44
ขนานกับรอยต่อของตัวกลาง (C’) และเม่ือแสงตกกระทบทามุมมากกว่ามุมวิกฤตในตาแหน่งของ
ลาแสง D (เส้นสีเหลือง) แสงเกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม บริเวณท่ีเป็นเงามืดในสเกล
ของเคร่ืองรีแฟรกโตมิเตอร์คอื ส่วนที่แสงหักเหเข้าสู่อัญมณี เน่ืองจากมุมตกกระทบของแสงท่ีทามุม
กับเส้นปกติมีค่าน้อยกว่ามุมวิกฤตของอัญมณี และส่วนบริเวณท่ีสว่างในสเกลของเครื่องรีแฟรกโต-
มิเตอร์คือ ส่วนท่ีแสงตกกระทบทามุมกับเส้นปกติมากกว่าค่ามุมวิกฤต ทาให้แสงสะท้อนกลับไปส่อง
ท่ีสเกลของเคร่ืองรีแฟรคโตมิเตอร์ เกิดเป็นเงามืดตดั กับแสงสว่างสะท้อนแผ่นกระจกข้ึนมาใหอ้ า่ นค่า
ได้
4.7.1 การวดั คา่ ดัชนีหกั เหอญั มณเี จียระไนเหลีย่ ม
อัญมณีส่วนใหญ่มีการเจียระไนเหล่ียมในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือให้เกิดความสวยงาม ผิว
ของอัญมณีที่ผ่านการเจียระไนมาแล้วจะมีผิวเรียบและมีการสะท้อนแสงที่ดี ทาให้สามารถอ่าน
ค่าดชั นีหักเหดว้ ยเคร่อื งรีแฟรกโตมิเตอร์ได้ ส่วนอญั มณีท่ียังไม่ผ่านการขดั เงามาจะไมส่ ามารถอ่านค่า
ดัชนีหกั เหได้ การใชเ้ ครอ่ื งรีแฟรกโตมเิ ตอร์ในการวดั คา่ ดชั นหี กั เหมีขัน้ ตอนดงั นี้
1. เปดิ ไฟเครือ่ งรีแฟรคโตมเิ ตอร์ หยดนา้ ยาวดั ค่าดัชนหี กั เหแสงด้านนอกของแผ่น
แกว้ วางหนา้ อัญมณีบนน้ายาแลว้ เล่อื นอญั มณีมาทบ่ี ริเวณกลางกระจก แสดงในรปู ที่ 4.15
รปู ที่ 4.15 การหยดนา้ ยาวดั คา่ ดัชนหี กั เหแสง
2. อ่านค่าดัชนีหักเหของอัญมณี โดยมองผ่านเลนส์แล้วค่อย ๆ เลื่อนสายตาจาก
สเกลด้านบน (เริ่มท่ี 1.3) ลงมาเร่ือย ๆ จนเราเห็นบริเวณที่เงาตัดเป็นเส้นตรงดังรูปท่ี 4.16 (ซ้าย)
บันทึกค่าดชั นีหกั เหท่ีอา่ นได้ โดยจดบันทกึ ค่าที่อ่านไดเ้ ป็นตัวเลขที่มคี วามละเอยี ดทศนิยม 3 ตาแหน่ง
- กรณอี ัญมณีหักเหเด่ยี วจะมีค่าดัชนหี ักเหคา่ เดยี วเท่านั้น ดงั นน้ั เมื่อเราหมนุ แผ่นโพลารอยด์
ท่ีอยู่ดา้ นบนของเลนส์ เงาของอัญมณีจะอยู่ท่ีตาแหน่งเดิม
- กรณีอัญมณีหักเหคู่ ค่าดัชนีหักเหจะมีมากกว่า 1 ค่า เม่ือเราหมุนแผ่นโพลารอยด์ที่อยู่
ด้านบนของเลนส์ เงาของอัญมณจี ะขยบั เลอ่ื นข้ึนหรือลง แสดงในรูปท่ี 4.16 (ขวา) บนั ทกึ คา่ ดัชนี-
หกั เหท่ีอ่านได้อกี คร้งั
45
รปู ท่ี 4.16 การอ่านคา่ ดชั นหี กั เหของอญั มณีหกั เหคู่ที่มกี ารเจยี ระไนเหลี่ยม
3. วางอัญมณีที่ตาแหน่ง 0o บันทึกค่าดัชนีหักเหท่ีอ่านได้ และหมุนอัญมณีต่อไป
คร้ังละ 45o อีก 3 คร้ัง แสดงในรูปที่ 4.17 จดบันทึกค่าดัชนีหักเหทุกคร้ังหลังจากเปล่ียนตาแหน่ง
การวางอญั มณี
รูปที่ 4.17 ตาแหนง่ การวางอัญมณีสาหรับการวดั คา่ ดชั นหี ักเห
- กรณีที่เป็นอัญมณีหักเหเดี่ยวจะอ่านค่าดัชนีหักเหได้เพียงค่าเดียว เช่น แก้ว แสดงในรูปท่ี
4.18
รูปท่ี 4.18 การอา่ นค่าดชั นหี ักเหของอัญมณีหกั เหเดี่ยว
46
- กรณที เี่ ปน็ อญั มณีหักเหคู่ ค่าดัชนีหักเหทีอ่ า่ นได้จะมกี ารเปลี่ยนแปลงเมอ่ื ทาการหมุนโพลา
รอยดท์ ี่หนา้ เลนส์
ตัวอย่างการอ่านค่าดัชนีหักเหของอัญมณีหักเหคู่แบบแกนแสงเด่ียว เช่น คอรันดัมแสดงใน
รปู ที่ 4.19
คา่ ดชั นีหักเห 0o 45o 90o 135o
คา่ สงู 1.770 1.770 1.770 1.770
ค่าตา่ 1.760 1.770 1.761 1.762
รูปที่ 4.19 การอา่ นคา่ ดัชนหี กั เหของอญั มณีคู่แบบ 1 แกนแสง
ตวั อยา่ งการอ่านค่าดัชนีหักเหของอญั มณหี ักเหคูแ่ บบแกนแสงคู่ เช่น โทแพซ แสดงในรูปที่
4.20
รปู ท่ี 4.20 การอ่านค่าดัชนหี กั เหของอัญมณีคูแ่ บบ 2 แกนแสง
47
ในการวดั คา่ ดชั นีหักเหของอัญมณแี บบหักเหคพู่ บว่ามคี า่ ดัชนหี กั เหมากกว่า 1 ค่า
เนื่องจากความยาวของแกนผลึกท่ีแตกต่างกัน ความแตกต่างของคา่ ดัชนีหักที่มีค่ามากทแ่ี ละคา่ ดชั นี
หักเหท่ีมีค่าน้อยที่สุดเรียกว่า “ไบรีฟรินเจนส์” (Birefringence) อัญมณีที่มีค่าไบรีฟรินเจนส์มากจะ
ทาใหเ้ กดิ ภาพซ้อน (Doubling) เชน่ การเกดิ ภาพซอ้ นในเพทายทาให้สามารถเห็นภาพของเหลย่ี มเกิด
การซอ้ นกนั ชดั เจน เน่ืองจากเพทายเป็นอัญมณที ่ีมคี ่าไบรีฟรนิ เจนสส์ งู แสดงในรปู ที่ 4.21
รูปท่ี 4.21 ภาพซอ้ นในเซอรค์ อน
4.7.2 การวัดคา่ ดชั นหี ักเหอญั มณที ี่มีผวิ โค้ง
อัญมณที มี่ กี ารเจียระไนแบบหลังเบ้ยี หรอื อัญมณแี กะสลกั ที่มีส่วนหนึ่งเป็นผวิ โคง้ ถา้
บริเวณท่ีมีผิวโค้งน้ันมีความเงาสะท้อนแสงได้ สามารถวัดค่าดัชนีหักเหของอัญมณีได้เช่นกัน แต่จะ
ได้ผลไมช่ ดั เจนเท่าอัญมณที ี่เจียระไนแบบท่ีมีเหลีย่ ม การบนั ทกึ ค่าดัชนหี ักเหของอัญมณีที่มผี วิ โค้งจะ
แสดงเป็นตัวเลขท่มี คี วามละเอียดทศนยิ ม 2 ตาแหน่ง
รปู ที่ 4.22 การอา่ นคา่ ดัชนหี ักเหของอญั มณที ่มี ีการเจียระไนแบบหลงั เบ้ยี
48
การใช้เครื่องรีแฟรกโตมิเตอร์ในการวดั ค่าดัชนีหักเหอัญมณที ่มี กี ารเจยี ระไนแบบ
หลงั เบี้ยมีข้ันตอนดงั น้ี
1. ถอดแผน่ โพลารอยด์ของเคร่อื งรีแฟรคโตมิเตอรอ์ อก
2. หยดนา้ ยาวดั คา่ ดัชนีหกั เหปริมาณเท่ากบั ปลายเขม็ หมดุ ลงท่ีแผน่ โลหะด้านนอก
ของแผ่นแก้ว
3. เลือกส่วนท่ีขัดเงาได้ดที ่ีสุด แล้วใชผ้ ้าเชด็ รอยเปื้อนคราบไขมันบนผวิ อัญมณีให้
สะอาด
4. จับอญั มณแี ตะน้ายา แล้ววางอญั มณบี ริเวณก่ึงกลางของแผ่นแก้ว แล้วมองที่
สเกล จะเห็นจุดเป็นรอยวงรี ลองขยับศรีษะข้ึนลงจะเห็นว่ารอยวงรีน้ันมีการเปลี่ยนแปลงสี จด
บันทึกค่าเมื่อเงาของวงรีที่เห็นมีสีดาคร่ึงหนึ่งและขาวคร่ึงหน่ึง ในรูปที่ 4.22 อ่านค่าดัชนีหักเหได้
เท่ากับ 1.52
4.8 การเปลง่ แสง (Luminescence)
การเปล่งแสง (Luminescence) ในทางอัญมณวี ทิ ยา โดยท่วั ไปจะหมายถึงคาว่า
Photoluminescence หมายถงึ การปลอ่ ยแสงทไ่ี ม่ทาใหเ้ กิดความร้อนจากอัญมณที ี่ถูกกระต้นุ ด้วย
แสงทีม่ ีความยาวคลนื่ สั้นกว่า (Gem-A, 2021)
ก า ร ต ร ว จ ส อ บ อั ญ ม ณี ใ น ห้ อ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร ส่ ว น ใ ห ญ่ ท า ก า ร ท ด ส อ บ ด้ ว ย ก า ร ใ ช้ แ ส ง
อัลตราไวโอเลตคลนื่ สนั้ (Short wave UV) และแสงอลั ตราไวโอเลตคล่นื ยาว (Long wave UV)
ฟลูออเรสเซนซ์ (Fluorescence) คือ การปล่อยพลังงานในช่วงแสงที่มองเห็นได้จาก
อัญมณี เม่ือถูกกระตุ้นด้วยพลังงานของแสงอัลตราไวโอเลต (UV) หรือ รังสีเอกซ์ (X-ray) อะตอม
ในอัญมณีจากสภาวะปกติ (Ground state) ซึ่งมีอิเล็กตรอนอยู่ในวงโคจรปกติจะเคลื่อนไปอยู่ในวง
โคจรที่มีสภาวะสูงกว่าเรียกว่า “สภาวะที่ถูกกระตุ้น” (Excited state) ในสภาวะนี้อิเล็กตรอนอยู่ใน
สภาวะที่ไม่เสถยี ร อิเล็กตรอนจะต้องเคล่ือนลงมาท่สี ภาวะปกติ และปล่อยพลังงานออกมาในรูปของ
คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า หากอัญมณีสามารถเปล่งแสงออกมาในขณะท่ีถูกพลังงานกระตุ้น เรียกการ
เปล่งแสงนี้ว่า “การเรอื งแสง หรือฟลูออเรสเซนซ์ ” (กาญจนา ชคู รวุ งศ์, 2541)
ฟอสโฟเรสเซนซ์ (Phosphorescence) คือ การเรืองแสงชนดิ หนง่ึ คล้ายกับฟลูออเรสเซนซ์
เม่ือให้พลังงานกระตุ้นท่ีมีพลังงานสูงไปยังวัสดุ ในช่วงเวลานั้นจะเกิดการ เรืองแสงแบบ
ฟลูออเรสเซนซ์ ในขณะท่ีการเรืองแสงแบบฟอสโฟเรสเซนซ์จะยังคงเกิดต่อเนื่องหลังจากนาแหล่ง
พลังงานกระตุ้นออกไปแลว้ (กาญจนา ชคู รุวงศ์, 2541)
การตรวจสอบการเรอื งแสงของอัญมณดี ้วยแสงอลั ตราไวโอเลต
เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบการเรืองแสงของอัญมณีโดยใช้พลังงานแสงในช่วง
อัลตราไวโอเลตแสดงในรูปท่ี 4.23 ประกอบด้วยหลอดแสงอัลตราไวโอเลต 2 ความยาวคล่ืนคือ รังสี
อัลตราไวโอเลตคล่ืนส้ันมีค่าความยาวคล่ืน 253 nm และรังสีอัลตราไวโอเลตคล่ืนยาวมีค่าความยาว
คล่ืน 365 nm ประกอบอยู่บนกล่องสีดาเพ่ือให้สามารถมองเห็นการเรืองแสงได้ชัดเจน และมีแผ่น
49
กรองแสงติดอยู่ท่ีช่องสาหรับดูการเรืองแสงด้านบนของกล่องเพ่ือป้องกันอันตรายต่อสายตาของผู้
ทดสอบ
รปู ที่ 4.23 กลอ่ งทดสอบการเรืองแสงอลั ตราไวโอเลต
อญั มณบี างชนิดเรืองแสงเมื่อได้รบั รังสีอลั ตราไวโอเลตคล่นื ยาว บางชนดิ เรอื งแสง
เม่ือได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตคล่ืนสั้น หรือไม่เกิดการเรืองแสงเลยท้ังในรังสีอัลตราไวโอเลตคล่ืนยาว
และคล่ืนสั้น เน่ืองจากอัญมณีแต่ละชนิดมีองค์ประกอบหรือมีมลทินธาตุท่ีแตกต่างกัน อัญมณีต่าง
ชนิดกัน หรืออัญมณีที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพอาจจะแสดงการปล่อยแสงฟลูออเรสเซนซ์ที่
แตกตา่ งกัน
รปู ท่ี 4.24 การเรอื งแสงของอญั มณภี ายใตร้ ังสอี ลั ตราไวโอเลตคลนื่ ยาว
และรงั สีอัลตราไวโอเลตคลื่นสั้น
50
ก่อนทดสอบการเรืองแสงต้องทาความสะอาดอญั มณีทุกครั้งแล้วนาอัญมณีวางใน
กลอ่ งให้อย่ใู นตาแหน่งท่ใี กล้กับหลอดอลั ตราไวโอเลต เปดิ หลอดอัลตราไวโอเลตคลน่ื สั้นหรอื คล่ืนยาว
และดูผลการเรืองแสงของอัญมณี จดบันทกึ สีและระดับการเรอื งแสงที่เกิดขึ้นแบ่งเป็น 4 ขั้น คือ ไม่
เรืองแสง (Inert) เรืองแสงอ่อน (Weak) เรืองแสงปานกลาง (Moderate) และเรืองแสงเข้ม
(Strong) เมื่อปิดหลอดอัลตราไวโอเลตแล้วให้ทาการสังเกตการณ์เรืองแสงต่อไป เนื่องจากอัญมณี
บางชนิดอาจมีการเกิดฟอสโฟเรสเซนซ์ การเรืองแสงของอัญมณีภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลตคลื่นยาว
และรังสีอัลตราไวโอเลตคลน่ื สน้ั แสดงในรูปที่ 4.24
4.9 การกระจายแสง (Dispersion)
เมื่อแสงขาวซ่ึงประกอบไปด้วยแสงที่มีความยาวคล่ืนต่าง ๆ ผสมกันเดินทางผ่านปริซึมซ่ึง
เป็นของแข็งใส แสงแตล่ ะสีจะเดนิ ทางดว้ ยความเร็วทแ่ี ตกตา่ งกันและมีค่าดัชนีหักเหแตกต่างกนั เมื่อ
แสงเดินทางออกจากปริซึมจะแยกออกเป็นแสงที่มีความยาวคล่ืนต่าง ๆ แสดงในรูปท่ี 4.25 สมบัติ
การกระจายแสงของอัญมณีเป็นแสงสีต่าง ๆ นั้น จะเรียกว่า “ไฟ” (Fire) ซึ่งมักจะได้ยินการใช้คาว่า
“ไฟ” กับเพชรอยู่เสมอ อัญมณีแต่ละชนิดมีค่าการกระจายแสงที่แตกต่างกันและมีความสัมพันธ์กับ
ค่าดชั นีหกั เหของอัญมณี การวัดค่าการกระจายแสงในอญั มณสี ามารถคานวณได้โดยการวดั คา่ ดชั นี
หักเหของอัญมณีโดยใช้แสงสีแดง (686.7 nm) และการวัดค่าดัชนีหักเหของอัญมณีโดยใช้แสง สี
มว่ ง (430.8 nm) ความแตกตา่ งของคา่ ดัชนีหักเหทีว่ ัดได้คอื “ค่าการกระจายแสง” (Society, 2021)
รูปที่ 4.26 แสดงลักษณะการกระจายแสงของสทรอนเชียมไททาเนต ซ่ึงเป็นอัญมณีสังเคราะห์ท่ีใช้
เลียนแบบเพชรชนิดหน่ึง ตัวอย่างค่าการกระจายแสงของเพชรและอัญมณีเลียนแบบเพชรแสดงใน
ตารางท่ี 4.1
รูปท่ี 4.25 การกระจายของแสงขาวเมือ่ เดินทางผา่ นปรซิ มึ
51
รูปที่ 4.26 การกระจายแสงของสทรอนเชยี มไททาเนต
ตารางที่ 4.1 ค่าการกระจายแสงของเพชรและอัญมณีเลยี นแบบเพชร (Society, 2021)
เพชรและอญั มณีเลียนแบบเพชร คา่ การกระจายแสง
เพชร (Diamond) .044
โมซาไนต์ (Moissanite)
เซอร์คอน (Zircon) .009 – .104
ควิ บกิ เซอร์โคเนีย (Cubic zirconia; CZ) 0.039
จีจีจี (GGG; Gadolinium gallium garnet;)
แยก็ (YAG; Yttrium aluminum garnet) .058 –.066
สตรอนเทยี มไททาเนต (Strontium titanate) .038 – .045
แกว้ (Glass)
แซปไฟร์ไร้สี (Colorless sapphire) .028
0.19
.009 – .098
.018
4.10 ความเป็นประกาย (Brilliancy)
อัญมณีท่ีมีสัดส่วนของการเจียระไนท่ีเหมาะสมจะทาให้แสงที่ส่องผ่านเข้าไปในอัญมณีเกิด
การสะท้อนอยู่ภายในหน้าเหล่ียมต่าง ๆ และสะท้อนกลับออกมาเข้าสู่ตาของผู้มอง เป็นประกายแวว
วาว การเกิดแสงสะท้อนกลับหมดของแสงในอัญมณีนั้นจะข้ึนกับค่ามุมวิกฤตของอัญมณีซึ่งมี
ความสัมพันธ์กับค่าดัชนีหักเห อัญมณีต่างชนิดกันมีค่าดัชนีหักเหที่แตกต่างกัน ดังน้ันสัดส่วนในการ
เจียระไนอญั มณีตา่ งชนดิ กันจงึ มีความแตกตา่ งกนั ทิศทางของแสงท่เี ดินทางผ่านเขา้ ไปในอัญมณีท่ีมี
รูปร่างแตกต่างกันจะมีลักษณะการเดินทางของแสงที่แตกต่างกัน อัญมณีท่ีมีรูปร่างแบนใน
รูปที่ 4.27 (ก) แสงจะเดินทางทะลุผ่านไปท่ีด้านหลังของอัญมณีเกิดเป็นหน้าต่าง (Window)
อัญมณีท่ีมีรูปร่างเหมาะสมในรูปท่ี 4.27 (ข) แสงจะเกิดการสะท้อนกลับหมดมายังด้านหน้าของ
52
อัญมณีทาให้เกิดประกาย (Brilliance) ส่วนอัญมณีท่ีมีการเจียระไนด้านพาวิลเลียนลึกในรูปที่
4.27 (ค) แสงท่ีส่องลงไปในอัญมณีจะทะลุออกทางด้านพาวิลเล่ียนไม่เกิดการสะท้อนกลับทาให้เห็น
เป็น ท่มี ดื (Extinction)
รปู ท่ี 4.27 ทศิ ทางของแสงเมื่อเดนิ ทางผ่านอญั มณี (ก) การเกดิ หน้าตา่ ง (Window)
(ข) การเกิดประกาย (Brilliance) (ค) การเกิดทมี่ ืด (Extinction)
4.11 ปรากฏการณ์ทางแสงในอัญมณี (Optical phenomena in gemstones)
อัญมณีบางชนิดมีลักษณะพิเศษเมื่อแสงไฟตกกระทบกับอัญมณีเรียกว่า ปรากฏการณ์
ทางแสงแสดงในรูปท่ี 4.28 ซ่ึงช่วยให้สามารถวิเคราะห์ชนิดของอัญมณีได้ง่ายข้ึน ในการออกแบบ
รูปทรงของอัญมณีต้องคานึงถึงการแสดงปรากฏการณ์ทางแสงที่ชัดเจน ชนิดของอัญมณีท่ีแสดง
ปรากฏการณท์ างแสงแบบต่าง ๆ แสดงในตารางที่ 4.2
ปรากฏการณ์ทางแสงของอัญมณีข้ึนแบ่งตามสาเหตุการเกิดได้ 3 ประเภท (Bohannon,
2016) ดังนี้
1. ปรากฏการณ์ทางแสงของอัญมณีที่เกิดจากโครงสร้างของอัญมณี ได้แก่ ปรากฏการณ์
เล่นสี (Play of color) ปรากฏการณ์แลบบราโดเรสเซนส์ (Labradorescence) ปรากฏการณ์
อะดูลาเรสเซนส์ (Adularescence) และปรากฏการณอ์ ิรเิ ดสเซนส์ (Iridescence)
2. ปรากฏการณ์ทางแสงของอญั มณีที่เกดิ จากตาหนิภายในของอัญมณี ไดแ้ ก่ ปรากฏการณ์
ตาแมว (Cat’s eye) และปรากฏการณ์สตาร์ (Star) และปรากฏการณ์อะเวนจูเรสเซนส์
(Aventurescence)
3. ปรากฏการณ์ทางแสงของอัญมณีที่เกิดจากสมบัติของแสง ได้แก่ ปรากฏการณ์เปลี่ยนสี
(Color change)
ตารางท่ี 4.2 อัญมณที แ่ี สดงปรากฏการณ์ทางแสง
ปรากฏการณ์ทางแสง อญั มณี
ปรากฏการณ์เลน่ สี โอปอ
ปรากฏการณแ์ ลบบราโดเรสเซนส์ แลบราโดไรต์
ปรากฏการณ์อะดลู าเรสเซนส์ มนู สโตน
ปรากฏการณท์ างแสง 53
ปรากฏการณ์อริ ิเดสเซนส์
อญั มณี
ปรากฏการณอ์ ะเวนจูเรสเซนส์ ไฟรอ์ ะเกต เรนโบวอ์ ะเกต เรนโบวค์ วอตซ์ ไข่มกุ
ปรากฏการณต์ าแมว หมายเหตุ ปรากฏการณอ์ ริ เิ ดสเซนสข์ องไข่มกุ เรยี กว่า โอเรยี นท์
ซันสโตน อะเวนจรู ีนควอตซ์
ปรากฏการณ์สตาร์ อะพาไทต์ เบริล ไดออปไซด์ มนู สโตน ควอตซต์ าแมว ควอตซ์
ตาเสือ ควอตซต์ าเหยีย่ ว ทวั ร์มาลีน ฯลฯ
ปรากฏการณ์เปลีย่ นสี คริโซเบริล ทับทิม แซปไฟร์ สปเิ นล การเ์ นต ทวั ร์มาลีน ไดออป
ไซด์ ควอตซ์ ฯลฯ
อะเลกซานไดรต์ แซปไฟร์ การเ์ นต ฟลอู อไรต์ ฯลฯ
รปู ที่ 4.28 ปรากฏการณ์ทางแสงของอญั มณี
54
คาถามท้ายบท
1. แสงทม่ี องเหน็ ได้ (Visible light) คืออะไร
2. อธบิ ายกฎการสะท้อนของแสง
3. การหักเหของแสงเม่ือเดินทางผ่านอัญมณีแบบไอโซโทรปิก (Isotropic) ต่างจากแสงท่ีเดินทาง
ผา่ นอญั มณีแบบแอนไอโซโทรปกิ (Anisotropic) อย่างไร
4. แสงโพลาไรซ์คอื อะไร
5. ลักษณะทางแสงของอัญมณีแบ่งได้อย่างไร และอุปกรณ์ใดใช้สาหรับการหาลักษณะทางแสงของ
อัญมณี
6. คา่ ดชั นีหักเหแสงของอญั มณีใช้อุปกรณ์ใดในการทดสอบ และมีวธิ ีการทดสอบอย่างไร
7. การทดสอบการเรอื งแสงอัญมณใี ช้อปุ กรณ์ใดและมีวธิ กี ารทดสอบอยา่ งไร
8. การกระจายแสงและความเป็นประกายมคี วามแตกต่างกันอย่างไร
9. ปรากฏการณ์ทางแสงของอญั มณีมีอะไรบ้าง และยกตวั อย่างอัญมณีท่ีมปี รากฏการณ์ดังกล่าว
55
เอกสารอา้ งอิง
กาญจนา ชูครุวงศ์. (2541). ปฏิบัติการวิเคราะห์อัญมณี. พิมพ์คร้ังที่ 3. กรุงเทพฯ: สมาคมผู้ค้า
อญั มณไี ทยและเครอื่ งประดับ.
รา ชบัณฑิตยสถา น. ( 2544). พจนา นุกรมศัพท์ธรณีวิท ยา . พิมพ์ค ร้ังที่ 1. กรุงเท พฯ:
ราชบัณฑิตยสถาน.
วีทิต วรรณเลิศลักษณ์. (2564, ธันวาคม 14). การหักเหของแสง. Retrieved from https://
www.scimath.org/lesson-physics/item/ 7282-2017-06-14-13-59-29
อนุวัฒน์ จันมะโน. (2564, ธันวาคม 14). สมบัติของแสง. Retrieved from https://www.scimath
.org/lesson-physics/item/7312-2017-06-14-15-39-08
Bohannon, S. (2016, November 10). Optical effects of phenomenal cabochons. Retrieved
from https://www.gia.edu/gia-news-research/optical-effects-phenomenal-
cabochons
Gem-A. (2008). Foundation in gemmology. London.
Gem-A. (2021, April 10). Focus on gemstone fluorescence: looking for the light. Retrieved
from https://gem-a.com/gem-hub/gem-knowledge/focus-on-fluorescence
International Gem Society. (2021, May 12). Properties of diamond simulants. Retrieved
from https://www.gemsociety.org/article/diamond-and-simulant-comparison
chart/
International Gem Society. (2021, May 12). What is Gemstone Dispersion?. Retrieved
from https://www.gemsociety.org/article/gemstone-dispersion/
International Gem Society. (2021, May 12). What is gemstone pleochroism?. Retrieved
from https://www.gemsociety.org/article/what-is-gemstone-pleochroism/
Lumen. (2022, March 1). Polarization. Retrieved from https://courses.lumenlearning.
com/physics/chapter/27-8-polarization/
NASA Science. (2022, January 12). Tour of the electromagnetic spectrum. Retrieved
from https://science.nasa.gov/ems/09_visiblelight
Read, P. G. (2002). Gemological Instruments. 2nd ed. England: Elsevier Butterworth-
Heinemann.
Read, P. G. (2005). Gemmology. 3rd ed. Oxford: Elsevier Butterworth-Heinemann.
Sciencefacts. (2022, January 12). Visible Light. Retrieved fromhttps://www.sciencefacts.
net/visible-light.html
56
บทที่ 5
รายชื่ออัญมณี (List of gemstones)
วตั ถปุ ระสงค์
1. นสิ ิตเรียนรู้และสามารถอธบิ ายการจดั กล่มุ อัญมณีไดถ้ ูกต้อง
2. นิสติ เรยี นรู้สมบัติของอัญมณที ี่สาคญั ทางการค้า และสามารถเรียกช่ือทางการคา้ ของ
อัญมณีทน่ี ยิ มในตลาดได้ถกู ตอ้ ง
หวั ข้อการเรียนรู้
1. การจดั กลุ่มอัญมณี (Gemstone classification)
2. อญั มณีสาคญั ทางการค้า (Commercial gemstones)
ส่อื การสอน
1. PowerPoint
2. เอกสารประกอบการสอน 15320159 อญั มณวี ิทยาเบื้องตน้
การวัดและประเมินผล
1. การตอบคาถามท้ายบทเรยี น
2. การทดสอบปลายภาคเรยี น
57
บทท่ี 5
รายชือ่ อัญมณี (List of gemstones)
5.1 การจดั กลุ่มอัญมณี (Gemstone classification)
ในการศึกษาวิชาแร่วิทยาพบว่ามีจานวนแร่มากกว่า 2,000 ชนิด จึงมีการจัดจาแนกแร่ที่มี
ความคล้ายคลึงกันเป็นหมวดหมู่ (Read, 2005) นักแร่วิทยาจาแนกแร่เป็น ตระกูล (Group)
ประเภท (Species) และชนิด (Variety) อัญมณีในธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นแร่ที่พบในธรรมชาติจึงมี
การจัดหมวดหมู่ตามการจดั หมวดหมขู่ องแรเ่ ชน่ เดียวกนั
อัญมณีท่ีมีลักษณะภายนอก โครงสร้าง และสมบัติคล้ายคลึงกันจะถูกจัดอยู่ในตระกูล
เดยี วกนั เช่น อญั มณตี ระกลู เฟลดส์ ปา อัญมณีตระกูลการ์เนต และอญั มณีตระกูลทวั ร์มาลีน อญั มณี
แต่ละตระกูลถูกแบ่งย่อยเป็นอัญมณีประเภทตามองค์ประกอบทางเคมีและลักษณะเฉพาะตัว และ
อัญมณแี ตล่ ะประเภทจะถกู แบ่งเป็นชนดิ ตามสีและลกั ษณะภายนอกท่ีปรากฏ ตัวอย่างการจาแนกอัญ
มณีแสดงในตารางที่ 5.1
ตารางท่ี 5.1 การจัดกลมุ่ อัญมณี (Read, 2005) (Gem-A, 2008)
ตระกลู ประเภท ชนิด สี และ/หรอื
(Group) (Species) (Variety) ปรากฏการณท์ างแสง
มรกต (Emerald) สเี ขียว
เบริล (Beryl) อะความารีน (Aquamarine) สฟี า้
มอรแ์ กไนต์ (Morganite) สชี มพู
ครโิ ซเบริล เฮลโิ อดอร์ (Heliodor, Heliodore) สีเหลือง
(Chrysoberyl) โกชีไนต์ (Goshenite) ไมม่ สี ี
ครโิ ซเบรลิ (Chrysoberyl) สีเหลือง – เสีหลอื งอมเขียว
อะเลกซานไดรต์ (Alexandrite) ปรากฏการณ์เปล่ยี นสี แสดงสเี ขยี ว
ใตแ้ สงขาว สีแดงใตแ้ สงหลอดไส้
ตาแมว (Cat’s eye) สเี หลืองอมเขยี ว + ปรากฏการณ์ตา
แมว
คอรันดัม ทับทมิ (Ruby)
(Corundum) แซปไฟร์ (Sapphire) สแี ดง
สีนา้ เงนิ สมี ว่ ง สีเขียว สีเหลือง สี
เฟลดส์ ปาร์ ออรโ์ ทเคลส แพดพาแรดชา (Padparadscha) ชมพู สสี ้ม ไมม่ สี ี
(Feldspar) (Orthoclase) อะดูลาเรีย (Adularia) สสี ้มอมชมพู - สีชมพูอมสม้
มนู สโตน (Moonstone) ใสไม่มสี ี
การเ์ นต (Garnet) ไมโครไคลน์ สีตา่ ง ๆ + ปรากฏการณอ์ ะดูลาเรส
(Microcline) ออร์โทเคลส (Orthoclase) เซนส์
ซานดิ นี (Sanidine) แอมะซอไนต์ (Amazonite) สีเหลอื ง
สเี ขยี ว
แพลจโิ อเคลส ซานดิ นี (Sanidine)
(Plagioclase) แลบราโดไรต์ (Labradorite) ไม่มีสี - ตดิ สนี ้าตาล (หายาก)
โอลิโกเคลส (Oligoclase) ปรากฏการณแ์ ลบบราโดเรสเซนส์
ซันสโตน (Sunstone ) สเี หลือง
สีสม้ + ปรากฏการณ์อะเวนจูเรส
แอลไบต์ มนู สโตน (Albite moonstone) เซนส์
สขี าว สีเขยี ว สชี มพอู มนา้ ตาล +
แอลมนั ดนี แอลมันดีน (Almandine) เหลอื บสีฟา้
(Almandine) สแี ดงอมม่วง
58
ตระกูล ประเภท ชนิด สี และ/หรือ
(Group) (Species) (Variety) ปรากฏการณ์ทางแสง
ไพโรป (Pyrope) ไพโรป (Pyrope) สีแดง
ทวั รม์ าลีน เฮสโซไนต์ (Hessonite) ส้สม้ - น้าตาล
(Tourmaline) กรอสซลู าร์ ไฮโดรกรอสซูลาร์ (Hydrogrossular) สีเขียว สชี มพู สขี าว สเี ทา
(Grossular) ซาวอไรต์ (Tsavorite) สเี ขียว
ดมี ันทอยด์ (Demantoid) สีเขียว
แอนดราไดต์ โทแพโซไลต์ (Topazolite) สเี หลือง
(Andradite) เมลาไนต์ (Melanite) สีดา
สเปสซารท์ ีน (Spessartine) สีสม้ สเี หลอื ง สแี ดง
สเปสซารท์ ีน
(Spessartine) หินเขยี้ วหนุมาน (Rock crystal) สีเขียวมรกต
แอเมทสิ ต์ (Amethyst)
อูวาโรไวต์ ซทิ รนิ (Citrine) ไม่มสี ี
(Uvarovite) ควอตซ์สีควนั ไฟ (Smoky quartz) สมี ่วง
พราซโิ อไลต์ (Prasiolite) สเี หลอื ง
ควอตซผ์ ลึก (Quartz; ควอตซส์ ชี มพู (Rose quartz) สนี า้ ตาล
Crystalline คาลซิโดนี (Chalcedony) สีเขียว
- คารเ์ นเลียน (Carnelian) สชี มพู
- ซารด์ (Sard)
- เพรส (Prase) สม้
- ครโิ ซเพรส (Chrysoprase) สีน้าตาล – สแี ดง
- อะเกต (Agate) เขียวเขม้
- มอสอะเกต (Moss agate) สเี ขียว
มีแถบสี
ควอตซ์ผลึกรวม - โอนิกซ์ (onyx) สีเขียวและมีตาหนภิ ายในคล้ายต้น
(Quartz; - บลดั สโตน (Bloodstone) มอส
- แจสเพอร์ (Jasper ) สีดาหรือน้าตาล อาจมแี ถบสี
Polycrystalline) สเี ขยี วมีจุดสีแดง
- อะเวนจรู ีนควอตซ์ (Aventurine ทึบแสง สีแดง สนี ้าตาล
quartz) สีเขยี ว สฟี ้า หรือสนี า้ ตาล +
การแทนท่ีของควอตซใ์ นโครงสรา้ งอนื่ ปรากฏการณ์อะเวนจเู รสเซนส์
ตาเสอื (Tiger’s-eye)
สเี หลอื ง - สนี า้ ตาล มกั มี
ตาเหยยี่ ว (Hawk’s-eye) ปรากฏการณ์ตาแมว
สนี า้ เงนิ - สเี ขยี ว มกั มีปรากฏการณ์
ไมก้ ลายเปน็ หนิ (Petrified wood) ตาแมว
มหี ลายสี เกดิ จากควอตซ์เขา้ แทนท่ี
ชอร์ล (Schorl) รูเบลไลต์ (Rubellite) โครงสร้างตน้ ไม้
ดราไวต์ (Dravite) อินดโิ คไลต์ (Indicolite) สดี า
เวอร์ดีไลต์ (Verdelite) สเี หลืองเข้ม - สดี าอมนา้ ตาล
เอลเบไอต (Elbaite) อะโครไอต์ (Achroite) สแี ดง สแี ดงอมม่วง สแี ดง/ม่วงแดง
สีนา้ เงิน
สเี ขยี ว
ใสไมม่ ีสี
59
5.2 อญั มณีทางการค้า (Commercial gemstones)
ความนิยมในสินค้าประเภทอัญมณีของแต่ละบุคคลมีความหลากหลายข้ึนกับปัจจัยหลาย
อยา่ งเชน่ สี ชนิด และความเชอื่ เป็นตน้ อัญมณีทไ่ี ดร้ บั ความนยิ มมากจะมีความสาคัญในทางการค้า
มากตามไปด้วย ดังน้ันในการศึกษาศาสตร์ด้านอัญมณี ผู้ศึกษาต้องทาความรู้จักกับอัญมณีที่นิยม
ขายในตลาดกอ่ นเป็นอันดบั แรก สมบัติตา่ ง ๆ เชน่ สีของอัญมณี สมบตั ิทางกายภาพ สมบตั ิทางแสง
และช่ือทางการคา้ ของอัญมณที ่ีสาคัญ
อาพัน (Amber)
เรซน่ิ หรือยางไมจ้ ากตน้ ไมม้ หี นา้ ที่ปอ้ งกนั โรคและการโจมตขี องแมลง แมลงเล็ก ๆ อาจติดอยู่
ใน เรซิ่นอย่างรวดเร็วเมื่อสมั ผัสโดน เมื่อเวลาผ่านหลายล้านปียางไม้เกิดการเปล่ียนสภาพเป็นอาพัน
อาพันเป็นสารอินทรีย์ท่ีประกอบด้วยธาตุคาร์บอน (C) 79.94% ไฮโดรเจน (H) 11.18% และ
ออกซิเจน (O) 8.87% (Webmineral, 2021) อาพันมีต้นกาเนิดมาจากพืชหลายตระกูล ดังน้ันจึงมี
องค์ประกอบทางเคมีท่ีแตกต่างกัน จากการค้นคว้าพบว่าอาพันมีอายุประมาณ 10 – 300 ล้านปี
อาพันส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 15 – 40 ล้านปี (Gem-A, 2008) อาพันเป็นวัสดุท่ีมีความอ่อนนุ่ม
มักจะนามาทาเป็นลูกปัด เจียระไนแบบหลังเบี้ย แกะสลัก เคร่ืองประดับจาพวกแหวน ต่างหู และ
สรอ้ ยข้อมือ
สตู รเคมี: C12H20O รปู ที่ 5.1 อาพนั
สมบตั ิทางกายภาพ
ระบบผลึก -
สี เหลอื ง – น้าตาล
นา้ ตาลแดง
การผา่ นแสง เกอื บขาว
ปรากฎการณ์ทางแสง สเี ขยี ว และนา้ เงนิ (หายาก)
ค่าดชั นหี ักเห โปร่งใส – ทึบแสง
-
1.540
60
ไบรีฟรนิ เจนส์ -
ลกั ษณะทางแสง หกั เหเดี่ยว (อสัณฐาน)
สีแฝด -
สเปกตรัม -
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต ช่วงคลนื่ ยาว : เฉือ่ ย - เข้ม
ชว่ งคลืน่ สน้ั : ออ่ น
ความถว่ งจาเพาะ
ความแข็ง 1.08 ±..0082
รอยแตก/
รอยแยกแนวเรียบ 2 – 2.5
แตกแบบก้นหอย
แหล่งที่พบ: ยุโรปตอนเหนือบริเวณทะเลบอลติก สาธารณรัฐโดมินิกัน เม็กซิโก พม่า
อินโดนีเซยี
การปรับปรุงคุณภาพ: อาพันมีการปรับปรุงความใสสะอาด เนื้อของอาพันมีความขุ่น
เน่ืองจากการมีฟองอากาศขนาดเล็ก ๆ อยู่ภายใน การให้ความร้อนจะทาให้อาพันมีความใสขึ้น แต่
ฟองอากาศอาจเกิดการแตกขณะท่ีอาพันกาลังเย็นตัวลงทาให้มีการแตดลักษณะเป็นวงกลมในเน้ือ
อาพันเรียกวา่ “Sun spangles”
การทดสอบ
- การทดสอบความถ่วงจาเพาะ: อาพนั ลอยในนา้ เกลืออ่ิมตวั เน่ืองจากนา้ เกลืออิม่ ตัวมีความ
ถว่ งจาเพาะ 1.12 ซึ่งมากกว่าความถ่วงจาเพาะของอาพนั
- การทดสอบด้วยเข็มรอ้ น: อาพันแท้จะไดก้ ลนิ่ เหมน็ ฉนุ ของต้นไม้เก่า ๆ ถา้ เป็นอาพันปลอม
จะได้กลิน่ พลาสตกิ หรอื กลิน่ ตน้ สนสดในกรณที ีเ่ ปน็ โคปอ
- การทดสอบการเรืองแสง: อาพันเรืองแสงสีฟ้า - ขาว ภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลตคลนื่ ยาว
และเรืองแสงสีเขยี วอ่อนภายใตร้ งั สอี ลั ตราไวโอเลตคลืน่ ส้ัน
การดูแลรกั ษา
- ลา้ งดว้ ยน้าอุ่น และเชด็ ใหแ้ หง้ ด้วยผ้านุม่
- หลกี เลยี่ งการตากแสงจากดวงอาทติ ย์เปน็ เวลานาน
- ขณะสวมใสค่ วรระมัดระวังการถูกขัดถบู นผวิ จากวสั ดุอน่ื ๆ เนือ่ งจากอาพันมีความแข็งตา่
- หลกี เล่ียงนา้ หอม สเปรยจ์ ัดแตง่ ทรงผม เคร่ืองสาอาง และนา้ ยาลา้ งเล็บ
- ไม่นาอาพันไปแช่ในเครอ่ื งทาความสะอาดเครื่องประดบั
การดแู ลรักษาจากการปฏบิ ัติงาน ควรหลีกเลี่ยง
- ความร้อน เนอื่ งจากอาพันหลอมละลายท่อี ณุ หภูมิ 200 – 380oC
- การทาความสะอาดด้วยสารละลายอาจทาให้ผิวของอาพันดา้ น หรือขุ่นขาว
- น้ายาวดั คา่ ดชั นหี กั เหสามารถทาให้ผวิ อาพนั เกิดความเสียหาย
61
- เครอ่ื งอลั ตราโซนกิ และเครือ่ งลา้ งเครื่องประดับดว้ ยไอนา้
- หวั เปา่ ไฟ
เบริล (Beryl)
เบริลเกือบทั้งหมดพบในสายแร่เพกมาไทต์ ยกเว้นมรกตซ่ึงสามารถเกิดได้ในกระบวนการ
แปรสภาพ และแหล่งแรแ่ บบนา้ ร้อน (Gem-A, 2008)
รปู ที่ 5.2 เบริล
สูตรเคมี: Be3Al2(SiO3)6 เฮกซะโกนอล
สมบตั ิทางกายภาพ เหลอื ง เขยี ว ชมพู ดา
ระบบผลกึ ฟ้า ไม่มีสี
สี โปร่งใส – ทึบแสง
ตาแมว สตาร์
การผ่านแสง 1.577 – 1.583
ปรากฎการณ์ทางแสง 0.005 – 0.009
คา่ ดัชนีหกั เห หักเหคู่ (U-)
ไบรฟี รินเจนส์ 2 สี
ลักษณะทางแสง ข้ึนกบั สี
สแี ฝด ชว่ งคล่ืนยาวและชว่ งคล่ืนส้นั : เฉ่อื ย – เขม้
สเปกตรัม
การเรอื งแสงอัลตราไวโอเลต 2.72 ±..0158
ความถ่วงจาเพาะ
ความแข็ง 7.5 - 8
รอยแตก/ แตกแบบกน้ หอย ถงึ แตกแบบไม่เรียบ
รอยแยกแนวเรียบ
62
มรกต (Emerald) เป็นเบริลสีเขียว เกิดสีขึ้นจากธาตุโครเมียม (Cr) บางครั้งพบธาตุ
วาเนเดียมร่วมดว้ ย มรกตสว่ นใหญน่ ยิ มรูปรา่ งสเ่ี หล่ยี มตดั มุม (Octagon) และเจยี ระไนแบบขั้นบันได
(Step cut) มรกตบางเมด็ แสดงลักษณะพเิ ศษมสี ี 6 แฉก เรยี กว่า “Trapiche”
แหลง่ ทีพ่ บ: โคลัมเบยี อนิ เดยี ปากสั ถาน ไซบเี รยี แอฟรกิ าใต้ แซมเบยี ซมิ บับเว
การปรับปรงุ คณุ ภาพ: มรกตส่วนใหญ่ปรับปรุงคณุ ภาพด้วยการปกปดิ รอยแตกโดย
การแช่น้ามัน (Oiling) หรือเติมสารจาพวกเรซินโพลีเมอร์ นอกจากนี้ยังมีการย้อมสี (Dyeing) เพื่อ
เพิม่ สเี ขยี วอีกด้วย
การดูแลรักษา: เนอ้ื มรกตมีความเปราะเน่ืองจากมรี อยแตกรา้ วภายในเนอื้ มาก จึงไม่
ควรทาความสะอาดอัญมณีชนิดน้ีด้วยเครื่องอัลตราโซนิก ไม่ควรนาไปแช่ในผงซักฟอก หรือ
สารละลาย ควรทาความสะอาดด้วยน้าสบู่อ่อน ๆ และต้องระมัดระวังความร้อนซ่ึงอาจทาให้มรกต
แตกหรอื ทาให้สารเตมิ ในรอยแตกเกดิ การระเหยออกไป
เบรลิ สอี ื่น ๆ
- อะความารีน (Aquamarine) เปน็ เบริลสฟี ้าทีมคี วามหมายของชอื่ วา่ “น้าทะเล” มีสาเหตุ
การเกิดสจี ากธาตเุ หลก็ อาจพบอะความารีนท่มี ปี รากฏการณท์ างแสงแบบตาแมว หรือสตาร์
แหล่งท่ีพบ: บราซิล เคนยา มาดากัสการ์ พมา่ นามเิ บีย ไนจีเรยี รัสเซีย ศรีลังกา
สหรัฐอเมริกา แซมเบยี และซิมบบั เว
การปรับปรุงคุณภาพ: การปรับปรุงสีด้วยความรอ้ นจากการเผาอะความารีนท่มี ีมสี ี
ติดเขียวหรอื มสี เี หลอื งให้เปน็ สีฟา้
- เฮลิโอดอร์ (Heliodor) เป็นเบริลสีเหลืองมะนาวถึงสีเหลืองทอง มีสาเหตุการเกิดสีจาก
ธาตุเหล็ก บางครั้งถกู เรียกว่า “เบริลสีทอง” (Golden beryl)
การปรับปรุงคุณภาพ: เบริลสีฟ้าหรือสีฟ้าอมเขียวสามารถนาไปฉายรังสีเพื่อให้
เปล่ียนเป็นสีเหลือง แต่สีเหลืองท่ีเกิดขึ้นไม่มีความคงทน สีจะซีดจางลงเม่ือโดนแสงท่ีมีความแรงสงู
หรอื ถูกเกบ็ ไว้เป็นระยะเวลานาน
- มอร์แกไนต์ (Morganite) เป็นเบริลสีชมพู มีสาเหตุการเกิดสีจากธาตุแมงกานีส แสดงสี
แฝด 2 สี คือ สีชมพู และสีชมพูอมม่วง มีแหล่งกาเนิดที่อัฟกานิสถาน บราซิล มาดากัสการ์
ปากสี ถาน สหรฐั อเมริกา (แคลฟิ อร์เนยี )
- บิกซ์ไบต์ (Bixbite) เปน็ เบริลหายาก มีสีแดง มีแหล่งกาเนิดท่ภี เู ขาหว้า หวา้ (Wah Wah)
ในรัฐอธุ า ประเทศสหรฐั อเมรกิ า มีสาเหตุการเกดิ สีจากธาตุแมงกานีส
- โกชีไนต์ (Goshenite) เป็นเบริลใสไม่มีสี มีแหล่งกาเนิดซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่ท่ีโกเชน รัฐ
แมสซาชเู ซตส์ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
การดแู ลรกั ษา: ทาความสะอาดดว้ ยนา้ สบอู่ ุ่น ๆ และแปรงขนนมุ่ เชด็ ให้แหง้ ดว้ ยผา้ นุ่ม
ครโิ ซเบรลิ (Chrysoberyl)
คริสโซเบริลมาจากคาในภาษากรีก “chrysos” หมายถึงสีทอง (Newman, 2011)
คริสโซเบริลสีเหลอื ง สีเหลืองอมเขียวท่ีมีความโปร่งใสจะถกู นามาเจียระไนเป็นเหล่ียม อัญมณีชนิดนี้
มีลักษณะปรากฏการณ์ทางแสงพิเศษ 2 แบบ คือ คริสโซเบริลที่มีปรากฏการณ์เปลี่ยนสีเรียกว่า
63
“อะเลกซานไดรต์” (Alexandrite) หรือ “เจ้าสามสี” อะเลกซานไดรต์คุณภาพดีมีสีเขียวใต้แสงขาว
และมีสีแดงใต้แสงหลอดไส้ อะเลกซานไดรต์เป็นชื่ออัญมณีท่ีถูกต้ังขึ้นตามพระนามขององค์
จักรพรรด์อิ ะเลกซานเดอรท์ ่ี 2 คริสโซเบริลทมี่ ปี รากฏาการณ์ทางแสงอีกอย่างหน่ึงคือ คริสโซเบริลที่
มีปรากฏาการณ์ตาแมว รู้จกั กนั ในช่ือ “คริสโซเบรลิ ตาแมว” (Cat’s eye chrysoberyl) หรอื “แก้วตา
แมว” หรือ “ไพฑูรย์” คริสโซเบริลตาแมวคุณภาพดี ตาแมวต้องคม อยู่ในตาแหน่งก่ึงกลาง เมื่อ
หมุนอัญมณีขณะที่ส่องด้วยแสงไฟจะเห็นตาแมวสามารถเปิดปิดได้ คริสโซเบริลตาแมวที่มีด้านหนึ่ง
เป็นสีขาวขุ่นคล้ายน้านมและอีกด้านหนึ่งเป็นสีน้าผึ้ง เรียกว่า “Milk and honey effect” ดูแลรักษา
โดยทาความสะอาดด้วยน้าสบู่อุ่น ๆ และแปรงขนนุ่ม เช็ดให้แห้งด้วยผ้านุ่ม สามารถทาความสะอาด
ด้วยเคร่ืองอัลตราโซนิกได้
(ก) (ข)
แสงขาว แสงหลอดไส้
รูปที่ 5.3 คริสโซเบรลิ (ก) อะเลกซานไดรต์ (ข) ครสิ โซเบรลิ ตาแมว
แหล่งท่ีพบ
- ครสิ โซเบริลทีไ่ มม่ ปี รากฏการณ์ทางแสง: บราซิล ศรลี งั กา มาดากสั การ์ พม่า และซิมบบั เว
- อะเลกซานไดรต์: เทือกเขาอูราล ประเทศรัสเซีย บราซิล ศรีลังกา อินเดีย ซิมบับเว และ
แซมเบยี
- คริสโซเบริลตาแมว: บราซิล ศรลี ังกา อนิ เดีย ซมิ บับเว และพมา่
สตู รเคมี: BeAl2O4
สมบตั ิทางกายภาพ
ระบบผลกึ ออร์โทรอมบกิ
สี เหลอื ง
การผา่ นแสง โปรง่ ใส – ทึบแสง
ปรากฎการณ์ทางแสง ตาแมว เปล่ียนสี
ค่าดัชนีหกั เห 1.746 – 1.755
ไบรีฟรินเจนส์ 0.008 – 0.010
ลักษณะทางแสง หกั เหคู่ (B+)
สีแฝด 3 สี
สเปกตรมั ข้นึ กบั สี
64
การเรอื งแสงอัลตราไวโอเลต ชว่ งคลน่ื ยาวและชว่ งคล่ืนส้ัน : เฉอ่ื ย – อ่อน
ความถ่วงจาเพาะ 3.73 ± .02
ความแข็ง 8.5
รอยแตก แตกแบบกน้ หอย
คอรนั ดมั (Corundum)
คอรันดัมมีองค์ประกอบเป็บอลูมิเนียมออกไซด์ (Al2O3) เม่ือเป็นสารบริสุทธ์ิจะไม่มีสี
คอรันดัมแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามสี ได้แก่ คอรันดัมสีแดง เรียกว่า “ทับทิม” (Ruby) และ
คอรันดัมสีอ่ืน ๆ เรียกว่า “แซปไฟร์”(Sapphire) ในภาษาอังกฤษจะใส่ชื่อสีนาหน้าคาว่า Sapphire
เช่น Blue Sapphire (ไพลิน) Yellow sapphire (บุษราคัม) Green sapphire (เขียวส่อง) ยกเว้น
แซปไฟร์ สีส้มอมชมพู - สีชมพอู มส้ม จะมีชอื่ เรยี กวา่ “แพดพาแรดชา” (Padparadscha)
การเกิดสีต่าง ๆ ของคอรันดัมมสี าเหตุมาจากการปนเป้ือนของธาตุที่ทาให้เกิดสีปรมิ าณนอ้ ย
(Trace element) ที่เข้าไปแทนท่ีอลูมิเนียมบางตาแหน่งในโครงสร้าง ธาตุโครเมียม (Cr) ทาให้เกิด
สีแดง และสีชมพู ธาตุเหล็ก (Fe) ทาให้เกิดสีเขียว หรือสีเหลืองอ่อน ธาตุแมกนีเซียม ทาให้เกิด
สีเหลืองเข้ม หากมธี าตุเหลก็ และไทเทเนียมจะทาให้เกดิ สีนา้ เงนิ (Gem-A, 2008)
แหลง่ ทพ่ี บ
- ในประเทศไทยพบทีจ่ งั หวดั จนั ทบุรี ตราด กาญจนบุรี แพร่ สุโขทัย เพชรบรู ณ์ ศรีสะเกษ
และอบุ ลราชธานี (กรมทรัพยากรธรณี, 2564)
- พมา่ เวยี ดนาม ศรลี งั กา มาดากสั การ์ แทนซาเนีย เคนยา ออสเตรเลีย ปากสี ถาน
อฟั กานสิ ถาน
สตู รเคมี: Al2O3 รูปท่ี 5.4 คอรนั ดมั
สมบตั ิทางกายภาพ
ระบบผลึก เฮกซะโกนอล
สี ใสไมม่ ีสี แดง สม้ เหลือง เขียว น้าเงิน มว่ ง มว่ งแดง
การผา่ นแสง โปรง่ ใส – ทึบแสง
65
ปรากฎการณท์ างแสง สตาร์ ตาแมว เปลี่ยนสี
ค่าดัชนหี ักเห 1.762 – 1.770
ไบรีฟรนิ เจนส์ 0.008 – 0.010
ลักษณะทางแสง หกั เหคู่ (U-)
สีแฝด 2 สี
สเปกตรมั ขึน้ กบั สี
การเรืองแสงอัลตราไวโอเลต ชว่ งคล่ืนยาวและชว่ งคล่ืนสน้ั : เฉือ่ ย – เขม้
ความถ่วงจาเพาะ
ความแขง็ 4.00 ±..1005
รอยแตก
9
แตกแบบก้นหอย ถึง แตกแบบไม่เรยี บ
การปรับปรุงคุณภาพ
การปรับปรุงคุณภาพคอรันดัมมีวัตถุประสงค์เพ่ือปรับปรุงสีและเพิ่มความใสให้กับ
อัญมณี ปัจจุบันมีกรรมวิธีในการปรับปรุงคุณภาพหลายวิธี วิธีที่นามาใช้ปรับปรุงคุณภาพคอรันดัม
มากท่ีสุดคือ การใช้ความร้อน หรือท่ีเรียกว่า “การเผาพลอย” ซ่ึงประเทศไทยได้ขึ้นช่ือว่ามีนักเผา
พลอยที่มีความสามารถมากทสี่ ุดของโลก เทคนิคในการเผาคอรันดมั แตล่ ะแบบได้มีการถ่ายทอดและ
พฒั นาจากรุ่นสรู่ ุ่นและถูกปกปดิ เปน็ ความลบั ภายในครอบครัว สว่ นใหญแ่ ต่ละบา้ นจะรับเผาคอรันดัม
เฉพาะสีเท่านั้น เช่น บ้านนี้รับเผาพลอยแดง (ทับทิม) บ้านน้ีรับเผาพลอยน้าเงิน (ไพลิน) บ้านน้ีรับ
เผาพลอยเหลือง (บุษราคัม) เป็นต้น เทคนิคในการเผาพลอยคอรันดัมมีหลาหลายรปู แบบ ผู้รับจ้าง
เผา หรือผู้ที่เป็นเจ้าของพลอยมีส่ิงท่ีต้องพิจารณาท่ีสาคัญก่อนการเผา คือ ลักษณะของพลอย และ
แหลง่ ท่มี าของพลอย
การตรวจสอบคอรันดัมในปัจจุบันมีคาท่ีมักจะไดย้ ินอยู่เสมอ คือ
1. พลอยนี้ดบิ หรอื ไม่ หมายความวา่ คอรันดัมนีไ้ มไ่ ดผ้ า่ นการปรับปรุงคณุ ภาพใด ๆ
ยกเวน้ การเจยี ระไนมาเพียงเทา่ น้ัน
2. พลอยนเ้ี ป็นพลอยเผาเกา่ หรอื เผาใหม่ ในข้อนต้ี ้องทาความเขา้ ใจก่อนวา่ พลอย
เผาเกา่ หมายถึงอะไร และพลอยเผาใหม่หมายถึงอะไร
พลอยเผาเก่า (1) หมายถึง คอรันดัมที่ผ่านการเผาโดยการให้ความร้อนเพียงอย่าง
เดียว
พลอยเผาเกา่ (2) หมายถงึ คอรันดมั ท่ีผ่านการเผาโดยการผสมผงเคมที ี่ส่วนประกอบ
ของแก้วลงไปในขณะที่ทาการเผา เม่ือผงเคมีเหล่าน้ีไดร้ ับความรอ้ นสูงจนเกดิ การละลายของแก้ว ทา
ใหแ้ กว้ ท่มี อี ยูใ่ นสว่ นผสมก็จะไหลเข้าไปตามรอยแตกของของพลอย เมื่อความร้อนลดลงแก้วจะยังคง
อย่ใู นรอยแตกน้ันเพ่อื สมานรอยแตกทาใหพ้ ลอยมคี วามแข็งแรงมากขึน้
พลอยเผาใหม่ หมายถึง คอรันดัมที่ผ่านการเผาโดยการผสมผงเคมีที่ส่วนประกอบ
ของแก้วผสมตะกั่วลงไปในขณะท่ีทาการเผา ลักษณะของพลอยดิบที่นามาเผาด้วยกรรมวิธีการนี้มี
คุณภาพต่า เน้ือพลอยตัน แสงผ่านได้น้อย เนื่องจากมีรอยแตกภายในเนื้อพลอยมาก ซ่ึงแก้วผสม
ตะก่ัวมีค่าดัชนีหักเหที่สูงกว่าแก้วท่ีใช้ในการเผาแบบเดิม และมีค่าดัชนีหักเหที่ใกล้เคียงกับตัวพลอย
มากกว่าทาให้หลังจากการเผาแล้ว พลอยจะมีความใสเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถทาใช้วิธีการ
66
ปรับปรงุ คณุ ภาพแบบนี้ได้กับคอรนั ดัมทุกสี และถูกใชม้ ากกับพลอยทับทมิ ตอ่ มาได้มีการพัฒนาวิธีนี้
ร่วมกับการเพิ่มสีน้าเงินลงไปในแก้วโดยการผสมโคบอลต์ (Co) ทาให้หลังจากเผาเสร็จแล้ว พลอยท่ี
ได้จะมีสีน้าเงิน พลอยท่ีผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีนี้จะพบฟองอากาศภายในเป็นจานวนมาก
อาจมีรูปร่างคล้ายโดนัท หรือมีลักษณะเป็นแผ่นแบน และพบวาวแสงสะท้อนสีน้าเงินหรือสีส้มตาม
รอยแตก ส่วนในพลอยท่ีเติมโคบอลต์ลงไปด้วยจะพบสีน้าเงินตามรอยแตกท่ีแก้วไหลเข้าไปได้อย่าง
ชัดเจน เม่ือใช้เชลซีฟิวเตอร์ในการทดสอบพลอยน้าเงนิ ท่ีผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีน้ีจะพบวา่
พลอยเป็นสีแดง ต่างจากไพลินธรรมชาติหรือไพลินที่เผาด้วยวิธีอื่นที่ทดสอบด้วยเชลซีฟิวเตอร์แล้ว
จะเห็นพลอยเป็นสีเขียว
3. พลอยเผาเบรลิ เลียม (Be) หมายถึง คอรันดัมทีม่ กี ารปรบั ปรงุ คณุ ภาพโดยการ
เติมสารเคมีที่มีสว่ นผสมของเบริลเลยี มลงไปในกระบวนการเผา เนื่องเบรลิ เลียมมขี นาดอะตอมท่ีเล็ก
มากสามารถแพร่เข้าไปภายในเนอ้ื พลอยได้ ผลจากการแพร่ของเบริลเลียมทาให้สีของพลอยเกดิ การ
เปลี่ยนแปลง การพบวิธีการเผาน้ีเป็นการค้นพบโดยบังเอิญของนักเผาพลอยชาวไทย จากการที่มี
พลอยเน้ืออ่อนผสมปนลงไปในเบ้าเผาพลอยต่อมาพบว่าเป็นคริสโซเบริล ซ่ึงอัญมณีชนิดนี้มี
เบริลเลียมเป็นองค์ประกอบหลัก ในการตรวจสอบพลอยที่ผ่านการเผาเบริลเลียมด้วยตาเปล่า หรือ
กล้องจุลทรรศน์ไม่สามารถทาได้ ต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีขั้นสูงที่สามารถตรวจสอบ
เบรลิ เลยี มได้
4. พลอยดิฟฟิว หรือพลอยซ่านสี หมายถึง คอรันดัมท่ีมีสีแพร่เข้าไปบริเวณผิว
โดยมากทาเปน็ สีน้าเงนิ การแพรข่ องสีเขา้ ไปในเนื้อพลอยมีความลึกไม่มาก เนอ่ื งจากอะตอมของธาตุ
ที่ทาให้เกิดสีมีขนาดใหญ่ หากมีการนาพลอยที่ผ่านการซ่านสีไปเจียระไนขัดเงาซ้า สีท่ีอยู่บนผิวจะ
หายไป นอกจากนี้ยังมีการทาพลอยสตาร์ดิฟฟิว คือ การเผาพลอยด้วยวิธีการแพร่ที่ทาให้เกิด
ปรากฏการณ์สตาร์บนผิว วิธีการนี้ทาให้เส้นเข็มขนาดเล็กมาก ๆ เกิดขึ้นบนผิว เมื่อแสงตกลงมา
กระทบจะเกิดการสะท้อนเป็นปรากฏการณ์สตาร์ เช่นเดียวกับพลอยดิฟฟิวสี หากมีการขัดเงาซ้า
ปรากฏการณส์ ตาร์ก็จะหายไป
การดแู ลรกั ษา
คอรันดัมธรรมชาติมีความทนทาน และแข็งแรงมากในการใช้ประกอบตัวเรือน
เคร่ืองประดับ แต่คอรนั ดัมที่ผา่ นการปรับปรงุ คุณภาพมามีขอ้ ควรระวังดงั นี้
1. คอรันดัมท่ีผ่านการปรับปรุงคุณภาพท่ีมีการเติมแก้วทุกประเภทในการสมานรอย
แตก
- หลีกเล่ยี งการโดนความร้อนโดยตรง เนือ่ งจากแกว้ อาจเกดิ การละลายไหล
ออกมาจากรอยแตก
- หลีกเลย่ี งการแชล่ งในกรด เพราะอาจทาให้เกิดความเสียหายกบั ตัวพลอย
- หลกี เล่ียงการล้างอัญมณีด้วยเครือ่ งอัลตราโซนิก หรอื เคร่อื งล้างดว้ ยไอน้า
2. คอรนั ดมั ท่ีผ่านการปรับปรงุ คณุ ภาพดว้ ยวธิ ดี ิฟฟวิ ช่ันหลกี เล่ียงการขัดเงาซ้า
67
เพชร (Diamond)
ในทางการค้าเพชรท่ีว่าเป็นอัญมณีที่มีความสาคัญมากท่ีสุด มีการประมาณการว่ามูลคา่ การ
ซื้อขายเพชรมคี ่าสูงถึง 90% ของการซ้อื ขายอัญมณีท้ังหมดของโลก (Gem-A, 2008) เพชรเกดิ จาก
การตกผลึกของธาตคาร์บอน (C) ที่อุณหภูมิและความดันสูง เพชรถูกจาแนกตามอะตอมของธาตุที่
ปนเปื้อน (Impurities) ในโครงสร้าง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เพชร Type I ซึ่งมีไนโตรเจนเป็น
องค์ประกอบ และเพชร Type II เป็นเพชรท่ีไม่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ (GIA, 2021) เพชรที่มี
คาร์บอนบริสุทธิ์เป็นเพชรที่ไม่มีสี เพชรที่มีการปนเป้ือนของไนโตรเจนทาให้สีของเพชรติดเหลือง
ส่วนเพชรที่มีโบรอนปนเป้ือนทาให้เกิดสีน้าเงิน เช่น เพชรโฮป (Hope diamond) เพชรในตานานท่ีมี
การกล่าวขานในเร่อื งของความโชคร้าย ปจั จบุ ันถูกจดั แสดงอยทู่ สี่ ถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian
Institute) ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามพบว่าใน
ธรรมชาติยังมีเพชรสีอื่น ๆ ซ่ึงไม่ได้เกิดสีของการปนเปื้อนของธาตุอ่ืน แต่เกิดจากความผิดปกติทาง
ผลึก (Defect) เชน่ เพชรสีน้าตาล เพชรสีชมพู และเพชรสีเขยี ว
รปู ท่ี 5.5 เพชร
เพชรกาญจนาภิเษก เพชรท่ีมีช่ือเสียงในประเทศ เป็นเพชรสีน้าตาลขนาดใหญ่ หนัก 755.5
กะรัต ค้นพบท่ีเหมืองพรีเมียร์ในประเทศแอฟริกา ในปี พ.ศ. 2539 บริษัท เดอเบียร์ ได้นามาจัด
แสดงที่งาน บีโอไอแฟร์ ในประเทศไทย ความงดงามของเพชรเม็ดนีท้ าให้กลุ่มนกั ธุรกิจไทยไดร้ วมตวั
กันเพ่ือติดต่อขอซ้ือเพชรเม็ดดังกล่าวจาก “เดอเบียร์ส”* (De Beers) เพ่ือนาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช ในวโรกาสทที่ รงครองสิริราชสมบัตคิ รบ 50 ปี ใน
ปี 2539 (ศนู ยข์ ้อมลู อัญมณแี ละเครื่องประดบั , 2560)
เดอเบียร์ส (De Beers) คือ กลุ่มบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการสารวจ การขุดการ คัดแยก
การขาย การให้เกรด และการตลาดของเพชร เดอเบียร์สทาธุรกิจทุกประเภทท่ีเกี่ยวกับการทา
อุตสาหกรรมเหมืองเพชรทีร่ วมท้งั การทาเหมอื งเปดิ และการทาเหมอื งใตด้ ิน เหมืองของเดอเบยี รอ์ ยู่
ในบอตสวานา นามิเบยี แอฟริกาใต้ และแคนาดา
แหล่งท่ีพบ: แองโกลา ออสเตรเลีย บอตสวานา บราซิล แคนาดา จีน คองโก นัมบิเนีย
รัสเซียเซยี รร์ าลโี อน แอฟรกิ าใต้ และแทนซาเนยี
68
สูตรเคมี: C ไอโซเมตรกิ
สมบัติทางกายภาพ ไม่มีสี นา้ ตาลออ่ น เหลือง น้าเงิน ชมพู
ระบบผลึก โปร่งแสง - ทึบแสง
สี -
การผา่ นแสง 2.417
ปรากฎการณ์ทางแสง -
ค่าดชั นีหกั เห หักเหเด่ยี ว
ไบรีฟรนิ เจนส์ -
ลกั ษณะทางแสง -
สแี ฝด ช่วงคลน่ื ยาว : เฉอื่ ย – เข้ม
สเปกตรมั ช่วงคล่นื สัน้ : อ่อน
การเรืองแสงอลั ตราไวโอเลต 3.52 ± .01
10
ความถ่วงจาเพาะ รอยแยกแนวเรียบสมบูรณ์ 4 ทศิ ทาง
ความแข็ง
รอยแตก
การประเมินคณุ ภาพเพชร
ในการประเมินคุณภาพเพชรประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ข้อ เรียกว่า 4C ย่อมาจาก
Color (ส)ี Clarity (ความสะอาด) Cutting (การเจียระไน) และ Carat weight (นา้ หนกั ) ซง่ึ ปจั จัยท้ัง
4 ขอ้ เป็นส่ิงทกี่ าหนดราคาเพชร โดยมี Rapaport ซึง่ เปน็ ตารางราคากลางเพชรทีใ่ ช้เป็นราคาอ้างอิง
ในการซ้ือขายเพชรท่ัวโลก โดยจัดราคาเพชรตามช่วงของน้าหนัก สี และเกรดความสะอาด สามารถ
หาข้อมูลเพิ่มเติมไดท้ เี่ วบ็ ไซต์ https://www.diamonds.net
การปรับปรงุ คณุ ภาพเพชร
การปรับปรุงสีเพชรโดยการเคลือบ (Coating) ช่วยเพิ่มสีของเพชรโดยการปกปิดสี
เดมิ ด้วยชน้ั ฟิลม์บางของสารเคมีหรอื พลาสติก
การปรับปรุงสีเพชรด้วยวธิ ี HPHT (High-pressure, High-temperature) เครอ่ื งมือ
ท่ีใช้ในการปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีน้ีมีประสิทธิภาพในการเปล่ียนสีเดิมของเพชรให้เป็นเพชรไร้สี
เพชรสีชมพู เพชรสีน้าเงิน เพชรสีเขียว เพชรสีเขียวอมเหลือง หรือเพชรสีเหลือง ซึ่งการตรวจสอบ
เพชรทีผ่ ่านการปรบั ปรุงคณุ ภาพดว้ ยวธิ ไี ม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธปี กติ
การปรับปรุงสีเพชรด้วยการฉายรังสี (Irradiation) ด้วยรังสีนิวตรอน หรือระดมยิง
ดว้ ยอิเล็กตรอน (Electron bombardment) ในอดตี การฉายรังสที าใหเ้ พชรมีสีเขียวหรือสีดา ในระยะ
ตอ่ มาสามารถฉายใหม้ สี ีนา้ เงิน น้าเงนิ อมเขียว หรือสีเขียว แต่มคี วามลกึ ประมาณ 1 มิลลเิ มตร เพชร
เหลา่ น้ีถกู นามาอบตอ่ ดว้ ยความรอ้ น ทาให้เพชรเปลี่ยนสีเปน็ สสี ม้ สเี หลือง หรอื สชี มพู
การปรับความสะอาดด้วยเทคนิคการเจาะด้วยเลเซอร์ (Laser drilling) และการ
อุดรอยแตก (Fracture filling) โดยท่ัวไปจะใช้เลเซอร์ในการเจาะทาลายตาหนิภายในสีดาขนาดเล็ก
69
หรือทาการเจาะด้วยเลเซอร์แล้วใส่สารละลายเพื่อทาการฟอก (Bleching) ให้มีความสะอาดมากข้ึน
สารที่ใช้ในการอุดรอยแตกมีลักษณะคล้ายแก้วทาให้เพชรมีความใสเพ่ิมมากข้ึน โดยปกติจะใช้วิธีนี้
ควบคู่กับการเจาะด้วยเลเซอร์ (Laser drilling) ในการทาความสะอาดหรือซ่อมแซมเคร่ืองประดับ
ควรระมดั ระวังเป็นพเิ ศษ เพราะอาจทาให้สารทีอ่ ุดไว้หลุดออกมาได้
เฟลด์สปาร์ (Feldspar)
เฟลด์สปาร์เป็นแร่ท่ีมีองค์ประกอบเป็นอลูมิเนียมซิลิเกตซ่ึงยึดติดอยู่กับธาตุอัลคาไลน์ได้แก่
ธาตุโซเดยี ม (Na) โพแทสเซยี ม (K) และแคลเซยี ม (Ca) มโี ครงสร้างเปน็ โครงขา่ ยท่มี คี วามแข็งแรง
สงู แรเ่ ฟลดส์ าร์ทจ่ี ัดเป็นอัญมณไี ดแ้ ก่ แลบราโดไรต์ โอลโิ กเคลส ออร์โทเคลส ไมโครไคลน์
รปู ที่ 5.6 เฟลดส์ ปาร์
แลบราโดไรต์ เฟลด์สปาร์ (Labradorite Feldspar)
แลบราโดไรต์เป็นแร่เฟลด์สปาร์ที่นิยมชนิดหนึ่งเกิดเป็นผลึกสีเหลืองโปร่งใสสามารถ
นามาเจียระไนเป็นเหลี่ยมได้ พวกที่ทึบแสงส่วนใหญ่นามาเจียระไนเป็นหลังเบ้ีย มีการเกิดเป็นผลึก
แฝด ซ่ึงภายในมชี นั้ บาง ๆ ทาให้แสงทตี่ กกระทบลงไปเกดิ การแทรกสอดทาให้เกิดเป็นเหลือบสีขึ้นมา
เรียกวา่ ปรากฏการณแ์ ลบราโดเรสเซนส์ (Gem-A, 2008)
แหลง่ ที่พบ: ออสเตรเลยี แคนาดา ฟินแลนด์ มาดากสั การ์ เม็กซิโก รสั ซยี สหรฐั อเมริกา
สตู รเคมี (Na,Ca)(Al2Si2O8) (Ca,Na)(Al,Si)4O8
สมบตั ิทางกายภาพ ไตรคลนิ ิก
สตู รเคมี ดา เขียวอมเหลือง เหลือง น้าตาลออ่ น
ระบบผลึก โปรง่ แสง – ทึบแสง
สี อะเวนจูเรสเซนส์ แลบบราโดเรสเซนส์ สตาร์ ตาแมว
การผ่านแสง 1.559 – 1.568
ปรากฎการณท์ างแสง 0.009
ค่าดชั นหี ักเห
ไบรีฟรนิ เจนส์
70
ลักษณะทางแสง หกั เหคู่ (B+)
สีแฝด 3 สี
สเปกตรมั -
การเรืองแสงอัลตราไวโอเลต ชว่ งคลื่นยาว : เฉ่ือย – ออ่ น
ความถ่วงจาเพาะ 2.70 ± .05
ความแขง็ 6 – 6.5
รอยแตก แตกแบบไม่เรียบ ถงึ แตกแบบกน้ หอย
โอลโิ กเคลส เฟลด์สปาร์ (Oligoclase feldspar)
ซันสโตน (Sunstone) เป็นอัญมณีที่จัดอยู่ในแร่เฟลด์สปาร์ชนิดโอลิโกเคส เน้ือ
อัญมณีไม่มีสี แต่เห็นเป็นสีส้มเน่ืองจากแผ่นแร่ฮีมาไทต์สีน้าตาลแดงที่มีอยู่มากภายในเน้ืออัญมณี
เมื่อแผ่นแร่เหลา่ น้ีโดนแสงตกกระทบลงมาจะเกิดการสะท้อน ทาให้เกิดปรากฏการณอ์ ะเวนจเู รสเซนส์
(Gem-A, 2008)
แหลง่ ที่พบ: อินเดีย แคนาดา นอร์เวย์ รสั เซีย และสหรัฐอเมรกิ า
สตู รเคมี (Na,Ca)(AlSi3O8) ไตรคลนิ ิก
สมบตั ิทางกายภาพ ส้ม
ระบบผลึก โปร่งใส – ก่งึ โปรง่ แสง
สี อะเวนจูเรสเซนส์
การผา่ นแสง 1.539 – 1.547
ปรากฎการณ์ทางแสง 0.007 – 0.010
ค่าดัชนีหกั เห หกั เหคู่ (B-)
ไบรฟี รนิ เจนส์ 3 สี
ลักษณะทางแสง -
สแี ฝด ชว่ งคลื่นยาวและช่วงคล่ืนสน้ั : เฉือ่ ย – ออ่ น
สเปกตรัม
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต 2.65 ±..0032
ความถ่วงจาเพาะ
ความแขง็ 6 – 6.5
รอยแตก แตกแบบไม่เรยี บ ถงึ แตกแบบเสย้ี นไม้
ไมโครไคลน์ เฟลดส์ ปาร์ (Microcline feldspar)
แอมะซอไนต์ (Amazonite) คือเฟลด์สปาร์ชนิดไมโครไคลน์ มีสีเขียวถึงสีเขียวอมฟ้า
และมรี อยขดี สีขาว สว่ นใหญท่ บึ แสง ถูกตงั้ ช่ือตามแมน่ า้ อเมซอน (Gem-A, 2008)
71
แหล่งท่ีพบ: สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย รัสเซีย มาดากัสการ์ โมแซมบิก
แอฟริกาใต้ แทนซาเนยี ทะเลทรายซาฮาร่า อนิ เดยี
สูตรเคมี KAlSi3O8
สมบตั ิทางกายภาพ
ระบบผลกึ ไตรคลนิ ิก
สี นา้ เงิน-เขียว
การผา่ นแสง โปรง่ แสง – ทบึ แสง
ปรากฎการณท์ างแสง -
ค่าดัชนหี ักเห 1.522 – 1.530
ไบรีฟรินเจนส์ 0.008
ลกั ษณะทางแสง หักเหคู่ (B-) หรือ แอกกริเกต
สแี ฝด 3 สี
สเปกตรัม -
การเรอื งแสงอัลตราไวโอเลต ชว่ งคลืน่ ยาว : เฉ่อื ย – อ่อน
ช่วงคลน่ื สน้ั : เฉอื่ ย
ความถ่วงจาเพาะ 2.56 ± .02
ความแข็ง 6 – 6.5
รอยแตก/ แตกแบบไม่เรยี บ ถงึ แตกแบบเสย้ี นไม้
ออรโ์ ทเคลส เฟลดส์ ปาร์ (Orthoclase Feldspar)
มูนสโตน (Moonstone) เป็นเฟลด์สปาร์ชนิดออร์โทเคลส มีการผ่านแสงในระดับ
โปร่งใส ส่วนใหญ่พบเป็นแบบใสไม่มีสี สีอื่น ๆ ได้แก่ สีขาว สีชมพู สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้าตาล
หรือสีเทา มูนสโตนมีปรากฏการณ์ทางแสงแบบอะดูลาเรสเซนส์ มีลักษณะเป็นแสงลอยอยู่บน
ผิวหน้าอัญมณี เกิดขึ้นจากการที่แสงส่องลงไปกระทบกับชั้นโครงสร้างภายในแล้วสะท้อนออกมาท่ี
ผวิ หนา้ (Gem-A, 2008)
แหลง่ ท่พี บ: มาดากสั การ์ พมา่ และศรลี งั กา
สูตรเคมี KAlSi3O8
สมบัติทางกายภาพ
ระบบผลึก โมโนคลนิ กิ
สี ไมม่ สี ี , สม้ , เหลอื ง , ขาว
การผา่ นแสง โปรง่ ใส – ก่ึงโปรง่ แสง
ปรากฎการณ์ทางแสง สตาร์ อะดูลาเรสเซนส์ ตาแมว
คา่ ดัชนีหกั เห 1.518 – 1.526
ไบรฟี รินเจนส์ 0.005 – 0.008
ลักษณะทางแสง หกั เหคู่ (B-)
สีแฝด 3 สี
72
สเปกตรมั -
การเรืองแสงอลั ตราไวโอเลต ช่วงคลนื่ ยาวและช่วงคลนื่ สั้น : เฉอ่ื ย – ออ่ น
ความถ่วงจาเพาะ 2.58 ± .03
ความแข็ง 6 – 6.5
รอยแตก แตกแบบไมเ่ รยี บ ถงึ แตกแบบเสยี้ นไม้
ฟลอู อไรต์ (Fluorite)
ฟลูออไรต์จะเป็นแรท่ ่มี ีความแขง็ ตา่ และมีนอยแยกแนวเรยี บท่ชี ัดเจน แต่ฟลอู อไรต์ก็ถูกนามา
เจียระะไนใช้เป็นอัญมณีตกแต่ง หรือแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน รูปผลึกของ
ผลึกฟลูออไรต์มักพบเป็นรูปลูกบาศก์ หรือรูปทรงแปดหน้า บางครั้งพบลักษณะแถบสีคล้ายอะเกต
ในการใชง้ านควรระมัดระวังการขดี ข่วนจากวสั ดทุ ม่ี คี วามแขง็ สงู กว่า (Gem-A, 2008)
รูปที่ 5.7 ฟลูออไรต์
แหลง่ ทพ่ี บ: จนี อังกฤษ สหรัฐอเมรกิ า
สตู รเคมี: CaF2 ไอโซเมตริก
สมบตั ิทางกายภาพ ม่วง มว่ งแดง เหลือง เขยี ว ไมม่ ีสี
ระบบผลึก โปร่งใส – โปรง่ แสง
สี เปลยี่ นสี
การผา่ นแสง 1.434
ปรากฎการณท์ างแสง -
ค่าดัชนีหักเห หักเหเดย่ี ว หรือ แอกกริเกต
ไบรีฟรนิ เจนส์ -
ลักษณะทางแสง สเี ขียวเกดิ เส้นท่ี 445, 582, 610, 634
สแี ฝด ชว่ งคลืน่ ยาว : เฉ่อื ย – เข้ม
สเปกตรมั ชว่ งคลนื่ สนั้ : อ่อนมาก
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต
73
ความถ่วงจาเพาะ 3.18 ±..1078
ความแขง็
รอยแตก 4
รอยแยกแนวเรยี บสมบูรณ์ 4 ทศิ ทาง
การเ์ นต (Garnet)
การ์เนตหรือโกเมนเป็นตระกูลของอัญมณีที่มีหลายชนิด มีการจัดแบ่งเป็นอนุกรมย่อยตาม
องค์ประกอบทางเคมไี ด้ 2 อนกุ รม คอื อนุกรมไพราลสไปต์ (Pyralspite) มสี ูตรเคมีเป็น X 2+3 Y 3+2
Si3O12 ซึ่ง X จะถูกแทนที่ด้วยธาตุแมกนีเซียม (Mg ) เหล็ก (Fe) หรือแมงกานีส (Mn) เกิดเป็น
การ์เนตชนิดไพโรป แอลมันดีน และสเปสซาร์ทีนตามลาดับ และอนุกรมยูกรานไดต์ (Ugrandite) มี
สตู รเคมเี ป็น Ca2+3Y 3+2Si3O12 เมอื่ แทนท่ี Y ด้วยอลมู เิ นียม (Al) เหลก็ (Fe) และโครเมยี ม (Cr) เกดิ
เป็นการ์เนตชนิดกรอสซูลาร์ แอนดราไดต์ และอูวาโรไวต์ตามลาดับ แสดงในรูปที่ 5.8 สมบัติทาง
กายภาพของการ์เนตในอนุกรมไพราลสไปต์และอนุกรมยูกรานไดต์แสดงในตารางท่ี 5.2 และ 5.3
(Gem-A, 2008)
การ์เนต
X2+3 Y3+2 (SiO4)3
อนกุ รมไพราลสไปต์ อนกุ รมยูกรานไดต์
(X3Al2(SiO4)3)
(Ca3Y2(SiO4)3
ไพโรป : Mg3Al2(SiO4)3 กรอสซูลาร์ : Ca3Al2(SiO4)3
แอลมันดนี : Fe3Al2(SiO4)3 แอนดราไดต์: Ca3Fe2(SiO4)3
สเปสซาร์ทนี : Mn3Al2(SiO4)3 อวู าโรไวต์: Ca3Cr2(SiO4)3
รปู ท่ี 5.8 แผนผังอญั มณีในตระกูลการ์เนต
รปู ที่ 5.9 การ์เนต
74
ตารางท่ี 5.2 สมบัติทางกายภาพของการ์เนตในอนกุ รมไพราลสไปต์
สมบัติทางกายภาพ ไพโรป แอลมันดนี สเปสซาร์ทีน
ระบบผลกึ แดง แดงอมม่วง ม่วง ไอโซเมตริก สม้
สม้ -แดง น้าตาลอ่อน-
สี แดงอมมว่ ง มว่ ง โปรง่ ใส
แดง -
การผา่ นแสง โปร่งใส โปร่งใส – กึ่งโปรง่ แสง
ปรากฎการณท์ างแสง สตาร์ 1.810
- 1.790
ค่าดัชนีหกั เห 1.746 - เกดิ แถบที่ 412.0 และ
ไบรีฟรนิ เจนส์ 430.0 และเกิดเส้นที่
ลักษณะทางแสง เกดิ แถบกว้างท่ี 560.0 หกั เหเดย่ี ว 461.0, 488.0 และ
และเกิดเส้นที่ 505.0 -
สแี ฝด 505.0
เกดิ เส้นท่ี 505.0 ,
สเปกตรมั 525.0 และ 575.0
การเรอื งแสง ชว่ งคลืน่ ยาวและชว่ งคลื่นสน้ั : เฉื่อย
อัลตราไวโอเลต
ความถว่ งจาเพาะ 3.78 ±..0196 4.05 ±..2152 4.15 ±..0035
ความแข็ง 7 – 7.5
รอยแตก/
รอยแยกแนวเรยี บ แตกแบบก้นหอย
ตารางท่ี 5.3 สมบัติทางกายภาพของการเ์ นตในอนุกรมยูกรานไดต์
สมบตั ิทางกายภาพ กรอสซลู าร์ แอนดราไดต์ อูวาโรไวต์
ระบบผลึก ไอโซเมตริก
สี เขียว เขยี ว , สม้ -น้าตาล , เขียว
เหลือง , สม้
การผ่านแสง โปร่งใส – ทึบแสง โปรง่ ใส – โปร่งแสง
ปรากฎการณ์ทางแสง ตาแมว โปร่งใส – กึง่ โปรง่ ใส -
-
ค่าดชั นหี ักเห 1.888 1.740 1.865
ไบรีฟรินเจนส์ -
ลกั ษณะทางแสง ข้นึ กบั สี Cr3+
ช่วงคลนื่ ยาวและชว่ ง หกั เหเด่ียว ช่วงคล่ืนยาวและชว่ ง
สแี ฝด -
สเปกตรมั คล่ืนส้ัน : เฉือ่ ย คลนื่ สนั้ : แดง
3.84 ± .03 ขนึ้ กับสี 3.77 - 3.81
การเรืองแสง 6.5 – 7 ช่วงคลื่นยาวและชว่ ง
อัลตราไวโอเลต คล่ืนสั้น : เฉอื่ ย – ปาน 6.5 – 7
ความถว่ งจาเพาะ กลาง
ความแข็ง
รอยแตก/ 3.61 ±..1042
รอยแยกแนวเรียบ 7 – 7.5
แตกแบบกน้ หอย
หมายเหตุ อูวาโรไวต์เป็นการ์เนตสีเขียวเหมือนมรกต มีขนาดเล็กมากไม่เหมาะกับการนามาทาเป็น
เครอ่ื งประดบั
75
นอกเหนอื จากชื่อของการ์เนตที่ขึน้ กับชนิดและสีทีแ่ สดงในตารางท่ี 5.2 และ 5.3 ยังมีชือ่ ท่ีใช้
เรยี กการเ์ นตอื่น ๆ อีก ไดแ้ ก่ โรโดไลต์ (Rhodolite) มาลายา (Malaya) มาลิ (Mali)
โรโดไลต์ (Rhodolite) คอื ชื่อของการเ์ นตสมี ่วงแดง ชนดิ ไพโรป แอลมันดีน หรือการ์เนตท่ีมี
สว่ นผสมระหว่างไพโรปและแอลมนั ดนี
มาลายา (Malaya) คอื การเ์ นตสสี ม้ ถงึ สีแดงอมส้ม เปน็ การเ์ นตท่มี สี ว่ นผสมระหว่างไพโรป
และสเปสซาร์ทีน มีแหลง่ กาเนิดที่แทนซาเนีย และมาดากสั การ์
มาลิ (Mali) คือ การ์เนตสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม สีเหลือง สีเขียว-น้าตาล เป็นการ์เนตที่มี
สว่ นผสมระหวา่ งกรอสซูลาร์และแอนดราไดต์
โทแพโซไลต์ (Topazolite) คอื แอนดราไดต์การเ์ นตสเี หลืองออ่ น ถึงเหลืองเขม้
ไอโอไลต์ (Iolite)
ไอโอไลต์เป็นอัญมณีท่ีมีสีน้าเงินถึงสีม่วง มีการแสดงสีแฝดที่ชัดเจน มีความโปร่งใสถึงโปร่ง
แสง มักนามาเจียระไนเหลี่ยม เจียระไนหลงั เบย้ี และทาเปน็ ลูกปดั มักจะสบั สนกับแอเมทิสต์เพราะมี
สีทค่ี ล้ายกนั สามารถแยกออกจากกนั ดว้ ยสแี ฝด
รปู ที่ 5.10 ไอโอไลต์
แหล่งที่พบ: ออสเตรเลีย บราซิล พม่า แคนาดา อินเดีย มาดากัสการ์ นามิเบีย ศรีลังกา
แทนซาเนยี และสหรฐั อเมริกา
สตู รเคมี (Mg,Fe)2Al4Si5O18
สมบตั ิทางกายภาพ
ระบบผลกึ ออร์โทรอมบิก
สี นา้ เงนิ -ม่วง , ม่วง
การผา่ นแสง โปรง่ ใส – โปรง่ แสง
ปรากฎการณ์ทาง สตาร์ ปรากฏการณ์อะเวนจเู รสเซนส์ ตาแมว
แสง
ค่าดัชนหี ักเห 1.542 – 1.551
76
ไบรฟี รินเจนส์ 0.008 – 0.012
ลกั ษณะทางแสง หักเหคู่ (B-)
สแี ฝด 3 สี
สเปกตรัม -
การเรอื งแสง ชว่ งคลื่นยาวและช่วงคล่นื สัน้ : เฉื่อย
อลั ตราไวโอเลต
ความถ่วงจาเพาะ 2.61 ± .05
ความแข็ง 7 – 7.5
รอยแตก แตกแบบไม่เรยี บ ถึง แตกแบบก้นหอย
เจไดต์ (Jadeite)
เมื่อกล่าวถึงหยก ทุกคนคงจะนึกถึงอัญมณีสเี ขียวท่ีนิยมนามาทาเคร่ืองประดับ มีความนิยม
มากในหมาชาวจีนและมีมูลค่าสูงมาก อัญมณีที่ถูกเรียกว่าหยกที่แท้จริงมีเพียง 2 ชนิด คือ เจไดต์
และเนไฟรต์ เชือ่ กันว่าหยกมอี านาจในการปอ้ งกนั ความช่ัวรา้ ย เสรมิ สรา้ งสขุ ภาพและความโชคดี
ชาวจีนเรียกหยกเจไดต์ว่า เฟ่ยชุ่ย (Fěi cuì; 翡翠) (Guanghai Shi, 2009) เจไดต์ที่ มี
คุณภาพสูงหาได้ยากมากแม้แต่ในพม่าซ่ึงเป็นแหล่งกาเนิดของหยกเจไดต์ที่สาคัญ เรียกอัญมณีชนิด
นี้ว่า “หยกพม่า” อัญมณีชนิดน้ีมีโครงสร้างเป็นแบบเส้นใยทาให้มีความเหนียวสูง สามารถนามา
แกะสลักได้ มีหลายสี สที ไ่ี ด้รบั ความนิยมมากที่สดุ ก็คอื สีเขยี ว หยกเจไดตท์ ่ีมีสีเขียวสวยและมีใสมาก
เรียกว่า “หยกจักรพรรดิ” (Imperial jade) จากความนิยมอย่างสูงของหยกจึงมีแร่หลายชนิดที่มีสี
เขียวถกู นามาเลียนแบบหยกเช่น อะเวนจูรนี ควอตซ์ เซอรเ์ พนทีน และไฮโดรกรอสซูลาร์ เป็นต้น
รปู ที่ 5.11 เจไดต์
แหลง่ ที่พบ พมา่ ญ่ปี ่นุ กวั เตมาลา คาซคั สถาน รัสเซีย
สตู รเคมี NaAlSi2O6 โมโนคลินิก
สมบัติทางกายภาพ ขาว เขยี วมรกต เขยี วแอปเปิ้ล แดง, น้าตาล ม่วง และน้าเงนิ
ระบบผลกึ กึง่ โปรง่ ใส – ทบึ แสง
สี -
การผ่านแสง
ปรากฎการณ์ทางแสง
77
ค่าดัชนหี ักเห 1.660 – 1.680
ไบรฟี รนิ เจนส์ -
ลักษณะทางแสง แอกกริเกต
สแี ฝด -
สเปกตรัม เกดิ เส้นที่ 437.0
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต ชว่ งคล่ืนยาวและช่วงคลื่นสน้ั : เฉือ่ ย – เขม้
ความถว่ งจาเพาะ
ความแข็ง 3.34 ±..0069
รอยแตก
6.5 - 7
แตกแบบมวลเมลด็ ถึงแตกแบบเสย้ี นไม้
การปรับปรุงคุณภาพ
เนื่องจากหยกเจไดต์ที่มีคุณภาพสูงเป็นอัญมณีที่หายาก จึงมีการนาหยกเจไดต์ท่ีมี
คุณภาพต่ามาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้เนื้อหยกมีสีและความใสที่ดีขึ้น การปรับปรุงคุณภาพของหยก
เจไดต์มีตั้งแต่การฟอกเพ่ือให้สิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามเนื้อหยกหลุดออก การย้อมสีเขียวเพ่ือให้สีสวย
ขึ้น การอุดรอยแตกด้วยโพลิเมอร์ใสและโพลิเมอร์สี จึงมีการแบ่งประเภทของหยกเจไดต์ตามการ
ปรับปรุงคุณภาพ (HKJSL, 2021)
หยกเจไดต์ ชนิด A (Type A) คือ หยกเจไดต์ธรรมชาติที่ผ่านการขัดเงาด้วยขี้ผึ้ง
เท่านั้น
หยกเจไดต์ ชนิด B (Type B) คอื หยกเจไดตธ์ รรมชาติทผ่ี า่ นการฟอกสแี ละอุดด้วย
โพลเิ มอร์
หยกเจไดต์ ชนิด C (Type C) คอื หยกเจไดต์ทผ่ี า่ นการย้อมสี
หยกเจไดต์ ชนิด B+C (Type B+C) คือ หยกเจไดต์ธรรมชาติท่ีผ่านการฟอกสี อุด
ด้วยโพลเิ มอร์ และยอ้ มสี
วิธีการตรวจสอบหยกเจไดต์ท่ีผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยการย้อมสีและการอุด
ด้วย โพลิเมอร์เบื้องต้น สามารถทาได้โดยการตรวจสอบการเรืองแสงของหยกภายใต้รังสีอัลตรา-
ไวเลตคลืน่ ยาว (แสงจากหลอดแบลค็ ไลท์) จะพบว่าเกดิ การเรืองแสงชดั เจน แสดงในรูปที่ 5.10
รปู ที่ 5.12 การเรืองแสงของเจไดต์ทผี่ า่ นการปรับปรงุ คณุ ภาพใต้รังสีอัลตราไวโอเลตคล่ืนยาว
78
ไข่มุก (Pearl)
ไขม่ ุกจดั เป็นอญั มณีประเภทสารอนิ ทรีย์ เกิดจากหอยมุกซง่ึ เปน็ สง่ิ มชี ีวติ เมอื่ มเี ศษหิน ทราย
หรือส่ิงแปลกปลอมขนาดเล็กหลุดเข้าไปในตัวหอยมุก หอยมุกจะเกิดการระคายเคืองและหลั่งสาร
ออกมาเคลือบส่ิงแปลกปลอมน้ันกลายเป็นชั้นมุก (Nacre) ชั้นมุกมีความหนามากทาให้ไข่มุกความ
วาวมาก ไข่มุกเกิดปรากฏการณ์ทางแสงที่เรยี กวา่ “โอเรียนท์” มีลักษณะเปน็ เหลือยสรี ุ้งเมอ่ื โดนแสง
ตกกระทบ
ไข่มุกแบง่ เป็น 2 ประเภท (Gem-A, 2008) คอื ไขม่ กุ ธรรมชาติ (Naturel pearls) และไขม่ ุก
เลี้ยง (Cultured pearls) ซ่ึงมีท้ังไข่มุกเล้ียงน้าเค็ม และไข่มุกเล้ียงน้าจืด ไข่มุกเลี้ยงท่ีมีรูปร่างกลม
จากญีป่ ุน่ ปรากฏขึน้ ครงั้ แรกในปี ค.ศ. 1905
ไข่มกุ เล้ยี งน้าเค็มในทางการคา้ ได้แก่
- มุกอาโกย่า (Akoya pearls) เป็นไข่มุกเลี้ยงสีขาวจากญ่ีปุ่นมีขนาดเล็ก ลูกปัดท่ีใส่ในตัว
หอยมขี นาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางประมาณ 6 มลิ ลิเมตร
- ไข่มุกเล้ียงทะเลใต้ (South Sea cultured pearl) คือ ไข่มุกสีเลี้ยงขาว หรือไข่มุกสีขนาด
ใหญ่ เลี้ยงในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และจีน ลูกปัดที่ใส่ในตัว
หอยมขี นาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ 12 มิลลิเมตร
- ไข่มุกเลี้ยงตาฮิติ (Tahiti cultured pearls) คือ ไข่มุกเล้ียงสีดาและสีเทา เกิดจาก Black-
lipped oyster จากตาฮิติ ลูกปัดที่ใส่ในตัวหอยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณตั้งแต่ 12
มิลลเิ มตรข้ึนไป
ไข่มุกเลี้ยงน้าจืดมีกาลังการผลิตมากที่สุดท่ีประเทศจีน ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโดยการนาเนื้อเยื่อ
ของหอยใส่เข้าไปในหอยมุก ทาให้มุกที่ผลิตได้มีรูปร่างไม่กลม มีความบิดเบ้ียว เรียกว่า ทรงบะโรค
(Baroque) วิธกี ารสร้างไข่มุกเล้ียงนา้ จดื แบบใสล่ กู ปดั เกิดข้ึนคร้ังแรกท่ีทะเลสาบบิวะ ประเทศญป่ี ุ่น
ในประเทศไทยก็มีฟาร์มเล้ียงมุกในจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี และกาญจนบุรี
(GIT, 2564)
รปู ท่ี 5.13 ไข่มุก
79
สมบตั ิทางกายภาพ ขาว เทา ดา ชมพู ทอง
โปรง่ แสง – ทึบแสง
สี โอเรียนท์
การผา่ นแสง 1.530 – 1.685
ปรากฎการณ์ทางแสง 0.155
ค่าดัชนหี ักเห แอกกรเิ กต
ไบเรฟรงิ ค์เจนส์ -
ลกั ษณะทางแสง -
สแี ฝด ชว่ งคลนื่ ยาวและช่วงคล่ืนสั้น :เฉ่ือย – เขม้
สเปกตรัม
การเรืองแสงอัลตราไวโอเลต 2.70 ±..0159
ความถ่วงจาเพาะ
ความแข็ง 2.5 – 4
รอยแตก แตกแบบไม่เรียบ
เนไฟรต์ (Nephrite)
เนฟไฟรต์เป็นอัญมณีอีกชนิดหนึ่งท่ีถูกเรียกว่า “หยก” (Jade) มัลักษณะภายนอกคล้ายกับ
หยกเจไดต์ จัดเป็นอัญมณีที่มคี วามเหนียวอยใู่ นระดบั สูงสุดเหมาะกับการแกะสลัก หยกเนไฟรตน์ ั้นที่
นิยมคือสีขาวและสเี ขียว สีต้องสม่าเสมอ เน้ือโปร่งไม่ทึบ มีการใช้ในประเทศจีนมาแล้วกว่า 7,000 ปี
มีการนามาทาเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ และอาวุธต่าง ๆ มากมาย งานแกะสลักหยกเนไฟรต์มากมาย
ในประเทศจีนมาจากเทือกเขาคุนหลุน เขตซินเจียง หยกเนไฟรต์ขาวบริสุทธ์ิมีมูลค่าสูงมากท่ีน่ี
เรียกอัญมณชี นิดน้วี ่า “หยกจีน” หรอื เฮเทยี นยู่ (Hé tián yù; 和田玉)
รูปท่ี 5.14 เนฟไฟรต์
แหล่งทีพ่ บ: รัฐบรติ ชิ โคลมั เบยี ในแคนาดา เขตซนิ เจยี งในประเทศจนี เกาหลี นิวซแี ลนด์
ไซบเี รยี รฐั ไวโอมิงในสหรัฐอเมรกิ า และไต้หวัน
สตู รเคมี Ca2(Mg,Fe)5Si8O22(OH)2 โมโนคลินิก
เขียว
สมบัติทางกายภาพ โปร่งแสง – ทึบแสง
-
ระบบผลึก
สี
การผา่ นแสง
ปรากฎการณท์ างแสง
80
คา่ ดชั นหี ักเห 1.606 – 1.632
ไบเรฟรงิ คเ์ จนส์ -
ลกั ษณะทางแสง แอกกริเกต
สีแฝด -
สเปกตรมั เกดิ เส้นที่ 500.0
การเรืองแสงอัลตราไวโอเลต ช่วงคล่ืนยาวและชว่ งคลนื่ สนั้ : เฉอ่ื ย
ความถ่วงจาเพาะ
ความแขง็ 2.95 ±..0155
รอยแตก/รอยแยกแนวเรยี บ
6 – 6.5
แตกแบบเส้ียนไม้ ถึง แตกแบบมวลเมลด็
โอปอ (Opal)
โอปอแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ โอปอที่ปรากฏการณ์เล่นสี (Play of color) เรียกว่า “โอปอมี
ค่า” (Precious opal) และ “โอปอธรรมดา” (Common opal) ซ่ึงเป็นโอปอที่ไม่มีปรากฏการณ์
เลน่ สี นอกจากนย้ี งั มกี ารเรียกชอ่ื โอปอตา่ ง ๆ กนั ตามลักษณะทีป่ รากฏ โอปอไฟ (Fire opal) เปน็ ชื่อ
เรียกโอปอที่มีสีส้มซ่ึงจะมีหรือไม่มีปรากฏการณ์เล่นสีก็ได้ โอปอน้า (Water opal) คือ โอปอลที่มี
ความโปร่งใส ไม่มีสี และแสดงปรากฏการณ์เล่นสี โอปอขาว (White opal) โอปอดา (Black opal)
เป็นชื่อเรียกตามพ้ืนสีของโอปอ (Gem-A, 2008) โดยมีประเทศออสเตรเลียเป็นแหล่งผลิตโอปอลที่
สาคัญท่สี ุดของโลก มลู ค่าของโอปอขึ้นกับปัจจยั หลายอยา่ งไดแ้ ก่ ประเภทของโอปอ พ้นื สี สีสันของ
ปรากฏการณ์เส่นสี รูปแบบลักษณะของการเล่นสี ล้วนมีบทบาทสาคัญในการกาหนดมูลค่า ปัจจัย
สาคญั อืน่ ๆ ได้แก่ ขนาด คุณภาพของการเจยี ระไน และการขดั เงา
รปู ท่ี 5.15 โอปอ
โอปอมักจะถูกนามาปรับปรุงคุณภาพด้วยการปะกบอัญมณีชนิดอื่นหรือหินเพื่อเพ่ิมความ
แข็งแรง มที ง้ั การปะกบ 2 ชนั้ และการปะกบ 3 ชั้น รปู ท่ี 5.15 โอปอปะบนแกว้ ออบซเิ ดียน
81
รูปที่ 5.16 โอปอปะบนแก้วออบซิเดยี น (Stubna, 2019)
แหลง่ ทีพ่ บ: ออสเตรเลยี เมก็ ซิโก สหรฐั อเมรกิ า เอธิโอเปีย
สูตรเคมี SiO2.nH2O อสณั ฐาน
เหลือง ขาว เขียวอมเหลือง
สมบตั ิทางกายภาพ เขยี ว ไมม่ สี ี
โปรง่ ใส – ทบึ แสง
ระบบผลกึ เลน่ สี สตาร์ ตาแมว
สี 1.450
-
การผา่ นแสง หกั เหเดย่ี ว
ปรากฎการณ์ทางแสง -
คา่ ดชั นีหกั เห -
ไบเรฟรงิ ค์เจนส์ ช่วงคลืน่ ยาวและช่วงคล่นื สั้น : เฉื่อย – เขม้
ลักษณะทางแสง
สีแฝด 2.15 ±..9008
สเปกตรัม
การเรืองแสงอลั ตราไวโอเลต 5 – 6.5
ความถ่วงจาเพาะ แตกแบบก้นหอย
ความแข็ง
รอยแตก
เพรดิ อต (Peridot)
เพริดอตเป็นอัญมณีสีเขียวอมเหลืองหรือสีเขียวมะกอกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีธาตุ
เหล็ก (Fe) เป็นสาเหตุในการเกิดสี จัดว่าเป็นอัญมณีที่มีความแข็งปานกลาง ควรระมัดระวังในการ
สวมใส่ เพริดอตเปน็ อัญมณีที่เกดิ ข้ึนในชน้ั ของเน้ือโลกสว่ นบนใต้เปลือกโลกเชน่ เดยี วกับเพชร เชอ่ื กัน
ว่าเป็นอัญมณีที่มพี ลงั ในการรักษา
82
รูปท่ี 5.17 เพรดิ อต
แหล่งที่พบ: สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย บราซิล จีน อียิปต์ เคนยา เม็กซิโก พม่า นอร์เวย์
ปากสี ถาน ซาอุดีอาระเบีย แอฟรกิ าใต้ ศรีลงั กา และแทนซาเนีย
สตู รเคมี (Mg, Fe)2SiO4
สมบัติทางกายภาพ
ระบบผลกึ ออรโ์ ทรอมบิก
สี เขยี วอมเหลอื ง
การผ่านแสง โปรง่ ใส
ปรากฎการณ์ทางแสง -
คา่ ดชั นหี ักเห 1.654 – 1.690
ไบรีฟรนิ เจนส์ 0.035 – 0.038
ลกั ษณะทางแสง หักเหคู่ (B+)
สีแฝด 3 สี
สเปกตรมั เกิดเสน้ ที่ 457.0 , 477.0 และ 497.0
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต ชว่ งคล่ืนยาวและชว่ งคล่นื ส้ัน : เฉ่ือย
ความถว่ งจาเพาะ
ความแขง็ 3.34 ±..1074
6.5 - 7
รอยแตก/ แตกแบบกน้ หอย
รอยแยกแนวเรียบ
ควอตซ์ (Quartz)
ควอตซ์เป็นแร่ประกอบท่ีสาคัญของเปลือกโลก มีหลายหลากสี มีความวาวแบบแก้ว มีการ
ผ่านแสงตั้งแต่โปร่งใสจนถึงทึบแสง นิยมนามาเจียระไนเหล่ียม เจียระไนหลังเบ้ีย ทาลูกปัด และ
แกะสลกั ควอตซแ์ บง่ เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ตามลักษณะของผลกึ แสดงในรปู ที่ 5.18 ได้แก่ ควอตซ์ผลึก
(Crystalline) ผลึกมีขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และควอตซ์ผลึกรวม
(Polycrystalline) เกิดจากการรวมตัวของผลึกขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นผลึกได้ด้วยตาเปล่า
แผนผังชนิดของควอตซ์แสดงในรูปท่ี 5.19 ควอตซ์ผลึกรวมมักจะนามาปรับปรุงคุณภาพด้วยการ
83
ย้อมสี ควอตซ์ผลกึ ใสมีการสังเคราะหเ์ พอ่ื ใชใ้ นอตุ สาหกรรม และผลิตซิทรนิ และแอเมทิสต์สังเคราะห์
เพ่ือขายในตลาดอัญมณี กระบวนการผลิตควอตซ์สังเคราะห์ใช้วิธีท่ีเรียกว่าไฮโดรเทอร์มอล
(Hydrothermal) (Gem-A, 2008)
รูปท่ี 5.18 (ก) ควอตซ์ผลึก (ข) ควอตซ์ผลึกรวม
รปู ท่ี 5.19 แผนผังชนดิ ของควอตซ์ (Gem-A, 2008)
ควอตซ์ผลกึ เดี่ยว (Crystalline) เฮกซะโกนอล
สตู รเคมี SiO2 ไมม่ สี ี เหลือง มว่ งแดง เหลอื ง/มว่ งแดง ชมพู
สมบตั ิทางกายภาพ เทา เขียว
ระบบผลึก โปร่งใส – ทบึ แสง
สี สาแหรก อะเวนจเู รสเซนส์ ตาแมว
การผ่านแสง
ปรากฎการณ์ทางแสง
คา่ ดชั นีหักเห 84
ไบรีฟรนิ เจนส์
ลกั ษณะทางแสง 1.544 – 1.553
สแี ฝด 0.009
สเปกตรัม หักเหคู่ (U+)
การเรืองแสงอลั ตราไวโอเลต 2 สี
ความถ่วงจาเพาะ -
ความแข็ง ช่วงคลน่ื ยาวและช่วงคลืน่ สนั้ : เฉือ่ ย – ออ่ น
รอยแตก
2.66 ±..0023
7
แตกแบบก้นหอย , แตกแบบไม่เรยี บ ถงึ แตกแบบ
เสย้ี นไม้
คาลซโิ ดนี (Chalcedony; Polycrystalline Quartz)
สมบัติทางกายภาพ เฮกซะโกนอล
เขยี ว น้าตาล ขาว นา้ เงิน ส้ม แดง น้าตาล เหลือง
ระบบผลึก เหลอื ง-เขียว
สี ก่ึงโปร่งใส – ทบึ แสง
อิริเดสเซนส์
การผา่ นแสง 1.535 – 1.539
ปรากฎการณท์ างแสง 0.000 – 0.004
ค่าดัชนีหกั เห แอกกริเกต
ไบรีฟรนิ เจนส์ -
ลักษณะทางแสง -
สแี ฝด ช่วงคล่นื ยาวและชว่ งคลน่ื ส้ัน : เฉื่อย – ปานกลาง
สเปกตรมั
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต 2.60 ±..1005
ความถว่ งจาเพาะ
ความแขง็ 6.5 – 7
รอยแตก แตกแบบก้นหอย ถงึ แตกแบบไม่เรียบ
สปิเนล (Spinel)
สปิเนลเปน็ แรท่ ่ีมีความแข็งสงู มีความวาวแบบแกว้ มีสสี ันหลากหลาย สปิเนลสีแดงเป็นอัญ
มณีมีความคล้ายคลึงกับทบั ทิมมากท่สี ุดเมื่อดดู ว้ ยตาเปล่า มีสาเหตุการเกิดสแี ดงหรือชมพูเน่ืองจาก
ธาตุโครเมียมเชน่ เดียวกนั กับทบั ทมิ ในอดีตมกี ารเรียกสปิเนลสีแดงวา่ ทบั ทิมบาลสั “Balas rubies”
(Gem-A, 2008)
85
รูปที่ 5.20 สปิเนล
แหล่งที่พบ: ศรีลังกา อัฟกานิสถาน ทาจิกิสถาน พม่า เวียดนาม มาดากัสการ์ เคนยา
แทนซาเนยี แคนาดา
สูตรเคมี MgAl2O4
สมบัติทางกายภาพ
ระบบผลึก ไอโซเมตริก
สี มว่ ง , แดง , ดา , น้าเงนิ -ม่วง
การผ่านแสง โปรง่ ใส – ทึบแสง
ปรากฎการณท์ างแสง เปลยี่ นสี สตาร์
ค่าดชั นหี กั เห 1.718
ไบรีฟรนิ เจนส์ -
ลักษณะทางแสง หักเหเดยี่ ว
สแี ฝด -
สเปกตรมั ขึ้นกบั สี
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต ชว่ งคลน่ื ยาว : เฉือ่ ย – เข้ม
ช่วงคลืน่ สัน้ : เฉ่อื ย – อ่อน
ความถว่ งจาเพาะ 3.60 ±..1030
ความแข็ง
8
รอยแตก/ แตกแบบก้นหอย
รอยแยกแนวเรียบ
แทนซาไนต์ (Tanzanite)
แทนซาไนต์เป็นแร่ซอยไซต์ (Zoisite) สีน้าเงินที่ถึงม่วง มีความสวยงาม และมีสีใกล้เคียงกับ
ไพลินมากท่ีสุด แต่สามารถแยกออกจากกันได้ไม่ยากเน่ืองจากแทนซาไนต์แสดงสีแฝดท่ีชัดเจน 3 สี
ซอยไซตส์ ีตา่ ง ๆทมี่ ีความโปร่งใสจะถูกนามาอบท่อี ุณภมู ิประมาณ 300 - 400 องศาเซลเซยี ส เพื่อให้
เปลี่ยนเป็นแทนซาไนต์ ข้อควรระวังในการใช้อัญมณีชนิดนี้อย่างหน่ึงคือ แทนซาไนต์มีรอยแยกแนว
เรียบท่ีสมบูรณ์ 1 ทิศทาง ซ่ึงทาให้อัญมณีเกิดการแตกขึ้น ในการทาความสะอาดจึงไม่ควรใช้
เคร่อื งอัลตราโซนกิ หรือเครื่องทาความสะอาดด้วยแรงดนั ไอน้า
86
@พพิ ธิ ภณั ฑ์อญั มณแี ละเครอื่ งจังหวัดประดบั จันทบรุ ี
รูปท่ี 5.24 แทนซาไนต์
แหลง่ ท่ีพบ: แทนซาเนยี
สตู รเคมี Ca2Al3(SiO4)(Si2O7)O(OH) ออรโ์ ทรอมบกิ
นา้ เงิน-ม่วง , เขยี ว , ชมพู
สมบัตทิ างกายภาพ โปรง่ ใส – ทึบแสง
ตาแมว
ระบบผลกึ 1.691 – 1.700
สี 0.008 – 0.013
การผ่านแสง หกั เหคู่ (B+) หรอื แอกกรเิ กต
ปรากฎการณ์ทางแสง 3 สี
ค่าดัชนีหักเห ขน้ึ กบั สี
ไบเรฟริงค์เจนส์ ชว่ งคลื่นยาวและช่วงคลนื่ สนั้ : เฉอื่ ย
ลักษณะทางแสง
สีแฝด 3.35 ±..1205
สเปกตรมั
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต 6-7
ความถ่วงจาเพาะ แตกแบบก้นหอย ถึง แตกแบบไม่เรียบ
ความแข็ง รอยแยกแนวเรียบสมบูรณ์ 1 ทิศทาง
รอยแตก/
รอยแยกแนวเรยี บ
โทแพซ (Topaz)
โทแพซเป็นอัญมณีที่มีหลายสี ตามธรรมชาติมักจะมีสีน้าตาลทองถึงเหลือง การผ่านแสงอยู่
ในระดบั โปรง่ ใสถึงโปรง่ แสง และมคี วามวาวแบบแกว้ ในอดีตโทแพซสฟี า้ หาได้ยากมาก แตใ่ นปจั จุบัน
พบว่าเป็นสีท่ีมากที่สุดในตลาด เน่ืองจากมีการนาโทแพซไปฉายรังสีและให้ความร้อนทาให้โทแพซ
เปล่ียนเป็นสีฟ้าซ่ึงเป็นสีที่มความคงทน โทแพซสีอื่น ๆ ท่ีพบในธรรมชาติได้แก่ สีส้ม สีชมพู และ
สีแดงซึ่งเป็นสีที่หาได้ยาก อิมพีเรียลโทแพซ (Imperial Topaz) เป็นชื่อทางการค้าของโทแพซที่มี
สีชมพูอมส้มถึงสีแดงอมชมพู เนื่องจากโทแพซมีความแข็งเท่ากับ 8 ตามระดับความแข็งของโมห์
สามารถทาความสะอาดด้วยนา้ สบอู่ ุน่ ๆ และแปรงขนนมุ่
87
รูปท่ี 5.21 โทแพซ
ปัจจุบันมีการปรับปรุงคุณภาพโทแพซด้วยการเคลือบฟิลม์บางบนผวิ ของโทแพซดว้ ยวธิ ีการ
ตกเคลือบด้วยไอเคมี(Chemical Vapor Deposition, CVD) ทาให้มีโทแพซมีสีรุ้ง ในการทาความ
สะอาดให้ระมัดระวังการขัดถูบนผิวเพราะอาจทาให้ฟิลม์เคลือบเกิดความเสียหาย โทแพซที่ปรับปรุง
คุณภาพดว้ ยวิธีน้เี รยี กวา่ “มิสทิกโทแพซ” (Mystic Topaz)
แหล่งที่พบ: บราซิล สหรัฐอเมริกา มาดากัสการ์ พม่า นามิเบีย ซิมบับเว เม็กซิโก ศรีลังกา
ปากสี ถาน รัสเซยี และจีน
สูตรเคมี Al2SiO4(F,OH)2 ออร์โทรอมบิก
สมบัติทางกายภาพ น้าตาล น้าเงิน เขยี วอมเหลือง
ระบบผลึก ไมม่ ีสี เหลือง
สี โปร่งใส
-
การผ่านแสง 1.619 – 1.627
ปรากฎการณท์ างแสง 0.008 – 0.010
คา่ ดัชนีหกั เห หักเหคู่ (B+)
ไบรีฟรินเจนส์ 3 สี
ลกั ษณะทางแสง ข้นึ กบั สี
สีแฝด ช่วงคลื่นยาว : เฉือ่ ย – ออ่ น
สเปกตรมั ชว่ งคล่ืนสัน้ : เฉ่ือย – ปานกลาง
การเรอื งแสงอลั ตราไวโอเลต 3.53 ± .04
8
ความถว่ งจาเพาะ แตกแบบก้นหอย
ความแข็ง รอยแยกแนวเรียบสมบูรณ์ 1 ทศิ ทาง
รอยแตก/
รอยแยกแนวเรยี บ
88
ทัวร์มาลนี (Tourmaline)
ทัวร์มาลีนพบในสายแร่เพกมาไทต์ร่วมกับแร่พลอยอ่ืน ๆ เช่น เกิดร่วมกับควอตซ์ในลักษณะ
เกาะกลุ่มเปน็ กระจุก เปน็ ที่นยิ มของนกั สะสมพลอยมาก ผลกึ ทัวรม์ าลีนบางกอ้ นมีขนาดใหญ่ยาวเป็น
ฟุต (วิชัย, 2541) ทัวร์มาลีนมีได้หลายสีส่วนใหญ่ข้ึนกับธาตุท่ีประกอบอยู่ เช่น ธาตุแมงกานีสทาให้
เกิดสีแดงและสีชมพู ทัวร์มาลีนมีชื่อที่ใช้ในทางทางการค้าตามสีที่ปรากฏได้แก่ ทัวร์มาลีนสีแดง
เรียกว่า “รูเบลไลต์” (Rubellite) ทัวร์มาลีนสีน้าเงิน เรียกว่า “อินดิโคไลต์” (Indicolite) ทัวร์มาลีน
สีฟ้าอมม่วง สีฟ้าอมเขียว หรือสีฟ้า เรียกว่า พาไรบา (Paraíba) ทัวร์มาลีนสีเขียวเข้มท่ีมีสาเหตกุ าร
เกิดสีจากธาตโุ ครเมียม (Cr) และ วานาเดยี ม (V) เรียกวา่ “โครมทัวรม์ าลนี ” (Chrome tourmaline)
นอกจากนี้ยังมีทัวร์มาลีนท่ีมีแถบสีเป็นรูปวงกลม โดยมีสีชมพูอยู่ตรงกลางและมีสีเขียวอยู่รอบนอก
เม่ือนาผลึกมาตัดตามขวางจะมีลักษณะคล้ายแตงโม จึงถูกเรียกว่า “ทัวร์มาลีนแตงโม”
(Watermelon tourmaline)
รปู ที่ 5.22 ทวั ร์มาลนี
ทัวร์มาลีนมีการปรับปรุงคุณภาพเพ่ือปรับปรุงสี ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อน
เพื่อให้มีโทนสีที่ว่างข้ึน หรือทาให้มีสีเปลี่ยนไป เรียกว่า “การอบ” เนื่องจากอุณหภูมิท่ีใช้ไม่สูงมาก
และอีกวิธีหน่ึงที่นิยมใช้ในการปรับปรุงสีทัวร์มาลีนคือ “การฉายรังสี” รูเบลไลต์ และทัวร์มาลีน
แตงโม มกั จะถกู ปรับปรุงคุณภาพด้วยวธิ ีน้ี
แหล่งท่ีพบ: อฟั กานสิ ถาน ปากสี ถาน รัสเซีย พม่า ศรลี ังกา สหรฐั อเมริกา มาดากัสการ์ นา
มเิ บีย โมซมั บิก แทนซาเนยี ไนจเี รีย และมาลาวี
สูตรเคมี A(D3)G6(Si6O18)(BO3)3X3Z
A แทนที่ดว้ ย Ca, Na, K, Pb
D แทนท่ีดว้ ย Al, Fe2+, Fe3+, Li, Mg2+, Mn2+, Ti
G แทนที่ด้วย Al, Cr3+, Fe3+, V3+
X แทนที่ด้วย O และ/หรือ OH
Z แทนทดี่ ้วย F, O และ/หรอื OH
89
สมบัติทางกายภาพ เฮกซะโกนอล
เขยี ว นา้ ตาล-ส้ม นา้ เงินอมเขยี ว น้าเงิน ชมพู แดง
ระบบผลึก โปร่งใส – ทบึ แสง
สี ตาแมว ตาแมว
การผ่านแสง 1.624 – 1.644
ปรากฎการณ์ทางแสง 0.018 – 0.040
ค่าดชั นหี ักเห หักเหคู่ (U-)
ไบรฟี รินเจนส์ 2 สี
ลักษณะทางแสง ข้นึ กับสี
สีแฝด ช่วงคลนื่ ยาวและชว่ งคลนื่ ส้ัน : เฉือ่ ย – ออ่ น
สเปกตรัม
การเรืองแสงอัลตราไวโอเลต 3.06 ±..2060
ความถว่ งจาเพาะ
ความแขง็ 7 – 7.5
รอยแตก/ แตกแบบกน้ หอย
เซอร์คอน (Zircon)
เซอร์คอนหรือเพทายเป็นอญั มณที ี่ชาวไทยร้จู ักมายาวนาน เปน็ หนง่ึ ในเกา้ ของอัญมณนี พเก้า
เซอร์คอนเป็นอัญมณีที่หลายสี ได้แก่ สีเหลือง สีเขียว สีแดง สีน้าตาลแดง และใสไร้สี เซอร์คอนใส
มักจะถูกนาเอาใช้ประดับแทนเพชร เนื่องจากเซอร์คอนไปอัญมณีท่ีมีค่าดัชนีหักเหสูง มีความวาว
ประกาย และไฟดี เซอร์คอนแบ่งเป็น 3 ชนิด ตามความเป็นผลึกของโครงสร้าง เน่ืองจากภายใน
เซอร์คอนมีธาตกุ ัมมนั ตรังสียูเรเนียม (U) และทอเรียม (Th) อยู่ภายในทาให้โครงสร้างบางส่วนของ
ผลึกถูกทาลาย ได้แก่ เซอร์คอนชนิดสูง (High type zircon) ท่ีมีโครงสร้างผลึกสมบูรณ์ เซอร์คอน
ชนิดกลาง (Intermedia type zircon) โครงสร้างถูกทาลายบางส่วน และ เซอร์คอนชนิดต่า (Low
type zircon) ซึ่งโครงสร้างผลึกถูกทาลายมากที่สุด ส่วนใหญ่ผลึกเซอร์คอนที่พบตามธรรมชาติมีสี
น้าตาลแดงถกู นามาปรบั ปรุงคณุ ภาพดว้ ยความร้อนได้ เซอร์คอนสีฟา้ สีเหลือง และใสไมม่ ีสี ลกั ษณะ
เด่นของเซอร์คอนอย่างหน่ึงคือ มีค่าไบรีฟรินเจนส์สูงจึงทาให้เห็นภาพซ้อน (Doubling) ภายในเนื้อ
อญั มณี
รปู ที่ 5.23 เซอรค์ อน
90
แหล่งที่พบ: ออสเตรเลยี พมา่ ไนจเี รยี ศรลี งั กา ไทย และเวยี ดนาม
สูตรเคมี ZrSiO4 เททระโกนาล
น้าตาล เหลือง-เขียว ไม่มีสี เขยี ว นา้ เงนิ -เขียว
สมบัติทางกายภาพ นา้ เงิน น้าตาล-ส้ม
โปร่งใส – ก่งึ โปร่งใส
ระบบผลกึ ตาแมว
สี 1.925 – 1.984
0.000 – 0.059
การผา่ นแสง หักเหคู่ (U+)
ปรากฎการณท์ างแสง 2 สี
ค่าดชั นีหักเห เส้นท่ี 653.5
ไบรฟี รินเจนส์ ช่วงคล่ืนยาวและชว่ งคลน่ื สนั้ : เฉือ่ ย – ปานกลาง
ลกั ษณะทางแสง
สแี ฝด 4.70 ±..8030
สเปกตรมั
การเรืองแสงอัลตราไวโอเลต 6 – 7.5
ความถ่วงจาเพาะ แตกแบบก้นหอย
ความแขง็
รอยแตก
91
คาถามท้ายบท
1. อธบิ ายวธิ กี ารจดั กลุ่มอญั มณี
2. อธบิ ายลกั ษณะเดน่ ของอญั มณตี ่อไปนี้
- อาพนั (Amber)
- เบรลิ (Beryl)
- ครโิ ซเบริล (Chrysoberyl)
- คอรนั ดัม (Corundum)
- เพชร (Diamond)
- เฟลด์สปาร์ (Feldspar)
- การเ์ นต (Garnet)
- ไอโอไลต์ (Iolite)
- เจไดต์ (Jadeite)
- ไข่มุก (Pearl)
- เนไฟรต์ (Nephrite)
- โอปอ (Opal)
- เพริดอต (Peridot)
- ควอตซ์ (Quartz)
- สปิเนล (Spinel)
- โทแพซ (Topaz)
- ทวั รม์ าลีน (Tourmaline)
- เซอร์คอน (Zircon)
- แทนซาไนต์ (Tanzanite)
3. จากข้อมูลอัญมณีในเน้ือหาบทเรียนน้ี มีอัญมณีใดบ้างที่มีลักษณะภายนอกคล้ายกันท่ีสามารถ
นามาเลียนแบบกันได้ ยกตัวอย่างและอธิบายวิธีวิเคราะห์อัญมณีมีลักษณะภายนอกคล้ายกันอย่าง
น้อย 3 คู่
92
เอกสารอ้างอิง
Gem-A. (2008). Foundation in gemmology. London.
GIA. (2021, March 1). Digging into Diamond Types . Retrieved from https://4cs.gia.edu/
en-us/blog/digging-diamond-types/
GIT. (2564, 10 ธันวาคม). ไขม่ ุก (Pearl) . Retrieved from https://www.git.or.th/pearl.html
Guanghai S. (2009). Jadeite jade from Myanmar: its texture and gemmological
implications. The Journal of Gemmology, 185-195.
HKJSL. (2021, March 1). Fei cui classification. Retrieved from http:// www.
jadeitelaboratory.com.hk/lab/jade_classification_en.html
Newman, R. (2021). Exotic gems volume 2. Los Angeles: International jewelry
publications.
Read, P. G. (2005). Gemmology. 3rd ed. Oxford: Elsevier Butterworth-Heinemann.
Stubna, J. (2019). Opal Doublets from Slovakia. In The Journal of Gemmology, 601-602.
Webmineral. (2021, April 15). Amber Mineral Data. Retrieved from http://webmineral.
com/data/Amber.shtml#.YILH-5AzY2x
กรมทรัพยากรธรณี. (2564, เมษายน 15). คอรันดัม, กะรุน (Corundum). Retrieved from
http://www.dmr.go.th/main.php?filename=corundum
ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ. (2560, ธันวาคม 20). เพชรกาญจนาภิเษก. Retrieved from
https://infocenter.git.or.th/th/article/article-1712
93
บทท่ี 6
ตาหนิภายในของอัญมณี (Gemstone Inclusions)
วัตถปุ ระสงค์
1. นิสิตเขา้ ใจและสามารถอธิบายการเกดิ ตาหนิอญั มณีไดถ้ ูกต้อง
2. นิสติ เข้าใจและสามารถอธิบายวิธกี ารใชก้ ล้องจุลทรรศนอ์ ญั มณไี ดถ้ ูกตอ้ ง
3. นิสิตสามารถเรยี กช่ือตาหนภิ ายในอัญมณีธรรมชาติได้ถูกตอ้ ง
หัวขอ้ การเรยี นรู้
1. การเกดิ ตาหนภิ ายในของอัญมณี
2. กลอ้ งจลุ ทรรศนส์ าหรับอญั มณี (Gemological microscope)
สอ่ื การสอน
1. PowerPoint
2. เอกสารประกอบการสอน 15320159 อญั มณีวิทยาเบ้ืองต้น
การวัดและประเมินผล
1. การตอบคาถามท้ายบทเรียน
2. การทดสอบปลายภาคเรียน