ตำแหนง่ ครูผู้ชว่ ย กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำตำ่ งประเทศ
โรงเรยี นประชำสงเครำะห์วทิ ยำ สหวทิ ยำเขตนเรศวร
สำนกั เขตพน้ื ท่กี ำรศึกษำมธั ยมศึกษำพิษณุโลก อุตรดติ ถ์
วิจัยในชน้ั เรียน
เรื่อง การพฒั นาความสามารถทางการอา่ นภาษาองั กฤษเพ่ือความเขา้ ใจโดยใชก้ ิจกรรม
การช้ีนำส่กู ารอา่ นการคดิ (DR-TA) ร่วมกับบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI)
ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ิทยา
โดย
นางสาวกาญจณา บุรี
ตำแหนง่ ครผู ูช้ ่วย
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ
โรงเรยี นประชาสงเคราะห์วิทยา
สังกัดสำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษาพิษณโุ ลก อุตรดติ ถ์
-1-
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
ในสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ มีความเจริญก้าวหน้าในหลายๆด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และ
เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเรว็ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญและจำเปน็
อยา่ งย่ิง เน่ืองจากเปน็ เคร่อื งมือสำคญั ในการติดต่อสือ่ สาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ
การสร้างความเขา้ ใจเก่ียวกับวฒั นธรรมและวิสัยทัศนข์ องชุมชนโลก และเนอื่ งด้วยภาษาท่ีใชใ้ นการทำงานของ
กลุ่มประเทศอาเซยี น คอื ภาษาองั กฤษ ความหมายทเ่ี ปน็ ท่ีเข้าใจในขนั้ ตน้ คือ เปน็ เพยี งการติดต่อสื่อสารของ
ทางราชการและภาคธุรกจิ เอกชน ตลอดจนองคก์ รและหนว่ ยงานต่าง ๆที่เก่ียวข้องเท่าน้นั แตท่ ว่าความหมาย
ของบทบญั ญัติที่ให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของอาเซียนสำหรับการทำงานรว่ มกันน้นั มีความหมายกว้างไกลไป
ถงึ ทกุ สว่ นของประชาคมอาเซียนด้วย ซึง่ หมายความว่าประชาชนพลเมืองใน 10 ประเทศอาเซียนน้ันจะต้องใช้
ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น นอกเหนือจากภาษาประจำชาติหรือภาษาประจำถิ่นของแต่ละชาติแต่ละชุมชนเอง
ด้วยเหตนุ ้ีภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นอย่างย่ิงทีต่ อ้ งเรยี นรู้
นอกจากนี้ บัญชา อึ๋งสกุล (2545 : 52) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาภาษาอังกฤษไว้ว่า
ภาษาอังกฤษได้เขา้ มามีบทบาทสำคัญตอ่ การดำรงชีวิตของคนไทยท้ังในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งคนไทย
เราในปจั จุบันนยิ มเรียนภาษาองั กฤษเพอื่ นำไปใช้เป็นเคร่ืองมอื ในการประกอบอาชีพกันเป็นจำนวนมากรวมทั้ง
ในโรงเรียนและสถาบนั ต่าง ๆ ตา่ งกต็ อบสนองความตอ้ งการของสงั คมดว้ ยการเปิดโปรแกรมการเรยี นการสอน
เป็นภาษาอังกฤษ ทั้งในระดบั ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเร่ือย ๆ กับ
การจัดการศกึ ษาของไทยกำลังกา้ วไปสู่ความเป็นนานาชาติในระดับสากล โดยการใช้ภาษาองั กฤษเป็นสื่อกลาง
อย่างเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในการจัดการเรียนการสอนทัง้ 8 กลุ่มสาระ ต้องกำหนดไว้ว่า กลุ่มสาระ
การเรียนภาษาต่างประเทศ เป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานความเป็น
มนษุ ย์ และสร้างศักยภาพในการคิดและการทำงานอย่างสร้างสรรค์ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารจึงไดก้ ำหนดให้มีการ
เรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศทุกช่วงชั้น เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ สร้าง
ศักยภาพในการคดิ และการทำงานอยา่ งสร้างสรรค์ เป็นรากฐานและเตรียมความพร้อมในการเรียนของเยาวชน
รุ่นใหม่ ให้สอดคล้องกับสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร ช่วยให้นักเรียนเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถพัฒนา
ความคิดและมองโลกกว้างขึ้น โดยมีความคาดหวังว่าเมื่อนักเรียนเรียนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้น
ประถมศึกษาถึงมธั ยมศึกษา นกั เรยี นจะมคี วามร้คู วามรู้ความสามารถในการรับและสง่ สาร มวี ัฒนธรรมในการ
ใช้ภาษาถา่ ยทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรสู้ กึ และทัศนะของตนเอง เพือ่ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์ที่เปน็ ประโยชน์ต่อการพฒั นาตนเองและสงั คม
เนอ่ื งด้วยสภาพปัญหาตา่ ง ๆ ที่เป็นปัจจยั ส่งผลต่อการจัดการเรียนรูภ้ าษาองั กฤษ เช่น ผสู้ อนใชว้ ิธีการ
สอนที่ไม่เหมาะสมกับนักเรียน หรือการสอนไม่ได้ให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการอ่านอย่างแท้จริง เนื่องจาก
ผู้สอนจะเน้นไปในด้านการแปลความหมายคำต่อคำ เน้นความจำคำศัพท์ กฎไวยากรณ์ ซึ่งไม่ส่งเสริมทักษะ
การคิด ทำให้นักเรียนไม่เข้าใจในการอ่าน ไม่สามารถสรุปองค์ความรู้จากการอ่านให้ออกมาเป็นคำพูดหรือ
ตัวอักษรได้ ประกอบกับผู้สอนไม่ได้สอนให้นักเรียนฝึกฝนกระบวนการอ่านอย่างแท้จริง การอ่านน้ัน
เปรียบเสมือนกับกระบวนการถอดรหัสบางอย่าง ตัวอักษรแต่ละตัว คือ รหัสที่ได้ถูกจัดเรียบเรียงไว้อย่างมี
-2-
ระเบียบเพื่อแทนคำพูด สมุทร เซ็นเชาวนิช (2540 : 1) กล่าวได้ว่า ทักษะการอ่านต้องอาศัยประสบการณ์
ความรู้เดิม ประสบการณ์ในการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อม และกิจกรรมการเรียนการสอนซึ่งมีอิทธิพลที่จะช่วยให้
ผเู้ รยี นเกิดความพอใจในการเรยี น โดยผสู้ อนต้องจดั กจิ กรรมทีเ่ หมาะสมกับวัย ความสามารถ ความถนัดในการ
เรยี น และต้องให้นกั เรียนใชภ้ าษาอังกฤษให้มากท่ีสุด ไม่ควรใชภ้ าษาไทย ควรสอนให้นกั เรียนมีความสามารถ
ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจกับสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ปรากฏจริงในชีวิตประจำวัน มี
แบบฝึกหัดให้นักเรียนใช้ภาษาโดยอัตโนมัติและจัดกิจกรรมทางภาษาที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึ กใช้ภาษา
เพื่อติดต่อสื่อสารในสถานการณ์จริง และกิจกรรมต้องมีสภาพการณ์ใกล้กับความเป็นจริงมากที่สุด และใน
ปจั จบุ ันนีม้ ีความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีมากยง่ิ ขน้ึ ทำใหน้ กั เรียนในปัจจุบนั มีความสนใจในการอ่านหนังสือลด
นอ้ ยลง เปน็ ผลให้ความสามารถทางด้านทักษะการอ่านลดน้อยลงไปด้วย โดยเฉพาะทักษะด้านการอ่าน การท่ี
ผสู้ อนไมม่ กี ารใชก้ ลวิธีในการสอนทนี่ า่ สนใจหรือไมไ่ ด้สอนกลวิธกี ารอา่ นเพอ่ื ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจมาก
ข้ึน ก็เป็นการยากทผ่ี ู้เรยี นจะเกดิ ความเขา้ ใจได้
จากสภาพปัญหาดังกล่าว สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ
โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา ในรายวิชาภาษาอังกฤษ 5 อ23101 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดย
นักเรียนส่วนใหญ่ประสบปัญหาสามารถอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจ หรือจับใจความ
สำคัญจากเรือ่ งท่ีอ่านได้ สืบเนื่องจากนักเรยี นไมม่ ีทักษะการอ่านเพ่ือความเข้าใจไม่ว่าจะเป็น การจับประเด็น
สำคัญ การสรุปใจความสำคัญ รวมไปถึงการคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะทำให้นกั เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปตอ่
ยอดกับการเรียนและกจิ กรรมวิชาต่าง ๆ ได้ผู้วิจัยจึงทำการทดสอบความสามารถ ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ
เพือ่ ความเข้าใจของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 จำนวน 150 คน โดยใชแ้ บบทดสอบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 4
ตวั เลือก จำนวน 30 ขอ้ คะแนนเตม็ 30 คะแนน จากผลการทดสอบนกั เรียนรอ้ ยละ 60 มีความสามารถในการ
อา่ นภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ เกณฑก์ ารผา่ นซง่ึ กำหนดไวร้ ้อยละ 60 น่นั หมายความว่า นักเรียน
ส่วนใหญไ่ ด้คะแนนต่ำกวา่ 18 คะแนน
จากปัญหาข้างตน้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจทีจ่ ะพฒั นาความสามารถด้านทักษะการอา่ นภาษาอังกฤษเพื่อ
ความเข้าใจ จึงได้ศึกษาเทคนิคและวิธีการทีเ่ ก่ียวข้องซ่ึงพบวา่ ผู้เรียนควรไดร้ บั การพัฒนาความสามารถด้าน
ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพ่ือความเขา้ ใจโดยใชก้ ิจกรรมการชี้นำสกู่ ารอ่านการคิด (DR-TA) รว่ มกบั บทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) มาเป็นวิธีการจดั การเรยี นการสอน ซึ่งการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้กจิ กรรมแบบ DR-
TA เป็นวิธีท่มี จี ุดมงุ่ หมายในการฝึกการคาดเดาเนอื้ เรือ่ งโดยใช้ภาพหรอื ช่อื เร่อื งและ ฝกกระบวนการคิด ซงึ่ ใน
ยุคแรกพัฒนาขึ้นโดย สตอฟเฟอร์ (Stauffer, 1975) และต่อมาเทอรนีย์, รีดเดนซ และดิชเชอร (Teirney,
Readence & Disher, 1995) ได้ปรับปรงุ ขน้ึ ใหมเ่ พือ่ กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นสนใจในการเรียนมากยงิ่ ขนึ้ เพราะมุงฝึก
การคาดเดา ผ่านกระบวนการคดิ การตรวจสอบเรื่องท่ีอ่าน โดยมีการเชื่อมโยงความรูเดมิ กับความรูใหม่ และ
กลนั่ กรอง ขอ้ มลู เพื่อนาํ ไปสคู่ วามเขาใจ ซ่งึ แบง่ ออกเป็น 2 ชวงหลกั คอื ชวงท่ี 1 กระบวนการอ่านและคิด เริม่
จากนักเรียนอานชื่อเรื่อง หรือดูภาพประกอบแลวคาดเดาคําตอบ อ่านในใจ และตรวจสอบความเขาใจและ
สรุปสาระสำคัญจากเรื่องที่อ่าน ชวงที่ 2 การฝกทักษะที่จำเป็น โดยใหนักเรียนทำแบบฝกหัดทบทวนความ
เข้าใจในการอา่ น ซ่ึงกลวธิ นี ี้จะเปน็ วธิ ีการสอนทีม่ ีการกระตุนใหผเู้ รียนเกิดการคาดเดาคําตอบ โดยเริ่มจากการ
อ่าน ตรวจสอบการคาดเดา สรปุ สาระสำคัญ และทบทวนความเขาใจในการอา่ น เพ่ือสงเสริมใหนักเรียนทักษะ
การ อ่านถกู ตอง และแมน่ ยํามากย่ิงขนึ้ (ปยาภรณ โคตรชมภู, 2555 : 3) ซง่ึ สอดคลองกบั งานวิจัยของ Abdel
Salam Abdel Khalek El-Koumy (2006) ที่ไดศ้ ึกษาประสิทธิภาพของวิธกี ารสอน DR-TA ในการอานเพื่อ
ความเขาใจโดยการอา้ งอิง และการอนมุ านของนักเรียนท่ีใชภาษาองั กฤษ เป็นภาษาตา่ งประเทศ (EFL) กลุ่ม
ตวั อยา่ ง คือ นักเรียนชาวอยี ิปต์ ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 1 จำนวน 72 คน ซงึ่ แบ่งเป็นกลุมทดลอง และกลุ่ม
-3-
ควบคุม ผลการวิจัย พบวา ความแตกต่างในการสรุปความเข้าใจในการอ่านระหว่างนักเรียนทั้งสอง กลุมมี
ความแตกตางอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และนักเรียนกลุมทดลองที่ไดร้ ับการสอนด้วยวิธี DR-TA มีการพฒั นา
ทักษะการอ่านเพื่อความเขาใจ ทักษะการคิดและการการอนุมานในการอ่านเพิ่มมากขึ้น และจัดทำบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสำหรับการพัฒนาความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ เพราะสื่อคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน (Computer Assisted Instruction) หรือ CAI เป็นสื่อการเรียนการสอนที่กำลังเป็นที่นิยมอย่าง
แพร่หลาย มีลักษณะการทำงานในรูปแบบของสอ่ื ประสม (Multimedia) คอื ใชส้ ื่อรว่ มกนั มากกว่า 1 ชนิด เช่น
ตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพเคล่ือนไหว เป็นตน้ ซ่งึ เปน็ สอื่ ทีแ่ ตกตา่ งไปจากส่ือการสอนอ่นื ๆ คอื สามารถโตต้ อบ
และแสดงผลลัพธ์ให้ผู้เรียนดูได้ทันที ทำให้น่าตื่นเต้น สนุกสนาน เร้าความสนใจให้อยากเรียน สอดคล้องกับ
งานวิจัยของนิศากร แสงสว่าง (2558) ที่ศึกษาผลการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษที่เน้นนิทาน
คุณธรรม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ และความตระหนักรู้ด้านคุณธรรม สำหรับ
นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นสกลวิทยา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ผลการวิจยั พบว่า ความ
สามรถทางการอ่านหลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติที่ 0.05 และความพึงพอใจของนักเรียน
อยู่ในระดับดี และสอดคล้องกับวิจัยในต่างประเทศของ Carter (2004) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบ
ประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนระบบเครือข่ายกับการสอนแบบปกติ ผลการศึกษาพบว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนระบบเครือข่ายสูงกว่าการ
สอนแบบปกติ ดงั นั้นการจัดการเรยี นร้โู ดยใชก้ จิ กรรมการชน้ี ำสู่การอ่านการคิดและการใช้สือ่ คอมพิวเตอร์ช่วย
สอน จะส่งเสรมิ ให้มีการเรียนการสอนได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจงึ มีความสนใจที่จะพฒั นาความสามารถ
ทางด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อใช้เป็นเนื้อหาในการพัฒนา
ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ จนสามารถประยุกต์ใชพ้ ัฒนาความสามารถทางการฟงั พดู และเขียน
ภาษาอังกฤษได้ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่าน ไปใช้ในการอ่านเรื่องราวประเภทต่างๆ ใน
ชวี ติ ประจำวันไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา
การวจิ ยั ครั้งนี้ ผูว้ ิจยั ได้กำหนดวตั ถุประสงคไ์ วด้ งั น้ี
1. เพอ่ื เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการอ่านภาษาอังกฤษเพอื่ ความเข้าใจก่อนและหลังการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชีน้ ำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
(CAI) ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ิทยา
2. เพื่อประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา
ตอ่ การเรียนการสอนโดยใช้กจิ กรรมการชนี้ ำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) รว่ มกบั บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI)
สมมติฐานของการวจิ ยั
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน
65/65
2. ผลสมั ฤทธิ์ทางการอา่ นภาษาองั กฤษเพอื่ ความเข้าใจหลังการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้
กิจกรรมการชี้นำสู่การอา่ นการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) สงู กว่ากอ่ นเรียนอย่าง
มนี ยั สำคญั ทางสถติ ิ
-4-
3. นักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่าน
การคิด (DR-TA) รว่ มกบั บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) เพือ่ พฒั นาทักษะการอา่ นภาษาอังกฤษเพอ่ื ความ
เข้าใจในระดับพงึ พอใจทสี่ ุด
ขอบเขตของการวจิ ยั
ในการวิจัยคร้ังน้ีผ้วู ิจัยไดก้ ำหนดขอบเขตในการวจิ ัยไว้ ดังน้ี
1. ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง
1.1 ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วทิ ยา ภาคเรียนที่ 1
ปีการวจิ ยั 2565 จำนวน 4 หอ้ ง รวมนักเรยี นท้ังสิ้น 150 คน
1.2 กลมุ่ ตัวอย่าง นักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นประชาสงเคราะห์วิทยา ภาคเรียนที่
1 ปกี ารวิจยั 2565 ซง่ึ เปน็ นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 หอ้ ง 1 จำนวน 40 คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง
2. เน้อื หาทใี่ ช้ในงานวิจยั
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้นำบทความภาษาอังกฤษจากหนังสือเรียน Spark 3
รายวิชาภาษาอังกฤษ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1
เรื่อง Extreme Jobs Extreme Looks หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เรื่อง When Lightning Loves You หน่วยการ
เรยี นร้ทู ี่ 3 เรอื่ ง Shark attack และหน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 4 เร่ือง Crime Doesn’t Always Pay
3. ตวั แปรทศ่ี ึกษา
3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA)
ร่วมกบั บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)
3.2 ตวั แปรตาม ได้แก่
3.2.1 ผลสมั ฤทธ์ิทางการอา่ นภาษาอังกฤษเพอื่ ความเขา้ ใจ
3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA)
ร่วมกบั บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
4. ระยะเวลาในการวจิ ัย การวิจัยครงั้ นีด้ ำเนินการตงั้ แต่วันท่ี 19 เดอื น พฤษภาคม ถงึ วันท่ี 31 เดือน
ตุลาคม พ.ศ. 2565 รวมเวลาทใ่ี ช้ในการวจิ ยั 1 ปกี ารศกึ ษา
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกนั ผูว้ ิจยั ไดก้ ำหนดนิยามศพั ทเ์ ฉพาะท่เี กีย่ วขอ้ งไว้ ดงั นี้
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านเพื่อความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอ่านเพื่อความ
เข้าใจวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/1 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ
นกั เรยี นอ่านเรอื่ งราวท่ีเป็นภาษาองั กฤษแล้วสามารถคาดเดาและเชอ่ื มโยงประสบการณ์จากเรื่องทีอ่ ่านได้ ซ่ึง
วดั ไดจ้ ากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
2. กิจกรรมการชี้นำสูก่ ารอ่านการคิด (DR-TA) เป็นวิธีที่มีจุดมุ่งหมายในการฝกการคาดเดาเนื้อเรื่อง
โดยใชภาพหรือ ชื่อเรื่องและฝกกระบวนการคิด โดยมีการเชื่อมโยงความรูเดิมกับความรูใหม่และกลั่นกรอง
ข้อมูลเพื่อนําไปสู่ความเขาใจ ซึ่งแบงออกเป็น 2 ชวงหลัก คือ ชวงท่ี 1 กระบวนการอ่าน และคิด เริ่มจาก
นักเรียนอานชือ่ เร่ืองหรือดูภาพแลวคาดเดาคาํ ตอบ อ่านในใจ และตรวจสอบความเขาใจ และสรปุ สาระสำคัญ
จากเรื่องที่อา่ น ชวงท่ี 2 การฝกทกั ษะท่ีจำเปน็ โดยใหนักเรียนทำแบบฝกหัดทบทวนความเข้าใจในการอ่าน ซึ่ง
-5-
กลวิธีนี้จะเป็นวิธีการสอนที่มีการกระตุนใหผู้เรียนเกิดการคาดเดาคําตอบ โดยเริ่มจากการอ่านเนื้อเรื่อง
ตรวจสอบการคาดเดา สรปุ สาระสำคญั และทบทวน ความเขาใจในการอ่านเพ่ือสงเสริมใหนกั เรียนทักษะการ
อ่านถกู ตอง และแม่นยาํ มากยงิ่ ขนึ้
3. บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เปน็ บทเรยี นสำเร็จรูปที่สร้างจากโปรแกรม PowerPoint ใช้ในการ
พัฒนาความสามารถทางการอ่านจับเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1
โรงเรยี นประชาสงเคราะหว์ ิทยา จงั หวัดพษิ ณุโลก
4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูส้ กึ ของนักเรียนทางบวกที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้กจิ กรรมการ
ชี้นำสกู่ ารอ่านการคดิ (DR-TA) ร่วมกบั บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน ซง่ึ ในวิจัยชน้ิ นจี้ ะวดั ไดจ้ ากแบบประเมิน
ความพึงใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) ซึ่งมี 3
ระดบั ดังน้ี 3 หมายถึง เห็นด้วยที่สุด หรอื พงึ พอใจท่สี ดุ 2 หมายถงึ เฉยๆ หรอื ปานกลาง และ 1 หมายถงึ ไม่
เห็นด้วย หรือ ไม่พึงพอใจ
ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รับ
1. ได้แนวทางในการจัดการเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ใหม้ ปี ระสิทธิภาพ
มากยงิ่ ขนึ้
2. ได้แนวทางในการพัฒนาคุณภาพหรอื ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้
ในกลุม่ สาระการเรยี นรู้อนื่ ๆ
3. เปน็ แนวทางสำหรบั ครูคนอนื่ ท่ีจะนำแนวคดิ และวิธีการท่ีได้จากการวิจัยคร้ังน้ไี ปใช้ในการ
พัฒนาคุณภาพการจัดการเรยี นรูข้ องตนใหม้ ีประสทิ ธภิ าพมากย่ิงขึ้น
4. นกั เรยี นมีคุณภาพการเรียนรู้ตามเปา้ หมายและเจตนารมณ์ของหลักสตู ร
-6-
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง
ในการวจิ ยั เรือ่ งการพัฒนาความสามารถทางการอ่านภาษาองั กฤษเพ่อื ความเข้าใจโดยใช้กิจกรรม
การชน้ี ำสกู่ ารอา่ นการคดิ (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) สำหรบั นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓
โรงเรยี นประชาสงเคราะห์วิทยา จังหวัดพิษณโุ ลก ผู้วิจัยได้ศึกษาคน้ คว้าเอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง ซง่ึ จะนำมา
เสนอตามลำดับดงั นี้
2.1 เอกสารท่เี กย่ี วข้องกบั หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สาระการเรียนรู้
ภาษาตา่ งประเทศ
2.1.1 ความสำคญั
2.1.2 หลกั สูตรกลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาต่างประเทศภาษาอังกฤษ
2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
2.1.4 คณุ ภาพผ้เู รยี น
2.2 เอกสารทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั ทักษะการอ่านและการอ่านเพอ่ื ความเขา้ ใจ
2.2.1 ความหมายของการอ่าน
2.2.2 ความหมายของการอ่านเพื่อความเขา้ ใจ
2.2.3 ระดับความเข้าใจในการอ่าน
2.2.4 จดุ มงุ่ หมายในการอา่ น
2.2.5 ความสำคญั ของการอา่ น
2.2.6 ประเภทของการอา่ น
2.2.7 หลกั การและขน้ั ตอนในการอ่านจับใจความสำคัญ
2.2.8 ทกั ษะทสี่ ำคญั ของการอ่านจับใจความสำคัญ
2.2.9 ทฤษฎพี ้นื ความรู้เดมิ กับความเข้าใจในการอ่าน
2.2.10 ประเภทของหนงั สอื
2.3 กจิ กรรมการช้นี ำส่กู ารอ่านการคดิ (DR-TA)
2.3.1 จดุ มงุ่ หมายของการจดั กจิ กรรมการช้ีนำสู่การอ่านการคิด (DR-TA)
2.3.2 ข้ันตอนการจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้กจิ กรรมการชนี้ ำส่กู ารอา่ นการคิด (DR-TA)
2.4 คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
2.4.1 ความหมายของคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
2.4.2 ลักษณะและประเภทของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
2.4.3 ประโยชนแ์ ละขอ้ ดีของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
2.4.4 แนวคิดการจัดการเรียนการสอนดว้ ยคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
2.4.5 หลกั การพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
2.4.6 ข้ันตอนการพัฒนาบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
-7-
2.5 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
2.6 ความพงึ พอใจ
2.6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
2.6.2 แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวกบั ความพึงพอใจ
2.7 งานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง
2.7.1 งานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ งกบั กจิ กรรมการช้นี ำสกู่ ารอา่ นการคดิ (DR-TA)
2.7.1 งานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
2.1 เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกบั หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สาระ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
2.1.1 ความสำคญั
ในสงั คมโลกปัจจุบัน การเรียนรภู้ าษาต่างประเทศมคี วามสำคญั และจำเปน็ อย่างยิ่งในชวี ิตประจำวัน
เนอื่ งจากเปน็ เครื่องมือสำคัญในการติดต่อสอื่ สาร การศกึ ษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชพี การสรา้ ง
ความเข้าใจเก่ียวกบั วฒั นธรรมและวสิ ัยทัศนข์ องชุมชนโลก และตระหนักถึงความหลากหลายทางวฒั นธรรม
และมมุ มองของสงั คมโลก นำมาซ่ึงมติ รไมตรแี ละความร่วมมอื กับประเทศตา่ งๆชว่ ยพัฒนาผู้เรียนใหม้ ีความ
เข้าใจตนเองและผ้อู ่นื ดขี ึน้ เรยี นรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี
การคดิ สงั คม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติท่ีดีต่อการใชภ้ าษาต่างประเทศ การใช้
ภาษาต่างประเทศเพือ่ การส่ือสารได้ รวมท้งั เขา้ ถงึ องค์ความร้ตู ่างๆ ได้ง่าย และกว้างขึน้ และมวี สิ ัยทัศนใ์ นการ
ดำเนนิ ชีวติ
ภาษาตา่ งประเทศท่ีเป็นสาระการเรียนรู้พ้นื ฐานซง่ึ กำหนดให้เรยี นตลอดหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษา
ข้ันพนื้ ฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาตา่ งประเทศอ่ืน เช่น ภาษาฝรงั่ เศส เยอรมนั จนี ญป่ี ุ่น อาหรบั บาลี
และภาษาต่างประเทศเพอื่ นบา้ น หรอื ภาษาอ่นื ๆ ให้อยใู่ นดลุ ยพินจิ ของสถานศึกษาที่จะจดั ทำรายวิชาและ
จดั การเรยี นรตู้ ามความเหมาะสม
2.1.2 หลักสตู รกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศภาษาอังกฤษ
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ ม่งุ หวงั ให้ผเู้ รยี นมเี จตคติท่ดี ีตอ่ ภาษาต่างประเทศ สามารถใช้
ภาษาตา่ งประเทศ สื่อสารในสถานการต่างๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศกึ ษาต่อในระดับทสี่ ูงขึน้
รวมทงั้ มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในเร่ืองราวและวัฒนธรรมอนั หลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอด
ความคิดและวฒั นธรรมไทยไปยังสงั คมโลกได้อย่างสรา้ งสรรค์ ประกอบด้วยสาระสำคัญดงั นี้
ภาษาเพอื่ การสอื่ สาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟงั -พดู -อา่ น-เขยี น แลกเปลย่ี นข้อมูลข่าวสาร
แสดงความรู้สกึ และความคิดเหน็ ตีความ นำเสนอขอ้ มลู ความคดิ รวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องตา่ งๆ และ
สรา้ งความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม
ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษา ความสัมพันธ์ ความ
เหมอื น และความแตกต่างระหวา่ งภาษาและวฒั นธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทยและ
นำไปใช้อยา่ งเหมาะสม
ภาษาและความสมั พนั ธ์กับกล่มุ สาระการเรียนรู้อืน่ การใชภ้ าษาตา่ งประเทศในการเช่อื มโยงความรู้
กับกลุม่ สาระการเรียนรอู้ น่ื เปน็ พ้นื ฐานในการพฒั นา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน
-8-
ภาษากบั ความสมั พนั ธก์ บั ชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ท้งั ใน
ห้องเรียนและนอกหอ้ งเรยี น ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครือ่ งมอื พน้ื ฐานในการศกึ ษาตอ่ ประกอบอาชีพ และ
แลกเปล่ยี นเรียนรูก้ ับสงั คมโลก
2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร
มาตรฐาน ต ๑.๑ เขา้ ใจและตคี วามเรือ่ งทีฟ่ งั และอา่ นจากส่ือประเภทต่างๆ และแสดงความ
คิดเห็นอย่างมเี หตุผล
มาตรฐาน ต ๑.๒ มที กั ษะการสอื่ สารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลขา่ วสาร แสดง
ความรู้สึกและความคดิ เห็นอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลขา่ วสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเหน็ ในเรอ่ื งต่างๆ
โดยการพดู และเขียน
สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม
มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งภาษากบั วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และ
นำไปใช้ไดอ้ ย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ
มาตรฐาน ต ๒.๒ เขา้ ใจความเหมอื นและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของ
เจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำไปใช้อย่างถกู ตอ้ งและเหมาะสม
สาระท่ี ๓ ภาษากับความสมั พนั ธก์ ับกล่มุ สาระการเรยี นรู้อน่ื
มาตรฐาน ต ๓.๑ ใชภ้ าษาต่างประเทศในการเช่ือมโยงความรูก้ ับกลุม่ สาระการเรียนรู้อื่น และ
เปน็ พน้ื ฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน
สาระท่ี ๔ ภาษากับความสมั พันธ์กับชมุ ชนโลก
มาตรฐาน ต ๔.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณต์ ่างๆ ทัง้ ในสถานศกึ ษา ชมุ ชน และ
สังคม
มาตรฐาน ต ๔.๒ ใชภ้ าษาต่างประเทศเปน็ เครอ่ื งมือพน้ื ฐานในการศึกษาต่อ การประกอบ
อาชีพ และการแลกเปล่ยี นเรยี นรกู้ บั สงั คมโลก
2.1.4 คุณภาพผเู้ รยี น
จบชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
ปฏบิ ัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธบิ ายทฟี่ งั และอา่ น อา่ นออกเสยี งขอ้ ความ ข่าว
โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสน้ั ๆ ถกู ต้องตามหลกั การอ่าน ระบ/ุ เขียนสอ่ื ทีไ่ ม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ
สัมพนั ธก์ ับประโยคและขอ้ ความทฟี่ ังหรืออ่าน เลือก/ระบุหัวขอ้ เรอ่ื ง ใจความสำคญั รายละเอียด สนับสนุน
และแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกบั เรอื่ งทีฟ่ ังและอ่านจากสอื่ ประเภทต่างๆ พร้อมท้งั ให้เหตุผลและยกตัวอยา่ ง
ประกอบ
สนทนาและเขยี นโต้ตอบข้อมลู เกย่ี วกับตนเอง เรอื่ งตา่ งๆ ใกล้ตวั สถานการณ์ ข่าว เรอ่ื งทอี่ ย่ใู นความ
สนใจของสังคม และส่อื สารอยา่ งตอ่ เนื่องและเหมาะสม ใช้คำขอรอ้ ง คำชแี้ จง และคำอธิบาย ให้คำแนะนำ
อยา่ งเหมาะสม พูดและเขยี นแสดงความต้องการ เสนอการใหค้ วามช่วยเหลอื ตอบรบั และปฏิเสธการใหค้ วาม
ช่วยเหลือ พูดและเขียนเพ่ือขอและใหข้ อ้ มูล บรรยาย อธิบาย เปรยี บเทยี บ และแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกบั
เรอ่ื งทฟ่ี ังหรืออา่ นอย่างเหมาะสม พูดและเขยี นบรรยายความรู้สกึ และความคิดเหน็ ของตนเองเก่ียวกบั เร่ือง
ตา่ งๆ กจิ กรรม ประสบการณ์ และขา่ ว/เหตกุ ารณ์ พรอ้ มทง้ั ใหเ้ หตุผลประกอบอย่างเหมาะสม
-9-
พดู และเขยี นบรรยายเก่ียวกบั ตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์/เรอ่ื ง/ประเดน็ ต่างๆ ที่อยู่ในความ
สนใจของสงั คม พูดและเขยี นสรปุ ใจความสำคัญ/แกน่ สาระ หวั ขอ้ เรื่องทไี่ ด้จากการวเิ คราะห์เรือ่ ง/ข่าว/
เหตุการณ/์ สถานการณท์ ่ีอย่ใู นความสนใจ พดู และเขยี นแสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกบั กจิ กรรมประสบการณ์ และ
เหตุการณ์ พรอ้ มให้เหตุผลประกอบ
เลือกใช้ภาษา นำ้ เสยี ง และกริ ิยาทา่ ทางเหมาะสมกับบคุ คลและโอกาส ตามมารยาททางสังคม และ
วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา อธิบายเกย่ี วกบั ชีวิตความเปน็ อยู่ ขนบธรรมเนียม และประเพณขี องเจ้าของภาษา
เขา้ ร่วม/จดั กจิ กรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ
เปรยี บเทยี บ และอธิบายความเหมอื นและแตกต่างระหว่างการออกเสยี งประโยคชนิดต่างๆ และการ
ลำดับคำตามโครงสรา้ งประโยคของภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและ
ความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษากบั ของไทยและนำไปใช้อยา่ ง
เหมาะสม
ค้นควา้ รวบรวม และสรุปข้อมูล/ขอ้ เท็จจริงทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับกลมุ่ สาระการเรยี นร้อู ่นื จากแหล่งการ
เรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและเขียน
ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จรงิ /สถานการณ์จำลองที่เกดิ ข้ึนในหอ้ งเรยี น สถานศกึ ษา ชุมชน และ
สังคม
ใชภ้ าษาตา่ งประเทศในการสืบค้น/คน้ ควา้ รวบรวม และสรุปความรู้/ขอ้ มูลตา่ งๆ จากสื่อและแหล่ง
การเรยี นรตู้ ่างๆ ในการศึกษาตอ่ และประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสมั พนั ธข์ ้อมลู ขา่ วสารของโรงเรยี น
ชุมชน และท้องถนิ่ เปน็ ภาษาตา่ งประเทศ
มที ักษะการใชภ้ าษาต่างประเทศ (เนน้ การฟงั -พูด-อา่ น-เขียน) ส่อื สารตามหัวเรือ่ งเก่ยี วกับตนเอง
ครอบครวั โรงเรยี น ส่งิ แวดลอ้ ม อาหาร เครอ่ื งดืม่ เวลาว่างและนนั ทนาการ สขุ ภาพและสวัสดกิ าร การซื้อ-
ขาย ลมฟา้ อากาศ การศึกษาและอาชพี การเดนิ ทางท่องเท่ยี ว การบริการ สถานที่ ภาษา และวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ภายในวงคำศพั ท์ประมาณ ๒,๑๐๐-๒,๒๕๐ คำ (คำศัพท์ท่เี ป็นนามธรรมมากขน้ึ )
ใช้ประโยคผสมและประโยคซบั ซอ้ น (Complex Sentence) สอื่ ความหมายตามบริบทตา่ งๆ ในการ
สนทนาทง้ั เปน็ ทางการ และไมเ่ ป็นทางการ
2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านและการอ่านเพ่ือความเข้าใจ
2.2.1 ความหมายของการอา่ น
มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (อ้างใน ผุสดีพร จันตาใหม่, 2551 : 18) การอ่าน คือ การรับรู้ข้อความในการ
เขียนของตนเองหรือของผู้อื่น รวมถึงการการรับรู้ความหมายจากเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น
สัญลักษณ์จราจร เครื่องหมายที่แสดงบนแผนที่ เป็นต้น การรับรู้ข้อความ เข้าใจเรื่องราว หรือได้รับรสความ
บนั เทิงใจตรงตามจุดประสงคข์ องผูเ้ ขยี นเปน็ การอ่านทด่ี แี ละไดป้ ระโยชน์อยา่ งแท้จริง
เซอร์ ฟรานซิส เบคอน (2471 : 7) การอ่านนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับมนุษย์ เพราะมนุษย์จะไม่
สามารถเป็นมนษุ ย์ไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์แบบหากปราศจากการอ่าน ซึง่ เป็นหน่งึ ในสี่ของทกั ษะทางภาษาท่ีจำเป็นท่ี
จะต้องฝึกฝนอยสู่ ม่ำเสมอ และสามารถฝกึ ฝนไดเ้ รื่อย ๆ ตามวัย และประสบการณ์ไมม่ วี นั ส้ินสดุ เป็นส่ิงสำคัญ
ทจี่ ะช่วยใหม้ นษุ ยไ์ ด้รบั ความคิด ความรูแ้ ละความบันเทิง ซงึ่ มผี ลต่อชีวิตและจิตใจของมนษุ ยใ์ หเ้ จริญย่ิงขึน้
รซุ ทซู (Ruth Tooze 2559 : 45) ได้กำหนดความหมายของการอ่านไวโ้ ดยสรุปว่า การอ่านหมายถงึ
ส่งิ ต่อไปนี้
- 10 -
1) การเขา้ สกู่ ารเรยี นร้ชู วี ิตทส่ี มบูรณ์
2) การกอ่ ใหเ้ กิดความจรรโลงใจและความมีจิตใจทดี่ ี
3) การอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญในด้านศิลปะเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ซึ่งมี 4 ประการ คือ
การฟงั การพูด การอ่าน และการเขียน
4) การอ่านเปน็ การช่วยสง่ เสรมิ ตัวเอง เป็นการปรับปรุงตวั เอง ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ี
สมบรู ณ์
5) การอ่านเป็นการส่งเสริมอารมณข์ องแต่ละคนให้สัมพันธก์ บั ผูอ้ ื่นในโลก เป็นการปรับปรุง
ตัวเองใหเ้ ขา้ กับผูอ้ ่ืนได้
เอ็ดการ์ เดลล์ (Edgar dale2559 : 47) ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน หมายถึง
กระบวนการคน้ หาความหมายจากสิ่งพิมพ์ เปน็ การเพ่ิมพนู ประสบการณ์ของผู้อา่ น การอ่านไมไ่ ด้หมายความ
เฉพาะการมองผ่านแตล่ ะประโยคหรือแต่ละยอ่ หน้าเท่าน้ัน แตผ่ ู้อ่านตอ้ งเข้าใจความคิดน้นั ๆ ด้วย
กลุ่มพัฒนาและส่งเสริมวิทยบรกิ าร สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ
สถานศึกษา (2546 : 12) การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งพิมพ์หรือในหนังสือ
เปน็ การรับรูว้ า่ ผู้เขียนคิดอะไรและพูดอะไร โดยเรม่ิ ตน้ ทำความเข้าใจถ้อยคำแต่ละคำเข้าใจวลี เข้าใจประโยค
ซึ่งรวมอยู่ในย่อหน้า เข้าใจแต่ละย่อหน้า ซึ่งรวมเป็นเรื่องราวเดียวกัน การอ่านเป็นการบริโภคคำที่ถูกเขียน
ออกมาเป็นตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์ การอ่านโดยหลักวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการที่แสงตกกระทบที่สื่อ และ
สะท้อนจากตวั หนงั สือผา่ นทางเลนส์นยั น์ตา และประสาทตาเข้าสู่เซลลส์ มองไปเปน็ ความคิด (Idea) ความรับรู้
(Perception) และกอ่ ให้เกดิ ความจำ (Memory) ทั้งความจำระยะส้ัน และความจำระยะยาว
สรุปได้ว่า การอ่าน มีความสำคัญทั้งด้านการศึกษา การงานและชีวิตส่วนตัว ผู้อ่านที่ดีควรตั้ง
วตั ถุประสงค์ในการอ่านใหช้ ัดเจน เขา้ ใจกระบวนการอ่าน เพราะการอ่านมใิ ช่แต่เพียงเขา้ ใจความหมายของคำ
อา่ นคำถกู ออกเสียงไดถ้ กู ต้องเท่านั้น แตก่ ารอ่านสามารถทำให้ผอู้ ่านประสบความสำเรจ็ ในชวี ิตการเรยี น การ
ทำงาน สามารถนำส่งิ ทไี่ ด้รับจากการอ่านไปใชใ้ นชีวิตประจำวันเพ่อื พัฒนาตนเอง และประเทศชาติตอ่ ไป การ
อ่านนนั้ มิใชเ่ ปน็ พรสวรรค์ แต่เกิดจากการฝกึ ฝนและการเรยี นรู้ ดงั น้ันจงึ ไมค่ วรท้อถอย ผ้อู า่ นควรต้งั ใจไว้เสมอ
ว่า การอ่านมปี ระโยชน์ทำใหร้ ู้เทา่ ทนั โลก และเหตกุ ารณ์ สร้างบุคลกิ ภาพใหเ้ ปน็ คนมีความเช่อื มน่ั ในตนเอง ซึ่ง
เปน็ ส่งิ สำคญั ในปัจจุบนั น้ีอกี ดว้ ย
2.2.2 ความหมายของการอ่านเพ่ือความเข้าใจ
ในการอา่ น ผอู้ ่านจะตอ้ งทำความเขา้ ใจในสิ่งทีอ่ ่าน และสามารถบอกถงึ สิ่งที่ผู้เขยี นตอ้ งการท่ีจะ
สอ่ื สารผ่านตัวอักษร ซึ่งการอา่ นเพ่ือความเข้าใจ ประกอบด้วยองคป์ ระกอบหลายประการ ด่ังที่นกั การศกึ ษา
ไดใ้ ห้ความหมายไวห้ ลายท่าน ดงั นี้
Roe (1893 : 15) กลา่ ววา่ ความเขา้ ใจในการอา่ นคือ การเรยี บเรยี ง การตคี วาม และประเมนิ ผลส่ิงที่
ผเู้ ขียนเขียนเนื้อหาโดยใชค้ วามรู้ทไี่ ด้จากประสบการณช์ ีวติ
สมทุ ร เซน็ เชาวนิช (2542 : 73-74) ได้กลา่ วไว้วา ความเข้าใจ (Comprehension) เปน็ เรอ่ื งท่ีมี
ความสัมพันธท์ ่ีเก่ยี วข้องกบการศึกษา และประสบการณ์หลายๆด้านของแต่ละคน ความเขา้ ใจถือวาเป็น
องค์ประกอบทส่ี ำคัญอย่างย่ิงของการอา่ น ถ้าอ่านแล้วไมเ่ กดิ ความเข้าใจก็อาจกล่าวว่าการอา่ นท่แี ท้จรงิ ยังไม่
เกดิ ขนึ้ ซ่งึ การอา่ นนน้ั ก็ต้องอาศัยความเขา้ ใจในการอา่ นดว้ ย
ความเขา้ ใจมอี งค์ประกอบท่ีสำคัญๆ พอสรุปไดด้ ังน้ี
1. สามารถจดจำเร่อื งราวสว่ นใหญ่ทไ่ี ด้อ่านมาแลว้ ได้
- 11 -
2. สามารถจับใจความสำคัญๆ ได้ สามารถแยกแยะ หรอื ระบปุ ระเดน็ หลกั ออกจากประเด็น
ยอ่ ยท่ีไมจ่ ำเปน็ หรอื ไมส่ ำมากนกั ได้
3. สามารถตีความเกี่ยวกับเรื่องราวขอ้ คดิ เหน็ ทอี่ ่านมาแล้วได้วามนี ยั สำคญั หรือลึกซงึ้ มาก
น้อยเพยี งใด
4. สามารถสรุปลงความเหน็ จากสงิ่ ที่ได้อา่ นมาแล้วไดอ้ ยา่ งถูกต้อง มเี หตผุ ลและน่าเชื่อถอื
5. สามารถใชว้ จิ ารณญาณของตนพิจารณาใตร่ตรองขอ้ สรปุ หรือการอา้ งต่างๆ ของผู้เขยี นได้
อย่างถกู ต้อง และเปน็ ระบบ ไม่สับสน สามารถถ่ายโอนหรือประสมประสานความรูท้ ่ไี ดจ้ ากการอ่านกบ
ประสบการณ์อืน่ ๆ ได้อย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ
6. สามารถประเมนิ ค่าได้ว่าอะไรบ้างท่คี วรสนใจเป็นพเิ ศษ
สรปุ ไดว้ ่า การอ่านเพ่อื ความเข้าใจไดน้ ้ัน คือความสามารถในการทำความเข้าใจในเนอื้ เร่อื งท่ไี ดอ้ า่ น
โดยเร่ิมต้งั แต่ คำ วลี ประโยค และบทอ่านทม่ี ีขอ้ ความยาวๆ
2.2.3 ระดับความเข้าใจในการอ่าน
ดลั แมน และ คณะ Dallman & others, 1974 (อา้ งใน จีรพรรณ มหาพรหม 2545) แบง่ ระดบั ความ
เขา้ ใจในการอา่ นออกเปน็ 3 ระดับ คอื
1. ความเข้าใจในระดับข้อเท็จจริง (Factual Level) คือ ความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านตาม
ตัวอกั ษรท่เี ขยี นไว้
2. ความเข้าใจขั้นตีความ (Interpretation Level) คือ ความเข้าใจโดยอาศัยการสรุปความ
ตีความ และแปลความหมายจากเรอ่ื งที่อ่านได้
3. ความเข้าใจขั้นประเมินค่า (Evaluation Level) คือ ความสามารถในการประเมินค่าส่งิ ที่
อ่านมาโดยอาศยั ความรู้และประสบการณข์ องผู้อา่ นพิจารณาและตดั สนิ
พิมพ์สรร รตั นดิลก ณ ภูเกต็ (2551 : 42) ระดบั ของการอา่ นแบง่ เป็น 2 ระดับ คอื
1. อ่านออก การที่ผู้อ่านรู้จักพยัญชนะ สระและเครื่องหมายต่าง ๆ สามารถอ่านออกเสียง
ออกมาเปน็ คำไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
2. อ่านเป็น เป็นการอ่านที่แตกต่างจากระดับแรกโดยสิ้นเชิง เพราะการอ่านเป็นน้ัน
หมายความว่า ผู้อ่านจะต้องอ่านได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว จับใจความได้ตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ ทราบ
ความหมายของขอ้ ความทุกอยา่ งรวมถงึ ความหมายท่ีผูเ้ ขยี นเจตนาแฝงเร้นไว้ สามารถเขา้ ใจเจตนาและอารมณ์
ของผ้เู ขียน ตลอดจนสามารถประเมินคุณค่าและเลอื กรบั สิง่ ดี ๆจากงานเขียนนั้นได้ จึงจำเป็นอยา่ งยิ่งท่ีจะต้อง
ฝกึ ฝนทักษะในการอ่านของตนเองใหม้ าก เพ่ือท่จี ะไดอ้ ่านเป็น ซ่ึงต้องอาศยั เวลาในการฝึกฝนคอ่ นข้างนาน
กลุม่ พัฒนาและส่งเสริมวิทยบริการ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการ
สถานศึกษา : 2546) ระดบั ของการอ่าน
การอา่ นสำรวจ คอื การอา่ นขอ้ เขยี นอย่างรวดเรว็ เพ่ือรลู้ กั ษณะโครงสร้างของข้อเขียน สำนวนภาษา
เนอ้ื เร่ืองโดยสงั เขป เป็นวธิ ีอา่ นท่เี ป็นประโยชนอ์ ยา่ งยงิ่ ในการเลือกสรรสิง่ พิมพ์ สำหรบั ใช้ประกอบการค้นคว้า
หรอื การหาแนวเร่ืองสำหรับเขยี นรายงาน และรวบรวมบรรณานุกรมในหัวขอ้ ท่ีเขยี นรายงาน
การอ่านข้าม เป็นวิธีอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าใจเนื้อหาของขอ้ เขียน โดยเลือกอ่านขอ้ ความบางตอน
เช่น การอา่ นคำนำ สาระสงั เขป บทสรุป และการอา่ นเนือ้ หาเฉพาะตอนที่ตรงกับความต้องการ เป็นตน้
การอ่านผ่าน เป็นการอ่านแบบกวาดสายตา (Scanning Reading) โดยผู้อ่านจะทำการกวาดสายตา
อยา่ งรวดเร็วไปยังส่งิ ทเี่ ป็นเปา้ หมายในข้อเขยี น เช่น คำสำคญั ตวั อกั ษร หรอื สัญลักษณ์ แลว้ อ่านรายละเอียด
เฉพาะที่เก่ียวกบั สิง่ ท่ตี ้องการ เชน่ การอา่ นเพื่อค้นหาชื่อในพจนานกุ รม และการอ่านแผนที่
- 12 -
การอา่ นจับประเด็น หมายถึง การอา่ นเรือ่ งหรือข้อเขียนโดยทำความเข้าใจสาระสำคัญในขณะท่ีอ่าน
มกั ใช้ในการอ่านข้อเขยี นท่ีไม่ยาวนัก เช่น บทความ การอ่านเร็วๆ หลายครั้งจะช่วยให้จับประเด็นได้ โดยการ
อ่านมีเทคนิคคือ ต้องสังเกตคำสำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำสำคัญ และทำการย่อสรุปบันทึกประโยคสำคัญไว้
เพื่อใชป้ ระโยชน์ต่อไป
การอ่านสรุปความ หมายถึง การอ่านโดยสามารถตีความหมายสิง่ ที่อ่านได้ถูกต้องชัดเจนเข้าใจเร่อื ง
อย่างดี สามารถแยกสว่ นที่สำคัญหรือไม่สำคัญออกจากกัน รู้ว่าส่วนใดเป็นขอ้ เท็จจริง หรือข้อคดิ เห็น ส่วนใด
เป็นความคิดหลัก ความคิดรอง การอ่านสรุป ความมีสองลักษณะคือ การสรุปแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละตอน
และสรุปจากทั้งเร่ือง หรือทั้งบท การอ่านสรุปความควรอย่างอย่างคร่าว ๆ ครั้งหนึ่งพอให้รู้เรื่อง แล้วอ่าน
ละเอียดอีกครั้งเพื่อเข้าใจเรื่องอย่างดี หลักจากนั้นตั้งคำถามตนเองในเรื่องที่อ่านว่าเกี่ยวกับอะไร มีเร่ืองราว
อยา่ งไร แลว้ เรยี บเรยี งเนอ้ื หาเปน็ สำนวนภาษาของผ้สู รปุ
การอา่ นวเิ คราะห์ การอ่านเพือ่ ค้นควา้ และเขยี นรายงานโดยทั่วไปต้องมีการวิเคราะห์ความหมายของ
ขอ้ ความ ทง้ั น้เี พราะผู้เขียนอาจใช้คำและสำนวนภาษาในลักษณะตา่ ง ๆ อาจเปน็ ภาษาโดยตรงมีความชัดเจน
เข้าใจง่าย ภาษาโดยนัยที่ต้องทำความเข้าใจ และภาษาที่มีความหมายตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน
ผอู้ า่ นท่ีมคี วามรู้เรอื่ งคำศพั ทแ์ ละสำนวนภาษาดี มีประสบการณ์ ในการ อ่านมากและมสี มาธใิ นการอา่ นดี ย่อม
สามารถวเิ คราะห์ได้ตรงความหมายท่ีผเู้ ขยี นตอ้ งการสอื่ และสามารถเขา้ ใจเรอ่ื งท่อี า่ นไดด้ ี
กล่าวโดยสรุป การอ่านมีหลายระดับและมีวิธีการตา่ ง ๆ ตามความมุ่งหมายของผู้อ่าน และประเภท
ของสื่อการอ่าน การอ่านเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและเขียนรายงาน อาจใช้วิธีอ่านต่าง ๆ เช่น การอ่านสำรวจ
การอ่านข้าม การอ่านผา่ น การอา่ นจบั ประเดน็ การอ่านสรปุ ความ และการอ่านวิเคราะห์
2.2.4 จุดมุ่งหมายในการอา่ น
กลุ่มพัฒนาและส่งเสริมวิทยบริการ สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการ
สถานศึกษา, 2546) จุดมุ่งในหมายการอ่าน การรู้ความมุ่งหมายในการอ่านเปรียบเหมือนการรู้จุดหมาย
ปลายทางของการเดินทาง ทำให้สามารถเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ และเดินทางไปสู่ที่หมายได้
นักอ่านที่ดีควรมีจุดมุ่งหมายว่าต้องการอ่านเพื่ออะไร เพื่อจะได้กำหนดวิธีอ่านได้เหมาะสม การอ่านเพ่ือ
การศึกษาค้นควา้ และทำรายงาน มจี ดุ มงุ่ หมายดังน้ี
1. อ่านเพื่อความรู้พื้นฐาน เป็นการอ่านเพื่อรู้เรื่องโดยสังเขป หรือเพื่อลักษณะของหนังสือ
เช่น การอ่านเพอ่ื รวบรวมสง่ิ พมิ พท์ จี่ ะใชใ้ นการค้นคว้าและเขยี นรายงาน
2. อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูล เป็นการอ่านให้เข้าในเนื้อหาสาระ และจัดลำดับความคิดได้ เพื่อ
สามารถรวบรวม และบันทึกขอ้ มลู สำหรบั เขยี นรายงาน
3. อา่ นเพื่อหาแนวคดิ หมายถงึ การอา่ นเพอ่ื รวู้ า่ สิง่ ทีอ่ ่านนั้นมีแนวคิดหรอื สาระสำคญั อย่างไร
จะนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้หรือไม่ ในลักษณะใด เชน่ การอา่ นบทความ และสารคดีเพ่ือหาหัวขอ้ สำหรบั เขยี นโครง
ร่างรายงาน
4. อ่านเพื่อวิเคราะห์หรอื วิจารณ์ คือการอ่านเพื่อให้เขา้ ใจลึกซึ้งพอทีจ่ ะนำความรู้ไปใช้ หรือ
แสดงขอ้ คดิ เหน็ เกีย่ วกบั เร่ืองท่ีอ่านได้ เชน่ การอ่านบทความท่ีแสดงความคิดเห็น การอ่านตารางและรายงาน
พัชนี เลา้ แสงชยั วัฒน์ (2555 : 43) จดุ ม่งุ หมายของการอ่าน
1. การอ่านเพ่ือการศึกษาค้นคว้า คือ ต้องการได้รับความรูจ้ ากเนือ้ เรื่องทีอ่ ่าน เช่น การอ่าน
หนงั สือประเภทตำรา สารคดี หรือหนงั สืออา่ นเพมิ่ เติมของนกั เรยี นและนักศกึ ษา เพือ่ รู้และเขา้ ใจเร่ืองราวตาม
หลักสูตร และอ่านวารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือ
เหตุการณ์บ้านเมือง บ้านเมือง ผ้ปู ระกอบอาชีพต่าง ๆก็ต้องอา่ นเพ่ือเพิ่มพูนความร้ใู นสาขาอาชีพของตนหรือ
- 13 -
เพ่ือทำความเข้าใจวิทยาการใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นาตนเองใหก้ ้าวหน้าแม้แต่ในหนังสือประเภท
บันเทงิ คดีสำหรับบุคคลท่วั ไป ก็ยงั ให้ความรู้ควบคู่ไปกบั ความบนั เทงิ เพราะบคุ คลทัว่ ไปอ่านหนังสอื ตา่ ง ๆ เพื่อ
ขยายความรู้ ความสนใจให้กว้างขวาง
2. การอ่านเพ่อื ความบันเทงิ บางประเภทมีความชอบท่ีจะอ่านเพอื่ ความบนั เทิงมากกว่าอ่าน
เพื่อความรู้ เนื่องจากว่า ความบันเทิงเป็นอาหารทางใจซึ่งมีความจำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์เช่นเดียวกันกับ
อาหารและอากาศ จึงมกั จะเลอื กอ่านแต่หนังสือทส่ี ่งเสริมสุขภาพจติ ใหแ้ จ่มใส มคี วามสขุ คนไทยเราน้นั ใช้การ
อา่ นเป็นเคร่ืองให้ความบนั เทงิ ใจมาเปน็ เวลาติดต่อกันนานหลายปีแลว้ เห็นไดจ้ ากนทิ านร้อยแกว้ และนิทานคำ
กลอนสำหรับอ่าน กลอนเพลงยาว นริ าศ ตลอดจนวรรณกรรมอน่ื ๆท่ถี กู แตง่ ข้นึ อยา่ งมากมายและหลากหลาย
ในสมยั ก่อน ล้วนแตม่ ีส่วนให้ความบนั เทงิ ใจแก่ผู้อ่านทัง้ สนิ้ จวบจนปจั จุบนั นก้ี ม็ ียงั นวนยิ าย เร่ืองส้ัน สารคดี
การต์ นู มีภาพประกอบต่าง ๆ มากมายเพ่อื สร้างรอยยม้ิ ความสนกุ สนานเพลิดเพลนิ ให้กับผู้อา่ นโดยวิธีการอ่าน
ง่ายๆและสามารถทำได้หลายโอกาส เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรือ
อา่ นหนงั สือประเภทบนั เทิงคดีในเวลาว่าง
3. การอ่านเพื่อความคิดหรือเพื่อสนองความต้องการอ่ืน ๆ นอกจากความต้องการในการหา
ความรู้และความบันเทิงแล้ว คนบางคนยังแสวงหาคำตอบอื่น ๆให้กับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแนวความคิดทาง
ปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป ที่จะมักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท การศึกษา
แนวคิดของผู้อื่น เพื่อเป็นแนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือ
แก้ปัญหาต่าง ๆ หรืออ่านเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ กล่าวคือการอ่านหนังสือมาก ๆ จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถ
ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี รู้จักการวางตัวที่เหมาะสม มีความคิดกว้างขวางทันสมัย สามารถแก้ปัญหาและ
ตัดสนิ ใจไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง โดยอาจเรยี นร้จู ากเรอื่ งราวในหนงั สือทเ่ี ปน็ คติสอนใจหรือเปน็ อุทาหรณ์
ณนิชชา จนั ทร์พงษ์ (2549 : 32) จดุ มุ่งหมายของการอ่าน คอื การสื่อสารดว้ ยการอา่ นหนงั สอื ทุกครั้ง
ผูอ้ ่านจะต้องมกี ารตั้งจุดประสงค์การอา่ นเสมอ จุดประสงคข์ องการอ่านแต่ละครัง้ อาจจะเหมือนหรือต่างกันก็
ได้ จดุ ประสงค์โดยทั่วไปของการอ่านไดแ้ ก่
1. การอ่านเพื่อจับใจความ เป็นการสรุปสาระสำคัญของเรื่อง ทำให้เข้าใจเรื่องได้
ครบถ้วนตรงตามที่ผู้เขียนต้องการอย่างรวดเร็วการฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจ
ความหมายของคำและสำนวนในเรื่อง สามารถลำดับเหตุการณ์ และลำดับความคิดแยกได้ว่า ใจความใดเป็น
ความสำคญั และใจความใดเปน็ ใจความรอง
2. การอา่ นเพือ่ ใช้เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ นับเปน็ การสร้างนิสัยรักการอ่านท่ีพึงปฏิบัติ
และมปี ระโยชน์อย่างยง่ิ แตก่ ารทจ่ี ะเพ่ิมคณุ คา่ และประโยชนใ์ หก้ บั การอา่ นนน้ั ผู้อา่ นควรจดบนั ทกึ สาระสำคัญ
ของเรอื่ งที่อา่ น และสามารถแนะนำหนังสอื ที่น่าอ่านแกผ่ ู้อื่นไดด้ ้วย
3. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ รู้จักใคร่ครวญ พิจารณาเรื่องที่อ่านอย่างละเอียด
ลึกซ้งึ ในด้านตา่ ง ๆ เปน็ การอ่าน ท่ตี ้องอาศยั ความสามารถในการคิดพิจารณาหาเหตุผลมาประกอบ ซ่ึงนับว่า
เป็นทักษะด้านการอ่านขั้นสูง จึงควรฝึกฝนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ การอ่านอย่างมี
วิจารณญาณจะสามารถบอกจุดประสงค์ของผู้เขียนได้ บอกความหมายของคำและสำนวน ในเรื่อง ที่อ่านได้
วเิ คราะห์ส่วนต่าง ๆ ของเร่อื งทอี่ า่ นได้ถูกต้อง ชัดเจน อธิบายกลวิธกี ารเขียนได้ และบอกคุณคา่ ของเรื่องท่ีอ่าน
ได้
ไพรถ เลิศพิริยกมล (2543 : 23-27 อ้างอิง กมล การกุศล 2521 : 126-131)จุดประสงค์ของการ
อ่าน ในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกนั อาจมจี ุดประสงค์หรอื
ความคดิ ต่างกนั โดยทัว่ ไปจุดประสงค์ของการอ่านมี 3 ประการ คอื
- 14 -
1) การอ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี วารสาร
หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง การอ่าน
เพ่ือความรอบรู้เป็นการอ่านทจ่ี ำเป็นทส่ี ดุ สำหรบั ครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิม่ เตมิ อยู่ทกุ ขณะ
แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อ
ความกา้ วหนา้ ของโลกข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชดั เจนในตำรา แต่แทรกอยู่ในหนงั สือประเภทต่าง ๆ
แม้ในหนงั สอื ประเภทบันเทิงคดกี จ็ ะให้เกร็ดความรูค้ วบคู่กับความบนั เทิงเสมอ
2) การอ่านเพื่อความคิด แนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็น
ทั่วไป มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรง
เท่านั้น การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเอง และอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการ
ดำเนินชวี ิตหรอื แก้ปญั หาต่าง ๆ ในชวี ติ ผู้อา่ นจะต้องใชว้ ิจารณญาณในการเลือกนำความคิดท่ีได้อ่านมาใช้ให้
เป็นประโยชน์ ในบางเร่ืองผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนทม่ี ีความคิดผิดพลาด เพื่อเป็นอุทาหรณ์
ใหผ้ อู้ า่ นไดค้ วามยงั้ คิด เชน่ เรอ่ื งพระลอ แสดงความรักอนั ฝนื ทำนองคลองธรรมจงึ ตอ้ งประสบเคราะหก์ รรมใน
ที่สุด ผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิด นับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดที่
ควรได้ไปอย่างน่าเสียดาย การอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัยการศึกษาและการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มี
ประสบการณ์ในการอ่านมากกว่า ครูจึงตอ้ งใช้วิจารณญาณในการอ่านเพ่ือความคดิ ของตนเอง และเพ่ือชี้แนะ
หรือสนบั สนนุ นกั เรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้
3) การอ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา เช่น ระหว่างที่คอยบคุ คลที่นัดหมาย
คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนที่มีนิสัยรักการอ่าน หาก
รู้สึกเครียดจากการอ่านหนงั สือเพ่อื ความรู้ อาจอา่ นหนงั สือประเภทเบาสมองเพอื่ การพักผ่อน หนงั สือประเภท
ที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจำนวนมาก เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย การ์ตูน วรรณคดีประเทือง
อารมณ์ เป็นตน้
จุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้ โดยไม่
จำเปน็ ต้องแยกจากกนั อย่างชดั เจน
การอ่านแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่
1. การอา่ นเพื่อเกบ็ ความรู้และอา่ นเอาเร่อื ง คอื สามารถแยกขอ้ ความสำคัญและสามารถบอก
ผอู้ ่นื ไดว้ ่าได้รบั ความรูอ้ ะไรบ้าง แลว้ สามารถเรียงลำดับให้ผอู้ ่ืนฟงั หรอื ชกั ชวนทราบได้
2. การอ่านวิเคราะห์ คือ ผู้อ่านติดตามเรื่องราวต่อเนื่อง รู้ว่าใคร ทำอะไร อย่างไร ที่ไหน
เม่ือไร ดว้ ยเหตผุ ลอะไร
3. การอ่านตีความ คอื ผู้อ่านต้องพจิ ารณาว่า สารที่สำคญั ท่ีสุดแก่ผู้อ่านได้แก่อะไร การอ่าน
ชนดิ นนี้ อกจากตคี วามทัง้ เรอื่ งแล้วแต่ละช่วงอาจตอ้ งตคี วามดว้ ย
4. การประเมนิ ค่าสิ่งท่ีเราไดอ้ ่าน คือ ผู้อ่านต้องทราบว่าผลทีไ่ ด้รับจากการอ่าน ชี้บอกว่าสิ่ง
ใดดี สิง่ ใดบกพรอ่ ง สงิ่ ใดเหมาะสมในด้านใด
สมพร แพง่ พิพัฒน์ (2547 : 124) ไดก้ ล่าวถงึ จดุ มุ่งหมายของการอา่ นไวด้ งั นี้
1. การอา่ นเพื่อความรู้
2. การอา่ นเพ่อื ความบันเทงิ
3. การอ่านเพ่ือความแปลกใหม่
4. การอ่านเพอื่ ปรับปรุงบคุ ลิกภาพ
5. การอา่ นเพ่อื พัฒนาอาชีพ
- 15 -
สมพร จารนุ ัฏ (2549 : 46-62) ไดก้ ล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไวว้ า่ การต้งั คำถามแบบเปิดว่าใคร
ทำอะไรที่ไหนอย่างไรเป็นวิธีการกำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่านที่ดีเวลาอ่านเรื่องอะไร ก็ตามควรพยายาม
แปลงหัวเรอื่ งเป็นคำถามให้ติดเปน็ นสิ ัยบางคนอาจเขยี นคำถามไว้ข้างๆ หวั ขอ้ เร่อื งการต้งั คำถามก่อนการอ่าน
ในลกั ษณะเชน่ นี้ชว่ ยใหเ้ รามจี ดุ มุง่ หมายในการอา่ น
สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายในการอ่านนั้น ผู้อ่านควรตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่าน เพื่อจะได้อ่านให้ตรง
ประเด็น หรือตรงกับเร่ืองที่สนใจ เมื่อตั้งจดุ มุ่งหมายในการอ่านแล้ว จะทำให้การอ่านน้ันมปี ระสิทธิภาพมาก
ยงิ่ ขึ้น ตัวอยา่ งเชน่ ต้องการจะอ่านหนงั สือประเภทให้ความบนั เทิง กเ็ ลือกหนงั สือ เช่น นวนิยาย การ์ตูน เป็น
ต้น
2.2.5 ความสำคัญของการอา่ น
ฉวีวรรณ คหู าภนิ นั ท์ (2542) การอา่ นมคี วามสำคญั ตอ่ ชีวติ มนุษยต์ งั้ แตเ่ กิดจนโต และจนกระท่ังถึงวัย
ชรา การอ่านทำให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้
ผู้อ่านมีความสุข มีความหวัง และมีความอยากรู้อยากเห็น อันเป็นความต้องการของมนษุ ยท์ ุกคน การอ่านมี
ประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย
ทันต่อเหตุการณ์ และมีความอยากรู้อยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศยั
ประชาชนท่ีมีความร้คู วามสามารถ ซ่ึงความรตู้ ่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่านนน่ั เอง
การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญและจำเป็นอยา่ งยิ่งตอ่ การดำเนนิ ชีวิตของคนในปัจจบุ ัน เนื่องจาก
การอา่ นจะช่วยสง่ เสรมิ ให้คนแสวงหาข้อมูลเพ่อื เพิ่มพูนความรู้ และพฒั นาสติปัญญาอยา่ งตอ่ เน่อื ง ดังจะเหน็ ได้
จากความคดิ เห็นของนักวชิ าการหลายทา่ นท่ี มีต่อความสำคัญของการอา่ น ดงั น้ี
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา (2546) ไดก้ ลา่ วถงึ ความสำคัญของการอ่านไว้ 8 ประการ คอื
1. การอา่ นเป็นเครือ่ งมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผูท้ อ่ี ยใู่ นวัยศกึ ษาเล่าเรียนจำเป็นต้องอ่าน
หนังสอื เพอ่ื การศกึ ษาหาความรู้ด้านต่าง ๆ
2. การอ่านเปน็ เครื่องมือช่วยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชพี เพราะสามารถนำความรู้ท่ี
ได้จากการอา่ นไปพัฒนาตนและพฒั นางาน
3. การอ่านเป็นเครื่องมอื สบื ทอดมรดกทางวฒั นธรรมของคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นตอ่ ๆ ไป
4. การอา่ นเป็นวิธีการสง่ เสริมให้คนมีความคิด และฉลาดรอบรู้ เพราะประสบการณ์ท่ไี ด้จากการอ่าน
เม่อื เก็บสะสมเพิม่ พนู นานวนั เขา้ ก็จะทำให้เกดิ ความคิด เกดิ สติปญั ญาเปน็ คนฉลาดรอบรไู้ ด้
5. การอ่านเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นวิถีหนึ่งในการแสวงหาความสุข
ให้แกต่ นเองทีง่ ่ายทสี่ ุด และได้ประโยชน์คุม้ คา่ ท่สี ดุ
6. การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจ และบุคลิกภาพ เพราะ
เมื่ออา่ นมากย่อมรมู้ าก สามารถนำความรูไ้ ปใช้ในการดำรงชวี ิตไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
7. การอ่านเป็นเครื่องมือหนึง่ ในการพัฒนาระบบการเมอื งการปกครอง ศาสนา ประวัติศาสตร์ และ
สงั คม
8. การอ่านเป็นวิธีการหน่ึงในการพัฒนาระบบสื่อสาร และการใช้เคร่ืองมอื ทางอเิ ล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
ซงึ่ สอดคล้องกับความคิดเห็นของ
สรุปได้ว่าจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการอ่านโดยทั่วไปไดเ้ ป็น 2 ประการใหญ่ๆคือ การอ่านเพือ่ ความรู้
ความคิด และการอ่านเพื่อความบนั เทิง ในส่วนของการอ่านเพื่อความรูแ้ ละความคดิ น้ัน ยังสามารถแยกย่อย
ออกไปเป็น การอ่านเพื่อความรู้ในการประกอบอาชีพ การอ่านเพื่อความรู้ในการศึกษาเรียนรู้ การอ่านเพื่อ
ความรู้ในการดำเนนิ ชวี ติ และการอ่านเกย่ี วกบั สภาพแวดล้อมท่อี ยู่รอบ ๆตัว ซ่ึงการอ่านของแตล่ ะบคุ คลนัน้ จะ
- 16 -
ข้นึ อยกู่ ับสถานการณ์ตา่ ง ๆ ซง่ึ จะมจี ดุ มงุ่ หมายใดจุดมุ่งหมายหนึ่ง หรอื ผสมผสานในหลายจดุ มงุ่ หมาย ก็ขึ้นอยู่
กับความตอ้ งการหรอื ความสนใจของผอู้ ่านท่จี ะเป็นผกู้ ำหนดประโยชนท์ ีจ่ ะได้รับจากการอา่ น
2.2.6 ประเภทของการอา่ น
กุสุมา รักษมณี (ทักษะการสื่อสาร กรุงเทพฯ อักษรเจริญทัศน์ : 2536) ประเภทของการอ่านการ
อา่ นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคอื การอ่านในใจและการอา่ นออกเสยี ง
การอา่ นในใจ
การอา่ นในใจ คือการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด ความเขา้ ใจ และนำ
ความคดิ ความเข้าใจทไี่ ดน้ ้ันไปใชใ้ ห้เปน็ ประโยชน์ ประเภทของการอา่ นดงั ต่อไปนี้คือ
1. การอา่ นจับใจความ
การอ่านจับใจความเปน็ พน้ื ฐานของการอ่านในใจท่ีมุ่งคุณค่าทางสตปิ ญั ญา แบ่งการอ่านชนิด
น้ีออกเป็น 2 ประเภทคือ
1.1 การอา่ นจบั ใจความส่วนรวม เปน็ การอา่ นเพือ่ เข้าใจเน้ือหาส่วนรวม เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่
ตอ้ งการอ่านอย่างรวดเรว็
วธิ กี ารอา่ น
1. สงั เกตสว่ นประกอบของงานเขยี น เชน่ ชอื่ เร่ือง คำนำวตั ถุประสงค์ ของผู้เขยี นว่า
เป็นงานเก่ียวกบั อะไร และเขยี นเพื่ออะไร
2. วิเคราะห์จดุ มงุ่ หมายงานเขยี นว่าเขยี นด้วยวตั ถุประสงคใ์ ด
3. จดั ลำดบั เนอ้ื หาใหมต่ ามความสำคัญ
4. ใชก้ ารตั้งคำถามกวา้ ง ๆ วา่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมือ่ ไร อย่างไร และทำไม เพ่ือหา
ความสมั พันธ์ในการดำเนินเรอ่ื ง
1.2 การอ่านจบั ใจความสำคัญ ใจความสำคญั คือใจความหลกั ของเรื่องเป็นการอ่านท่ีละเอียด
มากข้นึ เพ่อื จับใจความสำคญั ของงานเขียนแตล่ ะยอ่ หน้า
วิธกี ารอ่านจบั ใจความสำคัญ
1. อา่ นวเิ คราะห์คำหรอื ประโยค โดยการตคี วามหมายของศัพทย์ ากในข้อเขียน
2. วิเคราะห์จดุ มุ่งหมายงานเขยี นวา่ เขยี นดว้ ยวัตถุประสงค์ใด
3. วิเคราะห์นำ้ เสียงวา่ เปน็ ไปในทำนองใด ประชดประชนั ลอ้ เลยี น ฯลฯ
4. วิจารณเ์ นอื้ หาสาระของงานเขียน
2. การอ่านตีความ คือ การอ่านที่ผู้อ่านจะตอ้ งใช้สติปญั ญาตีความหมายของคำและข้อความท้งั หมด
โดยพิจารณาถึงความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝงที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อความหมาย ซึ่งทั้งนี้ผู้อ่านจะ
สามารถตคี วามหมายของคำสำนวนไดถ้ ูกตอ้ งหรือไม่นั้นจำเป็นต้องอาศัยเนื้อความแวดล้อมของข้อความนั้น ๆ
บางครั้งต้องอาศัยความรู้หรือประสบการณ์ปัจจุบันเป็นเครื่องช่วยตัดสินการอ่านตีความมีหลักเกณฑ์ในการ
อ่าน การอา่ นตีความอย่างมีประสิทธิภาพ ผอู้ ่านตอ้ งพิจารณาความหมายโดยอาศยั บริบท นำ้ เสียงของผู้เขียน
เจตคติ ภมู หิ ลงั ของเหตกุ ารณ์ประกอบด้วย
ข้อปฏิบัติในการอ่านตคี วาม
1. อ่านเรอื่ งใหล้ ะเอียดโดยพยายามจับประเดน็ สำคญั ของเร่อื งให้ได้
2. หาเหตผุ ลอยา่ งรอบคอบเพอื่ พิจารณาว่ามคี วามหมายถงึ สง่ิ ใด
3. ทำความเขา้ ใจกบั ถอ้ ยคำทไี่ ด้จากการตีความ
4. เรยี บเรยี งถ้อยคำใหม้ ีความหมายชัดเจนและมเี หตมุ ผี ลเปน็ หลกั สำคัญ
- 17 -
3. การอ่านอยา่ งมวี จิ ารณญาณ การอ่านชนิดน้ีเปน็ การอา่ นทีค่ ่อนข้างยาก เพราะตอ้ งใช้การหาเหตุผล
มาใช้ในการวจิ ารณ์
ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิในการอา่ นอย่างใช้วิจารณญาณ
1. พิจารณาความหมายของขอ้ ความท่ีอ่าน
2. พิจารณาความต่อเนือ่ งของประโยควา่ มเี หตุผลสอดรับกันหรือไม่
3. พิจารณาความตอ่ เน่อื งของใจความหลกั และใจความรอง
4. แยกแยะข้อเท็จจรงิ ออกจากความคดิ เห็นและความรสู้ กึ
5. พิจารณาว่ามีความรูเ้ นื้อหา หรือมีความคิดแปลกใหมน่ ่าสนใจหรือไม่
4. การอ่านวิเคราะห์ การอ่านชนิดนีเ้ ป็นการอา่ นเพื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เป็นการแยกแยะทำความ
เขา้ ใจองค์ประกอบหรอื โครงสรา้ งของหนังสือแต่ละประเภท
ขอ้ ควรปฏิบัติในการอา่ นวิเคราะห์
1. ศกึ ษารูปแบบของงานประพนั ธ์วา่ เปน็ รปู แบบใด
2. แยกเนอื้ เร่ืองออกเป็นส่วน ๆ ให้เห็นวา่ ใครทำอะไร ที่ไหน อยา่ งไร เมอ่ื ไร
3. แยกพจิ ารณาแต่ละสว่ นให้ละเอียดลงไปวา่ ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
4. พจิ ารณากลวิธใี นการนำเสนอ
การวิเคราะห์การอา่ นจะต้องคำนึงถึงรูปแบบ กลวิธีในการประพันธ์ เนื้อหาหรือเนื้อเรือ่ งและสำนวน
ภาษา การอา่ นวเิ คราะห์ควรปฏิบัติดงั ต่อไปนี้
1. ดูรปู แบบงานประพันธว์ า่ ใช้รปู แบบใด อาจเปน็ นทิ าน บทละคร นวนิยาย เร่ืองสัน้
บทความ บทละคร ฯลฯ
2. แยกเนื้อเร่อื งเปน็ ส่วนๆใหเ้ หน็ วา่ ใคร ทำอะไร ทไี่ หน เมอ่ื ไร อย่างไร
3. พิจารณาแตล่ ะส่วนใหล้ ะเอียดลงไปวา่ ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
4. พจิ ารณาให้เหน็ วา่ ผ้เู ขยี นใช้กลวิธีเสนอเรอื่ งอย่างไร
5. การอา่ นเพอ่ื ประเมินคุณค่า การอ่านวธิ นี ี้ หมายถึงการท่ีผู้อา่ นใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว ในการ
ประเมินคา่ งานเขียนซง่ึ อาจจะมีเรื่องของอารมณ์และความร้สู กึ ส่วนตวั เข้ารว่ มดว้ ย การประเมินคุณค่าที่ดีต้อง
ปราศจากอารมณ์และในการประเมินคุณค่านั้นต้องประเมินตามลักษณะของหนังสือด้วย เช่น ถ้าเป็นตำรา
เอกสารทางวิชาการต้องประเมินในเรื่องความรู้ การใช้ภาษา ฯลฯ ถ้าเป็นหนังสือสารคดีหรือบทความ ควร
ประเมินความคิดเห็นของผู้เขียน หรือหนังสือพิมพ์ต้องประเมินจากความน่าเชื่อถือของข่าว และอคติของ
ผ้เู ขียน การอา่ นประเมินคา่
การอ่านออกเสียง
การอ่านออกเสียง หมายถึงการอ่านข้อความโดยการเปล่งเสียงออกมาเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้
ขอ้ ความน้นั ๆ ด้วยการอา่ นออกเสยี งแบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะคือ
1. การอ่านออกเสยี งปกติ เป็นการอ่านออกเสยี งตามปกติท่ัวไป อ่านได้ท้ังบทรอ้ ยแก้วและร้อยกรอง
เช่น อา่ นขา่ ว อ่านประกาศ อ่านตีบท อา่ นสารคดี อา่ นข้อความประกอบภาพน่ิง หรืออ่านบทภาพยนตร์ ฯลฯ
ข้อควรปฏบิ ตั ใิ นการอ่านออกเสียงตามปกติ
1. ทำความเขา้ ใจกบั เร่ืองทีจ่ ะอา่ นก่อนการอ่านจริง
2. ออกเสียงชดั เจน ดงั พอประมาณ มีลลี าจังหวะในการอ่านอย่างเหมาะสม
3. แบ่งวรรคตอนได้ถกู ตอ้ ง
4. อา่ นออกเสียงถูกต้องตามอักขรวธิ ี
- 18 -
2. อ่านทำนองเสนาะ การอ่านทำนองเสนาะเป็นการอ่านออกเสยี งบทร้อยกรองหรือวรรณคดีไทยให้
ไพเราะน่าฟงั ม่งุ ให้เกดิ ความรู้สึกซาบซ้ึง เกดิ อารมณ์ จนิ ตนาการ คลอ้ ยตามบทร้อยกรองน้นั ๆ ดว้ ย
หลกั เกณฑใ์ นการอา่ นทำนองเสนาะ
1. ต้องรจู้ ักลกั ษณะคำประพนั ธท์ ีจ่ ะอ่านกอ่ นว่าบังคับฉันทลักษณ์อย่างไร
2. อา่ นให้ถูกทำนอง
3. ควรมนี ้ำเสยี งและลีลาในการอ่านท่ดี ี
4. ออกเสยี งแต่ละคำถูกตอ้ งชัดเจน
ณนิชชา จันทร์พงษ์ (2549 : 32) ประเภทของการอ่าน การอา่ น เป็นวธิ ีสื่อสารทีเ่ ป็นไดท้ ั้งการสง่ สาร
และการรบั สาร การอ่านแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดังนี้
1. การอา่ นออกเสยี ง
วิธอี า่ นออกเสียงประกอบดว้ ย
1. อ่านออกเสยี งใหถ้ ูกต้องชัดเจน
2. อา่ นเสยี งดัง ฟงั ไดท้ ่วั ถงึ
3. อา่ นให้เปน็ เสยี งพูดธรรมชาติ
4. รู้จักทอดจงั หวะและลมหายใจ ฯลฯ
การอา่ นออกเสียง เปน็ ไดท้ ้งั การรับสารและการส่งสาร สว่ นการอ่านในใจจะเป็นได้เฉพาะการรับสาร
เพียงทางเดียวเท่านัน้
การอ่านออกเสียง หมายถึง การอ่านทีผ่ ู้อืน่ สามารถได้ยินเสียง การอ่านออกเสียงมักไมน่ ิยมอ่านเพือ่
การรับสารโดยตรงเพยี งคนเดยี ว เว้นแตก่ ารอา่ นบทประพนั ธ์เป็นท่วงทำนองเพ่ือความไพเราะเพลดิ เพลนิ ส่วน
ใหญ่การอ่านออกเสยี งมกั เป็นการอ่านใหผ้ ูอ้ ืน่ ฟัง การอ่านออกเสียงใหผ้ อู้ นื่ ฟงั จะตอ้ งอา่ นใหช้ ดั เจน ถกู ต้องได้
ข้อความครบถ้วนสมบรู ณ์ มีลีลาการอ่านที่น่าสนใจและน่าตดิ ตามฟังจนจบ
2. การอา่ นในใจ ถือวา่ เป็นการอ่านเพื่อพฒั นาตนเองในด้านตา่ ง ๆ อันไดแ้ ก่
ดา้ นความรู้ คือ ได้ท้งั ความร้รู อบตัวและความรูเ้ ฉพาะด้าน
ด้านอารมณ์ ช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน คลายความเครียด ความข่นุ มวั ต่าง ๆ
ดา้ นคุณธรรม เช่น การอา่ น หนังสือประเภทธรรมะ ชีวประวัติ สารคดี ฯลฯ ทำให้ได้เห็น
ตัวอย่างดี ๆ หรือได้ขอ้ คดิ คำสอน และสามารถนำมาใช้กับตนเองได้ การอ่านในใจจึงเป็นวิธีการศึกษาอยา่ ง
หนง่ึ เพอ่ื เรยี นร้แู ละเข้าใจประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งช่วยให้มนษุ ยเ์ กดิ การปรับตัวเพ่ือการดำรงชวี ติ อย่างเปน็ สขุ
หลักการอ่านในใจ ได้แก่
1. ต้งั สมาธใิ หแ้ นว่ แน่
2. กะระยะช่วงสายตาแต่ละคราวให้กว้างที่สุด จะทำให้อ่านได้รวดเรว็ ไม่ควรมอง
เปน็ คำ ๆ เพราะทำให้อ่านชา้ และจบั ใจความไมไ่ ด้
3. จบั ใจความสำคญั และใจความประกอบให้ได้ อาจตง้ั คำถามถามตนเองวา่ ใคร ทำ
อะไร ทไี่ หน เม่ือไหร่ อย่างไร แลว้ ตอบคำถามเหล่านน้ั กจ็ ะสามารถจับใจความสำคัญได้
4. ไม่ทำปากขมุบขมบิ หรือออกเสียงในเวลาอ่าน
5. ไม่ใช้นิว้ ปากกา หรอื ดนิ สอ ชที้ ่ีตวั หนังสอื ทีละตวั
6. บันทกึ ความรู้ ความเข้าใจ และความคิดไว้เพ่ือนำไปใช้ประโยชน์ตอ่ ไป
- 19 -
สรุปไดว้ า่ ประเภทของการอ่านน้ัน แบง่ ได้เป็น 2 ลกั ษณะ ได้แก่ การอา่ นในใจ เป็นการอ่าน
อย่างรวดเรว็ และจบั ใจความสำคญั ของเร่อื ง ส่วนการอ่านออกเสยี งนน้ั คือการเปล่งเสยี งออกมาตามตัวอักษรท่ี
เหน็ เชน่ กาพย์ โคลง ฉันท์ กลอน
2.2.7 หลักการและข้ันตอนในการอ่านจับใจความสำคัญ
จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และ บาหยัน อิ่มสำราญ (การใช้ภาษาไทย, 2547 : 45-46) หลักการจับ
ใจความสำคัญ
1. ตงั้ จดุ ม่งุ หมายในการอ่านให้ชดั เจน
2. อ่านเรื่องราวอย่างครา่ วๆ พอเขา้ ใจ และเก็บใจความสำคญั ของแต่ละย่อหน้า
3. เม่อื อ่านจบใหต้ ้งั คำถามตนเองว่า เรอ่ื งที่อา่ น มีใคร ทำอะไร ท่ีไหน เมอื่ ไหร่ อย่างไร
4. นำสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเองเพื่อให้เกิดความ
สละสลวย
วธิ จี บั ใจความสำคัญ
วิธีการจับใจความมีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความชอบว่าอย่างไร เช่น การขีดเส้นใต้ การใช้สี
ตา่ ง ๆ กัน แสดงความสำคญั มากน้อยของขอ้ ความ การบนั ทกึ ยอ่ เป็นสว่ นหนง่ึ ของการอ่านจบั ใจความสำคัญที่
ดี แตผ่ ู้ท่ยี ่อควรยอ่ ดว้ ยสำนวนภาษาและสำนวนของตนเองไม่ควรย่อด้วยการตัดเอาข้อความสำคัญมาเรียงต่อ
กัน เพราะอาจทำใหผ้ ู้อ่านพลาดสาระสำคญั บางตอนไปอนั เป็นเหตุให้การตีความผิดพลาดคลาดเคลือ่ นได้ วิธี
จับใจความสำคญั มหี ลกั ดงั นี้
1. พิจารณาทีละยอ่ หน้า หาประโยคใจความสำคัญของแตล่ ะย่อหนา้
2. ตัดสว่ นทีเ่ ป็นรายละเอยี ดออกได้ เช่น ตัวอย่าง สำนวนโวหาร อุปมาอุปไมย (การ
เปรยี บเทียบ) ตัวเลข สถิติ ตลอดจนคำถามหรอื คำพูดของผู้เขยี นซง่ึ เป็นสว่ นขยายใจความสำคัญ
3. สรปุ ใจความสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตนเอง
การพจิ ารณาตำแหนง่ ใจความสำคัญ ใจความสำคัญของขอ้ ความในแตล่ ะยอ่ หนา้ จะปรากฏ
ดังน้ี
1. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนตน้ ของยอ่ หน้า
2. ประโยคใจความสำคญั อยู่ตอนกลางของยอ่ หนา้
3. ประโยคใจความสำคญั อยตู่ อนท้ายของย่อหนา้
4. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนตน้ และตอนทา้ ยของยอ่ หน้า
5. ผู้อ่านสรุปขึ้นเอง จากการอ่านทั้งย่อหน้า (ในกรณีใจความสำคัญหรือความคิด
สำคญั อาจอย่รู วมในความคดิ ยอ่ ย ๆ โดยไม่มคี วามคิดท่เี ปน็ ประโยคหลกั )
ขจิต ฝอยทอง (2553 : 32) แนวการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความให้บรรลุจุดประสงค์ มี
แนวทางดงั นี้
1. ต้งั จุดมงุ่ หมายในการอ่านได้ชดั เจน เช่น อ่านเพ่อื หาความรู้ เพ่ือความเพลิดเพลิน หรือเพ่อื
บอกเจตนาของผู้เขยี น เพราะจะเปน็ แนวทางกำหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรอื คำตอบได้
รวดเรว็ ยง่ิ ขึ้น
2. สำรวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างครา่ วๆ เช่น ชื่อเรื่อง คำนำ สารบัญ คำชี้แจงการใช้
หนงั สือภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนงั สือจะทำให้เกิดความเข้าใจเกีย่ วกบั เรอื่ งหรอื หนงั สอื ที่อา่ น
ไดก้ ว้างขวางและรวดเร็ว
- 20 -
3. ทำความเขา้ ใจลกั ษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่น สารคดี ตำรา บทความ ฯลฯ ซ่ึงจะ
ชว่ ยให้มีแนวทางอ่านจบั ใจความสำคัญ ได้ง่าย
4. ใช้ความสามารถทางภาษาในดา้ นการแปลความหมายของคำ ประโยค และข้อความต่าง ๆ
อย่างถกู ต้องรวดเรว็
5. ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบจะทำความเข้าใจและจับ
ใจความที่อา่ นได้ง่ายและรวดเรว็ ขึ้น
สำนักงานคณะงานกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ 2550 : 13-29) หลักการจับ
ใจความสำคญั
1. ตง้ั จดุ มุง่ หมายในการอา่ นใหช้ ดั เจน
2. อ่านเรื่องราวอยา่ งคร่าวๆ พอเข้าใจ และเกบ็ ใจความสำคัญของแตล่ ะย่อหนา้
3. เม่ืออ่านจบให้ตัง้ คำถามตนเองวา่ เรือ่ งทอ่ี า่ น มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เม่ือไหร่ อยา่ งไร
4. นำสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเองเพื่อให้เกิดความ
สละสลวย
ขจิต ฝอยทอง (2553 : 32) ขั้นตอนการอ่านจบั ใจความ
1. อา่ นผา่ นๆโดยตลอด เพอื่ ให้รวู้ ่าเรือ่ งทีอ่ ่านว่าดว้ ยเรอื่ งอะไร จุดใดเปน็ จดุ สำคัญของเรือ่ ง
2. อา่ นให้ละเอยี ด เพอื่ ทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอา่ นระหว่างเร่ืองเพราะจะทำ
ใหค้ วามเขา้ ใจไม่ตดิ ต่อกนั
3. อ่านซำ้ ตอนท่ไี ม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนใหแ้ น่นอนถูกต้อง
4. เรยี บเรียงใจความสำคัญของเร่อื งด้วยตนเอง
สำนักงานคณะงานกรรมการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ 2550 : 13-29)ขั้นตอนการจบั
ใจความสำคัญ
วิธีการจับใจความมีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความชอบว่าอย่างไร เช่น การขีดเส้นใต้ การใช้สี
ต่าง ๆ กัน แสดงความสำคญั มากน้อยของข้อความ การบันทึกยอ่ เปน็ ส่วนหนง่ึ ของการอ่านจบั ใจความสำคัญท่ี
ดี แต่ผูท้ ย่ี ่อควรย่อดว้ ยสำนวนภาษาและสำนวนของตนเองไม่ควรย่อด้วยการตัดเอาข้อความสำคัญมาเรียงต่อ
กนั เพราะอาจทำใหผ้ ู้อา่ นพลาดสาระสำคญั บางตอนไปอันเป็นเหตุใหก้ ารตคี วามผิดพลาดคลาดเคล่ือนได้ วิธี
จบั ใจความสำคัญมีหลักดงั น้ี
1. พิจารณาทีละย่อหน้า หาประโยคใจความสำคญั ของแตล่ ะยอ่ หนา้
2. ตัดส่วนที่เป็นรายละเอียดออกได้ เช่น ตัวอย่าง สำนวนโวหาร อุปมาอุปไมย (การ
เปรยี บเทียบ) ตัวเลข สถติ ิ ตลอดจนคำถามหรอื คำพูดของผ้เู ขียนซึง่ เปน็ สว่ นขยายใจความสำคญั
3. สรุปใจความสำคญั ดว้ ยสำนวนภาษาของตนเอง
การพิจารณาตำแหนง่ ใจความสำคญั ใจความสำคญั ของข้อความในแต่ละย่อหนา้ จะปรากฏดงั น้ี
1. ประโยคใจความสำคัญอย่ตู อนต้นของย่อหน้า
2. ประโยคใจความสำคัญอยตู่ อนกลางของย่อหนา้
3. ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนทา้ ยของยอ่ หนา้
4. ประโยคใจความสำคญั อยู่ตอนตน้ และตอนท้ายของยอ่ หนา้
5. ผู้อ่านสรุปขึ้นเอง จากการอ่านทั้งย่อหน้า (ในกรณีใจความสำคัญหรือความคิด
สำคญั อาจอยูร่ วมในความคดิ ย่อย ๆ โดยไม่มีความคดิ ท่เี ปน็ ประโยคหลัก)
- 21 -
สรุปได้ว่า ขั้นตอนการอ่านนัน้ มี 3 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน 2. ขั้นกิจกรรมระหว่าง
การอา่ น และ 3. ขัน้ กิจกรรมหลงั การอา่ น แต่ละข้ันน้ันต้องสอดคล้องกันในแตล่ ะบทเรยี น ครอู าจจะมีกลวิธีใน
การสอนท่ตี า่ งกัน ขนึ้ อยูก่ บั บริบทและสถานการณ์
2.2.8 ทกั ษะท่สี ำคัญของการอา่ นจบั ใจความสำคัญ
ชมพูนชุ เกตุแกว้ (2550 : 19 – 21 อา้ งอิงจาก เสง่ยี ม โตรัตน์, 2524 : 16 – 26) ได้กล่าวถึงทักษะท่ี
สำคญั และจำเปน็ ในการอา่ นเพ่อื จับใจความสำคัญทผ่ี ู้อ่านควรฝกึ ฝนเพอ่ื ความเข้าใจเรอ่ื งทอ่ี ่านอย่างลกึ ซ้ึง ดังนี้
1. ทกั ษะในการจับใจความ (Main Idea) การฝกึ จับใจความสำคัญผอู้ ่านควรจะให้ความสำคัญ
ท่ี ชือ่ เร่ือง (Title) ประโยคหลัก (Topic Sentence) ซึง่ มกั จะอยู่ประโยคแรกหรือประโยคสดุ ทา้ ยของประโยค
ประโยคหลกั นับเปน็ หวั ใจสำคญั ของการจบั ใจความสำคญั
2. ทักษะในการหารายละเอียดปลีกยอ่ ย (Details) เป็นทักษะที่ไม่เป็นปัญหามากนกั การหา
คำตอบจากข้อความที่อ่าน คำตอบนั้นจะบอกไว้ตรง ๆ ในข้อความ ทักษะนี้จะช่วยให้เข้าใจเรื่องที่อ่านได้
ละเอียดและชดั เจนข้ึน
3. การอ่านเพื่อลำดับเหตุการณ์ (Sequence) การฝึกทักษะนีม้ าตั้งแต่ระดบั อนบุ าลเป็นการ
ฝึกเพอ่ื จดจำเนอื้ เรอื่ งที่อา่ นว่าอะไรเกดิ ขึน้ กอ่ น อะไรเกิดขึ้นหลัง การจำลำดบั เหตุการณ์อาจจะเป็นเหตุการณ์
จากเรอื่ งที่อ่าน ประวตั ิศาสตร์ ผู้อ่านตอ้ งสามารถลำดับความคิดได้วา่ ผู้เขียนต้องการจะเช่อื มโยงเหตุการณ์ใน
รปู แบบใด อาจจะเปน็ ระดับเหตกุ ารณ์ ลำดับทเ่ี กยี่ วกับสถานทีห่ รอื ลำดบั ของการบรรยาย
4. การอ่านเพื่อหาเหตุผล (Cause and Effect) ผู้เขียนพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าการกระทำ
อยา่ งหนึ่งหรือการกระทำหลายอยา่ งรวมกันจะเป็นเหตใุ ห้เกดิ อะไรขน้ึ ในการฝกึ ทักษะการอ่านเพื่อความเขา้ ใจ
ผู้อ่านจะต้องสามารถจำใจความหรือรู้เหตุผลว่า ผลนั้น ๆ เกิดจากเหตุอะไรหรือเหตุนั้น ๆ ทำให้เกิดผลอะไร
ผู้อา่ นจะต้องสามารถหาความสัมพันธร์ ะหว่างเหตุและผลได้
5. การอ่านเพื่อเปรียบเทียบข้อคล้ายคลึงและข้อแตกต่าง (Contrasts and Comparisons)
เป็นรูปแบบการเปรยี บเทียบข้อคล้ายคลึงและข้อแตกต่าง โดยที่ผู้เขียนต้องการที่จะขยายใจความสำคัญจาก
การเปรียบเทยี บ
6. การเพื่อเข้าใจถึงลักษณะบุคคลหรือตัวละคร (Character Traits and Actions) ทักษะน้ี
ผู้อ่านจะต้องสามารถอธิบายลักษณะของตัวละครได้วา่ มีลักษณะอย่างไร นิสัยอย่างไร โดยสรุปจากคำพูด คำ
บรรยาย สถานท่ี ความคดิ เห็น ในบางคร้ังผูอ้ า่ นจะทราบโดยตรงว่าตวั ละครมีลักษณะนสิ ัยอยา่ งไร แต่บางครั้ง
ผอู้ ่านก็ตอ้ งตคี วามจากคำพูด การบรรยายฉากและอืน่ ๆ ที่เก่ียวข้องกบั ตวั ละครเหลา่ นน้ั ว่ามลี กั ษณะอย่างไร
7. การอา่ นเพ่อื ทำนายเหตกุ ารณ์ (Predicting Outcomes) ทักษะนน้ี ับวา่ เปน็ ทกั ษะท่ีสำคัญ
กล่าวคือถ้าผู้อ่านได้เข้าใจแล้วผู้อ่านจะสามารถทำนาย คาดคิดได้อย่างถูกต้องอย่างมีเหตุผลว่าอะไรควรจะ
เกิดข้นึ ตอ่ ไป เร่อื งท่ีจะจบน้นั ควรจะลงเอยในรูปใดถา้ จะตอ่ เรอื่ งน้นั ให้ยาวออกไป จะตอ้ งเปน็ อยา่ งไร มเี หตุผล
อะไรจึงจะตอ้ งเปน็ เชน่ นนั้
8. การอ่านเพื่อสรุปเรื่องราวลงความเห็นหรือวางหลักเกณฑ์ ( Conclusions and
Generalizations) ผู้อ่านจะต้องสรุปเนื้อหาที่อ่านได้โดยเนื้อความที่ได้ยังไม่ผิดไป หรือผู้อ่านจะต้องรู้จักว่า
ผเู้ ขียนตอ้ งการจะกลา่ วถึงอะไรเปน็ สำคญั รวมทงั้ รรู้ ายละเอยี ดสำคัญ ๆ ของเร่อื งทีอ่ ่านไดโ้ ดยรายละเอียดที่ไม่
เกี่ยวข้องนอกจากนี้ยังตอ้ งสามารถสรปุ เรอ่ื งทีอ่ า่ นเป็นภาษาพดู ของตนเองการพัฒนาทักษะนี้ผ้อู า่ นจะตอ้ งฝกึ
1. เขียนสรปุ เรอ่ื งท่ีอา่ นอยใู่ นรูปของประโยคท่ดี ที สี่ ดุ เพยี งประโยคเดยี ว
2. สรุปเรอ่ื งท่อี ่านเพยี งสนั้ ๆ
3. บอกความคดิ ของผู้เขียน
- 22 -
4. ย่ออนุเฉทต่าง ๆ ใหส้ น้ั ลงโดยให้ความแต่ละอนเุ ฉทต่อเนือ่ งกัน
5. พิจารณาลักษณะของอนุเฉท
9. การอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอุปมาอุปมัย (Figurative Language) ภาษาอุปมาอุปมัย
เป็นภาษาที่แตกต่างออกไปจากภาษาเขียนทัว่ ๆ ไป ผู้อ่านอาจจะพบกับปัญหาการอ่านไมเ่ ขา้ ใจเพราะภาษา
อปุ มาอุปมยั ความหมายของคำทีใ่ ช้ไมไ่ ด้แปลตามตวั
10. การอ่านเพ่ือเข้าใจเครื่องหมายวรรคตอน (Capitalization and Punctuation)
เคร่อื งหมายวรรคตอนมีความสำคัญต่อความหมายอยา่ งยิ่ง ผอู้ ่านจะต้องเขา้ ใจความหมายวรรคตอนได้ถูกต้อง
จึงจะอ่านไดร้ ู้เร่อื ง
11. การอ่านเพือ่ ตีความ อารมณ์ นำ้ เสยี ง ปฏกิ ริ ยิ า และความรสู้ ึก (Interprets Mood and
Emotion Reaction) ในการอา่ นถ้าผ้เู ขยี นบอกทุกสิง่ ทกุ อยา่ งผอู้ ่าน อา่ นแล้วจะร้สู ึกว่าเรอ่ื งที่อ่านจดื ชืดดังน้ัน
บทความหรือเรื่องที่เขียนที่ดีนั้นผู้เขียนควรจะทิ้งท้าย หรือกล่าวไว้ให้ผู้อ่านตีความเอาเอง ( Making
Inferences) การตคี วามอาจจะตีความจากอารมณ์
12. การอ่านเพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ (Perceiving Relationship) บางครั้งประโยคหรือ
ข้อความอาจจะยากสำหรับผู้อ่านเพราะการกระทำ 2 อย่างเกิดขึ้น ผู้อ่านจะต้องทราบว่าการกระทำอะไร
เกดิ ข้ึนก่อนหลงั โดยอาศัยสงั เกตจากคำชแี้ จง
13. การอ่านเพื่อความเข้าใจความหมายของคำสรรพนามที่ใช้แทน (Pronouns and
Antecedents) ทักษะนี้ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องฝึก เนื่องจากในบางครั้งคำสรรพนามอาจจะแทน
ความหมายของเรื่องทงั้ เรื่องหรืออาจจะแทนคำนามเพียงตัวใดตัวหนึง่ โดด ๆ
14. การอ่านเพื่อเข้าใจจุดประสงค์ของผู้เขียน (Author’s Purpose and Point of View)
ทกั ษะขอ้ นี้ตอ้ งการจะฝึกวา่ หลงั จากผอู้ ่านอา่ นเร่ืองจบแล้วทราบหรอื ไม่ว่าผ้เู ขียนมีจุดประสงคอ์ ยา่ งไร ตอ้ งการ
กล่าวถงึ ขอ้ เทจ็ จริง โฆษณาชวนเช่ือ หรือลำเอยี ง ผเู้ ขียนต้องการจะใหผ้ ูอ้ ่านทราบถึงอะไรเปน็ ตน้
15. การอา่ นเพ่อื ตีความหมายจากคำชแ้ี นะความหมาย (Signal Words) คำชี้แนะความหมาย
นับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะช่วยให้ผู้อ่านทราบว่าเนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างไร บอกเรื่องราวว่าสอดคล้อง
ขดั แยง้ กันหรอื ตอนใดสรปุ บอกความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ฯลฯ
สรุปได้ว่า การอ่านนั้นผู้อ่านจะต้องเข้าใจข้อความในระดับต่าง ๆ ซึ่งเริ่มจาก คำ วลี ประโยค และ
เรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน สามารถทำความเข้าใจบอกเรื่องราวของเรื่องที่อ่านเพื่อหาใจความสำคัญ และบอก
รายละเอียดปลีกยอ่ ยของเรอ่ื งราวทีอ่ า่ นได้
2.2.9 ทฤษฎพี ื้นความรูเ้ ดมิ กับความเขา้ ใจในการอ่าน
1. ทฤษฎีพื้นความรู้เดิม (Schema Theory) เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงวิธีการจัดระเบียบของ
ความรูใ้ นสมองของคนเรา รวมถึงวิธีรบั เอาความร้ใู หม่เขา้ ไปรวมกับพืน้ ความรู้เดิมและวธิ กี ารดัดแปลงปรับปรุง
แก้ไขพื้นความรู้เดิมให้เหมาะสม โดยทฤษฎีนี้เสนอแนวความคิดว่าความรู้ที่มีอยูใ่ นสมอง จะถูกจัดระบบเข้า
เป็นกลุ่มของโครงสรา้ งความรูท้ ี่มกี ารเชอ่ื มโยงซงึ่ จะถกู สรา้ งขนึ้ จากประสบการณ์เก่ียวกับโลก ความรเู้ หล่าน้ีจะ
เปน็ ตัวนำไปสคู่ วามเข้าใจในโลก นอกจากนยี้ ังทาใหเ้ ราสามารถเดาหรือคาดการณ์ ในส่งิ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในบริบทท่ี
กำหนดให้ด้วยประสบการณข์ องเรา ผู้อ่านจะนำความร้เู หลา่ นีม้ าใช้ในการตคี วาม และข้อความทไ่ี มช่ ัดเจนหรือ
คลมุ เครอื ในเนื้อหา (Carrell, 1983: 553-557) ในทฤษฎนี ี้จะให้ความสำคญั กับพ้นื ความร้เู ดิม ซ่ึงความเข้าใจ
ในการอ่านทีม่ ีประสทิ ธิภาพจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความสามารถของผู้อ่านในการสร้างความสัมพันธ์ระหวา่ ง
สิง่ ทีอ่ ่านกบั พ้นื ความรู้เดมิ ความเขา้ ใจเพียงแค่ระดับคำ ประโยค หรือเน้ือเร่ืองเปน็ เพยี งความเขา้ ใจ โดยอาศัย
- 23 -
ความรู้ทางภาษาศาสตร์เท่านั้น แต่การตีความต้องอาศัยการบรู ณาการพื้นความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาท่ี
ปรากฏในบทอ่าน Carrell และ Eiesterhold (1988: 56-59)
คาร์เรล Carrell (1983 : 332-343) ได้กล่าวว่า กระบวนการอ่านแบบเน้นเนื้อหาเกิดจากการับข้อมูล
เข้าสู่ระบบ ซึ่งข้อมลู เหล่านีม้ ีลักษณะเหมาะสมที่สุดกับพื้นความรู้เดิมในพื้นความรู้เดิมนี้มีการเรียงลำดับจาก
ข้อมูลท่ีมลี กั ษณะท่ัวๆไปในระดับยอดไปจนถึงข้อมูลท่มี ีลกั ษณะเฉพาะในระดบั ล่าง ในกระบวนการนี้จึงมีการ
ปรับพ้ืนความร้เู ดิมในระดับล่างไปสพู่ ้ืนความรู้เดมิ ระดับยอด จึงเรยี กวา่ การผลักดันข้อมูล เพราะฉะนั้นการที่
ผู้อ่านจะใช้ความรู้ทางภาษาศาสตร์ เช่น หนว่ ยเสยี ง ตัวอักษร หรอื คำ ในการเข้าใจความหมายจากหน่วยท่ีเล็ก
ทีส่ ดุ ไปจนถึงหนว่ ยทใี่ หญ่ทสี่ ุด และเปล่ียนแปลงพนื้ ความรเู้ ดิมและการคาดเดาไปตามข้อมลู ทไี่ ดจ้ ากการอ่าน
ดังนั้นผู้ที่มีทักษะการอ่านดี จะสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการอ่านให้เหมาะสมกับบทอ่านและ
สถานการณใ์ นการอา่ นได้ แตผ่ ู้ทีไ่ ม่มีทกั ษะในการอา่ นมกั จะใช้กระบวนการอ่านแบบใดแบบหนึ่งเท่าน้ัน จึงทำ
ให้มีปัญหาในการอ่านเพื่อความเข้าใจ Carrell (1988 : 1-57) ในกระบวนการอ่าน ผู้อ่านอาจประสบความ
ล้มเหลวในการทาความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน ซึ่งมีสาเหตุมาจากพื้นความรู้เดิม ในประเด็นดังต่อไปนี้ Carrell
(1988 : 101-113)
1.ผูเ้ ขยี นใหข้ อ้ มูลไม่เพยี งพอสาหรับผูอ้ ่าน ในการนาพ้นื ความรู้เดิมมาใช้ในกระบวนการอ่าน
แบบเน้นเนอ้ื หา
2.ผูอ้ ่านไม่มพี น้ื ความรู้เดิมท่ีเหมาะสมตามการคาดการณล์ ว่ งหน้าของผู้เขียน
3.ความไม่สอดคล้องกันระหวา่ งพื้นความรูเ้ ดิมของผู้อ่านที่ผู้เขียนคาดว่าจะมีและพ้ืนความรู้
เดมิ ของผอู้ า่ นทีม่ อี ยู่จรงิ
จากคำกลา่ วของนกั ทฤษฎที างการอ่านข้างตน้ สรุปไดว้ ่า พ้ืนความรเู้ ดิมหมายถึงความรู้ทัง้ หมดท่ีบุคคล
สะสมไว้จากการเรยี นรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึง่ อาจแตกต่างกนั ไปในแตล่ ะบุคคล ตามทฤษฎีพ้ืนความรู้
เดิม พบว่าผู้อ่านที่ประสบความสำเร็จในการอ่านนั้นต้องใช้กระบวนการอ่านแบบปฏิสัมพันธ์(Interactive
Processes) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ทั้งกระบวนการอ่านแบบเน้นความรู้ (Knowledge – based Processes /
Top-down Model) และกระบวนการอ่านแบบเน้นเนือ้ หา (Text-based Processes/Bottom-up Model )
กระบวนการอ่านแบบเน้นความรู้เกิดจากการคาดเดาลักษณะทั่วไปของบทอ่านโดยอาศัยพ้ืนความรู้
เดิมระดบั สงู และคน้ หาขอ้ มูลชี้เฉพาะที่มีลักษณะเหมาะสมกับพนื้ ความรู้เดมิ ในระดับท่ีสูงขนึ้ ซึ่งเรียกว่า การ
ผลักดันความคิดรวบยอด เพราะฉะนั้นในกระบวนการอ่านผู้อ่านใช้กลวิธีคาดการณ์เนื้อเรื่องที่อ่านได้ด้วย
ประสบการณ์หรือพื้นความรู้เดิมและตรวจสอบเนื้อเรื่องนั้นเพื่อยืนยันหรือปฏิเสธการคาดเดานั้น ๆ ในการ
ประมวลความหมายของเรื่องท่ีอ่าน ผ้อู ่านตอ้ งมีพ้ืนความรู้เดมิ ที่เหมาะสมและสามารถนำพื้นความรู้เดิมมาใช้
ประโยชน์ในขณะทอ่ี า่ นเร่อื งได้
2.2.10 ประเภทของหนงั สอื
1. หนงั สอื พิมพ์
2. นิตยสาร และ วารสาร
3. หนงั สอื สารคดี
4. หนังสือนวนยิ าย หรอื บนั เทิงคดี
5. หนังสือเกย่ี วกบั สถิตคิ ณติ ศาสตร์
วธิ กี ารอา่ นหนังสอื ประเภทตา่ ง ๆ
1. หนังสือพิมพ์ เป็นเคร่อื งมือส่อื สารประเภทขา่ ว เหตุการณท์ ี่เกิดขึน้ แต่ละวัน ควรอา่ น ดังน้ี
1.1 การอ่านหนงั สอื พิมพ์รายวัน ควรอ่านเร็ว ๆ ถ้าติดใจบทความเรือ่ งใดเรื่องหน่ึง
- 24 -
1.2 ควรตัดเก็บไว้ (หากเป็นหนังสือพิมพ์ส่วนตัว) หรือจดไว้แล้วเก็บเป็นระบบเพื่อ
ค้นงา่ ย ควรอ่านทกุ หนา้ เพราะแต่ละหน้ามีความรแู้ ละขา่ วทไี่ มซ่ ำ้ กัน ถา้ อ่านไม่ทัว่ จะพลาดข่าวสำคัญ
1.3 ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านหนงั สอื พิมพ์เพราะผผู้ ลติ หนังสือพิมพ์รายวันต้อง
ทำงานแข่งกับเวลาอาจจะมคี วามบกพรอ่ งคลาดเคล่ือนไดก้ ารเสนอข่าวจะโนม้ เอียงไปตาม ท่คี นส่วนมากสนใจ
และบางครง้ั ใช้ภาษาไมถ่ กู ต้อง
2. นติ ยสาร และวารสาร เปน็ เครือ่ งมือสื่อสารประเภทหน่ึงทมี่ กี ำหนดออกแน่นอน มีลกั ษณะ
เป็นรายงานข่าวที่ค่อนข้างจะแน่นอน เพราะมีเวลาในการรวบรวม แต่จะไม่ทันเหตุการณ์ เท่าหนังสือพิมพ์
ควรอา่ น ดังนี้
2.1 ไม่จำเปน็ ตอ้ งอา่ นทั้งฉบับ
2.2 อา่ นเฉพาะเรอ่ื งท่สี นใจ โดยดจู ากสารบัญทำให้คน้ หาเรื่องทตี่ ้องการได้เรว็ ข้นึ
3. หนังสือสารคดี การอ่านหนังสือประเภทนี้ เป็นการอ่านเพื่อความรู้ เพื่อการค้นคว้า เพ่ือ
ประกอบการเรยี นหนังสือสารคดีมมี ากมายหลายประเภท แต่ละประเภทควรอา่ น ดงั น้ี
3.1 การอ่านหนังสือประเภทปรัชญาจิตวิทยาและศาสนา ทั้งสองประเภทนี้มี
ความสัมพันธก์ นั มีทั้งระดับงา่ ยและระดับยาก การอา่ นจงึ ข้นึ อยกู่ บั ความมุ่งหมายของผอู้ ่าน ดังน้ี
3.1.1 การอ่านอย่างงา่ ย เปน็ การอ่านเพอื่ พัฒนาจิตใจ หรือนำมาเป็นหลัก
ในชีวิตประจำวันได้ การอ่านหนังสอื ประเภทนี้ เลือกอ่านในระดับท่ีสามารถเข้าใจได้ อ่านด้วยความสนใจ จะ
เป็นพื้นฐาน ในการอ่านหนังสือประเภทนี้ต่อไปในระดับสูงขึ้นได้ง่าย เช่น หนังสือส่งเสริมสุขภาพจิต นิทาน
ชาดก พุทธภาษิต พุทธประวัติ เปน็ ตน้
3.1.2 การอ่านอย่างยาก เป็นการอ่านเพื่อหาความรู้ประกอบ เพื่อการ
เรียนรูบ้ างอย่าง อย่างลึกซึ้ง ต้องมีพ้ืนความรู้ด้านน้ีมาเพียงพอ มีประสบการณ์ในการฝึกฝนอบรม หรือได้รับ
คำแนะนำจากผรู้ ู้
3.2 การอ่านหนังสือประเภทสังคมศาสตร์ เป็นการอ่านเร่ืองราวเก่ียวกับพฤตกิ รรม
มนุษย์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น ขอบเขตเนื้อหา
กว้างขวาง ผู้อ่านต้องมีความรู้และประสบการณ์ ต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าหาความรูเ้ พิม่ เติม เพื่อให้ได้รับ
ความรมู้ ากยิ่งข้นึ
3.3 การอ่านหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การอ่านหนังสือประเภทน้ี
ควรอา่ นดังนี้
3.3.1 ต้องอ่านอย่างพินิจพิจารณาอ่านให้เรื่องต่อเนื่องกัน และ
เปรียบเทียบเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน กับที่เกิดขึ้นต่างยุคต่างสมัยกัน และพยายามหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่
เกดิ ขนึ้ กลั่นกรอง หาเหตุผลของเหตุการณ์นัน้ ๆ
3.3.2 ควรเปรียบเทียบหลาย ๆ เล่ม เลือกอ่านหนังสือเล่มที่ผู้เขียน
ทรงคุณวุฒดิ ้านประวตั ศิ าสตร์
3.3.3 การอ่านขอ้ มลู เชิงสถติ ิ แผนที่ แผนภูมิ ตาราง กราฟ ภาพประกอบ
ตอ้ งเปน็ ข้อมูลทที่ นั สมัยและถกู ต้อง
3.4 การอา่ นหนังสอื ประเภทชีวประวัติ ควรอ่าน ดงั นี้
3.4.1 ตอ้ งดวู ิธกี ารเขยี น ดูขอบเขตของผู้เขียนตอ้ งการเน้นชีวิตช่วงไหนมาก
ทสี่ ดุ
- 25 -
3.4.2 ถ้ามีหนังสือชีวประวัติเกี่ยวกับบุคคลนั้น หลายเล่มนำมาอ่าน
เปรียบเทียบดู เพ่อื หาขอ้ เท็จจรงิ และทศั นคตทิ ่ีผู้เขียนมตี อ่ เจา้ ของชีวประวัตวิ ่ามีใจเปน็ ธรรม
3.5 การอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี การอ่านหนังสือประเภทนี้ขึ้นอยู่กับ
จดุ มงุ่ หมาย ของผูอ้ า่ น โดยท่วั ไป ดงั น้ี
3.5.1 เพื่อศึกษาศิลปะของการใช้ภาษา ความไพเราะของภาษา การ
อุปมาอปุ ไมย อารมณ์ขัน ผู้อ่านต้องอ่านใหไ้ ด้อรรถรส จะได้รบั ความพอใจ ในสำนวนโวหารทีไ่ พเราะลึกซงึ้ คม
คาย มอี ุปมาอุปไมย รวมทั้งได้คตธิ รรม และความสุขทางอารมณแ์ ละจิตใจ
3.5.2 เพ่ือเข้าใจวัฒนธรรมของแต่ละบุคคลแตล่ ะสมยั
3.6 การอา่ นหนังสือประเภทวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยตี า่ ง ๆ ควรอา่ น ดงั นี้
3.6.1 การอ่านเน้นเนื้อหาสำคัญต้องทำความเข้าใจ และจำสูตรต่าง ๆ
บางครั้งต้องอาศัยคู่มือทดลองปฏิบตั ิการ ในห้องทดลอง ต้องอาศัยรูปภาพแสดงเคา้ โครง แผนผัง และตาราง
ต่าง ๆ ด้วย
3.6.2 การอา่ นต้องหยุดพักเปน็ ตอน ๆ
4. หนงั สอื นวนยิ าย หรอื บันเทงิ คดี ควรอา่ น ดังน้ี
4.1 ควรอา่ นในเวลาว่าง และอา่ นตดิ ต่อกันไปเพอ่ื ให้ได้อรรถรส
4.2 เมื่ออ่านจบแล้วลองสรุปดูว่าได้อะไรจากการอ่านบ้าง เช่น คติสอนใจ คำพูด
สอนใจ วฒั นธรรม ปรชั ญา
5. หนังสือเก่ยี วกบั สถิติคณิตศาสตร์ มีวธิ กี ารอา่ นตามข้อมูลที่นำเสนอด้วยการดูภาพ ตาราง
สญั ลกั ษณ์ ดงั น้ี
5.1 เป็นบทความ จะมเี รอื่ งราวไม่ยาวมาก ใชเ้ วลาในการอ่านไมม่ ากนัก
5.2 การอา่ นตาราง อา่ นแบบครา่ วๆในตารางอย่างรวดเร็ว โดยดใู หท้ ั่วตาราง อ่าน
ชื่อตารางว่าเสนอ ข้อมูลเรื่องอะไร มีคอลัมน์อะไรบา้ ง มีชื่อหัวคอลมั น์อะไรบา้ ง แล้วค่อยๆ อ่านรายละเอียด
ขอ้ มูล ในแต่ละคอลัมนท์ ง้ั แนวต้ังและแนวนอน
2.3 กจิ กรรมการชน้ี ำส่กู ารอา่ นการคดิ (DR-TA)
2.3.1 กิจกรรมการชีน้ ำสกู่ ารอ่านการคิด (DR-TA) เปน็ วธิ ีท่มี ีจดุ มุ่งหมายในการฝกการคาดเดาเน้ือ
เรื่องโดยใชภาพ หรือ ชื่อเรื่อง และฝกกระบวนการคิด ซึ่งในยุคแรกพัฒนาขึ้นโดย สตอฟเฟอร (Stauffer,
1975) และ ตอมาเทอรนีย, รีดเดนซ และดิชเชอร (Teirney, Readence & Disher, 1995) ได้ปรับปรุงข้ึน
ใหม่เพื่อกระตุนใหผู้เรียนสนใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น เพราะมุง ฝกการคาดเดาผานกระบวนการคิด การ
ตรวจสอบเรือ่ งท่ีอ่าน โดยมีการเชื่อมโยงความรูเดิมกับความรูใหมแ่ ละกลั่นกรองขอ้ มูลเพอ่ื นาํ ไปสูค่ วามเขาใจ
2.3.2 ขน้ั ตอนสำคญั ของ DR-TA มี 2 ขน้ั ตอน ดังน้ี
2.3.2.1 ขน้ั วิเคราะห์และเตรยี มการ เป็นขั้นตอนแรกทค่ี รตู ้องศึกษา และวเิ คราะห์เนื้อหาที่
เหมาะสมกับการเรยี นรแู้ บบ DR-TA โดยสิ่งที่ต้องเตรยี มคือ เอกสารท่ีต้องการใหน้ กั เรียนอ่าน หรอื ศึกษา
2.3.2.2 ขน้ั ให้นกั เรยี นอ่าน การอ่านอาจจะแยกเปน็ 3 ตอน คือ
2.3.2.2.1 การอ่านจับใจความ คือ การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องที่เป็นส่วน
ใจความสำคัญ และส่วนขยายใจความสำคญั ของเรื่อง ซึ่งจดุ ที่พบใจความสำคญั ของเร่ืองในแต่ละย่อหน้ามาก
ท่ีสดุ คอื ประโยคที่อยตู่ อนต้นยอ่ หน้า เพราะผเู้ ขียนมักบอกประเดน็ สำคัญไว้ก่อน แล้วจงึ ขยายรายละเอียดให้
ชัดเจน รองลงมาคอื ประโยคตอนท้ายยอ่ หนา้ โดยผเู้ ขียนจะบอกรายละเอยี ดหรือประเดน็ ย่อยกอ่ น แล้วจงึ สรปุ
- 26 -
ดว้ ยประโยคที่เปน็ ประเด็นไวภ้ ายหลงั สำหรบั จดุ ที่พบใจความสำคญั ยากขึน้ ก็คอื ประโยคตอนกลางย่อหนา้ ซ่ึง
ผู้อ่านจะต้องใช้การสังเกตและพิจารณาให้ดี ส่วนจุดที่หาใจความสำคัญยากที่สุดคือย่อหน้าที่ไม่มีประโยค
ใจความสำคัญปรากฏชัดเจน อาจมีประโยค หรืออาจอยู่รวมๆกันในยอ่ หน้ากไ็ ด้ ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมา
เอง
ขั้นตอนการอา่ นจบั ใจความ
1. อา่ นผา่ นๆโดยตลอด เพอื่ ใหร้ ูว้ ่าเรอื่ งทอ่ี ่านวา่ ด้วยเรือ่ งอะไร จดุ ใดเปน็ จุดสำคญั ของเร่อื ง
2. อา่ นใหล้ ะเอียด เพ่ือทำความเข้าใจอยา่ งชดั เจน ไมค่ วรหยดุ อ่านระหว่างเร่ืองเพราะจะทำ
ให้ความเข้าใจไมต่ ดิ ตอ่ กนั
3. อา่ นซำ้ ตอนท่ีไมเ่ ข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนใหแ้ น่นอนถกู ต้อง
4. เรยี บเรยี งใจความสำคัญของเรือ่ งด้วยตนเอง
2.3.2.2 การอ่านวิเคราะห์ การอา่ นวเิ คราะหเ์ ป็นทักษะการอา่ นในระดับท่สี งู ขึน้
กว่าการอา่ นทวั่ ๆไป กลา่ วคือ มิใช่เป็นเพียงการอา่ นเพ่อื ความร้แู ละความเพลดิ เพลินเท่านั้น แต่ยงั ต้องมีการ
วิเคราะห์สงิ่ ท่ผี เู้ ขยี นไดเ้ ขยี นในดา้ นตา่ งๆ ดว้ ย ครูควรจดั ใหน้ ักเรียนได้ฝึกทักษะการอ่านวเิ คราะหอ์ ย่างจริงจงั
เพอื่ นำไปสู่การสร้างความรู้ ความคิด การตัดสินใจแกป้ ัญหาและสรา้ งวสิ ยั ทัศนใ์ นการดำเนนิ ชวี ติ
2.3.2.3 ขั้นใหน้ ักเรียนทำกิจกรรม ขน้ั ตอนน้จี ะดำเนินการตามข้ันตอนท่ี 2 คอื
1. ให้นกั เรียนอา่ น เพอ่ื จบั ใจความ แล้วให้ตอบคำถาม หรือแสดงความ
คิดเห็น อาทิ เรื่องทอี่ า่ นเกย่ี วข้องกับอะไร เขยี นหรอื เล่าเรื่องที่อา่ นยอ่ ๆ
2. ให้นักเรยี นตอบคำถามจาการอา่ นแบบวเิ คราะห์ อาทิ ใหท้ ำนายเร่อื งราว
ที่น่าจะเกดิ ขึ้นตอ่ ไป ต้ังชือ่ เรอ่ื งใหม่จากความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละสัมพันธก์ ับเนอ้ื เรอ่ื งทอี่ า่ น และ ทำแผนผงั
ความคดิ จากเร่อื งที่อ่าน
กล่าวโดยสรุปไดว้ า่ กิจกรรมการชน้ี ำสกู่ ารอา่ นการคดิ (DR-TA) เป็นวธิ ีที่มจี ุดมุ่งหมายในการฝกการ
คาดเดาเนื้อเร่ืองโดยใชภาพหรือชอื่ เรือ่ ง และฝกกระบวนการคดิ การตรวจสอบเรื่องท่ีอ่าน โดยมกี ารเช่อื มโยง
ความรูเดมิ กับความรูใหมแ่ ละกล่ันกรองขอ้ มูลเพื่อนาํ ไปสู่ความเขาใจ มี 2 ขน้ั ตอนหลัก คือ ให้นักเรยี นอา่ นเพ่ือ
จบั ใจความ แลว้ ใหต้ อบคำถาม หรอื แสดงความคิดเหน็ และ ให้นักเรยี นตอบคำถามจากการอา่ นแบบ
วิเคราะห์
2.4 คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
2.4.1 ความหมายคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ความหมายของคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน นักการศกึ ษาหลายทา่ นทีไ่ ด้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนในลักษณะท่คี ลา้ ยคลงึ กนั ดงั น้ี
วฒุ ชิ ัย ประสารสอย (2547 : 8) ได้ให้ความหมายของบทเรียนชว่ ยสอนไว้วา่ บทเรยี นคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน หรือ บทเรยี นซีเอไอ ซงึ่ มาจากคำในภาษาอังกฤษ คำวา่ Computer-Assisted Instruction;
Computer-Aid Instruction; CAI เปน็ การพัฒนาโปรแกรมเพือ่ การเรียนการสอนโดยใช้คอมพวิ เตอร์เป็นสอ่ื
ช่วยถ่ายโยงเนอ้ื หาความรูไ้ ปสผู่ ู้เรียน
กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2536 : 136) กล่าวไวว้ า่ คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน หมายถงึ บทเรยี นทไี่ ด้กระทำ
ไว้อย่างเป็นระบบ เพอื่ ใชก้ ับคอมพวิ เตอร์ โดยการนำเสนอเน้อื หาท่ีตอ้ งการให้ผู้เรียนไดม้ ีปฏิสัมพนั ธก์ ับ
คอมพิวเตอร์โดยตรงตามความสามารถของผู้เรียน
- 27 -
กดิ านันท์ มะลทิ อง (2536 : 187) กลา่ วไว้ว่า คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน เป็นสอ่ื การสอนท่ีเป็นเทคโนโลยี
ระดบั สงู เมอ่ื มีการนำคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนมาใช้ จะทำให้การเรียนการสอนมีปฏิสัมพนั ธ์กนั ได้ในระหว่าง
ผเู้ รียนกบั เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ เช่นเดยี วกบั การเรียนการสอนระหว่างครูกบั ผู้เรียนที่อยใู่ นห้องเรยี นปกติ
นอกจากน้คี อมพวิ เตอร์ยังมีความสามารถในการตอบสนองต่อข้อมลู ที่ผู้เรยี นปอ้ นเข้าไปได้ทนั ที โดยผู้เรยี น
สามารถไดเ้ รียนรู้จากโปรแกรมคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนในรปู แบบต่าง ๆ เชน่ ภาพกราฟกิ ภาพนง่ิ
ภาพเคลอ่ื นไหวประกอบเสยี งซง่ึ เป็นการช่วยเสริมแรงใน การเรียนรู้ใหแ้ ก่ผเู้ รยี น
ยนื ภวู่ รวรรณ (2538 : 22) กลา่ วไวว้ า่ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เป็นโปรแกรมทไ่ี ดน้ ำเนอื้ หาและ
จัดลำดบั การสอนมาบนั ทึกไว้อย่างเป็นระบบ โดยนำเสนอในรปู แบบทเ่ี หมาะสมกับผู้เรยี น
ทักษิณา สวนานนท์ (2530 : 212) กล่าวถึงความหมายของคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนไวว้ า่ เป็นการนำ
คอมพวิ เตอร์มาใช้ในกระบวนการจดั การเรยี นการสอน การทบทวน การทำแบบฝกึ หัด หรอื การวัดผล โดยให้
นกั เรียนไดน้ ่งั เรยี นอยหู่ น้าคอมพิวเตอรแ์ ตล่ ะเคร่ือง แลว้ เรียกโปรแกรมท่ีจัดเตรยี มไวเ้ ฉพาะสำหรบั การสอน
เนื้อหานนั้ มาแสดงผลบนจอ โดยจะแสดงเรื่องราวเปน็ คำอธิบาย เป็นบทเรยี น หรือเป็นรูปภาพให้ผูเ้ รยี นได้อ่าน
หรอื ดู ซึง่ ผ้เู รยี นแต่ละคนอาจมีความรู้ความเข้าใจไมเ่ หมอื นกนั และจดั ทำแบบทดสอบด้วยการตอบคำถามซึ่ง
มีอยู่ในบทเรยี น และคอมพวิ เตอรก์ จ็ ะประมวลผลและแจง้ ผลให้ผู้เรยี นได้รับทราบ
จากความหมายของคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนท่นี ักการศึกษาหลายทา่ นได้เสนอไวน้ ้นั ผูศ้ กึ ษาจงึ ขอสรุป
ความหมายของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนไว้ว่า คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน คือ การจดั ทำสอื่ การสอนโดยการนำ
คอมพวิ เตอรเ์ ขา้ มาใช้ ในการจดั ทำเป็นบทเรยี นตามเนือ้ หาทีค่ รูผู้สอนได้วางแผนและลำดบั ขน้ั ตอนในการ
เรียนรู้ให้แก่ผเู้ รยี น ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนน้ัน ๆ ดว้ ยตนเองผ่านเครอื่ งคอมพวิ เตอร์ ท่มี ีทงั้ ภาพ เสียง
และการทดสอบผู้เรยี น เพ่ือเสริมแรงใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้ตามความตอ้ งการ เกดิ ความสนุกสนานและไม่
เบอ่ื หน่ายในเนอ้ื หานัน้ ๆ
2.4.2 ลกั ษณะและประเภทของบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน มีลักษณะเปน็ บทเรียนสำเรจ็ รปู ซงึ่ มรี ปู แบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนอยหู่ ลายรูปแบบ ท้งั นีแ้ ตล่ ะรูปแบบของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนขึน้ อยกู่ ับแนวคดิ และความเชื่อของนกั
การศึกษาแต่ละท่าน ซ่งึ จากการศึกษาสรปุ ไดว้ ่า ลักษณะของบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนของนกั การศึกษา
แตล่ ะทา่ นแบ่งประเภทของคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไวด้ งั น้ี
กดิ านันท์ มลทิ อง (2536 : 187-191) กล่าวถงึ ลกั ษณะและประเภทของบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วย
สอนไว้ดังน้ี
1. แบบนำเสนอเนื้อหา (Tutorial instruction) โดยอาศัยธรรมชาติของการตอบสนอง และการแสดง
ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งผูเ้ รยี นกบั คอมพิวเตอร์ บทเรียนนี้มกี ารตัง้ คำถามแบบถาม-ตอบจำนวนมาก มีการเสริมแรง
ตลอดเวลา สามารถใช้สอนสิง่ ใหม่ในลักษณะบทเรยี นโปรแกรมเป็นบทเรียนทนี่ ยิ มใชก้ นั มาก มกี ารแสดงกรอบ
เนอ้ื หา การถาม-ตอบ มกี ารตรวจคำตอบ และมกี ารให้ขอ้ มลู ย้อนกลับ
2. แบบฝกึ ปฏิบตั ิ (Drill and Practice) เป็นบทเรียนที่ใช้ให้ผู้เรียนได้ทำแบบฝึกหดั หลงั จากทไ่ี ดเ้ รียน
เนือ้ หานั้น ๆ แลว้ มกี ารฝกึ ซ้ำเพื่อใหเ้ กิดทักษะ อาจเป็นทกั ษะดา้ นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เช่น
การอา่ น การสะกดตัวอกั ษร เปน็ ต้น
3. แบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) เปน็ การนำเสนอปรากฎการณ์ที่จำลองมาจากของจริง
เพราะบางคร้งั ประสบการณ์จริงเส่ยี งเกนิ ไปหรอื แพงเกินไป เช่น การเรยี นการขบั เคร่อื งบินผา่ นเคร่อื งบนิ
จำลอง เป็นต้น การสอนดว้ ยวธิ ีนี้จะทำให้ผเู้ รยี นเกดิ ความร้คู วามชำนาญอยา่ งแท้จริง แตก่ ็ขึ้นอยกู่ ับวา่ การ
- 28 -
จำลองสถานการณ์นนั้ ๆ สามารถจำลองสภาพได้เหมอื นจรงิ มากนอ้ ยเพยี งใด บทเรยี นสถานการณจ์ ำลอง
มกั จะมีโปรแกรมสาธติ แทรกอยดู่ ้วย ซง่ึ โปรแกรมสาธิตจะสาธิตวธิ กี ารให้ผเู้ รยี นไดด้ เู พียงอยา่ งเดียว
4. แบบเกมการเรยี นการสอน (Instructional games) เป็นบทเรยี นช่วยสอนทฝี่ ึกให้ผู้เรียนไดเ้ รียนรู้
ผา่ นการเลน่ เกม เพอื่ พัฒนาการเรยี น พฒั นาดา้ นความคิด การอ่าน การเรียนรขู้ องผ้เู รยี น ผ้เู รยี นจะไดร้ ับ
ความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อม ๆ กนั เชน่ เกมการคิดคำนวณ เกมการต่อภาพ เปน็ ตน้
5. แบบทดสอบ (Test) คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนแบบนี้ ใชเ้ พอ่ื ทดสอบผู้เรยี นโดยตรงหลงั จากท่ไี ด้เรยี น
เน้ือหาน้ัน ๆ หรอื ฝึกปฏิบัติแล้ว ผูเ้ รียนจะทำแบบทดสอบผา่ นคอมพิวเตอรซ์ ึ่งคอมพวิ เตอร์ก็จะประมวลผล
และเสนอผลใหผ้ ู้เรียนได้รบั ทราบทนั ทีหลังจากท่ีทำบทเรียนเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้
6. แบบการแกป้ ญั หา (Problem solving) คอมพิวเตอรช์ ่วยสอนประเภทนี้ จะเนน้ การฝกึ คดิ การ
ตัดสินใจ โดยการมกี ารกำหนดเกณฑ์ให้ แลว้ ให้ผเู้ รียนพจิ ารณาไปตามเกณฑ์ มกี ารให้คะแนนหรอื น้ำหนกั กบั
เกณฑ์แต่ละข้อ เชน่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ผ้เู รียนจำเป็นทีจ่ ะตอ้ งเขา้ ใจและมีความสามารถในการ
แก้ปญั หา ซ่งึ กอ่ นท่ีผเู้ รยี นจะตอบได้ จะต้องใชค้ อมพวิ เตอรน์ นั้ ชว่ ยแกป้ ัญหาด้วย เพราะเป็นการคำนวณที่
สลบั ซับซ้อน กเ็ ท่ากับเป็นการวดั ด้วยวา่ ผู้เรียนมคี วามรู้ทางคอมพิวเตอรม์ ากน้อยเพยี งใด
7. แบบการค้นพบ (Investigation) ประสบการณ์เปน็ ครูท่ีดกี ารให้โอกาสผู้เรียนมปี ระสบการณ์ใน
ด้านต่าง ๆ มากผู้เรียนจะเรยี นรจู้ ากประสบการณข์ องตนเอง เชน่ การคดิ ภาษาสญั ลักษณ์ (Logo) ทำให้
ผู้เรียนที่มอี ายุนอ้ ยสามารถเขา้ ใจได้ง่าย เพราะโลโกเปน็ ภาษาองิ ภาพขณะทผ่ี เู้ รยี นเรยี นการใชภ้ าษาตา่ ง ๆ
ของสญั ลกั ษณแ์ ล้ว ลองใช้คำสง่ั ต่าง ๆ จะทำให้มีภาพเกิดขึ้น ผเู้ รยี นกจ็ ะเรียนรู้ไปด้วยต้งั แต่คำศพั ท์ หลักการ
พ้นื ฐานของวชิ าคณติ ศาสตร์ เปน็ ตน้
2.4.3 ประโยชนแ์ ละข้อดขี องคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
การนำคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนมาใช้ในการเรยี นการสอน กอ่ ให้เกิดประโยชน์และขอ้ ดีต่อการจัดการ
เรยี นการสอนหลายประการ ดงั ที่ นักการศกึ ษาได้เสนอไว้ดงั น้ี
กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2536: 136) กลา่ วถึงประโยชน์ของคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไวด้ ังนี้
1. เน่ืองจากคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนเพงิ่ จะนำมาใชใ้ นการจดั การเรียนการสอนได้ไมน่ าน จึงถือไดว้ ่าเปน็
ของใหม่ ผู้เรยี นจะมคี วามกระตอื รอื ร้นที่จะได้ประสบการณ์ทแี่ ปลกใหม่ เป็นการกระตนุ้ และเพมิ่ แรงจูงใจ
ใหแ้ กผ่ เู้ รยี นเปน็ อยา่ งดี
2. คณุ สมบตั ิของคอมพิวเตอร์ในการใหภ้ าพและเสียง ตลอดจนข้อความกราฟิกทเ่ี คลอื่ นไหวได้ ทำให้
มีความเหมอื นจรงิ มากขึ้นเป็นการจงู ใจให้อยากเรียนรแู้ ละทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ ได้
3. คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ใชใ้ นการบนั ทกึ และตรวจสอบความก้าวหน้าของผ้เู รียนและแสดงให้เห็นได้
ทงั้ ในรปู ของตัวอกั ษร ภาพ และแผนภูมิ เปน็ การประเมนิ ผลของผเู้ รียนตลอดเวลา
4. คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการทำนายและชแ้ี นวโน้มของระดบั การเรียนหรอื ความสามารถของ
แต่ละบุคคลไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ตอบสนองปรชั ญาการเรียนการสอนเป็นรายบคุ คล
5. คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน ออกแบบใหป้ รับได้กบั ผู้เรยี นทมี่ คี วามสามารถ และความสมบรู ณ์ของวุฒิ
ภาวะแตล่ ะคนได้อยา่ งดี ผเู้ รยี นชา้ ก็สามารถเรยี นได้หรอื ผู้เรยี นอ่อนก็สามารถลองผดิ ลองถูกได้ตามความเร็ว
ของแตล่ ะคน
6. คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน ชว่ ยเสริมสร้างให้ผูเ้ รยี นมีเหตุมีผล และมีความคิดทเี่ ปน็ ตรรกวิทยา เพราะ
การโตต้ อบกับเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ผู้เรียนจะต้องทำอย่างมขี ัน้ ตอน มรี ะเบยี บและมีเหตุผล
สกุ รี รอดโพธ์ทิ อง (2532 : 176) ได้กล่าวถงึ ขอ้ ดีของคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน โดยเปรียบเทียบกับตำรา
เรยี น สามารถสรุปไดด้ ังน้ี
- 29 -
1. ด้านสีสัน สามารถดึงดดู ความสนใจของผู้เรยี นไดด้ กี วา่ โดยเฉพาะผู้เรยี นท่เี ป็นเดก็ นอกจากนี้ดา้ น
ความคงทนในการจำ บทเรียนที่มสี ีสนั มผี ลทำใหผ้ ู้เรยี นมคี วามคงทนในการจำได้ดกี วา่ ถึงแม้ในตำราเรยี น
สามารถใสส่ ีสันลงไปได้แต่ทางด้านตน้ ทนุ ความยุ่งยากในการผลติ และเทคนิคการนำเสนอ บทเรียนชว่ ยสอน
จะมขี ้อไดเ้ ปรียบกว่าตำราเรียน
2. ดา้ นเสียง เปน็ สิ่งเรา้ ทสี่ ามารถดึงดูดความสนใจของผเู้ รยี นไดด้ ี และการสรา้ ง บทเรยี นคอมพวิ เตอร์
ชว่ ยสอนนั้น ครูผสู้ อนสามารถสร้างเสียงได้ในรูปแบบต่าง ๆ ต้ังแต่เสยี งแบบงา่ ยๆ ไปจนถงึ เสยี งท่ีมีความ
ซับซ้อน
3. ด้านกราฟิก ครผู ้สู อนสามารถสร้างภาพประกอบบทเรยี นและทำให้ภาพเคลอื่ นไหว ได้ ซง่ึ เป็นข้อ
ได้เปรยี บของบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนเม่อื เปรียบเทียบกับตำราเรียนจะไมส่ ามารถทำให้ภาพเคลอื่ นไหว
เพื่อเรา้ ความสนใจได้
4. ด้านการศกึ ษารายบุคคล คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนเป็นบทเรียนทใ่ี ห้โอกาสแก่ผู้เรียนไดเ้ รยี นรู้ตาม
ความสามารถ ความถนดั และความสนใจของตนเอง ทำให้การเรียนร้มู ปี ระสทิ ธิภาพสูง ถงึ แม้การใช้แบบเรียน
และชดุ การสอนรายบุคคลจะช่วยการศกึ ษารายบุคคลได้แตก่ ารลงทุนค่อนข้างสงู ความคงทนถาวรมนี ้อย
ตรงกันข้ามกบั บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนซงึ่ อาจใช้เวลามากในสรา้ งบทเรียน แต่สามารถสร้างสำเนาไดต้ าม
จำนวนทตี่ อ้ งการ นอกจากนย้ี ังสามารถออกแบบใหม้ คี วามยากงา่ ยตามความสามารถและความถนดั ของผเู้ รยี น
รวมทั้งครูผสู้ อนไม่ตอ้ งประสบปญั หาในเรือ่ งของอปุ กรณ์ท่ผี เู้ รยี นใชเ้ รยี นจะชำรุดเสียหาย เพราะสามารถทำ
สำเนาไดใ้ หมต่ ามทตี่ อ้ งการ
5. ดา้ นการใหผ้ ู้เรยี นมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมการเรียนการสอน เพือ่ ให้ผู้เรียนเกดิ การเรียนรูท้ ดี่ ี เพราะ
ลกั ษณะของบทเรียนจะเปน็ การให้ผู้เรยี นมปี ฏิสัมพันธก์ ับคอมพิวเตอร์ ผ้เู รยี นมโี อกาสตัดสนิ ใจแสดงความ
คดิ เห็นได้โดยการปอ้ นขอ้ มูลผ่านทางแป้นพมิ พห์ รอื อปุ กรณ์ช่วยอน่ื ๆ
6. ดา้ นความรู้สกึ จากการท่บี ทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนมีปฏิสมั พนั ธ์กับผ้เู รยี น จนทำใหผ้ ้เู รียนเกิด
ความอยากในการเรียนรู้ อยากรูค้ ำตอบว่าตอ่ ไปจะเป็นอย่างไร จะถามตอ่ ว่าอยา่ งไร มกี ารตชิ มอยา่ งไร
7. ด้านการใหข้ ้อมลู ย้อนกลับ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนสามารถให้ขอ้ มูลย้อนกลบั ได้ อย่างรวดเร็ว ทงั้
ภาพและเสียง ทั้งนเ้ี น่ืองจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ใช้เทคนคิ ต่าง ๆ ในการทีจ่ ะสรา้ งแรงจูงใจให้เกิดในตัวผู้เรยี น
และคอมพิวเตอร์ยังสามารถประมวลผลให้ผเู้ รียนได้รับทราบผลการเรยี นวา่ ไดต้ ามเกณฑ์ทีก่ ำหนดไว้หรอื ไม่ ซ่งึ
ตำราเรยี นไม่สามารถทำได้
8. ด้านการกระต้นุ ให้ผ้เู รยี นเกดิ ความอยากรูอ้ ยากเหน็ บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ผู้เรยี นไม่
สามารถล่วงรเู้ นอื้ หาล่วงหนา้ ได้ ตอ้ งใหผ้ ู้เรียน เรียนรตู้ ามลำดับข้นั ตอน ซงึ่ ตา่ งจากตำราเรยี น ผู้เรยี นสามารถ
เปดิ ดหู น้าถัดไปไดว้ า่ จะเปน็ อยา่ งไรและจะจบแบบไหน ซง่ึ จากเหตนุ ้ีทำใหบ้ ทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนสร้าง
ความอยากรู้ อยากเรียนใหก้ ับผเู้ รียนย่ิงขึ้น
จากการศกึ ษา สรปุ ได้วา่ คอมพวิ เตอร์เร่ิมเขา้ มามีบทบาท มีประโยชนแ์ ละมขี อ้ ดีหลายด้านในการ
นำมาใชจ้ ัดการเรียนการสอนใหก้ ับผเู้ รยี น เช่น การใชง้ านง่าย ตอบสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล มีการ
ประเมินผลสมั ฤทธแิ์ ละแจง้ ผลยอ้ นกลับทันที อย่างไรกต็ ามการนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในขณะนย้ี ังมี
ข้อจำกดั เชน่ การดา้ นงบประมาณ บุคลากรหรอื ครผู ้สู อน ผู้เช่ียวชาญ รวมทง้ั อุปกรณต์ า่ ง ๆ ท่ที นั สมยั เปน็
ต้น ซ่งึ ควรจะมกี ารเตรียมความพร้อม รวมถงึ การประยุกต์ใชใ้ ห้เหมาะกับสภาพการณ์ของแต่ละสถานศึกษา
หรือหน่วยงาน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดใหแ้ กผ่ ู้เรยี น
- 30 -
2.4.4 แนวคิดในการจดั การเรียนการสอนดว้ ยคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
วฒุ ิชยั ประสารสอย (2547 : 1-7) ได้เสนอแนวคิดในการจดั การเรียนการสอนดว้ ยบทเรยี น
คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนไว้วา่ บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนเป็นสอ่ื ที่สร้างข้นึ โดยได้รบั อทิ ธพิ ลจากแนวคดิ ของ
นกั จิตวิทยากลุ่มพฤตกิ รรมนยิ ม ซึง่ เช่ือวา่ การสอนท่ีไดก้ ำหนดมาตรฐานการเรียนร้เู อาไวล้ ว่ งหนา้ ใหเ้ หมาะสม
กับผ้เู รยี นแต่ละคน พร้อมท้งั จัดกจิ กรรมการเรยี นรทู้ เ่ี ป็นหนว่ ยยอ่ ยใหส้ ัมพันธก์ ันในลักษณะโปรแกรมการสอน
จะช่วยทำให้ไดร้ ับประสบการณท์ ่ตี อ่ เนื่องและบรรลุผลในการเรยี น
วสันต์ อตศิ พั ท์ (2538 : 52) ได้ให้แนวคดิ ในการจัดการเรียนการสอนด้วยคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนไว้ดังนี้
1. เนน้ กระบวนการเรียนการสอนตามเอกัตภาพ เพอื่ ตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลท้งั ในด้าน
สติปญั ญา ทกั ษะ เจตคติของผู้เรียน
2. เปลยี่ นจากครเู ป็นศูนยก์ ลางมาสู่ผู้เรยี นเป็นศนู ย์กลางในการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน
3. สร้างปฏิสมั พันธใ์ หม่ จากครกู บั ผเู้ รยี นมาเป็นการศกึ ษาเรยี นรดู้ ้วยตนเองจากคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
4. เปลีย่ นบทบาทของสอื่ ที่ชว่ ยครูสอนมาสู่สือ่ ท่ีช่วยผู้เรียน โดยผู้เรยี น เรียนรู้ด้วยตนเองผา่ น
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
5. เน้นหลักการเรยี นรู้ 4 ประการ คอื ผเู้ รยี นมีส่วนร่วมอย่างกระฉับกระเฉง ผู้เรียนทราบผลยอ้ นกลับ
ทันที ผ้เู รียนมีประสบการณ์แห่งความสำเรจ็ ผู้เรยี นเรยี นรไู้ ปทลี ะนอ้ ยตามลำดับข้นั ตอน
2.4.5 หลักการในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
ในการพัฒนาโปรแกรมบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนน้ัน ต้องใชเ้ วลามากในการพัฒนา ทง้ั นี้ เพราะ
เปน็ โปรแกรมท่ตี ้องนำภาพกราฟกิ และสือ่ เสียง รวมทงั้ เทคนคิ วิธีต่าง ๆ มาผสมผสานกับแนวทางในการสอน
ลำดบั ข้ันตอนตา่ ง ๆ ในการพฒั นาโปรแกรมก็เป็นส่ิงท่ซี ับซอ้ น ละเอียดอ่อน และเป็นเรือ่ งทค่ี ่อนข้างยาก
ดังนน้ั ในปัจจุบันจงึ ไม่แปลกเลยท่ีจะพบปญั หาตา่ ง ๆ มากมายในโปรแกรมบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน ซ่ึง
ส่วนใหญจ่ ะเกิดปัญหาในเร่อื งคุณภาพของโปรแกรมที่ยังไมด่ ีพอ โดยสาเหตุหลักก็คือขาดการวางแผนในการ
พฒั นา ดังนนั้ เพอ่ื ใหก้ ารพัฒนาโปรแกรมบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน เปน็ ไปอย่างมีเป้าหมายและมีคุณภาพ
สามารถนำไปใช้งานไดจ้ ริงคุ้มคา่ กับเวลา และการลงทนุ ดังนน้ั ศริ ิชัย สงวนแกว้ (2534 : 173-176) จงึ เสนอ
แนวทางในการพัฒนาโปรแกรมบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน อย่างเป็นขน้ั ตอนตามลำดับดงั น้ี
1. วิเคราะห์เนื้อหา
2. ศึกษาความเปน็ ไปได้
3. กำหนดวัตถุประสงค์
4. ลำดับขั้นตอนการทำงาน
5. การสรา้ งโปรแกรม
6. ทดสอบการทำงาน
7. ปรับปรงุ แกไ้ ข
8. การประยุกตใ์ ชใ้ นหอ้ งเรียน
9. การประเมนิ ผล
ซงึ่ ในขน้ั ตอนในขอ้ 1 ถึงขอ้ 4 เป็นข้นั ตอนการออกแบบ หรอื ท่ีเรียกว่า Instruction Design ส่วน
ขั้นตอนในข้อ 5 ถึงข้อ 7 เป็นขน้ั ตอนการสรา้ ง หรอื ทเี่ รียกวา่ Instruction Construction และขนั้ ตอนในข้อ
8 ถึงข้อ 9 หรอื ทเ่ี รียกวา่ Instruction Implement
ยนื ภวู่ รวรรณ (2531 : 124-126) ได้กลา่ วถงึ การพัฒนาคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนไวว้ า่ ในการพัฒนา
บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนนน้ั จำเป็นต้องผสมผสานทฤษฎี หลกั การสอน การถ่ายทอดความรู้ จิตวิทยา
- 31 -
ตลอดจนหลักการและเทคนิคทางคอมพวิ เตอรเ์ ขา้ ด้วยกัน ผู้ทจ่ี ะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนนน้ั
จะต้องเปน็ ผทู้ ่มี คี วามร้แู ละความเชีย่ วชาญในดา้ นตา่ ง ๆ ประกอบกันแลว้ นำผลนั้นมาใชป้ ระโยชน์ โดยได้
นำเสนอส่ิงที่ควรคำนงึ ในการพฒั นาบทเรยี นคอมพิวเตอร์ ไว้ดังน้ี
1. ตอ้ งเสยี เวลาเรียนรูว้ ิธีใช้นอ้ ย ผู้เรียนเริ่มการใช้งานก็สามารถใชไ้ ด้ทันที
2. ใชง้ านคลอ่ ง และรวดเรว็ เช่น การคีย์บอร์ดจะตอ้ งกดคีย์งา่ ย เลอื กคีย์งา่ ย
3. ข้อผิดพลาดของการใช้น้อย กลา่ วคอื ไมว่ า่ จะใชห้ รือกดคยี อ์ ยา่ งไร จะตอ้ งไม่มี Error
4. สร้างความพงึ พอใจให้กบั ผ้ใู ช้ ผลตอบสนองรวดเร็ว ผู้ใช้ไมต่ อ้ งรอเวลา สีสนั พอเหมาะ
สวยงาม
ดังน้ันการพฒั นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนจึงตอ้ งมีองคป์ ระกอบหรือ กระบวนการในการพฒั นา
ซง่ึ ฉลอง ทับศรี (2536 : 3) ได้กล่าวถงึ กระบวนการพฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนว่าจะตอ้ ง
ประกอบด้วยภารกจิ หลกั 3 ประการ ดังน้ี
1. การออกแบบการสอน (Instructional design)
2. ความเชย่ี วชาญในเนือ้ หา (Content expertise)
3. การเขียนโปรแกรม (Programming)
ซง่ึ ภารกจิ ทง้ั 3 มีความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งแยกไม่ออก ซึง่ ในแตล่ ะภารกิจมีแนวทางให้ผทู้ ่ีจะพฒั นา
บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนสามารถนำไปปฏิบัติได้ดงั นี้
1. การออกแบบการสอน (Instructional design) มคี วามจำเปน็ อย่างยิ่งต่อการพฒั นา
บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนน้นั มคี วามแตกตา่ งไปจากสื่อแบบเดมิ เชน่ ตำราเรียน ชุดการสอนและการสอน
ในห้องเรียนตามปกติ ดังนั้น การออกแบบการเรยี นการสอนจงึ ตอ้ งแตกต่างกันไปดว้ ย ท้งั น้ีการออกแบบการ
สอนทดี่ ีนั้นทำให้กระบวนการเรียนการสอนเกดิ ประสทิ ธิภาพสูง
ฮานนาฟินและแพค (Hannafin and Pack : 372 อ้างถึงใน ฉลอง ทบั ศรี, 2536 : 3) ไดเ้ สนอการออกแบบ
การสอนบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนวา่ มีองค์ประกอบตามขนั้ ตอนใหญ่ๆ 4 ขน้ั ตอน ดงั น้ี
1. ขน้ั ศึกษาสภาพและความตอ้ งการ (needs assessment)
2. ขน้ั ออกแบบ (design)
3. ขั้นพฒั นาและปรับปรงุ (develop & revision)
4. ขนั้ ประเมนิ และนำไปใช้ (evaluation implementation)
โดยข้นั ตอนท้งั 4 จะแสดงออกมาในรปู แบบของผังงานไดด้ งั นี้
ศกึ ษาสภาพ/ความตอ้ งการ ออกแบบ พัฒนา/ปรับปรุง
ประเมนิ /นำไปใช้
รูปที่ 1 แผนผงั การออกแบบการสอนบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
2. ความเชี่ยวชาญในเนื้อหา (Content expertise) มีความสำคัญทั้งในด้านความถูกต้อง
ลึกซึ้งในเนื้อหาของบทเรยี น ช่วยใหส้ ามารถจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน จัดความสมั พันธ์ของเนื้อหา ตวั อย่าง
คำอธบิ าย กลวิธีตา่ ง ๆ ในการเรยี นการสอนได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ถ้าผ้ทู พ่ี ัฒนาขาดความเชี่ยวชาญในเนื้อหา
- 32 -
ก็จะไม่สามารถทำให้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพได้ วิธีการแก้ปัญหาคือ ผู้พัฒนาบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนต้องเชญิ ผู้เชี่ยวชาญในด้านเน้อื หาวิชานนั้ ๆ เขา้ ร่วมในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนดว้ ย
3. การเขียนโปรแกรม (Programming) เปน็ ภารกจิ สุดท้ายของกระบวนการพฒั นาบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน ซึง่ ขนั้ ตอนในการเขยี นโปรแกรมนัน้ จะมลี ักษณะการปฏิบตั ิอยู่ 2 ลักษณะ คือ
3.1 เขยี นบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนดว้ ยภาษาคอมพวิ เตอร์ (Programming
Language)
3.2 ใชโ้ ปรแกรมชว่ ยเขยี นบทเรียน (authoring program) ปัจจุบัน คอมพวิ เตอร์มี
การพัฒนาในเรือ่ งของโปรแกรมเปน็ อยา่ งมาก ดงั นนั้ การพฒั นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปจั จบุ นั จงึ ไม่
จำเป็นทจี่ ะตอ้ งใชก้ ระบวนการเขยี นโปรแกรมซงึ่ เป็นกระบวนการท่คี อ่ นขา้ งยงุ่ ยาก แต่ผพู้ ฒั นาบทเรียน
คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนในปจั จุบันควรให้ความสำคัญหรอื เนน้ ทีก่ ระบวนการออกแบบการเรียนการสอนเพอื่ ให้
บทเรยี นคอมพวิ เตอรท์ ม่ี ีประสิทธภิ าพสูงสุด
2.4.6 ขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
การดำเนินการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนนกั การศึกษาหลายท่านไดเ้ สนอขั้นตอนในการ
พฒั นาบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไวด้ งั น้ี คือ
วุฒชิ ัย ประสารสอย (2547 : 24-27) ได้กลา่ วถึงขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนไว้
วา่ การพฒั นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนเปน็ กระบวนการที่จะตอ้ งปฏบิ ัตอิ ยา่ งต่อเนือ่ ง ซง่ึ จะต้องใช้ความ
วิรยิ ะ อตุ สาหะ และความรู้ความสามารถของผู้ปฏบิ ตั เิ ปน็ อย่างมาก โดยมีเป้าหมายในการสร้างมาตรฐานหรือ
ประสทิ ธภิ าพเชิงความรู้ เพื่อรบั ประกนั ได้วา่ บทเรียนทีพ่ ฒั นาขน้ึ นนั้ มคี ณุ ค่าตอ่ การศกึ ษาและช่วยให้ผ้เู รยี น
บรรลุมาตรฐานการเรยี นรู้ จากการใช้บทเรียนนน้ั ไดใ้ นระดบั ใดบ้าง ตลอดจนสามารถสรา้ งสรรค์รูปแบบการ
นำเสนอเนอื้ หาความรู้ให้เหมาะสมกับพฤตกิ รรมและการตอบสนองของผ้ใู ช้บทเรยี น โดยการพัฒนาบทเรียน
ตามข้ันตอนการพัฒนาบทเรียนช่วยสอนไว้ดงั นี้
1. กำหนดวัตถปุ ระสงค์ ไดแ้ ก่ การกำหนว่าบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนท่ีพัฒนาขนึ้ นนั้ ตอ้ งการ
นำไปใชก้ บั ผเู้ รียนระดับไหน และตอ้ งการให้เรยี นรู้อะไร โดยจะต้องศกึ ษาและวเิ คราะหค์ ำอธบิ ายรายวชิ าหรือ
สาระการเรยี นรู้ รวมไปถงึ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทีจ่ ะนำมาสร้างเป็นส่อื บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
2. รายละเอียดของเนอื้ หา (Content Specification) ได้แก่ เนื้อหาสาระ และกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ี
กำหนดเอาไว้ เพื่อให้ผูเ้ รียนเกิดพฤติกรรมตามวตั ถุประสงค์
3. วเิ คราะหเ์ นือ้ หา (Content Analysis) วธิ ีการน้จี ะเริ่มต้นจากการวเิ คราะห์งาน เพอ่ื อธบิ าย
กจิ กรรมการเรยี นร้จู นได้รายละเอียดของเร่อื งทีจ่ ะสอนหรือหวั ข้อทีจ่ ะสอน
4. การกำหนดวัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objectives) เปน็ การกำหนดพฤตกิ รรมเชิง
ความรู้ (Knowledge-Base Behavior) เพ่ือให้ผเู้ รยี นได้รับรวู้ ่าเม่อื เรียนจบบทเรียนแล้วจะไดร้ ับสงิ่ ใดจากการ
เรยี น
5. กลยุทธท์ างการสอนและรูปแบบการนำเสนอ (Teaching Strategies & Models of Delivery)
ไดแ้ ก่ การเลือกวา่ จะใชว้ ธิ ีสอื่ สารเพื่อให้ผูเ้ รยี นเกิดกระบวนการรับรู้ เชน่ การนำเสนอเนื้อหาด้วย ขอ้ ความ
ภาพ ภาพเคล่อื นไหว เสยี ง เป็นตน้
6. ออกแบบและลงมอื สร้างบทเรยี น (Design & Implementation) ในขนั้ ตอนนเี้ กยี่ วขอ้ งกบั การ
เตรยี มผลิตบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ได้แก่ การนำเอารายละเอียดที่ได้จากการปฏิบตั ิทผ่ี ่านมาทงั้ หมดมา
จำแนกรายละเอียดเปน็ การเฉพาะในแต่ละสว่ น เพ่อื กำหนดแผนและวิธกี ารปฏบิ ตั ใิ นรายละเอยี ดท่ีเกี่ยวขอ้ งให้
- 33 -
ได้ข้อมูลในการปฏิบตั ิ หากว่ามีข้อบกพรอ่ งท่สี ว่ นใดควรปรับปรุงและแกไ้ ขใหบ้ กพร่องน้อยทส่ี ุด เรียกขัน้ ตอนนี้
วา่ “การเขยี นบทดำเนินเร่ือง” หรอื ทเ่ี รียกวา่ “การเขียนสคริปต์”
7. นำเสนอต่อผูเ้ รียน (Delivery) เปน็ วธิ ีการทจี่ ะนำไปสูก่ ระบวนการหาประสิทธิภาพ โดยคำนงึ ถงึ
หลกั การดา้ นความยดื หยุน่ และสรา้ งรูปแบบนำเสนอใหเ้ หมาะสมกับระดบั ความสามารถของผ้เู รยี น
8. การวดั และประเมินผล (Evaluation) ได้แก่ การประเมินระหว่างการตรวจสอบมาตรฐานของ
เนื้อหาสาระและกจิ กรรมการเรยี นรู้ เพ่อื ให้ได้ตามเกณฑท์ ี่กำหนดเอาไวใ้ นเบื้องต้น เชน่ การประเมนิ ความ
ถกู ต้อง ความเหมาะสม และครอบคลมุ เน้อื หาและกจิ กรรมการเรยี นที่จะจดั ให้มขี ึ้นในบทเรยี นน้ัน เพอ่ื การหา
ประสิทธิภาพของบทเรียน
อดิสรณ์ แกว้ มรกต (2541 : 23) ไดเ้ สนอขัน้ ตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ดังน้ี
1. กำหนดวตั ถปุ ระสงค์ตามหลักสูตรและเน้ือหาพรอ้ มท้ังศกึ ษาโปรแกรมที่จะใชใ้ นการสร้างบทเรยี น
2. วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาและแบง่ เนื้อหาการเรยี นเป็นส่วนยอ่ ย ๆ
3. กำหนดรูปแบบการสอน
4. เขยี นโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน จากนั้นปอ้ นบทเรียนลงในคอมพิวเตอร์
5. ตรวจสอบความเรียบร้อยของบทเรียน แก้ไข ปรับปรงุ
6. ทดลองบทเรยี นกับผ้เู รยี นเป้าหมายและนำมาพิจารณา แก้ไข ปรับปรุง
จริ าภรณ์ สัพทานนท์ (2538 : 33) เสนอขน้ั ตอนการพฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนไวด้ งั นี้
1. การวเิ คราะหผ์ ูเ้ รียน
2. การวิเคราะหเ์ นื้อหา
3. การกำหนดมโนมติ ท่สี อดคล้องกับหน่วย หัวเร่ืองโดยสรุปแนวคิด สาระและหลกั การท่สี ำคญั
4. การกำหนดจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
5. การสรา้ งแบบทดสอบก่อนและหลังเรยี น ซง่ึ ในบทเรียนคอมพวิ เตอรม์ ี 4 ชนดิ คือ
5.1 แบบทดสอบกอ่ นเขา้ เรียน
5.2 แบบทดสอบกอ่ นเรียน
5.3 แบบฝกึ ปฏิบตั ิ
5.4 แบบทดสอบหลงั เรียน
6. การเลอื กภาษาที่จะสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ภาษาท่ใี ช้ในการเขยี นบท เรียน
คอมพวิ เตอร์ สามารถทำได้ 2 วธิ คอื
6.1 การเขยี นโดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ เช่นภาษาซี ปาสคาล ซงึ่ จะตอ้ งรว่ มมือกับ
โปรแกรมเมอร์กับผู้สอนเนอ้ื หา
6.2 การเขยี นดว้ ยโปรแกรมสรา้ งบทเรียน (Authoring System) หรอื ท่ีเรยี กว่าโปรแกรม
ประชาสัมพนั ธ์ ซ่งึ โปรแกรมออกแบบไวส้ ำหรับการสรา้ งบทเรียนคอมพวิ เตอรโ์ ดยเฉพาะ ดังนนั้ การใช้งานจึง
งา่ ยและสะดวก
7. การสรา้ งบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน มขี น้ั ตอนดังนี้
7.1 นำหวั ขอ้ ย่อยของเนือ้ หามาเขียนเป็นกรอบ ในแต่ละหวั ข้อย่อยอาจเขียนไดห้ ลายกรอบก็
ได้ หลักในการเขยี นกรอบ คือ
7.1.1 แตล่ ะกรอบความยาวไมเ่ กนิ 10 บรรทัด
7.1.2 แต่ละกรอบต้องมีจดุ ประสงคก์ ารเรียนร้เู พียงขอ้ เดียว
- 34 -
7.1.3 บางกรอบอาจจะมีคำอธิบาย ตวั อยา่ ง และคำถาม แตบ่ างกรอบอาจไมม่ ี
คำถามก็ได้
7.2 นำกรอบทส่ี ร้างเสร็จแลว้ สรา้ งโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
7.3 ทดสอบการแสดงออกทางหนา้ จอ
8. การผลิตสื่อประกอบบทเรียนช่วยสอน เปน็ การแบบฝึกปฏิบัตใิ ห้นักเรยี นใช้ควบคู่กบั บทเรียน โดย
แบบฝกึ ประกอบด้วย คำนำ สารบัญ รายละเอยี ดของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน วัตถุประสงค์การเรียนรู้
วธิ กี ารศกึ ษาบทเรียน แผนผังความคดิ แผนการเรียนของแต่ละตอน แบบทดสอบก่อนและหลงั เรยี น
9. การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เปน็ การนำบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
ไปทดลองใช้ (Try out) เพือ่ นำขอ้ มูลมาปรบั ปรุง แล้วจึงนำไปทดลองสอนจรงิ (Trial run)
ปกรณ์ วงศ์รัน ( 2536 : 1 ) ได้เสนอขัน้ ตอนการพัฒนาบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไวด้ งั นี้
ขั้นท่ี 1 การออกแบบ (Instructional design )
1.1 วิเคราะหเ์ นอ้ื หา
1.2 ศึกษาความเป็นไปได้
1.3 กำหนดวตั ถุประสงค์
1.4 ลำดบั ขัน้ ตอนในการทำงาน
ขน้ั ท่ี 2 การสร้าง (Instructional construction)
2.1 การสรา้ งโปรแกรม
2.2 ทดสอบการทำงาน
2.3 ปรบั ปรุงแก้ไข
ขัน้ ที่ 3 การประยกุ ต์ใช้ (Instructional implementation)
3.1 ประยุกต์ใชใ้ นหอ้ งเรยี น
3.2 ประเมินผล
สุทพิ ยพ์ ร โชติรตั นศักด์ิ (2535 : 35) ได้เสนอขัน้ ตอนสำคัญในการพัฒนาบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ย
สอนไว้ดงั น้ี
1. ขน้ั เตรยี มและลงมอื สรา้ ง
2. ข้ันการกำหนดแบบแผนการใช้ขณะลงมอื จริง
3. ขน้ั ปรับใหมใ่ ห้เข้ากบั ววิ ัฒนาการทางเทคนคิ
2.5 ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเป็นความสามารถของนักเรยี นในด้านต่าง ๆ ซงึ่ เกิดจากนกั เรียนได้รับ
ประสบการณจ์ ากกระบวนการเรยี นการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การ
สรา้ งเคร่ืองมือวัดใหม้ คี ุณภาพนั้น ได้มผี ใู้ ห้ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นไวด้ งั นี้
สมพร เชอ้ื พนั ธ์ (2547 : 53) สรุปวา่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถ
ความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่าง ๆของผ้เู รยี นทไี่ ด้จากการเรยี นรู้อนั เปน็ ผลมาจากการเรียนการสอน การ
ฝึกฝนหรอื ประสบการณข์ องแต่ละบุคคลซ่ึงสามารถวัดได้จากการทดสอบดว้ ยวิธีการต่าง ๆ
พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต์ และ พเยาว์ ยนิ ดีสุข (2548 : 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหมายถงึ
ขนาดของความสำเร็จทไ่ี ด้จากกระบวนการเรียนการสอน
- 35 -
ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าววา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ ความสามารถหรอื
ผลสำเรจ็ ท่ไี ดร้ ับจากกิจกรรมการเรยี นการสอนเปน็ การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมและประสบการณเ์ รียนรู้
ทางด้านพทุ ธพิ สิ ัย จิตพิสัย และทักษะพิสยั และยังไดจ้ ำแนกผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นไว้ตามลกั ษณะของ
วตั ถปุ ระสงค์ของการเรียนการสอนท่ีแตกต่างกนั
ดังนั้นจึงสรปุ ได้วา่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถึง ผลทเี่ กิดจากกระบวนการเรียนการสอนทจ่ี ะทำให้
นักเรยี นเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรม และสามารถวดั ได้โดยการแสดงออกมาท้ัง 3 ดา้ น คอื ดา้ นพทุ ธิพิสัย
ดา้ นจติ พิสยั และด้านทกั ษะพิสยั
2.6 ความพงึ พอใจ
2.6.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
สมหมาย เปียถนอม (2551 : 5) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกส่วนตัวของ
บุคคลที่ไม่สามารถมองเห็นได้ จะเกิดความพึงพอใจก็ต่อเมื่อมีการกระทำตอบสนองความต้องการให้เป็นสขุ
รวมไปถึงบรบิ ทและสถานการณท์ เ่ี อื้ออำนวยตอ่ ความตอ้ งการ
หัสดินทร์ สอนปะละ (2555 : 3) ไดใ้ หค้ วามหมายของความพึงพอใจว่า ความรู้สึกทดี่ ตี อ่ การเรียนการ
สอนในรายวชิ า ซ่งึ ความพงึ พอใจจะเกดิ ข้ึนไดจ้ ากการมีความร้สู กึ ทด่ี ตี อ่ การเรยี นรู้
สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกียรติ จังหวดั ตรงั (2555 : ออนไลน์) ไดใ้ หค้ วามหมายของความพึงพอใจ
ว่า ความต้องการการตอบสนองในสิ่งคาดหวังไว้ แต่ถ้ามีสิ่งเร้าที่จะมาตอบสนองความหวังนั้นจะทำให้มี
ความสขุ และจึงจะเกดิ ความพงึ พอใจ
จากความหมายที่กล่าวมาท้ังหมดสามารถสรุปความหมายของความพงึ พอใจได้ว่า เป็นความรูส้ ึกนึก
คดิ ส่วนบุคคลท่ีไดร้ ับการตอบสนองความต้องการของตนเองในด้านทีด่ ี ในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ
ท้งั น้ีตอ้ งขึ้นอยู่กับสถานการณ์และบรบิ ทดว้ ย
2.6.2 แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกับความพงึ พอใจ
ทฤษฎีท่ีเกีย่ วข้องกบั ความพึงพอใจ
ทฤษฎที ่ีเกีย่ วขอ้ งกบั การเสรมิ สรา้ งความพงึ พอใจของมนษุ ยใ์ นดา้ นความรูสึกความคิดตอ่ อารมณ์
ตอบสนองต่อสภาพการณต่าง ๆ ในการปฏิบตั งิ านมี 2 ทฤษฎี ดงั น้ี
1. ทฤษฎี Existence Relatedness Growth (ERG) ของ Clayton P. Alderfer แบง่ ระดับความ
ตอ้ งการของมนุษย์ ออกเป็น 3 ขนั้ คอื
1.1 ความต้องการดำรงอยู่ (Existence Needs) เป็นความประสงค์ในการดำรงชีวติ อยูใ่ ห้
ปกติสุข
1.2 ความต้องการด้านความสัมพันธ์ (Relatedness Needs) ความอยากที่จะมีมนุษย์
สมั พันธก์ บั ผู้อ่นื อืน่ ๆ ในชมุ ชนและสงั คมรอบดา้ น
1.3 ความต้องการดา้ นความกา้ วหน้า (Growth Needs) เป็นจุดมุง่ หมายข้นั สูงสดุ ในความ
ตอ้ งการที่จะเปน็ ทีย่ อมรับ ในสังคม และประสบความสำเรจ็ ในชีวติ และหน้าทก่ี ารงาน
2. ทฤษฎีลำดับความต้องการของ Maslow (Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation) มี
แนวความคดิ ว่า มนษุ ย์ทุกคนมคี วามต้องการและมีอยตู่ ลอดเวลา เมื่อความต้องการทไ่ี ด้รับตอบสนองแลวก็จะ
ไมมีความหมายสำหรับบุคคลนน้ั ตอ่ ไป ทฤษฎีความตอ้ งการของมาสโลว ตง้ั อยบู่ นสมมติฐาน 3 ประการ คือ
2.1 คนเรามีความต้องการไม่มีที่สิน้ สดุ
- 36 -
2.2 ความตอ้ งการทีไ่ ดร้ บั การตอบสนองแล้วก็จะขาดการกระตุ้นและแรงจูงใจทจ่ี ะทำกระทำ
สง่ิ
2.3 ความต้องการจะเรยี งจากนอ้ ยไปหามากหรือสูงไปหาต่ำ
มาสโลว์ได้แบง่ ความต้องการไว้ 5 ลำดบั ซึ่งความตอ้ งการท่ีอยใู่ นขนั้ ตำ่ สดุ จะต้องไดร้ บั ความพึงพอใจ
เสียกอ่ น บคุ คลจงึ จะสามารถผ่านพน้ ไปสคู่ วามต้องการทอ่ี ยู่ในขั้นสูงขน้ึ ตามลำดับ ดังนี้
1. ความตอ้ งการทางด้านร่างกาย มนษุ ยท์ กุ คนตอ้ งการความอยรู่ อด จึงต้องการทอี่ ยู่ อาหาร
เสือ้ ผา้ เครือ่ งน่งุ หม่ เพอ่ื ตอบสนองความสบายต่อตนเอง
2. ความตอ้ งการทางดา้ นความมั่นคง มนษุ ย์ทกุ คนต้องการให้ตนเองมีหน้าท่ี มีอาชีพและมี
ฐานะทด่ี ี
3. ความต้องการทางดา้ นสังคม ต้องมสี ่วนรวมและปฏสิ ัมพนั ธก์ นั และกันอนั จะก่อใหเ้ กดิ การ
ใชช้ วี ติ ในสังคมร่วมกนั
4. ความต้องการมชี ่ือเสยี งเกียรตยิ ศ และการนบั หน้าถือตาในสังคมเพอื่ ให้คนนับถือ
5. ความต้องการทไี่ ด้รับความสำเรจ็ เปน็ ความต้องการขนั้ สงู สุดที่อยากจะมีพรอ้ มทุกอยา่ ง
สำเรจ็ ในทุกดา้ น
จากความหมายที่กลา่ วมาทัง้ หมดสรุปความหมายแนวคิดของทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจจะกล่าวถงึ
ความต้องการในบุคคลที่พยายามจะสร้างความพงึ พอใจให้กับความต้องการท่ีสำคัญที่สดุ เป็นสิง่ แรกก่อน โดย
จะมีองค์ประกอบปัจจัยหลายๆอย่างทั้งร่างกายและจิตใจมีผลต่อการสร้างความพึงพอใจทั้งหมดจะเป็น
แรงจูงใจสง่ิ เร้า (motive) หรอื แรงผลกั ดนั (drive)
2.7 เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้อง
ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยและเอกสารทางวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอ่าน
ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด(DR-TA) ผ่านบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้วิจัยขอ
นำเสนอรายละเอียดดงั นี้
2.7.1 งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้องกบั กิจกรรมการชน้ี ำสู่การอ่านการคดิ (DR-TA)
2.7.1.1 งานวิจัยภายในประเทศ
รพีพร สร้อยน้ำ (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน
ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยกลวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5
ผลการวิจัยพบวา่ 1) นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่ากอ่ น
เรยี น 2) นกั เรียนมีเจตคตติ ่อการสอนอา่ นภาษาองั กฤษเพื่อความเขา้ ใจโดยกลวิธกี ารสอนอ่านแบบ DR-TA อยู่
ในระดบั คอ่ นข้างดี
อุไรวรรณ สีชมพู (2555) การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โดยใช้การสอนอ่านแบบ Directed Reading – Thinking Activity (DR-
TA) The Development of Reading Comprehension Ability for Grade 11 Students Using Directed
Reading – Thinking Activity (DR-TA) ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาความสามารถในการอ่าน
ภาษาอังกฤษเพอ่ื ความเข้าใจของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 โดยใชก้ ารสอนอ่านแบบ Directed Reading –
Thinking Activity (DR-TA) ตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการทำให้นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการ
อ่านภาษาอังกฤษเพ่อื ความเข้าใจเฉลี่ยร้อยละ 78 และ จำนวนนกั เรยี นทผ่ี า่ นเกณฑก์ ารอ่านภาษาอังกฤษเพ่ือ
ความเข้าใจ จำนวน 35 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 87.50 ซึ่งสงู กวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 70 ท่ีตัง้ ไว้ 2) ในดา้ นความพึงพอใจ
- 37 -
หลังจากได้พัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้การสอนอ่านแบบ Directed
Reading – Thinking Activity (DR-TA) แลว้ พบว่านักเรยี นมคี ะแนนความพงึ พอใจเฉลย่ี เท่ากับ 4.79 ซึง่ อยู่ใน
ระดบั มากที่สดุ
ปิยาภรณ์ โคตรชมพู (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน
ภาษาองั กฤษเพือ่ ความเขา้ ใจโดยใช้กลวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA สำหรับนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 โดยมี
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของ
นักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนถ่อนวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2555 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน
แบบทดสอบและแบบวัดเจตคติ สถติ ทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลไดแ้ ก่ คา่ เฉล่ีย คา่ ร้อยละ ค่าเบ่ียงเบน มาตร
ฐาน และกา รทดสอบค่าทแี บบไมอ่ ิสระ ผลการวจิ ัย พบว่านกั เรยี นมคี วามสามารถ ดา้ นการอา่ นภาษาอังกฤษ
เพอ่ื ความเขา้ ใจหลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรียน
ณัฐธิดา กลางประชา (2555) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการอ่าน
ภาษาอังกฤษเพ่อื ความเข้าใจของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใชก้ ารสอนอ่านแบบ Directed Reading-
Thinking Activity (DR-TA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ
เขา้ ใจของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 โดยใช้การสอนอา่ นแบบ Directed Reading-Thinking Activity (DR-
TA) โดยนักเรียนมคี ะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และมีจำนวนนกั เรียนที่ผ่านเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 70
ขึ้น กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีท่ี 5 ห้อง 5/4 โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม
สำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 26 ทก่ี ำลงั ศกึ ษา อยูใ่ นภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2555 จำนวน
40 เคร่ืองมอื วจิ ยั มี ดงั นี้ 1) แผนการจดั การเรยี นรู้ ภาษาอังกฤษโดยใช้การสอนอา่ นแบบ Directed Reading-
Thinking Activity จำนวน 12 แผน 43 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ
เข้าใจ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การสอนอ่านแบบ Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) นักเรียนมี
คะแนนความสามารถ ในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจเฉลี่ยร้อยละ 78 และจำนวนนักเรียนที่ผ่าน
เกณฑ์ การอา่ นภาษาอังกฤษเพ่อื ความเขา้ ใจจำนวน 35 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 87.50 ซงึ่ สูงกวา่ เกณฑ์ รอ้ ยละ 70
ท่ตี ัง้ ไว้
เบจมาศ สมควร (2558) ได้ทำการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ
ภาษาอังกฤษระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading
Thinking Activity) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้เทคนิคการสอน
อ่านแบบ DR-TA (Directed Reading Thinking Activity) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทยี บความสามารถในการอา่ น 42 ภาษาอังกฤษของนักเรยี นชนั้
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความ เข้าใจโดยใช้เทคนิคการสอนอ่าน
แบบ DR-TA (Directed Reading Thinking Activity) ระหว่างคะแนน ก่อนเรียนและหลงั เรยี น กล่มุ ตัวอย่าง
ท่ีใชใ้ นการวิจัยครั้งน้ีเปน็ นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1/1 โรงเรยี น ปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
จำนวน 39 คน ซงึ่ ได้มาโดยการส่มุ แบบ (Clustered Random Sampling) เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั มี 2 ชนิด
ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยใช้เทคนิค DR-TA (Directed Reading
Thinking Activity) จำนวน 8 แบบฝึกหัด 2 ) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเป็น
แบบทดสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยาก (p) ตั้งแต่ 0.38-0.79 มีค่าอำนาจ
- 38 -
จำแนก (B) ตั้งแต่ 0.23-0.80 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประกอบด้วย รอ้ ยละ ค่าเฉลยี่ สว่ นเบีย่ งเบน มาตรฐาน และสถติ ิทดสอบที แบบกล่มุ ตัวอย่างไม่เป็นอิสระกัน
พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิตที่
ระดบั .05
ภิรมย์ญา สุธรรม (2558) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
ความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษเพือ่ ความเขา้ ใจ ตามกลวิธีช้ีนำการอ่านและการคิดชั้นมัธยมศกึ ษา ปีท่ี 2
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ระหว่างก่อน
เรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจตามกลวิธีการชี้นำการอ่าน
และการคิดชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 กลุม่ ตวั อย่างทใ่ี ช้ในการวิจยั เปน็ นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษา ปที ่ี 2/2 ภาคเรียนท่ี
2 ประจำปีการศึกษา 2558 จำนวน 37 คน โรงเรียนมัธยมวานรนิวาส อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 23 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random
Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัด
ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และแบบวัดเจตคติของ นักเรียนต่อกิจกรรมการ
เรียนร้ทู ผ่ี ้วู จิ ยั สร้างขนึ้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แกค่ า่ รอ้ ยละ คา่ เฉลีย่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และ
การทดสอบที (t-test ชนิด Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้การอ่าน
ภาษาอังกฤษเพ่ือความเข้าใจตามกลวธิ ีชน้ี ำการอ่านและการคดิ น้นั มีประสิทธิภาพ 7 9 . 05/ 7 8 . 74 สูงกว่า
เกณฑ์ที่ กำหนดไว้ 7 5/ 75 2) ความสามรถในการอ่านภาษาอังกฤษเพ่อื ความเข้าใจของนักเรียนหลังเรยี นดว้ ย
กิจกรรมการเรียนรูส้ ูงกว่าก่อนเรียน อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) เจตคติของนกั เรียนท่มี ีตอ่
กจิ กรรมการเรยี นรู้การอา่ นภาษาอังกฤษเพ่ือความเขา้ ใจ ตามกลวธิ ชี น้ี ำการอ่านและการคิดอยูใ่ นระดบั มาก
แก้วตา โตหนึ่ง (2560) ได้ทำการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ
ภาษาอังกฤษระหว่างกอ่ นเรยี นและหลังเรียนโดยใช้กลวธิ ีชนี้ ำการอ่านและความคิด (DR-TA) ของนักเรยี น ช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรยี นนวลนรดิศวิทยาคม รชั มังคลาภิเษก กรุงเทพมหานคร กลมุ่ ตัวอย่างท่ีใช้ ในการวิจัย
ได้แก่ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/4 โรงเรยี นนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภเิ ษก กรงุ เทพมหานคร จำนวน
นักเรียน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1 ) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กลวิธีชี้นำการอ่าน และ
ความคิด (DR-TA) 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีชี้นำการอ่าน
และความคิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทักษะการอ่านเพ่ือความเข้าใจ ภาษาอังกฤษ หลังเรียนโดยใช้กลวิธีชี้นำการอ่าน
และความคดิ ( DR-TA) สงู กวา่ กอ่ นเรียน อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05
2.7.1.2 งานวจิ ยั ในต่างประเทศ
ยวั นิตา (Yuanita, 2012) ได้ทำการวิจยั เรือ่ ง การพฒั นาทักษะการอา่ นเพือ่ ความเข้าใจ โดย
ใช้กลวิธีชี้นำการอ่านและการคิด Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สำหรับนักเรียน เกรด 8
ของโรงเรยี น SWP Negeri 1 Ngadirojo ในปีการศึกษา 2554/2555 โดยวตั ถุประสงค์ ของการวจิ ยั ครั้งนี้เพื่อ
พัฒนาและหาประสิทธิภาพทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยการใช้การสอนอ่าน แบบกลวิธีชี้นำการอ่าน
และการคิด Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนเกรด 8 โรงเรียน SWP Negeri 1
Ngadirojo งานวิจัยในครั้งนีไ้ ด้ดำเนินการกับนักเรียน 2 กลุ่ม ของนักเรียนเกรด 8 โรงเรียน SWP Negeri 1
Ngadirojo ต้งั แตว่ ันที่ 14 เมษายน ถึงวนั ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 โดยไดท้ ำการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยใช้
เทคนคิ การสงั เกต, การสัมภาษณ์, แบบสอบถามและแบบทดสอบ (แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น) การ
หาข้อมูล เชิงคุณภาพโดยได้จากการวิเคราะห์การเก็บรวบรวม ข้อมูล, การถอดรหัสข้อมูล, การเปรียบเทียบ
- 39 -
ข้อมูล, การชี้แจงข้อมูล ตลอดจนการรายงานข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้ สถิติ ผล
จากการวิจัยพบว่า การใช้การสอนอ่านแบบกลวิธี ชี้นำการอ่านและการคิด Directed Reading-Thinking
Activity (DR-TA) สามารถพัฒนาทักษะการอ่าน เพื่อความเข้าใจ ซึ่งผลจากการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อ
ความเข้าใจของนักเรียน ประกอบดว้ ย 1) นักเรียนสามารถระบใุ จความสำคัญในแต่ละยอ่ หนา้ ได้ 2) นักเรียน
สามารถบอกจุดประสงค์ของเนื้อหา รวมไปถึงคุณค่าของบทอ่านที่เป็นเรื่องเล่าได้ 3) นักเรียนสามารถระบุ
รายละเอยี ดของข้อมลู ได้ 4) นักเรียนสามารถเข้าใจความหมายของคำศพั ท์
อึ-โ ค มี (El–Koumy, 2006) ไดศ้ ึกษาผลจากการใช้วิธีสอนแบบ DR–TA ในการตอบคำถาม
ในเรือ่ งทีอ่ า่ นและการสรปุ ใจความสำคญั กับนักเรยี น ทีใ่ ช้ภาษาอังกฤษ เปน็ ภาษาต่างประเทศกลมุ่ ตัวอย่างเป็น
นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ประเทศอยี ิปตโ์ ดยจดั เตรยี มการสอน ออกเปน็ 6 ข้ัน ดังนี้ 1) ครเู ขียนชอื่ เร่อื งบน
กระดานให้นักเรียนอ่านและถามนักเรียน 2) ครูให้นักเรียนคาดเดาเนื้อเรื่องจากชื่อเรื่อง 3) ครูเขียนการคาด
เดาของนักเรียนบนกระดานและสนทนาเกี่ยวกับชื่อเรื่อง 4) ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มและอภิปราย 5) ครูให้
นักเรียนแก้ไขการคาดเดา 6) นักเรียนหาข้อความที่มาสนับสนุนการคาดเดาของตน ผลการทดลองพบว่า
ความสามารถในการตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน และการสรุปใจความสำคัญจากเรื่องทีอ่ ่านของนักเรียนกล่มุ
ตัวอยา่ งกบั กลมุ่ ควบคมุ ทใ่ี ชก้ ารสอน โดยวธิ ปี กติแตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิ 0.05 45
ฮาซานาห์ (Hasanah, 2016) ไดท้ ำการวิจัย เรอ่ื ง กลวิธีชีน้ ำการอา่ นและความคิด ท่ีมีผลต่อ
ทกั ษะการอา่ นเพอ่ื ความเขา้ ใจของนักเรยี น โดยการวิจัยในครัง้ นม้ี ีวตั ถปุ ระสงค์ 1) เพ่ือปรบั ปรุงความเข้าใจใน
การอ่านภาษาอังกฤษหลังจากที่ได้รับการสอนโดยใช้กลวิธีชี้นำการอ่าน ในปีการศึกษา 2016/2017 โดยใช้
วิธีการสอนแบบร่วมมือซึ่งได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ และคุณภาพ ข้อมูลเชิง
คุณภาพ ประกอบด้วย บนั ทกึ ขอ้ มูลที่ไดร้ บั จากการสังเกต และการสัมภาษณ์ ในขณะที่ขอ้ มลู เชงิ ปริมาณได้มา
จากคะแนนการทำแบบทดสอบวัดการอ่าน เพื่อความเข้าใจก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre-test แ ล ะ Post-
Test) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ภายหลังการเรียน
โดยการใช้กลวิธีชีน้ า การอ่านและความคิด
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ว่า การ
นำวิธกี ารสอนอา่ นแบบ (Directed Reading-Thinking Activity: DR-TA) มาใช้จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ เป็นอีก
วิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน เป็นการพัฒนาทักษะด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ ช่วยให้
นกั เรยี นสามารถอา่ นได้อย่างมีระบบ นกั เรียนสามารถทำความเข้าใจในเรื่องท่ีอ่าน และสรปุ เร่ืองราวจากการ
อ่านได้เป็นอย่างดี การพัฒนาทักษะด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่นักเรียนต้องได้รับการ
ฝึกฝนอย่างต่อเนือ่ งและสมำ่ เสมอ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจ ที่จะเปรียบเทียบทักษะดา้ นการอ่านเพือ่ ความเข้าใจ
ของนักเรียนด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ (Directed Reading-Thinking Activity: DR-TA) และเพื่อเป็นการ
พฒั นาทกั ษะดา้ นการอา่ น เพอ่ื ความเขา้ ใจให้มีประสทิ ธภิ าพยง่ิ ข้ึน
2.7.2 งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
2.7.2.1 งานวจิ ยั ภายในประเทศ
อรรณพ วิริยะสัจจะ (2549) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับคำนามสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดปากบ่อ อำเภอ
เมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง คำศัพท์
ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับคำนาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 71.33/73.22
เป็นไปตามเกณฑ์ทีก่ ำหนด 70/70 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนเรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับคำนาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 สูงกว่าก่อนเรียน
- 40 -
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 นกั เรยี นมีความคิดเห็นต่อบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เรื่องคำศัพท์
ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับคำนามสำหรบั นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 อย่ใู นระดับดี
วาสนา สาแกว้ (2552) ไดท้ ำการวิจัยเรอ่ื งการพฒั นาการอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ(Reading
Vocabulary) โดยใชบ้ ทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน(CAI) ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านคลองนกกระทุง
ผลการศึกษาปรากฏว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง การอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 6 มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 มีค่า 89.29/89.88 ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมีทักษะการ
อา่ นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 หลังการใชบ้ ทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) สูงกว่าก่อน
ใช้สื่อ ระดับ 0.5 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง
การอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ระดบั มากทสี่ ดุ มีคะแนนเฉล่ยี เท่ากับ 4.78
2.7.2.2 งานวจิ ัยในตา่ งประเทศ
Cook (2003) ได้ทำการศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพและความคุ้มคา่
ของการจดั ระบบการเรียนการสอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผลการวิจัยพบว่าระบบการจดั กิจกรรมการเรียน
การสอนผา่ นระบบอิเล็กทรอนิกส์เปน็ การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนทีค่ ุ้มค่า สามารถลดคา่ ใช้จ่ายในการจ้าง
บุคลากร ลดการซื้อสื่อการอสอน นอกจากนั้นยังสามารถคงสภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เกอื บ
ตลอดเวลา ทำให้ผ้เู รียนมคี วามสะดวกสบายในการรว่ มกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น
Carter (2004) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ระบบเครือข่ายกับการสอนแบบปกติ ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย
บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนบนระบบเครือข่ายสงู กว่าการสอนแบบปกติ
Kathleen (2002) ได้ทำการวิจยั เกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนกบักลุ่มประชากรท่ีมี
ความแตกตา่ งกัน ผลการวจิ ัยพบวา่ 1. นักเรียนทมี่ อี ายุแตกตา่ งกนั กลมุ่ ทม่ี ีอายุน้อย จะเรียนไดด้ กี วา่ กลุ่มท่ีมี
อายุมาก ในขณะเดียวกัน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากที่สุดตั้งแต่ระดับ
ประถมศึกษาจนถงึ ระดับปรญิ ญาตรี 2. นักเรยี นทม่ี ีผลการเรียนตา่ งกับนักเรียนท่ีมีผลการเรยี นสูง เปรยี บเทียบ
ใหเ้ ห็นนักเรยี นท้งั สองกลมุ่ พบวา่ นกั เรียนทมี่ ีผลการเรียนต่ำ จะมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่า กลุ่มที่ผล
การเรยี นสงู สอดคลอ้ งงกบักลุ่มท่ีมีอายนุ ้อยกว่าจะเรียนรไู้ ด้ดกี ว่ากลุ่มที่มีอายุมาก เนื่องจากบทเรียนสามารถ
สนองตอบต่อความต้องการของกลุ่มที่มีอายุน้อยได้มากกว่า 3. กลุ่มที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจกับกลุ่มที่ไม่มี
ปญั หาทางเศรษฐกิจ พบวา่ กลมุ่ ท่มี ปี ญั หาทางเศรษฐกจิ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดกี วา่ กลุ่มที่ไม่มีปัญหาทาง
เศรษฐกิจ 4. กลุ่มนักเรยี นที่มีความจำตำ่ กบั กลุ่มนักเรยี นท่ีมีความจำดีพบวา่ กลุ่มที่มคี วามจำต่ำมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นได้ดกี วา่ กลุม่ ทม่ี ีความจำดีเพราะว่า บทเรยี นสามารถชว่ ยเสริมความรู้ขน้ั พ้ืนฐานของการเรียนรู้
ของเดก็ 5. กลุ่มนักเรยี นทีพ่ กิ ารทม่ี ีปญั หาดา้ นการเรียนรู้มีปญั หาการได้ยิน มีปัญหาทางอารมณ์ และมีปัญหา
ด้านการเรียนทางภาษา พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรยี นแบบเดิม และกลุ่มที่พิการไดร้ ับผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นมากกว่ากลุ่มที่ไม่
พิการ 6. กลุ่มนักเรียนที่เป็นเพศชายกับเพศหญิง พบว่า มีความแตกต่างกันทางสถิติเล็กน้อยกลุ่มนักเรียน
ผชู้ ายชอบเรียนบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนมากกวา่ กล่มุ นกั เรยี นผู้หญิง
สรุปได้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) หรือ CAI เป็นสื่อการ
เรียนการสอนทก่ี ำลงั เป็นท่ีนยิ มอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากสสี นั ที่สวยงามแล้ว ยังมีลักษณะการทำงานใน
รูปแบบของสื่อประสม (Multimedia) คือใช้สื่อร่วมกันมากกว่า 1 ชนิด เช่น ตัวอักษร ภาพ เสียง
ภาพเคล่อื นไหว เปน็ ตน้ ซงึ่ เปน็ สือ่ ที่แตกต่างไปจากสื่อการสอนอน่ื ๆ คือ สามารถโต้ตอบ และแสดงผลลัพธ์
- 41 -
ใหผ้ เู้ รยี นดไู ด้ทนั ที ทำให้น่าต่นื เต้น สนกุ สนาน เร้าความสนใจให้อยากเรยี น ดังนน้ั การใช้คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
จงึ มสี ่วนเสริมให้มกี ารเรียนการสอนได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า การพัฒนาความสามารถ
ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กิจกรรมการช้ีนำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรยี น
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ทำให้นกั เรียนไดเ้ ขา้ ใจและพฒั นาความสามารถทางการเรยี นรไู้ ด้อยา่ งดี เหมาะสำหรับที่
ครูผู้สอนจะนำไปใช้ในการพัฒนาการจดั กิจกรรมการเรียนรตู้ ่อไป ดังนน้ั ผ้ศู กึ ษาค้นควา้ จึงสนใจพฒั นากิจกรรม
การชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัด
กิจกรรมการเรยี นรูแ้ ละพฒั นาสื่อการเรียนการสอนทีม่ ีคุณภาพ สำหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 อีกทั้งยัง
เป็นการสร้างความพึงพอใจและความกระตือรือร้นต่อการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
- 42 -
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
ในการดำเนินการพัฒนาความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้
กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีรายละเอียดข้ันตอนการดำเนินงาน ดังนี้
3.1 ประชากรและกลุม่ ตวั อย่างทใ่ี ชใ้ นงานวจิ ยั
3.2 เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั
3.3 การสรา้ งและพัฒนาเคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
3.4 การวิเคราะหข์ ้อมูล
3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่างที่ใชใ้ นงานวิจยั
3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
ประชาสงเคราะหว์ ิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการวิจัย 2565 จำนวน 4 หอ้ งเรียน รวมนกั เรียนทัง้ สิน้ 150 คน
3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คอื นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา ภาคเรียนที่ 1
ปกี ารวิจยั 2565 ซง่ึ เปน็ นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 หอ้ ง 1 จำนวน 40 คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง
3.2 เครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั ครง้ั น้ี ประกอบดว้ ย
3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับ
บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
3.2.2 ส่ือคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
3.2.3 แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) และแบบทดสอบหลงั เรียน (Post - test)
3.2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
กจิ กรรมการชี้นำสูก่ ารอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกบั บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
3.3 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
ผู้วิจัยออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ
ความเข้าใจโดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
สำหรบั นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โดยผ้วู จิ ัยออกแบบเคร่ืองมือและการหาประสทิ ธิภาพเคร่อื งมอื ในการวิจัย
ซงึ่ มีขน้ั ตอนดงั น้ี
1. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการช้ีนำสกู่ ารอา่ นการคดิ (DR-TA) ร่วมกบั
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
1.1 ศึกษาหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พ.ศ. 2551 โดยศึกษาคำอธิบาย
เนื้อหาสาระ ขอบข่ายวิชาจุดประสงค์การเรียนรู้ รูปแบบการสอนตามแนวการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้และสือ่
- 43 -
ประกอบที่ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) รวมถงึ กระบวนการวดั และประเมินผล
1.2 กำหนดเรื่องที่จะใช้สอนทั้งหมด 4 เร่ือง ได้แก่
เรือ่ งที่ 1 Extreme Jobs Extreme Looks
เรอ่ื งท่ี 2 When Lightning Loves You
เรอ่ื งท่ี 3 Shark attack
เร่ืองท่ี 4 Crime Doesn’t Always Pay
1.3 ทำแผนการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-
TA) รว่ มกบั บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน จำนวนทง้ั หมด 4 แผน แตล่ ะแผนประกอบดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้
4 ข้นั ตอน
ขั้นที่ 1 ขั้น Personalization เป็นขั้นตอนการสนทนา โต้ตอบ ระหว่างครูกับ
นักเรียน หรือระหวา่ งนกั เรียนกบั นักเรียน เพ่ือทบทวนความรเู้ ดมิ และเตรียมรับความรใู้ หมจ่ ากการอา่ น
ข้ันท่ี 2 ข้นั Prediction เป็นข้ันทนี่ ักเรยี นคาดเดาเกย่ี วกับเรอื่ งทอ่ี า่ น โดยใชบ้ ทเรยี น
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ที่มีรูปภาพ แผนภูมิ หัวเรื่อง หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อ่าน มาสนทนา
อภิปราย หรือหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องทีอ่ ่าน เป็นการเตรียมตัวผู้เรียนเพือ่ ให้ผู้เรียนได้ทราบแนวทางว่าจะได้
อา่ นสารเกยี่ วกบั เรื่องใด
ข้ันท่ี 3 ขั้นกจิ กรรมระหวา่ งอา่ น (While-reading activity) คือ เป็นการทำความ
เข้าใจโครงสร้างและเนื้อความของเรื่องที่อ่าน และกิจกรรมที่ควรจัดขึ้นในขั้นตอนน้ี ควรเป็นกิจกรรม
ดังต่อไปนี้ เช่น การตั้งคำถามเก่ียวกบั เรื่องท่ีอ่าน การคาดเดา การหาความ ชัดเจนของคำศัพท์ การสรุปเพ่อื
จับใจความสำคญั การอา่ นแล้วเรยี งภาพ การอ่านแล้วจับคู่ ตามเน้ือเรอื่ งที่อ่าน
ขั้นที่ 4 ขั้นกิจกรรมหลังอ่าน (post-reading activity) คือ เป็นขั้นตอนสุดท้ายของ
การสอนอ่าน มีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจเร่ืองทีอ่ ่านให้มากขึน้ โดยการให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือให้
นกั เรียนชว่ ยกนั รว่ มตัง้ คำถามเดียวกบั เน้ือเร่อื งแล้วชว่ ยกันหาคำตอบ เปน็ การฝึกทกั ษะการฟงั และการพูด
1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA)
รว่ มกบั บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) ไปปรกึ ษาผูเ้ ชีย่ วชาญ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย
1.5 แก้ไขปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด
(DR-TA) รว่ มกบั บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)
2. จัดทำสอื่ คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
ในขนั้ ตอนจดั ทำสือ่ คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน ผู้วจิ ยั ได้ดำเนนิ การออกแบบส่อื คอมพวิ เตอร์ช่วย
สอน โดยยดึ หลกั การออกแบบส่ือการเรยี นรตู้ ามหลักการดังน้ี
1. วัตถุประสงค์
2. ลักษณะของผเู้ รยี น
3. พ้นื ฐานและประสบการณข์ องผูเ้ รยี น
4. รปู แบบการสอนโดยใช้กจิ กรรมการช้ีนำสกู่ ารอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
5. เนอื้ หาสาระการเรยี นรู้
- 44 -
3. จัดทำแบบทดสอบความสามารถทางการอ่านเพ่ือความเขา้ ใจภาษาอังกฤษ
3.1 จดั ทำแบบทดสอบ
แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) จำนวน 15 ขอ้ 15 คะแนน เวลา 25 นาที โดย
ออกแบบขอ้ สอบออกตามองค์ประกอบของการอา่ นเพอ่ื ความเขา้ ใจ และแบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test)
จำนวน 15 ข้อ 15 คะแนน เวลา 25 นาที โดยแบ่งแบบทดสอบออกตามองค์ประกอบของการอ่านเพอ่ื ความ
เขา้ ใจ 4 องคป์ ระกอบ ดังนี้
1. เข้าใจและตีความจากเร่อื งที่อา่ นได้ โดยองค์ประกอบนจ้ี ะมขี ้อสอบจำนวน 3 ข้อ
ขอ้ ละ 1 คะแนน รวม 3 คะแนน เป็นการอา่ นเร่อื งราวแลว้ ตอบคำถามในเร่อื งให้ถูกตอ้ ง ทำในแบบทดสอบ
กอ่ นเรยี น (Pre-test) และแบบทดสอบหลงั เรยี น (Post–test)
2. จบั ประเด็นสำคญั และเข้าใจรายละเอยี ดปลกี ย่อยของเร่อื ง จำนวน 6 ขอ้ ขอ้ ละ
1 คะแนน รวม 6 คะแนน ให้นักเรียนอ่านเนอ้ื เรื่องท่กี ำหนดใหแ้ ละตอบคำถาม โดยทำในแบบทดสอบก่อน
เรียน (Pre-test) และแบบทดสอบหลังเรียน (Post–test)
3. สรปุ เรอื่ งราว หรอื สรปุ ความคดิ รวบยอดจากเรอ่ื งที่อา่ น จำนวน 4 ขอ้ ขอ้ ละ 1
คะแนน รวม 4 คะแนน ใหน้ ักเรียนอา่ นเน้อื เร่ืองทก่ี ำหนดใหแ้ ละตอบคำถาม โดยทำในแบบทดสอบก่อนเรยี น
(Pre-test) และแบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test)
4. เขา้ ใจจุดประสงค์ผ้เู ขียน จำนวน 2 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวม 2 คะแนน ให้
นักเรยี นอา่ นเนื้อเร่ืองทีก่ ำหนดใหแ้ ละตอบคำถามว่าผู้เขียนนั้นต้องการสื่อถึงเรื่องอะไร โดยทำในแบบทดสอบ
กอ่ นเรียน (Pre-test) และแบบทดสอบหลงั เรียน (Post–test)
3.2 ตรวจสอบความถูกตอ้ งของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
การนำแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี นทสี่ รา้ งขึน้ เสนอต่อผูเ้ ชย่ี วชาญพิจารณา
ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง จำนวน 3 ทา่ น เพอื่ ตรวจสอบความเทย่ี งตรงของเนือ้ หา (Content Validity) ภาษาท่ี
ใชแ้ ละการประเมินทถี่ ูกต้องและนำมาหาคา่ ดัชนีความสอดคล้องของเคร่ืองมอื IOC (Index of Item
Objectives Congruence) โดยกำหนดเกณฑ์การพจิ ารณาดงั น้ี
+1 ถ้าแนใ่ จวา่ คำถามมีความสอดคลอ้ งกับผลการเรยี นรทู้ ีค่ าดหวงั
0 ถา้ ไมแ่ น่ใจว่าคำถามมคี วามสอดคลอ้ งกบั ผลการเรยี นร้ทู ่ีคาดหวัง
-1 ถา้ แน่ใจวา่ คำถามไม่มีความสอดคล้องกบั ผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวัง
การวิเคราะห์ขอ้ มลู ความเหมาะสมสอดคลอ้ งของแบบสอบถามความคิดเหน็ โดยใช้
ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IOC) คำนวณค่าตามสตู ร นำข้อมูลท่รี วบรวมจากความคิดเหน็ ของผู้เช่ยี วชาญมา
คำนวณหาค่า IOC โดยใช้ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (Index of Item Objective Congruence) ของผู้เช่ียวชาญมา
คำนวณคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องแลว้ เลือกคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป
4. จัดทำแบบสอบถามความพงึ พอใจของนกั เรยี นทีม่ ีตอ่ การพัฒนาความสามารถทางการ
อา่ นภาษาองั กฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กจิ กรรมการช้ีนำส่กู ารอา่ นการคดิ (DR-TA) ร่วมกับบทเรยี น
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
โดยการสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจท่ผี ู้วจิ ยั ค้นคว้าใชใ้ นการศกึ ษาความพึงพอใจของ
นกั เรียนท่มี ตี อ่ การพฒั นาทกั ษะการอ่านเพือ่ ความเขา้ ใจภาษาองั กฤษโดยใชก้ ิจกรรมการชน้ี ำสูก่ ารอ่านการคดิ
(DR-TA) รว่ มกับบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) มขี ้นั ตอนในการออกแบบดังตอ่ ไปนี้
- 45 -
4.1 ศกึ ษาวธิ กี ารออกแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรยี นตามวธิ ขี อง Likert
การออกแบบสอบถามประเมนิ ความพึงพอใจของผ้เู รยี นทีม่ ีการพัฒนาความสามารถทางการอา่ นเพื่อความ
เขา้ ใจภาษาองั กฤษ โดยใชก้ ิจกรรมการชนี้ ำสูก่ ารอา่ นการคิด (DR-TA) รว่ มกับบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
โดยใชเ้ กณฑก์ ารประเมนิ ความพงึ พอใจด้วยการจดั อนั ดบั คุณภาพ 3 ระดบั ซึง่ เป็นคะแนนดงั นี้ (ระพนิ ทร์
โพธ์ศิ รี, 2549, น.97-98)
3 หมายถงึ พอใจมาก
2 หมายถงึ พอใจปานกลาง
1 หมายถงึ ไมพ่ อใจ
ความสามารถแปลความหมายระดับความพึงพอใจ ได้ดังน้ี
1.0 – 1.50 หมายถงึ พอใจมาก
1.51 – 2.50 หมายถงึ พอใจปานกลาง
2.51 – 3.00 หมายถึง ไม่พอใจ
4.2 นำแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจที่สร้างขึ้นไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อ
พิจารณา และเสนอแนะเกีย่ วกับการใชภ้ าษา ความชัดเจน ความเหมาะสม แล้วนำคำแนะนำทีไ่ ด้มาปรบั ปรงุ
แก้ไขและนำแบบสอบถามความพึงพอใจไปใช้ในการประเมินกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียน
ประชาสงเคราะห์วิทยา จังหวัดพิษณุโลก หลังจากเรียนด้วยการพัฒนาความสามารถทางการอ่านเพื่อความ
เข้าใจภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(CAI) โดยกำหนดความหมายของระดับการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาทักษะความสามารถ
ทางการอ่านเพ่ือความเข้าใจภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการช้ีนำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรยี น
คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
3.4 การวิเคราะหข์ อ้ มลู
3.4.1 วเิ คราะห์ข้อมลู คะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre - test) ของนักเรยี นกล่มุ ทดลองเพ่อื หาฐาน
คะแนน pre-test ของนักเรียนโดยคำนวณค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ยและส่วนค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
3.4.2 วเิ คราะห์ข้อมูลคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน (Post - test) ของนักเรียนกลุม่ ทดลองเพื่อนำมา
เปรยี บเทียบคะแนนกบั คะแนน pre-test ของนักเรียนโดยคำนวณคา่ สถิติพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ คะแนนเฉล่ยี และส่วน
ค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
3.4.3 วเิ คราะห์ข้อมูลเปรียบเทยี บความแตกตา่ งของค่าคะแนนเฉล่ียก่อนและหลังเรยี น โดยใช้ T-test
แบบ dependent โดยวิธคี ำนวณจากโปรแกรม SPSS
3.4.4 วิเคราะห์หาค่าคะแนนความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้วิธีคิดระดับคะแนนเฉลี่ยรายข้อและ
คดิ คา่ ระดับคะแนนเฉลี่ยรายข้อ และคิดคา่ ระดับคะแนนเฉลี่ยภาพรวม โดยใช้คะแนนค่าเฉลี่ย (Percentage)
คา่ เฉลยี่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.)
- 46 -
บทที่ 4
ผลการดำเนินงานวิจัย
การศึกษาดำเนินการพัฒนาความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กิจกรรม
การชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ิทยา จังหวัดพิษณุโลก โดยมีวตั ถุประสงค์ของการวิจัย คือ
1. เพอ่ื เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนและหลงั การจัดกิจกรรม
การเรยี นรโู้ ดยใชก้ ิจกรรมการช้นี ำสูก่ ารอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกบั บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) ของ
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นประชาสงเคราะหว์ ิทยา
2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา ต่อการ
เรียนการสอนโดยใชก้ จิ กรรมการช้ีนำสู่การอา่ นการคดิ (DR-TA) รว่ มกับบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI)
ผลการวเิ คราะห์แบง่ ข้อมูลออกเปน็ 2 ตอน ไดแ้ ก่ ตอนที่ 1 ผลสมั ฤทธ์ิทางการอ่านภาษาอังกฤษเพ่ือ
ความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา และ ตอนที่ 2 ผลความพึง
พอใจของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3/1 โรงเรยี นประชาสงเคราะหว์ ิทยา ตอ่ การเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรม
การชน้ี ำสกู่ ารอา่ นการคดิ (DR-TA) รว่ มกับบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
ตอนที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1
โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา โดยใช้กิจกรรมการชี้นำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI)
ตารางที่ 1 ตารางท่ี 1 แสดงคะแนนทำแบบทดสอบจากการอ่านจบั ใจความทั้งหมด 4 เรื่องคะแนน
ในการทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน กลมุ่ ทดลอง 40 คน
บทเรยี น Unit 1 Unit 2 Unit 3 Unit 4 ̅ Pre- Post-Test
(5) (5) (5) (5) Test (15)
เลขท่ี 3.25 (15)
1 4324 5
2 5555 4.5 4 10
3 4554 3.75
4 4344 4.75 7 15
5 5455 4.5
6 4455 4.5 8 15
7 5355 3.75
8 3354 4.5 2 13
9 5535 4.5
10 4545 11 15
4 15
6 14
4 12
59
3 11
- 47 -
11 2 4 4 2 3 6 9
12 2 5 3 4 3.5 2 12
13 4 4 5 5 4.5 4 15
14 4 4 5 4 4.25 5 10
15 3 3 4 2 3 2 12
16 2 5 3 3 3.25 3 9
17 5 5 5 5 5 7 15
18 4 4 5 5 4.5 4 15
19 4 2 2 2 2.5 6 14
20 4 4 5 5 4.5 8 12
21 2 4 3 3 3 2 8
22 4 4 4 3 3.75 4 18
23 4 5 4 5 4.5 10 14
24 3 5 5 5 4.5 2 11
25 2 4 4 3 3.25 4 12
26 5 4 5 5 4.75 11 15
27 5 5 5 5 5 10 14
28 3 3 4 5 3.75 10 14
29 5 4 5 5 4.75 10 14
30 5 4 5 2 4 1 11
31 5 4 4 5 4.5 8 14
32 5 5 5 5 5 10 15
33 4 4 5 5 4.5 11 14
34 3 4 4 4 3.75 5 14
35 4 5 5 2 4 6 12
36 4 4 4 3 3.75 4 14
37 4 4 5 3 4 6 12
38 5 5 5 5 5 12 15
39 5 4 5 5 4.75 11 15
40 4 4 5 5 4.5 7 15
̅ 3.95 4.13 4.38 4.15 4.15 6.13 13.08
ร้อยละ 79.00 82.50 87.50 83.00 83.00 40.8
87.17
- 48 -
จากตารางที่ 1 พบว่าผลคะแนนระหว่างเรยี นและหลังเรยี นของนักเรียนเฉลี่ยเท่ากบั 83.00/87.17
ซึ่งมีค่า ความต่างระหว่างเรียนและหลังเรยี นอยู่ที่ 4.17 และผลการทำแบบทดสอบประจำบทเรียนแต่ละบท
ของ นักเรียน จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 83.00และผลรวมของคะแนนจากการทำข้อสอบหลังเรียนของ
กลุ่ม ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 87.17 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
กิจกรรมการช้ีนำสู่การอ่านการคิด (DR-TA) ร่วมกับบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์
ของนกั เรียน ทใ่ี ชใ้ นในการทดลองคร้งั นคี้ ือ E1/E2 = 83.00/87.17 มีประสิทธิภาพสูงกวา่ เกณฑท์ ีก่ ำหนดไว้คอื
65/65 (ชัยยงค์ พรมวงศ์,2556) รปู แบบการเรียนการสอนต่างๆ ท่ี ใช้ในการทดลองมีประสิทธภิ าพทย่ี อมรับได้
โดยมีระดบั ถูกกฎเกณฑ์เปน็ ไปตามสมมตฐิ านทตี่ ั้งไว้ในงานวจิ ัย
ตารางที่ 2 คะแนนกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนของกลมุ่ ทดลอง
เลขที่ Pre-Test Post-Test คะแนนผลตา่ ง (D)
6
1 4 10 8
7
2 7 15 11
4
3 8 15 11
8
4 2 13 8
4
5 11 15 8
3
6 4 15 10
11
7 6 14 5
10
8 4 12 6
8
959 11
8
10 3 11 4
6
11 6 9 14
4
12 2 12
13 4 15
14 5 10
15 2 12
16 3 9
17 7 15
18 4 15
19 6 14
20 8 12
21 2 8
22 4 18
23 10 14