The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by arpornaom123, 2022-08-04 01:29:34

ระบบย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหาร

โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย

Nawamintrachinuthit Benjamarachalai School

ระบบย่อยอาหาร
Digestive System

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2565

เสนอ อาจารย์อาภรณ์ ศิริคณินทร์
รายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา 5 (ว33241)

วิวัฒนาการของระบบย่อยอาหาร
(Evolution of Digestive System)

การย่อยอาหารในสิ่งมีชีวิตแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ
การย่อยอาหารภายในเซลล์ (Intracellular digestion)
ซึ่งมีการนำอาหารเข้าไปย่อยภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เช่น
การย่อยอาหารของอะมีบา พารามีเซียม ฟองน้ำ การย่อย
อาหารภายในเซลล์มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดอาหารจะต้องมี
ขนาดเล็กกว่าเซลล์ เซลล์จึงจะสามารถย่อยอาหารได้
การย่อยอาหารภายนอกเซลล์ (Extracellular digestion)
มีในสัตว์หลายชนิดตั้งแต่กลุ่มไนดาเรีย (cnidarian) จนถึง
สัตว์มีกระดูกสันหลัง สัตว์บางชนิดอาจพบการย่อยอาหารได้
ทั้งภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ เช่น ไนดาเรีย และหนอนตัว
แบนบางชนิด

การย่อยอาหารของจุลินทรีย์

แบคทีเรีย เห็ด ยีสต์

สร้างและปล่อยเอนไซม์ สร้างแล้วปล่อยเอนไซม์ อาหารของยีสต์ส่วนใหญ่เป็น
ออกมาย่อยอาหารให้เป็น ออกมาย่อยอาหารจนได้เป็น น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวได้แก่
สารโมเลกุลเล็กแล้วดูดซึม
สารโมเลกุลเล็กและ เข้าสู่เซลล์ เรียกการดำรง กลูโคสและฟรักโทส จึงต้องมี
ดูดซึมเข้าสู่เซลล์ เอนไซม์อินเวอร์สเทสย่อยน้ำตาล
ชีวิตแบบนี้ว่าสภาวะ ซูโครสให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและ
การย่อยสลายซาก
ฟรักโทสก่อนดูดซึมเข้าสู่เซลล์

การย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว

อะมีบา การย่อยภายในเซลล์ นําอาหารเข้าสู่เซลล์โดยวิธีฟาโกไซโทซิสและพิโนไซโทซิส

การย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว

พารามีเซียม การย่อยภายในเซลล์ นําอาหารเข้าสู่เซลล์โดยใช้ซีเลียพัดอาหารบริเวณร่องปาก

โครงสร้างในการย่อยอาหาร แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม

ไม่มีทางเดินอาหาร

เช่น ฟองนํ้า แต่จะมีเซลล์พิเศษทำหน้าที่จับอาหารเข้าสู่เซลล์แล้วทำการย่อยภายในเซลล์

ระบบทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ (Incomplete digestive tract)

ประกอบด้วยช่องเปิดเพียง 1 ช่อง คือ อาหารเข้าทางปากและกากอาหารออกทาง
เดียวกัน เช่น ไฮดรา พลานาเรีย พยาธิใบไม้

ระบบทางเดินอาหารสมบูรณ์ (Complete digestive tract)

ประกอบด้วยช่องเปิด 2 ช่องทำหน้าที่เป็นปากและทวารหนัก ระบบทางเดินอาหารของ
สัตว์เหล่านี้จะมีโครงสร้างบางอย่างแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดอาหารและพฤติกรรมการกิน

การย่อยอาหารของสัตว์ที่ไม่มีทางเดินอาหาร

ฟองน้ำ (Sponge) สัตว์ในไฟลัมพอริเฟอรา

อาหารเข้าสู่ร่างกายทางออสเทีย
เซลล์โคเอโนไซต์ใช้เฟลเจลลัมพั ดโบก
อาหารเข้าสู่เซลล์แล้วสร้างเป็นฟู ดเเวคิวโอล
ฟู ดแวคิวโอลถูกย่อยโดยเอนไซม์จากไลโซโซม
อาหารที่ย่อยสมบูรณ์ส่งไปยังส่วนต่างๆ
กากอาหารถูกลำเลียงออกจากเซลล์ด้วยวิธี
เอกโซไซโทซิส

การย่อยอาหารของสัตว์ที่ไม่มีทางเดินอาหาร

พยาธิตัวตืด (Tapeworm) หนอนตัวแบนสัตว์ในไฟลัมแพลทีเฮลมินธิส

เพราะอาหารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่ถูกแปรสภาพเรียบร้อยแล้ว
โดยผู้ถูกอาศัย ใช้กระบวนการแพร่ของสารอาหารที่ย่อยแล้วเข้าสู่ร่างกาย

การย่อยอาหารของสัตว์ที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์

ไฮดรา (Hydra) สัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย

ไนโดไซต์

มีเข็มพิ ษทำหน้าที่ดักจับอาหาร

เซลล์ย่อยอาหาร

ใช้เฟลเจลลัมจับอาหารเข้าสู่เซลล์สร้างเป็น
ฟู ดแวคิวโอลและถูกย่อยด้วยเอนไซม์จาก
ไลโซโซม

เซลล์ต่อม

ส่งเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารในช่องแก๊ส
โตรวาสคิวลาร์แล้วดูดซึมอาหารเข้าสู่เซลล์

การย่อยอาหารของสัตว์ที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์

พลานาเรีย (Planarian)

หนอนตัวแบนสัตว์ในไฟลัแพลทีเฮลมินธิส

ทางเดินอาหารของพลานาเรียทอดยาวไปตามลําตัว
และแตกแขนงไปทั่วร่างกาย มีส่วนที่เรียกว่า คอหอย
(Pharynx) มีลักษณะเหมือนท่องวงยาวยื่นออกมาต่อ
จากปาก พลานาเรียจะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหาร
ให้เป็นชิ้นเล็กลงภายนอกตัว อาหารที่ถูกย่อยแล้วจะ
ดูดผ่านคอหอยเข้าสู่ทางเดินอาหาร เซลล์ที่ทางเดิน
อาหารปล่อยเอนไซม์มาย่อยอาหารในช่องภายในลําตัว
และย่อยต่อภายเซลล์จนสมบูรณ์ ส่วนกากอาหารจะถูก
ขับออกทางปาก

การย่อยอาหารของสัตว์ที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์

พยาธิใบไม้ (Flukes)

หนอนตัวแบนสัตว์ในไฟลัมแพลทีเฮลมินธิส

มีทางเดินอาหารคล้ายพลานาเรีย แต่ทางเดินอาหารส่วนลำไส้
ไม่แตกกิ่งก้านสาขา มีลักษณะคล้ายอักษรรูปตัววาย ทางเดิน
อาหารของพยาธิใบไม้ประกอบด้วยปากปุ่มดูด (Oral sucker)
ที่มีปากดูดกินอาหารจากโฮสต์ ต่อจากปากเป็นคอหอย
จากคอหอยเป็นหลอดอาหารสั้นๆซึ่งจะต่อกับลำไส้ (Intestine)

การย่อยอาหารในสัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์

สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่ไม่สามารถสร้างอาหารหรือสารอินทรีย์ได้เอง จำเป็นจะต้องได้รับ

อาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่น สัตว์บางชนิดกินพืช (herbivore) สัตว์บางชนิดกินเนื้อสัตว์

ด้วยกันเอง(carivore)สัตว์บางชนิดอาจกินได้ทั้งพื ชและสัตว์(omnivore)ขณะที่สัตว์

บางกลุ่มอาจจะได้รับสารอินทรีย์จากซากของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว(scavenger)

เมื่อสัตว์กินอาหารเหล่านี้เข้าไปสัตว์จำเป็นจะต้องมีกลไกหรือกระบวนการในการจัดการ

กับอาหารที่กินเข้าไป หนึ่งในกระบวนการที่สำคัญคือการย่อยอาหาร (digestion)

การย่อยอาหารเป็นกระบวนการสลายโมเลกุลของสารอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาด

เล็กลงเพื่ อให้สามารถดูดซึมเข้าสู่ภายในเซลล์ได้และถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการ

สังเคราะห์สารต่างๆภายในเซลล์การย่อยอาหารเกิดได้ 2 วิธีคือ การย่อยอาหารเชิงกล

(mechanical digestion) เป็นการทำให้อาหารมีขนาดเล็กลงโดยแรงทางกายภาพ

เช่นบดเคี้ยวอาหารของฟันการบีบรูดของทางเดินอาหาร(peristalsis)การใช้กึ๋น

(gizzard) ในการบดอาหารของสัตว์ปีกและไส้เดือนดินกับการย่อยอาหารเชิงเคมี

(chemical digestion) เป็นการทำให้อาหารมีขนาดเล็กลงโดยเอนไซม์ต่างๆ

ระบบย่อยอาหารของสัตว์หลายชนิดอาจมีการปรับตัวเพื่ อให้
เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ตัวอย่างเช่น ไส้เดือนดิน
(eartwomm) เป็นท่อทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ที่มีบางส่วน
ของทางเดินอาหารปรับเปลี่ยนไปเพื่ อทำหน้าที่เฉพาะเช่น
กระเพาะพักอาหาร (crop) ช่วยในการทำให้อาหารอ่อนนุ่ม และ
มีส่วนของกี๋น (gizzard) ช่วยในการย่อยอาหารเชิงกล บริเวณ
ลำไส้ใส้เดือนดินมีการพั บของทางเดินอาหารทางด้านหลัง
เรียกว่า typhlosole เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมอาหาร

การย่อยอาหารในสัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์

กุ้ง (Caridea) สัตว์ในไฟลัมอาร์โทโพดา

ปาก ทางเดินอาหารตอนหน้า ทางเดินอาหารตอนกลาง ทางเดินอาหารตอนปลาย ทางเดินอาหารเป็นแบบช่องเปิด 2
ทางแบ่งเป็น 3 ตอน คือ

ทางเดินอาหารตอนหน้า ใช้ปากซึ่งมีรยางค์รอบ
ปาก 3 คู่ ช่วยในการกินเคี้ยวอาหารและย่อย
มีหลอดอาหาร กระเพาะอาหารทำหน้าที่เป็นที่
พั กและบดอาหาร
ทางเดินอาหารตอนกลาง เป็นส่วนที่อยู่ถัดจาก
กระเพาะอาหารและทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร
ทางเดินอาหารตอนปลาย เป็นส่วนที่เรียกว่าลำไส้
เป็นท่อเล็ก ๆ พาดไปทางด้านหลังของลำตัว และไป
เปิดออกที่ส่วนท้ายของส่วนท้องเรียกว่า ทวารหนัก

(หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร) (ลําไส้ ทวารหนัก)

การย่อยอาหารในสัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์

หอยกาบ (Clam)

สัตว์ในไฟลัมมอลลัสกา

มีทางเดินอาหารเป็นแบบช่องเปิด 2 ทาง
หอยกาบมีทางเดินอาหารแบ่งออกเป็นส่วน ๆ
คือ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะ
อาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรงและทวารหนัก การ
กินอาหารของหอยกาบ จะใช้เลเบียลพัลพ์
(Labial palp) ข้างละ 1 คู่ ของปาก
ช่วยพั ดโบกให้อาหารตกลงไปในปาก

ระบบย่อยอาหารในแมลงเป็นแบบสมบูรณ์และมีการ
แบ่งส่วนออกจากกันชัดเจนเป็นทางเดินอาหารส่วน
ต้น (foregut) ทางเดินอาหารส่วนกลาง (midgut)
และทางเดินอาหารส่วนท้าย (hindgut) ซึ่งจะมี
บทบาทแตกต่างกันออกไปโดยทางเดินอาหารส่วน
ต้นจะมีหลอดอาหาร (esophagus) และกระเพาะพัก
อาหาร (crop) ช่วยในการทำให้อาหารอ่อนนุ่ม
สำหรับทางเดินอาหารส่วนกลางจะเป็นบริเวณที่มี
การย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารเกิดขึ้นมากที่สุด
โดยจะมีส่วนของ gastric caeca ทำหน้าที่ในการ
สร้างและหลั่งเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารเพิ่ มเติม

ระบบ ย่อย อาหาร

การย่อยอาหารในสัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์

ปลา (Fish)

สัตว์มีกระดูกสันหลัง ในไฟลัมคอร์ดาตา

ปลาฉลามมีปากอยู่ทางด้านล่างและมีฟันจำนวนมาก
ฉลามมีลำไส้สั้นและภายในมีลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือนบันได
เวียน ( Spiral valve) ช่วยในการถ่วงเวลาไม่ให้อาหาร
เคลื่อนตัวไปเร็ว ปลาตะเพียนเป็นปลากินพืชไม่มีฟันใน
ปากแต่มีฟันในคอหอยซึ่งมีขนาดใหญ่และแข็งแรงใช้
สำหรับบดและตัดอาหารก่อนส่งกระเพาะ

พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาน้ำดอกไม้
จะมีลำไส้สั้น
พวกปลากินพืช เช่น ปลาทู ปลาสลิด จะมีลำไส้ยาว

สำหรับสัตว์ปีกจะมีวิวัฒนาการของ
ทางเดินอาหารคล้ายกับในไส้เดือนดิน โดยมี
ส่วนของกระเพาะพักอาหาร (crop) อยู่บริเวณ
หลอดอาหารสำหรับให้อาหารพักตัว และมีการ
หลั่งสารออกมาช่วยให้อาหารมีความชุ่มชื้นมาก
ขึ้น ก่อนจะเข้าสู่กระเพาะอาหารเพื่อย่อยอาหาร
ทางเคมี แล้วจึงส่งต่อไปยังกิ๋น (gizzard) สำหรับ
และช่วยให้อาหารการย่อยอาหารเชิงกล
คลุกเคล้ากับเอนไซม์ใด้ดีขึ้น ในนกพิราบที่เลี้ยงลูก
อาจมีการขย้อนนำอาหารบางส่วนจากกระเพาะพั ก
อาหารมาเลี้ยงลูกอ่อนได้ เรียกอาหารนี้ว่า crop
milk

ระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีการปรับตัวของระบบย่อยอาหารที่แตกต่างกันออกไป ระหว่างสัตว์กิน
พืช (herbivore) และสัตว์กินเนื้อ (carnivore) โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของลักษณะ
และกลไกการทำงานของท่อทางเดินอาหาร รูปร่าง ชนิด และจำนวนของฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
จะแตกต่างกันออกไปขึ้นกับชนิดของอาหารที่กินเป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น

-สัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารพันหน้า (incisor) และฟันเขี้ยว (canine) จะมีลักษณะแหลมยาว ช่วย
ในการฆ่าเหยื่อและฉีกอาหารออกเป็นชิ้นส่วนของฟันกรามเล็ก (premolar) และฟันกราม (molar) จะ
มีลักษณะเป็นผิว ขรุขระไม่เรียบช่วยในการบดอาหาร

-สัตว์กินพืชจะแตกต่างออกไป โดยส่วนของฟันหน้าและฟันเขี้ยวจะมีขนาดเล็ก บางชนิดอาจจะ
ไม่พบฟันเขียว และในช่องปากจะมีช่องว่างเรียกว่า diastema

การหมักอาหารในสัตว์กินพืชแบ่งออกเป็น 2 แบบ
หลัก คือ การหมักที่ทางเดินอาหารส่วนหน้า (foregut
fementation) และการหมักที่ทางเดินอาหารส่วนหลัง
(hindgut fermentation)

การหมัก (fermentation) ของสัตว์กินพืชจะอาศัย
แบคทีเรียและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ภายในร่างกาย
และมีความสัมพันธ์แบบภาวะพึ่งพากับสัตว์ (mutualistic
symbiosis) ซึ่งมีความสามารถในการสร้างเอนไซม์
เซลลูโลส (calitulase) ออกมาย่อยเซลลูโลสได้ นอกจากนี้
แบคทีเรียยังสามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนและวิตามินจาก
กลูโคสที่ได้มาจากการย่อยอาหารได้

สัตว์เคี้ยวเอื้อง

สัตว์เคี้ยวเอื้อง (ruminant) กระเพาะ
อาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องจะแบ่งออกเป็น 4
ส่วน คือ กระเพาะผ้าขี้ริ้ว (rumen) กระเพาะ
รังผึ้ง (reticulum) กระเพาะ สามสิบกลีบ
(Omasum) และกระเพาะแท้จริง
(abomasum) ซึ่งกระเพาะสามส่วนแรกจัด
เป็นส่วนของหลอดอาหารที่ ขยายขนาดออก
และเปลี่ยนไปทําหน้าที่ในการหมัก โดยการหมัก
จะเกิดมากสุด กระเพาะส่วน rumen
และ reticulum ขณะที่กระเพาะส่วนสุดท้าย
เป็นบริเวณที่มีการหลั่งเอนไซม์ออกมาย่อย

การหมักในทางเดินอาหารส่วนหลัง
(Hindgut Fermentation)

การหมักในทางเดินอาหารส่วนหลัง พบได้ในสัตว์กิน
พืชหลายชนิด เช่น

ในม้าบางชนิดจะมีการพั ฒาลำไส้ใหญ่ส่วนโคลอน
ให้มีขนาดใหญ่มากเพื่ อให้เกิดการหมัก
ในกระต่ายจะมีการพัฒนาลำไส้ใหญ่ ส่วนซีกัม
(cecum) ให้มีขนาดใหญ่แทน
การหมักในทางเดินอาหารส่วนหลังอาจจะทำให้เกิด
การสูญเสียสารอาหารที่จำเป็นไปเนื่องจากไม่สามารถ
ดูดซึมได้ทัน สัตว์ในกลุ่มนี้บางชนิดเช่น กระต่าย จึง
อาจมีการกินอุจจาระของตัวเองใหม่อีกครั้ง เพื่่อย่อย
และดูดซึมเอาสารอาหารเข้าสู่ร่างกายอย่างมี
ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์ที่สัตว์กินอุจจาระ
ของตัวเองนี้เรียกว่า coprophagy

ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหารของมนุษย์ประกอบด้วยกลุ่ม
อวัยวะที่เป็นทางผ่านของอาหาร (alimentary
canal หรือ gastrointestinal tract) คือ

ปาก (mouth)
คอหอย (pharynx)
หลอดอาหาร (esophagus)
กระเพาะอาหาร (stomach)
ลำไส้เล็ก (Small intestine)
ลำไส้ใหญ่ (large intestine)
ไส้ตรง (rectum)
ทวารหนัก (anus)

นอกจากนี้ยังมีอวัยวะ อีกกลุ่มหนึ่งที่อาหารไม่ได้

เคลื่อนที่ผ่าน แต่มีบทบาทช่วยในการย่อยอาหาร
(accessory organ) เช่น ต่อมน้ำลาย (salivary
gland) ตับ (liver) ตับอ่อน (pancreas)

ปาก (Mouth)

ปากเป็นอวัยวะแรกที่มีอาหาร
เคลื่อนที่ผ่าน มีการย่อยอาหารทั้งเชิงกล
และเชิงเคมีเกิดขึ้น ประกอบด้วย

ฟัน (teeth) ทำหน้าที่ในการบด
อาหาร
ต่อมน้ำลาย (salivary gland)
ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำลายซึ่งมี
เอนไซม์ในการย่อยอาหาร
ลิ้น (tongue) ช่วยในการคลุกเคล้า
อาหาร ภายในปาก

ฟัน (Teeth)

ฟันเป็นโครงสร้างที่ช่วยในการย่อยอาหารเชิงกล ฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ตามรูปร่างและบทบาทหน้าที่ คือ ฟันหน้า (incisor) ฟันเขี้ยว
(canine) ฟันกรามเล็ก (premolar) และฟันกราม (molar) โดยฟันหน้าและฟันเขี้ยวใช้ใน
การตัดและฉีกอาหาร ขณะที่ฟันกรามเล็กและฟันกรามจะทําหน้าที่ในการบดอาหาร ด้านในมี
ลักษณะเป็นโพรงเรียกว่า pulp cavity เป็นบริเวณที่มีหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง และ
เส้นประสาท อยู่ภายใน ฟันจะยึดติดอยู่กับกระดูกโดยเอ็นที่เรียกว่า periodontal
ligament ถ้าแบ่งตามลักษณะภายนอกของฟัน ส่วนของฟันที่อยู่พ้นเหงือกขึ้นมาเรียก
ว่า crown ส่วนที่อยู่ระดับเดียวกับเหงือก เรียกว่า คอฟัน (neck) และส่วนที่ฝังอยู่ไต้
เหงือก เรียกว่า รากฟัน (root) ฟันของมนุษย์มี 2 ชุด (diphyodont teeth) คือ ฟัน
น้ำนม (deciduous teeth) มีจำนวน 20 ซี่ และฟันแท้ (permanent teeth) มีจำนวน
28-32 ซี่ สาเหตุที่มนุษย์จำเป็นต้องมีฟัน 2 ชุดเนื่องจากเมื่อมีการเติบโตมากขึ้นจะมี
ขนาดของกรามเพิ่ มขึ้นจึงจำเป็นต้องมีฟันอีกชุดหนึ่งเพื่ อรองรับการเปลี่ยนแปลงของ
ขนาดกรามได้

ลิ้น (Tongue)

ลิ้นเป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ภายในช่องปาก
ทำหน้าที่ในการรับรสอาหารต่างๆเนื่องจากภายใน
ลิ้นจะมีโครงสร้างของ taste bud ซึ่งภายในมี
taste cell สำหรับทําหน้าที่รับรสอาหาร นอกจาก
นี้ลิ้นยังทำหน้าที่ในการคลุกเคล้าอาหารให้เข้ากับ
น้ำลายดีขึ้นสำหรับการกลืนอาหารต่อไป รวมถึง
ช่วยในการออกเสียงของมนุษย์

คอหอย (Pharynx)

คอหอย (Pharynx) คอหอยเป็นบริเวณทางผ่าน
รวมระหว่างระบบย่อยอาหารและทางเดินหายใจ
โดยมีหน้าที่หลักเกี่ยวข้องกับการควบคุมการกลืน
อาหาร (swallowing) เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารหลุด
เข้าไปภายในหลอดลม
กลไกการกลืนอาหาร สรุปได้ดังนี้

1. ก้อนอาหารจากปากหรือโบลัส (bolus)
ถูกผลักลงสู่คอหอยโดยการดันของโคนลิ้น

2. เพดานอ่อน (soft palate) ดันขึ้นไปปิด
บริเวณคอหอยส่วนที่ใกล้กับโพรงจมูก
(nasopharynx)

3. กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหาร
(esophageal sphincter) คลายตัว
ทำให้อาหารลงสู่หลอดอาหาร

4. ฝาปิดกล่องเสียง (epiglottis) เลื่อนลง
ปิดบริเวณหลอดลม

5. อาหารเข้าไปในหลอดอาหารและเกิดการ
บีบรูด (peristalsis)

หลอดอาหาร (Esophagus)

หลอดอาหารเป็นท่อยาวประมาณ 25 เซนดิเมตรอยู่ทางด้านหลัง
ของหลอดลม ทำหน้าที่ในการนำอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร
โดยกล้ามเนื้อบริเวณตอนต้นของหลอดอาหารเป็นกล้ามเนื้อ
โครงร่าง (skeletal muscle) ที่ร่างกายสามารถควบคุมได้
แต่เมื่ออาหารเคลื่อนผ่านไปยังส่วนกลางและส่วนท้ายของ
หลอดอาหารซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเรียบอาหารจะถูกบีบรูด
(peristalsis) ลงสู่กระเพาะอาหารต่อไปได้

กระเพาะอาหาร (Stomach)

กระเพาะอาหารเป็นส่วนขยายขอ
งทางเดินอาหารมีลักษณะคล้าย

รูปตัว J อยู่ที่บริเวณช่องท้องทางด้านซ้ายบนกระเพาะอาหาร
โดยปกติจะจุอาหารได้ประมาณ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่เมื่อ
มีอาหารเข้ามากระเพาะอาหารสามารถยึดขยายจุอาหารได้เพิ่ มถึง
ประมาณ 2500 ลูกบาศก์เซนติเมตร เนื่องจากผนังด้านในของ
กระเพาะอาหารมีการพับทบไปมา เรียกว่า รูกี (rugae) กระเพาะ
อาหารมีหูรูดอยู่ 2 บริเวณ คือ หูรูดที่กั้นอยู่ระหว่าง
หลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร เรียกว่า cardiac sphincter
และหูรูดที่กั้นอยู่ระหว่างกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็ก เรียกว่า
pyrolic sphincter สำหรับควบคุมอาหารให้อยู่ภายในกระเพาะ
อาหารในช่วงที่เกิดการย่อยอาหาร โดยอาหารที่ผ่านการย่อย
อาหารภายในกระเพาะอาหารแล้วเรียกว่า ไคม์ (chyme)

กระเพาะอาหาร (Stomach)

ไคม์ (chyme) ไคม์ (chyme)

ในกระเพาะอาหารอาจเกิดการเคลื่อนย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร
ตอนล่างส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง เรียกอาการนี้ว่า heartburn
(ในความเป็นจริงแล้วอาการนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการทำงานหัวใจ)
โรคที่เกิดขึ้นจากการไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหารและอาจทำให้
เกิดอาการ heartburn นี้เรียกว่า โรดกรดไหลย้อน
(gastroesophageal reflux disease: CERD) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้
บ่อยในประเทศไทยปัจจุบัน โดยสาเหตุที่กระตุ้นการเกิดกรดไหลย้อนมี
หลายอย่าง เช่น ความอ้วน การรับประทานอาหารที่มากเกินไปต่อมื้อ
การรับประทานอาหารรสจัด มัน และเผ็ด การล้มตัวลงนอนหลังมื้อ
อาหารทันที รวมไปถึงอาหารบางชนิดที่เมื่อรับประทานในช่วงที่ท้อง
ว่างอาจกระตุ้นการเกิดกรดไหลย้อนได้ เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม
ช็อกโกแลต



ผนังของกระเพาะอาหารส่วนที่พั บเว้าลึกลงเข้าไป
ภายใน เรียกว่า gastric pit ซึ่งประกอบด้วยเซลล์
พิเศษที่ทำหน้าที่ในการหลั่งสารต่างๆ เซลล์เหล่านี้แบ่ง
ออกได้เป็น 4 กลุ่มตามรูปร่างและหน้าที่ของเซลล์ คือ

1. Chief cell ทำหน้าที่ในการสร้างเอนไชม์เพปซิโนเจน (pepsinogen) ซึ่งยัง
ไม่พร้อมทำงาน
2. Parietal cell ทำหน้าที่ในการสร้างกรดเกลือ (HCI) สำหรับกระตุ้นการ
ทำงานของเอนไซม์ในกระเพาะอาหารโดยกระตุ้นการเปลี่ยนเพปซิโนเจน
(pepsinogen) ให้กลายเป็นเพปซิน (pepsin) ซึ่งเพปซินนี้สามารถกระตุ้น
การเปลี่ยน pepsinogen ให้เป็น pepsin ได้เช่นเดียวกัน เรียกกระบวนการ
นี้ว่า autocatalysis (จัดเป็นการควบคุมแบบ positive feedback
mechanism) นอกจากนี้ HCI ยังทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่
ภายในกระเพาะอาหาร และช่วยให้โปรตีนเกิดการสูญเสียสภาพเพื่อให้เกิดการ
ย่อยอาหารได้ดีขึ้นรวมถึง parietal cell ยังหลั่ง intrinsic factor ซึ่ง
เกี่ยวข้องกับการดูดซึมวิตามิน B12 เข้าสู่เซลล์ในกระเพาะอาหารได้

3. Mucous cell ทำหน้าที่ในการสร้างและหลั่งเมือก
(mucus) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเบสช่วยป้องกันกระเพาะ
อาหารจากความเป็นกรด
4. Enteroendocrine cell ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมน
บางชนิด เช่น แกสตริน (gastrin) เพื่อกระตุ้นการหลั่ง
เอนไซม์ pepsinogen การหลั่งกรด HCI และการบีบตัว
ของกระเพาะอาหาร โดยทั่วไปกระเพาะอาหารจะมีการดูดซึม
อาหารเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่อาจจะมีการดูดซึมสารบาง
อย่างได้ เช่น ยาบางชนิด แอลกอฮอล์ และวิตามิน



กลไกการป้องกันอันตรายของกระเพาะอาหารจากความเป็นกรด
และเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่น
การที่กระเพาะอาหารมีการสร้างสารเมือกพวกไกลโคโปรตีน
การหลั่งเอนไชม์ในรูปที่ยังไม่พร้อมทำงาน (zymogen) จนกว่าจะ
ได้รับการกระตุ้น การหลั่งกรดเกลือ (HCI) เพียงบางช่วงเวลาที่
ถูกกระตุ้น เซลล์ภายในกระเพาะอาหารมีความสามารถในการแบ่ง
เซลล์สูงและมีการแบ่งเซลล์ตลอดเวลา และมีการยึดติดกันแบบ
tight junction (รอยต่อระหว่างเซลล์แบบแน่นป้องกันสารผ่านเข้า
ออกบริเวณช่องว่างระหว่างเซลล์)

ในสมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าการเกิดแผลในกระเพาะ
อาหาร (gastric ulcer หรือ peptic ulcer)
บางครั้งอาจจะเกิดที่ดูโอดีนัมหรือส่วนล่างของหลอดอาหาร
ก็ได้มีสาเหตุมาจากความเครียดและการหลั่งกรดในกระเพาะ
อาหารออกมามากเกินไป แต่ในปี 1982 นักวิทยาศาสตร์
ชาวออสเตรเลีย Barry Marshall และ Robin Warren ได้
ทำการตรวจสอบและพบว่าจริงๆแล้วสาเหตุที่สำคัญเกิดจาก
การติดเชื้อของ-แบคทีเรียที่ทนกรด (acidophilie) ชนิด
หนึ่ง คือ แบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่ mucous
cell ทำให้การหลั่งเมือกลดลง นำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะ
อาหารได้ นอกจากนี้ทั้งสองยังเสนอว่าในการรักษาสามารถ
ใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ในการรักษาโรคนี้ได้ จากการ
ค้นพบครั้งนี้ทำให้ทั้งสองคนได้รับรางวัลโนเบลในปี 2005

ลำไส้เล็ก
(Small Intestine)

ลำไส้เล็ก
(Small Intestine)

การเพิ่มพื้นที่ผิวภายในลำไส้เล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมอาหารเกิดขึ้นได้ 3 ระดับ คือ การพับทบของผนังชั้นในของลำไส้เล็กเป็นทบๆ ขึ้นมา
เรียกว่า circular fold หรือ plicae circulares แต่ละรอยพับที่เกิดขึ้นจะมีการพับของผนังอีกชั้นหนึ่ง (ชั้นมิวโคซา) เป็นโครงสร้างคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า
วิลลัส (villus) ซึ่งแต่ละเซลล์ของวิลลัสเองก็มีการพับทบของเยื่อหุ้มเซลล์เป็นหยัก เรียกว่า ไมโครวิลไล (microvilli) ซึ่งอาศัยการค้ำจุนของไมโครฟิลาเมน
ต์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าในหนึ่งเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวลำไส้เล็กอาจจะพบไมโครวิลไลได้มากถึง 600 อันต่อเซลล์ เมื่อศึกษาเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวของลำไส้เล็กด้วย
กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงจะเห็นแนวของไมโครวิลไลเรียงเป็นแถบคล้ายขนแปรง เรียกแถบหรือแนวนี้ว่า brush border

การย่อยและการดูดซึมน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

การย่อยอาหารในกลุ่มพอลิแซคคาไรด์(polysaccharide) เช่น แป้งและ
ไกลโคเจน จะถูกย่อยโดยอาศัยเอนไซม์หลัก คือ อะไมเลส (amylase)
อะไมเลสไม่สามารถสลายพั นระไกลโคชิดิกระหว่างน้ำตาลโมเลกุลคู่ได้
จำเป็นจะต้องใช้เอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลโมเลกุลคู่จากผนังลำไส้เล็กโดยตรง
เช่น มอลเทส (maltase) ในการย่อยมอลโทสให้กลายเป็นกลูโคสอง
โมเลกุลได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ได้จะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์เนื้อเยื่อบุผิว

ลำไส้เล็กและเข้าสู่หลอดฝอยในวิลลัสต่อไป โดยถ้าเป็นกลูโคสและ
กาแลกโทสจะถูกดูดซึมผ่านการลำเลียงแบบ active transport คู่ไปกับ
การนำ Na เข้าไปภายในเซลล์ (secondary active transport) ส่วน

ฟรักโทสจะถูกดูดซึมแบบ facilitated dlffusion แทน

การย่อยและการดูดซึมน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

การย่อยและการดูดซึมกรดอะมิโน

การย่อยอาหารพวกโปรตีนจะใช้เอนไซม์ในกลุ่มเพปติเดส (peptidase) ในการกระตุ้นการสลายพันธะเพปไทด์ระหว่างกรด
อะมิโนได้ เอนไซม์กลุ่มเพปติเดสสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ เอนไซม์กลุ่ม endopeptidaseเป็นเอนไซม์ที่จะย่อย

โปรตีนโดยการสลายพันธะเพปไทด์ในสายพอลิเพปไทด์ ขณะที่เอนไซม์กลุ่ม exopeptidase เป็นเอนไซม์ที่สลายพันธะ
เพปไทด์ที่ปลายสายของพอลิเพปไทด์ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นกรดอะมิโนเอนไซม์ในกลุ่มนี้มี 2 ชนิด คือ aminopeptidase
จากผนังลำไส้เล็กซึ่งจะย่อยเพปไทด์ด้านที่มีหมู่ NH2 อยู่และ carboxypeptidase จากตับอ่อนซึ่งจะย่อยเพปไทต์ด้านที่มีหมู่

COOH อยู่
เอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนส่วนใหญ่จะหลั่งออกมาในรูปที่ยังไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องถูกกระตุ้นเพื่อให้สามารถทำงานได้ ทั้งนี้
เพื่อป้องกันเอนไซม์เหล่านี้ย่อยโปรตีนในเนื้อเยื่อตัวเองได้ เช่น pepsinogen จากกระเพาะอาหารจะต้องถูกกระตุ้นให้กลาย
เป็น pepsin โดยกรด HCI และ pepsin เอง ขณะที่ trypsinogen จากตับอ่อนจะถูกกระตุ้นด้วย enterokinase จาก

ลำไส้เล็กให้เป็น trypsin จากนั้น trypsin ที่เกิดขึ้นจะไปกระตุ้น procarboxypeptidase ให้กลายเป็น
carboxypeptidase และกระตุ้นเอนไซม์ chymotrypsinogen ให้กลายเป็น chymotrypsin ซึ่งอยู่ในรูปที่ทำงานได้

สำหรับการดูดซึมกรดอะมิโนจะมีการดูดซึมโดยอาศัย secondary active transport ควบคู่ไปกับการนำ Na
เข้ามาภายในเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวลำไส้เล็ก ก่อนส่งไปยังหลอดเลือดฝอยในวิลลัสเช่นเดียวกับ glucose และ galactose

การย่อยและการดูดซึมกรดอะมิโน

การย่อยและการดูดซึมลิพิ ด

การย่อยอาหารพวกลิพิ ดจะมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าสารอาหารอื่นเนื่องจากลิผิดเป็นสาร
ชีวโมเลกุลที่มีความสามารถในการละลายน้ำต่ำ การย่อยอาหารพวกลิพิดจึงจำเป็นต้องใช้
การทำงานของน้ำดี (bile) ช่วยในการทำให้ไขมันเเตกตัวเป็นหยดไขมันขนาดเล็ก โดยน้ำดี
ทำหน้าที่ลดแรงตึงผิว (surace tension) ของไขมัน ป้องกันไม่ให้หยดไขมันมารวมกัน
เป็นหยุดขนาดใหญ่ การที่ไขมันกลายเป็นหยดขนาดเล็กลงนี้ทำให้เอนไซม์ไลเปส
(lipase)สามารถย่อยได้และเป็นการเพิ่มผิวสัมผัสของหยดไขมันกับเอนไซม์ Iipase ได้
โดยเอนไซม์ Iipase จะย่อย triacylglycerol ในหยดไขมันให้กลายเป็น
monoacylglycerol และกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) แทน หลังจากถูกย่อยโดย
เอนไซม์ Iipase แล้วกลีเซอรอล กรดไขมัน และ monoacylglycerol ที่เกิดขึ้นจะมารวม
กันและอยู่ในรูปของไมเซลล์ (micelle) ซึ่งเป็นกลุ่มของสารที่ไม่ละลายน้ำอยู่ภายในและมี
ฟอสโฟลิพิดที่เรียงชั้นเดียวล้อมรอบ รวมถึงมีโปรตีนบางชนิดรวมอยู่ด้วยเพื่อช่วยให้มี
ความเสถียรเพิ่ มขึ้น

การย่อยและการดูดซึมลิพิ ด

การดูดซึมลิพิดจะเกิดขึ้นโดย เมื่อไมเซลล์เคลื่อนไปถึง
บริเวณเซลล์เนื้อเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ไมเซลล์จะเข้าไปรวม
กับเยื่อหุ้มเซลล์และมีการแพร่แบบธรรมดา (simple
difusion) เข้าสู่เซลล์เนื้อเยื่อบุผิวภายในผนังลำไส้เล็ก
หลังจากนั้นลิพิ ดขนาดเล็กเหล่านี้จะเกิดการสังเคราะห์
โมเลกุลใหม่เป็น triacyglycerol ใหม่อีกครั้ง ก่อนจะ
บรรจุเข้าสู่ถุง vesicle ที่มีลิโพโปรตีน (Ipoprotein)
อยู่ด้านนอก เกิดเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า ไคโลไมครอน
(chylomicron) แล้วจึงลำเลียงเข้าสู่หลอดน้ำเหลือง
ฝอย (lacteal) ภายในวิลลัสต่อไป

การย่อยและการดูดซึมลิพิ ด

กลูโคสและกรดอะมิโนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่หลอดเลือด
ฝอยภายในลำไส้เล็กแล้ว จะมีการลำเลียงจาก
หลอดเลือดฝอยเหล่านี้ไปยังหลอดเลือด
hepatic portal vein เพื่อนำไปเก็บสะสมไว้ที่
ตับ (liver) โดยนักสรีรวิทยาถือว่าหลอดเลือด
hepatic portal vein เป็นหลอดเลือดที่มีการ
เปลี่ยนแปลงของระดับกลูโคสสูงที่สุดในร่างกาย

หน้าถัดไป สรุปการย่อยอาหารชนิดต่าง ๆ

ทางเดินอาหาร การย่อยคาร์โบไฮเดรต การย่อยโปรตีน การย่อยลิพิ ด
ช่องปาก
แป้ง


(oral cavity)

โปรตีน

กระเพาะอาหาร Salivary amylase

(stomach)
ก้อนไขมันขนาดใหญ่
Gastric Pepsin Bile
ช่องว่างในลําไส้เล็ก Dextrin หรือ น้ำตาลโมเลกุลคู่



(lumen of intestine)
พอลิเพปไทด์ (polypeptide) ก้อนไขมันขนาดเล็ก
(emulsified fat)
แป้ง (starch) / Dextrin Pancreatic trypsin





Pancreatic amylase Pancreatic chymotrypsin



Pancreatic lipase

น้ำตาลโมเลกุลคู่
(disaccharides) พอลิเพปไ
ทด์สายสั้นๆ


กลีเซอรอล (glycerol)
Pancreatic กรดไขมัน (fatty acid)
ผนังลําไส้เล็ก
Carboxypeptidase monoacylglycerol
Intestinal Disaccharidase
(epithelium of (Maltase,Lac
tase,Sucrase) กรดอะมิโน + พอลิเพปไทด์สายสั้น

small intestine)




น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

(monosaccharide) Intestinal D
ipeptidase
Intestinal Aminopeptidase



กรดอะมิโน (amino acid)



ลำไส้ใหญ่(Large Intestine)

ลำไส้ใหญ่เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากลำไส้เล็กโดยมีหูรูดที่เรียกว่า ileocaecal
valve ควบคุมการเข้าออกของอาหาร ลำไส้ใหญ่มีรูปร่างคล้ายรูปตัว U
คว่ำ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (caecum) ซึ่งเป็น
บริเวณที่พบไส้ติ่ง (appendix) ลำไส้ใหญ่ส่วนโคลอน (colon) ไส้ตรง
(rectum) และทวารหนัก (anus) ภายในลำไส้ใหญ่มีต่อมสร้างเมือก
สำหรับช่วยให้อาหารเคลื่อนที่ได้ดีขึ้นแต่ไม่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นมี
เพี ยงการดูดซึมน้ำและเกลือแร่กลับเข้าสู่ร่างกายถ้าเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่
เกิดการติดเชื้อไวรัสหรือแบคที่เรียจะทำให้ลำไส้บีบตัวเร็ว ดูดน้ำกลับได้
น้อย ทำให้เกิดอาการท้องเสีย (diarrhea) ขึ้นในทางกลับกันถ้าลำไส้บีบ
ตัวช้าทำให้มีการดูดกลับน้ำมากส่งผลให้เกิดอาการท้อง
ผูก(constipation)ภายในลำไส้ใหญ่จะมีแบคที่เรียอาศัยอยู่ เช่น E.coli
ทำหน้าที่ในการหมักกากอาหารที่เหลืออยู่ และมีการสังเคราะห์วิตามิน K
และวิตามิน B12 ไบโอติน และกรดโฟลิก


Click to View FlipBook Version