The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นางสาวศศิตา ศศิธร
นางสาวกรรณิการ์ โสภาวงษ์
นายพงศพัศ ดอกทองดี
นางสาวสุชาวดี กำเหนิด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 1163105095538, 2024-04-06 04:34:02

การพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนสินค้าคงคลังกรณีศึกษาบริษัทพีบีไฟร์เทรดดิ้งจำกัด-ฉบับสมบูรณ์

นางสาวศศิตา ศศิธร
นางสาวกรรณิการ์ โสภาวงษ์
นายพงศพัศ ดอกทองดี
นางสาวสุชาวดี กำเหนิด

Keywords: การพยากรณ์ การสั่งซื้อแบบประหยัด จุดสั่งซื้อใหม่

การพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท พีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ศศิตา ศศิธร กรรณิการ์ โสภาวงษ์ พงศพัศ ดอกทองดี สุชาวดี กำเหนิด รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คณะบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


การพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท พีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ศศิตา ศศิธร กรรณิการ์ โสภาวงษ์ พงศพัศ ดอกทองดี สุชาวดี กำเหนิด รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คณะบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2566 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


ชื่องานวิจัย การพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท พีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ชื่อนักศึกษา นางสาวศศิตา ศศิธร นางสาวกรรณิการ์ โสภาวงษ์ นายพงศพัศ ดอกทองดี นางสาวสุชาวดี กำเหนิด ปริญญา บริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. พุทธิวัต สิงห์ดง รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต โดยผ่านการพิจารณามาจาก คณะกรรมการสอบวิจัยดังมีรายชื่อต่อไปนี้


ก ชื่องานวิจัย การพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท พีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ชื่อนักศึกษา นางสาวศศิตา ศศิธร นางสาวกรรณิการ์ โสภาวงษ์ นายพงศพัศ ดอกทองดี นางสาวสุชาวดี กำเหนิด ปริญญา บริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ปีการศึกษา 2567 อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. พุทธิวัต สิงห์ดง บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่องการพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการหารูปแบบของการพยากรณ์ความต้องการของสินค้า และวางแผน ความต้องการสินค้าเพื่อให้สินค้าคงคลังที่จัดเก็บมีปริมาณต่ำที่สุด มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ซึ่งจะให้ความ สนใจไปที่สินค้าที่มียอดขายและมูลค่าสินค้าคงคลังสูงสุดของบริษัทกรณีศึกษา โดยที่ใช้เทคนิคการควบคุม สินค้าคงคลังวิธีABC Analysis ซึ่งกลุ่ม A เป็นกลุ่มที่มีมูลค่ามากที่สุดอยู่ที่ 80.35 % ของยอดขายทั้งหมด มาหาค่าพยากรณ์ทั้ง 4 วิธีได้แก่ 1) Moving Average 2) Single Exponential Smoothing 3) Double Exponential Smoothing 4) Winter’s Method นำผลลัพธ์ที่ได้มาคำนวณหาปริมาณการ สั่งซื้อที่เหมาะสม (EOQ) การคำนวณหาจุดสั่งซื้อซ้ำ(Reorder Point) และ สินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) ในการควบคุมสินค้าคงคลัง เมื่อนำสินค้ากลุ่ม A มาทำการพยากรณ์ด้วยโปรแกรม Minitab พบว่าการพยากรณ์วิธีSingle Exponential Smoothing มีความเหมาะสมที่สุดเนื่องจากมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุด ใช้วิธีการ วางแผนสินค้าค้าคงคลัง ผลที่ได้นำมาเปรียบเทียบกับการจัดการสินค้าคงคลังแบบเดิมของบริษัท กรณีศึกษา แสดงให้ต้นทุนรวมลดลง 66.16 % คำสำคัญ : การพยากรณ์ การสั่งซื้อแบบประหยัด การหาจุดสั่งซื้อซ้ำ


ข Title Demand Forecasting and Inventory planning A case study of P.B.FIRE TRADING Co., Ltd. Student Name Miss Sasita Sasitorn , Miss Kannika Sopawong Mr. Pongsapat Doktongdee ,Miss Suchawadee Kamnerd Degree Bachelor of Business Administration Program Logistics and Supplychain Management Academic Year 2024 Advisor Asst. Prof Dr. Putthiwat Singhdong Abstract Research on demand forecasting and inventory planning for products. The objective is to find a form of forecasting the demand and plan product demand so that the stored inventory is as low as possible. It has the least cost. It will focus on products with the highest sales and inventory values of the case study companies. Using the ABC Analysis inventory control technique, Group A is the group with the highest value at 80.35% of total sales. Let's find the forecast values using all 4 methods: 1) Moving Average 2) Single Exponential Smoothing 3) Double Exponential Smoothing 4) Winter's Method. Use the results to calculate the appropriate order quantity (EOQ), a method for calculating new order points. (Reorder Point) and reserve inventory (Safety Stock) in inventory control When group A products were used to forecast with the Minitab program, it was found that the Single Exponential Smoothing method was the most appropriate because it had the lowest error. Use inventory planning methods. The results were compared with the case study company's traditional inventory management. It shows that ordering costs decreased by total costs decreased by 66.16% Keywords : Demand Forecasting, Economic Order Quantity, Reorder Point


ค กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยได้รับความกรุณาและความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก บุคคลหลายฝ่ายด้วยกัน ผู้เขียนจึงขอกราบขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้เริ่มจาก ท่านคณะอาจารย์ ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์พุทธิวัต สิงห์ดง ซึ่งกรุณาเสียสละเวลาให้คำปรึกษาและคำแนะนำ รวมถึง การแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินการศึกษาจนรายงานวิจัยฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณคณาจารย์หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศและโลจิสติกส์ทุกท่าน ที่ได้เสียสละเวลาในการเป็นคณะกรรมการในการสอบและตรวจสอบความถูกต้อง พร้อมทั้งให้คำแนะนำ ต่างๆ เพื่อให้รายงานวิจัยนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตลอดจนขอขอบพระคุณพนักงานบริษัท พีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ทุกท่านที่กรุณาให้ความร่วมมือให้การสัมภาษณ์สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พร้อมทั้งการแสดง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้จัดทำ


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก Abstract ข กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ จ สารบัญตาราง ช สารบัญรูปภาพ ญ บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญ 1 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 3 1.3 ขอบเขตของโครงงาน 3 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 บทที่ 2 งานวิจัยและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 5 2.1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง 5 2.2 การควบคุมสินค้าคงคลัง 8 2.3 การวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยระบบ ABC 11 2.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์ 17 2.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม 27 2.6 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 34


จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 36 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 36 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 36 3.3 ตัวแปรในการศึกษา 36 3.4 ขั้นตอนและกระบวนการดำเนินงาน 37 บทที่ 4 ผลการวิจัย 52 4.1 ผลการแบ่งประเภทของสินค้าคงคลังเป็นหมวด ABC 52 4.2 ผลการวิเคราะห์รูปแบบการพยากรณ์ความต้องการสินค้า 53 4.3 ผลการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity) และการคำนวณหาจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) 61 4.4 การวางแผนการสั่งซื้อและการเปรียบเทียบต้นทุนรวม 66 4.5 ผลการประยุกต์ใช้ระแบบการจัดการสินค้าคงคลังในบริษัท กรณีศึกษา 70 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา 71 5.1 สรุปผลการศึกษา 71 5.2 อภิปรายผล 73 5.3 ประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัย 74 5.4 ข้อเสนอแนะ 74


ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า บรรณานุกรม 75 ภาคผนวก 76 ภาคผนวก ก แสดงการแบ่งกลุ่มประเภทสินค้า (ABC Analysis) ของสินค้า 77 ภาคผนวก ข แสดงการวิธีคำนวณการหาปริมาณการสั่งซื้อที่ ประหยัด,จุดสั่งซื้อใหม่,สินค้าคงคลังสูงสุด 90 ภาคผนวก ค ผลการตรวจการลักลอกผลงานทางวิชาการ 93 ประวัติผู้จัดทำโครงงานปริญญานิพนธ์ 95


ช สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 2.1 การจำแนกกลุ่มสินค้าคงคลังตามการวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) 11 ตารางที่ 2.2 การควบคุมสินค้าคงคลังแบบ ABC 15 ตารางที่ 2.3 Factor สำหรับสินค้าที่มีความสำคัญในระดับต่าง ๆ 32 ตารางที่ 2.4 ลำดับความสำคัญของการดำเนินงานในภาษา C 29 ตารางที่ 3.1 ตารางแสดงมูลค่าสินค้าคงคลังที่หมุนเวียนในรอบปี 37 ตารางที่ 3.2 ค่าพยากรณ์ความต้องการสินค้ารหัส ZEWS-SS-M100 49 ตารางที่ 3.3 ตารางการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของสินค้า รหัส ZEWS-SS-M100 50 ตารางที่ 4.1 สรุปผลการจัดกลุ่มตามความสำคัญของมูลค่าการใช้ โดยใช้ เทคนิค ABC Analysis 52 ตารางที่ 4.2 ผลการวิเคราะห์ค่าความคลาดเคลื่อนของเทคนิคการพยากรณ์ ทั้ง 4 วิธี 52 ตารางที่ 4.3 ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยของการพยากรณ์ทั้ง 4 วิธี 57 ตารางที่ 4.4 ผลลัพธ์การพยากรณ์วิธี Single exponential smoothing ของสินค้ากลุ่ม A 58 ตารางที่ 4.5 แสดงผลการตรวจสอบ VC สำหรับสินค้ากลุ่ม A 61


ซ สารบัญตาราง (ต่อ) หน้า ตารางที่ 4.6 แสดงผลการคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด(EOQ), จุด สั่งซื้อใหม่ (ROP) ,ปริมาณสินค้าคงคลังสูงสุด (S) 63 ตารางที่ 4.7 แสดงจำนวนสต๊อกคงคลังและจำนวนการสั่งซื้อในนโยบาย (s,S) รหัส FID-CB19L 65 ตารางที่ 4.8 แสดงจำนวนสต๊อกคงคลังและจำนวนการสั่งซื้อในนโยบาย (s,S) รหัส FID-CB19L 66 ตารางที่ 4.9 ตารางเปรียบเทียบต้นทุนของนโยบายเดิมกับนโยบายใหม่ 67 ตารางที่ 4.10 ตารางเปรียบเทียบต้นทุนของนโยบายเดิมกับนโยบายใหม่ 68 ตารางที่ 4.11 เปรียบเทียบต้นทุนก่อนและหลังการประยุกต์ใช้การจัดการ สินค้าคงคลัง 69


ฌ สารบัญรูปภาพ หน้า ภาพที่ 2.1 กราฟการจำแนกรายการสินค้าโดยการวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) 11 ภาพที่ 2.2 การวิเคราะห์ ABC 13 ภาพที่ 2.3 แสดงความหมายของการพยากรณ์ 16 ภาพที่ 2.4 ตัวอย่างการเลือกวิธีการพยากรณ์จากเมนูบาร์ในโปรแกรม Minitab 25 ภาพที่ 2.5 ตัวอย่างหน้าต่างการแสดงผลของโปรแกรม Minitab 26 ภาพที่ 2.6 การหาปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด 26 ภาพที่ 2.7 จุดสั่งซื้อที่ความต้องการแน่นอน 30 ภาพที่ 2.8 จุดสั่งซื้อที่ความต้องการไม่แน่นอน 31 ภาพที่ 3.1 กราฟแสดงยอดใช้สินค้าของข้อมูลสินค้ารายการที่ 1-8 44 ภาพที่ 3.2 กราฟแสดงยอดใช้สินค้าของข้อมูลสินค้ารายการที่ 9-16 44 ภาพที่ 3.3 กราฟแสดงยอดใช้สินค้าของข้อมูลสินค้ารายการที่ 17-24 45 ภาพที่ 3.4 กราฟแสดงยอดใช้สินค้าของข้อมูลสินค้ารายการที่ 33-40 45 ภาพที่ 3.5 กราฟแสดงยอดใช้สินค้าของข้อมูลสินค้ารายการที่ 41-46 46 ภาพที่ 3.6 แสดงผลลัพธ์ในรูปแบบของกราฟ Moving Average 47 ภาพที่ 3.7 แสดงผลลัพธ์ในรูปแบบของกราฟ Single Exponential Smoothing 47 ภาพที่ 3.8 แสดงผลลัพธ์ในรูปแบบของกราฟ Double Exponential Smoothing 48 ภาพที่ 3.9 แสดงผลลัพธ์ในรูปแบบของกราฟ Winter’s Method 48


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญ สินค้าคงคลังมีความสำคัญต่อองค์กรทั้งทางด้านธุรกิจและการดำเนินงานในมิติของการผลิตและ บริการสินค้าคงคลังถือเป็นทรัพยากรที่ทำให้การดำเนินงานการผลิตและการบริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่าการจัดการสินค้าคงคลังถือเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจให้ประสบ ความสำเร็จ การควบคุมสินค้าคงคลังที่ดีจะช่วยให้สามารถกำหนดปริมาณการสั่งซื้อสินค้าได้อย่าง เหมาะสม มีสินค้าในปริมาณที่เหมาะสมที่จะบริการลูกค้า เพียงพอต่อความต้องการในระยะเวลาที่กำหนด อีกทั้งร้านค้าไม่ต้องถือครองสินค้าเป็นเวลานานทำให้สามารถลดต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลังได้ วัตถุประสงค์ของการมีสินค้าคงคลังอีกประการหนึ่งคือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้า ซึ่งเป็น สาเหตุทำให้อาจสูญเสียลูกค้าอีกทั้งยังขาดความเชื่อน่าถือจากลูกค้า สำหรับการจัดการสินค้าคงคลังที่จะ กล่าวถึงในวิจัยฉบับนี้ เป็นการจัดการสินค้าคงคลังของร้านค้าตัวอย่าง ซึ่งดำเนินธุรกิจขายอุปกรณ์ ดับเพลิง มีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบที่ใช้ในร้านจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิง ทั้งถังดับเพลิง สายส่งน้ำ ดับเพลิง ป้ายความปลอดภัย ชุดดับเพลิง และเครื่องสัญญาณแจ้งเหตุลักษณะธุรกิจเป็นแบบซื้อมาขายไป โดยลักษณะการดำเนินธุรกิจมีทั้งการขายส่งและขายปลีก ดังนี้ 1) การขายส่ง ลูกค้าจะสั่งสินค้าครั้งละจำนวนมาก โดยลูกค้าประเภทนี้เป็นลูกค้าประเภทที่สั่ง สินค้าไป ขายต่อ และลูกค้าร้านจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงที่นำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตัวเอง 2) การขายปลีก เป็นลูกค้ารายย่อย เนื่องจากซื้อในปริมาณน้อยโดยลูกค้าประเภทนี้มักจะเป็น ผู้บริโภคที่ต้องการนำสินค้าไปใช้โดยตรง เนื่องจากสภาพการแข่งขันทางธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงในปัจจุบันมีสูงมากคาดว่าใน อนาคตจะมีกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงที่เกิดขึ้นใหม่อีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพและ ต่างจังหวัด ทำให้คู่แข่งขันทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของยี่ห้อและรูปแบบที่มี ความดุเดือดทางด้านราคา ทำให้ลูกค้ามีโอกาสในการเลือกซื้อมากยิ่งขึ้น ปัจจัยที่สำคัญของธุรกิจจำหน่าย อุปกรณ์ดับเพลิงไม่ใช่แค่การขายราคาถูก ทางบริษัทต้องมีศักยภาพในการสรรหาสินค้าที่มีคุณภาพใน ขณะเดียวกันก็สามารถคุมต้นทุนได้


2 ดังนั้นการจัดการสินค้าคงคลังจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้บริษัทมีวัตถุดิบที่เพียงพอ สามารถ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ในขณะเดียวกันบริษัทก็ไม่ควรถือครองสินค้าไว้ ในปริมาณที่มาก เกินไป เพราะจะทําให้เกิดต้นทุนสินค้าคงคลังที่สูงตามมา ควรมีสินค้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม จำเป็นต้องมี การวางแผนจัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม หากมีการจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่ดีอาจทำให้เสียโอกาสใน การขายเกิดความไม่พอใจกับลูกค้าต่อบริษัท ตารางที่ 1 เปรียบเทียบยอดใช้สินค้าตั้งแต่ปี 2565 -2566 จากตารางที่ 1 พบว่ามีสินค้าคงเหลือจำนวนมาก การมีสินค้าจำนวนมากซึ่งอาจส่งผลเสียต่อ สภาพคล่องของบริษัทรวมไปถึงมีความเสี่ยงจากการเสื่อมถอยของสินค้าอีกด้วย สาเหตุของการมีสินค้าคง คลังจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าคงคลังมีหลายรายการ ปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทกรณีศึกษาเจ้าหน้าที่ดูแล คลังสินค้ามีจำนวนน้อยและขาดทักษะและวิธีการในการบริหารสินค้าคงคลังจึงทำให้ดูแลสินค้าคงคลังได้ อย่างไม่ทั่วถึงใช้แต่ประสบการณ์ในการควบคุม เช่นซื้อสินค้าโดยไม่มีการพยากรณ์และวางแผนล่วงหน้า บางรายการสั่งมามากเกินไปจนล้นคลังซึ่งทำให้ต้นทุนการจัดเก็บสูงขึ้น บางรายการสั่งมาไม่เพียงพอต่อ ความต้องการของลูกค้า ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการแบ่งประเภทสินค้าคงคลัง (ABC Analysis) เพื่อให้ ทราบความสำคัญของสินค้าแต่ละรายการ วิธีการบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องรู้ ปริมาณความต้องการของลูกค้าล่วงหน้าก่อน ซึ่งการที่บริษัทไม่มีข้อมูลความต้องการล่วงหน้าเป็นปัญหาที่ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท วิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการแก้ปัญหาสินค้าคงคลังดังกล่าวให้ มีสินค้าคงคลังที่เหมาะสมนั้น ได้แก่ การนำแนวคิดและหลักการในการพยากรณ์ความต้องการและการ วางแผนวัสดุคงคลังโดยเลือกวิธีการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุดซึ่งจะเห็นได้ว่า กระบวนการพยากรณ์ความ ต้องการจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ส่งผลถึงประสิทธิภาพและศักยภาพของการบริหาร และเพื่อ พัฒนาศักยภาพในการบริหารสินค้าคงคลัง ให้สูงกว่าผู้ประกอบการรายอื่น โดยนำแนวคิดการวางแผนการ ปี จำนวนสินค้าเข้า(ชิ้น) จำนวนที่ใช้ต่อปี(ชิ้น) จำนวนสินค้าคงเหลือ(ชิ้น) 2565 45,190 38,732 6,458 2566 44,700 42,730 1,970 รวม 89,890 81,462 8,428


3 สั่งซื้อมาประยุกต์ใช้กับปริมาณความต้องการที่ได้จากการพยากรณ์ความต้องการและสามารถประหยัด ค่าใช้จ่ายโดยรวมให้ต่ำที่สุดภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับ บริษัทที่เป็นกรณีศึกษา 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อศึกษารูปแบบของการพยากรณ์ความต้องการ Forecasting ของบริษัทกรณีศึกษา 1.2.2 เพื่อหาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมของบริษัทกรณีศึกษา 1.2.3 เพื่อออกแบบนโยบายการสั่งซื้อของบริษัทกรณีศึกษาใช้จุดสั่งซื้อใหม่ Record Point (ROP) และหาจำนวนสินค้าคงคลังสำรอง Safety Stock 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ขอบเขตด้านพื้นที่ บริษัท พี.บี. ไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด 138/2 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270 1.3.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา เป็นการวิเคราะห์ปริมาณความต้องการสินค้าในแต่ละเดือนโดยข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ ระยะเวลา 1 ปี วันที่ 1 มกราคม 2566 – 31 ธันวาคม 2566 นำโปรแกรม Minitab ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ สามารถมองเห็นแนวโน้มของข้อมูล, แก้ปัญหาและค้นพบประเด็นสำคัญจากข้อมูลเชิงลึก นำมาใช้ใน การศึกษาวิจัยและประยุกต์ใช้กับการวางแผนการสั่งซื้อสินค้าและวิเคราะห์หานโยบายการจัดซื้อสินค้าที่ เหมาะสม แล้วทำการสรุปผลจากการจำลองสถานการณ์ระบบการจัดการสินค้าคงคลังจากงานวิจัย โดย เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานกับระบบการดำเนินงานปัจจุบัน ในช่วงปีพ.ศ. 2566 เพื่อ ประเมินผลการวิจัย 1.3.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาในการจัดทำวิจัยเป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 – เดือนมีนาคม พ.ศ.2567


4 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.4.1 ทำให้ทราบรูปแบบของการพยากรณ์ความต้องการของสินค้าของบริษัทกรณีศึกษา 1.4.2 ทำให้ทราบปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมของบริษัทกรณีศึกษา 1.4.3 ทราบนโยบายที่ลดต้นทุนที่เกิดจากการบริหารสินค้าคงคลังเช่น ต้นทุนสินค้าขาดแคลน ต้นทุนการการถือครองสินค้าในคลังสินค้า เป็นต้น 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 การพยากรณ์ หมายถึง การคาดการณ์โดยศึกษาจากข้อมูลเก่าและรูปแบบต่างๆ ในอดีต เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากที่เก็บรวบรวมมาเป็นระยะเวลานาน จากนั้นซอฟต์แวร์จะคาดการณ์ ความต้องการและแนวโน้มในอนาคต 1.5.2 สินค้าคงคลัง หมายถึง สินค้าและวัสดุที่เก็บไว้อยู่ในกระบวนการผลิต ทั้งก่อนผลิต ระหว่าง ผลิต และผลิตสำเร็จรอจำหน่าย 1.5.3 ปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม หมายถึง ปริมาณหรือจำนวนการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสม คุ้มค่า หรือประหยัดที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดต้นทุนจมจากการสต็อกสินค้าในคลังสินค้า ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ ต้นทุนเสื่อมสภาพ ฯลฯ 1.5.4 จุดสั่งซื้อใหม่ หมายถึง จุดกำหนดจำนวนสินค้าคงเหลือ เพื่อกำหนดการสั่งซื้อสินค้าใหม่ และเพื่อป้องกันสินค้าขาดแคลน หรือหมดสต๊อก 1.5.5 สินค้าคงคลังสำรอง หมายถึง สินค้าคงคลังจำนวนหนึ่งที่เก็บ ไว้เกินจากจำนวนหรือปริมาณ ที่เก็บไว้ตามรอบปกติเนื่องจากความต้องการสินค้าของลูกค้า หรือช่วงเวลารอคอยในการสั่งสินค้านั้นมี ความไม่แน่นอน


5 บทที่ 2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้จัดทำการวิจัยเรื่องการพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนสินค้าคง คลังสำหรับสินค้าบริษัท พีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็น แนวทางในการศึกษา ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง 2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสินค้าคงคลัง 2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยระบบ ABC 2.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์ 2.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม 2.6 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดสินค้าคงคลัง 2.1.1 สินค้าคงคลัง สินค้าคงคลัง หรือ Inventory คือ สินค้าคงเหลือในโกดังหรือคลังจัดเก็บสินค้าที่หลายๆ ธุรกิจมี สำรองเอาไว้เพื่อใช้งาน เพื่อการบริหาร เพื่อการผลิต เพื่อการจัดจำหน่ายในอนาคต หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การดูแล วางแผน และจัดการสินค้าที่ยังไม่ได้ขายในตอนนี้นั้นเอง โดยธุรกิจต้องมีการจัดทำรายงาน สินค้าคงเหลือหรือสินค้าคงคลังด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในการวางแผนธุรกิจทำให้สามารถดำเนินกิจการต่างไปได้ อย่างมีความราบรื่น นอกจากนี้สินค้าคงคลังก็ยังได้ผ่านการวางแผน มีการกำหนดปริมาณสินค้าคงคลังใน ปริมาณที่เหมาะสมมาแล้วด้วยเช่นกัน สินค้าคงคลังหมายถึงสินค้าที่บริษัทหรือธุรกิจเก็บไว้ในคลังสินค้า หรือโกดังเพื่อการขายหรือการใช้งานในอนาคต ซึ่งการเก็บสินค้าคงคลังนี้มักเป็นการเก็บไว้เพื่อตอบสนอง ต่อความต้องการของลูกค้าหรือเพื่อการผลิต สินค้าคงคลังสามารถเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตหรือสินค้า สำเร็จรูปที่พร้อมขาย การจัดการสินค้าคงคลังนั้นเป็นส่วนสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้มีการ


6 จัดเก็บสินค้าอย่างเหมาะสมเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการให้เติบโตอย่าง ยั่งยืนได้สินค้าคงคลังเริ่มมาจากกระบวนการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา หรือผลิตขึ้นมา จะขึ้นอยู่กับความต้องการ ของลูกค้าเป็นสำคัญ ความต้องการอาจจะมีทั้งแบบคงที่และไม่คงที่ซึ่งต้องอาศัยการจัดการการควบคุม สินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการวางแผนจัดการระดับสินค้าคงคลังที่ดีจะทำให้ธุรกิจประสบ ความสำเร็จ ซึ่งการวางแผนที่ดีควรมี 3 วิธีการดังนี้ มีการกำหนดและควบคุมสินค้าคงคลังเพื่อความ ปลอดภัย (Safety stock) มีการควบคุมรอบของการเติมเต็ม (Cycle Stock) มีการจัดการกรณีมีสินค้าคง คลังเกิน 2.1.2 ประเภทของสินค้าคงคลัง สินค้าคงคลังสามารถแยกประเภทด้วยเกณฑ์ต่างๆ ได้ดังนี้ Heizer and Render (2005) ได้ศึกษาและแบ่งประเภทของสินค้าคงคลังตามลักษณะของ สินค้าออกเป็น 4 ประเภทดังนี้ 1) สินค้าคงคลังที่เป็นวัตถุดิบ (Raw material inventory) วัตถุดิบหรือวัสดุที่ใช้ในกระบวนการ ผลิตสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งจะถูกเก็บรวมไว้ในคลังสินค้าหรือพื้นที่เก็บสินค้าอื่น ๆ ของธุรกิจเพื่อใช้ในการผลิต สินค้าในอนาคต วัตถุดิบสามารถเป็นวัตถุดิบที่เป็นพืช สัตว์ หรือสิ่งอื่น ๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า การจัดการ สินค้าคงคลังที่เป็นวัตถุดิบเป็นส่วนสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง มีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนในการผลิตสินค้า การจัดการสินค้าคงคลังนี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ ธุรกิจสามารถควบคุมการผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความพร้อมในการ ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ในขณะที่ลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนวัตถุดิบได้ลง การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดซื้อวัตถุดิบโดยทั่วไปแล้วมักจะนิยมในการจัดซื้อทีละมากๆ เพราะจะช่วยลด ค่าใช้จ่ายในการบรรทุกแลการขนส่งหรือในบางวัตถุดิบที่มีการตกลงในเรื่องราคาขายว่าถ้าซื้อในจำนวน มาก ๆ ราคาขายต่อหน่วยจะลดลงก็จะทำให้ซื้อได้ถูกลงนอกจากนี้การสั่งซื้อในจำนวนมากๆ ในแต่ละครั้ง ยังจะช่วยป้องกันไม่ให้วัตถุดิบ ขาดแคลนในกรณีที่เกิดสภาวะของความไม่แน่นอน เช่น ความต้องการซื้อ สินค้าของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปในทางเพิ่มขึ้นหรือเกิดปัญหาล่าช้าจากการจัดส่ง ถ้าไม่มีการสํารองวัตถุดิบ ไว้ใช้ อาจจะทำให้สายงานการผลิตหยุดชะงักได้ ในทางกลับกันถ้าซื้อประมาณมากเกินไป และเกิดสภาวะ ความไม่แน่นอนของความต้องการของลูกค้าไปในทางลดลง ก็จะเกิดต้นทุนในการเก็บสินค้าที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นในการบริหารสินค้าคงคลังของประเภทนี้จึงจะต้องพิจารณาแนวโน้มของความต้องการของลูกค้า หรือข้อมูลการพยากรณ์ และ คุณภาพของผู้ขาย ประกอบการตัดสินใจด้วย


7 2) สินค้าคงคลังระหว่างการผลิต (Work-in-Process, WIP) คือ สินค้าที่กำลังถูกผลิตและยังไม่ เสร็จสมบูรณ์ตามกระบวนการผลิต ซึ่งอาจเป็นชิ้นงานหรือส่วนประกอบของสินค้าที่กำลังผ่าน กระบวนการการผลิตแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สินค้าในระหว่างการผลิตนี้มักจะถูกเก็บรวมไว้ในสถานที่ เฉพาะที่ในโรงงานหรือโรงงานผลิต โดยอาจมีการเพิ่มหรือลดจำนวนของสินค้า WIP ตลอดเวลาใน กระบวนการผลิต การควบคุมสินค้า WIP เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและ ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที การจัดการสินค้า WIP เป็นส่วนสำคัญ ในการควบคุมค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตและการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการค้างคาวใน กระบวนการผลิตได้. 3) สินค้าคงคลังประเภทอะไหล่สำหรับการซ่อมบํารุง (Maintenancd/Repair/Operating ,MROs) เป็นสินค้าหรือวัสดุที่ใช้ในกระบวนการซ่อมบำรุง, การซ่อมแซม, และการดำเนินงานประจำใน องค์กรหรือโรงงานอุตสาหกรรม 4) สินค้าคงคลังประเภทสินค้าสําเร็จรูป (Finished goods inventory) คือสินค้าที่ผ่านกระบวน การผลิตและผลิตภัณฑ์ได้ถูกผลิตให้เสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้งานแล้ว สินค้าสำเร็จรูปมักถูกเก็บรักษาใน คลังสินค้าหรือคลังสินค้าของบริษัทจนกว่าจะมีความต้องการจากลูกค้า สินค้าคงคลังประเภทนี้จะขึ้นอยู่ กับ ความต้องการของลูกค้า ดังนั้นถ้าความต้องการของลูกค้ามีความไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ย่อมส่งผลให้กับระดับประมาณของสินค้าคงคลัง การมีสินค้าสําเร็จรูปคงคลังไว้ก็สามารถก่อประโยชน์ใน แง่ต่างๆ ได้ เช่น ป้องกันการขาดแคลนสินค้าในกรณีที่ความต้องการมีมากกว่าสินค้าที่ได้จากการพยากรณ์ ช่วยให้การผลิตสินค้าสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างสม่ำเสมอและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้อง เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลหรือตามความต้องการลูกค้า ช่วยลดปัญหาของการทำงานล่วงเวลาในช่วงที่มี ความต้องการสินค้าสูง และยังสามารถจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทำการผลิตสินค้าและเก็บสํารองไว้ในช่วงที่ ความต้องการสินค้ายังต่ำอยู่ แต่การเก็บสต็อคของสินค้าสําเร็จรูปก็ต้องมีข้อจํากัดคือมูลค่าของสินค้าจะมี มูลค่าสูงกว่าสินค้าคงคลังประเภทอื่นๆ เพราะต้นทุนต่างๆ จะรวมอยู่ในมูลค่าของสินค้าประเภทนี้แล้ว


8 2.2 การควบคุมสินค้าคงคลัง 2.2.1 การควบคุมสินค้าคงคลัง การควบคุมสินค้าคงคลังมีความสำคัญมากในธุรกิจเพื่อให้บริษัทหรือองค์กรสามารถดำเนิน กิจกรรมของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลต่อการทำกำไร ความสำคัญของการควบคุม สินค้าคงคลังสามารถสรุปได้ดังนี้: 1.ลดค่าใช้จ่าย: การควบคุมสินค้าคงคลังช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านการจัดเก็บสินค้า การจัดส่ง และ ค่าใช้จ่ายในการรักษาสินค้าคงคลัง โดยการลดค่าใช้จ่ายนี้จะช่วยเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจ. 2.เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต: การควบคุมสินค้าคงคลังช่วยให้การผลิตเป็นไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากสินค้าที่จำเป็นสำหรับกระบวนการผลิตจะมีอยู่ตลอดเวลา และไม่มีความ ต้องการของสินค้าที่ไม่จำเป็น. 3.ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า: การควบคุมสินค้าคงคลังช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนอง ต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที โดยการให้สินค้าที่ลูกค้าต้องการในเวลาที่เหมาะสม. ลดความเสี่ยง: การควบคุมสินค้าคงคลังช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนสินค้าหรือการ ค้างคาวในกระบวนการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจ. 4.เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ: การควบคุมสินค้าคงคลังช่วยให้บริษัทหรือองค์กร สามารถบริหารจัดการทรัพยากรในทุกด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การวางแผนการผลิต การ จัดส่ง และการทำกำไร. 2.2.2 ค่าใช้จ่ายควบคุมสินค้าคงคลัง เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเก็บรักษาสินค้าคงคลังไว้ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่ เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ, ค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่คลังสินค้า, ค่าเสื่อมราคาของสินค้า, ค่าใช้จ่ายสำหรับระบบ การจัดเก็บสินค้า, และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาคลังสินค้า 1) ค่าใช้จ่ายที่เป็นมูลค่าของสินค้าคงคลัง (Inventory Value)คือราคาทั้งหมดของสินค้าที่อยู่ใน คลังสินค้าหรือโกดัง รวมถึงราคาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าเสร็จสมบูรณ์ และสินค้าสำเร็จรูปที่ พร้อมขาย โดยคำนวณจากจำนวนของสินค้าคงคลังทั้งหมดคูณด้วยราคาต่อหน่วยของสินค้าในคลังสินค้า นั้น ๆ


9 2) ค่าใช้จ่ายเตรียมการเพื่อให้มีสินค้าคงคลัง (Ordering Cost)คือ ค่าใช้จ่ายเตรียมการเพื่อให้มี สินค้าคงคลัง (Ordering Cost) คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าเพื่อเติมสินค้าคงคลังของธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสั่งซื้อสินค้าเหล่านั้น โดยทั่วไปแล้ว ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้า (Ordering Cost): เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสั่งซื้อสินค้า เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายในการเขียนและตรวจสอบคำสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสินค้า (Inspection Cost): เป็นค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบความถูกต้องและคุณภาพของสินค้าที่มีการสั่งซื้อ โดยรวมถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบการจัดส่งและการรับสินค้า ค่าใช้จ่ายในการเตรียมพื้นที่ (Setup Cost): เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเตรียมพื้นที่สำหรับการจัดเก็บสินค้าที่มีการสั่งซื้อ เช่น ค่าใช้จ่ายใน การจัดเตรียมพื้นที่ในคลังสินค้า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเอกสาร (Paperwork Cost): เป็นค่าใช้จ่ายที่ เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อสินค้า เช่น ค่าใช้จ่ายในการเตรียมเอกสาร สั่งซื้อ รายละเอียดในการสั่งซื้อเริ่มตั้งแต่การกำหนดความต้องการ สร้างใบคำสั่งซื้อ(Issue Purchase Order) หลังจากนั้นก็จะส่งใบสั่งซื้อให้ทางผู้ขาย หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการขนส่ง ในกรณีที่เป็น สินค้านําเข้าก็จะต้องเดินพิธีศุลกากรในการออกของ ไปยังการรับสินค้า เริ่มตั้งแต่การตรวจนับสินค้า การ ตรวจสอบคุณภาพการจัดเรียงสินค้าในคลังสินค้า ทั้งหมดนี้จะเป็นต้นทุนในการสั่งซื้อที่ต้องคิดค่าใช้จ่ายใน แต่ละขั้นตอน นอกเหนือจากการคิดต้นทุนตามมูลค่าของสินค้า 3) ค่าใช้จ่ายเมื่อมีสินค้าคงคลัง (Holding Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเก็บรักษาสินค้า ในคลังสินค้าหรือคลังสินค้าขององค์กร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากค่าเงินต้น ค่าใช้จ่าย ในการจัดเก็บสินค้า และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากค่าสูญเสียจากการสต๊อก หรือค่าสูญเสียจากการ เสื่อมสภาพ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาคุณภาพของสินค้า และค่าใช้จ่ายในการจัดการคลังสินค้าเป็นต้น -ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ได้แก่ ค่าเช่าสถานที่ ค่าบำรุงรักษาสถานที่ ค่าจ้างพนักงาน ควบคุมดูแลรักษา ค่าไฟ ค่าน้ำ และอื่นๆ 3.2) ค่าใช้จ่ายเมื่อของชํารุด (Demerge and Spoilage Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อสินค้า หรือวัตถุดิบในคลังสินค้าเสื่อมสภาพหรือชำรุดเสียหาย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในการ กำจัดสินค้าชำรุดหรือชำรุด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประมูลสินค้าชำรุดหรือชำรุดออกไปในการขายในราคา ที่ต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้ด้วย


10 3.3) ค่าดอกเบี้ย (Interest) เป็นค่าใช้จ่ายที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงและ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุให้ต้นทุนของสินค้าคงคลังสูงขึ้น 3.4) ค่าประกันภัย (Insurance) เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อรับการคุ้มครองหรือการป้องกัน ตัวเองหรือทรัพย์สินจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การสูญเสียทรัพย์สินในเหตุอุบัติภัย การป่วย หรือการเสียชีวิต การจ่ายค่ารักษาพยาบาล การปรับเสียดสีรถยนต์ เป็นต้น 3.5) ค่าใช้จ่ายจากการล้าสมัย (Obsolescence) การล้าสมัยเกิดขึ้นเมื่อความต้องการใน สินค้า เปลี่ยนไป หรืออาจมีสินค้ารุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากสินค้าหรือวัสดุที่ล้าสมัยหรือตก หล่นออกไปจากการใช้งานหรือตลาด ค่าใช้จ่ายจากการล้าสมัยส่วนใหญ่มีดังนี้: ค่าเสื่อมราคาเมื่อสินค้า หรือวัสดุล้าสมัยและไม่ได้ใช้งานหรือขายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะเกิดค่าเสื่อมราคาที่สูญเสียไป ค่าใช้จ่ายในการจัดการสินค้าล้าสมัย ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้า ค่าสูญเสียจากความสามารถใน การขาย 3.6) ค่าใช้จ่ายเมื่อของขาด (Shortage Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อสินค้าหรือวัตถุดิบไม่ พร้อมใช้งานหรือไม่พอดีกับความต้องการของลูกค้าหรือการผลิต ทำให้เกิดความขาดแคลนหรือสูญเสีย รายได้ ค่าใช้จ่ายเมื่อของขาดสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้หลายประการ ซึ่งรวมถึง: -ค่าสูญเสียจากการขาดการขาย: เมื่อสินค้าไม่พร้อมใช้งานหรือไม่มีในสต็อกในขณะที่มีความ ต้องการจริง ๆ จะทำให้ลูกค้าไม่พอใจและอาจเสียการขาย โดยอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจากการสูญเสีย รายได้และการสูญเสียลูกค้าในอนาคต -ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มเติม: เมื่อมีการเกิดขาดแคลนของสินค้า อาจต้องดำเนินการซื้อ สินค้าเพิ่มเติมในราคาสูงขึ้น หรือใช้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งด่วนเพื่อรับสินค้าที่ขาดการในเวลาทันที ซึ่งอาจ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ไม่ได้คาดเอาไว้ -ค่าปรับและค่าใช้จ่ายในการประมูล: ในบางกรณีที่สินค้าขาดแคลนมากเกินไป อาจต้องมีการจ่าย ค่าปรับแก้ไขหรือค่าใช้จ่ายในการประมูลสินค้าในราคาที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าในเวลาทันที การคำนวณค่าใช้จ่ายเมื่อของขาดเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการจัดการคลังสินค้าเพื่อลดความขาด แคลนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับค่าขาดในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ


11 2.3 การวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยระบบ ABC การวิเคราะห์และจัดกลุ่มด้วยระบบ ABC (ABC Analysis) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการจัดกลุ่มสินค้า หรือวัตถุดิบตามความสำคัญและค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยในการจัดการคลังสินค้าหรือวัตถุดิบอย่างมี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพ วิธีการดำเนินการมักจะแบ่งสินค้าหรือวัตถุดิบเป็นกลุ่มตามคุณลักษณะหรือลักษณะเฉพาะของ แต่ละวัตถุดิบ โดยในระบบ ABC จะแบ่งสินค้าหรือวัตถุดิบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้: กลุ่ม A (High-value items): กลุ่มสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูง โดยมักจะเป็นสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีการ ขายหรือใช้ในปริมาณมาก โดยมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น สินค้าหลัก วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตหลักฐาน กลุ่ม B (Moderate-value items): กลุ่มสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีมูลค่าปานกลาง มักจะเป็นสินค้าหรือ วัตถุดิบที่มีการขายหรือใช้ในปริมาณปานกลาง โดยมีค่าใช้จ่ายกลางๆ กลุ่ม C (Low-value items): กลุ่มสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีมูลค่าต่ำ มักจะเป็นสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีการขาย หรือใช้ในปริมาณน้อย โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำ การจัดกลุ่มด้วยระบบ ABC ช่วยให้ผู้จัดการสามารถกำหนดวิธีการจัดการคลังสินค้าหรือวัตถุดิบ ในแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม โดยให้มีการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารจัดการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคลังสินค้าให้มากที่สุด ในการจัดการสินค้าคงคลังตามการวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการ จัดกลุ่มสินค้าหรือวัตถุดิบตามความสำคัญและค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยในการจัดการคลังสินค้าหรือวัตถุดิบอย่าง มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพ วิธีการวิเคราะห์แบบเอบีซีมักจะแบ่งข้อมูลสินค้าหรือวัตถุดิบเป็นกลุ่ม ตามคุณลักษณะหรือลักษณะเฉพาะของแต่ละวัตถุดิบ แล้วจะนำมูลค่าหรือปริมาณการใช้งานของแต่ละ กลุ่มมาวิเคราะห์เพื่อหากลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุด โดยการแบ่งกลุ่มจะคำนึงถึงค่ามูลค่าสินค้าหรือวัตถุดิบ หรือปริมาณการใช้งาน เพื่อให้มีการจัดการที่เหมาะสมกับความสำคัญของแต่ละกลุ่ม


12 ตารางที่ 2.1 การจำแนกกลุ่มสินค้าคงคลังตามการวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) จากตารางที่ 2.1 การจำแนกประเภทสินค้าคงคลังตามวิธีการวิเคราะห์แบบ ABC (ABC Analysis) เป็น การแบ่งประเภทสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่: กลุ่ม A (High-Value Items): กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูง มักเป็นสินค้าที่มีปริมาณการขายน้อย แต่มีราคาสูง ควรให้ความสำคัญและการจัดการอย่างใกล้ชิด กลุ่ม B (Medium-Value Items): กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าระหว่างกลุ่ม A และกลุ่ม C มักเป็นสินค้าที่มีปริมาณการขายและราคาอยู่ระหว่างกลุ่ม A และกลุ่ม C มีความสำคัญระดับกลาง กลุ่ม C (Low-Value Items):กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าต่ำมักเป็นสินค้าที่มีปริมาณการขายสูง แต่ราคาต่ำควรให้ ความสำคัญต่ำสุดและการจัดการน้อยลง ภาพที่ 2.1 กราฟการจำแนกรายการสินค้าโดยการวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis)


13 จากภาพที่ 2.1 กราฟนี้ แกน X แสดงรายการสินค้าที่ถูกจำแนกไว้ในแต่ละกลุ่ม A, B, และ C ในขณะที่แกน Y แสดงค่าสำคัญของสินค้า เช่น มูลค่าของสินค้าหรือปริมาณการขาย ซึ่งช่วยในการแสดง ภาพรวมของการจัดสรรทรัพยากรและการจัดการสินค้าในองค์กรได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ A ในทาง กลับกันสินค้าคงคลังที่มีร้อยละของปริมาณการใช้สินค้าคงคลังมากแต่มีมูลค่าต่ำจะเป็นกลุ่ม C ส่วนกลุ่ม B จะมีร้อยละของปริมาณการใช้สินค้าคงคลังใกล้เคียงกับร้อยละของมูลค่าของสินค้าคงคลัง ขั้นตอนในการจำแนกกลุ่มสินค้าคงคลังตามการวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) ประกอบด้วย ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้: 1.รวบรวมข้อมูล: เริ่มต้นโดยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือวัตถุดิบทั้งหมดที่มีในคลังสินค้า รวมถึงมูลค่าของแต่ละรายการสินค้าหรือวัตถุดิบ และปริมาณการใช้งานหรือการขายของแต่ละรายการใน ช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป 2.การคำนวณมูลค่ารวม: คำนวณมูลค่ารวมของแต่ละรายการสินค้าหรือวัตถุดิบโดยการคูณราคา หน่วยของสินค้าหรือวัตถุดิบกับปริมาณที่ใช้งานหรือขายในช่วงเวลาที่กำหนด 3.การจัดลำดับ: จัดลำดับรายการสินค้าหรือวัตถุดิบตามมูลค่ารวม จากมากไปน้อย 4.การแบ่งกลุ่ม: แบ่งรายการสินค้าหรือวัตถุดิบเป็นกลุ่มตามความสำคัญและมูลค่า โดยใช้ หลักการวิเคราะห์ ABC ที่กล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 5. การตรวจสอบและประเมินผล: ตรวจสอบการแบ่งกลุ่มและตรวจสอบว่ามีการจัดกลุ่มสินค้าหรือ วัตถุดิบในแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้ยังควรประเมินผลการจัดกลุ่มว่ามีประสิทธิภาพใน การจัดการคลังสินค้าหรือไม่ และอาจต้องปรับปรุงกลไกการจัดการต่อไปตามผลการประเมินกำหนดไว้


14 การวิเคราะห์พาเรโต เป็นเทคนิคที่ใช้ในการจัดการและการตัดสินใจ โดยการใช้หลักการ 80/20 ซึ่งเป็น หลักการที่ว่า 80% ของผลผลิตหรือปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก 20% ของสาเหตุหรือปรากฏการณ์บางอย่าง วิธีการทำ Pareto Analysis มักจะประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้: ไม่ว่าต้นทุนต่อหน่วยจะเป็นต้นทุนมาตรฐาน ต้นทุนล่าสุด หรือต้นทุนเฉลี่ย ก็ไม่สำคัญ ตราบ เท่าที่ใช้หน่วยเดียวกันหมดกับสินค้าทุกรายการ ปริมาณการใช้ต่อปีจะต้องถูกปรับยอดตัวเลขใหม่ในกรณี ที่มีสินค้าใหม่ หรือสินค้าเสื่อมสภาพ เพื่อให้สามารถสะท้อนได้ถึงอัตราความต้องการที่คาดหวังในอนาคต แทนที่จะเป็นข้อมูลในอดีตเท่านั้น การจําแนก ABC Analysis สามารถนิยาม ได้ดังนี้ กลุ่ม A 10% ของปริมาณสินค้าคงคลัง ทำให้มีอัตราการหมุนเวียนอยู่ที่ 65% กลุ่ม B 20% ของปริมาณสินค้าคงคลัง ทำให้มีอัตราการหมุนเวียนอยู่ที่ 25% กลุ่ม C 70% ของปริมาณสินค้าคงคลัง ทำให้มีอัตราการหมุนเวียนอยู่ที่ 10% ภาพที่2.2 การวิเคราะห์ ABC


15 การวิเคราะห์ ABC แสดงอยู่ในรูปภาพที่ 2.2 นั้นอยู่บนพื้นฐานของอัตราการหมุนเวียน เป็นสิ่ง สำคัญมาก แต่ไม่สำคัญว่ายอดตัวเลขร้อยละจะต้องถูกต้องในบางสถานการณ์ การจําแนกเพิ่มเติมอีก ระดับ (D) อาจเป็นประโยชน์ เมื่อรวมเอารายการสินค้าที่มีปริมาณมากและหมุนเวียนได้ ช้ามากๆ เข้าไป ในกลุ่ม D นี้การจําแนกเพิ่มอีกระดับจะช่วยให้จำนวนรายการสินค้าจะรวมอยู่ใน ประเภท A, B และ C ลดจำนวนลงให้เหลือเป็นจำนวนที่สามารถจัดการได้ ข้อกําหนดความต้องการในการควบคุมของสินค้าแต่ละประเภทแสดงอยู่ในที่ตาราง 2.2 สินค้ากลุ่ม A ในการวิเคราะห์แบบเอบีซีหรือพาเรโต มักเป็นสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีความสำคัญสูง และมูลค่าสูง การใช้ระบบต่างๆ ควบคู่กับการใช้ความเชี่ยวชาญ และความรู้เกี่ยวกับสินค้าเพื่อที่จะรักษา ระดับสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดที่ยังใช้การได้ สินค้าในกลุ่ม B สินค้าหรือวัตถุดิบในกลุ่ม B มักมีการเคลื่อนไหวหรือการขายอย่างไม่สม่ำเสมอ เป็นไปตามความต้องการหรือการใช้งานของลูกค้าบางครั้งสินค้าหรือวัตถุดิบในกลุ่ม B อาจมีความซับซ้อน ในการจัดเก็บหรือการจัดส่ง แต่ไม่มีความซับซ้อนมากเท่ากับสินค้าในกลุ่ม A การจัดการสินค้าหรือวัตถุดิบ ในกลุ่ม B มักจะต้องมีการคำนึงถึงความสำคัญและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้มีการจัดการทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ และรอบคอบ การวางแผนและการจัดการคลังสินค้าหรือวัตถุดิบในกลุ่ม B นั้นมักจะ ต้องมีความสมดุลระหว่างความสำคัญและค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด สินค้าที่มียอดขายน้อยหรือสินค้าในกลุ่ม C มักจะเป็นสินค้าที่มีความต้องการน้อยหรือมีมูลค่าต่ำ โดย มักจะมีลักษณะดังนี้มียอดขายต่ำ: สินค้าในกลุ่ม C มักจะมียอดขายน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าในกลุ่ม A หรือ B ที่มียอดขายสูงกว่ามาก มูลค่าต่ำ: สินค้าในกลุ่ม C มักจะมีมูลค่าต่ำเนื่องจากมักมียอดขายน้อย และ/หรือราคาต่ำ มีความสำคัญน้อย: สินค้าในกลุ่ม C มักจะมีความสำคัญน้อยในการสร้างรายได้หรือ กำไรสูง ไม่ได้เป็นสินค้าหลักหรือสินค้าที่ได้รับความสนใจมากจากลูกค้า มีความต้องการน้อย: สินค้าในกลุ่ม C มักจะมีความต้องการน้อยจากลูกค้าหรือไม่ได้มีการซื้อเป็น ประจำ มักจะเป็นสินค้าที่ใช้ในกรณีพิเศษหรือสำหรับกลุ่มลูกค้าบางส่วนเท่านั้น การจัดการสินค้าในกลุ่ม C มักจะเน้นไปที่การลดความต้องการใช้ทรัพยากรในการจัดเก็บและ จัดการ โดยไม่ให้ส่งผลต่อการบริหารจัดการสินค้าในกลุ่ม A หรือ B ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าในการทำ กำไรของธุรกิจ


16 ตารางที่ 2.2 การควบคุมสินค้าคงคลังแบบ ABC ลักษณะ นโยบาย วิธีการ กลุ่ม A จำนวนสินค้าน้อย มีการหมุนเวียนสูงที่สุด มีการควบคุมอย่างเข้มงวด มีการควบคุมโดยพนักงาน มีการติดต่อสื่อสาร ใช้หลักการ JIT สินค้าคงคลังสำรองที่ สมดุล มีการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง บันทึกข้อมูลให้แม่นยำ ใช้วิธีการพยากรณ์ที่ซับซ้อน นโยบาย ระดับการให้บริการ กลุ่ม B กลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญ การหมุนเวียนมีนัยสำคัญ นโยบายจัดการสินค้าคงคลังแบบลีน การควบคุมสินค้าคงแบบดั้งเดิม ใช้การประเมินค่าอย่างรวดเร็วจัดการ ด้วยข้อยกเว้น พึ่งพาวิธีการที่ซับซ้อน ใช้วิธีการคำนวณหาสนค้าคงคลัง สำรอง จำกัดมูลค่าของคำสั่งซื้อ ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการและการ รายงานข้อยกเว้นต่างๆ กลุ่ม C มีจำนวนสินค้ามาก มูลค่าการหมุนเวียนต่ำ (มีการ เคลื่อนไหวช้าหรือมูลค่าสินค้าต่ำ) ลดการควบคุมให้เหลือน้อยที่สุด อุปทานตามคำสั่งซื้อ คำสั่งซื้อขนาด ใหญ่ ใช้นโยบายสินค้าคงคลังสำรอง เป็นศูนย์ ใช้ระบบอย่างง่าย พยายามอย่าให้เกิดการขาดสินค้าคง คลัง ใช้ระบบอัตโนมัติ


17 2.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์ การพยากรณ์ (Forecasting) เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ใน ปัจจุบันเพื่อประมาณการสถานะหรือเหตุการณ์ในอนาคต โดยใช้เครื่องมือและวิธีการต่าง ๆ เพื่อสร้าง แบบจำลองหรือการประมาณการที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด เพื่อช่วยในการตัดสินใจและวางแผนใน อนาคต การพยากรณ์มักจะใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่น ข้อมูลปริมาณการขายของสินค้า, ข้อมูล เกี่ยวกับการใช้งานของลูกค้า, ข้อมูลเศรษฐกิจ หรือข้อมูลอื่น ๆ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ เพื่อ สร้างแบบจำลองหรือโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่สามารถใช้ทำนายสถานะหรือเหตุการณ์ในอนาคต การพยากรณ์มีการใช้งานและการประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน เช่น การพยากรณ์การขายสินค้า ในธุรกิจ, การพยากรณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ, การพยากรณ์การใช้งานทรัพยากรธรรมชาติ เป็น ต้น การพยากรณ์มีความสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจ เพราะช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนและ ตัดสินใจในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพตามสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ ลดความเสี่ยงและเพิ่ม โอกาสในการเป็นผู้นำในตลาดแข่งขัน ภาพที่ 2.3 แสดงความหมายของการพยากรณ์ ที่มา : ยุทธ์ กัยวรรณ์ (2545) ข้อมูล หรือ ประสบการณ์ ในอดีต เทคนิคการพยากรณ์ (กระบวนการพยากรณ์) ผลที่ได้จากการพยากรณ์ (ค่าพยากรณ์)


18 2.4.1 ช่วงเวลา Forcasting สามารถแบ่งโดยพิจารณาระยะเวลาที่จะพยากรณ์ เป็นสำคัญได้ดังนี้ (Jay Heizer & Barry Render, 2549) 1) การพยากรณ์ระยะสั้น เป็นการทำนายสถานะหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตในช่วงเวลาที่ สั้น ๆ โดยมักเน้นในช่วงเวลาไม่เกินหนึ่งปี การพยากรณ์ระยะสั้นมักใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันและข้อมูลที่ เกี่ยวข้องในอดีตเพื่อทำนายสถานะในอนาคต 2) การพยากรณ์ระยะกลาง เป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อทำนายสถานะหรือเหตุการณ์ในอนาคตใน ช่วงเวลาที่ระหว่างระยะยาวและระยะสั้น โดยมักเน้นในช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างหนึ่งปีถึงห้าปี การพยากรณ์ ระยะกลางมักใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ 3) การพยากรณ์ระยะยาว เป็นกระบวนการที่ใช้ข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อทำนายสถานะหรือ เหตุการณ์ในอนาคตในระยะเวลาที่ยาวนาน โดยมักเน้นในช่วงเวลาที่เกิน 5 ปีขึ้นไป การพยากรณ์ระยะ ยาวมักใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันและข้อมูลที่สำคัญในอดีต วิธีการพยากรณ์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่: 1.การพยากรณ์แบบคุณลักษณะ (Qualitative Forecasting):เป็นวิธีการทำนายที่ใช้ความรู้และ ประสบการณ์ของมนุษย์ และใช้การประมาณการจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้เกี่ยวข้องที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่พึงจากข้อมูลปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการทำนาย วิธีการทำนายแบบคุณลักษณะมักใช้ในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และข้อมูลปริมาณที่มีอยู่ไม่ เพียงพอหรือไม่เหมาะสมในการทำนาย การพยากรณ์แบบคุณลักษณะมักใช้การประมาณการของมนุษย์และความรู้ที่มีอยู่ในระบบ โดย อาจใช้วิธีการเชิงสังเกต (judgmental methods) เช่น การสำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญหรือการใช้ เทคนิค Delphi หรือการสร้างสมมติฐาน (scenario building) เพื่อทำการพยากรณ์ การพยากรณ์แบบคุณลักษณะมักนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ข้อมูลอาจไม่เพียงพอหรือไม่สามารถ นำมาวิเคราะห์ได้โดยตรง เช่น ในการพยากรณ์แนวโน้มในอนาคตหรือการพยากรณ์ผลกระทบของปัจจัยที่ มีความซับซ้อน


19 2. การพยากรณ์เชิงปริมาณ (Quantitative Methods) เป็นวิธีการทำนายที่ใช้ข้อมูลปริมาณที่มี อยู่เพื่อทำนายผลลัพธ์ในอนาคต โดยใช้เทคนิคและวิธีการเชิงคณิตศาสตร์ เช่น ข้อมูลประวัติซื้อขายหรือ ข้อมูลเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เพื่อวิเคราะห์และทำนายแนวโน้มในอนาคต 2.1 รูปแบบปัจจัยสาเหตุหรือรูปแบบเชิงเหตุผล (Associative Models) เป็นวิธีการในการ พยากรณ์ที่ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น (independent variables) กับตัวแปรตาม (dependent variable) เพื่อทำนายผลลัพธ์หรือผลการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม รูปแบบนี้มักจะใช้การวิเคราะห์ สัมพันธ์และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่มีอยู่เพื่อสร้างโมเดลที่ใช้ในการทำนาย 2.2 การพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา (Time Series Models) เป็นวิธีการในการพยากรณ์ที่ใช้ ข้อมูลประวัติซื้อขายหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเวลา เช่น ข้อมูลย้อนหลังของยอดขายสินค้าในแต่ละ เดือน หรือข้อมูลราคาหุ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อทำนายแนวโน้มในอนาคตสามารถแบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ 1) รูปแบบการพยากรณ์แนวโน้ม (Trend) เป็นการทำนายแนวโน้มหรือแนวโน้มทางเศรษฐกิจหรืออื่น ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ๆ และมักจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลปริมาณ หรือตัวเลขที่มีความต่อเนื่อง 2) รูปแบบการพยากรณ์ตามฤดูกาล (Seasonality) เป็นการพยากรณ์ที่ใช้ข้อมูลที่มีลักษณะเป็นซ้ำซ้อน ตามลำดับของฤดูกาลหรือรอบเวลา โดยปกติแล้วฤดูกาลมักมีผลต่อการซื้อขายหรือพฤติกรรมของ ผู้บริโภค 3) รูปแบบการพยากรณ์แบบวัฏจักร (Cycle) เป็นการพยากรณ์ที่ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับวัฏจักรหรือรอบที่ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วงเวลา โดยซ้ำซ้อนตามแนวโน้มหรือรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ตามระยะเวลาที่ เฉพาะเจาะจง เช่น การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การวิ่งขึ้นและลงของตลาดหุ้น หรือการเศรษฐกิจที่เกิด ความผันผวนเป็นรอบ 4) รูปแบบการพยากรณ์แบบสุ่ม (Random) การพยากรณ์ที่สุ่มมักจะไม่มีความแน่นอนและไม่ สามารถให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากข้อมูลที่สุ่มมานั้นไม่มีรูปแบบหรือแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกัน รูปแบบของอนุกรมเวลานี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 วิธี คือ


20 1. วิธีการหาค่าแบบตรงตัว (Naive Approach) ใช้ค่าล่าสุดของข้อมูลเป็นค่าที่ใช้ในการพยากรณ์ ในช่วงเวลาถัดไป วิธีนี้ถือเป็นวิธีพยากรณ์ที่ง่ายและเร็วที่สุด แต่มักจะมีประสิทธิภาพที่ต่ำในการทำนาย โดยเฉพาะในข้อมูลที่มีความผันผวนมากหรือมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องข้างมาก 2. วิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) เป็นวิธีการในการทำนายหรือวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ยของข้อมูลในช่วงเวลาที่กำหนด โดยวิธีนี้มักจะช่วยให้เราสามารถลดการแปรผันของข้อมูลได้ และช่วยในการจับโอกาสทางธุรกิจหรือการทำนายเทรนด์ได้ดีขึ้นวิธีนี้สามารถคํานวณหาได้ 2 ลักษณะ คือ แบบอย่างง่าย (Simple moving average) และแบบ ถ่วงน้ำหนัก (Weighted moving average) (Jay Heizer & Barry Render : 2549) การพยากรณ์โดยวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย (Simple moving average) ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ = ∑ ค่าความต้องการก่อนหน้าช่วงระยะ n / n เมื่อ n จำนวนช่วงระยะเวลาในค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ใช้ในการคํานวณ การพยากรณ์โดยวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted moving average) ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วง = ∑ (น้ำหนักในช่วงระยะ n) x (ความต้องการในช่วงระยะ n) น้ำหนัก การพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential smoothing) เป็นวิธีการทำนายโดยใช้การปรับเรียบของค่าเฉลี่ยที่ใช้ในการพยากรณ์ วิธีนี้มีการให้น้ำหนักมากกว่ากับ ข้อมูลล่าสุดๆ ซึ่งทำให้เป็นวิธีการทำนายที่มีความสำคัญต่อข้อมูลล่าสุดวิธีการปรับเรียบแบบเอ็กซ์โพเนน เชียลสามารถหาได้จาก Ft = Ft-1 + α (A t-1 – Ft-1 ) กำหนดให้ F t = ค่าพยากรณ์ความต้องการใหม่ F t-1= ค่าพยากรณ์ช่วงที่ผ่านมา α = ค่าคงที่ปรับเรียบ (Smoothing constant) (0≤α≤1) A t-1= ความต้องการที่แท้จริงที่ผ่านมา


21 วิธีการปรับเรียบแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential smoothing) ง่ายในการใช้และประสบ ความสำเร็จได้ดี การพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบแบบดับเบิลเอ็กซ์โพเนนเชียล (Double exponential smoothing) S’t = αXt + (1-α) S’t-1 S’’t = αS’t (1-α) S’’t-1 A = 2S’t – S’’t B = α 1−α (S’t – S’’t ) S = a+bm เมื่อ α = ค่า(คงที่) ปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียล M = จำนวนช่วงเวลาล่วงหน้าที่ต้องการพยากรณ์ การปรับเรียบแบบดับเบิลเอ็กซ์โพเนนเชียล เป็นเทคนิคการพยากรณ์ที่สร้างบนพื้นฐานของเอ็กซ์ โพเนนเชียลสามัญประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สามารถรับมือกับแนวโน้มเฉพาะฤดูกาลและแนวโน้มที่มีความ ผันผวนเปลี่ยนไปในเวลา การพยากรณ์โดยวิธีการแบบฤดูกาลของวินเตอร์ (Winter's Linear and Seasonal Exponential Smoothing) เป็นเทคนิคการพยากรณ์ที่เน้นการปรับเรียบแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลสำหรับ ข้อมูลที่มีลักษณะฤดูกาลหรือมีความผันแปรตามฤดูกาล โดยมีการเพิ่มประเภทอีก 2 ค่าที่จะใช้ในการปรับ ค่าคือ ค่า Trend และค่า Seasonal Factor ซึ่งสามารถจะแยกเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ S t = α xt I t-L + (1 - α) (St-1 + bt-1 ) B t = Y(S t – St-1 ) + (1 - Y)bt-1 I t = ß xt st + (1 - ß) I t-L เมื่อ x t = ข้อมูลที่เวลา t s t = ค่าปรับเรียบที่เวลา t b t = ความชันของข้อมูลเวลา t i t = ดัชนีฤดูกาบที่เวลา t


22 L = ช่วงเวลาใน 1 ฤดูกาล (เป็นจำนวนเดือนหรือควอเตอร์ใน 1 ปี) α, γ, ß = พารามิเตอร์ของการพยากรณ์ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 การพยากรณ์แบบวินเตอร์มีจุดประสงค์เพื่อทำนายข้อมูลในอนาคตโดยพิจารณาและ ปรับแก้ความผันผวนที่เกิดขึ้นตามลักษณะฤดูกาล โดยมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การคาดการณ์และ การวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตที่มีลักษณะเฉพาะของฤดูกาลการหาค่าพยากรณ์โดยวิธีวินเตอร์จะ คํานวณได้จากสูตรดังนี้ F t + m = (s t + b t m) I t+ L+m การใช้วิธีวินเตอร์ในการพยากรณ์นั้น มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดค่าพารามิเตอร์ คือ α, ß, และ γ ถ้าพารามิเตอร์เปลี่ยนไป จะทำให้ค่าพยากรณ์แตกต่างกัน ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่ ที่ว่า α, ß, และ γ จะมีค่าเป็นเท่าไร ซึ่งต้องใช้วิธีกำหนดค่าพารามิเตอร์แต่ละตัวขึ้นมาก่อน และ เปลี่ยนค่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ค่าพารามิเตอร์ที่ทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนต่ำสุด การวัดค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ การพยากรณ์โดยใช้รูปแบบค่าเคลื่อนที่ การปรับเรียบแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล หรือวิธี อื่นๆ สามารุเปรียบเทียบค่าพยากรณ์ได้กับค่าจริงที่เกิดขึ้น โดยสามารถหาค่าความคลาดเคลื่อนที่ เกิดจากการพยากรณ์ได้จาก ค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์สามารถวัดได้หลายวิธี แต่มี 3 วิธีเป็นที่นิยม คือ 1. ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนสมบูรณ์Mean absolute deviation (MAD) วิธีนี้จะ คํานวณนําผลรวมของค่าสมบูรณ์ความคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์ แล้วหารด้วยจำนวนช่วงเวลาของ ข้อมูล (n) MAD = ∑ [ ค่าที่เกิดขึ้นจริง – ค่าที่พยากรณ์] / n


23 2.ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกําลังสอง Mean square error (MSE) เป็นการนําค่าแตกต่าง ระหว่างค่าที่เกิดขึ้นจริง และค่าที่พยากรณ์กําลังสองดังนี้ MSE = ∑ [ ค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์] 2 / n หรือ MSE = ∑ [ค่าที่เกิดขึ้นจริง - ค่าพยากรณ์ ] 2 / n 3. ค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ความคาดเคลื่อน [Mean absolute percent error (MAPE) มักถูกนำมาใช้ในงานวิเคราะห์และการพยากรณ์ในหลายๆ สาขา เช่น การวางแผนการผลิต, การ คาดการณ์ยอดขายสินค้า, หรือการพยากรณ์ทางการเงิน โดยที่ค่า MAPE ที่ต่ำกล่าวถึงการพยากรณ์ที่มี ความแม่นยำมากขึ้น และค่า MAPE ที่สูงกล่าวถึงการพยากรณ์ที่มีความไม่แม่นยำมากขึ้นซึ่งหาได้จาก MAPE = [ ∑ (ค่าที่เกิดขึ้นจริง – ค่าที่พยากรณ์)/ค่าที่เกิดขึ้นจริง] x 100 / n 2.4.2 ประโยชน์ของการพยากรณ์ การพยากรณ์มีประโยชน์ที่สำคัญๆ สำหรับองค์กรธุรกิจอยู่หลายประการ การพยากรณ์มีประโยชน์สำคัญมากในหลายด้านของธุรกิจและวงการวิชาชีพต่าง ๆ เพราะสามารถช่วยให้ การตัดสินใจเกิดขึ้นโดยมีพื้นฐานและมั่นใจมากขึ้น นี่คือบางประโยชน์ที่สำคัญของการพยากรณ์: วางแผนและการบริหาร: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการผลิตและการจัดซื้อให้ เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยลดความเสี่ยงในการสต็อกสินค้าที่ไม่จำเป็นหรือขาดตลาด การบริหารความเสี่ยง: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ โดยการพยากรณ์ความน่าจะเป็นของสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ความน่าจะเป็นในการเสียเงิน, การทำลาย, หรือการเปลี่ยนแปลงในตลาด การตลาดและการขาย: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาดและการขายให้ เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า โดยการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มของตลาด การเงินและการลงทุน: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการเงินและการลงทุนให้ เหมาะสม โดยการพยากรณ์กำไร, การเงินสด, และการผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงสุด การบริการลูกค้า: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการบริการลูกค้าให้เหมาะสม โดย การพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าและการตอบสนองของธุรกิจต่อความต้องการนั้น


24 การพยากรณ์มีบทบาทสำคัญในการจัดการธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในระยะยาว การวางแผนที่เป็นระยะยาว: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนและระบุเป้าหมายระยะ ยาวได้ในการเติบโตและพัฒนา การลดความเสี่ยง: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การวางแผนการเงินและการลงทุน: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจวางแผนการเงินและการลงทุนให้ เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ การจัดการคลังสินค้าและการผลิต: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการจัดการ คลังสินค้าและการผลิตให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการบริการลูกค้าให้ เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต: การพยากรณ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการผลิตให้ เหมาะสมกับความต้องการของตลาดและลดค่าใช้จ่ายในการผลิต 2.4.3 ขั้นตอนการพยากรณ์ความต้องการโดยใช้โปรแกรมพยากรณ์ (Minitab) การใช้โปรแกรมสำหรับการพยากรณ์ความต้องการ สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการแข่งขัน สูง การวิเคราะห์ปริมาณความต้องการจึงมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการ วางแผนและพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าที่เหมาะสม สำหรับงานวิจัยนี้จึงได้นำโปรแกรมการ พยากรณ์ความต้องชื่อ ชื่อโปรแกรม Minitab มาใช้ในการพยากรณ์ความต้องการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานให้สูงขึ้นและป้องกันความผิดพลาดจากการคำนวณ โปรแกรม Minitab เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปใช้ประมวลผลข้อมูลทางด้านสถิติ โดยสามารถ ประมวลผลและ แสดงผลข้อมูลในลักษณะของตัวเลขและกราฟได้ โดยมีความแม่นยำ (Accuracy) ความ รวดเร็ว(Rapidly)และสามารถทำซ้ำได้(Repeatability) ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ (อภิชัย พรมอ่อน, 2561)


25 โปรแกรม Minitab ที่ใช้ในการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา ประกอบด้วยส่วนหลัก ๆ คือ เมนูบาร์ หน้าต่าง Worksheet หน้าต่างSessionและกราฟการแสดงผล ซึ่งผู้ใช้งานสามารถกรอกข้อมูลที่จะให้ โปรแกรมพยากรณ์ได้ที่หน้าต่าง Work sheet และกดที่เมนูบาร์เพื่อเลือกวิธีการ พยากรณ์จากนั้น ใส่ค่าที่ จำเป็นของแต่ละการพยากรณ์และกด OK โปรแกรมจะวิเคราะห์ผลพยากรณ์แสดงผลในหน้าต่าง Sessionและกราฟ ดังภาพด้านล่าง 2.4.4 เทคนิคการพยากรณ์ 1. หาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2. พยากรณ์ปรับเรียบแบบเอ็กซ์โปเนนเชียลครั้งเดียว 3. พยากรณ์ปรับเรียบแบบเอ็กโพเนนเชียลซ้ำสอง 4. พยากรณ์วินเตอร์ 1.ทดลองการเลือกใช้วิธีแบบหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Moving Average เทคนิคนี้เป็นการนำข้อมูล ในช่วงระยะเวลาอดีตมาใชในการพยากรณ์ข้อมูลในอนาคต เหมาะกับการพยากรณ์ที่มีค่าข้อมูลค่อนข้าง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก 2.ทดลองการเลือกใช้วิธีพยากรณ์ปรับเรียบแบบเอ็กซ์โปเนนเชียลครั้งเดียว Single Exponential Smoothing เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ค่อนข้างไม่เปลี่ยนแปลง โดยให้น้ำหนักความสำคัญของ ข้อมูลในอดีตและข้อมูลที่ทำพยากรณ์ 3.ทดลองการเลือกใช้วิธีพยากรณ์ปรับเรียบแบบเอ็กโพเนนเชียลซ้ำสองครั้ง (Double Exponential Smoothing ) เหมาะสมกับข้อมูลที่มีลักษณะเป็นแนวโน้มแบบเส้นตรงโดยใช้แนวคิด เช่นเดียวกับ Liner Moving Average 4.ทดลองการเลือกใช้วิธีพยากรณ์วินเตอร์ (Winter’s Method) ใช้กับข้อมูลที่เป็นแนมโน้มและ ฤดูกาล โดยจะมีข้อมูลที่ใช้กับฤดูกาลเพิ่มขึ้นสำหรับปรับให้เรียบ


26 2.4.4 โปรแกรม minitab เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปใช้ประมวลผลข้อมูลทางด้านสถิติ โดยสามารถประมวลผลและ แสดงผล ข้อมูลในลักษณะของตัวเลขและกราฟได้ โดยมีความแม่นยำ (Accuracy) ความรวดเร็ว (Rapidly)และ สามารถทำซ้ำได้(Repeatability) ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อภิชัย พรมอ่อน, 2561) โปรแกรม Minitab ที่ใช้ในการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา ประกอบด้วยส่วนหลัก ๆ คือ เมนูบาร์ หน้าต่าง Worksheet หน้าต่างSessionและกราฟการแสดงผล ซึ่งผู้ใช้งานสามารถกรอกข้อมูลที่จะให้ โปรแกรมพยากรณ์ได้ที่หน้าต่าง Work sheet และกดที่เมนูบาร์เพื่อเลือกวิธีการ พยากรณ์จากนั้น ใส่ค่าที่ จำเป็นของแต่ละการพยากรณ์และกด OK โปรแกรมจะวิเคราะห์ผลพยากรณ์แสดงผลในหน้าต่าง Sessionและกราฟ ดังภาพด้านล่าง ภาพที่ 2.4 ตัวอย่างการเลือกวิธีการพยากรณ์จากเมนูบาร์ในโปรแกรม Minitab


27 ภาพที่ 2.5 ตัวอย่างหน้าต่างการแสดงผลของโปรแกรม Minitab 2.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม 2.5.1 ปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (Economic Order Quantity, EOQ) เป็นวิธีการคำนวณปริมาณสินค้าที่เหมาะสมที่สุดที่ควรสั่งซื้อในแต่ละครั้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการ จัดเก็บสินค้าและค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้า โดยรวมถึงค่าใช้จ่ายในการถือครองสินค้าและค่าใช้จ่ายใน การสั่งซื้อสินค้า เพื่อให้ค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำที่สุด ดังรูปที่ 2.6 ภาพที่ 2.6 การหาปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด ที่มา วิชัย รุ่งเรืองอนันต์


28 จากรูปที่ 2.6 เมื่อขนาดของการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น (เพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ) จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการ จัดเก็บสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากมีสินค้ามากขึ้นที่ต้องเก็บรักษา แต่ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ สินค้าจะลดลง เนื่องจากสั่งซื้อเป็นครั้งละมากขึ้น ซึ่งมีผลให้ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อหน่วยลดลง 1) ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อจะแปรผกผันกับขนาดที่สั่งซื้อ 2) ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัสดุคงคลังจะแปรผันโดยตรงกับปริมาณของการสั่งซื้อ 3) ผลรวมของค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อและการจัดเก็บที่ทําให้มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุดนั้นก็คือจุดที่ แสดงถึงค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเท่ากับค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ สําหรับการหาปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ model) จะถูกกำหนดอยู่ภายใต้สถานการณ์หรือ สมมุติฐานต่อไปนี้: ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (Ordering Cost): การสั่งซื้อสินค้ามีค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจเป็นค่าขนส่ง, ค่าแรงงาน, หรือค่าใช้จ่ายในการทำรายการ สำหรับ EOQ model, ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อจะถูกสมมุติว่า เป็นค่าคงที่ต่อการสั่งซื้อหนึ่งครั้ง ค่าใช้จ่ายในการถือครองสินค้า (Holding Cost): การเก็บรักษาสินค้าในคลังมีค่าใช้จ่าย รวมถึง ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ, ค่าใช้จ่ายในการป้องกันความสูญเสียหรือความเสียหาย, และค่าใช้จ่ายในการ ทดแทนสินค้าที่เสื่อมสภาพ สำหรับ EOQ model, ค่าใช้จ่ายในการถือครองสินค้าจะถูกสมมุติว่าเป็น ค่าคงที่ต่อหน่วยต่อหนึ่งหน่วยสินค้าต่อหนึ่งช่วงเวลา อัตราการใช้สินค้า (Demand Rate): ปริมาณสินค้าที่ต้องการใช้งานหรือขายไปในช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับ EOQ model, อัตราการใช้สินค้าจะถูกสมมุติว่าคงที่ตลอดช่วงเวลา การสั่งซื้อและการส่งสินค้า: การสั่งซื้อและการส่งสินค้าจะต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด และไม่มีความล่าช้าหรือการติดตั้งตัวตน สินค้าเสียหายหรือสูญเสีย: สินค้าที่ถูกเสื่อมสภาพหรือสูญเสียในระหว่างการเก็บรักษาจะไม่ เกิดขึ้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงในราคาหรือค่าใช้จ่าย: ราคาสินค้า, ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ, และค่าใช้จ่ายใน การถือครองสินค้าจะคงที่ตลอดระยะเวลาที่สนใจ


29 การสร้างแบบจำลอง EOQ จะคำนึงถึงสถานการณ์และสมมุติฐานเหล่านี้เพื่อให้แบบจำลองสามารถ สอดคล้องกับเงื่อนไขและความเป็นจริงในการดำเนินธุรกิจได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นเมื่อเรากําหนดให้ Q = ปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้ง D = ปริมาณความต้องการสินค้าต่อปี A = ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อครั้ง H = ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าต่อหน่วยต่อปี เราสามารถหาปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ) ได้ด้วยขั้นตอนตามลําดับดังนี้ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการสั่งซื้อและการเก็บรักษาสินค้า: ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้า (Ordering cost) ค่าใช้จ่ายในการถือครองสินค้า (Holding cost) ปริมาณการใช้สินค้า (Demand rate) คำนวณปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ): เมื่อ D คือ ปริมาณการสั่งซื้อต่อปี, S คือ ค่าใช้จ่ายในการ สั่งซื้อสินค้า, และ H คือ ค่าใช้จ่ายในการถือครองสินค้าต่อหน่วยต่อปี ตรวจสอบและปรับปรุง: ตรวจสอบค่า EOQ ที่คำนวณได้ว่าสอดคล้องกับเงื่อนไขและการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ปรับปรุงข้อมูลหรือสมมุติฐานเพื่อปรับปรุงค่า EOQ ตามความเหมาะสม การดำเนินการต่อไป:นำปริมาณการสั่งซื้อที่คำนวณได้มาใช้ในการวางแผนการสั่งซื้อของสินค้า พิจารณาความเหมาะสมของระยะเวลาการสั่งซื้อ และระยะเวลาการส่งสินค้าการทำ EOQ ช่วยในการวาง แผนการจัดซื้อสินค้าให้มีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าและค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ สินค้าอย่างมาก โดยที่มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงตามความต้องการของธุรกิจ


30 ทําการแก้สมการเพื่อหาค่า Q ที่เป็นปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ) 2DA = Q 2 H Q 2 = 2DA/H Q = √ 2DA 2H เมื่อ Q = ปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ) D = ปริมาณความต้องการสินค้าต่อปี A = ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้าต่อครั้ง H = ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าต่อหน่วยต่อปี ในการคํานวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดจะพิจารณาความต้องการสินค้า และการ จัดการสินค้าคงคลังในรอบ 1 ปี กําหนด A แทน ต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าต่อครั้ง (หน่วยเงินต่อครั้ง) H แทน ต้นทุนการเก็บสินค้าต่อหน่วย (หน่วยเงินต่อหน่วยสินค้าต่อปี) P แทน ราคาสินค้าต่อหน่วย (หน่วยเงินต่อหน่วยสินค้า) D แทน ความต้องการสินค้าต่อปี(หน่วยสินค้าต่อปี) Q แทน ปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้ง (หน่วยสินค้าต่อครั้ง) ต้นทุนรวม = ต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าต่อปี + ต้นทุนการเก็บสินค้าต่อปี+ราคาสินค้าทั้งปี TC = D A A + Q 2 H + PD ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Q*) = √2DA / H ต้นทุนรวม ณ ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด TC (Q*) = √2DAH จำนวนครั้งในการสั่งใน 1 ปี N = Q * D ระยะเวลาในการสั่งแต่ละครั้ง T = D Q *


31 2.5.2 จุดสั่งซื้อ และ ระบบสินค้าคงคลังสํารอง (Reorder Point and Safety Stock) จุดสั่งซื้อสินค้า (Reorder Point) จุดในการคงสินค้าที่หากปริมาณสินค้าลงต่ำกว่าจุดนี้ การสั่งซื้อ สินค้าใหม่จะถูกเรียกใช้ เพื่อให้ประสิทธิภาพในการจัดการสต็อกสินค้าและไม่ให้เกิดการขาดสินค้า การ กำหนดจุดสั่งซื้อสินค้าเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการสต็อกและความพร้อมในการขายสินค้าของธุรกิจ จุดสั่งซื้อ (Reorder Point) = ( d̅) (LT) d̅ แทน ความต้องการเฉลี่ยต่อช่วงเวลา (ควรเป็นหน่วยของเวลาที่ตรงช่วงเวลานํา (โดย ปกติกำหนดเป็นวัน) LT แทน ช่วงเวลา ภาพที่ 2.7 จุดสั่งซื้อที่ความต้องการแน่นอน ที่มา วิชัย รุ่งเรืองอนันต์ (2550) ในบางกรณีที่ความตอ้งการไม่แน่นอนหรือมีความผนัผวนในการใชส้ินคา้การกา หนดจุดสั่งซ้ือที่ความแน่นอนไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร เนื่องจากอาจทำให้เกิดความขาดสินค้าหรือการเก็บสต็อกสินค้ามากเกินไป ในกรณีนี้ สิ่งที่สามารถทำได้คือการใช้ Safety Stock หรือสินค้าสำรองเพิ่มเติม เพื่อความมั่นใจในการ รับมือกับความผันผวนของความต้องการ จุดสั่งซื้อจะถูกกำหนดโดยคำนวณจากการใช้ Lead Time Demand (ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้ในช่วงเวลาที่ใช้ในการสั่งซื้อและรับสินค้า) ร่วมกับ Safety Stock เพื่อหลีกเลี่ยงความขาดสินค้าในกรณีที่ความต้องการมีความผันผวน


32 ภาพที่ 2.8 จุดสั่งซื้อที่ความต้องการไม่แน่นอน ที่มา วิชัย รุ่งเรืองอนันต์ (2550) ss แทน ปริมาณสินค้าสำรอง วิธีประสบการณ์ ss = j(d̅)(LT̅) j แทนค่าที่เปิดจากตาราง factor สำหรับสินค้าที่มีความสำคัญในระดับต่างๆ สามารถดูได้ที่ ตารางที่ 2.3 d̅ แทนความต้องการเฉลี่ยต่อช่วงเวลา (ควรเป็นหน่วยของเวลาที่ต้องช่วงเวลานำโดยปกติ กำหนดเป็นวัน) LT̅ แทนช่วงเวลานำเฉลี่ย (โดยปกติกำหนดเป็นวัน) ROP แทนจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ROP = (d̅)(LT̅)+j(d̅)(LT̅)


33 ตารางที่ 2.3 Factor สำหรับสินค้าที่มีความสำคัญในระดับต่าง ๆ ระดับ ลักษณะความสำคัญ ค่า j 1 ไม่สำคัญ 0.1 2 ไม่สำคัญและไม่แน่นอน 0.2 3 สำคัญ 0.3 4 สำคัญและไม่แน่นอน 0.5 5 สำคัญมาก 1.00 6 สำคัญมากและไม่แน่นอน 3.00 ที่มา : วิชัย รุ่งเรืองอนันท์ (2550) 2.5.3 การคํานวณหาค่าสัมประสิทธิ์ของความแปรปรวน (Variability Coefficient : VC) การคํานวณหาค่าสัมประสิทธิ์ของความแปรปรวน เป็นการตรวจสอบหาอัตราความต้องการเป็นแบบคงที่ และความต้องการมีความแน่นอนและคงที่เพียงพอที่จะใช้สูตร EOQ หรือไม่ เพราะหากมีความต้องการที่ เกิดขึ้นนั้นไม่แน่นอน EOQ ทุกๆ รูปแบบที่สร้างขึ้นที่สร้างขึ้นภายใต้ข้อ สมมติฐานที่ว่าอัตราความต้องการ คงที่ก็จะไม่ถูกต้องซึ่ง Peterson และ Silver ได้เสนอแนะขั้นตอน การคํานวณไว้ดังนี้ VC =


34 2.6 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กรณ์ ศิริจิตร (2555) ปัญหาพิเศษนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบพยากรณ์ ยอดสั่งซื้ออ สินค้า เพื่อเป็นเครื่องมือ ช่วยสนับสนุนการตดั สินใจในการวางแผนการสั่งซื้อสินคา กรณีศึกษา บริษัทสุขภัณฑ์ เซ็นเตอร์กรุ๊ป จำกัดโดยการวิเคราะห์หาสมการถดถอยอย่างง่ายจากข้อมูลยอดขาย และข้อมูลสั่งซื้อสินค้า ย้อนหลังสี่ปีจากนั้นระบบนา สมการถดถอยอย่างง่ายมาใช้เป็นตัวแบบ พยากรณ์ยอดสั่งซื้อสินคาในปี ต่อ ๆ ไป ผลการประเมินความแม่นยำในการพยากรณ์ของระบบ พบวา ระบบสามารถพยากรณ์ยอดสั่งซื้อ สินค้าโดยมีค่า MAPE (Mean Absolute Percentage Error) รายปีคือ 18.4 % รายเดือนคือ 15.8% และรายวันอยู่ที่ 13.2% ผลการประเมินความพึงพอใจต่อระบบพบว่า คะแนนความพึงพอใจของ ผู้เชี่ยวชาญมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.23และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากบั 0.58คะแนนความพึงพอใจของ ผู้ใช้งาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.15 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.65 สรุปได้ว่าผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับดีวัชรินทร์ เปียสกุล (2549) ศึกษาการพยากรณ์และการวาง แผนการผลิตรวมของบริษัท ผลิตกะทิสด โดยนําข้อมูลในอดีตมาทำการวิเคราะห์ เพื่อหาวิธีการพยากรณ์ ที่เหมาะสม โดยเปรียบเทียบเทคนิคการพยากรณ์ด้วยวิธีหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Moving Average และวิธี Single Exponential Smoothing และคัดเลือกวิธีการพยากรณ์ด้วยวิธีที่ให้ค่าเปอร์เซ็นความผิดพลาด ต่ำสุดและนําค่าที่ได้จากการพยากรณ์มาทําการวางแผนการผลิตรวมโดยให้โปรแกรมเชิงเส้นตรง (Linear Programming) เพื่อให้กําไรสูงสุดภายใต้ข้อจํากัดของโรงงานกรณีศึกษา ชัยรัตน์ อัตตวนิช,และธนัญญาวสุศรี(2546)การผลิตกระจกดิบที่เป็นกระจกสีชาดำมีการ ผลิต เพียงปีละครั้งด้วยเหตุผลว่ากระจกสีดังกล่าวมียอดขายไม่สูง ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยน กระบวนการผลิต ที่สูงมากเป็นสาเหตุให้การวางแผนการผลิตของกระจกบานเกล็ดนั้น ต้องมีการวางแผน ล่วงหน้าในการสำรองกระจกดิบเป็นเวลา 1 ปีให้เพียงพอก่อนที่จะถึงการผลิต รอบต่อไป การวจัยครั้งนี้ได้ นำ เทคนิคการพยากรณ์ความต้องการที่จะเกิดขี้นในอีก 1 ปี ข้างหน้า โดย ใช้เกณฑ์การคัดเลือกความ เหมาะสมทางสถิติและความแม่นยา ของวิธีการพยากรณ์เมื่อได้ตัว แบบจากการพยากรณ์ที่เหมาะสมแล้ว จะได้นำมาทำการประเมินกระจกดิบคงคลังที่ต้องมีการเก็บ ไว้สำหรับผลิตตามระดับบริการที่ตั้งไว้ ผลการวิจัยพบว่าข้อมูลความต้องการในอดีตมีลักษณะเป็น แนวโน้มฤดูกาลโดยตัวแบบสำหรับกระจก ขนาดเล็กที่เหมาะสมคือตัวแบบของวิธี ARIMA ขนาด กลางคือตัวแบบของวิธีวินเตอร์และขนาดใหญ่


35 เหมาะสมกบั ตวัแบบของวิธีแยกองค์ประกอบ จาก การคา นวณสรุปไดว้า่ กระจกดิบจะตอ้งมีการสา รอง เพิ่มข้ึน 10.3% เบญจาภา สุวรรณประทีป (2548) ได้วิเคราะห์และหาวิธีทางแก้ไปที่จะทำให้ต้นทุนในการสั่งซื้อ และการจัดเก็บสินค้าในแต่ละครั้งลดน้อยลง และอยู่ในจุดที่ประหยัดสุด โดยในการศึกษานั้นได้นําโมเดล ต่างๆ มาใช้ได้แก่ ABC Analysis ซึ่งนำมาใช้ในการจัดกลุ่มโดยแยกความสำคัญของสินค้าตามยอดขายของ สินค้าแต่ละประเภท และนําสินค้าในกลุ่ม A และ B มาทำการวิเคราะห์ โดยหาค่าพยากรณ์ด้วยวิธีการ Moving Average จากการเก็บยอดปริมาณการขายของสินค้าแต่ละรายการในช่วง 4 ปี (2545 – 2548) และจากผลที่ได้นํามาคํานวณเพื่อหาค่า EOQ และ ROP ที่เป็นจำนวนในการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุดในแต่ ละครั้ง แต่ในการศึกษานั้นได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดเฉพาะสินค้าในกลุ่ม A เท่านั้น เนื่องจากสินค้าใน กลุ่มนี้มียอดขายมากที่สุดคือ 80% ของรายได้ ดังนั้นทางผู้ศึกษาจึงเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ กลุ่มสินค้านี้ก่อน จากการศึกษาพบว่าการใช้เครื่องมือในการหาปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัดนั้น สามารถทำให้บริษัทลดต้นทุนในการสั่งซื้อ และการเก็บสินค้าคงคลังสำหรับสินค้ากลุ่ม A ได้ถึง 10% ดังกล่าวจึงสรุปได้ว่าการเสนอกลยุทธ์ในการจัดการสินค้าคงคลังคือ สำหรับสินค้ากลุ่ม B นั้นก็สามารพใช้ กลยุทธ์เช่นเดียวกันได้เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความสำคัญรองลงมาจากสินค้าในกลุ่ม A สำหรับกลยุทธ์ของ สินค้าในกลุ่ม C นั้น เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวน้อย ดังนั้นจึงสามารถที่จะไม่ต้องเก็บไว้เป็นสินค้าคงคลัง และให้สั่งซื้อเข้ามาในปริมาณที่ลูกค้าต้องการใช้งานในแต่ละครั้ง


36 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย วิจัยเรื่องการพยากรณ์ความต้องการและการวางแผนจัดการสินค้าคงคลัง โดยทำการศึกษาจาก บริษัทกรณีศึกษาบริษัทพีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด มีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานวิจัย ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช่ในการศึกษา 3.3 ตัวแปรในการศึกษา 3.4 ขั้นตอนและกระบวนการดำเนินงาน 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ข้อมูลที่ใช้ในการทำวิจัยซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิของบริษัทพีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับยอดขายของบริษัทจากสินค้า 181 รายการ โดยเป็นข้อมูลย้อนหลัง ประจำปี ตั้งแต่เดือนมกราคมพ.ศ.2566 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2566 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.2.1. การวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยระบบ ABC Analysis 3.2.2. การพยากรณ์ความต้องการ (forecasting) โดยใช้โปรแกรม Minitab 3.2.3. ปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม จุดสั่งซื้อใหม่ และ คลังสินค้าสำรอง 3.3 ตัวแปรในการศึกษา ตัวแปรในการศึกษาครั้งนี้ประกอบไปด้วย ตัวแปรต้น และ ตัวแปรตามดังนี้ 1.ตัวแปรอิสระ / ตัวแปรต้น ได้แก่ อุปสงค์ของลูกค้า หรือ ความต้องการซื้อของลูกค้า 2.ตัวแปรตาม หรือ ตัวแปรที่สนใจจะศึกษา ได้แก่ ปริมาณยอดขาย


37 3.4 ขั้นตอนและกระบวนการดำเนินงาน 3.4.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลและศึกษาการจัดการสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา จัดทำการ เก็บข้อมูลย้อนหลังของบริษัทพีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด ระหว่างเดือนมกราคม 2566 - เดือนธันวาคม 2566 3.4.2 วิเคราะห์การจัดกลุ่มลำดับความสำคัญของสินค้าเป็นกลุ่ม ABC Analysis โดยพิจารณา จากยอดขายสินค้า การควบคุมสินค้าคงคลังเพื่อที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการให้มีสินค้า คงคลังต่ำที่สุด ในกรณีของบริษัทพีบีไฟร์ เทรดดิ้ง จำกัด มีจำนวนสินค้ามากมายหลายชนิด การที่จะให้ ความสนใจและควบคุมสินค้าคงคลังทั้งหมดเป็นไปได้ยากและทำให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายอย่างมาก ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกระบบการควบคุมสินค้าคงคลังโดยใช้เทคนิค ABC Analysis ซึ่งจะช่วยในการควบคุม วัสดุคงคลังให้มีความสะดวกมากขึ้น การจัดกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปโดยใช้เทคนิคการแยกกลุ่มตามความสำคัญในขั้นตอนนี้จะทำการ รวบรวมปริมาณการใช้สินค้า โดยมีจำนวนสินค้าคงคลังจำนวน 181 รายการและมีมูลค่า 160,935,847 บาทต่อปี และนำข้อมูลสินค้าคงคลังในระยะเวลา 12 เดือน (มกราคม พ.ศ.2566 - ธันวาคม พ.ศ.2566) เพื่อนำมาใช้ในการจำแนกความสำคัญของสินค้า โดยใช้เทคนิคการแยกกลุ่มตามความสำคัญ เป็นการแบ่ง ส่วนของการควบคุมสินค้าคงคลังวัได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ ได้แก่ กลุ่ม A กลุ่ม B และ กลุ่ม C เพื่อแยกวัตถุดิบ กลุ่มที่มีความสำคัญสูง (กลุ่ม A) มาดำเนินการวิจัยต่อไป


38 ตารางที่ 3.1 ตารางแสดงมูลค่าสินค้าคงคลังที่หมุนเวียนในรอบปี ลำดับ รหัสสินค้า ความต้องการ/ปี มูลค่า/หน่วย มูลค่ารวม/ปี %มูลค่า %สะสม %รายการ สินค้าสะสม กลุ่ม 1 ZEWS-SS-M100 218 85,000 18,530,000 11.51% 11.51% 0.55% A 2 ZMEA-MGT-P 394 29,900 11,780,600 7.32% 18.83% 1.10% A 3 ZCAD005EN 261 35,000 9,135,000 5.68% 24.51% 1.66% A 4 ZCAD005DRD 249 35,000 8,715,000 5.42% 29.93% 2.21% A 5 FID-CB813 474 17,160 8,133,840 5.05% 34.98% 2.76% A 6 ZEWS-SS150 541 14,900 8,060,900 5.01% 39.99% 3.31% A 7 FID-10 468 15,000 7,020,000 4.36% 44.35% 3.87% A 8 FID211-100 430 9,800 4,214,000 2.62% 46.97% 4.42% A 9 RUBROLLC5-3 167 16,125 2,692,875 1.67% 48.64% 4.97% A 10 CAD005FR3T 399 6,600 2,633,400 1.64% 50.28% 5.52% A 11 RUBROLLD3-3 157 14,500 2,276,500 1.41% 51.69% 6.08% A 12 RUBROLLD5-3 141 16,125 2,273,625 1.41% 53.11% 6.63% A 13 FID-CB19L 572 3,900 2,230,800 1.39% 54.49% 7.18% A 14 RUBROLLC3-3 153 13,900 2,126,700 1.32% 55.81% 7.73% A 15 RUBROLLT5-3 118 17,900 2,112,200 1.31% 57.13% 8.29% A 16 RLD-PL9415 90 22,500 2,025,000 1.26% 58.38% 8.84% A 17 RUBROLLT3-3 122 14,900 1,817,800 1.13% 59.51% 9.39% A 18 FID214A-10 468 3,390 1,586,520 0.99% 60.50% 9.94% A 19 FID-CB701125 390 4,000 1,560,000 0.97% 61.47% 10.50% A 20 EWS-0359 109 14,000 1,526,000 0.95% 62.42% 11.05% A 21 RUBROLLS5-3 94 16,125 1,515,750 0.94% 63.36% 11.60% A 22 ZEWS-B200 293 4,950 1,450,350 0.90% 64.26% 12.15% A 23 FID-CB19 218 3,400 1,431,400 0.89% 65.15% 12.71% A 24 ZEWS-SSE150 421 8,900 1,397,300 0.87% 66.02% 13.26% A 25 RUBROLLS3-3 157 13,500 1,377,000 0.86% 66.87% 13.81% A 26 EWS-SE582 102 14,500 1,363,000 0.85% 67.72% 14.36% A 27 ZBAS-SJDRT 94 7,300 1,343,200 0.83% 68.55% 14.92% A 28 ELD-CCU12180 184 12,100 1,318,900 0.82% 69.37% 15.47% A 29 ZEWS-T100 109 4,400 1,293,600 0.80% 70.18% 16.02% A 30 FID-213 294 2,090 1,224,740 0.76% 70.94% 16.57% A 31 CAD001FIR 586 2,090 1,107,700 0.69% 71.63% 17.13% A 32 ZBAS-RW13A 530 2,790 1,074,150 0.67% 72.29% 17.68% A 33 RUBROLLD5-2 385 6,925 1,045,675 0.65% 72.94% 18.23% A


Click to View FlipBook Version