94
บทท่ี 6
ตาหนิภายในของอัญมณี (Gemstone inclusions)
6.1 ประเภทของตาหนภิ ายใน (Type of gemstone inclusions)
ตาหนิภายใน (Inclusion) สามารถใช้ในการแยกอัญมณีธรรมชาติออกจากอัญมณี
สังเคราะห์ได้ การเกิดตาหนิภายในของอัญมณีธรรมชาติแบ่งตามระยะเวลาในการเกิดผลึกได้เป็น
3 ระยะ คือ ตาหนิภายในที่เกิดก่อนผลึกหลัก (Protogenatic) ตาหนิภายในท่ีเกิดพร้อมผลึกหลัก
(Epigenatic) และตาหนภิ ายในทเี่ กิดหลังผลึกหลัก (Syngenatic) (Huges, 1997)
1. ตาหนิภายในท่ีเกิดก่อนผลึกหลัก (Protogenetic/Preexisting inclusions) ได้แก่ ตาหนิ
ผลึกแร่ (Crystal) ของแข็งตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ กอ่ นแล้วถูกผลกึ ของอัญมณีทเ่ี กิดขึ้นภายหลังห่อหุม้ เอาไว้
2. ตาหนภิ ายในท่เี กิดพร้อมผลึกหลัก (Syngenetic/Contemporary inclusions) คือ
ตาหนิภายในที่เกิดขึ้นพร้อมกับผลึกหลัก ได้แก่ ผลึกแร่ต่าง ๆ ผลึกกลวง (Negative crystal) ตาหนิ
2-phase (ของเหลว + ก๊าซ หรือ ของเหลว + ของแข็ง) หรือ ตาหนิ 3-phase (ของเหลว + ก๊าซ
+ ของแข็ง) ระนาบผลึกแฝด (Twinning) เส้นร่องรอยการเจริญเติบโต (Growth line) แถบสี
(Color banding)
3. ตาหนิภายในท่ีเกิดหลังผลึกหลัก (Epigenetic/Post-formed inclusions) เป็นตาหนิ
ภายในทเี่ กิดขน้ึ ภายหลังจากทผ่ี ลกึ หลักหยุดการเจริญเติบโตไปแล้ว ได้แก่
- ผลึกของแขง็ ท่ีเกดิ จากกระบวนการ Exsolution แสดงในรปู ท่ี 6.1 เชน่ การเกดิ เสน้ ใน
แร่คอรันดัม ได้แก่ เข็มรูไทล์ (Rutile needle) ตัดกันทามุม 60/120๐ เส้นเข็มฮีมาไทต์-อิลเมไนต์
(Hematite-Ilmanite) และตาหนเิ สน้ เขม็ โบไมต์ (Boehmite) ทิศทางในการตดั กันของเสน้ เขม็ โบไมต์
เกิดขึน้ 3 ทิศทาง และมีองศาในการตัดกันประมาณ 86.1/93.9๐
รูปที่ 6.1 กระบวนการเกดิ Exsolution (Huges, 1997)
- ชอ่ งว่างทตุ ิยภมู ิ (Secondary cavities) คอื ช่องว่างทเ่ี กิดการสมานตัวเกดิ จากแทรกซมึ
ของสารละลายในรอยแตก (Fracture healing) บางคร้ังในการสมานรอยแตกนอี้ าจเกดิ เปน็ ผลึกเลก็
ๆ ในรอยแตก ลักษณะของตาหนิรอยนวิ้ มือ (Fingerprint) หรอื ตาหนิขนนก (Feather) ตาหนิ 2-
phase หรือ ตาหนิ 3-phase แตจ่ ะมขี นาดเลก็ กวา่ การเกดิ ในช่องวา่ งปฐมภูมิ
95
- ร่องรอยการเจริญเตบิ โตแบบทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary growth phenomena) ได้แก่ ระนาบ
ผลึกแฝดซ้อน (Repeated twinning) ท่ีพบในแลบราโดไลต์ แสดงในรูปที่ 6.2
รปู ที่ 6.2 ระนาบผลึกแฝดซอ้ น Repeated twinning ในแลบบราโดไลต์
6.2 กลอ้ งจลุ ทรรศน์สาหรับอญั มณี (Gemological microscope)
กล้องจุลทรรศน์สาหรับวิเคราะห์อัญมณีเป็นเคร่ืองมือท่ีมีใช้ในการวิเคราะห์ตาหนิภายใน
ของอัญมณี สามารถวิเคราะห์อัญมณีธรรมชาติจากอัญมณีสังเคราะห์ และยังสามารถวิเคราะห์อัญ
มณีท่ีผ่านการปรับปรุงคุณภาพบางอย่างได้ ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์สาหรับวิเคราะห์อัญ
มณแี บ่งเป็น 5 สว่ น แสดงในรปู ท่ี 6.3
รปู ท่ี 6.3 สว่ นประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์สาหรบั วเิ คราะห์อญั มณี
1. ลาตัวกล้อง (Pod) ประกอบด้วยเลนส์ใกล้ตา (Ocular eyepiece) โดยท่ัวไปมีกาลังขยาย
10 เท่า สามารถถอดเปลี่ยนได้ เลนส์ใกล้วัตถุ (Objective lenses) และปุ่มปรับกาลังขยาย (Zoom
adjustment) มีตัวเลขต้ังแต่ 0.8 – 4 เม่ือรวมกับกาลังขยายของเลนส์ตาจะทาให้เห็นภาพที่มี
กาลังขยาย 8 – 40 เทา่
96
2. ลูกบิดสาหรับปรับระยะโฟกัส (Focus control knob) ใช้สาหรับปรับระยะโฟกัสของภาพ
เม่อื มีการปรับกาลังขยายของกล้อง
3. แท่นกล้อง (Stage) เป็นแท่นที่วางอัญมณี มีแผ่นก้ันแสง (Darkfield plate) เป็นโลหะสี
ดาทีส่ ามารถปิดเปดิ ให้แสงจากแหลง่ ไฟดา้ นล่างผา่ นเข้ามา และมไี อริสไดอะแฟรม (Iris diaphragm)
สาหรับควบคุมปรมิ าณแสงทีผ่ ่านข้นึ มา ที่แทน่ กล้องอาจมีปมุ่ สาหรบั เสยี บปากคีบ อญั มณี และโคม
ไฟ (Overhead fluorescence light source) สาหรับดตู าหนบิ นผิวอญั มณี
4. แหลง่ ไฟ (Light well) เป็นบริเวณท่ตี ิดตง้ั หลอดไฟอยู่ดา้ นล่างของแท่นกล้อง
5. ฐานกล้อง (Base) เป็นส่วนท่ีมีสวิทซ์ปิดเปิดไฟ และมีแกนสาหรับปรับความเอียงของ
กลอ้ ง
วธิ ีการใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์
1. ตรวจดวู า่ ปิดแผ่นกนั แสงไฟ (Darkfield plate) จากด้านล่างของกลอ้ งแล้ว
2. หมุนเปิดสวทิ ซ์ไฟท่ีฐานของกล้องจุลทรรศน์
3. ปดิ ไอริส ไดอะแฟรม (Iris Diaphragm)
4. ปรับชว่ งกว้างของเลนส์ใหพ้ อดกี บั ตา
5. ปรับกาลังขยายทีป่ ุ่มปรับกาลงั ขยายใหม้ คี ่าตา่ สดุ
6. ปรับระยะโฟกสั ของเลนส์ตา
- เลนสต์ าขา้ งที่ 1 ปรับภาพใหช้ ดั โดยเล่อื นระยะโฟกัสทป่ี มุ่ ปรบั ระยะโฟกัส
- เลนส์ตาขา้ งที่ 2 ปรบั ภาพให้ชดั เจนโดยการหมนุ ปรับระยะโฟกัสที่เลนสต์ า
7. วางอัญมณีท่ีแท่นวางอัญมณี เร่ิมมองอัญมณีด้วยกาลังขยายต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพ่ิม
กาลังขยาย เมื่อเพม่ิ กาลังขยายแลว้ ตอ้ งปรบั ระยะโฟกัสของกลอ้ งเพอ่ื ใหเ้ ห็นตาหนอิ ัญมณีชัดทีส่ ดุ
หมายเหตุ ถ้าต้องการดูตาหนิที่ผวิ อัญมณีใหป้ ิดสวิทซ์ไฟท่ีฐานกล้องแล้วเปิดโคมไฟขาวที่ติดกับแทน่
วางอัญมณแี ทน
ประโยชน์ทไ่ี ด้รบั จากกลอ้ งจลุ ทรรศน์
1. ใชด้ ตู าหนิของอญั มณที ้ังตาหนภิ ายใน และตาหนภิ ายนอก
2. ดูลักษณะภายนอกของอัญมณี
3. ตรวจสอบอัญมณีเลียนแบบ อัญมณีปะ และอัญมณีสังเคราะห์
ลกั ษณะการใช้ไฟในการวิเคราะห์อญั มณี
1. Darkfield illumination เป็นวธิ กี ารให้แสงไฟออกมาจากบรเิ วณด้านข้าง โดยมีพ้นื หลงั มดื
แสดงในรูปที่ 6.4 ทาให้เห็นตาหนทิ อี่ ยู่ภายในอัญมณีชัดเจน และเปน็ วธิ ีการท่ีใช้ในการดูตาหนิภายใน
มากท่สี ุด
รปู ที่ 6.4 Darkfield illumination (GIA, 1998)
97
2. Lightfield illuminationวิธีน้ีจะเปิดแผ่นกั้นแสงด้านหลังออกให้แสงไฟพุ่งขึ้นมาจาก
ด้านหลังแสดงในรูปที่ 6.5 ตาหนิภายในจะเห็นไม่ชัด แต่จะใช้สาหรับการหาตาหนิเส้นโค้งในอัญมณี
สงั เคราะห์
รปู ที่ 6.5 Lightfield illumination (GIA, 1998)
3. Diffused illumination วิธีนี้จะเปิดแผ่นก้ันแสงด้านหลัง แล้วนาแผ่นวัตถุอ่ืนมาก้ันแสง
ที่มาจากด้านหลังของอัญมณีทาให้แสงเกิดการกระจายแสดงในรูปที่ 6.6 เช่น แผ่นพลาสติกสี
วธิ ีการน้ีจะทาให้เหน็ หย่อมสี และแถบสขี องอัญมณีชัดเจนขน้ึ
รูปที่ 6.6 Diffused illumination (GIA, 1998)
ข้อแนะนาในการใช้กลอ้ งจุลทรรศน์
1. ทาความสะอาดอัญมณีด้วยผ้าให้สะอาด แล้วใช้ปากคีบอัญมณีคีบอัญมณีโดยตรงจากผ้า
อยา่ ใช้นิว้ หยบิ อญั มณี
2. หลีกเลี่ยงการแตะตอ้ งเลนส์
3. เริม่ ดอู ญั มณดี ้วยกาลงั ขยายต่า และเพิม่ ข้ึนเมื่อต้องการโฟกสั ดูเฉพาะจุด
4. เมื่อไม่ได้ใชง้ าน ใหป้ ิดไฟกล้องเพอื่ ไม่ใหก้ ล้องจลุ ทรรศนร์ อ้ นเกนิ ไป
5. เมื่อต้องการดูว่าส่ิงที่เห็นอยู่บนผิวหรืออยู่ภายในตัวอัญมณี ให้เปลี่ยนจากแหล่งแสง
ดา้ นลา่ งเป็นโคมไฟด้านบน
98
ตัวอยา่ งรปู ตาหนภิ ายในอัญมณี
1. ตาหนผิ ลกึ แรข่ องแขง็ (Crystal) และผลกึ กลวง (Negative crystal) แสดงในรปู ท่ี 6.7
(ก) (ข)
รปู ท่ี 6.7 (ก) ตาหนิผลึกแร่ของแข็ง (Crystal) (ข) ผลกึ กลวง (Negative crystal)
2. ตาหนแิ ผ่นแร่ (Platelet) แสดงในรปู ที่ 6.8
รูปท่ี 6.8 ตาหนแิ ผ่นแร่ (Platelet)
3. ตาหนิ 2 สถานะ (2-phase; ของเหลว + แก๊ส) แสดงในรปู ที่ 6.9
รปู ที่ 6.9 ตาหนิ 2 สถานะ (2-phase)
99
4. ตาหนิรอยนิ้วมอื (Fingerprint) แสดงในรูปที่ 6.10
รูปที่ 6.10 ตาหนริ อยนิว้ มือ (Fingerprint) (ข)
5. ตาหนิเสน้ เขม็ (Needle) และตาหนเิ ส้นไหม (Silk) แสดงในรูปท่ี 6.11
(ก)
รปู ท่ี 6.11 (ก) ตาหนเิ สน้ เข็ม (Needle) (ข) เส้นไหม (Silk)
6. ตาหนฝิ นุ่ (Minute) แสดงในรปู ท่ี 6.12
รูปท่ี 6.12 ตาหนฝิ นุ่ (Minute)
100
7. ระนาบผลึกแฝดซ้อน (Repeated twinning) แสดงในรูปท่ี 6.13
รูปที่ 6.13 ระนาบผลกึ แฝด
8. แถบสตี รง แถบสีหักมุม (Straight color banding; SCB, Angular color banding;
ACB) แสดงในรปู ท่ี 6.14
รูปที่ 6.14 (ก) แถบสตี รง (ข) แถบสหี ักมมุ
9. เหลี่ยมซอ้ น (Doubling) แสดงในรปู ที่ 6.15
รปู ท่ี 6.15 เหลี่ยมซอ้ น
101
คาถามทา้ ยบท
1. อธิบายการเกิดตาหนภิ ายในตามช่วงเวลา
2. เขยี นชอ่ื ตาแหนง่ ต่าง ๆ ของกล้องจลุ ทรรศน์สาหรบั วิเคราะหอ์ ัญมณีลงในรปู ใหถ้ กู ตอ้ ง
3. รปู ตอ่ ไปนมี้ ตี าหนิภายในชนดิ ใดบา้ ง
102
เอกสารอ้างอิง
GIA. (1998). Gem identification laboratory manual. USA.
Huges, R. W. (1997). Ruby & sapphire. USA: RWH Publishing.