The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nittaya Rueangsuwan, 2024-06-10 02:17:46

หนังสือเรียนวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒

หนังสือเรียนวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒

หนังสือเรียนรายวิชาพื้น พื้ ฐานภาษาไทยวรรณคดีวิ ดี จั วิจั กษ์ ชั้นชั้มัธยมศึกษาปีที่ ๒


หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เป็นหนังสือที่คณะผู้จัดทำ ดำ เนินการจัดทำ ขึ้น เพื่อใช้ในการเรียนรู้รายวิชาพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ แนวการนำ เสนอเนื้อหาของหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ร้อยกรองทำ นองไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาวรรณคดีที่กำ หนดไว้ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง วรรณคดีสำ หรับจัดการเรียนการสอนภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และเพื่อให้เข้าใจถึงคุณค่าของวรรณคดีด้านต่างๆ เช่น คุณค่าด้านอารมณ์ คุณค่า ด้านวรรณศิลป์ และคุณค่า ที่สร้างสรรค์จากจินตนาการของกวี นอกจากนี้ยังส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ เรียนรู้จักใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลนำ ไปสู่ความรู้ความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและวิถี ชีวิตของบรรพบุรุษซาบซึ้งในวรรณคดี วัฒนธรรมทางภาษา และความเป็นไทย โดยนำ เสนออย่างน่า สนใจและชวนติดตาม คณะผู้จัดทำ หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างมี ประสิทธิภาพเป็นไปตามหลักการและบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร หากมีข้อเสนอแนะเพื่อการ ปรับปรุงแก้ไข คณะผู้จัดทำ จะปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และขอขอบคุณสมาชิกในกลุ่มทั้งผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในการจัดทำ หนังสือเรียนนี้ให้สำ เร็จลุล่วงด้วยดี ณ โอกาสนี้ คำ นำ


สารบัญ บทที่ ๑ โคลงภาพพระราชพงศาวดาร หน้า บทที่ ๒ กลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้า บทที่ ๓ บทเสภาสามัคคีเสวก บทที่ ๔ รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก ๑ ๑๔ ๒๔ ๔๐


บทที่ ๑โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาาไทย









๙ กฤติคุณคุชื่อเสียสีงโดยคุณคุงามความดี ขุนมอญ ในที่นี้ ที่ คื นี้ คือพระเจ้าแปร ซึ่งซึ่เป็นกษัตริย์ริพย์ม่า คชาธาร ช้างทรง ช้างพระที่นั่ ที่ นั่ง เครื่อรื่งยุทธพิไชย เครื่อรื่งแต่งกายที่แ ที่ ต่งออกรบ ดัสกร ข้าศึกศึ เตลง เป็นชื่อที่ใที่ ช้เรียรีกชนชาติมอญ ถนอมใจ รักรัษาน้ำ ใจ นิกร หมู่ พวก ประจัญ ปะทะต่อสู้ เผ้าผ้ภูวภูดล แผ่นผ่ดิน ยลแรงม้า ดูกำ ลังข้าศึกศึ รามัญ มอญ แล่ง ผ่าผ่ทำ ให้แห้ตก สมร การรบ การสงคราม สาร ช้างใหญ่ ให้โห้ทษ ยกโทษให้ อัคเรศ ผู้เผู้ป็นใหญ่


๑๐


๑๑


๑๒


๑๓


บ ท ที่ที่ ที่ที่ ๒ ก ล อ น ด อ ก ส ร้ร้ ร้ร้ อ ย รำรำ รำรำ พึพึ พึพึง ใ น ป่ป่ป่ป่ า ช้ช้ช้ช้ า


กลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้าเป็นบทประพันธ์ที่มีคนรู้จักและทั้งจำ ได้มาก เพราะเป็นบทประพันธ์ทีี่ประกอบด้วยเสียงเสนาะ คำ ดี และความดี ครบถ้วน ตามคติความงามทางวรรณศิลป์ไทย หากนักเรียนได้อ่านบทกลอนดอกสร้อย บทนี้โดยไม่ทราบที่มาก่อน คงคิดว่าเป็นการพรรณนาถึงความอ้างว้างวังเวง ของท้องทุ่งนาเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แท้จริงเป็นการบรรยายถึงบุคคลผู้นั่งพินิจ ธรรมชาติยามสนธยาในป่าข้าของวัดชนบทแห่งหนึ่งแถบภาคกลางของประเทศ อังกฤษ บทวิเคราะห์ วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำ ค่ำ ระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑลและทิ้ง ตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย ๑ ๕


อ่านออกเสียงทำนองเสนาะ หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำ เนียง อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำ เนียงที่จะปลุกให้ลุก เอย ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาเข้าปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันตร์ ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย ๑ ๖


วิเคราะห์เนื้อหากลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้า ใช้กลวิธี แต่งดัดแปลงให้เข้ากับธรรมเนียมไทย เป็นสิ่งทำ ให้กลอน ดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้าเป็นบทประพันธ์ที่มีคุณค่าสูง เพราะถ่ายทอด เนื้อหาทางสากลผ่านฉันทลักษณ์และขนบทางวรรณศิลป์ไทย แนวคิดสำ คัญความเป็นอนิจจังของชีวิตสอดคล้องกับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนาด้วยความไม่เที่ยงแน่นอนของสรรพสิ่ง เป็นเหตุผลของ การเลือกกวีนิพนธ์ของทอมัส เกรย์ มาถ่ายทอดสู่ผู้อ่านชาวไทย กลอนดอกสร้อยหลายบทมีเนื้อหาชื่นชมชีวิตอันสงบเรียบง่ายและความ สุขอันเกิดจากคววามสันโดษของชาวนา บางบทมีแนวคิดสำ คัญโน้มนำ ผู้ อ่านให้รู้จักปล่อยวาง ๑ ๗


ความงดงามทางวรรณศิลป์ ของกลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้า คุณค่าของของกลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้ามีความงามทางวรรณศิลป์ เลือกแบบการประพันธ์สอดคล้องกับเนื้อหา เป็นรูปแบบที่จดจำ ง่ายและ มุ่งให้คติแก่ผู้อ่าน ด้านการใช้ภาษา พระยาอุปกิตศิลปสารเลือกใช้ถ้อยคำ ง่าย ๆ สื่อความ ได้ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบคำ ประพันธ์ แต่รักษาลักษณะเด่น ของร้อยกรองไทยใช้ความเสนาะของเสียงไว้ ยามเอ๋ยยามนี้ ปฐพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำ เนียง มีก็แต่จังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย ๑ ๘


พิจารณาคุณค่า สกุลเอ๋ยสกุลสูง ชักจูงจิตต์ฟูชูศักดิ์ศรี อำ นาจนำ ความสง่าอ่าอินทรีย์ ความงามนำ ให้มีไมตรีกัน ความร่ำ รวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่านี้ต่างรอตายทำ ลายขันธ์ วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพเอย .......................................................................................................................... .......................................................................................................................... .......................................................................................................................... .......................................................................................................................... .......................................................................................................................... .......................................................................................................................... ๑ ๙ ให้นักเรียนพิจารณาคุณค่าของบทกลอนดอกสร้อยที่กำ หนดให้


อธิบายศัพท์ กถามุข หมายถึง เบื้องต้นของเนื้อเรื่อง เกราะ หมายถึง เครื่องสัญญาณทำ ด้วยไม้ ใช้ตีหรือสั่นให้ดัง ขันธ์ หมายถึง ร่างกาย งัน หมายถึง หยุดชะงัก แถก หมายถึง เสือกไปตรงไป "แถกขวัญ" หมายความว่า ทำ ให้ตกใจเสียขวัญ ประทุษ หมายถึง ทำ ร้ายเบียดเบียน ๒ ๐


วาดภาพและเขียนเรียงความ .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... .................................................................................................................... ๒ ๑


หัดแต่งกลอน ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ที่เอ๋ยที่ระลึก ถึงอธึกงามลบในภพพื้น ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้าเอย ตัวอย่าง ให้นักเรียนหัดแต่งกลอนดอกสร้อยตามจินตนาการจำ นวน ๒ บท พร้อมตั้งชื่อ ๒ ๒


บันทึกกลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้า ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................................... ให้นักเรียนเลือกบทประพันธ์ในเนื้อหากลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้าที่ชอบมา ๑ บท และอธิบายความประทับใจ ๒ ๓


บทวิเคราะห์ อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า คำกลอนนี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย แต่มักไม่ใคร่มีใครทราบว่ามาจากวรรณคดี เรื่องใด และใครเป็นผู้แต่ง บทประพันธ์นี้มาจากบทเสภาสามัคคีเสวก ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ตอนวิศวกรรมา บทเสภาตอนที่ ๓ วิศวกรรมา มีเนื้อความสรรเสริญพระวิศวกรรมผู้เป็นเทพเจ้า แห่งการก่อสร้างและการช่างนานาชนิดกล่าวถึงความสำคัญของศิลปะที่มีต่อชาติการ แสดงระบำเริ่มจากพระวิศวกรรมออกมารำ ต่อนางวิจิตรเลขามารำทำท่าวาดภาพถวาย และพระรูปการมารำทำท่าปั้นรูปถวาย จากนั้นมีการแสดงอาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างงดงาม และปิดท้ายด้วยระบำนพรัตน์ บทเสภาตอนที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มต้นด้วยการ อธิบายถึงพระวิศวกรรมว่า ตามตำรับไสยศาสตร์ประกาศไว้ ว่าหมู่เทพไททุกทิศา ผู้ชำนาญหัตถกรรมศิลปา สุดจะหาเทียมพระวิศวกรรม สุดจะหาเทียมพระวิศวกรรม ถ้วนทุกอย่างเอื้อเฟื้อเพื่ออุปถัมภ์ บำรุงแดนดินด้วยศิลปกรรม ให้แลล้ำล้วนอร่ามและงามงอน ๒๕


จากนั้นจึงกล่าวถึงโดยละเอียดว่าพระวิศวกรรมมีความเชี่ยวชาญในการช่างสาขาต่าง ๆ สอนช่างเขียนให้เพียรเขียนวาดสี แบบกระหนกนารีศรีสมร อีกกระบี่ชะสง่างอน แบบสุนทรจิตรการสมานรงค์ เริ่มผูกลายลวดเลิศประเสริฐก่อน อรชรก้านกิ่งยิ่งประสงค์ สลับสีเพียบเพ็ญเบญจรงค์ จัดประจงเป็นภาพพิไลตา อนึ่งปั้นเป็นรูปเทวฤทธิ์ ดูประหนึ่งนิรมิตวิเลขา ทั้งรูปคนรูปสัตว์นานา ประหนึ่งว่ามีชีวิตพิศเพลินใจ อีกสถาปนะการชาญฉลาด ปลูกปราสาทเคหฐานทั้งน้อยใหญ่ ก่อกำแพงกำแหงรอบกรุงไกร ท้าประยุทธ์ชิงชัยแห่งไพรี สร้างศาสตราอาวุธรุทธิ์กำแหง เพื่อใช้แย้งยุทธากรสมรศรี ทวยทหารได้ถือเครื่องมือดี ก็สามารถราวีอรีลาน อนึ่งเครื่องประดับสลับแก้ว วะวับแววแก้วทองสองสมาน ช่างประดิษฐ์คิดประจงคงตระการ เครื่องสำราญนัยนาน่าพึงใจ เป็นที่น่าสังเกตว่า เนื้อความในส่วนตันนี้แม้จะมุ่งกล่าวถึงพระวิศวกรรมเป็นหลัก แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแฝงความคิดสำคัญเกี่ยวกับศิลปะไว้๒ ประเด็นคือ ศิลปะมีคุณค่าในฐานะที่เป็น "เครื่องสำราญนัยนาน่าพึงใจ" และศิลปีนสร้าง งานศิลปะขึ้นเพื่อ "บำรุงแดนดินด้วยศิลปกรรม ให้แลล้ำล้วนอว่ามและงามงอน" ๒๖


บทกลอนตอนที่คัดมาให้นักเรียนอ่านมุ่งแสดงความสำคัญของศิลปะทั้งต่อปัจเจก บุคคลและต่อชาติบ้านเมือง กวีได้แสดงอำนาจของศิลปะที่ชักนำให้มนุษย์ได้รับความสุข ผ่านบทกลอนที่ว่า ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย จำเริญตาพาใจให้สบาย อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม เมื่อถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ โอสถใดจะสมานซึ่งดวงใจ ด้วยเหตุที่ศิลปะเป็นเครื่อง "จำเริญตา" ซึ่งจะ "พาใจให้สบาย" นานาประเทศจึง ยกย่องศิลปะว่าเป็นสิ่ง "ศรีวิไลวิลาสดีเป็นศรีเมือง" ชาติใดไม่มีช่างผู้เชี่ยวชาญในการสร้าง งานศิลปะประเภทต่างๆ ย่อมเป็นที่อับอายแก่เพื่อนบ้านและชาวโลก ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า ชาตินั้นไม่มีความสงบสันติในแง่นี้ศิลปะจึงมีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องแสดงความ เจริญและแสดงเกียรติภูมิของประเทศ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง กระตุ้นให้ผู้อ่านผู้ฟังบทเสภานี้เกิดความภูมิใจในชาติไทยซึ่งมีศิลปะอันงดงามแขนงต่าง ๆ เป็นมรดกตกทอดมา และทรงจบบทเสภาตอนนี้ด้วยการเชิญชวนให้ชาวไทยสนับสนุน ศิลปินและวิชาช่างไทย ให้บำรุงรักษาไว้ให้ถาวรสืบไป โดยทรงเน้นว่า "เราช่วยช่างเหมือน อย่างช่วยบ้านเมือง ให้ประเทืองเทศไทยอันไพศาล" ๒๗


ในการโน้มน้าวใจผู้อ่านให้เห็นความสำคัญของศิลปะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกใช้กลวิธีการเสนอให้เห็นผลร้ายที่จะเกิดกับบุคคลหรือบ้านเมือง หากไม่เห็นคุณค่าของศิลปะและศิลปินเสียก่อน แล้วจึงตามด้วยการแสดงด้านดีโครงสร้าง ของการเสนอเนื้อหาลักษณะนี้ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในดำกลอนเกือบทุกบท เมื่อประกอบ กับการใช้คำง่ายและการใช้ภาพพจน์แบบอุปมาที่แปลกใหม่คมคาย ทำให้ความคิดที่ พระองค์ทรงเสนอมีความกระจ่างชัดและมีน้ำหนัก ตังตัวอย่าง ใครดูถูกผู้ชำนาญในการช่าง ความคิดขวางเฉไฉไม่เข้าเรื่อง เหมือนคนป่าคนไพรไม่รุ่งเรือง จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่งวาจา แต่กรุงไทยศรีวิไลทันเพื่อนบ้าน จึงมีช่างชำนาญวิเลขา ทั้งช่างปั้นช่างเขียนเพียรวิชา อีกช่างสถาปนาถูกทำนอง ตอนวิศวกรรมาแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือและงานศิลปะว่ามีความสำคัญ มากเพราะศิลปะจะช่วยเยียวยาจิตใจ ให้ความเพลิดเพลิน บำรุงประเทศให้งดงาม และ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้คนไทยภาคภูมิใจและสนับสนุนงานศิลปะ เพราะนอกจากจะช่วย พัฒนาฝีมือช่างไทยแล้วยังเป็นการพัฒนาชาติให้เจริญรุ่งเรืองอีกด้วย ๒๘


ตอนสามัคคีเสวก บทเสภาตอนที่ ๔ สามัคคีเสวก มีเนื้อความกล่าวถึงการสมานสามัคคีในหมู่ ข้าราชการ ให้บรรดาข้าราชการเหล่านั้นมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ซื่อตรง รักษาเกียรติยศและขยันทำงาน การแสดงระบำเริ่มด้วยราชเสวก ๒๘ หมู่ เดินแถวสวน สนามและร้องเพลงแสดงความจงรักภักดี กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เด่นที่สุดของบทเสภาตอนนี้คือการใช้ภาพพจน์ เปรียบเทียบพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปรียบเทียบประเทศชาติกับเรือ ใหญ่ที่แล่นไปในทะเล พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นผู้นำประเทศเปรียบได้กับกัปตันเรือ และ เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายเปรียบเสมือนกะลาสีเรือการที่ทรงใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบ เช่นนี้ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ พระมหากษัตริย์กับประเทศชาติ ได้ซัดเจนยิ่งขึ้นพระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าข้าราชการเป็นส่วนสำคัญที่จะนำให้"รัฐนาวา" อยู่รอดปลอดภัยได้โดยทรงใช้กลวิธีแสดงให้เห็นผลร้ายของการที่เหล่าราชเสวกขาดความ สามัคคีและขาดวินัยเสียก่อน จากนั้นจึงทรงสั่งสอนอย่างตรงไปตรงมาว่าข้าราชบริพารควร ประพฤติตนอย่างไร ดังตัวอย่าง แม้ลูกเรืออวดดีมีทิฐิ และเริ่มริเฉโกยุ่งโยเส เมื่อคลื่นลมแรงจัดซัดโซเซ เรือจะเหล่มระยำคว่ำไป แม้ต่างคนต่างเถียงเกี่ยงแก่งแย่ง นายเรือจะเอาแรงมาแต่ไหน แม้ไม่ถือเคร่งคงตรงวินัย เมื่อถึงคราวพายุใหญ่จะครวญคราง นายจะสั่งสิ่งใดไม่เข้าจิต จะต้องติดต้นใจให้ขัดขวาง จะยุ่งแล้วยุ่งเล่าไม่เข้าทาง เรือก็คงอับปางกลางสาคร ถึงเสวีที่เป็นข้าฝ่าพระบาท ไม่ควรขาดความสมัครสโมสร ในพระราชสำนักพระภูธร เหมือนเรือแล่นสาครสมุทรไทย เหล่าเสวกตกที่กะลาสี ควรคิดถึงหน้าที่นั้นเป็นใหญ่ รักษาตนเคร่งคงตรงวินัย สมานใจจงรักพระจักรี ตอนสามัคคีเสวกเป็นบทที่มุ่งเน้นสอนข้าราชการเกี่ยวกับการทำงาน ความ ซื่อสัตย์ให้นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม เคร่งครัดในระเบียบวินัย มีความจงรักภักดี และสามัคคีปรองดองกัน ๒๙


บทเสภาสามัคคีเสวก ตอนวิศวกรรมา อันชาติใดไร้ศานติสุขสงบ ต้องมัวรบราญรอนหาผ่อนไม่ ณ ชาตินั้นนรชนไม่สนใจ ในกิจศิลปะวิไลละวาดงาม แต่ชาติใดรุ่งเรืองเมืองสงบ ว่างการรบอริพลอันล้นหลาม ย่อมจำนงศิลปาสง่างาม เพื่ออร่ามเรืองระยับประดับประดา อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า ใครใครเห็นไม่เป็นที่จำเริญตา เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย จำเริญตาพาใจให้สบาย อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม เมื่อถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ โอสถใดจะสมานซึ่งดวงใจ เพราะการช่างนี้สำคัญอันวิเศษ ทุกประเทศนานาทั้งน้อยใหญ่ จึงยกย่องศิลปกรรม์นั้นทั่วไป ศรีวิไลวิลาสดีเป็นศรีเมือง ใครดูถูกผู้ชำนาญในการช่าง ความคิดขวางเฉไฉไม่เข้าเรื่อง เหมือนคนป่าคนไพรไม่รุ่งเรือง จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่งวาจา แต่กรุงไทยศรีวิไลทันเพื่อนบ้าน จึงมีช่างชำนาญวิเลขา ทั้งช่างปั้นช่างเขียนเพียรวิชา อีกช่างสถาปนาถูกทำนอง ทั้งช่างรูปพรรณสุวรรณกิจ ช่างประดิษฐ์รัชดาสง่าผ่อง อีกช่างถมลายลักษณะจำลอง อีกช่ำชองเชิงรัตนประกร ควรไทยเราช่วยบำรุงวิชาช่าง เครื่องสำอางแบบไทยสโมสร ช่วยบำรุงช่างไทยให้ถาวร อย่าให้หย่อนกว่าเขาเราจะอาย อันของชาติไพรัชช่างจัดสรร เป็นหลายอย่างด่างพรรณเข้ามาขาย เราต้องซื้อหลากหลากและมากมาย ต้องใช้ทรัพย์สุรุ่ยสุร่ายเป็นก่ายกอง แม้พวกเราชาวไทยตั้งใจช่วย เอออำนวยช่างไทยให้ทำของ ช่างคงใฝ่ใจผูกถูกทำนอง และทำของงามงามขึ้นตามกาล เราช่วยช่างเหมือนอย่างช่วยบ้านเมือง ให้ประเทืองเทศไทยอันไพศาล สมเป็นเมืองใหญ่โดมโหฬาร พอไม่อายเพื่อนบ้านจึงจะดี ๓๐


บทเสภาสามัคคีเสวก ตอนสามัคคีเสวก ประการหนึ่งพึงคิดในจิตมั่น ว่าทรงธรรม์เหมือนบิดาบังเกิดหัว ควรเคารพยำเยงและเกรงกลัว ประโยชน์ตัวนึกน้อยหน่อยจะดี ควรนึกว่าบรรดาข้าพระบาท ล้วนเป็นราชบริพารพระทรงศรี เหมือนลูกเรืออยู่ในกลางหว่างวารี จำต้องมีมิตรจิตสนิทกัน แม้ลูกเรือเชื่อถือผู้เป็นนาย ต้องมุ่งหมายช่วยแรงโดยแข็งขัน คอยตั้งใจฟังบังคับกับปีตัน นาวานั้นจึงจะรอดตลอดทะเล แม้ลูกเรืออวดดีมีทิฐิ และเริ่มริเฉโกยุ่งโยเส เมื่อดลื่นลมแรงจัดซัดโซเช เรือจะเหล่มระยำคว่ำไป แม้ต่างคนต่างเถียงเกี่ยงแก่งแย่ง นายเรือจะเอาแรงมาแต่ไหน แม้ไม่ถือเคร่งคงตรงวินัย เมื่อถึงคราวพายุใหญ่จะครวญคราง นายจะสั่งสิ่งใดไม่เข้าจิต จะต้องติดตันใจให้ขัดขวาง จะยุ่งแล้วยุ่งเล่าไม่เข้าทาง เรือก็คงอับปางกลางสาคร ถึงเสวีที่เป็นข้าฝ่าพระบาท ไม่ควรขาดความสมัครสโมสร ในพระราชสำนักพระภูธร เหมือนเรือแล่นสาครสมุทรไทย เหล่าเสวกตกที่กะลาสี ควรคิดถึงหน้าที่นั้นเป็นใหญ่ รักษาตนเคร่งคงตรงวินัย สมานใจจงรักพระจักรี ไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชัง สามัคคีเป็นกำลังพลังศรี ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี ให้สมที่ร่วมพระเจ้าเราองค์เดียว ๓๑


คำอธิบายศัพท์และข้อความ กรมวัง ข้าราชการในแผนกราชการที่บริหารกิจการในพระราชสำนัก กรีนิรมิต อ่านว่า กะ-รี-นิ-ระ-มิด กรี แปลว่า ผู้มีมือ หมายถึง ช้าง ซึ่งมีงวง เหมือนมือ นิรมิต คือ เนรมิต แปลว่า บันดาลให้เป็นขึ้น กัปปิตัน มาจากคำว่า captain ในปัจจุบันเรียกว่า กัปตัน เฉโก ฉลาดแกมโกง ไม่ตรงไปตรงมา ช่างเขียน ปัจจุบันใช้ จิตรกร ช่างประดิษฐ์รัชดา ช่างเงิน ช่างรูปพรรณ- ช่างก่อสร้าง สุวรรณกิจ ช่างสถาปนา ช่างก่อสร้าง ชาติไพรัช ต่างชาติ ทรงธรรม์ พระเจ้าแผ่นดิน ยำเยง คือ ยำเกรง หมายถึง เกรงกลัวเพราะความเคารพนับถือ โยเส มาจากคำว่าโยโส หมายถึง โหยกเหยก อวดดี หยิ่งจองหอง ใน ที่นี้เปลี่ยนจากสระ โอ เป็น สระ เอ เพื่อให้รับสัมผัสกับคำว่า ทะเล รัตนประกร ประกร แปลว่า ทำขึ้น ประดิษฐ์ รัตนประกร แปลว่า ทำเพชรนิล จินดา วิเลขา งามยิ่ง ศรีวิไล คือ ศิวิไลซ์ มาจากคำว่า civilized, civilized หมายความว่า เจริญ มีอารยธรรม มีวัฒนธรรม ๓๒


บทประพันธ์เด่น ตอนวิศวกรรมา อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า ใครใครเห็นไม่เป็นที่จำเริญตา เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย ถอดความได้ว่า ชาติใดก็ตามที่ไม่มีช่างฝีมือด้านศิลปะ ก็เหมือนผู้หญิงที่ไม่มีเสน่ห์ไม่สวย ใครเห็นก็รู้สึกไม่ชอบและพากันดูถูกได้ว่าเป็นเมืองที่ไร้ศิลปะ แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม เมื่อถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ โอสถใดจะสมานซึ่งดวงใจ ถอดความได้ว่า คนที่ไม่สนใจในศิลปะ เมื่อถึงเวลาที่เศร้าก็จะไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจไม่สามารถใช้ยาช่วยได้ ตอนสามัคคีเสวก ประการหนึ่งพึงคิดในจิตมั่น ว่าทรงธรรม์เหมือนบิดาบังเกิดหัว ควรเคารพยำเยงและเกรงกลัว ประโยชน์ตัวนึกน้อยหน่อยจะดี ควรนึกว่าบรรดาข้าพระบาท ล้วนเป็นราชบริพารพระทรงศรี เหมือนลูกเรืออยู่ในกลางหว่างวารี จำต้องมีมิตรจิตรสนิทกัน ถอดความได้ว่า พระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนบิดาที่ควรเคารพ และสอนให้ข้าราชการนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนอีกด้วยว่าข้าราชการ เหมือนลูกเรือกะลาสี เรือเปรียบเหมือนประเทศชาติ ๓๓


แม้ลูกเรือเชื่อถือผู้เป็นนาย ต้องมุ่งหมายช่วยแรงโดยแข็งขัน คอยตั้งใจฟังบังคับกัปปิตัน นาวานั้นจึ่งจะรอดตลอดทะเล ถอดความได้ว่า ข้าราชการที่เหมือนลูกเรือ ต้องสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ และตั้งใจฟังกัปตัน หรือก็คือพระมหากษัตริย์เพื่อพาประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยไปตลอดรอดฝั่งได้ แม้ต่างคนต่างเถียงเกี่ยงแก่งแย่ง นายเรือจะเอาแรงมาแต่ไหน แม้ไม่ถือเคร่งคงตรงวินัย เมื่อถึงคราวพายุใหญ่จะครวญคราง ถอดความได้ว่า สื่อถึงว่าหากลูกเรือหรือบรรดาข้าราชการแตกคอกัน แม้แต่ พระมหากษัตริย์เองก็สู้ไม่ไหว และถ้าหากเกิดเรื่องไม่ดีก็อาจจะทำให้ประเทศเดือดร้อนได้ ไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชัง สามัคคีเป็นกำลังพลังศรี ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี ให้สมที่ร่วมพระเจ้าเราองค์เดียว ถอดความได้ว่า เป็นการสอนให้ข้าราชการไม่ลำเอียง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง วางตัวเป็น กลาง และควรปรองดองกันในหมู่ราชการ สามัคคีกัน ๓๔


วิเคราะห์คุณค่า ตอนวิศวกรรมา ๑. คุณค่าด้านเนื้อหา ความสำคัญของศิลปะ มีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะที่มี ประโยชน์ทั้งต่อตนเอง และประเทศชาติ ดังตัวอย่าง ศิลปกรรมนำใจให้สร้างโศก ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย จำเริญตาพาใจให้สบาย อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ เพราะการช่างนี้สำคัญอันวิเศษ ทุกประเทศนานาทั้งน้อยใหญ่ จึงยกย่องศิลปกรรมนั้นทั่วไป ศรีวิไลวิลาศดีเป็นศรีเมือง จากตัวอย่างนี้จะเห็นคุณค่าของศิลปะว่า ช่วยบรรเทาความทุกข์โศก ศิลปะช่วย ให้สบายตาสบายใจ มีความสุขกายสบายใจ และศิลปะยังเป็นศรีแก่ชาติบ้านเมือง แต่กรุงไทยศรีวิไลทันเพื่อนบ้าน จึ่งมีช่างชำนาญวิเลขา ทั้งช่างปั้น ช่างเขียนเพียรวิชา อีกช่างสถาปนาถูกทำนอง ทั้งช่างรูปพรรณสุวรรณกิจ ช่างประดิษฐ์รัชดาสง่าผอง อีกช่างถมลายลักษณะจำลอง อีกช่ำชองเชิงรัตนประการ จากตัวอย่างจะเห็นคุณค่าของศิลปะว่า ศิลปะและงานช่างแสดงให้เห็นถึงความ เจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองและมีช่างฝีมือ เช่น ช่างปั้น ช่างเขียน ช่างก่อสร้าง ช่างทอง ช่างเงิน ช่างถม และช่างอัญมณี ๓๕


๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้โวหารเปรียบเทียบเชิงอุปมา ดังตัวอย่าง อันชาติใดไร้ศานติสุขสงบ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า เหมือนคนป่าคนไพรไม่รุ่งเรือง จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่งวาจา ๓. คุณค่าด้านสังคม สะท้อนวัฒนธรรมด้านศิลปกรรมของไทย ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดยยกตัวอย่างงานช่างศิลป์ไทย เช่น ช่างปั้น ช่างเขียน ช่างก่อสร้าง ช่างทอง ช่างเงิน ช่างถม และช่างอัญมณี สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ชนรุ่นหลังควรศึกษาและสืบ สานต่อไป ๓๖


ตอนสามัคคีเสวก ๑. คุณค่าด้านเนื้อหา ในตอนสุดท้ายกล่าวถึงหน้าที่ของข้าราชบริพารว่าควรมีวินัย รักษาหน้าที่ ไม่ เลือกที่รักมักที่ชัง และให้สามัคคีปรองดองกัน ดังคำประพันธ์ว่า เหล่าเสวกตกที่กะลาสี ควรคิดถึงหน้าที่นั้นเป็นใหญ่ รักษาตนเคร่งคงตรงวินัย สมานใจจงรักพระจักรี ไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชัง สามัคคีเป็นกำลังพลังศรี ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี ให้สมที่ร่วมพระเจ้าเราองค์เดียว ๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๒.๑ การใช้คำง่าย ๆ ทำให้เข้าใจได้ทันที เช่น ๏ แม้ต่างคนต่างเถียงเกี่ยงแก่งแย่ง นายเรือจะเอาแรงมาแต่ไหน ๏ ควรปรองดองในหมู่ราชเทวี ให้สมที่ร่วมพระเจ้าเราองค์เดียว ๒.๒ การใช้อุปมาโวหารเปรียบเทียบ เช่น ประการหนึ่งพึงคิดให้จิตมั่น ว่าทรงธรรม์เหมือนบิดาบังเกิดหัว เหมือนลูกเรืออยู่ในกลางหว่างวารี จำต้องมีมิตรจิตสนิทกัน ๓. คุณค่าด้านสังคม ๓.๑ วัฒนธรรมการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๓.๒ ค่านิยมของคนไทยที่ยกย่องข้าราชการ ในสังคมสมัยก่อนให้ความสำคัญกับข้าราชการว่าเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ บทบาทหน้าที่ด้านการปกครอง และบริหารบ้านเมือง จึงมี ความสำคัญต่อการรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ ดังนั้น ข้าราชการจึงควรตระหนักในหน้าที่ของตนเองให้มาก ยึดถือวินัย และความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน ๓๗


ลักษณะคำประพันธ์ กลอนเสภา ๑. แผนผังของกลอนเสภา ๒. ฉันทลักษณ์ของกลอนเสภา ฉันทลักษณ์ของกลอนเสภาทั้งคณะและสัมผัสเหมือนกับกลอนสุภาพ แต่มีข้อ แตกต่างบางประการ ดังนี้ ๒.๑ ในบทเริ่มต้นตอนหรือเปลี่ยนเนื้อความใหม่ มักขึ้นต้นวรรคด้วยคำว่า “ครา นั้น...” “จะกล่าวถึง...” “มาจะกล่าว...” “ครั้น...” เป็นต้น ๒.๒ การส่งสัมผัสระหว่างคำสุดท้ายของวรรคแรกไปยังวรรคที่สองและระหว่าง คำสุดท้ายของวรรคที่สามไปยังวรรคที่สี่ สามารถส่งไปสัมผัสตั้งแต่คำที่ ๑-๗ ๓๘


กิจกรรมในบทเรียน ๑. ให้นักเรียนแต่งกลอนเสภา ๒ บท ที่มีเนื้อหาแสดงความเป็นศิลปะ .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ๒. ให้นักเรียนแต่งกลอนเสภา ๒ บท ที่มีเนื้อหาแสดงความสามัคคี .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. .............................................................................................................................................. ......................................................................................................................................... ๓๙


บทที่ ๔ ตอน นารายณ์ปณ์ ราบนนทก นารายณ์ปณ์ ราบนนทก ต้นต้เค้าค้ของเรื่อ รื่ งรามเกียกีรติ์ม ติ์ าจากมาจากเรื่อ รื่ งรามายณะของอินอิเดียดีซึ่ง ซึ่ เป็นป็นิทนิานที่แ ที่ พร่หร่ลายอยู่ทั่ยู่ ว ทั่ ไปในภูมิภูภมิาค เอเชียชีใต้ต่อต่มาอารยธรรมอินอิเดียดีได้แด้พร่หร่ลายเข้าข้มาในภูมิภูภมิาคเอเชียชีตะวันวัออกเฉียฉีงใต้ พ่อพ่ค้าค้ชาวอินอิเดียดีได้นำด้ นำอารยธรรม และศาสนาเข้าข้มาเผยแพร่ด้ร่วด้ย ทำ ให้เห้รื่อ รื่ งรามายณะแพร่หร่ลายไปทั่ว ทั่ ภูมิภูภมิาคกลายเป็นป็นิทนิานที่รู้ ที่ จัรู้กจักันกัเป็นป็อย่าย่งดีแดีละได้ ปรับรัเปลี่ย ลี่ นเนื้อ นื้ หาให้สห้อดคล้อล้งกับกัวัฒวันธรรมของประเทศนั้น นั้ จนกลายเป็นป็วรรณคดีปดีระจำ ชาติไติป ดังดัปรากฏในหลายๆ ชาติเช่นช่ลาว พม่าม่เขมร มาเลเซียซีอินอิโดนีเนีซียซีล้วล้นมีวมีรรณคดีเดีรื่อ รื่ งรามเกียกีรติ์เ ติ์ป็นป็วรรณคดีปดีระจำ ชาติทั้ติง ทั้ สิ้น สิ้ ตัวชี้วัด ท ๕.๑ ม.๒/๑,๒,๓ การวิเคราะห์และประเมินคุณค่าวรรณคดี และวรรณกรรม เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก รามเกีกีย กี ย กี รติ์ติ์ ติ์ติ์


พระบาทสมเด็จด็พระพุทพุธยอดฟ้าฟ้จุฬจุาโลกมหาราช(รัชรักาลที่ ๑) มีพมีระนามเดิมดิว่าว่ด้วด้ง พระชนกคือคืหลวงพินิพิจนิอักอัษรกับกัพระชนนีคืนีอคืดาวเรือรืง ทรงขึ้น ขึ้ ครองราชย์หย์ลังลัจากสมเด็จด็พระเจ้าจ้กรุงรุธนบุรีบุเรีสด็จด็สวรรคตเป็นป็ปฐมกษัตษัริย์ริแย์ห่งห่ราชวงศ์จัศ์กจัรีตลอดรัชรักาลพระองค์ทค์รงทำ สงครามทั้ง ทั้ กับกัพม่าม่ และปราบหัวหัเมือมืงต่าต่งๆทรงสร้าร้งระเบียบีบการปกครองฟื้น ฟื้ ฟูพฟูระพุทพุธศาสนาศิลศิปะศาสตร์และอักอัษรศาสตร์รวบรวมชำ ระกฎหมายตราสามดวงจน สมบูรบูณ์ และพระองค์ยัค์งยัเป็นป็กวีโวีดยทรงพระราชนิพนินธ์วธ์รรณคดีไดีว้หว้ลายเรื่อ รื่ งได้แด้ก่รามเกียกีรติ์ดาหลังลัอุณอุรุทรุและกลอนนิรนิาศเรื่อ รื่ งรบพม่าม่ที่ ท่าท่ดินดิแดง ประวัติผู้แต่ง ลักษณะคำ ประพันธ์ แต่งต่ด้วด้ยกลอนบทละคร กลอนบทละครเป็นป็คำ ประพันพัธ์ชธ์นิดนิหนึ่ง นึ่ ซึ่ง ซึ่ แต่งต่ขึ้น ขึ้ เพื่อ พื่ ใช้ใช้นการเล่นล่ละครต้อต้งอาศัยศัทำ นองขับขัร้อร้งและเครื่อ รื่ งดนตรีปรีระกอบ แต่งต่เสร็จร็ต้อต้งนำ ไปซักซัซ้อซ้มปรับรัปรุงรุดังดันั้น นั้ จำ นวนคำ ของแต่ลต่ะวรรคจึงจึไม่เม่ท่าท่กันกัขึ้น ขึ้ อยู่กัยู่ บกัจังจัหวะขับขัร้อร้งเป็นป็สำ คัญคัว่าว่ โดยหลักลัมีแมีต่ ๖ คำ ถึงถึ๙ คำ แต่ที่ต่ ปที่ รากฏว่าว่ ใช้มช้ากสุดสุคือคื๖ คำ เช่นช่เรื่อ รื่ งรามเกียกีรติ์เฉพาะวรรคแรกขึ้น ขึ้ ต้นต้ ใช้ ๒ คำ ถึงถึ๔-๕ คำ บางคราวก็ส่ก็งส่สัมสัผัสผัไปยังยั วรรคที่ ๒ บางคราวก็ไก็ม่ส่ม่งส่คำ ที่ใที่ ช้เช้ช่นช่เมื่อ มื่ นั้น นั้, บัดบันี้,นี้ น้อน้งเอ๋ยอ๋น้อน้งรักรั แม้กม้ลอนสดับดัจะใช้คำช้คำพูดพูเพียพีงสองคำ ก็ถืก็อถืถือถืว่าว่เต็มต็วรรคโดยลักลัษณะสัมสัผัสผัในวรรคและนอกวรรค นิยนิมใช้แช้บบกลอนสุภสุาพ แต่งต่ เป็นป็ตอน ๆ พอจบตอนหนึ่ง นึ่ ขึ้น ขึ้ ตอนต่อต่ ไปใหม่ ไม่ต้ม่อต้งรับรัสัมสัผัสผัไปถึงถึตอนที่จ ที่ บ เพราะอาจเปลี่ย ลี่ นทำ นองตามบทบาทตัวตัละคร ที่ขึ้ ที่ น ขึ้ ต้นต้ว่าว่ เมื่อ มื่ นั้น นั้ ใช้สำช้สำหรับรัพระเอกหรือรืผู้นำผู้ นำในเรื่อ รื่ ง บัดบันั้น นั้ ใช้สำช้สำหรับรัเสนากลอนนี้เ นี้ป็นป็กลอนผสม คือคืกลอน ๖ กลอน ๗ กลอน ๘ หรือรืกลอน ๙ ผสมกันกัตามจังจัหวะ มีแมีผนผังผัและตัวตัอย่าย่งดังดันี้ ๔๑


บทประพันธ์ ๔๒


บทประพันธ์ ๔๓


บทประพันธ์ ๔๔


บทประพันธ์ ๔๕


บทประพันธ์ ๔๖


บทประพันธ์ ๔๗


Click to View FlipBook Version