เสนอ ครูอาภรณ์ ศิริคณินทร์ งงานานนำนเำสเสนนออนี้นเีป้เ็ปน็นส่สว่วนนหหนึ่นงึ่งขขอองงรารยายวิวชิชาชาีชวีววิวทิทยยาเาพิเ่พมิ่มเตเิตมิม55(ว(ว333232414)1)
โรโงรงเรีเยรียนนนนววมิมนินททรารชาิชนิูนทูิทศิศเบเบญญจมจมรารชาชาลาัลยัยภภาคาคเรีเยรียนนที่ที1่ 1ปีปกีการาศรึศกึกษษา า22565655
การแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ ระบบหายใจของมนุษย์
เยื่อหุ้มเซลล์ book lung ทางเดินหายใจ
ผิวหนัง book gill การแลกเปลี่ยนแก๊ส
ท่อลม parapodia การลำเลียงแก๊ส
เหงือก respiratory tree กลไกการหายใจ
ปอด การควบคุมการหายใจ
โรคเกี่ยวกับระบบหายใจ
หายใจเข้าเพื่อรับ O2 ไปใช้สร้างพลังงาน Glucose
หายใจออกเพื่อกำจัด CO2
O2
cellular respiration
CO2
ATP
H2O
แก๊สจะละลายอยู่ในน้ำ และแพร่จากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูง
ไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นต่ำ
พิจารณาจาก ความดันย่อยของแก๊ส (partial pressure)
P ของ O2 ในถุงลมปอด = 21/100 x 760 = 160 mmHg
P ของ O2 ในหลอดเลือดฝอย = 40 mmHg
O2 จึงแพร่จาก ถุงลมปอด ไป หลอดเลือดฝอย
โครงสร้างแลกเปลี่ยนแก๊สที่มีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติ 3 ข้อ
1.ผิวบาง 2.ชื้น 3.พื้นที่เยอะ
เพื่อให้แก๊สสามารถ แก๊สจะละลายในน้ำ มีพื้นที่ผิวมาก ทำให้มีพื้นที่
ผ่านไปได้ง่าย โครงสร้างที่ใช้แลกเปลี่ยนแก๊ส แลกเปลี่ยนแก๊สมากขึ้น
จึงต้องมีความชื้น
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
Protista : อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา O2 hydra CO2
Porifera : ฟองน้ำ
Platyhelminthes : หนอนตัวแบน พลานาเรีย CO2 O2
Cnidaria : ไฮดรา แมงกระพรุน CO2
เซลล์ร่างกายสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา porifera
การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยตรง
O2
O2 CO2 CO2
O2
amoeba paramecium euglena
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
สัตว์มีร่างกายขนาดใหญ่ เซลล์ในร่างกายไม่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม
จึงมีการพัฒนาโครงสร้างเพื่อช่วยให้แลกเปลี่ยนแก๊สดีขึ้น
Annelid : Earthworm (ไส้เดือนดิน)
Amphibian : กบระยะตัวเต็มวัย
กบใช้ผิวหนังและปอดในการแลกเปลี่ยนแก๊ส
ไส้เดือนดินแลกเปลี่ยนแก๊สที่ผิวหนัง ซึ่งบางและเปียกชื้น
O2 จะลำเลียงผ่านระบบหมุนเวียนเลือดไปยังเซลล์ต่าง ๆ
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
Arthropod : Insect (ตั๊กแตน มด) Chilopoda (ตะขาบ)
Diplopoda (กิ้งกือ)
อากาศ Spiracle (ช่องหายใจ) Trachea (ท่อลม) Tracheole
(ท่อลมฝอย) Tissue , Cell
O2 และ CO2 แพร่ผ่านเนื้อเยื่อโดยตรง (ไม่ผ่านระบบหมุนเวียนเลือด)
แมลงที่บินได้บางชนิด มีถุงลม
(air sac) สำรองอากาศขณะบิน
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
ในน้ำมีแก๊ส O2 น้อยกว่าอากาศ 30 เท่า และ O2 ยังแพร่ในน้ำช้ากว่าในอากาศ หอยสองฝา
สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำจึงพัฒนาเหงือก ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ลิ่นทะเล
สัตว์ที่มีเหงือกเป็นอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส lampraey
Mollusca : หอยสองฝา หมึก ลิ่นทะเล
Arthropoda
Crustacea : กุ้ง กั้ง ปู
Echinodermata : ดาวทะเล กั้ง hagfish
Chordata
กลุ่มมีกระดูกสันหลัง
กลุ่มไม่มีขากรรไกร : ปลาปากกลม (แฮกฟิช แลมเพรย์)
กลุ่มมีขากรรไกร : ปลากระดูกอ่อน ปลากระดูกแข็ง ลูกอ๊อด
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Mollusca หมึก Class Cephalopoda
ลิ่นทะเล Class Polyplacophora
หอยสองฝา Class Bivalvia เหงือก 1 คู่ (dibranchia)
Ctenidia น้ำออกช่องไซฟอน (siphon)
ใช้เหงือกในการแลกเปลี่ยนแก๊ส และ (Gills)
กรองอาหารจากน้ำ Gill
Chiton / ลิ่นทะเล / หอยแปดเกล็ด Ctenidium
Gill มี Ctenidia (ทีนิเดีย) หรือ เหงือก (Gills)
เป็นอวัยวะหายใจ
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Arthropoda : Subphylum Crustacea
กุ้ง Gills Gills
เหงือกถูกคลุมด้วย Cephalothorax
อยู่ในช่องเหงือก (gill chamber)
น้ำไหลเข้าผ่านช่องใกล้รยางค์ขา
ข้าช่องเหงือก
ปู Gills
น้ำไหลเข้าช่องเปิดที่ฐาน Gills
ของก้ามปู ไปเหงือก และ
ออกทางรูที่เพดานปาก
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Echinodermata
ดาวทะเล เหงือกอยู่ที่ผิวหนัง เรียก Dermal branchia
External gill เหงือกอยู่นอกร่างกาย
Pedicellaria ใช้จับอาหาร ทำความ
Gills สะอาดลำตัว และป้องกันเหงือก
Dermal Gills
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : ปลา
ปลากระดูกอ่อน Cartilage fish ปลากระดูกแข็ง Bony fish
Gill slits Operculum
(gill cover)
มีช่องเหงือกหลายช่อง
ไม่มีแก้มปิดช่องเหงือก (Operculum) มีช่องเหงือก 1 คู่
มีแก้มปิดช่องเหงือก (Operculum)
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : ปลา
น้ำเข้า
น้ำไหลเข้าปาก
เหงือก Gill
เส้นเหงือก Gill filament
ซี่เหงือก Lamella
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : ปลา
น้ำเข้า น้ำออก
ปาก เปิด ปาก ปิด
Operculum ปิด Operculum เปิด
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : ปลา
Countercurrent exchange ทิศทางการไหลของเลือดในซี่เหงือก
การแลกเปลี่ยนแบบสวนทางกัน สวนทางกับ
ทิศทางการไหลของน้ำที่ผ่านเหงือก
ความดันย่อยของ O2 ในน้ำ
มากกว่าในหลอดเลือดเสมอ
ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สตลอด
ทำให้นำ O2 เข้าสู่หลอดเลือดฝอย
ได้มากกว่า 80%
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
Mollusca : Class Gastropoda หอยฝาเดี่ยว ปอด เป็นอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊สอยู่
Chordata ภายในร่างกาย มีลักษณะเป็นถุง
มีความชื้นอยู่เสมอ และแก๊สถูก
Class Amphibia สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก : กบ งูดิน ลำเลียงผ่านระบบหมุนเวียนเลือด
Class Reptilia สัตว์เลื้อยคลาน : งู เต่า จระเข้
Class Aves สัตว์ปีก : นก
Class Mammalia สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Mollusca : Class Gastropoda
หอยฝาเดี่ยว (หอยบก) : หอยทาก อาศัยอยู่บนบก ไม่มีเหงือก
ใช้ Mantle cavity เปลี่ยนแปลงเป็นปอด
Mantle
cavity มีเส้นเลือดฝอย "Pulmonate lung"
ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส
ภายในช่องตัว (Coelom) มีของเหลว
(Coelomic Fluid) ทำหน้าที่เสมือนระบบ
ไหลเวียนโลหิต ช่วยลำเลียง O2
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
กบ Class Amphibia ; Order Anura ผิวหนังมีต่อมสร้างเมือก
ให้ผิวชุ่มชื้น
กบไม่มีกะบังลม ไม่มีซี่โครง และกล้ามเนื้อกระดูกซี่โครง Lungs
ตัวอ่อนใช้เหงือกและผิวหนังหายใจ กล้ามเนื้อท้องหดตัว พื้นปากโป่ง
ตัวเต็มวัยใช้ปอดและผิวหนัง
Positive pressure breathing อากาศไหลออกมาสู่ปาก
ดึงพื้นปากล่าง+เปิดรูจมูก
พื้นปากแฟบ+รูจมูกเปิด
อากาศเข้า
อากาศออก
พื้นปากหด+รูจมูกปิด
อากาศไหลไปปอด
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : สัตว์เลื้อยคลาน จระเข้
งู
เต่า
Lung
Lung
งูหายใจเข้าออกทางปาก
มีปอดด้านขวาข้างเดียว เต่าทะเลหายใจด้วยปอดขนาดใหญ่ Lung Liver
บางชนิดมีปอดซ้ายด้วย ไม่ได้ใช้เหงือก
ปอดของจระเข้ติดกับตับ
โดยปอดจะอยู่ใต้กระดอง จระเข้ปรับตำแหน่งปอด
เพื่อควบคุมการลอยน้ำ
โดยกล้ามเนื้อดึงตับไปด้านหาง
ปอดขยายไปเติมช่องว่าง
ทำให้ตัวจระเข้จมลง
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : สัตว์ปีก
นก สัตว์ปีกมีวิวัฒนาการของระบบหายใจดี เพื่อ ในปอด
ให้ได้ O2 สูง เนื่องจากใช้พลังงานมากขณะบิน
นกมีถุงลม (Air sac) อากาศเคลื่อนผ่านแขนงหลอดลม
ไว้สำรองอากาศ (parabronchi) ในทิศทางเดียว
ไม่มีอากาศที่แลกเปลี่ยนแก๊สแล้วมาผสม
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : สัตว์ปีก
กลไกการหายใจ
lungs Anterior air sacs
หายใจเข้าครั้งที่ 1 หายใจเข้าครั้งที่ 2
ถุงลมหลังขยาย อากาศเข้า ถุงลมหน้าขยาย อากาศไปถุงลม
inhalation inhalation Posterior air sacs
parabronchi หายใจออกครั้งที่ 1 หายใจออกครั้งที่ 2
exhalation ถุงลมหลังหด ถุงลมหน้าหด ขับอากาศออก
อากาศไปปอด
exhalation
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Chordata : สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปอดเป็นอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊สอยู่ภายในร่างกาย มีระบบหมุนเวียนเลือดช่วยลำเลียงแก๊ส
มีกล้ามเนื้อกะบังลม (diaphragm) และกล้ามเนื้อกระดูกซี่โครงช่วยในการหายใจ
ท่อลม Trachea
หลอดลม Bronchus
หลอดลมฝอย Bronchiole
ถุงลม Alveolus
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Lamellae of lung
Arthropoda : class Arachnida แมงมุม แมงป่อง
Book lungs
Book lungs
แก๊สออกซิเจนจะแพร่เข้าสู่ของเหลว
(Hemolymph) ภายใน Book lung
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
Arthropoda : class Merostomata แมงดาทะเล (Horseshoe crab)
แผงเหงือกอยู่บริเวณท้อง
เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สเมื่อมีน้ำไหลผ่าน
Gill opercula
Book Gill Book Gill
แมงดาทะเลมีขาเดิน 5 คู่
คู่ที่ 1 เจริญเป็น pedipalp รยางค์กินอาหาร
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
Annelida : class Polychaeta แม่เพรียง ตัวสงกรานต์ หนอนฉัตร
parapodia ใช้ แลกเปลี่ยนแก๊สและเคลื่อนไหวร่างกาย
Parapodium
Parapodia
parapodia ยื่นจากสองข้างลำตัว ลักษณะคล้ายใบพาย
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส :
Echinodermata : class Holothuroidea ปลิงทะเล (sea cucumber)
respiratory tree มีลักษณะเป็นท่อยาว ต่ออยู่กับช่องโคลเอกา กล้ามเนื้อโคลเอกาหดตัว
น้ำจะเข้าออก ผ่านช่องโคลเอกา น้ำฉีดเข้าไปตามท่อ
Respiratory tree
กล้ามเนื้อโคลเอกาคลายตัว
น้ำจะถูกขับออกมา
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : ในคนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นท่อ
Chordata กลุ่มไม่มีกระดูกสันหลัง แอมฟิออกซัส ยูสเตเชียนเชื่อมระหว่างหูส่วนกลาง
พวกที่อยู่ในน้ำจะมีช่องเหงือกตลอดชีวิต
ระยะตัวอ่อนของ Chordata พวกที่อาศัยอยู่บนบก กับหลอดลมบริเวณคอ
Gill slits
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : เพรียงหัวหอม
เพรียงลอย
Chordata Sub-phylum Urochordata
เพรียงหัวหอม (Tunicate) เพรียงลอย (Sea squirt)
เป็นคอร์เดตที่อาศัยในทะเลไม่มีขากรรไกร
Pharyngeal
slits
Pharyngeal เพรียงหัวหอม
slits ระยะตัวเต็มวัย
เพรียงหัวหอม
ระยะตัวอ่อน
อวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส : Pharyngeal slits
Chordata Sub-phylum Cephalochordata
แหลนทะเล (Lancelet) หรือที่เคยรู้จักกันในนามของ
แอมฟิออกซัส (Amphiosus)
Pharyngeal gill slits
อวัยวะและโครงสร้างในระบบหายใจของมนุษย์
ส่วนที่นำอากาศเข้าสู่ร่างกาย ส่วนที่เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ส
(Conducting portion) (Respiratory portion)
โพรงจมูก Nasal cavity Pharynx หลอดลมฝอย
คอหอย Larynx
กล่องเสียง Bronchi ปลายสุดของ
ท่อลม Trachea หลอดลมฝอย
หลอดลม Right Lung เป็นถุงเล็ก ๆ
หลอดลมฝอย Left Lung Bronchioles
เรียก "ถุงลม"
Diaphragm Alveoli
รูจมูก (nostril) และ โพรงจมูก (nasal cavity)
จมูกแยกเป็นสองข้างโดยผนังกั้นช่องจมูก(nasal septum)
ผนังกั้นช่องจมูกมีกระดูกอ่อน คือ septal cartilage
อยู่ด้านหน้า และส่วนที่เป็นกระดูกแข็งอยู่ด้านหลัง
หน้าที่ของจมูก คือ Soft Nasal
palate vestibule
1.ทางเข้า - ออก ของอากาศ
2.ป้องกันเชื้อโรค
4.ปรับอากาศให้อุ่นและชื้น
5.เสียงก้องขณะพูด
6.รับกลิ่น
ผนังกั้นโพรงจมูก (nasal septum) Septal cartilage Ethomoid
Vomer
มีหลอดเลือดมาเลี้ยง ซึ่งเป็นสาเหตุ
หลักของเลือดกำเดาไหล
กระดูกของผนังกั้นโพรงจมูก
กระดูกเซปตั้ม (septum)
กระดูกเอธมอยด์ (ethmoid)
กระดูกโวเมอร์ (vomer)
Paranasal air sinuses
ไซนัส คือโพรงอากาศในกระดูกรอบ ๆ
โพรงจมูก มี 4 คู่ คู่ละ 2 ข้าง
ทําให้ skull bone มีน้ําหนักเบา
เกิดเสียงก้องขณะที่กําลังพูด
Frontal Sinus อยู่บริเวณ frontal bone
Ethmoid Sinus แต่ละข้างมีหลายไซนัส
Sphenoid Sinus อยู่ที่บริเวณ Sphenoid bone
Maxillary Sinus เป็นไซนัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
Pharynx คอหอย
ติดต่อระหว่างจมูกกับหลอดอาหารและกล่องเสียง
1. Nasopharynx อยู่ส่วนบนสุด มีช่องเปิด
Eustachian Tube ช่วยปรับความดัน
2. Oropharynx เริ่มตั้งแต่เพดานอ่อนจนถึง
กระดูกโคลลิ้น เกิดการกลืน อาหารและอากาศผ่าน
3. Laryngopharynx เป็นส่วนล่างสุด อยู่หลัง
กล่องเสียง เป็นบริเวณที่อากาศผ่านเข้าหลอดเสียง
Larynx กล่องเสียง ประกอบด้วย Cartilage 9 ชิ้น กระดูกอ่อนไทรอยด์
(thyroid cartilage)
Epiglottis Cuneiform
cartilage 2 ชิ้น
Thyroid กระดูกอ่อนไครคอยด์
cartilage Corniculate (cricoid cartilage)
Cricoid cartilage 2 ชิ้น
cartilage
Arytenoid กระดูกอ่อนอะริทีนอยด์
cartilage 2 ชิ้น (arytenoid cartilage)
กระดูกอ่อนคอร์นิคิวเลท
(corniculate cartilage)
กระดูกอ่อนคิวนิฟอร์ม
(cuneiform cartilage)
หายใจเข้า การออกเสียง เส้นเสียงแท้ (vocal fold)
ซึ่งอยู่ใต้บริเวณที่คอหอย (pharynx)
vocal folds
Vocal Process
การเปล่งเสียง
สายเสียงจะมาชิดกัน ลมจาก
ปอดมากระทบ แล้วลอดออกไป
เกิดการสั่นและเกิดเสียง
c shape cartilage
c shape cartilage Trachea ถูกพยุงด้วยกระดูกอ่อนชนิด hyaline cartilage
รูปเกือกม้าหรือตัวซี จำนวน 15-20 อัน
Trachea Esophagus
Trachea อยู่ด้านหน้าหลอดอาหาร
C shape cartilage
C-shaped rings of cartilage ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ผนังหลอดลมแฟบ ขณะหายใจเข้าออก
trachealis Trachealis muscle ปนกับ
muscle fibro-elastic tissue
trachealis
muscle
trachealis muscle ยึด C shaped cartilage ทางด้านหลัง
เมื่อกล้ามเนื้อหดตัว ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางหลอดลมแคบลง
ช่วยทำให้เพิ่มความดันในช่องทรวงอก
Trachea หลอดลม Adventitia
c shape cartilage
ผนังหลอดลม แบ่งเป็น 4 ชั้น
1.Mucosa : respiratory epithelium มี goblet cells
และ lamina propria มี elastic tissue
2.Submucosa : พบ seromucous glands
3.Cartilagenous layer : C shape cartilage และ
irregularly shaped cartilage plates พยุงท่อ
4.Adventitia : เนื้อเกี่ยวพัน fibroelastic
c shape cartilage
carina
carina
carina : บริเวณทางแยกของ trachea ไปสู่ bronchi
ในท่อมี cilia ดักจับสิ่งแปลกปลอม กระดูกซี่โครงมี 12 คู่
คู่ที่ 11-12 ไม่ติดกับ sternum
เรียก floating ribs
sternum bone
ปอดขวา มี 3 lobe Rib Floating ribs
ปอดซ้าย มี 2 lobe
Trachea มี c-shape cartilage
พยุงหลอดลม
bronchiole ไม่มีกระดูกอ่อน
มีสารลดแรงตึงผิวแทน
Intercostal muscle กล้ามเนื้อยึดซี่โครง ด้านหลัง
Intercostal
muscle
ด้านหน้า
Parietal เยื่อหุ้มปอด มี 2 ชั้น คือ
pleura 1. Parietal pleura ชั้นนอก ติดกล้ามเนื้อ
2. Visceral pleura ชั้นใน ติดเนื้อเยื่อปอด
Visceral
pleura
Pleural cavity มีสารน้ำบรรจุอยู่ภายใน
ไม่ให้เยื่อหุ้มปอดทั้ง 2 ชั้นเสียดสีกัน มีความดันเป็นสุญญากาศ
ช่วยการขยายและหดตัวของปอดในการหายใจเข้า-ออก
Smooth muscle ถุงลมปอด
Respiratory bronchiole Pulmonary artery
เป็นส่วนแรกที่เริ่มมีการแลกเปลี่ยนแก๊ส Pulmonary vein
Respiratory bronchiole
Terminal bronchiole Alveolus
พบกล้ามเนื้อเรียบและเยื่ออิลาสติกไฟเบอร์
Alveolar
Alveolar duct duct
เป็นท่อส่วนสุดท้ายที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส
Alveolus
เป็นถุงที่มี surfactant ลดแรงตึงผิว
แต่ละถุงมีเส้นผ่านศุนย์กลางเฉลี่ย 0.25 cm
Alveolus ถุงลม
ถุงลม ประกอบด้วย
เซลล์เยื่อบุแบบแบนบาง (Simple squamous epithelium)
เส้นใยอิลาสติก (Elastic fiber)
เส้นใยเรติคิวลาร์ (Reticular fiber)
เส้นเลือดฝอยชนิด continuous capillaries กระจายตัวอยู่
เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนระหว่างอากาศและเลือด
เนื้อเยื่อปอด
Pneumocyte Type I
Blood gas barrier เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ส
Pneumocyte Type II
สร้าง surfactant คือ Lecithin เก็บใน lamellar bodies
อีกชื่อของ Lecithin คือ
dipalmitoylphosphatidylcholine
เป็น phospholipid
การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดที่บริเวณปอด และบริเวณเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ
แลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณปอด แลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณเซลล์
ระหว่างถุงลมกับ ระหว่างเซลล์กับ
หลอดเลือดฝอย หลอดเลือดฝอย
ความหนาแน่นของแก๊สในบริเวณต่าง ๆ
ความหนาแน่นของแก๊ส O2 ความหนาแน่นของแก๊ส CO2
การแลกเปลี่ยนแก๊สผ่านเยื่อ ถุงลม การลำเลียงออกซิเจน
(exchange) เซลล์ จากพื้นที่หายใจเข้าไปให้
ที่เซลล์ มีความดันย่อย เนื้อเยื่อ (transport)
ของแก๊สCO2มาก
แก๊สCO2จะแพร่เข้า ที่ถุงลม มีความดัน
หลอดเลือดฝอย ย่อยของแก๊สO2มาก
แก๊สO2จะแพร่เข้า
หลอดเลือดฝอย
O2 แพร่เข้าสู่ฮีโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดง เพื่อลำเลียงไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ
Hemoglobin ; HB เป็นโมเลกุลโพลีเปปไทด์ 4 สาย
(Quaternary structure) ประกอบจาก สายโกลบิน
และหมู่ฮีม (Heme) โดยที่หมู่ฮีมมี Fe 2+ เกาะอยู่
1 Hemoglobin จับ O2 ได้ 4 molecule
ระดับฮีโมโกลบิน
ค่าปกติในหญิง 12-15 กรัมต่อเดซิลิตร
ค่าปกติในชาย 13-17 กรัมต่อเดซิลิตร
Hemoglobin จับ O2 เรียก Oxyhemoglobin