The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่ม หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nittaya Rueangsuwan, 2024-06-10 02:31:30

รวมเล่ม หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

รวมเล่ม หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

ชั้ชั้ ชั้ น ชั้ ชั้ น ชั้ มัมัธ มั ธ มั ยมศึศึก ศึ ก ศึ ษาปีปีปี ที่ ปี ที่ ที่ที่ หนังสือ สื เรีย รี น รายวิชาพื้น พื้ ฐานภาษาไทย กลุ่ม ลุ่ สาระการเรีย รี นรู้ภ รู้ าษาไทย ตามหลักสูต สู รแกนกลาง การศึก ศึ ษาขั้นพื้น พื้ ฐาน พุท พุ ธศัก ศั ราช ๒๕๕๑ พินิ พิ นิ จวรรณคดี ๓


คำนำ หนังสือเรียนรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมปีที่ ๓ หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เป็นหนังสือ ที่นักศึกษาวิชาภาษาไทยชั้นปีที่ ๓ มหาวิทยาลัยราภัฏสุรินทร์ รายวิชา ETHI623317 การออกแบบและผลิตสื่อการศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยจัดทำขึ้น เพื่อใช้เป็นสื่อประกอบหารจัดการเรียนรู้รายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษไทย ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๕๑ มีอาจารย์นิตยา เรืองสุวรรณ เป็นผู้ให้คำแนะนำในการจัดทำ แนวการนำเสนอเนื้อหาของหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนได้ศึกษาวรรณคดีที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวัน ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ เรื่องวรรณคดีสำหรับจัดการเรียนการสอนภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และเพื่อให้เข้าใจถึงคุณค่าของวรรณคดีด้านต่าง ๆ เช่น คุณค่าด้านอารมณ์ คุณค่าด้านคุณธรรม คุณค่าด้านวรรณศิลป์และคุณค่าที่สร้างสรรค์จากจินตนาการของกวี นอกจากนี้ ยังส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล นำไปสู่ความรู้ ความรู้สึกนึกคิดและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ ซาบซึ้งในวรรณคดี วัฒนธรรมทางภาษาและความเป็นไทย โดยนำเสนออย่างน่าสนใจและชวนติดตาม ผู้จัดทำหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย อย่างมี ประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักการและบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ขอขอบคุณท่านอาจารย์นิตยา เรืองสุวรรณ ที่ได้ให้คำนำแนะนำในการจัดทำ ให้ความรู้องค์ประกอบต่าง ๆ หลักคิดในการจัดทำ หนังสือเล่มนี้ จนทำให้หนังสือ เล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คณะผู้จัดทำ


สารบัญ หน้า บทที่ ๑ บทพากย์เอราวัณ ๑ ประวัติผู้เเต่ง ลักษณะคำประพันธ์ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ บทพากย์หรือคำพากย์เรื่องรามเกียรติ์ เนื้อเรื่องย่อบทพากย์เอราวัณ บทพากย์ช้างเอราวัณ บทวิเคราะห์ อธิบายคำศัพท์ ชวนพินิจคิดคุณค่า บทที่ ๒ พระบรมราโชวาท ๑๖ ความเป็นมา ลักษณะการประพันธ์ บทวิเคราะห์ คำอธิบายศัพท์และความหมาย ชวนคิดพินิจคุณค่า บทที่ ๓ เห็นแก่ลูก ๒๗ ความเป็นมา ประวัติผู้แต่ง ลักษณะคำประพันธ์ เนื้อเรื่องย่อ


สารบัญ (ต่อ) หน้า คำศัพท์ บทวิเคราะห์ สนุกกับกิจกรรมการใช้ภาษา บทที่ ๔ อิศรญาณภาษิต ๓๙ ความเป็นมาของเรื่อง ลักษณะคำประพันธ์ คำสอนในอิศรญาณภาษิต บทวิเคราะห์ คำอธิบายศัพท์และความหมาย ชวนคิดพินิจคุณค่า บทที่ ๕ พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร ๔๙ บทวิเคราะห์ เนื้อเรื่อง บทอาขยาน คำอธิบายศัพท์ ชวนคิดพินิจคุณค่า


ประวัติผู้แต่ง บทพากย์เอราวัณเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เป็นตอนหนึ่งในรามเกียรติ์ คือ ตอนศึกอินทรชิตรบกับพระราม เนื้อหากล่าวถึงอินทรชิตโอรสของ นางมณโฑ แปลงกายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เพื่อลวงตาฝ่าย ข้าศึกคือฝ่ายพระราม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระอม รินทรามาตย์บรมราชินี มีพระนามเดิมว่า ฉิม ทรงพระบรมราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ เมืองสมุทรสงคราม ลักษณะคำประพันธ์ ประพันธ์ด้วยรูปแบบของกาพย์ฉบัง ๑๖ ซึ่งหนึ่งบทประกอบด้วย ๓ วรรค วรรคแรกบังคับ ๖ พยางค์ วรรคที่สองบังคับ ๔ พยางค์ วรรคที่สามบังคับ ๖ พยางค์ รวมทั้งสิ้น ๑ บท มี ๑๖ พยางค์จึง เรียกกาพย์ฉบัง ๑๖ ดังแผนผังฉันทลักษณ์ ตัวอย่างคำประพันธ์ อากาศก้องโกลาหล โลกลั่นอึงอล อำนาจสะท้านธรณี ศรเต็มไปทั่วราศี ต้ององค์อินทรีย์ พระลักษมณ์ก็กลิ้งกลางพล บทพากย์เอราวัณ ๒


บทละครเรื่องรามเกียรติ์ รามเกียรติ์เป็นวรรณคดีไทยที่ได้รับมาจากอินเดียเรื่องรามายณะ คนไทยนิยมวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์เป็นเวลาช้านานแล้ว ดังปรากฏในตำนาน นิทานพื้นบ้าน ชื่อสถานที่ งานจิตรกรรม ประติมากรรม และวรรณคดีสำหรับการแสดง เช่น บทละครบทพากย์โขนและบทพากย์หนังใหญ่ แม้ ต้นฉบับวรรณคดีส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา แต่คนไทยก็ยังจดจำเรื่องรามเกียรติ์ ได้สืบต่อกันมา ต่อมาในสมัยธนบุรีจึงเริ่มมีการฟื้นฟูเรื่องรามเกียรติ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระ ราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ไว้บางตอนเพื่อใช้แสดงละคร และเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กวีในราช สำนักรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์มาฟื้นฟูใหม่เพื่อใช้ในการแสดงละครสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ รามเกียรติ์ สำนวนนี้เป็นบทละครที่มีความยาวกว่า ๑๐๐ เล่ม สมุดไทย และมีเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ใช้สำหรับแสดงละครในซึ่งเป็นละครที่ผู้แสดงเป็นหญิงล้วนเน้นการ ร่ายำอันอ่อนช้อยงดงามและถูกแบบ ต่างกับละครนอกซึ่งเป็นละครชาวบ้าน ใช้ผู้ชายแสดง มีบทตลก บทบริภาษได้ และเรื่องที่แสดงเป็นเรื่อง จักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใดก็ได้ ส่วนละครในนั้นจำกัดไว้เพียง ๓ เรื่อง ได้แก่ รามเกียรติ์อิเหนา และอุณรุท" แด่เดิมละครในเป็นละครของพระมหากษัตริย์ แสดงอยู่ใน เขตพระราชฐานเท่านั้น เพราะถือเป็นเครื่องราชูปโภคอย่างหนึ่งซึ่งคนทั่วไปจะทำเทียมมิได้ ต่อมาจึงมี การจัดแสดงได้ทั่วไป แต่ก็ยังรักษาระเบียบแบบแผนของการแสดงละครในไว้อย่างเคร่งครัดในรัชกาล ต่อ ๆ มามีพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์อีกหลายสำนวน ได้แก่ บทละครรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บทละครรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว และบทละครรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บท พากย์หรือคำพากย์เรื่องรามเกียรติ์ บทพากย์เอราวัณ ๓


บทพากย์หรือคำพากย์เรื่องรามเกียรติ์ การแสดงมโหรสพไทยซึ่งนิยมกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา นอกจากละครแล้วยังมีหนังใหญ่และ โขนหนังงใหญ่เป็นการแสดงที่ใช้หนังสัตว์สลักเป็นรูปภาพเชิดได้ทั้งหน้าจอแหละหลังจอ มีบทพากย์ ประกอบการแสดงเจรจาและใช้ปี่พาทย์กับเกราะไม้ประกอบ ส่วนโขนมีวิวัฒนาการมาจากหนังใหญ่ โดยใช้ผู้แสดงบทบาทแทนตัวหนัง เดิมผู้แสดงโขนสวมหัวปิดหน้าทั้งหมดจึงต้องมีผู้พูดแทนเรียกว่าผู้ เจรจา ต่อมาผู้แสดงเป็นเทวดามนุษย์ชายหญิงสวมแต่เครื่องประดับ ศีรษะ ไม่ปิดหน้าทั้งหมด แต่ก็ ยังคงผู้เจรจาแบบเดิม ในสมัยอยุธยามีการนำเนื้อเรื่องจากรามเกียรติ์มาแต่งเป็นบทสำหรับการแสดง มหรสพประเภทหนังใหญ่และโขนโดยเฉพาะ บทประพันธ์นั้นเรียกว่า บทพากย์ หรือที่โบราณเรียกว่า คำพากย์ ส่วนใหญ่แต่งเป็นกาพย์ ในการแสดงหนังใหญ่มีบทพากย์บรรยายเป็นหลักและมีตัวหนังเป็น ส่วนประกอบ เท่าที่ปรากฏต้นฉบับตกทอดมา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์บางตอนขึ้นได้แห่บทพากย์นางลอย บทพากย์นาคบาศ และบทพากย์ ช้างเอราวัณ ที่นำมาให้นักเรียนศึกษาในหนังสือเรียนเล่มนี้คือบทพากย์ช้างเอราวัณซึ่งเป็นพระราช นิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ บทพากย์เอราวัณ ๔


เนื้อเรื่องย่อบทพากย์เอราวัณ กล่าวถึงอินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์เพื่อออกสู้รบกับพระราม พระลักษมณ์ จากนั้น พรรณนาถึงความงดงามของช้างเอราวัณซึ่งเป็นช้างทรงของพระอินทร์ว่ามีสีขาวเผือก มี ๓๓ เศียร แต่ ละเคียรมี ๗ งา แต่ละงามีสระบัว ๗ สระ สระบัวแต่ละสระมีกอบัว ๗ กอ กอบัวแต่ละกอมีดอกบัว ๗ ดอก ดอกบัวแต่ละดอกมี ๗ กลีบ แต่ละกลีบมีเทพธิดา ๗ องค์ แต่ละองค์มีบริวาร ๗ นาง ล้วนเนรมิต กายร่ายรำระบำฟ้อนคล้ายนางฟ้า ที่เคียรช้างมีวิมานแก้วงามราวกับวิมานเวไชยันต์ของพระอินทร์ ตัว ช้างประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยทองและแก้วนพรัตน์ ควาญช้างชื่อโลทันสารถีของอินทรชิตแปลง กายเป็นเทพบุตร ต่อมาพรรณนาความยิ่งใหญ่ของกองทัพพระราม พระลักษมณ์ ความยิ่งใหญ่เมื่อเคลื่อนขบวน แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น สัตว์ต่าง ๆ ตกใจและวิ่งหนี แม้แต่นกหัสดีลิงค์ที่คาบช้างมาก็ปล่อยให้ช้าง หลุดจากปาก พระลักษมณ์ทอดพระเนตรเห็นทัพพระอินทร์แปลงจึงตรัสถามสุครีพ สุครีพจึงเตือนให้ระวัง ตน อินทรชิตสั่งให้ยักษ์จัดระบำถวาย พระลักษมณ์ทรงเคลิบเคลิ้มพระวรกาย อินทรชิตจึงแผลงศร พรหมาสตร์ต้องพระลักษมณ์ บทพากย์เอราวัณ ๕


บทพากย์ช้างเอราวัณ • อินทรชิตบิดเบือนกายิน เหมือนองค์อมรินทร์ ทรงคชเอราวัณ • ช้างนิมิตฤทธิแรงแข็งขัน เผือกผ่องผิวพรรณ สีสังข์สะอาดโอฬาร์ • สามสิบสามเศียรโสภา เศียรหนึ่งเจ็ดงา ดังเพชรรัตน์รูจี • งาหนึ่งเจ็ดโบกขรณี สระหนึ่งย่อมมี เจ็ดกออุบลบันดาล • กอหนึ่งเจ็ดดอกดวงมาลย์ ดอกหนึ่งแบ่งบาน มีกลีบได้เจ็ดกลีบผกา • กลีบหนึ่งมีเทพธิดา เจ็ดองค์โสภา แน่งน้อยลำเพานงพาล • นางหนึ่งย่อมมีบริวาร อีกเจ็ดเยาวมาลย์ ล้วนรูปนิรมิตมายา • จับระบำรำร่ายส่ายหา ชำเลืองหางตา ทำที่ดังเทพอัปสร • มีวิมานแก้วงามบวร ทุกเกศกุญชร ดังเวไชยันต์อมรินทร์ • เครื่องประดับเก้าแก้วโกมิน ซองหางกระวิน สร้อยสายชนักถักทอง บทพากย์เอราวัณ ๖


• ตาข่ายเพชรรัตน์ร้อยกรอง ผ้าทิพย์ปกตระพอง ห้อยพู่ทุกหูคชสาร • โลทันสารถีขุนมาร เป็นเทพบุตรควาญ ขับท้ายที่นั่งช้างทรง • บรรดาโยธาจัตุรงค์ เปลี่ยนแปลงกายคง เป็นเทพไทเทวัญ • ทัพหน้าอารักขไพรสัณฑ์ ทัพหลังสุบรรณ กินนรนาคนาคา • ปีกซ้ายฤาษิตวิทยา คนธรรพ์ปีกขวา ตั้งตามตำรับทัพชัย • ล้วนถืออาวุธเกรียงไกร โตมรศรชัย พระขรรค์คทาถ้วนตน • เมื่อนั้นจึงพระจักรี พอพระสุริย์ศรี อรุณเรืองเมฆา • ลมหวนอวลกลิ่นมาลา เฟื่องฟุ้งวนา นิวาสแถวแนวดง • ผึ้งภู่หมู่คณาเหมหงส์ ร่อนราถาลง แทรกใช้ในสร้อยสุมาลี • ดุเหว่าเร้าเร่งพระสุริย์ศรี ไก่ขันปีกตี กู่ก้องในท้องดงดาน • ปักษาตื่นตาขันขา หาคู่เคียงประสาน สำเนียงเสนาะในไพร บทพากย์เอราวัณ ๗


• เดือนดาวดับเศร้าแสงใส สร่างแสงอโณทัย ก็ผ่านพยับรองเรื่อง • จับฟ้าอากาศแลเหลือง ธิบดินทร์เธอบรรเทือง บรรทมฟื้นจากไสยา • เสด็จทรงรถแก้วโกสีย์ ไพโรจน์รูจี จะแข่งซึ่งแสงสุริย์ใส • เทียมสินธพอาชาไนย เริงร้องถวายชัย ชันหูระเหิดหฤหรรษ์ • มาตลีสารถีเทวัญ กรกุมพระขรรค์ ขับรถมากลางจัตุรงค์ • เพลารอยพลอยประดับดุมวง กึกก้องกำกง กระทบกระทั่งธรณี • มยุรฉัตรชุมสายพรายศรี พัดโบกพัชนี กบี่ระบายโบกลม • อึงอินทเภริตีระงม แตรสังข์เสียงประสม ประสานเสนาะในไพร • เสียงพลโห่ร้องเอาชัย เลื่อนลั่นสนั่นใน พิภพเพียงทำลาย • สัตภัณฑ์บรรพตทั้งหลาย อ่อนเอียงเพียงปลาย ประนอมประนมชมชัย • พสุธาอากาศหวาดไหว เนื้อนกตกใจ ซุกซ่อนประหวั่นขวัญหนี บทพากย์เอราวัณ ๘


• ลูกครุฑพลัดตกฉิมพลี หัสดินอินทรี คาบช้างก็วางไอยรา • วานรสำแดงเดชา หักถอนพฤกษา ถือต่างอาวุธยุทธยง • ไม่ไหล้ยูงยางกลางดง แหลกลู่ล้มลง ละเอียดด้วยฤทธิโยธิ • อากาศบดบังสุริย์ศรี เทวัญจันทรี ทุกชั้นอำนวยอวยชัย • บ้างเปิดแกลแก้วแววไว โปรยทิพมาลัย ช้องสาธุการบูชา • ชักรถรี่เรื่อยเฉื่อยมา พุ่มบุษปมาลา กงรถไม่จดธรณินทร์ • เร่งพลโยธาพานรินทร์ เร่งรัดหัสดิน วานรให้เร่งรีบมา • เมื่อนั้นพระศรีอนุชา เอื้อนอรรถวัจนา ตรัสถามสุครีพขุนพล • เหตุไฉนสหัสนัยน์เสด็จดล สมรภูมิไพรสณฑ์ เธอมาด้วยกลอันใด • สุครีพทูลทัดเฉลยไข ทุกทีสหัสนัยน์ เสด็จด้วยหมู่เทวา • อวยชัยถวายทิพมาลา บัดนี้เธอมา เห็นวิปริตดูฉงน บทพากย์เอราวัณ ๙


• ทรงเครื่องศัสตราแย่งยล ฤาจะกลับเป็นกล ไปเข้าด้วยราพณ์อาธรรม์ • พระผู้เรืองฤทธิแข็งขัน คอยดูสำคัญ อย่าไว้พระทัยไพรี • เมื่อนั้นอินทรชิตยักษี ตรัสสั่งเสนี ให้จับระบำรำถวาย • ให้องค์อนุชานารายณ์ เคลิบเคลิ้มวรกาย จะแผลงซึ่งศัสตรศรพล • อินทรชิตสถิตเหนือเอรา วัณทอดทัศนา เห็นองค์พระลักษณ์ฤทธิรงค์ • เคลิบเคลิ้มหฤทัยใหลหลง จึงจับศรทรง พรหมาสตร์อันเรืองเดชา • ทูนเหนือเศียรเกล้ายักษา หมายองค์พระอนุชา ก็แผลงสำแดงฤทธิรณ • อากาศก้องโกลาหล โลกลั่นอึงอล อำนาจสะท้านธรณี • ศรเต็มไปทั่วราศี ต้ององค์อินทรีย์ พระลักษณ์ก็กลิ้งกลางพล บทพากย์เอราวัณ ๑๐


บทวิเคราะห์ ๑. คุณค่าด้านเนื้อหา โครงเรื่อง เริ่มเรื่องด้วยที่อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์เพื่อออกสู้รบกับพระรามพระ ลักษมณ์ จากนั้นพรรณนาถึงความงดงามใหญ่โตของช้างเอราวัณ พรรณนากองทัพของอินทรชิต จากนั้น กล่าวถึงพระรามตื่นบรรทม และพรรณนาธรรมชาติบริเวณที่ประทับและความยิ่งใหญ่ของ กองทัพพระราม จบลงด้วยฉากที่พระลักษมณ์ทอดพระเนตรเห็นทัพพระอินทร์แปลง ทรงเคลิบเคลิ้ม อินทรชิต จึงแผลงศรพรหมาสตร์ต้องพระลักษมณ์ ตัวละคร ตัวละครหลักที่สำคัญในบทพากย์เอราวัณมี ๔ ตัว ได้แก่ พระราม พระลักษมณ์ อินทรชิต และช้างเอราวัณ ฉาก ฉากที่ปรากฏในตอนนี้คือฉากกองทัพของฝ่ายอินทรชิต แต่ฝ่ายพระราม กวีได้พรรณนา ให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของกองทัพทั้งสองฝ่าย และยังปรากฏฉากธรรมชาติบริเวณที่ประทับของ พระรามในขณะที่พระรามตื่นบรรทมด้วย แก่นเรื่อง การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ต้องมีสติ อย่าหลงเชื่ออะไรง่าย ๆ เพราะความงดงามชวน หลงใหลนั้นมักจะแฝงมากับพิษภัย ๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ รสวรรณคดีไทย บทพากย์เอราวัณปรากฏรสทางวรรณคดีไทยที่โดดเด่น คือ เสาวรจนี เป็น บทพรรณนาความงามของสถานที่ธรรมชาติ หรือชมความงามของตัวละคร ดังความที่พรรณนาความ งามวิมานของพระอินทร์ว่า เครื่องประดับเก้าแก้วโกมิน ซองหางกระวิน สร้อยสายชนักถักทอง ตาข่ายเพชรรัตน์ร้อยกรอง ผ้าทิพย์ปกตระพอง ห้อยพู่ทุกหูคชสาร บทพากย์เอราวัณ ๑๑


ศิลปะการประพันธ์ใช้ถ้อยคำสั้น ๆ แต่ได้ความหมายดี เช่น ชมกระบวนทัพของอินทรชิต และชมกระบวนทัพของพระราม พระลักษณ์ สามารถทำให้ผู้อ่านเห็นภาพกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ได้ หรือการชมช้างเอราวัณที่สามารถทำให้คิดจินตนาการภาพช้างเอราวัณที่สวยงาม การใช้อุปมา ทำให้เกิดภาพหลายตอน เช่น ชมบริวารงามดังนางฟ้า การใช้บุคคลวัต คือ สมมุติให้สิ่งไม่มีชีวิตกลับมีชีวิต ทำกิริยาเสมือนเป็นคน เช่น ให้ภูเขา ทั้งหลายพากันโอนอ่อนน้อมประนมมือไหว้ ๓. คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม • สะท้อนให้เห็นถึงสังคมในสมัยอยุธยาว่ามีการแสดงมหรสพประเภทหนังใหญ่และโขน • สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ ที่มีอยู่ในวิถีชีวิตของคนในสังคม นั้นๆ • สะท้อนให้เห็นสังคมในสมัยก่อนว่าใช้อาวุธต่าง ๆ ในการรบ เช่น พระขรรค์ โตมร ธนู คหา ใช้ ช้าง ม้า และราชรถเป็นพาหนะ ดังคำประพันธ์ที่ว่า จับระบำรำร่ายส่ายหา ชำเลืองหางตา ทำทีดังเทพอัปสร ล้วนถืออาวุธเกรียงไกร โตมรศรชัย พระขรรค์คทาถ้วนตน สัตภัณฑ์บรรพตทั้งหลาย อ่อนเอียงเพียงปลาย ประนอมประนมชมชัย บทพากย์เอราวัณ ๑๒


อธิบายคำศัพท์ คำศัพท์ ความหมาย กง ส่วนที่เป็นวงของรถ กบี่ ลิง โกมิน พลอยสีแดง กินนร อมนุษย์ที่มีรูปร่างครึ่งคนครึ่งนก ถ้าเป็นหญิงเรียกกินรี จัตุรงค์ พล ๔ เหล่า มีช้าง ม้า รถ ราบ (พลเดินเท้า) ฉิมพลี ต้นนิ้ว ชนัก เครื่องผูกช้าง ทำด้วยเชือกเป็นปมหรือห่วงห้อยพาดลง มาเพื่อให้คนที่ขี่คอช้างใช้หัวแม่มือแม่เท้าคีบกันตก ดวงมาลย์ ดอกไม้ โตมร หอกด้ามสั้น ใช้พุ่งหรือชัดไป เทพอัปสร นางฟ้า ธรณินทร์ แผ่นดิน ธิบดินทร์ พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ หมายถึง พระราม ซองหาง เครื่องคล้องโคนหางช้าง บิดเบือนกายิน แปลงกาย โบกขรณี สระบัว ผกา ดอกไม้ ผ้าทิพย์ ผ้าห้อยหน้าพระพุทธรูปหรือราชอาสน์หรือพลับพลา ใน ที่นี้คือผ้าตระพองช่างเพื่อตกแต่งความสวยงาม พสุธา แผ่นดิน บรรพต ภูเขา หัสดิน ช้าง บทพากย์เอราวัณ ๑๓


พานรินทร์ พญาวานร ในที่นี้คือ วานรกองทัพพระราม มาตลี สารถีของพระอินทร์ มารยา การแสร้งทำ อัมรินทร์ พระอินทร์ รถแก้วโกสีย์ รถทรงพระอินทร์ รอย เป็นลวดลาย ราพณ์ ทศกัณฐ์ นิรมิต สร้าง แปลง ทำบันดาลให้เป็นขึ้นมีขึ้น ฤทธิรงค์ มีความสามารถในการสู้รบ ลอยฟ้า เหาะ โลทัน สารถีของอินทรชิต วิทยา วิทยาธร เวไชยันต์ วิมานหรือรถของพระอินทร์ สมรภูมิชัย สนามรบ หัสดินอินทรี นกหัสดีลิงค์ เป็นชื่อนกในวรรณคดี ตัวใหญ่ มีจะงอย ปากยาวคล้ายงวงช้าง มีกรงเล็บใหญ่ มีกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก กินเนื้อคนและสัตว์เป็นอาหาร อยู่ในป่าหิมพานต์ ไพรสัณฑ์ แนวป่า บทพากย์เอราวัณ ๑๔


ชวนพินิจคิดคุณค่า ๑. ยกตัวอย่างคำประพันธ์ที่คิดว่ามีความไพเราะมากที่สุด พร้อมทั้งอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและร้อย กรองให้ถูกต้อง ๒. ยกตัวอย่างคำประพันธ์ที่นักเรียนชื่นชอบ พร้อมบอกความหมายของคำศัพท์ในคำประพันธ์ที่ นักเรียนยกตัวอย่างมา ๓. ยกคำประพันธ์ตอนที่นักเรียนคิดว่าแสดงความยิ่งใหญ่ที่สุดของช้างเอราวัณ ๔. สรุปข้อคิดและคติเตือนใจที่ได้รับจากเรื่องบทพากย์ช้างเอราวัณ บทพากย์เอราวัณ ๑๕


ความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์พระบรมราโชวาท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ เพื่อพระราชทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ ที่เสด็จไปทรงศึกษาต่อต่างประเทศ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ คือ ๑. พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (กรมพระจันทบุรีนฤนาถ) ต้นราชสกุลกิติยากร ภายหลังดำ รงตำ แหน่ง เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ ๒. พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์) ต้นราชสกุลรพีพัฒน์ ภายหลังดำ รงตำ แหน่ง เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ๓. พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (กรมหลวงปราจิณกิติบดี) ต้นราชสกุลประวิตร ภายหลังดำ รงตำ แหน่ง ราชเลขาธิการในรัชกาลที่ ๕ ๔. พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช) ต้นราชสกุลจิรประวัติ ภายหลังดำ รงตำ แหน่ง เสนาบดีกระทรวงกลาโหม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในเรื่อง การปฏิบัติพระองค์ของพระราชโอรส โดยทรงอบรมมิให้ประพฤติพระองค์อวดอ้างว่าทรงเป็นชนชั้นเจ้านาย ให้มีความอ่อนน้อมใฝ่พระทัยในการศึกษา ใช้สอยพระ-ราชทรัพย์อย่างประหยัด จึงนับได้ว่าพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสมือนตัวแทนคําสอนของบิดาที่มีความปรารถนาดีและห่วงใยต่อบุตร พระบรมราโชวาทมีเนื้อความสั่งสอนในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ๑. การวางตน ๒. การรู้จักใช้สอยพระราชทรัพย์ ๓. การรู้จักอุตสาหะเล่าเรียนเพื่อกลับมาทําคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง ๔. การรู้จักรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ๕. ความสําคัญของการเรียนรู้ภาษาอื่น โดยไม่ละทิ้งภาษาไทย ลักษณะการประพันธ์ พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เป็นร้อยแก้ว ทรงใช้เทศนาโวหาร ด้วยภาษาที่สื่อความชัดเจนและเข้าใจง่าย พระบรมราโชวาท พระบรมราโชวาท ๑๗


พระบรมราโชวาท ...จงอุตสาหะเล่าเรียนโดยความเพียรอย่างยิ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสที่จะทำ การให้เป็นคุณ แก่บ้านเมืองของตัวเอง และโลกที่ตัวได้มาเกิด... ...เงินทองที่จะใช้สอยในค่ากินอยู่ นุ่งห่มหรือใช้สอยเบ็ดเสร็จทั้งปวงจงเขม็ดแขมใช้แต่ เพียงพอที่อนุญาตให้ใช้ อย่าทำ ใจตัว มือโต สุรุ่ยสุร่าย... ...จงนึกไว้ให้เสมอว่าเงินทองที่แลเห็นมากๆ ไม่ได้เป็นของหามา ได้โดยง่ายเหมือนเวลาที่จ่ายไปง่ายนั้นเลย... ถ้าจะใช้คำ ตั้งต้นนี้เป็นคำ ตักเตือนลูกหลานที่จากบ้านไปศึกษาต่างถิ่นต่างแดนก็น่าจะเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะความตั้งใจเล่าเรียนและการใช้จ่ายอย่างประหยัดเป็นเรื่องสำ คัญสำ หรับผู้อยู่ในวัยเรียน ซึ่งมักจะมีสิ่งล่อ ใจให้หลงไปในทางอื่นได้ง่าย คำ เตือนนี้ขึ้นต้นว่า "จงนึกไว้ให้เสมอ...." จึงเป็นเสมือนเสียงสั่งสอนของพ่อแม่ที่ ตามไปตักเตือนอยู่เนือง ๆ คำ สอนข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาท ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอ ๔ พระองค์ ที่เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการ ณ ต่างประเทศ ได้เก่ พระองค์เจ้ากิติ ยากรวรลักษณ์ พระองค์เจ้าพีรพัฒนศักดิ์พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนตม พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช บทวิวิ วิวิ เคราะห์ห์ ห์ห์ พระบรมราโชวาท ๑๘


เนื่องจากพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ เสด็จไปทรงศึกษาต่างแดนขณะยังทรงพระเยาว์ พระบาสมด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในเรื่องการปฏิบัติพระองค์ได้ทรงกำ ชับมีให้อวดอ้างว่าเป็นเจ้านายและมีให้ แสดงอำ นาจ แต่ให้มีความอ่อนน้อม ว่าง่าย และประพฤติชอบในเรื่องการใช้เงิน โปรดให้พระราชณโอรสใช้ อย่างประหยัด เพราะแม้จะเป็นเงินส่วนพระองค์แต่ก็เป็นเงินแผ่นดินที่ราษฎรถวายในฐานะที่ทรงเป็นผู้ทำ นุบำ รุง บ้านเมือง ทรงกำ ชับไม่ให้ก่อหนี้สิน ถึงหากมีหนี้สินก็จะไม่ส่งใช้หนี้ให้โดยมิทรงลงโทษในเรื่องการศึกษาโปรดให้ พระราชโอรสศึกษาวิชาภาษาและวิชาเลข โดยไม่ต้องละเลยภาษาไทยเพื่อจะได้นำ วิชาการที่ได้ศึกษามาถ่ายทอด เป็นภาษาไทยใต้ คำ สอนในพระบรมราโชวาทแสดงให้เห็นแนวพระราชดำ ริที่ส่งคำ นึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและ ประชาชนเป็นสำ คัญ ตังที่ทรงกำ ชับให้พระราชโอรสตระหนักถึงคุณของแผ่นดิน เมื่อจะได้กลับมาทแทนคุณบ้าน เกิดเมืองนอน แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงคำ นึงถึงความสุขและความสำ เร็จของพระโอรสอยู่สมอเช่นเดียวกับพ่อโดย ทั่วไปที่รักและเป็นห่วงใยลูกหวังจะได้เห็นลูกอยู่อย่างมีความสุขเป็นทีนับหน้าถือตาและไม่เป็นที่ครหาของผู้ใด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวจึงตรัสย่ำ อยู่หลายุครั้งเพื่อให้พระโอสถทรงตระหนักถึงความรักและ ความห่วงใยของพระองค์ ตลอดจนเหตุผลที่ทรงเข้มงวดในเรื่องต่าง ๆ ตังตัวอย่างต่อไปนี้ .... ความปรารถนาของพ่อไม่อยากจะให้ลูกมีอำ นาจที่จะเกะกะอย่างนั้นเลย เพราะรู้เป็นแน่ว่าเมื่อรักลูกเกินไป ปล่อยให้ไม่กลัวใครและประพฤติการชั่วเช่นนั้น คงจะเป็นโทษแก่ตัวลูกนั่นเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต... ...พ่อรักลูกจริง แต่ไม่รักลูกยังขนิดนั้นเลย เพราะรู้เป็นแน่ว่าถ้าจะรักอย่างนั้นตามใจอย่างนั้น จะไม่เป็นการมี คุณอันใดแก่ตัวลูกผู้ได้รับความรักนั้นลย เพราะจะเป็นผู้ไม่ได้วิขาที่ปรารถนาจะให้ได้ จะไปได้แต่วิชาที่จะทำ ให้ เสียชื่อเสียงและได้ความร้อนใจอยู่เป็น คำ สอนต่าง ๆ ข้างต้นแม้จะเป็นพระบรมราโชวาทของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ก็สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ของคนไทยทั่ว ๆ ไป ซึ่งสืบทอดกันมาแต่โบราณ ดังจะเห็นได้ว่าบิดาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวนั้นมีความห่วงใย อนาคตของบุตร จึงเพียรปลูกฝังสั่งสอนและแนะแนวทางในการดำ เนินชีวิตเพื่อให้บุตรเป็นคนมีสัมมาคารวะ มีความประพฤติสุจริตประหยัดมัธยัสถ์และไม่ทำ ตัวให้เป็นที่เดือดร้อนหรือเป็นปัญหาแก่ผู้อื่นในสังคมไทยบิดาและ มารดาจึงเป็นประดุจครูคนแรกที่อบรมสั่งสอนและปลูกฝังจริยธรมให้แก่บุตรเพื่อให้เป็นคนดีและเป็นกำ ลังของ สังคม พระบรมราโชวาท ๑๙


คุณค่าทางวรรณศิลป์ พระบรมราโชวาทมีรูปแบบเป็นจดหมายร้อยแก้ว ใช้เทศนาโวหารด้วยสำ นวนภาษาง่าย ๆ ตรงไปตรงมา ตอนใดที่เป็นคำ สั่ง ก็จะทรงระบุขัดเจนว่าเป็นพระราชประสงค์ เช่น ขอจดหมายคำ สั่งตามความประสงค์ให้แก่ลูกบรรดา ซึ่งจะให้ออกไปเรียนหนังสือในประเทศยุโรป จงประพฤติตามโอวาทที่จะกล่าวต่อไปนี้ การซึ่งจะให้ออกไปเรียนครั้งนี้ มีความประสงค์มุ่งหมายแต่จะให้ใด้วิชาความรู้อย่างเดียว ไม่มั่นหมายจะให้ เป็นเกิยรติยศชื่อเสียง....เมื่อมีรับสั่งแล้วก็ทรงชี้แจงต่อไป เช่น "ขออธิบายความประสงค์ข้อนี้ให้ขัด..." "คำ สั่ง" ต่าง ๆ จึงมีเหตุผลหนักแน่นและชัดเจน ทำ ให้ผู้รับคำ สั่งเห็นชอบและยินดีที่จะปฏิบัติตามโดยตี ตอนใดที่เป็น "คำ สอน" จะทรงใช้วิธีโน้มน้าวใจโตยทรงชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสียเปรียบเทียบกัน เช่น เมื่อตรัสสอนมีให้ไว้ยศเป็นเจ้าว่าดังนี้ ...ถ้าเป็นเจ้านายแล้วต้องรักษายศในกิจการทั้งปวง ที่จะทำ ทุกอย่าง เป็นเครื่องล่อหูล่อตาคนทั้งปวงที่จะให้ พอใจดู พอใจฟัง จะทำ อันใดก็ต้องระวังไปทุกอย่าง ที่สุดจนจะซื้อจ่ายอันใดก็แพงกว่าคนสามัญ เพราะเขาถือว่า มั่งมี เป็นการเปลืองทรัพย์ในที่ไม่ควรจะเปลือง เพราะเหตุว่าถึงจะเป็นเจ้าก็ดีเป็นไพร่ก็ดี เมื่ออยู่ในประเทศไม่ใช่ บ้านของตัวเองก็ไม่มีอำ นาจที่จะทำ ฤทธิ์เดชอันใดไปผิดกับคนสามัญได้ จะมีประโยชน์อยู่นิดหนึ่ง แต่เพียงเข้าที่ ประชุมสูงๆได้ แต่ถ้าเป็นลูกผู้มีตระกูลก็จะเข้าทีประชุมสูง ๆ ได้เท่ากันกับเป็นเจ้านั่นเอง.... นอกจากนี้ ยังมีการใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบให้เกิดจินตภาพอยู่หลายแห่ง เช่น ...ชีวิตสังขารของมนุษย์ไม่ยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็ก เหมือนศิลา ถึงโดยว่าจะมีพ่ออยู่ในขณะหนึ่ง ก็คงจะมี เวลาที่ไม่มีได้ขณะหนึ่งเป็นแน่แท้ ถ้าประพฤติความชั่วเสียแต่ในเวลามีพ่ออยู่แล้วโดยจะปิดบังซ่อนเร้นอยู่ได้ด้วย อย่างหนึ่งอย่างใด เวลาไม่มีพ่อ ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเป็นโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยู่ไม่ชาด.. . พระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ นับได้ว่าเป็นงานเขียนร้อยแก้วขึ้นเอกของไทยที่ทรงคุณค่าควรแก่การศึกษา พระราชวงศ์เธอกรมหมี่นพิทยา ลงกรณ์ ผู้ทรงแปลพระบรมราโชวาทว่าฉบับนี้เป็นภาษาอังกฤษเผยแพร่มาแล้วได้ทรงวิจารณ์ลักษณะการใช้ ภาษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งที่มีพระราชดำ รัสพระราชทานแกนักเรียนซึ่งประชุมกัน เฝ้าที่หน้าพลับพลา ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ร.ศ. ๑๑๖ ตอนหนึ่งว่า ...อ่านแล้วเข้าใจแมแจ้งเหมือนดังเดินไปในที่เตียนราบไม่ต้องปลูกหญ้ารก ไม่สะดุดขอนไม้ที่นอนขวางทาง ไม่ต้องปืนข้ามรั้ว ไม่ต้องโจนข้มคู ไม่ต้องอัลมหายใจเพื่อจับบ่งปัญญาให้รู้ความหมายของหนังสือ ไม่ต้องเดิน ทางคดเคี้ยวเป็นงูเลื้อย ...ทรงใช้สำ นวนอย่างที่พูดกันอยู่เสมอ ๆ ไม่ส่งประดิดประดอยแต่ละประโยคให้เป็น ประโยค ทรงเครื่องเปรียบเหมือนแต่งตัวธรรมดาเดินไปตามสบาย ไม่ใช้นุ่งหางหงส์ คาดเจียรบาดสวมชฎา เดินท่ายี่กออกฉาก เมื่อจะตรัสว่ากระไรก็ตรัสออกมาตรง ๆ ตามภาษาธรรมดา เราก็เข้าใจทันที... พระบรมราโชวาท ๒๐


พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอจดหมายคำ สั่งตามความประสงค์ให้แก่ลูก บรรดาขี่งจะให้ ออกไปเรียนหนังสือในประเทศยุโรป จงประพฤติตามโอวาทที่จะกล่าวต่อไปนี้ ๑. การซึ่งจะให้ออกไปเรียนครั้งนี้ มีความประสงค์มุ่งหมายจะให้ได้วิชาความรู้อย่างเดียว ไม่มั่นหมาย จะให้เป็นเกียรติยศชื่อเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดในชั้นซึ่งยังเป็นผู้เรียนวิชานี้อยู่เลย เพราะฉะนั้นที่จะไปครั้งนี้ อย่าให้ไว้ยศว่าเป็นเจ้า ให้ถือศักดิ์เสมอลูกผู้มีตระกูลในกรุงสยาม คืออย่าให้ใช้ ฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ์ นำ หน้าชื่อ ให้ใช้แต่ชื่อเดิมของตัวเฉย ๆ เมื่อผู้อื่น เค้าจะเติมหน้าชื่อหรือจะเติมช้ชื่อตามธรรมเนียมก็ตามที่เถิด อย่าคัดค้านเค้าเลย แตไม่ต้องใช้คำ ว่านายตามอย่างไทยซึ่งเป็นคำ นำ ของชื่อลูกขุนนางที่เคยใช้ในแทนมิสเตอร์ เมื่อเรียกชื่อไทยในภาษาอังกฤษบ่อย ๆ เพราะว่าเป็นภาษาไทยซึ่งจะทำ ให้เป็นที่ฟังขัดขัดหูไป ๒. เงินที่ใช้สอยในการเล่าเรียนกินอยู่นุ่งห่มทั้งปวง จะใช้เงินพระคลังข้างที่ คือ เงินที่เป็นส่วนสิทธิ์ขาดแก่ ตัวพ่อเอง ไม่ใช้เงินที่สำ หรับจ่ายราชการแผ่นตินเงินรายนี้ได้ฝากไว้ที่แบงก์ซึ่งจะได้มีคำ สั่งให้ราขทูตจ่ายเป็นเงิน สำ หรับเรียนวิชาขั้นต้น ๕ ปีละ ๓๒๐ ปอนด์ เงิน ๑๖๐๐ ปอนต์ สำ หรับเรียนวิชาชั้นหลังอีก ๕ ปี ปีละ ๔๐๐ ปอนต์ เงิน ๒๐๐๐ ปอนต์ รวม เป็นคนละ ๓๖๐๐ ปอนด์ จะได้รู้วิชาเสร็จสิ้นอย่างข้าใน ๑๐ ปีแต่เงินนี้ฝากไว้ใน แบงก์คงจะมีตอกเบี้ยมากขึ้น เหลือการเล่าเรียนแล้วจะไต้ใช้ประโยชน์ของตัวเองตามชอบใจ เป็นส่วนยกให้เงิน ส่วนของใครจะให้ลงชื่อเป็นของผู้นั้นฝากเองแต่ใต้กำ หนดยังไม่ถึงอายุ 21 ปีเต็มจะเรียกเอาเงินค่าใช้สอยเองไม่ ได้ จะตั้งผู้จัดการแทนไว้ที่นอก ให้เป็นผู้ช่วยจัดการไปฝากเงินไว้แห่งใดเท่าใด และผู้ใดเป็นผู้จัดการจะไต้ทำ หนังสือมอบให้อีกฉบับหนึ่ง สำ หรับที่จะได้ไปทวงเอาในเวลาต้องการได้ ๓. จงรู้สึกตัวเป็นนิจเถิดว่า เกิดมาเป็นเจ้านายมียศบรรดาศักดิ์มากจริงอยู่แต่ไม่เป็นการจำ เป็นเลยที่ผู้ใด เป็นเจ้าแผ่นดินขึ้น จะต้องใช้ราชการอันเป็นช่องที่จะหาเกียรติยศชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ถ้าจะว่าตามการซึ่ง เป็นมาแต่ก่อน เจ้านายซึ่งจะหาช่องทำ ราชการได้ยากกว่าลูกขุนนาง เพราะเหตุที่เป็นผู้มีวาสนาบรรดาศักดิ์มาก จะรับราชการในตำ แหน่งต่ำ ๆ ซึ่งเป็นกระไตขั้นแรก คือเป็นนายรองหุ้มแพรมหาดเล็ก เป็นต้นก็ไม่ใต้เสียแล้ว จะไปแต่งตั้งให้ว่าการใหญ่โตสมแก่ยศศักดิ์ เมื่อไม่มีความรู้และสติปัญญามากพอที่จะทำ การในตำ แหน่งนั้นก็เป็น ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเจ้านายจะเป็นผู้ใด้ทำ ราชการมีชื่อเสียงตี ก็อาศัยสติปัญญา ความรู้ และความเพียรของตัว เพราะฉะนั้นจงอุตสาหะเล่าเรียนโดยความเพียรอย่างยิ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสที่จะทำ การให้คุณแกบ้านเมืองของตัว และโลกที่ตัวได้เกิดมา ถ้าจะถือว่าเกิดมาเป็นเจ้านายแล้วนิ่งอยู่สบายตลอดชีวิต ดังนั้นจะไม่ผิดอันใดกับสัตว์ ติรัจฉานอย่างเลวนัก สัตว์เตรัจฉานมักเกิดมากิน ๆ นอน ๆ แล้วก็ตาย แต่สัตว์บางอย่างยังมีหนังมีเค้ามีกระดูก เป็นประโยชน์ได้บ้างแต่ถ้าคนประพฤติอย่างสัตว์ติรัจฉานแล้วจะไม่มีประโยชน์อันใดยิ่งกว่าสัตดิรัจฉานบางพวก ไปอีกเพราะฉะนั้นจงอุตสาหะที่จะเรียนวิชาเข้ามาเป็นกำ ลังที่จะทำ ตัวให้ดีกว่าสัตว์ดิรัฐฉานให้จงได้ จึงจะนับว่า เป็นการได้สนองคุณพ่อฉันได้คิดทำ นุบำ รุงเพื่อจะให้ตีตั้งแต่เกิดมา พระบรมราโชวาท ๒๑


๔. อย่าได้ถือตัวว่าตัวเป็นลูกเจ้าแผ่นดิน พ่อมีอำ นาจยิ่งใหญ่อยู่ในบ้านเมืองถึงจะเกะกะไม่กลัวเกรงคุมเหง ผู้ใดเขาก็คงจะมีความเกรงใจพ่อ ไม่ต่อสู้หรือไม่อาจฟ้องร้องว่ากล่าว การซึ่งเชื่อใจดังนั้นเป็นการผิดแท้ทีเดียว เพราะความปรารถนาของพ่อไม่อยากจะให้ลูกมีอำ นาจที่จะแกะกะอย่างนั้นเลย เพราะรู้เป็นแน่ว่าเมื่อรักลูกเกิน ไปปล่อยให้ไม่กลัวใครและประพฤติการชั่วเช่นนั้น คงจะเป็นโทษแก่ลูกนั่นเองทั้งในปัจจุบันและอนาคตพราะ ฉะนั้นจึงรู้เถิดว่า ถ้าได้ทำ ความผิดเมื่อใดจะได้รับโทษทันที การที่มีพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินนั้นจะไม่เป็นการช่วยเหลือ อุดหนุนแก้ไขอันใดได้ เลยอีกประการหนึ่งชีวิตสังขารของมนุษย์ไม่ยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยว่าจะมีพ่ออยู่ในขณะหนึ่งก็คงจะมีเวลาที่ไม่ได้มีขณะหนึ่งเป็นแน่แท้ถ้าประพฤติความชั่วเสียแต่ในเวลามี พ่ออยู่แล้วโดยจะปิดบังซ่อนเร้นอยู่ใต้ด้วยอย่างหนึ่งอย่างใดเวลาไม่มีพ่อความชั่วนั้นคงจะปรากฎเป็นโทษติดตัว เหมือนเงาตามหลังอยู่ไม่ขาด เพราะฉะนั้น จงเป็นคนออมน้อมว่าง่ายสอนง่าย จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ ถูกอยู่เสมอ จงละเว้นเวลาที่ชั่วซึ่งรู้ได้เองแก่ตัวหรือมีผู้ตักเตือนแนะนำ ให้รู้แล้ว อย่าให้ส่วงให้เป็นไปได้เลยเป็น อันขาด ๕. เงินทองที่จะใช้สอยในค่ากินอยู่ นุ่งห่มหรือใช้สอยเป็นสิทธิ์ทั้งปวงจงใช้จ่ายเพียงพอที่อนุญาตให้ใช้ อย่าทำ ใจโตมือสุรุ่ยสุร่ายโดยถือว่าตัวเป็นเจ้านายมั่งมีมากหรือถือว่าพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินมีเงินทองถมไป ขอบอก เสียให้รู้จักแต่ต้นไม่ว่าถ้าผู้ใดไปเป็นหนี้มาจะไม่ยอมใช้หนี้ให้เลยหรือถ้าเป็นการจำ เป็นต้องใช้จะไม่ใช้เปล่า โดยไม่มีโทษแก่ตัวเลย พึงรู้เถิดว่าต้องใช้หนี้เมื่อใดก็จะต้องรับโทษมื่อนั้นพร้อมกัน อย่าเชื่อถ้อยคำ ผู้ใด หรืออย่าหมายใจว่าโดยจะใช้สุรุยสุร่ยไปเหมือนอย่างเช่นคนเค้าไปแต่ก่อน แต่พ่อเค้าเป็นขุนนางเค้ายังใช้กันได้ ไม่ว่าอะไรกัน ถ้าคิดตังนั้นคาดตังนั้นเป็นผิดแท้ทีเดียว พ่อรักลูกจริง แต่ไม่รักลูกอย่างชนิดนั้นเลยเพราะรู้เป็นแน่ ว่าถ้าจะรักอย่างนั้นตามใจอย่างนั้น จะไม่เป็นการมีคุณอันใดแก่ตัวลูกผู้ได้รับความรักนั้นเลย เพราะจะเป็นผู้ไม่ได้ วิชาที่ปรารถนาจะให้ใต้ จะไปได้ใจวิชาที่จะทำ ให้เสียชื่อเสียงและได้รับความเดือตร้อนอยู่เป็นนิจ จึงนึกไว้ให้ เสมอว่าเงินทองที่แลเห็นมาก ๆ ไม่ได้เป็นของหามาได้โดยง่าย เหมือนเวลาที่จับจ่ายไปง่ายนั้นเลย เงินที่ส่วนตัว ได้รับเบี้ยหวัดหรือเงินกลางปีอยู่เสมอก็ด้วยอาศัยเป็นพ่อ ส่วนเงินที่พ่อได้หรือลูกด้เพราะพ่อนั้นก็เพราะอาศัยที่ พ่อเป็นผู้ทำ นุบำ รุงรักษาบ้านเมือง พระบรมราโชวาท ๒๒


๖. วิชาที่จะออกไปเรียนนั้น ก็คงต้องเรียนภาษาและหนังสือในสามภาษา คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ให้ได้แม่นยำ ชัดเจนคล่องแคล่วจนถึงแต่งหนังสือได้สองภาษาเป็นอย่างน้อยเป็น วิชาหนังสืออย่างหนึ่งกับวิชาเลข ให้เรียนรู้คิดใช้ได้ในการต่างๆอีกอย่างนี้ เป็นตัน วิชาสองอย่างที่จำ เป็นจะต้องเรียนให้รู้ให้ได้จริง ๆ เป็นขั้นตันใน วิชาอื่น ๆ ที่จะเรียนต่อไปให้เป็นวิชาชำ นาญพิเศษในกิจการข้างวิชานั้นจะตัดสินไปแน่นอนว่าให้เรียนสิ่งใด ในเวลานี้ก็ยังไม่ควรจะต้องไว้เป็นคำ สั่งต่อภายหลังเมื่อรู้วิชาขั้นต้นพอสมควรแล้ว แต่บัดนี้จะคอยตักเตือน อย่างนึงก่อนว่าซึ่งให้ออกไปเรียนภาษาวิชาการในประเทศยุโรปนั้นใช่ว่าจะต้องการเอามาใช้แต่เฉพาะภาษาฝรัั่ง อย่างเดียว ภาษาไทยและหนังสือไทยซึ่งเป็นภาษาของตัวหนังสือของตัว คงจะต้องใช้อยู่เป็นนิจ จงเข้าใจว่า ภาษาต่างประเทศนั้นเป็นแต่พื้นของความรู้ เพราะวิชาความรู้ในหนังสือไทยที่มีผู้แต่งไว้นั้นเป็นของเก่า ๆ มีน้อย เพราะไม่ใต้สมาคมกับชาติอื่นมาช้นานเหมือนวิชาการในประเทศยุโรปที่ใต้สอบสวนซึ่งกันและกันเจริญ รุ่งเรืองมากแล้วนั้น ฝ่ายหนังสือไทยจึงไม่พอที่จะเล่าเรียนจึงต้องไปเรียนภาษาอื่นเพื่อจะได้เรียนวิชาให้ กว้างขวางออกแล้วนำ กลับมาใช้ให้เป็น ๗. จงรู้ว่าการเล่าเรียนของลูกทั้งปวงนั้น พ่อได้มีความวางใจมอบธุระสิทธิ์ขาดแก่กรมหมื่น เป็นธุระทุกสิ่ง ทุกอย่างอยู่ในกรุงเทพ เมื่อมีธุระขัดข้องประการใดให้มีหนังสือมาถึงกรมหมื่น ก็จะรู้ตลอดได้ถึงพ่อแล้วนั้น คงจะเอาธุระทำ นุบำ รุงทุกสิ่งทุกอย่างให้สำ เร็จตลอดไปใด้ ส่วนที่ในประเทศยุโรปนั้นถ้ไปอยู่ในประเทศใดที่มี ราชทูตของเราอยู่ ราชทูตคงจะเอาเป็นธุระดูแลทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมีการขัดข้องลำ บากประการใด จงชี้แจง ความให้ท่านราชทูตทราบ คงจะจัดการได้ตลอดไปเมื่อไปอยู่ในโรงเรียนแห่งใด จงประพฤติการให้เรียบร้อยตาม แบบอย่างซึ่งเขาตั้งลงไว้จงอุตสาหะพากเพียรเรียนวิชาให้รู้มาได้ช่วยกำ ลังพ่อ เป็นที่ชื่นชมยินดีสมกับที่มีความรัก นั้นเถิด พระบรมราโชวาท ๒๓


คำ ศัพท์ ความหมาย คุมเหง ข่มเหง, รังแก, กุมเหง เงินกลางปี เบี้ยหวัดที่จ่ายกลางปี ตั้งลงไว้ กำ หนดไว้ บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ที่พระราชทานแก่ข้าราชการหรือบุคคลทั่วไป แบ่งออกเป็น เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น พัน และทนาย โดยมีราชทินนามต่อท้าย เช่น เจ้าพระยายมราช พระยาพลเทพ เบี้ยหวัด เงินที่พระมหากษัตริย์พระราชทานเป็นรายปี ฟุ้งซ่าน ไม่สงบ, ไม่นิ่ง, พล่านไป, คิดไปไม่หยุดนิ่ง, ใช้แก่อาการของจิต ในที่นี้หมายความว่าฟุ้งซ่านเกินไป เลว ต่ำ ศักดิ์ คำ อธิบายศัพท์และความหมาย พระบรมราโชวาท ๒๔


ชวนคิดพินิจคุณค่า วิเคราะห์เนื้อหา ๑. เพราะเหตุใดพระบาทสมด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงจึงสั่งสอนพระเจ้าลูกยาเธอขณะทรงศึกษาวิชาการใน ยุโรปดังต่อไปนี้ ๑.๑ อย่าได้ถือตัวว่าตัวเป็นลูกเจ้าแผ่นดิน พ่อมีอำ นาจยิ่งใหญ่อยู่ในบ้านเมืองถึงจะเกะกะไม่กลัวเกรง คุมเหงผู้ใดเขาก็คงจะมีความเกรงใจพ่อ ไม่ต่อสู้หรือไม่อาจฟ้องร้องว่ากล่าว ๑.๒ อย่าทำ ใจโตมือสุรุ่ยสุร่ายโดยถือว่าตัวเป็นเจ้านายมั่งมีมากหรือถือว่าพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินมีเงินทองถมไป ๑.๓ จงประพฤติการให้เรียบร้อยตามแบบอย่างซึ่งเขาตั้งลงไว้จงอุตสาหะพากเพียรเรียนวิชาให้รู้มาได้ช่วย กำ ลังพ่อ เป็นที่ชื่นชมยินดีสมกับที่มีความรักนั้นเถิด ๒. สาระสำ คัญในวรรณคดีพระบรมราโชวาท สะท้อนให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสั่งสอนพระราชโอรสให้บำ เพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างไรบ้าง ๓. ให้นักเรียนเขียนย่อความจากเรื่องพระบรมราโชวาทในแต่ละข้อ แล้วเรียบเรียงเป็นถ้อยคำ สำ นวนของ นักเรียน พระบรมราโชวาท ๒๕


พิจารณาภาษาการประพันธ์ พิจารณาภาษาการประพันธ์ ๑. ยกตัวอย่างกลุ่มคำ หรือประโยคในวรรณคดีเรื่องพระบรมราโชวาทที่ใช้ต่างกับปัจจุบัน พร้อมทั้งอธิบายว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร ๒. ข้อความในข้อใดมีความหมายลึกซึ้งกินใจและกระทจิตใจผู้อ่าน ยกตัวอย่างและบอกเหตุผลประกอบ เลือกสรรนำ ไปใช้ สาระสำ คัญในวรรณคดีเรื่องพระบรมราโชวาท ในข้อใดที่นักเรียนหรือคนทั่วไปสามารถนำ มาปรับใช้ได้ ยกตัวอย่าง ๓ ข้อ พระบรมราโชวาท ๒๖


บ ท ที่ที่ที่ ที่ที่ที่ ๓ ด อ ก ส ร้ร้ร้ ร้ร้ร้ อ ย รำ พึ ง


๑. ความเป็นมา กลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้า มีที่มาจากกวีนิพนธ์ชื่อ Elegy Written in a Country Churchyard ของ ทอมัส เกรย์ (Thomas Gray) กวีชาวอังกฤษ ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๘๕ หลังจากญาติและเพื่อนของ ผู้ประพันธ์เสียชีวิตลงในเวลาใกล้เคียงกัน พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นผู้ประพันธ์กลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้าจากต้นฉบับแปล ของเสฐียรโกเศศ ก่อนที่จะขึ้นกลอนดอกสร้อยจะมีบทกถามุขหรือบทนำ เรื่อง ซึ่งนาคะประทีปเป็นผู้เรียบเรียงไว้ ซึ่งก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องผู้ประพันธ์ได้ระบุข้อความที่เกี่ยวกับการแปลเรื่องนี้ไว้ว่า "จากภาษาอังกฤษซึ่งท่านเสฐียรโกเศศ แปลให้ ข้าพเจ้าได้แต่งตัดแปลงให้เข้ากับธรรมเนียมไทยบ้าง" ดังบทประพันธ์ ชากเอ๋ยชากศพ อาจเป็นชากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำ บาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย จากคำ ประพันธ์ตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่ามีการดัดแปลงโดยกล่าวถึงชาวบ้านบางระจันเหล่าผู้กล้าของไทย เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ และศรีปราชญ์ กวีของไทยในสมัยอยุธยาเป็นการดัดแปลงเนื้อความบางส่วนให้ สอดคล้องกับสังคมไทย ๒. ประวัติผู้แต่ง ๒.๑ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับการศึกษาขั้นต้น ที่วัดบางประทุนนอกและที่วัดประยุรวงศาวาส ต่อมาได้บวชเป็นสามเณรและเป็นพระภิกษุที่วัดสุทัศนเทพวราราม ระหว่างที่บวชได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค พระยาอุปกิตศิลปสารเริ่มเข้ารับราชการ โดยทำ งานเป็นครูฝึกสอนอยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สายสวลี สัณฐาคาร ฝ่ายสอนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบและโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์บ้านสมเด็จเจ้าพระยา นอกจากนี้พระ ยากิตศิลปสารยังเคยดำ รงตำ แหน่งข้าหลวงตรวจการ ภายหลังเข้ามารับราชการในกระทรวงธรรมการ พนักงานกรม ราชบัณฑิต ปลัดกรมตำ ราหัวหน้าการพิมพ์แบบเรียน หัวหน้าแผนกอภิธานสยาม จนได้บรรดาศักดิ์เป็นอำ มาตย์เอก พระยาอุปกิตศิลปสาร พระยาอุปกิตศิลปสารเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางภาษาไทย ภาษาบาลี และวรรณคดีโบราณ เคยเป็น อาจารย์พิเศษคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทยชุดครูมัธยมและ เป็นกรรมการชำ ระปทานุกรม ดอกสร้อย รำ พึง ๒๒๘


๒.๒ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) เป็นนักปราชญ์คนสำ คัญของไทย มีนามปากกาว่า เสฐียรโกเศศ ตำ แหน่งสุดท้ายในชีวิตการทำ งานของท่าน คือ อธิบดีกรมศิลปากร ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ผลงานสำ คัญทางด้านวรรณคดี ศิลปะ และวัฒนธรรม ได้แก่ - การศึกษาวรรณคดีแง่วรรณศิลป์ - เรื่องของชาติไทย - ลัทธิของเพื่อน - ลัทธิ-ศาสนา - หิโตปเทศ - อาหรับราตรี - กามนิต ๒.๓ พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) เป็นผู้เชี่ยวชาญในภาษาไทยและภาษาบาลี มีตำ แหน่งในการทำ งานมากมาย อาทิ - อนุศาสนาจารย์ประจำ กระทรวงกลาโหม - หลวงธุรกิจภิธาน - ผู้ช่วยแผนกอภิธานสยามในกรมตำ รา - ปลัดกรมพระอาลักษณ์ เป็นอาจารย์พิเศษประจำ แผนกวิชาบาลี คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - พระธรรมบท หมวดพาลแทรกชาดก - คัมภีร์อภิธารัปปทีปิกา ๓. ลักษณะคำ ประพันธ์ มีลักษณะสัมผัสบังคับเหมือนกลอนสุภาพ (กลอนแปด) คำ ที่ ๒ ของวรรคแรกใช้คำ ว่า “เอ๋ย” และจบคำ สุดท้ายของบทว่า “เอย” ดอกสร้อย รำ พึง ๒๒๙๘


๔. เนื้อเรื่องย่อ เป็นเรื่องราวของชายผู้หนึ่งที่เข้าไปนั่งอยู่ในวัดแถบชนบทที่มีความเงียบสงบ เมื่อได้ยินเสียงระฆังบอกเวลา ใกล้ค่ำ เขาเห็นชาวนาจูงวัวควายกลับบ้าน เมื่อสิ้นแสงตะวัน เขาก็ได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงเกราะ ในคอก สัตว์ เสียงนกแสกที่จับอยู่บนหอระฆัง บริเวณโคนต้นโพธิ์ ต้นไทรมีหลุมฝังศพมากมาย ความเงียบสงบและความวิเวกก่อให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใน สัจธรรมของชีวิต เขาจึงรำ พึงเป็นบทกวีว่า “แม้ผู้ดีมีจน นาย ไพร่ นักรบ กษัตริย์ ต่างก็มีจุดจบ คือ ความตาย เหมือนกันทั้งนั้น” เนื้อเรื่องของกลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้า ในหนังสื่อเล่มนี้ คัดมาเพื่อให้ศึกษาจำ นวน ๒๑ บท จากทั้งหมด ๓๓ บท ดังต่อไปนี้ วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำ ค่ำ ระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำ เนียง มีก็แต่จังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมันเอย ต้นเอ๋ยต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้ ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้ แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวันเอย ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๐๘


หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำ เนียง อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำ เนียงที่จะปลุกให้ลุกเอย ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้งทุกสิ่งเอย กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่ เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นพื้นแผ่นดิน เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำ ราญใจตามเขตประเทศถิ่น ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย ตัวเอ๋ยตัวทะยาน อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน ดูถูกกิจชาวนาสารพัน และความครอบครองกันอันชื่นบาน เขาเป็นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด มีปวัตน์เป็นไปไม่วิตถาร ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพื่อนตูเอย สกุลเอ๋ยสกุลสูง ซักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี อำ นาจนำ ความสง่าอ่าอินทรีย์ ความงามนำ ให้มีไมตรีกัน ความร่ำ รวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่านี้ต่างรอตายทำ ลายขันธ์ วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพเอย ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๑๘


พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ เป็นเครื่องหนุนนำ เหตุสังเวชเอยที่เอ๋ยที่ระลึก ถึงอธึกงามลบในภพพื้นก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตายเสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมายล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้าเอยร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลามอย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกลอาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย ณ สมัยก่อนกาลบุราณเอยความเอ๋ยความรู้ เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสวหมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดินอันความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่นหมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน กระแสวิญญาณงันเพียงนั้นเอยดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผาหรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชนบุปผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอยซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญเช่นชาวบ้านบางระจันขันรำ บาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยาไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษาหรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอยมักเอ๋ยมักใหญ่ ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมายอำ พรางความจริงใจไม่แพร่งพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบังมุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหังลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบเอยห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หาแต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไปเพื่อรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มซื้อเฉกหุบเขาลำ เนาไศลสันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่าเอยศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขานไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน ไม่มีการจารึกบันทึกคุณถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์ ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๒๘


ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์ จารึกคำ สำ นวนชวนสักการ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน จารึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์ อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผีเอย ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง ละถิ่นที่สำ ราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๓๘


คำ ศัพท์ ความหมาย เกราะ เครื่องบอกสัญญาณทำ ด้วยไม้ ใช้ตีหรือสั่นให้ดัง เพื่อแจ้งเหตุ ขันธ์ ตัว หมู่ กอง ในที่นี้หมายถึง ร่างกาย งัน หยุดชะงัก จังงัง ชื้อ เย็น ร่ม ชื้น ดุษณี อาการนิ่งสงบ แถกขวัญ แถก หมายถึง เสือกไป ตรงไป ในความว่า แถกขวัญ จึงหมายถึง ทำ ให้ตกใจ ปวัตน์ (อ่านว่า ปะ-วัด) หมายถึง ความเป็นไป ผ้าย การเคลื่อนที่ ม่าน ชนชาติพม่า สัตตรัตน์ ในที่นี้หมายถึง แก้ว ๗ ประการของจักรพรรดิ ได้แก่ ช้างแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี และจักรแก้ว หางยาม หางไถสำ หรับใช้มือจับเวลาไถ อธึก ยิ่ง เกิน มาก ๕. คำ ศัพท์ ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๔๘


๖. บทวิเคราะห์ กลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้าแม้จะเป็นบทดอกสร้อยที่ไม่ยาวนัก แต่มีเนื้อหาสาระที่ให้ข้อคิด คติเตือนใจ ความไพเราะด้วยการใช้ถ้อยคำ เสียงและความหมาย ให้ตระหนักถึงความจริงที่ว่าความตายเป็นที่สุดท้ายของมนุษย์ ไม่มีใครหนีพ้นความตายได้ ๖.๑ คุณค่าด้านเนื้อหา ได้ถ่ายทอดแนวคิดหลัก คือ ความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอน มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มนุษย์ต่างดิ้นรน แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น แต่สุดท้ายไม่ว่าใคร ชนชั้นใด ฐานะ ใด ล้วนต้องตายทุกคน ในเนื้อหายังแสดงเสนอค่านิยม ความเชื่อ ความศรัทธา โดยมีเนื้อหาสอดคล้องกับธรรมชาติในเมืองไทย ซึ่งปรากฏในบทประพันธ์ตอนหนึ่งที่ได้กล่าวถึง นกแสกซึ่งเป็นสัตว์ที่ผูกพันกับความเชื่อของคนไทยมาอย่างช้านาน ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย ๖.๒ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำ ที่เข้าใจง่าย เพื่อพรรณนาถึงวิถีชีวิตของชาวนาในยามเย็น ทำ ให้ผู้อ่านเห็นภาพ เกิดอารมณ์และ ความรู้สึกคล้อยตามได้ ดังบทประพันธ์ วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำ ค่ำ ระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย จากบทประพันธ์ข้างต้น จะมองเห็นภาพชาวนาที่เหนื่อยล้าจูงวัวควายกลับบ้าน โดยผ่านป่าช้าและดวง อาทิตย์ก็กำ ลังจะลับขอบฟ้า มีเสียงระฆังดังเพื่อบอกเวลาค่ำ บรรยากาศมืดมัว จนทำ ให้รู้สึกอ้างว้างในจิตใจ การใช้อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง โดยต้องอาศัยการตีความจากผู้อ่านเป็นสำ คัญ ดังบทประพันธ์ ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย จากบทประพันธ์ข้างต้น กวีเปรียบเทียบความดีเหมือนดวงมณีอันมีค่า แต่อยู่ในที่ที่ไม่มีผู้ใดพบเห็น เหมือนดอกไม้สีสวยและมีกลิ่นหอม แต่บานและร่วงหล่นในป่าที่ไม่มีใครเห็นความสวยงามนี้ ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๕๘


การใช้สัทพจน์ คือ คำ เลียนเสียงธรรมชาติเป็นสื่อให้ผู้อ่านรับรู้บรรยากาศของเรื่องได้ชัดเจนมากขึ้น ทำ ให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการถึงเสียงตามที่ได้ยินในเรื่อง เกิดความรู้สึกวังเวง ดังบทประพันธ์ ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำ เนียง มีก็แต่จังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย จากบทประพันธ์ข้างต้น มีการใช้คำ เลียนเสียงธรรมชาติ ทำ ให้ผู้อ่านได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงม และเสียง รัวเกราะดังเปาะเปาะ! เปาะเปาะ! แว่วมาแผ่ว ๆ ให้ผู้อ่านรู้สึกวังเวง ๖.๓ คุณค่าด้านสังคม สะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนในสังคม เช่น การให้ความเคารพนับถือผู้ที่มีฐานะหรือมีชื่อเสียงในสังคม ดังบทประพันธ์ ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์ จารึกคำ สำ นวนชวนสักการ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน จารึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์ อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผีเอย จากบทประพันธ์ข้างต้น กล่าวถึงคนตายที่มีฐานะร่ำ รวยมักสร้างสิ่งก่อสร้างให้เป็นอนุสรณ์ ส่วนคนตายที่ มีฐานะยากจนมักไม่มีใครเห็นคุณค่าหรือความสำ คัญ สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนย่อมรักตัวเอง ห่วงความสุขสบายที่เคยได้รับ กลัวความ ตาย แต่ทุกคนก็หนีไม่พ้นความตาย ดังบทประพันธ์ ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย จากบทประพันธ์ข้างต้น กล่าวถึงทุกคนว่า ย่อมรักตัวเอง รักทรัพย์สินเงินทอง แต่เมื่อตายไปแล้ว ย่อมไม่มีใครสามารถนำ สิ่งต่าง ๆ ติดตัวไปได้ ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๖๘


๖.๔ ข้อคิดที่สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำ วัน ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนไม่เที่ยง ไม่มีความจีรังยั่งยืน ล้วนตั้งอยู่และแตกดับไปตามสังขารและกาลเวลา จึงควรที่จะเตรียมใจเผื่อไว้สำ หรับสิ่งนี้ เมื่อเวลานั้นเดินทางมาถึงจะได้สามารถยอมรับได้อย่างไม่วุ่นวายทรมาน ความเรียบง่ายคือความสุขที่แท้จริง มีเนื้อหาบางส่วนที่กล่าวถึงชื่นชมวิถีอันเรียบง่ายของชาวนา แม้ว่า ในยามจากไปจะไม่มีผู้ใดจารึกเกียรติคุณไว้ แต่หลุมศพของชาวนาจะเป็นเครื่องเตือนให้ผู้พบเห็นได้ไตร่ตรองถึงความ สันโดษ ความธรรมดาสามัญอันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต อย่ายึดติดกับวัตถุ มนุษย์ไม่ควรยึดติดดในยศถาบรรดาศักดิ์หรือทรัพย์สินเงินทอง ไม่ว่าใครจะมีความรู้ สูงส่งเพียงใดเมื่อตายไปทุกสิ่งย่อมจบสิ้นหมดไปไม่สามารถนำ สิ่งใดติดตัวไปได้เลย นอกจากความดีความชั่วอันเป็นสิ่ง ที่ให้คนรุ่นหลังได้กล่าวขาน กลอนดอกสร้อยรำ พึ่งในป่าช้า แม้จะเป็นคำ ประพันธ์ที่แปลมาจากกวีนิพนธ์อังกฤษ แต่ผู้ประพันธ์ก็ สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้ผู้อ่านได้เห็นบรรยากาศ สภาพวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อแบบไทยได้ โดยผู้เขียน เลือกสรรคำ ง่ายๆ สื่อให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ เกิดจินตนาการตามเนื้อเรื่อง ให้ข้อคิด คติธรรม และชี้ให้เห็นธรรมชาติ ของชีวิตว่าทุกคนไม่สามารถหลีกพ้นความตายได้เลย เมื่อตายไป ทรัพย์สมบัติ ของรักของหวงสิ่งใด ก็ไม่สามารถนำ ติดตัวไปได้ นอกจากความดีความชั่วที่ตนทำ ขณะที่มีชีวิตเท่านั้น ดังนั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่จึงควรดำ รงชีวิตด้วยความไม่ ประมาท หมั่นทำ แต่ความดี กลอนดอกสร้อยรำ พึงในป่าช้าจึงนับว่าเป็นบทประพันธ์ที่มีคุณค่าในแง่ที่สามารถยก ระดับจิตใจและเตือนสติผู้อ่าน ที่ให้เห็นความไม่แน่นอนของชีวิต นอกจากคุณค่าทางด้านเนื้อหาแล้ว กลอนดอก สร้อยรำ พีงในป่าช้ายังมีวรรณศิลป์ที่งดงาม สร้างความซาบซึ่งกินใจให้แก่ผู้อ่านอีกด้วย ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๗๘


สนุกกับกิจกรรมการใช้ภาษา การพูดโต้วาที ชวนคิด ชวนตอบ การพูดโต้วาที ชวนลอง ชวนเล่น การพูดโต้วาที ชวนคิด ชวนตอบ ดอกสร้อย รำ พึง ดอกสร้อย รำ พึง ๓๒๘๘


อิศรญาณภาษิต เป็น ป็ พระนิพนินธ์ข ธ์ องหม่อม่มเจ้าอิศรญาณ เป็น ป็ กวีในรัชรักาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัยู่วหัรัชรักาลที่๔ พระนามเดิมไม่ปม่รากฏแน่ชัน่ดชัเคยทรงผนวชที่วัดบวรนิเนิวศวิหาร ทรงมีพ มี ระสมณฉายาว่า “อิสสรญาโณ” มีเ มี รื่อ รื่ งเล่ากันว่าทรงนิพนินธ์ อิศรญาณภาษิต เพราะเกิดจากความ น้อ น้ ยอกน้อ น้ ยใจหลังถูกถูตำ หนิว่นิว่าสติไม่ดีม่ ดี จึงทำ ให้ก ห้ ลอนเพลงยาวนี้จ นี้ ะมี เนื้อ นื้ หาที่แฝงไปด้วยน้ำ เสีย สี งเหน็บ น็ แนม ประชดประชันชัเสีย สี ดสีสั สี งสัคม แต่ก็ มีจุ มีจุดมุ่งมุ่หมายเพื่อ พื่ สั่งสั่สอน และให้ค ห้ ติในการดำ เนินนิชีวิ ชีวิตเมื่อ มื่ ต้องอยู่ร่ยู่วร่มกับ ผู้อื่ผู้อื่นในสังสัคม ดังนั้นนั้คำ ว่า “อิศรญาณภาษิต” จึงมีค มี วามหมายว่า ถ้อยคำ ของหม่อม่มเจ้าอิศญาณที่บอกเล่าสืบ สื ต่อกันมา ความเป็นมาของเรื่อ รื่ ง อิศรญาณภาษิต ๔๐


เอย ลักษณะคำ ประพัน พั ธ์ กลอนเพลงยาว ขึ้น ขึ้ ต้นด้วยวรรค รับรั อิศรญาณชาญกลอนอักษรสาร โดยตำ นานศุภศุอรรถสวัสดี ..................................... ยังยัจรเข้า ข้ สู่นิสู่พนิพานเอย เทศนาคำ ไทยให้เ ห้ป็น ป็ ทาน ....................................... แสนประเสริฐริเลิศภพจนชาตรี ลงท้ายด้วยคำ ว่า เอย อิศรญาณภาษิต ๔๑


อิศรญาณภาษิตมีเ มี นื้อ นื้ หาคำ สอนที่หลากหลาย ให้ค ห้ ติในการดำ เนินนิชีวิ ชีวิต เมื่อ มื่ ต้องอยู่ร่ยู่วร่มกับผู้อื่ผู้อื่นในสังสัคม เพื่อ พื่ ให้อ ห้ ยู่ร่ยู่วร่มกันอย่าย่งปกติสุขสุ สอนให้ปห้ ระพฤติปฏิบัติบั ติามแนวทางผู้ใผู้หญ่ ดังที่ว่า เดินตามรอยผู้ใผู้หญ่หญ่มาไม่กัม่ กัด สอนให้เ ห้ ห็น ห็ ความสำ คัญของปัญญาแต่อยากอวดรู้ ดังที่ว่า จะเรีย รี นคมเรีย รี นเถิดอย่าย่เปิดปิฝึก ฝึ สอนให้รู้ ห้ รู้ จั รู้ จักคิดใคร่คร่รวญไตร่ตร่รองก่อนจะพูด พู หรือ รื ทำ สิ่งสิ่ใด ดังที่ว่า เห็น ห็ ตอหลักปักปัขวางหนทางอยู่ พิเพิคราะห์ดู ห์ คดูวรทิ้งแล้วจึงถอนเห็น ห็ เต็มตา แล้วอย่าย่อยากทำ ปากบอนต รองเสีย สี ก่อนจึงค่อยทำ กรรมทั้งมวล สอนให้รู้ ห้ รู้ จั รู้ จักอดทนลำ บากหมั่นมั่ขวนขวายหาความรู้ ดังที่ว่า เอาหลังตากแดดเป็น ป็ นิจนิคิดคำ นวนรู้ถี่ รู้ถี่ถ้วนจึงสบายเมื่อ มื่ปลายมือ มื สอนให้ห ห้ มั่นมั่พิจพิารณาใจของตน ดังที่ว่า เกิดเป็น ป็ คนเชิงชิดูใดูห้รู้ ห้รู้เ รู้ ท่า ใจของเราไม่สม่นใจใครจะสอน คำ สอนในอิศรญาณภาษิต อิศรญาณภาษิต ๔๒


สอนให้รู้ ห้ รู้ จั รู้ จักมีน้ำ มี น้ำ ใจพึ่ง พึ่ พาอาศัยศักัน ดังที่ว่า ชายข้า ข้ วเปลือกหญิงญิข้า ข้ วสารโบราณว่า น้ำ พึ่ง พึ่ เรือ รื เสือ สื พึ่ง พึ่ป่าป่อัชฌาสัยสั สอนให้ร ห้ ะมัดมัระวังคำ พูด พู เช่นช่สอนว่าไม่คม่วรพูดพูขัดขั ใจผู้อื่ผู้อื่นจะทำ ให้ผิ ห้ ดผิ ใจกันได้ ดังที่ว่า พูดพูขัดขัเค้าทำ ไมขัดขั ใจเขา หรือ รื เมื่อ มื่ ดูเดูห็น ห็ สิ่งสิ่ใดแล้วก็อย่าย่พูดพูเรื่อ รื่ งของผู้อื่ผู้อื่นออกไป ดังที่ว่า เห็น ห็ เต็มตาแล้วอย่าย่อยากทําปากบอน สอนให้ทำ ห้ ทำความดีห ดี ากมีบุ มีบุญแต่ไม่ทำม่ ทำความดีก็ไม่เม่กิดผลดีแก่ตัว ดังที่ว่า ถึงบุญมีไมี ม่ปม่ระกอบชอบไม่ไม่ด้ ต้องอาศัยศัคิดดีจึงมีผ มี ล บุญหาไม่แม่ล้วอย่าย่ ได้ทะนงตน ปุถุชนรักรักับขังขัไม่ยั่ม่ยั่งยั่ยืน ยื คำ สอนส่วส่นใหญ่ใญ่นอิศรญาณภาษิตมีเ มี นื้อ นื้ หาที่ใช้ไช้ ด้ทุกทุยุคทุกทุสมัยมัแม้สั ม้ งสัคม ในปัจปัจุบันบัจะเปลี่ยนไปจากสังสัคมแต่ก่อนมากคำ สอนเหล่านี้ยั นี้ งยัคงใช้ไช้ ด้ดีอยู่ เช่นช่สอนให้อ่ ห้ อ่นน้อมถ่อมตนเมื่อ มื่ จะต้องขอความช่วช่ยเหลือจากผู้ใผู้ด ดังที่ว่า อยากใช้เ ช้ ขาเราต้องก้มประนมกร หรือ รื ที่ว่าหญิงญิเรีย รี กแม่ ชายเรีย รี กพ่อพ่ยอไว้ใช้ อิศรญาณภาษิต ๔๓


บทวิเคราะห์ คุณ คุ ค่าด้านเนื้อหา อิศรญาณภาษิต มีเ มี นื้อ นื้ หาที่เป็น ป็ คำ สอน ข้อ ข้ คิดเตือนใจ เพื่อ พื่ ให้ค ห้ นในสังสัคม ได้ตระหนักนัถึงการกระทำ ของตน ว่าทำ อย่าย่งไรจึงจะอยู่ร่ยู่วร่มกับผู้อื่ผู้อื่นได้อย่าย่ง เป็น ป็ ปกติสุขสุได้ เป็น ป็ เทศนาโวหารที่มีทั้ มีทั้งการประชดประชันชัเสีย สี ดสี และบอก อย่าย่งตรงไปตรงมา มุ่งมุ่ให้ข้ ห้ อ ข้ คิดคติสอนใจผู้คผู้ นในสมัยมัก่อนโดยแสดงให้เ ห้ ห็น ห็ ความชัดชัเจนของโลกกวี การถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ชื่ และวิธีก ธี ารปฏิบัติบั ติ ตนให้ดี ห้ ดี งามเพื่อ พื่ ให้อ ห้ ยู่ร่ยู่วร่มกับผู้อื่ผู้อื่นในสังสัคมได้อย่าย่งปกติสุขสุ คุณ คุ ค่าด้านวรรณศิลศิป์ อิศรญาณภาษิตมีค มี วามโดดเด่นในด้านการใช้ภ ช้ าษาที่คมคายมีว มี รรณศิลศิป์ ในบทประพันพัธ์ด้ ธ์ ด้ านการใช้โช้ วหารเพื่อ พื่ การเปรีย รี บเทียบและมีก มี ารใช้สำ ช้ สำนว เช่นช่ การเลือกใช้สำ ช้ สำนวน ชายข้า ข้ วเปลือกหญิงญิข้า ข้ วสาร เป็น ป็ สำ นวนโบราณที่สอน เรื่อ รื่ งรักรันวลสงวนตัวโดยใช้คำ ช้ คำเปรีย รี บเปรยง่ายๆ มีก มี ารใช้ค ช้ วามหมายแฝง เช่นช่ คนสามขามีปัมี ญปัญาไว้หาทัก คนสามขาในที่นี้ห นี้ มายถึงผู้ที่ผู้ที่อาวุโส โดยขาที่สาม ที่กวีหมายถึงก็คือไม้เ ม้ ท้า นอกจากนี้ที่ นี้ที่โดดเด่นอีกเรื่อ รื่ งหนึ่ง นึ่ การเล่นเสีย สี งเพื่อ พื่ ให้ เกิดสัมสัผัสผัคล้องจองภายในวรรคทำ ให้บ ห้ ทประพันพัธ์นี้ ธ์นี้มี นี้ ค มี วามไพเราะมากขึ้น ขึ้ อิศรญาณภาษิต ๔๔


ให้ค ห้ วามสำ คัญกับผู้อผู้ าวุโส สอนให้ทำ ห้ ทำตามผู้ใผู้หญ่แญ่ละไม่อม่กตัญญู สอนให้สำ ห้ สำรวจจิตใจตัวเองและประมาณตนอยู่เยู่สมอ เพื่อ พื่ ไม่ใม่ห้ทำ ห้ ทำอะไร เกินกำ ลัง สอนให้รู้ ห้รู้จั รู้ จักขยันยัหมั่นมั่เพีย พี ร ไม่เม่กียจคร้า ร้ น สอนการอยู่ร่ยู่วร่มกันของคนในสังสัคม ควรพึ่ง พึ่ พาอาศัยศักัน สอนเรื่อ รื่ งการทำ บุญทำ ทานและสะท้อนความเชื่อ ชื่ เรื่อ รื่ งผีส ผี าง คุณ คุ ค่าด้านสังสัคมและวัฒนธรรม อิศรญาณภาษิต มีก มี ารสอดแทรกข้อ ข้ คิดเตือนใจต่าง ๆ เกี่ยวกับดำ รง ชีวิ ชีวิต แน่นน่อนว่าในคำ สอนย่อย่มสะท้อนภาพสังสัคมและวัฒนธรรมในสมัยมันั้นนั้ ออกมาได้อย่าย่งชัดชัเจน ว่าอะไรคือสิ่งสิ่ที่คนส่วส่นใหญ่ใญ่นยุคนั้นนั้เห็น ห็ ว่าเป็น ป็ สิ่งสิ่ สมควร ตัวอย่าย่งเช่นช่ จะเห็น ห็ ว่าวัฒนธรรมของคนในอดีตจะไม่ไม่ด้ต่างกับสมัยมัปัจปัจุบันบัมากนักนั เพราะไม่ว่ม่ ว่าเวลาจะผ่าผ่นไปกี่ร้อ ร้ ยปี วัฒนธรรมและความเชื่อ ชื่ อันดีงามของไทย ก็ยังยัคงถูกถูส่งส่ต่อมายังยัลูกลูหลานให้สื ห้ บ สื ต่อไปจากการร่ำ เรีย รี นและศึก ศึ ษา วรรณคดีในสมัยมัก่อนเพื่อ พื่ ซึม ซึ ซับซัและปฏิบัติบั ติให้อ ห้ ยู่ใยู่นระเบีย บี บสังสัคม อิศรญาณภาษิต ๔๕


คำ อธิบายศัพ ศั ท์และความหมาย คำ ศัพ ศั ท์ ความหมาย ขื่อ ขื่ คา เครื่อ รื่ งจองจำ นักนั โทษ คนที่จนเอง คนที่ทำ ตัวยากจน คนโหยกเหยก คนที่ไม่ไม่ด้เรื่อ รื่ งได้ราว จริตริเขลา ความประพฤติหรือ รื กิริยริาไม่ฉม่ลาด ฉล่ำ ฉลาย แตก ทำ ลาย พังพัทลาย ทำ เลียบ พูดพูจาแทะโลม ปากขี้ริ้ ขี้ วริ้พูดพูไม่ดีม่ ดี ปิดปิปากเป็น ป็ กกกอ โอบอุ้มทนุถนุนอม หลังตากแดด ก้มหน้า น้ ทำ งานหนักนั เปรีย รี บเหมือ มื นชาวนา อิศรญาณภาษิต ๔๖


Click to View FlipBook Version