1
หลกั สตู ร
กระบวนการสร้างความรอบรดู้ ้านการสง่ เสริมสขุ ภาพและ
อนามยั สงิ่ แวดลอ้ ม เล่ม 1
ศนู ย์อนามยั ที่ 4 สระบรุ ี
2564
2
คานา
สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ของประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 จากข้อมูล Heath Data
Centre : HDC ของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 10 เมษายน 2562 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของการเกิด
โรคไมต่ ิดต่อเรอ้ื รงั ในพ้นื ท่ีเขตสขุ ภาพที่ 4 มอี ัตราการเพม่ิ ข้นึ อยา่ งตอ่ เน่อื ง จากปีงบประมาณ 2558 - 2561
โรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า และโรคเบาหวาน เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า ซึ่งหากไม่เร่งดาเนินการ ก็จะมี
ผปู้ ว่ ยทีเ่ ป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพ่ิมข้ึน นอกจากน้ียังมโี อกาสเสี่ยงจะเป็น โรคแทรกซ้อนอ่ืน
ๆ ตามมา ปญั หาเหล่าน้ีสาเหตุหน่งึ มาจากประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จาเป็นในการดูแล
ตนเอง เช่น การเลือกรับประทานอาหาร การออกกาลังกายไม่ถูกต้อง การไม่สามารถดูแลด้านสุขภาพ
พื้นฐานของตนเอง ขาดการตัดสินใจเลือกบริการสุขภาพที่เหมาะสม ส่งผลทาให้ค่าใช้จ่ายในการ
รักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น ต้องพึ่งพาบริการทางการแพทย์และยารักษาโรคที่มีราคาแพง โรงพยาบาลและ
หน่วยบริการสุขภาพจะต้องมีภาระหนักในด้านการรักษาพยาบาลจนทาให้เกิดข้อจากัดในการทางาน
ส่งเสริมสุขภาพและไม่อาจสร้างความเท่าเท่ียมในการเข้าถึงบริการอย่างสมบูรณ์ได้ เพื่อสร้างความรอบรู้
สขุ ภาพและการสื่อสารสุขภาพให้กบั ประชาชน และเปน็ ส่วนเติมเต็ม ในการดาเนินงานส่งเสริมสุขภาพและ
ป้องกันโรคให้มีประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล สอดคลอ้ งกับยุทธศาสตรช์ าติ โดยการสรา้ งให้คนมีความรอบ
รู้ มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยมีเป้าหมาย
เพอ่ื ให้มรี า่ งกายและจิตใจที่สมบูรณ์ (ศรสี ดุ า บุญขยาย,2562)
จากการเปล่ยี นแปลงสภาพปัญหาดงั กล่าว จงึ จาเป็นต้องสง่ เสริมการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพ
ระดับบุคคล ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อ เพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ
และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง เนื่องจากการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์
สุขภาพ ได้แก่ สถานะสขุ ภาพโดยรวม ค่าใชจ้ า่ ยดา้ นสขุ ภาพลดลง ความรู้เกี่ยวกบั สุขภาพเพิ่มขน้ึ ระยะเวลา
ในการอยู่โรงพยาบาลสั้นลง และความถี่ในการใช้บริการสุขภาพลดลง หากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพต่าย่อมจะส่งผลต่อสภาวะโดยรวมกล่าวคือ ประชาชนขาดความสามารถ
ในการดูแลสุขภาพของตนเอง จานวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังจะเพิ่มขึ้น ทาให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
เพม่ิ สูงขนึ้
วัตถปุ ระสงค์ของคู่มือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อทบทวน แนวทางการดาเนินงานการสร้างความรอบรู้ด้าน
การส่งเสรมิ สุขภาพและอนามยั ส่ิงแวดล้อม ปจั จยั ที่เกีย่ วขอ้ งกบั ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ แนวทางการพัฒนา
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแนวทางการประยุกต์สู่การปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึง
เข้าใจ และใช้ข้อมูลด้านสุขภาพในชวี ิตประจาาวันไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเหมาะสมตอ่ ไป
คณะกรรมการ HL
3
สารบัญ
คานา
บทที่ 1 ความรอบรูด้ า้ นสขุ ภาพและอนามยั สง่ิ แวดล้อม
- บทนา 4
- คาจากดั ความของความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ 7
- องค์ประกอบและระดบั ของความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ 8
- แนวทางการพัฒนาความรอบรูด้ า้ นสุขภาพ 11
- แนวทางการประยุกต์ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพสกู่ ารดาเนนิ งาน 14
ส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามยั สิง่ แวดล้อม
บทที่ 2 การประยกุ ตค์ วามรอบรูด้ า้ นสุขภาพสกู่ ารดาเนนิ งานสง่ เสริมสุขภาพ
และอนามัยสิง่ แวดล้อม
- ขน้ั ตอนการดาเนนิ งานความรอบรูด้ ้านสขุ ภาพ 17
- ขน้ั ตอนที่ 1 การกาหนดปัญหาสุขภาพ,กลุ่มเปา้ หมาย, 17
พฤติกรรมเป้าหมาย
- ขน้ั ตอนท่ี 2 ศกึ ษาข้อมลู เชงิ ลึก 36
- ขน้ั ตอนที่ 3 สร้างกรอบแนวคิดโดยใช้ทฤษฎเี ป็นพ้ืนฐาน 40
- ขน้ั ตอนท่ี 4 ออกแบบและวางแผน 48
- ขน้ั ตอนที่ 5 การประเมินผล 53
บทท่ี 3 สรุปผลการเรียนรู้ และขอ้ เสนอแนะ 56
- กลุ่มแมแ่ ละเด็ก 58
- กลมุ่ วัยเรยี น วัยรนุ่ 59
- กลุ่มวยั ทางาน 60
- กลุ่มผู้สงู อายุ 61
- กลมุ่ พัฒนาอนามัยสิ่งแวดลอ้ ม
4
บทที่ 1
ความรอบร้ดู า้ นสุขภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ้ ม
บทนา
ปัจจุบันการสาธารณสุขไทยให้ความสาคัญกับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน (Health
literacy : HL) มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเป้าประสงค์ (goal) ในร่างแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12
(พ.ศ. 2560-2564) (คณะกรรมการอาานวยการจัดทาแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ,2560) ข้อที่หนึ่ง กาหนดไว้
ว่า “ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ มากขึ้น ส่งผลให้การเจ็บป่วย
และตายจากโรคท่ปี ้องกันได้ลดลง” ความรอบรู้ด้านสขุ ภาพปรากฏครัง้ แรก ในเอกสารประกอบการสัมมนา
ทางวิชาการดา้ นสุขศกึ ษาในปี ค.ศ. 1974 (Mancuso JM,2008) ปัจจุบันได้ขยายความสาคัญ จากงานสุข
ศึกษาไปสูแ่ นวคดิ ของการสง่ เสริมสุขภาพ ซึง่ เนน้ การสร้างพลังอานาจ (Empowerment) ให้กบั ชมุ ชนและ
ปัจเจกบุคคล (Ontario Health Promotion E-Bulletin,2017) และเป็นที่น่าสังเกตอีกประการหนึง่ คอื คาว่า
“ความรอบรู้” ได้ปรากฏอยู่ใน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประเทศไทยนา มาปรับใช้เปน็ แนวทางในการ
ดาเนนิ ชวี ติ ของประชาชนใน ทกุ ระดบั ทง้ั ระดับบุคคล ครอบครวั ชมุ ชน องคก์ ร และระดับประเทศมานาน
กว่า 30 ปี โดยการกระทากิจกรรมต่างๆ เพื่อนา ไปสู่ความพอเพียง ต้องอาศัย 2 เงื่อนไข ทั้งความรู้และ
คุณธรรมเปน็ พื้นฐาน เงอื่ นไข ความรูป้ ระกอบด้วย ความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง โดยมีความรอบรู้
อย่างรอบด้านเกี่ยวกับวิชาการ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีความรอบคอบในการนา ความรู้ไปใช้ในการพิจารณา
เชื่อมโยง วางแผน และมีความ ระมัดระวังในทุกขั้นตอนการปฏิบัติ (สำนักงำนคณะกรรมกำรพฒั นำกำร
เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชำติ,2550) คาว่า Health Literacy ในภาษาไทยมีคา เรียกหลายคา ที่แตกต่างกนั
ไดแ้ ก่ ความแตกฉานด้านสขุ ภาพ การรู้เท่าทันด้านสุขภาพ ความฉลาดทางสุขภาพ ความฉลาดทางสุขภาวะ
และความรอบรู้ด้านสุขภาพ5 ในบทความนี้ผู้เขียนเลือกใช้คาว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตามที่กระทรวง
สาธารณสุขใช้ในปัจจุบัน ซึ่งความจา เป็นที่ประชาชนและองค์การต่างๆ ต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ
สืบเน่อื งจากสาเหตทุ ่ี สาคญั หลายประการ กล่าวคือ
1. การประชุมส่งเสรมิ สุขภาพโลกคร้ังที่ 7 ระหว่างวนั ท่ี 26 - 30 ตลุ าคม พ.ศ. 2552 ณ กรงุ ไนโรบี
ประเทศเคนยา องค์การอนามยั โลก (World Health Organization : WHO) ได้ประกาศให้ประเทศสมาชิก
ให้ความสาคัญกับการพัฒนาให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็น
กระบวนการ ทางปัญญา และทักษะทางสังคมทีก่ ่อใหเ้ กิดแรงจูงใจ และความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะ
เข้าถงึ เข้าใจ และใช้ขอ้ มลู ข่าวสารเพ่อื ส่งเสรมิ และบารุงรักษาสุขภาพตนเองใหค้ งดีอยูเ่ สมอ (WHO,1998)
2. การพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โมเดลประเทศไทย 4.0 เป็น
เครื่องมือสาคัญในการก้าวไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่
ขบั เคลอื่ นด้วยการพฒั นาประสิทธิภาพในการผลิตเชงิ อุตสาหกรรมไปส่เู ศรษฐกจิ ท่ีขบั เคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
และนวัตกรรม (Innovation Drive Economy) เพื่อตอบสนองกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
5
(Sustainable Development Goals : SDGs) 17 เป้าหมาย ครอบคลมุ และสมดุลทั้งด้านเศรษฐกจิ สังคม
และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้คนไทยมีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ 1) ต้องเป็นคนดี โดยมีคุณธรรม
จริยธรรม จติ สาธารณะ 2) เป็นคนเกง่ โดยมที กั ษะเรียนรู้ สรา้ งนวตั กรรม และ 3) มสี ุขภาวะดี มีความรอบ
รู้เพือ่ ใหเ้ กิดพฤติกรรมสขุ ภาพทเี่ หมาะสม(จินางคก์ ูร โรจนนนั ต,์ 2560)
3. องค์การบริการสุขภาพนานวัตกรรมด้านสารสนเทศมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทางานและ
บริการรักษาบุคลากรด้านสาธารณสุข ได้แก่ การจัดทาฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินงาน นา
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้สืบค้นข้อมูลและการบริหารงานเกี่ยวกับการรับส่งต่อผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์
การบริการสุขภาพผ่านระบบออนไลน์ การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรคโดยใช้การแพทย์ทางไกล การใช้
หุ่นยนต์ในการรักษาบุคลากรด้านสาธารณสุข และการใช้สัญญาณดาวเท่ียมในการบริการฉุกเฉนิ และระบบ
รับส่งต่อผู้ป่วย (บุญใจ ศรีสถิตนรากูร,2560) รวมทั้งพฤติกรรมการเรียนรู้ของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป
จาเป็นต้องมีความรอบรู้สุขภาพ เพื่อให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางสุขภาพทุกช่องทางนั้นง่าย สะดวก
รวดเร็ว และเป็นประโยชน์ ต่อการดูแลสุขภาพของตนเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ สังคมออนไลน์ที่จัดตั้งขึ้น
เป็นกลุ่มๆ ถูกทา ให้เชื่อมโยงกัน ถักทอเป็นเครือข่ายที่มีขอบเขตกว้างใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจ คนงาน
แมบ่ ้าน และเด็กนักเรียน ก็สามารถ ตดิ ต่อส่ือสารถงึ กนั ได้(ขวญั เมอื ง แกว้ ดาเกิง,2560)
4. สถานการณ์สุขภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ ว
ของประเทศไทย อนั เนือ่ งมาจากการลดลงของภาวะเจรญิ พนั ธ์ุหุ รืออตั ราการเกิดลดน้อยลง และภาวการณ์
การตายลดลง คนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยาทา ให้รูปแบบของโรค
เปลี่ยนจากโรคติดเชื้อไปเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และยังมีปัญหาสุขภาพจากอุบัติเหตุ อุบัติภัย และภัย
สุขภาพ รวมทั้งโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า
แนวโน้ม การเกิดโรคไม่ติดต่อของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่ป่วยจากโรคความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคไตวาย ความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนยังไม่เพียงพอใน
การป้องกัน ปจั จัยเสี่ยงต่างๆ ด้านสุขภาพ1 จากการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทย พบว่า
ความรอบรู้ ด้านสุขภาพในภาพรวม โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 59.4 ของประชาชนทั้งหมดมีระดับความรอบรู้
ด้านสุขภาพ ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติตนตามหลัก ซึ่งได้แก่ อาหาร ออกกาลังกาย อารมณ์ สูบบุหรี่ และ
สุรา (3อ.2ส.) และข้อมูลการสารวจสุขภาพประชากรไทย พ.ศ. 2557 ด้านพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า ความ
ชุกของการสูบบุหร่ี เป็นประจา ร้อยละ 16.0 สัดส่วนของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีกิจกรรมทาง
กายไม่เพียงพอมี รอ้ ยละ 19.2 การมกี จิ กรรมทางกายไมเ่ พียงพอมีมากในผู้สูงอายุ ร้อยละ 31.3 พฤติกรรม
การกินพบว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 76 กินอาหารครบ 3 มื้อต่อวัน กินผักผลไม้ปริมาณ
เพียงพอต่อวัน ตามข้อแนะนา มีเพียงร้อยละ 25.9 และกินยาแก้ปวดทุกวัน ร้อยละ 2.4 (วิชัย เอกพลากร
,2557)
การศกึ ษาปจั จยั ที่มีความสัมพันธ์กบั ความรอบรดู้ ้านสุขภาพของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป
กรณีศึกษาเขตสุขภาพท่ี 4 เป็นวิจัยเชงิ สารวจ (Survey research) โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาสถานการณ์
6
ความรอบรูด้ า้ นสุขภาพ ภาวะสขุ ภาพ และปจั จยั ทีม่ ีความสมั พนั ธก์ บั ความรอบร้ดู ้านสุขภาพ ของประชาชน
ไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ในเขตสุขภาพท่ี 4 สุ่มตัวอย่างแบบหลายข้นั ตอน (Multi-stage Random sampling)
จานวน 900 ราย โดยใชแ้ บบสอบถามเก็บข้อมูลเชิงปรมิ าณ ทาการเก็บขอ้ มูลในชว่ งระหว่าง 1 มนี าคม
2562 – 31 กรกฎาคม 2562 วิเคราะหข์ ้อมูลดว้ ยสถติ ิ ความถี่ ร้อยละ Chi-square และ Fisher's Exact
Test จากการศึกษาพบวา่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญงิ รอ้ ยละ 54.63 มีอายุระหวา่ ง 45 – 59 ปี
ร้อยละ 28.56 จบการศึกษาระดบั ประถมศึกษา รอ้ ยละ 34.88 คะแนนความรอบรดู้ า้ นการเขา้ ถึงข้อมลู
ระดบั ตา่ ร้อยละ 81.15 ด้านความเข้าใจระดบั ต่า ร้อยละ 90.18 ด้านการซักถามระดบั ต่า รอ้ ยละ 54.78
ดา้ นการตดั สินใจระดบั ต่า รอ้ ยละ 90.28 ด้านการเปล่ยี นพฤติกรรมระดับปานกลาง ร้อยละ 51.24 ความ
รอบรดู้ ้านสุขภาพภาพรวมระดบั ต่า ร้อยละ 92.30 ดา้ นสภาวะสขุ ภาพ มีปญั หาดา้ นสายตา ร้อยละ 40.77
ปัญหาการได้ยิน รอ้ ยละ 5.66 ความสัมพันธร์ ะหว่างปัจจัยสว่ นบุคคลกับความรอบรดู้ ้านสุขภาพ พบวา่
ปัจจัยส่วนบุคคลดา้ นการศึกษา ด้านความเพยี งพอของรายไดแ้ ละการรบั รหู้ นงั สอื โดยการอ่าน การเขียนท่ี
แตกต่างกนั มีความสัมพันธ์กับความรอบรดู้ ้านสุขภาพอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ ( P - v a l u e < 0 . 0 5 )
(ศรสี ดุ า บญุ ขยาย,2562)
5. ทักษะในการอ่านออกเขียนได้เป็นส่วนหนึ่งของความรอบรู้ด้านสขุ ภาพ ผลการสารวจ การอ่าน
หนงั สอื สือ่ สงั คมออนไลน์ EMS/E-mail ในกล่มุ ประชากรคนไทยอายุ 6 ปีขนึ้ ไป ของสานักงานสถิตแิ ห่งชาติ
ปี พ.ศ. 2558 พบว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 66 นาที่ต่อวัน ลดลงทุกกลุ่มวัย เมื่อเปรียบเที่ยบกับปี พ.ศ.
2556 ช่วงวัยที่มีการอา่ นมากท่ีสุดเริ่มจากวัยเด็ก (ร้อยละ 90.7) เยาวชน (ร้อยละ 89.6) วยั ทางาน (ร้อยละ
79.1) และวยั สงู อายุ (รอ้ ยละ 52.8) อัตราการอา่ นลดลงไปตามวัยที่เพ่ิมข้ึน ผูส้ ูงอายุเพียงคร่ึงหน่ึงเท่าน้ันที่
มีการอ่าน ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาการรับรู้ข่าวสารด้านสุขภาพ อาจจะรุนแรงขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
อย่างสมบรู ณ์(ขวญั เมือง แก้วดำเกงิ ,2560)
จากการเปลย่ี นแปลงสภาพปัญหาดังกลา่ ว จึงจาเปน็ ตอ้ งส่งเสรมิ การปรบั เปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพ
ระดับบุคคล ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อ เพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ
และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง เนื่องจากการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์
สุขภาพ ได้แก่ สถานะสุขภาพโดยรวม ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพลดต่าลง ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มข้ึน
ระยะเวลา ในการอยโู่ รงบุคลากรดา้ นสาธารณสุขส้นั ลง และความถี่ในการใช้บริการสขุ ภาพลดลง(Mancuso
JM,2008) หากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มรี ะดบั ความรอบรู้ด้านสุขภาพตา่ ยอ่ มจะส่งผลต่อสภาวะ
โดยรวมกล่าวคือ ประชาชนขาดความสามารถ ในการดูแลสุขภาพของตนเอง จานวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังจะ
เพิ่มขึ้น ทา ให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาบุคลากรด้านสาธารณสุข เพิ่มสูงขึ้น (กองสุขศึกษา กรมสนับสนุน
บริการสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสุข,2554)
7
คาจากัดความของความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ
แนวคดิ เกย่ี วกับความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพท่ีแตกตา่ งกัน สรุปไดเ้ ปน็ 2 มมุ มอง คอื
1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นปัจจัยเสี่ยง (Risk factor) ทาให้บุคคลและบุคลากรสาธารณสุข
มองเห็นจุดอ่อน หรือสิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงโดยเฉพาะในกระบวนการสื่อสาร และสร้างความ
ตระหนักร่วมกนั
2) ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพเป็นสนิ ทรัพย์ (Asset) ท่บี คุ คลมอี ยู่หรอื ถูกพฒั นาขึ้นมาจากกระบวนการ
ทางสขุ ศกึ ษาและ การส่อื สาร กลา่ วคอื การสอนสขุ ศกึ ษาเป็นปจั จัยหน่ึงที่ทาใหเ้ กิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ
ส่งผลให้เกิดพลงั อานาจขนึ้ ภายในตัวบุคคล และมกี ระบวนการตดั สินใจที่ถกู ต้องในเร่ืองต่างๆ อันส่งผลดีต่อ
สุขภาพ แนวทางในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ จึงควรให้ความสาคัญต่อการรับรู้ความสามารถของ
ตนเอง (Self-efficacy) ตามช่วงวัย ภายใต้บริบทเฉพาะของความรู้สุขภาพที่จาเป็น เพื่อให้บุคคลมี
ความสามารถในการตัดสนิ ใจได้อยา่ งถกู ต้อง(ขวญั เมอื ง แกว้ ดาเกงิ ,2558)
องค์การอนามัยโลก(WHO,1998) ให้นิยาม ของความรอบรู้ด้านสุขภาพว่า “คือ ทักษะต่างๆ
ทางการรับรู้และทางสังคม ซึ่งเป็นตัวกา หนด แรงจูงใจและความสามารถของปัจเจกบุคคลในการที่จะ
เข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลในวิธีการต่างๆ เพื่อส่งเสริม และบารุงรักษาสุขภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ”
( Health literacy represents the cognitive and social skills which determine the motivation
and ability of individuals to gain access to, understand and use information in ways which
promote and maintain good health) โดยมีคาอธิบายเสริมไว้ว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งท่ี
มากกวา่ ความสามารถในการอ่านคู่มือสุขภาพและปฏบิ ตั ิตามได้เท่านั้น โดยการทาให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล
ข่าวสารด้านสุขภาพ และสามารถใช้ข้อมลู น้ันได้อย่างมีประสิทธผิ ล ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพจึงบง่ ชชี้ ัดถึงการ
สรา้ งพลังอานาจให้กับประชาชน และมคี วามเชือ่ มโยงกบั การร้หู นังสือ (Literate) นามาซงึ่ ความรู้ แรงจูงใจ
และความสามารถของประชาชนในการเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และ ประยกุ ตข์ ้อมูลขา่ วสารทางสุขภาพ เพื่อ
พิจารณาและตัดสินใจในชีวิตประจาวันเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ให้มี
คุณภาพชีวิตที่ดีในตลอดช่วงอายุ (Sorensen K, Van den Broucke S, Fullam J, Doyle G, Pelikan J,
Slonska Z, et al,2012) กรมอนามัย กระทรวง สาธารณสุข กล่าวถึง ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ หมายถึง ขีด
ความสามารถทางปัญญา (การคิด พิจารณา ไตร่ตรอง เลือกด้วยตนเอง) และสังคม ในระดับปัจเจกชนที่
รอบร้แู ตกฉานด้านสุขภาพ จนสามารถกลัน่ กรอง ประเมนิ และเลือกรบั นาไปสู่การตดั สินใจด้วยความเฉียบ
คมที่จะเลือกรับผลิตภัณฑส์ ุขภาพ ปรับเปลี่ยน พฤติกรรม และเลือกใช้บริการสุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเอง
โดยเกิดได้ทั้งในระดับของบุคคล ประชาชน ที่ได้รับหรือ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพ และ สามารถเข้าใจ
ขอ้ มลู พืน้ ฐานด้านสุขภาพ และ บรกิ ารสุขภาพที่จาเป็น เพอ่ื นาไปสู่การวิเคราะห์ และ ตดั สินใจด้านสุขภาพ
ที่เหมาะสม ซึ่งมีทั้งความรู้ แรงจูงใจ และความสามารถของประชาชนในการเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และ
ประยุกต์ข้อมูลข่าวสารทางสุขภาพ เพื่อพิจารณาและตัดสินใจในชีวิตประจาวันเกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพ
การสง่ เสริมสขุ ภาพและปอ้ งกนั โรค ใหม้ คี ณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ีในตลอดชว่ งอายุ (วชั ราภรณ์ เชยสุวรรณ,2560)
8
องค์ประกอบและระดบั ของความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ
Nutbeam เสนอกรอบแนวคิด (Conceptual model) ของความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นครั้งแรก
“conceptual model of health literacy as a risk” โดยเสนอองค์ประกอบหลักของความรอบรู้ ด้าน
สุขภาพ ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูล ความรู้ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร ทักษะ การ
ตัดสินใจ ทักษะการจัดการตนเอง และการรู้เท่าทันส่ือ ต่อมา Sorensen และคณะ14 เสนอกรอบ แนวคิด
ที่ได้จากการสังเคราะห์กรอบแนวคิดที่รวบรวมได้ในระหว่าง ค.ศ. 2000 - 2009 “Integrated model of
health literacy” และเสนอองคป์ ระกอบหลกั 4 ด้าน ได้แก่
1) การเขา้ ถงึ หมายถงึ ความสามารถท่ีจะ แสวงหา คน้ หา และได้รับข้อมูลเกีย่ วกบั สุขภาพ
2) การเข้าใจ หมายถงึ ความสามารถที่จะเขา้ ใจเกี่ยวกับ สุขภาพ
3) การประเมิน หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย การตีความ การคัดกรองและประเมิน
ขอ้ มูล ดา้ นสขุ ภาพที่ไดร้ บั จากการเข้าถึง
4) การปฏิบัติ หมายถงึ ความสามารถในการส่ือสารและการใช้ข้อมลู ในการตดั สินใจในการรักษา
และปรับปรุงสุขภาพ สา หรับประเทศไทยนั้น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กาหนด
เป็น 6 ระดับพฤติกรรมความรอบรู้ด้านสุขภาพของพลเมือง 4.0 (Smart Thai People 4.0)
ได้แก่ เข้าถึง เข้าใจ ซักถาม ประเมิน ตัดสินใจ รับปรับใช้ และบอกต่อ (คณะกรรมการ
อานวยการจดั ทาแผนพัฒนาสขุ ภาพแห่งชาติ,2560)
แนวความคิดของความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ Nutbeam., D (2000) จาแนกระดับออกเป็น 3 ระดับ คอื
1) ระดับพื้นฐาน (Functional health literacy) ได้แก่ ทักษะพื้นฐานด้านการฟัง พูด อ่าน และ
เขียนที่จา เป็นต่อความเข้าใจและการปฏิบัติในชวี ติ ประจาวัน โดยอธิบายเพิม่ เตมิ ว่า เป็นความสามารถ ใน
การประยุกต์ทักษะด้านการอ่านและความเข้าใจเกี่ยวกับจา นวนตัวเลข อาทิ การอ่านใบยินยอม ฉลากยา
การเขียนข้อมูลการดูแลสุขภาพ ความเข้าใจต่อรูปแบบการให้ข้อมูล การให้ข้อมูลทั้งข้อความเขียนและ
วาจาจากแพทย์ บุคลากรด้านสาธารณสุข เภสัชกร รวมทั้งการปฏิบัติตัวตามคา แนะนา ได้แก่ การ
รับประทานยา กาหนด การนัดหมาย
2) ระดับปฏิสัมพันธ์ (Interactive health literacy) ได้แก่ ทักษะพื้นฐานและการมีพุทธิปัญญา
รวมทั้งทักษะทางสังคมทีใ่ ช้ในการเขา้ ร่วมกิจกรรม รู้จักเลือกใช้ข้อมูลขา่ วสาร แยกแยะลักษณะการสื่อสาร
ท่ีแตกตา่ งกัน รวมทงั้ ประยกุ ตใ์ ช้ขอ้ มลู ข่าวสารใหม่ๆ เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมสขุ ภาพ
3) ระดับวิจารณญาณ (Critical health literacy) ได้แก่ ทักษะทางปัญญาและสังคมที่สูงข้ึน
สามารถประยุกต์ ใช้ข้อมูลข่าวสารในเชิงเปรียบเท่ียบ และควบคุมจัดการสถานการณ์ในการดารงชีวิต
ประจาวันได้ ความรอบรู้ ด้านสุขภาพระดับวิจารณญาณเน้นการกระทาของปัจเจกบุคคล และการมีส่วน
ร่วมผลักดันสังคม การเมือง ไปพร้อมกัน จึงเป็นการเชื่อมประโยชน์ของบุคคลกับสังคมและสุขภาพของ
ประชาชนทั่วไป คุณลักษณะพื้นฐานสาคัญที่จาเป็นต้องพัฒนาเพื่อเพิ่มความรอบรู้ทางสุขภาพสา หรับ
ประชาชน ทั่วไปที่จะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ให้พร้อมรับมือและสามารถปรับตัว
9
เพื่อให้ มีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม มีคุณลักษณะพื้นฐาน 6 ประการ
(ขวญั เมือง แกว้ ดาาเกงิ , นฤมล ตรีเพชรศรีอุไร,2554) ดังน้ี
1) การเข้าถึงขอ้ มูลสุขภาพและบริการสุขภาพ
2) ความรู้ ความเข้าใจ
3) ทกั ษะการสื่อสาร
4) ทักษะ การตดั สินใจ
5) การรู้เทา่ ทันสอื่
6) การจัดการตนเอง สาหรับแนวทางจาแนกระดับการพัฒนาความ รอบรู้ด้านสุขภาพตาม
คณุ ลกั ษณะ 6 ด้าน มรี ายละเอียด ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แนวทางจาแนกระดับการพัฒนาความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ
คณุ ลกั ษณะสาคัญ ระดบั ของความรอบรู้ด้านสขุ ภาพ
1. การเขา้ ถงึ ขอ้ มูล
สขุ ภาพและบริการ ระดบั พนื้ ฐาน ระดับปฏิสมั พนั ธ์ ระดบั วจิ ารณญาณ
สุขภาพ
มคี วามสามารถใน มกี ารเขา้ ถงึ ข้อมลู มีการเขา้ ถงึ ข้อมลู
2. ความรู้ ความเข้าใจ
การเลือกแหล่งข้อมลู สขุ ภาพและบริการ สขุ ภาพและบริการ
สขุ ภาพ รู้วิธีการใน สขุ ภาพระดบั พืน้ ฐาน สขุ ภาพระดับ
การคน้ หาและการใช้ และมีความสามารถ ปฏิสมั พันธ์ และมี
อปุ กรณส์ บื ค้นอาทิ ในการคน้ หาขอ้ มูล ความสามารถในการ
คอมพวิ เตอร์ ระบบ สขุ ภาพทีถ่ ูกต้องและ ตรวจสอบข้อมูลจาก
ห้องสมดุ ฯลฯ ทันสมยั เพ่ือการปรบั หลายแหล่งจนข้อมูล
เปลย่ี นพฤติกรรม มคี วามนา่ เชอ่ื ถอื
สขุ ภาพ สาาหรบั การนาามาใช้
การรูแ้ ละการจาา มีความรู้ ความเข้าใจ มคี วามรู้ ความเข้าใจ
ประเดน็ สาคัญใน ระดบั พ้ืนฐานและ ระดบั ปฏิสัมพนั ธ์
การปฏบิ ตั ติ วั เพื่อ สามารถอธบิ ายถงึ และสามารถ
ใหม้ สี ุขภาพดี ความเขา้ ใจในการ วิเคราะหห์ รอื เปรยี บ
จะนาาไปปฏบิ ตั ิตวั ได้ เทย่ี บอยา่ งมเี หตุผล
อยา่ งถูกต้อง เก่ยี วกับแนวทางการ
มพี ฤติกรรมที่ถกู ต้อง
10
ตารางท่ี 1 (ต่อ) ระดบั ของความรอบรู้ด้านสขุ ภาพ
คณุ ลักษณะสาคญั
ระดับพ้นื ฐาน ระดบั ปฏิสัมพนั ธ์ ระดับวิจารณญาณ
3. ทกั ษะการสือ่ สาร
มีความสามารถใน มีทกั ษะการสื่อสาร มีทกั ษะการส่ือสาร
4. ทักษะการตัดสินใจ
การสอื่ สารโดยการพดู ระดบั พื้นฐานสามารถ ระดับปฏิสัมพนั ธแ์ ละ
5. การรเู้ ท่าทนั สือ่
อา่ น เขียนข้อมูล ส่อื สารให้บุคคลอนื่ สามารถโนม้ นา้ วใหผ้ ู้อ่นื
6. การจัดการตนเอง
เก่ยี วกบั การปฏบิ ัติตวั เข้าใจเกีย่ วกับวธิ ีการ ยอมรบั แนวทางการมี
เพอื่ ให้มสี ุขภาพดี ปฏิบตั ติ ัวเพื่อให้มี พฤติกรรมที่ถกู ต้อง
สุขภาพดี
มคี วามสามารถใน มีทักษะการตดั สนิ ใจ มที กั ษะการตัดสินใจ
การกาาหนดทางเลือก ระดบั พน้ื ฐาน และมี ระดบั ปฏิสัมพันธ์ และ
และปฏิเสธ/หลกี เลี่ยง ความสามารถในการใช้ สามารถแสดงทาง
หรือเลือกวิธีการปฏิบัติ เหตุผลหรือวเิ คราะห์ เลือกท่ีเกดิ ผลกระทบ
เพอื่ ใหม้ ีสุขภาพดี ผลดี ผลเสียเพือ่ การ นอ้ ยตอ่ ตนเองและ
ปฏิเสธ/หลีกเล่ยี ง/เลอื ก ผ้อู นื่ หรอื แสดงข้อมูล
วิธีปฏิบัติซึ่งเป็นทาง ทห่ี ักล้างความเข้าใจ
เลือกทเ่ี หมาะสมเพ่ือให้ ผิดไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
มีสขุ ภาพดี
มคี วามสามารถใน มกี ารร้เู ท่าทนั สื่อ มกี ารรเู้ ท่าทันสอ่ื ระดบั
การตรวจสอบความ ระดับพื้นฐานและ ปฏิสัมพนั ธแ์ ละมี
ถูกต้อง ความน่าเช่ือ สามารถเปรียบเทยี่ บ ความสามารถในการ
ถอื ของขอ้ มลู ทสี่ อื่ นาา วธิ กี ารเลอื กรับส่ือเพื่อ ประเมนิ ข้อความส่ือเพ่อื
เสนอเพ่ือนาามาใช้ หลกี เลี่ยงความเสย่ี งท่ี ชแี้ นะแนวทางให้กบั
ในการดูแลสุขภาพ อาจเกิดข้นึ กบั สุขภาพ ชุมชนหรือสงั คม
ตนเอง ของตนเองและผูอ้ ่นื
มีความสามารถใน มีการจัดการตนเอง มีการจัดการตนเอง
การกาาหนดเป้าหมาย ระดับพื้นฐานและ ระดับปฏสิ ัมพันธ์
และวางแผนในการ สามารถทาาตามแผนที่ สามารถทบทวนวธิ ีการ
ปฏิบัตติ น เพื่อให้มี กาหนด โดยมีเปา้ หมาย ปฏบิ ตั ิตนตามเปา้ หมาย
พฤติกรรมสุขภาพที่ เพ่ือใหม้ พี ฤตกิ รรม เพื่อนามาปรบั เปลยี่ นวิธี
ถูกต้อง สขุ ภาพทถ่ี ูกต้อง ปฏบิ ัติตนใหม้ ีพฤตกิ รรม
สขุ ภาพท่ถี ูกต้อง
11
แนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ
แนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแนวทางการ ประยุกต์สู่การปฏิบัติการบุคลากร
ด้านสาธารณสุข ประชาชนทั่วไปสามารถมีความรอบรู้ด้านสุขภาพได้ โดยการใช้ทักษะ ที่จา เป็นในการ
แสวงหา ทา ความเข้าใจ ประเมิน สื่อสาร และใช้สารสนเทศด้านสุขภาพ ในขณะเดียวกัน บุคลากรด้าน
สาธารณสุขสามารถส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพได้โดยมีการประเมินระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของ
ผู้รับบริการ การสร้างสัมพันธภาพและสื่อสารในแนวทางที่ทา ให้ผู้รับบริการเกิดความเข้าใจ และสามารถ
ปฏบิ ตั ติ นตามขอ้ มลู ทไ่ี ด้รบั ดขี นึ้ ซึง่ การสือ่ สารท่ดี ียังสามารถเพิม่ ความปลอดภัยให้แกผ่ ปู้ ่วยดว้ ย
กลุ่มเปา้ หมายสาคัญในการพัฒนาความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ สามารถจาแนกเป็นกลุ่ม ดังนี้
(ขวญั เมือง แก้วดาเกงิ , นฤมล ตรเี พชรศรีอุไร.2554)
1) กลมุ่ ผู้ท่ดี ้อยความสามารถในการเรยี นรู้ (Illiteracy populations) ซงึ่ มลี กั ษณะดังนี้ คือ พดู
ไม่ได้ มปี ญั หาการไดย้ นิ /ใช้สายตา/การใช้ภาษา เรยี นหนังสือนอ้ ย พกิ าร เด็กเล็ก คนชรา คนอพยพยา้ ยถ่นิ
อ่านหนังสอื ไม่ออก เขียนหนงั สอื ไม่ได้
2) กลมุ่ ประชาชนทม่ี คี วามรอบรดู้ า้ นสุขภาพตา่ (Low-literacy populations)
ซงึ่ มลี กั ษณะดงั น้ี คือ ขาดความตระหนกั ขาดความเอาใจใส่ ละเลยเรอ่ื งสุขภาพของตนเอง เชน่ ไม่มาตาม
นัดหลงลืมงา่ ย ทาาอะไรตกๆ หล่นๆ ไมช่ อบถาม ขี้อาย พูดเสยี งเบา ลาาดบั ความไมถ่ ูก
3) กลุม่ ประชาชนท่วั ไป (General populations) ซึง่ เป็นผู้ทม่ี ีความสามารถพอสมควร แต่ยงั คงมี
พฤติกรรมเสีย่ ง
4) กลมุ่ บคุ ลากรด้านสุขภาพ (Health provider groups) ซึ่งมลี กั ษณะทีก่ ่อให้เกิดปัญหาเช่นกนั
คือ สอื่ สารด้วยวาจา/ท่าทางด้อยประสทิ ธิภาพ พดู น้อย พดู เสยี งเบา หรอื ดังเกินจนเหมือนตะคอก ใช้ศัพท์
วิชาการบ่อยเขยี นหนังสืออา่ นไมอ่ อก ใช้สอ่ื ไมไ่ ด้มาตรฐานหรือใชไ้ มเ่ ป็น เป็นต้น
การพัฒนาความรอบร้ดู ้านสขุ ภาพให้เพิ่มขึ้นในปจั จุบนั มปี ระเด็นสาคญั (ขวญั เมือง แก้วดาเกงิ
,2560) ดังน้ี
1) การสรา้ งระบบท่ีช่วยเพ่มิ อตั ราการอ่านหนงั สอื ของประชาชน อาทิ การทาให้หนงั สือคณุ ภาพ
ดี ในราคาท่ีประชาชนทุกระดับสามารถซ้ือหาได้ การจดั อนั ดับหนังสอื เพื่อจาแนกกลุ่มผู้อ่าน เปน็ ตน้
2) การสร้างองค์ความรู้และเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ โลกทุกวันนี้มีข้อมูล
ข่าวสารและองค์ความรู้ด้านสุขภาพจานวนมากในทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะในโลกสังคมออนไลน์ จึงมี
ความจาาเป็นท่ีจะต้องจัดให้มแี หล่งข้อมูลสขุ ภาพที่ถูกตอ้ งและเช่ือถือได้มากยิ่งขึน้ โดยทาาให้ประชาชนทุก
กล่มุ วัยสามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มูลและองค์ความรูท้ ี่ถูกต้องมคี วามทันสมัยไดง้ ่ายและสะดวก
3) พัฒนากลไกและกระบวนการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและบริการด้านสุขภาพ โดยมีการ
สร้างความร่วมมือแบบภาคีเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันและโรงบุคลากรด้านสาธารณสุข
เอกชน สื่อมวลชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจาาหมูบ่ ้าน และภาคประชาชน เพื่อการเฝ้าระวังตรวจสอบ
ข้อมลู ข่าวสารความรูท้ ี่ไมถ่ ูกตอ้ ง และเป็นภัยกบั ประชาชน
12
4) การออกแบบและตรวจสอบคุณภาพสื่อสื่อในการดาเนินงานด้านสุขภาพมีทั้งสื่อบุคคล สื่อ
สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือมัลติมีเดีย และสื่อสาธารณะการออกแบบสื่อเพื่อผลิตและเผยแพร่ควรใช้
หลักการออกแบบที่เหมาะสมกับคุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมายเช่น คานึงถึงขนาดตัวอักษรและสีท่ี
เหมาะสม การเว้นให้มีพื้นที่ว่างบ้าง การใช้แผนภาพหรือภาพถ่ายประกอบ การสื่อความรู้ความเข้าใจ ใช้
ข้อความสั้น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ให้ข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจระบุชื่อหน่วยงานและขอบเขตพื้นท่ี
เผยแพร่ให้ชดั เจน เป็นต้น
5) เพิ่มการใช้ข้อมูลข่าวสารความรู้ด้านสุขภาพให้เกิดพลัง การสร้างเสริมความรอบรู้ด้าน
สุขภาพเป็นวิถีทางหนึ่งในการเพิ่มพลังให้กับประชาชนในการตัดสินใจ เลือกใช้ข้อมูลและปฏิบัติตนอย่าง
ถูกต้อง รวมทั้งการควบคุมปัจจัยที่ส่งผลเสยี ต่อสขุ ภาพและชีวิตความเป็นอยู่ ทาให้บุคลากรทางการแพทย์
และสาธารณสขุ ทาางานได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพและมคี ุณภาพมากย่ิงขึ้น
6) การพัฒนาระบบ หน่วยงาน/องค์กร และชุมชน สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการ
เพิ่มความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ ทาาได้โดยจดั ใหม้ ีศูนย์การเรียนรู้สุขภาพ ป้ายแนะนาาตามจุดต่างๆป้ายบอก
ทางที่เป็นสากลในพื้นที่ที่มีคนหลายภาษาหรือหลากหลายวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดสิ่งแวดล้อม
ใหด้ ผู ่อนคลาย การจดั ให้เจ้าหนา้ ท่ีมีชุดเครื่องแบบหรือแต่งกายดว้ ยเส้ือผา้ ทสี่ ังเกตไดช้ ัดเจนวา่ เป็นบุคลากร
ของหนว่ ยบริการนี้
7) การใช้กลวิธีสุขศึกษา เป็นการจัดโอกาสในการสร้างการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถของ
บคุ คลและกลุ่มบคุ ลากรดา้ นสุขภาพ อาทิ แพทย์ บคุ ลากรดา้ นสาธารณสขุ บคุ ลากรสาธารณสุข อาสาสมัคร
สาธารณสุข ครูสุขศึกษา ครูอนามัยโรงเรียน ฯลฯ สามารถกระทาาได้ด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ การพูดให้ช้า
ลงการสื่อสารสองทาง หลีกเลี่ยงคาศัพท์เฉพาะ เป็นต้น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดทาข้อเสนอ
การพฒั นาความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพไทย แบบบรู ณาการ 3 มติ ิ 4 ประเด็น (4x4x4) ประกอบด้วย
มิตทิ ี่ 1 การพฒั นาความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพตามกลมุ่ วยั ในสถานที่ตา่ งๆ อย่างต่อเน่อื ง ซ่งึ อาศัย
กลไกการขับเคลอ่ื นโดยเส้นทางชีวติ (Life Course Approach) ได้แก่
1.1) ก่อนต้ังครรภ์ ต้ังครรภแ์ ละการเจริญเตบิ โตของเดก็ ที่หนว่ ยบริการสขุ ภาพ ศนู ย์บริการเด็ก
ชมุ ชน
1.2) พัฒนาเด็กวยั เรียน วัยรนุ่ และเยาวชน ท่ีสถานศึกษา/ศนู ย์พฒั นาชุมชน
1.3) พฒั นาสุขภาพวยั ทาางาน ที่ทาางาน สถานประกอบการสวน-ไร่-นา
1.4) พัฒนาผ้สู งู วยั ท่ีอาคารชุด/ชุมชน/ศูนยด์ ูแลผู้สูงอายกุ ลางวนั
มติ ิที่ 2 ระบบที่ผลต่อสขุ ภาพของประชาชนตามกลุ่มวัย ไดแ้ ก่
2.1) การจดั บรกิ ารสุขภาพ
2.2) การคัดกรองและเลือกรับผลิตภณั ฑส์ ุขภาพ
2.3) การควบคุมป้องกนั โรคด้วยตนเอง
2.4) การส่งเสริมสขุ ภาพของตนเอง
13
มิติที่ 3 กระบวนการพฒั นาความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ ไดแ้ ก่ 3.1) เข้าถึง 3.2) เขา้ ใจ 3.3) ตรวจสอบ
และ 3.4) ตดั สินใจใชแ้ ละบอกต่อ (วชิระ เพง็ จันทร,์ 2560) เพือ่ ใหเ้ ขา้ ใจชดั เจนมากขึ้น จึงขอเสนอเป็น
ตารางเมทริกซ์ ดงั ตารางท่ี 2
14
แนวทางการประยุกตค์ วามรอบรู้ดา้ นสุขภาพสกู่ ารดาเนินงานสง่ เสรมิ สุขภาพและอนามยั สิ่งแวดล้อม
การศึกษาเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ผ่านมา มักเน้นไปที่ความสามารถของผู้รับบริการ
มากกว่าบทบาทบุคลากรดา้ นสขุ ภาพ ประชาชนทัว่ ไปสามารถมีความรอบรูด้ า้ นสขุ ภาพได้โดยการใช้ทกั ษะ
ท่จี าาเปน็ ในการแสวงหา ทาาความเขา้ ใจ ประเมนิ ส่อื สาร และใช้สารสนเทศด้านสขุ ภาพ ในขณะเดยี วกันผู้
ให้บริการสุขภาพสามารถส่งเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพได้โดยการนาาเสนอข้อมูลและสื่อสารในแนวทาง
ที่ทาาให้ผู้รับบริการเกิดความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตนตามข้อมูลที่ได้รับดีขึ้น ซึ่งการสื่อสารที่ดียัง
สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วยด้วย (Patient safety) (Coleman C, Kurtz-Rossi S, McKinney J,
Pleasant A, Rootman I, Shohet L.,2017) บุคลากรด้านสาธารณสุขควรให้ความสาคัญและส่งเสริมความ
รอบรู้ของประชาชนทั่วไปโดยผ่านกระบวนการด้านการติดต่อสื่อสาร และการสร้างสัมพันธภาพระหว่าง
บุคคลด้านการส่งเสริมสุขภาพ ด้านการสนใจในผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของผู้รับบริการ และให้ ความ
สนใจตระหนักถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพของผูร้ ับบริการเสมอ เพื่อให้ทราบแนวทางการหาข้อมูลสุขภาพท่ี
ผู้รับบรกิ ารสามารถเข้าใจและนาาไปใช้เมือ่ กลับบ้านได้ แนวทางการประยกุ ต์ความรอบรูด้ ้านสุขภาพสู่การ
ปฏิบตั ิการของบุคลากรดา้ นสาธารณสุข มดี งั น้ี
1. การสื่อสารทางวาจา ควรใช้การสื่อสารแบบสองทาง โดยใช้คาาพูดที่เรียบง่าย หลีกเลี่ยง
การใช้ศัพท์เทคนิคและศัพท์ทางการแพทย์ หากจาาเป็นต้องใช้ควรอธิบายให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน
พูดอย่างชัดเจน ใช้จังหวะความเร็วปานกลาง จากัดจานวนของข้อมูลในแต่ละครั้งของการสนทนาแค่ 2-3
ประเด็นที่สาคัญ และเน้นข้อมูลที่ปฏิบัติจริง รวมทั้งมีการตรวจสอบความเข้าใจของผู้รับบริการโดยใช้
เทคนิคการสอนกลับ (Teach-back) โดยให้ผู้รับบริการอธิบายสิ่งที่ได้รับคาาแนะนาาด้วยคาาพูดของ
ผู้รับบริการตั้งคาาถามเป็นปลายเปิด เช่น “กรุณาอธิบายว่าท่านเข้าใจในเรื่องนี้อย่างไร?” (Hersh L,
Salzman B, Synderman D,2014)
2. การสื่อสารด้วยการเขียน โดยใช้ประโยคสั้นๆ และเขียนด้วยรูปประโยคอย่างง่าย หลีกเลี่ยง
การใช้คาาศัพท์เฉพาะ (Jargons) แบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ และกาาหนดหัวเรื่องให้ชัดเจน เสนอเนื้อหา
ตามลาดับโดยการใชต้ ัวเลขหรอื เครือ่ งหมายต่างๆ วางหน้าขอ้ ความเพ่ือให้เห็นชดั เจนข้ึน ขดี เสน้ หรอื วงกลม
ข้อความที่สาคัญ และในแบบฟอร์มควรใช้แบบตรวจสอบรายการ (Check boxes) มากกว่าที่จะให้
ผู้รับบริการเขียนรายละเอียดหรือคาาตอบ มีตัวเลือก “ไม่ทราบ” และใช้ตัวหนาสาาหรับข้อความสาคัญ
(Hersh L, Salzman B, Synderman D,2015)
3. การใช้สื่อช่วยสอน โดยการใช้รูปภาพ โมเดล วีดิทัศน์ การ์ตูน สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ หลีกเลี่ยงรายละเอียดที่ไม่จาาเป็น ไม่ใช้สื่อสิ่งพิมพ์แทนการให้คาาแนะนาาโดยบุคคล แต่
ควรใช้ข้อมลู จากสื่อช่วยสอนเพื่อเป็นส่ือในการอธิบายด้วยวาจา ทบทวน และเน้นประเด็นสาคัญ (อภิญญา
อินทรรัตน์,2557)
15
4. การเสรมิ สร้างพลงั อาานาจและการจัดการตนเองของผู้รับบริการ โดยการส่งเสริมการมีส่วนร่วม
ของผู้รับบริการ ยกตัวอย่างเรื่องของคาาถาม ควรใช้คาาถามปลายเปิด “ท่านมีคาาถาม หรือข้อสงสัย
อะไรบ้าง” มากกว่าจะถามผู้รับบริการว่า “ท่านมีคาถามหรือไม่” บุคลากรด้านสาธารณสุขควรให้
ผู้รับบริการทบทวนการรับรู้และการปฏิบัติตัว โดยใช้เทคนิค “Ask Me 3” ได้แก่ 1) ปัญหาสุขภาพของฉัน
คืออะไร 2) ฉันต้องทาอะไรบ้าง และ 3) สิง่ ทีต่ อ้ งทาานัน้ สาคญั อย่างไร นอกจากนั้นควรประเมินความเข้าใจ
เกี่ยวกับการใช้ยาของผู้รับบริการโดยใช้เทคนคิ “Brown bag” การทวนซ้าาวธิ ีการใชย้ า “ท่านบอกได้ไหม
ว่า จะรับประทานยานี้อย่างไร”และการให้ผู้รับบริการนายาที่เหลือมาด้วย เมื่อมาพบแพทย์ตามนัด
(Mancuso JM,2008)
5. ระบบสนับสนุนและการดูแลสิ่งแวดลอ้ มที่เอื้อต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พยาบาลเป็นบุคลากร
ทางสุขภาพมีบทบาทในการสร้างความรอบรู้ มิใช่ผู้มีหน้าที่สั่งสอน ตัดสินใจแทนผู้อื่น ทักษะที่สาคัญใน
การสร้างความรอบรู้ คือ ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง เพราะด้วยการฟังที่ลึกซึ้งจะช่วยให้พยาบาลรับรู้ได้ว่า
ส่วนใดที่ผู้รับบริการยังขาดความรู้หรือขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งการปรับกลวิธีการสอนสุขศึกษาท่ี
ม่งุ เน้นการใหส้ ถานการณ์และแนะแนวในการตัดสินใจ เช่น การสอนการดแู ลตนเองในผูร้ บั บริการเบาหวาน
มใิ ช่เพียงการรวู้ า่ อาหารทีค่ วรรับประทานในผู้รับบริการเบาหวานเป็นอยา่ งไร แตค่ วรเป็นการตัดสินใจเลือก
รับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรคเบาหวานของตนมากกว่า (สุรีย์ ธรรมมิกบวร,2551) มีการจัด
สิ่งแวดลอ้ มใหด้ ูผ่อนคลายโดยการเลือกใช้สี และการจัดวางสิ่งของที่ไม่มีบรรยากาศของความน่ากลัว สร้าง
บรรยากาศที่ผู้รับบริการรู้สึกเป็นมิตรและอยากจะซักถาม การมีป้ายแนะนาตามจุดต่างๆ ป้ายบอกทางที่
เป็นสากล และจดั ใหม้ ีแหล่งเรียนรดู้ า้ นสขุ ภาพ(อภญิ ญา อินทรรตั น,์ 2557)
ตวั ชวี้ ัดความสาเร็จ
1. ประชาชนมีอตั ราการได้รบั ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบนั มากข้ึน
2. ประชาชนมีระดบั ความรอบรดู้ ้านสุขภาพสงู ขึ้น
3. ประชาชนทกุ กลุ่มวัยมีพฤติกรรมสุขภาพ และสถานะสุขภาพทพ่ี ึงประสงคเ์ พิ่มขึ้น
4. ประชาชนมอี ัตราการเจ็บป่วยลดลง
5. ค่าใช้จ่ายสุขภาพดา้ นการรักษาพยาบาลลดลง
16
บทที่ 2
การประยกุ ต์ความรอบรดู้ ้านสุขภาพสู่การดาเนนิ งานสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสง่ิ แวดลอ้ ม
สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ของประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 จากข้อมูล Heath Data
Centre : HDC ของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 10 เมษายน 2562 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของการเกิด
โรคไมต่ ดิ ตอ่ เร้ือรังในพ้นื ทเ่ี ขตสขุ ภาพที่ 4 มอี ตั ราการเพ่ิมข้ึนอยา่ งตอ่ เนอื่ ง จากปีงบประมาณ 2558 - 2561
โรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า และโรคเบาหวาน เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า ซึ่งหากไม่เร่งดาเนินการ ก็จะมี
ผูป้ ่วยทเี่ ปน็ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพ่ิมข้ึน นอกจากนี้ยงั มโี อกาสเส่ียงจะเป็น โรคแทรกซ้อนอ่ืน
ๆ ตามมา ปญั หาเหล่านี้สาเหตหุ น่ึงมาจากประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ และทกั ษะที่จาเปน็ ในการดูแล
ตนเอง เช่น การเลือกรับประทานอาหาร การออกกาลังกายไม่ถูกต้อง การไม่สามารถดูแลด้านสุขภาพ
พื้นฐานของตนเอง ขาดการตัดสินใจเลือกบริการสุขภาพที่เหมาะสม ส่งผลทาให้ค่าใช้จ่ายในการ
รักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น ต้องพึ่งพาบริการทางการแพทย์และยารักษาโรคที่มีราคาแพง โรงพยาบาลและ
หน่วยบริการสุขภาพจะต้องมีภาระหนักในด้านการรักษาพยาบาลจนทาให้เกิดข้อจากัดในการทางาน
ส่งเสริมสุขภาพและไม่อาจสร้างความเท่าเท่ียมในการเข้าถึงบริการอย่างสมบูรณ์ได้ เพื่อสร้างความรอบรู้
สขุ ภาพและการสื่อสารสุขภาพให้กับประชาชน และเปน็ สว่ นเติมเต็ม ในการดาเนินงานส่งเสริมสุขภาพและ
ปอ้ งกนั โรคให้มีประสิทธิภาพและประสิทธผิ ล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยการสรา้ งให้คนมีความรอบ
รู้ มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยมีเป้าหมาย
เพอ่ื ใหม้ ีรา่ งกายและจติ ใจทสี่ มบูรณ์ (ศรีสุดา บุญขยาย,2562)
การเปลี่ยนแปลงสภาพปัญหาดังกล่าว จึงจาเป็นต้องส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
ระดับบุคคล ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อ เพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ
และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง เนื่องจากการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์
สขุ ภาพได้แก่ สถานะสุขภาพโดยรวม ค่าใชจ้ า่ ยดา้ นสุขภาพลดลง ความร้เู ก่ียวกับสขุ ภาพเพ่ิมขึน้ ระยะเวลา
ในการอยู่โรงพยาบาลสัน้ ลง และความถีใ่ นการใช้บริการสขุ ภาพลดลง หากประชากรมรี ะดับความรอบรู้ด้าน
สุขภาพตา่ ย่อมจะส่งผลต่อสภาวะ ประชาชนขาดความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเอง จานวนผู้ป่วย
โรคเรือ้ รังจะเพม่ิ ขนึ้ ทาให้ค่าใช้จา่ ยในการรักษาพยาบาลเพมิ่ สูงข้ึน
17
ขั้นตอนการดาเนนิ งานความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพ
แนวทางการดาเนินงานการสร้างความรอบรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดย
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ แนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแนวทางการ
ประยุกต์สู่การปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเข้าใจ และใช้ข้อมูลด้านสุขภาพใน
ชวี ิตประจาวันได้อย่างถกู ต้องและเหมาะสม มีขัน้ ตอนการดาเนินงานดังน้ี
ข้ันตอนที่ 1 การกาหนดปัญหาสุขภาพ,กล่มุ เปา้ หมาย,พฤตกิ รรมเป้าหมาย
ขั้นตอนท่ี 2 ศกึ ษาข้อมูลเชงิ ลึก
ขัน้ ตอนที่ 3 สรา้ งกรอบแนวคิดโดยใชท้ ฤษฎเี ปน็ พนื้ ฐาน
ขั้นตอนที่ 4 ออกแบบและวางแผน
ขัน้ ตอนท่ี 5 การประเมนิ ผล
ขั้นตอนที่ 1 การกาหนดปัญหาสขุ ภาพ,กลุม่ เป้าหมาย,พฤติกรรมเปา้ หมาย
การวิเคราะหป์ ัญหาสุขภาพที่สาคญั ของประชาชน แนวโน้มของปัญหา กลุ่มเส่ียง จะนาขัน้ ตอนการ
วนิ ิจฉยั ชมุ ชนในข้นั การประเมินภาวะอนามัยชมุ ชน (Assessment) มาประยกุ ต์ใช้เพื่อกาหนดปญั หา
สขุ ภาพ (problem identification)
การวินิจฉัยชุมชน หมายถึง การประเมินสภาวะทางสุขภาพของชุมชน (Community health
status) และการบริการสาธารณสุข (Health service) ต่างๆในชุมชน ตลอดจนปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ
อนามัยของชุมชน โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้ผลที่บ่งชี้ว่าประชากรในชุมชน
นั้นมีสถานะสุขภาพอนามัยอยู่ในระดับใด ปัญหาสาธารณสุขในชุมชนมีอะไรบ้าง ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้าน
ระบาดวิทยาและด้านอืน่ ๆ โดยบรรยายลักษณะของโรคหรือปญั หาสขุ ภาพอนามัยตามลักษณะต่างๆ ได้แก่
การกระจายตามบุคคล เวลา สถานที่ แสดงออกในรูปของดัชนีอนามัย (Health indicators) เช่น อัตรา
อบุ ัตกิ ารณ์ (Incidence rate) อตั ราความชกุ (Prevalence rate) และสถติ ิชีพ (Vital statistics) ต่างๆ เช่น
อัตราเกดิ อัตราตาย เปน็ ต้น
ขน้ั ตอนการวินจิ ฉัยชุมชน
กระบวนการวินิจฉยั ชุมชนเพื่อการแก้ปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนประกอบดว้ ยขั้นตอนการ
ดาเนินการ 3 ข้นั ตอนใหญ่ทสี่ าคญั ดงั นี้
1. การเตรียมชุมชน (Preparation)
2. การประเมนิ ภาวะอนามยั ชุมชน (Assessment)
3. การแกไ้ ขปัญหาอนามยั ชมุ ชน
ในการแกป้ ัญหาด้านสขุ ภาพอนามัยของชมุ ชน จาาเป็นตอ้ งทราบสภาพการณ์หรอื ระดบั ของภาวะ
สขุ ภาพอนามัยของประชาชนให้ชดั เจนก่อน จึงจะสามารถร่วมมือกบั ชมุ ชนในการวางแผน แก้ไขและพฒั นา
18
ชมุ ชนตามที่ตอ้ งการ ซึง่ วธิ กี ารทจ่ี ะได้มาของปญั หาสขุ ภาพนั้น ต้องอาศยั การรวบรวมขอ้ มลู จากแหล่งต่างๆ
ในชุมชน มาวิเคราะห์และวินิจฉยั ปญั หาตอ่ ไป การประเมนิ ภาวะอนามยั ชุมชน ประกอบด้วย ขัน้ ตอนดังน้ี
2.1. การเก็บรวบรวมและนาเสนอขอ้ มูล (Data collection and presentation)
2.2. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis)
2.3. การระบุปญั หาอนามยั ชุมชน (Identity problem)
2.4. การจดั ลาดับความสาคัญของปัญหา (Priority setting)
2.5. การศึกษาสาเหตขุ องปัญหาอนามยั ชมุ ชน (Identified cause of problem)
2.1. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล (Data collection) เปน็ การสารวจเพ่ือหาหลักฐานหรือส่ิงที่จะยืนยัน
ปัญหาสุขภาพของชุมชน และนาข้อมูลนั้นไปวิเคราะห์เพ่ือหาปัญหาอนามยั ชุมชนต่อไป ซ่ึงจะต้องมีความ
ชัดเจนว่าจะเก็บข้อมลู อะไร จากใคร ชว่ งเวลาใด และจะนาขอ้ มูลนั้นมาทาาอะไร
แหลง่ ขอ้ มูล ปัจจบุ นั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ต่างๆมีการดาเนินการในหลายรูปแบบ ประกอบกับ
ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีและระบบข้อมูลข่าวสารมปี ระสิทธภิ าพมาก ดงั นน้ั จึงสามารถนาข้อมูลจาก
แหลง่ ที่มีการเก็บรวบรวมไวแ้ ลว้ น้นั มาทาการศึกษาได้ เรยี กว่า ข้อมูลทตุ ิยภมู ิ (Secondary data) และหาก
ข้อมูลท่ีมีอยู่แลว้ นัน้ ยังไม่ครอบคลุมเพยี งพอจะต้องมกี ารสารวจเพม่ิ เติมจากพืน้ ที่ เรยี กข้อมูลลักษณะนว้ี า่
ขอ้ มลู ปฐมภูมิ (Primary data)
• แหลง่ ข้อมลู ปฐมภมู ิ (Primary data) หมายถงึ ข้อมลู ที่ได้จากแหล่งข้อมลู โดยตรง โดย
การเดินสารวจ, การสอบถาม, การสังเกต หรือการตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ าร ขอ้ มลู ทีไ่ ด้จากการสัมภาษณ์
เป็นต้น
• แหลง่ ข้อมูลทตุ ิยภมู ิ (Secondary data) หมายถึง ข้อมูลทไ่ี ดจ้ ากแหล่งท่มี ีการบนั ทึก
ขอ้ มลู ไวแ้ ล้ว เช่น ข้อมลู ทะเบียนราษฎร์ ขอ้ มูลจากแฟ้มผูป้ ่วย ขอ้ มลู จากโรงบุคลากรดา้ นสาธารณสขุ
ข้อมลู จากระเบยี นรายงานของหน่วยงานสาธารณสุขในระดับพื้นที่
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู มีอย่หู ลายวธิ ขี ึ้นอยูก่ บั วัตถปุ ระสงคง์ บประมาณ กาลังคน ระยะเวลา
หรือความเหมาะสมตามสภาพการณ์ตา่ งๆ วธิ ีการที่นิยมใช้ในปจั จุบัน ได้แก่
• การสงั เกต นิยมใชใ้ นการเก็บรวบรวมดา้ นพฤติกรรมอนามยั ต่างๆ
• การสมั ภาษณ์ เปน็ วิธีการที่ชว่ ยใหไ้ ดใ้ นรายละเอียดของข้อมูลอยา่ งตรงเปา้ หมาย หรอื
ในกรณที ่ีกลมุ่ ตัวอย่างไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนงั สือได้ การสมั ภาษณจ์ ะต้องมเี คร่ืองมือในการบนั ทึก
ข้อมูลเชน่ แบบสอบถาม, แบบสารวจ หรือแบบสัมภาษณท์ ี่ตง้ั คาถามที่ต้องการไว้ ดังนัน้ ก่อนการสมั ภาษณ์
ทมี่ หรือผู้สมั ภาษณต์ ้องศึกษาเครือ่ งมือให้เข้าใจและแปลความหมายข้อความ หรือคาถามให้ตรงกัน ตาม
วัตถปุ ระสงค์ทีต่ ้องการของคาถามแต่ละข้อ (ต้องมีคมู่ ืออธิบาย) อยา่ งไรก็ตาม ในการ สัมภาษณ์ ผเู้ ก็บ
ขอ้ มลู ควรผ่านการฝกึ หรอื อบรมเทคนคิ การสัมภาษณ์
• การใชแ้ บบสอบถาม เป็นเครอื่ งมือทีน่ ยิ มใช้มากท่สี ดุ เหมาะกบั ผ้ตู อบที่อา่ นและเขยี น
19
หนังสอื ได้ และตอ้ งชีแ้ จงรายละเอียดเกยี่ วกับวิธกี ารตอบใหช้ ดั เจน เข้าใจงา่ ย
• การซักประวัติและตรวจรา่ งกาย
• การตรวจทางห้องปฏบิ ัติการ
ข้อมูลที่จาเปน็ ในการประเมินภาวะอนามยั ชมุ ชน ประกอบด้วย
• ข้อมลู ทัว่ ไปของชมุ ชน
o ลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์ สภาพภมู ปิ ระเทศ ท่ตี ั้งอาณาเขต
o ประวัตคิ วามเปน็ มาของชมุ ชุนo การคมนาคม สภาพแวดล้อม ลกั ษณะการต้ังบา้ นเรือน
o แผนทีท่ แี่ สดงจุดทส่ี าคัญๆ ท้งั ทางกายภาพและสังคม (แผนท่ีเดนิ ดนิ , อน่ื ๆ)
o แหลง่ น้า แหล่งทรัพยากรธรรมชาตติ ่างๆ
• ขอ้ มูลด้านสังคมประชากร
o โครงสรา้ งทางอายแุ ละเพศของประชากร (ปริ ามิดประชากร)
o ระดบั การศกึ ษา อาชีพ รายได้ สถานภาพสมรส
o โครงสรา้ งองค์กรชุมชน
o ความรู้ คา่ นยิ ม ความเชื่อ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี
o พฤติกรรมสุขภาพ พฤติกรรมเสี่ยง พฤติกรรมเมื่อเจบ็ ป่วย
o แหลง่ บรกิ ารทางสาธารณสุขทง้ั ภาครัฐและเอกชน
• ข้อมลู เกี่ยวกบั คณุ ภาพชีวติ
o พจิ ารณาจากข้อมูลความจาเป็นพืน้ ฐาน (จปฐ)
o ข้อมลู การพัฒนาด้านอื่นๆและการมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชน
• ข้อมูลทบ่ี ง่ ชส้ี ภาวะสุขภาพอนามัยของชมุ ชน
o ประเมนิ สุขภาพทว่ั ไป เช่น ความยดื ยาวของชีวติ (Life expectancy) อัตราเกดิ อตั รา
ตาย อัตราเพิ่มตามธรรมชาติ อัตราเจรญิ พนั ธ์ุ
o ประเมนิ ปัญหาสขุ ภาพอนามยั เช่น การป่วยท้ังทางกายหรือทางจติ การตาย ความ
พิการ สภาวะท่เี ส่ียงต่อการเกดิ โรค เช่น การขาดสารอาหาร ภาวะเครยี ดการขาดภมู คิ ุ้มกันโรค
• ขอ้ มลู ดา้ นสิ่งแวดล้อม
o แหล่งนา้ ดื่ม นา้ ใช้ (ปรมิ าณ/ความพอเพยี ง คณุ ภาพ/การปรบั ปรุง )
o การมีและใช้ส้วม
o การเลีย้ งสตั ว์ การป้องกันควบคมุ สัตวแ์ ละแมลงนาาโรค
o การกาจดั ขยะมลู ฝอยและน้าโสโครก
o มลพิษทางอากาศและสภาพแวดล้อมอืน่ ๆ
การใชข้ อ้ มูลเพื่อการวินจิ ฉัยอนามัยชมุ ชนนั้น จะต้องใหค้ วามสาคัญกบั ขอ้ มูลตวั บ่งชี้
สถานะ
20
สุขภาพทั้งที่วัดในเชิงปริมาณ (เป็นตัวเลข นับได้ เช่น อายุ รายได้ อัตราเจ็บป่วย) และเชิงคุณภาพ (แสดง
คุณสมบัติต่างๆ เช่น สถานภาพ เพศ อาชีพ การศึกษา) ควบคู่กันไป ทั้งนี้เพื่อนาไปสู่การวิเคราะห์ปญั หาที่
ถูกต้องและครอบคลุมประเด็นปัญหามากที่สุด การนาเสนอข้อมูล (Data presentation) ควรนาเสนอ
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาในรูปแบบที่เหมาะสมกับประเภทของข้อมูล โดยอธิบายข้อมูลในรูปของบทความ
ตาราง กราฟ แผนภูมิ หรือแผนที่ ตามความเหมาะสมเพื่อสื่อความหมายให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย ถูกต้อง
ตามหลกั วชิ าการ
2.2. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis) การศึกษาปัญหาของชุมชนก่อนนามาวางแผน จะต้อง
อาศัยระเบยี บวธิ วี ิจัยและตวั ชีว้ ดั ทางระบาดวทิ ยามาประยกุ ต์ใชใ้ นการรวบรวมข้อมลู ทกุ ๆด้านท่ีเกีย่ วข้องมา
วิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนหรือ บ่งชี้ในการวางแผนแก้ปัญหาต่อไป ดังนั้น ข้อมูลจะต้องจัดระเบียบและ
วิเคราะห์เพื่อให้สะดวกในการอ่านและตีความว่าข้อมูลที่ได้นั้นหมายความว่าอย่างไร หรือบ่งบอกสถานะ
สุขภาพของชุมชนในทิศทางใด กล่าวคือให้ได้คาตอบว่าปัญหาอยู่ที่ไหนเกิดกบั ใคร เมื่อไร มากน้อยเพียงใด
การวิเคราะหข์ ้อมลู เปน็ ขัน้ ตอนทกี่ ระทาเพ่ือให้ได้ข้อมูลข่าวสารทสี่ ามารถอ้างอิงไดโ้ ดยผา่ นกระบวนการทาง
สถิติและตัวชี้วัดทางระบาดวิทยาที่มีความไวในการวัดปัญหาสุขภาพในชุมชนในรูปของ การป่วย การตาย
ความพิการ และควรวัดเป็นอัตราต่อประชากรที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือ อัตราส่วน สัดส่วน และนาเสนอ
ในรูปของตารางกราฟ หรือแผนภูมิ นอกจากนี้ลักษณะของชุมชนและข้อมูลคุณภาพชีวิต จะช่วยอธิบาย
ลกั ษณะของปัญหาสขุ ภาพไดช้ ัดเจนมากย่งิ ขึน้
ความสมบรู ณแ์ ละความถูกต้องในการวเิ คราะหข์ ้อมูล ข้ึนอยู่กับระบบและคุณภาพของข้อมูลในแต่
ละชมุ ชน ตลอดจนวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู ถา้ ระบบข้อมูล และ/หรือวธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดี จะทาให้
ตัวชีว้ ัดสามารถบง่ ชี้หรือสะท้อนปัญหาของชุมชนได้ดี
ตารางที่ 3 สรปุ แหลง่ ที่มาของขอ้ มลู ท่ใี ชใ้ นการวนิ ิจฉยั ชุมชนและการวเิ คราะห์ข้อมูล
ชนิดของขอ้ มูล แหลง่ ข้อมลู และวิธกี ารรวบรวมข้อมลู การวิเคราะห์ข้อมูล
1. ลกั ษณะทว่ั ไปของชมุ ชน - จากการสารวจสภาพพืน้ ท่ีและ - การทาแผนทีช่ มุ ชน
- ประวัติชุมชน สภาพพ้ืนที่ ส่งิ แวดลอ้ มในชมุ ชน
สถานทต่ี งั้ อาณาเขต ภูมิ - จากการพดู คยุ กับผูน้ าหรือผู้อาวโุ สของ
ประเทศแหลง่ นา้ การคมนาคม ชุมชน
การตัง้ บ้านเรือน
สภาพแวดลอ้ มทว่ั ไป ฯลฯ
2. ข้อมูลสงั คมประชากร - จากข้อมูลทตุ ิยภมู ิ เช่น ขอ้ มูลทะเบยี น - จานวนประชากรท้ังหมดใน
- โครงสรา้ งประชากรฐานะทาง ราษฎรข์ ้อมลู โรงบุคลากรด้านสาธารณสุข ชุมชน
สงั คมเศรษฐกจิ การศึกษา ศูนย์บรกิ ารสาธารณสขุ
รายได้ อาชีพขนบธรรมเนยี ม
21
ชนดิ ของขอ้ มลู แหลง่ ข้อมูลและวธิ กี ารรวบรวมข้อมลู การวิเคราะหข์ ้อมูล
ประเพณี ความรู้ คา่ นยิ ม ความ - ข้อมูลปฐมภมู ิ การสารวจโดยใช้ - จานวน/รอ้ ยละประชากร
เชื่อพฤติกรรมตา่ งๆ การเขา้ ถึง แบบสอบถาม/สัมภาษณ์ จาแนกตามอายเุ พศและ
บริการสาธารณสขุ - จากการพดู คยุ กบั ผ้นู ากรรมการ ลกั ษณะอน่ื ๆ
อาสาสมัครสาธารณสขุ - ปิรามดิ ประชากร
3. ขอ้ มลู คุณภาพชีวติ และ - จานวน/ร้อยละปริมาณและ
ขอ้ มลู พฒั นาชุมชนอนื่ ๆ - การสารวจความจาเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ชนิดของบริการสุขภาพ
- การสอบถามเจา้ หน้าทีแ่ ละประชาชนใน - จานวนกลุ่มและองค์กรต่างๆ
4. ขอ้ มลู ทีบ่ ่งชีส้ ภาวะสขุ ภาพ ชมุ ชน - การวเิ คราะห์แต่ละ
อนามัยของชมุ ชน - การสอบถาม/สังเกตองค์กรต่างๆท่ี องค์ประกอบตามเกณฑ์ จปฐ.
• การตาย เกดิ ขนึ้ ในชุมชน ทก่ี าหนดไว้
- จานวนคนตายในรอบปที ผ่ี า่ น - ขอ้ มูลจาก อสม. หรอื กรรมการในชมุ ชน - จานวน/ร้อยละประเภทของ
มา องค์กรทเ่ี กิดขนึ้ ในชุมชน
- สาเหตุการตายท่สี าคญั - ข้อมลู จากทะเบียนราษฎร์ - พิรามดิ ประชากร
- ข้อมูลจากแบบสอบถาม/สมั ภาษณ/์ - การมีสว่ นร่วมของประชาชน
ประชาชน ในกจิ กรรมต่างๆในชุมชน
- ขอ้ มูลจากเจ้าหน้าท่ีสาธารณสขุ
- อตั ราตาย
- อัตราตายเฉพาะโรค
- อัตราปว่ ยตาย
- สัดส่วนสาเหตกุ ารตาย
• การเจ็บป่วย
- จานวนคนป่วยในรอบปีที่ผา่ น - ข้อมูลทุตยิ ภูมิจากสถานบริการ - อัตราความชุกรวมจาแนกราย
มา สาธารณสุข โรคทส่ี าคญั
- การเจ็บปว่ ยในปจั จบุ ัน - ขอ้ มลู จากแบบสอบถาม/สมั ภาษณ์ - อตั ราอบุ ตั ิการณ์รวมจาแนก
- เหตุการณ์เจบ็ ปว่ ยที่สาคญั ประชาชนและ อสม. รายโรคท่ีสาคัญ
- การปฏบิ ตั ติ นเมอ่ื เจ็บปว่ ย - การตรวจสขุ ภาพประชาชน - อัตราความชุก/อบุ ัติการณ์
- การดูแลสุขภาพตนเอง - การตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการ จาแนกตามบุคคล เวลา สถานท่ี
- การเขา้ ถึงบริการสขุ ภาพ - การสาารวจกลุ่มเปา้ หมาย เชน่ นักเรยี น - วิธีการดูแลสขุ ภาพเม่อื
- คณุ ภาพบรกิ ารสาธารณสุข หญิงมีครรภ์ ฯลฯ เจ็บปว่ ย
22
ชนิดของข้อมลู แหล่งข้อมลู และวิธกี ารรวบรวมข้อมลู การวเิ คราะห์ข้อมลู
- แหล่งบรกิ ารและคุณภาพ
• กลุ่มผู้พกิ าร - ข้อมูลจากสถานบริการสาธารณสุข บรกิ าร
- ลกั ษณะความพิการ - ข้อมูลจากแบบสอบถาม/สัมภาษณ์
- สาเหตคุ วามพกิ าร ประชาชนและ อสม. - อัตราความพกิ ารต่อประชากร
- จานวนและลกั ษณะความ
• กลมุ่ เสย่ี งต่อการเกิดโรค - ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู ิจากสถานบริการ พิการ
- การขาดสารอาหาร สาธารณสุข
- การขาดภูมคิ ุ้มกันโรค - ขอ้ มลู จากแบบสอบถาม/สัมภาษณ์
- การขาดการออกกาาลังกาย ประชาชนและ อสม. - จานวนและประเภทของ
- การขาดการตรวจสุขภาพ - การตรวจสขุ ภาพประชาชน พฤติกรรมเสี่ยง
ประจาปี - การตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการ - ประเภทของพฤติกรรมเสีย่ ง
- ภาวะเครียดหรอื สารเสพติด - การสารวจกลมุ่ เปา้ หมาย เชน่ นักเรียน จาแนกตามกลมุ่ อายหุ รือตัว
- ปญั หาทนั ตกรรม หญงิ มคี รรภ์ ฯลฯ แปรอื่นๆ
- ปญั หาผูส้ งู อาย-ุ สตรีวยั ทอง
5. ขอ้ มูลดา้ นสิง่ แวดล้อม - การสารวจความจาเปน็ พน้ื ฐาน (จปฐ.) - จานวนแหลง่ น้าดม่ื นา้ ใช้ท่ี
- แหล่งน้าดม่ื น้าใช(้ ความ - การสอบถามเจา้ หน้าที่และประชาชนใน สะอาด
พอเพยี งคุณภาพ) ชุมชน - ความพอเพยี งการใชน้ า้ ตาม
- การมแี ละใชส้ ว้ ม - การสารวจสภาพพืน้ ท่ีและส่ิงแวดล้อม เกณฑ์
- การเล้ียงสัตว์ ในชมุ ชน - ชนิดและจานวนสตั วเ์ ล้ยี ง
- การควบคมุ สัตวแ์ ละแมลงนา - ข้อมูลจาก ผู้นา, อสม.หรอื กรรมการใน - จานวน/ร้อยละการมแี ละใช้
โรค ชมุ ชน ส้วมท่ีได้มาตรฐาน
- การกาจัดขยะมูลฝอยและน้า - วธิ ีการควบคมุ สตั วแ์ ละ
โสโครก แลงนาาโรค
- มลพษิ ทางอากาศและ - ประเภทและวธิ กี ารจัดการ
สภาพแวดล้อมอืน่ ๆ ขยะที่ถูกต้อง
- มลพิษต่างๆทีม่ ีผลตอ่ สุขภาพ
ทม่ี า : ประยกุ ต์จากสมใจ วนิ ิจกุล (2550). อนามัยชมุ ชน กระบวนการวนิ จิ ฉัยและการแก้ปญั หา.
23
ตัวอย่างการประเมินภาวะอนามยั ชุมชน (Assessment)
แหล่งข้อมลู : ปฐมภูม/ิ ทตุ ิยภูมิ
ประเภทข้อมูล: เชิงปริมาณ/เชิงคณุ ภาพ
ปญั หาสขุ ภาพ กลมุ่ เป้าหมาย พฤตกิ รรมเป้าหมาย ทมี่ าข้อมลู
พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหาร ระบบรายงาน
เด็กอายุ 6-14 ปี กลมุ่ เดก็ วัยเรยี นวยั รุน่ พฤตกิ รรมการออกกาลังกาย สานกั งานนโยบาย
พฤติกรรมการดแู ลสุขภาพ และแผนยทุ ธศาสตร์
สงู ดสี มสว่ น ไมผ่ ่านเกณฑ์ อายุ 6-19 ปี ชอ่ งปาก ผลสารวจพฤตกิ รรม
พฤติกรรมการนอน สุขภาพเดก็ วัยเรียน
มคี วามรอบรดู้ า้ นสุขภาพ พฤติกรรมการใชเ้ ทคโนโลยี กรมอนามยั 2562
พฤตกิ รรมดา้ นอนามัย ผลสารวจความรอบ
ในระดับพอใช้ สิง่ แวดล้อม รดู้ ้านสขุ ภาพเดก็ วยั
พฤตกิ รรมด้านสขุ อนามัยสว่ น เรียน กรมสนบั สนุน
มีพฤติกรรมสขุ ภาพท่พี งึ บคุ คล บริการสุขภาพ
2562
ประสงคไ์ มผ่ า่ นเกณฑ์
ภาพประกอบท่ี 2 การระดมความความคดิ การคน้ หาปัญหาในชุมชน เพอื่ การแกไ้ ขปัญหาในชุมชน
2.3. การระบุปญั หาอนามยั ในชุมชน (Identity problem)
การพิจารณาวา่ สถานการณใ์ ดเปน็ ปญั หา สามารถพิจารณาได้จาก 5 ตัวชว้ี ดั ป่วย ตาย พิการ
ความไมส่ ะดวกสบาย ความไมพ่ งึ พอใจ (5 D :Disease, Death, Disability, Discomfort Dissatisfaction)
ทงั้ นี้จะต้องนาสถานการณ์ดงั กล่าวหรือข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการวิเคราะหม์ าเปรยี บเทย่ี บกับสิง่ ใดสง่ิ หนง่ึ เชน่
มาตรฐานหรอื ตวั ชวี้ ดั ของประเทศ จังหวัด อาเภอ หรือที่ชมุ ชนสงั คมยอมรบั หรือเปรียบเทยี่ บกับข้อมูลใน
อดีตทเ่ี คยเกิดขึน้ โดยทว่ั ไปในการระบปุ ัญหาต่าง ๆ จะมีแนวคดิ จากการพิจารณาจากสงิ่ ทปี่ รากฏอยู่ใน
24
ปัจจบุ ันหรือสภาพทเี่ ป็นอยู่ เปรียบเทยี่ บกบั ภาพทพี่ ึงประสงคห์ รอื ภาพที่ควรจะเปน็ /สิ่งที่คาดหวงั ทค่ี วรจะ
เป็นในสงั คม รว่ มกับความสนใจหรอื ความตระหนักของชุมชนสงั คมนนั้ ฉะนนั้ แต่ละสังคมจะต้องมภี าพท่ีพงึ
ประสงค์หรือส่งิ ทค่ี วรจะเป็นกาหนดไวเ้ ปน็ เป้าหมายที่สาคัญสาหรบั เปรียบเทยี่ บกบั ส่ิงที่ปรากฏในปัจจุบัน
ร่วมกับความตระหนักของชมุ ชนสงั คมนนั้ ว่าจะจัดการกบั ปัญหาที่กาาลังเผชิญอยเู่ พื่อวิเคราะห์แนว
ทางแก้ไขต่อไปการระบปุ ญั หาอนามัยในชมุ ชน ควรระบุให้ไดว้ า่ ใครคือกลุม่ เสี่ยงหรือประชากร
กล่มุ เป้าหมาย เพื่อการลงกิจกรรมและโครงการตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเกดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สุด
ปัญหา = (สิง่ ที่คาดหวงั – สิ่งทเ่ี ป็นอย)ู่ X ความตระหนกั ที่ต้องการแก้ไขProblem
= (What it should be - What it be) X Concern
อยา่ งไรกต็ ามปญั หาอนามัยชุมชนสามารถมองไดห้ ลายลักษณะทง้ั ในรูปธรรมและนามธรรม เป็น
ภาวะสขุ ภาพทเ่ี บ่ียงเบนหรือเปล่ียนแปลงไปจากปกตใิ นชมุ ชนหรือความวติ กกังวลของชุมชนด้านสขุ ภาพ
ดังน้นั ลกั ษณะปญั หาอนามัยชุมชนมสี ิง่ ท่คี วรพจิ ารณา 3 ประการ ได้แก่
o ปัญหาอนามัยของชุมชนเอง (ปัญหากระทบคนสว่ นใหญ่ในชมุ ชนและชมุ ชนคิดว่าเปน็ เรื่อง
จาเป็น และเร่งด่วนต้องรบี แก้ไข) ปัญหาลักษณะน้ี ประชาชนจะเขา้ มามีบทบาทอย่างเต็มท่ใี นการให้ความ
รว่ มมือวางแผนและแก้ไขปัญหา
o ปัญหาอนามัยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ปัญหากระทบคนส่วนน้อยในชุมชนแต่เป็นปัญห าที่
รุนแรงหรือเป็นปัญหาของรัฐหรือนโยบาย) ปัญหาลักษณะนี้ เป็นความรับผิดชอบโยตรงของเจ้าหน้าที่ใน
การแก้ไขปัญหา จาเป็นต้องกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาและร่วมมือในการวางแผนและแก้ไข
ปัญหา
o ปัญหาอนามัยของชุมชนและเจ้าหน้าที่ร่วมกัน (เป็นปัญหาท่ีคนสว่ นใหญ่ในชุมชนยอมรบั ว่าเปน็
ปัญหาของชมุ ชน หรอื เปน็ ปัญหาที่มคี วามผูกพันกบั ปัญหาอื่นๆ กอ่ ให้เกดิ ผลกระทบโดยรวมกบั ช ุ ม ช น )
ปัญหาลักษณะนี้ประชาชนจะเข้ามามีบทบาทอย่าง เต็มที่ในการให้ความร่วมมือวางแผนและแก้ไขปัญหา
โดยมเี จา้ หน้าทใี่ ห้การสนับสนุน ทั้งวิชาการ เทคโนโลยี ข้อเสนอแนะและการประสานงานกบั หน่วยงานต่าง
ฯลฯ ในการดาาเนินงานถอื เป็นความรับผดิ ชอบรว่ มกันทั้งเจ้าหนา้ ทีแ่ ละประชาชน
นอกจากนี้ การกำหนดกล่มุ เปา้ หมาย และพฤตกิ รรมสุขภาพเปา้ หมายให้ชดั เจน อาจพจิ ารณา
จากนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทางการดำเนนิ งานของหนว่ ยงานท่เี ก่ยี วข้องทกุ ระดบั
2.4. การจัดลาดับความสาคญั ของปัญหา (Priority setting)
ปัญหาด้านสุขภาพชุมชนมักมีหลายปัญหา ในการแก้ไขปัญหาอนามัยชุมชนนไม่ สามารถแก้ไขทุก
ปัญหาไปพร้อมกัน เนื่องจากแต่ละ ปัญหามีสาเหตุและความสลับซับซ้อนแตกต่างกัน จึงมีความจาเป็นท่ี
จะตอ้ งจัดลาดับความสาคัญของ ปญั หาตามความจาเป็นก่อนหลังและแก้ไขไปตาม ความจาเปน็ เหลา่ น้ัน ใน
แตล่ ะชมุ ชนปัญหาสุขภาพอนามัยไม่ได้มเี พียงปญั หาเดียว บางชมุ ชนอาจมีหลายปัญหาแตป่ ญั หาเหล่าน้ันไม่
25
สามารถแก้ไขให้สาเร็จ ได้ในเวลาเดียวกัน เน่ืองจากความจากัดทางด้าน ทรัพยากร ดังนั้นปัญหาเหล่าน้ีจึง
ต้องมกี ารจดั ลาดับความจาเปน็ ก่อนวา่ ปญั หาใดเปน็ ปญั หาเร่ง ดว่ นท่ีตอ้ งเรง่ แก้ไขทนั ทปี่ ญั หาไหนทส่ี ามารถ
ชะลอ ไว้แก้ไขทหี่ ลังได้การจดั ลาดบั ความจาเปน็ ก่อนหลัง นเ้ี รยี กว่า การจดั ลาดับความสาคัญของปัญหา
จดั ลาดบั ความสาคญั ของปัญหา
การให้คะแนนปญั หาน้ันใช้หลักการการให้คะแนนแบบเดยี วกนั กับการใหค้ ะแนนหลักเกณฑ์ โดยให้
คะแนนปัญหาแต่ละปัญหาในทุกๆหลักเกณฑ์หรือทุกตัวแปร ตามผลของการวิเคราะห์ข้อมูลและใช้
วิจารณญาณว่าปัญหานัน้ ๆ ในตวั แปรทไี่ ม่มีค่าสถิติสนบั สนนุ เช่น ขนาดของปัญหา ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายของการแก้ปญั หาและความตระหนกั ของชุมชน ดงั น้ี
วิธกี ารจดั ลาดับความสาคญั ของปัญหา
มอี งคป์ ระกอบทตี่ ดั สนิ ใจ และคานวณออกมาเปน็ คะแนนจาก 1-4 รวมคะแนนท่ีได้ท้งั หมด
แล้วนามาเรยี งลาดับจากคะแนนท่ีได้สูงสุดลงมา จากองค์ประกอบการคดิ คะแนน 4 องค์ประกอบ
ก.ขนาดของปัญหา (Size of Problem of Prevalence) พิจารณาปัญหาหรือโรคที่เกิดขึ้นภายใน
ชมุ ชน โรคนั้นๆ เมือ่ อัตราของพฤติกรรมความเส่ียง เกิดขึ้นมคี นป่วยเท่าไหร่ โดยคานวณเป็นอัตราความชุก
หรืออัตราป่วย หรืออัตราการเกิดปัญหา อัตราพฤติกรรมการเสี่ยง ถ้าเป็นโรคติดต่อหรือสามารถติดต่อ
แพร่กระจายงา่ ยหรือไม่ มีแนวโน้มของโรคเป็นอย่างไร
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ขนาดของปัญหา คะแนน
1-25% 1
26-50% 2
51-75% 3
76-100% 4
ข.ความรุนแรงของปญั หา (Severity of Problem) พิจารณาถึงอัตราการตายหรือความทุพพล
ภาพ จากโรคหรือปัญหานั้นๆ ทาใหเ้ กดิ ผลเสียแก่ครอบครัว ชุมชน หรอื ประเทศชาตใิ นด้านเศรษฐกิจ
อย่างไร
ระดับความรุนแรงของปัญหา คะแนน
มีบา้ งเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ (1-25%) 1
มีอันตรายหรือแหล่งรอ่ งรอยความพิการ (26-50%) 2
มีอตั ราการตายสูง (51-75%) 3
มีอัตราการตายสงู (76-100) 4
ค.ความยากงา่ ย (ความพรอ้ ม) ในการแก้ปัญหา
26
1. ด้านวิชาการ มีความรูว้ ชิ าการในการนามาใช้แกไ้ ขปัญหาหรอื ไม่ ถ้ามมี ากกวา่ ไร เช่น การฉดี ยา
ปอ้ งกันโรค ยารักษาโรคโดยตรง เปน็ ตน้ ด้านวิชาการน้ีแม้ว่าชุมชนนัน้ จะมไี ม่เพียงพอก็พิจารณาหน่วยงาน
อืน่ ๆ ทีส่ ามารถให้ความช่วยเหลือได้
2. ดา้ นบริการ ควรพิจารณาถึงบุคลากร งบประมาณ วัสดอุ ุปกรณ์ และวิธีดาเนนิ การรวมทั้ง
นโยบายของบรหิ ารที่เกยี่ วข้องมีสว่ นสนบั สนุนหรือไม่
3. ด้านระยะเวลา มเี วลาเพียงพอท่จี ะแก้ไขปัญหานัน้ ๆหรือไม่
4. ดา้ นกฎหมาย พจิ ารณาว่าวธิ ีการน้ถี กู ตอ้ งกับกฎหมายหรือไม่
5. ด้านศีลธรรม การแกป้ ัญหาเก่ียวข้องกบั ศลี ธรรมจรรยาหรือไม่ เช่น ปญั หาเด็กนอกกฎหมาย
จะแก้ไขปัญหาโดยการทาแทง้ ได้หรือไม่ เป็นตน้
ความยากง่ายในการแก้ปญั หา คะแนน
ยากมาก 1
ยาก 2
ง่าย 3
งา่ ยมาก 4
ง. ความรว่ มมือหรือความสนใจหรอื ความตระหนกั (Community Concern) พิจารณาว่า
ประชาชนในชุมชนเหน็ ว่าปญั หาน้นั มีความสาคัญหรือไม่ มีความวิตกกังวล สนใจ หรอื การแกไ้ ขหรือไม่ การ
ประเมินผลความร่วมมือของชุมชนอาจได้จากการสังเกต การสัมภาษณห์ รอื ใชแ้ บบสอบถาม
ความร่วมมือของชุมชน คะแนน
1-25% 1
26-50% 2
51-75% 3
76-100% 4
เม่อื ได้คะแนนขององคป์ ระกอบทงั้ 4 องคป์ ระกอบแล้ว นาคะแนนมารวมกัน การรวมคะแนนทาได้ 2 วธิ ี
1. วธิ ีบวก นาคะแนนแต่ละหัวขอ้ มารวมกนั ขอ้ ด้อยของวิธีนคี้ ือมองเหน็ ความแตกต่างของปัญหา
2. วิธคี ูณ นาคะแนนแต่ละหัวขอ้ มาคณู กัน วิธีนีจ้ ะทาให้เห็นความกวา้ งของปัญหาไดช้ ัดเจนข้นึ ใน
แตล่ ะคะแนนท่ีใหใ้ นแตล่ ะหัวขอ้ ทตี่ ่าทสี่ ุดควรเป็น 1 เพราะให้คะแนน 0 แลว้ เมอื่ นาคะแนนมาคูณกันจะได้
คะแนนรวมกนั เทา่ กับศนู ย์ ซ่งึ ในความเปน็ จริงไมใ่ ช่วา่ ปัญหาน้ันไม่มีคะแนนเลย
ในกรณีท่ีได้คะแนนเทา่ กนั มาพิจารณาในรายละเอียดอีกคร้ังแลว้ จึงตัดสนิ อาจให้ชมุ ชนชว่ ย
ตดั สนิ ใจ
วธิ นี ้แี มว้ ่าจะเป็นทนี่ ยิ มโดยเฉพาะในด้านการศึกษา แตเ่ พื่อการปฏิบัติจริงจะต้องมีการพิจารณาใน
องคป์ ระกอบทีน่ ามาใช้ใหม้ ีความเปน็ ไปได้ เหมาะสมกบั ชุมชนโดยไม่ลม้ นโยบายของรัฐและหนว่ ยงานทตี่ น
27
รับผิดชอบ โดยเฉพาะองค์ประกอบเร่ืองการจดั การโปรแกรมการแก้ไขปญั หา จะต้องคานึงถงึ ทรัพยากรทงั้
ในชมุ ชนนอกชมุ ชน รวมทง้ั เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมกับสภาพของชมุ ชนไดห้ รือไม่
ภาพประกอบที่ 3 การค้นหาปัญหา และจดั ลำดับความสำคัญของปัญหา
2.5. การศกึ ษาสาเหตขุ องปัญหาอนามยั ชมุ ชน (Identified cause of problem)
การวิเคราะห์รากสาเหตุ (Root Cause Analysis) คือ “การวิเคราะห์หาปจั จัยทีเ่ ปน็ ต้นเหตุที่
แท้จริง (Root Cause) ซ่งึ กอ่ ให้เกิดผลกระทบหรอื ปรากฏการณท์ ี่ไม่พึงประสงค์ขน้ึ (Effect) ดว้ ยวธิ กี าร
อย่างเป็นระบบและเป็นขัน้ ตอน โดยไม่เกิดสภาพการณ์ตกหลน่ และซ้าซ้อน และไมจ่ นิ ตนาการเอง” ดงั นน้ั
Root Cause Analysis เปรียบเสมอื นการมองเหน็ “ผลกระทบ” และ “สาเหตุ” ในบางประเด็น แตย่ ังไม่
ดว่ นสรุปทันทวี่ า่ เกดิ จากสาเหตใุ ด แต่พยายามคน้ หาขอ้ เทจ็ จริงท่ีถูกต้องและสอดคล้องเพื่อค้นหาวา่
“สาเหตุทีแ่ ทจ้ ริงคืออะไร”
ทักษะการวเิ คราะห์ปญั หาดว้ ย Root Cause Analysis เปน็ พน้ื ฐานสาคัญสาหรับการแก้ปัญหา
เพอื่ ใหไ้ ดว้ ธิ กี ารทต่ี รงประเด็นต่อปัญหาทเ่ี กดิ ขึ้น การพัฒนาทักษะดงั กลา่ วสง่ ผลให้การแก้ปัญหาเปน็ ไป
อย่างมหี ลักเกณฑ์ มคี วามเปน็ ระบบ มีขนั้ ตอนและมเี หตผุ ลเชงิ วทิ ยาศาสตร์ จงึ นับวา่ การพัฒนาทกั ษะ
ดังกลา่ วเป็น “การป้องกนั การแก้ปัญหาแบบไม่สมเหตผุ ล” ทีเ่ กดิ จากการนกึ คิดเองของผู้ปฏบิ ตั งิ านไปด้วย
ในตัว
แนวทางการวิเคราะห์ RCA
1. Turning point : การมองย้อนหลังก่อนทจี่ ะเกิดเหตกุ ารณ์ การมองย้อนหลงั ของกระบวนการคือ
การมองยอ้ นหลังของกระบวนการ ทางานกอ่ นทจ่ี ะเกิดความเสยี งหรอื ทางานก่อนทจ่ี ะเกิดความ
เสยี งหรือ เหตกุ ารณ์ไม่พงึ ประสงค์ หรอื เรียกวา่ เหตุการณ์ไมพ่ งึ ประสงค์ หรอื เรียกวา่ จดุ เปลี่ยน
เพอ่ื นามาส่กู ารพฒั นาจุดเปลี่ยน เพื่อนามาสกู่ ารพัฒนา การนาไปใชก้ ารนาไปใช้ ใช้ในสถานการณ์
28
ทไี่ ม่ซบั ซ้อน และเปน็ จุดเริมต้นใช้ในสถานการณ์ทไี่ มซ่ บั ซ้อน และเปน็ จุดเรมิ ต้น สาหรบั
สถานการณ์ทซ่ี บั ซ้อนสาหรบั สถานการณ์ทซี่ บั ซ้อน
2. Cognitive Walkthrough : การมองยอ้ นหลังเหตุการณ์ โดยผู้ทมี่ สี ่วนเกยี่ วขอ้ ง เป็นการย้อนรอย
กระบวนการโดยผู้ทเี่ กยี่ วข้องกับเหตุการณ์นัน เพ่ือทาความเขา้ ใจและเรียนรูส้ งิ ทเี่ ป็นข้อจากดั ของ
คนทางาน เพื่อนามาส่กู ารพัฒนากระบวนการการทางานใหด้ ียงิ ข้น การนาไปใช้ เป็นการนาไปใช้
ร่วมกับ Turning Point คอื การยอ้ นรอยตรงจุดหรอื ขันตอนทเี่ ห็นเป็นโอกาสในการพฒั นา
Cognitive Walkthrough
3. Conventional Why : เปน็ การถามโดยใชค้ าถามวา่ “ทาไม” คือการใช้คาถาม WHY (ทาไม) ต่อ
เหตุการณท์ ่ีไม่พึงประสงค์ โดย ถามซ้ากันหลาย ๆ ครง้ั Conventional WHY (5 WHY)
4. Comprehensive Scan : วิธคี รอบจกั รวาล ได้แก่ ผปู้ ว่ ย/ ผรู้ บั บริการ, ผ้ใู หบ้ ริการ/ทมี่ งาน ,
กระบวนการ,เครืองมือ/ สงิ แวดลอ้ ม,องค์กร เป็นวิธกี ารทไ่ี ดม้ ีการกาหนดหัวข้ออยา่ งครอบคลมุ
และ นามาตรวจสอบวา่ เหตุการณไ์ ม่พงึ ประสงค์ทเี่ กิดขนึ้ นั้น มาสัมพนั ธ์กบั หวั ข้อดงั กล่าวหรือไม่
ผรู้ บั บรกิ าร (ผู้ปว่ ย) ผู้ปฏบิ ตั งิ าน (เจ้าหนา้ ท)่ี กระบวนการ ส่ิงแวดล้อม การส่ือสาร เครืองมือ
Comprehensive Scan
ตัวอยา่ ง การศกึ ษาสาเหตขุ องปัญหาอนามยั ชุมชน (Identified cause of problem)
ประเดน็ ปัญหาที่จะมาขบั เคล่ือนการสร้าง วิเคราะหส์ าเหตขุ องปัญหา
ความรอบรู้
พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร ผปู้ กครองไม่มคี วามรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ
พฤติกรรมการออกกาลังกาย สอ่ื สาธารณะ
พฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปาก เดก็ ไมม่ ีความรอบร้ดู ้านสขุ ภาพ
พฤติกรรมการนอน สิง่ แวดล้อมไมเ่ อ้ือต่อสุขภาพ
พฤติกรรมการใชเ้ ทคโนโลยี บริบทของพื้นที่ ชุมชน
พฤติกรรมด้านอนามัยส่งิ แวดล้อม สภาพทางเศรษฐกิจ
พฤติกรรมดา้ นสขุ อนามัยสว่ นบุคคล
29
การวเิ คราะห์ด้วยผังก้างปลา (สุรเดช เสยี งกรู ,2558)
ผลกระทบผลกระทบ ผู้ปว่ ยผ้ปู ่วย เจ้าหน้าทเี่ จา้ หนา้ ที่ กระบวนการกระบวนการ เครอื งมอื เครือง
มือ สิ่งแวดล้อมสงิ แวดลอ้ มการสื่อสารการส่ือสาร
หลงั จากทมี่ ที่ทาการทบทวนเห็น พอ้ งต้องกันว่ารายละเอียดตามหัวขอ้ หรือปจั จยั สาเหตุ สาคัญ
เพยี งพอแล้ว
• พจิ ารณาทุกประเดน็ ตามหัวขอ้ หรือปจั จัยสาเหตุสาคญั ทมี่ มี ากกวา่ 1 สาเหตหุ ลกั สาเหตุ
ดังกล่าวจะเป็นสาเหตุ ที่แทจ้ รงิ มากทส่ี ุด การดาเนินการวเิ คราะห์ การดาเนนิ การวิเคราะห์
การดาเนินการวเิ คราะห์
1. การะบุถงึ เหตุการณ์/ปัญหาทจ่ี ะนามาทบทวน
2. กาหนดทมี่ ท่ีจะดาเนินการทบทวน ควรจะมี ผ้เู ชยี วชาญ หรอื มคี วามรใู้ นประเด็นปญั หานั้น ๆ
3. นาปัญหาทเี่ กดิ ขึ้นมาเขียนเปน็ ส่วนของหวั ปลา และเขยี นกา้ งปลาตามตามหัวข้อหรือปัจจยั
สาเหตุ สาคญั
4. ศึกษาปัญหาโดยอาศยั คาบอกเลา่ หลักฐานทาง กายภาพ การบันทึกต่างๆเพื่อชว่ ยในการ
วิเคราะห์
ระบสุ าเหตเุ บอื งต้น/ใกลช้ ดิ กับเหตกุ ารณ์(proximal cause) โดยการระดมความคดิ ในแตล่ ะหัวข้อ
5. เมอ่ื ระบุสาเหตเุ บืองตน้ ครบแล้ว ใหท้ บทวนสงิ ทช่ี ่วยกนั คิด และทาความเข้าใจให้ตรงกัน
6. ให้ถามคาถาม 5 WHY เพ่ือระบุสาเหตุ โดยเรมิ จาก • ทาไมจงึ เกดิ ข้ึน และเขยี นสาเหตลุ งไป
• ถามซา้ อีกครงั วา่ ทาไมจึงเกิดขึ้น โดยเขยี นในแต่ละ สาเหตุ ซึงแยกออกมาเป็นเปน็ สาเหตุยอ่ ย ๆ
แยกออก จากสาเหตใุ หญ่ การดาเนนิ การวเิ คราะห์
7. ยงั คงถามคาถามเดมิ ว่า ทาไมจงึ เกิดขึ้นอยา่ งต่อเนือง และลงระดบั ลึกจนถึงสาเหตุของปญั หา
8. แปลผลจากผงั กา้ งปลาที่เกิดขนึ้
• วเิ คราะหผ์ ังกา้ งปลา หลังจากทมี่ ท่ีทาการทบทวนเห็น พ้องตอ้ งกนั ว่ารายละเอยี ดตามหัวข้อหรือ
ปจั จัยสาเหตุ สาคญั เพียงพอแลว้
• พิจารณาทุกประเดน็ ตามหวั ขอ้ หรอื ปัจจยั สาเหตุสาคัญ ท่ีมีมากกว่า 1 สาเหตุหลกั สาเหตุ
ดงั กลา่ วจะเปน็ สาเหตุ ที่แท้จริงมากที่สดุ การดาเนินการวเิ คราะห์
9. ทมี่ ทบทวนระดมความคิดเกี่ยวกับการนาขอ้ มูลไป พฒั นา
• สาเหตใุ ดเป็นสาเหตุทส่ี ามารถปรบั ปรงุ ใหด้ ขี ึ้น สามารถ จดั การได้ทันทโ่ี ดยไม่ต้องทาการจดั ลาดบั
• การจดั ลาดบั สาเหตุในการดาเนินการ อาจมเี กณฑ์ที่ใช้ ในการจดั ลาดบั ตามความเหมาะสม เชน่
ความเปน็ ไปได้ ในการแก้ไข ขนาดผลกระทบที่เกดิ ขึ้น ความรุนแรง และอ่ืนๆ การดาเนนิ การวิเคราะห์ การ
ดาเนินการวเิ คราะห์
30
ภาพประกอบท่ี 5 การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้วยผังก้างปลา (สรุ เดช เสียงกรู ,2558)
แบบรายงานสรปุ ผลการวเิ คราะห์ RCA
สาเหตุของปัญหา มาตราการสง่ เสริม มาตราการส่งเสริม ระยะเวลาในการ ผ้รู ับผอดชอบ
สขุ ภาพและ สขุ ภาพและ ดาเนนิ การ
อนามัยสงิ่ แวดล้อม อนามยั สิ่งแวดล้อม
เดิม ใหม่
1.
2.
3.
4.
31
การวเิ คราะหป์ จั จยั ที่มีอิทธพิ ลต่อพฤตกิ รรมสขุ ภาพและปัญหาสขุ ภาพ หรือโมเดล PRECEDE-
PROCEDE (ฉบบั ปรับปรงุ ปี ค.ศ.2005)
PRECEDE – PROCEED Model เป็นโมเดลสาหรับวางแผนโดยประยกุ ต์ศาสตร์ตา่ ง ๆ หลายศาสตร์
เช่น ระบาดวิทยา สงั คมวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ การศึกษา จติ วทิ ยา แพทย์ศาสตร์ และการบรหิ าร
สาธารณสุข เขา้ มารว่ มในการวางแผนในแตล่ ะระยะของการทางาน ในท่ีนี้เราจะนาโมเดลนี้มาใช้ทาการ
ประเมนิ และวิเคราะหใ์ ห้ได้ปัจจัยสาเหตุหลกั ท่ีเก่ยี วข้องกับพฤติกรรมสุขภาพเปา้ หมาย ประกอบดว้ ย
ปจั จัยนา ปจั จัยเอ้ือ และปจั จัยเสริมในการสร้างเสรมิ สขุ ภาพต้องอาศัยองค์ความรู้ในการออกแบบกจิ กรรม
หรอื วางแผนให้บุคคล ชุมชนได้ปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมส่กู ารสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพตนเอง PRECEDE MODEL
เป็นอกี หนึ่งแนวคิดท่ีไดร้ ับความสนใจและถกู นา มาใช้อย่างแพร่ หลายมากขึ้นในศาสตร์สาขาตา่ งๆ ท้ังใน
ประเทศไทยและตา่ งประเทศ โดยแนวคดิ น้มี ีพื้นฐานท่วี า่ พฤติกรรมสุขภาพของบคุ คลเกดิ ขึ้นจากหลาย
สาเหตุรว่ มกัน ทงั้ ปจั จัยภายในและภายนอกตวั บคุ คล การเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมต้องวเิ คราะหป์ จั จัยที่เป็น
สาเหตุของพฤติกรรมกอ่ น แล้วจงึ วางแผนและกา หนดกลวิธี เพ่อื ใหม้ ีการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมสขุ ภาพ
นั้น สามารถใชไ้ ด้กบั ทุกๆ ช่วงวัย ท้ังในชมุ ชน ในโรงพยาบาล กล่มุ ทม่ี ีสุขภาพดี และกลุ่มโรคเร้อื รัง ดงั นนั้
แนวคดิ นจี้ งึ เหมาะสมต่อการนามาประยุกตใ์ ช้ในการส่งเสริมสุขภาพอกี ด้วย (นรลักขณ์ เออ้ื กจิ , ลดั ดาวลั ย์
เพญ็ ศร,ี 2561)
องค์ประกอบของแนวคิด แบบจาลอง PRECEDE-PROCEED เพื่อค้นหาปัจจัย สาเหตุที่ทา ให้เกิด
โรคเพื่อลดความเจบ็ ป่วยเทา่ น้ัน ซึ่งมีพื้นฐานแนวคิดท่ีว่า พฤติกรรมของบุคคลมี สาเหตุมาจากหลายปัจจัย
(Multiple factors) โดยในขนั้ ตอนที่ 4 อธบิ ายถงึ องค์ประกอบของ พฤติกรรมสขุ ภาพของบุคคลว่าเกิดจาก
ปัจจัยที่ส่งผล กระทบต่อพฤติกรรมสุขภาพทั้งที่เป็นปัจจัยภายใน และภายนอกตัวบุคคล แบ่งเป็น 3
องค์ประกอบ คือ ปัจจัยนา (Predisposing factors) ปัจจัยเสริม (Reinforcing factors) และปัจจัยเอื้อ
(Enabling factors) ทั้งสามปัจจัยจะมีความแตกต่างกันในการ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่ทั้ง
สาม ปัจจัยจา เป็นต้องใช้ร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดการสร้าง แรงจูงใจ การสนับสนุนให้เกดิ ความยั่งยืนของการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เหมาะสม ดังนั้นการ วางแผนเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของ บุคคลต้อง
คานึงถึงอิทธิพลของปัจจัยทั้งสามส่วนท่ี ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพในการนามาจัดกระทา ร่วมกันเพ่ือ
ส่งเสริมให้เกดิ พฤติกรรมสขุ ภาพที่ ต้องการ ดงั นี้8
1) ปัจจัยนา (Predisposing factors) เป็น ปัจจัยที่เป็นพื้นฐานของการเกิดพฤติกรรมของบุคคล
และก่อใหเ้ กดิ แรงจงู ใจในการแสดงพฤติกรรมของ บุคคล หรอื ในอีกดา้ นหนง่ึ ปัจจัยนี้จะเปน็ ความ พอใจของ
บุคคล ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ในการ เรียนรู้ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนหรือยับยั้งมิให้ เกิดการแสดง
พฤตกิ รรมทางด้านสขุ ภาพ ทง้ั นขี้ ้นึ อยู่กบั แตล่ ะบุคคล นน้ั คอื บคุ คลจะเลือกแสดง พฤติกรรมต่างๆ ออกมา
จะต้องอาศัยการมีเหตุผลที่ จะก่อเกิดพฤติกรรม เกิดแรงจูงใจในการกระตุ้น แรงขับภายในตัวบุคคลให้
ตัดสินใจปฏิบัติพฤติกรรม (บุญใจ ศรีสถิตนรากูร.,2560) ปัจจัยนา ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
พฤตกิ รรมอยา่ งรวดเร็ว คือ ความรู้ ทศั นคติ ความ เชื่อ ค่านิยม การรบั รู้ประโยชน์ของการปฏบิ ตั ิ พฤติกรรม
32
หรือการรับรูค้ วามสามารถในการกระทา พฤติกรรมทางสุขภาพ ซึ่งปัจจัยเหลา่ นีส้ ่งผลต่อการ เกิดแรงจูงใจ
ภายในตัวบุคคลที่ส่งผลต่อการ กระทา เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม และส่วนของปัจจัยส่วน
บุคคล ไดแ้ ก่ อายุ เพศ สถานภาพของบุคคล ซึ่งมีผลตอ่ พฤตกิ รรม
2) ปัจจยั เสรมิ (Reinforcing factors) เป็น ปัจจยั ท่ีแสดงให้เหน็ ว่าพฤติกรรมสุขภาพน้ันได้รับ การ
สนับสนุน เป็นผลสะท้อนที่บุคคลจะได้รับจาก การแสดงพฤติกรรมนั้น ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนหรือ เป็นแรง
กระตุ้นในการแสดงพฤติกรรมทางสุขภาพ นั้น เป็นปัจจัยภายนอกที่มาจากบุคคล หรือกลุ่มคน ที่มีอิทธิพล
ต่อบคุ คลในเร่ืองนั้น การยอมรบั หรือไม่ ยอมรบั เช่น พ่อ แม่ บคุ คลในครอบครวั ครู เพ่ือน แพทย์ พยาบาล
บุคลากรทางสาธารณสุข เป็นต้น ปัจจัยเสริมส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะของการ กระตุ้นเตือน ยกย่อง
ชมเชย ให้กาลังใจ การเอาเป็น แบบอย่าง ตาหนิติเตียน การลงโทษ ซึ่งปัจจัยเสริม เป็นสิ่งที่ส่งผลให้เกิด
ความย่งั ยืนของการเปลีย่ นแปลง พฤติกรรมและมีการคงอยู่ของพฤติกรรมน้นั ๆ
3) ปัจจัยเอื้อ (Enabling factors) เป็นปัจจัย ที่อาศัยอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลให้เกิด
พฤติกรรมโดยตรง อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนหรือยับยั้ง ให้เกิดหรือไม่ให้เกิดพฤติกรรมของบุคคล
ประกอบด้วย สิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ในด้านความพอเพียงที่ มีอยู่ (Availability) การเข้าถึงแหล่ง
บริการได้ สะดวก (Accepability) รวมทั้งทรัพยากรต่างๆ เช่น สถานบริการสุขภาพ บุคลากร โรงเรียน ซึ่ง
จะช่วยให้ บคุ คลแสดงพฤตกิ รรมตา่ งๆ นัน้ ไดง้ า่ ยข้ึน เปน็ ต้น
นอกจากนีป้ จั จัยเอื้อยงั รวมถึงทกั ษะการ ปฏบิ ัติพฤติกรรมสุขภาพของบคุ คลที่เป็นทกั ษะใหม่ ที่
บคุ คลจะต้องมีความสามารถในการปฏบิ ตั ิ พฤติกรรมสุขภาพนั้นๆ ซง่ึ การจัดโปรแกรมการเปลี่ยน แปลง
พฤติกรรมจะต้องมกี ารส่งเสริมทักษะใหมท่ ่ี ผปู้ ว่ ยต้องกระทา หรือการส่งเสริมด้านอนามยั ส่งิ แวดลอ้ ม ที่
เอื้อต่อการเกดิ พฤติกรรมสุขภาพ
ข้อดี (นรลักขณ์ เออื้ กจิ ,2553)
1) กระบวนการตามข้ันตอนท้ังหมดเป็นการ วเิ คราะหป์ ัจจัยแบบย้อนกลับ ทา ใหม้ องเห็นจดุ เริม่
ตน้ และความสัมพันธ์แตล่ ะขั้นตอนอยา่ งมีระบบ ตามลาดับข้นั
2) เป็นกรอบแนวคดิ ท่ผี สมผสานความร้จู าก ศาสตร์ตา่ งๆ สามารถนา ไปใชใ้ นการแกป้ ญั หา
พฤติกรรมของบคุ คลท่มี ีสาเหตุจากหลายปัจจัย การดาเนนิ งานจาเปน็ ตอ้ งมหี ลายด้านประกอบกนั
3) การวเิ คราะหส์ าเหตุของพฤติกรรม จาแนกเป็น ปัจจยั นา ปจั จัยเสริม ปัจจัยเอ้อื ทา ให้ สามารถ
วิเคราะหส์ าเหตุของพฤติกรรมได้อย่าง ครอบคลมุ มิใช่เน้นการใหค้ วามรูเ้ พือ่ แก้ไขเฉพาะ ปจั จยั นา ทีน่ ิยม
ทากนั แต่ได้ให้ความสนใจในการฝึก ทกั ษะ จัดสภาพแวดล้อม และทรัพยากรทเ่ี อ้ือต่อ การปฏิบตั ิ มปี จั จัย
เสริมทชี่ ว่ ยสนบั สนนุ กระตุ้นใหเ้ กดิ การปฏบิ ตั นิ นั้ ๆ
33
ขอ้ จากัด (นรลกั ขณ์ เอือ้ กจิ ,2553)
1) เปน็ กรอบแนวคิดประเภทการวเิ คราะห์ รูปแบบ (Diagnosis model) สาหรับวเิ คราะห์หา
สาเหตุ ไมใ่ ช่รูปแบบของการจัดกจิ กรรม (Intervention Model) ไม่ไดบ้ อกวิธกี ารแก้ปัญหา จะตอ้ ง
ดาเนินการวางแผนตามข้อมลู ทีว่ ิเคราะห์ได้
2) เป็นกรอบแนวคดิ สา หรบั การวเิ คราะหห์ า สาเหตุปัญหาสุขภาพ โดยจากดั เฉพาะสาเหตทุ าง
พฤติกรรมเท่านน้ั
3) จานวนตวั แปรทีใ่ ช้ในการวิเคราะหม์ ีมาก เปน็ ปัญหาในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ซึง่ ตอ้ งใช้ คาถาม
มากเกนิ ไป ทาให้ผ้ตู อบไม่ให้ความร่วมมือ
ภาพประกอบที่ 6 แนวความคิดของรปู แบบการสง่ เสริมสุขภาพ (Green and Kreuter 1999)
PRECEDE ยอ่ มาจากคาว่า Predisposing, Reinforcing, and Enabling Constructs in
Educational/ Ecological Diagnosis and Evaluation แปลวา่ กระบวนการของการใช้ปัจจยั นา ปจั จยั
เสรมิ และปัจจยั เอื้อ ในการวินิจฉยั โครงสรา้ งทางการศึกษา/นเิ วศวทิ ยา และการประเมินผล (Green, &
Krueter, 1999, p. 1)
34
ระยะท่ี 1 การประเมนิ ดา้ นสงั คม (Social Assessment)
จุดประสงค์ของการประเมินในระยะนี้ เพื่อค้นหาข้อมูลและประเมินปัญหาด้านสังคมที่ส่งผล
กระทบต่อคุณภาพชีวิต (Quality of Life: QOL) ของประชากรเป้าหมาย เป้าหมายระยะนี้จะช่วยให้ผู้
วางแผนเข้าใจปัญหาด้านสังคมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ผู้บริโภคบริการ นักเรียน/นักศึกษา หรือ
ชุมชนตามที่ประชาชนมองเห็นปัญหาเหลา่ นั้นที่เกิดขึ้นกับตนเอง ปัญหาด้านสังคมจะเชือ่ มโยงไปถึงปัญหา
ด้านสุขภาพซึ่งจะนาไปสู่การกาหนดกิจกรรมสุขศึกษาได้ สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบสาคัญต่อชีวิต และ
คุณภาพชีวิตส่งผลต่อปัญหาด้านสังคมอย่างไรบ้าง วิธีการวินิจฉัยด้านสังคมอาจจะดาเนินการได้ดังนี้ จัด
เวทีชุมชน ( Community Forums ) การแสดงข้อตกลงร่วมในกลุ่ม ( Nominal groups ) การอภิปราย
เฉพาะกล่มุ ( Focus group ) การสารวจ( Surveys ) และการสัมภาษณ์ ( Interviews ) เปน็ ต้น
ระยะที่ 2 การประเมินดา้ นระบาดวิทยา พฤตกิ รรมและส่ิงแวดลอ้ ม (Epidemiological,
Behavioral and Environ mental Assessment)
2.1 การประเมินด้านระบาดวิทยา (Epidemiological Assessment) เป็นการศึกษาข้อมูลทาง
การแพทย์และวิทยาการระบาด เพื่อวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อการวิเคราะห์หา
ความสัมพันธ์ระว่างปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคม โดยศึกษาดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ ได้แก่อัตราป่วย อัตรา
ตาย ความพิการ ภาวะสุขภาพ และอุบตั ิการณข์ องโรค เปน็ ต้น เพื่อเปน็ ข้อมลู สาหรับวางแผนงานสุขศึกษา
2.2 การประเมินด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม(Behavioral and Environmental Assessment)
เป็นการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาสุขภาพ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ และ
องค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพ เป็นการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อ
สุขภาพและคุณภาพชีวิต รวมถึงการวิเคราะห์เหตุการณ์สิ่งแวดล้อมรอบตัวซึ่งเป็นเงื่อนไข ที่ทา ให้เกิด
พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ หรือมีอิทธิพลทาให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ (พรสุข หุ่นนิ
รนั ดร์, 2545) ในระยะนจี้ ะมุ่งเน้นทีก่ ารระบบุ ่งชพ้ี ฤตกิ รรมสขุ ภาพและปัจจยั อนื่ ๆ อย่างเปน็ ระบบระเบียบ
ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพในด้านระบาดวิทยา ในระยะนี้อาจรวมถึงสาเหตุที่ไม่ใช่พฤติกรรมด้วย ปัจจัยส่วน
บคุ คลและปัจจยั ส่งิ แวดล้อมซ่งึ สามารถจะช่วยให้เกดิ ปัญหาสุขภาพได้ เป็นต้น แต่ไมส่ ามารถควบคุมได้โดย
พฤติกรรม ปัจจัยเหล่านั้นอาจรวมถึงพันธุกรรม อายุ เพศ และการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่แล้ว ดินฟ้า
อากาศ สถานประกอบการ และความเพียงพอของการบริการสุขภาพ เป็นต้น สิ่งสาคัญอีกประการหนึ่ง
ในระยะนี้ก็คือการจัดลาดับความสาคัญ ของสาเหตุพฤติกรรม ในประเด็นพฤติกรรมที่สาคัญ และ
ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของพฤตกิ รรมน้นั ๆ การวนิ ิจฉยั พฤตกิ รรมจะต้องให้สอดคล้องกับปัญหา
สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในแต่ละประเด็นในด้านระบาดวิทยา ซึ่งจะช่วยให้ผู้วางแผนสามารถเลือก
พฤติกรรมเป้าหมายนามาวางแผนแก้ไขปัญหาด้วยการศึกษาได้โดยสรุป การวินิจฉัยพฤติกรรมอะไรบ้างที่
เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมที่ได้ระบุบ่งชี้ไว้ในระยะท่ี 1 และการประเมินด้านระบาด
35
วิทยา การวินิจฉัยสิ่งแวดล้อมเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคมควบคู่ไป ซึ่ง
เก่ยี วขอ้ งกับพฤตกิ รรมด้วย
ตารางจดั อนั ดบั ความสาคัญของพฤติกรรม (The Behavioral Matrix)
การวิเคราะห์พฤติกรรมตามตารางสัมพันธ์ จะชว่ ยใหส้ ามารถระบบุ ่งชี้พฤติกรรมเป้าหมายหรอื
ส่ิงแวดลอ้ มเปา้ หมายท่ีจะต้องนามาใช้วางแผนแก้ปัญหา และสามารถวัดได้ ประเมนิ ได้ต่อไป
ความสาคัญ / สาคัญมาก สาคัญนอ้ ย
ความสามารถในการเปลย่ี นแปลง
1.ความสาคญั มากและ 3. สาคัญน้อยแต่
สามารถเปล่ยี นแปลงได้มาก เปลย่ี นแปลงได้มาก เปลยี่ นแปลงได้มาก
2. สาคัญมาก แต่ 4. สาคัญนอ้ ยและ
สามารถเปลีย่ นแปลงได้นอ้ ย เปลี่ยนแปลงได้น้อย เปล่ียนแปลงได้น้อย
ควรทาพฤตกิ รรมเป้าหมายและสิ่งแวดลอ้ มเปา้ หมายในช่อง 1 และ 2 มากาหนดวตั ถปุ ระสงคข์ อง
แผนงานโครงการ สว่ นช่องท่ี 3 อาจนามาใช้ด้วยเหตผุ ลทางการเมือง ส่วนช่องที่ 4 ไมน่ ามาพิจารณาในการ
กาหนดเป็นพฤตกิ รรมเป้าหมายหรอื ส่งิ แวดลอ้ มเป้าหมาย
สรุปการประเมนิ ในระยะที่ 1 – 2 ช่วยใหส้ ามารถกาหนดจุดประสงค์ที่ตอ้ งการให้บรรลตุ าม
เป้าหมาย ภายหลังการดาเนนิ งานตามแผนงานโครงการแล้ว
ระยะท่ี 3 การประเมนิ การศกึ ษาและนิเวศวทิ ยา (Education and Ecological assessment)
ระยะนี้เป็นการประเมินสาเหตุของพฤติกรรมสุขภาพที่ระบุไว้ในระยะที่ 2 สาเหตุของพฤติกรรม
สุขภาพประกอบด้วย 3 กลุ่มปัจจัยด้วยกัน คือ ปัจจัยนา (predisposing factors) ปัจจัยเสริมแรงให้เกิด
พฤติกรรมต่อเนื่อง (reinforcing factors) และปัจจัยเอื้อให้เกิดพฤติกรรม (enabling factors) ประเด็น
สาคัญของระยะนี้คือ การระบุบ่งชี้สาเหตุของพฤติกรรมได้อย่างถูกต้องจะเป็นกุญแจสาคัญในการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การระบุบ่งชี้จะต้องมองทั้งที่ส่งผลทางบวกและลบต่อพฤติกรรม และลาดับ
ความสาคัญของแต่ละสาเหตุ และความสามารถในการเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์การเรียนรู้หรือ
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมจะต้องกาหนดตามปัจจัยสาเหตุเหล่านี้ ดังนั้นจึงต้องฟันธงลงไปเลยว่าจะต้อง
แก้ไขเปลี่ยนแปลงปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนโดยการ กาหนด
วัตถุประสงค์เชิงกิจกรรม และการดาเนินการตามวตั ถปุ ระสงคก์ ิจกรรมนัน้ ๆ
36
สาเหตุของพฤติกรรมสุขภาพประกอบดว้ ย 3 กลมุ่ ปจั จยั
1. ปัจจัยนาหรอื ปัจจัยโนม้ นา้ ว (Predisposing Factors) หมายถงึ คณุ ลักษณะของบุคคลหรอื
ประชากรทีต่ ดิ ตัวกบั บุคคลเหล่านั้นมาก่อนแล้ว เชน่ ความรู้ ความเชอื่ ค่านยิ ม ทัศนคติ เปน็
ตน้
2. ปจั จัยเสรมิ แรงหรอื ปจั จัยสนับสนุน (Reinforcing Factors) หมายถึง รางวลั หรือผลตอบแทน
หรอื การไดร้ บั การลงโทษ ภายหลงั ท่ไี ดแ้ สดงพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ออกมา ซงึ่ จะช่วยใหเ้ กดิ ความ
มัน่ คงของการเกดิ พฤติกรรม การเสริมแรงจะได้รับจากครอบครัว เพื่อน ครู บุคลากรทาง
การแพทย์ และสาธารณสุข หรือ ส่ือมวลชน เปน็ ต้น
3. ปัจจัยเอ้อื (Enabling Factors) หมายถงึ คณุ ลักษณะของสิ่งแวดล้อม ทงั้ ด้านกายภาพ และ
สงั คมวัฒนธรรม ทกั ษะส่วนบุคคล และหรือทรพั ยากรทจ่ี ะช่วยเกอ้ื กูลใหเ้ กิดพฤตกิ รรมท่ีพึง
ประสงค์
ขัน้ ตอนที่ 2 ศกึ ษาขอ้ มลู เชิงลกึ
ขอ้ มลู ที่นามาใช้ในการออกแบบกระบวนการจาเป็นต้องมคี วามเฉพาะเจาะจงในบริบทการใชช้ วี ติ
และการทางานของกล่มุ เปา้ หมายทจ่ี ะพฒั นาพฤติกรรมสุขภาพทีต่ ้องการ และการกาหนดทักษะที่จาเป็นใน
การพัฒนาจาเปน็ จะตอ้ งมีข้อมลู เชงิ ลึก เชน่ ชอ่ งทางการรบั รู้และเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มเปา้ หมาย ชดุ ข้อมูลที่
ของกลุ่มเป้าหมายเชื่อถือและนาไปใช้ ซึ่งเป็นความนิยมชื่นชอบเฉพาะกลุ่มหรือบุคคล สภาวะเสี่ยงหรือ
เงื่อนไขที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย ปัจจัยสาเหตุของการมี/ไม่มีพฤติกรรมเป้าหมายที่
ตอ้ งการ สภาพการเข้าถงึ สิง่ เอ้ืออานวยและบริการ การยึดถือกฎระเบียบและข้อตกลงทก่ี าหนดขึ้น เป็นตน้
วธิ กี ารศกึ ษาขอ้ มูลเชิงลกึ สามารถกระทาได้หลายวิธี ไดแ้ ก่ การสนทนากล่มุ ( focus group)
การสัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ (in-depth interview) ในกล่มุ ทีม่ คี วามใกลช้ ิดกับกลุ่มเปา้ หมาย การใช้ข้อมลู จากกลุ่ม
สังคมออนไลน์ การสงั เกตสภาพแวดลอ้ มในบา้ น สถานทท่ี างาน และชมุ ชน ฯลฯ
การสนทนากลุ่ม (Focus group) (รัตนะ บวั สนธ.์ ,2551)
การสนทนากลุ่ม เปน็ การสัมภาษณใ์ นอีกรูปแบบหนงึ่ ทีร่ วบรวมข้อมูลจากการสนทนากับกลุ่มผู้ให้
ขอ้ มลู ในประเด็นปัญหาท่ีเฉพาะเจาะจง โดยมผี ู้ดาเนินการสนทนากลมุ่ (Moderator) เป็นผ้คู อยจุดประเด็น
ในการสนทนา เพื่อชกั จูงให้กลุม่ เกิดแนวคิดและแสดงความคดิ เหน็ ต่อประเดน็ หรือแนวทางการสนทนาอย่าง
กว้างขวางละเอียดลึกซึ้ง โดยมีผู้เข้าร่วมสนทนาในแต่ละกลุ่มประมาณ 6-10 คน ซึ่งเลือกมาจากประชากร
เป้าหมายท่ีกาหนดเอาไว้ การสนทนากลุ่มเหมาะสาหรับการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายหลากหลาย เช่น การ
ค้นหาประเด็นของเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีความรู้มาก่อน (Exploratory) การหาคาอธิบายสาหรับ
ปรากฏการณ์บางอยา่ ง (Explanatory) การประเมินสถานการณ์ (Assessment)
37
ขั้นตอนดาเนนิ การสนทนากลุม่ มดี งั นี้
1. กาหนดปัญหาหรือหัวขอ้ รวมท้ังคาถามและวัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ใหเ้ หมาะสม
2. กาหนดกรอบการเลอื กกลุ่มตัวอย่าง
3. กาหนดทมี่ งาน ประกอบดว้ ย ผู้ดาเนินการสนทนา (Moderator) ผจู้ ดบันทกึ (Notetaker) และ
ผู้ชว่ ยทว่ั ไป (Assistant)
4. สร้าง/ทดสอบแนวคาถาม
5. เลอื กกลุ่มตัวอยา่ ง
6. จัดการสนทนากลุ่ม
การดาเนนิ การสนทนากลมุ่
ในชว่ งแรกผู้ดาเนนิ การสนทนาควรเรม่ิ จากการแนะนาตนเอง และทม่ี งาน (ผ้จู ดบันทกึ และผบู้ ริการ
ทว่ั ไป) โดยควรพยายามสรา้ งบรรยากาศทเี่ ปน็ กนั เอง ควรจัดเตรียมอุปกรณ(์ กระดาษสาหรบั จดบันทึกและ
ดินสอ ชารท์ หรือกระดานดา เครอ่ื งบันทกึ เสยี ง) ทใ่ี ช้ในการสนทนากลุ่มให้พรอ้ ม หลงั จากนนั้ จึงดาเนินการ
ตามข้ันตอนตอ่ ไปนี้
1. อธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการศึกษา และจุดมุ่งหมายในการจดั สนทนากลมุ่
2. เกร่ินนาด้วยคาถามอนุ่ เครือ่ งเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เป็นกันเอง
3. เมือ่ ผเู้ ข้ารว่ มสนทนากลมุ่ เริม่ มีความคนุ้ เคยกนั จึงเร่ิมคาถามในแนวการสนทนาท่ีจดั เตรียม
บทบาทของที่มงานในการจัดสนทนากลุ่ม
ผ้ดู าเนินการสนทนา (Moderator)
1. ผคู้ ุยเกง่ มคี วามสามารถในการซักถาม ควรมีการพูดแทรกตลกอย่างเหมาะสม
2. สามารถสรา้ งบรรยากาศให้เกดิ การแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ ต่อกัน ไม่ควรซักถามรายบคุ คล
3. ไม่แสดงความคิดเห็นของตนเอง ไม่ควรข่มความคดิ ผอู้ ื่น หรอื ชักนาผู้อ่นื ให้เหน็ คลอ้ ยตามกับผทู้ ีพ่ ดู
เก่ง (Dominate) ควรปลอ่ ยใหผ้ เู้ ข้ารว่ มแสดงความคดิ เหน็ ไดอ้ ย่างเต็มท่ี อสิ ระเสรีและเป็นธรรมชาตมิ าก
ท่สี ุด
4. สร้างบรรยากาศใหค้ นทไี่ ม่คอ่ ยพูดใหแ้ สดงความคิดเหน็ ออกมาให้ได้
ผู้จดบนั ทกึ (Notetaker)
1. จะตอ้ งอย่รู ่วมในการสนทนากลุ่มตลอดเวลา
2. ควรทาหน้าที่ในการจดบนั ทึกเพยี งอย่างเดียวไม่ควรรว่ มสนทนาดว้ ย เพราะจะทาใหก้ ารจดบนั ทึก
ขอ้ มูลไมค่ รบถ้วน
3. จะตอ้ งเป็นผู้ถอดเทปด้วยตนเอง เพื่อความเขา้ ใจในสิ่งทไี่ ด้บนั ทึกและเนอ้ื หาสาระในเทปท่ีตรงกัน
38
ผู้ช่วยท่ัวไป (Assistant)
1. ควบคมุ เคร่ืองบันทึกเสียงและเปลย่ี นเทปขณะท่ีกาลงั ดาเนนิ การสนทนา
2. อานวยความสะดวกแกผ่ ู้ดาเนนิ การสนทนาและผู้จดบนั ทึก เพ่ือให้แตล่ ะคนทาหน้าที่ได้อย่างเต็มท่ี
ประโยชนข์ องการสนทนากลุ่ม
1. ใช้ในการศกึ ษาความคิดเห็น ทัศนคติ ความร้สู ึก การรับรู้ ความเช่ือ และพฤติกรรม
2. ใชใ้ นการกาหนดสมมติฐานใหมๆ่
3. ใชใ้ นการกาหนดคาถามต่างๆท่ีใชใ้ นแบบสอบถาม
4. ใชค้ น้ หาคาตอบที่ยังคลุมเครือ หรือยงั ไม่แนช่ ัด
5. ใชใ้ นการประเมินผลทางด้านธุรกจิ
การเลอื กกลุ่มตัวอยา่ งในการสนทนากลุ่ม
โดยทัว่ ไปจะเลือกจากกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีมลี ักษณะทางประชากร สังคม เศรษฐกจิ และวัฒนธรรม
และมปี ระสบการณ์ทค่ี ล้ายคลงึ กนั
ข้อดีของการสนทนากลุ่ม
1. ชว่ ยใหเ้ กบ็ ขอ้ มลู จากตัวอย่างจานวนหลายคนได้ในระยะเวลาสนั้ และสามารถเสนอผลการศึกษาได้
ในเวลาอันจากัด
2. มโี ครงสร้างทยี่ ดื หยุน่ และใชก้ บั กลุ่มตวั อยา่ งไดห้ ลายแบบ
3. นกั วิจัยสามารถเลือกใชไ้ ดต้ ามต้องการ สามารถใช้เสรมิ กับการวจิ ยั แบบอ่ืนก็ได้
4. ขอ้ มลู ทไ่ี ดเ้ ปน็ การผ่านการถกเถยี งโตต้ อบกนั เองของกลุ่มสนทนา ทาให้มนั่ ใจในความถูกตอ้ ง
แม่นยา มีความน่าเชื่อถือ และมีความหลากหลายของข้อมูล
5. ขอ้ มูลการสนทนากลุ่มแต่ละครง้ั ทาให้ได้ประเด็นคาถามใหม่ๆ หรอื สมมตฐิ านใหมๆ่
6. ปฏกิ ริ ยิ าของผรู้ ่วมวงสนทนาต่อประเดน็ ที่สนทนา และตอ่ กนั และกัน ทาใหไ้ ด้ขอ้ มูลเกี่ยวกับอิทธพิ ล
ของวัฒนธรรมและคณุ คา่ ต่างๆ ของสงั คมของผ้เู ข้ารว่ มวงสนทนาทม่ี าจากวฒั นธรรมเดียวกนั
7. บรรยากาศเปน็ กนั เอง การมปี ฏิสมั พันธ์ต่อกนั ชว่ ยทาให้การสนทนาของกลุ่มเป็นไปอย่าง มี
ชีวิตชีวา ไม่ตงึ เครียด
8. สามารถดาเนินการสนทนาตามไปด้วย คอยควบคุม และสร้างบรรยากาศให้ราบร่ืนตามเป้าหมาย
ขอ้ จากัดของการสนทนากลุ่ม
1. ผู้ดาเนินการสนทนาท่ีไม่ไดร้ ับการฝึกฝนอย่างถกู ต้อง จะทาให้การดาเนนิ กลุม่ ไมร่ าบร่นื
2. แนวทางการสนทนากล่มุ ทเ่ี รียบเรยี งไมด่ ี ไม่มลี าดับ มคี วามซับซ้อน จะทาใหก้ ารสนทนาวกวน
สบั สน ในท่สี ดุ ผ้รู ่วมสนทนาก็จะครา้ นทจ่ี ะออกความคดิ เห็น
39
3. ผู้ร่วมวงสนทนาไม่มลี กั ษณะร่วมคลา้ ยกัน หรอื วัฒนธรรมเดยี วกนั และสามารถขม่ กนั ได้ การ
สนทนากจ็ ะไมร่ าบรน่ื บรรยากาศกลุ่มเสีย หรอื มีคนไม่พดู มากขึน้
4. ข้อมลู จากการสนทนากลุ่มไม่สามารถให้ภาพพฤติกรรมจริง ซ่ึงได้จากการสงั เกต เพราะส่งิ ทคี่ ดิ หรือ
พูดออกมาอาจไม่ใชส่ ิง่ ที่ทา
5. ข้อมูลจากกลุ่มแตล่ ะกลุ่มไม่สามารถเปน็ ตวั แทนของสงั คมหรอื วฒั นธรรมทผี่ รู้ ่วมสนทนาดาเนินชวี ติ
อย่ไู ด้ ใช้อธบิ ายได้เฉพาะกับบริบทของกลมุ่ นนั้ ๆ เทา่ น้ัน
6. ไม่เหมาะท่ีจะใชใ้ นหวั ข้อสนทนาทีเ่ ปน็ เรอื่ งสว่ นตวั มากๆ
7. การสร้างแนวคาถาม จะตอ้ งเรยี บเรียงแนวคาถามใหด้ ไี ม่วกวน โดยอาจจะเรยี งลาดับตามประเภท
ของประเด็นตามความยากง่ายหรอื ตามลาดบั ความตรงไปตรงมาและซับซอ้ นของเหตุผลดังน้ันควรจะต้องมี
การทดสอบ (Pretest)
8. การคดั เลือกสมาชกิ ผู้เขา้ รว่ มวงสนทนา จะต้องไดต้ ามหลกั เกณฑท์ ่ีกาหนดไว้ โดยต้องมีลักษณะ
ต่างๆทีเ่ หมือนกนั (Homogeneous) ไม่ข่มซ่ึงกนั และกัน
การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลึก (In-Depth Interview)
เป็นการสนทนาโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่แล้ว แต่ต้องค่อยๆ ตะล่อมถามไปเรื่อย ๆ ให้นึกถึงคาถาม 6
Question Words (ใคร / ทาอะไร / ทไี่ หน / เม่ือไหร่ / ทาไม / อย่างไร) ให้ถามความคิดเหน็ เหตุผล และ
มุมมอง ไม่ใช่ถามแบบบังคับให้ตอบว่า “ใช่-ไม่ใช่” “ถูกต้อง-ไม่ถูกต้อง” ต้องเป็นมุมมองของผู้ให้ข้อมูล
ไม่ใช่มมุ มองของผ้วู ิจัย ไมจ่ าเป็นต้องเน้นให้ตอบเป็นตวั เลขเชิงปริมาณ อยา่ ใช้คาถามช้ีนาเพือ่ ให้ตอบในแนว
ที่วางไว้ อย่าใช้คาถามที่ทาให้ผู้ตอบไม่อยากตอบ รู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจ และไม่ควรใช้คาถามที่เป็น
ความรู้ทางวิชาการเกินไป (ต้องรู้ background การศึกษาของผู้ตอบด้วย) และนอกจากนั้น ถ้ามีโอกาส
สมั ภาษณห์ ลายๆ รอบ วเิ คราะหห์ ลายๆ รอบ จะทาใหไ้ ด้รายละเอียดมากขึน้ เวลาเขยี นบรรยายจะทาให้ได้
อรรถรสมากขึน้
▪ Unstructured interview เริม่ ต้นจากคาถามทวั่ ๆ ไป
▪ Semi-structured interview สร้างข้อคาถามไวล้ ่วงหนา้ เปน็ ขอ้ ๆ และค่อยๆ ตะล่อมถาม
อย่างไรก็ตาม การถามแต่ละครั้งของแต่ละคน จะแตกตา่ งกันไปตามบรบิ ทของคาตอบของผู้ให้
ข้อมลู
ลกั ษณะของคาถามท่ใี ช้ในการสมั ภาษณ์
1. Experience/behavior questions ถามประสบการณห์ รือเหตกุ ารณ์ (ช่วยเลา่ เหตุการณใ์ ห้ฟัง
หน่อยได้มั้ยคะ ?)
2. Opinion/value questions ถามความคดิ เห็น (คดิ อย่างไรกับ ..)
3. Feeling questions ถามความรสู้ กึ (ร้สู ึกอย่างไรกับเหตุการณท์ เี่ กิดข้ึน …)
40
4. Sensory questions ถามถึงสมั ผสั ทัง้ 5 (การเห็น การสัมผัส การรบั รส การดมกล่นิ การไดย้ ิน)
เห็นอะไร รสชาติเปน็ อย่างไร รู้สกึ อยา่ งไร ไดย้ ินว่าอย่างไร
5. Knowledge questions ถามเกีย่ วกบั สง่ิ ท่เี ขารู้ (ในเร่อื งที่เปน็ จริง ไมใ่ ช่ความรู้สกึ )
6. Background/demographic questions ถามภูมหิ ลังของผใู้ ห้ข้อมลู เชน่ ทางานมาก่ีปแี ลว้
คะ?
ข้อควรระวังของการสมั ภาษณ์
การสมั ภาษณ์มีข้อดีคือ ได้ข้อมลู มาก ใชเ้ วลานอ้ ย แต่ข้อจากัดคือ ข้อมูลทไ่ี ด้อาจไม่ใชข่ ้อมลู จริง ผู้
สัมภาษณ์ต้องมที ักษะในการเจาะลกึ เพื่อให้ได้ข้อมลู ต้องใช้เวลาในการผกู มิตรกับผู้ใหข้ ้อมูล
ข้นั ตอนที่ 3 สรา้ งกรอบแนวคดิ โดยใชท้ ฤษฎเี ปน็ พ้นื ฐาน
กระบวนการสร้างเสริมความรอบรดู้ า้ นสุขภาพท่มี ีการนาหลักการ แนวคิด และโมเดลของทฤษฎมี า
ใช้เป็นแนวทางย่อมใหป้ ระโยชนต์ ่อการสรา้ งกรอบแนวคิดทีถ่ ูกต้องและชัดเจน ช่วยใหผ้ อู้ อกแบบสามารถ
ตรวจสอบความครอบคลุมได้ โดยพจิ ารณาตามองค์ประกอบของโครงสรา้ งหลัก (key construct) ของ
ทฤษฎีที่นามาใชแ้ ละทาให้ทราบลาดบั ขนั้ ตอนของการพฒั นา การเลอื กกิจกรรมและกลวธิ ี รวมทัง้ ชว่ ยให้
การออกแบบวิธกี ารวัดและการเลอื กใชเ้ คร่ืองมือประเมนิ มีความสอดคล้องตามวัตถุประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
และกระบวนการพัฒนา
ทฤษฎีและโมเดลท่มี ีการนามาใช้ในการออกแบบแผนงาน/โครงการสง่ เสรมิ สุขภาพ ไดแ้ ก่
แบบจาลองข้อมูลขา่ วสาร แรงจูงใจ และทักษะพฤตกิ รรม (Information-Motivation-Behavioral Skill
Model: IMB) ทฤษฎกี ารรบั รู้ความสามารถตนเอง (Self-Efficacy Theory) แบบแผนความเชอ่ื ด้านสุขภาพ
(Health Belief Model: HBM) ทฤษฎีแรงจูงในการป้องกันโรค (Protection Motivation Theory: PMT)
การศึกษาเพ่อื การสรา้ งพลงั (Empowerment Education) แนวคดิ ขัน้ ตอนการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม
(Stage of Change)
ตัวอยา่ งทฤษฎี
แบบจาลองข้อมูลข่าวสาร แรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะในการกระทาพฤติกรรม (Information-
Motivation-Behavioral Skill Model: IMB)
พัฒนาขึ้นโดย Jeffrey D. Fisher และ William A. Fisher, 1992 โดยมีแนวคิดหลัก คือ ความรู้
ด้านสุขภาพ แรงจูงใจต่อพฤติกรรมสุขภาพ และทักษะทางพฤติกรรมสุขภาพ เป็นปัจจัยสาคัญที่กาหนดวา่
จะมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีหรือไม่ หากบุคคลได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่ดี มีความเฉพาะเจาะจง ได้รับ
แรงจูงใจจนเกิดเจตคติที่ดตี อ่ พฤติกรรมสุขภาพ ทั้งระดับบุคคลท่ีมีเจตคติความเชื่อ ความรู้สกึ ทางบวกและ
41
ลบต่อพฤติกรรมน้ัน ความเชื่อวา่ การทาพฤติกรรมก่อให้เกดิ ประโยชน์ ความเชื่อโอกาสเสีย่ งต่อการเกิดโรค
และระดบั สงั คม กลุ่มท่ีมคี วามสาคัญทจี่ ะทาให้เกิดหรือไมท่ าให้เกดิ พฤติกรรมนั้น จะมีผลตอ่ ความตั้งใจท่ีจะ
ทาพฤตกิ รรมนั้นและไดฝ้ ึกทักษะให้มคี วามเช่ือม่ันที่จะกระทาพฤติกรรมสุขภาพ จะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ คือ
การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ร่วมกับการรับรู้ความสามารถตนเอง (Self-efficacy) ซึ่งเป็นความเชื่อของ
บุคคลเก่ยี วกับความสามารถที่จะจดั การและดาเนินการกระทาพฤติกรรมใหบ้ รรลุเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ โดย
บคุ คลจะตอ้ งถูกสอนหรอื ถูกฝกึ ใหเ้ กิดความสามารถทางพฤติกรรม (Behavioral Capability) กอ่ น เพ่อื ให้รู้
ว่าสามารถทาได้และรู้ว่าต้องทาอะไรและต้องทาอย่างไรทาให้บุคคลเกิดความมั่นใจว่าตนสามารถทา
พฤติกรรมน้นั ได้ (Bandura, 2003)
แบบจาลองข้อมลู ขา่ วสาร แรงจงู ใจ และการพัฒนาทักษะในการกระทาพฤติกรรม
Health
Behavior
information
Health Health
Behavior Behavior
SKills
Health
Behavior
Motivation
Information-Motivation-Behavioral Skill Model: IMB
โดย Jeffrey D. Fisher และ William A. Fisher, 1992
โมเดลการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม (Transtheoretical Model)
โมเดลการปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรม (Transtheoretical Model) ใช้ตวั ยอ่ วา่ TTM
TTM ไดอ้ ธิบายว่า บุคคลไมส่ ามารถปรับเปลีย่ นพฤติกรรมไดจ้ ากการคดิ เพยี งคร้ังเดียว แตจ่ ะค่อยๆพฒั นา
ความคิดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปทล่ี ะขั้น เรียกว่า ข้ันความพร้อมในการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม
(Stages of change) ซง่ึ หมายถึง ระดับขนั้ ความพร้อม หรือความตัง้ ใจของบุคคลทจ่ี ะปฏิบัติพฤตกิ รรม
(Prochaska
& Velicer, 1997) ซง่ึ มีอยู่ 5 ขัน้ บุคคลท่ีอยู่ในแตล่ ะข้ันความพร้อมจากข้ันท่ี 1 ถึงข้นั ที่ 5 อาจเปลยี่ นแปลง
ขนั้ ความพรอ้ มไปในทิศทางลดลงหรอื เพ่ิมข้นึ ได้ตลอดเวลา
ข้ันที่ 1: ขนั้ ก่อนคดิ (Precontemplation Stage)
42
บุคคลที่อยู่ในขน้ั น้ยี ังไม่คดิ และไม่สนใจท่ีจะปฏบิ ัติพฤติกรรม นอกจากนี้ยังไมต่ ระหนกั ถึงผลเสยี
ของพฤติกรรมเดิมที่ตนเองกาลงั ปฏบิ ัติอยู่
ขนั้ ท่ี 2: ข้ันเริ่มคิดพจิ ารณา (Contemplation Stage)
บุคคลเรมิ่ คิดท่จี ะปฏิบัติพฤติกรรมภายในระยะเวลา 6 เดอื นข้างหนา้ ในขั้นนี้บุคคลจะพิจารณา
ความสมดลุ ระหว่างผลดี – ผลเสีย (Pros-cons) ที่จะได้รับถา้ เขาปฏิบตั ิพฤติกรรม ในข้ันนีบ้ คุ คลอาจคดิ ว่า
การปฏบิ ัตพิ ฤตกิ รรมทาใหเ้ กิดผลดี มากกว่าผลเสยี (Pros > cons)
ขน้ั ท่ี 3: ขนั้ เรมิ่ ปฏบิ ตั ิ (Preparation Stage)
ในข้นั นบี้ ุคคลเตรยี มทีจ่ ะปฏบิ ัติพฤติกรรมภายใน 30 วนั ข้างหน้า หรือบางคนเร่ิมปฏบิ ตั แิ ลว้ แต่ทา
ได้ไม่สม่าเสมอจงึ ยงั ไมเ่ กิดประโยชน์ตอ่ สขุ ภาพ
ขน้ั ท่ี 4: ขน้ั ปฏบิ ัติ (Action Stage)
บคุ คลที่อยู่ในขั้นนส้ี ามารถปฏิบัตพิ ฤติกรรมไดส้ ม่าเสมอตามเกณฑ์ท่ีบคุ ลากรสุขภาพยอมรับ แต่
ระยะเวลาทป่ี ฏบิ ตั ิน้อยกว่า 6 เดือน
ขั้นท่ี 5: ขนั้ ปฏิบัติสม่าเสมอ (Maintenance Stage) เป็นขั้นสุดท้ายในขัน้ การปรับเปล่ียน
พฤติกรรมในข้นั นบ้ี ุคคลสามารถปฏิบตั พิ ฤติกรรมไดส้ มา่ เสมอ เปน็ ระยะเวลาตดิ ต่อกันนานมากกว่า 6 เดอื น
TTM ยงั อธบิ ายแนวคิดหลัก (Core constructs) ท่เี กี่ยวขอ้ งกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ
บคุ คลในแตล่ ะขน้ั (Stage of change) ดงั นี้ คือ การรบั รูส้ มรรถนะแห่งตน (Self–Efficacy) ความสมดุลใน
การตัดสินใจเพ่ือปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม (Decisional balance) และกระบวนการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรม
(Processes of change)
1. การรบั ร้สู มรรถนะแห่งตน (Self–Efficacy) เป็นความเชื่อม่ันทีบ่ ุคคลมตี ่อตนเองวา่ ตนเอง
มคี วามสามารถทีจ่ ะปฏบิ ตั ิพฤตกิ รรมเปา้ หมายได้สาเร็จถึงแมว้ ่าจะอยู่ในสถานการณ์ทเ่ี ป็นอปุ สรรคในการ
ปฏิบตั ิ ซึ่งกลุ่มบคุ คลท่ีอยู่ในขั้น กอ่ นคดิ (Precontemplation) และเรมิ่ คดิ พจิ ารณา (Contemplation)
จะมีการรบั รู้สมรรถนะแหง่ ตนในการออกกาลังกายน้อยกวา่ กลมุ่ บุคคลทอ่ี ยู่ในขั้นเรม่ิ ปฏิบัติ (Preparation)
และขัน้ ปฏิบัติ (Action) ส่วนกล่มุ บคุ คลท่ีอยู่ในขนั้ ปฏิบตั ิสม่าเสมอ (Maintenance) จะมกี ารรบั รู้
สมรรถนะแห่งตนในการออกกาลงั กายมากทส่ี ดุ (Kim, 2008; Tung & Hsu, 2009)
2. ความสมดลุ ในการตดั สนิ ใจเพ่อื ปรบั เปล่ยี นพฤติกรรม (Decisional balance) คอื การท่ี
บคุ คลประเมินความสมดุลระหวา่ งผลดี-ผลเสีย (Proscons) ท่จี ะไดร้ ับจากการปฏบิ ตั พิ ฤติกรรมเป้าหมาย
เช่น การออกกาลงั กาย การประเมินความสมดลุ ในการตดั สนิ ใจจะชว่ ยให้มกี ารเปล่ียนแปลงข้ันความพรอ้ ม
ในการออกกาลงั กายไปสู่ระดับทีส่ ูงขนึ้ (Spencer, Adams, Malone, Roy, & Yost, 2006)
3. กระบวนการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม (Processes of change) เปน็ กลวิธ/ี เทคนิคท่ีใชค้ วาม
รสู้ ึกนึกคิด หรอื ประสบการณ์และเทคนิคการปรบั พฤติกรรมทน่ี ามาใชเ้ พ่อื การปรับเปล่ียนพฤติกรรม
43
ใหม้ ีการขยับผา่ นขั้นความพร้อมของการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรม 5 ขัน้ Prochaska และ DiClemente
(1983) ได้อธิบายวา่ กระบวนการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมมี 10 วิธี ทีน่ ามาจากการใชท้ ฤษฏจี ิตบาบัด
ประกอบด้วยการใชค้ วามรู้สกึ นกึ คดิ หรือประสบการณ์ (Cognitive/Experiential processes) และการใช้
กระบวนการทางพฤติกรรม (Behavioral processes) อยา่ งละ 5 กระบวนการ ดังน้ี
3.1 กระบวนการใช้ความรสู้ ึกนกึ คดิ หรอื ประสบการณ์ (Cognitive/ Experiential processes)
ประกอบดว้ ย 5 กระบวนการ คอื
3.1.1 การเพม่ิ ความตระหนักรู้ (Consciousness raising) คือ การคน้ หาข้อมลู ใหมๆ่
เก่ยี วกบั พฤตกิ รรมเปา้ หมาย เชน่ รู้ว่าการอา่ นบทความเกย่ี วกบั พฤติกรรมเป้าหมายทาให้ร้ถู งึ ประโยชน์ของ
การพฤติกรรมเป้าหมายต่อรา่ งกายมากข้ึน
3.1.2 การกระตุ้นให้รู้สึกกลัว หรือสะเทือนใจ (Dramatic relief) เปน็ ประสบการณ์และ
ความร้สู ึกกลวั วิตกกังวลที่รนุ แรงเกีย่ วกับการไม่ปฏบิ ตั ิพฤติกรรมเป้าหมายเชน่ ถ้าฉนั ไม่ออกกาลงั กาย
ฉนั อาจจะเป็นโรคหัวใจและต้องกลายเป็นภาระของผ้อู ่ืน
3.1.3 การประเมนิ สิง่ แวดล้อม (Environmental reevaluation) คอื การประเมินวา่ การ
ไมป่ ฏิบัตพิ ฤตกิ รรมเปา้ หมายจะมีผลกระทบต่อร่างกายและส่งิ แวดล้อมทางสงั คมอย่างไร เช่น รูส้ ึกว่าการ
ออกกาลงั กายสมา่ เสมอจะทาให้พึ่งตนเองไดแ้ ละไม่เปน็ ภาระต่อผู้อืน่
3.1.4 การประเมินตนเอง (Self-reevaluation) คือ การประเมนิ คุณค่า/ ประสบการณท์ ี่
ผ่านมาของตนเองเกย่ี วกับปฏิบัตพิ ฤติกรรมเป้าหมาย/ หรือไมป่ ฏิบัตพิ ฤตกิ รรมเป้าหมายเชน่ การออกกาลัง
กายทาให้ฉนั รสู้ กึ ว่ากระฉบั กระเฉงและมีกาลังเพ่ิมมากขนึ้
3.1.5 การประกาศเจตนารมณ์ใหส้ ังคมรบั รู้ (Social liberation) คือ การประกาศให้ผ้อู ื่น
รับรวู้ า่ ตนเองปฏบิ ัติพฤตกิ รรมเปา้ หมายเป็นประจา
3.2 กระบวนการทางพฤติกรรม (Behavioral processes) แบง่ ยอ่ ยเป็น 5 กระบวนการ ดงั นี้
3.2.1 การใชเ้ ทคนิคการหาสง่ิ ทดแทน (Counter- conditioning) คือ การเลือกทา
พฤติกรรมเปา้ หมายทดแทนการทาพฤติกรรมอ่นื ๆ เชน่ เม่ือรู้สึกเครยี ดแทนท่ีจะนดั เพ่ือนไปทานอาหาร ก็
เลอื กท่จี ะนดั เพ่อื นไปออกกาลังกายเพราะเปน็ วิธที ชี่ ่วยลดความตึงเครียดไดม้ ากกวา่ วธิ อี ืน่
3.2.2 การได้รบั ความช่วยเหลอื สนบั สนนุ (Helping relationship) คอื การได้รบั การ
สนับสนุนจากแหลง่ ตา่ งๆ เพ่อื ชว่ ยให้สามารถปฏิบตั พิ ฤติกรรมเปา้ หมายได้สม่าเสมอ เช่น มีผชู้ ว่ ยแบง่ เบา
ภาระงาน ทาใหม้ ีเวลามากพอทจ่ี ะไปออกกาลังกาย
3.2.3 การใชเ้ ทคนิคการใหร้ างวลั ตนเอง (Reinforcement management) คอื การใช้
กรณ/ี เหตุการณ์ตา่ งๆสรา้ งเงื่อนไขให้มีปฏิบตั ิพฤติกรรมเป้าหมายและเมอ่ื ทาได้ตามเป้าหมายกใ็ ห้รางวลั
เพ่ือทาให้เกิดพฤตกิ รรมเป้าหมายต่อเนื่อง เช่น ถา้ ฉนั ออกกาลังกายได้ทกุ วัน เปน็ เวลา 1 เดือนติดต่อกนั ฉัน
จะไปรบั ประทานอาหารรา้ นที่โปรดปรานกับเพ่ือน 1 มื้อ
44
3.2.4 เทคนิคการใหค้ ามนั่ สัญญากับตนเอง (Self-liberation) คอื การกาหนดคามัน่
สญั ญาวา่ จะปฏบิ ตั ิพฤติกรรมเป้าหมายและมีความเช่ือมัน่ ว่าจะตอ้ งทาได้ เชน่ ฉนั ใหค้ าปฏิญาณกับตนเอง
ว่าจะออกกาลังกายเป็นประจา
3.2.5 การควบคมุ สงิ่ เรา้ (Stimulus Control) คือ การควบคมุ สถานการณท์ ี่ขัดขวาง
หรอื ไมเ่ อื้อใหบ้ ุคคลเกดิ พฤติกรรมเป้าหมายเช่น เมือ่ มงี านยุ่งมากๆ ฉันจะเขียนตารางเวลาการออกกาลัง
กายไวใ้ นปฏทิ นิ ส่วนตวั
ในชว่ งต้นปี ค.ศ. 1980 โมเดลการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรม (Transtheoretical Model: TTM) ได้
มีการนาไปประยุกต์ใชใ้ นการปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมสขุ ภาพ และถกู นาไปใชอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื งจนสามารถใช้
เปน็ เครอื่ งมือในการส่งเสริมใหบ้ ุคคลมกี ารปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมสขุ ภาพได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ (Dishman,
Vandenberg, Motl, & Nigg, 2010; C. Kim, Kim, & Chae, 2010; Martin, Prayor- Patterson, Kratt,
Kim, Person, 2007; Tung & Hsu, 2009) โดยโมเดล TTM ช่วยให้บุคคลมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปที่
ละขั้นตอนจากผู้ที่อยู่ในขัน้ เร่ิมคิดพิจารณา (contemplation) เมื่อผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรม
(Processes of change) จะมีการเปลี่ยนและสนใจที่จะปฏิบัติพฤติกรรมเป้าหมายหรือเข้าสู่ขั้นปฏิบัติ
(Action) มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน(Self–Efficacy) เพิ่มมากขึ้น ตระหนักและคานงึ ถึงประโยชน์ของการ
ออกกาลังกายเป็นสาคัญ อปุ สรรคไม่ไดเ้ ปน็ ปัญหาอีกต่อไป เมือ่ มีการปฏิบัติพฤตกิ รรมเป้าหมายอย่างน้ีเป็น
ประจาจนกลายเป็นกิจวัตรประจาวนั ท่ีตอ้ งทาในแตล่ ะวนั
การสังเคราะห์องค์ประกอบสาคญั ของความรอบรู้ดา้ นสุขภาพท่ีมหี นว่ ยงานและนักวชิ าการกาหนด
ขึน้ ในชว่ งเวลาทผ่ี า่ นมา พบว่า องคป์ ระกอบสาคัญทเ่ี ป็นท่ียอมรบั และมกี ารนามาใชม้ ากทส่ี ดุ ในการกาหนด
กรอบการพฒั นาและการประเมนิ ประกอบดว้ ย เข้าถงึ (access) เข้าใจ (understand) ตดั สนิ ใจ (make
decision) และนาไปใช้ (apply) (Ishikawa et al., 2008; Tsai & Kuo, 2011; Sorensen et al., 2012;
Pelikan et al., 2014; กองสุขศกึ ษา, 2554; กรมอนามยั , 2561; กรมควบคุมโรค, 2562; ขวัญเมอื ง แกว้
ดาเกิง, 2562)
ดังนน้ั การนาเสนอกรอบแนวคิดในหนงั สือน้ี จึงใช้องค์ประกอบสาคัญของความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ
ทีต่ อ้ งพัฒนา ประกอบดว้ ย เข้าถึง เขา้ ใจ ไต่ถาม ตดั สนิ ใจ และนาไปใช้ ซึ่งคณะทางานสรา้ งเสรมิ ความรอบ
ร้ดู ้านสุขภาพของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขภายใตโ้ ครงการพัฒนาความรอบรดู้ ้านการปอ้ งกัน
การตดิ เชื้อเอชไอวี และโรคติดตอ่ ทางเพศสัมพนั ธ์ (ขวัญเมือง แก้วดาเกิง, 2562ก)
1. เขา้ ถงึ (access) ไดแ้ ก่ ความสามารถและทักษะในการค้นหาเพอื่ เข้าถึงแหลง่ ข้อมลู การ
กล่นั กรองและตรวจสอบขอ้ มูลท่ีเขา้ ถงึ ไดว้ า่ มีความถูกต้องและมีความนา่ เช่อื ถือหรือไม่
2. เขา้ ใจ (understand) ได้แก่ ความสามารถและทกั ษะการเรยี นรู้ การหาวธิ ีจดจาและสรา้ งความ
เขา้ ใจข้อมลู หรือเน้อื หาความรู้
45
3. ไต่ถาม(questioning) ได้แก่ ความสามารถและทกั ษะการใชค้ าถาม ประกอบด้วย การวางแผน
การใชค้ าถาม การจัดเตรียมคาถาม หาวธิ กี ารใชค้ าถาม และการประเมินการใช้คาถาม
4. ตดั สนิ ใจ (make decision) ได้แก่ ความสามารถและทกั ษะในการระบุปัญหาท่ตี ้องตัดสินใจ
กาหนดทางเลือก ประเมินทางเลือก และแสดงจดุ ยืนในการตัดสนิ ใจต่อข้อมูลทีไ่ ด้รบั หรือประเด็นท่ตี ้อง
ตัดสินใจ
5. นาไปใช้ (apply) ไดแ้ ก่ ความสามารถและทักษะการเตือนตนเอง และการจัดการตนเอง เพื่อนา
ชดุ ข้อมลู สขุ ภาพท่ถี ูกต้องไปใชอ้ ย่างต่อเนื่อง และปรบั การปฏิบัติได้เหมาะสมกับสถานการณ์
การสรา้ งเสรมิ ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ ต้องเน้นกลวธิ ีฝึกฝนความสามารถและทักษะที่นาไปสู่การ
เปลย่ี นแปลงพฤติกรรมเปา้ หมาย (ขวัญเมือง แก้วดาเกงิ , 2562)
องคป์ ระกอบสาคญั ความสามารถและทักษะ กจิ กรรม & กลวิธี
1. เขา้ ถึง (access) -การค้นหา -ฝกึ การใชอ้ ุปกรณ์คน้ หาข้อมูล
2. เขา้ ใจ(understand) -กล่ันกรอง -ฝกึ การใช้แบบรายการตรวจสอบ
-ตรวจสอบความนา่ เช่อื ถือ (Checklist)
3. ไต่ถาม(questioning) -วธิ ีการจดจา -ฝึกเทคนิคการจดจา
-วธิ สี รา้ งความเข้าใจ -เรียนร้ขู อ้ มลู /ตัวเลข
-ทบทวนด้วยเทคนคิ Fotonovela,
-วางแผน Teach-back, Show-me, Ask Me 3
-จัดเตรยี ม -ฝกึ ตามกระบวนการใชค้ าถาม 4
-วิธใี ช้คาถาม ขน้ั ตอน
-ประเมนิ
4. ตัดสนิ ใจ (make decision) -ระบุปญั หา -ฝกึ ตามกระบวนการตัดสนิ ใจ 4
5. นาไปใช้ (apply) -กาหนดทางเลือก ขั้นตอน
-ประเมนิ ทางเลือก
-แสดงจุดยนื -ฝกึ การใช้ application การใชภ้ าพ
-การเตือนตนเอง สญั ลกั ษณ์ โน้ต นาฬิกาปลุก เพอื่ น
-การจัดการตนเอง (จดั ทาซองยา ปฏิทิน พวงกุญแจ เสื้อ)
46
ตวั อย่างกรอบแนวคดิ
นโยบายสาธารณะ เด็กวัยเรยี นวยั รนุ่
เศรษฐกิจ สังคม หลกั สูตรโรงเรียนรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ
สิ่งแวดล้อม ความรอบรู้ดา้ นสุขภาพ
กรอบแนวคดิ หลกั สูตรสรา้ งความรอบรู้ กลุม่ วยั เรียน วันรุ่น ศูนยอ์ นามัยที่ 4 สระบรุ ี
ร้ ำนอำหำร,ตลำดได้มำตรฐำน ผ้ปู รุง ผ้สู มั ผสั ปฏิบตั ติ ำม อตั รำป่วยโรคจำกอำหำรและ
ตำมกฎกระทรวงฯ กฎกระทรวงฯ นำ้ เป็นสอ่ื ลดลง
รพ.สต อปท. อสม.
กำรสร้ำง HL (ระบบเฝำ้ ระวงั กำรตรวจประเมินควำมเส่ยี ง กำรให้คำแนะนำด้ำนสขุ ำภบิ ำล
ด้ำนสขุ ำภบิ ำลอำหำรและนำ้ ) ด้ำนสขุ ำภบิ ำลอำหำรและนำ้ อำหำรและนำ้
ข้อมลู พนื ้ ฐำนด้ำนสขุ ำภบิ ำล วสั ดอุ ปุ กรณ์ในกำรตรวจเฝำ้ ระวงั งบประมำณในกำรดำเนินงำน
อำหำร
กรอบแนวคดิ หลกั สูตรสร้างความรอบรู้ การจัดการสุขาภบิ าลอาหารกฎกระทรวง. สุขลักษณะของ
สถานท่ีจาหน่ายอาหาร. พ.ศ. 2561 โดยใช้ทฤษฎี การจดั ทาแผนที่ทางเดนิ ยุทธศาสตร์
47
ตวั อยา่ งกรอบแนวคิด
กรอบแนวคดิ หลักสตู รสร้างความรอบรู้ กลุ่มแมแ่ ละเด็ก ศูนยอ์ นามยั ท่ี 4 สระบุรี
กรอบแนวคิดหลักสูตรสรา้ งความรอบรู้ กล่มุ แม่และเดก็ ศูนย์อนามยั ท่ี 4 สระบุรี
48
ขนั้ ตอนท่ี 4 ออกแบบและวางแผน
ว ัตถุประส งค์เช ิงพฤติกรรมที่ ก า หนดไว ้ส าหรับการ พัฒนาคว ามส า มารถ แล ะทั กษ ะอั น เ ป็ น
องค์ประกอบสาคัญของความรอบรู้ด้านสุขภาพ จะถูกนามาใช้เป็นแนวทางในการเลือกกลวิธีและกิจกรรม
พัฒนาความสามารถและทักษะเหล่านั้น มีการออกแบบตามหลักการให้ครอบคลุมทั้งด้านความสามารถ-
ทกั ษะของบคุ คลและนโยบาย-สภาพแวดล้อม เพื่อใหเ้ กดิ ผลตอ่ การสรา้ งความเปลย่ี นแปลงตามกระบวนการ
สร้างเสรมิ ความรอบร้ดู ้านสุขภาพ
แผนการดาเนนิ งานและจัดกจิ กรรม
การออกแบบกิจกรรมการสร้างเสรมิ ความรอบรู้ในพฤตกิ รรมเป้าหมาย ในกลมุ่ เปา้ หมาย ควร
กาหนดแผนการดาเนินงานและกจิ กรรมโดยกาหนดวตั ถุประสงค์ ขอบเขตเนอื้ หา กิจกรรมระดบั บคุ คล
กลวธิ ี สอ่ื พัฒนาทกั ษะ วิธีการประเมนิ ผล และปจั จยั เชิงระบบ รายละเอียดดังตวั อย่างตาราง
ทักษะและ ขอบเขต กจิ กรรมระดบั กลวธิ ี สอื่ พัฒนา วธิ ีการ ปจั จยั เชิง
วตั ถปุ ระสงค์ เนอ้ื หา บุคคล ทักษะ ประเมนิ ผล ระบบ
ศึกษาเพ่มิ เติมได้จาก หนังสือความรอบรู้ด้านสุขภาพ: กระบวนการ ปฏิบตั ิการ เครือ่ งมือประเมิน
(ขวัญเมือง แกว้ ดาเกงิ , 2564)
ตัวอยา่ ง แผนการดาเนินงานและจัดกิจกรรมสร้างความรอบรู้ กลุ่มวัยเรียน วันรุน่
ทกั ษะและ ขอบเขตเนอ้ื หา กิจกรรมระดับบคุ คล กลว
วตั ถปุ ระสงค์
พฤติกรรม การบริโภคอาหาร ตวั อยา่ งกิจกรรม Active Lea
สขุ ภาพ อนามัยสว่ นบคุ คล ขน้ั นา Executive
ทพี่ งึ ประสงค์ ทนั ตสขุ ภาพ 1. ครเู ปิดสือ่ Functions
กิจกรรมทางกายที่ 2. ครตู ั้งประเด็นคาถาม Inquiry
เหมาะสม ขนั้ สอน Act design
อนามยั สิ่งแวดล้อม 1. ครใู ช้สอ่ื อธิบาย
การนอนหลับ 2. ครูแบ่งนกั เรยี นออกเปน็ กลุ่ม
สงู ดสี มส่วน โรคอ้วน 3. ครูแจกสถานการณ์ ตาม
สงู ดีสมส่วน ความรู้ทีค่ รูได้อธิบาย
4. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มวางแผน
รว่ มกัน
5. นกั เรียนแต่ละกลุ่มออกมา
นาเสนอ
6. นักเรียนและครูรว่ มกันสรปุ
ความรู้ ทกั ษะ
ขั้นสรุป
1. นกั เรยี นทุกคนในห้องเรยี น
ร่วมกนั อภิปราย
49
ศูนยอ์ นามัยท่ี 4 สระบรุ ี
วธิ ี สอ่ื พัฒนาทักษะ วิธกี ารประเมนิ ผล ปจั จยั เชิงระบบ
arning สือ่ ออนไลน์ การประเมนิ เชงิ คณุ ภาพ เน้น 1. สง่ิ แวดล้อมภายใน
ส่อื ออฟไลน์ พัฒนาการรายบุคคลและ และภายนอกโรงเรยี นท่ี
หอ้ งเรยี น เอ้ือต่อสุขภาพ
s 1. นวตั กรรมบนั ทกึ สุขภาพ 2. บทบาทครู 8 หลัก
2. แบบสังเกต 3. นโยบายผบู้ รหิ าร
ner 3. คะแนนจากผลงาน กิจกรรม 4. Community base
การประเมินเชิงปริมาณ เปน็
การประเมินภาพรวมของ
โรงเรียนและจงั หวัดในกล่มุ
1. ค่ามาตรฐานทกี่ รมอนามัย
กาหนด
2. ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมทพี่ งึ
ประสงคข์ องนักเรียน