101
2330 การปรับใช้อนุสัญญาดังกล่าวมีผลให้รัฐต่างๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเดี่ยว
และขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางที่มีอานาจเด็ดขาด แต่การปกครองของแต่ละมลรัฐต่างมีอานาจที่
อิสระ
ขนาดพื้นท่แี ละเศรษฐกิจ
สหรัฐอเมริกา5 มีพื้นที่ขนาด 9.63 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 308 ล้านคน
ทาให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 หรือ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของ
โลก เป็นประเทศซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายในเชื้อชาติและวัฒนธรรม อันเป็นผลมาจาก
การอพยพจากหลายประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเปน็ เศรษฐกิจระดบั ชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นบั ต้ังแต่หลงั สงครามโลกคร้ังที่ 2 เปน็ ต้นมา
ภมู ิอากาศ
ประเทศสหรัฐฯ จะมีอากาศหนาว เว้นแต่ในมลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา และมี
อากาศหนาวเย็นระดับมากที่บริเวณข้ัวโลกเหนือในมลรัฐอะแลสกา ส่วนบริเวณที่ราบด้าน
ตะวันตกของแม่น้ามิสซิสซิปปี (Mississippi) จะค่อนข้างแหง้ แล้ง และมีความแห้งแล้งระดับมาก
บริเวณที่ลุ่มภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนอื มีอุณหภูมิต่าในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะมี
อากาศดีขึน้ เป็นครั้งคราวในเดือนมกราคมและกมุ ภาพันธ์ โดยจะได้รบั ความอบอุ่นจากลมของ
เนินเขาด้านตะวนั ออกของเทือกเขารอ็ กกี้
ศาสนา
ชาวสหรัฐส่วนมากนับถือศาสนาคริสต์ โดยมีการนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตส
แตนท์โรมนั คาทอลิก และลัทธิมอร์มอน ศาสนายิว ศาสนาอิสลาม และลัทธิอื่นๆ นอกจากนี้ยัง
มคี นสหรัฐทีร่ ะบุว่าตนนนั้ ไร้ศาสนาอีกด้วย
ในขณะเดียวกันน้ัน ชาวอเมริกนั จะมีทักษะการทางานได้หลายอย่าง (Practical People)
ชื่อชอบความท้าทาย (Challenges) และสนุกกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการทางาน มีการ
ทางานที่เอาจริงเอาจัง (Pragmatic) มีการวางเป้าหมายในการทางานหรือกาหนดเป้าหมายใน
ชีวิตเป็นระยะๆ และเม่ือบรรลุเป้าหมายนั้นๆ แล้วก็จะวางเป้าหมายอื่นๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดย้ัง
(Hall & Hall, 1989)
102
วฒั นธรรมการจดั การแบบสหรัฐอเมริกา (American Management Style)
ด้วยสภาพของสังคมที่มีลักษณะเป็นส่วนตัวสูง (Individualism) ดังน้ัน ในการทางานใน
องค์กรจึงพบว่า องค์กรหรือบริษัทเองก็สามารถปลดบุคลากรออกได้ง่ายๆ เช่นกัน โดยมีฐาน
ของการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Work Performance) ที่ยึดเร่ืองประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลของการทางานให้กบั องค์กรเปน็ หลกั
ดงั ที่ บรรจง อมรชีวนิ (2547) ได้กล่าวว่า
“...ในการรับรู้ของคนท่ัวไปเกี่ยวกับบริษัทของสหรัฐอเมริกา ในเร่ืองการพร้อมที่จะไล่
คนออกเปน็ จานวนมากเมอ่ื ใดก็ได้ โดยไม่ได้คานึงถึงพนกั งาน ดงั ปรากฏอยู่เป็นประจา”
นอกจากน้ันชาวอเมริกันยังมีจริยธรรมในการทางาน (Work Ethics) คือ มักไม่ดูถูกงาน
ไม่ว่าจะเปน็ งานที่ใช้แรงกาย หรืองานมีลักษณะที่สกปรก เพราะเห็นว่าคนมีโอกาสได้ทางานจะ
ถือว่ามีประโยชน์ ทาให้ตวั เองมคี ณุ ค่าและไม่ทาใหเ้ กิดปัญหาว่างงานในสังคม
การจัดการองค์กรแบบอเมริกันนับว่าได้รับการเผยแพร่ในรูปของตารา Know how
และถูกนาไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในสังคมแบบโลกาภิวัฒน์ ที่อยู่บนฐานของการแข่งขัน
ดงั ที่ Livingstone (1899)9 ได้กล่าวว่า
“ . . . American is clearly regarded as the source of most developments in
organizational change as well as other aspects of management. American management
problems in specifically American situation are still enthusiastically sold, and even more
enthusiastically bought, in many parts of the world.”
เราสามารถสรปุ วฒั นธรรมการจัดการแบบอเมริกัน ได้ดงั ต่อไปนี้
1.วัฒนธรรมการจัดการที่เปน็ ระบบเปิดในการจัดการ (Open Based System)
วัฒนธรรมการทางานที่เป็นระบบเปิด คือองค์กรให้สิทธิเสรีภาพแก่พนักงานมาก ให้
โอกาสแก่บุคลากรทุกคน หากมีความรู้ ความสามารถหรือความมุ่งมั่นในการทางาน กล่าวได้
ว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งใหญ่มากที่สุดประเทศหนึ่ง และหลักการ
บริหาร การจัดการ เทคนิคการบริหาร และเทคโนโลยีต่างๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถูก
นาไปใช้ในประเทศต่างๆ อย่างแพร่หลาย (Poe, 1969)11 โดยเห็นว่าเป็นหลักการบริหารที่จะ
นามาซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร ซึ่งสาเหตุสาคัญที่ทาให้สหรัฐอเมริกา มี
หลักการบริหารดังกล่าวได้ เพราะเป็นหลักการที่สอดคล้องกับลกั ษณะความเป็นประชาธิปไตย
ของสังคมอเมรกิ า รวมทั้งทัศนคติและค่านิยมในการทางานที่ทางานอย่างทุ่มเทและสร้างสรรค์
103
2.วัฒนธรรมการจัดการท่ีให้อิสระในท่ีทางานแก่บุคลากร (Autonomous at
Workplace)
ด้วยองค์กรของชาวอเมริกันเป็นองค์กรที่เปิดกว้างหรือให้โอกาสแก่บุคคล ดังน้ัน
วัฒนธรรมการจัดการจึงให้อิสระแก่บุคลากรในการทางานไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของการ แสดง
ความคิดสร้างสรรค์ การแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการแต่งกาย (แบบสบายๆ ที่เรียกว่า
Casual) ดว้ ยสภาพสงั คมแบบอเมริกันที่เป็นมติ ร สบายๆ และไม่เปน็ ทางการ แต่กระน้ันชาวเมริ
กันจะไม่ตัดสินหรือตีความอย่างปราศจากเหตุผล
ดังที่ Hall & Hall (1989) ได้กล่าวว่า
“...American are friendly, outgoing and informal. They dislike being made to feel
inferior and bristle at any system of arbitrary social ranking independent of achievement…”
3.วัฒนธรรมการจัดการที่มีการจ้างงานช่วงเวลาสั้น (Short term Employment)
องค์กรชาวอเมริกันจะไม่จ้างบุคคลเข้าทางานเป็นระยะเวลาที่นานๆ ท้ังนี้เพราะจะทา
ให้องค์กรต้องจ่ายค่าจ้างที่แพง แต่มักนิยมมีการว่าจ้างเป็นระยะเวลาช่างสั้นๆ แทน หรือจ้าง
งานลักษณะเป็นส่วนๆ ไป เพราะมีการแบ่งงานกันทาตามความเชี่ยวชาญ (Specialist) ดังที่
องค์กรอเมริกันนับว่าเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเรื่องการจ้างงานแบบเหมาช่วงทา และการทางานจะ
มีการเซ็นสัญญาที่ท้ังสองฝ่าย (นายจ้างและลูกจ้าง) มีการยอมรับในข้อตกลงที่ปรากฏใน
หนังสือสัญญาการจ้างงานนั้นๆ แล้ว ซึ่งการจ้างงานระยะเวลาส้ันนี้ มีรูปแบบการจ้างงานที่
องค์กรใช้การจ้างงานเป็นเร่ืองๆ ให้มาทางานให้ เรียกว่า การจ้างงานแบบเหมาช่วง
(Outsource)
ในการเจรจาร่วมธุรกิจก็เช่นเดียวกนั ทีช่ าวอเมริกันจะให้ความสาคัญกับการทาสัญญา
คู่ค้า เพราะการทาสัญญาทาให้ม่ันใจในการทางานหรอื กิจการร่วมกันมากกว่าการใช้ความเช่ือ
ใจกัน ดังที่ Finn Drouet Majlergaard (2003) ได้กล่าวว่า องค์กรของชาวอเมริกามีแนวโน้มทีจ่ ะ
ให้ความสาคัญกับการทาสัญญา (Contract) มากกว่าการสร้างหรือพัฒนาความสัมพันธ์
ระหว่างบคุ คลที่มปี ฏิสัมพนั ธ์ดว้ ย
4.วัฒนธรรมการจัดการท่ีมีการประเมินผลการปฏิบัติงานและเลื่อนข้ันโดยยึด
หลักความสามารถ (Merit Based System)
องค์กรของชาวอเมริกันจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมโดยยึดหลัก
ของความสามารถ ถึงแม้ว่าจะจ้างงานช่วงระยะเวลาส้ันๆ หรือบุคคลเพิ่งเข้ามาทางานไม่นาน
แต่วัฒนธรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานได้ บุคคลเพิ่งเข้ามาทางานไม่นาน แต่วัฒนธรรม
การประเมินผลการปฏิบัติงานได้แทรกซึมไปทุกเร่ือง และบุคลากรที่มีความสามารถ และ
104
นาเสนอได้ดี ย่อมมีสิทธิ์ได้รับการ โปรโมท ไปสู่ผู้บริหารระดับสูงๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในการ
ทางานของชาวอเมริกันน้ัน เร่ืองความรู้และข้อมูลข่าวสารนับว่ามีความสาคัญ ชาวอเมริกันจะ
ทางานอย่างทุ่มเทในการแสวงหาความรู้และข้อมูล ข่าวสาร ดังคากล่าวที่ว่า “Everyone likes
information” (อ้างใน Lawrence, 1996)
ชาวอเมริกันจะทางานอย่างมีจุดมุ่งหมาย (Goal and Achievement) และชอบทางานใน
สภาพแวดล้อมของสถานที่ทางานที่มีการจดั ตกแต่งอย่างดี มีความปลอดภัย เป็นระเบียบ และ
มีส่งิ ของอานวยความสะดวกในการทางาน
ดงั ที่ Harris & Moran (1987)15 ได้กล่าวว่า
“ ...Americans think they can accomplish just about anything, given enough time
money and technology…Americans prefer a society that is strong institutionally, secure,
and tidy or well kept.
5.วัฒนธรรมการจัดการท่ีให้ความสาคัญกับอาชีพโดยเน้นความชานาญเฉพาะ
ทาง (Focusing on Professional and Specialist)
ในองค์กรของชาวอเมริกัน จะพบได้ว่า ชาวอเมริกันจะทางานในอาชีพของตนอย่าง
ทุ่มเท และทางานแบบเข้าถึงอาชีพนั้นๆ หมายถึง ทางานอย่างมีความรู้ ความชานาญ ระดับ
“มืออาชีพ” และด้วยวัฒ นธรรมการป ระเมินผลการปฏิบัติงาน (Work Performance
Assessment) มีการทางานอย่างรักษาเวลาและมีความรบั ผดิ ชอบให้สาเร็จตามเป้าหมาย (Work
Oriented and Efficient)
6.วฒั นธรรมการจดั การทใ่ี ห้ปัจเจกบคุ คลเปน็ ผู้ตดั สินใจ หรอื การตดั สินใจขึ้นอยู่
กบั ผู้บริหารสูงสดุ (โดยผา่ นระบบการทางานแบบทมี มากอ่ นแลว้ )
องค์กรของชาวอเมริกันจะมีการตัดสินใจในระดับผู้บริหารระดับสูง (CEO) หรือของ
ผู้รับผิดชอบงานน้ัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานแต่ละงานเมื่อได้มีการกระจายหรือมอบหมายไปแล้ว
อานาจการตัดสินใจอยู่ที่บุคคลผู้รับผิดชอบนั้น รวมทั้งความรับผิดชอบก็เป็นภาระของบุคคลผู้
น้ันด้วย ซึ่งเป็นการกระจายอานาจ (Decentralization) ให้บุคลากรได้ร่วมรับผิดชอบงานใน
องค์กรรว่ มกัน
ดังนั้น หากมีอะไรผิดพลาดบกพร่องจากการทางาน คนที่รับผิดชอบคือคนที่ตัดสินใจ
ซึ่งเรียกว่าเป็นการกระจายอานาจ ถึงแม้ว่าองค์กรชาวอเมริกันจะมีวัฒนธรรมการทางานแบบ
เป็นทีม ที่ทุกคนรับผิดชอบงานของตนให้เต็มที่และนาผลงานมารวมกันเพื่อประโยชน์ของ
ส่วนรวมหรือขององค์กร แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการสุดท้ายที่เป็นการตัดสินใจของระดับ
องค์กรจะเปน็ บทบาทของผู้บริหารระดับสูงสุด
105
Lawrence (1996) ได้กล่าวว่า ในการเจรจาทางธุรกิจกับชาวอเมริกันน้ัน ควรไปติดต่อ
หรือประสานงานให้ถึงระดับผู้บริหารระดับสูงในองค์กร เพราะผู้บริหารระดับสูงของอเมริกัน
นั้นมีความรวมเร็วในการตัดสินใจ (The decision is taken quickly) และถ้าหากมีความพึงพอใจ
ในการเจรจาต่อรอง หรอื มองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกันกจ็ ะถึงข้ันทาสัญญาธุรกิจในวงเงิน
การลงทนุ ทีส่ ูง
7.วัฒนธรรมการจดั การท่ีเน้นการทางานเป็นเรอ่ื งๆ ในชว่ งเวลาหนึ่ง (One Thing
at a Time)
องค์กรของชาวอเมริกันจะให้ความสาคัญของเวลา คือ การทางานของแต่ละบุคคลจะ
มีการจัดเรื่องตารางเวลาทางานที่ชัดเจนและทางานให้เสร็จเป็นเร่ืองๆ ไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้บุคคล
ได้ทางานอย่างมีสมาธิ และทุ่มเทให้กับการทางานอย่างเต็มที่ หรือแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่
น้ันเอง
ในการติดต่อประสานงานเกี่ยวกับธุรกิจ เร่ืองการรักษาเวลาหรืออยู่ในเวลาการนัด
หมายนับเป็นเร่ืองที่คนอเมริกันให้ความสาคัญค่อนข้างเอาจริงเอาจัง (ซีเรียส) หากไม่สามารถ
ไปพบตามเวลาที่นัดหมายได้ จะต้องมีการแจ้งด้วยโทรศัพท์โดยทันที พร้อมแสดงความรู้สึก
เสียใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพฤติกรรมเชน่ นสี้ ามารถสร้างความประทับใจหรือความรู้สึกทีด่ ๆี ให้กบั คู่
เจรจาได้เป็นอย่างดี กล่าวได้ว่า การทางานในองค์กรชาวอเมริกันจะยึดอยู่กับเร่ืองเวลาที่เป็น
ปัจจุบัน และมีแนวโน้มต้องการคาตอบ การตัดสินใจที่ไม่ต้องให้รอนาน ฉะนั้น เราจะพบว่า
ชาวสหรัฐที่จะทาธุรกิจร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าคนชาติเดียวกันหรือกับชาวต่างชาติ จะมีการ
เตรียมการตา่ งๆ มาล่วงหน้าเป็นอย่างดี
8.วฒั นธรรมการจดั การทย่ี ึดเรื่องระบบ (Focusing on System Based)
องค์กรของชาวอเมริกันจะทางานอย่างเป็นระบบหรือยึดระบบเป็นหลักในการทางาน
การจัดการแต่ละบุคคลจะมีข้ันตอนการทางาน เริ่มจากมีการวางแผน มีการกาหนด
วัตถุประสงค์ของการทางาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยอยู่บนฐานของนโยบายและวิสัยทัศน์
ภารกิจขององค์กร นอกจากนี้ยังพบได้ว่า หลักการจัดการ หลักการบริหารจัดการองค์กรที่
ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกหรือมีการเผยแพร่หลักการ ระบบใหม่ๆ นั้น มักเป็นตาราหรือ
หนงั สือทีม่ าจากสงั คมอเมรกิ ันเป็นส่วนใหญ่
106
สรุป
วัฒนธรรมการจัดการของสหรัฐ เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมการจัดการสากลที่หลายๆ
ประเทศหรือประเทศส่วนใหญ่มุ่งจะพัฒนาแบบเลียนแบบ เพื่อให้สามารถบรรลุความสาเร็จใน
การทางาน การทาธรุ กิจในสงั คมโลกแบบโลกาภวิ ฒั น์
คาถามทบทวน
1. สังคมสหรัฐอเมริกามีวัฒนธรรมการจัดการอย่างไร
2. วัฒนธรรมการจดั การแบบสหรัฐอเมริกา อะไรบ้าง
3. ท่านคิดว่าวัฒนธรรมการจัดการแบบสหรัฐอเมริกาเหมาะสมกับการดาเนิน
ธรุ กิจในยคุ ปจั จบุ นั หรอื ไม่ อย่างไร
4. ท่านคิดว่าการวัฒนธรรมการจดั การแบบสหรัฐอเมริกา มอี ิทธิพลต่อสังคมไทย
หรอื ไม่
5. จงยกตัวอย่างบริษัทหรอื ธุรกิจของสหรฐั อเมริกาที่ท่านรจู้ กั มีอะไรบ้าง
107
อา้ งอิง
Harland, B. (1996). American and East Asia in the past and the future. Singapore:
Institute of Southeast Asian Studies.
Chung, T,Z. (1991). ‘Culture: A Key to Management Communication Between the Asian-
Pacific Areaand Europe. Europe-Management Journal. Dec. Vol.9.
No.4.pp.419-424 สืบค้นจากเวบ็ ไซต์ wikpedia.com และเว็บไซต์ของกระทรวง
การตา่ งประเทศของไทย
Hall, W. & hall, M. (1989). The American: Understanding Cultural Differences.
Yamounth ,Maine: Intercultural Press.
บรรจง อมรชีวนิ . (2547). Cross-Culture วฒั นธรรมขา้ มชาติ กับการบรหิ ารและการ
เจรจาตอ่ รอง.กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยเู คช่นั .
Hall, T. & Hall, M. (1989). Understanding Cultural Differences. Yarmounth , Maine:
Intercultural Press.
Poe, J. (1969). The American Business Enterprise: Introductory text and cases.
Illinois : Richard D. Irwin, Inc.,
Lawrence, P. (1996). Management in the USA. London: SAGE Publications.
Harris, P. & Moran, R. (1987). ‘Doing Business with North American-USA/Canada’.
Managing Cultural Differences. London: Gulf Publishing Company.
Lawrence, P. (1996). Management in the USA. London: SAGE Publications.
108
109
บทที่ 11
วฒั นธรรมการจดั การแบบตะวันตก : ฝรัง่ เศส
ประเทศฝร่ังเศส มีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีความยิ่งใหญ่เกรียงไกรตั้งแต่ใน
สมยั อดีตและดาเนินมาถึงปัจจุบนั ตามหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ ประเทศฝรั่งเศสสืบเช้ือสาย
มาจากพวกโกลในศตวรรษที่ 1 จากนั้นตกมาอยู่ใต้การปกครองของพวกแฟรงก์ (ดังน้ัน คา
เรียกชื่อประเทศ France มาจากคาว่าแฟรงก์เช่นกัน) ประเทศฝรัง่ เศสมีการปกครองด้วยระบบ
กษัตริย์มาก่อน จากหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ ว่าเริ่มในศตวรรษที่ 5 เม่ือพระเจ้าชาร์เลอมาญ
ต้ังจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ขึน้ ใน ค.ศ.843 ด้วยความมีอานาจพระองค์ใดมีการขยายอาณา
เขตครอบคลมุ ท้ังฝรัง่ เศสและเยอรมนี
ในช่วงของความรงุ่ เรืองอานาจสงู สุดของราชสานกั ฝรั่งเศส ตรงกับรัชสมัยพรเจ้าหลุยส์
ที่ 14 (ค.ศ. 1643-1715 ซึ่งตรงกับรชั สมัยของพระนารายณ์มหาราชของไทย) ซึ่งในยุคนี้ฝร่งั เศส
นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป และมีอานาจทางการเมอื ง เศรษฐกิจศิลปะ และ
วัฒนธรรมต่อทวีปยุโรปเป็นอย่างมาก ประเทศฝรั่งเศสมีการปกครองด้วยระบบกษัตริย์มา
หลายพันปี ในการปกครองสถาบนั กษตั รยิ ์จะมีอานาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศ
กล่าวได้ว่า ประเทศฝรั่งเศสมีการพัฒนาความเจริญและมีวัฒนธรรมที่ได้รับแรง
บันดาลใจจากศิลปกรรมยุคเรอเนซองซ์ของอิตาลี ซึ่งเน้นความหรูหราและฟุ่มเฟือยที่สุดใน
ยุโรป17 ดังนั้นในช่วงรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมาเรีย อังตอเน็ต ของราชวงศ์บูร์
บอง ได้วิกฤตการณ์ครั้งสาคัญอันนาไปสู่การล่มสลายของระบบการปกครองด้วยสถาบัน
กษัตริย์ในที่สุด ด้วยมีปัญหาด้านการคลังที่เป็นปัญหาเร้ือรังมาเป็นระยะเวลายาวนาน
ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อน แต่ในขณะที่ราชสานักยงั มีแต่ความฟุ่มเฟือย ได้นาสู่การบุก
ทลายคุกบาสตีลในที่สุด โดยการทลายคุกบาสตีลนับเป็นเหตุการณ์แรกก่อนระเบิดสงคราม
ปฏิวัติฝร่ังเศส ทาให้ประเทศฝร่ังเศสได้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบระบอบ
สาธารณรัฐ หลักการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1792 นายพลหนุ่ม นโปเลียน โบนาปาร์ตได้
สถาปนาตัวเองข้ึนเป็นจักรพรรดิและได้ขยายอานาจรุกรานประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป จนเมื่อน
โปเลียนพ่ายแพ้ในสงคราม ประเทศฝร่ังเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐที่สอง แต่ก็ดารงอยู้
ได้ไม่นานเพราะหลุยส์ นโปเลียน หลานลุงของนโปเลียนที่ 1 ได้ทาการยึดประเทศและตั้ง
จักรวรรดิทีส่ องข้ึนมาอีกคร้ังหนึง่
110
ต้ังแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง ทศวรรษที่ 60 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม จักรวรรดิ
ฝร่ังเศสนับว่ามีพื้นที่ใหญ่โตมาก โดยช่วงที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงยุคทศวรรษที่ 20 ถึง 30 ซึ่งมีกว่า
12,898,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นจักรวรรดิอันดับสองของโลก รองมาจากจักรวรรดิ
องั กฤษ
ข้อมูลพื้นฐานของประเทศฝรัง่ เศส
ในปัจจุบันนี้ ประเทศฝรั่งเศสมีการปกครองแบบระบบประชาธิปไตยแบบที่มีทั้ง
ประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี (เรียกว่า ยุคสาธารณรัฐที่ห้า) กว่าทศวรรษที่ผ่านมาท้ัง
ประเทศฝร่ังเศสและประเทศเยอรมนีนับเป็นผู้นาของการรวมตัวต้ังประชาคมยุโรป ซึ่งพัฒนา
มาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน นอกจากนปี้ ระเทศฝรั่งเศสยังเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะ
มนตรคี วามม่ันคงแห่งสหประชาชาติ
การปกครองของประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นยุโรป ออกเป็น 22 แคว้น (Regions) และแต่
ละแคว้นแบ่งออกเปน็ จงั หวัด (Departments) รวมท้ังหมด 96 จงั หวัด18
ประเทศฝรั่งเศสมีพื้นที่ 675,417 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1.3 เท่าของไทย) ประเทศ
ฝรั่งเศสต้ังอยู่ทิศตะวันตกของทวีปยุโรป ทิศเหนือติดกับช่องแคบอังกฤษ ประเทศเบลเยียม
และลักเซมเบิร์ก สว่ นทิศตะวันออกติดกบั เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี โดยทิศตะวันตก
ติดกบั มหาสมทุ รแอตแลนตกิ และทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอรเ์ รเนียน อันดอร์ราและสเปน
ภูมิอากาศ ประเทศฝร่ังเศสมีภูมิอากาศ 4 ฤดูกาล โดยทั่วไปในฤดูหนาวอากาศจะ
หนาวเยน็ และฤดูร้อนจะมีอากาศอบอุ่น
ด้านศาสนา ชาวฝรัง่ เศสนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกคิดเป็น 85% เป็นชาว
มสุ ลิม 10% ส่วนนบั ถือครสิ ต์นกิ ายโปรเตสแตนท์ประมาณ 2 % และนับถือศาสนายิวเพียง 1%
การจะก้าวเข้ามาเป็นผู้นา ผู้บริหารของชาวฝรั่งเศสได้น้ันสามารถทาได้โดยผ่านสอง
วิธีการ คือ ใช้ระบบการศึกษา และวิธีการทางานที่มีประสบการณ์ ที่สะท้อนการได้ทางานมา
ยาวนาน โดยการทางานน้ันมีประสิทธิภาพให้กับองค์กร (Long standing Service in a
Company)
วฒั นธรรมหรือลกั ษณะการจดั การแบบฝรงั่ เศส
ชาวฝรั่งเศสนั้นจะมีวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมการทางานที่รับผิดชอบและเน้นการอ่าน
การหาข้อมลู การวิเคราะหเ์ รื่องราวด้วยข้อมลู ตัวเลขมาเปน็ ฐานเสมอ ในด้านการทางานใดๆ ที่
เป็นเร่ืองเกี่ยวกับวิชาการ วิชาชีพจะอยู่บนฐานของแนวคิด ทฤษฎีประกอบ มีการให้
111
ความสาคัญกับการอ่าน การค้นคว้า ชาวฝร่ังเศสของการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตรงๆ ด้วย
แนวคิด ทฤษฎี มีการอ้างองิ ประกอบการให้เหตุผลด้วย ทางานอย่างทุ่มเทเงียบๆ
หากติดต่อธุรกิจต้องมีการประสานงานล่วงหน้าและผ่านคนรู้จัก จะได้รับการอนุญาต
ให้พบ และได้รับการยกย่องให้เกียรติแก่คณะผู้ติดต่อประสานงานแล้ว ทางฝร่ังเศสจะมีการ
เลี้ยงอาหารกลางวันพร้อมเจรจาธุรกิจไปด้วย แต่ถ้าไม่ได้ให้ความสาคัญมากก็ให้การต้อนรับ
แบบเรียบงา่ ย ณ ทีท่ างาน มีการเลี้ยงกาแฟดาด้วยเลก็ ๆ สไตล์ฝร่ังเศส แล้วกจ็ บ
ในเนื้อหาการเจรจา ชาวฝร่ังเศส มักจะมีการพูดเข้าประเด็นตรงๆ ว่าต้องการอะไร ให้
ทาอะไร และในบางคร้ังขณะทาการเจรจาธุรกิจ ชาวฝรั่งเศสอาจจะอ้างว่าทราบข้อมูลแล้ว ถ้า
ผเู้ จรจาให้เหตผุ ลเพิม่ ดว้ ยน้าหนกั ทีม่ าก ชาวฝร่ังเศสกย็ อมรับฟงั
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของหลายๆ ความคิดเห็น อาจมองว่าชาวฝร่ังเศสน้ันมีนิสัยที่
ชอบพูดมากและค่อนข้างพูดเสียงดัง (ทานองเรียกร้อง) ส่วนในมุมมองของนักวิชาการด้าน
ภาษาฝรั่งเศส เช่น จิรประภา บุญพรหม (2549) 21 ได้แสดงความคิดเห็นว่า เท่าที่มี
ประสบการณ์ ใช้ชีวิตในประเทศฝร่ังเศส พบว่าชาวฝรั่งเศสจะเป็นบุคคลที่ค่อนข้างเก็บตัว และ
ไม่ค่อยสุงสิงกับใครมากนัก และเป็นบุคคลที่ค่อนข้างเก็บตัว และไม่ค่อยสุงสิงกับใครมากนัก
และเป็นบุคคลที่มีความเกรงใจ และยอมรับความเป็นส่วนตัวของผู้อ่ืน เพราะถือว่าเป็นมารยาท
ในการเข้าสังคม เวลาที่อยู่ในสถานที่เป็นสาธารณะ เช่น ไปรษณีย์ บนรถเมล์ รถไฟ หรือ
พิพิธภัณฑ์ ชาวฝร่ังเศสจะพูดจากันเบามาก หรือส่วนใหญ่จะเงียบไม่พูดไม่จา แต่หากได้รู้จัก
เป็นเพื่อนชาวฝร่ังเศสจะให้ความสนิทสนมและรักษามิตรภาพยาวนาน ย่ังยืน และช่วยเหลือ
อย่างเตม็ ที่
เราสามารถสรุปวฒั นธรรมการจดั การแบบฝรัง่ เศส มีดงั ต่อไปนี้
1.วัฒนธรรมการจดั การทีย่ งั ยึดระบบลาดบั ชั้น (Hierarchy Based System)
ด้วยสภาพของสังคมประเทศฝรั่งเศส ถึงแม้จะเป็นประเทศประชาธิปไตยแต่ก็ยังคง
ซ่อนความมีชนช้ันที่ยังยึดถือกันอยู่ในสังคมชั้นสูง และด้วยระบบการศึกษาที่เน้นการคัดเลือก
กลุ่มผู้เรียนตามผลสัมฤทธิ์และศักยภาพส่วนบุคคล ได้ส่งผลทาให้การจัดการในองค์กรยังคง
ดารงเร่ืองลาดับชั้นอยู่ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ดารงตาแหน่งผู้บริหาร ต้องเป็นกลุ่มที่มีความ
เป็นเลิศดา้ นสติปญั ญาและผา่ นระบบการศกึ ษาทีม่ กี ารคัดเลือกเป็นการเฉพาะ
2.วัฒนธรรมการจดั การทีย่ ึดหลักการ (Principle Based)
ชาวฝรั่งเศสจะมีวัฒนธรรมการจัดการ การทางานที่เน้นหลักการ มีการปฏิบัติที่เอา
จริงเอาจัง (Pragmatic) จนสามารถมองเห็นเป็นบุคลิกภาพของชาวฝร่ังเศส ดังปรากฏใน
112
รายงาน Special report the United State institute of Peace (2001)22 ถึงเหตุการณ์การเจรจา
ระดับนานาชาติของชาวฝรั่งเศสในปี ค.ศ.2000 ว่า
“...French international policy positions and negotiating behavior are often seen to
have three primary characteristics. The first characteristic is principle. …whether its position
are principled or pragmatic…”
ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์การทางานร่วมกับชาวฝรั่งเศสของผู้เขียนที่พบว่า ชาว
ฝร่ังเศสจะมีหลักการทางาน มีระบบความคิดที่ชัดเจน เป็นคนที่ค่อนข้างมีเหตุผลและยึดถือ
หลักการ (Principles) ค่อนข้างมาก ในการทางานร่วมกัน ดูเหมือนว่าชาวฝร่ังเศสจะไม่ค่อย
ยืดหยุ่นในตอนแรกๆ ซึ่งเร่ืองนี้อาจสร้างความไม่ลงรอยกันได้ในระหว่างการทางานข้าม
วัฒนธรรม แต่ในการทางานร่วมกันไปในระยะยาวชาวฝร่ังเศสก็ยอมรับเพื่อนร่วมงานและ
พร้อมสนับสนนุ ใหม้ ีแนวทางการทางานรว่ มกนั หรือสนบั สนนุ ให้เกิดความสาเร็จในการทางาน
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของบญุ ส่ง บุญมาก (2544) ที่ศกึ ษาเรื่องคุณสมบัติของบัณฑิต
ที่บริษัทฝร่ังเศสในประเทศไทยต้องการพบว่า มีปัญหาด้านวัฒนธรรมการทางานและ
พฤติกรรมการทางานของของชาวไทยที่เป็นพนักงานและผู้บริหารชาวฝร่ังเศส ชาวไทยจะมอง
ว่าผู้บริหารชาวฝร่ังเศส ค่อนข้างทางานจริงจัง การสื่อสารกับพนักงานมีน้อย เช่น มักไม่ทัก
ท้ายพูดเล่นกบั พนกั งาน น่งั ทางานเงียบๆ ไม่พดู ไม่จา ไม่ทักทายเล่นหวั
ในผลของการวิจัยคร้ังนี้ พบว่า ชาวไทยที่ทางานในตาแหน่งเลขานุการแสดงความ
คิดเห็นว่า ผู้บริหารชาวฝร่ังเศสที่ทางานด้วยน้ัน มักเอาแต่ใจสูง มีความเชื่อม่ันสูง การ
วิพากษ์วิจารณ์งานที่ทา หรอื มีความผดิ พลาด ทีค่ ่อนข้างตรงเกิดไป (สิ่งน้ีอาจขดั กับวัฒนธรรม
การทางานของไทย ที่ชาวไทยมักพูดจาอ้อมๆ หรือไม่ตาหนิตรงๆ) นอกจากนี้ผู้บริหารชาว
ฝร่ังเศสมักส่ังงานแล้วมักให้ทาทันทีและกาหนดเวลาที่ชัดเจนให้แล้วเสร็จ ซึ่งเลขานุการชาว
ไทยอาจไม่คุ้นเคยกบั การทางานทีม่ เี งื่อนไขเวลา กเ็ ลยทาใหม้ ีมุมมองตอ่ ผู้บริหารชาวฝรง่ั เศสไป
ในทางตดิ ลบ ดังตวั อย่างการสัมภาษณ์ทีว่ ่า
“...เจ้านานฝร่ังเศสมกั หวั เสียบ่อยๆ เขาจะทางานอย่างรบี ร้อนอยู่ตลอดเวลา...”
อย่างไรก็ตาม ชาวไทยที่ทางานร่วมกับผู้บริหารชาวฝร่ังเศสก็มีความพึงพอใจในการ
ทางานร่วมเพราะผบู้ ริหารชาวฝรงั่ เศสส่วนใหญ่มีความกระตือรอื ร้นในการทางาน มีสติปัญญา
และไหวพริบเฉลียวฉลาด เมื่อมีปญั หาในการทางานกส็ ามารถทาการแก้ไขได้อย่างรวดเรว็ ด้วย
เหตุผลและเปน็ รปู ธรรม และมีประสิทธิภาพ
ในการศึกษาครั้งนี้ได้มีมุมมองของผู้บริหารชาวฝร่ังเศสที่มองชาวไทยที่ทางานด้วยว่า
มักไม่ชอบพูด ไม่ชอบถาม ไม่มีความถนัดหรือมีทักษะการใช้ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ
113
ดังที่คาดหวัง เม่ือมีปัญหาในการทางานมักเก็บเงียบ ไม่กล้ารายงานผบู้ ริหารทาใหง้ านเสียหาย
นอกจากนี้ผู้บริหารชาวฝรั่งเศสยังมองว่า ชาวไทยที่ทางานด้วยน้ัน มักขาดการตัดสินใจที่
เด็ดขาดและมีความรับผิดชอบในงานอยู่ในระดับน้อย ดังน้ันในเวลาที่มีการประชุมในรูปของ
คณะกรรมการจึงทาให้งานล่าช้า เสียหายแก่บริษัท รวมท้ังชาวไทยค่อนข้างขาดความพร้อมใน
การทางาน ขาดความคิดสร้างสรรค์งานให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา กลัวความผิดพลาด เม่ือมีการ
มอบหมายงานใหม่ๆ ให้ทากม็ กั ปฏิเสธด้วย อา้ งว่ากลวั งานออกมาผิดพลาด
สรุป
วัฒนธรรมการจัดการของฝร่ังเศส เป็นการทางานที่เน้นหลักการ พฤติกรรมการ
ทางานที่รับผิดชอบและเน้น การหาข้อมูล การวิเคราะห์ด้วยข้อมูลตัวเลข ชาวฝร่ังเศสของการ
วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตรงๆ ด้วยแนวคิด ทฤษฎี มีการอ้างอิงประกอบการให้เหตุผลด้วย และ
ทางานอย่างทุ่มเท
คาถามทบทวน
6. ฝรั่งเศสมปี ระวตั ิศาสตร์และวฒั นธรรมอย่างไร
7. วฒั นธรรมการจดั การแบบฝรงั่ เศส เปน็ อย่างไร
8. ท่านคิดว่าวัฒนธรรมการจัดการแบบฝรั่งเศสเหมาะสมกับการดาเนินธุรกิจใน
ยคุ ปจั จบุ ันหรอื ไม่ อย่างไร
9. จงสรุปงานวิจัยเร่ืองคุณสมบัติของบัณฑิตที่บริษัทฝรั่งเศสในประเทศไทย
ต้องการ
10.จงยกตัวอย่างบริษทั หรอื ธรุ กิจของฝร่งั เศสทีท่ ่านรจู้ กั มีอะไรบ้าง
114
อา้ งอิง
จริ ประภา บุญพรหม. (2549). มองฝรงั่ เศส นี่หรอื คนฝร่ังเศส. หนงั สือพิมพเ์ ชียงใหมน่ ิวส.์
ฉบับที่ 3 วนั ที่ 22 มกราคม 2549.
Special report the United States institute of Peace on French Negotiating Style. April 26,
2001. Available www.usip.org . [4 October, 2007].
บญุ ส่ง บุญมาก .(2544). รายงานการวจิ ยั เรอ่ื ง คุณสมบัติของบัณฑิตที่บริษทั ฝร่ังเศส
ในประเทศไทยต้องการ. คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภฏั
จันทรเกษม.
115
บทที่ 12
วัฒนธรรมการจัดการแบบตะวนั ตก : เยอรมนั
ประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนี เป็นชนชาติที่มีมานานพร้อมๆ ชาวโรมัน เม่ือ
จักรวรรดิโรมันล่มสลาย ชนชาติเยอรมันได้รวมตวั กันจนมีอานาจในทวีปยุโรป แทนที่ชาวโรมัน
นาไปสู่กาเนิดจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หรือจักรวรรดิที่ 1 ในสมัยกลาง (Middle age) ซึ่ง
สามารถธารงเป็นพันปี ภายใต้การรวมกลุ่มเป็นรัฐเล็กๆ กว่าร้อยแห่ง จนกระทั่งนโปเลียนได้
ยกเลิกจักรวรรดินี้ไป ได้กลายเป็นสมาพันธรัฐเยอรมนี ที่เป็นกลุ่มของรัฐต่างๆ จนกระทั่ง
ราชอาณาจักรปรัสเซียสามารถรวบรวมประเทศเยอรมนีโดยการนาของบิสมาร์กผู้มีขื่อเสียง
กลายเป็นจักรวรรดิเยอรมันหรือจักรวรรดิที่ 2 ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการปฏิวัติล้ม
ระบบกษัตริย์ ทาให้ประเทศเยอรมนีได้กลายเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ ประเทศเยอรมนีประสบ
ปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างหนักจนกระท่ังประเทศเยอรมนีโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด และผลของ
สงคราม ประเทศเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม ทาให้ประเทศเยอรมนีตะวันตก ด้วยการสร้าง
กาแพงเบอร์ลินก้ันสองดินแดน ดว้ ยเหตผุ ลทางการเมืองในความแตกต่างของลัทธิการปกครอง
แบบประชาธิปไตยอันมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหน้ากลุ่ม และการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ อันมี
สหภาพรัสเซียเป็นหวั หน้ากลุ่ม ต่อมาในปี ค.ศ. 1990 เยอรมนีได้รวมกันเป็นหนึง่ เดียวมาจนทุก
วันนี้ ตงั้ แต่สมยั โบราณ ประเทศเยอรมนไี ด้รบั การยกย่องและยอมรบั ทว่ั โลกว่าเป็นประเทศแห่ง
นักประดิษฐ์ มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในระดับสูง เช่น การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ การผลิต
รถยนต์ และมคี วามยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าประเทศฝรงั่ เศส
ปจั จบุ ัน ประเทศเยอรมนีมีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้านดว้ ยกันถึง 9 ประเทศ คือ ทิศ
เหนือติดประเทศเดนมาร์ก ทิศตะวันตก ติดประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และ
ฝร่ังเศส ส่วนทิศใต้ติดกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และทิศตะวันออก ติดกับ
สาธารณรัฐเช็กและสาธารณรัฐโปแลนด์ ภูมิประเทศแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ทางตอนใต้
เป็นภูเขาสูง ตอนกลางประเทศเป็นที่ราบสูง มีภูเขาขนาดกลางเป็นหย่อมๆ ซึ่งกินพื้นที่
ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ ส่วนทางภาคเหนือมีลักษณะเป็นที่ราบที่ค่อยๆ ลดความสูงไป
เรื่อยๆ ไปจนถึงฝง่ั ทะเลด้านทิศเหนอื
ส่วนภูมิภาคอากาศของประเทศเยอรมนีจะมี 4 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน ฤดูใบไม่ร่วง ฤดู
หนาว ฤดูใบไม้ผลิ การแบ่งเวลาของประเทศเยอรมนีเป็นแบบยุโรปตอนกลาง ซึ่งเวลาช้ากว่า
116
ประเทศไทยอยู่ 6 ชั่วโมง ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ส่วนในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือน
เมษายนถึงตุลาคมเวลาจะช้ากว่าประเทศไทยอยู่ 5 ช่วั โมง
ประเทศเยอรมนีประกอบไปด้วยคนเชื้อชาติเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ แต่หลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ พบว่ามีคนเยอรมันหลายเผ่าพันธุ์ เช่น เผ่าแฟรงค์ เผ่าซัสชั่น เผ่าชวาเบ็น และ
เผา่ บาวาเรยี
ด้วยประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีตั้งอยู่ในทวีปยุโรป มีอาณาเขตติดต่อกับ
ประเทศเพื่อนบ้านทุกด้าน (โปรดดูแผนที่ของประเทศเยอรมนี) จึงมีความสัมพันธ์กับความ
หลากหลายทางวัฒนธรรม แตด่ ้วยความเปน็ ยโุ รปทีม่ ีความสมั พันธ์ทีด่ ตี ่อกนั มกี ารพึ่งพากนั ใน
ด้านเศรษฐกิจ จึงมีการทาข้อตกลงเร่ืองการเดินทางข้ามแดนโดยไม่มีวีซ่า การใช้ระบบเงินตรา
สกุลเดียวกัน คือเงนิ ยูโร ในปัจจบุ ัน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ยังมีความเจริญและ
เป็นผู้นาทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง พรมแดนทางทิศเหนือติดทะเลเหนือเดนมาร์ก และทะเล
บอลติก ทิศตะวันออกติดโปแลนด์และสาธารณรัฐเช็กทิศใต้ติดออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์
ทิศตะวันตกติดฝร่งั เศส ลกั เซมเบิรก์ เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ มีเมอื งหลวงคือเบอร์ลิน
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมนีได้ถูกแบ่งเป็นสองส่วน เป็นประเทศ
เยอรมนีตะวันตกและประเทศเยอรมนีตะวันออก ก่อนจะกลับมารวมประเทศกันอีกครั้งในวันที่
3 ตลุ าคม พ.ศ.2533
ถึงแม้ว่า ระบบการศึกษาของประเทศเยอรมนีจะมีคุณภาพและมีมาตรฐานแต่ชาว
เยอรมนีจะมีคุณภาพและมีมาตรฐานแต่ชาวเยอรมันมีความเชื่อว่า การเป็นนักวิชาชีพที่ดี
(Professional person หรือ Practitioner) น้ันไม่ได้เกิดมาจากระบบการศึกษา แต่ขึ้นอยู่กับ
พื้นฐานและประวัติศาสตร์ของการฝึกอบรมด้านอาชีพซึ่งเร่ืองนี้นับว่ามีสาคัญมากกว่า ดังที่
ประเทศเยอรมนีสามารถผลิตเคร่ืองจักร เคร่ืองกล งานโลหะ การก่อสร้าง หรือรถยนต์ที่มี
ชื่อเสียง และมีคุณภาพสูง อาที รถเบนซ์ รถพอร์ช รถบีเอม็ ดบั บลิว
ลักษณะวัฒนธรรมการจัดการแบบเยอรมนี
วัฒนธรรมการจดั การแบบเยอรมนี สามารถสรปุ เปน็ ประเดน็ ๆ ได้ดังต่อไปนี้
1.วัฒนธรรมการจัดการท่ีมีรูปแบบยึดฐานสมรรถนะและความสัมพันธ์ระหว่าง
ธุรกิจบริการและการปฏิบตั ิจริง (Pattern of Business Related Practices Built Around
a Competence)
จากการศึกษาของ Glunk, Wilderom & Ogilvie (1996) ได้แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรม
การจัดการของเยอรมนีที่เป็นกุญแจสาคัญ คือ การจัดการที่มีรูปแบบยึดฐานสมรรถนะและ
117
ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างธุรกิจและการปฏิบัติจริง นั่นคือประเทศเยอรมนีให้
ความสาคัญและบังคับให้มีผลปฏิบัติอย่างท่ัวถึงในเร่ืองการฝึกอบรมด้านอาชีพ ซึ่งระบบการ
ฝึกอบรมด้านอาชีพ (Vocational training หรือ Apprenticeship) นี้ได้รับการยอมรับและมี
ชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพมากและกระทาได้จริง โดยอาชีพต่างๆ ในประเทศ
เยอรมนีมีมาตรฐานหลักสูตรกว่า 400 อาชีพ ภายใต้การจัดการศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่
เรียกว่า ระบบทวิภาคี (Dual system) ที่ส่งเสริมให้เยาวชนหญิงชายอายุต้ังแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่
สนใจด้านอาชีวศึกษาได้เข้าเรียนในระบบทวิภาคี หลักสูตรใช้เวลาในการศึกษา 3 ปี โดยมีการ
เรียนรู้ด้านทฤษฎีในสถาบันศกึ ษาเป็นเวลา 2 วัน แล้วมกี ารฝึกการทางานในสถานประกอบการ
จริงในสาขาอาชีพน้ันๆ เป็นเวลาอีก 3 วัน (บางอาชีพก็เรียนทฤษฎีในสถาบันการศึกษาเป็น
เวลา 1 วัน แล้วเรียนฝึกปฏิบัติในสถานประกอบก ารเป็นเวลา 4 วันก็ได้) เพื่อให้เกิด
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างระบบการฝึกอบรมและการจ้างงาน โดยมีการทางานร่วมกัน
อย่างจริงจังและเป็นระบบที่ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ของ 3 องค์กร คือ องค์กรภาครัฐ
สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน สภาหอการคา้ ท้องถิ่น
2.วัฒนธรรมการจัดการเน้นความสาคัญของมนุษย์ในองค์กร (Focusing on
Human Resource)
ด้วยประเทศเยอรมนีใหค้ วามสาคญั กับมนุษย์ในองค์กร หรือทรัพยากรมนุษย์ จึงมีการ
ลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างสูงและเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังที่ระบบการ
อาชีวศึกษาแบบทวิภาคีของเยอรมนีได้ระบุว่า “...แรงงานที่มีความรู้และความสามารถทาง
ทักษะนบั เปน็ เคลด็ ลับของความสาเรจ็ ทางเศรษฐกิจ” (อ้างใน เพช็ รี รูปะวิเชตร์, 2547)
ซึ่งประเทศเยอรมนีได้กระทาตั้งแต่ในสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ หรือ
ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ซึ่งการให้ความสาคัญกับทรัพยากรมนุษย์นี้ ประเทศเยอรมนีให้
ความสาคัญกับทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับผู้ปฏิบัติงานหรือผู้บริหาร โดยที่ผู้ปฏิบัติงานเม่ือฝึก
อาชีพในสถานประกอบการจะมีการสอนงานโดยพี่เลี้ยง (Mentor) หรือในประเทศเยอรมนี
เรียกว่า “Meister” ซึ่งการได้มาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพหรือนายช่างใหญ่นี้ผ่าน
กระบวนการมาอย่างเป็นระบบ และต้องมีการสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกาศ
3.วฒั นธรรมการจัดการที่เนน้ เรอ่ื งทักษะ (Focusing on Skill and Competency)
118
ผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญในองค์กรของเยอรมนีนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ
จริงๆ (Master of Craft) เพราะผู้บริหารในองค์กรวิชาชีพทุกคนล้วนได้รับหรือผ่านระบบการ
ฝึกอบรมด้านอาชีพมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งการศึกษาอาชีวศึกษาแบบนี้จะมีกระบวนการสร้างทักษะ
อย่างเป็นระบบ อันเป็นแนวคิดของการจัดการศึกษาที่เรียกว่า (Working Life) คือ เรียนทฤษฎี
ในโรงเรียนและฝึกงานวิชาชีพในสถานประกอบการที่เป็นสถานที่ทางานจริงๆ ไปพร้อมๆ กัน
ภายใต้การดูแลของนายช่างผู้มีประสบการณ์ และในขณะเดียวกันจะมีโอกาสทางานแบบอิสระ
ที่พัฒนางานไปพร้อมๆ กัน โดยก่อนจบการศึกษาก็จะต้องผ่านการทดสอบเพื่อให้ได้ใบ
ประกอบวิชาชีพทีม่ ีมาตรฐานระดับชาติ ดังน้ัน เมื่อบุคคลเหล่านั้นได้ก้าวมาสู่ตาแหน่งผู้บริหาร
แล้ว ทาให้เข้าใจในงานอย่างลึกซึ้งและรวมเร็ว และอีกปัจจัยหนึ่ง คือ บริษัทหรือองค์กรธุรกิจ
ส่วนใหญ่แล้วจะให้การสนับสนุนเลื่อนตาแหน่งแก่บุคลากร โดยยึดฐานเรอ่ื งคุณภาพของทักษะ
ที่บุคคลมีอยู่ และจานวนปีของประสบการณ์ในการทางานด้านอาชีพนั้นๆ หรือเป็นคุณสมบัติ
ด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญนั่นเอง ดังน้ัน ชาวเยอรมันแต่ละบุคคลจึงมีการพัฒนาทักษะด้วย
ตนเองและจากองค์กร
ด้วยองค์กรในประเทศเยอรมนีนั้นเน้นเร่ืองทักษะในการทางาน จึงส่งผลให้เกิดการยึด
หรือให้ความสาคัญกับเร่ืองการพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ (Product Oriented) เพื่อให้ลูกค้าเกิด
ความประทับใจและจงรักภักดีต่อสินค้า ดังนั้น องค์กรธุรกิจของเยอรมนีส่วนใหญ่จึงมีการ
ลงทุนด้านการคิดค้น การพัฒนาและการวิจยั (Research and Development) กล่าวได้ว่า สนิ ค้า
จากเยอรมนีน้ันได้รับการยกย่องว่ามีความคงทน มีคุณภาพ ใช้งานได้นาน เช่น รถยนต์ งาน
โลหะ สุขภณั ฑใ์ นห้องครวั เป็นต้น
4.วฒั นธรรมการทางานทใ่ี ห้อิสระในท่ีทางาน (Autonomous at Workplace)
ด้วยกระบวนการฝึกอบรมอาชีพของเยอรมนีนั้นได้เริ่มกระทาต้ังแต่เป็นเยาวชน โดย
เน้นการฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการจริง ในระหว่างเรียนภายใต้การดูแลของนายช่าง หรือ
หัวหน้างานช่าง (Craftsman) อย่างใกล้ชิดและมีการแบ่งเวลาให้สามารถทางานเองตามลาพังได้
การฝึกอบรมด้านอาชีพนี้นับเป็นการฝึกความรับผิดชอบ การบ่มเพาะทักษะการทางาน
(Technical Skill) ทักษะด้านพฤติกรรม (Behavior Skill) ตลอดจนการเรียนรู้ในสังคมด้วย
กระบวนเช่นนี้ ทาให้เยาวชนเยอรมันมีการเติบโตและมีความเจริญทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา
อารมณ์ สังคม ไปด้วยพร้อมๆ กันสามารถทางานได้เองอย่างอิสระ รับผิดชอบ ไม่มีความ
จาเป็นที่จะต้องมีการควบคุมอย่างใกล้ชิดและกระบวนการให้อิสระและการให้การสนับสนุน
เลื่อนตาแหน่งที่อาศัยประสบการณ์การทางานอย่างมีทักษะและทางานในองค์กรนั้นๆ มาเป็น
119
เวลานาน ได้ส่งผลทาให้ชาวเยอรมันทุกระดับโดยเฉพาะระดับนายช่างมีความจงรักภักดีต่อ
องค์กร (Loyal Managers)
นอกจากนี้ ด้วยการให้อิสระในการทางาน กระบวนการฝึกอบรมด้านอาชีพที่ตนเลือก
สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบตะวันตกได้ก่อให้เกิดความรัก ความผูกพันในงาน ส่งผลทาให้
บุคลากรทางานในตาแหน่งหรือองค์กรที่สังกัดอย่างยาวนาน และการมีความคิดสร้างสรรค์
ผลิตผลงานใหม่ๆ อยู่เสมอ มุ่งเน้นการผลิตที่มีคุณภาพในระดับที่สูงหรือมีมาตรฐาน (Quality
and Innovation)
สรุป
วัฒนธรรมการจัดการแบบเยอรมนีน้ันจะเป็นลักษณะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน และมี
ชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกถึงความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวัฒนธรรมการ
จัดการที่มีต่อองค์กร และหลักการอาชีวศึกษา (Vocational Education) ที่ยึดการเรียนรู้ที่สถาน
ประกอบการเป็นหลัก (Workplace Based) อันมีรากฐานที่ยาวนานเป็นร้อยๆ ปี ในการพัฒนา
อาชีพ ทักษะของวิชาชีพ การฝึกอบรมด้านอาชีพที่เป็นความร่วมมือกันอย่างจริงจังและเป็น
ระบบของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะสถานประกอบการ (Workplace) ด้วยปรัชญาที่เชื่อว่า
ทักษะการทางานด้านเทคนิค (Technical skill) และทักษะด้านพฤติกรรม (Behavior skill) จะ
ได้ม าซึ่งการเรียนรู้ในสถานที่ท างานห รือสถานป ระกอบ การเป็นส่ วนให ญ่ ส่วน
สถาบนั การศึกษาจะเป็นแหล่งที่ทาการบ่มเพาะปลูกสร้างทักษะด้านพุทธพิสัย (Cognitive Skill)
ได้เป็นอย่างดี
คาถามทบทวน
1. สงั คมเยอรมนั มีลกั ษณะสังคมเป็นอย่างไร
2. วัฒนธรรมการจัดการแบบเยอรมนั เป็นอย่างไรบ้าง
3. ท่านคิดว่าวัฒนธรรมการจัดการแบบเยอรมันเหมาะสมกับการดาเนินธรุ กิจ
ในยุคปัจจบุ นั หรอื ไม่ อย่างไร
4. จงยกตัวอย่างบริษัทหรอื ธุรกิจของเยอรมันที่ท่านรู้จกั มีอะไรบ้าง
5. สรปุ ลักษณะเอกลกั ษณ์ของชาวเยอรมนั ทีม่ ผี ลตอ่ การดาเนินธุรกิจ
120
อา้ งอิง
Glunk, Wilderom & Ogilvie .(1996). Finding the key to German-style management
(abridged). International Studies of Management & Organization
White Plains. Fall 1996, Vol. 26. Issue 3, pp.93-108.
เพช็ รี รูปะวิเชตร์. (2549). งานทีท่ ้าทายของการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์ให้เปน็ บคุ คลที่
มีสมรรถนะทีโ่ ดดเด่น. วารสารศึกษาศาสตร์. ปีที่ 33 ฉบบั ที่ 1-2. หน้า 147-167.
121
บทที่ 13
วัฒนธรรมการจัดการของประเทศเพือ่ นบ้าน
ประเทศเพือ่ นบ้านของไทยส่วนใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกบั ประเทศไทยในเรือ่ งปัจจัยที่
ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมที่คล้ายๆ กันในด้านการดารงชีวิตของผู้คนในสังคมในแถบโลก
ตะวันออก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ความเป็นชาติพันธ์ุ การมีศูนย์รวมจิตใจคือพระมหากษัตริย์
หรือบทบาทของผู้นา หลักคาสอนทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ
ค่านิยม ประเพณี เป็นต้น แต่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศไทยก็อาจมีความแตกต่างกันใน
เร่ืองบางเร่ือง เช่น ด้านการเมือง ระบบการปกครอง หรือภาษา ซึ่งในเร่ืองการเมืองนั้น
ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศก็ยังมีการปกครองแบบสังคมนิยมไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้
ด้วยสาเหตุของการเกิดข้อพิพาททางการเมือง การปกครองหรือการถูกครอบครองโดย
จักรวรรดินิยมมาก่อน ซึ่งส่งผลทาให้ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในสภาพที่ห่างเหิน
กัน
ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมการเมือง การต่างประเทศ ด้วย
อิทธิพลของระบบการค้าเสรี ประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2528 โดยการนาของอดีต ฯพณฯ
นายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ได้มีนโยบายที่เน้นการร่วมมือกันกับประเทศเพื่อน
บ้าน ดังมีนโยบายที่กล่าวว่า “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” หรือโครงการในช่วงต่อๆ
มา เช่น โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ หรือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ โครงการพัฒนาเขตลุ่มแม่น้า
โขง (Great Makong Region) หรือแม้แต่การคิดโครงการที่จะใช้สกุลเงินในเอเชีย เพื่อทาให้มี
อานาจต่อรองกับประเทศมหาอานาจ หรือเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม
เรือ่ งความรว่ มมอื ต่างๆ กย็ ังไม่ปรากฏชัดเจนเป็นรปู ธรรมนกั
ความสมั พนั ธ์กับประเทศเพื่อนบา้ นของไทย
ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ประกอบไปด้วย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา (เขมร)
ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์
ประเทศบรูไน (กลุ่มประเทศอาเซียน) นอกจากนี้ อาจต้องขยายความเข้าใจไปถึงประเทศใน
122
เอเชียใต้ ได้แก่ ประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อีกด้วย
โดยเฉพาะประเทศอินเดีย กาลงั ถกู จับตามองจากทั่วโลกว่ามีศักยภาพในการแข่งขันที่พอๆ กับ
ประเทศจีน โดยเฉพาะในเร่ืองของศักยภาพของความเจริญด้านระบบสารสนเทศหรือไอที
ความพรอ้ มในเรื่องของการสอ่ื สารด้วยภาษาอังกฤษ
ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่มีความเจริญ ก้าวหน้าเคียงคู่หรือบางอย่างได้
เจริญก้าวหน้า หรือล้าหน้ากว่าประเทศไทยค่อนข้างมาก ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย
ดังที่ อานาจ เจริญศิลป์ (2540) ได้กล่าวว่า ด้วยประเทศสิงคโปร์มีพื้นที่น้อย จึงมีการพัฒนา
เทคโนโลยี มาดัดแปลงสร้างอาคารสถานที่ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด
รวมท้ังการปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ประหยัดแบบชาวจีน จึงทาให้ประเทศสิงคโปร์มีความ
เจริญก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ส่วนประเทศมาเลเซีย ด้วยอิทธิพลของประเทศ
อังกฤษที่เคยครอบครองมาเลเซีย และมีการพัฒนาและสร้างความเจริญให้กับมาเลเซีย
ค่อนข้างมาก ต่อมาได้มีชาวจีน ชาวอินเดีย ได้อพยพเข้าไปต้ังรกราก จึงได้ร่วมกันกับชาว
พืน้ เมืองมาเลย์ในการพัฒนาประเทศให้เจรญิ ก้าวหน้า
ส่วนประเทศใกล้เคียง เช่น พม่า หรือเมียนมาร์ อาจเพราะพม่ายังคงมีระบบการ
ปกครองที่เป็นการปกครองโดยรัฐบาลทหาร จึงทาให้เป็นประเทศที่ยังคงปิดอยู่ และไม่ได้รับ
การรังรองจากนานาชาติเท่าที่ควร ส่วนประเทศลาวนั้นถึงจะมีการปกครองแบบสังคมนิยม แต่
ลักษณะวัฒนธรรมบางอย่างใกล้เคียงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เช่น ภาษา (ที่มีความ
ใกล้เคียงกับภาษาถิ่นในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและภาคเหนอื ) ศาสนา ประเพณี ขณะนี้ก็ได้มี
การพัฒนาให้มีความเจริญด้านวัตถุเป็นอย่างมากเช่นกัน ส่วนประเทศกัมพูชา ได้ผ่านสภาวะ
ของศึกสงครามภายในประเทศ บ้านเมืองมีความสงบและมีการสถาปนาระบบกษัตริย์ขึ้นมา
ใหม่ ทาให้บ้านเมืองในขณะมีการพัฒนาไปอย่างมากเช่นกัน ในขณะนี้ ได้เริ่มมีการศึกษา
ค้นคว้า และการวิจัยและมีข้อมูลที่ปรากฏเผยแพร่ในเว็บไซด์ ถึงศักยภาพของประเทศเพื่อน
บ้านของไทย โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ซึ่งกาลังมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเน่ือง
หลงั การเปิดประเทศ และเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) มีการเชญิ ชวนให้นกั ลงทุน
จากต่างประเทศไปลงทุนอย่างมากมาย เช่น ประเทศเกาหลี สิงคโปร์ สหรัฐฯ ไทย จีน ฯลฯ
และด้วยความเด็ดขาดในการปกครองที่ยังเป็นลักษณะของสังคมนิยม ทาให้ประเทศเวียดนาม
สามารถควบคุมประชาชนของตนได้ในระดบั ทีด่ ี
123
สรุป
ในการศึกษาวัฒนธรรมการจัดการของประเทศเพื่อนบ้าน ควรเริ่มจากการศึกษา
ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาติ ลักษณะของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ศาสนา ประเพณี
ความเชื่อ ค่านิยม ระบบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ สภาพของสังคม วัฒนธรรม ระบบ
การศกึ ษา เทคโนโลยีหรือภูมิปญั ญาทีใ่ ช้ตลอดจนประวัติศาสตร์การถูกรุกรานหรอื ครอบครอง
เป็นประเทศในอาณานิคมซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทาให้เราค่อยๆ เข้าใจวัฒนธรรมของประเทศเพื่อน
บ้านและสามารถนาไปสู่การสรุป การวิเคราะห์วัฒนธรรมการจัดการของประเทศเพื่อนบ้าน
ต่างๆ ได้ในทีส่ ุด
คาถามทบทวน
1. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกบั ประเทศเพือ่ นบ้านตั้งแตอ่ ดีตจน
ถึงปัจจบุ นั
2. ท่านคิดว่า ความสัมพันธ์ทางธุรกิจในปจั จบุ ันระหว่างประเทศไทยและประเทศ
เพือ่ นบ้านเป็นอย่างไร
3. จงเปรียบเทียบความเหมอื นและความตา่ งระหว่างประเทศไทยกับประเทศ
เพือ่ นบ้านมาสัก 1 ประเทศ
124
อ้างอิง
อานาจ เจริญศลิ ป์. (2540). ท่อง 6 ประเทศ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย
ไทย สหรฐั ฯ. กรงุ เทพฯ : รุ่งแสงการพิมพ์
สานกั งานการวิจัยแห่งชาติ. การศึกษาเปรียบเทยี บการเตรยี มกาลังคนของไทย
และเวียดนามในระหว่างปี ค.ศ. 1985-2025.
125
บทที่ 14
ความรู้ทวั่ ไปเก่ยี วกบั สมาคมประชาชาตเิ อเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเรว็ ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดความ
ท้าทายด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม การสร้างกลไกเพื่อเตรียมความพร้อม ด้วยการ
พัฒนาคนให้มีศักยภาพสามารถปรับตัวและรู้ทันกระแสการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงที่
สาคัญประการหนึ่งคือ การก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 (ค.ศ.2015)
บรรดาประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน มีข้อตกลงร่วมกันคือ
การรวมเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันอย่างเป็นทางการ ตามที่ได้มีการลงนามร่วมกันในกฎ
บัตรว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน ซึ่งการรวมกลุ่มเพื่อเป็นประชาคมเดียวกันนี้ จะส่งผลต่อ
สิ่งที่ตามมาคือ การเติบโตและพัฒนาด้านต่าง ๆ ท้ังระดับในประเทศและระหว่างประเทศ
ดังน้ันเพื่อให้ทราบความสาคัญ และผลที่สืบเน่ืองต่อการรวมตัวของประเทศในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ หรอื อาเซียน จงึ ควรต้องทราบทีม่ าของการก่อตงั้ องค์กรนี้
ประวตั คิ วามเปน็ มาและองคป์ ระกอบของอาเซียน
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asia
Nations) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนหรือ ASEAN เป็นองค์กรระหว่างประเทศ
ระดบั ภมู ิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้รว่ มกัน
จัดต้ัง สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ สมาคมอาสา (Association of South East Asia :
ASA) ขึ้น เม่ือเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยเน้นความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ สังคมและ
วัฒนธรรม (ณรงค์ โพธิ์พฤกษานันท์, 2558 : 3) แต่ดาเนินการได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงัก
เนื่องจากปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย ต่อมา พ.อ.
(พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะน้ัน (ตรง
กับสมัยรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร) ได้เป็นผู้ริเริ่มและเชิญคณะผู้นาจากประเทศ
สมาชิกอีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย
1. นายอาดัม มาลิก (Adam Malik) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
อินโดนีเซีย
126
2. ต น กู อั บ ดุ ล ราชัก บิ น ฮุส เซ น (Tun Abdul Razak bin Hussein) รอ ง
นายกรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหมแหง่ มาเลเซีย
3. นายนาซิโซ รามอส (Narciso Ramos) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศ ฟิลิปปินส์
4. นายเอส ราชารัตนัม (S.Rajaratnam) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศสิงคโปร์
ในการเข้าร่วมประชุมเพื่อกาหนดแนวทางในการแสวงหาลู่ทางจัดต้ังองค์การ
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok
Declaration) หรือปฏิญญาอาเซียน โดยได้มีการลงนามที่วังสราญรมย์ กรุงเทพ ฯ เม่ือวันที่ 8
สิงหาคม 2510 (กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ, 2552)
สาหรับเน้ือหาในปฏิญญาอาเซียนน้ัน มีเนื้อหาสาระสาคัญที่กล่าวถึงการส่งเสริม
ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์
การเกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคม การยกระดบั รายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อ
ความรงุ่ เรอื งของอาเซียน
วัตถปุ ระสงคห์ ลกั ในการจดั ตั้งอาเซียน
ภาพที่ 14.1 ปฏิญญากรุงเทพฯ (ASEAN Declaration)
ที่มา : กระทรวงการตา่ งประเทศ ASEAN Mini Book. 2556.
127
ในระยะแรกมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพ ความมนั่ คงในภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉียง
ใต้ ซึ่งจะนามาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรมให้มีความแข็งแกร่งขึ้น และเม่ือการค้าระหว่างประเทศในโลกมีแนวโน้มกีดกัน
การค้ารุนแรงขึ้น ทาให้อาเซียนหันมามุ่งเน้นและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้า
ระหว่างกันใหม้ ากขึ้น
วัตถุประสงค์หลักที่กาหนดไว้ในปฏิญญาอาเซียน (The ASEAN Declaration) ระบุ
วัตถปุ ระสงค์ ไว้ 7 ประการ ดังน้ี
1. ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ
สงั คม และวฒั นธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริการ
2. ส่งเสริมการมีเสถียรภาพ สันติภาพและความมัน่ คงของภมู ภิ าค
3. ส่งเสริมความร่วมมือท างเศรษ ฐกิจ สังคม วัฒ นธรรม วิชาการ
วิทยาศาสตร์ และการบริการ
4.ส่งเสริมความร่วมมือซึง่ กันและกนั ในการฝีกอบรมและการวิจยั
5. ส่งเสริมความร่วมมือในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การค้า การ
คมนาคมการส่ือสาร และปรบั ปรงุ มาตรฐานการดารงชีวติ
6. ส่งเสริมการมีหลกั สูตรการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
7. ส่งเสริมความร่วมมือกับองค์กรระดบั ภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้อาเซียนจึงเกิดจากการสถาปนาปฏิญญากรุงเทพ ฯ (The Bangkok
Declaration) โดยประเทศผู้ก่อตั้งตกลงร่วมมือกันเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาและ
ความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และให้ความสาคัญ
กบั การสร้างเสถียรภาพและสันติภาพในภมู ิภาคด้วย การเพิ่มจานวนสมาชิกในเวลาต่อมาอีก 5
ประเทศ คือบรูไน เวียดนาม ลาว กัมพูชาและพม่า ทาให้อาเซียนกลายเป็นกลุ่มความร่วมมือที่
มีความแขง็ แกร่งและมีความเป็นปึกแผ่นในความรว่ มมือมากยิ่งขึ้น
128
ภาพที่ 14.2 ประเทศสมาชิกอาเซียนและปีที่เข้าร่วมการเป็นสมาชิก
ทีม่ า : สมเกียรติ ตรรี ัตนพันธ์, 2555.
วิสยั ทัศนอ์ าเซียน
การประชุมสุดยอดอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 2 เม่ือวันที่ 15 ธันวาคม
พ.ศ 2540 ประเทศไทยได้ริเริ่มให้ผู้นารัฐบาลอาเซียนรับรองเอกสาร “วิสัยทัศน์อาเซียน ค.ศ.
2020” (ASEAN Vision 2020) ซึ่งได้กาหนดทิศทางและเป้าหมายในการดาเนินงานด้านต่าง ๆ
ให้ครอบคลุมท้ังด้านการเมือง เศรษฐกิจและสงั คม รวมถึงการดาเนินความสัมพันธ์กับประเทศ
ที่อยู่ภายนอกอาเซียน
ตารางที่ 14.1 วิสัยทัศนอ์ าเซียนปี 2020
ASEAN Vision 2020
วงสมานฉันท์แห่งเอเชีย หุ้ น ส่ ว น เพื่ อ ก า ร ชุมชนแห่งสังคมที่เอื้อ มุ่งปฏิสัมพันธ์กับ
ตะวนั ออกเฉียงใต้ พัฒนาอย่างมีพลวัต อาทรและแบ่งปัน ประเทศภายนอก
( A Concert of Southeast ( A Partnership In ( A Community of ( An Outward –
Asian Nations) Dynamic Caring and Sharing Looking ASEAN)
Development) Societies)
ทีม่ า : กรมอาเซียน กระทรวงการตา่ งประเทศ. 2553.
129
3 เสาหลักประชาคมอาเซียน (3 Pillars of ASEAN Community)
จากการประชุมสุดยอดอาเซียนเม่ือ พ.ศ. 2550 ได้นาไปสู่การลงนามเพื่อจัดทากฎ
บัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่นาไปสู่การตั้งประชาคมอาเซียน
(ASEAN) เพื่อให้การบริหารงานนาไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียว ตามคาขวัญของประชาคมอาเซียน
ที่ว่า “One Vision, One Identity, One Community” (หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่ง
ประชาคม) ประกอบด้วย 3 เสาหลกั คือ
1. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)
2. ป ระชาค ม การเมื องค วาม มั่ นค งอาเซียน (ASEAN Political-Security
Community : APSC)
3. ป ร ะช าค ม สั งค ม แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม อ า เซี ย น (ASEAN Socio-Cultural
Community : ASCC)
เสาหลักแตล่ ะเสาหลกั มีหนา้ ที่และความสาคญั ดงั ต่อไปนี้
1. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)
อาเซียนก่อต้ังโดยมีวตั ถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อสร้างสนั ติภาพในภูมภิ าคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะนามาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
สังคมและวัฒนธรรม โดยผู้นาอาเซียนเห็นพ้องกันในการจัดต้ังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
และเศรษฐกิจคอื เสาหลักหน่ึงในสามเสาของประชาคมอาเซียน คือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
(ASEAN Economic Community : AEC) มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจของ
อาเซียน ภายใน ปี พ.ศ. 2558 เพื่อการเปน็ ตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and
Production Base) ซึ่งจะทาให้เกิดความขับเคลื่อน ย้ายสินค้าและบริการ การลงทุน และ
แรงงานมีฝีมือได้อย่างเสรี รวมไปถึงการบริโภคสินค้าและบริการที่มีความหลากหลายใน
ภูมิภาค ตลอดจนการเดินทางภายในกลุ่มประเทศจะมีความสะดวกและเสรีมากยิ่งขึ้น เพื่อ
นาไปสู่การเพิ่มขดี ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ในระดับโลก
สาหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ได้เริ่มเม่ือ พ.ศ.2545 เม่ือผู้นาใน
ประเทศอาเซียน ได้ลงนามในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน (Framework
Agreement on Enhancing ASEAN Economic Cooperation) และมีข้อตกลงว่าด้วยการใช้อัตรา
ภาษีพิ เศษ ที่เท่ากันสาหรับ การค้าเสรีอาเซียน (Agreement on the Common Effective
Preferential Tariff: CEPT) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา
(ASEAN Free Trade Area : AFTA) มีเป้าหมายหลักคือการขจัดภาษีสินค้าแก่ประเทศสมาชิก
130
และการยกเลิกอปุ สรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีระหว่างกัน และการดาเนินงานครอบคลุมสินค้า
อตุ สาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป ไม้แปรรูปและคงความยีดหยุ่นใหแ้ ก่สินค้าทีม่ ีความอ่อนไหว
(กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณชิ ย์, 2551)
สาขาของสินค้านาร่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มี 12 สาขาสาคัญ
ของอาเซียน (12 Priority Integration Sectors) โดยมีการกาหนดผู้ประสานงานหลัก (Country
Coordinators) ในแต่ละสาขาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการในสาขาต่าง ๆ
ได้อย่างเสรี รวมถึงเพื่อส่งเสริมการเป็นฐานการผลิตร่วมกนั และการใช้ทรพั ยากรต่าง ๆ อย่าง
มีประสิทธิภาพ ดังตารางตอ่ ไปนี้
ตารางที่ 14.2 สาขาสินค้านาร่อง 12 สาขาสาคญั ของอาเซียน
ประเทศ สาขา
อินโดนีเซีย 1. ผลติ ภัณฑ์ยานยนต์
2. ผลติ ภณั ฑ์ไม้
มาเลเซีย 3.ผลติ ภณั ฑ์ยาง
4.สิ่งทอ
พม่า 5.ผลติ ภณั ฑ์เกษตร
6.ผลติ ภณั ฑ์ประมง
ฟิลิปปินส์,สิงคโปร์ 7.อิเลกทรอนิกส์
8.เทคโนโลยี
9.สขุ ภาพ
ไทย 10.การท่องเที่ยว
11.การบิน
เวียดนาม 12.โลจสิ ติกส์
ที่มา : นววรรณ วฒุ ฑะกุล. 2558 : 81
การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนจี้ ะส่งผลในด้านบวกใหก้ ับ
ประเทศสมาชิก เนอ่ื งจากจะเกิดการขยายตวั ด้านการค้าและการลงทุน สามารถลดอุปสรรคใน
ด้านมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใชภ่ าษี รวมถึงการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
(Single Market and Production Base) จะทาให้มกี ารเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทนุ
แรงงานมีฝมี อื และการเคลื่อนย้ายเงนิ ทุน อย่างเสรี (Free flows of goods,
131
services,investment,skilled labours and free flow of capital) ซึง่ กรมเจรจาการค้าระหว่าง
ประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้วเิ คราะหถ์ ึงผทู้ ี่จะได้รบั ประโยชน์จากการรวมกลุ่มประชาคม
เศรษฐกิจอาเซียนไว้ดงั นี้
ผลทีไ่ ดร้ ับจากการรวมกล่มุ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
1. การตลาดและฐานการผลิตเดียวกนั สินค้าบริการ การลงทนุ แรงงาน
ฝีมือ และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ หรือ
กติกา ทีต่ กลงกันคือ
1.1 อัตราภาษี ร้อยละ 0
1.2 การอานวยความสะดวกทางการคา้ ลดข้ันตอนพิธีการศลุ กากร
1.3 การอนุญาตให้ผู้ส่งออกรับรองถิ่นกาเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self
Certification)
1.4 แหล่งเก็บรักษาข้อมูลการค้าอาเซียน (ASEAN Trade Respository)
เชน่ อัตราภาษี กฎระเบียบทางการคา้
1.5 นักลงทุนอาเซียนสามารถถือหุ้นในธรุ กิจบริการสาขาต่าง ๆ ได้อย่าง
น้อยร้อยละ 70 และลดเลิกข้อจากัด อุปสรรคในการให้บริการทุกรูปแบบ ตามกรอบความตก
ลงการคา้ บริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS)
2. บรรยากาศการค้าและการลงทุนเสรีมีมากขึ้น ลดและเลิกข้อจากัด
กฎระเบียบ ท่เี ป็นอุปสรรคทางการคา้ การลงทนุ โดย
2.1 เปิดเสรีการลงทุน คุ้มครองการลงทุน ส่งเสริมและอานวยความ
สะดวกการลงทุน ครอบคลุมธุรกิจ 5 ภาคส่วน คือ เกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่และภาค
การผลิต รวมถึงบริการที่เกี่ยวเน่ืองตามกรอบความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ASEAN
Comprehensive Investment Agreement : ACIA)
2.2 ปรับประสานนโยบายการแขง่ ขนั และทรพั ย์สินทางปญั ญา
3. มีเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกันในภูมิภาค เพื่อช่วยลดต้นทุน
ทางโลจิสตกิ ส์ในภูมภิ าค เพือ่ นาไปสู่การเพิ่มขดี ความสามารถในการแขง่ ขันของอาเซียน
4. มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกท่ีมีความเสมอ
ภาคยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างกัน ทาให้เกิดกาลังซื้อและการขยายโอกาสในการ
ส่งออกและการลงทนุ
132
5. เพิ่มโอกาสกับภายนอกกลุ่ม โดยเฉพาะกับประเทศคู่เจรจาของ
อาเซียน 6 ประเทศ ที่เรียกว่า อาเซียน+6 (ประกอบด้วย จีน ญี่ปึ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย
นิวซีแลนด์ และอินเดีย) โดยมีการทา FTA กับประเทศนอกภูมิภาค เป็นการเพิ่มโอกาสทาง
การค้าและการลงทุนและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ภายใต้กรอบ
กฎเกณฑ์ หรอื กติกา ทีต่ กลงกัน (กรมอาเซียน กระทรวงการตา่ งประเทศ. 2555)
2. ประชาคมการเมืองความม่ันคงอาเซียน (ASEAN Political-Security
Community : APSC)
ความม่ันคงและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสาคัญในการพัฒนา
ด้านต่าง ๆ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน จึงเป็นเสาหลักความร่วมมือหนึ่งใน
สามเสาหลักที่เน้นการรวมตัวของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นใจ เสถียรภาพ และสันติภาพใน
ภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและปราศจากภัยคุกคาม
ต่าง ๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การใช้หลักธรรมาภิบาลในการปกครองและบริหาร
ประเทศ การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี พร้อมทั้งร่วมมือต่อต้านภัย
คกุ คามความม่ันคง โดยมีเป้าหมาย วัตถปุ ระสงค์และประเดน็ ความสาคญั ดังน้ี
2.1 เป้าหมาย ของป ระชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน มี
องค์ประกอบ 3 ประการคอื
(1) สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันเร่ืองก ารเคารพความ
หลากหลายของแนวคิดและส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกิจกรรมภายใต้
เสาการเมอื งและความมนั่ คง
(2) ให้อาเซียนสามารถเผชิญกบั ภยั คุกคามความม่นั คงในรูปแบบเดิม
และรปู แบบใหม่และสง่ เสริมความมน่ั คงของมนุษย์
(3) ให้อาเซียนมีปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสร้างสรรค์กับประชาคม
โลก โดยอาเซียนมบี ทบาทเปน็ ผู้นาในภมู ิภาคและช่วยเสริมสร้างความมัน่ คงในภูมิภาค
2.2 วัตถุประสงค์ของประชาคมการเมืองความม่ันคงอาเซียน มี
องค์ประกอบ 3 ประการคือ
(1) กาหนดกฎเกณฑ์และค่านิยมร่วมกัน ครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ
ที่ต้องร่วมกันสร้างเพื่อความเข้าใจอันดีทั้งทางสังคม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีความ
แตกต่างหลากหลาย ส่งเสริมหลักการประชาธิปไตย ส่งเสริมและคุ้มครองสทิ ธิมนษุ ยชน
133
(2) สนับสนุนความร่วมมือในการรักษาความสงบสุขและการรักษา
ความมั่นคงจากภยั คุกคาม เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาความรุนแรงจาก
ภัยธรรมชาติ เป็นต้น
(3) สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับกลุ่มภายนอกทั้งระดับ
ภูมิภาคและระดับสากล เพื่อเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน เช่น ASEAN+6 , องค์การ
สหประชาชาติ เปน็ ต้น
2.3 ประเด็นสาคัญของประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน มี 4
ประการคอื
(1) ส่งเสริมค่านิยมของประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และหลกั การนิติ
ธรรม โดยมุ่งเนน้ ประโยชน์ของประชาชนเป็นทีต่ ้ัง
(2) ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคประชาคมสงั คมในการแก้ปัญหาภัย
คุกคามแบบใหม่ (Non-Traditional Threats) เช่น การบริหารจัดการภัยพิบัติ การค้ามนุษย์ โดย
มุ่งเน้นการดาเนินงานทางดา้ นมนษุ ยธรรมมากกว่าด้านการเมอื ง
(3) สง่ เสริมความโปร่งใสระหว่างกลาโหมอาเซียน แลกเปลี่ยนข้อมูล
เรื่องความทนั สมัยด้านอาวุธ (Arms Modernization)
(4) จัดทาระบบและยุทธศาสตร์บูรณาการระหว่างฝ่ายพลเรือนและ
กลาโหมและสานักงานเลขาธิการ
3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural
Community: ASCC)
สาหรับ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ถือเป็นอีก 1 เสาหลัก ที่มี
ทั้งหมด 3 ประการคือ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม มีเป้าหมายเพื่ อให้
ประชาคมอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร ร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ โดยมี
การจัดทาแผนปฏิบัติการประชาสงั คมและวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งครอบคลุมความร่วมมอื หลาย
ด้าน เช่น การพัฒนาสังคม การศึกษา สาธารณสุข การจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อมุ่งให้
เกิดผล 4 ด้านคือ สังคมที่เอื้ออาทรแก้ไขผลกระทบต่อสังคมอันเน่ืองมาจากการรวมตัวทาง
เศรษฐกิจ ส่งเสริมความย่ังยืนของสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนผ่าน
การเรียนรู้ด้ านป ระวัติศ าสต ร์และวัฒ น ธรรม ร่วมกั น รวมถึ งก ารใช้และจัดก าร
ทรพั ยากรธรรมชาติอย่างย่งั ยืน
134
3.1 ประเด็นสาคัญของประชาคมการเมืองความม่ันคงอาเซียน มี 5
ประการคือ
(1) การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์ (Human Resource) เพื่อส่งเสริมการ
กระจายโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาและฝึกอบรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการ
เข้าถึงขอ้ มูลข่าวสารอย่างถูกต้องและเสรี
(2) การคุ้มครองและสร้างสวัสดิการสังคม (Social Welfare and
Protection) เน้นการขจัดความยากจน การพัฒนาคณุ ภาพอาหาร สุขภาพ ปัญหายาเสพติดและ
การแก้ไขปัญหาภยั พิบตั ิ
(3) การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (Social Justice and Rights) เน้นความ
ยตุ ิธรรมและสิทธิทีเ่ ท่าเทียมกัน
(4) การอนุรกั ษ์ส่ิงแวดล้อม (Environmental Sustainability) ตระหนัก
ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ประชาคมสังคมและ
วฒั นธรรมอาเซียน จงึ สง่ เสริมการพัฒนาอย่างย่ังยืนและอนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
(5) การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building an ASEAN Identity) โดย
เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือ มุ่งสร้างความสัมพันธ์ เสริมสร้างอัตลักษณ์
อาเซียนเพื่อส่งเสริมความเป็นประชาคมอาเซียน เสริมสร้างความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์
วัฒนธรรมและศาสนา ตลอดจนวิถีของชาวอาเซียน โดยมีการจัดกิจกรรมร่วมกัน เช่น การ
แข่งขันกีฬาซีเกมส์ (S.E.A.Games) การจัดต้ังมหาวิทยาลัยอาเซียน (ASAN University
Network: AUN) เป็นต้น (กรมอาเซียน กระทรวงการตา่ งประเทศ. 2555)
ภาพที่ 14.3 : 3 เสาหลกั ประชาคมอาเซียน
ที่มา : สานักงานบริหารการทะเบียน. 2558.
135
การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนทาให้อาเซียนมีบทบาทในเวทีโลก โดยมี
โครงสร้างแบ่งเป็น 3 คณะคือคณะประชาคมการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียน ประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน หรือที่เรียกว่า 3 เสาหลักแห่งอาเซียน ดังตาราง
ต่อไปนี้
ตารางที่ 14.3 สามเสาหลักของอาเซียน
ASEAN Community
ประชาคมการเมืองความ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ป ระช าม ค ม สั งค ม แล ะ
วั ฒ น ธ ร ร ม อ า เซี ย น
ม่นั คงอาเซียน (ASEAN Economic Community (ASEAN Socio – Cultural
Community-ASCC)
( ASEAN Political – - AEC)
การพฒั นามนษุ ย์
Security Community- มุ่งจัดตั้งอาเซียนให้เปน็ การคุ้มครองและ
APSC) ตลาดเดียวและเป็นฐานการ สวสั ดิการสงั คม
การมกี ฎเกณฑ์ ผลติ รว่ มกนั สิทธิและความ
ยุติธรรมทางสังคม
และค่านิยมรว่ มกัน เพือ่ มุ่งให้เกิดการ
สร้างความเข้าใจอนั ดีใน เคลื่อนย้ายเงนิ ทุน สินค้า การ ความยง่ั ยืนด้าน
ความแตกต่างของประเทศ ท่องเที่ยว การบริการ การ สิง่ แวดล้อม
สมาชิก ลงทุน แรงงานฝีมือระหว่าง
การสรา้ งอัตลกั ษณ์
ส่งเสริมความสงบ ประเทศสมาชิกโดยเสรี อาเซียน
สุขและรับผดิ ชอบร่วมกนั ให้ความช่วยเหลือแก่ การลดช่องว่าง
ในการรกั ษาความมัน่ คงใน ประเทศสมาชิกใหม่ของ ทางการพัฒนา
ทกุ ด้าน อาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า
การมพี ลวัตรและ และเวียดนาม หรอื CLMV)
ปฏิสมั พนั ธ์กบั โลกภายนอก ส่งเสริมความรว่ มมือ
ในนโยบายการเงินแล
เศรษฐกิจมหภาค และการ
พฒั นาด้านต่าง ๆ
Community Outreach
ที่มา : กรมอาเซียน กระทรวงการตา่ งประเทศ. 2553.
136
จากโครงสร้าง 3 คณะหรือ 3 เสาหลักจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศอาเซียนได้ให้
ความสาคัญกับการท่องเที่ยวในฐานะส่วนหนึ่งของการดาเนินงานด้านเศรษฐกิจ หรือที่อยู่ใน
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เนื่องจากเศรษฐกิจคือเป้าหมายหลักที่สาคัญในการ
ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศในอาเซียน และกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ของกลุ่มประเทศอาเซียนทีส่ าคัญ คือ การท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเน่อื ง ดงั จะ
กล่าวในตอนถัดไป
ความร่วมมือของอาเซียนในปัจจุบันมึความหลากหลายมาก อย่างไรก็ตาม
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่รวดเร็ว ประกอบกับค่านิยมของ
ประชาชนที่มีต่อความคาดหวังในสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ผลกระทบต่อวิกฤตการณ์ทาง
เศรษฐกิจ ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่มีมากขึ้น อาเซียนจึงได้ให้ความสาคัญต่อการ
พัฒนา และการร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความม่ันคงในภูมิภาค ท้ังด้านการเมือง เศรษฐกิจและ
สังคม
สรุปลกั ษณะประชาคมอาเซียน (กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.2555).
ประชาคมการเมืองและความมน่ั คงอาเซียน
ประชาคมทีม่ กี ติกาและการพัฒนาค่านิยม และมีบรรทดั ฐานรว่ มกนั
ภมู ภิ าคที่มคี วามเป็นเอกภาพ มคี วามสุข ความแข็งแกร่งพรอ้ มมคี วาม
รับผิดชอบร่วมกนั พรอ้ มทั้งแก้ไขปญั หาอย่างครอบคลุมทกุ มิติ
ภูมภิ าคทีม่ พี ลวัตร มองไปยังโลกภายนอก ทีม่ กี ารรวมตวั และมีลกั ษณะของ
การพึง่ พาอาศยั ซึง่ กันและกันมากยิง่ ขนึ้
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ตลาดและฐานการผลติ เดียว
ภูมภิ าคทีม่ คี วามสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
มีการพัฒนาเศรษฐกิจทีเ่ ท่าเทียมกนั
รวมตัวอยู่ในเศรษฐกิจโลก
ประชาคมสังคมและวฒั นธรรมอาเซียน
การพฒั นามนุษย์
การให้ความคุ้มครองและสวสั ดิการสงั คม
สิทธิและความยุติธรรมทางสงั คม
137
สิ่งแวดล้อมที่ย่งั ยืน
การสรา้ งอัตลกั ษณ์
ลดชอ่ งว่างในการพัฒนา
โครงสรา้ งและกลไกการดาเนินงานอาเซียน
โครงสร้างและกลไกการดาเนินงานและนโยบายการดาเนินงานของอาเซียนจะเป็น
ผลจากการประชุมหารือในระดับหัวหน้ารัฐบาล ระดับรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน
การประชุมสุดยอดเป็นการประชุมในระดับสูงสุด เพื่อกาหนดแนวนโยบายในภาพรวม และเป็น
โอกาสที่ประเทศสมาชิกจะได้ร่วมกันประกาศเป้าหมายและแผนงานของอาเซียนในระยะยาว
โดยการจัดทาเอกสารในรูปแบบของแผนปฏิบัติการ (Action Plan) แถลงการณ์ร่วม (Joint
Declaration) ความตกลง (Agreement) หรืออนุสัญญา (Convention) เช่น Hanoi Declaration,
Hanoi Plan of Action และ ASEAN Convention on Counter Terrorism เป็นต้น ส่วนการประชุม
ในระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสจะเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาทั้งนโยบายในภาพรวม
และนโยบายเฉพาะด้าน โดยหารือในรายละเอียดมากขนึ้
หน่วยงานสาคัญของอาเซียนมีดงั นี้
1. สานักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat)
สานักเลขาธิการอาเซียนก่อตั้งขึ้นโดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
ของอาเซียนเม่ือเดือนกุมภาพันธ์ 2519 ในตอนน้ันตั้งอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศของ
อินโดนีเซีย สานักเลขาธิการอาเซียนแห่งปัจจุบันอยู่ที่ กรุงจาการ์ตา ซึ่งประธานาธิบดีซูฮาร์โต
แห่งอนิ โดนีเซียขณะน้ันก่อตงั้ ในปี 2524
หน้าที่หลักของสานักเลขาธิการอาเซียน คือ เพิ่มประสิทธิภาพการ
ประสานงานขององค์กรอาเซียน และให้การนาโครงการและกิจกรรมของอาเซียนไปปฏิบัติให้มี
ประสิทธิภาพยิง่ ขึน้
สานักเลขาธิการอาเซียน จัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงที่ลงนามโดยรัฐมนตรี
ต่างประเทศอาเซียนในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน คร้ังที่ 1 ในปี 2519 เพื่อทาหน้าที่
ประสานงานและดาเนินงานตามโครงการและกิจกรรมต่างๆของสมาคมอาเซียน และเป็น
ศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างสมาคมอาเซียน คณะกรรมการ ตลอดจนสถาบันต่างๆและ
รัฐบาลของประเทศสมาชิก โดยมีเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretary-General) เป็นหัวหน้า
สานกั งาน (กรมอาเซียน.2556 )
138
2. เลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretary-General)
เลขาธิการอาเซียนได้รบั แต่งตง้ั โดยการประชมุ สุดยอดอาเซียน โดยเลือกมา
จากผู้มีสญั ชาติรัฐสมาชิกอาเซียนตามลาดับพยัญชนะภาษาอังกฤษของประเทศสมาชิก
สาหรับหน้าที่ของเลขาธิการอาเซียน คือ มีหน้าที่กากับดูแลงานของ
อาเซียนในภาพรวม อานวยความสะดวก ดูแลความคืบหน้าในการดาเนินงานตามความตกลง
และข้อตัดสินใจของอาเซียน จัดทาและเสนอรายงานประจาปีเกี่ยวกับงานและข้อคิดเห็นของ
อาเซียน เข้าร่วมการประชุมกับประเทศคู่เจรจาตามแนวนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบ และ
ตามอานาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและเป็นผแู้ ทน (Representative) ของอาเซียนในเวทีระหว่าง
ประเทศ รวมถึงหน้าที่อน่ื ที่ได้กาหนดไว้ในกฏบตั รอาเซียน
หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ทาหน้าที่เลขาธิการอาเซียน มาจากการเสนอ
ชื่อของประเทศที่มีสิทธิในการเสนอชื่อผู้สมัครใช้หลักการเวียนตามตัวอักษร ภาษาอังกฤษของ
ประเทศสมาชิก จากที่ประชุมสุดยอดผู้นาอาเซียน (ASEAN Summit) เช่น ในวาระปัจจุบัน
ประเทศเวียดนามมีสิทธิเสนอชื่อผู้ที่จะดารงตาแหน่ง ส่วนรอบต่อไปคือปี พ.ศ.2561 ประเทศ
บรูไนจะได้รบั สิทธิในการเสนอช่อื ผทู้ ีจ่ ะมาดารงตาแหนง่ เลขาธิการอาเซียน เป็นต้น
โดยเลขาธิการอาเซียนมีระยะเวลาในการดารงตาแหน่งคนละ 5 ปีและ
สามารถดารงตาแหน่งได้เพียง 1 สมัยเท่านั้นและไม่สามารถต่ออายุได้ (Non-renewable Term)
(ณรงค์ โพธิพ์ ฤกษานนั ท์, 2558 : 47)
ตารางที่ 14.4 รายชือ่ เลขาธิการอาเซียน
อันดบั ชื่อ สญั ชาติ ระยะเวลา
7 มิถนุ ายน พ.ศ. 2519– 18 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2521
1 H.R. Dharsono อินโดนีเซีย 19 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2521– 30 มิถนุ ายน พ.ศ. 2521
10 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 – 30 มิถนุ ายน พ.ศ. 2523
2 Umarjadi Notowijono อินโดนีเซีย 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2523 – 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2525
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2525 – 15 กรกฎาคม พ.ศ.
3 Datuk Alibin Abdullah มาเลเซีย 2527
16 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 – 15 กรกฎาคม พ.ศ.
4 Narciso G. Reyes ฟิลิปปินส์ 2529
5 Chan Kai Yau สิงคโปร์
6 Phan Wannamethee ไทย
139
ตารางที่ 14.4 รายชื่อเลขาธิการอาเซียน (ต่อ)
อันดบั ชื่อ สญั ชาติ ระยะเวลา
16 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 – 16 กรกฎาคม พ.ศ.
7 Roderic Yong บรูไน 2532
17 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 – 1 มกราคม พ.ศ. 2536
8 Rusli Noor อินโดนีเซีย 1 มกราคม พ.ศ. 2536– 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2540
1 มกราคม พ.ศ. 2541– 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2545
9 Dato Ajit Singh มาเลเซีย 1 มกราคม พ.ศ. 2546-31 ธันวาคม พ.ศ. 2550
1 มกราคม พ.ศ. 2551– 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555
10 Rodolfo C.Severino Jr. ฟิลิปปินส์ 1 มกราคม พ.ศ. 2556– 31 ธันวาคม พ.ศ.2560
11 Ong Keng Yong สิงคโปร์
12 Surin Pitsuwan ไทย
13 Le Luong Minh เวียดนาม
3. ประธานอาเซียน
ประธานอาเซียนอยู่ในตาแหน่ง 1 ปี หมุนเวียนไปตามตัวอักษรชื่อประเทศใน
ภาษาอังกฤษเชน่ เดียวกนั
4. สานักงานอาเซียนแห่งชาติหรือกรมอาเซียน (ASEAN National
Secretariat)
จดั เปน็ หนว่ ยงานระดบั กรมในกระทรวงการตา่ งประเทศของประเทศสมาชิก
ซึ่งแต่ละประเทศได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทาหน้าที่รับผิดชอบ ประสานงานเกี่ยวกับอาเซียนในประเทศ
น้ันๆและติดตามผลของการดาเนินกิจกรรมและความรว่ มมอื ต่าง ๆ
5. การประชมุ สุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit)
การประชุมสดุ ยอดอาเซียน (ASEAN Summit) เป็นการประชุมประจาปีที่จัด
ขึ้นโดยสมาคมประชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations)
หรอื อาเซียน (ASEAN) ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกต่างๆ
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แนวทางในการดาเนินกิจกรรมความ
ร่วมมือต่างๆของเหล่าสมาชิก
ประเทศสมาชิกของอาเซียนได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในการ
จัดการประชุม ซึ่งการประชุมสุดยอดอาเซียนถูกจัดขึ้นเป็นคร้ังแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.
1976 หรอื พ.ศ. 2519 ทีจ่ งั หวดั บาหลี ประเทศอนิ โดนีเซีย
140
สมาชิกอาเซียน
ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ประกอบด้วยสมาชิก
จานวน 10 ประเทศดงั น้ี
1. บรูไน ดารสซาลาม (Brunei Darussalam) หรือประเทศบรูไน มีชื่อเป็น
ทางการว่า “เนกาบรูไนดารุสซาลาม” เมืองหลวงคือ บันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri
Begawan) มีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช
โดยมีพระมหากษัตริย์เปน็ ประมุข ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และมีภาษาบาฮาซา
มาเลย์เป็นภาษาราชการ
2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) หรือกัมพูชา เมือง
หลวงคือ พนมเปญ (Phnom Penh) เป็นประเทศที่มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาด
ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย ประชากร ส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
(Theravada Buddhism) มีภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ
3. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) หรืออินโดนีเซีย เมือง
หลวงคือ จาการ์ตา (Jakarta) เป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สดุ ในโลก โดยมีพืน้ ที่ 1,919,440
ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยส่วนมากอาศัยอยู่บน
เกาะชวา ส่วนใหญ่นบั ถือศาสนาอสิ ลาม และมีภาษาบาฮาซาอนิ โดนีเซียเป็นภาษาราชการ
4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao
People’s Democretic Republic of Lao PDR) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มี
พื้นที่ประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร ไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล เมืองหลวงคือ เวียงจันทร์
(Vientiane) ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสงั คมนิยม ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มี
ภาษาลาวเปน็ ภาษาราชการ แตป่ ระชาชนลาวสามารถใช้ภาษาไทยได้
5. ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใน
เขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบนคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บน
เกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือ กัวลาลัมเปอร์
(Kuala Lumpur) มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจาชาติ ใช้ภาษาบาฮาซามลายูเป็นภาษา
ราชการ
6. สหภาพเมียนมาร์หรือพม่า (Republic of the Union of Myanmar)
สหภาพเมียนมาร์ มีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือ เนปิดอว์
(Naypyidaw) นบั ถือศาสนาพทุ ธนิกายเถรวาท หรอื หนิ ยาน มีภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ
141
7. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) สาธารณรัฐ
ฟิลิปปินส์ ประกอบด้วยเกาะขนาดต่างๆรวม 7,107 เกาะ เมืองหลวงคือ มะนิลา (Manila)
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกาย
โรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้
ภาษาองั กฤษ และภาษาตากาลอก เปน็ ภาษาราชการ
8. สาธารณรฐั สิงคโปร์ (The Republic of Singapore) สาธารณรัฐสิงคโปร์
ตั้งอยู่บนตาแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มี
การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ มีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตร ใช้
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบ
รัฐสภา มีสภาเดียว) สิงคโปร์มีชื่อประเทศและเมืองหลวงเป็นชื่อเดียวกันคือ สิงคโปร์
(Singapore)
9. ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand) ราชอาณาจักรไทย มีเมือง
หลวงคือ กรุงเทพมหานคร (Bangkok) มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่
นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดย
มีพระมหากษัตรยิ ์เป็นองค์ประมุขของประเทศ
10. ส าธ ารณ รัฐ สังค ม นิ ย ม เวีย ด น าม (The Socialist Republic of
Vietnam) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ยาวคล้ายตัวอักษร “S”
เมืองหลวงคือ ฮานอย (Hanoi) มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่ นับถือ
ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ภาษาประจาชาติคือภาษาเวียดนาม ปัจจุบันปกครองด้วยระบอบ
สังคมนยิ มคอมมิวนสิ ต์
ประเทศคู่เจรจาอาเซียน
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศอาเซียนยังมีการร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค เรียกว่า
“ระบบประเทศคู่เจรจาอาเซียน” คือช่องทางที่อาเซียนใช้ส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์
ระหว่างอาเซียนกับประเทศมหาอานาจและคู่ค้าสาคัญของอาเซียนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่ง
ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 โดยการหารือกับประเทศคู่เจรจาและกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป
หรือสหภาพยุโรปในปัจจบุ ัน โดยเริ่มต้นจากการเปน็ เวทีให้อาเซียนเปิดตลาดสาหรับสินค้าและ
ขอรับความช่วยเหลือทางการพัฒนาให้แก่ประเทศสมาชิกและได้พัฒนาไปถึงการหารือใน
ประเด็นด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในเวลาต่อมา ปัจจุบันประเทศคู่เจรจาอาเซียนมี 9
ประเทศ 1 กลุ่มประเทศ (สหภาพยุโรป) และ 1 องค์การ (โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
142
United Nations Development Programme - UNDP) ดั งนี้ (ก รม อาเซี ยน ก ระท รวงก าร
ต่างประเทศ. 2553)
กลมุ่ อาเซียน +3 ไดแ้ ก่
1) จีน 2) ญี่ปุ่น 3) เกาหลีใต้
กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง
ประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อ
ส่งเสริมความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ
อาเซียน เพื่อการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน คือ ด้านการเมืองและความม่ันคง ด้านความ
ร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะ
อากาศโลก และการพัฒนาอย่างย่ังยืน ด้านสงั คม วฒั นธรรม และการพัฒนา ด้านการส่งเสริม
กรอบการดาเนินงานต่าง ๆ และกลไกต่าง ๆ
กล่มุ อาเซียน +6 ได้แก่
1) จีน 2) ญีป่ ุ่น 3) เกาหลีใต้
4) ออสเตรเลีย 5) นิวซีแลนด์ 6) อินเดีย
สาหรับอาเซียน+6 คือการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียน กบั ประเทศทีอ่ ยู่
นอกอาเซียนอีก 6 ประเทศ คือ จนี ญีป่ ุ่น เกาหลใี ต้ ออสเตรเลีย นวิ ซีแลนด์ และอินเดีย โดยให้
ความสาคญั เร่อื งความรว่ มมอื พร้อมเนน้ การพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย์ในแต่ละประเทศ รวมถึง
การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer of Technology) และสร้างความเข้มแขง็ ให้วิสาหกิจขนาด
กลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงการจัดต้ังกองทุนเอเชยี ตะวันออกเพือ่ ช่วยรองรับโครงการ
ความรว่ มมอื ทางเศรษฐกิจสาหรับการพัฒนาต่อไป
กลมุ่ อาเซียน +9 ได้แก่
1) จีน 2) ญี่ปุ่น 3) เกาหลีใต้
4) ออสเตรเลีย 5) นิวซีแลนด์ 6) อินเดีย
7) รสั เซีย 8) สหรฐั อเมริกา 9) แคนาดา
สาหรับอาเซียน+9 คือการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียน กับประเทศที่อยู่
นอกอาเซียนอีก 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย รัสเซีย
สหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยให้ความสาคัญเร่ืองความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมท้ังการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก และเพื่อการยกระดับขีดความสามารถของแต่ละประเทศใน
การแขง่ ขนั
143
สรุป
สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน มีความสาคัญทั้งตอ่ ระดับ
ภูมิภาคและระดับโลก เน่ืองจากประกอบไปด้วยประเทศต่าง ๆ ที่มีท้ังความคล้ายคลึงและ
ความแตกต่างและหลากหลายในหลาย ๆ ด้าน ท้ังในเร่อื งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ชาติพันธุ์
ภาษา และวัฒนธรรม โดยความรว่ มมือในระยะเริ่มแรกมุ่งเน้นด้านการเมอื ง เพื่อการสร้างสันติ
สุขให้กับภูมิภาค และเม่ือสถานการณ์การเมืองมีทิศทางในทางที่ดี สมาคมประชาชาติแห่ง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน จึงมุ่งเน้นพัฒนาและร่วมมือกันในด้านสังคมและส่งเสริม
ความเข้าใจอันดีทางวัฒนธรรมมากขึ้นเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน และในปัจจุบันได้ให้
ความสนใจในด้านเศรษฐกิจ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในภูมิภาค โดยเฉพาะการ
ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากในปัจจบุ ันการท่องเที่ยวเป็นตวั หลักในการดาเนินกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีการเปิดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศที่อยู่
นอกภูมิภาคเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งความผาสุก ความร่วมมือและการพัฒนาให้กับประเทศสมาชิกให้
มากยิง่ ขึน้ ต่อไป ตามวิสยั ทศั นอ์ าเซียนทีว่ างไว้
คาถามทบทวน
1. คณะผู้ก่อตงั้ สมาคมประชาชาติแหง่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยผแู้ ทน
จากประเทศใดบ้างและมีใครบ้าง
2 .ห ลั ก ก า ร พื้ น ฐ า น ข อ ง ส ม า ค ม ป ร ะ ช า ช า ติ แ ห่ ง เ อ เ ชี ย ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง ใ ต้
ประกอบด้วยอะไรบ้าง และมีผลต่อวัฒนธรรมขา้ มชาติอย่างไร
3. โครงสรา้ งของสมาคมประชาชาติแหง่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอะไรบ้าง
4. วิสัยทศั นอ์ าเซียนคืออะไรและมอี ะไรบ้าง
5. เสาหลกั 3 เสาของสมาคมประชาชาติเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย
อะไรบ้าง
6. เหตุใดกลุ่มประเทศอาเซียนจึงต้องมีประเทศคู่เจรจา และประเทศคู่เจรจา
อาเซียนประกอบไปด้วยกีก่ ลุ่ม มีอะไรบ้าง
7. ท่านคิดว่าความคล้ายคลึงและความแตกต่างของประเทศในอาเซียนมีผลดี
อย่างไรต่อการรวมตวั เป็นสมาคมประชาชาติแหง่ เอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้
8. ประเทศไทยจะได้รับผลดีหรือผลเสียจากการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน
หรอื ไม่ มีอะไรบ้าง เพราะเหตุใด
144
อ้างอิง
ก ร ะ ท ร ว งก า ร ต่ า งป ร ะ เท ศ . (2558). ASEAN Community : An Overview. [Online].
Available: http://www.mfa.go.th/asean/contents/files. [2558, ธันวาคม 2].
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์. (2551). AEAN Economic Community
: AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน. กรงุ เทพฯ: บริษทั Color Idea จากัด.
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ. (2553). มารจู้ ักอาเซียนกันเถอะ. กรุงเทพฯ: บริษัท
อมรนิ ทร์ พริน้ ตงิ้ จากดั .
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.(2556). [Online]. ASEAN Mini Book. Available:
http://www.mfa.go.th/asean/th/asean-media-center/2403. [2 5 5 6, สิ งห าค ม
15].
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.(2557). [Online]. ประชาคมอาเซียน (ASEAN
Community) เอ ก ส า ร เผ ย แ พ ร่ แ ล ะ สื่ อ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์ . Available:
http://www.mfa.go.th/ internet/document./1808.doc. [2557, พฤษภาคม 30].
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ.(2552). บันทึกการเดินทางอาเซียน. กรุงเทพฯ:
บริษทั Color Idea จากดั .
คมู่ ือเรยี นร้ทู กุ อยา่ งของอาเซียน AEC ตอ้ งรู้ ฉบบั สมบรู ณ.์ นนทบุรี: ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์.
นวรัตน์ มิตรอารี.(2556). รอบรู้อาเซียน. กรงุ เทพฯ:ไพลิน.
นววรรณ วฒุ ฑะกลุ . (2558). กวา่ จะเปน็ อาเซียน. กรุงเทพฯ:ไซเบอร์พร้ินท์กรุ๊ปจากัด.
ณรงค์ โพธิ์พฤกษานันท์. (2558). อาเซียนศึกษา. (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : บริษัทซีเอ็ด
ยูเคช่นั จากดั (มหาชน).
มหานครอาเซียน. (2556). [Online]. About AEC. Available:http://www.uasean.com. [2556].
สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์. (2555). แผนงานแห่งชาติสาหรับการก้าวสู่การเป็นประชาคม
เศรษฐกิจอาเซียน. เอกสารประกอบการประชุม กรมเจรจาการค้าระหว่าง
ประเทศ ณ โรงแรมเอวัน เดอะรอยลั ครซู พทั ยา ชลบรุ ี 31 พฤษภาคม 2555.
สานกั งานบริหารการทะเบียน. (2558). [Online]. 3 เสาหลักอาเซียน. Available: http://www.
bora.dopa.go.th/Region9/images/contactmap/1.jpg. [2558, ธนั วาคม 12].
145
บทที่ 15
ดูงานหรือวทิ ยากรรบั เชญิ
ศกึ ษาดูงานนอกสถานที่ ณ สถานประกอบการ หรอื รบั ฟังจากวิทยากรรับเชิญ
146