46
2.6.1 หน้าปัทม์แบบหมุน
เม่ือมีการติดตอ่ ส่ือสารระหวา่ งเคร่ืองโทรศพั ทก์ บั ชุมสายแลว้ จะมีการส่งสัญญาณไป
ยงั อุปกรณ์สวติ ชเ์ พอ่ื ทาหนา้ ท่ีเป็นตวั คอยบอกให้รู้วา่ ขณะน้ีคู่สายไม่วา่ ง สาหรับการหมุนหมายเลข
โทรศพั ท์ คือ การส่งสญั ญาณพลั ส์ ต้งั แต่ 1 ลูก ถึง 10 ลูก เช่น ถา้ มีการส่งสญั ญาณพลั ส์ 1 ลูก นนั่ คือ
หมายถึงการหมุนหมายเลขหน่ึง 1 พลั ส์ ซ่ึงคือเลขหน่ึง นนั่ เอง ดงั น้นั ถา้ การหมุนเลข 9 ก็จะมีการ
ส่งพลั ส์จานวน 9 พลั ส์นนั่ เอง และความเร็วในการส่งก็คือ 9 พลั ส์ต่อวินาที ความเร็วหนา้ ปัทมข์ อง
เครื่องโทรศพั ทม์ ีความสาคญั ตอ้ งกาหนดใหอ้ ยใู่ นมาตรฐาน ซ่ึงประกอบดว้ ยความเร็วของกระแส
อิมพลั ส์ (Impulse) อตั ราส่วนการตดั -ต่อ (Break – Make Ratio) ของหนา้ Contact และช่วงเวลา
หยดุ ระหวา่ งเลขหมาย ตามปกติแลว้ ความเร็วของกระแสอิมพลั ส์ จะมีอยู่ 2 ค่า คือ 10 และ 20 IPS
(Impulse Per Second) ส่วนค่ามาตรฐานสาหรับส่วนตดั -ต่อ จะมีค่าเท่ากบั 2 : 1 หมายความวา่
หนา้ Contact จะตดั วงจรออกเป็น 2 หน่วยเวลา และจะตอ้ งตอ่ วงจรเป็น 1 หน่วยเวลา
รูปท่ี 2.10 แสดงลกั ษณะของหนา้ ปัทมโ์ ทรศพั ทแ์ บบหมุน
ท่ีมา : สุชิน จาจด. (2524).
2.6.2 หน้าปัทม์แบบกดป่ ุม
สาหรับโทรศพั ทท์ ี่ใชก้ ารกดป่ ุมน้นั เป็นการส่งสัญญาณท่ีมีความถี่ท่ีแตกตา่ งกนั สอง
ความถี่ออกไปแต่ละหมายเลขที่มีอยู่ 10 ตวั แต่มีป่ ุม 12 ป่ ุม ซ่ึงบางคร้ังอาจมีถึง 16 ป่ ุม หมายความ
วา่ เครื่องบางรุ่นมีการเพิ่มหลกั (Column) เขา้ มาเพื่อนาไปใชใ้ นลกั ษณะเพ่ิมการใชง้ านข้ึนความถี่ท่ี
ส่งออกไปเป็ นความถี่ทางย่านเสียงแต่ในการกดคร้ังหน่ึงจะมีสัญญาณที่มอดูเลตถูกส่งออกไป 2
ความถ่ี ตามรูปที่ 2.11
47
รูปท่ี 2.11 แสดงลกั ษณะของหนา้ ปัทมโ์ ทรศพั ทแ์ บบกดป่ ุม
ท่ีมา : ภาพถ่าย นายปิ ยะ รัตตสนธิกุล
เม่ือทางชุมสายไดร้ ับขอ้ มูลจากลเู้ รียกแลว้ จะทาการแปลงสญั ญาณที่ไดร้ ับมาน้นั ส่งไปให้
อุปกรณ์สวติ ชซ์ ่ึงทางานเป็นการตอ่ สายให้กบั ลเู้ รียก ถา้ ปลายสายตอ้ งการติดต่อดว้ ยไม่วา่ ง ชุมสาย
จะส่งสญั ญาณไม่วา่ ง (Buzy Tone) ไปยงั ลเู้ รียกเพือ่ ใหท้ ราบวา่ ไมส่ ามารถตอ่ วงจรใหไ้ ด้ แต่ถา้ ปลาย
สายวา่ งทางชุมสายก็จะส่ง สัญญาณเรียก (Ringging Tone) ไปยงั ปลายสาย และ ส่งสัญญาณเรียก
กลบั (Ringing Back Tone) ไปยงั ลเู้ รียก เพอื่ แจง้ ใหท้ ราบวา่ สามารถตอ่ วงจรใหไ้ ดต้ ามตอ้ งการแลว้
ข้อดีของการใชโ้ ทรศพั ทแ์ บบกดป่ ุม (DTMF Dialing) คือ
- สามารถลดเวลาในการหมุนเลขหมายลงได้ ทาใหม้ ีลลเวลาเฉลี่ยที่ใชโ้ ทรศพั ท์ แตล่ ะ
คร้ังลดลง ทาใหช้ ุมสายสามารถรับขอ้ มูลขา่ วสารไดม้ ากข้ึน
- สามารถใชว้ งจรทางโซลิดสเตท็ อิเล็กทรอนิกส์ (Solid-State Electronic) แทนอุปกรณ์
ทางดา้ นกลไก จึงทาใหม้ ีความรวดเร็วและแม่นยาในการส่งเลขหมาย
- สามารถเพิม่ ป่ ุมกดไดอ้ ีก 4 ป่ ุม เพ่ือใชใ้ นการส่งสัญญาณการบริการประเภทอ่ืนๆ ได้
- มีความเหมาะที่จะใชก้ บั ชุมสายระบบเอสพีซี (Stored Program Control)
2.7 ตวั ป้ องกนั ไฟสูง
ตวั ป้ องกนั ไฟสูง (Protector) หรือตวั ป้ องกนั จะทาหนา้ ที่ป้ องกนั เครื่องโทรศพั ทไ์ ม่ให้
ไดร้ ับอนั ตรายจากไฟสูงหรือไฟกระชาก ท่ีอาจเกิดข้ึนไดเ้ สมอโดยเฉพาะฟ้ าลา่ หรือไฟกระชากท่ี
เกิดจากการยกหู วางหู หรือหมุนหน้าปัทม์ อนั จะทาให้อุปกรณ์เสียหายได้ โดยทว่ั ไปจะมีตวั
ป้ องกนั ไฟแรงสูงต่อก่อนท่ีสายจะเขา้ บา้ นอยแู่ ลว้ แต่ในเครื่องรับโทรศพั ทย์ งั คงมีอีกเพื่อจะไดเ้ กิด
ความปลอดภยั ยง่ิ ข้ึน
48
รูปที่ 2.12 แสดงสัญลกั ษณ์ของตวั ป้ องกนั ไฟสูง
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
2.8 กระดง่ิ
กระด่ิง (Ringer หรือ Bell) เป็นตวั ท่ีทาใหเ้ กิดเสียงกระดิ่งดงั ข้ึนในเครื่องโทรศพั ท์ เพื่อ
เรียกใหล้ รู้ ับมารับโทรศพั ท์ ปัจจุบนั มีอยู่ 3 แบบ
2.8.1 กระด่ิงแบบสนามแม่เหลก็
2.8.2 กระด่ิงแบบบซั เซอร์
2.8.3 กระดิ่งแบบลาโพง
2.8.1 กระดิ่งแบบสนามแม่เหลก็ (Magneto Ringer)
เป็นวงจรกระดิ่งที่มีอยใู่ นเคร่ืองรุ่นเก่า โครงสร้างของกระดิ่งแบบขดลวด
สนามแมเ่ หล็ก แสดงตามรูปที่ 2.13
ก้
านตี
รูปท่ี 2.13 แสดงโครงสร้างกระด่ิงแบบสนามแมเ่ หลก็
ท่ีมา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
การทางานของกระดิ่งแบบสนามแม่เหล็ก เมื่อไฟกระด่ิงกระแสสลบั จากชุมสายประมาณ
90 โวลต์ ความถี่ 25 เฮิรตซ์ เขา้ มาในขดลวดจะทาใหเ้ กิดสนามแมเ่ หลก็ ข้ึนในขดลวดและทาให้ P1
49
และ P2 เกิดเป็นแม่เหลก็ ข้ึน โดยมีข้วั สลบั N – S ตลอดเวลา และดูดกา้ นตีให้เคลื่อนท่ี กา้ นตีจะ
ไปตีถว้ ยกระด่ิงใหด้ งั ดว้ ยความเร็วตามความถ่ีของไฟกระด่ิง คือ ประมาณ 25 เฮิรตซ์
2.8.2 กระดงิ่ แบบบซั เซอร์ (Buzzer Ringer )
ในเคร่ืองรุ่นใหม่จะนิยมใช้ บซั เซอร์ (Buzzer) เพราะบซั เซอร์น้ีมีขนาดเล็ก
ราคาถูก ใชก้ ระแสไฟนอ้ ย และยงั สามารถเลือกชนิดของเสียงไดต้ ามชนิดของ บซั เซอร์
รูปท่ี 2.14 แสดงวงจรกระด่ิงแบบบซั เซอร์
ที่มา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
การทางานของกระดิ่งแบบบซั เซอร์ เมื่อมีไฟกระดิ่ง 90 โวลต์ ความถี่ 25 เฮิรตซ์ จะถูก
R1 ลดขนาดแรงดนั ไฟฟ้ าลงใหเ้ หลือพอเหมาะ D1 – D4 จะ Rectifier และ C1 จะฟิ ลเตอร์ให้เป็ น
ไฟกระแสตรง ส่วน Z1 Regulatorใหแ้ รงดนั ไฟฟ้ าคงท่ี เพอ่ื ป้ อนไฟเล้ียงให้ IC1 และ IC1 กาเนิด
พลั ส์ (Pulse) ออกมาใหม่มีความถ่ีประมาณ 10 เฮิรตซ์ เพ่อื ใหบ้ ซั เซอร์ มี R2 และ R3 เป็ นตวั เร่ง
หรือลดเสียง
รูปท่ี 2.15 แสดงสัญญาณท่ีจุดต่าง ๆ ในวงจรกระด่ิง
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
50
ปกติแลว้ บซั เซอร์ท่ีใชจ้ ะเป็นเปี ยโซบซั เซอร์ จะทางานดว้ ยพลั ส์ ถา้ เราเอาสัญญาณไฟ AC
25 เฮิรตซ์ ท่ีเขา้ มาแลว้ ลดขนาดลงใหพ้ อเหมาะป้ อนให้บซั เซอร์โดยตรงได้ แต่ความถ่ี 25 เฮิรตซ์
สูงเกินไปทาใหเ้ สียงท่ีออกมาไมน่ ่าฟัง จึงตอ้ งมี IC1 สร้างพลั ส์ท่ีมีความถ่ีที่เหมาะสมข้ึนใหม่
2.8.3 กระด่งิ แบบลาโพง
กระด่ิงแบบลาโพง (Speaker Ringer) ในเครื่องโทรศพั ทท์ ่ีมีราคาสูงจะมีสิ่งอานวย
ความสะดวกมาก เช่น มีวงจรแฮนดฟ์ รี ส่วนมากจะใชล้ าโพงเป็ นกระดิ่ง เพราะในเครื่องมีลาโพง
ใชอ้ ยแู่ ลว้ จึงไม่จาเป็นตอ้ งมีบซั เซอร์อีก โดยดดั แปลงวงจรกระด่ิงแบบบซั เซอร์ ให้สามารถใชก้ บั
ลาโพงได้ ดงั รูปท่ี 2.16
รูปท่ี 2.16 แสดงวงจรกระด่ิงแบบลาโพง
ท่ีมา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
วงจรกระด่ิงแบบลาโพง ดดั แปลงมาจากกระดิ่งแบบบซั เซอร์ โดยนาสัญญาณจาก IC1
ป้ อนเขา้ หมอ้ แปลง (Transformer) เพ่ือลดหรือเพิ่มแรงดนั ไฟฟ้ าและลดเหล่ียมของพลั ส์ให้มีมุม
ลาดเอียงบา้ ง ซ่ึงทาใหล้ าโพงไม่เสีย
รูปท่ี 2.17 แสดงสญั ญาณจุดต่าง ๆ ในวงจรกระด่ิงแบบลาโพง
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
51
3. วงจรการทางานของเครื่องรับโทรศัพท์
โทรศพั ทจ์ ะเช่ือมต่อกบั ชุมสายโทรศพั ทด์ ว้ ยสายสัญญาณ 2 สาย คือT (Tip) และR (Ring)
เมื่อลใู้ ชย้ กหูโทรศพั ทข์ ้ึน แหล่งจ่ายไฟฟ้ ากระแสตรงขององคก์ ารโทรศพั ทซ์ ่ึงจะมีค่าแรงดนั อยูท่ ี่
ประมาณ 48 โวลท์ จะถูกต่อเขา้ กบั วงจรของเครื่องโทรศพั ทท์ ่ีชุดฮุกสวิตซ์ (Hook Switch) ในส่วน
ท่ีเชื่อมต่อระหวา่ งหูฟังกบั สายโทรศพั ทต์ อ้ งมีหมอ้ แปลงอตั โนมตั ิ ทาหนา้ ที่ปรับอิมพีแดนซ์ของหู
ฟังและโทรศพั ทใ์ ห้สมดุลยก์ นั เพื่อใหก้ ารรับส่งสัญญาณมีประสิทธิภาพที่สุดรวมไปถึงการทาให้
ลพู้ ดู ไดย้ นิ เสียงที่ตนพดู ออกไป (Side Tone) ไดย้ นิ ในระดบั ท่ีเหมาะสมดว้ ย
วงจรเครื่องโทรศพั ท์ท่ีมีใช้อยู่ในปัจจุบนั มีหลายแบบ ท้งั วงจรง่าย ๆ มีอุปกรณ์ R-L-C
ไม่กี่ตวั และมีวงจรที่มีสิ่งอานวยความสะดวก บางรุ่นไม่มีอุปกรณ์สารก่ึงตวั นา บางรุ่นอาจจะมี
อุปกรณ์สารก่ึงตวั นามาก วงจรท่ีมีอุปกรณ์สารก่ึงตวั นาจะอาศยั ไฟเล้ียง วงจรจากสายโทรศพั ทซ์ ่ึง
ปกติจะมีไฟในสายโทรศพั ทป์ ระมาณ 12 โวลท์ (เวลายกหู) แต่ถา้ สายยาวมากอาจเหลือประมาณ
5 ถึง 6 โวลท์ เครื่องรุ่นใหม่ยงั ทางานได้ เพราะไดอ้ อกแบบให้เครื่องทางานที่ไฟประมาณ 5 ถึง
6 โวลท์ ข้ึนไป
3.1 เครื่องโทรศัพท์ชนิดกาเนิดสัญญาณพลั ส์
รูปที่ 2.18 แสดงวงจรเครื่องโทรศพั ทแ์ บบหมุน และการหมุนเลขหมาย
ท่ีมา : สุชิน จาจด. (2524).
เมื่อผเู้ รียกยกปากพูดหูฟัง (Handset) ข้ึนจากที่รองรับ (Cradle) ทาให้ Hook Switch S1
และ S2 ปิ ดวงจรของสายเส้น Tip (T) และ Ring (R) ซ่ึงเป็นผลทาใหค้ รบวงจรของRelay Coil ใน
52
ชุมสายโทรศพั ท์ อุปกรณ์สวิตช์ในชุมสายโทรศพั ทก์ ็จะส่งสัญญาณ Dial Tone มายงั เครื่องรับ
โทรศพั ทข์ องผเู้ รียก เพื่อเป็ นสัญญาณแสดงให้ผเู้ รียกทราบวา่ เร่ิมมีการหมุนเลขหมายไดแ้ ลว้ และ
ชุมสายโทรศพั ทก์ ็พร้อมที่จะรับเลขหมายที่ผเู้ รียกหมุน เม่ือผเู้ รียกหมุนเลขหมายใดเลขหมายหน่ึง
เสร็จแลว้ และปล่อยมือ หนา้ ปัทมข์ องเคร่ืองโทรศพั ทจ์ ะหมุนกลบั ที่เดิม ในขณะท่ีหนา้ ปัทมห์ มุน
กลบั ท่ีเดิมจะมีผลคือ ทาให้ลูกเบ้ียว (Cam) หมุนตาม การหมุนของลูกเบ้ียวน้ีจะทาให้ Contact S3
เปิ ด และปิ ดวงจรเป็ นจานวนคร้ังเท่ากบั เลขหมายท่ีหมุน การที่ Contact S3 ปิ ดวงจร จะทาให้มี
กระแสไหลได้ ซ่ึงเรียกวา่ กระแส Impulse และเม่ือ Contact S3 เปิ ดวงจรกระแสก็จะหยดุ ไหล การ
ท่ีกระแสไหลและหยุดไหลน้ีมีผลทาใหเ้ กิด Pulse ข้ึน และจานวน Pulse ท่ีเกิดข้ึนก็จะมีจานวน
เท่ากบั เลขหมายท่ีหมุน เช่น หมุนเลข 1 จะเกิด 1 Pulse หมุนเลข 5 จะเกิด 5 Pulse และถา้ หมุนเลข
0 จะเกิด 10 Pulse เป็นตน้
ความเร็วของหนา้ ปัทม์ (Dial Speed) ของเครื่องรับโทรศพั ทก์ ็มีความสาคญั ท่ีจะตอ้ งมีการ
กาหนดใหอ้ ยใู่ นมาตรฐานซ่ึงประกอบดว้ ยความเร็วของกระแส Impulse อตั ราส่วนการตดั - ต่อ
(Break - Make Ratio) ของ Contact และช่วงเวลาหยุดระหวา่ งเลขหมาย (Interdigit Interval) ตาม
ปกติแลว้ ความเร็วของกระแส Impulse จะใชอ้ ยู่ 2 ค่าคือ 10 และ 20 IPS (Impulse Per Second) ส่วน
ค่ามาตรฐานสาหรับอตั ราส่วนการตดั - ต่อ จะมีค่าเท่ากบั 2 :1 ซ่ึงหมายความวา่ Contact จะตอ้ งตดั
วงจรเป็นเวลา 2 หน่วยเวลา และตอ้ งต่อวงจรเป็นเวลา 1 หน่วยเวลา
ในกรณีใชค้ วามเร็วกระแส Impulse 10 IPS จะทาใหไ้ ดก้ ล่าวค่าเวลาของพลั ส์ 100 ms
แบ่งออกไดด้ งั น้ี
- ช่วงเวลาตดั วงจร (Break) = 100 ms x 2/3 = 66.6 ms
- ช่วงเวลาตอ่ วงจร (Make) = 100 ms x 1/3 = 33.4 ms (ถา้ หารจะได้ 33.3 ms)
ส่วนช่วงเวลาหยดุ ระหวา่ งเลขหมาย โดยทวั่ ไปมีคา่ 700 ms แตก่ ็อาจใชต้ ้งั แต่ช่วง 600 ms
ถึง 800 ms กไ็ ด้ ตวั อยา่ งพลั ส์ท่ีเกิดจากการกดเลข 432 แสดงไดด้ งั รูปที่ 2.19
53
รูปท่ี 2.19 แสดงช่วงเวลาของพลั ส์ในการเรียกเลขหมาย 4
ท่ีมา : สุชิน จาจด. (2524).
3.2 เคร่ืองโทรศัพท์ชนิดกาเนิดสัญญาณความถส่ี องเสียง
เป็ นเคร่ืองโทรศพั ทท์ ี่นิยมลลิตหนา้ ปัทมเ์ ป็ นแบบป่ ุมกด มีหมายเลข 0-9 และป่ ุม *,#
รวมเป็ น 12 ป่ ุมหรืออาจมีป่ ุมพิเศษเพ่ิมข้ึนมาอีก 4 ป่ ุมรวมเป็ น 16 ป่ ุมก็ได้ เมื่อมีการกดป่ ุมใดๆ จะ
ใหเ้ กิดการสร้างความถี่ 2 ค่า หรือเปรียบเทียบแลว้ จะทาใหไ้ ดส้ ัญญาณความถ่ีเสียง 2 เสียง (ความถ่ี
จะอยใู่ นยา่ นความถ่ีเสียงเราจึงมกั เรียกวา่ Tone) ซ่ึงแตล่ ะป่ ุมจะลลิตความถี่ 2 คา่ หรือ 1 คู่ เราจึงเรียก
วิธีน้ีว่า “Dual Tone Multifrequency” (DTMF) ลกั ษณะป่ ุมกดและความถ่ีของหน้าปัดเคร่ือง
โทรศพั ท์ แสดงไดด้ งั รูปที่ 2.20
รูปที่ 2.20 แสดงหนา้ ปัทมเ์ ครื่องโทรศพั ทแ์ บบกดป่ ุมและชุดความถ่ีที่ใชง้ าน
ท่ีมา : สุชิน จาจด. (2524).
54
จากรูป 2.20 ความถ่ีจะถูกแบ่งเป็ น 2 ส่วนคือแถว (Row) และหลกั (Column) แต่ละแถว
และหลกั มีค่าแตกตา่ งกนั 4 แถว จะสร้างเป็นกลุ่มความถี่ต่า และ 4 หลกั จะสร้างกลุ่มความถี่สูง เม่ือ
ตอ้ งการกดป่ ุมใดๆ จะทาใหว้ งจรภายในเคร่ืองโทรศพั ทล์ ลิตความถ่ีตามแถวและหลกั ที่เลขน้นั วาง
อยู่ เช่น กดป่ ุมเลข 5 จะมีการลลิตความถี่แถว 770 Hz และความถ่ีหลกั 1,336 Hz เป็ นตน้ เม่ือสร้าง
สัญญาณความถ่ีดงั กล่าวจะทาให้สัญญาณความถี่ถูกส่งไปยงั ชุมสายโทรศพั ทเ์ พ่ือใหอ้ ุปกรณ์สวิตช์
ต่อเลขหมายไปยงั ลเู้ ช่าปลายทาง สาหรับความลิดพลาดทางความถ่ีที่เกิดข้ึนไดเ้ ท่ากบั 1.5% ดา้ น
ลลิตความถี่และ 2% ด้านการรับหมายเลขโทรศพั ท์ ในปัจจุบนั เคร่ืองโทรศพั ท์แบบป่ ุมกดจะ
สามารถทางานไดท้ ้งั สองแบบคือแบบพลั ส์ และแบบโทนโดยท่ีตวั เครื่องจะทีสวิตช์เล่ือนระหวา่ ง
Pulse และ Tone ท้งั น้ีตอ้ งข้ึนอยกู่ บั ระบบชุมสายโทรศพั ทว์ า่ สามารถใชง้ านร่วมกนั ไดห้ รือไม่
3.2.1 วงจรโทรศัพท์อเิ ลก็ ทรอนิกส์พนื้ ฐาน
รูปท่ี 2.21 เป็นบลอ็ กไดอะแกรมของวงจรโทรศพั ทอ์ ิเล็กทรอนิกส์ทว่ั ไปโดยในหวั ขอ้
จะขอกล่าวโดยรวมเกี่ยวกบั หนา้ ท่ีของวงจรต่างๆ
หมายเหตุ - สญั ญาณท่ีเขา้ มา คือ Ringing, Voice, D.C. Power
- สัญญาณที่ออกไป คือ Voice, Dial pulse or tone
รูปท่ี 2.21 แสดงบลอ็ กไดอะแกรมวงจรโทรศพั ทอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ทว่ั ไป
ท่ีมา : ณรงคศ์ กั ด์ิ ปักกกาเวสา. (2548).
55
สัญญาณกริ่งท่ีมีมาจากชุมสายจะถูกจ่ายไปยงั วงจรกร่ิงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่คปั ปลิ้ง
ลา่ น C ตวั วงจรกริ่งจะประกอบดว้ ยออสซิลเลเตอร์และกร่ิงสัญญาณ (Buzzer) ซ่ึงทางานท่ีความถ่ี
2.8 kHz หยดุ ทางานท่ี 20 Hz การคปั ปลิ้งดว้ ย C สามารถใชไ้ ดท้ ้งั โทรศพั ทอ์ ิเล็กทรอนิกส์และไม่
เป็นอิเลก็ ทรอนิกส์ ในกรณีท้งั สองกริ่งสัญญาณที่ใช้ C ต่อคปั ปลิ้งก็เพื่อไม่ให้ DC ไหลลา่ นไปได้
ขณะท่ีเครื่องโทรศพั ท์วางหู และสัญญาณให้หมุน/กดเลขหมายโทรศพั ท์จะถูกจ่ายล่านบริดจ์
ไดโอด ฮุกสวติ ชแ์ ละวงจรการสวิตช์ (Switching Circuit) ในส่วนของบริดจไ์ ดโอดเป็ นตวั ช่วยใน
การตรวจสอบข้วั ไฟ DC ให้ถูกตอ้ งอยา่ งอตั โนมตั ิเพื่อจ่ายให้แก่วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในโทรศพั ท์
เมื่อเครื่องโทรศพั ทย์ กหูข้ึน (off - hook) วงจรสวติ ช์จะจ่ายไฟ DC ไปยงั ตวั ขยายเสียงไมโครโฟน
ในส่วนไอซีควบคุมการกดป่ ุมเลขหมาย (Dialing IC) จะไดร้ ับไฟ DC โดยตรงจาก
บริดจไ์ ดโอด แต่หลีกเล่ียงที่จะจ่ายลา่ นทางฮุกสวิตช์เพราะความจาเป็ นในการหมุนเลขหมายใหม่
และหน่วยความจาของเคร่ืองโทรศพั ท์ เม่ือเครื่องโทรศพั ทถ์ ูกกดเลขหมายวงจรออสซิลเลเตอร์ใน
IC จะกาเนิดพลั ส์ความถ่ีของแต่ละเลขซ่ึงแสดงในรูปท่ี 2.20 กลุ่มความถ่ีเหล่าน้ีจะทาให้วงจร
สวิตช์ปล่อยขบวนพลั ส์ท่ีเหมาะสมแต่ละเลขแลว้ ส่งล่านฮุกสวิตช์และบริดจ์ไดโอดไปยงั ชุมสาย
โทรศพั ทด์ ว้ ยสายโทรศพั ทต์ ่อไป เพื่อถอดรหสั ใหก้ ารติดต่อปลายทางอยา่ งถูกตอ้ ง
เมื่อมีการสนทนา เสียงที่ออกไปจะส่งลา่ นตวั ขยายเสียงแลว้ ล่านขดปฐมภูมิ (Primary)
ของหมอ้ แปลงไฮบริดจ์ ซ่ึงเสียงดงั กล่าวจะมีไฟ DC ประกอบอยู่ สัญญาณเสียงจะไหลลา่ นต่อไป
ยงั วงจรสวติ ช์ ฮุกสวิตช์และบริดจไ์ ดโอดออกไปยงั สายโทรศพั ท์ สัญญาณเสียงจะถูกเชื่อมต่อกบั
โทรศพั ทป์ ลายทางโดยชุมสายโทรศพั ท์ นอกจากน้ีสญั ญาณเสียงที่ถูกขยายแลว้ ยงั ถูกเหน่ียวนาลา่ น
ขดทุติยภูมิ (Secondary) ของหมอ้ แปลงไฮบริดจ์ ซ่ึงขนาดจะมีค่าต่าให้ส่งต่อไปยงั หูฟังดว้ ยเหตุ
ท่ีว่าเราจะไดย้ ินเสียงตวั เองขณะสนทนาลา่ นทางหูฟังเคร่ืองโทรศพั ท์ เสียงดงั กล่าวเรียกว่า “ไซด์
โทน” (Sidetone) ถา้ ไม่มีไซด์โทนจะทาใหก้ ารสนทนาไม่ไดเ้ สียงที่เป็ นธรรมชาติกรณีไซด์โทนมี
ระดบั สูงส่งลลให้ลูพ้ ูดเบามาก และถ้าไซด์โทนมีระดบั ต่ามากส่งลลให้ลูพ้ ูดน้ันพูดดังเกินไป
สุดทา้ ยเมื่อมีเสียงเขา้ มาล่านชุมสายโทรศพั ทแ์ ละล่านเขา้ มายงั เคร่ืองโทรศพั ทส์ ัญญาณดงั กล่าวน้ี
จะลา่ นบริดจไ์ ดโอด ฮุกสวติ ช์ วงจรสวติ ช์และหมอ้ แปลงไฮบริดจไ์ ปยงั หูฟัง
3.2.2 ตัวอย่างวงจรการทางานของเครื่องรับโทรศัพท์
จากรูปท่ี 2.22 แสดงวงจรพ้ืนฐานเคร่ืองรับโทรศพั ทจ์ ะประกอบดว้ ย 3 ส่วนหลกั คือ
1.ส่วนรับสญั ญาณเรียก (Tone Ringer)
2.ส่วนกาเนิดสัญญาณโคด๊ เลขหมาย (Pulse/Tone Dialer)
3.ส่วนรับ-ส่งสัญญาณเสียง (Speech Network Circuit)
56
รูปที่ 2.22 แสดงวงจรพ้ืนฐานเครื่องรับโทรศพั ท์
ท้งั 3 ส่วนน้ี พออธิบายไดด้ งั น้ี สัญญาณไฟเล้ียงที่ป้ อนเขา้ มาทางขา TIP กบั RING น้นั
จะมีตวั ป้ องกนั กระแสไฟฟ้ ากระชาก โดยใช้ MOV (Metal Oxide Varitor:M1) จากน้นั จะมีวงจร
Bridge Rectifier ทาไฟเล้ียงเพ่ือจ่ายให้กบั อุปกรณ์ต่างๆ ในสภาวะวางหู SW1-Aจะไม่ต่อวงจร
ส่วนรับ-ส่งสัญญาณเสียง (Speech Network Circuit) เขา้ กบั สายโทรศพั ท์ แต่จะต่อสาย โทรศพั ท์
เขา้ กบั ส่วนรับสัญญาณเรียก (Tone Ringer) เพ่ือรอรับสัญญาณกระดิ่งท่ีจะส่งมาให้ตวั โทรศพั ท์
โดยมี C1 ทาหน้าที่ป้ องกนั ไฟกระแสตรงไม่ให้เขา้ ไปเกี่ยวในวงจรของ Tone Ringer เมื่อมี
สัญญาณกระด่ิงซ่ึงเป็ นไฟกระแสสลบั เขา้ ก็จะสามารถผ่านเขา้ ไปในส่วนของ Tone Ringer ได้
โดยจะผ่านวงจรบริดจแ์ ปลงกระแสสลบั เป็ นกระแสตรงใหก้ บั ตวั Ringing Detector ต่อไป ซ่ึง
57
ส่วนน้ีจะทาหน้าท่ีตรวจจบั สัญญาณกระดิ่งท่ีเขา้ แล้วทาการแปลงสัญญาณน้ันใหม่ โดยกาเนิด
ความถี่ 2 ความถี่ที่ใกลเ้ คียงเพอ่ื ทาใหเ้ กิดเสียงรัว (Warbling Tone) เพอื่ ส่งไปยงั ลาโพง (BZ1)
เม่ือมีการรับสาย(ยกหูโทรศพั ท์) SW1-A จะทาการต่อสายจากภายนอกเขา้ กบั วงจรส่วน
รับ-ส่งสัญญาณเสียง (Speech Network Circuit) เพื่อนาสัญญาณไปยงั ลาโพง (หูฟังของโทรศพั ท์)
และนาสญั ญาณเสียงจากไมโครโฟนส่งกลบั ไปยงั สายโทรศพั ท์
ส่วนถา้ ตอ้ งการจะโทรออกน้นั เมื่อมีการยกหูข้ึน เสียงที่ส่งเขา้ มาก็จะเป็ นสัญญาณ Dial
Tone ขององคก์ ารโทรศพั ท์ เพ่ือบอกใหท้ ราบวา่ ชุมสายพร้อมรับสัญญาณการโทร ซ่ึงอาจจะเป็ น
สัญญาณหมุน (Dial Pulse) หรือสัญญาณการกดป่ ุม (DTMF) ก็ได้ เม่ือทาการยกหู SW1-B จะต่อ
สัญญาณไฟเล้ียงเขา้ กบั ขา 5 (Pulse/Tone Dialer) โดยผา่ น R16 ซ่ึงเป็ นขาที่บอกสถานะ การยกหู
ให้กบั ตวั chip ทราบเพื่อพร้อมที่จะทางาน เมื่อผใู้ ชก้ ดหมายเลขใดๆเพื่อโทรออกท่ีแป้ นหมายเลข
สัญญาณ DTMF หรือ Dial Pulse ก็จะถูกทาให้เกิดข้ึนและส่งออกทางขา 12 (Tone Out) ผา่ นวงจร
ส่วนของ Speech Network Circuit ต่อไป ระหวา่ งกดหมายเลขเพ่ือโทรออกน้นั สัญญาณจากขา
13 (T/P mute) จะเปล่ียนระดบั แรงดนั ขณะที่กดเพื่อไปควบคุม ป้ องกนั ไม่ให้เสียงจากไมโครโฟน
เขา้ ไปรบกวนการหมุนหมายเลข เพ่ือป้ องกนั ความผิดพลาดในการโทร เมื่อผใู้ ชโ้ ทรศพั ทต์ ิดแลว้
ระหวา่ งสนทนา หากตอ้ งการพกั สาย(กรณีท่ีใชต้ สู้ าขา) ผใู้ ชจ้ ะกดป่ ุม Flash เพอื่ พกั สาย เม่ือกดป่ ุม
Flash ระดบั แรงดนั ที่ขา 14 จะเปล่ียนไป เพื่อไปตดั วงรอบกระแสของสายโทรศพั ทช์ วั่ ขณะ ซ่ึง
ลกั ษณะจะเหมือนกนั กบั การกดแป้ นวางหูเป็นเวลาส้นั ๆ หรือท่ีเรียกวา่ การ Flash Hook นนั่ เอง แต่
การFlash Hook โดยการใชป้ ่ ุม Flash น้นั มี ขอ้ ดีกวา่ คือ ระยะเวลาในการตดั วงจรจะมีความแม่นยา
มากกวา่ คือเท่ากนั ทุกคร้ัง ซ่ึงมีค่าประมาณ 600 ms ในสภาวะวางหู (On-Hook) แรงดนั ท่ีขา 5
(Pulse/Tone Dialer) ก็จะเปล่ียนแปลง เพ่ือบอกให้ตวั Chip ทราบวา่ วางหูแลว้ ซ่ึงจะเขา้ สู่สถานะ
รอ ทาใหก้ ารสิ้นเปลืองไฟในตวั ต่าลงมากๆเพื่อประหยดั พลงั งาน
ในส่วนวงจรรับ-ส่งสญั ญาณเสียง R26 C15 R25 จะเป็นตวั กาหนดความดงั ของเสียงไซด์
โทน (Side Tone) และ Q3 จะทาหนา้ ที่ขยายเสียงใหม้ ีสัญญาณแรงข้ึน เพื่อจะขบั ลาโพงใหม้ ีเสียง
ดงั ส่วน Q1 และ Q2 (อยดู่ า้ นบนต่อกบั ส่วน Tone Ringer) ทาหนา้ ท่ีเป็ นสวิตช์ตดั ต่อในระบบการ
โทรแบบ Dial Pulse Q4 และ Q5 ทาหนา้ ท่ีรักษาปริมาณกระแสที่ไหลในวงจรให้มีค่าเหมาะสม
และเป็ นตวั ปรับอิมพีแดนซ์ของวงจรใหเ้ ขา้ กนั ไดด้ ี (Matching) กบั สายโทรศพั ท์ ส่วน R20 และ
R21 เป็นชุดจ่ายไฟเล้ียงใหแ้ ก่ไมโครโฟนแบบ อิเลคโตสแตติก
58
3.2.3 ตวั อย่างวงจรการกดป่ ุมเลขหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์
รูปท่ี 2.23 แสดงวงจรการกดป่ ุมเลขหมายสาหรับเคร่ืองโทรศพั ทอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์
ที่มา : ณรงคศ์ กั ด์ิ ปักกกาเวสา. (2548).
จากรูป 2.23 แสดงวงจรการกดป่ ุมเลขหมาย (Dialing Circuit) สาหรับเคร่ืองโทรศพั ท์
อิเล็กทรอนิกส์ กาลงั งานสาหรับวงจรการกดป่ ุมเลขหมายไดม้ าจากสายโทรศพั ท์ (-48 V) และถูก
จา่ ยบริดจไ์ ดโอด D101-D104 ตอ่ ไปยงั ป่ ุมกด(keypad) ไอซีหมุนเลขหมาย IC101 และวงจรสวิตช์
Q102/Q103 บริดจไ์ ดโอดจะเป็นตวั รักษาข้วั แรงดนั ท่ีจ่ายให้กบั วงจรการกดป่ ุมเลขหมายใหค้ งท่ีใน
กรณีที่ข้วั แรงดนั -48 V ที่จ่ายมาจากชุมสายกลบั ข้วั
ป่ ุมกดเลขหมายถูกต่อกบั IC101 เมื่อมีการกดตวั เลขใดๆ จะถูกอ่านโดย IC101 ในรูปท่ี
2.23 จะเป็ นวงจรเครื่องโทรศพั ทแ์ บบพลั ส์มากกวา่ เครื่องโทรศพั ทแ์ บบโทน (tone-dial) IC101
จะเป็นตวั สร้างจานวนพลั ส์ของแต่ละตวั เลข วงจรเก็บตวั เลข (ในรูปพลั ส์) ท่ีอยใู่ น IC101 จะยอม
ใหต้ วั เลขที่ถูกหมุนเลขหมายที่ความเร็วมากกวา่ เวลาท่ีตวั วงจรสร้าง C112 และ R113 เป็ นวงจร
59
สร้างเวลาที่ถูกใช้ควบคุม IC101 ดงั น้นั พลั ส์จึงมีจงั หวะเวลาท่ีอตั ราคงท่ี พลั ส์เลขต่างๆ จาก
IC101 จะถูกจ่ายไปยงั Q102/Q103 ซ่ึงอยใู่ นสภาวะ ON และ OFF ตามลาดบั พลั ส์ท่ีขา E
ของ Q102 ถูกจ่ายไปยงั สายโทรศพั ทแ์ ละชุมสายโทรศพั ทโ์ ดยลา่ นฮุกสวติ ช์ SW101 สาหรับ
IC101 จะสร้างพลั ส์เลขหมาย (ที่ขา 9) เฉพาะตอนที่ขา 12 ถูกต่อลงกราวดโ์ ดยลา่ นทางหนา้ สัมลสั
ของฮุกสวติ ช์ SW101 ในสภาวะยกหูโทรศพั ท์ (off -hook) แต่ถา้ เราวางหูโทรศพั ท์ (on - hook)
เลขหมายสุดทา้ ยที่เราไดก้ ดป่ ุมไวจ้ ะถูกเก็บไวท้ ี่หน่วยความจาของ IC101 ทาให้เลขหมายสามารถ
ถูกส่งไดเ้ มื่อมีการกดป่ ุมหมุนเลขหมายซ้า (Redial)
3.2.4 ตวั อย่างวงจรเสียงอเิ ลก็ ทรอนิกส์
ในรูปที่ 2.24 แสดงวงจรเสียงสาหรับเคร่ืองรับโทรศพั ทอ์ ิเล็กทรอนิกส์ สังเกตวา่
กาลงั งานที่จา่ ยใหว้ งจรเสียง (Audio Circuit) ไดม้ าจากสายโทรศพั ท์ (-48 V) ลา่ นทางบริดจไ์ ดโอด
D101 – D104, SW101, Q102 และขดปฐมภูมิของหมอ้ แปลงไฮบริดจ์ T101 เมื่อมีเสียงสนทนา
ของเรามายงั ไมโครโฟน (ท่ีหูโทรศพั ท)์ สญั ญาณถูกขยายโดย Q104/Q105 ขดปฐมภูมิ T101 เป็ น
เสมือนโหลดของเสียงสาหรับวงจรขยาย Q104-Q105 ซ่ึงกระแสค่าต่างๆ จะลา่ นขดปฐมภูมิของ
T101 ที่ช่วงความถี่เสียง คา่ กระแสท่ีเปลี่ยนแปลงจะถูกจา่ ยไปสู่สายโทรศพั ทล์ า่ น Q102, ฮุกสวติ ช์
SW101 และบริดจไ์ ดโอด D101-Q104 จากน้นั กระแสจะลา่ นไปยงั หมอ้ แปลงเสียงพดู (Voice
Transformer) ของชุมสายโทรศพั ทแ์ ละถูกจ่ายต่อไปยงั เครื่องโทรศพั ทป์ ลายทาง ZD105 จะรักษา
ระดบั แรงดนั ให้ Q104 และ Q105 คงท่ีท่ีอาจจะรบกวนดว้ ยกระแสที่มีการเปล่ียนแปลงน้ีเอง
ดา้ นวงจรส่วนหูฟัง (Speaker) สัญญาณเสียงท่ีเขา้ มาจะอยใู่ นรูปกระแสท่ีมีการเปล่ียน
แปลงจากสายโทรศพั ทจ์ ะถูกส่งลา่ นบริดจไ์ ดโอด D101-D104, SW101, Q102 และ T101 ต่อมา
ยงั วงจรเสียงสัญญาณเสียงถูกคปั ปลิ้งล่านขดทุติยภูมิของ T101 ไปยงั ลาโพง (Speaker) ไดโอด
D108 และ D109 ใชป้ ้ องกนั ลาโพงจากแรงดนั ยอดแหลม (Spike Voltage) ท่ีเขา้ มาโดยตดั ยอด
สัญญาณเกินแรงดนั ดา้ นไบอสั ตรงท่ีคร่อมไดโอด ท้งั น้ีความดงั ของเสียงท่ีลาโพงเสียงควบคุมให้
ต่า/สูง ดว้ ยสวติ ช์ SW103
นอกจากน้ีบางส่วนของสัญญาณเสียงจากไมโครโฟนที่ถูกขยายลา่ น Q104/Q105 จะ
ถูกคปั ปลิ้งล่านขดทุติยภูมิของ T101 และจ่ายให้ลาโพงพร้อมกบั สัญญาณเสียงที่เขา้ มา ซ่ึง
สัญญาณเสียงจากไมโครโฟนเรียกวา่ “ไซดโ์ ทน”
60
รูปท่ี 2.24 แสดงวงจรเสียงสาหรับเครื่องโทรศพั ทอ์ ิเล็กทรอนิกส์
ท่ีมา : ณรงคศ์ กั ด์ิ ปักกกาเวสา. (2548).
บทสรุปท้ายหน่วยที่ 2
. เคร่ืองโทรศพั ท์เป็ นอุปกรณ์สาคญั ที่เกี่ยวข้องกบั ประชาชนทวั่ ไปโดยตรง ประชาชน
สามารถใชเ้ ครื่องโทรศพั ทต์ ิดต่อส่ือสารไปในท่ีต่าง ๆ ไดท้ วั่ โลก
ส่วนประกอบของเคร่ืองโทรศพั ทภ์ ายนอกจะประกอบดว้ ยมือถือ ซ่ึงมีปากพูดและหูฟังอยู่
ภายใน รวมท้งั เคร่ืองที่มีหนา้ ปัทมต์ ิดอยู่ ส่วนภายในเคร่ืองจะประกอบดว้ ย วงจรกระด่ิง ขดลวด
เหนี่ยวนา ตวั ป้ องกนั รวมท้งั ฮุกสวิตช์ ที่กล่าวมาแลว้ น้ีเป็ นอุปกรณ์พ้ืนฐานในเครื่องโทรศพั ท์
แตเ่ ครื่องโทรศพั ทใ์ นปัจจุบนั ส่วนมากจะมีลูกเล่นอื่นๆ อีกมาก ถือเป็นส่วนเพม่ิ เติม
สัญญาณเสียง เป็นสัญญาณท่ีลใู้ ชโ้ ทรศพั ทไ์ ดย้ นิ เมื่อเวลาใชโ้ ทรศพั ท์ ซ่ึงจะบอกใหร้ ู้
สภาวะตา่ ง ๆ ของการใชโ้ ทรศพั ทไ์ ด้
กจิ กรรมหลงั การเรียนรู้
เม่ือลเู้ รียนศึกษาเน้ือหาในหน่วยการเรียนรู้แลว้ ให้นกั ศึกษาปฏิบตั ิดงั น้ี
1.ปฏิบตั ิตามใบงานการทดลอง
2.ทากิจกรรมเสนอแนะทา้ ยหน่วยการเรียน
3.ทาแบบฝึกหดั หลงั เรียน
4.ทาแบบทดสอบหลงั เรียน โดยลเู้ รียนคนใดลา่ นการประเมินมีคะแนนต้งั แต่ 10 คะแนน
ข้ึนไปใหล้ า่ นไปเรียนในหน่วยต่อไปได้
61
5.ลเู้ รียนท่ีไดค้ ะแนนนอ้ ยกวา่ 10 คะแนนใหก้ ลบั ไปศึกษารายละเอียดของเน้ือหาอีกคร้ัง
แลว้ ปฏิบตั ิตามขอ้ 1
กจิ กรรมเสนอแนะท้ายหน่วยท่ี 2
1.ให้ลูเ้ รียนศึกษาเน้ือหาเพ่ิมเติมจากอินเตอร์เน็ตหรือจากหอ้ งสมุด โดยศึกษาตามหวั ขอ้ ที่
ไดเ้ รียนในเอกสารประกอบการเรียนการสอนก่อน จากน้นั ใหเ้ พิม่ เติมในหวั ขอ้ ท่ียงั ไม่เขา้ ใจ
2.ให้นกั ศึกษาแบ่งกลุ่มออกเป็ นกลุ่ม(ตามหวั ขอ้ การเรียนรู้) แลว้ จดั บอร์ดตามหัวขอ้ ท่ีได้
เรียนในเอกสารประกอบการเรียนการสอน รวมท้งั เตรียมเน้ือหาอภิปรายให้เพื่อนกลุ่มอื่นไดฟ้ ังใน
สปั ดาห์ต่อไป ก่อนท่ีจะเรียนในหน่วยต่อไป
62
แบบฝึ กหดั ท้ายหน่วยที่ 2
คาส่ัง จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. จงอธิบายหลกั การทางานของ Carbon Transmitter
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. จงอธิบายหลกั การทางานของ Receiver หรือหูฟัง ของเครื่องรับโทรศพั ท์
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. ระดบั แรงดนั ที่จา่ ยใหก้ บั Hook Switch มีกี่ระดบั อะไรบา้ ง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
4. จงบอกขอ้ ดีของการใชโ้ ทรศพั ทแ์ บบกดป่ ุม
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
63
5. จงอธิบายหลกั การทางานของกระด่ิงแบบสนามแมเ่ หล็กไฟฟ้ า
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
6. จงอธิบายหลกั การทางานของกระด่ิงแบบบสั เซอร์
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
7. จงอธิบายหลกั การทางานของกระดิ่งแบบลาโพง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
8.ความเร็วของกระแส Impulse 10 IPS มีคาบเวลา pulse 100 ms จงคานวณหาคาบเวลาตดั วงจร
และช่วงเวลาตอ่ วงจร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
64
9.วงจรสวติ ช์ใน Block Diagram วงจรโทรศพั ทอ์ ิเล็กทรอนิกส์ทว่ั ไปมีอะไรบา้ ง
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
10.จงอธิบายหลกั การทางานของวงจรพ้นื ฐานเคร่ืองรับโทรศพั ท(์ ตามรูปท่ี 2.22)
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
65
แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 2
คาส่ัง จงทาเคร่ืองหมายกากบาท (X) ขอ้ ที่ถูกตอ้ งที่สุดเพยี งขอ้ เดียว
1. DTMF ยอ่ มาจากอะไร
ก. Digit Tone Many Frequency ข. Dial Tone Many Frequency
ค. Dial Tone Multi Frequency ง. Digit Tone Multi Frequency
2. กระด่ิงท่ีใชล้ าโพงเป็นตวั เปล่งเสียงตรงกบั ขอ้ ใด
ก. Magneto Ringer ข. Buzzer Ringer
ค. Speaker Ringer ง. ถูกท้งั ขอ้ ข และ ค
3. คา่ ความตา้ นทานของ Carbon โดยปกติ 60 โอห์ม แต่เมื่อถูกอดั แน่นที่สุดจะมีค่าก่ีโอห์ม
ก. 30 โอห์ม ข. 40 โอห์ม
ค. 50 โอห์ม ง. 60 โอห์ม
4. อุปกรณ์ใดทาหนา้ ท่ีเป็ น Switch 2 ทาง
ก. Transmitter ข. Receiver
ค. Dial Switch ง. Hook Switch
5. Protector ทาหนา้ ท่ีอะไร
ก. รักษาระดบั เสียงใหค้ งท่ี ข. ป้ องกนั ไฟสูงเขา้ มาทาลายวงจรปากพดู หูฟัง
ค. ป้ องกนั ชุมสายเสียหาย ง. ป้ องกนั Line Voltage
6. ค่าแรงดนั ท่ีวดั ไดจ้ ากเส้นสัญญาณ Tip และ Ring ในสภาวะเคร่ืองโทรศพั ทว์ างหูมีคา่ เท่าไร
ก. -24 Vdc ข. -48 Vdc
ค. -8 Vdc ง. -120 Vdc
7. ค่าแรงดนั ที่วดั ไดจ้ ากเส้นสัญญาณ Tip และ Ring ในสภาวะเครื่องโทรศพั ทย์ กหูมีค่าเทา่ ไร
ก. -24 Vdc ข. -48 Vdc
ค. -8 Vdc ง. -120 Vdc
8. ค่ามาตรฐานสาหรับการตดั ต่อในเครื่องกาเนิดสญั ญาณพลั ส์มีคา่ เท่าไร
ก. 2:1 ข. 3:1 ค. 4:1 ง. 5:1
9. ช่วงเวลาตดั วงจร ( Break ) ของกระแส Impulse มีคา่ เทา่ ไร
ก. 66.6 ms ข. 33.4 ms ค. 44.4 ms ง. 77.6 ms
10. ช่วงเวลาต่อวงจร ( Make ) ของกระแส Impulse มีค่าเทา่ ไร
ก. 66.6 ms ข. 33.4 ms ค. 44.4 ms ง. 77.6 ms
66
11. เสียง Side Tone คือเสียงอะไร
ก. เสียงของตวั เองที่ไดย้ นิ ที่หูฟัง ข. เสียงรบกวน
ค. เสียงของลทู้ ่ีโทรมาหาเรา ง. เสียงใหส้ ัญญาณหมุน
12. บริดจไ์ ดโอดในวงจรการกดป่ ุมเลขหมายมีหนา้ ที่อะไร
ก. รักษาข้วั แรงดนั ข. รักษาคุณภาพสญั ญาณ
ค. รักษาระดบั แรงดนั ง. รักษาจานวน pulse
13. กระแสไฟฟ้ าท่ีไหลลา่ นระบบโทรศพั ทอ์ นั เน่ืองมาจากการหมุนเลขหมาย เราเรียกวา่ อะไร
ก. กระแสอิมพลั ส์ ข.กระแสตรง
ค.กระแสสลบั ง.กระแสไฟฟ้ า
14. เคร่ืองโทรศพั ทช์ นิดกาเนิดสญั ญาณความถี่ 2 เสียง ปกติมีป่ ุมกดกี่ป่ ุม
ก. 9 ป่ ุม ข. 12 ป่ ุม
ค. 14 ป่ ุม ง. 16 ป่ ุม
15. การตอ่ ขดลวด Receiver ในหูฟังโทรศพั ทจ์ ะตอ่ แบบใด
ก. อนุกรม ข. ขนาน ค. ลสม ง. ไม่มีขอ้ ถูก
16. ป่ ุม Flash ใชท้ าหนา้ ที่อะไร
ก. โอนสาย ข. พกั สาย ค. ตดั สาย ง. ถือสายรอ
17. ถา้ กดหมายเลข 9 จะเกิดความถี่อะไรบา้ ง
ก. 1477Hz และ 852 Hz ข. 1366 Hz และ 697 Hz
ค. 1336Hz และ 852 Hz ง. 1477Hz และ 697 Hz
18. ถา้ กดหมายเลข 8 จะเกิดความถี่อะไรบา้ ง
ก. 1477Hz และ 852 Hz ข. 1366 Hz และ 697 Hz
ค. 1336Hz และ 852 Hz ง. 1477Hz และ 697 Hz
19. ขอ้ ใดไม่ใช่ส่วนประกอบหลกั ของเคร่ืองโทรศพั ท์
ก. ส่วนที่รับส่งสญั ญาณเสียงพดู ข. ส่วนกาเนิดสญั ญาณเลขหมาย
ค. ส่วนที่รับสญั ญาณเรียกจากชุมสาย ง. ส่วนท่ีเป็นสายเชื่อมโยง
20. กระด่ิงแบบใดที่ใชห้ ลกั การทางสนามแมเ่ หล็กไฟฟ้ า
ก. Magneto Ringer ข. Buzzer Ringer
ค. Speaker Ringer ง. ถูกท้งั ขอ้ ข และ ค
67
แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยที่ 2
คาสั่ง จงทาเครื่องหมายกากบาท (X) ขอ้ ท่ีถูกตอ้ งที่สุดเพียงขอ้ เดียว
1. กระดิ่งท่ีใชล้ าโพงเป็นตวั เปล่งเสียงตรงกบั ขอ้ ใด
ก. Magneto Ringer ข. Buzzer Ringer
ค. Speaker Ringer ง. ถูกท้งั ขอ้ ข และ ค
2. Protector ทาหนา้ ที่อะไร
ก. รักษาระดบั เสียงใหค้ งที่ ข. ป้ องกนั ไฟสูงเขา้ มาทาลายวงจรปากพดู หูฟัง
ค. ป้ องกนั ชุมสายเสียหาย ง. ป้ องกนั Line Voltage
3. บริดจไ์ ดโอดในวงจรการกดป่ ุมเลขหมายมีหนา้ ที่อะไร
ก. รักษาข้วั แรงดนั ข. รักษาคุณภาพสญั ญาณ
ค. รักษาระดบั แรงดนั ง. รักษาจานวน pulse
4. ช่วงเวลาตดั วงจร ( Break ) ของกระแส Impulse มีคา่ เท่าไร
ก. 66.6 ms ข. 33.4 ms ค. 44.4 ms ง. 77.6 ms
5. อุปกรณ์ใดทาหนา้ ท่ีเป็ น Switch 2 ทาง
ก. Transmitter ข. Receiver
ค. Dial Switch ง. Hook Switch
6. คา่ แรงดนั ที่วดั ไดจ้ ากเส้นสัญญาณ Tip และ Ring ในสภาวะเคร่ืองโทรศพั ทว์ างหูมีค่าเทา่ ไร
ก. -24 Vdc ข. -48 Vdc
ค. -8 Vdc ง. -120 Vdc
7. ค่าแรงดนั ท่ีวดั ไดจ้ ากเส้นสญั ญาณ Tip และ Ring ในสภาวะเคร่ืองโทรศพั ทย์ กหูมีค่าเทา่ ไร
ก. -24 Vdc ข. -48 Vdc
ค. -8 Vdc ง. -120 Vdc
8. DTMF ยอ่ มาจากอะไร
ก. Digit Tone Many Frequency ข. Dial Tone Many Frequency
ค. Dial Tone Multi Frequency ง. Digit Tone Multi Frequency
9. กระแสไฟฟ้ าท่ีไหลลา่ นระบบโทรศพั ทอ์ นั เนื่องมาจากการหมุนเลขหมาย เราเรียกวา่ อะไร
ก. กระแสอิมพลั ส์ ข.กระแสตรง
ค.กระแสสลบั ง.กระแสไฟฟ้ า
68
10. ช่วงเวลาต่อวงจร ( Make ) ของกระแส Impulse มีค่าเท่าไร
ก. 66.6 ms ข. 33.4 ms ค. 44.4 ms ง. 77.6 ms
11. เสียง Side Tone คือเสียงอะไร
ก. เสียงของตวั เองที่ไดย้ นิ ที่หูฟัง ข. เสียงรบกวน
ค. เสียงของลทู้ ่ีโทรมาหาเรา ง. เสียงใหส้ ญั ญาณหมุน
12. คา่ ความตา้ นทานของ Carbon โดยปกติ 60 โอห์ม แต่เมื่อถูกอดั แน่นท่ีสุดจะมีค่าก่ีโอห์ม
ก. 30 โอห์ม ข. 40 โอห์ม
ค. 50 โอห์ม ง. 60 โอห์ม
13. การตอ่ ขดลวด Receiver ในหูฟังโทรศพั ทจ์ ะต่อแบบใด
ก. อนุกรม ข. ขนาน ค. ลสม ง. ไมม่ ีขอ้ ถูก
14. เครื่องโทรศพั ทช์ นิดกาเนิดสัญญาณความถ่ี 2 เสียง ปกติมีป่ ุมกดก่ีป่ ุม
ก. 9 ป่ ุม ข. 12 ป่ ุม
ค. 14 ป่ ุม ง. 16 ป่ ุม
15. ค่ามาตรฐานสาหรับการตดั ตอ่ ในเคร่ืองกาเนิดสัญญาณพลั ส์มีค่าเท่าไร
ก. 2:1 ข. 3:1 ค. 4:1 ง. 5:1
16. ป่ ุม Flash ใชท้ าหนา้ ที่อะไร
ก. โอนสาย ข. พกั สาย ค. ตดั สาย ง. ถือสายรอ
17. ถา้ กดหมายเลข 9 จะเกิดความถี่อะไรบา้ ง
ก. 1477Hz และ 852 Hz ข. 1366 Hz และ 697 Hz
ค. 1336Hz และ 852 Hz ง. 1477Hz และ 697 Hz
18. ถา้ กดหมายเลข 8 จะเกิดความถ่ีอะไรบา้ ง
ก. 1477Hz และ 852 Hz ข. 1366 Hz และ 697 Hz
ค. 1336Hz และ 852 Hz ง. 1477Hz และ 697 Hz
19. ขอ้ ใดไม่ใช่ส่วนประกอบหลกั ของเคร่ืองโทรศพั ท์
ก. ส่วนท่ีรับส่งสญั ญาณเสียงพดู ข. ส่วนกาเนิดสญั ญาณเลขหมาย
ค. ส่วนท่ีรับสัญญาณเรียกจากชุมสาย ง. ส่วนท่ีเป็นสายเชื่อมโยง
20. กระดิ่งแบบใดท่ีใชห้ ลกั การทางสนามแม่เหลก็ ไฟฟ้ า
ก. Magneto Ringer ข. Buzzer Ringer
ค. Speaker Ringer ง. ถูกท้งั ขอ้ ข และ ค
69
เฉลย แบบทดสอบก่อนและหลงั เรียน
ก่อนเรียน หลงั เรียน
ข้อ คาตอบ ข้อ คาตอบ
1ค 1ง
2ง 2ข
3ข 3ก
4ง 4ก
5ข 5ง
6ก 6ก
7ค 7ค
8ก 8ค
9ก 9ก
10 ข 10 ข
11 ก 11 ก
12 ก 12 ข
13 ก 13 ก
14 ข 14 ข
15 ก 15 ก
16 ข 16 ข
17 ก 17 ก
18 ค 18 ค
19 ง 19 ง
20 ก 20 ก
70
แบบประเมนิ กจิ กรรมเสนอแนะท้ายหน่วย (รายกล่มุ )
ประเมินกลุ่ม…………………………เรื่อง………………………………………………..………
รูปแบบลลงาน…………………………………….วนั ที่……เดือน………………………พ.ศ……
คาชี้แจง ใหล้ ปู้ ระเมินใส่เครื่องหมาย x ลงในช่องวา่ งตามความเป็ นจริง
4 หมายถึง ดมี าก 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ ปรับปรุง 1 หมายถงึ ควรปรับปรุง
รายการ 4321 ข้อเสนอแนะ
เนือ้ หา
1. ความถูกตอ้ งของเน้ือหา
2. ข้นั ตอนการนาเสนอ
3. การสรุปเน้ือหา
รูปแบบการนาเสนอ
1. น่าสนใจ
2. ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
การทางานกลุ่ม
1. การเตรียมตวั
2. การทางานเป็นระบบ
3. การมีส่วนร่วมของสมาชิก
4. ความภมู ิใจในลลงานของสมาชิก
เกณฑ์การประเมิน สรุปการประเมินผลงานกลุ่ม
ร้อยละ 80 ข้ึนไป ระดบั ดีมาก ……………………………………………………………
ร้อยละ 70 – 79 ระดบั ดี รวมไดค้ ะแนน……………………………………………
ร้อยละ 60 – 69 ระดบั พอใช้ คิดเป็นร้อยละ…………………………………………….
ต่ากวา่ ร้อยละ 60 ระดบั ปรับปรุง อยใู่ นเกณฑ์……………………………………………….
ผู้ประเมนิ ( ) ครู ( ) ลเู้ รียน ( ) เพือ่ น
หน่วยท่ี 3
รหัสสัญญาณท่ีใช้ในระบบโทรศัพท์
นายปิ ยะ รัตตสนธิกลุ
หวั ข้อการเรียนรู้
1.สญั ญาณพ้นื ฐานที่ใชใ้ นระบบโทรศพั ท์
2. ชนิดของรหสั สญั ญาณ
3. การเขา้ รหสั สญั ญาณโทรศพั ท์
4. การถอดรหสั สญั ญาณโทรศพั ท์
5. ปฏิบตั ิวดั และทดสอบรหสั สัญญาณท่ีใชใ้ นระบบโทรศพั ท์
จุดประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์ทว่ั ไป
1. ดา้ นความรู้
เพ่อื ใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั รหสั สัญญาณที่ใชใ้ นระบบโทรศพั ท์
2. ดา้ นคุณธรรม/จรรยาบรรณ/เศรษฐกิจพอเพยี ง
มีคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยมท่ีพึงประสงค/์ เศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ นความมีวนิ ยั ในการ
ทางาน ความซ่ือสตั ยส์ ุจริตในการทางานและความประหยดั ในการใชท้ รัพยากรของตนเองและ
ส่วนรวม
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. ดา้ นความรู้ และทกั ษะ
1.1. อธิบายลกั ษณะการเกิดสัญญาณพ้ืนฐานท่ีใชใ้ นระบบโทรศพั ทไ์ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1.2. บอกลกั ษณะการเกิดสัญญาณแบบไดอลั พลั ส์ ( Dial Pulse )ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1.3. บอกลกั ษณะการสญั ญาณแบบไดอลั โทน ( Dial Tone )ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1.4. อธิบายหลกั การเขา้ รหสั สญั ญาณแบบพลั ส์ ( Pulse Encoder )ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1.5. อธิบายหลกั การเขา้ รหสั สัญญาณแบบกดป่ ุม ( Tone Encoder )ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1.6. อธิบายหลกั การถอดรหสั สัญญาณแบบพลั ส์ ( Pulse Decoder)ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1.7. อธิบายหลกั การถอดรหสั สญั ญาณแบบโทน(Tone Decoder )ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
1.8.วดั และทดสอบลกั ษณะของสัญญาณโทรศพั ทแ์ บบตา่ งๆไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
93
1.9.วดั และทดสอบสัญญาณรหสั เลขหมายของผถู้ ูกเรียกไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
2. ดา้ นคุณธรรม/จรรยาบรรณ/เศรษฐกิจพอเพียง
2.1. เตรียมความพร้อมดา้ นวสั ดุ อุปกรณ์สอดคลอ้ งกบั งานไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและใชว้ สั ดุ
อุปกรณ์อยา่ งคุม้ คา่ ประหยดั ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคุณลกั ษณะ 3D
2.2. ปฏิบตั ิงานไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งสาเร็จภายในเวลาที่กาหนดอยา่ งมีเหตุและผลตามหลกั
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคุณลกั ษณะ 3D
2.3. เขา้ เรียนตรงเวลา มีอุปกรณ์การเรียนครบถว้ นและส่งงานในเวลาท่ีกาหนด
2.4. ไมค่ ดั ลอกผลงานคนอ่ืน
2.5. ใชว้ สั ดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือและใชพ้ ลงั งานไฟฟ้ าในการเรียนอยา่ งประหยดั
2.6. ความสนใจใฝ่ รู้ เช่นการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง การซกั ถามปัญหาขอ้ สงสัย การ
แสวงหาความรู้ใหมๆ่ การมีความกระตือรือร้นในการทางาน
2.7. ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ เช่น คิดวเิ คราะห์ปัญหาหรือคาถามอยา่ งรวดเร็วและ
รอบคอบ การพฒั นาตนเองอยเู่ สมอๆ กลา้ แสดงออก กลา้ คิด กลา้ พดู กลา้ ทาในสิ่งท่ีเป็น
ประโยชน์
วธิ กี ารสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอน
1.แจง้ จุดประสงคใ์ หผ้ เู้ รียนเขา้ ใจก่อนเรียนและจดั กลุ่มผเู้ รียน
2.ครูแจกแบบทดสอบก่อนเรียนใหน้ กั ศึกษาทาแบบทดสอบก่อนเรียน
3.ครูสอนบรรยายหนา้ ช้นั เรียนประกอบส่ือ Power point และส่ือของจริง
4. ใหน้ กั ศึกษาแต่ละกลุ่มร่วมอภิปรายเน้ือหาภายในช้นั เรียนและตอบคาถามเพื่อทบทวน
ความเขา้ ใจของเน้ือหา
5. ใหน้ กั ศึกษาแบง่ กลุ่ม 3-5 คน ช่วยกนั ปฏิบตั ิงานตามใบงานท่ีกาหนดให้
6.ใหน้ กั ศึกษาทาแบบทดสอบหลงั เรียน
7.ครูมอบหมายงานใหน้ กั ศึกษาทาแบบฝึกหดั เพ่มิ เติม เพ่ือเป็นการทบทวนความเขา้ ใจของ
เน้ือหาและศึกษาเน้ือหาท่ีจะเรียนในคร้ังต่อไป
สาระสาคญั
เมื่อโทรศพั ท์ ขณะที่หมุนเลขหมาย เคร่ืองโทรศพั ทก์ ็จะสร้างสัญญาณข้ึนมาสัญญาณหน่ึง
ซ่ึงสอดคลอ้ งสัมพนั ธ์ กบั เลขหมายที่หมุน สัญญาณน้ีเรียกวา่ สัญญาณไดอลั (Dial Signal) สัญญาณ
น้ีจะถูกส่งไปยงั ชุมสายโทรศพั ท์ เพ่ือใหช้ ุมสาย ทาการตรวจสอบ คน้ หา และต่อผรู้ ับให้ สัญญาณท่ี
94
ถูกส่งไปน้ี ก็คือรหสั เลขหมายโทรศพั ทน์ น่ั เอง โดยรหสั น้ี เคร่ืองโทรศพั ท์ จะเป็นผสู้ ร้างข้ึนมาทนั ที
ที่มีการหมุน ดงั น้ันในเครื่องโทรศพั ท์จึงต้องมีวงจรเข้ารหัส หรือส่วนท่ีสร้างรหัสเลขหมาย
โทรศพั ทอ์ ยู่ ภายในเครื่อง และท่ีชุมสายโทรศพั ท์ กจ็ ะมีวงจรถอดรหสั อีกทีหน่ึง
1.ชนิดของรหัสสัญญาณ
รหสั สัญญาณท่ีเคร่ืองโทรศพั ทส์ ร้างข้ึนมาน้ี มีอยู่ 2 ชนิด คือ
1.1 สัญญาณแบบไดอลั พลั ส์ (DP : Dial Pulse) รหสั สญั ญาณที่เป็ นแบบพลั ส์น้ี
จะมีลกั ษณะเป็นพลั ส์ ช่วงบวกเทา่ น้นั
1.2 สัญญาณแบบไดอลั โทน (DTMF : Dial Tone Multi Frequency) เครื่องที่ให้
รหัสเป็ นไดอลั โทนน้ี จะเป็ นเคร่ืองแบบกดป่ ุมเท่าน้นั เคร่ืองแบบหมุนไม่สามารถทาไดล้ กั ษณะ
ของสญั ญาณไดอลั โทน จะเป็นความถี่ 2 ความถี่วง่ิ คู่กนั ไปที่ชุมสาย โดยความถี่ท่ีเกิดข้ึนน้ีจะเป็ น
ค่ามาตรฐานสากล
2.การเข้ารหสั
การเขา้ รหสั ( Encoder ) ของเคร่ืองโทรศพั ทก์ จ็ ะสอดคลอ้ งกบั ชนิดของรหสั ไดอลั
โดยแบง่ การเขา้ รหสั ได้ 2 แบบ ดงั น้ี
2.1 การเขา้ รหสั แบบพลั ส์ (Pulse Encoder) โดยทวั่ ไป เครื่องแบบหมุนจะไม่มีวงจร
อิเลก็ ทรอนิกส์ท่ียงุ่ ยากมากนกั จึงไม่ไดใ้ ชว้ งจรอิเล็กทรอนิกส์เป็ นตวั เขา้ รหสั โดยตรง แต่จะอาศยั
การทางานของระบบกลไกท่ีหนา้ ปัดเป็นตวั เขา้ รหสั แทน
2.2 การเขา้ รหสั แบบโทน (Tone Encoder) เป็นการเขา้ รหสั โดยใชค้ วามถ่ีท่ีเกิดจาก
การกดป่ ุมบนหนา้ ปัดโทรศพั ท์ ซ่ึงจะเกิดความถี่ 2 ความถ่ี
วงิ่ คูก่ นั ไปที่ชุมสายโทรศพั ท์
3.การถอดรหัส (DECODER)
การถอดรหสั แบ่งออกได้ 2 แบบ
1. การถอดรหสั แบบพลั ส์ (Pulse Decoder)วธิ ีถอดรหสั แบบพลั ส์ที่ง่ายท่ีสุดก็คือ
ใชว้ งจรนบั (Counter) มานบั จานวนพลั ส์ท่ีส่งเขา้ มา เอาตพ์ ุต(Output) ของวงจรนบั ก็คือตาแหน่ง
ของผรู้ ับที่ตอ้ งการ
2. การถอดรหสั แบบโทน (Tone Decoder)ในการถอดรหสั แบบโทนน้นั เนื่องจาก
สัญญาณที่ส่งมา มีลกั ษณะเป็ น 2 ความถี่ว่ิงคู่กนั มาท่ีชุมสาย การถอดรหสั เราจะตอ้ งทาการ
เปลี่ยนความถี่ 2 ความถ่ีน้นั ใหเ้ ป็ นแรงดนั หรือกระแส หรือสภาวะ 0 กบั 1 ให้ได้ ท้งั น้ีข้ึนอยู่
กบั เราจะนาเอาผลของการถอดรหสั น้ีไปใชท้ าอะไร
95
งานทม่ี อบหมายหรือกจิ กรรมทมี่ อบหมาย
1.กจิ กรรมก่อนเรียน
1.1 ศึกษาแผนการเรียนรายวชิ าระบบโทรศพั ท์ ที่ครูแจกให้
1.2 ต้งั ใจฟัง ซกั ถามขอ้ สงสัย ช่วยกนั ตอบคาถามและจดบนั ทึกสรุป ยอ่ สาระสาคญั
1.3 ทาแบบทดสอบก่อนเรียนอยา่ งต้งั ใจ
2.กจิ กรรมในขณะเรียน
2.1 ต้งั ใจ ดู ฟัง จดบนั ทึกสรุปความคิดรวบยอด จากการบรรยายของครู
2.2 ยกตวั อยา่ ง และตอบคาถามเป็นรายบุคคล
2.3 ซกั ถามขอ้ สงสยั
2.4 ระดมสมอง ปรึกษาหารือช่วยกนั ตอบคาถามของครู
3.กจิ กรรมหลงั เรียน
3.1 ทาแบบทดสอบหลงั เรียน
3.2 แบง่ กลุ่มและทากิจกรรม 5 ส.
3.3 อา่ นเอกสารประกอบการสอน เตรียมตวั เรียนและทดสอบหลงั เรียน
สื่อการเรียนการสอน
ส่ือส่ิงพมิ พ์
1. แผนการสอนรายวชิ าระบบโทรศพั ท์
2. เอกสารประกอบการสอนหน่วยที่ 3
3. แบบทดสอบก่อนและหลงั เรียน
4. แบบเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน
5. ใบตารางการทากิจกรรม 5 ส.
6. แบบประเมิลผลการเรียน
สื่อเวปไซด์
เวปไซต์ ของ อ.ปิ ยะ รัตตสนธิกลุ WWW.PIYA.ENMTC.COM
ส่ือโสตศึกษา
1. Power point ประกอบการสอน รายวชิ า ระบบโทรศพั ท์ เรื่องการเขา้ รหสั และ
ถอดรหสั
2. กระดานไวทบ์ อร์ดพร้อมปากกาไวทบ์ อร์ด
3. คอมพวิ เตอร์โน๊ตบุค้ พร้อม Projecter
96
1.บทนา
ขณะที่หมุนเลขหมาย เคร่ืองโทรศพั ทจ์ ะสร้างสัญญาณข้ึนมาสัญญาณหน่ึง ซ่ึงสอดคลอ้ ง
สมั พนั ธ์กบั เลขหมายที่หมุน สัญญาณน้ีเรียกวา่ สัญญาณไดอลั (Dial Signal) สัญญาณน้ีจะถูกส่งไป
ยงั ชุมสายโทรศพั ท์ เพ่ือให้ชุมสายตรวจสอบ คน้ หา และต่อให้ผรู้ ับ สัญญาณที่ถูกส่งไปน้ีคือรหัส
เลขหมายโทรศพั ท์ รหสั น้ีเครื่องโทรศพั ทส์ ร้างข้ึนมาทนั ทีที่มีการหมุน ดงั น้นั ในเครื่องโทรศพั ทจ์ ึง
ต้องมีวงจรเข้ารหัส หรือส่วนที่สร้างรหัสเลขหมายโทรศพั ท์อยู่ภายในเคร่ือง และท่ีชุมสาย
โทรศพั ทก์ ็จะมีวงจรถอดรหสั อีกคร้ังหน่ึง
2. สัญญาณพนื้ ฐานทใ่ี ช้ในระบบโทรศัพท์
สัญญาณพ้ืนฐานท่ีใชใ้ นระบบโทรศพั ทป์ ระกอบดว้ ยสัญญาณ 2 ประเภท คือ สัญญาณท่ีใช้
ระหวา่ งผเู้ ช่ากบั ชุมสาย และสัญญาณระหวา่ งชุมสายกบั ชุมสาย
2.1 สัญญาณทใ่ี ช้ระหว่างผ้เู ช่ากบั ชุมสาย
2.1.1 สญั ญาณเสียงไดอลั (Dial Tone) เป็นสัญญาณเสียงที่บอกใหผ้ เู้ รียกทราบวา่
ขณะน้ีชุมสายพร้อมแลว้ ใหผ้ เู้ รียกเริ่มหมุนเลขหมายได้ ลกั ษณะของเสียงไดอลั เป็ นความถี่ 400 –
450 เฮิรตซ์ กบั 50 เฮิรตซ์ ดงั ต่อเน่ือง (Continuous) นานประมาณ 30 วินาที ถา้ ผเู้ รียกไม่หมุนเลข
หมาย ชุมสายจะตดั เป็นเสียงไมว่ า่ งทนั ที
รูปท่ี 3.1 แสดงสัญญาณเสียงไดอลั
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
จากวงจรดงั แสดงในรูปที่ 3.2 ซ่ึงเป็ นวงจรกาเนิดสัญญาณ ประกอบด้วยสัญญาณให้
หมุนเป็ นสัญญาณความถี่ประมาณ 425 เฮิรตซ์ จะใชไ้ อซีออปแอมป์ เบอร์ LF351 เป็ นวงจร Wein-
Bridge Oscillator ซ่ึงสามารถคานวณหาความถ่ีของวงจรไดจ้ าก
97
f= 1
2RC
ให้
R = 37.4 k
C = 0.01 F
จะได้
f= 1
2 37.4k 0.01F
= 425.76Hz
R406
100k
R405
100k
D401
1N4148
VR401 +12V +12V
50k D402 IC402
R401 + 1N4148 + 351
10k -
- IC401
351 -12V VR402 Dial Tone
R402 10k
-12V 10k
R404 R403
36k C401 36k
0.01uF
รูปที่ 3.2 แสดงตวั อยา่ งการสร้างวงจรสัญญาณ Dial Tone
ท่ีมา : นายปิ ยะ รัตตสนธิกุล (2555)
2.1.2 สัญญาณเสียงไม่วา่ ง (Busy Tone) เป็ นสัญญาณเสียงท่ีบอกให้ผเู้ รียกทราบถึง
ความไม่พร้อมของชุมสายหรือผูร้ ับปลายทางไม่ว่าง ดงั น้นั เม่ือได้ยินเสียงไม่ว่างให้วางหูแล้ว
เร่ิมตน้ ใหม่ ลกั ษณะของเสียงไม่วา่ งจะเป็ นความถี่ประมาณ 400 – 450 เฮิรตซ์ เสียงดงั เป็ น
จงั หวะ โดยดงั 0.5 วนิ าที และหยดุ ดงั 0.5 วนิ าที ดงั แสดงตามรูปท่ี 3.3
98
รูปที่ 3.3 แสดงสญั ญาณเสียงไมว่ า่ ง
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
จากรูปที่ 3.4 เป็นตวั อยา่ งวงจรส่วนของวงจรกาเนิดสัญญาณความถี่ 425 เฮิรตซ์
จะใชว้ งจรเดียวกบั วงจรสญั ญาณใหห้ มุนและควบคุมให้ดงั และดบั 0.5 วนิ าทีสลบั กนั โดยใชไ้ อซี
เบอร์ 555 เป็นวงจรกาเนิดสัญญาณในลกั ษณะของวงจรอะสเตเบิล มลั ติไวเบรเตอร์
+5V
R401
47
R403 R402 D401 4 IC402
150 1.5k 1N4148 3 817
1
R404 D402 8GND Vcc Out put R405 2 4 Busy Tone
1.3k 1N4148 7 Con volt Rest 1K 3 Dial Tone
IC401
DIS 555
5
6 THR C402
2 TRIG 0.1uF
1
C401 +
470uF/16
รูปท่ี 3.4 แสดงวงจรสร้างสัญญาณ Busy Tone
ที่มา : นายปิ ยะ รัตตสนธิกลุ (2555)
2.1.3 สัญญาณเสียงกระดิ่ง(Ringing Tone) เม่ือสัญญาณกระด่ิงดงั ข้ึนท่ีเครื่อง โทรศพั ท์
แสดงวา่ มีคนเรียกเขา้ (เสียงกระด่ิงจะดงั ท่ีเคร่ืองผรู้ ับเทา่ น้นั ) ลกั ษณะของเสียงกระด่ิงจะเป็นไฟ
กระแสสลบั 90 โวลต์ ความถี่ 25 เฮิรตซ์ ดงั 1วนิ าทีหยดุ ดงั 4 วนิ าที
รูปที่ 3.5 แสดงสัญญาณเสียงกระดิ่ง
99
จากวงจรดงั รูปท่ี 3.6 เมื่อมีการเรียกเขา้ มา ชุมสายโทรศพั ท์จะส่งสัญญาณกระด่ิงเป็ น
แรงดนั ไฟฟ้ ากระแสสลบั 25 เฮิรตซ์ 70 Vrms ส่ง 1 วนิ าที หยุด 4 วนิ าที สัญญาณกระด่ิงจะผ่าน
วงจรถ่ายทอดสัญญาณกระดิ่งประกอบดว้ ย C103 กบั C104 โดยยอมใหส้ ัญญาณกระแสสลบั ไหล
ผา่ นไดเ้ ท่าน้นั จากน้นั BD102 จะทาการ Rectifier สัญญาณฟูลเวฟ 50 เฮิร์ต และลดระดบั ดว้ ย
R102 เพ่ือใหไ้ ดแ้ รงดนั ท่ีเหมาะสมจ่ายให้ขา 1 ของ IC103(4N25) ทาให้แรงดนั ที่ขา 5 ของ IC103
เกิดการเปล่ียนแปลงเป็นระดบั แรงดนั ต่าไปทริกขา 2 ของ IC104(555) ซ่ึงเป็ นวงจรกาเนิดสัญญาณ
แบบโมโนสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ใหท้ างาน สัญญาณจากเอาทพ์ ุตจากขา 3 ของ IC 104 จะถูก
ป้ อนให้ IC105( 4071 ) ซ่ึงเป็ นวงจรนบั หรือวงจรหารความถี่ซ่ึงการออกแบบวงจรเมื่อมีสัญญาณ
นาฬิกาลูกแรกเขา้ มาจะทาให้ขา 3 ของ IC105 เปล่ียนสภาวะลอจิก “1” เป็ นลอจิก “0” สัญญาณที่
ไดจ้ ากขา 3 ของ IC104 จะส่งไปยงั ภาค Control Circuit เพ่ือใหภ้ าค Control Circuit ส่งสัญญาณ
ควบคุมใหเ้ กิดการยกหูอตั โนมตั ิ และวงจรส่งสญั ญาณเสียงตอบรับอตั โนมตั ิใหท้ างาน
+5V
R110 R111 IC105
4.7k 300k 4017
8 4 16 Vcc
3
7 GND Vcc Rest Q2 4
6 Q 14 CLK Control
2 DIS Circuit
C103 IC104 THR RST
0.47uF BD102 3 R109 IC103 5 555 TRIG 13 ENA 15
TEL. Line 1 AC + 1k 1 4
C104 -4 2 C106 1 Con volt
0.47uF 2 AC C105 10uF 8
4N26 10uF
5
+ C107
+ 0.22uF
รูปท่ี 3.6 แสดงตวั อยา่ งวงจร Ringing Signal Detector Circuit
ท่ีมา : นายปิ ยะ รัตตสนธิกุล (2555)
2.1.4 สัญญาณเสียงกระด่ิงยอ้ นกลบั (Ring Back Tone) สัญญาณเสียงท่ีดงั ข้ึนในหูฟัง
ของผเู้ รียกบอกใหร้ ู้วา่ ปลายทางวา่ ง เสียงกระด่ิงยอ้ นกลบั จะดงั สอดคลอ้ งพร้อมกบั เสียงกระด่ิง
ดงั ท่ีบา้ นผรู้ ับ ลกั ษณะของเสียงกระด่ิงยอ้ นกลบั จะเป็นความถ่ี 400 – 450 เฮิรตซ์ ดงั 1 วนิ าที หยดุ
ดงั 4 วนิ าทีดงั รูปที่ 3.7
100
รูปที่ 3.7 แสดงสญั ญาณเสียงกระดิ่งยอ้ นกลบั
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
จากวงจรในรูปที่ 3.8 ส่วนของวงจรกาเนิดสัญญาณความถี่ 425 เฮิรตซ์ จะใชว้ งจรเดียวกบั
วงสัญญาณให้หมุน ส่วนวงจรท่ีควบคุมให้ดงั 1 วินาที หยุด 4 วินาที จะใช้ไอซีเบอร์ 555 เป็ น
วงจรกาเนิดสญั ญาณในลกั ษณะของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
+5V
R401
100
R403 R402 D401 4 IC402
1k 3k 1N4148 3 817
1
8VccOut put R405 2 4 Ringback Tone
Rest 1K 3 Dial Tone
7
DIS
R404 D402
10k 1N4148
6 THR GND IC401
2 TRIG Con volt 555
5
1
C402
C401 + 0.1uF
470uF/16
รูปท่ี 3.8 แสดงตวั อยา่ งการสร้างวงจรสัญญาณ Ringback Tone
ท่ีมา : นายปิ ยะ รัตตสนธิกลุ (2555)
2.1.5 สัญญาณ Ringing Control Circuit
เป็ นวงจรควบคุมเสียงกระดิ่ง (Ringing Control Circuit) จะทาหนา้ ที่ควบคุม
สญั ญาณกระด่ิงคือเป็นตวั ใหจ้ งั หวะในการตอ่ วงจรใหม้ ีสัญญาณกระดิ่งจ่ายไปยงั เคร่ืองโทรศพั ทด์ งั
1 วินาทีและหยุด 4 วินาที ซ่ึงจะใชส้ ัญญาณไฟกระแสสลบั 50 เฮิรตซ์ 70 Vrms สัญญาณกระด่ิง
จา่ ยใหแ้ ก่โทรศพั ท์
101
หลกั การทางานของวงจร
วงจรควบคุมสัญญาณกระดิ่งแสดงดงั รูปท่ี 3.9 วงจรกาเนิดสัญญาณควบคุมจะใชไ้ อซีเบอร์
555 เป็นวงจรอะสเตเบิล มลั ติไวเบรเตอร์ เพือ่ ควบคุมใหม้ ี ติด 1 วนิ าที ดบั 4 วนิ าที
+5V IC502A
13
R501 8 4 R404 2 7408 Bell 1
10 k 7 1k Bell 2
R502 + Q3 IC502B Bell 3
3k GND VccDIS Q501 46
Con volt Rest R503 2SC458 5 7408
6 THR 1k
2 TRIG IC502C
IC502 98
555 10
5 C502
0.1uF Control Circuit 7408
C501 1
470 uF
รูปท่ี 3.9 วงจรกาเนิดสัญญาณควบคุมกระด่ิง
ท่ีมา : นายปิ ยะ รัตตสนธิกุล (2555)
สญั ญาณพลั ซ์จากขา 3 ของ IC501( 555 ) ซ่ึงเป็ นสัญญาณพลั ซ์ท่ีมีช่วงเกิดพลั ซ์เท่ากบั 4
วินาทีและช่วงไม่มีพลั ซ์ 1 วินาที จ่ายไบอสั ให้แก่ทรานซิลเตอร์ Q 501 เกิดสภาวะนากระแสและ
หยดุ นากระแส ไดเ้ อาทพ์ ุตที่ขาคอลเลคเตอร์เป็ นสัญญาณพลั ซ์ท่ีมีช่วงเกิดพลั ซ์เท่ากบั 1 วนิ าทีและ
ช่วงไม่มีพลั ซ์ 4 วินาที เพ่ือควบคุมสัญญาณกระด่ิงโดยส่งผา่ น IC502( 7408 ) ซ่ึงจะควบคุมการ
ตดั - ตอ่ สวทิ ช์โดยภาค Control Circuit
2.1.6 สัญญาณเสียง Nu Tone (NU Tone : Number Unobtained Tone) เป็ นเสียงที่
บอกให้ผเู้ รียกรู้วา่ เบอร์ที่เรียกไปน้นั ยงั ไม่ไดต้ ิดต้งั ลกั ษณะของเสียงเอ็นยูจะเป็ นความถี่ 400 –
450 เฮิรตซ์ ดงั 0.1 วนิ าที หยดุ ดงั 0.1 วนิ าที ต่อเน่ือง
รูปที่ 3.10 แสดงสัญญาณเสียง Nu Tone
102
4.2 สัญญาณทใี่ ช้ตดิ ต่อระหว่างชุมสายกบั ชุมสาย
4.2.1 สัญญาณจบั วงจร(Seizure) เป็ นสัญญาณให้ชุมสายปลายทางทราบวา่ คู่สาย
ขณะน้ีถูกใชง้ านอยู่ ชุมสายปลายทางจะทาการเตรียมอุปกรณ์ที่รับเลขหมายของผถู้ ูกเรียกที่จะส่งมา
4.2.2 สญั ญาณบอกเลขหมาย(Address Information)
4.2.3 สัญญาณตอบรับ(Answer Signal) สัญญาณน้ีจะถูกส่งเม่ือผถู้ ูกเรียกยกหูรับ
4.2.4 สญั ญาณยกเลิกการติดตอ่ (Clear Forward) จะถูกส่งเม่ือฝ่ ายเรียกเป็นฝ่ ายวางหู
ผลของสญั ญาณน้ีทาใหว้ งจรทางดา้ นปลายทางทาการยกเลิกการต่อวงจรต่างๆ
4.2.5 สัญญาณยกเลิกการติดต่อกลบั (Clear back) จะถูกส่งเม่ือฝ่ ายถูกเรียกวางหู ผล
ของสัญญาณน้ี ทาให้ชุมสายดา้ นตน้ ทางเริ่มจบั เวลา เมื่อเวลาผา่ นไป 90-120 วินาทีชุมสายดา้ นตน้
ทางกจ็ ะยกเลิกการติดต่อออกไปเพอ่ื ใหช้ ุมสายปลายทางยกเลิกเช่นกนั
3. ชนิดของรหัสสัญญาณ
รหสั สญั ญาณที่เครื่องโทรศพั ทส์ ร้างข้ึนมาน้ี มี 2 ชนิด คือ
1.1 สญั ญาณแบบไดอลั พลั ส์
1.2 สัญญาณแบบไดอลั โทน
1.1 สัญญาณแบบไดอลั พลั ส์
สัญญาณแบบไดอลั พลั ส์ (DP : Dial Pulse) รหสั สัญญาณท่ีเป็นแบบพลั ส์น้ี จะมี
ลกั ษณะเป็นพลั ส์ช่วงบวกเทา่ น้นั ดงั แสดงตามรูปท่ี 3.11
รูปที่ 3.11 แสดงลกั ษณะของพลั ส์
ที่มา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
ขนาด ความกวา้ งของพลั ส์แตล่ ะพลั ส์ 66.6 ms
ระยะห่างระหวา่ งพลั ส์ 33.3 ms
ระยะห่างระหวา่ งตวั เลข 400 ms
103
ดงั แสดงในรูปท่ี 3.12
รูปที่ 3.12 แสดงขนาดของสัญญาณไดอลั พลั ส์
ที่มา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
จานวน จานวนพลั ส์ที่เกิดข้ึนจะมีจานวนเท่ากบั คา่ ของตวั เลขแต่ละตวั ท่ีหมุน เช่น เลข 3 จะมี
3 พลั ส์ เลข 7 จะมี 7 พลั ส์ เลข 0 จะมี 10 พลั ส์ ดงั รูปท่ี 3.13
รูปที่ 3.13 แสดงจานวนพลั ส์แต่ละตวั เลข
ท่ีมา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
1.2 สัญญาณแบบไดอลั โทน หรือ DTMF ( Dual Tone Multiple Frequency )
เน่ืองจากโทรศพั ทท์ ่ีใชห้ นา้ ปัทมห์ มุน การติดตอ่ ผา่ นชุมสายจะไมอ่ านวยความสะดวก
ให้กบั ผูใ้ ชโ้ ทรศพั ทเ์ ท่าใดนกั เพราะเป็ นระบบเชิงกล ทางานค่อนขา้ งช้า จึงไดม้ ีการคิดคน้ สร้าง
โทรศพั ทช์ นิดกดป่ ุมข้ึน ระบบโทรศพั ท์ชนิดกดป่ ุมน้ีเรียกวา่ DTMF เนื่องจากการกดป่ ุมของ
หมายเลขแต่ละป่ ุมบนหนา้ ปัทมเ์ คร่ืองรับโทรศพั ทน์ ้นั ทาให้เกิดสัญญาณท่ีประกอบข้ึนจากความถ่ี
2 ความถ่ีส่งออกไปตามสายโทรศพั ทไ์ ปยงั ชุมสาย เพื่อเรียกใหช้ ุมสายรู้วา่ ผใู้ ชโ้ ทรศพั ทต์ อ้ งการจะ
ติดตอ่ กบั โทรศพั ทเ์ ครื่องใด แทนการส่งสญั ญาณพลั ส์หนา้ ปัทมข์ องเคร่ืองรับโทรศพั ทแ์ บบหมุน
ระบบ DTMF น้ีจะมีความถี่มาตรฐานในยา่ นความถี่เสียงที่แตกต่างกนั 8 ความถี่ โดย
จะแบ่งความถี่เหล่าน้ีออกเป็ น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มความถี่ต่า 4 ความถี่ และความถี่สูง 4 ความถ่ี
104
และสัญญาณ DTMF น้ีมาจากการรวมสัญญาณความถี่จากกลุ่มความถี่ต่า 1 ความถ่ี และความถ่ีสูง
อีก 1 ความถ่ี สัญญาณ DTMF จึงมีไดท้ ้งั หมด 16 สญั ญาณ (4 ความถี่ต่า คูณ 4 ความถ่ีสูง)
การเลือกความถ่ีมาตรฐานของระบบ DTMF ผอู้ อกแบบระบบไดใ้ ชค้ วามพยายามใน
การเลือกความถ่ีที่จะใช้ เพราะตอ้ งระวงั ไม่ให้สัญญาณเสียงต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนในสายโทรศพั ท์ เช่น
สญั ญาณการแจง้ สภาวะต่างๆ สัญญาณรบกวนภายในสายโทรศพั ท์ มีความถ่ีในช่วงความถ่ี DTMF
และยงั ตอ้ งระวงั ความถ่ีที่อาจเกิดข้ึนจากการรวมตวั กนั แบบฮาร์โมนิกของค่าความถี่ใดความถ่ีหน่ึง
ของความถ่ี DTMF ในท่ีสุดก็ไดค้ วามถ่ีมาตรฐานท้งั 8 ความถ่ี ดงั รูปท่ี 3.14 ระบบ DTMF น้ีเรียก
อีกอยา่ งหน่ึงวา่ ระบบ 4 x 4 ในการสร้างสัญญาณ DTMF ไดก้ าหนดป่ ุมแต่ละป่ ุมเหล่าน้นั ไวด้ ว้ ย
ตวั เลข 0-9 * (Star หรือ Sterisk) # (Pound) A B C และD
ในการใชง้ านทวั่ ไป จะใชเ้ ฉพาะป่ ุมตวั เลข 0-9 เท่าน้นั ส่วนป่ ุม * # A B C และD
สามารถนามาใชง้ านอื่นๆ ได้ โทรศพั ทท์ ี่ใชร้ ะบบ DTMF ผใู้ ชส้ ามารถฟังเสียงสัญญาณ DTMF ได้
โดยการยกหูโทรศพั ทข์ ้ึนฟังแลว้ กดป่ ุมใดป่ ุมหน่ึงบนหน้าปัทม์ เช่น การกดป่ ุมหมายเลข 8 จะเกิด
สัญญาณความถี่ 825 เฮิรตซ์และ 1336 เฮิรตซ์ ข้ึนพร้อมกนั สัญญาณจะถูกส่งผ่านคู่สายไปยงั
ชุมสาย เพื่อทาการตรวจสอบเลขหมายท่ีตอ้ งการติดต่อ โดยการถอดรหสั ความถ่ีของสัญญาณที่ถูก
ส่งเขา้ ไป ระบบ DTMF ทาให้สามารถลดเวลาการเรียกลงไดอ้ ยา่ งมาก การใชว้ งจรสารก่ึงตวั นามา
ทางานแทนอุปกรณ์เชิงกล ทาใหม้ ีขนาดเล็กลง อายุการใชง้ านมากข้ึน ความผดิ พลาดในการใชง้ าน
นอ้ ยลง และสามารถใหบ้ ริการอ่ืนๆ ไดอ้ ีกดว้ ย
697 HZ 1209 Hz 1336 Hz 1477 Hz 1633 Hz R1
1 2 3 A
5 6 R2
770 Hz 4 8 9 B
0 # R3
852 Hz 7 C
R4
941 Hz *
D
C1 C2 C3 C4
รูปที่ 3.14 แสดง การจดั ป่ ุมสัญญาณและระบบสญั ญาณ DTMF
105
3. การเข้ารหัส
การเขา้ รหสั ( Encoder ) ของเคร่ืองโทรศพั ท์จะสอดคลอ้ งกบั ชนิดของรหสั ไดอลั โดยแบง่
การเขา้ รหสั ได้ 2 แบบ ดงั น้ี
2.1.การเขา้ รหสั แบบพลั ส์ (Pulse Encoder) หรือ วธิ ีการเขา้ รหสั ของเครื่องแบบหมุน
(Rotary Encoder)
เครื่องโทรศัพท์แบบหมุนจะไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ท่ียุ่งยาก จึงไม่ได้ใช้วงจร
อิเล็กทรอนิกส์เป็ นตวั เขา้ รหัสโดยตรง แต่จะอาศยั การทางานของระบบกลไกท่ีหนา้ ปัทม์เป็ นตวั
เขา้ รหสั แทน
รูปท่ี 3.15 แสดงหนา้ ปัทมข์ องเครื่องแบบหมุน
ท่ีมา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
รูปที่ 3.16 แสดงลกั ษณะการต่อโทรศพั ทก์ บั ชุมสาย
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
จากรูปท่ี 3.16 เครื่องโทรศพั ท์ที่ไม่ไดถ้ ูกยกหูสายโทรศพั ทจ์ ะต่ออยกู่ บั วงจรกระดิ่ง ซ่ึงมี
C1 ต่อก้นั อยู่ ดงั น้นั ไฟกระแสตรง 48 โวลต์ จึงไม่สามารถผา่ นเขา้ ในวงจรกระด่ิงได้ กระแสไม่
ไหล ไฟในสายโทรศพั ทจ์ ึงยงั คงมี 48 โวลต์ ตามปกติ
106
แต่เม่ือมีการยกหู ฮุกสวิตช์จะตดั สายออกจากกระดิ่งแลว้ ต่อสายเขา้ กบั วงจรปากพดู หูฟัง
ตามรูปท่ี 3.17
รูปท่ี 3.17 แสดงการตอ่ ปากพดู หูฟังเขา้ กบั วงจร
ที่มา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
โดยทว่ั ไป ความตา้ นทานรวมของวงจรโทรศพั ท์ (ปากพดู หูฟัง และวงจรประกอบอ่ืนๆ )
จะมีประมาณ 500 โอห์ม ดงั น้นั เม่ือยกหูข้ึนไฟดีซี 48 โวลต์ จากชุมสายจึงตกคร่อม R1 R2
และ 500 โอห์ม(เคร่ืองโทรศพั ท์) รวมท้งั ตกคร่อมความตา้ นทานของสายดว้ ย ไฟที่ตกคร่อมของ
เคร่ืองโทรศพั ทข์ ณะยกหู จะมีประมาณ 6-12 โวลต์ แลว้ แต่สายจะยาวมากนอ้ ยเท่าใด (ถา้ ไฟต่า
กวา่ 5-6 โวลต์ เคร่ืองโทรศพั ทอ์ าจไม่ทางาน โดยเฉพาะเคร่ืองรุ่นใหม่ ๆ ท่ีมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์
ภายใน)
รูปท่ี 3.18 แสดงวงจรรวมเคร่ืองโทรศพั ท์
ท่ีมา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
107
รูปท่ี 3.19 แสดงลกั ษณะของสวติ ช์ไดอลั
ท่ีมา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
รูปที่ 3.20 แสดงลกั ษณะแรงดนั ในสายโทรศพั ท์
ท่ีมา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
จากรูปท่ี 3.19 จะเห็นวา่ สวิตช์ไดอลั (Dial Switch) ต่ออนุกรมอยกู่ บั สายโทรศพั ท์ เมื่อ
หมุนโทรศพั ท์ในช่วงที่หน้าปัทม์หมุนกลบั จะมีกระเด่ืองไปเข่ียสวิตช์ไดอลั ให้เปิ ดวงจร (Open
Circuit) จานวนคร้ังของการตดั วงจรจะเท่ากบั ตวั เลขที่หมุน ในช่วงท่ีถูกตดั วงจรจะไม่มีกระแส
ไหลเป็ นช่วงๆ ตามรูปที่ 3.20 แรงดนั ไฟฟ้ าก็จะเพิ่มข้ึนเป็ นช่วงๆ (เพราะไม่มีโหลด 500 โอห์ม)
ส่วนคาบเวลาของพลั ส์ต่างๆน้นั จะถูกต้งั ดว้ ยความเร็วของลวดสปริงที่ทาหนา้ ที่ ดึงหนา้ ปัทม์กลบั
และเบรก โดยเบรกจะเป็ นตวั ลดความเร็วของสปริง โดยทวั่ ๆไปความเร็วของสปริงจะกาหนด
จานวนพลั ส์ต่อวนิ าที คือ 10 พลั ส์ตอ่ วนิ าที หรือ 20 พลั ส์ต่อวนิ าที
108
รูปที่ 3.21 แสดงลกั ษณะของกระแสในสายโทรศพั ท์
ที่มา : ธวชั ชยั เล่ือนฉวี. (2533).
ทางด้านชุมสายโทรศัพท์ก็จะมีวงจรถอดรหัสพลั ส์ท่ีส่งมา เช่น อาจจะเป็ นวงจรนับ
(Counter) พลั ส์หรืออาจมีรีเลย์ (Relay) มาต่ออนุกรมกบั สายโทรศพั ท์ เพ่ือให้ทางานตามการไหล
หรือไมไ่ หลของกระแส
2.2 วธิ ีการเข้ารหัสของเคร่ืองแบบกดป่ มุ (Push Bottom Encoder)
รูปท่ี 3.22 แสดงบลอ็ กไดอะแกรม พ้นื ฐานของไอซีสร้างรหสั พลั ส์
ที่มา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
การเขา้ รหัสของเครื่องแบบกดป่ ุม ภายในเคร่ืองจะมีไอซีสร้างพลั ส์ ดงั แสดงตามรูปท่ี
3.22 เม่ือยกหูฮุกสวิตช์จะต่อไฟเขา้ มาทาให้มีกระแสไหล RL ผา่ นสวติ ช์ในไอซีแลว้ ลงกราวด์
เพราะฉะน้นั เม่ือสายมีโหลด ไฟในสายก็จะตกลงจาก 48 โวลต์ เหลือ 5-12 โวลต(์ โดยปกติแลว้
จะมีวงจรอื่น ๆ ขนานอยกู่ บั RL แต่จะมีความตา้ นทานรวมมากกว่า RL) เมื่อกดเลขหมายใด ๆ
วงจรออสซิลเลเตอร์ก็จะสร้างพลั ส์ข้ึนมา โดยจานวนพลั ส์จะเท่ากบั ค่าของตวั เลขน้ัน ๆ พลั ส์ที่
สร้างข้ึนมาจะมาทาให้สวิตช์เปลี่ยนสภาวะจากปิ ด (Close) เป็ นเปิ ด (Open) ตามจงั หวะและ
109
จานวนพลั ส์ท่ีเขา้ มา เม่ือสวิตช์เปิ ดวงจรจะไม่มีกระแสไหล RLไม่ไดเ้ ป็ นโหลดของสายทาให้
แรงดนั ไฟฟ้ าในสายเพิ่มข้ึนตามจงั หวะเปิ ดและปิ ดของสวิตช์ นนั่ คือเกิดพลั ส์ข้ึนมาตามค่าของ
ตวั เลข หรือถา้ จะมองในดา้ นของกระแส ช่วงสวติ ชเ์ ปิ ดและปิ ด กจ็ ะทาใหม้ ีกระแสไหลเป็ นช่วง ๆ
ส่วนคาบเวลาของพลั ส์กาหนดไดท้ ี่ภาคออสซิลเลเตอร์ซ่ึงไปควบคุมสวิตช์ลกั ษณะพลั ส์ที่ไดแ้ สดง
ตามรูปที่ 3.23
รูปที่ 3.23 แสดงตาแหน่งสวติ ช์เลือกความถี่ตา่ ง ๆ
ที่มา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
จากรูปท่ี 3.23 มีไอซีผลิตความถี่ข้ึนมาตาม โดยมีการผลิตความถ่ีเวลาท่ียกหูและมีไฟมา
จา่ ยใหว้ งจร เมื่อกดป่ ุมสวติ ช์หมายเลขต่าง ๆ ก็จะไดค้ วามถ่ีออกไปหมาย เลขละ 2 ความถ่ี เช่น
กดหมายเลข 5 ไดค้ วามถี่ 770 เฮิรตซ์และ 1,336 เฮิรตซ์ผา่ นสวติ ช์ออกไปได้ ป่ ุมหมายเลขอ่ืน ๆ
ก็เช่นเดียวกนั
4. การถอดรหสั (DECODER)
การถอดรหสั แบ่งออกได้ 2 แบบ
4.1 การถอดรหัสแบบพลั ส์
วงจรถอดรหัสน้ีอยู่ที่ชุมสายโทรศพั ท์ วิธีถอดรหัสแบบพลั ส์ท่ีง่ายคือ ใช้วงจรนับ
(Counter) มานบั จานวนพลั ส์ที่ส่งเขา้ มา เอาตพ์ ุท(Output) ของวงจรนบั ก็คือตาแหน่งของผรู้ ับที่
ตอ้ งการ ดงั แสดงในรูปท่ี 3.24
110
รูปที่ 3.24 แสดงวงจรนบั 5
ท่ีมา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
จากรูปที่ 3.24 เป็ นวงจรนบั ที่ออกแบบไวใ้ นนบั ไดส้ ูงสุด 5 คือ ต้งั แต่ 1 ถึง 5 ถา้ มี
อินพุทเขา้ มามากกวา่ 5 จะทาใหข้ าเอาตพ์ ุตต้งั แต่ขา 6 ข้ึนไป ป้ อนสัญญาณกลบั ไปรีเซ็ต (Reset)
ตวั เองทนั ที สมมติวา่ เราป้ อนพลั ส์เขา้ มา 3 ลูก วงจรนบั ก็จะนบั 3 คือ เอาตพ์ ุต 3 จะมีสภาวะ
High และคงสภาวะ High น้ีไวต้ ลอดจนกวา่ จะมีการรีเซ็ต หรือป้ อนพลั ส์เขา้ มาอีก เม่ือเอาตพ์ ุต 3
เป็นHigh ก็จะสามารถนาไปควบคุมเครื่องหมายเลข 3 ใหม้ าต่อกบั ชุมสายในตาแหน่งรับได้ ส่วน
การรีเซ็ตน้นั จะป้ อนพลั ส์เขา้ ทางขา 15 ก็จะทาใหว้ งจรนบั น้ีรีเซ็ตให้เอาตพ์ ุตทุกตวั มีสภาวะเป็ น
ศูนยห์ มดได้
4.2 การถอดรหสั แบบโทน หรือวงจรถอดรหัสหมายเลข DTMF
วงจรที่ทาหนา้ ที่ถอดรหสั หมายเลขท่ีส่งมาแบบ DTMF ในช่วงแรก ๆ จะใชว้ งจรถอด
รหสั 1 วงจรต่อ 1 คู่สาย เมื่อมีการขยายการใชง้ านโทรศพั ทม์ ากข้ึน ชุมสายจะมีขนาดท่ีใหญ่ข้ึน
ภายในชุมสายมีคู่สายภายใตก้ ารควบคุมเป็ นจานวนมาก การใชง้ านของวงจรถอดรหสั หมายเลข
แบบDTMF จึงเปลี่ยนมาเป็ นลกั ษณะของการใชง้ านร่วมกนั ระหวา่ งหลาย ๆ คู่สาย ดงั น้นั จึงเกิด
ความซับซ้อนในการสร้างวงจรในลกั ษณะเช่นน้ี แต่ในปัจจุบนั มีวงจรถอดรหสั ท่ีอย่ใู นรูปไอซี
สาเร็จรูปมีราคาถูกและง่ายต่อการใชง้ าน จึงไม่เป็ นการลงทุนท่ีสูงจนเกินไปในการที่จะหนั กลบั มา
ใชใ้ นวงจรถอดรหสั 1 วงจรต่อ 1 คู่สาย สัญญาณDTMFประกอบดว้ ยสัญญาณท่ีมีความถี่ต่างกนั 2
สัญญาณ ตามตาแหน่งคอลมั น์และแถวตามป่ ุมกดหมายเลข จากน้นั ทาการมอดูเลตเขา้ ดว้ ยกนั
ก่อนที่จะทาการส่งออกไป
111
ในการถอดรหสั แบบโทนจากสญั ญาณท่ีส่งมา มีลกั ษณะเป็ น 2 ความถ่ีว่ิงคู่กนั มาท่ีชุมสาย
การถอดรหสั ตอ้ งเปลี่ยนความถ่ี 2 ความถ่ีให้เป็ นแรงดนั หรือกระแส หรือสภาวะ 0 กบั 1 ให้ได้
ท้งั น้ีข้ึนอยู่กบั การนาเอาผลของการถอดรหัสน้ีไปใชท้ าอะไร วงจรท่ีจะอธิบายต่อไปน้ีเป็ นการ
เปลี่ยนความถี่ใหเ้ ป็น 0 กบั 1 เพือ่ ป้ อนใหค้ อมพวิ เตอร์ทางาน
รูปที่ 3.25 แสดงวงจรถอดรหสั โทน
ท่ีมา : ธวชั ชยั เลื่อนฉวี. (2533).
สมมติเรากดเลข 4 ก็จะมีความถี่ 770 เฮิรตซ์ กบั 1209 เฮิรตซ์ วงิ่ คู่กนั มาเขา้ ท่ีอินพุตของ
ฟิ ลเตอร์ทุกตวั แตจ่ ะมีเอาตพ์ ุตออกมาเฉพาะฟิ ลเตอร์ท่ีตรงกบั ความถ่ีท่ีเขา้ มาเท่าน้นั นนั่ คือมีความถี่
เอาตพ์ ุตออกจากฟิ ลเตอร์ 770 และ 1209 เท่าน้นั จากฟิ ลเตอร์ 770 และ 1209 จะต่อมาถึงเกต(Gate)
หมายเลข 4 เมื่ออินพุตของแอนด์เกต (AND Gate) หมายเลข 4 เป็ น1 ท้งั 2 จะใหเ้ อาตพ์ ุตเป็ น 1
ออกมา และจากเอาตพ์ ุตของ Gate ต่อไปให้คอมพิวเตอร์จดั การตามลาดบั ข้นั ของโปรแกรมต่อไป
เลขอื่น ๆ กเ็ ช่นเดียวกนั
โดยปกติแลว้ วงจรถอดรหัสตามรูปท่ี 3.25 น้ีจะมีชิพไอซีสาเร็จรูปขายตามทอ้ งตลาด
เช่น เบอร์MT 8870 ท่ีออกแบบมาเพื่อเป็ นตวั ถอดรหสั น้ีโดยเฉพาะ ซ่ึงจะอธิบายหลกั การทางาน
ดงั น้ี
โครงสร้างภายในของ IC MT8870 ประกอบไปดว้ ยวงจรกรองความถ่ีและวงจรถอดรหสั
ฟังกช์ นั ทางดิจิตอล เป็นไอซีท่ีสร้างโดยใชเ้ ทคโนโลยี ISO2-CMOS ในส่วนของวงจรกรองความถ่ี
ใชเ้ ทคนิคของสวิตช์คาปาซิเตอร์ฟิ ลเตอร์ สาหรับกรองความถ่ีสูงและต่า ส่วนวงจรถอดรหสั จะใช้
เทคนิคการนบั ทางดิจิตอลเพ่อื ตรวจจบั และถอดรหสั ท้งั 16 ความถี่ออกเป็นเลขฐานสองขนาด 4 บิต
112
และเช็คช่วงเวลาท่ีสัญญาณเขา้ มา ส่วนภาคอินพุตเป็ นออปแอมป์ สามารถปรับอตั ราขยายไดโ้ ดย
ต่ออุปกรณ์ภายนอกเอาตพ์ ุตเป็ นวงจรแลตช์ 3 สถานะ รูปที่ 3.26 แสดงโครงสร้างภายในของ
MT8870
รูปที่ 3.26 แสดง โครงสร้างภายในของ MT8870
ท่ีมา : WWW.ALLDATASHEET.COM
คุณสมบตั ิไอซี MT8870
1.เป็นตวั รับและถอดรหสั ความถ่ี
2.กินไฟนอ้ ย ใชไ้ ฟเล้ียงระดบั เดียวกบั TTL
3.สามารถต้งั อตั ราขยายในตวั ไอซีเอง
4.สามารถปรับการ์ดไทม์ (Guard Time) ได้
สาหรับคา่ ท่ีถอดรหสั ไดจ้ ากความถี่ต่าง ๆ น้นั จะแสดงในตาราง
ตารางที่ 3.1 แสดงการถอดรหัสเลขหมาย
FLOW FHIGH KEY TOE Q3 Q2 Q1 Q0
1
697 1209 1 H 0 0 0 0
1
697 1336 2 H 0 0 1 0
697 1477 3 H 0 0 1
770 1209 4 H 0 1 0
113
FLOW FHIGH KEY TOE Q3 Q2 Q1 Q0
770 1336 5 H 0 1 0 1
770 1477 6 H 0 1 1 0
852 1209 7 H 0 1 1 1
852 1336 8 H 1 0 0 0
852 1477 9 H 1 0 0 1
941 1209 0 H 1 0 1 0
941 1336 H 1 0 1 1
941 1477 H 1 1 0 0
697 1633 A H 1 1 0 1
770 1633 B H 1 1 1 0
852 1633 C H 1 1 1 1
941 1633 D H 0 0 0 0
- - ANY L Z ZZZ
L = Logic Low, H = Logic High, Z = High Impedance
MT8870 ทาหนา้ ท่ีถอดรหสั ความถ่ีของโทรศพั ทแ์ บบกดป่ ุมใหเ้ ป็ นตวั เลข BCD ขนาด
4 บิต (Q0-Q3) แล้วส่งตวั เลขดงั กล่าวไปยงั ส่วนควบคุมหลกั เพ่ือบอกว่าเลขหมายที่กด คือ
หมายเลขใด
ในส่วนท่ีจะแยกสัญญาณ DTMF ท่ีเขา้ มาออกเป็ น 2 กลุ่มความถี่ คือ ช่วงความถ่ีสูงและ
ช่วงความถี่ต่า โดยใชว้ งจรกรองแถบความถ่ีอนั ดบั 6 ชนิดสวติ ช์คาปาซิเตอร์ (Six-order switched
capacitor band pass filter) ความถ่ีที่แยกไดม้ ี 2 ช่วง คือ ช่วงความถ่ีสูงและช่วงความถี่ต่า
114
รูปที่ 3.27 แสดงความถี่ท่ีไดจ้ ากภาคกรองความถี่
ท่ีมา : WWW.ALLDATASHEET.COM
ความถ่ี DTMF ท่ีถูกกรองเรียบร้อยแลว้ จะผา่ นเขา้ วงจรถอดรหสั ความถ่ีออกเป็ นตวั เลข
โดยใช้เทคนิคการนับแบบดิจิตอล และมีการตรวจสอบความถี่ที่เขา้ มาวา่ เป็ นความถี่มาตรฐาน
DTMF หรือไม่ เพื่อป้ องกนั ความถี่อื่นเขา้ มาผสม เม่ือตรวจสอบวา่ ความถี่น้นั ถูกตอ้ ง สัญญาณท่ีขา
Est (early steering) กจ็ ะเป็นแอคทีฟสาหรับค่าท่ีถอดรหสั ไดจ้ ากค่าความถ่ีต่าง ๆ แสดงใน
ตารางที่ 3.2 ซ่ึงจะแสดงค่าท่ีถอดรหสั ไดจ้ ากความถี่ตา่ งๆ
ตารางท่ี 3.2 แสดงค่าท่ีถอดรหสั ไดจ้ ากความถ่ีตา่ งๆ
ความถ่ี 1209 Hz 1336 Hz 1477 Hz 1633 Hz
0011 1101
697 Hz 0001 0010 0110 1110
1001 1111
770 Hz 0100 0101 1100 0000
852 Hz 0111 1000
941 Hz 1011 1010
115
ก่อนที่จะมีการถอดรหัสความถ่ีออกไปท่ีเอาต์พุตมีการตรวจสอบช่วงความถี่ท่ีเขา้ มา
วา่ มีระยะเวลาตามท่ีกาหนดหรือไม่โดยสังเกตจากระยะเวลาการกดป่ ุมโทรศพั ท์ซ่ึงตอ้ งกดป่ ุมให้
มีความถ่ีออกมาเป็ นช่วงเวลาพอสมควร มิฉะน้นั วงจรส่วนน้ีจะไม่รับโดยถือว่าสัญญาณน้นั ไม่
ถูกตอ้ ง ส่วนช่วงเวลานานเท่าใดสามารถต้งั ไดโ้ ดยใช้ RC ต่อสัญญาณที่ขา Est จะเป็ น "High"
นานใกลเ้ คียงกบั ระยะเวลาที่มีความถ่ี DTMF เขา้ มา จากรูปท่ี 3.27 เมื่อขา Est เป็ น "High" ทาให้ค่า
Vc สูงข้ึน ตวั เก็บประจุ C จะคายประจุ ทาให้แรงดนั Vc สูงข้ึนจนถึงค่าเทรชโฮลด์ วงจรถอดรหสั
จึงถอดรหสั ออกเป็ นตวั เลขขนาด 4 บิต รายละเอียดการทางานดูจากแผนภูมิเวลาหรือไทม่ิง
ไดอะแกรม(Timing diagram) ในรูปท่ี 3.27 จะเขา้ ใจไดง้ ่ายกวา่ สาหรับคาวา่ การ์ดไทม์ (Guard
time) น้นั หมายถึง ช่วงคาบเวลาของความถ่ีที่เขา้ มา ซ่ึงจะตอ้ งนานเท่ากบั หรือมากกวา่ ช่วงเวลาท่ีเรา
ต้งั ไว้ จึงจะไดร้ ับการยอมรับวา่ สัญญาณความถี่น้นั ถูกตอ้ งหรือพดู ไดว้ า่ เวลาที่เราต้งั ไวโ้ ดย RC ก็คือ
การ์ดไทมน์ ้นั เอง เม่ือสัญญาณความถ่ีเขา้ มานานเท่าหรือมากกว่าเวลาที่ต้งั ไวจ้ ึงจะสามารถแปลง
เป็นตวั เลขได้ ถา้ สญั ญาณความถ่ีเขา้ มาส้ันกวา่ ก็จะไม่มีการถอดรหสั เป็ นตวั เลขออกไป การต้งั เวลา
และคานวณเวลาวงจรส่วนอินพุตของ MT8870 เป็ นภาคขยายออปแอมป์ ท่ีสามารถปรับอตั ราขยาย
โดยต่อวงจรภายนอกเพิม่ เขา้ ไป
ขอ้ กาหนดต่าง ๆ ท่ีจาเป็ น เพื่อไม่ทาใหก้ ารถอดสัญญาณ DTMF เกิดความผดิ พลาดข้ึน มี
รายละเอียดดงั ตอ่ ไปน้ี
1. วงจรจะยงั คงสามารถถอดรหสั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ถึงแมส้ ัญญาณท่ีรับเขา้ มามีความถี่ที่
เบ่ียงเบนไปจากค่าท่ีกาหนดไวจ้ ากมาตรฐาน แต่ตอ้ งไม่เกิน +2% และจะไม่ยอมใหส้ ัญญาณท่ีมีค่า
เบ่ียงเบนมากกวา่ +3% จากคา่ มาตรฐานผา่ นวงจรกรองความถี่ไปได้
2. วงจรถอดรหสั สามารถถอดรหสั ไดก้ ต็ ่อเมื่อ ไดร้ ับสญั ญาณเขา้ มามีระยะเวลาอยา่ ง
นอ้ ย 40 มิลลิวนิ าที
3. วงจรถอดรหสั จะทาการถอดรหสั ไดถ้ ูกตอ้ ง กต็ ่อเมื่อสญั ญาณDTMF ท่ีรับเขา้ มาใน
วงจรตอ้ งมีช่วงเวลาท่ีห่างจากสัญญาณDTMFท่ีรับเขา้ มาก่อนหนา้ น้ี เป็นเวลา 35 มิลลิวนิ าที
4. วงจรถอดรหสั จะตอ้ งถอดรหสั สัญญาณ DTMFที่มีค่าไดนามิกเรนจส์ ูงกวา่ 27.5
เดซิเบล โดยไมเ่ กิดความผดิ พลาด และยงั สามารถทางานไดใ้ นกรณีที่สัญญาณท้งั 2 ความถี่
ที่ประกอบกนั ข้ึนเป็นสัญญาณดีทีเอม็ เอฟ มีแอมปลิจดู แตกต่างกนั มากกวา่ 6 เดซิเบล
5. วงจรถอดรหสั ยงั คงทางานไดต้ ลอดเวลาไมว่ า่ ขณะน้นั จะปรากฎเสียงพดู หรือมี
สัญญาณรบกวนจากภายนอกเขา้ มายงั วงจรถอดรหสั ไม่ทาใหก้ ารถอดรหสั ผดิ พลาด
116
ตวั อย่างวงจรการถอดรหสั โดยใช้ไอซีเบอร์ MT8870
วงจรในส่วนน้ี จะทาหนา้ ที่ถอดรหสั สัญญาณจากการกดเลขหมายของเคร่ืองโทรศัพทต์ น้
ทางท่ีทาการติดต่อเขา้ มา โดยใชไ้ อซีเบอร์ MT8870 เป็ นตวั ถอดรหสั สัญญาณการกดป่ ุมเลขหมาย
โทรศพั ทเ์ ป็นรหสั ไบนารี่ 4 บิต เพอื่ ส่งไปยงั ภาค Control Circuit
หลกั การทางานของวงจร
วงจรถอดรหสั สัญญาณแสดงดงั รูปที่ 3.28 การทางานของ IC301( MT8870 ) จะถูก
ควบคุมดว้ ยขา 10 ( TOE ) และขา 15( STD ) ส่วนขา 11-15 ( Q1-Q4) จะเป็ นเอาทพ์ ุตรหสั ไบนาร่ี
การทางานตอนแรกขา 10 ( TOE ) จะมีระดบั แรงดนั เป็ นลอจิก “0” ทาให้เอาท์พุตของ IC301
(Q1-Q4) เป็ นไฮอิมพีแดนซ์ (High Impedance) แต่เมื่อมีอินพุตเขา้ มา IC301 จะทาการถอดรหัส
แลว้ เปลี่ยนสถานะทางลอจิกของขา 15 ( STD ) จากลอจิก “0” เป็ นลอจิก “1” เพ่ือแจง้ ให้ภาค
Control Circuit ทราบวา่ ไดม้ ีการถอดรหสั แลว้ ภาค Control Circuit จะทาการส่งลอจิก “1” มาท่ี
ขา 10 ( TOE ) ปรับสภาพอิมพแี ดนซ์ของขาเอาทพ์ ุตของ IC301 ให้ต่าลงทาใหภ้ าค Control Circuit
สามารถอา่ นรหสั ไบนารี่ที่ทาการถอดรหสั ได้
IC301 +5V
C301 1 MT8870 18 C302
0.1uF 2 IN+ VDD 0.1uF
DTMF 1 I/P R301 R302 3 IN- St/GT 17 R303 Control Circuit
100k 100k 16
4 GS EST 10
5 VREF TOE 300k
6 INH StD 15
7 PDWN Q4 14
13
X101 8 OSC1 Q3 12
3.579MHz 9 OSC2 Q2 11
VSS Q1
รูปที่ 3.28 แสดงตวั อยา่ งวงจร DTMF Decoder Circuit
ที่มา : นายปิ ยะ รัตตสนธิกลุ (2555)
บทสรุปท้ายหน่วยที่ 3
การเขา้ รหัสและการถอดรหัสเป็ นขบวนการติดต่อส่ือสารระหว่างเคร่ืองโทรศพั ท์และ
ชุมสายในขณะที่ผเู้ รียกยกหูหมุนเลขหมาย ซ่ึงรหสั ที่ใชต้ ิดต่อมี ไดอลั พลั ส์ และ ไดอลั โทนมลั ติ
ฟรีเควนซี่ โดย ไดอลั พลั ส์ เป็นวธิ ีการเขา้ รหสั แบบพลั ส์ ส่วน ไดอลั โทนมลั ติฟรีเควนซ่ี เป็ นการ
เขา้ รหสั แบบโทน