รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถและทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดย นางสาวทัศนีย์ ทรงเนียมศรี รหัสนักศึกษา 6340101208 นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 101403 ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566
ก ค ำน ำ งานวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถและทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัย โดยการใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 1/2 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จ านวน 31 คน ได้ จัดท าขึ้น เพื่อพัฒนาความสามารถและทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยหวังเป็น อย่างยิ่งว่า การวิจัยในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทางด้านการ เรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานวิจัยครั้งนี้ส าเร็จได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบคุณ นางสาวศิวาพร ตัวสระเกษ ครูพี่เลี้ยง และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นันทกา ปรีดาศักดิ์ อาจารย์นิเทศมหาวิทยาลัย ที่ได้ให้ค าแนะน า ชี้แนะ และ ตรวจสอบด้วยดีเสมอมาและขอบใจนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 ที่ให้ความร่วมมือในการท าวิจัยจนเสร็จ สิ้น นางสาวทัศนีย์ ทรงเนียมศรี ผู้วิจัย
ข สำรบัญ หน้ำ ค าน า................................................................................................ ผิดพลำด! ไม่ได้ก ำหนดบุ๊กมำร์ก สารบัญ............................................................................................. ผิดพลำด! ไม่ได้ก ำหนดบุ๊กมำร์ก สารบัญ(ต่อ).......................................................................................................................................ข สารบัญ(ต่อ)........................................................................................................................................ง บทที่ 1 บทน า...................................................................................................................................1 1.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา.......................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย..............................................................................................2 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ........................................... ผิดพลำด! ไม่ได้ก ำหนดบุ๊กมำร์ก 1.4 ขอบเขตของการวิจัย.....................................................................................................2 1.5 กรอบแนวคิดการวิจัย................................................... ผิดพลำด! ไม่ได้ก ำหนดบุ๊กมำร์ก 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ..........................................................................................................3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ............................................................................................4 2.1 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560...............................................................4 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์............................................................7 2.2.1 ความหมายของศิลปะ.........................................................................................7 2.2.2 ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์............................................................7 3.2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์....................................................8 2.2.4 คุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ส าหรับเด็กปฐมวัย.......................................9 2.2.5 ความส าคัญของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์.........................................................10 2.2.6 ประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์...............................................................10 2.2.7 หลักการในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ส าหรับเด็กปฐมวัย.........................11 2.3 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก......................................................................12 2.3.1 ความหมายของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก....................................12 2.3.2 ความส าคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก...................................13 2.3.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก............................14 2.3.4 พัฒนาการความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก...........................................15 2.3.5 การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก........................17
ค สำรบัญ (ต่อ) 2.3.6 การประเมินพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย.............................17 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................19 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย.........................................................................................................20 3.1 การก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง........................................................................20 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..............................................................................................20 3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ........................................................................20 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล.....................................................................................................21 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิจัย.....................................................................................................22 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.........................................................................................................24 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์และแปรผลข้อมูล.........................................................24 4.2 การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................................24 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัย..............................................................................25 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ....................................................................................27 5.1 สรุปผลการวิจัย...........................................................................................................27 5.2 อภิปรายผล.................................................................................................................27 5.3 ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้.........................................................................................28 5.4 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป................................................................................28 บรรณานุกรม...................................................................................................................................29 ภาคผนวก........................................................................................................................................32 ภาคผนวก ก แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์............................................................33 ภาคผนวก ข แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย...........54 ภาคผนวก ค ภาพการท ากิจกรรม......................................................................................56
บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำ และควำมส ำคัญของปัญหำ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติกล่าวว่า ช่วงเวลาที่ส าคัญและจ าเป็นที่สุดของ การพัฒนาสมอง คือช่วงเวลา 5 ปีแรกของชีวิต หรือช่วงเด็กปฐมวัยเพราะถือว่าเป็นช่วงอายุที่มีอัตรา ของพัฒนาการสูงสุด เป็นจังหวะทองของการวางรากฐานการพัฒนาความเจริญเติบโตในทุกด้าน ฉะนั้นถ้าเด็กได้รับการเลี้ยงดูที่ดีและถูกต้องตามหลักจิตวิทยาและหลักวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เด็ก ก็จะพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ ในทางตรงข้ามหากเด็กไม่ได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนาอย่างถูกต้องใน ช่วงเวลานี้เมื่อพ้นวัยนี้ไปแล้ว โอกาสทองเช่นนี้ก็จะไม่หวนกลับคืนมาอีกการจัดการศึกษาส าหรับเด็ก ปฐมวัยจึงเป็นการจัดการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากการจัดการศึกษาในระดับอื่น เพราะอยู่ ในช่วงพลังแห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านร่างกายอารมณ์ จิตใจ สงคม และสติปัญญาการจัดการศึกษาให้กับเด็กระดับนี้จึงควรส่งเสริมให้เด็กมีชีวิตการเรียนรู้เต็มที่การ เรียนรู้ควรอยู่ที่ตัวเด็กเป็นผู้สรรค์สร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง เด็กลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2557: 12) เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่กล้ามเนื้อยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะมือและตายังไม่ดี ตายังมองเห็นสิ่งของเล็ก ๆ ได้ไม่ชัดเจน จึงไม่พร้อมท างานที่มี รายละเอียด กระดูกยังอ่อนอาจโค้งงอเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ดังนั้นการพัฒนาด้านร่างกายส าหรับเด็ก ปฐมวัยจึงมีความส าคัญอย่างยิ่งการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้ก าหนดคุณลักษณะของเด็กปฐมวัยว่ากล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่าง คล่องแคล่วและประสานกัน ดังนั้นจึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัยเพราะจะส่งผลต่อความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กในการท ากิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่าง คล่องแคล่ว ยิ่งเด็กได้มีโอกาสพัฒนานิ้วมือให้ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วเพียงใดย่อมส่งเสริมพัฒนาการ ด้านสติปัญญา (กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2557: 27) การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมีความส าคัญและจ าเป็นต่อการด ารงชีวิตประจ าวัน โดย กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะหนึ่งในการประกอบกิจวัตรประจ าวันของตนเอง เช่น การใส่-ถอดกระดุม รูดซิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้างานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ คล่องแคล่วจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ การเล่น และการจัดกิจกรรมศิลปะต่าง ๆ จะเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความพร้อมทางมือและตามากที่สุดเด็กจะเรียนรู้อย่างสนุกสนาน เด็ก จะใช้มือในการหยิบจับวัสดุต่าง ๆ ท าให้เข้าใจวิธีการใช้นิ้วจับดินสอได้อย่างถูกวิธี(พัฒนา ชัชพงษ์, 2561: 122)
2 กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่สามารถส่งเสริม และพัฒนาการท างานที่ประสาน สัมพันธ์กันระหว่างการใช้กล้ามเนื้อมือนิ้วมือ และประสาทตา ซึ่งเด็กจะได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อนิ้วมือ ฝ่ามือ ข้อมือ และนิ้วมือ ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ มีความแข็งแรง และท างานได้คล่องตัวขึ้นและมี ทักษะในการใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วต่อไป งานศิลปะที่เสร็จแล้วของเด็กจะสะท้อนความสนใจ การ รับรู้และความพร้อมของเด็กแต่ละคนผ่านวัสดุที่เหมาะสม สื่ออย่างหนึ่งที่จะท าให้เด็กมีความสนใจ เกิดการเรียนรู้และคิดสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 ในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ซึ่งเป็น กลุ่มเป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้ และเป็นเด็กในโรงเรียนของผู้วิจัยเอง ในขณะที่ผู้วิจัยก าลังจัดการ เรียนการสอนอยู่นั้น ผู้วิจัยพบว่า การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งท าให้มีผลเสียต่อ พัฒนาการของเด็ก จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กให้ดียิ่งขึ้นไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ขอบเขตกำรศึกษำ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. กลุ่มเป้ำหมำยของกำรวิจัย กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 31 คน ได้มาโดย วิธีการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอน 2. ตัวแปรที่ศึกษำ ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถและทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
3 3. นิยำมศัพท์เฉพำะ เด็กปฐมวัย หมายถึง ช่วงเวลาตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ สำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการและอนาคตของเด็ก เด็กต้องได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่ใน สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ จึงจะสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการ คว้าโอกาสในชีวิต สามารถล้มแล้วลุกขึ้นได้ และเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง คุณภาพของประสบการณ์ ในช่วงขวบปีแรก ๆ คือปัจจัยที่สร้างความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญต่อพัฒนาการของสมอง การ เรียนรู้ สุขภาพ และพฤติกรรมตลอดช่วงชีวิตของเด็ก ควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถในการบังคับใช้กล้ามเนื้อ มือ นิ้วมือ และตากับมือ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน 1. ความคล่องแคล่วในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความชานาญในการใช้มือและนิ้วได้ อย่างคล่องแคล่วในการปฏิบัติกิจกรรม เช่น การหยิบ การจับ การร้อย เป็นต้น 2. ความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวนิ้วและ มือได้เต็มขีดจ ากัดของการเคลื่อนไหวนั้น ๆ เช่น การคีบ การกด การบีบ การหมุน การขยา เป็นต้น 3. ความสามารถในการควบคุมในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถควบคุมการ ใช้กล้ามเนื้อนิ้ว และมือได้โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ก าหนดให้ หรือการปฏิบัติกิจกรรม เช่น การ ระบายสี การตัด การเขียน โดยไม่ให้ออกนอกเส้นที่ก าหนดให้ 4. การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา หมายถึง การใช้นิ้วมือและมือปฏิบัติกิจกรรม ร่วมกันกับการมองเห็น แบบประเมินควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย หมายถึง เครื่องมือที่ ใช้ประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย แผนกำรจัดกิจสร้ำงสรรค์หมายถึง แผนการจัดประสบการณ์การสอนโดยใช้กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 4. กรอบแนวคิดกำรวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตำม ภำพ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ความสามารถและทักษะในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก
บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2.3 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จัดท าขึ้นโดยยึดปรัชญาการศึกษาปฐมวัย วิสัยทัศน์ หลักการบนพื้นฐานแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัยสากล และความเป็นไทย ครอบคลุมการอบรมเลี้ยงดูการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม และการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็ก ตลอดจนเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการ เรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการสร้าง รากฐานคุณภาพชีวิต ให้แก่เด็กและมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ ด้วยความ ร่วมมือของสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน สังคม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาเด็กปฐมวัย สู่การสร้างคนไทยที่มีศักยภาพในอนาคต เพื่อเป็นก าลังส าคัญในการพัฒนา ประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ทั้งนี้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 พัฒนาขึ้นมา โดยอาศัยแนวคิดดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในตัว มนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ พัฒนาการของเด็กจะมีล าดับ ขั้นตอนในลักษณะเดียวกันตามวัยของเด็ก แต่อัตราการเจริญเติบโต และระยะเวลาในการผ่าน ขั้นตอนต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้โดยในขั้นตอนแรก ๆ จะเป็นพื้นฐานส าหรับ พัฒนาการขั้นต่อไป พัฒนาการประกอบด้วย ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่ง พัฒนาการแต่ละด้านมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันรวมทั้งส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน 2. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม เป็นการค านึงถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็กให้ ครบทุกด้าน ในการดูแลพัฒนา และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กต้องไม่เน้นที่ด้านใดด้านหนึ่ง
5 จนละเลยด้านอื่น ๆ ซึ่งในแต่ละด้านของพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา มีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ต้องการการส่งเสริมให้เด็กเจริญเติบโต และมีพัฒนาการสมวัย อย่างเป็นล าดับขั้นตอน 3. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการท างานของสมอง สมองของเด็กเป็น สมองที่สร้างสรรค์และมีการเรียนนรู้ที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอารมณ์ สมองเป็นอวัยวะที่ส าคัญมากที่สุด และมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยในช่วงนี้เซลล์สมองจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อและท าหน้าที่ ในการควบคุมการท างานพื้นฐานของร่างกาย ส าหรับในช่วงแรกเกิดถึงอายุ 3 ปี จะเป็นช่วงที่เซลล์ สมองเจริญเติบโตและขยายเครือข่ายใยสมองอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยในการพัฒนาของสมอง ประกอบด้วย พันธุกรรม โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม สมองจะมีพัฒนาการที่ส าคัญในการควบคุมและ มีผลต่อการเรียนรู้ ความคิด จินตนาการ ความฉลาด และพัฒนาการทุกด้าน การพัฒนาของสมองท า ให้เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าวัยใด 4. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นและการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นเป็นกิจกรรมการแสดงออกของ เด็กอย่างอิสระตามความต้องการ และจินตนาการสร้างสรรค์ของตนเอง เป็นการสะท้อนพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็กในชีวิตประจ าวัน จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ บุคคล และสิ่งแวดล้อม รอบตัว การเล่นท าให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายและส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก การเล่นของเด็กปฐมวัยจัดเป็นหัวใจส าคัญของการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งการเล่นอย่างมีความหมายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ขั้น พื้นฐานที่ถือว่าเป็นองค์ประกอบส าคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ ไปพร้อม ๆ กันด้วย จากการเล่นเด็กจะมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ใช้ประสาทสัมผัส และการรับรู้ ผ่อนคลายอารมณ์และแสดงออกถึงตนเอง ได้เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะรู้สึก สนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสส ารวจ ทดลอง คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วย ตนเอง การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งแวดล้อม บุคคลรอบตัว และส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ก้าวหน้าไปตามวัยอย่างมีคุณภาพ 5. แนวคิดเกี่ยวกับการค านึงถึงสิทธิเด็ก การสร้างคุณค่า และสุขภาวะให้แก่เด็กปฐมวัยทุกคน เด็กปฐมวัยควรได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทุกคน โดยมีสิทธิในการอยู่รอด สิทธิได้รับการคุ้มครองสิทธิในด้านพัฒนาการ และและสิทธิการมีส่วนร่วมตามที่กฎหมายระบุไว้ 6. แนวคิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูควบคู่การให้การศึกษา การจัดการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนา เด็กบนพื้นฐานของการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา หรือการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนอย่างเป็นองค์รวม 7. แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการ เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่เรียนรู้ผ่านการเล่นและการท า กิจกรรมที่เหมาะสมตามวัย เป็นหน้าที่ของผู้สอนต้องวางแผนโดยบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร์
6 คณิตศาสตร์ ศิลปะ ภาษา ดนตรีและการเคลื่อนไหว คุณธรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย และศาสตร์ อื่น ๆ โดยไม่แบ่งเป็นรายวิชา แต่จะมีการผสมผสานความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติของแต่ละ ศาสตร์ในการจัดประสบการณ์ 8. แนวคิดเกี่ยวกับลื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถน า สื่อเทคโนโลยี และการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้มาสนับสนุนและเสริมสร้างการเรียนรู้ของ เด็กปฐมวัยได้ โดยสื่อเป็นตัวกลางและเครื่องมือเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ 9. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยยึด วิธีการสังเกตเป็นส่วนใหญ่ เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและสอดคล้องสัมพันธ์กับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้รวมทั้งกิจกรรมประจ าวัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการ เรียนรู้ของเด็ก ส าหรับการส่งเสริมความก้าวหน้า และช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อพบเด็กล่าช้าหรือมี ปัญหาที่เกิดจากพัฒนาการและการเรียนรู้ 10. แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน การพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก 11. แนวคิดเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นไทย และความหลากหลาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ส่งผลต่อวิถีชีวิตและการจัดการศึกษาเพื่อเตรียม เด็กสู่อนาคต เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับอิทธิพล จากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษแล้ว ยังได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยม และความเชื่อของบุคคลในครอบครัวและชุมชนของแต่ละ ที่ด้วย จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ครูต้องศึกษาหลักการของหลักสูตร ให้เข้าใจเพราะในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จ าเป็นต้องยึดหลักการการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา โดยต้องค านึงถึงความสนใจและ ความต้องการของเด็กทุกคน ทั้งเด็กปกติ เด็กด้อยโอกาส เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มี ความบกพร่องทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งการสื่อสาร การเรียนรู้ส าหรับ เด็กที่มีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ บุคคลที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือเด็กที่ไม่มีผู้ดูแล เพื่อให้ เกิดการพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลกันโดยผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลายบูรณาการผ่านการเล่น และกิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรง ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้าที่มีความเหมาะสมกับวัยและความ แตกต่างระหว่างบุคคล ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ตีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยง หรือบุคลากรที่มี ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษากับเด็ก เพื่อให้เด็กแต่ละคนได้มีโอกาสในการพัฒนา ตนเองตามล าดับขั้นของการพัฒนาสูงสุดตามศักยภาพและน าไปใช้ในการด ารงชีวิตเป็นคนดีและคน เก่งของสังคม สอดคล้องกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความ
7 เชื่อทางศาสนาที่ตนเองนับถือ สภาพเศรษฐกิจ สังคม โดยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และ สังคมเพื่อเป็นก าลังส าคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต 2.2 เอกสำรที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ 2.2.1 ควำมหมำยของศิลปะ มีนักการศึกษาที่ได้ให้ความหมายของศิลปะไว้ดังนี้ วรางคณา กันประชา (2558: 25) กล่าวว่าศิลปะเป็นแนวทางในการแสดงออกถึง ความสามารถของเด็ก รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดโดยการถ่ายทอดทางผลงาน รูปภาพ หรือสิ่งของ ทั้งนี้ เด็กจะใช้ศิลปะเพื่อเป็นการสื่อสารความคิดความรู้สึกต่าง ๆ ที่เด็กได้เห็น ได้รับรู้ โดยใช้จินตนาการ และประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2558) ได้ก าหนดว่า ศิลปะหมายถึง ฝีมือ ฝีมือ ทางการช่าง การแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์เห็น พีระพงษ์กุลพิศาล (2557: 38 - 39) ได้กล่าวถึง กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ว่าเป็น กิจกรรมทางความรู้สึกที่มีวัสดุที่ใช้และกลวิธีต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ท าให้เกิดเป็นผลงานออกมา โดยระหว่าง การท ากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การมองและการเคลื่อนไหวของร่างกายจะประสานงานกันตลอดเวลา เด็กจะต้องควบคุมล าตัว แขน นิ้วมือ และส่วนอื่น ๆ จนกลายเป็นความช านาญหรือทักษะเฉพาะตัวไป ในที่สุด ส. ศิษย์คเณศ (2562: 20) ได้กล่าวถึง ศิลปะเด็กว่าเป็นศิลปะส าคัญขั้นพื้นฐานแม้งาน ของเด็กไม่เรียบร้อย สีเปรอะ โครงร่างไม่ได้สัดส่วนแต่จุดหมายใหญ่เพื่อน าเด็กให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ รักความงาม กล่อมเกลาจิตใจให้สูงขึ้นสู่ขั้นพุทธิปัญญาแห่งการสร้างสรรค์ความดีงาม 2.2.2 ควำมหมำยของกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไว้ดังนี้ คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ให้ความหมายของกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ไว้ว่า เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็กให้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การฉีก - ตัด - ปะ การ พิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีการอื่นที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์และเหมาะกับพัฒนาการ เช่น การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ การสร้างรูปจากกระดานหมุด ฯลฯ และส านักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ (2561: 35) ให้ความหมายของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ว่า เป็นกิจกรรม เกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ การฉีก -
8 ตัด - ปะ และประดิษฐ์เศษวัสดุ ฯลฯ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เกี่ยวกับความ งามและส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึกและความสามารถของตัวเอง เยาวพา เดชะคุปต์ (2562: 36 - 38) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ และสามารถใช้ สัมพันธ์กันเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน และมีโอกาสพัฒนาทักษะพื้นฐานในการอ่าน ดนู จีระเดชากุล (2558: 101) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์คือ สิ่งที่จะช่วยเป็น แนวทางให้เด็กได้แสดงความสามารถ ความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมาในรูปของกิจกรรมที่เด็กมี จินตนาการกิจกรรมเหล่านั้นอาจจะอยู่ในรูปของวัตถุสิ่งของหรือรูปภาพ ซึ่งเด็กจะใช้ศิลปะเป็นสื่อ อธิบายในสิ่งที่เขากระท าหรือประดิษฐ์ขึ้น เด็กรู้จักค้นคว้า ทดลองและสื่อความคิดของตนเองให้ผู้อื่น เข้าใจ ปีเตอร์สัน (Peterson. 2017: 101) กล่าวว่า เด็กทุกคนต้องการที่แสดงออก ทางด้าน ความคิดและความรู้สึกต่าง ๆ ศิลปะเป็นแนวทางหนึ่งในการแสดงออกของเด็ก ซึ่งต้องการโอกาสที่จะ ได้แสดงออก อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดความรู้สึกและความเข้าใจ รวมทั้งบุคลิกภาพและความเป็น อิสระของเด็กออกมาได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ และจินตนาการของเด็กแต่ละคน นั่นเอง 3.2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ ทฤษฎีที่นิยมใช้ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และได้นามาใช้ในการจัดกิจกรรม การวาดภาพระบายสี มีดังนี้ 1. ทฤษฎีขั้นพัฒนาการทางความคิดและอายุ (Age - Based Concepts) ทฤษฎีนี้ หมายความว่า ความเจริญงอกงามของเด็กจะพัฒนาไปตามล าดับขั้นอายุซึ่งหมายถึง ความพร้อมด้าน วุฒิภาวะ คือ ทั้งร่างกายและการกระท าเป็นไปตามล าดับขั้นของวัยอันควร เช่น การวิจัยการพัฒนา ทางศิลปะตามขั้นระดับอายุของ วิคเตอร์ โลเวนเฟลด์ 2. ทฤษฎีแห่งปัญญา (Intellectual Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่านักเรียนเขียนตามที่ตนรู้ เหมาะแก่การสอนทุกระดับ เป็นทฤษฎีที่ให้นักเรียน ได้แสดงความรู้ความสามารถที่ตนเข้าใจ ซึ่ง สอดคล้องกับการเรียนรู้และความแตกต่างระหว่างบุคคล การเรียนแบบนี้เป็นการส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ และการแสดงออกของเด็กโดยตรง เด็กสามารถจะแสดงรายละเอียดที่ตนรู้แตกต่างกันตาม ความคิดรวบยอดของตนเอง 3. ทฤษฎีพัฒนาการรับรู้ (Perceptual Development Theory) ทฤษฎีนี้เป็นของ เกสตอลท์ (Gestalt) ซึ่งมีความเชื่อว่าเด็กเขียนตามที่ตนเห็นตามความเป็นจริง เด็กจะเห็นแต่เค้าโครง และเห็นส่วนรวมมากกว่า ไม่สนใจรายละเอียด ทฤษฎีนี้เหมาะกับการสอนเด็กระดับอนุบาล และ
9 ประถมศึกษา เด็กจะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นแบบง่าย ๆ ส่วนความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นตามวัย ของเด็กเอง 4. ทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น (The Hapic & Visual Child Theory) ทฤษฎีนี้เป็น ความเชื่อของ วิคเตอร์ โลเวนเฟลด์ (Viktor Lowenfeld) ซึ่งมีแนวความเชื่อว่า ความเข้าใจและการ รับรู้จากสิ่งแวดล้อมของเด็กจะมีผลแก่อารมณ์ของเด็ก ซึ่งจะเป็นแรงผลักดัน ให้เด็กแสดงออกตาม อารมณ์ของตน การวิจัยโลเวนเฟลด์ เชื่อว่า เด็กที่มีเสรีจะแสดงออกทางร่างกาย และอารมณ์อย่าง เปิดเผย (Witkin and Linton) ได้วิจัยหาข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อนี้พบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่าง เสรี ความเจริญของเด็กท าให้สามารถแสดงออกได้ดีกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงอย่างขาดเสรีภาพ การ สร้างสรรค์จะแสดงออกจากอารมณ์ภายในของเด็ก ซึ่งขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมของเด็กเอง 5. ทฤษฎีเหมือนจริง (Naïve Realism) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เด็กสามารถเห็นได้เหมือนผู้ใหญ่ การ เรียน คือ การให้นักเรียนฝึกทักษะตามที่ครูต้องการ กล่าวคือ ครูจะเป็นผู้ก าหนดให้นักเรียนท าตาม ซึ่งไม่เหมาะสมกับการสอนศิลปะระดับก่อนประถมศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มการเรียนเพื่อมุ่งรักษาถ่ายทอด วัฒนธรรมเดิม เช่น วิชาจิตรกรรมไทย หรือวาดภาพเหมือน เป็นต้น เป็นทฤษฎีที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ เข้าใจวิธีการและมีแบบแผน เป็นการเรียนเพื่อฝึกทักษะและความรู้โดยตรง เป็นทฤษฎีที่ ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เข้าใจวิธีการ และมีแบบแผน เป็นการเรียนเพื่อฝึกทักษะและความรู้ โดยตรง เป็นการด ารงไว้เพื่อการอนุรักษ์โดยแท้จริง 2.2.4 คุณค่ำของกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ส ำหรับเด็กปฐมวัย มีนักการศึกษาได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับคุณค่าของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ดังนี้ เยาวพา เดชะคุปต์ (2562: 107) มีทัศนะที่สอดคล้องกันว่า ศิลปะเป็นแนวทางหนึ่งที่ จะช่วยให้เด็กได้แสดงความสามารถและความรู้สึกนึกคิดของตนออกมาในรูปของภาพหรือสิ่งของที่ เด็กจะสามารถแลเห็นได้ เด็กจะใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่ออธิบายสิ่งที่เขาท า เห็น รู้สึก และคิดออกมาเป็น ผลงาน การจัดประสบการณ์ทางศิลปะให้แก่ เด็กช่วยให้เด็กมีโอกาสค้นคว้า ทดลอง และสื่อสาร ความคิด ความรู้สึกของตน ให้ผู้อื่นและโลกที่อยู่รอบตัวเขาเข้าใจได้นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสพัฒนา ความสามารถในการคิด และการใช้จินตนาการ การสังเกตและเพิ่มพูนการรับรู้ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น และพัฒนาความเชื่อมั่นเกี่ยวกับตนเองในการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือ ความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรูปร่าง สี และมีโอกาสพัฒนาทักษะ พื้นฐานในการอ่าน พัฒนาทักษะทางสังคมจากการแบ่งปันอุปกรณ์ที่ใช้ แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการ ดูแลท าความสะอาดอุปกรณ์เหล่านั้น เบญจา แสงมลิ (2557: 62 - 63) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสามารถส่งเสริมการ เจริญเติบโตทางด้านสังคมขณะเด็กเลือกกิจกรรมที่พอใจและรวมกันเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามความสนใจ
10 ในการร่วมท ากิจกรรมศิลปะ เด็กจะรู้จักการแบ่งปันเครื่องมือเครื่องใช้ ความคิดเห็น การตัดสินใจ และการให้การยอมรับ นอกจากนั้นยังเรียนรู้สิทธิความเป็นเจ้าของ ข้อคิดเห็นและความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะมีกิริยาสัมพันธ์ต่อกัน เรียนรู้การเป็นผู้น าผู้ตาม การร่วมมือกัน การควบคุมตนเอง และส่งเสริม ความเจริญเติบโตทางด้านสติปัญญา เด็กจะคิดประดิษฐ์สิ่งของและปรับปรุงวิธีที่เคยใช้ให้ใหม่ขึ้น โดย เริ่มจากการท างานจนซึมซาบในวิธีการท า เด็กเรียนรู้ ค าพูดที่เหมาะสมเพื่อพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ เด็กท าให้ผู้อื่นเข้าใจ ความคิดรวบยอดพัฒนาขึ้นเมื่อเด็กส ารวจคุณลักษณะของวัสดุ และเรียนรู้ค าใหม่ ๆ วัสดุมีมากเท่าไรก็ยิ่งส่งเสริมความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะแสดงออกมามากขึ้นเท่านั้นและเมื่อ เด็กเรียนรู้การแก้ปัญหาตั้งแต่ง่าย ๆ จนถึงปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นความสามารถเชิงสร้างสรรค์ก็จะ เจริญเติบโตขึ้นตามกัน อีกทั้งยังส่งเสริมความเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย การประสานสัมพันธ์ทาง มือและตา ในขณะที่เด็กใช้มือละเลงสี วาดรูประบายสี การเล่นดิน การประดิษฐ์ กิจกรรมเหล่านี้สร้าง เสริมการควบคุมกล้ามเนื้อ ซึ่งจะน าไปใช้ในการเขียนลายมือ การเลือกรูปทรง การเลือกสี และ พิจารณาขนาด 2.2.5 ควำมส ำคัญของกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ ภรณี คุรุรัตนะ (2557: 67) อธิบายถึง กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ศิลปะว่า เป็นกิจกรรม ที่เหมาะสมกับความสนใจ ความสามารถและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างยิ่ง กิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์จึงไม่เป็นเพียงแต่ส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือ - ตา และการ ผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ที่อาจมีเท่านั้นแต่ยังเป็นการส่งเสริมความคิดอิสระ ความคิด จินตนาการ ฝึกการรู้จักท างานด้วยตนเอง และฝึกการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ทั้งทางความคิดและ การกระท า ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานทางศิลปะและยังน าไปสู่การเรียนเขียน อ่าน อย่าง สร้างสรรค์ต่อไป โอภาส บุญครองสุข (2557: 89) กล่าวถึง ความส าคัญในการจัดประสบการณ์ การ เรียนรู้ทางศิลปะให้กับเด็ก คือ การพัฒนาให้เกิดความงอกงามทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ซึ่งในการจัดกิจกรรมศิลปะนั้นควรเน้นการพัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง 5 และควรเป็น กิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กได้คิด ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ พีระพงษ์ กุลพิศาล (2557: 36) กล่าวถึง ความส าคัญของศิลปะสร้างสรรค์ว่า การ เรียนรู้โลกภายนอกด้วยประสาทสัมผัส (Senses Perception) เป็นธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กอยู่ แล้ว และกิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่ฝึกให้เด็กรู้จักน าเอาธรรมชาติของตนเองที่มีอยู่ มาใช้เก็บ เกี่ยวความรู้ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวโดยเฉพาะความรู้อันจะเป็นพื้นฐานพัฒนาวุฒิภาวะทางสุนทรียภาพ ให้แก่ตน นอกจากนั้น ยังเป็นประสบการณ์หรือความรู้ทางอ้อมที่ได้จากงานศิลปะ ได้แก่
11 ประสบการณ์สังคม ประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือง่าย ๆ รู้จักวัสดุต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วย พัฒนาการเจริญเติบโตทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็ก 2.2.6 ประเภทของกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ส าคัญควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ โดยการเรียนรู้ โลกภายนอกด้วยประสาทสัมผัส (Senses Perception) เป็นธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กอยู่แล้วและ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่ฝึกให้เด็กรู้จักน าเอาธรรมชาติของตนเองที่มีอยู่มาใช้เก็บ เกี่ยวความรู้ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ซึ่งช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพทางความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ตลอดจนพัฒนาการของกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ในระหว่างการท ากิจกรรมการ เคลื่อนไหวและการมองของร่างกายจะประสานงานกันตลอดเวลา เด็กจะต้องควบคุมล าตัว แขน นิ้ว มือ และส่วนอื่น ๆ จนกลายเป็นความช านาญ หรือทักษะเฉพาะตัวไปในที่สุด (พีระพงษ์ กุลพิศาล. 2557: 31 - 36) สิ่งที่น ามาใช้ในกิจกรรมควรมีหลายลักษณะแตกต่างกันไป มีความเร้าใจ ตรงตาม ความต้องการไม่ยุ่งยากซับซ้อนเกินความสามารถของเด็ก โดยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสี รูปทรง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานต่อการเตรียมความพร้อมในการอ่านและยังได้มีโอกาสพัฒนาการทางสังคม การ แลกเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ หมุนเวียนกันรับผิดชอบในการใช้และเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ 2.2.7 หลักกำรในกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ส ำหรับเด็กปฐมวัย เบญจา แสงมลิ (2557: 63 - 67) กล่าวในท านองเดียวกันว่า การจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์มีสิ่งที่ควรค านึงถึงข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ความสนใจของแต่ละบุคคล ครูควรช่วยเหลือให้เด็กได้ประสบการณ์ที่เป็นผลส าเร็จ ตามความต้องการของเด็ก สร้างเสริมเจตคติที่ดีต่อการผิดพลาดและการรู้จักรับผิดชอบในการดูแล รักษาวัสดุ พร้อมทั้งสร้างความรู้สึกมั่นคง โดยปล่อยให้เด็กมีอิสระในการคิด จินตนาการ เลือกและ ตัดสินใจ ครูมีหน้าที่ช่วยเหลือแนะน าเด็กเมื่อเด็กต้องการ ใช้ค าถามกระตุ้นความคิดและให้ความเห็น พ้องในความพยายามที่แท้จริงของเด็กนอกจากนั้นครูควรมีความเป็นกันเอง จริงใจ และมีความเข้าใจ ในตัวเด็กด้วย 2. การจัดสถานที่ เวลา และวัสดุให้พอเพียงเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่าง อิสระเมื่อท างานคนเดียวหรือท างานเป็นกลุ่มเล็ก ๆ บนพื้น บนโต๊ะ ภายในและภายนอกอาคารเรียน มอบความไว้วางใจแก่เด็กให้เด็กดูแลรักษาเครื่องมือ เครื่องใช้และวัสดุด้วยตนเอง เวลาที่ให้เด็กไม่ควร น้อยเกินไปจนเด็กต้องรีบร้อนในการกระท ากิจกรรม การส ารวจ การวางแผน การเก็บท าความสะอาด หลังจากการท างานเสร็จ วัสดุที่ใช้ต้องเตรียมไว้หลากหลายชนิดให้เด็กเลือกตามความพอใจ และ เหมาะสมกับอายุของเด็ก เก็บรักษาง่ายและให้โอกาสเด็กมีประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส
12 3. การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ เด็กต้องการประสบการณ์ที่สมบูรณ์ เพื่อช่วยกระตุ้น การแสดงออกสร้างสรรค์ ประสบการณ์นี้เริ่มจากการเล่นของเด็กในชีวิตประจ าวัน การพูด การ สนทนาความรู้สึกในสิ่งที่เด็กเห็น ช่วยให้เด็กนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ครูควรสนับสนุนการพูดของเด็ก การแสดงออกทางการกระท าและการแสดงออกโดยการใช้สื่อกลาง วัสดุเครื่องใช้ทางศิลปะ การทัศน ศึกษา เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมการแสดงออกแบบสร้างสรรค์ 4. เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อการแสดงออกสร้างสรรค์ของเด็ก ครูต้องท าหน้าที่เป็น ผู้ท าให้ผู้ปกครองเด็กเข้าใจผลงานของเด็ก และสามารถเสนอแนะผู้ปกครองในการเลือกวัสดุที่ เหมาะสมให้เด็กเมื่ออยู่บ้าน 5. ครูใช้วิธีการสร้างสรรค์สนับสนุนเด็กให้เลือกกิจกรรมศิลปะด้วยวิธีซึ่งเด็กจะ แสดงออกหรือกระท าได้ และจะรวบรวมความคิดหรือวัสดุ วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะกระท า กิจกรรมโดยปราศจากการแนะน า แต่หมายความว่าเด็กจะตัดสินใจและเลือกด้วยตนเอง กิจกรรม ศิลปะควรมีหลายชนิดให้เด็กได้มีโอกาสเลือกในแต่ละวัน 6. ครูวางแผนจัดเตรียมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี เด็กมีอิสระในการค้นหา ส ารวจ และทดลองและเมื่อเด็กรู้สภาพแวดล้อม เด็กจะถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ กล้ามเนื้อเล็ก การ ประสานสัมพันธ์ของมือและตาจะพัฒนาขึ้น มโนภาพเรื่องรูปทรง สี เจริญเติบโตขึ้น การที่เด็กได้เล่น ร่วมกับเพื่อน พูดสนทนา แลกเปลี่ยนสิ่งของ รับผิดชอบร่วมกัน การรอคอย ตามล าดับช่วยเสริมสร้าง ความพร้อมทางอารมณ์และสังคมแก่เด็ก 7. ครูต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อจุดมุ่งหมายในการวัดผล สรุปได้ว่า หลักการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ส าหรับเด็กปฐมวัยควรจะต้องค านึงถึงพัฒนาการของเด็กเป็นส าคัญจัดให้ เหมาะสมและสอดคล้องกับวัย ความสนใจ เพราะเด็กแต่ละคนแต่ละวัยมีพัฒนาการแตกต่างกัน ควร จัดกิจกรรมที่หลากหลาย ส่งเสริมพัฒนาการทุก ๆ ด้าน เด็กได้ท ากิจกรรมแล้วสนุกสนานชอบและ สนใจท ากิจกรรม สร้างความส าเร็จและภาคภูมิใจในผลงานของเด็กเอง ตลอดจนส่งเสริมความรู้สึกที่ดี ต่อตนเอง 2.3 ควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก 2.3.1 ควำมหมำยของควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก นภเนตร ธรรมบวร (2557: 73) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็น ความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อเล็กส่วนต่าง ๆ ให้ท างานประสานกัน เช่น ตากับมือ นิ้วมือ ได้แก่ การวาดภาพ การลากเส้น การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด และการลากเส้นตามรอยปะ เป็นต้น ศิริพร สหัสสานนท์ (2557: 17) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการบังคับการเคลื่อนไหว และการประสานสัมพันธ์กันดีระหว่าง
13 กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ และการช่วยเหลือตัวเอง ใน ชีวิตประจ าวัน ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2558: 19) กล่าวว่า กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ นิ้ว มือนั้นเด็กควบคุมได้ดีขึ้น สามารถท างานประสานกันได้ดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะนิ้วมือแต่ละนิ้ว สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ วัฒนา ปุญญฤทธิ์ (2558: 99) กล่าวถึง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ การใช้มือในการท ากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน หรือการเล่นต่าง ๆ ซึ่งเรียกโดยรวมว่าเป็นทักษะ การช่วยเหลือตนเอง 2.3.2 ควำมส ำคัญของควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่ส าคัญหนึ่งในการประกอบกิจวัตรประจ าวันด้วยตนเอง เช่น การใส่ - ถอดกระดุม รูดซิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็ก ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสติปัญญาให้ดีขึ้น เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กมีส่วนท าให้เด็กได้ใช้มือส ารวจ สังเกต จากการสัมผัสจับต้องในทุก ๆ กิจกรรม ซึ่งการใช้มือเพื่อที่จะจับของเล่นและเรียนรู้ทักษะในการช่วยเหลือตนเอง เช่น การกินอาหารและ แต่งตัว เป็นการฝึกความพร้อมด้านกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือให้แข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และการฝึก ความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือจะช่วยให้เด็กได้ออกก าลังและพร้อมที่จะใช้ในการเขียน (พูนสุข บุณย์ สวัสดิ์. 2558: 41) มาเยสกี้ (Mayesky, 1998: 103-105) กล่าวว่า ความส าคัญของความสามารถของ กล้ามเนื้อมือว่าจะต้องมีการวางแผน และจัดกิจกรรมที่พัฒนาทางด้านการใช้มือแก่เด็ก การท างาน ร่วมกันเป็นกลุ่มโดยมีกิจกรรมทางศิลปะเข้าไปมีส่วนช่วยจะท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้าน การ เขียนได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้การบังคับมือ และนิ้วมือในการวาดภาพระบายสี การปั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ ท าให้เด็กมีพัฒนาการด้านการเขียนได้ดียิ่งขึ้น ธรรมนูญ นวลใจ (2561: 17) กล่าวว่า เด็กที่อยู่ในวัยราว ๆ สองขวบครึ่งชอบการขีด เขียนระบายสี หรือวาดรูป ด้วยดินสอรวมทั้งหาสื่อต่าง ๆ มาประกอบเพื่อแสดงความรู้สึก และ จินตนาการเป็นการฝึกการควบคุมมือและนิ้วมือของเด็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจใน ตนเองให้กับเด็ก 2.3.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (ค าวัง สมสุวรรณ, 2561: 15; อ้างอิงจาก Gesell.1940: 17) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการได้กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กสามารถ แบ่งออกเป็นระยะ และมีขั้นตอนพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กนั้นมีความส าคัญแก่ชีวิตเพราะเป็น
14 รากฐานของบุคคลเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่พฤติกรรมของบุคคลจะมีอิทธิพลมาจากสภาพความ พร้อมทางร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อ ต่อมกระดูก และประสาทต่าง ๆ สิ่งแวดล้อมเป็นเพียง ส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลง โดยที่กีเซลได้แบ่งพัฒนาการของเด็กออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (Motor Behavior) เป็นความสามารถของร่างกายที่ ครอบคลุมถึงการบังคับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหวทั้งหมด 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว (Adaptive Behavior) เป็นความสามารถในการ ประสานงานระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก (Motor Sensory Coordination) เช่น ประสานงานระหว่างตากับมือ (Eye - Hand Coordination) ซึ่งดูได้จากความสามารถในการใช้มือ ของเด็ก (Manipulation) เช่น ในการตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นลูกบาศก์ การสั่นกระดิ่ง การแกว่งก าไล ฯลฯ ฉะนั้นพฤติกรรมด้านการปรับตัวจึงสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว 3. พฤติกรรมทางด้านภาษา (Language Behavior) ประกอบด้วยวิธีสื่อสารทุกชนิด เช่น ท่าทางการเคลื่อนไหวท่าทางของร่างกาย ความสามารถในการเปล่งเสียง 4. พฤติกรรมทางด้านนิสัยส่วนตัวและสังคม (Personal - Social Behavior) เป็น ความสามารถในการปรับตัวของเด็กระหว่างบุคคลและบุคคลกับกลุ่มภายใต้ภาวะแวดล้อม และสภาพ ความเป็นจริงนับเป็นการปรับตัวที่ต้องอาศัยความเจริญของสมอง และระบบการเคลื่อนไหวประกอบ ในส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กีเซลพบว่าก่อนที่คนเราจะท าอะไรง่าย ๆ เช่น หยิบอาหารใส่ปากได้นั้น มีการเรียนรู้หลายขั้น ขั้นแรกทารกใช้มือตะปบ ขั้นต่อมาจับของด้วยมือ 4 นิ้วติดกันฝ่ามือ โดยเริ่มใช้ฝ่ามือตอนใกล้ ๆ สันมือ ต่อมาจะเลื่อนไปใช้ใจกลางมือ ครั้นแล้วใช้หัวแม่ มือค่อย ๆ เลื่อนมาจับ ขั้นสุดท้าย คือ การหยิบของด้วยนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น กีเซล ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมปฏิบัติการแห่งกล้ามเนื้อของคนเรามีพัฒนาการเริ่มจากศีรษะจรดเท้า เรียกว่า Cephalo - Caudal Sequence คือหันศีรษะได้ก่อนชันคอ แล้วจึงคว่า คืบ นั่ง คลาน ยืน เดิน และวิ่งตามล าดับ ส่วนพัฒนาการการควบคุมปฏิบัติการกล้ามเนื้อ เริ่มจากใกล้ล าตัวก่อนเรียกว่า Proximdistal Sequence ที่แขนขา ทารกย่อมบังคับการเคลื่อนไหว แกว่งแขนขาได้ก่อนมือ และเท้า เด็กใช้แขนคล่องก่อนมือ และใช้มือคล่องก่อนนิ้ว ดังนั้นเด็กเล็ก ๆ เมื่อต้องการจับอะไรก็ผวาไปทั้งตัว ต่อมาจึงยื่นออกไปเฉพาะแขนแล้วจึงใช้มือและนิ้วดังกล่าวถ้าจะให้เด็กเล็ก ๆ เขียนหนังสือมักจะได้ตัว โตเพราะกล้ามเนื้อมือยังใช้ไม่คล่อง ได้แต่วาดแขนไปกว้าง ๆ ต่อมาเมื่อการบังคับกล้ามเนื้อบรรลุวุฒิ ภาวะแล้ว ท าให้เขียนตัวเล็ก ๆ ได้ เพราะสามารถบังคับกล้ามเนื้อมือและนิ้วได้
15 2.3.4 พัฒนำกำรควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก มีผู้กล่าวถึงพัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ ดังนี้ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2557: 117 - 129) สรุปพัฒนาการด้านความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กวัยต่าง ๆ จากของกีเซล ไว้ดังนี้ อายุ 3 ขวบ 1. ต่อก้อนไม้ได้สูง 9 ก้อน 2. ต่อก้อนไม้เป็นรูปสะพานได้ 3. หยิบลูกกวาดใส่ขวดได้ 10 เม็ด ในเวลา 30 วินาที 4. เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ 5. เขียนรูปกากบาทได้ 6. จัดรูปเหลี่ยมใส่ช่องท าได้ถูกตามแบบ 7. กินอาหารได้เองโดยไม่หกเลอะเทอะ 8. รินน ้าจากเหยือกได้ 9. ใส่รองเท้าได้เอง 10. ใส่เสื้อที่ไม่มีกระดุมได้ อายุ 4 ขวบ 1. เลียนแบบวางก้อนไม้เป็นรูปประตูได้ 2. วาดรูปคนมีส่วนส าคัญ 2 ส่วน 3. วาดรูปกากบาท 4. พับกระดาษได้ 3 ทบ (ตามแบบ) 5. ล้างหน้า ล้างมือ และแปรงฟันได้เอง 6. ใส่เสื้อผ้าและถอดได้เอง เฉพาะชั้นนอก อายุ 5 ขวบ 1. ต่อก้อนไม้ท าขั้นบันไดได้ 2 ขั้น 2. วาดรูปสามเหลี่ยมเหมือนแบบ 3. แต่งตัวและถอดเสื้อผ้าได้เองโดยไม่ต้องช่วยเหลือ อายุ 6 ขวบ 1. เล่นต่อก้อนไม้ท าบันไดได้ 3 ขั้น 2. วาดรูปคนมีส่วนคอ มือ และใส่เสื้อผ้า 3. แต่งตัวและผูกเชือกรองเท้าได้
16 อธิษฐาน พลศิลป์ศักดิ์กุล (2558: 111) กล่าวถึง พัฒนาการความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาตามวุฒิภาวะของสมองที่เป็นไปตามวัย โดยการพัฒนาจาก ต้นแขนไปสู่ปลายแขนหรือจากต้นไปสู่ปลาย ดังนี้ อายุ 1 ปี สามารถใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ได้แต่ยังไม่คล่อง จึงก าสิ่งของทั้งมือ และลากเส้น เป็นแนวตั้งจากบนลงล่างขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ อายุ 2 ปีขึ้นไป สามารถเขียนโดยลากเส้นต่อเนื่องกัน ก่อนจะรู้จักลากเส้นตาม แนวนอนสลับซ้ายขวา ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2558: 23 - 27) กล่าวถึง พัฒนาการ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยแบ่งตามความสามารถตามช่วงวัยแรกเกิด ถึง 6 ขวบ ส าหรับวัย 2 - 6 ขวบ ดังนี้ อายุ 2 - 3 ขวบ รู้จักแต่งตัวและเลือกเสื้อผ้าได้เอง เขียนรูปหัวและตัวหรืออาจจะส่วน อื่น ๆ ของร่างกาย สามารถท างานง่าย ๆ ได้ อายุ 4 - 5 ขวบ เขียนรูปมีหัว มีตัว มีส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ส าคัญ ๆ ได้เขียนรูป สี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมตามแบบได้ อายุ 6 ขวบ สามารถรับลูกบอลที่โยนมาให้จากระยะไกล 1 เมตร เขียนรูปหัว มีตัว มี ขา แขน และมือได้ อ าไพพรรณ ปัญญาโรจน์ (2557: 322 - 323) กล่าวถึง ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ดังนี้ อายุ 1 ปี หยิบ จับสิ่งของด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ จับดินสอกลางแท่งด้วยอุ้งมือแล้ว ขีดเขียนไปมา อายุ 2 ปี ชอบเล่นของเล่นที่ออกแรงมากขึ้น เช่น ตี หรือตอกด้วยค้อน ดึงออกหรือ สวมใส่ของสองสิ่งที่มีรูปร่างเหมาะมือและมีสีสะดุดตา อายุ 3 ปี กล้ามเนื้อแข็งแรง ใช้มือหยิบจับอาหารตลอดจนใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากได้ ช่วยตัวเองในการแต่งกาย เช่น ถอดและใส่กระดุมเสื้อได้เองแต่ยังต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลืออยู่ สามารถจับดินสอขีดเขียนได้ อายุ 4 ปี วัยนี้สามารถช่วยตัวเองในการแต่งตัว ล้างมือ แปรงฟัน ได้มากขึ้น อายุ 5 - 6 ปี เด็กวัยนี้สามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษตามรูปได้ดี ปั้นดินน ้ามัน เย็บผ้า ด้วยเข็มเล่มโต วาดเขียนด้วยดินสอและสีน ้าได้
17 2.3.5 กำรจัดกิจกรรมส่งเสริมควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก อแวร์เนส (Awareness, 2019: Online) กล่าวถึง การส่งเสริมความสามารถในการ ใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยการจัดกิจกรรมให้มือทั้ง 2 มือประสานสัมพันธ์กัน ได้แก่ 1. การปรบมือ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือและแขน โดยสามารถใช้ประกอบเพลง และ การเล่นเกม 2. การจัดกิจกรรมการสัมผัส ได้แก่ การใช้อุปกรณ์ครีมโกนหนวด น้า ทราย เมล็ดข้าว หรือมักกะโรนี และวาดภาพด้วยนิ้วมือ เช่น การตักทรายขึ้นลง การละเลงสีด้วยนิ้วมือ 3. การจัดกิจกรรมที่ให้มือได้ก าและจับ 4. การจัดกิจกรรมที่ให้มือได้เคลื่อนไหว กุลยา ตันติผลาชีวะ (2557: 103) กล่าวถึง กิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เพื่อฝึกการ ท างานประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือแล้ว ยังเป็นการพัฒนาทักษะการใช้มือ เนื่องจากการกระตุ้น จากปลายกล้ามเนื้อเล็กจะส่งผลต่อไปยังใยประสาทท าให้เพิ่มความเจริญงอกงามของใยประสาท ซึ่งมี หลายกิจกรรมดังนี้ 1. กิจกรรมการปั้นเป็นงานส่งเสริมการท างานของกล้ามเนื้อฝ่ามือ ข้อมือและนิ้วมือ ใน การบีบ บิ ดึง นวด ทุบ และประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ มีทักษะการใช้ มือใช้นิ้วในการท างานคล่องตัวขึ้น วัสดุที่น ามาใช้ได้แก่ ดินเหนียว ดินน ้ามัน ปัจจุบันนิยมใช้แป้งหรือ แป้งโด (Play Dough) 2. กิจกรรมการฉีกกระดาษ การตัด การปะติดกระดาษบนภาพ โดยเน้นความสามารถ ของการจับ การถือและการกะประมาณ โดยแตกต่างกัน สุมนา พานิช (2559: 24) กล่าวถึง วิธีการส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กไว้ คือ การฝึกให้เด็กใช้นิ้วมือวาดภาพ ระบายสี ปั้น ตัดกระดาษ เขียนหนังสือ ท ากิจกรรมอื่น ๆ ในเรื่องการช่วยเหลือตนเอง เช่น ติดกระดุม รูดซิปฯลฯ 2.3.6 กำรประเมินพัฒนำกำรด้ำนกล้ำมเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2562: 192 - 205) กล่าวถึง แบบบันทึกพัฒนาการเด็ก 3 - 6 ปี และระบุถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็ก ประกอบไปด้วย 1. การท างานประสานกันระหว่างตากับมือ 2. ท างานด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก 3. การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กช่วยเหลือตนเอง 4. การใช้อุปกรณ์ในการเขียน การวาดภาพ และการระบายสี
18 ในการประเมินผลพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ขนาดของ อุปกรณ์ที่เด็กใช้มีผลอย่างมากต่อระดับความยาก - ง่ายในการประสานกันของกล้ามเนื้อเล็ก เช่น การ ร้อยลูกปัดที่มีขนาดเล็ก การตัดตามแนวเส้นที่ก าหนด การลากเส้นโดยเสรี เป็นต้น นภเนตร ธรรมบวร (2560: 84 - 85) กล่าวถึง วิธีการประเมินผลพัฒนาการด้านการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยสามารถท าได้หลายวิธีดังต่อไปนี้ 1. การสังเกต โดยสังเกตทักษะด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในขณะที่เด็กท ากิจกรรม ต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ การปั้น การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด การต่อไม้บล็อก การต่อภาพตัวต่อ การเททรายใส่ขวด เป็นต้น 2. การใช้แฟ้มผลงานเด็กโดยประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและ ประสาทสัมผัสของเด็กจากผลงานของเด็ก เช่น การวาดรูประบายสี การวาดภาพตามแบบ การติด กระดุม การรูดซิป การผูกเชือกรองเท้า การร้อยลูกปัด การใช้กรรไกรตัดตามแนวเส้นที่ก าหนด เป็น ต้น 3. การสัมภาษณ์ผู้ปกครองเกี่ยวกับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของเด็ก ที่ บ้าน เช่น การแต่งตัว การติดกระดุม การใส่และถอดรองเท้า การใช้ช้อนส้อมในการรับประทาน อาหาร เป็นต้น 4. การใช้แบบทดสอบชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งแบบที่สร้างขึ้นเองและแบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบที่ใช้ประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัส ส่วนมากจะเป็น แบบทดสอบที่ให้เด็กลากเส้นชนิดต่าง ๆ หรือวาดรูปตามแบบ
19 2.4 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิภาภรณ์โตแย้ม (2557: บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยใช้กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ สามารถช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอนุบาลปีที่ 1/1 ได้2) การ เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/1ที่ได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้สามารถพัฒนานักเรียนให้มีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัด เล็กโดยมีคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง วันนิสา ยิ้มวิไล (2564: บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือในการท างาน ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ผลการวิจัยในชั้นเรียนพบว่า ทักษะด้านกล้ามเนื้อมือ ในการท างานของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ โดยภาพรวมคะแนนร้อยละความก้าวหน้า ของนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกคน ตั้งแต่ 1 ถึง 6 เมื่อเปรียบเทียบทั้งชั้นเรียนพบว่าคะแนนร้อยละ ความก้าวหน้าทั้งชั้นเรียนเท่ากับ 40.5 นุชจณี อู่ทอง (2565: บทคัดย่อ) ศึกษาการส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือมัดเล็กของ เด็กปฐมวัยโดยใช้ชุดกิจกรรมการฉีก และการปะ ผลการวิจัยพบว่าผลการวิจัยชั้นเรียนพบว่า พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมการฉีกและการปะ โดยภาพรวม มีร้อยละความก้าวหน้าของนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกคน และเมื่อเปรียบเทียบทั้งชั้นเรียน พบว่าร้อยละ ความก้าวหน้าทั้งชั้นเรียนเท่ากับ 27.2
20 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถและทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยการก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. กลุ่มเป้ำหมำยของกำรวิจัย กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 31 คน ได้มาโดยวิธีการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 1. แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2. แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย 3. กำรสร้ำงและหำคุณภำพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2. แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย 4. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล 4.1 แบบแผนกำรทดลอง การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดสองครั้ง (One Group Pretest - Posttest Design) ซึ่งมีลักษณะการทดลองดังตารางต่อไปนี้
21 ตำรำง 4.1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม Pre-test Treatment Post-test N T1 X T2 ความหมายของสัญลักษณ์ N แทน จ านวนเด็กในกลุ่มตัวอย่าง X แทน การสอนโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ T1 แทน การทดสอบก่อนการทดลอง (pre-test) T2 แทน การทดสอบหลังการทดลอง (post-test) 4.2 กำรด ำเนินกำรทดลอง ผู้วิจัยได้ด าเนินการทดลองโดยมีขั้นตอนดังนี้ 1) ก่อนการทดลอง น าแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัยไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 31 คน แล้วบันทึกผลการทดสอบ (Pretest) 2) ด าเนินการสอนกลุ่มทดลองด้วยตนเอง ตามแผนการจัดประสบการณ์การสอนโดย ใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 น าเข้าสู่บทเรียน สร้างบรรยากาศในชั้นเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสอน ผู้วิจัยสอนขั้นตอน ให้นักเรียนดูและปฏิบัติตามขั้นตอน ขั้นที่ 3 นักเรียนฝึกปฏิบัติตามแผนการจัดกิจกรรม โดยมีระยะเวลาในการ ด าเนินการวิจัยทั้งหมด 5 สัปดาห์/สัปดาห์ละ 2 วัน คือ อังคาร และพฤหัสบดีวันละ 30 นาที สัปดำห์ ที่ วัน กิจกรรม วันที่ 1 อังคาร วาดภาพระบายสีสวยงาม วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2566 พฤหัสบดี ประดิษฐ์นกฮูก วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 2 อังคาร ติด ปะ ผลไม้ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566 พฤหัสบดี ระบายสีภาพ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566 3 อังคาร สร้างสรรค์ภาพด้วยสีน ้า วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566 พฤหัสบดี ปั้นหรรษา วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566 4 อังคาร ตัด ปะ ตามจินตนาาการ วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567 พฤหัสบดี ประดิษฐ์ตุ๊กแก วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567 5 อังคาร พับสีสร้างสรรค์ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567 พฤหัสบดี พับกระดาษหรรษา วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567
22 3) เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ผู้วิจัยด าเนินการทดสอบหลังการสอน (Post-test) โดยใช้ แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน การทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัยกับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 31 คน แล้วบันทึกผลการทดสอบ แล้วน าคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ ข้อมูล 4) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทดสอบก่อน และหลังการทดลองสอนโดยใช้ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์วิเคราะห์ผลต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบทั้งสองครั้ง ด้วย วิธีการทางสถิติ 5. สถิติที่ใช้ในกำรวิจัย 1. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตรดังนี้ f P 100 N = เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงร้อยละ N แทน จ านวนประชากร 1.2 ค่าเฉลี่ย โดยใช้สูตรดังนี้ X X n = เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ย X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด n แทน จ านวนคนในกลุ่มตัวอย่าง
23 1.3 สถิติที่ใช้ในก ารศึกษาเปรียบเทียบคะแนนสอบ โดยใช้สูตร t-test (Dependent Samples) ( ) ( ) 2 2 D t N D D N 1 = − − เมื่อ t แทน ค่าสถิติ t-test D แทน ผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนสอนและหลังสอน D แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อน สอน และหลังสอน 2 D แทน ผลรวมของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และ หลังเรียนแต่ละตัวยกก าลังสอง ( ) 2 D แทน ผลรวมของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนสอน และ หลังสอนทั้งหมดยกก าลังสอง N แทน จ านวนเด็กในกลุ่มตัวอย่าง
บทที่ 4 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลส าหรับการวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถและทักษะ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ซึ่งผู้วิจัยน าเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในกำรวิเครำะห์และแปรผลข้อมูล ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ก าหนด สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จ านวนคนในกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t แทน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์การแจกแจงแบบที (t-distribution) P-value แทน ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ได้จากข้อมูล * แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.2 กำรน ำเสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตามล าดับดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
25 4.3 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูลของกำรวิจัย ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้น อนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ ตำรำงที่ 4.1 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็ก ก่อนกำรทดลอง หลังกำรทดลอง X S.D. ระดับ X S.D. ระดับ 1. สามารถใช้มือในการท ากิจกรรมได้ อย่างคล่องแคล่ว 3.32 1.28 ปานกลาง 4.35 1.09 มาก 2. สามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่าง อิสระ 3.06 1.22 ปานกลาง 4.35 1.00 มาก 3. สามารถโค้ง งอมือ หรือนิ้วมือ ด้วย ความยืดหยุ่น 3.16 1.19 ปานกลาง 4.58 0.94 มากที่สุด 4. มีทักษะในการเขียน การวาด และการ จับวัตถุเล็ก ๆ หรืออุปกรณ์ 3.35 1.18 ปานกลาง 4.45 1.01 มาก 5. สามารถใช้มือในการหยิบ จับอุปกรณ์ วัสดุต่าง ๆ ได้คล่อง 3.10 1.12 ปานกลาง 4.39 0.94 มาก 6. สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มือ นิ้วมือ แ ล ะ ส า ยต า ใน ก า ร ท าง า น ให้ ประสานกัน 3.32 1.15 ปานกลาง 4.35 1.03 มาก รวม 3.22 1.19 ปานกลาง 4.41 1.00 มาก จากตาราง 4.1 พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์อยู่ใน ระดับปานกลาง ( X = 3.22, S.D. = 1.19) หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นักเรียนระดับชั้น อนุบาล 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กอยู่ในระดับมาก ( X = 4.41, S.D. = 1.00)
26 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา ตำรำง 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กลุ่มทดลอง N X S.D. T p-value ก่อนสอน หลังสอน 31 31 3.93 7.83 0.64 1.09 17.21* 0.0000 จากตาราง 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้สถิติ T - test dependent พบว่า ภายหลังการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มี ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้นทุกคน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์เท่ากับ 3.93 คะแนน และ 7.83 คะแนน ตามล าดับ
บทที่ 5 สรุป อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถและทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 5.1 สรุปผลกำรวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์อยู่ในระดับ ปานกลาง หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1/2 มีความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กอยู่ในระดับมาก 2. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1/2 หลัง การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้นทุกคน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2 อภิปรำยผล การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนระดับชั้น อนุบาล 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียน ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้นทุกคน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งการวิจัยนี้สอดคล้องกับสุพัชรา ภรณ์ ดาราวลี (2552: 54) ที่ท าการวิจัยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์พบว่า การจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์สามารถส่งเสริมความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยให้พัฒนาสูงขึ้น สอดคล้องกับบรูเนอร์ (Bruner) ที่กล่าวว่า เด็ก เรียนรู้ด้วยการกระท า (Enactive Representation) เป็นขั้นตอนที่เด็กเรียนรู้เกิดจากประสาทสัมผัส (ทิศนา แขมมณี. 2553: 76) ท าให้เด็กได้ฝึกฝนการใช้มือและนิ้วมือ มีความคล่องแคล่วเพิ่มมากขึ้น
28 สอดคล้องกับส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2552: 19) กล่าวว่า กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ นิ้วมือ นั้นเด็กควบคุมได้ดีขึ้น สามารถท างานประสานกันได้ดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะนิ้วมือแต่ละนิ้วสามารถ เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และสอดคล้องกับแลนเดอส์ (Landers. 2006: Online) กล่าวถึง ความส าคัญของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กว่า การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อตาและ มือจะท าให้สามารถพัฒนาทักษะในการเขียน การวาด และการจับวัตถุเล็ก ๆ หรืออุปกรณ์ เด็กวัย ก่อนเรียนเรียนรู้ที่จะจับต้องวัตถุผ่านกระบวนการมอง ซึ่งจะบอกเขาให้ท าหรือไม่ท าอะไรที่เด็กก าลัง ท ากับวัตถุ และสอดคล้องกับงานวิจัยของวันนิสา ยิ้มวิไล (2564: บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาทักษะ การใช้กล้ามเนื้อมือในการท างานของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ผลการวิจัยในชั้น เรียนพบว่า ทักษะด้านกล้ามเนื้อมือในการท างานของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ โดย ภาพรวมคะแนนร้อยละความก้าวหน้าของนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกคน ตั้งแต่ 1 ถึง 6 เมื่อเปรียบเทียบทั้ง ชั้นเรียนพบว่าคะแนนร้อยละความก้าวหน้าทั้งชั้นเรียนเท่ากับ 40. 5.3 ข้อเสนอแนะในกำรน ำไปใช้ 1. การท ากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์หากเด็กมีความสนใจที่จะท ากิจกรรมครูควรมีการขยาย ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น 2. ครูควรดูแลและอธิบายในการใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยของเด็กใน ขณะที่ท ากิจกรรม 5.4 ข้อเสนอแนะในกำรวิจัยครั้งต่อไป 1. การเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระท ากับสื่อ และอุปกรณ์ประกอบการท ากิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ที่หลากหลาย 2. ผู้ปกครองสามารถน ากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไปใช้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ มัดเล็กควบคู่ไปกับทางโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
บรรณำนุกรม กรมวิชาการ. (2560). หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย 2560. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2557). กำรสอนแบบจิตปัญญำ : แนวกำรใช้ในกำรสร้ำงแผนกำรสอน ระดับชั้นอนุบำลศึกษำ. กรุงเทพฯ: เอดิสัน เพรสโปรดักส์. ค าวัง สมสุวรรณ. (2561). กำรส่งเสริมพัฒนำกำรทำงดำนกล้ำมเนื้อเลกของเด็กปฐมวัยโดยกำรจัด กิจกรรมกำรปนดิน. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. จรัล ค าภารัตน์. (2561). เทคนิคกำรสอนศิลปะเด็กอนุบำล. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. จันทร์เพ็ญ ศรีมันตะ. (2561). พัฒนำกำรควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา http://ir.swu.ac.th/jspui/bitstream/12 34 5 67 8 9/44 91/2/Rawiporn_P.pdf (1 5 พฤษภาคม 2565) ชัยณรงค์ เจริญพานิชย์กุล. (2558). กิจกรรมศิลปะเด็กอนุบำล. กรุงเทพฯ: แปลน พับลิชชิ่ง. ดนู จีระเดชากุล. (2558). นันทนำกำรส ำหรับเด็ก. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ดวงเดือน ศาสตรภัทร. (2557). พัฒนำกำรทำงสติปัญญำตำมทฤษฎีเพียเจท์. กรุงเทพฯ: ภาควิชา จิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. ธรรมนูญ นวลใจ. (2561). ศำสตร์และศิลป์แห่งกำรสื่อสำรอย่ำงมีประสิทธิภำพ. กรุงเทพฯ: ก าแก้ว. นภเนตร ธรรมบวร. (2557). รำยงำนกำรวิจัย กำรพัฒนำรูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำ กระบวนกำรคิดในเด็กปฐมวัย (4-6 ปี). กรุงเทพฯ: ส านักงานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติ. นุชจณี อู่ทอง. (2565). กำรส่งเสริมพัฒนำกำรด้ำนกล้ำมเนื้อมือมัดเล็กของเด็กปฐมวัยโดยใช้ชุด กิจกรรมกำรฉีก และกำรปะ. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติส าหรับ นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ครั้งที่ 2. มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร. เบญจา แสงมลิ. (2557). กำรพัฒนำเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ. ผาณิต บุญมาก. (2562). คู่มือพัฒนำกำรเด็ก. กรุงเทพฯ: แปลน พับลิชชิ่ง. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (2558). ศิลปะ. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญ. พัฒนา ชัชพงษ์. (2561). ทฤษฎีและปฏิบัติกำรพัฒนำหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พีระพงษ์ กุลพิศาล. (2557). 3 มิติ : ทัศนะทำงศิลปะและศิลปศึกษำ. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู. พูนสุข บุญสวัสดิ์. (2558). เมื่อหนูน้อยหัดเขียน. กรุงเทพ ฯ: แปลนพับลิชชิ่ง.
30 ภรณี คุรุรัตนะ. (2557). กำรเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย (3-5) ปี. กรุงเทพ ฯ: เซเว่น พริ้นติ้งกรุ๊ป. มานพ ถนอมศรี. (2558). คู่มืองำนประดิษฐ์และสร้ำงสรรค์ด้วยกระดำษ. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ. เยาวพา เดชะคุปต์. (2562). คู่มืองำนประดิษฐ์และสร้ำงสรรค์ด้วยกระดำษ. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ. วรางคณา กันประชา. (2558). ควำมคิดสร้ำงสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ท ำกิจกรรมศิลปะด้วยนิ้วมือ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. วราภรณ์ นาคะศิริ. (2558). กำรคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับกำรจัดกิจกรรมศิลป สร้ำงสรรค์โดยใช้ทรำยสี. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. วัฒนา ปุญญฤทธิ์. (2558). กำรศึกษำสถำนภำพงำนวิจัยด้ำนกำรศึกษำปฐมวัย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. วันนิสา ยิ้มวิไล. (2564). กำรพัฒนำทักษะกำรใช้กล้ำมเนื้อมือในกำรท ำงำนของเด็กปฐมวัยโดยใช้ กิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติส าหรับ นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ครั้งที่ 1. มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร. วิภาภรณ์โตแย้ม. (2557). กำรพัฒนำกล้ำมเนื้อมัดเล็ก โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์จำกวัสดุ เหลือใช้ ของนักเรียนชั้นอนุบำลปีที่ 1/1. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนัน ทา, 1(2): 6. วิรุณ ตั้งเจริญ. (2559). นิทรรศกำรผลงำนศิลปะสะสม swu art collection 2012. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วิไล กระจับเงิน. (2562). กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ด้วย กำรปั้นนูนต ่ำ. วารสารเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา, 2(6): 171. ศิริพร สหัสสานนท์. (2557). กำรศึกษำควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อมัดเล็กของเด็กที่มีควำม. บกพร่องทำงร่ำงกำยเนื่องจำกสมองพิกำร (ซี.พี.) อำยุ 47 ปี จำกกำรเตรียมควำมพร้อม โดยใช้กิจกรรมเกมและแบบฝึก. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. ส. ศิษย์คเณศ. (2562). ศิลปะเข้ำใจง่ำย. กรุงเทพฯ: พิฆเนศ. ส านักวิช าก ารและม าต รฐานการศึกษ า ส านักงานคณ ะกรรมก ารก ารศึก ษ าขั้นพื้น ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). คู่มือหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ส ำหรับ เด็กอำยุ 3 - 6 ปี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
31 ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2561). รำยงำนกำรวิจัยประเมินผลงำนพัฒนำ บุคลำกร: กำรเตรียมผู้บริหำรส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรประถมศึกษำแห่งชำติ. กรุงเทพฯ: ส านักงานฯ. ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2558). แผนกำรศึกษำชำติ (พ.ศ. 2545 - 2559): ฉบับสรุป. กรุงเทพ ฯ: พริกหวานกราฟฟิก. ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2558). คู่มือกำรปฏิบัติงำนกำรต่อใบอนุญำตประกอบวิชำชีพ ทำงกำรศึกษำ. กรุงเทพ ฯ: ส านักงานเลขาธิการคุรุสภา. สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล. (2557). ศิลปะส ำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ สุวีริยาสาส์น. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2557). กำรวัดและประเมินแนวใหม่: เด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า วิชาการ. สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์. (2562). ผลของกำรจัดกิจกรรมศิลปสร้ำงสรรค์ด้วยวัสดุธรรมชำติท้องถิ่นที่มี ต่อพฤติกรรมทำงสังคมของเด็กปฐมวัย. ปริญญาศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินท รวิโรฒ. สุชา จันทร์เอม. (2558). จิตวิทยำเด็ก. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. สุมนา พานิช. (2559). กำรเตรียมควำมพร้อมเด็กเล็ก. ราชบุรี: ชุมชนเมืองราชบุรี. อธิษฐาน พลศิลป์ศักดิ์กุล. (2558). กระตุ้นกล้ำมเนื้อมัดเล็กเสริมสร้ำงสติปัญญำ. บันทึกคุณแม่, 9(118): 110-114. อารี สุทธิพันธ์. (2558). ศิลปนิยม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์ลาดพร้าว. อ าไพพรรณ ปัญญาโรจน์. (2557). กำรอบรมเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน. กรุงเทพฯ: คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสถาบันราชภัฏจันทรเกษม. โอภาส บุญครองสุข. (2557). เรำจะสอนวิชำศิลปศึกษำให้เด็กเกิดสุนทรียภำพตำมแนวปรัชญำใด. ใน ศิลปศึกษา-ศึกษาศิลปะ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Anderson and Lapp. (1979). Language Skills in Elementary Education. 4th ed. New York: Macmillian. Fisher and Terry. ( 1 9 9 7 ) . Children’s Language and the Language Arts. Massachusetts: Allyn & Bacon A Simon & Schuster. Hammond. (1967). Good Schools for Young Children. New York: Macmillian. Lander, Herbert. (2016). Language and culture. New York: New YorkUniversity Press. Peterson. (1 9 5 8 ). Kindergarten: The Key to Child Growth. New York: Exposition Press.
ภำคผนวก
33 ภำคผนวก ก แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์
34 แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ สัปดำห์ที่ 1 กิจกรรม วำดภำพระบำยสีสวยงำม จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ใช้มือ-ตาประสานสัมพันธ์กันได้ (มฐ.2 ตบ.2.2) 2. สร้างผลงานศิลปะเพื่อสื่อความคิด ความรู้สึกของตนเองได้ (มฐ.11 ตบ.11.1.1) 3. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานได้ (มฐ.9 ตบ.9.1.2) ประสบกำรณ์ส ำคัญ ด้านร่างกาย 1) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 2) การร้อยวัสดุ 3) การปั้น ด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การทำกิจกรรมศิลปะ ต่าง ๆ 2) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม 3) การพูดสะท้อนความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น ด้านสังคม 1) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรม ด้านสติปัญญา 1) การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านศิลปะ สำระที่ควรเรียนรู้ - วาดภาพด้วยสีไม้ตามจินตนาการ - ปั้นดินน้ำมัน - ระบายสีภาพ กิจกรรมการเรียนรู้ 1. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง 2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มเลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ ดังนี้ - วาดภาพด้วยสีไม้ตามจินตนาการ - ปั้นดินน้ำมัน - ระบายสีภาพ 3. ให้เด็กแต่ละคนหมุนเวียนทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิจกรรม 4. เด็กเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองหลังจากทำงานเสร็จแล้ว (การใส่ใจจดจ่อ) โดย ครูบันทึกคำพูดของเด็ก 5. เด็กและครูร่วมกันเก็บอุปกรณ์เข้าที่เมื่อเลิกใช้แล้วและให้เด็กล้างมือ
35 สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1. สีไม้ 2. กระดาษโรเนียว A4 3. ภาพลายเส้นระบายสี 4. ดินน้ำมัน กำรประเมินผล สังเกต 1. การใช้มือ-ตาประสานสัมพันธ์กัน 2. การสร้างผลงานศิลปะเพื่อสื่อความคิด ความรู้สึกของตนเอง 3. การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงาน
36 แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ สัปดำห์ที่ 1 กิจกรรมประดิษฐ์นกฮูก จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ใช้มือ-ตาประสานสัมพันธ์กันได้(มฐ.2 ตบ.2.2) 2. แสดงความพอใจในผลงานของตนเองได้ (มฐ.3 ตบ.3.2.2) 3. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองได้ (มฐ.9 ตบ.9.1.2) 4. สร้างผลงานศิลปะตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้ (มฐ.11 ตบ.11.1.1) ประสบกำรณ์ส ำคัญ ด้านร่างกาย 1) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 2) การประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยเศษวัสดุ 3) การร้อย ด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การทำกิจกรรมศิลปะ ต่าง ๆ 2) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม 3) การพูดสะท้อนความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น ด้านสังคม 1) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรม ด้านสติปัญญา 1) การรับรู้ และแสดงความคิดความรู้สึกผ่านสื่อ วัสดุ ของเล่น และชิ้นงาน สำระที่ควรเรียนรู้ - วาดภาพสัญลักษณ์กลางวันและกลางคืน - ร้อยหลอดกาแฟ - ประดิษฐ์นกฮูก กิจกรรมการเรียนรู้ 1. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง 2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มเลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ ดังนี้ - วาดภาพสัญลักษณ์กลางวันและกลางคืน - ร้อยหลอดกาแฟ - ประดิษฐ์นกฮูก 3. ให้เด็กแต่ละคนหมุนเวียนทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิจกรรม 4. เด็กเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองหลังจากทำงานเสร็จแล้ว (การใส่ใจจดจ่อ) โดย ครูบันทึกคำพูดของเด็ก
37 5. เด็กและครูร่วมกันเก็บอุปกรณ์เข้าที่เมื่อเลิกใช้แล้วและให้เด็กล้างมือ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1. หลอดกาแฟ,เชือก 2. กระดาษสี 3. แกนกระดาษทิชชู 4. กระดาษโรเนียว 5. กาว 6. กรรไกร 7. สีเมจิก กำรประเมินผล สังเกต 1. การใช้มือ-ตาประสานสัมพันธ์กัน 2. การแสดงความพอใจในผลงานของตนเอง 3. การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเอง 4. การสร้างผลงานศิลปะตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
38 แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ สัปดำห์ที่ 2 กิจกรรม ติด ปะ ภำพผลไม้ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ (มฐ.4 ตบ.4.1.1) 2. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองได้ (มฐ.9 ตบ.9.1.2) 3.แสดงความพอใจในผลงานตนเอง (มฐ.3 ตบ.3.2.2) ประสบกำรณ์ส ำคัญ ด้านร่างกาย 1) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 2) การร้อยวัสดุ ด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การทำกิจกรรมศิลปะ ต่าง ๆ 2) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ด้านสังคม 1) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรม ด้านสติปัญญา 1) การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านศิลปะ สำระที่ควรเรียนรู้ - วาดภาพระบายสีตามจินตนาการด้วยสีน้ำ - ติด ปะ ภาพผลไม้ - ร้อยลูกปัด กิจกรรมการเรียนรู้ 1. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง 2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มเลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ ดังนี้ - วาดภาพระบายสีตามจินตนาการด้วยสีน้ำ - ฉีกปะภาพผลไม้ - ร้อยลูกปัด 3. ให้เด็กแต่ละคนหมุนเวียนทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิจกรรม 4. เด็กเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองหลังจากทำงานเสร็จแล้ว (การใส่ใจจดจ่อ) โดย ครูบันทึกคำพูดของเด็ก 5. เด็กและครูร่วมกันเก็บอุปกรณ์เข้าที่เมื่อเลิกใช้แล้วและให้เด็กล้างมือ
39 สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1.สีน้ำ 2.กระดาษ 3.ลูกปัด 4.เชือก 5.กระดาษสี 6.กาว กำรประเมินผล สังเกต 1.การสนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่านงานศิลปะ 2.การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเอง 3.การแสดงความพอใจในผลงานตนเอง
40 แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ สัปดำห์ที่ 2 กิจกรรม ระบำยสีภำพ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ (มฐ.4 ตบ.4.1.1) 2. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองได้ (มฐ.9 ตบ.9.1.2) 3.แสดงความพอใจในผลงานตนเอง (มฐ.3 ตบ.3.2.2) ประสบกำรณ์ส ำคัญ ด้านร่างกาย 1) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 2) การปั้น 3) การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ จากวัสดุ ด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การทำกิจกรรมศิลปะ ต่าง ๆ 2) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ด้านสังคม 1) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรม ด้านสติปัญญา 1) การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านศิลปะ สำระที่ควรเรียนรู้ - ระบายสีภาพด้วยสีไม้ - ปั้นดินน้ำมัน - ประดิษฐ์ผลไม้ กิจกรรมการเรียนรู้ 1. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง 2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มเลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ ดังนี้ - ระบายสีภาพด้วยสีไม้ - ปั้นดินน้ำมัน - ประดิษฐ์ผลไม้ 3. ให้เด็กแต่ละคนหมุนเวียนทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิจกรรม 4. เด็กเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองหลังจากทำงานเสร็จแล้ว (การใส่ใจจดจ่อ) โดย ครูบันทึกคำพูดของเด็ก
41 5. เด็กและครูร่วมกันเก็บอุปกรณ์เข้าที่เมื่อเลิกใช้แล้วและให้เด็กล้างมือ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1.สีเทียน 2.กระดาษ 3.กระดาษสี 4.ไม้ไอติม 5.ดินน้ำมัน กำรประเมินผล สังเกต 1.การสนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่านงานศิลปะ 2.การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเอง 3.การแสดงความพอใจในผลงานตนเอง
42 แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ สัปดำห์ที่ 3 กิจกรรม สร้ำงสรรค์ภำพด้วยสีน ้ำ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ (มฐ.4 ตบ.4.1.1) 2. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองได้ (มฐ.9 ตบ.9.1.2) 3.แสดงความพอใจในผลงานตนเอง (มฐ.3 ตบ.3.2.2) ประสบกำรณ์ส ำคัญ ด้านร่างกาย 1) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 2) การร้อย ด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การทำกิจกรรมศิลปะ ต่าง ๆ 2) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ด้านสังคม 1) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรม ด้านสติปัญญา 1) การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านศิลปะ สำระที่ควรเรียนรู้ - ระบายสีภาพด้วยสีน้ำ - ร้อยลูกปัด - ตกแต่งเสื้อกันหนาว กิจกรรมการเรียนรู้ 1. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง 2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มเลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ ดังนี้ - ระบายสีภาพด้วยสีน้ำ - ร้อยลูกปัด - ตกแต่งเสื้อกันหนาว 3. ให้เด็กแต่ละคนหมุนเวียนทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิจกรรม 4. เด็กเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองหลังจากทำงานเสร็จแล้ว (การใส่ใจจดจ่อ) โดย ครูบันทึกคำพูดของเด็ก 5. เด็กและครูร่วมกันเก็บอุปกรณ์เข้าที่เมื่อเลิกใช้แล้วและให้เด็กล้างมือ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1.สีน้ำ
43 2.กระดาษ 3.ลูกปัด 4.เชือก 5.กระดาษสี 6.กาว กำรประเมินผล สังเกต 1.การสนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่านงานศิลปะ 2.การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเอง 3.การแสดงความพอใจในผลงานตนเอง
44 แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ สัปดำห์ที่ 3 กิจกรรม ปั้นหรรษำ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ (มฐ.4 ตบ.4.1.1) 2. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองได้ (มฐ.9 ตบ.9.1.2) 3.แสดงความพอใจในผลงานตนเอง (มฐ.3 ตบ.3.2.2) ประสบกำรณ์ส ำคัญ ด้านร่างกาย 1) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 2) การปั้น ด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การทำกิจกรรมศิลปะ ต่าง ๆ 2) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ด้านสังคม 1) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรม ด้านสติปัญญา 1) การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านศิลปะ สำระที่ควรเรียนรู้ - วาดภาพด้วยสีน้ำตามจินตนาการ - ปั้นดินน้ำมัน - ปะติดภาพถุงมือ กิจกรรมการเรียนรู้ 1. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง 2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มเลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ ดังนี้ - วาดภาพด้วยสีน้ำตามจินตนาการ - ปั้นดินน้ำมัน - ปะติดภาพถุงมือ 3. ให้เด็กแต่ละคนหมุนเวียนทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิจกรรม 4. เด็กเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองหลังจากทำงานเสร็จแล้ว (การใส่ใจจดจ่อ) โดย ครูบันทึกคำพูดของเด็ก 5. เด็กและครูร่วมกันเก็บอุปกรณ์เข้าที่เมื่อเลิกใช้แล้วและให้เด็กล้างมือ
45 สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1.สีน้ำ 2.กระดาษ 3.กระดาษสี 4.ไม้ไอติม 5.ดินน้ำมัน กำรประเมินผล สังเกต 1.การสนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่านงานศิลปะ 2.การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเอง 3.การแสดงความพอใจในผลงานตนเอง
46 แผนกำรจัดกิจกรรมศิลปะสร้ำงสรรค์ สัปดำห์ที่ 4 กิจกรรม ร้อยลูกปัด จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ (มฐ.4 ตบ.4.1.1) 2. เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองได้ (มฐ.9 ตบ.9.1.2) 3.แสดงความพอใจในผลงานตนเอง (มฐ.3 ตบ.3.2.2) ประสบกำรณ์ส ำคัญ ด้านร่างกาย 1) การเขียนภาพและการเล่นกับสี 2) การปั้น 3) การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ จากวัสดุ ด้านอารมณ์-จิตใจ 1) การทำกิจกรรมศิลปะ ต่าง ๆ 2) การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ด้านสังคม 1) การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรม ด้านสติปัญญา 1) การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านศิลปะ สำระที่ควรเรียนรู้ - วาดภาพด้วยสีน้ำตามจินตนาการ - ร้อยลูกปัด - ประดิษฐ์หมึกจากแกนกระดาษทิชชู กิจกรรมการเรียนรู้ 1. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ ฟัง 2. แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มเลือกทำกิจกรรมตามความสนใจ ดังนี้ - วาดภาพด้วยสีน้ำตามจินตนาการ - ร้อยลูกปัด - ประดิษฐ์หมึกจากแกนกระดาษทิชชู 3. ให้เด็กแต่ละคนหมุนเวียนทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิจกรรม 4. เด็กเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานของตนเองหลังจากทำงานเสร็จแล้ว (การใส่ใจจดจ่อ) โดย ครูบันทึกคำพูดของเด็ก 5. เด็กและครูร่วมกันเก็บอุปกรณ์เข้าที่เมื่อเลิกใช้แล้วและให้เด็กล้างมือ