาน
“ขอสงวนลขิ สิทธิ์ หา้ มคัดลอก ดดั แปลง หรอื นำ� ไปพมิ พจ์ ำ� หน่าย”
หากทา่ นใดประสงค์จนำ� ไปเผยแพรเพ่ือเปน็ ธรรมทาน โปรดติดต่อ...
โรงพยาบาลพระศรมี หาโพธ์ิ
๒๑๒ ถนนแจ้งสนิท ต�ำบลในเมอื ง อ�ำเภอเมอื ง
จงั หวดั อบุ ลราชธานี

Social platform
https://www.prasri.go.th
https://www.facebook.com/prasripages
Contact US โทรศัพท์ 045-352500 โทรสาร 045-352513
สายดว่ นสขุ ภาพจติ โทร. 1323 และ 1667

สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อ้วน ติสโฺ ส)

“ลบไม่ศนู ย์”

ค�ำนิยม

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน)
ทา่ นเปน็ พระเถระชน้ั ผใู้ หญท่ มี่ คี วามรแู้ ตกฉานใน
พระไตรปิฎก ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย
บำ� เพ็ญประโยชนแ์ กช่ าติ และพระพทุ ธศาสนา
ด้วยการช่วยปลูกฝังศีลธรรม คติธรรมอันดี
ทรงคุณค่าท้ังทางโลกและทางธรรมด้านจิตใจ
ทไ่ี มป่ รากฏในทใี่ ด ทา่ นไดร้ บั พระราชทานเปน็ สงั ฆนายก
องค์แรกของคณะสงฆ์ไทยท่ีท่านได้สร้างคุณอนันต์เป็นอเนกประการ
แก่ประชาชนท่ัวไปและภูมิล�ำเนาของท่าน คือ จังหวัดอุบลราชธานี ได้
การยอมรับว่าเป็น “ปราชญ์ คนสำ� คัญของเมอื งอุบล” และเปน็ ผู้ก่อตง้ั ใหม้ ี
โรงพยาบาลพระศรมี หาโพธ์ิ ตง้ั แต่วนั ที่ ๒๑ มนี าคม ๒๔๙๓ เปน็ ตน้ มา

ด้วยความเมตตาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน)
ผทู้ ำ� ใหม้ โี รงพยาบาลจติ เวชแหง่ แรกของภาคอสี าน ตงั้ แตน่ น้ั มาเพอ่ื สบื สาน
เจตนารมณข์ องทา่ นผมู้ พี ระคณุ ของโรงพยาบาล ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาล
แตล่ ะยคุ สมยั กไ็ ดพ้ ฒั นาโรงพยาบาลอยา่ งตอ่ เนอ่ื งและมคี วามโดดเดน่ ใน
แต่ละด้าน มาจนถึงปีครบรอบ ๗๒ ปีของโรงพยาบาล ได้มีการหล่อ
รูปเหมือนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เพ่ือเป็นอนุสรณ์และ
ระลึกถึงพระคุณที่ได้ก่อต้ังโรงพยาบาลมา มาจนถึงปัจจุบัน แม้จะต้อง
พฒั นาองคก์ รใหก้ า้ วทนั ตอ่ การเปลยี่ นแปลงของเทคโนโลยี และโลกขอ้ มลู
ขา่ วสาร แตโ่ รงพยาบาลกย็ งั มงุ่ เนน้ ใหบ้ คุ ลากรทกุ คนในองคก์ รมคี วามสขุ
ในการท�ำงาน การรังสรรค์ทางความคิด ด้วยการน�ำหลักพุทธธรรมมา

บรู ณาการในการพฒั นาองคก์ รไปพรอ้ มการเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ กอรปกบั
เพอื่ แสดงความกตัญญูกตเวทติ าตอ่ สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (ติสโฺ ส อว้ น)
ผมู้ พี ระคณุ ของโรงพยาบาล จงึ ไดส้ รา้ งวหิ ารรปู หลอ่ ทา่ นทโ่ี ดดเดน่ สงา่ งาม
ให้ศูนย์รวมพลังแห่งความรักความศรัทธา กระชับความสัมพันธ์ของ
ผู้บรหิ ารและบคุ ลากร ตลอดจนการรกั ษาคณุ ธรรมสืบต่อไป

ในปนี ค้ี รบรอบ ๗๕ ปีโรงพยาบาลพระศรมี หาโพธ์ิ โรงพยาบาล
ไดก้ ำ� หนดจดั งานสถาปนาโรงพยาบาลพระศรมี หาโพธิ์ ในวนั ที่ ๒๔ มนี าคม
๒๕๖๕ มพี ิธีท�ำบุญตกั บาตรพระสงฆ์ ๗๕ รูป และการแสดงพระธรรม
เทศนาปาฐกถาธรรม โดย พระมหากรธัช กมั พวุ ัณโณ ดร. เร่ือง “ลบ
ไมศ่ นู ย”์ ซง่ึ เปน็ การนำ� คตพิ จน์ คตธิ รรมคำ� สอนของสมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์
(ติสฺโส อ้วน) ที่นับว่า เป็นส่ิงท่ีทรงคุณค่าควรอย่างย่ิงที่ผู้เข้าร่วมรับฟัง
ครง้ั นไี้ ดไ้ ปปฏบิ ตั ิ เปน็ ขอ้ คดิ คำ� สอนในการดำ� รงชวี ติ เพอ่ื ใหป้ ระสบความ
ส�ำเร็จและมคี วามสขุ ดงั นั้น เพ่อื ยอ้ นเวลาไปสมั ผสั ประวัติศาสตรส์ �ำคญั
อันสวยงามในวันสถาปณานี้ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์จึงได้จัดท�ำ

หนงั สอื E-book รวมรวบคตธิ รรมของสมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (ตสิ โฺ ส อว้ น)
จากการบันทึกเสยี งการแสดงปาฐกถาธรรม ภายใต้ช่ือ “ทกุ อย่างเป็นยาดี
คตธิ รรมสมเดจ็ ฯ ตสิ โฺ ส อว้ น” และเปน็ บญุ กศุ ลทไี่ ดม้ โี อกาสแสดงกตญั ญบู ชู า
เสริมสร้างความเป็นมงคลชีวิต เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้บุคลากร และ
ประชาชนทว่ั ไปได้นำ� ไปศึกษา และปฏิบตั ติ ามค�ำสอนของท่านตอ่ ไป    

นายแพทย์ประภาส อุครานนั ท์
ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์

ค�ำขอบคณุ

“E-Books ปาฐกถาธรรม
ลบไม่ศูนย์” เล่มนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้
หากไมไ่ ดร้ บั ความเมตตาจาก พระมหา
กรธชั กมั พวุ ณั โณ ดร. ขอกราบนมสั การ
พระเดชพระคณุ ทกี่ รณุ าเทศนาเผยแพร่
คติธรรมท่ีสามารถน�ำไปด�ำรงชีวิต
ไดอ้ ยา่ งเปน็ รปู ธรรมในพระธรรมเทศนา
ปาฐกถาธรรม “ลบไมศ่ นู ย”์ วนั สถาปนา
๗๕ ปี พระศรีมหาโพธิ์ “ทุกอยา่ งเป็น
ยาดี คติธรรมสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(ตสิ โฺ ส อว้ น) วนั พฤหสั บดที ี่ ๒๔ มนี าคม
พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๓๙-๑๐.๑๙ น.
ณ ห้องประชมุ ๕๐ ปี พระศรีมหาโพธ์ิ

ขอกราบขอบพระคณุ นายแพทย์
ประภาส อคุ รานนั ท์ ผอู้ ำ� นวยการโรงพยาบาล
พระศรีมหาโพธ์ิที่ด�ำริและเห็นชอบให้มี
การจดั งานสถาปณาฯ และเปน็ ผนู้ ำ� พวกเรา
ในการสรา้ งประวตั ศิ าสตรว์ ฒั นธรรมแหง่
ความสุขในโรงพยาบาลครง้ั นี้

ขอขอบพระคณุ นายเกรยี งศกั ด์ิ
เชือ่ มงาม รองผอู้ �ำนวยการด้านบรหิ าร
ประธานคณะกรรมการจดั งานวนั สถาปณาฯ
และคณะทกุ ทา่ น ท่ีทำ� ให้งานนีส้ �ำเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี เปน็ การสร้างสรรค์
งานแห่งการแสดงความกตัญญูแก่ผู้มีพระคุณของโรงพยาบาล และขอ
ขอบคุณ แขกผู้มเี กียรติ บคุ ลากร และบตุ รหลาน ทีม่ าร่วมงานเติมเต็ม
บรรยากาศแห่งความสุข การแสดงความรักและความผกู พันทีส่ วยงามย่ิง

“E-Books ปาฐกถาธรรมลบไมศ่ ูนย”์ เลม่ น้ีแมจ้ ะไม่สามารถ
เกบ็ รวบรวมใหค้ รบถว้ นทกุ สง่ิ อยา่ ง ทกุ ภาพ หรอื ทกุ ความหมายทเ่ี กดิ ขน้ึ
ในวันสถาปณาฯน้ี แต่คณะผู้จัดท�ำได้มีความพยายามคัดสรรแก่นส�ำคัญ
ของงานมาให้ทุกท่านที่เปิดหนังสือน้ี ได้ร�ำลึกเหตุการณ์ในวันนั้นต่อ
เฉกเช่นการหวนร�ำลึกความหลังท่ีเป็นสุขกับ ประวัติศาสตร์ของเรา
๗๕ ปี พระศรมี หาโพธ์ิ

คณะผู้จัดทำ�

ค�ำนำ�

“ลบไม่ศูนย์” เป็นหัวข้อเร่ือง การแสดงพระธรรมเทศนา
ปาฐกถาธรรม โดย พระมหากรธชั กัมพุวณั โณ ดร. เนื่องในโอกาสวัน
สถาปนา ๗๕ ปี พระศรีมหาโพธ์ิ “ทุกอย่างเป็นยาดี คติธรรมสมเด็จ
พระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ท่ีจัดข้นึ ในวนั พฤหัสบดีที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.
๒๕๖๕ ซึ่ง “ลบไม่ศูนย์” นี้ พระมหากรธัช กัมพุวัณโณ ดร. ได้ให้
ความหมายของคำ� วา่ “ลบไมศ่ นู ย์ คอื เปน็ ความจรงิ ทอี่ ยไู่ ดต้ ลอดเวลา”

ในการจดั ทำ� E-Books ครงั้ นี้มวี ัตถุประสงค์เพ่ือนำ� คตธิ รรมของ
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ท่ีได้จากการแสดงปาฐกถาธรรม
มาเผยแพรใ่ หแ้ กบ่ คุ ลากร และผสู้ นใจนำ� ไปปฏบิ ตั ิ เปน็ ขอ้ คดิ หรอื คำ� สอน
ในการดำ� รงชวี ติ เพอ่ื ใหม้ แี นวหลกั ธรรมในการดำ� รงชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ รวมทง้ั
เป็นการย้อนเวลาไปร�ำลึกถึงประวัติศาสตร์แห่งความสุขของบุคลากร
โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ และผู้ที่มาร่วมงานวันสถาปณานี้ หนังสือ
E-book เล่มน้ีจึงประกอบด้วยเนื้อหาท่ีเก่ียวกับ คติธรรม สาระธรรม
ลบไม่ศูนย์ และประมวลภาพการด�ำเนินกิจกรรมรังสรรค์ความสุขท่ีมี
เกิดข้นึ เพอ่ื งานวันสถาปณาฯ

ดว้ ยความปรารถนาดแี ละมคี วามหวงั เปน็ อยา่ งยงิ่ วา่ “E-Books
ปาฐกถาธรรมลบไม่ศูนย์” นี้จะสามารถไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
มีประสิทธิภาพสร้างวัฒนธรรมความผูกพัน การแสดงความกตัญญู
กตเวทติ าตอ่ องคก์ รของบคุ ลากรทงั้ รนุ่ ปจั จบุ นั และรนุ่ อนาคต ในการสาน
ตอ่ ความรกั และความผกู พนั จากรนุ่ สรู่ นุ่ สบื ตอ่ ไป และมปี ระโยชนใ์ นปฏบิ ตั ิ
ตามคตธิ รรม “ลบไม่ศูนย์” ส�ำหรบั การประชาชนและผสู้ นใจทวั่ ไป

คณะผู้จัดทำ�

สารบัญ

พระมหากรธชั กัมพวฺ ณั โณ ดร. สมเดจ็ พระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ตสิ โฺ ส)

๑ บทเทศนานำ�

๒ ประวตั ขิ องสมเด็จพระมหาวรี วงศ์
(ติสโฺ ส อ้วน)

๕ กว่าจะเป็น...ลบไมศ่ ูนย์

๖ จารกึ คณุ ความดี
๑๐ พระนักปกครองผู้ย่งิ ใหญ่

๑๓ คติธรรม สาระธรรม ลบไม่ศูนย์

เจตนารมย์......................... ปกใน
คำ� นิยม......................................๔
คำ� ขอบคณุ ..............................๗
คำ� นำ� ........................................๙
ประมวลภาพกจิ กรรม........ ๒๒
ภาคผนวก............................ ๓๒ นพ.ประภาส อุครานันท์

ผอ.รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ปี 2560-ปัจจุบนั

1

บทเทศนานำ�

ขออนญุ าตคณะสงฆ์ ขอเจรญิ พรญาตโิ ยม
ทกุ ทา่ น ตอนแรกทส่ี ง่ ฎกี านมิ นตอ์ าตมา ใหอ้ าตมาเทศน์
แตเ่ มอ่ื สกั ครู่ ผอ.ใหป้ าฐกถาธรรม อาตมาจะปาฐกถา
ธรรมอธิบายคติธรรมของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(อ้วน ติสฺโส) ท่ีพวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังค�ำอธิบาย
มากอ่ นในบางหวั ขอ้ และหาคำ� อธบิ ายไมไ่ ดจ้ ากตำ� รบั
ตำ� ราท่วั ไป
วันนี้เราพูดถึงคติธรรม ลบไม่ศูนย์ ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(ติสฺโส อ้วน) ท่านได้เขียนหนังสือไว้หลายเรื่อง แต่มีสองเรื่องท่ีโดดเด่น
เป็นทร่ี จู้ ัก คอื นพิ นธ์ต่างเร่อื ง กับลบไม่ศูนย์ เบ้อื งตน้ เราต้องร้จู กั ทา่ น
ก่อนว่า ท่านเป็นใครมาจากไหน และมีความส�ำคัญอย่างไร ส�ำหรับผู้ท่ี
รแู้ ลว้ ถือวา่ เปน็ การทบทวนความจ�ำ และส�ำหรบั ผูไ้ มร่ ู้
มาก่อน ใหถ้ ือว่า เป็นการเพ่มิ พูนความรู้
มากย่ิงข้นึ ส�ำหรับคนใหม่ทย่ี ังไม่รู้
เรากจ็ ะไดร้ ู้ว่าท่านคอื ใคร ท่านมี
ความสำ� คัญอย่างไร

2

ประวตั ขิ องสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อว้ น)

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อว้ น) ท่านกไ็ มใ่ ช่คนอ่นื คนไกล
ท่านเปน็ คนบา้ นหนองแคน อ�ำเภอดอนมดแดง นามเดมิ ทา่ น ชอื่ วา่ อ้วน
แสนทวีสุข เมื่อมาอุปสมบทแล้ว ท่านได้ฉายาหรือนามสกุลทางธรรมว่า
ตสิ ฺโส เราก็เลยรูจ้ ักทา่ นในนามว่า อว้ น ติสฺโส หรือว่า ตสิ สะมหาเถระ
สมณศกั ด.ิ์ ... ทน่ี เี้ ลา่ ใหโ้ ยมฟงั กอ่ น ทา่ นมชี อื่ หลายชอื่ เปน็ ไปตาม
ช่ือสมณศักดิ์ เพราะว่าสมณศักดิ์จะผูกติดกับต�ำแหน่งทางการปกครอง
หรือการบริหารคณะสงฆ์ เม่ือมหากษัตริย์จะทรงยกย่อง พระองค์ท่าน
ก็จะเรมิ่ จาก พระครูก่อน แต่ว่าสมเดจ็ พระมหาวีรวงศ์ ตสิ โส อว้ น ไมไ่ ด้
เริ่มจากพระครู เพราะท่านมีสมณศักด์ิเป็นพระมหาเปรียญอยู่ก่อนแล้ว
ท่านจึงได้รับพระราชทานสมณศักด์ิเป็นเจ้าคุณเลย ท่านก็เป็นมาต้ังแต่
พระศาสนดลิ ก แล้วมาเปน็ พระราชมุนี พระเทพเมธี พระโพธวิ งศาจารย์
พระธรรมปาโมกข์ มาเปน็ รองสมเดจ็ ฯ ทพี่ ระพรหมมุนี ตำ� แหนง่ สุดทา้ ย
กเ็ ปน็ สมเดจ็ พระมหาวีรวงศ์
ต�ำแหน่งที่อาตมาว่ามาน้ี ไม่ใช่เป็นเฉพาะของใครรูปใดรูปหน่ึง
แต่ละตำ� แหนง่ เม่อื รูปเดิมไดเ้ ลอ่ื นสมณศักดหิ์ รอื มรณภาพไป ต�ำแหน่งก็
จะวา่ งลง และมกี ารแตง่ ตงั้ รปู ใหมข่ นึ้ มาแทน เพราะฉะนนั้ เวลาเราเรยี กชอื่
ตามสมณศักดิ์ เราต้องวงเล็บไว้ด้วย อย่างปัจจุบัน ต�ำแหน่งสมเด็จ
พระมหาวีรวงศ์ อยูท่ ว่ี ดั ราชบพิธ เพราะฉะนั้น ต�ำแหนง่ ทางสมณศกั ด์ินี้
ถอื วา่ เปน็ ตำ� แหนง่ ทเี่ ปน็ สากล รปู ใดกเ็ ปน็ ได้ เราจะรวู้ า่ รปู ใดอยใู่ นตำ� แหนง่
สมณศกั ดน์ิ นั้ กต็ อ้ งวงเลบ็ ชอ่ื เดมิ เอาไว้ ดงั นนั้ ตำ� แหนง่ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์
เราถึงวงเลบ็ ว่า อว้ น ตสิ ฺโส หรอื ติสฺโส อ้วน ก็สดุ แท้แตค่ วามชอบ ถกู ท้ังสอง
ลกั ษณะ

3

เพราะฉะนั้น ต�ำแหน่งของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)
ทอ่ี าตมากลา่ วมาทงั้ หมด ตงั้ แตเ่ ปน็ เจา้ คณุ พระศาสนดลิ กกด็ ี พระราชมนุ ี
ก็ดี พระเทพเมธีก็ดีนี้เป็นต�ำแหน่งท่ีเป็นสากล แต่เวลาเราพูดถึงช่ือท่าน
เราต้องวงเล็บไว้ เราถึงจะรู้เข้าใจว่า ท่านเคยเป็นอยู่ด�ำรงต�ำแหน่งน้ี
ในสมัยนัน้ ยุคน้นั
ย้อนกลับไปในช่วงที่ท่านเร่ิมต้นเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ท่านเข้ามา
อุปสมบทอยู่ท่ีวัดศรีทอง หรือวัดศรีอุบลรัตนารามในปัจจุบัน และ
จำ� พรรษา อยู่กับพระอุปัชฌาย์ จนอายคุ รบ ๒๔ ปี เพราะเป็นกฎเกณฑ์
ทพี่ ระอปุ ชั ฌายท์ า่ นกำ� หนดไว้ ทา่ นถงึ ไดเ้ ดนิ ทางเขา้ กรงุ เทพฯ ไปกบั ทา่ น
เจ้าคณุ อาจารยผ์ ูเ้ ป็นอนุสาวนาจารย์ คอื เจา้ คณุ พระอบุ าลคี ุณปู มาจารย์
(สิริจนั โท-จนั ทร)์ เพือ่ ไปศึกษาเล่าเรียน
ในความเหน็ ของอาตมากต็ อ้ งบอกวา่ ทา่ นมคี ณุ สมบตั พิ เิ ศษมากๆ
คอื เปน็ ผู้ทีม่ ีบญุ บารมมี าตั้งแต่ยังเลก็ พออายทุ า่ นได้ ๓๐ ปี ทา่ นเดนิ ทาง
กลับมาอุบลฯ มาสร้างความเจริญ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสุปัฏน์ อายุแค่
๓๗ ปี พอมาเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ก็เป็นเจ้าคณะมณฑล คือ มีต�ำแหน่ง
ทางการปกครองคณะสงฆ์สูงมาก และถือว่ามีอ�ำนาจมาก ถือว่าเป็น
ตวั แทนสมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทถ่ี ือกันวา่
รงั้ ตำ� แหนง่ สมเดจ็ พระสงั ฆราช ในสมยั นนั้ ทา่ นปกครองภาคอสี านทงั้ หมด
โดยทอี่ ายุยงั ไมถ่ ึงสี่สบิ ปี แลว้ ทา่ นมาทำ� งานในต�ำแหน่งนี้ ๑๗ ปี และอยใู่ น
ต�ำแหน่งทางการปกครองอื่นๆ อีก จนกระทง่ั ท่านมรณภาพ อายุ ๘๙ ปี
ถือว่าท�ำงานเพื่อพระศาสนาประมาณ ๗๐ ปี ต�ำแหน่งสุดท้ายของท่าน
กอ่ นมรณภาพ คอื ตำ� แหนง่ สงั ฆนายก หรอื พดู งา่ ยๆ วา่ ตำ� แหนง่ นายกรฐั มนตรี
ของพระภกิ ษสุ งฆน์ น่ั เอง ๗๐ ปที ที่ า่ นเปน็ ผบู้ รหิ าร เปน็ ผปู้ กครองคณะสงฆ์

4

พระมหากรธชั กมั พฺวัณโณ ดร. ๑ บทเทศนาน�ำ

๒ ประวัติของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(ตสิ ฺโส อ้วน)

๕ กวา่ จะเป็น...ลบไม่ศูนย์

๖ จารึกคณุ ความดี
๑๐ พระนักปกครองผู้ย่งิ ใหญ่

๑๓ คตธิ รรม สาระธรรม ลบไมศ่ นู ย์

เบือ้ งหลงั การถ่ายทำ� วีดทิ ศั น์

5

กวา่ จะเปน็ ... ลบไม่ศูนย์

สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (ตสิ โฺ ส อว้ น)
ท่านเป็นพระมหาเถระท่ีมีประสบการณ์
มากมาย และด้วยประสบการณ์นี้แหละ
ท่านไดเ้ ทศน์ เขยี น คติธรรมและหนงั สอื
ลบไมศ่ นู ย์ ขึน้ มา เพราะฉะนนั้ ในหนงั สือ
ลบไมศ่ นู ยจ์ งึ เปน็ คตธิ รรม เปน็ สาระธรรม
ของทา่ นทเี่ กดิ จากประสบการณก์ ารทำ� งาน
และ การเทศน์สอน ลบไม่ศูนย์ มีหัวข้อ
ธรรมทั้งหมด ๑๓๓ ข้อ อาตมาได้คัด
คตธิ รรมหรอื ธรรมทเี่ กย่ี วกบั ธรรมะของพระพทุ ธเจา้ ลว้ นๆ ออกไปยงั เหลอื
ที่ว่าด้วย คติธรรมของท่านล้วนๆ ที่ไม่แฝงด้วยคติธรรมทางพุทธศาสนา
เลย เป็นประสบการณ์ของผู้ท่ีผ่านงานปกครองคณะสงฆ์มา มีทั้งหมด
๓๑ หวั ขอ้ นน้ั แสดงวา่ ๑๐๐ กวา่ ขอ้ เปน็ เรอื่ งคำ� สอนทเ่ี กย่ี วกบั พทุ ธศาสนา
ต้องยอมรับว่าภาษาท่านเขียนเป็นภาษาโบราณเข้าใจยาก ถ้าไม่อธิบาย
คติธรรมบางขอ้ เราอา่ นเราฟังแล้วจะไม่เขา้ ใจ ตอ้ งอธบิ าย ส่วนคติธรรม
บางข้อก็เขา้ ใจง่ายโดยไม่ต้องอธิบาย ในการอธบิ ายก็เชน่ เดียวกัน อาตมา
ต้องไปสืบค้นว่าท่านเคยอธิบายไว้ตรงไหน ว่าอย่างไร ศึกษาไปด้วย
มคี วามสขุ ในการศกึ ษาคน้ ควา้ ของโบรำ�่ โบราณ ไดเ้ หน็ ภมู ปิ ญั ญาของทา่ น
เพ่ือท่จี ะอธบิ ายคตธิ รรม ลบไม่ศูนย์

6

จารกึ คณุ ความดี

ก่อนทจ่ี ะอธิบายขอแทรกเรื่องทเี่ กยี่ วกับตัวท่านสักเลก็ น้อย ทา่ น
มีความส�ำคญั ตอ่ เมอื งอุบลอยา่ งไร เราจะเหน็ ไดจ้ ากการจารึกคณุ ความดี
ของท่านในหิรัญบัฏ และสุพรรณบัฏ ความจริงตรงน้ีเล่าให้โยมฟังก่อน
เม่ือพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาพระมหาเถระเป็นรองสมเด็จพระราชา
คณะจะมีการจารึกคุณความดีของผู้ที่ได้รับการสถาปนาไว้ในแผ่นเงิน
ที่เรียกเป็นภาษาทางการว่า “หิรัญบัฏ” ส่วนการทรงสถาปนาต�ำแหน่ง
สมเด็จจะจารึกคุณความดีไว้บนแผ่นทองเรียกว่า “สุพรรณบัฏ” เมื่อ
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๗ ทรงสถาปนาพระธรรม
ปาโมกข์ ตสิ โฺ ส อ้วน ขึ้นเปน็ รองสมเดจ็ พระราชาคณะท่ีพระพรหมมนุ ี มี
จารึกในหิรญั บฏั ว่า (ตัดมาเฉพาะสว่ นทพี่ รรณนาคุณความดี)
สมเด็จพระปรมนิ ทรมหาประชาธิปก มหนั ตเุ ดชนดิลกรามาธิบดี
พระปกเกลา้ เจ้าแผน่ ดนิ สยาม ทรงพระราชดํารวิ า่ “พระธรรมปาโมกข”์
เปน็ ผมู้ ปี รชี าญาณ แตกฉานในพระไตรปฎิ กสตุ าคมสทั ธรรม สำ� เรจ็ ภมู บา
เรียน ๕ ประโยค ทรงพระกรุณาโปรดให้เป็นพระราชาคณะต�ำแหน่ง
สามัญ และเปน็ พระราชาคณะผใู้ หญ่ขึ้นไป คอื พระราชมนุ ี พระเทพเมธี
พระโพธิวงศาจารย์ พระธรรมปาโมกข์ เปน็ ลำ� ดับมา กร็ กั ษาสมณาจารย์
คุณสมบัติและขนบธรรมเนียมประเพณีราชการเรียบร้อย สมควรแก่
ตำ� แหนง่ ดว้ ยดี มศี ลี าจารวตั รนา่ เลอ่ื มใส ขวนขวายในนานากรณยี กจิ เปน็
หิตานชุ ิตคณุ อเนก ประการ แก่พระบวรพทุ ธศาสนาและอาณาจักร

7

ในการศึกษาพระปริยัติธรรม พระธรรมปาโมกข์ ได้เปน็ อาจารย์
ผู้แรกเรม่ิ สอนพระปริยตั ิธรรม ในสำ� นักโรงเรยี นอบุ ลวิทยาคม ณ วัดสุปฏั น์
จังหวัดอุบลราชธานี ในกาลต่อมาโดยความอุตสาหวิริยะอันแรงกล้า
ไดเ้ ปน็ ผปู้ ระสทิ ธปิ์ ระสาธนก์ ารศกึ ษาภาษาบาลแี ละธรรม ทวั่ ทกุ นครคาม
นคิ มชนบท ในคณะมณฑลภมู ภิ าคอสี านแหง่ สยามประเทศ ใหเ้ จรญิ วฒั นา
การเป็นล�ำดับมา ปรากฏมีพระภิกษุสามเณรทรงภูมิบาเรียนนักธรรม
นวกะมัชฌิมะและเถรภูมิแพรห่ ลาย
ในการศกึ ษาสว่ นภาษาไทย สมยั ยงั ไมม่ เี จา้ หนา้ ทก่ี ระทรวงธรรมการ
ออกไปจดั การศกึ ษา พระธรรมปาโมกข์ ไดเ้ ปน็ ผแู้ รกเรม่ิ ประสทิ ธป์ิ ระสาธน์
ให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา โดยจัดตั้งโรงเรียนและจัดหาครูอาจารย์
มาสอนตลอดถงึ จดั การสอบไลเ่ องเสรจ็ แมม้ เี จา้ หนา้ ทกี่ ระทรวงธรรมการ
ออกไปจัดการศึกษาแล้ว ก็มิได้ละเมิน ยังช่วยเหลือในส่วนที่เก่ียวถึง
โดยประการตา่ งๆ ซงึ่ เปน็ การอนเุ คราะหก์ ลุ บตุ รกลุ ธดิ า ใหไ้ ดร้ บั การศกึ ษา
และธรรมจริยาเป็นอย่างดีย่ิง ทั้งเป็นผู้มีอุตสาหวิริยะเอาใจใส่ในการ
ฝกึ หดั อบรมแนะนาํ สง่ั สอนประชาชนนกิ รและบรรพชติ ให้ ประพฤตดิ ำ� รง
อยใู่ นกศุ ลสจุ รติ ธรรมสมาทาน ตามสมควรแกภ่ าวะ และใหร้ จู้ กั กรณยี กจิ
อนั เปน็ หนา้ ที่ มอี าทคิ อื อบรม สงั่ สอนพระภกิ ษบุ รษิ ทั ใหด้ ำ� รงในศลี าจารวตั ร
อนั ดงี ามตามสมควรแกส่ มณสารปู แนะนาํ อบรมประชาชนพลเมอื งใหร้ จู้ กั
ทางประกอบอาชีพ อนามยั อารยธรรมจริยา โน้มนําใหเ้ กิดความเล่ือมใส
ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตลอดถึงนําให้เด็กได้ท�ำพุทธมามกวิธี โดย
พระราชนิยมสมควรแก่ภาวะวัย ท้ังได้จัดให้พระภิกษุผู้รู้ธรรมสามารถ
ประกาศสง่ั สอนอบรมธรรมจริยาแก่นักเรียนตามโรงเรียนตา่ งๆ ท้ังทีเ่ ป็น

8

โรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนประชาบาล ตลอดทั้งประชาชนเพ่ือให้เป็น
พลเมอื งดี ประจำ� อย่ทู วั่ ทกุ จงั หวดั ทกุ แขวงตำ� บล ในมณฑลนครราชสีมา
นอกจากนยี้ งั ไดร้ จนาหนงั สอื ตา่ งๆ อนั ประกอบดว้ ยสารประโยชน์
คุณธรรม ส�ำหรับแจกจ่ายประชาชนพลเมืองอีกเป็นอันมาก พระธรรม
ปาโมกข์ ไดเ้ ป็นกรรมการสอบพระปริยัติธรรมในสนามหลวง เป็นแมก่ อง
สอบธรรมสนามมณฑลนครราชสมี าเปน็ ลำ� ดบั มาจนถงึ สมยั เปลย่ี นวธิ กี าร
สอบ ให้มีแม่กองแต่ผู้เดียวประจ�ำอยู่ในพระนคร ก็ได้เป็นรองแม่กอง
ประจำ� มณฑลอีก ในการบรหิ าร พระธรรมปาโมกขไ์ ด้เป็นผชู้ ว่ ยเจ้าคณะ
มณฑลอีสาน และท�ำการแทนเจ้าคณะมณฑล มาแต่คร้ังยังเป็นบาเรียน
ต่อมาได้เป็นเจ้าคณะมณฑล และเจ้าคณะฝ่ายธรรมยุตในภาคอีสาน
คร้ันแยกมณฑลอีสานออกเป็นมณฑลร้อยเอ็ดและมณฑลอุบล ก็ได้เป็น
เจ้าคณะมณฑลอุบล และร้ังต�ำแหนง่ เจ้าคณะมณฑลร้อยเอด็ เม่ือยุบรวม
มณฑลทั้งสองเข้าในมณฑลราชสีมา ก็ได้เป็นเจ้าคณะมณฑลนั้นสืบมา
จนกาลบัดน้ี อนึ่งในคราวที่มณฑลอุดรว่างเจ้าคณะมณฑลลง ก็ได้ทรง
พระกรณุ าโปรดใหเ้ ป็นรกั ษาการตำ� แหนง่ น้ัน
พระธรรมปาโมกข์ รบั ภารธรุ ะในการบรหิ ารคณะ โดยนำ�้ ใจหนกั แนน่
ม่ันคง เห็นแก่พระพุทธศาสนา ตั้งแต่เป็นเจ้าคณะมณฑลมามิได้ลาออก
ลาพกั ตลอดกาลนานถงึ ๒๙ ปี ไดว้ างระเบยี บแบบแผนการปกครองคณะ
สงฆ์ ในภูมิมณฑลภาคอีสาน เป็นระเบียบเรียบร้อยสม่�ำเสมอมาด้วยดี
นอกจากน้ียังเป็นผู้เห็นประโยชน์ของโบราณวัตถุ โบราณคดีเป็นพิเศษ
ได้จัดส่งหนังสือคัมภีร์เรื่องราวต่างๆ และวัตถุโบราณของพื้นเมืองภาค
อีสาน เข้ามาไว้ในพพิ ิธภัณฑส์ ถานส�ำหรบั พระนครเปน็ อันมาก

9

พระธรรมปาโมกข์ เป็นผู้มีปรีชาฉลาดสามารถในการเทศนา
สงั่ สอนด้วยญาณวจิ ติ รปฏิภาณให้เหมาะแก่บรษิ ัทผ้ฟู ัง ถกู ความต้องการ
แห่งศาสนาและอาณาจักร เป็นผู้มีขันติวิริยะสมรรถภาพในการบริหาร
คณะ และนวกรรม (การก่อสร้าง) เป็นอนั ดี ประกอบกรณยี กิจอนั เปน็ หติ
านุหิตคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติศาสนาอันยิ่งใหญ่ไพศาล สมบูรณ์
ด้วยสมณาจารย์คุณสมบัติ ถึงพร้อมด้วยศีลาจาวัตร เป็นสาธุทัศนียและ
ครฐุ านยี แหง่ พทุ ธบรษิ ทั มนั่ คง ในพรหมจรยิ วตั รปฏบิ ตั ยิ งั่ ยนื นาน ประกอบ
ดว้ ย อตั ตหติ และปรหติ จรยิ าอเนกประการ บดั นกี้ เ็ ปน็ ผเู้ จรญิ ดว้ ยพรรษา
ยุกาลวัยวุฒิ สมควรจะด�ำรงที่พระราชาคณะต�ำแหน่งเจ้าคณะรองใน
พระบวรพุทธศาสนาได้ จงึ มพี ระบรมราชโองการมาณบัณฑูรสูรสิงหนาท
ด�ำรัสสั่งให้สถาปนาพระธรรมปาโมกข์ เป็นพระราชาคณะ มัชฌิม
มหาคณศิ วรานนุ ายก มรี าชทนิ นามตามจารกึ ในหริ ณั ยบฏั วา่ พระพรหมมนุ ี
ศรีวิสุทธิญาณนายก ตรีปิฎกธรรมาลังการวิภูษิต มัชฌิมคณิสสร บวร
สังฆารามคามวาสี สถิต ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร พระอารามหลวง
เจา้ คณะรองหนกลาง ฯลฯ

10

พระมหากรธชั กัมพฺวณั โณ ดร. ๑ บทเทศนานำ�

๒ ประวัตขิ องสมเดจ็ พระมหาวีรวงศ์
(ติสฺโส อ้วน)

๕ กว่าจะเป็น...ลบไมศ่ นู ย์

๖ จารึกคณุ ความดี
๑๐ พระนักปกครองผูย้ ่งิ ใหญ่

๑๓ คติธรรม สาระธรรม ลบไมศ่ นู ย์

เตรยี มงาน
ณ ห้องประชุม ๕๐ ปพี ระศรมี หาโพธิ์

11

พระนกั ปกครองผู้ย่ิงใหญ่

เราจะเห็นคณุ งามความดีของสมเด็จมหาวรี วงศ์ ตสิ โฺ ส อว้ น โดย
ไม่ต้องไปฟังคนอ่ืนพูดว่าท่านดีอย่างไร ส�ำคัญอย่างไร เราอ่านสิ่งท่ี
พระมหากษัตริย์ทรงยกย่องจากอัตตชีวประวัติที่ท่านเขียนเอง ท่านได้
แทรกคติธรรมและข้อแนะน�ำในการปกครองไว้ เช่น
เมอื่ ครง้ั ทม่ี าปกครองบรหิ ารคณะสงฆท์ อ่ี บุ ลฯ ทมี่ ณฑลอสี าน อายุ
ทา่ นนอ้ ยมาก เมอื่ ทา่ นเดนิ ทางเขา้ กรงุ เทพมหานครกบั ทา่ นเจา้ คณุ อาจารย์
เพราะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าในหลวง ร.๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ วั เปน็ การไปเฝา้ แบบไพรเวท (private) คอื วา่ เปน็ การสว่ นพระองค์
อาตมาถอื วา่ ทา่ นพรอ้ ม ทา่ นเจา้ คณุ อาจารยเ์ ปน็ พระบา้ นนอกจากอสี าน
ทไ่ี ดเ้ ข้าเฝา้ ในหลวง
ก่อนท่ีจะเข้าเฝ้านั้น สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยา
วชริ ญาณวโรรส ผู้เปน็ พระขนษิ ฐาหรอื นอ้ งชายของรชั กาลท่ี ๕ ถามทา่ น
กอ่ นวา่ “เธอเปน็ ผมู้ พี รรษาอายยุ งั นอ้ ย เจา้ คณะทมี่ พี รรษาอายมุ าก แสดง
อาการกระด้างกระเด่ืองต่อเธอมีหรือไม่” ท่านทูลสมเด็จพระมหาสมณ
เจา้ ว่า “เกล้ากระผมมธี รรมิกอุบาย อบุ ายทางธรรม กค็ ือ การทจี่ ะให้รัก
ใคร่เคารพนับถือนั้น ต้องเพ่งมองดูบุคคล คือ ถ้าผู้มีพรรษาอายุสูงกว่า
ก็นับถือในฐานะเป็นผู้ใหญ่ไม้สูง ถ้าผู้มีพรรษาอายุเสมอกัน ก็นับถือโดย
ฐานะเป็นมติ ร ถ้าผมู้ พี รรษานอ้ ยกวา่ ก็นับถือกันโดยฐานะเปน็ ศษิ ย”์

12

ทา่ นวา่ ใชอ้ บุ ายนแ้ี หละในการปกครองคณะสงฆ์ ถงึ แมจ้ ะพรรษา
น้อย กย็ ังทำ� การปกครองมาได้ด้วยดี สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯ ได้สดบั
แลว้ ชนื่ ชมว่า “ปฏปิ ทาทีเ่ ธอด�ำเนิน ดี ถกู ต้อง ถ้าสมเด็จบรมบพิตรพระ
ราชสมภารเจา้ ทรงทราบ จะทรงพระกรุณาโปรดเธอย่ิงกวา่ นี้” สิง่ ท่ีทา่ น
ทูลตอบสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กำ� ลังบอกพวกเราว่า ในการบริหาร
ตอ้ งอาศัยความรกั ใคร่นับถอื เปน็ สำ� คัญ

นิทรรศการ ๗๕ ปี พระศรีมหาโพธ์ิ

13

พระมหากรธชั กัมพวฺ ณั โณ ดร. ๑ บทเทศนานำ�

๒ ประวัติของสมเด็จพระมหาวรี วงศ์
(ตสิ ฺโส อว้ น)

๕ กวา่ จะเป็น...ลบไมศ่ นู ย์

๖ จารกึ คณุ ความดี
๑๐ พระนักปกครองผูย้ ่งิ ใหญ่

๑๓ คติธรรม สาระธรรม ลบไมศ่ นู ย์

เตรียมงาน ณ ศาลานิโรคาพาธ

14

คติธรรม สาระธรรม ลบไมศ่ ูนย์

เราจะเหน็ วา่ ในการปกครอง การดูแลคน คตธิ รรมของสมเดจ็ ฯ
ที่เกดิ จากประสบการณข์ องทา่ น สรุปไดว้ ่า ถ้าเป็นผใู้ หญ่ ผใู้ หญต่ ้องจงู
ผเู้ สมอกนั ตอ้ งพยุง ส่วนผูน้ ้อยจะต้องสนับสนนุ ถึงจะไปได้ แสดงวา่
การที่ท่านอายุยังน้อย อายุแค่ ๓๗ ปี แต่ดูแลมณฑลอีสานท้ังหมดได้
นอี่ าตมาถือว่าไม่ธรรมดา เพราะฉะนัน้ คติธรรม ทง้ั หลายเช่นในหนังสอื
ลบไมศ่ นู ย์ ทท่ี า่ นเขยี นและบนั ทกึ เอาไว้ อาตมาจะอธบิ ายใหฟ้ งั คำ� วา่ ลบ
ไม่ศูนย์ หมายถงึ สจั ธรรมที่ไม่สามารถทจ่ี ะท�ำให้ลบเลอื นไปจากโลกน้ี
ได้ ความจริงคือความจริง ความหมายของค�ำว่า ลบไม่ศูนย์ คือเป็น
ความจริงท่ีอยู่ได้ตลอดเวลา อาตมาจะมาอธิบายให้ญาติโยมท้ังหลาย
ไดฟ้ ังบางขอ้

§ คติธรรมข้อแรก โงไ่ ม่เปน็ เป็นใหญย่ าก อาตมาเชอื่ ว่า กวา่
ผู้บริหารท้ังหลายจะข้ึนมาเป็น ผอ. มาเป็นผู้บริหารระดับสูงได้
ต้องแกล้งโง่ ท้ังที่เรารู้แหละ แต่เราต้องแกล้งโง่ เพราะไม่มีใคร
ต้องการเห็นเราเด่นเกิน ไม่มีใครยกย่องยินดีกับคนที่ฉลาด
เกนิ เรา มนษุ ยย์ งั มกี เิ ลสดว้ ยกนั ทกุ คน เพราะฉะนนั้ ทวี่ า่ โงไ่ มเ่ ปน็
เปน็ ใหญย่ าก หมายความวา่ การทจ่ี ะขนึ้ ดำ� รงตำ� แหนง่ สงู ๆ บางที
เราก็ต้องแกล้งโง่บ้าง ถ้าเราฉลาดเกินไป เขาเห็นแล้วหมั่นไส้
อกี แง่หน่งึ อธิบาย คำ� ว่า โงไ่ ม่เปน็ เป็นใหญย่ าก หมายความวา่
เราอย่าเป็นชาที่ล้นถ้วย อย่าเป็นโอ่งน�้ำที่เต็มตลอดเวลา ต้อง

15

พร่องตลอดเวลา ถา้ ชาล้นถว้ ย ใครพดู อะไรไม่รบั แล้ว จะเปน็ คน
ทีโ่ ง่อย่อู ย่างนน้ั แหละ ค�ำว่า โง่ไม่เปน็ เป็นใหญย่ าก อยา่ เป็นชา
ลน้ ถว้ ย เราตอ้ งรบั รรู้ บั ฟงั ในหลายๆ เรอื่ ง สรปุ วา่ บางทตี อ้ งแกลง้
โง่บา้ ง ท�ำเป็นไม่รไู้ ม่เหน็ บ้าง ถึงจะขึน้ ดำ� รงต�ำแหนง่ ใหญๆ่ ได้

§ คตธิ รรมตอ่ มา ทา่ นบอกวา่ ผทู้ หี่ วงั กา้ วหนา้ ในหนา้ ทก่ี ารงานนนั้
ประการที่หน่ึง ทา่ นบอกวา่ อยา่ หามเขม็ ประการทส่ี อง อยา่
ท�ำการไสช้างเข้ารูเข็ม และประการที่ ๓ อย่าการคายน้�ำผ้ึง
เข้าปากหมี การหามเข็ม อ่านครั้งแรกอาตมาก็งงเหมือนกัน
จึงไปค้นๆ ดู พบว่ามีลายมือท่านเขียนอธิบายไว้ ท่านบอกว่า
การหามเขม็ หมายความวา่ งานเล็กๆ นอ้ ยๆ อย่าไปใช้คนมาก
บางทีงานนิดเดียว ใช้คน คนสองคนก็ส�ำเร็จแล้ว แต่น่ีเราสั่งคน
ไปชว่ ยกนั เปน็ รอ้ ย อนั นค้ี อื การหามเขม็ งานบางเรอื่ งเราใชค้ นๆ เดยี ว
ก็ส�ำเร็จ ไม่ต้องใช้เยอะ เปลืองทรัพยากรเปล่าๆ ประการท่ีสอง
การไสช้างเข้ารูเข็ม ท่านบอกว่าอะไรที่มันเกินวิสัยของเรา
เกินความความสามารถของเรา เราวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผล
มันเป็นไปไม่ได้อย่าลงมือท�ำเลย อย่าฝืนท�ำ เสียวลา เสียท้ัง
ทรัพยากร ประการท่ีสาม การคายน�้ำผึ้งเข้าปากหมี ผู้หวัง
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ควรหลกี เลย่ี ง ทา่ นอธบิ ายวา่ สงิ่ ทเี่ รามอี ยแู่ ลว้
มรดกของชาติไทยเรามีอยู่แล้ว ทั้งเร่ืองคุณงามความดี ทรัพย์
สมบตั กิ ด็ ี ทรพั ยใ์ นดนิ สนิ ในนำ�้ ในเมอื งไทยเรามเี ยอะแยะมากมาย
ทำ� ไมถงึ ปลอ่ ยใหต้ า่ งชาตเิ ขา้ มาเอาประโยชนจ์ ากประเทศเรา ทา่ น

16

บอกว่า สิ่งเหล่านเ้ี ปน็ น�ำ้ ผึง้ ของเราแทๆ้ ทำ� ไมถงึ ปล่อยไปอยู่ปาก
หมีได้ ทรัพย์ในดินสินในน้�ำท่ีอยู่ในเมืองไทยของเรา ก็ควรท่ีจะ
เอาประโยชน์ อยา่ ใหค้ นตา่ งชาตมิ าเอาประโยชนจ์ ากทรพั ยากร
ของเรา รวมทงั้ ประเพณที ดี่ งี าม ไมค่ วรปลอ่ ยใหว้ ฒั นธรรมตา่ งชาติ
มาทำ� ลาย
§ ท่านสอนว่า ผู้หวังความสุขหาง่าย ผู้ที่ประกอบเหตุให้สุข
นนั้ แลหายาก อนั นช้ี ดั นะ พวกเรากเ็ หมอื นกนั เราทกุ คนตอ้ งการ
ความสุข ไม่มีใครไม่ต้องการความสุข แต่ว่าท่ีจะหาเหตุ หรือว่า
จะสร้างสุขจรงิ ๆ ไมค่ ่อยเข้าใจกัน นก้ี ็เป็นตัวอยา่ งอนั หน่งึ ทที่ ่าน
สอน คนทอี่ ยากดหี างา่ ย อนั นใ้ี กลเ้ คยี งกนั แตค่ นทที่ ำ� ดนี ห้ี ายาก
อนั นไี้ มต่ อ้ งอธบิ าย อาตมาเชอ่ื วา่ โยมเขา้ ใจอยแู่ ลว้ คตธิ รรมตอ่ มา
สุขท่ีได้จากท�ำช่ัว เหมือนกินขนมเจือยาพิษ สุขที่ได้จากท�ำดี
เหมอื นกินยาทพิ ยโอสถ อันนเี้ ขา้ ใจงา่ ย คตธิ รรมต่อมา เอ้ือเฟ้อื
ผอู้ นื่ เหมอื นอมุ้ ชตู วั เอง คตธิ รรมนอี้ าตมาเหน็ คำ� อธบิ ายของทา่ น
ท่านยกตัวอยา่ งว่า เวลาเรารักใครสกั คนหน่ึงนี่ ในความเปน็ จริง
เราบอกวา่ รกั เขา ทจ่ี รงิ เรารกั ตวั เราเอง เราตอ้ งการไปบอกวา่ รกั เขา
แท้จริงเราต้องการให้เขารักเราตอบ เรารักเขาเพราะเราขาด
ความรัก เรารักตัวเราเอง อยากให้เขารักเรา ท่านว่าอย่างน้ัน
การทเี่ ราไปเออื้ เฟอ้ื ใคร กเ็ ทา่ กบั อมุ้ ชตู วั เราเองนนั่ แหละ เพราะฉะนน้ั
เวลาเราพดู น่ี ทา่ นบอกวา่ เวลาเราไปทำ� อะไร เราบอกวา่ ทำ� ประโยชน์
เพื่อผู้อ่ืน แท้จริงแล้วก็เพ่ือตัวเราเอง อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้

17

ความสุข ไดบ้ ุญที่ไดท้ ำ� เพ่ือผู้อ่ืน ตรงกับพทุ ธพจน์ ที่วา่ “สุขสฺส
ทาตา เมธาวี สขุ ํ โส อธิคจฉฺ ติ” ผทู้ ใี่ หค้ วามสุขคนอ่ืน ตัวเอง
น้ันแหละได้ความสุข พวกเราเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็น ผอ.
เวลาเรารกั ษาคนไข้ คนไขห้ าย ทจ่ี รงิ เรามคี วามสขุ มากเลยทร่ี กั ษา
ให้เขาหาย เห็นไหม เราท�ำให้เขาหายจากโรค เขามีความสุข
แตส่ ิ่งทีต่ ามมาคอื เรามีความสขุ ย่งิ ข้ึน พอคนไข้หายดมี สี ขุ ภาพดี
เราดีใจมากเลย อีกตวั อยา่ งหนึ่ง เรามีลูก ลกู เปน็ ไข้ พ่อกบั แม่ ไข้
มากกวา่ ลกู นะ แต่เวลาลกู หาย เป็นไง คนทีม่ ีความสุขไม่ใช่ลูกนะ
พ่อกบั แมม่ คี วามสขุ
เพราะฉะนน้ั ถึงบอกว่า ผู้ท่ีเอ้ือเฟ้ือผู้อน่ื นัน้ เหมือนกบั อุ้มชู
ตวั เราเอง พวกเราเปน็ พยาบาล เปน็ หมอ เปน็ ผบู้ รหิ ารกเ็ ชน่ เดยี วกนั
เวลาเราท�ำให้ผู้อื่นมีความสุข เราก็ได้รับความสุขกลับมา เราให้
ความเออ้ื เฟ้อื คนโน้นคนนี้ แทท้ ่จี ริงกท็ ำ� ให้เรานีแ้ หละมีความสขุ
คำ� ว่าอุม้ ชูตัวเอง กเ็ พ่ือความสุข

§ เวลาพดู ถึงความสุข อาตมานึกถงึ พระพทุ ธเจ้า ทท่ี รงอธิบาย
ค�ำว่า บุญ ตรสั ว่า มา ภิกขฺ เว ปุญญฺ านํ ภายิตฺถ สุขสฺเสตํ ภกิ ฺขเว
อธวิ จนํ ยททิ ํ ปญุ ญฺ านํ แปลวา่ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย พวกเธออยา่ กลวั
บุญเลย คำ� วา่ บญุ น้ี เปน็ ชอื่ ของความสุข นน้ั แสดงว่า ความสขุ
ท่ีเราได้เข้ามาในจิตในใจของเราก็คือบุญ เพราะฉะนั้น เวลาเรา
เอ้ือเฟื้อผู้อื่น ท�ำประโยชน์เพื่อผู้อื่น แล้วเราเกิดความสุขขึ้นมา
ในจติ ในใจ นน้ั คอื บญุ ทแี่ ทจ้ รงิ ตรงนตี้ รงกบั พระพทุ ธพจนท์ ย่ี กมา

18

ก่อนหน้านี้ สุขสสฺ ทาตา เมธาวี สขุ ํ โส อธคิ จฉฺ ติ ผูใ้ หค้ วามสขุ
แก่ผู้อ่ืน ผู้น้ันแหละได้รับความสุขหรือได้บุญเต็มๆ มีความสุข
ด้วยตัวเอง คติธรรมต่อมา ท่านสอนว่า อบรมตัวให้สงบอยู่
คนเดยี วเทา่ กบั ใหส้ งบสขุ แกโ่ ลก นน้ั แสดงวา่ ถา้ เราเปน็ สว่ นหนง่ึ
ของโลก เปน็ สว่ นหนงึ่ ของสงั คม ในสงั คมหนงึ่ ๆ ถา้ เรามคี วามสงบ
แล้ว สังคมน้ันก็สงบ ตัวเรามีผลกระทบต่อส่ิงรอบข้าง ท่าน
เปรยี บเทยี บวา่ เวลาเราถม่ นำ้� ลายลงไปพน้ื มนั มผี ลกระทบทงั้ โลก
เลย สมเด็จฯท่านอธิบายว่า ถ้าเราถ่มนำ้� ลายลงบนพน้ื เราอาจจะ
ไม่คดิ นำ�้ ลายเราอาจมีเช้อื โรค เราจะแพร่เชื้อโรคได้ จะกระจาย
เชื้อโรคไป มีผลกระทบไปหมดเลย เราท�ำอะไรก็แล้วแต่ ท้ังดี
ทงั้ ชว่ั มนั มผี ลกระทบทง้ั โลกเลย ทง้ั ตวั เราเองดว้ ย คนขา้ งเคยี งดว้ ย
ทงั้ โลกด้วย ท่านอธิบายได้ละเอยี ดมาก
§ คติธรรมข้อที่ ๔๗ ท่านบอกว่า ความมีน�้ำใจกว้างขวาง
เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นเย่ียม ความมีอัธยาศัยเป็นกันเอง
ในที่ทั้งปวง แต่ไม่เสียระเบียบ และความมีนิสัยไม่เกี่ยงงอน
ยิ่งได้ท�ำกิจการมากยิ่งเหมือนเป็นเกียรติ นี้คือ ประตูชัยของ
เจา้ หนา้ ทที่ ว่ั ไป ทา่ นใชค้ ำ� ว่า ใครทท่ี �ำหนา้ ที่ หรอื ตำ� แหนง่ หนา้ ท่ี
ท่ัวไป ท่านบอกว่า ถ้าเรามองไกล มีน�้ำใจกว้างขวาง มองเห็น
ประโยชน์ส่วนรวมไม่เกี่ยงไม่งอน อย่าลืมมีความเป็นกันเอง
แต่อย่าใหผ้ ิดระเบียบ ผอ.กก็ นั เองไดก้ บั ลูกน้องทุกคน แตอ่ ย่าให้
ผดิ ระเบียบ

19

§ คตธิ รรมข้อต่อมา ผู้ก้าวหนา้ ย่อมเปยี่ มไปดว้ ยคุณธรรม เรา
จะก้าวหน้า มีคุณธรรมอะไรบ้าง หนึ่ง มีหูตา มีหูกว้าง ตายาว
กล่าวคือ ได้ยินได้ฟังถ้อยค�ำของบัณฑิตมามาก และมีญาณเห็น
ทางไกล หย่ังรู้ หยง่ั เหน็ ทงั้ อดตี ทง้ั ปัจจบุ ัน ศึกษาประวัติศาสตร์
แลว้ นำ� ประวตั ศิ าสตรม์ าเปน็ บทเรยี น ทา่ นอธบิ ายอยา่ งนน้ั ตอ่ มา
ท่านบอกว่า ถ้อยค�ำที่แสดงท่ีพูดออกมา บ่งบอกความคิดว่า
ฉลาดหรอื โง่ ตราบใดทเ่ี ราไมพ่ ดู ออกมา คนฟงั จะไมร่ วู้ า่ เราฉลาด
หรือโง่ แต่เม่ือเราพูดออกมา เขารู้เลยว่า เราเป็นคนฉลาดหรือ
คนโง่

อาตมาขอรวบรัดสรุป เพราะมีเวลาจ�ำกัด อาจจะอธิบายได้
ไม่หมดทุกหัวข้อ คติธรรม ของสมเด็จฯ เมื่อมีโอกาสค่อยมาอธิบาย
ส่วนที่เหลือจากวันนี้ อาตมาขอฝากถึงพวกเราผู้บริหารท้ังหลายด้วยว่า
ผบู้ ริหารท่ีดีมีลักษณะดงั น้ี อันนสี้ มเด็จฯ พูดนะ
• ประการที่ ๑ หวังดีใฝ่ใจพร่�ำสอนผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้ายังมี
ผู้ใต้บังคับบัญชาฝืนท�ำผิด ก็ลงโทษให้สมควรแก่ภาวะ ไม่ลุอ�ำนาจ
แก่อคติ น้จี ึงจดั เป็นผูบ้ รหิ ารท่ดี ี
• ประการท่ี ๒ ผบู้ รหิ ารทด่ี ี หวงั ดแี ตไ่ มส่ นใจพรำ่� สอนผใู้ ตบ้ งั คบั
บัญชา เมอื่ มผี ู้ทำ� ผิด กล็ งโทษอยา่ งหนักทเี่ ดียว ไม่จกั เปน็ ดี
• ประการที่ ๓ ผู้บริหารหวังดีหรือไม่หวังดีท้ังสองอย่าง
ปล่อยวาง ไม่สนใจ ใครจะท�ำดีหรือท�ำชั่ว ช่างมัน ไม่เอาธุระทั้งนั้น
น้จี ัดเปน็ ผบู้ ริหารช้ันเลวแท้

20

ทา่ นวา่ นะ ไมใ่ ชอ่ าตมาวา่ ไปพจิ ารณาเองกแ็ ลว้ กนั ผทู้ จี่ ะเปน็ ใหญ่
คุ้มครองผ้ใู ต้บังคับบัญชา พงึ เว้นโทษเหล่าน้ี คือ หนง่ึ อยา่ เปน็ ผู้บรหิ าร
ทเี่ หน็ แกไ่ ด้ เห็นแก่ตวั เหน็ แกพ่ วกพ้อง และมีอธั ยาศยั คบั แคบ ผูบ้ ริหาร
ทด่ี ีต้องมคี ณุ ลักษณะท่ีตรงกนั ข้าม คอื ไมเ่ ห็นแก่ได้ ไม่เหน็ แก่ตัว ไมเ่ หน็
แกพ่ วกพอ้ ง และมอี ัธยาศัยกว้างขวาง อนั นก้ี ็สมเด็จฯ วา่ เหมือนกนั
ส�ำหรับเร่ือง เพ่ือนหรือสหาย สมเด็จฯ ท่านสอนว่า เพ่ือนมี ๓
จำ� พวก ๑ เพือ่ นติ ๒ เพ่ือนเตอื น ๓ เพ่ือนตาย ในเพอื่ นสามจ�ำพวกน้ัน
เพือ่ นตกิ ห็ าแต่เรอ่ื งติ เพอ่ื นเตือนก็หาแต่เรือ่ งเตือน เพ่ือนตายเปน็ เพ่ือน
ทสี่ ำ� คญั มาก เมอื่ มเี หตกุ ารณอ์ ะไรทง้ั หมดไมว่ า่ หนกั หรอื เบา ตง้ั ใจเปน็ ธรุ ะ
จรงิ ๆ ไมท่ ิ้งขวา้ ง เป็นด้วยกัน ตายดว้ ยกนั นเ้ี รียกวา่ เพอ่ื นตาย คตธิ รรม
ของสมเด็จฯ
ในหนงั สอื ลบไมศ่ นู ย์ ในตอนทา้ ยๆ นา่ จะเปน็ ขอ้ ท่ี ๑๓๒ สมเดจ็ ฯ
ท่านสอนเราว่า ทุกสิ่งท่ีปรากฏให้เรารู้ ขอให้น้อมเข้ามาสอนเราได้
ท้ังนั้น คดิ วา่ สว่ นดเี ราทำ� ตาม สว่ นชว่ั เรางดเวน้ เสีย ทา่ นกำ� ลงั สอนวา่
ให้เรามองโลกในแง่ดี ไม่มีอะไรหรอกท่ีไม่ดี เราไปเห็นอะไรก็แล้วแต่
เรานอ้ มมาสอนตวั เราเอง เป็นครเู ราได้ทัง้ หมดเลย ไมว่ ่าใครทง้ั น้นั ไม่ว่า
คนรอบตวั คนข้างตัว ไม่ว่าใครจะทำ� อะไรท้ังนนั้ ทำ� อะไรกแ็ ล้วแต่ หรือ
เหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ ท่ีเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนอื่น เราสามารถท่ีจะ
รับรู้แล้วก็น�ำมาสอนตวั เราเองได้

21

ท่านสอนให้เรามองโลกในแง่ดี เมื่อเรามองโลกในแง่ดีแล้ว นี้มัน
จะดหี มด ว่าทุกสิง่ ทกุ อยา่ ง เป็นครู เป็นบทเรยี นใหเ้ ราท้ังหมดเลย
ท่ีอาตมาน�ำคติธรรมของสมเด็จฯ จากหนังสือ ลบไม่ศูนย์ มา
อธบิ ายบางหวั ขอ้ สมควรแกเ่ วลา ดว้ ยอำ� นาจบญุ กศุ ลทญี่ าตโิ ยมทง้ั หลาย
ท่จี ะได้บำ� เพญ็ ในวันนี้ก็ดี ดว้ ยอำ� นาจบุญกุศลที่สมเดจ็ ฯ เคยได้ท�ำมาก็ดี
ด้วยอ�ำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ขอจงเป็นพลวะปัจจัยอ�ำนวยอวยพรให้
ญาตโิ ยมทง้ั หลายมจี ติ ใจทดี งี าม ประสบแตค่ วามสขุ ความเจรญิ ปรารถนา
สงิ่ หนง่ึ ประการใดอันเป็นไปดว้ ยชอบ ประกอบไปดว้ ยธรรมแลว้ ไซร้ กข็ อ
ให้สมความมุ่งมาดปรารถนาทุกคน ทกุ ท่าน ทุกประการ เทอญ

เตรยี มงาน ณ หน้าอาคารอำ� นวยการ

22

ประมวลภาพกิจกรรม

วนั งานสถาปณาครบรอบ ๗๕ ปี

“ทกุ อย่างเป็นยาดี คตธิ รรมสมเดจ็ ฯ (ติสโฺ ส อว้ น)”
วันพฤหัสบดที ี่ ๒๔ มนี าคม ๒๕๖๕
ณ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธ์ิ

23

พิธที �ำบญุ ตักบาตร ณ ศาลานโิ รคาพาธ

24

พระสงฆ์ ๗๕ รปู รับบณิ ฑบาต
ณ ดา้ นหนา้ อาคารอำ� นวยการ

25

ภาพประวตั ิศาสตร์ ๑๕๕ ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(ติสฺโส ) ณ ดา้ นหนา้ วหิ าร

26

การบรรยายปาฐกถาธรรม
ณ ห้องประชุม ๕๐ ปีพระศรมี หาโพธ์ิ

27

พิธเี จริญพระพุทธมนต์ถวายภตั ตาหาร
และจตปุ ัจจยั ไทยธรรม

28

ชมวดี ทิ ศั น์ “จากทศวรรษพระศรี สศู่ ตวรรษมหาโพธ”์ิ

29

กจิ กรรม “ตอ้ นรับน้องใหม่ ในร่มโพธธิ์ รรม ปี ๖๕”
ณ ห้องประชมุ ๕๐ ปี พระศรมี หาโพธิ์

30

พธิ ีมอบทุนการศึกษา
แก่บุตรบคุ ลากรโรงพยาบาลพระศรมี หาโพธ์ิ

31

แทนคำ� ขอบคุณจาก นายแพทย์ประภาส อคุ รานันท์
ผู้บริหารโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์และบคุ ลากร

เนอื่ งในงานสถาปนา ๗๕ ปี พระศรีมหาโพธิ์

32

ภาคผนวก

คตธิ รรมในหนงั สือลบไม่ศูนย์ ๑๓๓ ขอ้

๑. โงไ่ ม่เปน็ เป็นใหญย่ าก.
๒. โง่น่ารัก ฉลาดนกั นา่ นบั ถือเปน็ “เสนห่ ์” แต่โง่น่าเกลยี ด ฉลาดน่าชงั เปน็
“ยาพษิ ”.
๓. แข็งแรงและอ่อนน้อมเป็น “มิ่งขวัญ” แต่แข็งกระด้างและอ่อนแอเป็น
“เสนียด”.
๔. อวดดกี ็ยังดกี วา่ อวดชัว่ อวดฉลาดก็ยงั ดีกวา่ อวดโง่.
๕. การหามเข็ม การไสช้างเข้ารูเข็ม และการคายน�้ำผึ้งเข้าปากหมี ผู้หวัง
ความก้าวหนา้ ควรหลกี เลยี่ ง.
๖. ผู้สั่งสอนมีจิตเมตตาการุณย์ได้ผลล้�ำค่า เหมือนรดน�้ำผักด้วยน้�ำเย็น
ถา้ ตรงกันขา้ มก็ เท่ากบั เอาน้ำ� รอ้ นรดผกั .
๗. ความสงบเท่าน้ันเป็นความชนะหมดท้ังโลก เม่ือยังไม่สงบก็ยังไม่ชนะ
ผมู้ ุ่งชนะกค็ วรหาความสงบ.
๘. การเรียนกับด้วยครู จดจ�ำด้วยดีเป็น “นักเรียน” การเรียนด้วยตนเอง
คือ วิจารณ์ เหตุผลทุกสิ่งเห็นแจ่มแจ้งเป็น “นักรู้” นักเรียนและนักรู้พร้อมด้วย
ความประพฤติดงี ามรวมอยู่ในผูใ้ ด ผู้น้ันเปน็ “ปรัชญาเมธี”.
๙. รักใคร่กนั ดกี ว่าเกลยี ดชังกนั พรอ้ มเพรยี งกนั ดกี วา่ แตกต่างกัน ท�ำความดี
ใสต่ ัว ดีกวา่ ท�ำความช่วั ใส่ตวั .
๑๐. ความยากแสนยาก ย่อมอยู่ใต้อ�ำนาจของความส�ำเร็จ เหมือนภูเขาสูง
แสนสงู กย็ อ่ มอยู่ตำ�่ กวา่ ฝา่ ตนี ของผ้ทู ขี่ ึน้ ไปเหยียบอยบู่ นยอดฉะนั้น.

33

๑๑. ผู้หาบโลกอยู่ใน “ระดบั ต�ำ่ ” ผู้หิวโลกอยใู่ น “ระดบั กลาง” ผขู้ วางโลก
อยใู่ น “ระดับสงู ”.
๑๒. ผวู้ จิ ารณเ์ หน็ เหตผุ ลความเปน็ อยใู่ นภพน้ี จนเปน็ พยานแหง่ ความมาจาก
ภพเก่า และความจะไปสภู่ พใหม่ ชื่อวา่ ภมู ิแหง่ ความเป็น “บคุ คลชั้นเยี่ยม”.
๑๓. ผทู้ ่มี าดี อยดู่ ี และไปดี ดตี ลอด ๓ กาล ทุกคนลองนกึ จะจดั ไดไ้ หมว่า
เปี่ยมดว้ ยคุณควรเปน็ “เยีย่ ง”.
๑๔. ยตุ ธิ รรมคือจรงิ มีมากอยู่แห่งหน เปน็ ของกลางใครถอื สทิ ธ์กิ ็ได้ แต่ชอบ
ผ้มู ีเหตผุ ล มีญาณเหน็ การณไ์ กล ชังผไู้ รเ้ หตผุ ลมญี าณแคห่ างองึ่ .
๑๕. ทุกคนเก่ียวชั่วท้ังหมดไว้เสีย น�ำดีทุกอย่างออกใช้นี้เป็น “บทฐานท่ีตั้ง
แหง่ ชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตรยิ ์ และรฐั ธรรมนญู ไวเ้ ป็นอยา่ งด”ี .
๑๖. ตา่ งดา้ วเกบ็ ฉลาดไวใ้ น ชาวไทยเกบ็ ฉลาดไวน้ อก นเ้ี องเศรษฐกจิ ของเขา
จงึ ก้าวหนา้ ของเราจึงก้าวไมอ่ อก.
๑๗. ผหู้ วงั ความสขุ หางา่ ย แตผ่ ทู้ ป่ี ระกอบเหตทุ จี่ ะใหไ้ ดส้ ขุ นนั้ แลหายากนกั .
๑๘. ความเมาของเขาอน่ื เหน็ ไมช่ อบ แตข่ องเราเองไมเ่ ปน็ ไร เหมอื นผา้ นงุ่ หม่
ของเขาอน่ื เหมน็ ไม่ชอบ ของเราเองไม่เป็นไร.
๑๙. ชอบหมั่นของเขาอ่ืน แต่ไม่ชอบของเราเอง ชอบข้ีเกียจของเราเอง
แต่ไมช่ อบของเขาอนื่ นเ้ี ป็น “สันดานผูเ้ ต้ยี ต�่ำ”.
๒๐. ค�ำโบราณมีว่า “สวรรค์ในอก นรกในใจ” หมายความว่าผู้ประพฤติดี
สวรรค์ก็ฉายแสงเข้ามาในโสรจสรง จิตให้ชุ่มช่ืนเบิกบานสบายเอง ผู้ประพฤติชั่ว
นรกก็ฉายแสงเขา้ มาจ้จี ิตให้เรา่ รอ้ นล�ำบากยากเข็ญเอง เปน็ อนั วา่ คนดคี นชั่วย่อม
ประสบ “สวรรค์ นรก” กอ่ นตายท้งั นน้ั .
๒๑. จติ เป็นผู้น�ำ ทุกคนจะดีชว่ั สขุ ทกุ ข์ กอ็ ย่ทู ี่จติ เป็นผบู้ งการ ดงั น้นั จงึ ควร
ส�ำเหนยี กใหร้ ูจ้ กั จติ เมอ่ื อยากรู้จกั จิตให้คน้ หาที่ “อยาก”.

34

๒๒. ทกุ คนยงั แคลงอยใู่ นขอ้ ทว่ี า่ “ตายแลว้ ยงั เกดิ อกี ไหม” ดงั น้ี ขอ้ นค้ี วรแท้
ทจ่ี ะค้นหาข้อเทจ็ จรงิ หาไม่จะงมงายตลอดชีพ.
๒๓. ท่านท่ซี าบซง้ึ ในทางพระพทุ ธศาสนา ย่อมก�ำหนดไดว้ า่ นี้เป็นสว่ นเกดิ
และตาย นเี้ ปน็ สว่ นบนั ดาลใหเ้ กดิ และตาย นเี้ ปน็ สว่ นไมเ่ กดิ ไมต่ าย นเี้ ปน็ สว่ นอบรม
ไม่ใหเ้ กดิ และไม่ให้ตาย ดงั น้นั พระพทุ ธศาสนาจึงควร “ส�ำเนยี กแท้”.
๒๔. คนท่ีอยากดหี าง่าย แตค่ นทที่ ำ� ดีหายาก.
๒๕. บัณฑติ เห็นดเี ป็นดี เหน็ ช่วั เปน็ ชั่ว.
๒๖. พาลเห็นดเี ป็นชวั่ เห็นชั่วเป็นด.ี
๒๗. นกั ธรรมเหน็ ทกุ สิ่งเปน็ ธรรม เหมอื นหมอเห็นต้นไมท้ ุกอยา่ งเปน็ ยา.
๒๘. สุขท่ไี ด้จากทำ� ชัว่ เหมอื น “กนิ ขนมเจือยาพษิ ”.
๒๙. สุขท่ไี ด้จากท�ำดเี หมือน “กนิ ยาทิพยโอสถ”.
๓๐. เอื้อเฟ้ือผอู้ น่ื เหมือน “อมุ้ ชูตัวเอง”.
๓๑. เบียดเบียนผ้อู นื่ เหมอื น “เอาหอกเสียบอกตวั เอง”.
๓๒. อบรมตวั ให้สงบสขุ คนเดยี วเทา่ กับ “ใหส้ งบสขุ แกโ่ ลก”.
๓๓. ประพฤตชิ ั่วคนเดยี วเท่ากบั “ก่อฉบิ หายแก่โลก”.
๓๔. ประพฤติดคี นเดียวเท่ากับ “กอ่ เจรญิ แกโ่ ลก”.
๓๕. คนใจกว้างมีทรพั ยเ์ หมือน “ร่มไมใ้ กลท้ าง”.
๓๖. คนใจแคบมที รัพย์เหมือน “รม่ ไมใ้ นปา่ ลึก”.
๓๗. ศลิ ปวทิ ยาและศลี ธรรม ทำ� ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ชิ อบใหห้ นมุ่ ทนั สมยั ทกุ เมอื่ .
๓๘. ผลู้ า้ สมัยเปน็ “ขอนส�ำหรับงอย (เหยยี บ) ของผู้อนื่ ”.
๓๙. ผู้เลยสมัยเปน็ “ผูเ้ หยียบแผน่ ดนิ ผิด”.
๔๐. ผทู้ ันสมัยเปน็ “ผู้เจรญิ รงุ่ เรอื งทกุ เม่อื ”.
๔๑. สามคั คเี ป็นไปในแนวทางท่ชี อบน�ำมาซง่ึ “ความสขุ ความส�ำราญ”.
๔๒. สามคั คีเป็นไปในแนวทางที่ผิดนำ� มาซ่ึง “ความพนิ าศ ฉิบหาย”.

35

๔๓. เปิดประตูรักเปน็ ปิดประตูชงั ได้ เป็นอุบายมคี า่ สงู .
๔๔. ผดู้ า่ และผถู้ กู ดา่ มเี จตนาตา่ งกนั คอื ฝา่ ยดา่ เปน็ บาป ฝา่ ยถกู ดา่ ไมเ่ ปน็ บาป
ถ้าโกรธตอบก็จัดว่าเป็นบาปไปตามกัน ถ้ายึดขันติเมตตาเป็นหลัก ก็ช่ือว่าเป็น
“ผู้ชนะเลศิ ”.
๔๕. การอบรมพรหมวิหารให้เปี่ยมอยู่ในสันดานทุกเมื่อ จนเห็นผู้ติและ
ผู้ชมตนเป็นกัลยาณมิตรของตนด้วยกัน ท้ังสอง จัดว่าเป็น “ผู้ตั้งอยู่ในระดับสูง
ควรย�ำเกรง”.
๔๖. ท่านทีเ่ ปล้อื งปลดไมจ่ ดจำ� อารมณ์อะไรๆ ในโลกทง้ั สิ้นจะจดั ว่าต้ังอยู่ใน
ภมู ิเหนอื โลกไดห้ รอื ไม่ ? ควรวิจารณด์ ว้ ยปัญญาอนั แหลมลึก.
๔๗. ความมนี ำ�้ ใจกวา้ งขวางเหน็ ประโยชนส์ ว่ นรวมเปน็ เยยี่ ม ความมอี ธั ยาศยั
เป็นกันเองในที่ท้ังปวง แต่ไม่เสียระเบียบ และความมีนิสัยไม่เก่ียงงอน ย่ิงได้ท�ำ
กิจการมากกย็ ิ่งเห็นเป็นเกียรติ นี่คือ “ประตชู ัยของเจา้ หน้าที่ทั่วไป”.
๔๘. เร่ืองท่ีจิตคิด กิจที่กายท�ำ ค�ำที่ปากพูด ท่ีจะดีเลิศต้องอาศัย มีม่ันคง
มีสัจจริง มีอดทน มีกล้าหาญ มีตระหนักในเหตุผล รู้จักเลือกทาง เลือกโอกาส
ท้งั ฉลาด เช่ียวชาญ วจิ ารณเ์ ห็นการณไ์ กลจงึ เปน็ “วสิ ัยผู้บัณฑติ พชิ ติ มาร”.
๔๙. คนพูดมากไมส่ ำ� รวมปากของตน เป็นผลร้ายถ่ายกรรม สร้างเขญ็ ก่อเวร
ใสต่ นเอง คนพดู นอ้ ยระวงั ตนยอ่ มปลอดภยั ทำ� อะไรไมผ่ ดิ พลาด ทำ� นอ้ ยไดผ้ ลมาก
ควรนับถือว่าเป็น “คนดี”.
๕๐. กลองดงั เสยี งไกล คนไมต่ ดี งั เอง เขาถอื วา่ เปน็ กลอง “จญั ไร” คนทย่ี กยอ่ ง
ตนเอง แต่ไมม่ ีความดี เหมอื นกลองดงั ท่ีไมม่ ีตนตีฉนั นัน้ .
๕๑. ผู้ทอ่ี บรมดีไว้ในตน ชอื่ ว่า “สร้างสวรรคไ์ ว้ในอก”.
๕๒. ผ้ทู ส่ี ะสมช่ัวไว้ในตน ช่อื ว่า “สรา้ งนรกไวใ้ นใจ”.
๕๓. ผทู้ เี่ หน็ ของจรงิ อนั ประเสรฐิ ๔ อยา่ งดว้ ยปญั ญาอนั ชอบยอ่ มพน้ จากทกุ ข์
ท้ังปวง.

36

๕๔. ค�ำสั่งสอนของสมเด็จพระพุทธเจ้าเหมือนกันทุกพระองค์ จะแถลง
บางประการให้แลเห็นดังน้ี
(๑) ปิดประตูบาปท้งั ปวงเสีย
(๒) เปดิ ประตบู ญุ ทงั้ ปวงไว้
(๓) ช�ำระจิตของตนให้ผ่องใส เป็นจิตเด่นอยู่ดวงเดียวไม่เกี่ยวเกาะ
อะไรๆ ในโลก, เปน็ แกว้ อนั ลำ�้ คา่ ใครอบรมบารมเี ตม็ หาไดใ้ นตวั เองแล.
๕๕. เคยค�ำนึงไหมว่า ตัวเราคืออะไร? ลองแยกดูจะมีก่ีส่วน ทุกส่วนท่ีเป็น
ตัวเรามา จากไหน? แล้วแหละจะไปไหน? บัดนี้ ตัวเราประพฤติอะไรอยู่ ส่วนท่ี
ประพฤตนิ ัน้ เป็นคุณมากหรอื เป็นโทษมาก?.
๕๖. สุขหรือทุกข์ท่ีเราได้รับอยู่ในบัดน้ี กับท่ีมีมาแล้วโดยล�ำดับตลอดถึง
ภพกอ่ น และทจี่ ะมาโดยลำ� ดบั ตลอดถงึ ภพหนา้ อนั เดยี วกนั หรอื ตา่ งกนั ? เมอ่ื วจิ ารณ์
เหตผุ ลเห็นแจม่ แจง้ จะรจู้ ักที่มาและท่ไี ปของตวั เราเป็น “ตัวกัมมัสสกตาญาณ”.
๕๗. ผกู้ า้ วหน้าย่อมเปย่ี มดว้ ยคณุ ธรรมประจ�ำตัว มีหูกวา้ งตายาว, เลง็ ญาณ
เห็นการณไ์ กล, หยง่ั ร้หู ย่งั เหน็ เหตผุ ล ทว่ั ไปในกาลท้งั ๓.
๕๘. ยงั หลบั หรือต่นื แลว้ ไมล่ ุกเดนิ ยังดไี มเ่ หยยี บโนน่ เหยียบนี.่
๕๙. ตน่ื แลว้ ยังไม่ลมื ตาแตล่ ุกเดิน นี่ซเิ ป็น “ตวั เสนยี ด” เหยยี บเด็กเหยียบ
ผู้ใหญ่ เหยยี บอะไรๆ ทัว่ ไป.
๖๐. ต่ืนลืมตาแล้ว แลเห็นทิศทางแจ่มแจ้งทุกแห่งหน เดินไหนก็ไปเถิด
เปน็ “สริ มิ งคลทุกฝกี า้ ว”.
๖๑. ผู้ก้าวหน้าย่อมเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม มีหูกว้างตายาว กล่าวคือ ได้ยิน
ได้ฟังถ้อยค�ำของบัณฑิตมาก และมีญาณเห็นการณ์ไกล หยั่งรู้หยั่งเห็นเหตุผล
ทงั้ อดีต ท้งั อนาคต ทั้งปจั จุบนั .
๖๒. ดที ง้ั หมดยอ่ มเปน็ คณุ ชาติ แสดงตนใหป้ รากฏเปดิ เผยอยทู่ กุ เมอ่ื สว่ นชว่ั
ทั้งหมดเป็นโทษชาติ ท่ีซ่อนตวั ปกปดิ อยู่ทุกเมือ่ .

37

๖๓. ผู้มีปัญญาไม่ควรเขียนวงตง้ั ยงุ้ ฉางไวส้ ำ� หรบั ใสข่ ้าวท่นี �ำมาด้วยความคิด
ไม่สำ� เร็จดอก ถงึ สรา้ งตู้กำ� ปนั่ ไว้เกบ็ ทรพั ย์ ทีค่ ้าขายดว้ ยความคิดกด็ จุ กนั ทา่ นว่า
เปน็ “สมบัติบ้า”.
๖๔. ความบ่ห่อนหนีความจริง ธรรมดาต้นไม้ท่ีจะสูงท้ังหมดไม่ได้, ควรสูง
กส็ ูงขนึ้ ความตำ่� ก็ต่�ำลง.
๖๕. ธรรมดาสอนคนโง่ต้องสอนของเกา่ บ่อยๆ อยา่ เขา้ ใจไปว่า ค�ำนี้ เรอื่ งนี้
เราได้สอนเขาแล้วเขาคง จำ� ได้ ท�ำได้ ถ้าเข้าใจเชน่ น้ันเป็นการเข้าใจ “ผดิ ” แท้.
๖๖. ถา้ ยังโง่ ชอบผลมากกว่าเหตุ.
๖๗. การสอนผู้อ่ืน ถ้ายกส่วนโทษขึ้นแสดงผู้น้ันไม่ชอบ ถ้าสอนคุณชอบ
แตย่ กสว่ นโทษไดป้ ระโยชน์มากกว่า.
๖๘. ความดคี วามชัว่ ความไม่ดีไมช่ ว่ั เปน็ สมบตั ิกลาง ใครทำ� กไ็ ด้.
๖๙. ความไมไ่ วใ้ จตวั เองเปน็ โทษมาก ชาตทิ กี่ า้ วหนา้ ไมท่ นั เขากเ็ พราะไมไ่ วใ้ จ
ตวั เอง.
๗๐. คนทฉ่ี ลาดนอ้ มอธั ยาศยั ของตนใหเ้ หมาะกบั การงานได้ ทกุ อยา่ งไมว่ า่ สงู
หรือต่�ำ ท่เี ป็นส่วนสุจริต ยอ่ มเป็นที่ไวใ้ จของผู้ใหญ่ การที่ทำ� ตนใหเ้ ป็นทพ่ี อใจของ
ผใู้ หญน่ เ้ี ป็น “ตัวของมรดก”.
๗๑. โลกมีเหตุกับผล ผู้ท่ีรู้เท่า ไม่เข้าไปหาบหามเพียงแค่หิ้วก็ “เบา” ผู้ที่
ไมร่ ้เู ทา่ เขา้ หาบหามหรือแบกก็ “หนกั ”.
๗๒. ผู้เพียรต้ังตัวได้เอง กับผู้รักษามรดกให้คงอยู่นับว่าดีทั้ง ๒ แต่ใคร
จะเยย่ี มกว่า.
๗๓. ผไู้ มค่ ดิ ตง้ั ตวั ใหม้ ที รพั ย์ กบั ผจู้ า่ ยเสยี ซง่ึ ทรพั ยใ์ หย้ อ่ ยยบั นบั วา่ เลวทงั้ ๒
แตใ่ ครจะเลวกวา่ .
๗๔. พระพทุ ธศาสนาเปน็ คณุ อนั วเิ ศษ ถา้ จะเทยี บกบั ทางคมกเ็ ทา่ กบั คมดาบ
ท่ีทำ� ดว้ ยเหล็กกลา้ ของที่คมคนโงถ่ ือเขา้ ก็ประหารตัวเอง พระพทุ ธศาสนาผูท้ ่ีถือ
ไมเ่ ปน็ คอื ปฏิบัติไม่ถกู ตวั ได้รบั ทกุ ข์เอง.

38

๗๕. แข็งดที ไี่ ม่หกั ออ่ นดที ี่ไมข่ าด.
๗๖. ความรู้ความฉลาดมีครูพอสอนกันได้ แต่ความองอาจสามารถไม่มีใคร
ท่จี ะสอน เพราะเป็นคณุ เกดิ เฉพาะตวั ของผนู้ ัน้ ๆ.
๗๗. อรยิ มรรค ทางไมม่ ขี า้ ศกึ พระอรยิ เจา้ เดนิ แลว้ แตป่ ถุ ชุ นทเี่ ปน็ คนดกี ำ� ลงั
เดนิ อยู่ ส่วนคนชว่ั ไม่เดิน.
๗๘. มักมีผู้ส�ำคัญว่า ทางน้ีเป็นของพระอริยเจ้าเพียงส่วนเดียว ปุถุชนไม่มี
ส่วน, ทจี่ ริงพระอริยเจ้าทา่ นเดินตลอดแล้ว ท่านไม่กลบั มาเดนิ อีกดอก ท่านก็ทิ้งไว้
ใหป้ ุถุชนเปน็ ผเู้ ดนิ ต่อไปจนได้บรรลุพระอรยิ เจา้ แล้วก็ท้งิ ทางน้ันอกี ปถุ ุชนกเ็ ดนิ
ไปอกี จนสน้ิ เรือ่ งอีก.
๗๙. ในโลกน้ี หมู่จะรวมกันไดม้ ี ๓ กนั คือ
(๑) ดีทนั กนั
(๒) ชั่วทนั กัน
(๓) ตกลงกัน
สามกันน้ี ควรวจิ ารณด์ ว้ ยปญั ญาอนั แหลมลกึ .
๘๐. เกราะเพชร คือความรอบคอบระมัดระวังตัวรอบดา้ น ผ้ทู ่ีประกอบดว้ ย
คุณเชน่ น้ันช่อื ว่า “สวมเกราะเพชร”.
๘๑. คนท่นี า่ นับถือ คือคนมีดีในตัว จนผู้อ่ืนเขาเห็นว่าเป็นด.ี
๘๒. ผู้ท่ีนับถือธรรมวินัยท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ทรงบัญญัติไว้ช่ือว่า
“นบั ถือพทุ ธศาสนา” นบั ถือนอกจากน้ไี มใ่ ช่นับถอื พระพุทธศาสนา.
๘๓. คนปูนเก่าก็ดี คนปูนใหม่ก็ดี ที่นับถือพระพุทธศาสนา ถ้าไร้เหตุผล
กช็ ือ่ ว่า “พลาด ผิด” ถ้ามีเหตผุ ลก็ช่อื ว่า “ถกู ตอ้ ง”.
๘๔. บณั ฑิตตอ้ งการสบาย “ภายหลงั งาน” พาลหวงั สบาย “ก่อนงาน”.
๘๕. ของจรงิ เปน็ ธรรมดาแสดงตวั ใหป้ รากฏอยทู่ กุ เมอื่ ผบู้ อดยอ่ มแลไมเ่ หน็ ,
ผมู้ ดี วงตาคือปัญญายอ่ มแลเหน็ .

39

๘๖. คนดีท�ำอะไรทุกส่ิงทุกอย่างให้ผลถูกใจตัวเองทั้งนั้น คนชั่วท�ำอะไรๆ
ให้ผลผิดใจตัวเองทง้ั สนิ้ .
๘๗. ถอ้ ยคำ� ทีแ่ สดงเป็นสิง่ ใหส้ อ่ งถึงน้ำ� ใจว่า “ฉลาดหรอื โง”่ .
๘๘. ถอ้ ยคำ� ทพี่ ดู ยอตวั เองพนั หนงึ่ คา่ ไมส่ งู เทา่ ถอ้ ยคำ� ทผี่ อู้ นื่ พดู ยอใหแ้ มเ้ พยี ง
ค�ำเดียวเพราะว่าการที่พูดยอตัวเองเท่ากับเอาสาแหรกหาบตัวเอง ผลจะเป็น
อยา่ งไร.
๘๙. เมื่อมุ่งสุขจงระวังสังวรเร่ืองท่ีจิตคิด กิจที่กายท�ำ ค�ำที่ปากพูด อย่าให้
เบยี ดเบยี นตนและผอู้ นื่ และใหค้ วามรเู้ ทา่ ตอ่ เหตผุ ลบรรดามใี นโลกแลว้ อยา่ ยดึ มนั่
ถอื มนั่ เทา่ นีก้ ไ็ ด้รับสันตสิ ุขโดยควรแกภ่ าวะ.
๙๐. ความรคู้ วามเหน็ ฝนื ตอ่ คตธิ รรมดาเปน็ “เหตแุ หง่ ทกุ ข”์ สว่ นทตี่ รงกนั ขา้ ม
เปน็ “เหตแุ ห่งสขุ ”.
๙๑. ต้นอ้อต้นแขมเม่ือพายุพัดมาก็โอนอ่อนไปตาม ครั้นพายุพัดเลยไปแล้ว
ก็กลับตัวตั้งขึ้นดังเดิม แต่ต้นพยุงพะยอมถือตัวว่ามีแก่นแม้ถึงพายุพัดมาก็เฉยอยู่
มิได้โอนอ่อนไปตาม ก็ย่อมต้องพายุพัดหักโค่นลงระเนระนาด ความแข็งกระด้าง
กบั ออ่ นโยนย่อมใหผ้ ลตรงกนั ขา้ ม ผู้ยังทอ่ งเที่ยวอยูใ่ นสงสารควรวจิ ารณ์ให้มาก.
๙๒. ค�ำโบราณว่า “งามอยู่ท่ีพี ดีอยู่ท่ีละ พระอยู่ท่ีจริง” อีกบรรยายหนึ่ง
ว่า “พระอยทู่ ใี่ จ”.
๙๓. ผู้หาทรัพย์ด้วยการพนัน ด้วยทุจริตอ่ืนใดก็ดี ได้เร็วแต่ก็ฉิบหายเร็ว
เหมือนปลูกชนิดไม้ล้มลุกได้ผลเร็ว แต่ต้นมันก็ตายเร็ว ฉะน้ัน ส่วนการแสวงหา
ทรัพย์ด้วยการบากบ่ันโดยทางสุจริต ค่อยท�ำค่อยไปค่อยได้ค่อยมี ทรัพย์ที่ได้นั้น
จกั มนั่ คงถาวรสามารถเปน็ มรดกแกล่ กู เตา้ เหลา่ หลานเหมอื นไมม้ แี กน่ หรอื ไมย้ นื ตน้
ค่อยเติบค่อยโตแล้วอายกุ ็ยนื ฉะน้นั .
๙๔. ผู้เดนิ ทางไกลหรือผปู้ ระกอบกิจในหนา้ ทท่ี ี่ใหญ่โต อยา่ เรง่ เวลาใหเ้ สรจ็
เพราะของ ๒ อย่างนผี้ ลสำ� เรจ็ อยู่ที่ “ใจเย็น” มไิ ดอ้ ยู่ท่รี ีบเร่ง คอื “ใจร้อน”.


Click to View FlipBook Version