The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.จิรานุช โสภา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by firstsopha1, 2022-02-18 00:04:39

การจัดการข้ามวัฒนธรรม

เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.จิรานุช โสภา

51

- การให้ความสาคญั กบั ผคู้ ุ้นเคยกันหรอื รู้จกั กนั มาก่อน (Personal contact)
- การตัดสินใจที่เกี่ยวกับบุคคลจะให้ความสาคัญกับข้อมูลพื้นฐานในอดีต (Background)

เช่น ประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว ภูมิลาเนา การอาศัยในชุมชน หรือประวัติ
การศกึ ษา ประวัติการทางาน เปน็ ต้น

สรุป

การจัดการข้ามวัฒนธรรมมีความสาคัญต่อการดาเนินงานทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในปัจจบุ ัน ท้ังนีเ้ พราะการรับรู้และการปรับตวั ให้เข้ากับวัฒนธรรมที่หลากหลาย จะนามาซึ่ง
ความไว้เนื้อเชื่อใจ การปรับตวั ใหเ้ ข้ากบั วัฒนธรรมชาติต่าง ๆ ที่ได้ติดต่อธุรกิจด้วย รวมถึงการ
ประสบความสาเร็จในทางธุรกิจท้ังในระดับชาติและนานาชาติอกี ด้วย

คาถามทบทวน

1. จงเล่าความเป็นมาของการจดั การข้ามวฒั นธรรม
2. การจดั การข้ามวฒั นธรรม มีความสาคญั หรือไม่ อย่างไร
3. ระดบั ของการจดั การข้ามวัฒนธรรมมีอะไรบ้าง
4. ลักษณะของการจัดการข้ามวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตกเป็น

อย่างไร
5. ลักษณะผนู้ าของโลกตะวนั ออกและตะวันตกเป็นอย่างไร
6. การจัดการข้ามวฒั นธรรมมีกีม่ ิติ

52

อ้างอิง

Luke, C. (1995). White Women in Interracial Families: Refection on Hybridizations.
Feminine Identities, and Radicalized Othering. Feminist issue. 14 (2). Pp. 49-70.

Vidheechroen. G. (2001). Effective Cross-Cultural Communication Strategies in
International Business. Executive Journal. Vol.21.No.4.pp.20-24

บุญส่ง บุญมาก .(2544). รายงานการวจิ ัยเรอ่ื ง คุณสมบตั ิของบณั ฑิตที่บรษิ ทั ฝรั่งเศสใน
ประเทศไทยต้องการ. คณะมนษุ ยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ สถาบนั ราชภฏั จนั ทร
เกษม.

Cullen, J., & Parboteeah, P. (2005). Multinational Management: A Strategic
approach. Australia: South-Western. P.45.

Mercerh. (2006). Available at http://www. Mercerhr.com/knowledgecenter/reportsummary.
Jhtml/dynamic.idCobntent/ 1200495 on 17/4/2549

Chung, T, Z. (1991) ‘Culture: A Key to Management Communication Between the Asian-
Pacific Area and Europe. European-Management Journal. Dec. Vol.9. No. 4. pp.
419-424.

เพ็ชรี รูปะวิเชตร์. (2550). การเรียนรลู้ ักษณะการจัดการ: การจดั การข้ามวฒั นธรรม.
เชยี งใหม่: นพบุรีการพิมพ.์

เพ็ชรี รปู ะวิเชตร์. (2544). Management Styles: Comparing between Thai and Western.
เอกสารประกอบการบรรยายใหน้ ักศึกษาระดับบณั ฑติ ศกึ ษา สาขาวิชาธุรกิจนานาชาติ
ในโปรแกรมนานาชาติ ของมหาวิทยาลยั พายพั เชียงใหม่.

เพช็ รี รปู ะวิเชตร.์ (2554). การเรียนรู้ลักษณะการจัดการ : การจัดการข้ามวัฒนธรรม.
กรงุ เทพมหานคร : ดวงกมลพบั ลิชชิง่ .

Nigro, Felix and Nigro, Lloyd. (1977). Modern Public Administration. New York : Harper
and Row Publishers.

Savitri Suwansathit. (2005). Humansitic, Social and Economic Argument. A paper
presented on the seminar titled “Thais and Cultural Diversity”. 11 November
2005 at Chiang Mai University Hall.

53

บทที่ 5
การเรียนรู้วัฒนธรรม การจัดการข้ามชาติ

การที่มนุษย์มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะด้านความเชื่อ ความคิด ประเพณี การ
ดารงชีวิต ความเป็นอยู่ ค่านิยม อาหารการกิน การแต่งกาย ฯลฯ ล้วนมาจากวัฒนธรรมที่
แตกต่างกนั ในแตล่ ะท้องถิน่ ซึ่งมีปจั จยั ทีก่ ่อใหเ้ กิดความแตกต่างน้ี

ปจั จัยทีท่ าใหว้ ัฒนธรรมของชาติตา่ งๆ มคี วามแตกต่างกนั

ในการวิเคราะห์ความแตกต่างของวัฒนธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะวัฒนธรรมการ
จัดการ การทางานของชนชาติต่างๆ น้ัน ควรได้ทาความเข้าใจในปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ทา
ให้วัฒนธรรมของชาติตา่ งๆ มีความแตกต่างกันด้วย ซึ่งได้แก่

1.ความเป็นประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความเป็นชาติที่มีเชื้อชาติเผ่าพันธ์ุเฉพาะ
(History and Race)

2.ทัศนคติ และความเชื่อของชนชาตินน้ั ๆ (Attitude and Beliefs)
3.ระบบการศึกษา (Education system) เริ่มจากพัฒนาการของการศึกษาในชาติ
คุณภาพการศึกษา การให้คุณค่าของการศึกษา การศึกษาด้านอาชีวศึกษาหรือด้านสามัญ
ศกึ ษา (Vocational Education or General Education)
4.ศาสนา ลทั ธิความเช่อื (Religion and Beliefs)
5.ระบบการเมอื ง การปกครอง (Politics system)
6.ภาษาประจาชาติ (Language) การใช้สัญลักษณ์ (Symbols)
7.ระบบเศรษฐกิจ (Economics System)
8.ภูมิประเทศของประเทศ (Geography)
9.ภูมอิ ากาศของประเทศ (Climate)
10.การให้คุณค่าทางสังคม (Social Value)
11.องค์กรทางสงั คม (Social Organizations)
12.วัฒนธรรมทางวัตถุ (Materials Culture) สิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน สานักงาน
หอ้ งทางาน

54

13.ความมีรสนิยม ความชื่นชมความสวยความงาม (Aesthetics) ซึ่งสามารถสะท้อนใน
รปู ของการตกแต่งอาคาร สถานที่ การแต่งกาย การมอบสิง่ ของให้แก่กนั (Gift Giving)

14.การเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอก ในระดับที่แตกต่างกัน และระดับการควบคุม
ภายในของแต่ละประเทศ

การเรียนร้แู ละการปรับตวั ในวฒั นธรรมการจัดการข้ามชาติ

การดารงชีวิตของบุคคลในยุคสังคมแบบโลกาภิวัฒน์ ที่มีความหลากหลายด้าน
วัฒนธรรม โดยเฉพาะในการดาเนินธุรกิจนานาชาติ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง
ได้อย่างเหมาะสมนับเป็นประเด็นที่จาเป็นอย่างยิ่ง ในเร่ืองการปรับตัว (Adjustment) เพื่อให้เรา
สามารถอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมของท้องถิ่นใหม่ ที่เราไปเยือนหรือไปปฏิสัมพันธ์ด้วยได้อย่าง
สบายกายสบายใจนั้น มีสุภาษิตไทยที่สอนใจเร่ืองนี้มานานแล้วว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่ว
ตาตาม”

ในทานองเดียวกันน้ัน ประเทศทางโลกตะวันตกก็มีคาสุภาษิตที่สอนใจให้มนุษย์ได้
ปรับตัวกบั วัฒนธรรมใหมๆ่ เชน่ นเี้ หมอื นกนั ดังคากล่าวที่วา่

“Go to Rome do as Romen do” “ไปกรงุ โรม ให้ทาเหมอื นคนโรมนั ทา”
นอกจากนี้ ในสังคมโลกาภวิ ัฒน์ที่สังคมส่วนใหญ่ในโลกนี้ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วย
พลังของความเป็นโลกใบเดียวที่แคบลง อันอยู่บนฐานของความเจริญด้านนวัตกรรม
เทคโนโลยี และประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดูเหมือนว่าจะได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้นา หรือมี
อิทธิพลสูงในสังคมโลกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาจนถึงสังคมปัจจุบันที่เป็นแบบ
โลกาภิวัฒน์ แต่อย่างไรก็ตามในแต่ละประเทศนั้น ก็ได้มีแนวคิดให้ประชาชนหรือชุมชนของตน
ได้คิดวิเคราะห์และตระหนักถึงความสาคัญของสังคมแบบโลกาภิวัฒน์นี้ เพื่อการเรียนรู้และ
นาไปสู่การปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกได้อย่างเหมาะสมอันจะช่วยให้เราสามารถดารงความ
เป็นตัวตนหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้ ดังคากล่าวที่ว่า “Think Global and Act Local”
ความหมายแปลเป็นภาษาไทยก็คือ “คดิ แบบโลกาภิวัฒน์ แต่กระทาแบบท้องถิ่น”
สาหรบั แนวทางเพือ่ การเรียนรู้และปรบั ตวั ในวัฒนธรรมข้ามชาติ สรุปได้ดงั นี้ คือ
1.ต้องศึกษาเพื่อทาความเข้าใจในปัจจัย หรอื องค์ประกอบที่ทาให้วัฒนธรรมของแต่ละ
ชาติตา่ งมคี วามแตกต่างหรอื ความคล้ายคลึงกนั กับวฒั นธรรมของประเทศเรา
2.ต้องยอมรบั ในความแตกต่างด้านวัฒนธรรมของชาติต่างๆ ด้วยการไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่
ผดิ ปรกติ (Abnormal) ไปจากวัฒนธรรมของเรา

55

3.ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของชาติเราเองอย่างเข้าใจและต้องยอมรับในวัฒนธรรมที่เป็น
ข้อดี เพือ่ ความภาคภูมิใจและรักษาไว้ ส่วนวัฒนธรรมที่เป็นข้อด้อย ก็ต้องยอมรับและพยายาม
ช่วยกนั กาจดั ทิ้งไป

4.ต้องเรียนรู้วัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อของประเทศหรือชาติอื่นๆ โดยเฉพาะชาติที่
ต้องไปทาปฏิสัมพันธ์ด้วยทั้งจากเอกสาร การศึกษา การรับฟัง การสังเกตพฤติกรรม ธรรม
เนียม ประเพณี ทั้งนีเ้ พื่อการเข้าร่วมสังคมด้วยอย่างไม่เกิดภาวะที่เรียกว่า ตกใจในวัฒนธรรมที่
แตกต่างนน้ั หรอื สามารถกระทาสิง่ ที่ถูก หรอื เหมาะสม

5.วัฒนธรรมของชาติอืน่ บางอย่างบางประการ หากเราสามารถสือ่ สารได้หรอื ปฏิบตั ิได้
อย่างเหมาะสม เช่น การทักทายด้วยภาษาของชาตินั้นๆ หรือสามารถสื่อสารด้วยภาษาของชาติ
ที่เราไปติดต่อด้วย การรับประทานอาหารของชาติที่เราไปเยือนได้ การแสดงศิลปะดนตรีของ
ชาตินนั้ ๆ กจ็ ะสรา้ งความประทบั ใจและการยอมรับให้กบั เจ้าของวัฒนธรรมได้ในระดบั หนึง่

6.หากเราต้องมีการเดินทางไปยังต่างประเทศไม่ว่าระยะเวลาการเดินทางจะใกล้ไกล
เราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านทัศนคติ การปรับตัว (Cultural Adaptive
Ability) และการมสี ุขภาพร่างกายและจติ ใจทีแ่ ข็งแรง สมบูรณ์

7.ในการทางานร่วมกับชาวต่างชาติ หรือในธุรกิจร่วมทุน (Joint Venture) องค์กรควร
ต้องมีการเตรียมการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรของตนในเร่ืองความแตกต่างของวัฒนธรรม
การจัดการโดยเฉพาะในตาแหน่งที่ต้องทางานร่วมกับชาวต่างชาติ มิฉะนั้นการทางานร่วมกัน
อาจประสบกบั ปญั หาความล่าช้า การตคี วามหมายทีแ่ ตกต่างกนั หรอื ความขัดแย้งกนั

กล่าวได้ว่า ในสังคมแบบโลกาภิวัฒน์ องค์กรส่วนใหญ่จะมีความต้องการบุคคลที่มี
คุณสมบัติที่ดีเยี่ยม ทั้งด้านความรู้เฉพาะทางในวิชาชีพที่เรียนสาเร็จมา และความรู้ระดับ
นานาชาติ มีทักษะด้านภาษาต่างประเทศหลายๆภาษา ซึ่ง Yang (1988, cited in Thomas,
2002) ได้กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าทันสมัย เหมาะสมในการดารงชีวิตยุคแห่งโลก
ปัจจุบันนี้ควรมีคุณลักษณะดังนี้ ได้แก่ เป็นคนที่เปิดกว้างกับการเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยี
พึ่งพาตนเองได้ มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน มีความมุ่งมั่นในการทางานหรือภารกิจ ความ
คิดเห็นและการกระทามีความยืดหยุ่น มีความคิดเห็นที่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางเพศ ให้
ความรว่ มมอื กบั กลุ่ม องค์กรมคี วามอดทน ใจกว้างและใหค้ วามนบั ถือผู้อ่นื ฯลฯ

56

คุณสมบัติที่เหมาะสมของผู้ที่ทางานร่วมกับชาวต่างชาติหรือทางาน

ตา่ งประเทศ

บุคคลที่สามารถทางานร่วมกับชาวต่างชาติ หรอื ทางานยังต่างประเทศให้ได้ผลงานที่ดี
ควรมีคุณสมบัติหรอื ต้องปลูกสร้างคณุ สมบตั ิของตนเองที่เหมาะสมดังต่อไปนี้

1.เปน็ บุคคลทีม่ คี วามรู้ ความเข้าใจในมติ ิทางวัฒนธรรมการจัดการที่แตกต่าง
2.เปน็ บคุ คลทีม่ คี วามรู้ ความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม
3.เปน็ บคุ คลทีม่ ที ศั นคตทิ ีด่ ตี ่อวฒั นธรรมของตนเองและวัฒนธรรมของชาติอ่ืนๆ
4.เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดี ทั้งบุคลิกภาพภายนอกและภายในและมีความเป็นมิตร
กับทกุ คนอย่างจริงใจ
5.เป็นบุคคลที่มีความสามารถทางภาษาต่างๆ อย่างน้อย 2 ภาษา (หากสามารถ
สือ่ สารได้หลายภาษายิ่งดี) โดยเฉพาะภาษาองั กฤษและภาษาของประเทศทีเ่ ราต้องทางานด้วย
หรอื เดินทางไป
6.เปน็ บคุ คลทีม่ คี วามละเอียดอ่อน มีการรับรู้ได้เรว็ มีไหวพริบ
7.เป็นบคุ คลทีม่ นี ิสยั ที่มคี วามยืดหยุ่น ปรบั ตัวได้ ไม่ยึดติดในเรื่องใดเรื่องหน่งึ จนเกินไป
8.เป็นบุคคลทีช่ อบการเดินทาง มีความอดทนกบั การเดินทางระยะยาวนาน
9.เป็นบคุ คลทีช่ อบแสวงหาความรใู้ นสิง่ ใหม่ๆ แปลกๆ
10.เป็นบุคคลที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีโรคประจาตัวที่รุนแรงจนเป็นอุปสรรค
ในการเดินทางไกล
11.เป็นบุคคลที่มีสุขภาพจิตที่ดี สามารถเผชิญกับการอยู่ที่โดดเดี่ยวได้ หรือต่อสู้กับ
อุปสรรคต่างๆ ได้อย่างสุขมุ และมีสตปิ ัญญา
12.เป็นบุคคลที่มีความสามารถอยู่ตามลาพังได้ มีการช่วยเหลือตนเองได้ หรือ
พึ่งตนเองได้
13.เป็นบุคคลที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับคนได้ง่าย แต่ก็ไม่คล้อยตามจน
สูญเสียความเปน็ อตั ลักษณ์ของตนเองไปอย่างหมดสิน้
14.เป็นบุคคลที่มีการพูดจาที่สุภาพ เหมาะสมกับกาละ เทศะ บุคคล และควรเป็น
บุคคลที่มีความระมัดระวังในการก่อให้เกิดความบาดหมางในการแปลความหมายที่ผิดๆ หรือ
อารมณข์ ันทีแ่ ตกต่างกันในแตล่ ะวัฒนธรรม
15.เปน็ บุคคลทีไ่ ม่ดว่ นสรปุ เรือ่ งใดงา่ ยๆ ตามความคดิ ความเชือ่ ของเราเอง
16.เป็นบคุ คลที่มคี วามคิดที่เปน็ กลางในทุกๆ เรอ่ื ง
17.เปน็ บคุ คลทีต่ รงตอ่ เวลาและรักษาเวลาได้ดี

57

18.เป็นบุคคลที่มีความสามารถปรุงอาหารประจาชาติของตนเองได้ (เพื่อการ
แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม หรอื โอกาสร่วมงานเลีย้ งทีม่ ีการแสดงวัฒนธรรมด้านอาหารประจา
ชาติ)

19.เป็นบคุ คลทีม่ คี วามสามารถในการบริหารเวลาได้ดี และใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า
20.เป็นบุคคลที่มีความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพที่เหมาะสม หรือมากพอที่จะสนทนา
แลกเปลี่ยน
21.เป็นบคุ คลที่มีมนุษยสัมพนั ธ์ทีด่ ีกับบคุ คลในระดับต่างๆ
22.เป็นบุคคลที่มเี ครือขา่ ยมาก อันจะนาไปสู่การพง่ึ พา ช่วยเหลือ ในโอกาสที่เหมาะสม
23.เป็นบุคคลทีม่ คี วามเชือ่ ในเรือ่ งการเท่าเทียมทางเพศ (Gender)
24.เป็นบคุ คลทีม่ วี ิสยั ทัศนส์ ่วนบคุ คลกว้างไกล (Vision)
25.เป็นบคุ คลที่ใฝ่เรยี นรู้ในเรื่องภมู ิปญั ญาและเรื่องนวัตกรรมใหม่
26.เป็นบคุ คลที่สามารถควบคมุ อารมณ์ได้ดี
27.เป็นบุคคลที่มีการเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงได้อย่างมีศิลปะ หากไม่
สามารถรับหรอื ทนได้ในบางเรอ่ื ง หรอื ได้รับการกดดันค่อนขา้ งมาก

สรุป

สรุปได้ว่า การเรียนรู้ การปรับตัว จากการสังเกต การฝึกฝน โดยเฉพาะการ
เปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อการทางานในวัฒนธรรมการจัดการข้ามชาตินั้น นับเป็นสิ่งที่จาเป็น
สาหรับบุคลากรทุกคนในโลกใบนี้ โดยเฉพาะบุคคลที่ต้องทางานหรืออยู่ในสังคมที่มีความ
หลากหลายทางวัฒนธรรม

คาถามทบทวน

1. ปจั จัยทีท่ าให้วฒั นธรรมมีความแตกต่างกัน ประกอบด้วยอะไรบ้าง
2. การปรบั ตัว มีความสาคญั หรือไม่ อย่างไร
3. ที่กล่าวว่า Think Global and Act Locall หมายความว่าอย่างไร
4. คุณสมบัติของผทู้ ีท่ างานรว่ มกับต่างชาติได้ควรมีลักษณะอย่างไร ยกมา 5 ข้อ
5. ท่านคิดว่า ท่านสามารถทางานในสงั คมต่างวัฒนธรรมได้หรือไม่ เพราะเหตใุ ด

58

อ้างอิง

Luke, C. (1995). White Women in Interracial Families: Refection on Hybridizations.
Feminine Identities, and Radicalized Othering. Feminist issue. 14 (2). Pp. 49-70.

Vidheechroen. G. (2001). Effective Cross-Cultural Communication Strategies in
International Business. Executive Journal. Vol.21.No.4.pp.20-24

บุญส่ง บุญมาก .(2544). รายงานการวจิ ัยเร่อื ง คณุ สมบตั ิของบณั ฑิตที่บรษิ ัทฝรัง่ เศสใน
ประเทศไทยต้องการ. คณะมนุษยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ สถาบนั ราชภฏั จนั ทร
เกษม.

Cullen, J., & Parboteeah, P. (2005). Multinational Management: A Strategic
approach. Australia: South-Western. P.45.

Mercerh. (2006). Available at http://www. Mercerhr.com/knowledgecenter/reportsummary.
Jhtml/dynamic.idCobntent/ 1200495 on 17/4/2549

Chung, T, Z. (1991) ‘Culture: A Key to Management Communication Between the Asian-
Pacific Area and Europe. European-Management Journal. Dec. Vol.9. No. 4. pp.
419-424.

Thomas, D. (2002). Essentials of International Management: A Cross-Cultural Perspective.
London: Sage Publications

59

บทที่ 6
วัฒนธรรมการจดั การแบบไทย

ความเป็นมาของชาติไทยที่มีประวัติศาสตร์ความเปน็ มาอันยาวนานกว่าพันปี บางตารา
ทางประวัติศาสตร์กล่าวว่าชาวไทยได้อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน บางตารากล่าวว่าชาว
ไทยได้มีการตั้งรกรากอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิแห่งนี้มานานแล้ว ซึ่งดินแดนบริเวณนี้
ยงั มีชนเผ่าขอม มอญ ลัวะ พม่า ไทยใหญ่ ฯลฯ อาศัยอยู่ด้วย ซึ่งต่างก็มีการเรียนรู้ และเปลี่ยน
ค่านิยม วัฒนธรรม ความเชื่อของกันและกัน ส่วนประวัติความเป็นชาติไทยได้ปรากฏเด่นชัด
เมื่อมีการรวมตัวเป็นกรุงสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและดารงมา
จนถึงทกุ วันนี้

สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นับเป็นศูนย์รวมของจิตใจทาให้ก่อให้เกิดความ
ภาคภูมใิ จในความเป็นชาติไทย หรอื คนไทย และการที่ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของ
มหาอานาจใดๆ ในยุคของการล่าอาณานิคมช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์น้ัน ยิ่งทาให้คนไทยเกิด
ทศั นคติ ความเชื่อ ค่านิยม ทีเ่ ปน็ ลักษณะเฉพาะในการมคี วามภาคภมู ใิ จในการเปน็ เอกราช

ระบบการปกครอง

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดย
ได้มกี ารเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์จากกลุ่มผู้นาเรียกว่า คณะราษฎร์ เมื่อ
ปี พ.ศ. 2475

ศาสนาประจาชาติ

ประเทศไทยได้รับเอาพุทธศาสนาเข้ามาเปน็ ศาสนาประจาชาติโดยได้รับอิทธิพลมาจาก
ประเทศอินเดีย ทั้งที่เป็นความเชื่อ ระบบคิดและการปฏิบัติตามหลักคาสอนของพระพุทธเจ้า
ในการกระทาตนให้เป็นคนดี ละเว้น ความชั่ว มีความเมตตา กรุณา ช่วยเหลือ การทาบุญกุศล
บริจาคทาน ความกตัญญู ฯลฯ ซึง่ มีผลหล่อหลอมที่ฝงั่ ลึกต่อคณุ ลกั ษณะนิสัยใจคอของคนไทย
ในส่วนทีเ่ ป็นเอกลักษณ์ของคนไทยในความมีความเมตตา มีน้าใจ มีความเอือ้ อาทร ในบญุ ชอบ
การทาบุญทาทาน นอกจากนี้ ในพุทธศาสนาก็มีเร่ืองข้อห้ามบางประการที่แบ่งแยกบทบาท
ชายหญิงอย่างชัดเจน เช่น ห้ามสตรีใกล้ชิดพระภิกษุสงฆ์ หรือเข้าเขตหวงห้ามบางแห่ง หรือทา

60

พิธีบางอย่าง ซึ่งก็ส่งผลต่อการประพฤติปฏิบัติของบทบาทชายหญิงที่ไม่เท่าเทียมกันได้ใน
สงั คมและการปฏิบตั ิตนระหว่างผู้มอี าวโุ สและผอู้ ่อนอาวุโส

ความเชื่อ ค่านิยมบางอยา่ งในสงั คม

ชาวไทยส่วนใหญ่มีความเช่ือในเรื่องกรรม ชีวิตในโลกหน้า และชีวิตหลังความตายหรือ
การเวียนว่ายตายเกิด สิ่งเหนือธรรมชาติ และนาไปสู่การทาพิธีกรรม (Ritual) ต่างๆ ที่ล้วน
ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธผสมผสานกัน ดังนั้น ชาวไทยจึงมี
ความเช่ือในเรื่องเหนือธรราชาติ เรื่องปาฏิหาริย์ โดยเฉพาะสังคมไทยในอดีตจะให้ความเคารพ
นับถือธรรมชาติ ป่าไม้ ต้นไม้ ภูเขา แม้น้า แผ่นดิน การดาเนินชีวิตแบบเรียบง่าย มีความ
พอเพียง ไม่ชอบความรุนแรง แต่รักสันติสุข ไม่ทาลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอย่าง
มากมาย เหมอื นในยุคหลังของการพฒั นาประเทศตามทฤษฎีความทันสมัยหรือการพัฒนา และ
ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ถูกทาลายอย่างมากมายเช่นในปัจจุบัน ซึ่ง
Fitzsimmons (1958) ได้กล่าวไว้นานแล้วในเร่ืองความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติของชาวไทย
ดงั ตอ่ ไปนี้

“...Thai concept of supernatural being, supernatural power and existence is the
principle of Karma…”

ทศั นคติและค่านิยมทางสังคม

ประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าว อู่น้า หรือดินแดนสุวรรณภูมิ
(แผน่ ดินทองคา) ดังสุภาษิตโบราณที่ว่า “ในน้ามีปลา ในนามีข้าว แผนดินของเราล้วนอุดม
สมบูรณ์” จึงทาให้ชาวไทยมีชีวิตที่สุขสบาย ไม่เผชิญกับภัยธรรมชาติหรือความขาดแคลน ซึ่ง
สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลทาให้ชาวไทยมีทัศนคติและค่านิยมทีร่ ักความสนุกสนาน ร่ืนเริง (Fun Loving)
รักความสวยงาม ความฟุ่มเฟือย ชอบความหรูหรา (แต่ไม่มีระเบียบหรือรักความสะอ าด
เท่าที่ควร) รวมท้ังการผสมผสานกับการที่ชาวไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ที่มี
ช่วงเวลาการทางานเป็นฤดกู าล (Seasoning) จงึ มีช่วงเวลาพักผอ่ นทีค่ ่อนข้างนาน ในระหว่างรอ
หรอื หลังเก็บเกีย่ วพืชพรรณ

ดังนนั้ ชาวไทยจงึ มีการจัดงานประเพณีต่างๆ อยู่เสมอๆ ในรอบปีและมีการจัดประกวด
เร่ืองสวยๆ งามๆ เช่น การประกวดหญิงสาวงามในงานประเพณีของชุมชน แต่เม่ือเสร็จงาน
ต่างๆ แล้วจะพบว่ามีขยะทีท่ ิ้งไว้เกลือ่ นกลาดไปท่ัว โดยไม่มีระบบการจัดการใหส้ ภาพแวดล้อม
อยู่ในสภาพที่ดี หรือแม้แต่การหยุดงานไปหลายๆ วันเพื่อร่วมงานประเพณี เช่น วันสงกรานต์

61

หรืองานของเครือญาติหรอื ชุมชน เช่น งานศพ งานบวช งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ โดยไม่ได้
คิดว่าการขาดงานของตนจะมีผลกระทบต่อองค์กรด้านเสียหาย เร่ืองที่ชาวไทยมีทัศนคติและ
ค่านิยมทางสังคม ที่มีลักษณะเป็นคนรักความสนุกสนาน (Work and Fun) นี้ มีชาวต่างประเทศ
ได้กล่าวไว้นานแลว้ อาทิ Fieg (1976) ที่ได้แสดงความคิดเหน็ ว่า

“...A key to understanding the Thai character is the concept of ‘sanuke’ which
translates quite readily into English are ‘to have fun ro enjoy oneself, have a good
time. The Thai certainly do not conceive of life as a round of duties and
responsibilities…”
นอกจากนีใ้ นสภาพของสังคมไทยได้เปน็ แบบบริโภคนิยมเช่นปัจจุบัน ได้ส่งผลทาให้ชาว
ไทยส่วนใหญ่ก็ยิ่งมีค่านิยมที่ชื่นชอบวัตถุนิยมมากยิ่งขึ้นเร่ือยๆ เช่น สวมใส่เคร่ืองประดับเพชร
ทองหรือเครอ่ื งประดบั ในปริมาณมากๆ เวลาไปร่วมงานทางสังคมต่างๆ หรอื การใช้สิ่งของจาก
ต่างประเทศ การไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ ฯลฯ เพื่อแสดงออกถึงความมีฐานทางเศรษฐกิจ
หรอื แสดงออกถึง “ความมีหนา้ มีตา” หรอื เพื่อการโอ้อวดหรอื สร้างภาพ

ระบบการศกึ ษา

ระบบการศึกษาของไทยนั้น อาจพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วพบว่าในแต่เดิมนั้น การศึกษา
ของไทย ยังไม่มีระบบโรงเรียนที่ชัดเจน แต่เป็นการกล่อมเกลาในครอบครัว ชุมชน องค์กร
ศาสนา คือ วัด ดังคากล่าวว่า การศึกษาไทยในโบราณผูกพันกับบ้าน วัด วัง การศึกษาใน
ขณะนั้นจะดาเนินขนานไปกับการปลูกฝังจากศาสนาพุทธเพื่อให้เป็นคนดี โดยเด็กชายจาจะ
ได้รับการบวชเป็นเณร เป็นพระ เพื่อทาตนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แล้วเมื่อถึงเวลาเหมาะสมก็
ออกจากการเป็นเณร พระ เพื่อมาประกอบอาชีพเกษตรกรหาเลี้ยงชีพตามศักยภาพ ส่วน
เด็กหญิงได้รับการอบรมในครอบครัว เพื่อทาหน้าที่เป็นแม่บ้านที่ดี เน้นการเรียนรู้ด้านอาชีพ
ได้แก่ การทาเคร่อื งนงุ่ ห่ม ทาอาหาร ดแู ลบ้านเรอื น

กล่าวได้ว่า ในช่วงของการเปลีย่ นแปลงหลายๆ ด้านพร้อมๆ กันท้ังด้านการเมือง สังคม
วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การต่างประเทศ ประเทศไทยก็ได้พยายามพัฒนาประเทศ และ
พัฒนาการจัดการระบบการศึกษาตามแบบประเทศต่างๆ ที่คิดว่าทันสมัย เหมาะสม ประเทศ
ไทยมีการปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอด และมีการนาระบบการศึกษาของหลายๆ ประเทศมา
ปรับใช้ เช่น จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน จากประเทศสหพันธ
สาธารณรัฐเยอรมนี ด้วยการนาแนวคิดเรื่องระบบทวิภาคี (Dual system) มาประยกุ ต์ใช้ในการ
อาชีวศกึ ษาของไทย

62

จากการวิจัยของรองศาสตราจารย์ วิทยากร เชียงกูล (2544-2551) ที่ได้ทาวิจัยมา
ต้ังแต่ปี 2544 ได้เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยได้พยายามปฏิรูปการศึกษามาไทย แต่การศึกษา
ไทยก็ยังไม่ได้พัฒนาไปมากตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ หรือเหมาะสมกับงบประมาณที่ลงทุนด้วย
การศึกษานี้ กล่าวได้ว่าประเทศไทยยังมีปัญหาด้านคุณภาพในระดับที่มากและน่าเป็นห่วง
รวมท้ังสภาพสังคม วัฒนธรรมที่ได้ถูกผู้คนในสังคมหนั ไปใหค้ ณุ ค่าที่ใบประกาศหรอื ใบปริญญา
มากกว่าความรู้ และความสามารถที่แท้จริง ยิง่ ทาให้ระบบการศึกษาของไทยมีแต่ปริมาณมาก
แตข่ าดคณุ ภาพ

ภมู ิประเทศ

ประเทศไทยมีพืน้ ที่ส่วนใหญ่เปน็ ที่ราบลุ่ม มแี ม่น้าหลายสายเปน็ ส่วนใหญ่ มที ั้งลักษณะ
ของภูเขาสูง ชายทะเล ที่ราบรุ่ม จึงมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมกับการทาการเกษตร การ
ประมง ด้วยภูมิประเทศส่งผลทาให้เกิดความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ทาให้การดารงชีวิตของชาว
ไทยไม่พบกับความยากลาบากในการดารงชีวิต ไม่ต้องต่อสู้ ดิ้นรนอะไรมาก ก็สามารถ
ดารงชีวิตได้วิถีชีวิตคนไทยต้ังแต่ในอดีตที่เป็นเกษตรเสียส่วนใหญ่ จึงมีลักษณะ “หาเช้า กิน
ค่า” ก็สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ได้คิดวางแผนหรือคิดหาไว้ หรือสะสมไว้ยามขาดแคลน
หรือยามเกิดภัยพิบัติใดๆ ภูมิประเทศที่อานวยเช่นนี้ได้ส่งผลทาให้ชาวไทยส่วนใหญ่ต้ังแต่ใน
สมัยอดีต และสืบทอมายังคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยให้ความสาคัญกับการวางแผน การคิดวิเคราะห์
ก่อนกระทาการใดๆ ดังนั้น การคิดเพื่อป้องกันจึงไม่เกิดขึ้น แต่มีพฤติกรรมส่วนใหญ่เป็น
ลกั ษณะทีเ่ รยี กว่า “วัวหายล้อมคอก”

ภมู ิอากาศ

สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเปน็ แบบร้อนชืน้ มี 3 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และ
ฤดูหนาว ส่งผลให้สภาพของอากาศค่อนข้างสบายไม่หนาวมาก ไม่ร้อนมากจนเกินไป มีความ
อุดมสมบูรณ์ และภัยธรรมชาติทางอากาศมีน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ภูมิอากาศเช่นนี้ มีผลต่อ
ความคิด ค่านิยมของคนไทยทาให้เป็นคนสบายๆ ไม่ขยัน ไม่อดทนมากเท่าคนในประเทศที่มี
ภูมิอากาศแบบ 4 ฤดูกาล ที่จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านอากาศอย่างมากอยู่
ตลอดเวลา

63

อทิ ธิพลของชาวจีนโพ้นทะเล

ในสมัยรัชกาลที่ 4 จากการที่ประเทศไทยได้เซ็นสัญญาเบาริ่ง (Bowring Treaty) กับ
ประเทศอังกฤษ ส่งผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างมาก ด้วยมี
การค้ากับชาวตะวันตกอย่างกว้างขวางและชาวจนี ในช่วงน้ันได้อพยพหนีภัยพิบัติความแห้งแล้ง
ที่เกิดขึ้นในประเทศของตน และได้เข้ามาเปน็ แรงงานรับจา้ งในประเทศไทย9 ต่อมาชาวจีนอพยพ
เหล่านี้ หรือเรียกว่า ชาวจีนโพ้นทะเลได้ต้ังรกรากในประเทศไทยและหันมาทาการค้าตั้งแต่
ระดับเล็กๆ ไปจนถึงระดับใหญ่ เช่น โรงสีข้าว โรงน้าตาล หรือร้านค้าปลีกทั่วไป นับเป็น
จุดเริ่มต้นของการค้า การทาธุรกิจของประเทศไทย และสร้างความเข็มแข็งให้กับระบบ
เศรษฐกิจของไทยนบั ต้ังแตบ่ ดั น้ันเป็นต้นมา

ระบบเศรษฐกิจ

ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยแต่ดั้งเดิมนั้น เป็นแบบเศรษฐกิจที่มีเพื่อการยังชีพ มี
การทาการเพาะปลูก หรือทาอาชีพด้านการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ด้วยมีความอุดมสมบูรณ์ของ
ผืนดินซึ่งด้วยสภาพเป็นสังคมแบบเกษตรกรรมเช่นนี้ ส่งผลทาให้ชาวไทยมีความเป็นอยู่ที่เรียบ
ง่าย มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน แต่อาจขาดความ
กระตือรือร้นในเร่ืองของการวางแผน การตั้งเป้าหมายให้ดาเนินไปตามกาหนดเวลา แต่ก็มี
แนวโน้มทีจ่ ะมีลกั ษณะนิสยั ชอบความสบายๆ (Holmes & Tangtongtavy, 1997)

แต่ต่อมาเม่ือประเทศไทยได้มีการพัฒนาประเทศ มีการค้ากับต่างประเทศ มี
ผปู้ ระกอบการชาวตะวันตกมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นรวมทั้งมีชาวจนี ได้อพยพมาเป็น
แรงงานมากขึ้น ในเวลาต่อมาชาวจีนเหล่านี้บางคน บางกลุ่มได้พัฒนาเป็นผู้ประกอบการทั้ง
รายเล็กๆ และใหญ่ ทาให้สภาพเศรษฐกิจของไทยมีการแข่งขันเกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่สมัยต้นกรุง
รตั นโกสินทร์ เป็นต้นมา ในเวลาต่อมาได้เน้นการส่งออก เชน่ ข้าว (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส
เบเคอร์, 2546) การพัฒนาเศรษฐกิจแบบการค้าและส่งออกนี้ได้ก่อให้เกิดการพัฒนา
ภาคอุตสาหกรรมไปด้วย และทาให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่โรงงานและมีการ
พัฒนาเป็นระบบทุนนิยมเสรี “แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา” ส่วนหนึ่งของผลการ
เปลี่ยนแปลงน้ีได้ก่อให้เกิดการคดโกง การเอาเปรียบผบู้ ริโภคด้วยวิธีการตา่ งๆ และส่งผลทาให้
ชาวไทยส่วนใหญ่เริม่ มีพฤติกรรมแบบบริโภคนยิ มมากขนึ้

64

การวิเคราะห์วัฒนธรรมการจัดการแบบไทยด้วยทฤษฎีวัฒนธรรมการจัดการ
ของ Hofstede

หากนาทฤษฎีวัฒนธรรมการจัดการของ Hofstede มาวิเคราะห์วัฒนธรรมการจัดการ
แบบไทย และบนฐานของงานวิจัยบางชิ้น สามารถระบุได้ว่า การจัดการแบบไทยมีมิติด้าน
ช่องว่างของอานาจที่มีแนวโน้มจะสูง ด้วยมีช่องว่างระหว่างความเป็นเจ้านายและลุกน้องสูง
หรือห่างกัน เพราะมีลาดับช้ันในการปกครอง (Hierarchy) การทางานจะมีลักษณะของมิติด้าน
การเป็นกลุ่มมากกว่าความเป็นปัจเจกชน (Collective)

ส่วนมิติเร่ืองการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงน้ัน (Uncertainty Avoidance) พบว่าลักษณะการ
จัดการมีมิติด้านการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงค่อนข้างมาก ด้วยชาวไทยส่วนใหญ่มักไม่ชอบการ
เปลีย่ นแปลง (ท้ังๆ ทีห่ ลักคาสอนในพระพทุ ธศาสนาได้สอนเรื่องไตรลกั ษณ์ อนั ประกอบไปด้วย
ทุกขัง อนิจจัง และอนัตตา เพื่อการไม่ยึดติดในสิ่งหนึ่งส่ิงใดจนเกินไป) ท้ังนี้ด้วยเพราะกลัวการ
สูญเสียอานาจ หรือไม่ชอบการปรับตัวค่อนข้างมากในที่ทางานหรือสถานที่ใหม่ๆ ไม่ชอบการ
ประเมินผลการปฏิบัติงาน ที่มแี นวโน้มว่ามกั ไม่ค่อยโปร่งใส (Less Transparency) หรือไม่คอ่ ยใช้
หลกั ธรรมาภบิ าล (Less Good Governance)

วฒั นธรรมการจดั การแบบไทย

1.วัฒนธรรมการจัดการที่เป็นระบบครอบครัวหรือเครือญาติ (Family
or Kinship Based System)

กล่าวคือ กิจการหรอื ธรุ กิจครอบครัว หรือองค์กรมกั จะดาเนินไปได้ด้วยจานวนสมาชิก
ภายในครอบครัวช่วยกันทางาน อันมีหัวหน้าคือบิดา มารดา หรือบิดาเป็นผู้ทาหน้าที่หลักใน
การขับเคลื่อนองค์กรให้ดาเนินไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ หรือขยายกิจการ ในขณะเดียวกันก็เปิด
โอกาสไปยังญาตพิ ี่นอ้ งทั้งฝ่ายบิดาและมารดา

ซึ่งลักษณะการจัดการเช่นนี้ เป็นผลมาจากระบบทางสังคมของชาวไทยที่ให้ความ
เคารพและผูกพันกับครอบครัวและเครือญาติ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับครอบครัวนีจ้ ะมีรปู แบบ
ของครอบครัวที่เป็นลักษณะของครอบครวั ขยาย (Complex Family) ที่มีการอยู่อาศยั ร่วมกนั ทั้ง
ปู่ย่า ตายาย น้าอา ป้าลุง ลูกหลาน โดยเฉพาะมาจากอิทธิพลของชาวจีนอพยพที่เป็นผู้บุกเบิก
วางรากฐานการทางานด้านการค้า การทาธุรกิจในประเทศไทยต้ังแต่ในสมัยรัตนโกสินทร์
ตอนตน้ เชน่ กัน

65

นอกจากนี้ การรบั บุคลากรเข้าทางาน (Recruitment) หรอื การเลื่อนตาแหน่งหน้าที่การ
งาน (Promotion) ในองค์กรไทยก็ได้ใช้ระบบครอบครัวหรอื ความเป็นเครอื ญาติเช่นเดียวกัน ซึ่ง
ในระบบการจัดการแบบครอบครัวนี้ มักพบว่า ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดจะมีอานาจ
สูงสุดและเป็นผู้ตัดสินใจในการดาเนินกิจการแต่เพียงผู้เดียว ส่วนสมาชิกในองค์กรคนอื่นๆ ก็
ทาหน้าที่ไปตามความรับผิดชอบของตน มักไม่ค่อยมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นหรอื มีข้อ
โต้แย้ง

ปัจจุบัน มีข้อเสนอแนะว่าองค์กรธุรกิจไทยขนาดเล็กๆ ที่ยังใช้ระบบครอบครัวอาจไม่
ประสบปัญหามากเท่าองค์กรที่มีขนาดกลางหรือใหญ่ หากจะยังคงต้องการดารงธุรกิจแบบ
ครอบครัวไว้ ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทางานหรือการจัดการ เช่น ควรมีการ
ทางานแบบมืออาชีพ มีการวางแผน การประเมินผล การจัดบุคลากรที่เหมาะสมเข้าทางาน
ฯลฯ มฉิ ะน้ันจะไม่สามารถดารงอยู่ในสงั คมธุรกิจแหง่ การแขง่ ขันได้

2.วัฒนธรรมการจัดการที่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ (Patronage Based
System)

ด้วยสภาพของสังคมไทยเป็นสังคมแบบศักดินามาก่อน จงึ มีความสัมพันธ์แบบที่ไม่เท่า
เทียมกัน คือ มีความเป็นเจ้านายและลูกน้องหรือไพร่อยู่ในความดูแล ซึ่งผู้เป็นนายจะต้องให้
ความคุ้มครองดูแลคนในบังคับหรือสังกัดของตน ส่วนผู้อยู่ในความดูแลหรือใต้บังคับ (Inferior)
ก็จะต้องทางานหรือรับใช้เพื่อเป็นการต่างตอบแทนบุญคุณนั้นๆ ในสมัยอดีตผู้เป็นเจ้านายไม่มี
เงินเดือนประจา จึงต้องเลี้ยงชีพด้วยการรับรองของกานัลจากไพร่ หรือลุกน้องและการเก็บ
ค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ ดงั นนั้ วัฒนธรรมการให้สิ่งของแก่กันในสังคมไทยจึงเปน็ เรือ่ งปกติ

นอกจากนี้แล้ว ระบบอุปถัมภ์ยังเกิดขึ้นด้วยอิทธิพลของชาวจีนอพยพที่มาทาธุรกิจใน
ประเทศไทย โดยในช่วงแรกๆ ที่ชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านี้ได้ให้กาเนิดองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ใน
ประเทศไทยน้ัน ชาวจีนเหล่าน้ันก็ได้รับความสะดวกในการดาเนินธุรกิจจากผู้มีอานาจใน
หน่วยงานของทางราชการ เช่น ได้รับการยกเว้นการเสียภาษี หรือได้รับการอานวยความ
สะดวกในการดาเนินงานธุรกิจ ชาวจีนก็ได้ให้เงินเล็กๆ น้อยๆ ต่างตอบแทน การอานวยความ
สะดวกเหล่านี้ ที่เรียกว่า “ค่าน้าร้อนน้าชา” การมีระบบอุปถัมภ์หรือเครือข่าย (Networking)
กบั หน่วยงานของทางราชการนี้ ในมมุ มองของชาวต่างชาติทีไ่ ด้แสดงความคิดเหน็ ว่า นับเป็นกุย
แจสาคญั ในการประสบความสาเรจ็ ใจการทาธุรกิจ โดยเฉพาะในโครงการใหญ่ๆ

ประเด็นการมีวัฒนธรรมการจัดการที่เป็นระบบอุปถัมภ์นี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับ
วฒั นธรรมการให้ของขวัญ (Gift-Giving) ทีส่ ังคมในแถบเอเชียมักจะมีการปฏิบัติต่อกันในสังคม
(เช่น ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย) ซึ่งในความหมายของวัฒนธรรมการให้นี้ มี

66

ความหมายในด้านการมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และให้เพื่อการแสดงออกถึงความรู้สึกผูกพัน
รักใคร่ เป็นกลุ่มพวกเดียวกนั การช่วยเหลือเกือ้ กลู

3.วัฒนธรรมการจัดการที่เป็นระบบนับถือความมีอาวุโส (Seniority
Based System)

ด้วยสภาพของสังคมไทยและอิทธิพลของศาสนาพุทธ ที่ทาให้ชาวไทยให้ความนับถือ
เร่ืองอายุที่แก่กว่า (เกิดก่อน) หรือ วัยวุฒิ ดังน้ัน ความมีอาวุโสด้วยอายุ ได้ส่งผลให้มีแบบ
ปฏิบัติและการวางตนระหว่างผู้ที่อาวุโสมากกว่าและผู้อาวุโสน้อยกว่า กล่าวคือ ผู้ที่อาวโุ สน้อย
กว่าจะต้องแสดงความนับถือผู้ที่มีอาวุโสมากกว่าในด้านคาพูด การสนทยา การแสดงออกใน
การมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม (Social interaction) เช่น การไหว้ทักทายก่อน ส่วนผู้ที่อาวโุ สมากกว่า
จะมีอทิ ธิพลในด้านความคดิ ทัศนคติ และการกระทา

นอกจากนี้ สังคมไทยมีสุภาษิตที่แสดงความนับถือผู้อาวุโสและผู้มีอานาจตาแหน่ง
หน้าที่ หรือบทบาทของผู้อาวุโสหรือผู้มีอานาจที่จะสามารถปกป้องผู้น้อยได้ ดังสุภาษิตที่ว่า
“เดินตามหลังผู้ใหญ่ สุนัขไม่กัด” ซึ่งสิ่งนี้หากมีการประพฤติปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ที่
เหมาะสมระหว่างผู้อาวุโสและผู้อ่อนอาวุโส ทั้งในเร่ืองการพูดจา การแสดงอากัปกิริยาแล้ว
นั บ ว่ าเป็ น พ ฤ ติ ก ร รม ที่ ส ะท้ อ น ค ว า ม งด งาม ข อ งรู ป แ บ บ ก าร ป ฏิ บั ติ ที่ เป็ น เอ ก ลั ก ษ ณ์ ข อ ง
สังคมไทยอย่างยิง่

ในการทางานภายในองค์กร ความนับถือความมีอาวุโสได้ถูกนาไปประพฤติปฏิบัติด้วย
ในองค์กร (ท้ังเร่ืองของอายุ ชาติตระกูล ความรู้ ความสามารถ ฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ
และระยะเวลาทีท่ างาน) ซึง่ หากมีระดับการปฏิบัติที่เหมาะสม เช่น การทกั ทาย การแสดงความ
นบั ถือในสังคมก็สามารถทาให้ความสมั พันธ์ทางสังคมเปน็ ไปอย่างราบร่ืน และส่งผลใหภ้ ารกิจ
ขององค์กรเจริญก้าวหน้า แต่ในขณะเดียวกัน หากมีการยึดติดมากในเร่ืองความอาวุโสมาก
เกินไป ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถแต่อ่อนอาวุโสกว่า ก็อาจจะไม่สามารถแสดงออกในด้าน
ความคิดเหน็ ที่ดีๆ ที่จะทาใหง้ านขององค์กรเจริญก้าวหน้าได้ เพราะด้วยความรู้สึกไม่กล้า หรือ
รู้สึกเกรงใจหรือหากผู้อาวุโสน้อยกว่าได้แสดงออกด้านความคิดเห็นออกไปแล้วขัดกับผู้อาวุโส
กว่า โดยที่ผู้อาวุโสกว่าเป็นบุคคลที่ยึดติด มีอัตตาสูง (Ego) และไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้ที่
อาวุโสน้อยกว่า 30 ก็อาจสร้างความขัดแย้งได้ หรือถูกกล่าวหาว่าไม่มีการเคารพนับถือกัน
หรอื ไม่มมี ารยาท

แตอ่ ย่างไรกต็ าม ในสภาพของการเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลของสังคมแบบโลกาภวิ ัฒน์
องค์กรไทยเป็นจานวนมาก (ทั้งองค์กรทางธุรกิจ หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา) ได้มี

67

การเปลี่ยนแปลงมากมายในเร่ืองวัฒนธรรมการจัดการ ถึงแม้ว่าระบบอาวุโสยังคงมีอยู่ แต่ได้
ลดบทบาทในหลายๆ องค์กร กล่าวคือ ผู้ที่อ่อนอาวุโสกว่าที่มีความรู้ ความสามารถ จะได้รับ
การว่าจ้างเข้ามาทางานและได้รับมอบหมายให้ทางานในตาแหน่งที่สูงๆ หรือตาแหน่งสาคัญ
หรือไม่ต้องรอให้ทางานมาเป็นระยะเวลาที่นานหรือต้องมีความอาวุโสก่อนอันเป็นระบบแบบ
คุณธรรม (Merit System) ซึ่งระบบความสามารถนี้ ในบางองค์กรต้องใช้เวลาเป็นระยะเวลา
หนึ่งที่จะสร้างการยอมรับได้จากทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายที่อาวุโสกว่าและผู้เพิ่งเข้ามาทางานด้วย
ความรู้ ความสามารถ) เพื่อให้บุคคลสามารถลดความขัดแย้งและการทางานร่วมกันอันมุ่ง
เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารองค์กรต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและให้ความเป็นธรรมกับ
บุคลากรทุกคนในการได้พฒั นาตนเองและพัฒนางาน

4.วัฒนธรรมการจัดการที่เป็นระบบการเคารพผู้มีอานาจ/ตาแหน่ง
หนา้ ที่ (Respect for Authority or Power)

ด้วยสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเป็นเจ้านายมาก่อน (ไพบูลย์ ช่างเรียน, 2532;
O’Sulivan, 1952) และยังดารงอยู่ในสังคมไทย ดังน้ันวัฒนธรรมการจัดการองค์กรจึงเป็นการ
ให้ความเคารพแก่ผู้มีอานาจ หน้าที่ ตาแหน่ง ผู้ที่ดารงตาแหน่ง (Authoritarian) จึงมีอานาจใน
การส่ังการและการตัดสินใจสาคัญๆ อันเป็นการประพฤติแบบจากเบื้องบนสู่ล่าง (Top down)
ส่วนบุคคลที่อยู่ในระดับล่าง ที่เป็นผู้ปฏิบัติงานหรือลูกน้อง (Subordinate) มักจะมีแนวโน้มการ
ทางานแบบพึ่งพาหรือรอคาสั่ง (Dependent Decision Making) ไม่กล้าทางานแบบนอกเหนือ
คาสงั่

กล่าวได้ว่า องค์กรไทยจะยึดเร่ืองการปกครองโดยลาดับชั้น (Hierarchy) ซึ่งจะปรากฏ
ในการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล รวมทั้งการทาธุรกิจร่วมกันอีกด้วย อันส่งผลไปถึงการ
ตัดสินใจทีเ่ ป็นบทบาทสาคัญของผู้มอี านาจหน้าทีใ่ นองค์กร

5.วัฒนธรรมการจัดการที่เป็นระบบการทางานในกลุ่มพวกพ้อง (In
Group Working)

ด้วยสภาพของสังคมไทยที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับระบบครอบครัว ระบบเครือ
ญาติ ระบบอุมถัมภ์ และระบบความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ได้ก่อให้เกิดการทางานที่เป็นกลุ่มพวก
หรอื พวกพ้อง หรือพรรคพวก กล่าวคือ มกี ารจ้างงาน การทางาน การเลื่อนตาแหน่งหน้าที่การ
งาน ก็มักจะทากันภายในสมาชิกที่เป็นกลุ่มพวกเดียวกันเท่าน้ัน ส่วนบุคคลอื่นๆ ที่ไม่รู้จัก หรือ
ไม่ได้เปน็ พวกเดียวกันกม็ กั จะไมไ่ ด้รบั โอกาสหรอื การยอมรบั ใหท้ างานด้วย

นอกจากนี้ การทางานหรือการจัดการที่เน้นเฉพาะกลุ่มพรรคพวก หรือพวกพ้อง อาจ
ส่งผลทาให้บุคลากรอื่นๆ ในองค์กรเกิดความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในองค์กร หรือ

68

รู้สึกว่าตนเองถูกจัดให้อยู่แปลกแยก ไม่ได้รับการยอมรับให้อยู่ในกลุ่ม ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ จะ
นาไปสู่การสร้างความไม่เท่าเทียมกัน ความอิจฉาริษยา และความขัดแย้งในองค์กรได้
(Roopwichet, 2001)

6.วัฒนธรรมการจัดการทีเ่ ป็นระบบความสัมพันธ์สว่ นบุคคล (Personal
Relationship)

สืบเน่ืองผลของการมีความสัมพันธ์แบบระบบครอบครัว ระบบเครือญาติ ระบบ
อุปถัมภ์ วัฒนธรรมแบบกลุ่มพวกพ้อง อันเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ที่องค์กรไทยส่วนใหญ่
จะมีการปฏิบัติกัน นับตั้งแต่การรับสมัครบุคลากรที่เป็นบุคคลที่มีบุคคลรู้จักแนะนาไป หรือรับ
บุคลากรเข้าไปทางาน ก็เพราะมีความรู้จักคุ้นเคยกัน หรือมีความสมั พันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งต่อ
กัน เช่น ลูกศษิ ย์ ลูกของเพื่อน ลูกของหัวหน้า เป็นต้น รวมท้ังการรับบุคลากรในกรณีที่เจ้าของ
กิจการหรอื ผบู้ ริหารไม่อาจปฏิเสธคารอ้ งขอได้

แตง่ องค์กรไทยส่วนใหญ่ทีเ่ ป็นกิจการขนาดเล็ก ยังไม่นิยมมีระบบการคดั เลือกที่ชัดเจน
ด้วยการจัดเตรียมการทดสอบที่เป็นมาตรฐานหรือเอาจริงเอาจัง หรือมักดูเฉพาะเอกสารการ
สมัครงาน เช่น ใบรับรองวุฒิการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว หากบุคคลที่องค์กรรบั เข้าไปทางาน
น้ัน ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับตาแหน่งหน้าที่การงานนั้นๆ หรือไม่มีการพัฒนาตน พัฒนา
งาน ย่อมส่งผลเสียต่อองค์กรเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการมักจะไม่กล้า
ตาหนิบุคลากรน้ันๆ ตรงๆ กับบุคลากรผู้น้ัน ได้แต่อดทนอาจเป็นด้วยวัฒนธรรมไทยที่ไม่นิยม
การพูดตรงๆ มีความรู้สึกว่าเกรงใจ แต่มักไปบ่นนินทาลับหลัง ซึ่งการกระทาเช่นนี้ไม่เกิด
ประโยชน์ตอ่ งาน บคุ ลากร และองค์กร

7.วัฒนธรรมการจัดการที่ยังคงมีเรื่องวัฒนธรรมการรักษาใบหน้า
(Faced Saving)

ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในแถบโลกตะวันออกหรือเอเชีย ที่มีทัศนคติ ความ
เชื่อค่อนข้างมากในเร่ืองของศักดิ์ศรี (Privilege) ใบหน้า (Face) และด้วยความเป็นสังคมที่ยึด
เร่ืองระบบอาวุโส ที่นับถือ อายุ คุณวุฒิ อานาจที่ครองอยู่ ดังน้ัน เร่ืองการรักษาใบหน้า การ
ไม่ให้รู้สึกเสียหน้า จึงเป็นวัฒนธรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่จะยึดถือหรือมีการปฏิบัติ โดยเฉพาะ
เมื่อมีปฏิสมั พนั ธ์กับบคุ คล

ดงั ที่ Wit (1968) 37 ได้กล่าวว่า

69

“...Thai approach it individualism-the ability to protect one’s OWN face in human
relationships while simultaneously … A Thai does not wish to lose face-be obviously
embarrassed or other wise have dignity or status impaired.

ในการทางานในองค์กรไทย แน่นอนว่าวัฒนธรรมการรักษาหน้านี้ ก็มีการปฏิบัติด้วย
เช่นกัน ดังจะพบว่ามีองค์กรเป็นจานวนมากที่ผู้อาวุโสน้อยกว่ามักจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น
ตรงๆ หรือแสดงความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามกับผู้อาวุโสกว่าหรือผู้บริหาร หรือแสดงความรู้
ความสามารถหรือข้อมูลออกมา เพราะเกรงว่าจะทาให้ผู้ใหญ่เสียหน้า และในทานองเดียวกัน
ก็มักพบว่าในหลายๆ สถานการณ์ ของหลายๆ องค์กรที่ผู้อาวุโสกว่า หรือผู้บริหารไม่ยอมรับ
ความคิดเห็นหรือผลงานของลูกน้อง อย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร ดัวยความรู้สึกว่าตนเองเสีย
หนา้ ที่ไม่รเู้ รื่องนีม้ าก่อน

8.วฒั นธรรมการจดั การทีใ่ ห้ความสาคัญกบั การรักษาสภาพแวดล้อมใน
ก า ร ท า ง า น ที่ ดี ใน ร ะ ดั บ ที่ น้ อ ย ( Less of Concern on Good Working
Condition)

สภาพแวดล้อมในการทางานที่ดี คือ สภาพขององค์กรที่ตง้ั อยู่ ทั้งดา้ นนอกองค์กร และ
ภายในองค์กรที่เป็นอาคาร สถานที่ได้ถูกออกแบบจัดการและดูแล ให้มีสภาพทางกายภาพที่
สะอาด สวยงาม มีการจัดเกบ็ สิ่งของเคร่อื งจักร วัสดุ อุปกรณ์ที่มองแล้วเป็นระเบียบเรียบร้อย
มีความปลอดภัย (มีเคร่อื งดบั เพลิง มปี ้ายบอก หรอื เตือนบริเวณหรอื เขตอันตราย) บุคลากรทุก
คนมีจิตสานึกเรื่องความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น การเก็บกวาดก่อนหลังทางาน มี
การสวมใส่ถุงมือ สวมใส่หมวกกันอันตราย หรือ เคร่ืองเสียบหูเพื่อป้องกันเสียงดังเกินกาหนด
หรอื มีเครอ่ื งแบบที่เหมาะสม มีการรวบผมเวลาทางาน ฯลฯ

9.วัฒนธรรมการจัดการที่มีฐานของเหตุผลที่ค่อนข้างน้อย (Less of
Rational Management)

ในความเป็นไทยที่มีความผูกพัน ความเชื่ออยู่กับสิ่งเหนือธรรมชาติ ไสยศาสตร์ ที่นับ
ความเป็นเชื่อที่ฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตของชาวไทยมายาวนานและยากที่จะหายไปได้ ไม่ว่าจะเป็น
กลุ่มคนที่มีระดับการศึกษาสูงหรือไม่มีระดับการศึกษาก็ตาม ดังน้ัน ในการทางาน การจัดการ
ภายในองค์กร ความเชื่อเหล่านี้ ก็ได้ปรากฏในพฤติกรรมการทางานด้วยซึ่งสะท้อนไปถึงเร่ือง
การจัดการที่ไม่มีฐานของเหตุผลหรือมีอยู่ก็ในระดับที่น้อย อันเป็นสภาพของวัฒนธรรมการ
พึ่งพาคาส่ัง คิดสร้างสรรค์ไม่เป็นหรือไม่กล้าที่จะคิด หรือกระทาสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ หรือด้วย
เพราะคนไทยมีแนวโน้มไม่ค่อยคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ไม่ชอบที่จะค้นหาเหตุผลมาอธิบาย

70

แต่มักตอบหรืออธิบายตามความคิด ความเชื่อของตน ในบางคร้ังเป็นการกล่าวหรือกระทาที่
เลือ่ นลอยขาดเหตผุ ล

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างประเทศที่ทางานร่วมกับชาวไทยในประเทศไทย เช่น ประเทศ
ญีป่ ุ่น มีมมุ มองของชาวญีป่ ุ่น เช่น อมิ าอิ ฮิโรชิ (2549) ผบู้ ริหารระดบั สงู ของบริษทั โตโยต้าแห่ง
ประเทศไทยที่ทางานในเมืองไทยมายาวนาน ได้แสดงความคิดเห็นตอ่ วฒั นธรรมการทางานของ
ชาวไทยว่าชาวไทยมักทางานแบบสบายๆ ไม่รีบเร่ง ไม่รักษาเวลา ไม่ค่อยรักษากฎระเบียบวินัย
ไม่หาข้อมูลอย่างเพียงพอเม่ือทางาน ไม่ศึกษาปรัชญาของบริษัทอย่างเข้าใจ นอกจากนี้ยังมี
นิสัยค่อนข้างขี้อาย ขี้เกรงใจ (โดยไม่ถูกกาลเทศะ เช่น เม่ือตนทางานไปแล้วเกิดปัญหา ไม่
เข้าใจหรอื ทางานต่อไม่ได้ แต่กลบั ไม่ไปปรึกษาหัวหน้า กลับนิ่งเฉย ด้วยคิดว่าจะรบกวนหวั หน้า
หรือมีความรู้สึกเกรงใจหัวหน้า) ส่วนผู้บริหารชาวไทยบางกลุ่มก็มักมีการใช้อานาจหรือ
ตาแหน่งไม่ถูกต้อง เช่น บางคนใช้อานาจมากเกินไป หรือบางคนก็ไม่กล้าใช้เลย นับว่าหาจุด
สมดุลในการใชอ้ านาจในหมผู่ บู้ ริหารชาวไทยได้ยาก

10.วัฒนธรรมการจัดการทีให้ความสาคัญกับการเรียนรู้งานในระดับที่
น้อย (Less of Workplace Learning)

ต้ังแต่ในอดีต คนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ว่า เป็นเรื่องของ
โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เม่ือเรียนจบแล้วในช่วงช้ันที่สามารถประกอบอาชีพได้แล้ว ก็
เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และมีทัศนคติต่อการเรียนว่าเป็นเร่ืองที่ยาก ไม่สนุก
น่าเบื่อ ถ้าเรียนมาก อ่านหนังสือมากแล้วมีอาการปวดศีรษะ ง่วงนอน ฯลฯ ดังน้ันเม่ือเรียนจบ
แล้วไปทางาน ก็มักไม่ค่อยเรียนรู้งานอย่างเต็มที่ หรือคิดพัฒนางาน พัฒนาตนให้ดียิ่งๆขึ้น แต่
กลับมีพฤติกรรมทางานแบบทางานไปวันๆ รวมท้ังองค์กรบางแห่งก็ไม่มีการสอนงาน หรือ
ปลกู ฝงั วัฒนธรรมองค์กรที่ดีให้ ผลส่งทาใหบ้ ุคคลนั้นกลายเปน็ คนที่ไม่มีศกั ยภาพในการทางาน
หรอื ไม่ดึงศักยภาพทีม่ อี ยู่ออกมาทาประโยชน์

สรุป

สรุปได้ว่า วัฒนธรรมหรือลักษณะการจัดการแบบไทยสะท้อนภาพที่เป็นจริงในองค์กร
ไทยส่วนใหญ่ที่ยังมีการปฏิบัติกันอยู่ ทั้งนี้ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดขององค์กร (ขนาดเล็ก
กลางและใหญ่) สไตล์ของผู้นาองค์กร รวมทั้งการที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปตาม
กระแสโลกอยู่ตลอดเวลา และการเปิดรับเอาวัฒนธรรมการจัดการจากภายนอกเข้ามาปรับใช้
เช่น วัฒนธรรมการจัดการแบบญี่ปุ่น แบบสหรัฐ หรือแบบสากลที่เป็นที่ยอมรับกันในระดับ
นานาชาติ

71

คาถามทบทวน

1. ความเชือ่ ค่านิยมของสังคมไทย เป็นอย่างไร
2. ตามทฤษฏีของ Hofstede สงั คมไทยมีวิวฒั นาธรรมการจัดการอย่างไร
3. วัฒนธรรมการจัดการแบบไทยมีกีแ่ บบ อะไรบ้าง
4. ท่านคิดว่าวัฒนธรรมการจัดการแบบไทยเหมาะสมกบั การดาเนินธรุ กิจในยุค
ปัจจุบันหรอื ไม่ อย่างไร
5. ท่านคิดว่าการวัฒนธรรมการจัดการแบบไทย ควรมีการปรับปรุงใน
ด้านใดบ้าง

72

อา้ งอิง

ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์. (2546). เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ.
เชยี งใหม่: สานักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม.

ไพบลู ย์ ช่างเรียน. (2532). วัฒนธรรมกบั การบรหิ าร. กรุงเทพฯ อักษรเจรญิ ทศั น์.
วิทยากร เชยี งกลู . (2544; 2551). รายงานสภาวะการศึกษาไทย. สานกั งานเลขาธิการสภา

การศกึ ษา. กระทรวงศึกษาธิการ
อิมาอิ ฮิโรชิ แปลโดย กลุ พงศ์ ยูนิพนั ธ์. (2549). การบรหิ ารจัดการของ Toyota ในประเทศ

ไทย. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์ สมาคม ส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย ญีป่ ุ่น).
Fitzsimmons, T. (1958). Thailand: Its people its society its culture. Hraf Press New

Haven
Fieg, J. (1976). The Thai Way: A Study of Cultural Values. Meridian House

International Washington DC.
Roopwichet, P. (2001). Towards Improved Quality of Working Life in Thai Business

Organizations: The Identification of priorities and Principles for Staff Development in
Thai Business management Styles, Doctoral dissertation.
Wit, D. (1968). Thailand: Another Vietnam?. Charles Scribner’s sons

73

บทที่ 7
วัฒนธรรมการจัดการแบบจีน

การศกึ ษาวัฒนธรรมการจดั การแบบจนี สามารถศกึ ษาภาพที่สะท้อนได้จากการศกึ ษา
ชาวจีนที่ได้อพยพเข้ามายังประเทศทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย ที่เรียก
กันว่า ชาวจนี โพ้นทะเล (Overseas Chinese) และในขณะนี้สามารถศึกษาวัฒนธรรมของชาวจีน
ที่อาศัยยังแผ่นดินใหญ่ (Main Land Chinese) ได้ด้วย ซึ่งชาวจีนทั้งที่เป็นชาวจีนโพ้นทะเลหรือ
ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ตา่ งก็ได้รบั อิทธิพลของคาสอนของลัทธิขงจ๊อื (Confucian) ทีไ่ ด้มอี ิทธิพลฝัง
รากลึกในสังคมจีนมาเป็นเวลาหลายพันปี รวมท้ังคาสอนของท่านขงจ๊ือนี้ได้แผ่อิทธิพลไปยัง
ประเทศใกล้เคียง เช่น ญีป่ ุ่น เกาหลี ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อนิ โดนีเซีย เวียดนาม เปน็ ต้น

Low & Leong (2001) ได้ศึกษาวัฒนธรรมการจัดการของเอเชียโดยเปรียบเทียบการ
ทฤษฎีการจัดการแบบตะวันตก และได้สรุปว่าอิทธิพลของปรัชญาจีนตามลัทธิขงจ๊ือ และเต๋า
โบราณได้ส่งผลมากมายต่อวัฒนธรรมการจัดการในเอเชีย แต่อาจมีวัฒนธรรมบางอย่างที่
แตกต่างกันออกไปบ้าง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรมของประเทศที่ชาวจีนอพยพไปอาศัย
อยู่ในที่ต่าง ๆ เช่น ชาวจีนในออสเตรเลีย ชาวจีนในสหรัฐฯ ชาวจีนในมาเลเซียหรือชาวจีนใน
อินโดนีเซีย ฯลฯ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ชาวจนี ไม่ว่าจะไปต้ังถิ่นฐานอยู่แห่งใด กม็ ักนาวฒั นธรรม
ความเช่ือ ประเพณี ค่านิยม เช่น ประเพณีไหว้บรรพบุรุษ วันฉลองปีใหม่จีน (ตรุษจีน) การไหว้
พระจันทร์ การไหว้เทพเจ้าต่างๆ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดอย่างยาวนานนี้ไปด้วยเสมอ และยัง
ประพฤติปฏิบัติสบื สานอย่างไม่ขาดสายในสังคมหรอื ชุมชนชาวจนี ที่อาศัยอยู่ร่วมกนั (พรพรรณ
จันทโรนานนท์, 2546; ส. สุวรรณ, 2537) ดังที่จะพบเห็นในเมืองใหญ่ๆ ที่มีกลุ่มชาวจีนอาศัย
อยู่หรือทาการค้า เรียกว่า “ย่านไชน่าทาวน์” โดยจะมีการตกแต่งอาคารบ้านเรือน วัดจีน
และทาประเพณีต่างๆ ทีใ่ กล้เคียงหรอื เหมอื นจนี แผ่นดนิ ใหญ่

ขอ้ มลู พืน้ ฐานของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ประเทศจีนนับเป็นประเทศที่มีความเก่าแก่เป็นพันๆ ปี และมีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรือง
มาช้านาน และได้รับการยกย่องในการมปี รัชญาที่สงู ค่า และมีอิทธิพลต่อทศั นคติและการครอง
ชีวิต และยังได้เผยแพร่ไปยังประเทศในแถบเอเชียอีกหลายๆ ประเทศ ซึ่งปรัชญานี้เป็นคาสอน
ของนักปราชญ์ชาวจีนหลายๆ ท่าน เช่น ขงจ๊ือ เล่าจ๊ือ เม่งจ๊ือ ซุ่นจ๊ือ เป็นต้น ที่มีความ

74

ปรารถนาให้สังคมจีนมีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขจึงได้แนะนาและสั่งสอนชาวจีนให้มีการ
สืบทอดต่อๆ กันไว้อย่างไม่ขาดสาย สาระของปรัชญาของจีน ไม่มีความรู้สึกผูกพันแรงกล้าใน
เรื่องศาสนาแต่เป็นปรัชญาที่แต่ละลัทธิเริ่มต้นจากปรัชญาแห่งการฝึกฝนตนเอง (A Philosophy
of Self-Cultivation) แล้วพัฒนามาเป็นลัทธิศาสนาในภายหลัง กล่าวได้ว่า ชาวจีนจะชื่นชม
ปรัชญามากกว่าการเช่อื อย่างงมงายในเรื่องศาสนา

นักปราชญ์ที่เป็นบุคคลสาคัญและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก คือ ขงจ๊ือ ที่ให้กาเนิดลัทธิขงจื๊อ
(Confucian) ที่มีปรัชญาเน้นเร่ืองความสงบสุขในสังคม ด้วยการสอนในเร่ืองพื้นฐานของการ
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมระดับต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ระดับการปกครอง
และยังมีปรัชญาด้านจริยธรรม ปรัชญาด้านการศึกษา โดยเน้นการนาเอาความรู้มาใช้ เน้น
คุณธรรม จิตใจ และความเป็นมนษุ ย์ที่สมบูรณ์ ตาราคาสอนของขงจื๊อทีล่ ูกศษิ ย์ได้รวบรวมและ
รักษาไว้ค่อนข้างสมบูรณ์และมีการเผยแพร่อย่างแพร่หลาย เรียกว่า ตาราหลุนอวี่ ที่เป็นการ
สอนถึงการดารงตนอย่างมีอัจฉริยภาพและเพื่อความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ใหม้ นุษย์มีความ
นอบน้อมถ่อมตน มีใจสุจริต ใจกว้าง มีอารมณ์มน่ั คง รู้จักรักใคร่ครวญในปัญหาภายใต้พืน้ ฐาน
ของคุณธรรม

สาระของปรัชญาจีน ที่กล่อมเกลาชาวจีนมาหลายพันปี สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
(เพ็ชรี รูปะวิเชต์. 2548). )

1.สังคมมนุษย์ต้องมีจริยธรรม (Ethics) ซึ่งเป็นเร่ืองของการปกครอง (Politics) อันมี
แมแ่ บบของการประพฤติปฏิบตั ิตอ่ กนั

2.เน้นหนา้ ทีท่ ี่ควรทาในชีวิตประจาวนั (Daily functions) เพื่อความสุขความเจริญในการ
อยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ดว้ ยกนั

3.ให้ความสนใจในการพัฒนาปรับปรุงชีวิตในปัจจุบัน ด้วยการเริ่มต้นการฝกึ ฝนตนเอง
เชน่ ความขยัน อดทน กตัญญู ใฝ่รู้ ใฝ่เรยี น ฯลฯ

นอกจากนี้ ในปรัชญาจีน ยังมีกฎ 5 ประการ สาหรับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
มนษุ ย์ดว้ ยกัน ดังที่ Fan (2000) ได้บรรยายรายละเอียด ดงั ตอ่ ไปนี้

1.หลกั ความเปน็ มนษุ ย์ (Humanity) ซึ่งมีรายละเอียดของกฎย่อยๆ อีก 5 ประการ
1.1 หลักการปกครอง (Sovereign & Subject) หลักนี้ทาให้เกิดความจงรักภักดี และ

กาหนดภาระหนา้ ทีข่ องบคุ คล (Loyalty & Duty)
1.2 หลักความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรชาย (Father & Son) หลักนี้ส่งผลทาให้

บุตรเกิดความรักและความเชอ่ื ฟงั ในบิดา (Lover & Obedience)

75

1.3 หลักความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา (Husband & wife) ส่งผลทาให้
ความสัมพนั ธ์น้ีเปน็ การตอบแทนการใชช้ ีวติ รว่ มกนั ด้วยการดูแลซึง่ กนั และกนั ซื่อสตั ย์ต่อกัน

1.4 หลักความสัมพันธ์ระหว่างผู้อาวุโสและผู้อ่อนอาวุโส (Elderly & Younger) ส่งผล
ทาให้ผู้อ่อนอาวุโสเกิดการเคารพผู้อาวุโสและผู้อาวุโสก็เป็นแบบอย่างที่ดี (Seniority &
Modeling)

1.5 หลักความเป็นเพื่อน (Friendship) ไม่ว่าเพื่อนบ้าน เพื่อนในที่ทางาน ส่งผลทาให้
เกิดความไว้วางใจซึง่ กันและกนั และความสมั พันธ์แบบพรรคพวก

2.หลักความถูกต้องในการปฏิบัติ (Righteousness) เป็นหลักการประพฤติปฏิบัติ
สาหรบั บคุ คล เพื่อกระทาให้ถกู ต้องตามจารีตประเพณี วฒั นธรรม

3.หลักความสุภาพเรียบร้อย (Propriety) เป็นหลักการสั่งสอนให้บุคคลได้มีความ
ประพฤติปฏิบตั ิที่มคี วามสภุ าพ เรียบร้อย ออ่ นน้อม

4.หลักการมีภูมิปัญญา (Wisdom) หลักการนี้ได้แนะนาให้บุคคลได้เกิดความ
ภาคภูมิใจในภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ และมีการดารงชีวิตด้วยการนาหลักการภูมิ
ปญั ญามาประยุกต์ใชใ้ นชีวติ มีความสขุ และสงั คมเกิดสันตสิ ุข

5.หลักความศรัทธา (Faithfulness) เป็นหลักคาสอนที่มุ่งให้บุคคลมีความศรัทธาใน
การกระทาความดีท้ังมวล ศรัทธาในความเคารพผู้อาวุโส ศรัทธาในการเป็นหัวหน้าหรือผู้นา
หรอื มีศรทั ธาในความกตัญญู เป็นต้น

ภูมิประเทศและที่ต้ังของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่มีขนาดของพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
เอเชียตะวันออก โดยมีขนาดใหญ่เป็นอนั ดับ 3 ของโลกรองจากประเทศแคนาดา และรัสเซีย มี
ประชากรกว่าพันล้านคน ซึ่งมีจานวนมากที่สุดในโลก ทางทิศเหนือมีพรมแดนกับมองโกล
รัสเซีย ทาจิกีสถาน อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน ส่วนทิศตะวันตก ติดกับอินเดีย ภูฎาน เนปาล
ปากีสถาน อัฟกานิสถาน ส่วนทางทิศใต้ ติดกับประเทศลาว พม่า (เมียนมาร์) เวียดนาม ทาง
ทิศตะวันออก ติดกับประเทศเกาหลีเหนือ ส่วนทิศตะวันออกและทิศใต้จรดทะเลเหลือง ทะเล
จนี ตะวนั ออกและทะเลจีนใต้

ประชากรส่วนใหญ่ของจีน เป็นชนเผ่าต่างๆ รวมกันกว่า 56 เผ่า โดยมีชนเผ่าฮั่น มาก
ที่สุด ดังน้ัน สังคมประเทศจีนจึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาต้ังแต่โบราณ ด้วย
ประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงจากการปกครองโดยระบบกษัตริย์ ท้ังหมด 17 ราชวงศ์ และมี

76

การเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบคอมมิวนิสต์ เรียกว่า สาธารณรัฐจีน อันมีพรรคคอมมิวนิสต์โดย
การนาของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุงทาการปกครองประเทศ โดยประเทศจีนได้ถูกสถาปนา
เป็นรัฐสังคมนิยม ต้ังแต่ปี ค.ศ.1949 เป็นต้นมาประเทศจีนจึงเหมือนถูกปิดประเทศ และขาด
การตดิ ต่อกบั ประเทศอน่ื ๆ ไปโดยปริยาย

แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดกว้างรับเอาระบบเศรษฐกิจ สังคมนิยมแบบตลาด
(Socialist Market Economy) อย่างเป็นทางการอันเป็นความคิดของท่านเติ้งเสี่ยวผิง ในปี ค.ศ.
1992 ซึ่งการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีนคร้ังนี้ เรียกว่า “ยุคมังกรตื่น
แล้ว” (The Rising Dragon) ได้ทาให้ประเทศจีนมีสัดส่วนของความจาเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อยู่ในระดับที่สูง จนเป็นลักษณะแบบก้าวกระโดด และส่งผลทาให้สังคมจีนมีความเป็นสังคม
แบบพหุสังคม ที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพและสถานะเพิ่มมากขึ้น และการที่
ประเทศจีนได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปลายปี ค.ศ.2001 ยิ่งทาให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงอย่างมากในสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศจีน มีการเปิดกว้าง
สาหรับการลงทุนข้ามชาติ

ประเทศจีนแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ระดับ คือ มณฑล จังหวัด อาเภอ ตาบล
และหมู่บ้าน โดยมีจานวนมณฑลท้ังสิ้น 22 มณฑล ประกอบไปด้วย เหอเป่ย เหลียวหนิง เฮย
หลงเจียง เจ้อเจยี ง ฝูเจ้ียน ซานตง หูเป่ย หว่างตง ซื่อชวน ยูนนาน กานสู้ ซานซี จ๋ีหลิน เจียงซู
อานฮุย เจียงซี เหอหนาน หูหนาน ไห่หนาน กุ้ยโจว ส่านซี และชิงไห่ และรัฐบาลจีนยังถือเอา
ประเทศไต้หวันเป็นมณฑลที่ 23 อีกด้วย เทศบาลนครจานวน 4 แห่ง คือ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียน
จิน ฉงชิ้ง ส่วนเขตการปกครองตนเองมีจานวน 5 เขต คือ มองโกลใน กว่างซี ธิเบต ซินเจียง
หนงิ เซี่ย รวมทั้งมเี ขตการปกครองพิเศษจานวน 2 เขต คอื ฮ่องกง มาเก๊า

วฒั นธรรมการจัดการแบบจีน (Chinese Management Style)

วฒั นธรรมการจดั การแบบจนี สามารถแบ่งได้เป็น 9 ประการ ดังตอ่ ไปนี้

1.วฒั นธรรมการจัดการธุรกิจเป็นแบบระบบครอบครัว (Family Based
System)

องค์กรธุรกิจของชาวจีนส่วนใหญ่จะมีการดาเนินธุรกิจเป็นแบบระบบครอบครัว โดยมี
พ่อเป็นใหญ่ในครอบครัว (Paternalism) และการปฏิบัติเช่นนี้ได้ส่งผลทาให้การปฏิบัติภายใน
องค์กรหรอื การทางาน โดยทีเ่ จา้ ของกิจการหรอื ผบู้ ริหารจะเป็นมอี านาจหรือเปน็ ใหญ่ที่สดุ

77

2.วัฒนธรรมการจัดการที่มีการควบคุมธุรกิจด้วยผู้จัดการที่คนใน
ครอบครัว เรียกว่า “หลงจู๊” (Controlling Style by ‘Long Choo’)

ในวฒั นธรรมการทางานแบบระบบครอบครวั ผู้ทาหน้าที่ดูแลกิจการหรอื ดารงตาแหน่ง
เป็นผู้จัดการ ที่เรียกว่า ตาแหน่งหลงจู๊ โดยส่วนใหญ่เป็นบุคคลในครอบครวั เช่น ลงุ อา พี่ชาย
คนโต ท้ังนี้เพราะชาวจีนน้ันให้ความสาคัญกับคนในตระกูลหรือสายเลือดเดียวกันมากกว่า
บุคคลภายนอกครอบครัว แต่อย่างไรก็ตาม ชาวจีนก็เปิดโอกาสให้บุคคลที่อยู่ภายนอกตระกูล
มาทางานในตาแหน่งนี้ หากเล็งเห็นถึงความสามารถและไว้วางใจได้ หรือไม่มีบุคคลใดใน
ครอบครัวมีความสามารถเพียงพอจะมาทางานในตาแหน่งนี้ได้ ซึ่งถ้าหากเป็นบุคคลภายนอก
บคุ คลผู้นน้ั จะต้องมีคุณสมบตั ิทีด่ ี จนได้รับความไว้วางใจแล้วให้มาทางาน

3.วัฒนธรรมการจัดการที่นับถืออาวุโสที่อายุมากกวา่ หรืทางานมานาน
กวา่ (Seniority Respect)

ด้วยวัฒนธรรมของชาวจีนน้ัน มีความเคารพและกตัญญูต่อผู้อาวุโสพ่อแม่ ญาติพี่น้อง
ผนู้ าเป็นอย่างมา อันเป็นผลจากคาสั่งสอนในลัทธิขงจ๊ือ ดังนั้น ในการทางาน และการทาธุรกิจ
จงึ ได้นาเอาวัฒนธรรมนีไ้ ปปรบั ใช้ในองค์กรด้วย โดยบุคคลผู้อ่อนอาวุโสหรือขาดประสบการณ์
ในการทางาน จะต้องเรียนรู้ทักษะการทางานกับคนที่อาวุโสกว่า (ที่เกิดก่อนและทางานใน
องค์กรมาก่อน) อย่างนอบน้อม ต้ังใจใฝร่ ู้

4.วัฒนธรรมการจัดการที่มุ่งม่ันอย่างคนใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา (Learned
Person)

ด้วยชาวจีนมีอุปนิสัยอันเป็นธรรมชาติ คือ เป็นคนที่มีความมุ่งม่ัน ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา รักษา
เวลา สนใจและมีความเชี่ยวชาญด้านการค้าอยู่เสมอ ดังที่จะพบว่า ชาวจีนประกอบการค้าใน
ระยะแรกๆ จะมีขนาดเล็กๆ ด้วยการอดออม ประหยัด อดทน และสามารถสร้างความม่ันคงใน
ธรุ กิจได้ในทีส่ ดุ

5.วัฒนธรรมการจัดการที่มีการทางานแบบจดจา สังเกต แล้วลงมือ
ปฏิบัติ (Learning by Doing)

ในการทางานน้ัน ชาวจีนมีนิสัยที่รกั การเรียนรู้ มีความขยัน อดทน ด้งน้ันในการทางาน
ในองค์กรด้านการค้า การทาธุรกิจ ชาวจีนจะฝกึ ฝนทกั ษะการทางานด้วยการสังเกตการทางาน
ของผู้รู้ ผอู้ าวุโสหรอื ลกู ค้า แล้วทาการจดจา นาออกมาฝึกฝนและปฏิบัติจนเกิดความชานาญ

78

6.วัฒนธรรมการจัดการที่เน้นการทางานหนัก ขยัน ประหยัด อดออม
(Work Hard and Economics)

ชาวจีนที่ไม่เกี่ยงการทางานที่หนัก แต่มีความขยัน ประหยัด อดออม ดังที่ชาวจีนใน
สมัยอดีต ที่อพยพมาเป็นแรงงานในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ แล้วศึกษา หาลู่ทางการ
ประกอบการค้า ทางานอย่างหนกั ประหยดั อดออม จนตง้ั ตวั ได้ในที่สดุ

7.วัฒ น ธรรม การจัดการที่ยึดความ สัมพั น ธ์ (Relationship and
Connection)

ชาวจีนส่วนใหญ่นั้น จะมีการทาธุรกิจร่วมกันหรอื เปิดโอกาสใหบ้ ุคคลที่มีความสัมพันธ์
หรือสายสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ภาษาจีน เรียกว่า “กวนซี” (Quanxi) เช่น ความสัมพันธ์
ทางสายเลือด หรือความเป็นญาติที่เรียกว่าแซ่เดียวกัน หรือคนรู้จัก เพื่อให้เข้ามาทางานใน
องค์กรและการทาธุรกิจร่วมกันด้วย หรือให้ความช่วยเหลือในการแนะนาหรือช่วยติดต่อ
ประสานงานให้

8.วัฒนธรรมการจดั การทีเ่ ป็นแบบกลมุ่ พวก (In Group Working)

ด้วยชาวจีนยึดความสัมพันธ์ การเช่ือมโยง สายสัมพันธ์เป็นหลัก ดังนั้นชาวจีนจึงนิยม
ทาธุรกิจในกลุ่มคนที่รู้จักกันหรือคนในสายเลือดเดียวกันหรือแซ่เดียวกัน หรือมาจากถิ่น
ภมู ิลาเนาเดียวกันมาก่อน หรอื ทาธุรกิจกับบุคคลที่มีความรู้สึกว่าเปน็ ชาวจนี เหมือนกัน รวมท้ัง
มีความนิยมจัดการแต่งงานของบุตรหลานในวงการธุรกิจเดียวกัน (ทั้งที่เป็นการตกลงใจของคู่
บ่าวสาวและการจัดเตรียมการแต่งงานให้ (Arrange Married) ทั้งนี้ ก็เพื่อให้กิจการที่ทาร่วมกัน
ดาเนินการนั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขนึ้ เพราะมีความรู้สึกในความเปน็ ญาติกันเพิ่มมาก
ขนึ้

9.วัฒนธรรมการจัดการที่มีวัฒนธรรมการรักษาใบหน้า (Faced
Saving)

ด้วยสังคมของเอเชียหรือโลกตะวันออก จะมีวัฒนธรรมของศักดิ์ศรี (Privilege) หรือ
การรกั ษาใบหนา้ (Faced Saving)

สรปุ แนวทางการทาธรุ กิจกบั ชาวจีนได้ ดงั น้ี
1.เม่อื ทาธุรกิจกบั ชาวจีน ต้องไปศกึ ษาข้อมลู ว่าชาวจนี น้ันมีวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง โดย
ไปขอคาแนะนาชาวจีนผู้อาวุโส ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการทาธุรกิจหรือมีชื่อเสียง
กว้างขวางในพืน้ ทีท่ ี่จะทาการค้าของเรา เพือ่ ให้สามารถเข้าใจและปฏิบตั ิได้อย่างถกู ต้อง

79

2.การพบปะกันคร้ังแรก ควรมีการแนะนาตัวเองเปน็ ภาษาจนี ด้วยหรอื หากมีชื่อจีนก็ให้
บอกจีนนั้นด้วยการทักทายอาจทาด้วยการจับมือ การโค้งคานับอย่างอ่อนน้อมก็ได้ ชาวจีนจะ
ให้ความสาคัญกับสายสัมพันธ์ ในฐานะเชือ้ สายเดียวกัน แซ่เดียวกัน หรอื มีคนรู้จักแนะนามาให้
บุคคลที่จะมาทางานหรือมาทาธุรกิจด้วยหากมีสายสัมพันธ์มักได้รับโอกาสก่อน (เช่น ชาว
เอเชียเช้ือสายจีนจะได้รับการพิจารณาก่อนชาวตะวนั ตก)

3.ควรมีนามบัตรเพื่อนแนะนาตัว และการทานามบัตรก็ต้องมีชื่อภาษาจีนแนบไปด้วย
ซึ่งนอกจากชื่อแล้วจะระบุตาแหน่งในบริษัท และยื่นส่งนามบัตรให้กับผู้ใหญ่กว่าอย่างสุภาพ
อ่อนนอ้ ม (เชน่ ชาวเอเชีย เช้อื สายจีนจะได้รับการพิจารณาก่อนชาวตะวันตก)

4.การร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร หรือห้องประชุม เราต้องเข้าใจว่าตาแหน่งของเราใน
ฐานะอะไร เป็นแขกผนู้ ้อย หรือเจา้ หน้าที่ระดับต่า หากเป็นผู้อาวุโสน้อยกว่า แน่นอนเราควรนั่ง
ตรงที่เหมาะสม ด้วยตาแหน่งของที่น่ังจะสะท้อนความสาคัญของบุคคล (จุดหัวโต๊ะเก้าอี้ตัวที่
หันหน้าตรงประตูเข้าออก คือตาแหน่งสาคัญที่สุด ส่วนตาแหน่งสาคัญรองลงไป คือตาแหน่งที่
นัง่ ที่อยู่ด้านซ้ายมือของท่านประธาน และจะลดหลั่นไป

5.ต้องไปเรียนรู้และฝึกการสนทนาภาษาจีนกลางแมนดาริน เพื่อใช้ในการสื่อสารกับ
ชาวจีน ซึ่งความสามารถด้านภาษา จะช่วยให้ได้รับความช่วยเหลือและให้โอกาสในการทา
ธุรกิจด้วยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากเราสามารถเรียนภาษาจนี ได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถ
มีทักษะด้านการเขียนก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มาก เพราหากทาการค้าด้วยกัน ถึงแม้ว่าการส่ง
เอกสารสามารถส่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ แต่จะไดรับการตอบกลับที่ค่อนข้างช้ามาก
แตห่ ากสามารถส่งหรือส่อื สารด้วยภาษาจนี จะได้รับการตอบกลบั อย่างรวดเร็ว

6.ในขณะนี้ หากทาการค้ากับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ จะต้องมีการค้าในปริมาณการค้าที่
มาก (High Volume) เท่านั้นที่ชาวจีนจึงจะสนใจ เพราะมีนักลงทุนจานวนมากจากหลายๆ
ประเทศที่เข้าไปทาการค้ากับจนี ในขณะน้ี

7.ชาวจีนนั้น ก่อนทาการเซ็นสัญญาหรือประชุมเพื่อทาข้อตกลงเจราจาทางธุรกิจนั้น
มกั จะมีวัฒนธรรมพาแขกหรอื ผทู้ ี่ติดต่อไปรับประทานอาหารเลีย้ งม้ือเย็นก่อน ซึ่งเปน็ การสร้าง
ความสัมพนั ธ์ในระดับหนึง่ ก่อน หากมีการสนทนากนั อย่างสนุกสนานหรือรู้สึกถูกคอ พอใจ ก็มี
แนวโน้มว่าจะได้รับความสาเร็จในการทาธุรกิจร่วมกัน โดยการสั่งอาหารมารับรองจะสามารถ
สะท้อนความรักษาใบหน้าหรือเกียรติของผู้เชิญ หากเป็นชาวจีนที่มีอายุสูงแล้วและรักษา
วัฒนธรรมใบหน้าอย่างเคร่งครัด ด้วยชาวจีนมักจะส่ังอาหารมารับรองมากมาย จนแทบไม่
สามารถรับประทานได้หมด หรือมีอาหารเหลือ จะแสดงความร่ารวย ความมีน้าใจ แต่หาก
อาหารนนั้ มจี านวนไม่เพียงพอ ชาวจีนจะรู้สกึ เสียหนา้ มาก

80

ด้วยประเทศจีนน้ัน ได้มีการเปลีย่ นแปลงการปกครองหลังการล่มสลายของราชวงศจ์ ีน
และได้เปลี่ยนไปเป็นการปกครองแบบสังคมนิยม ซึ่งเพิ่งมีการเปิดประเทศ และทาการพัฒนา
ประเทศแบบทุนนิยมอย่างมากมายไม่นานมานี้เอง และยังได้สมัครเป็นสมาชิกขององค์การ
การค้าโลก (World Trade Organization) อีกด้วย จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านสังคม
การเมอื ง การศกึ ษา เศรษฐกิจ วฒั นธรรม การตา่ งประเทศ ฯลฯ อย่างมากมาย

ในด้านการค้า การทาธุรกิจก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วยเช่นกัน และ
ชาวโลกมักได้ยินข่าวที่ว่า ชาวจีนทาการค้าอย่างไม่ซื่อสัตย์ มีการคดโกง หรือสินค้าไม่ได้
คุณภาพ มีสารปนเปื้อน หรือไม่มีมาตรฐานที่ดี เป็นต้น ซึ่งเร่ืองด้านลบของประเทศจีนคร้ังนี้
วริษฐ์ ลมิ้ ทองกุล (2549) ได้ถ่ายทอดประสบการณเ์ กี่ยวกบั ประเทศจนี ดงั ตอ่ ไปนี้

1.หลังจากที่ประเทศจีนด้วยการนาโดย ท่านเติ้งเสี่ยวผิง ได้เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจมา
เป็นทุนนิยมเม่ือประมาณ 25 ปีก่อน จีนได้มีนโยบายดึงดูดเงินลงทุนเป็นจานวนมหาศาลทุก
มณฑล ทกุ เมืองและทกุ พืน้ ที่ รวมท้ังเปิดรับการลงทนุ ของชาวต่างชาติด้วย สามารถกล่าวได้ว่า
ธรุ กิจของจีนในปัจจบุ นั เกิดจากการพึ่งพาตา่ งชาติเปน็ ส่วนใหญ่

2.ชาวจีนที่ทาการค้า การทาธุรกิจในปัจจุบนั นี้ สว่ นใหญ่แล้วมีระดับการศึกษาไม่สูงนัก
แตม่ ีโอกาสหรอื มีหวั ในการค้า จึงทาการคา้ แบบทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์

ปัจจุบัน รัฐบาลจีนพยายามที่จะส่งเสริม ฟื้นฟูวัฒนธรรมการจัดการแบบหยูซังน้ีไปยัง
ชาวจีนที่อยู่โพ้นทะเลหรอื นอกแผ่นดินใหญ่ (ที่ชาวจีนเรียกว่า ฮวาเหยิน และนักธุรกิจเหล่านี้ว่า
ฮวาซัง) เพื่อร่วมกันแสดงสปิริตแบบหยูซัง รวมทั้งชาวต่างประเทศต่างๆ อีกด้วย ดังที่จีนได้มี
ความร่วมมือกับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ด้วยการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมด้วย
การจดั ตง้ั สถาบันขงจอ๊ื ศนู ย์จีนศึกษาไปท่ัวโลก

สรุป

ด้วยความมีอารยธรรมมายาวนานหลายพันปี ส่งผลต่อความคิด ความเช่ือในหลาย ๆ
ประการของชาวจีน รวมถึงด้านการดาเนินธุรกิจ ชาวจีนนิยมทาธุรกิจในกลุ่มคนที่รู้จักกันหรือ
คนในสายเลือดเดียวกันหรอื แซ่เดียวกัน การทางานแบบระบบครอบครัว นิสัยที่รักการเรียนรู้ มี
ความขยัน อดทน ด้งนั้นในการทางานในองค์กรด้านการค้า การทาธุรกิจ ชาวจีนจะฝึกฝน
ทักษะการทางานด้วยการสังเกตการทางานของผู้รู้ ผู้อาวุโสหรือลูกค้า แล้วทาการจดจา นา
ออกมาฝึกฝนและปฏิบตั ิจนเกิดความชานาญ

81

คาถามทบทวน

1. ความเชือ่ ค่านิยมของสงั คมจนี เป็นอย่างไร
2. สงั คมจนี มวี ิวฒั นาธรรมการจดั การอย่างไร
3. วัฒนธรรมการจัดการแบบจนี มกี ีแ่ บบ อะไรบ้าง
4. ท่านคิดว่าวัฒนธรรมการจัดการแบบจีนเหมาะสมกับการดาเนินธุรกิจในยุค

ปจั จุบันหรอื ไม่ อย่างไร
5. ท่านคิดว่าการวัฒนธรรมการจดั การแบบจนี มีอทิ ธิพลต่อสงั คมไทยหรือไม่

82

อา้ งอิง

พรพรรณ จนั ทโรนานนท์. (2546). วิถีจีน. กรงุ เทพฯ: ประพนั ธ์สาส์น. ส.สุวรรณ. (2537).
คดิ อยา่ งจีน. กรงุ เทพฯ: ยูโรปา เพรส จากดั .

น้อย พงษ์สนิท. (2533). ปรชั ญาจีน. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์โอเดียนสโตร.์
หยกแดง. (2532). (แปลจาก พรีน่า-บรมู ฟิลด์ ). ความเชอ่ื ชาวจีน. กรงุ เทพฯ: พิมพ์วาด

จากัด.
เพช็ รี รูปะวิเชตร์. (2548). เอกสารประกอบการสอนวิชาการเรียนรลู้ ักษณะการจดั การ.

สาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม.่
สมภพ มานะรงั สรรค.์ (2549). จนี เศรษฐกิจการเมืองหลงั ยคุ ปฏิรูป. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์

พริน้ ตงิ้ แอนด์พับลิชชิ่ง จากดั
วริษฐ์ ลมิ้ ทองกุล. (2549). China Inside-Out. มังกรกลางคลื่นโลกานุวตั ร. กรุงเทพฯ:

นาอกั ษรการพิมพ์.
Low, Sui Pheng & Leong, Cristopher. (2001). ‘Asian Management Style Versus Western

Management Theories’. Journal of Management Psychology, Vol. 16, No. 2,
pp. 127-141.

83

บทที่ 8
วัฒนธรรมการจดั การแบบญีป่ ุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าศึกษาและทาความเข้าใจเป็นอย่างมาก เน่ืองจากมี
วฒั นธรรมการจัดการทีไ่ ด้รบั การยอมรับไปทว่ั โลกในเร่อื งความมีคณุ ภาพ

ข้อมลู พื้นฐานเกี่ยวกับประเทศญีป่ ่นุ

ก่อนที่จะศึกษาวัฒนธรรมการจัดการแบบญี่ปุ่น ต้องศึกษาทาความเข้าใจใน
ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมพอสังเขป เพราะเร่ืองราวในประวัติศาสตร์
สามารถนาไปสู่การทาความเข้าใจในเรือ่ งราวต่างๆ ของชนชาตินน้ั ๆ ได้ชัดเจนขนึ้

ประเทศญี่ปุ่นมมี รดกทางประวัตศิ าสตร์ของสงั คมทีส่ ามารถแบ่งได้ 2 สว่ นคือ
1. มรดกที่เป็นผลมาจากสภาพภูมิศาสตร์ด้วยความเป็นเกาะ ที่แยกตัวออกจากผืน
แผ่นดินมีผลทาให้ญี่ปุ่นมีศักยภาพในการรับหรือไม่รับวัฒนธรรมจากแหล่งที่อื่นๆ การมี
กระบวนการเลือกสรรที่ถูกควบคุมในบางยุคสมัย ทาให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนากระบวนการ
เลือกสรรที่เป็นความหมายและความสาคัญ อันมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาสติปัญญาของ
สงั คมญี่ปุ่น และการต่อยอดความรู้อนั เป็นรากฐานเดิมของตน จนกลายเป็นของญี่ปุ่นได้อย่างมี
พลัง ในด้านการคิดประดิษฐ์และปฏิบัติในแนวทางของตนเอง ไม่ว่าจะเปน็ เรื่องพุทธศาสนาหรือ
เทคโนโลยี แนวคิดเร่ืองคุณภาพและความเป็นเกาะที่พื้นที่ราบไม่มาก ก่อให้เกิดนิสัยขยันและ
อดทน ละเอียดและจดบันทึก คิดสร้างสรรค์ ความพยายามเพื่อเอาชนะสภาพธรรมชาติที่มี
อันตราย เชน่ แผ่นดนิ ไหว ภูเขาไฟ
2.มรดกทางประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นมาจากเง่ือนไขทางสังคม การศึกษา การเมือง
และวัฒนธรรม โดยเฉพาะสังคมญี่ปุ่น ให้ความสาคัญกับการจดบันทึก ดังน้ันไม่ว่าจะดาเนิน
กิจกรรมใดๆ จะเน้นข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจในการกระทาการใดๆ และความมี
อิสระของท้องถิ่น แต่ช่วงของการสร้างรัฐแบบใหม่และระบบการศึกษาที่เน้นความเปน็ พลเมือง
ดีได้ก่อให้เกิดความสมั พันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่าง ชมุ ชน ท้องถิน่ และรัฐ ส่งผลทาให้เกิดจติ สานึก
อันทรงพลังสูงในเร่ืองท้องถิ่น ชุมชน ซึ่งสานึกความเป็นชุมชน ที่เสียสละตนเองเพื่อ
ความก้าวหน้าของกลุ่ม องค์กร นับเปน็ รากฐานความสาเร็จของการพฒั นาเศรษฐกิจญี่ปุ่น

84

นอกจากนี้ พิพาดา ยิ่งเจริญ (2539) ได้เขียนประวัติอารยธรรมญี่ปุ่น สรุปความได้
ดังนี้ ด้วยสภาพภูมิประเทศของประเทศญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยภูเขา ป่าไม้ แม่น้า ทะเลสาบ ทะเล
ทาให้ผู้คนชาวญี่ปุ่นระยะแรกๆ ผูกพันกับธรรมชาติที่งดงามและความสงบสุขร่มเย็น
ขณะเดียวกันธรรมชาติที่งดงามนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นภัยอันตรายต่างๆ ทาให้ชาว
ญี่ปุ่นมีความเชื่อในเรือ่ งเหนือธรรมชาติ เร่อื งเจ้าที่ มีการบวงสรวงเคารพเจ้าที่ (ที่เรียกว่า คะมิ)
เพือ่ ความอดุ มสมบูรณ์

รวมท้ังชาวญี่ปุ่นมีค่านิยมด้านความงดงามในสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic Sensitivity) จึง
มีพฤติการณ์รมการรักษาความสะอาด ของสถานที่ทั้งที่เป็นธรรมชาติและสร้างขึน้ มา พอใจอยู่
กับธรรมชาติ ดังปรากฏพบในวรรณกรรมที่เรียกว่า ไอกุ ที่มักมีการบรรยายความงดงามของ
ธรรมชาติ ศลิ ปะการตกแตง่ ดอกไม้ การชงชา การสวมชุดกิโมโน อันเป็นชดุ ประจาชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง ด้วยปจั จัยด้านภูมิประเทศที่มีพื้นทีร่ าบน้อยประมาณ 18% เท่านั้น และ
มักเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เสมอ ได้หล่อหลอมนิสัยใจคอของชาวญี่ปุ่นให้เป็นคนที่อดทน
ต่อสู้ เข็มแข็ง และคิดวิเคราะห์ไปข้างหน้า มีการวางแผน มีการป้องกันก่อน ฯลฯ ใน
ขณะเดียวกัน ด้วยพื้นที่เป็นเกาะทาให้มีการต้ังถิ่นฐาน เป็นกลุ่มๆ กระจายไปตามที่ราบ และ
ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการเป็นกลุ่มพวก และรักกลุ่มของตน ให้ความสาคัญกับกลุ่มของตน
มากกว่ากลุ่มผู้อ่นื และยังได้ผสมผสานกับลัทธิความเช่อื หลกั การและแนวปฏิบัติของขงจอ๊ื จาก
ประเทศจนี ที่เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 6 ซึ่งส่งผลทาใหเ้ กิดความสามัคคีกลมเกลียว
ในกลุ่มมากยิ่งขึ้น และชาวญี่ปุ่นแต่ละคนจะรู้จักบทบาทหน้าที่ของตน ผู้ที่เป็นผู้นาหรือ
ผู้ปกครองจะมีความยุติธรรม ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ในการดูแลคนในกลุ่มของตน และรวมไปถึง
จักรพรรดิและประเทศชาติ (ไชยวัฒน์ ค้าชู, 2548; อัจฉรา โหตรภนานนท์ และอุภาวรรณ
เบ็ญจโภคี, 2547; นิตยา เงินประเสริฐศร,ี 2542)

นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นเป็นชาติที่เห็นความสาคัญของการศึกษาเป็นอย่างมาก
ประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทั้งชายและหญิงจะมีระดับการศึกษาขั้นต่า จบการศึกษาภาค
บังคับถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) และได้รับการยกย่องว่าเปน็ ผนู้ าแหง่ วฒั นธรรมองค์กรที่
ดีหรือแข็งแกร่ง เป็นเวลานานเกือบ 100 ปี ทาให้วัฒนธรรมการจัดการขององค์กรชาวญี่ปุ่นมี
ลักษณะเด่นๆ หลายประการ เช่น การใหค้ วามสาคัญกับบคุ ลากรในองค์กรการให้ความสาคัญ
กับคุณภาพทุกขั้นตอน

วฒั นธรรมการจดั การแบบญีป่ นุ่ (Japanese Management Style)

85

จากการรวบรวมเอกสาร บทความ และประสบการณ์การทางานร่วมกับชาวญี่ปุ่น
สามารถสรุปวัฒนธรรมการจัดการแบบญี่ปุ่นได้ดงั ต่อไปนี้

1.วัฒนธรรมการจัดการทีย่ ึดระบบอาวุโส (Seniority Respect)
การจัดการแบบญี่ปุ่น จะให้ความสาคัญกับระบบอาวุโส ระบบอาวุโสในที่นี้คือ การ
ทางานในองค์กรมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ซึ่งเร่ืองนี้มีผลเชื่อมโยงกับระบบการจ่ายค่าจ้าง
ค่าตอบแทนในการทางานของชาวญี่ปุ่นน้ันจะมีระดับที่ไต่สูงขึ้นตามอายุการทางานในองค์กร
ระบบอาวุโสขององค์กรชาวญี่ปุ่นนั้นยังสัมพันธ์กับความสัมพันธ์ (Relationship) คือ ผู้อาวุโส
หรือรุ่นพี่กับผู้อ่อนอาวุโสหรือรุ่นน้อง จะมีการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ได้รับการปฏิบัติ
เช่นนี้ต้ังแต่เรียนอยู่ในโรงเรียน) รุ่นพี่เป็นหน้าที่ที่จะต้องสอนงานแบ่งปันความรู้ ทักษะ
ประสบการณ์ในการทางานให้รุ่นน้องอย่างจริงใจ ในสังคมการทางานของชาวญี่ปุ่น มีความ
คาดหวังรุ่นพี่หรืออาวุโสกว่าจะให้ความช่วยเหลือผู้อ่อนอาวุโสท้ังในเร่ืองสังคม และงานที่ทา
เพื่อให้การทางานดาเนนิ ไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ ประสิทธิผล
2.วัฒนธรรมการจัดการท่ใี หค้ วามสาคัญกับบุคลากรและมีการจ้างงานตลอดชีพ
(Emphasis on Human and Life Long Employment)
องค์กรของชาวญี่ปุ่นน้ันจะให้ความสาคัญกับบุคลากรมาก นับต้ังแต่การรับสมัครงาน
กระบวนการคัดเลือก จะค่อนข้างพิถีพิถันมาก แต่ในขณะเดียวกันก็จะให้โอกาสบุคลากรได้
เรียนรู้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีทักษะ ประสบการณ์ การทางานมาก่อนก็ตาม แต่เม่ือได้สัมภาษณ์และ
มองเห็นทัศนคติ หรือบุคลิกภาพที่สะท้อนความมุ่งมั่น ก็จะให้โอกาสได้เข้ามาทางาน เม่ือ
ทางานแล้วก็จะมีระบบการดูแลและพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เป็นการปฏิบัติที่องค์กรเอา
ใจใส่ บคุ คลเปรียบประดจุ การดแู ลคนในครอบครัวเดียวกัน
นอกจากนี้ องค์กรของชาวญี่ปุ่น ยังให้ความสาคญั กับบคุ ลากร ที่ได้ทางานมายาวนาน
และทุ่มเทท้ังปี องค์กรจึงมีนโยบายให้บุคลากรทั้งหมดได้พักผ่อนร่วมกัน ด้วยการเดินทางไป
ทัศนศึกษา (Study trip) พร้อมการหยุดพักผ่อนประจาปี จึงเกิดเป็นความนิยมจัดการเดินทาง
ศกึ ษาดงู านไปด้วย พกั ผอ่ นไปด้วยทั้งในประเทศและต่างประเทศไปทั่ว
3.วัฒนธรรมการจดั การและการตัดสินใจแบบกลุม่ (Group Decision Making)
ในองค์กรของชาวญี่ปุ่น จะมีกระบวนการทางานแบบกลุ่มหรือโดยความคิดเห็นที่พ้อง
กัน เพื่อเป้าหมายของกลุ่มหรือองค์กรในภาพรวม ดังน้ันสมาชิกทุกคนจะได้รับบทบาทในการ
ทางานเท่าเทียมกันในระบบการตัดสินใจ (Decision Making Process) โดยไม่ได้ขัดต่อการ
ทางานที่ยึดอาวุโส เพราะผู้อาวุโสหรือผู้บริหารจะรับฟังลูกน้อง ให้โอกาสลูกน้องในการเสนอ

86

ความคิดเห็นที่จะส่งผลดีต่อบริษัทหรือองค์กร ซึง่ ยงั เป็นการสร้างขวัญกาลังใจของลกู น้อง โดย
ปกติทัว่ ไปแล้วชาวญี่ปุ่นจะมีความสุภาพ ท้ังการแสดงออกและการพดู จา การแต่งกาย

4.วฒั นธรรมการจดั การทีเ่ น้นคณุ ภาพ (Quality Focusing)
ในองค์กรของชาวญี่ปุ่น จะให้ความสาคัญหรือเน้นที่คุณภาพของกระบวนการทางาน
ทุกข้ันตอน ดังจะปรากฏคา “อย่าหยุดความพอใจอยู่เท่านั้น ปรับปรุงผลิตภัณฑ์อยู่
ตลอดเวลา” หรือคาว่า “Safety first ปลอดภัยไว้ก่อน” นับเป็นการกระตุ้นบุคลากรทุกคน
นับต้ังแต่ประธานบริษัทลงไปจนถึงพนักงานคนใหม่ให้ช่วยกันมองหาแนวทางใหม่ ในการ
ทางานให้ดีขึ้น เพื่อลดอัตราของเสียลง ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่พวกตน
ได้ช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมาพัฒนางาน พร้อมก้นน้ัน องค์กรชาวญี่ปุ่นจะมีการพัฒนาทักษะของ
บุคลากรด้วยการปลูกฝังวัฒนธรรมการรักการแข่งขัน (Be Competitive) โดยเพื่อให้เกิดการ
กระทาให้ดกี ว่า หรอื ยิ่งข้ึน หรอื ดีกว่าคู่แขง่ ขันเสมอ (นิตยา เงินประเสริฐศรี, 2542)
หากเป็นองค์กรธุรกิจ นอกจากจะมีการจัดการที่เน้นคุณภาพแล้ว ยังเน้นการบริการ
ลูกค้า (Customer) อย่างเต็มที่อีกด้วย โดยกระบวนการที่เน้นคุณภาพนี้ เริ่มตั้งแต่การผลิต
สินค้า การตรวจสอบคุณภาพสินค้า การบรรจุหีบห่อ การโปรโมทสินค้า ซึ่งรวมไปถึงความ
ประณีต สวยงามของบรรจุหีบห่อของผลิตภัณฑ์อีกด้วย การจัดกากรองค์กรที่เน้นคุณภาพนี้
สามารถสะท้อนได้จากการหลักการและการปฏิบัติที่เกิดจากองค์กรของชาวญี่ ปุ่นและได้รับ
การเผยแพร่และนาไปปฏิบัติอย่างแพร่หลาย อาทิ การควบคุมคุณภาพ (Quality control) การ
พัฒนาคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management: TQM) การพัฒนาสถานที่ทางานด้วยการ
ทากิจกรรม 5 ส หรือ หลักการพัฒนา (ทักษะหรือการปฏิบัติงาน) อย่างต่อเน่ือง (Kaisen or
Continuous Development)
5.วัฒนธรรมการจัดการท่ีเน้นให้บุคลกรมีการเรียนรู้และพัฒนา (Learning
Organization and Personal Development)
ด้วยลักษณะของชาวญี่ปุ่นที่รักการศึกษาและใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะทางานในอาชีพ
อะไรก็ตาม การทางานในองค์กรของชาวญี่ปุ่น บุคลากรทุกคนในองค์กรจะต้องได้รับการ
ปฐมนิเทศ (Orientation) ซึ่งการปฐมนิเทศในบางองค์กรใช้เวลามากกว่า 6 เดือน รวมทั้งการ
ฝึกอบรมในงาน (On the Job Training) การสอนงานจากพี่เลี้ยงหรือหัวหน้างานรุ่นพี่ (Mentor)
และในการทางานทุกปี บุคลากรจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมอย่างน้อยปีละคร้ัง ไม่ว่าจะเป็น
เร่ืองการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาความรู้ ความสามารถเพื่อพัฒนาทักษะด้านสติปัญญาหรือ
พุทธิพิสัย (Cognitive Skill) หรือการพัฒนาทักษะการทางาน การใช้เคร่ืองมืออุปกรณ์

87

(Technical Skill) และทักษะด้านพฤติกรรมการทางาน (Behavior skill) อันเป็นเร่ืองการรักษา
กฎระเบียบวินัย การทางานอย่างมจี ติ สานึกต่อหน้าทีค่ วามรบั ผิดชอบและองค์กร เปน็ ต้น

6.วัฒนธรรมการจัดการท่ีเน้นการหมุนเวียนเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนหน้าท่ี (Job
Rotation)

สืบเนื่องจาก การทีอ่ งค์กรของชาวญี่ปุ่นมีการพฒั นาส่งเสริมให้บุคลากรได้มีการเรียนรู้
และพฒั นาอยู่เสมออันเปน็ ประโยชน์ต่อบุคลากรและองค์กรในภาพรวม การส่งเสริมให้เกิดการ
เรียนรู้อยู่ตลอดเวลานี้ ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมระบบการหมุนเวียนงานภายในองค์กรหรือ
เปลี่ยนหน้าที่ความรบั ผิดชอบอีกด้วย ท้ังน้ีองค์กรของชาวญี่ปุ่นจะมีการปฏิบัติที่ใหบ้ ุคลากรทุก
คนเม่ือทางานในหน้าที่หนี่งๆ เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จนเกิดความชานาญต้องมีการถ่ายทอด
ให้บุคลากรที่มาทางานในตาแหน่งนั้นๆ ใหม่ แล้วจึงย้ายไปทางานในหน้าที่ใหม่ เพื่อเรียนรู้งาน
ใหม่ การปฏิบัติเชน่ นเี้ กิดข้ึนท้ังในระดับปฏิบตั ิการและระดับผบู้ ริหาร

7.วัฒนธรรมการจัดการท่เี น้นการวางแผนระยะยาว (Long Term Planning)
ด้วยชาวญี่ปุ่นมีนิสัยในการทางานอย่างรีบเร่งและเคร่งครัดในเร่ืองของเวลา (อันเป็น
ผลของปัจจัยด้านธรรมชาติ ภูมิประเทศ) โดยเฉพาะการทางานในองค์กรที่อยู่ใน
ภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องมีการผลิตตามคาส่ังซื้อของลูกค้าอันมีระยะเวลาส่งมองที่ชัดเจน การ
แข่งขันสูงอยู่ตลอดเวลา ดังน้ัน จะพบว่า องค์กรแบบญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมการจดั การที่เน้นการ
วางแผนระยะยาวที่เกิดขึ้น และเน้นคุณภาพคู่กันไป การคิดวางแผนเพื่อป้องกันเร่ืองที่อาจ
เกิดขึ้นได้ ด้วยการประชุมร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ทุกแผนกในระบบอุตสาหกรรม ท้ังน้ีก็เพื่อการ
วางแผนที่มุ่งป้องกันการเสีย่ งต่อการสญู เสียศกั ยภาพในการแขง่ ขนั
8.วฒั นธรรมการจัดการที่มีความยืดหยุ่น (Flexibility) และรักษากฎระเบียบ
ด้วยการจัดการที่ให้ความสาคัญกับบุคลากรและการมีส่วนร่วมในการทางาน การ
ตัดสินใจแบบกลุ่ม การพัฒนางานอย่างต่อเน่ือง และแต่ละแผนกจะทางานอย่างเต็มที่และ
รับผิดชอบ สามารถส่งงานและประสานงานกันอย่างดี
องค์กรของชาวญี่ปุ่นมักเป็นการกระจายอานาจ และมีความคล่องตัวสูง เนื่องด้วย
อานาจไม่ได้ถกู รวบไว้ทีศ่ ูนย์กลาง (ระบบอาวุโสไม่ได้มีอิทธิพลในเรื่องน)ี้ เช่น หากหน่วยงานใด
อยู่ใกล้กับเหตุการณ์นั้นๆ มากที่สุด จะได้รับโอกาสให้เป็นแกนนาในการจัดการกับปัญหานั้น
อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลและรวดเร็วทันกาล (คือ ไม่ต้องรอให้มีการอนุมัติจาก
ผู้บริหารระดับสูงก่อน ซึ่งบางกรณีอาจมีความล่าช้า ไม่ทันกาลหรือเกิดความเสียหายมาก
เสียก่อน) นิตยา เงินประเสริฐศรี (2542) ได้กล่าวว่าการจัดการที่มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นง่าย
เชน่ นี้ ชาวญีป่ ุ่นเรยี กว่า “การจดั การองค์กรแบบอะมีบา”

88

9.วัฒนธรรมการจัดการที่นิยมให้ของขวัญ (Gift giving)
ประเทศญี่ปุ่นก็เฉกเช่น ประเทศในแถบเอเชีย เช่น ประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศ
เกาหลี ฯลฯ ที่มีวัฒนธรรมการให้ของขวัญแก่กัน ซึ่งมีการปฏิบัติกันในครอบครัว และการารง
ชีวิตทั่วไป สาหรับการทางานในองค์กรการให้ของขวัญแก่กันก็มีการปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นการที่
หัวหน้าหรือผู้บริหารให้ของขวัญแก่ลูกน้อง หรือลูกน้องให้ของขวัญกับหัวหน้าหรือผู้บริหารใน
เทศกาลต่างๆ และยงั รวมไปถึงการใหข้ องขวญั เมือ่ มกี ารทาธุรกิจร่วมกนั หรอื การเจรจา
อย่างไรก็ตาม ความเป็นสังคมโลกาภิวัฒน์ ส่งผลให้วัฒนธรรมการจัดการของแบบ
ญี่ปุ่นหลายอย่างๆ ได้รับการเผยแพร่ไปยังองค์กรต่างๆ ท่ัวโลก โดยเฉพาะเร่ืองวัฒนธรรมที่
เน้นเร่ืองของคุณภาพ การทางานและการตัดสินใจเป็นทีม เป็นต้น รวมทั้งวัฒนธรรมการ
จัดการบางอย่างที่มีการเปลี่ยนแปลงไปหรือลดความนิยมไปจากองค์กรของชาวญี่ปุ่น เช่น
วัฒนธรรมการจ้างงานตลอดชีพ (Life Long Employment) เพราะทาให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านการ
จ้างงานให้กับองค์กร และเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ก็ทาให้องค์กร
ปรับตัวได้ยาก และไม่สามารถจ้างบุคลากรใหม่ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ นอกจากนี้ยังทาให้
วฒั นธรรมการการด่ืมกินหลังเลิกงานระหว่างผบู้ ริหารและพนักงานลดน้อยลง ด้วยค่าครองชีพ
สงู ข้ึนเป็นอย่างมาก และสภาพสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ความสมั พนั ธ์ของบคุ ลากรลดระดบั ลง

สรุป

วฒั นธรรมการจัดการของญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรมการจัดการที่ถือว่าประสบความสาเร็จ
และเป็นต้นแบบให้หลายๆ ประเทศหรือประเทศส่วนใหญ่มุ่งจะพัฒนาเลียนแบบ เพื่อให้
สามารถบรรลุความสาเร็จในการทางาน และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติได้อย่าง
ยัง่ ยืน

89

คาถามทบทวน

1. มรดกทางประวตั ศิ าสตร์ของญีป่ ุ่น เปน็ อย่างไร
2. สภาพภมู ศิ าสตร์สง่ ผลต่อวฒั นธรรมญีป่ ุ่นอย่างไร
3. สังคมญี่ปุ่นมวี ิวฒั นาธรรมการจัดการอย่างไร
4. วัฒนธรรมการจัดการแบบญี่ปุ่น เป็นอย่างไร
5. ท่านคิดว่าวัฒนธรรมการจัดการแบบญี่ปุ่นเหมาะสมกับการดาเนินธุรกิจในยุค

ปจั จบุ ันหรอื ไม่ อย่างไร
6. ท่านคิดว่าการวฒั นธรรมการจัดการแบบญีป่ ุ่น มีอทิ ธิพลต่อสงั คมไทยหรือไม่
7. วฒั นธรรมการจดั การแบบญีป่ ุ่นเรียกว่าอะไร มีอะไรบ้าง

90

อ้างอิง

ไชยวฒั น์ ค้าช.ู (2548). จนี -ญี่ป่นุ . กรงุ เทพฯ: Opendbooks.
นิตยา เงินประเสริฐศรี. (2542). มิติใหมข่ องการบรหิ ารงานญีป่ ุ่น. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
พิพาดา ยิง่ เจรญิ . (2539). ประวัติอารยธรรมญี่ปุ่น. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.
อจั ฉรา โหตรภวานนท์ และอภุ าวรรณ เบ็ญจโภคี. (2548). นีแ่ หละคนญีป่ ุน่ . (หนงั สอื แปล).

กรุงเทพฯ: สมาคมส่งเสรมิ ไทย-ญี่ปุ่น

91

บทที่ 9

วฒั นธรรมการจดั การแบบเกาหลี

วัฒนธรรมการจัดการของประเทศเกาหลี ที่จะศึกษากันเป็นเร่ืองราวของประเทศ
เกาหลีใต้ ข้อมูลพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ของเกาหลี ซึ่งดินแดนที่เรียกว่า คาบสมุทรเกาหลีนี้
นับเป็นดินแดนที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เริ่มแต่เป็นดินแดนของผู้คนหลาก
เผ่าพันธุ์ จนกระท่ังได้รวมตัวขึ้นเป็นอาณาจักรเล็กๆ ต่อมาได้ถูกชาวจีนเข้ามายึดครอง ในปี
พ.ศ. 434 เม่ือจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่น ยกทัพเข้ายึดครองดินแดนของอาณาจักรโชซอน
โบราณ และได้แบ่งดินแดนเกาหลีนี้เป็น 4 มณฑล คือ นังนัง ชินบอน อิมดุน และ ฮยอนโท
อย่างไรก็ตาม เมอ่ื จนี ปกครองมณฑลนังนังอย่างจริงจังเพียงมณฑลเดียว มณฑลอ่นื ๆ จึงค่อยๆ
แยกตัวเป็นเอกราช จน พ.ศ. 856 ชนเผา่ ที่เรียกว่า โกคุรยอได้เข้ายึดครองมณฑลนังนงั และทา
การขับไล่ชาวจนี ออกไปได้สาเรจ็

เมื่อเป็นเอกราชจากจีน ดินแดนเกาหลีในขณะนั้นได้แบ่งออกเป็น 3 อาณาจักรด้วยกัน
คือ อาณาจักรโกคุรยอ อาณาจักรแพคเจ และอาณาจักรชิลล่า ภายหลังได้รวมตัวกันเป็น
อาณาจักรเดียว เกาหลีได้มีการปกครองโดยกษัตริย์จานวน 2 ราชวงศ์ จนในปี พ.ศ.2453
เกาหลีได้ถูกชาวญี่ปุ่นเข้ายึดครองเป็นอาณานิคมเร่ือยมาจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และมี
เหตุการณ์ที่ตามมา คือ การเกิดสงครามเกาหลี ที่ทาให้ดาแดนเกาหลีต้องถูกแบ่งเป็น 2
ประเทศ ดังปรากฏในปัจจุบัน คือ ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศเกาหลีเหนือ โดยประเทศ
เกาหลีเหนือได้สถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเกาหลี ส่วนประเทศเกาหลีใต้
ถูกสถาปนาเป็น สาธารณรัฐเกาหลี การถูกแบ่งออกเป็นประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea)
และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ซึ่งมีความแตกต่างกันในเร่ืองของระบอบการปกครอง
ปัจจุบันชาวเกาหลีท้ังสองประเทศจานวนหนึ่งยังมีความคิดอยากรวมประเทศ แต่ก็ดูเหมือนจะ
เปน็ ไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ประเทศเกาหลีใต้ นับเป็นประเทศที่มีการพัฒนาระบบอุตสาหกรรม
ก้าวหน้าเทียบเท่ากับประเทศญี่ปุ่น ต้ังแต่คริสต์ศักราช 1960 เป็นต้นมา และติดอันดับต้นๆ
ของประเทศที่มีรายได้สูง จนได้รับฉายาว่าเป็นเสือแห่งเอเชีย (Tiger of Asia) วัฒนธรรมการ
จัดการของประเทศเกาหลีสามารถแบ่งได้เป็นยุคๆ ตามการได้รับอิทธิพลของประเทศต่างๆ

92

เช่น ลัทธิขงจ๊ือ จากประเทศจีน ระบบอุตสาหกรรม การทางานมาจากประเทศญี่ปุ่นและ
ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามลาดับ ด้วยการตกเป็นเมืองขึ้นของชาวจีนทาให้ชาวเกาหลีได้รับ
อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากจีนค่อนข้างมาก เช่น ตัวอักษร ศาสนาพุทธ และลัทธิขงจ๊ือ ด้วย
ประเทศเกาหลี เป็นประเทศหนึง่ ทีอ่ ยู่ในกลุ่มประเทศแถบโลกตะวนั ออก

ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเกาหลี

ภูมิอากาศประเทศเกาหลี ประเทศเกาหลีตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น ซึ่งภายใน 1 ปี จะมีอยู่ 4
ฤดูกาล โดยฤดูใบไม้ผลิ จะเริ่มต้ังแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อน
จะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ส่วนฤดูใบไม้ร่วง อยู่ระหว่างเดือนกันยายนถึง
เดือนพฤศจิกายน ฤดหู นาว เริ่มตง้ั แต่เดือนธันวาคมถึงกลางเดอื นมนี าคม

วัฒนธรรมการจัดการของประเทศเกาหลีใต้มีลักษณะไม่แตกต่างไปจากประเทศไทย
จีน และญี่ปุ่นมากนัก ในด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีนั้น มีตานานเล่าว่าเป็นดินแดน
เก่าแก่กว่า 3,000 ปี ภูมิประเทศเปน็ ป่าเขาสงู ตา่ มที ัศนียภาพสวยงาม จนได้ฉายาว่า “ดินแดน
สงบยามเช้า” ขณะเดียวกันก็เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ชาติต่างๆ รอบๆ ต้องการใช้เป็นสมรภูมิรบ
หรอื รัฐกันชน เช่น รสั เซีย จนี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีได้รบั การรกุ รานจากประเทศ
ต่างๆ เช่น ช่วงศตวรรษที่ 1910-1945 ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นเป็นเวลากว่า 35 ปี ต่อมา
ในช่วงหลังสงครามโลกคร้ังที่สอง ญี่ปุ่นได้แพ้สงคราม ประเทศเกาหลีจึงได้ถูกแบ่งออกเป็น 2
ประเทศ คือ ประเทศเกาหลีเหนือและประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งท้ังสองประเทศนี้มีระบบการ
ปกครองแบบสงั คมนยิ ม ส่วนประเทศเกาหลใี ต้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย

จากอิทธิพลของการถูกครอบครองของประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น จึงได้รับอิทธิพลจาก
วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะการพัฒนาระบบอุตสาหกรรม และจากการถูกแบ่ง
ออกเป็นสองประเทศและมีประเทศสหรฐั ฯ เข้ามาควบคมุ นี้ ทาให้ชาวเกาหลีมคี วามมมุ านะทีจ่ ะ
สร้างชาติให้เจริญก้าวหน้าและเร่งผลิตกาลังคนให้มีการเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ เพื่อจะได้
ร่วมกันพัฒนาประเทศ และด้านการศกึ ษาได้เพิม่ สดั ส่วนของผรู้ ู้หนังสือ (Literacy) ให้สูงข้นึ โดย
ได้รับการส่งเสริมจากประเทศสหรัฐฯ ในการตั้งหน่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อีกด้านหนึ่ง ผล
ทาให้ชาวเกาหลีรักการเรียนรู้และมีระดับการศึกษาที่สูงและมีคุณภาพ ซึ่งประเทศเกาหลีให้
ความสาคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ประกอบกับความรู้สึกชาตินิยม (Nationalism) ที่
เกิดขึ้นจากการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์อันแสนจะโหดร้ายในอดีต และการถูกกดขี่โดยรัฐอื่น
จึงทาให้เกาหลีมีความทะเยอทะยานที่จะลุกขึ้นสู้ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เทียบเท่ากับนานา
ประเทศในสังคมได้อย่างภาคภูมิ

93

ส่วนอิทธิพลอื่นๆ ที่มีต่อประเทศเกาหลี คือ อิทธิพลจากประเทศจีนในส่วนที่เป็นเร่ือง
ปรัชญาหรือลัทธิขงจ๊ือ (Confucian) ที่สอนให้บุคคลเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัย นิยมศึกษาหา
ความรู้ ขยันขันแข็ง และเคารพเชื่อฟังพ่อแม่และผู้อาวุโสกว่า ด้วยแนวปฏิบัตินี้ ได้ทาให้
โครงสร้างทางสังคมของประเทศเกาหลี ที่ครอบครัวมีความสาคัญมากต้ังแต่ในอดีตจนถึง
ปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในรูปของความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกชาย ที่เน้น
ความผูกพันกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพระจ้าแผ่นดินกับประชาชน ที่เน้นความเที่ยงธรรม
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้เยาว์ เน้นความอาวุโสสูงต่าที่ไม่เท่าเทียมกัน และ
ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ที่เน้นความจริงใจต่อกนั ด้วยความสัมพนั ธ์ระหว่างกนั นี้ ทาใหค้ วาม
กตัญญูต่อครอบครัว บิดามารดาจะสูงมาก และลูกชายคนโตจะสืบทอดตระกูลหรือกิจการต่อ
จากปู่หรือพ่อ (เหมือนกับวัฒนธรรมจีน) ส่วนอิทธิพลของศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า และศาสนา
คริสต์ ก็มีผลต่อวัฒนธรรมของชาวเกาหลีเช่นกัน ส่วนบทบาทของผู้หญิงชาวเกาหลีในสังคม
ตอนเป็นชนเผ่าน้ัน มีบทบาทสูงทัดเทียมชาย แต่เม่ือเป็นประเทศแบบรัฐ บทบาทผู้หญิงได้
ลดลง

วัฒนธรรมการจัดการแบบเกาหลี

ประเทศเกาหลีมีการพัฒนาประเทศที่ประสบความสาเร็จน่ายกย่องด้วยอิทธิพลอีก
ประการหนึ่งก็คือ ระบบการศึกษาที่ดี มีสัดส่วนของประชากรที่รู้หนังสือสูง และคุณภาพของ
การศกึ ษาสงู ที่เชน่ กัน

ในการวิเคราะห์วัฒนธรรมระดับชาติของ Hofstede (1991) พบว่าวัฒนธรรมของชาว
เกาหลีนั้น จะอยู่ในมิติของช่องว่างระหว่างอานาจสูง (High Power Distance) อนั มีเรื่องของการ
ปกครองโดยลาดับชั้น (Hierarchical Administration) ยึดฐานของอานาจความอาวุโสและหน้าที่
(Seniority and Authoritarianism) มิติของความเป็ นกลุ่มม ากกว่าความเป็ นปัจเจกชน
(Collectivism) อันเน้นความสัมพันธ์กับครอบครัว เครือญาติและกลุ่ม มิติการหลีกเลี่ยงความ
เสี่ยงที่สูง (Strong Uncertainty Avoidance) ส่วนมิติด้านเวลา จะเป็น Long term เพราะมักใช้
ความสัมพนั ธ์ของบคุ คลในการทางาน การเจรจาธรุ กิจ

จากการศึกษาผลงานวิชาการของ ดารง ฐานดี (2530, 2532, 2534, 2542) และ
Morden, Tony & Bowles, David (1998)5 (Modern, T., & Bowles, D (1998).) สามารถสรุป
ลกั ษณะวัฒนธรรมการจัดการแบบเกาหลีวา่ มีลกั ษณะใหญ่ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้

1.วัฒนธรรมการจัดการท่ีให้ความสาคัญกับความอาวุโสหรือตาแหน่งหน้าท่ี
ค่อนขา้ งมาก (Seniority and Hierarchy Respect)

94

ด้วยวัฒนธรรมของการเคารพผู้อาวุโสและมีตาแหน่งหน้าที่ที่สูง ก่อให้เกิดแนวโน้มว่า
ชาวเกาหลีไมน่ ิยมคบหาหรอื แสดงความสมั พนั ธ์ทีเ่ ท่าเทียมกบั บุคคลต่างรุ่น

ดังนั้น ระบบการวางให้รางวัลและการเลื่อนตาแหน่งหน้าที่การงาน (The Reward and
Promotion System) ในองค์กรของชาวเกาหลีจึงเป็นแบบโบราณที่ยังยึดเร่ืองความอาวุโส
(Traditional based on Seniority) แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยการเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลของสังคม
แบบโลกาภิวัฒน์ เรื่องการพิจารณาที่ผลการปฏิบัติงาน (Work Performance) ก็เริ่มได้รับความ
นิยมเพิม่ มากขึ้นเร่อื ยๆ ในองค์กรธุรกิจ อุตสาหกรรมของเกาหลี

2.วัฒ นธรรมการจัดการท่ีให้ความสาคัญ ของความสัมพันธ์ของมนุษย์
(Relationships)

ชาวเกาหลีให้ความสัมพันธ์กับบุคคลและกลุ่มอยู่ในระดับมาก เช่น ความสัมพันธ์แบบ
เครือญาติ หรือผู้ที่ใช้แซ่เดียวกัน หรือความสัมพันธ์ของกลุ่ม (เหมือนชาวจีน ชาวญี่ปุ่น และ
ชาวไทย) ดังนั้นในการทาธุรกิจร่วมกันพฤติกรรมการต้อนรับขับสู้บุคคล (Personal
Entertainment) และวัฒนธรรมการให้ของขวัญ (Giving of gifts) นับว่ามีบทบาทสาคัญมากใน
ความสาเร็จของการสร้างความสมั พนั ธ์ด้านการทาธุรกิจ

3.วัฒนธรรมของการจัดการแบบครอบครัว (Family-owned/Family control)
หรอื ระบบเครือญาติ (Kinship based)

วัฒนธรรมการจัดการแบบครอบครัวนี้ ชาวเกาหลีเรียกว่า แชโบ ‘Chaebol’ คือ การ
จดั การธุรกิจหรอื องค์กรแบบครอบครัวหรือมีเครอื ข่ายของความเปน็ เครอื ญาติ นับต้ังแต่ระบบ
การคัดเลือกบุคคลเข้าทางาน การทางานหรือการเลื่อนตาแหน่งให้ไปดารงราแหน่งที่มีอานาจ
หนา้ ที่ (Authority or Power Position)

ดังปรากฏในองค์กรใหญ่ ที่มีชื่อเสียง เช่น ซัมซุง (Samsung) แดวู (Daewoo) ฮุนได
(Hyundai) หรอื เอลจี (LG)

4.วัฒ นธรรมการจัดการท่ียึดตาแหน่งหน้าท่ีและอานาจ (Hierarchical,
Authority and Centralized)

ด้วยประเทศเกาหลีมีวัฒนธรรมการจัดการที่เน้นระบบครอบครัว ความเป็นเครอื ญาติ
ความสัมพันธ์ และความมีอาวุโสในการทางานกับองค์กร ดังน้ัน ตาแหน่ง หน้าที่ และอานาจ
หน้าที่ จึงมีความสาคัญค่อนข้างมาก ส่งผลให้การตัดสินใจจะอยู่ที่ส่วนกลางหรือผู้มีอานาจ
สงู สดุ หรอื สูงกว่าผู้อน่ื

95

5.วัฒนธรรมการจัดการแบบกลุ่มพวก (In group working)
สืบเน่ืองมาจากวัฒนธรรมการจัดการที่ให้ความสาคัญกับความสัมพันธ์จึงก่อให้เกิด
การทางานแบบกลุ่มพวก เช่น กลุ่มคนบ้านเกิดเดียวกัน กลุ่มอาชีพเดียวกัน ซึ่งด้วยพลังของ
กลุ่มอาชีพนี้เอง สามารถสร้างเป็นพลังให้ต่อสู้กับต่างประเทศในการค้าขาย การลงทุน
นอกจากนี้ สังคมเกาหลียังมีกลุ่มเล่นแชร์ (เงินหมุนเวียนในกลุ่ม) หรือที่เรียกในสังคมชาว
เกาหลีว่า “ดีเอ” ที่แปลว่า สัญญาหรือพันธะกรรม ซึ่งประเพณีนี้ได้เกิดขึ้นในสังคมเกาหลี
ตั้งแตศ่ ตวรรษที่ 8-10 โดยมีการเล่นกันในหมู่พรรคพวก เครือญาตแิ ละตระกูล
6.วัฒนธรรมการจัดการท่ีส่งเสริมความขยัน อดทน มุ่งม่ัน และมีสมรรถนะ
(Work hard and Competency Based)
ชาวเกาหลีชอบการทางานที่เสี่ยง หรือต้องต่อสู้อดทนในการได้มา ดังนั้นจึงพบว่า
วัฒนธรรมการจัดการของสังคมเกาหลี เน้นการทางานหนัก ขยันและมีการใฝ่เรียนรู้ ใฝ่ศึกษา
โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเร่ืองอาชีพและทัศนคติที่ดีต่อการทางาน ชาว
เกาหลีจะถูกถ่ายทอดหรือสอนกนั ต้ังแต่ในครอบครัว โรงเรียน สังคม ชุมชน การใช้ส่อื นายจา้ ง
เพื่อนร่วมงานอย่างครบวงจร ระบบการคดั เลือกเข้าทางานในองค์กรจงึ พิถีพิถัน โดยมีฐานการ
พิจารณาคือ ความฉลาดไหวพริบ และความสามารถในการเปน็ ผู้นาอนั ยึดเรื่องสปิรติ ของความ
สมานสามคั คีและความขยนั หมนั่ เพียร ถือว่าองค์กรเกาหลีใหโ้ อกาสคนเก่ง
7.วัฒนธรรมการจัดการทีใ่ หค้ วามผูกพันกับองค์กรมาก (Sense of Belonging)
ชาวเกาหลีจะผูกพันกับครอบครัว กับกลุ่มและได้ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ไปยังองค์กรที่
ตนเองสังกัดอีกด้วย บุคลากรทุกคนในองค์กรจะทางานอย่างเต็มที่และเกิดเป้าหมายที่ตั้งไว้
ดังน้ันจึงพบว่า องค์กรของชาวเกาหลีมักพบบุคลากรที่ทางานอย่างหนักเกินช่ัวโมงที่กาหนดไว้
โดยไมได้คานึงเรื่องรายได้ที่มาตอบแทนส่วนบุคคล แต่คานึงถึงผลประโยชน์ที่เสมอกัน เพราะ
ทุกคนทีท่ างานจะไดรับผลประโยชน์กันอย่างท่วั หน้ากนั (Mutual benefits)
8.วัฒนธรรมการจัดการทีเ่ นน้ การดูแลลกู น้อง (Subordinate Supporting)
ในองค์กรของชาวเกาหลี ผู้เป็นเจ้าของกิจการหรือหัวหน้าระดับสูงจะต้องใหค้ วามดูแล
ลูกน้องในด้านสวัสดิการต่างๆ ที่จาเป็นต่อการดารงชีวิตเช่น มีการต้ังโรงเรียนสาหรับบุตร
หลานบุคลากรในบริเวณโรงงาน มีโรงพยาบาล มีสนามกีฬา หรอื เรียกว่าเป็นเมืองๆ หนึ่ง ดังที่
บริษัทแดวู ได้จัดสถานที่ที่มีสวัสดิการทุกด้านให้กับบุคลากรของตน กล่าวได้ว่า เป็นเมืองแดวู
นอกจากนี้ การเป็นหัวหน้าขององค์กรแบบเกาหลี จะต้องมีการสนับสนุนให้ลูกน้องได้เลื่อน
ตาแหน่ง หรือมีเงินเดือนตอบแทนสูงขึ้น ตลอดจนให้กาลังใจ ไม่แสดงความอิจฉาริษยา
รงั เกียจ กล่ันแกล้งลูกน้อง และผู้เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารจะทางานอย่างหนักมากกว่าลูกน้อง

96

เพือ่ เปน็ ตวั อย่างที่ดี (Role Model) เมือ่ มีวัฒนธรรมการดูแลซึง่ กันและกนั และความสัมพนั ธ์ ทา
ให้พบว่า การทางานของชาวเกาหลีน้ันจะทางานอย่างทุมเท ร่วมกันทางาน และทางานให้เสร็จ
ก่อน ถึงแม้ว่าจะหมดเวลาทางานแล้วก็ตาม โดยไม่แสดงอาการขัดขืนหรือเบื่อหน่ายหรือ
เรียกร้องสิง่ ตอบแทน คล้ายๆ กบั ชาวญี่ปุ่น

9.วัฒนธรรมการจดั การที่ให้ความสาคญั กับการวางแผน (Planning)
ด้วยชาวเกาหลีรักการทางานเพื่อองค์กร และเพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ
ดังน้ัน ในการทางาน ชาวเกาหลีจะให้ความสาคัญของการวางแผนที่ดี เป็นอย่างมาก โดยใช้
หัวใจสาคัญในการขับเคลื่อนเพื่อการวางแผนที่ดีก็คือ การประชุม (Meeting) แต่อย่างไรก็ตาม
วัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมยังดาเนินไปในการเสนอความคิดเห็นได้ เพื่อ
ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ยังไม่นิยมการแสดงความคิดเห็นแบบต่อต้านฝ่ายตรงกัน
ข้ามอย่างเปิดเผย
10.วัฒ นธรรมการรักษากฎ ระเบีย บหรือข้อต กลงท่ีตั้งไว้ (Respect for
Regulation)
ชาวเกาหลีเปน็ คนที่มีระเบียบวินัย ขยัน และรักษาคาม่ันสัญญา ดังนั้นในการทางานจึง
มีวฒั นธรรมการรกั ษากฎระเบียบหรือข้อตกลงที่ตง้ั ไว้เป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์
ระหว่างบคุ คลที่ถกั ทอสายใยอย่างเหนียวแน่นก็ตาม แต่กไ็ ม่ได้ใชค้ วามสัมพันธ์เหล่านไี้ ปทาลาย
กฎกติกาของส่วนรวมแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง โดยมีบทความที่
เสนอแนะว่า ประเทศเกาหลีควรพัฒนาระบบการจัดการแรงงานด้วยเพราะแรงงานชาวเกาหลี
มักหยุดงาน ประท้วงบ่อย และพฤติกรรมเช่นนี้ได้สร้างความไม่เหมาะสมสาหรับการทาธุรกิจ
ในยุคสงั คมโลกาภวิ ัฒน์
จากการศึกษาวัฒนธรรมการจัดการแบบเกาหลีใต้เห็นได้ว่า วัฒนธรรมการจัดการ
แบบเกาหลีถึงแม้จะเป็นแบบระบบครอบครัว ระบบเครือญาติ การใหค้ วามสาคัญกับกลุ่มและ
เน้นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ซึ่งคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น จีนและไทย แต่อย่างไรก็ตามพบได้
ว่า ประเทศเกาหลีใต้มีความสาเร็จสูงสุดในการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาอุตสาหกรรม
และองค์กรธุรกิจ ท้ังนี้ด้วยปัจจัยอื่นๆ อาทิ กระบวนการทางสังคม ซึ่งชาวเกาหลีได้รับการ
อบรม ส่ังสอนอย่างเคร่งครัดภายในครอบครัว ลัทธิขงจ๊ือ การมีระบบการศึกษาที่ดีมี
คณุ ภาพสูง และประวัติศาสตร์ของชาติในการมีภูมิประเทศที่ตั้งและถูกรุกรานง่ายจากประเทศ
เพื่อนบ้านที่เข็มแข็งกว่า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมทาให้ชาวเกาหลีมีคุณสมบัติพิเศษที่ขยัน
อดทน เป็นระเบียบ เสียสละ ทุ่มเทใหก้ บั การทางาน ครอบครัว ชมุ ชนและสังคมโดยรวม

97

สรุป

เกาหลีเป็นชาติในเอเชียที่มีลักษณะวัฒนธรรมการจัดการที่มีลักษณะคล้ายวัฒนธรรม
การจัดการของญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรมการจัดการที่ถือว่าประสบความสาเร็จ และส่งผลต่อการ
พัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลใี ห้ประสบความสาเร็จได้อย่างดี

คาถามทบทวน

1. ลกั ษณะประวัติศาสตร์และสังคมเกาหลีเปน็ อย่างไร
2. สภาพภูมศิ าสตร์สง่ ผลต่อวัฒนธรรมเกาหลีหรอื ไม่ อย่างไร
3. สังคมเกาหลีมีววิ ฒั นาธรรมการจดั การอย่างไร
4. วัฒนธรรมการจดั การแบบเกาหลี เปน็ อย่างไร
5. ท่านคิดว่าวัฒนธรรมการจัดการแบบเกาหลีเหมาะสมกับการดาเนินธุรกิจใน

ยุคปัจจุบันหรอื ไม่ อย่างไร
6. ท่านคิดว่าการวัฒนธรรมการจัดการแบบเกาหลี มีอทิ ธิพลต่อสงั คมไทยหรือไม่

98

อา้ งอิง

Hofstede, G (1991). Cultures and Organizations, London: McGraw-Hill.
Morden, T., & Bowles, D. (1998). ‘Management in South Korea: a review’. Management

Decision.Vol. 36, No. 5, pp. 316-330.

99

บทที่ 10
วัฒนธรรมการจดั การแบบตะวนั ตก : สหรฐั อเมริกา

วัฒนธรรมการจัดการแบบโลกตะวันตก มีความแตกต่างจากวัฒนธรรมแบบโลก
ตะวันออกในหลายๆ ด้าน ท้ังนี้เพราอิทธิพลที่แตกต่างกัน ในเรื่องของศาสนา วิธีคิด ความเชื่อ
ค่านิยมดังที่ Harland (1996)1 กล่าวว่า

“ For all the talk of globalization, Asian and American culture are still very
different.”

ในการจัดการแบบโลกตะวันตกนั้น จะไม่ได้ให้ความสาคัญกับเร่ืองอายุของบุคคล
(เหมือนในโลกตะวันออกที่มีการเคารพผู้อาวุโสที่เกิดก่อน หรือทางานมาก่อนในองค์กร) ใน
ประเทศตะวันตกให้ความเคารพกับความสามารถและผลงาน ให้ความสาคัญกับผลสาเร็จใน
การทางานแต่ละบุคคล ที่ทางานอย่างมุ่งมั่น มีเป้าหมายเฉพาะส่วนบุคคล เพื่อได้รับการยก
ย่องว่า เป็นมืออาชีพ ดังที่ Livingstone (1989) ได้กล่าวถึงวัฒนธรรมการจัด การแบบโลก
ตะวันตกในลักษณะที่ว่าให้ความสาคัญกับคุณสมบัติ ความสาเร็จในการทางาน ส่วนเร่ืองของ
อายนุ ้ันไม่มผี ลตอ่ การเลื่อนตาแหน่งหน้าที่การงาน ดงั น้ี

“ . . . Respect in most Western society depends ultimately on qualification and
achievement measured by promotion.. Western attitude to age-there is effectively no
longer much respect accorded to age. They respect for his/her achievement, qualification.”

ในด้านการเจรจาทางธุรกิจ (Business Negotiation) ประเทศในโลกตะวันตก นิยมการ
เจรจาด้วยเหตุผล ข้อมูล และมีการดาเนินการตามกฎหมายหรอื ระเบียบข้อบงั คบั และมีวิธีการ
พูดแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมาเกี่ยวข้องเพื่อทาให้การทางานหรือ
การทาธรุ กิจสะดวก

ดงั ที่ Chung (1991)2 ได้กล่าวว่า
“Western business people place great value on legal regulations, instead of using
unwritten ethical considerations such as sanctions. The Western manger assumes that
direct talks or open discussion, getting down to it right away or getting to the point, are
the best ways to negotiate.”

100

ส่วนการทางานในองค์กร ชาวตะวันตกจะมีการทางานเป็นทีม และให้โอกาสแก่สมาชิก
ทุกคนในองค์กร สามารถเสนอความคิดเห็นที่มีผลต่อการทางานในองค์กรได้อย่างอิสระ
รวมทั้งมีการทางานอย่างอิสระ (Autonomous at Workplace) การตัดสินใจถึงแม้ว่าจะอยู่ที่
ผู้บริหารระดับสูงแต่อยู่ภายใต้การนาเสนอข้อมูล ที่ผ่านการมีส่วนร่วมของสมาชิกที่รับผิดชอบ
มาแล้ว ชาวตะวันตกจะทางานอย่างมีการวางแผน และหาความสัมพันธ์ของงานอย่างเป็น
เร่ืองๆ ที่มีความต่อเน่ืองกันไป โดยรูปแบบของงานจะมีความคงที่ เป็นระบบตรวจสอบได้
(Holmes & Tangtongtavy , 1997)

ข้อมลู พื้นฐานของประเทศสหรฐั อเมริกา

สหรัฐอเมริกา (United States of America) หรือมักย่อว่า สหรัฐ หรือ อเมริกา เป็นชื่อ
ที่ตง้ั ตามชื่อของนกั สารวจและนักเขียนแผนทีช่ าวอิตาเลียน ทีช่ ื่อ อเมริโก เวสปุชชี

สหรัฐเป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย มีการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วย
รัฐ 50 รัฐ มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีพรมแดนทิศเหนือติดต่อกับ
ประเทศแคนาดา และทิศใต้ติดกับประเทศเมก็ ซิโก ส่วนพรมแดนทางทะเลนั้นติดต่อกบั ประเทศ
แคนาดา รัสเซีย และ บาฮามาส โดยมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลแบริง มหาสมุทรอาร์กติก
มหาสมุทรแอตแลนติก อ่าวเม็กซิโก และทะเลแคริบเบียนเป็นผืนน้าล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมี
ดินแดนบางสว่ นในแครบิ เบียน และมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย

ประเทศสหรัฐฯ เกิดขึ้นมาด้วยสาเหตุการค้นพบทวีปใหม่หรือแผ่นดินใหม่ จึงมี
ประชากรที่อพยพมาจากคนหลายเช้ือชาติแล้วมาตั้งรกรากอยู่ต้ังแต่ ค.ศ.1607 เป็นต้นมา และ
มีการอพยพมาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้อย่างเร่ือยๆ ด้วยได้รับการยกย่องว่าเป็นดินแดนแห่ง
เสรีภาพ ซึ่งคนส่วนใหญ่มาจากชาวตะวันตกในทวีปยุโรป ชนเผ่าเมืองในทวีปอเมริกา ซึ่งอาจ
สืบเชื้อสายมาจากชาวเอเชีย ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาเหล่านี้ได้ลดจานวนลงอย่าง
มากหลักจากการยึดครองอาณานิคมของชาวยโุ รปเพราะมีการต่อสู้กันระหว่างเจ้าของดินแดน
เดิมและผอู้ พยพใหม่ (ดังปรากฏในภาพยนตรเ์ คาบอย)

สหรัฐอเมริกาถูกก่อต้ังโดย 13 อาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งมีทาเลอยู่ตามฝั่งทะเล
แอตแลนติก เม่ือวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2319 ชาวอเมริกันประกาศอิสรภาพ ซึ่งเป็นการอ้าง
สิทธิ์ในการกาหนดชะตาของตนเอง และการสร้างสหภาพความร่วมมอื ขนึ้ รัฐซึ่งก่อการจลาจล
สามารถเอาชนะราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (Great Britain) ในสงครามประกาศอิสรภาพ
สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอาณานิคมแห่งแรกที่ประกาศอิสรภาพได้สาเร็จ ดังน้ัน อนุสัญญาฟิลา
เดลเฟียได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาฉบับปัจจุบัน เม่ือวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.


Click to View FlipBook Version