The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิกการแข่งขันเป็นทีม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผู้วิจัย ครูธัญญรัตน์ ต่อพล

รายงานวจิ ยั ในชนั้ เรยี น

การจดั การเรยี นรูแ้ บบ Active Learning

โดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรูเ้ รอ่ื ง...การหาร
รว่ มกบั เทคนคิ การแขง่ ขนั เปน็ ทีม

กลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 3

จดั ทำโดย
นางธญั ญรตั น์ ตอ่ พล

ตำแหนง่ ครู
โรงเรียนศรแี กง้ ครอ้

สำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาชยั ภูมิ เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร



คำนำ

รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learningโดยใช้ชุดกิจกรรม
การเรียนรู้เรื่อง...การหารร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีมนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 3 เล่มนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาและส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเกิดประสิทธิผล ทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติ ที่ดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ตลอดจนเป็น
แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากนั้นทำการทดสอบหลังเรียน
และวิเคราะห์ผลคะแนนโดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละผลการศึกษาปรากฏว่า การใช้กิจกรรมต่างๆ
และการใช้ชุดฝึกกิจกกรมทำให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในการในเนื้อหาเรื่องการหาร และสามารถทำ
แบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเพม่ิ ขึ้นจากเดิม ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลัง
เรียนและผู้วิจัยได้แสวงหาข้อมูลและวิธีการที่คาดว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นชั้นเรียน อีกทั้งสามารถช่วย
พัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้และยังช่วยพัฒนาวิชาชีพครูให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ตาม
มาตรฐานด้านการจัดการศกึ ษา ข้อ ๗.๗ ของมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาที่ว่า ครูมีการศึกษา
วิจยั และพัฒนาการจดั การเรียนร้ใู นวิชาที่ตนรับผิดชอบและใช้ผลในการปรบั การสอนของครู

ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ดร.ประภาส กองจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีแก้งคร้อและนายประยูร ศิริ
คุณ รองผู้อำนว ยการโ รงเรียนศรีแก้งคร้อ ที่ส่งเสริมแ ละอำนว ยความสะดว กให้ครูได้
จัดทำวิจัยในชั้นเรียน คณะครูประจำสายชั้น คณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่กรุณาให้
ความอนุเคราะห์ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นอย่างดี
และขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ของโรงเรยี นศรีแก้งคร้อทุกคน ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ในการวิจยั และเก็บข้อมลู ทใี่ ช้ในการศึกษาวจิ ัยครง้ั น้ี จนกระท่งั การศึกษาวจิ ัยครง้ั นเ้ี สรจ็ สมบรู ณ์

. นางธัญญรตั น์ ต่อพล
ผ้วู จิ ัย

สารบัญ ข

เร่อื ง หนา้

คำนำ ข
สารบญั 1

๑. ช่ือเรื่องวจิ ยั 5
๒. ช่ือผ้วู จิ ัย 6
๓. ปีทที่ ำการวิจัย 7
๔. ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
๕. วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั 8
๖. สมมตฐิ านของการวิจยั 9
๗. ตัวแปรท่ศี กึ ษา 10
๘. ประโยชนท์ ีไ่ ด้รับจากการวิจัย
๙. ขอบเขตของการวิจยั
๑๐. ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการวิจัย
๑๑. วธิ ีดำเนินการวจิ ยั
๑๒. เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั
๑๓. การวเิ คราะห์ข้อมลู
๑๔. ผลการวิจยั
๑๕. สรปุ และอภปิ รายผล
๑๖. ข้อเสนอแนะ
เอกสารอา้ งอิง
ภาคผนวก

1

หวั เรือ่ งวิจัย การจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning โดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง...
การหาร ร่วมกับเทคนคิ การแข่งขนั เปน็ ทีม

ผูว้ ิจยั นางธญั ญรตั น์ ตอ่ พล

ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์
คิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบระเบียบ มีแบบแผนสามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน
รอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์วางแผน ตัดสนิ ใจและแก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม

คณิตศาสตรเ์ ป็นเคร่ืองมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อืน่ ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง
คณติ ศาสตร์จงึ มีประโยชน์ต่อการดำรงชวี ิตและยงั ชว่ ยพัฒนาคุณภาพชวี ิตให้ดยี ง่ิ ขน้ึ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยัง
ช่วยพัฒนาคนใหเ้ ปน็ มนุษยท์ ส่ี มบูรณ์ มคี วามสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ สามารถ
คดิ เป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถอยู่ร่วมกับผอู้ ืน่ ได้อยา่ งมคี วามสขุ

คุณภาพของผู้เรียนที่ระบุไว้ในคู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เป็นเป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในแต่ละชว่ งชั้นให้กับผูเ้ รียนท่ีจบการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
12 ปี ซึ่งจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์ มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ มี
เจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ มีความตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์ และสามารถนำความรู้ทาง
คณิตศาสตร์ไปพฒั นาคุณภาพชีวติ ตลอดจนสามารถนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้เปน็ เครื่องมือในการเรียนรู้
และเป็นพ้ืนฐานในการศกึ ษาในระดบั ทีส่ งู ขนึ้

การที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้อย่างมีคุณภาพจะต้องมีพัฒนาการทั้งด้านความรู้
ทกั ษะกระบวนการ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ ม ดงั นี้

1. มีความรู้ความเขา้ ใจในคณติ ศาสตรพ์ น้ื ฐานเก่ียวกบั จำนวนและการดำเนนิ การ การวัด
เรขาคณิต พชี คณติ การวิเคราะห์ข้อมลู และความนา่ จะเป็น พรอ้ มทงั้ สามารถนำความรไู้ ปประยุกตใ์ ช้

2. มที กั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ด้านความสามารถในการแกป้ ัญหาด้วยวธิ ีการท่หี ลากหลาย
การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอมีความคิดริเริม่ สร้างสรรค์
สามารถเชอื่ มโยงความรู้ต่างๆ ทางคณติ ศาสตร์และเชอ่ื มโยงคณติ ศาสตรก์ ับศาสตรอ์ ื่นๆ

3. มีความสามารถในการทำงานอย่างเป็นระบบ มีระเบียบวินั ย มีความรอบคอบ
มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความเชื่อมั่นในตนเอง พร้อมทั้งตระหนักในคุณค่าและ
มีเจตคติทีด่ ตี อ่ วชิ าคณิตศาสตร์

คุณภาพของผเู้ รียนเมื่อจบช่วงช้นั ที่ 1 ( ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1 – 3 ) ประกอบด้วย
1. มีความคิดรวบยอดและความรู้สึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับจำนวนนับและศูนย์และการดำเนินการของ
จำนวน สามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนนับพร้อมทั้ง ตระหนักถึง
ความสมเหตสุ มผลของคำตอบที่ไดแ้ ละสามารถสรา้ งโจทย์ได้

2

2. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความยาว ระยะทาง น้ำหนัก ปริมาตรและความจุ สามารถวัด
ปริมาณดังกล่าวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และนำความรู้เกี่ยวกับการวัดไปใช้แก้ปัญหาใน สถานการณ์
ตา่ ง ๆ ได้

3. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติพื้นฐานของรูปเรขาคณิตหนึ่งมิติ สองมิติ และสามมิติมีความ
เข้าใจเกย่ี วกบั แบบรูปและอธบิ ายความสมั พันธ์ได้

4. รวบรวมข้อมลู จดั ระบบขอ้ มูลและอภิปรายประเด็นต่าง ๆ จากแผนภมู ิรปู ภาพและแผนภูมิแท่งได้
5. มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็น ได้แก่ ความสามารถในการแก้ปัญหา การให้
เหตุผล การสื่อสาร สื่อความหมายและการนำเสนอทางคณิตศาสตร์ การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และ
การเชือ่ มโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณติ ศาสตร์

สาระและมาตรฐานการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์
สาระการเรียนรู้ทีก่ ำหนดไว้น้ีเปน็ สาระหลักที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคน ประกอบด้วยเนื้อหาวชิ า
คณิตศาสตร์และทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ ในการจัดการเรยี นรู้ ผูส้ อนควรบรู ณาการสาระต่างๆ
เข้าดว้ ยกันเท่าที่จะเป็นไปได้
สาระท่เี ป็นองคค์ วามรขู้ องกล่มุ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประกอบด้วย
สาระที่ ๑ จำนวนและพชี คณิต
มาตรฐาน ค ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของจำนวน
ผลทเ่ี กดิ ขึ้นจากการดำเนนิ การ สมบตั ิของการดำเนินการ และนำไปใช้
มาตรฐาน ค ๑.๒ เข้าใจและวิเคราะหแ์ บบรูป ความสมั พนั ธ์ ฟงั ก์ชนั ลำดบั และอนุกรมและนำไปใช้

สาระท่ี ๒ การวดั และเรขาคณิต
มาตรฐาน ค ๒.๑ เข้าใจพ้ืนฐานเก่ยี วกบั การวดั วดั และคาดคะเนขนาดของสงิ่ ท่ีต้องการวัดและนำไปใช้
มาตรฐาน ค ๒.๒ เข้าใจและวิเคราะห์รปู เรขาคณิต สมบตั ขิ องรปู เรขาคณติ ความสัมพนั ธ์ระหว่างรปู เรขาคณติ
และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้

สาระที่ ๓ สถิตแิ ละความน่าจะเปน็
มาตรฐาน ค ๓.๑ เขา้ ใจกระบวนการทางสถติ ิ และใช้ความรทู้ างสถิตใิ นการแก้ปัญหา

สำหรับผู้เรียนที่มีความสนใจหรือมีความสามารถสูงทางคณิตศาสตร์ สถานศึกษาอาจจัดให้ผู้เรียน
เรียนร้สู าระทเ่ี ป็นเน้ือหาวิชาให้กวา้ งขึ้น เข้มข้นขึน้ หรอื ฝึกทักษะกระบวนการมากขึ้นโดยพิจารณาจากสาระ
หลักที่กำหนดไว้นี้ หรือสถานศึกษาอาจจัดสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์อื่น ๆ เพิ่มเติมก็ได้ เช่น แคลคูลัส
เบอื้ งต้น หรือทฤษฎีกราฟเบือ้ งตน้ โดยพิจารณาให้เหมาะสมกบั ความสามารถและความต้องการของผู้เรยี น

การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
ส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยมีครูเป็นผู้
อำนวยความสะดวก สร้างแรงบันดาลใจ ให้คำปรึกษา ดูแล แนะนำ จัดวิธีการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เรยี นรู้อยา่ งมคี วามหมาย สร้างองคค์ วามรู้ได้ มีความเข้าใจในตนเอง ใช้สติปญั ญา
คิด วเิ คราะห์ สรา้ งสรรคผ์ ลงาน มีสมรรถนะสำคญั มที ักษะวชิ าการ ทักษะชวี ิต บรรลเุ ปา้ หมายการเรยี นรู้
ตามระดบั ชว่ งวัย (สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน. 2562 : 4)

3

ลกั ษณะของการจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning มดี งั นี้
1. เป็นการพฒั นาศักยภาพการคดิ การแกป้ ัญหา และการนำความรู้ไปประยกุ ต์ใช้
2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันใน
รปู แบบของความร่วมมอื
3. เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นมสี ่วนรว่ มในกระบวนการเรยี นรูส้ งู สุด
4. เป็นกจิ กรรมท่ีให้ผู้เรียนบูรณาการขอ้ มลู ขา่ วสาร สารสนเทศ สทู่ กั ษะการคิดวเิ คราะห์
5. ผเู้ รียนได้เรียนรคู้ วามมีวนิ ัยในการทำงานรว่ มกับผ้อู ่ืน
6. ความร้เู กิดจากประสบการณ์ และการสรุปของผู้เรียน
7. ผ้สู อนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจดั การเรียนรู้ เพือ่ ใหผ้ ู้เรยี นเป็นผปู้ ฏิบตั ิด้วยตนเอง
(สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน. 2562 : 5)

ตัวอย่างเทคนคิ การจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning
การจดั การเรียนรู้แบบ Active Learning สามารถสรา้ งให้เกิดขึ้นไดท้ ้งั ในห้องเรยี นและนอกห้องเรียน
รวมท้ังสามารถใช้ได้กับนักเรยี นทุกระดับ ทง้ั การเรียนร้เู ป็นรายบคุ คล การเรยี นร้แู บบกลุ่มเล็ก และการเรียนรู้
แบบกลุ่มใหญ่ ตัวอย่างรูปแบบหรอื เทคนิค การจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ จี่ ะช่วยให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรู้
แบบ Active Learning ได้ดี ได้แก่
1. การเรยี นรแู้ บบแลกเปลย่ี นความคดิ (Think-Pair-Share) คอื การจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ี
ให้ผเู้ รยี นคดิ เก่ยี วกบั ประเด็นทกี่ ำหนดแตล่ ะคน ประมาณ 2-3 นาที (Think) จากน้ันให้แลกเปล่ียนความคิดกับ
เพอ่ื นอกี คน 3-5 นาที (Pair) และนำเสนอความคดิ เหน็ ตอ่ ผู้เรยี นทั้งหมด (Share)
2. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative learning group) คือการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ที่
ให้ผู้เรียนไดท้ ำงานรว่ มกับผู้อ่ืน โดยจัดเปน็ กลุ่มๆ ละ 3-6 คน
3. การเรียนรแู้ บบทบทวนโดยผู้เรยี น (Student-led review sessions) คอื การจัดกจิ กรรม
การเรยี นรู้ทเ่ี ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนได้ทบทวนความร้แู ละพจิ ารณาขอ้ สงสยั ต่าง ๆ ในการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการ
เรยี นรู้ โดยครจู ะคอยช่วยเหลือกรณีทม่ี ปี ัญหา
4. การเรยี นรแู้ บบใช้เกม (Games) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ี่ผสู้ อนนำเกมเขา้ บูรณาการ
ในการเรียนการสอน ซึ่งใชไ้ ด้ทั้งในขั้นการนำเข้าสู่บทเรยี น การสอน การมอบหมายงาน และหรอื ข้ันการ
ประเมินผล
5. การเรยี นรูแ้ บบวเิ คราะห์วดี โี อ (Analysis or reactions to videos) คือการจดั กิจกรรม
การเรียนรทู้ ใ่ี หผ้ ู้เรยี นได้ดวู ดี โี อ 5-20 นาที แลว้ ใหผ้ ู้เรียนแสดงความคิดเหน็ หรือสะท้อนความคิดเกี่ยวกับส่งิ ท่ี
ได้ดู อาจโดยวิธกี ารพดู โต้ตอบกัน การเขียน หรือ การร่วมกันสรุปเปน็ รายกลมุ่
6. การเรยี นรู้แบบโตว้ าที (Student debates) คือการจัดกจิ กรรมการเรยี นร้ทู ีจ่ ดั ให้ผ้เู รยี นได้
นำเสนอข้อมลู ที่ได้จากประสบการณ์และการเรยี นรู้ เพือ่ ยืนยันแนวคิดของตนเองหรือกลมุ่

7. การเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างแบบทดสอบ (Student generated exam questions) คอื
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีให้ผเู้ รยี นสร้างแบบทดสอบจากสง่ิ ที่ได้เรยี นรู้มาแลว้

8. การเรยี นรู้แบบกระบวนการวิจยั (Mini-research proposals or project) คือการจดั

4

กจิ กรรมการเรียนรทู้ ี่องิ กระบวนการวจิ ัย โดยใหผ้ ู้เรียนกำหนดหัวขอ้ ทตี่ ้องการเรียนรู้ วางแผนการเรยี น เรยี นรู้
ตามแผน สรปุ ความรหู้ รือสร้างผลงาน และสะท้อนความคิดในสง่ิ ทไ่ี ดเ้ รียนรู้ หรืออาจเรยี กว่าการสอนแบบ
โครงงาน(project-based learning) หรือ การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning)

9. การเรยี นร้แู บบกรณศี ึกษา (Analyze case studies) คือการจดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ีให้
ผเู้ รียนได้อ่านกรณตี ัวอย่างท่ีต้องการศึกษา จากนั้นใหผ้ เู้ รยี นวเิ คราะห์และแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ หรอื
แนวทางแก้ปัญหาภายในกลุ่ม แล้วนำเสนอความคดิ เห็นต่อผู้เรียนทัง้ หมด

10. การเรยี นร้แู บบการเขยี นบนั ทกึ (Keeping journals or logs) คือการจดั กจิ กรรม
การเรียนรทู้ ผ่ี เู้ รยี นจดบันทึกเรอ่ื งราวต่างๆ ที่ได้พบเหน็ หรือเหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้นึ ในแตล่ ะวนั รวมทัง้ เสนอ
ความคดิ เพ่ิมเติมเก่ียวกบั บันทึกทเ่ี ขยี น

11. การเรียนรแู้ บบการเขียนจดหมายขา่ ว (Write and produce a newsletter) คือการจัด
กิจกรรมการเรยี นรูท้ ่ีใหผ้ ู้เรียนรว่ มกันผลิตจดหมายข่าว อนั ประกอบด้วย บทความ ขอ้ มูลสารสนเทศ ข่าวสาร
และเหตกุ ารณ์ที่เกิดขน้ึ แลว้ แจกจ่ายไปยังบุคคลอ่ืนๆ

12. การเรยี นรแู้ บบแผนผังความคดิ (Concept mapping) คือการจดั กจิ กรรมการเรียนรูท้ ีใ่ ห้
ผูเ้ รียนออกแบบแผนผงั ความคิด เพื่อนำเสนอความคดิ รวบยอด และความเชอื่ มโยงกันของกรอบความคดิ โดย
การใช้เสน้ เป็นตัวเชื่อมโยง อาจจดั ทำเป็นรายบคุ คลหรืองานกลุ่ม แลว้ นำเสนอผลงานต่อผเู้ รยี นอืน่ ๆ จากนั้น
เปดิ โอกาสให้ผู้เรียนคนอ่นื ได้ซักถามและแสดงความคิดเห็นเพมิ่ เติม
(สถาพร พฤฑฒิกลุ , 2558)

บทบาทของครใู นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูต้ ามแนวทางของ Active Learning ดงั นี้
1. จัดใหผ้ ูเ้ รยี นเป็นศูนยก์ ลางของการเรยี นการสอน นำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ จรงิ ของผเู้ รยี น
2. สรา้ งบรรยากาศของการมีสว่ นร่วม และการเจรจาโต้ตอบทีส่ ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนมีปฏิสมั พนั ธท์ ่ดี ี
กบั ผูส้ อนและเพ่อื นในชัน้ เรียน
3. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในทกุ กิจกรรม รวมทง้ั กระตุน้ ให้
ผเู้ รียนความสำเรจ็ ในการเรียนรู้
4. จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนแบบรว่ มมือ สง่ เสรมิ ให้เกิดการร่วมมือในกลุม่ ผ้เู รยี น
5. จดั กิจกรรมการเรียนการสอนใหท้ า้ ทาย และให้โอกาสผเู้ รียนได้รับวธิ ีการสอนที่หลากหลาย
6. วางแผนเกี่ยวกบั เวลาในการจดั การเรียนการสอนอย่างชดั เจน ทงั้ ในส่วนของเนอื้ หาและ
กจิ กรรม
7. ครผู ู้สอนตอ้ งใจกวา้ ง ยอมรบั ความสามารถในการแสดงออก และความคดิ ของผเู้ รยี น
(ณัชนัน แกว้ ชัยเจริญกจิ , 2550)

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เป็นกิจกรรมทเ่ี สรมิ สรา้ งความรู้ เจตคติ และทักษะให้นักเรียนสามารถนำไป
ปฏบิ ตั แิ ละจัดการกับปญั หาต่าง ๆ ในการดำเนนิ ชีวิตในสังคม เปน็ กระบวนการท่ีเนน้ การฝกึ ทกั ษะและการ
สรา้ งเจตคติจากประสบการณ์ของผู้เรยี น เป็นการเรียนรูท้ ี่เป็นปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ใหเ้ กิดการพัฒนาหรอื การ
เปล่ยี นแปลงทีน่ ำไปสู่การเรยี นร้ใู หม่ ๆ อยา่ งต่อเนื่องและเป็นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่เี น้นการสร้างความรู้
มากกว่าการถา่ ยทอดความรู้ โดยมีความเช่ือพ้ืนฐานวา่ ผเู้ รยี นทุกคนมีประสบการณ์เดิม และสามารถสร้าง
ความร้ใู หม่ข้ึนจากประสบการณ์เดิมนัน้ ไดด้ ว้ ยการสื่อสารระหว่างผเู้ รยี นกบั ผ้สู อน หรอื ระหว่างผู้เรยี นกบั
ผู้เรียนด้วยกันเอง การส่ือสารทเ่ี กิดขึ้นเป็นการขยายเครือข่ายความรู้ทงั้ ในทางกวา้ งและทางลึก ซง่ึ ชดุ กิจกรรม

5

จะช่วยเพมิ่ ประสิทธภิ าพในการสอนของครูและจะชว่ ยส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรียนเกิดการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมการ
เรียนรดู้ ้วยตนเองตามจดุ ประสงค์ทต่ี ั้งไวอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ เร้าความสนใจของผ้เู รยี นใหเ้ กิดการเรยี นรู้ โดย
ยึดผเู้ รียนเป็นศูนยก์ ลาง ผู้เรยี นรูจ้ ดุ มงุ่ หมายชดั เจน และมีสว่ นร่วมในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมต่างๆ ตาม
ความสามารถของแตล่ ะบุคคล เปิดโอกาสใหผ้ ้เู รยี นได้แสดงความคิดเห็นมีอสิ ระในการเรียนได้แสดงความ
คดิ เหน็ มอี สิ ระในการเรียน สามารถเรียนดว้ ยตนเองตามความสามารถและความสนใจของตนเอง จงึ ทำให้
ผู้เรยี นสนใจทีจ่ ะเรียนรู้มากย่ิงขน้ึ นอกจากนี้ ยังทำใหท้ ราบผลการปฏิบตั ิกิจกรรมนั้นๆ อยา่ งรวดเร็ว ทำให้ไม่
เกดิ ความเบ่ือหน่ายในการเรยี น หรอื เกดิ ความท้อถอยใน การเรยี นเพราะผูเ้ รยี นมีสทิ ธทิ ่ีจะกลบั ไปศกึ ษาเร่อื งท่ี
ตนเองไม่เขา้ ใจใหม่ได้ อีกท้งั ยงั เป็น การช่วยฝกึ การทำงานร่วมกนั กบั ผู้อนื่ เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นอยใู่ นสงั คมได้อยา่ งมี
ความสุข

จากประสบการณ์ของผู้รายงาน ในการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับช่วงชั้นที่ 1
โดยเฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าสภาพการเรียนโดยภาพรวมปรากฏว่า นักเรียนส่วนมากมี
ความสามารถ ความสนใจในการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลาย มีทั้งกลุ่มที่เรียนดี ปานกลาง กลุ่มที่บกพร่อง
ทางการเรยี นรู้ และเดก็ พเิ ศษ จงึ ทำใหเ้ กิดปัญหาในการเรียนรู้ โดยเฉพาะ วชิ าคณิตศาสตร์ ซ่ึงเป็นกลมุ่ ทักษะ
ท่ีจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ปรากฏว่านักเรียนร้อยละ 50 มีผลการเรียนต่ำ แม้ว่าผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนในระดับต่าง ๆ นักเรียนจะสามารถทำคะแนนได้โดยเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีก็ตาม แต่
พบว่าเนื้อหา เรื่อง การหาร นักเรียนทำคะแนนได้น้อยจึงเป็นตัวฉุดคะแนนในภาพรวม เมื่อวิเคราะห์ถึง
สาเหตุของปัญหาจึงพบว่าเกิดจากนักเรียนขาดทักษะในการคิดการคำนวณ มีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์จึงทำให้ไม่สนใจ เกิดความเบื่อหน่ายในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ จึงส่งผลต่อการเรียนรู้ของ
นกั เรยี นดังกล่าวข้างต้น

ดังนั้น ผู้รายงานจึงออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรอ่ื ง การหาร ร่วมกบั เทคนิคการแข่งขันเปน็ ทีมมาประกอบการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณติ ศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 เพือ่ แกป้ ญั หาและส่งเสรมิ ใหน้ กั เรียนได้เรียนรู้อยา่ งมีประสิทธิภาพและเกิด
ประสทิ ธผิ ล ท้งั ด้านผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เจตคติ ท่ีดตี ่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ตลอดจนเป็นแนวทางใน
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้คณติ ศาสตรใ์ ห้มีประสิทธภิ าพยง่ิ ขึ้น

วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรือ่ ง การหาร โดยใช้การจัดการเรียนรแู้ บบ Active Learning

ดว้ ยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง การหาร รว่ มกับเทคนิคการแข่งขนั เป็นทีม สำหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษา
ปที ี่ 3

ความสำคญั ของการศึกษา
ผลของการศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้ชุดกิจกรรมการ

เรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีมมาประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 อันจะเป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนได้นำไปใช้พัฒนากระบวนการเรียนการ
สอนคณิตศาสตร์ใหม้ ีประสทิ ธิภาพมากขึ้น

6

ขอบเขตของการศึกษา
1. ขอบเขตดา้ นประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3/1 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ

สังกดั สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาชัยภมู ิ เขต 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวนท้ังสนิ้ 10 คน
2. ขอบเขตด้านเนอื้ หา
เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ การหาร สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรสถานศึกษา

ของโรงเรียนศรีแก้งคร้อ พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศึกราช 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ของ
กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีมมาประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
สำหรับนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนศรแี กง้ คร้อ สำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ
เขต 2 มีจำนวน 8 ชุด ดงั น้ี

ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ที่ 1 เรอ่ื ง การหารซ่ึงตวั ตั้งเป็นจำนวนที่มีสองหลกั และ
ตวั หารเป็นจำนวนทมี่ ีหนง่ึ หลัก (หารลงตวั )

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ที่ 2 เรื่อง การหารซง่ึ ตวั ต้งั เปน็ จำนวนท่ีมสี องหลกั และ
ตวั หารเปน็ จำนวนทม่ี ีหนึ่งหลัก (หารไมล่ งตวั )

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง การหารซึง่ ตัวต้งั เปน็ จำนวนที่มสี ามหลกั และ
ตัวหารเป็นจำนวนท่ีมหี น่ึงหลกั (หารลงตัว)

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ี 4 เรื่อง การหารซง่ึ ตัวต้งั เปน็ จำนวนที่มสี ามหลกั และ
ตวั หารเปน็ จำนวนที่มหี นง่ึ หลัก (หารไมล่ งตัว)

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ท่ี 5 เรื่อง การหารซง่ึ ตัวตัง้ เปน็ จำนวนที่มีสีห่ ลักและ
ตัวหารเปน็ จำนวนที่มีหนง่ึ หลกั (หารลงตวั )

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ี 6 เรอ่ื ง การหารซึ่งตวั ตั้งเปน็ จำนวนท่ีมีส่หี ลกั และ
ตวั หารเปน็ จำนวนท่มี หี นง่ึ หลัก (หารไม่ลงตวั )

ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ที่ 7 เรือ่ ง โจทย์ปัญหาการหาร
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ที่ 8 เร่ือง การสร้างโจทย์การหารและโจทย์ปญั หาการหาร

จากสถานการณ์

3. ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการศกึ ษาค้นคว้า
ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการศกึ ษา ดำเนินการทดลองในภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564

4. ตวั แปรท่ศี กึ ษา
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนรูแ้ บบ Active Learning โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง
การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีมมาประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 3
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี น

7

สมมตฐิ านของการศกึ ษา

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีมมาประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 มผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรยี น สงู กวา่ กอ่ นเรยี น

กรอบแนวคิดของการศึกษา

ผู้ศึกษาได้วางกรอบแนวคิดในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active
Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีมมาประกอบการจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 3 ประกอบการสอน ดังนี้

การจดั การเรียนรู้ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เร่ือง การหาร
แบบ Active Learning โดยการจัดการเรยี นรแู้ บบ Active Learning
โดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง การหาร ร่วมกับเทคนิค
เร่ือง การหาร รว่ มกับเทคนิค
การแข่งขนั เปน็ ทีม
การแขง่ ขนั เป็นทีม

แผนภาพประกอบท่ี 1 กรอบแนวคิดการศึกษา

ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รับ
1. นักเรียนมีทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรเ์ รอื่ ง การหาร
2. เปน็ แนวทางสำหรบั ครผู สู้ อนคณิตศาสตร์ในการเลือกกิจกรรมการเรียนการสอน
3. เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนเรื่อง การหาร ในสาระการเรียนรู้

คณิตศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้

ผู้เรียนมสี ว่ นรว่ มในชั้นเรยี น สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยมีครู
เป็นผู้อำนวยความสะดวก สร้างแรงบนั ดาลใจ ให้คำปรึกษา ดแู ล แนะนำ จัดวธิ ีการเรียนรู้และแหลง่ เรียนรู้
ท่ีหลากหลาย ใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รียนร้อู ย่างมคี วามหมาย สร้างองคค์ วามรไู้ ด้ มคี วามเข้าใจในตนเอง ใชส้ ตปิ ญั ญา
คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงาน มีสมรรถนะสำคญั มที ักษะวชิ าการ ทักษะชีวิต บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้
ตามระดบั ชว่ งวยั

8

2. การสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีม
หมายถึงการนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีม มาใช้เป็นกิจกรรม
ประกอบการเรียนการสอนในเนอื้ หาวชิ าคณติ ศาสตร์ ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3

3. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การหาร
โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการ
แข่งขันเป็นทีม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งประกอบไปด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้
สาระการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ส่ือและแหลง่ การเรยี นรู้ การวดั ผลประเมินผล

4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถของนักเรียนที่แสดงพฤติกรรมตามตัวชี้วัด
ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 หลังจากสิ้นสุดการเรียน
โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการ
แข่งขันเป็นทีม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งสามารถวัดได้จากคะแนนของ
นักเรียนในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3 จำนวน 30 ขอ้

5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรอื่ ง การ
หาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ เพื่อใช้ทดสอบ
นักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง การหาร รว่ มกับเทคนิคการแข่งขันเปน็ ทมี กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3

วธิ ดี ำเนินการวิจัย
1. ประชากร
ประชากรเป็นนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3/1 โรงเรยี นศรีแกง้ ครอ้

สงั กัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
2. เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย
2.1 แบบประเมนิ ผลการเรยี นร้เู รอ่ื ง การหาร
2.2 ชดุ กิจกรรมการเรียนรูเ้ ร่ืองการหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีม สำหรับนักเรียน

ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 3

3. ข้ันตอนการสร้างเครอ่ื งมือ
3.1 ศึกษาเอกสารหลักสตู รสถานศกึ ษา แนวคิดทฤษฏกี ารเรยี นการสอน
3.2 ศกึ ษาปัญหาของนักเรยี น วเิ คราะห์ขอ้ มูลทพ่ี บในการจัดการเรยี นการสอน
3.3 ศึกษาเทคนิควธิ กี ารจดั การเรียนรแู้ บบ Active Learning
3.4 ศึกษาเทคนคิ การสร้างชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เพือ่ ใหเ้ หมาะสมกบั เน้ือหาและผู้เรยี น
3.5 สร้างแบบประเมินผลกอ่ นเรียน - หลังเรียน
3.6 ประเมินผลเรื่อง การหาร ก่อนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การหาร สำหรับนักเรียน

ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3
3.7 ดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง

การหาร รว่ มกับเทคนคิ การแข่งขนั เป็นทมี สำหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3
3.8 ประเมินผลเรือ่ ง การหาร หลังการจัดการเรยี นรแู้ บบ Active Learning ดว้ ยชุดกิจกรรม

การเรยี นรู้ เร่อื ง การหาร ร่วมกับเทคนคิ การแขง่ ขันเป็นทมี สำหรบั นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3

9

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์จริงในชั้นเรียน โดยใช้แบบประเมินผลเรื่อง การหาร

กอ่ นใช้และหลังการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง การหาร ร่วมกับ
เทคนิคการแข่งขันเป็นทีม สำหรบั นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 และสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนระหว่างจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอน

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ข้อมลู ทีร่ วบรวมได้จากแบบทดสอบเรอ่ื ง การหาร กอ่ นเรียนและหลังเรยี น นำมาวิเคราะห์

หาคา่ เฉลี่ย (  ) และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วเปรียบเทยี บคะแนนความกา้ วหนา้ ของนกั เรยี น
แตล่ ะคน

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
ขอ้ มูลทั่วไปของกลุ่มทีศ่ ึกษา คือ นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3/1 โรงเรยี นศรีแกง้ คร้อ ทั้งหมด

รวม 10 คน มีการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน แล้วจึงดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดย
การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการ
แข่งขันเป็นทีม สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 หลังจากนัน้ จงึ ทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรยี น
แล้วจึงนำผลมาเกบ็ รวบรวม ข้อมลู กอ่ นเรียนและหลังเรยี นที่รวบรวมไดจ้ ากเคร่ืองมือท่ผี ู้วจิ ัยสรา้ งข้นึ มาจำแนก
ผลการเรียนรู้ ดงั นี้

สรุปได้ว่านักเรียนทั้ง 10 คน มีความก้าวหน้าในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุด
กจิ กรรมการเรียนรู้ เร่ือง การหาร ร่วมกบั เทคนิคการแข่งขนั เป็นทีม สำหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 3

ค่าเฉล่ียและคา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานของนักเรียนในการใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรูเ้ รือ่ ง การหาร

สำหรับนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3

การฝึก จำนวน ผลรวม คา่ เฉลยี่

นกั เรียน X X รอ้ ยละ คา่ S.D

กอ่ นเรียน 10 คน 127 12.70 26.46 1.70

หลังเรียน 10 คน 262 26.20 54.58 1.75

จากตารางสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง

การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนมีค่าเฉล่ีย

เท่ากับ 12.70 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.20 จะเห็นได้ว่าคะแนนของค่าเฉลี่ยหลังเรียนมีค่ามากกว่า

คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 1.70 ส่วนค่าเบี่ยงเบน

มาตรฐานหลงั เรียนมคี า่ เทา่ กบั 1.75 แสดงวา่ ข้อมูลมคี า่ คะแนนใกล้เคียงกนั

สรปุ ผลการวจิ ยั
การวิจัยครั้งน้มี วี ตั ถุประสงค์เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง การหาร โดยการจัดการเรียนรู้

แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีม

10

สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อแกป้ ญั หาเร่ือง การหาร สำหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3/1
โรงเรยี นศรีแกง้ ครอ้ พบว่า นกั เรยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่ือง การหาร ดขี ้นึ

อภิปรายผล
ผลการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการ

เรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทมี
สำหรบั นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 มคี ณุ ภาพและประสิทธิภาพอยา่ งดียิ่ง ด้วยเหตุผลดังตอ่ ไปนี้

1. ชดุ กิจกรรมการเรียนร้เู รอ่ื งการหาร ร่วมกับเทคนคิ การแข่งขนั เป็นทีม สำหรับนกั เรยี นช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นสอ่ื ที่มคี ุณภาพและประสทิ ธิภาพตามผลของการวิเคราะห์ข้อมูลดังกลา่ ว

2. ชุดกิจกรรมการเรียนรูเ้ ร่ืองการหาร ร่วมกบั เทคนิคการแขง่ ขันเปน็ ทมี สำหรบั นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 ชุดนี้สร้างขึน้ อยา่ งถูกวิธี ได้ผ่านขั้นตอนการสร้างและพัฒนาอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่
เอกสารหลักสูตรและเอกสารที่เกี่ยวข้องในการใช้หลักสูตร และยังได้รับการแนะนำ ข้อเสนอแนะจาก
ผู้เชย่ี วชาญและมปี ระสบการณ์ดา้ นเนอื้ หาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความเหมาะสมของเนือ้ หา

3. การจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง การหาร ร่วมกบั
เทคนคิ การแขง่ ขันเป็นทมี สำหรับนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 3 นักเรยี นเกิดความสนกุ สนานในการเรยี นรู้

4. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การหาร ร่วมกับ
เทคนคิ การแข่งขันเป็นทีม สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไดเ้ รียงลำดับความยากง่ายสอดคล้องตาม
ธรรมชาติการเรียนรู้ ทำให้เรียนรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ จึงสรุปไดว้ า่ ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้เรื่องการหาร ร่วมกับเทคนิคการแข่งขันเป็นทีม สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 มี
ประสิทธิภาพอย่างยิง่ สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ส่งผลใหผ้ ้เู รียนมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
สงู ขนึ้

ภาคผนวก

แบบบนั ทึกคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียน – หลงั เรียน
เร่ือง การหาร

นักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ

เลขท่ี ชื่อ - สกุล ก่อนเรียน หลงั เรียน
30 คะแนน 30 คะแนน
1 เดก็ ชายสุกฤษฎ์ิ ชาวสวน
2 เด็กชายทองสาน ผกู พนั 12 24
3 เด็กหญิงฌญาพทั ร์ การถวลิ 11 25
4 เด็กหญิงชิตาภา ศรีพ้วั 15 26
5 เดก็ หญิงรัญญารินทร์ สาราญ 12 26
6 เด็กชายวทญั ญู อุตอามาตย์ 14 28
7 เด็กหญิงจนั ธิชา ศรีดาจนั ทร์ 15 24
8 เดก็ หญิงชวนพศิ ลอยครบุรี 10 25
9 เด็กหญิงวนั วษิ า สูงบุญมา 12 29
10 เดก็ หญิงศิริญญา พงษไ์ ทย 14 27
12 28

เฉลยี่ 12.70 26.20
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 1.70 1.75
26.46 54.58
ร้อยละ

แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปี ที่ 3

เรื่อง การหาร

…………………………………………………………………………………………………

คาชี้แจง วงกลมล้อมรอบคาตอบทถี่ ูกต้องทส่ี ุด

1. ขอ้ ใดหมายถึงการหาร

ก. การบวกดว้ ยจานวนเดียวกนั 5. ขอ้ ใดคอื หลกั การหารจานวนท่ีมีสามหลกั ดว้ ย

ข. การลบดว้ ยจานวนหลายจานวน จานวนท่ีมีหลกั เดียว

ค. การนบั เพิ่มคร้ังละเทา่ ๆกนั ก. เร่ิมหารจากหลกั ร้อยไปหลกั สิบ

ง. การนบั ลดคร้ังละเท่าๆกนั ข เร่ิมหารจากหลกั สิบไปหลกั ร้อย

2. 98 ÷ 7 คาตอบคอื ขอ้ ใด ค. เริ่มหารจากหลกั ร้อยไปหลกั สิบและ
ก. 14 หลกั หน่วยตามลาดบั
ข. 15
ค. 16 ง. เร่ิมหารจากหลกั หน่วยไปหลกั สิบและ
หลกั ร้อยตามลาดบั

ง. 17 6. ขอ้ ใดเป็นการตรวจคาตอบการหารที่ถกู ตอ้ ง

3. 93 ÷ 3 =  ก. (ผลหาร  ตวั หาร) – เศษ = ตวั ต้งั
ก. 33 ข. (ผลหาร  ตวั หาร) + เศษ = ตวั ต้งั
ข. 13 ค. (ผลหาร + เศษ)  ตวั หาร = ตวั ต้งั
ค. 31 ง. (ผลหาร - เศษ)  ตวั หาร = ตวั ต้งั

ง. 11 7. 82 ÷ 2 = 

4. ขอ้ ใดเป็นจริง ก. 41
ก. 95 ÷ 5 = 118 ข. 42
ข. 172 ÷ 4 = 43 เศษ 2 ค. 14
ค. 4036 ÷ 9 = 448 เศษ 8 ง. 24

ง. 320 ÷ 5 = 64 8. 86 ÷ 4 = 

ก. 23

ข. 21 เศษ 1

ค. 22 เศษ 1

ง. 21 เศษ 2

9. 59 ÷ 5 =  15. 105 ÷ 2 = 
ก. 11 เศษ 3 ก. 51 เศษ 1
ข. 11 เศษ 4 ข. 51 เศษ 2
ค. 11 เศษ 1 ค. 52
ง. 11 เศษ 2 ง. 52 เศษ 1

10. 28 ÷ 6 =  16. 716 ÷ 7 = 
ก. 4 เศษ 1 ก. 12 เศษ 1
ข. 1 เศษ 4 ข. 14 เศษ 2
ค. 4 เศษ 3 ค. 102 เศษ 1
ง. 4 เศษ 4 ง. 102 เศษ 2

11. 693 ÷ 3 =  17. 123 ÷ 4 = 
ก. 221 ก. 30 เศษ 3
ข. 231 ข. 30 เศษ 2
ค. 211 ค. 31 เศษ 2
ง. 213 ง. 31 เศษ 1

12. 864 ÷ 2 =  18. 8248 ÷ 2 = 
ก. 422 ก. 4124
ข. 412 ข. 4111
ค. 432 ค. 4142
ง. 442 ง. 4141

13. 155 ÷ 5 =  19. 5155 ÷ 5 = 
ก. 15 ก. 1351
ข. 31 ข. 1033
ค. 35 ค. 1031
ง. 13 ง. 1301

14. 824 ÷ 8 =  20. 6635 ÷ 3 = 
ก. 130 ก. 2211 เศษ 1
ข. 103 ข. 2211 เศษ 2
ค. 301 ค. 2112 เศษ 1
ง. 310 ง. 2112 เศษ 2

21. 6122 ÷ 6 =  24.
ก. 121 เศษ 1
ข. 101 เศษ 2 จากภาพเขียนเป็นโจทยป์ ัญหาการหารไดอ้ ยา่ งไร
ค. 102 เศษ 1 ก. เดก็ 4 คน ซ้ือลกู โป่ ง 14 ลูก
ง. 102 เศษ 2 จะตอ้ งจ่ายเงินก่ีบาท
ข. มีลกู โป่ ง 14 ลูก แบ่งใหเ้ ดก็ 4 คน
22. คนละเทา่ ๆกนั จะไดค้ นละกี่ลกู เหลือก่ีลกู
ค. เด็ก 4 คนมีลูกโป่ งคนละ 14 ลกู
จากภาพเขียนเป็นโจทยก์ ารหารไดอ้ ยา่ งไร รวมมีลกู โป่ งท้งั หมดกี่ลกู
ก. 20 ÷ 5 ง. ลูกโป่ งใบละ 14 บาท มีเดก็ มาซ้ือ 4 คน
ข. 5 ÷ 20 แมค่ า้ จะขายไดเ้ งินท้งั หมดก่ีบาท
ค. 205 ÷ 5
ง. 20 ÷ 5 25.

23. สุนขั ท้งั หมดราคา 936 บาท
ไขไ่ ก่ 6 ฟอง ราคา 36 บาท
จากภาพขอ้ ใดถกู ตอ้ ง
จากภาพเขียนเป็นโจทยป์ ัญหาการหารไดอ้ ยา่ งไร ก. 936 ÷ 2 = 468
ก. ซ้ือไขไ่ ก่ 6 ฟอง ฟองละ 36 บาท ข. 936 ÷ 3 = 321
จะตอ้ งจ่ายเงินกี่บาท ค. 936 ÷ 3 = 312
ข. แมค่ า้ ขายไขไ่ ก่ราคาฟองละ 6 บาท ขายได้ ง. 936 ÷ 6 = 124
36 ฟอง แมค่ า้ ขายไข่ไก่ไดเ้ งินก่ีบาท
ค. มีไข่ไก่ 6 ฟอง แม่ใหอ้ ีก 36 ฟอง 26. ขอ้ ใดเป็นโจทยป์ ัญหาการหาร
รวมมีไขไ่ ก่กี่ฟอง ก. มีเงิน 500 บาทแม่ให้อีก 500บาทรวมมี
ง. แมซ่ ้ือไข่ไก่ 6 ฟอง ราคา 36 บาท เงินกี่บาท
ไขไ่ ก่ราคาฟองละก่ีบาท ข. มีขนม 37 ชิ้น แบ่งใหเ้ พ่อื น 5 คน คนละ
เทา่ ๆกนั จะไดค้ นละก่ีชิ้นและเหลือก่ีชิ้น
ค. แกว้ มีดินสอ 5 กลอ่ ง กลอ่ งละ 12 แท่ง
แกว้ มีดินสอท้งั หมดก่ีแทง่
ง. สบหู่ ่อหนี่งมี 12 กอ้ น ถา้ ซ้ือ 8 ห่อ จะได้
สบู่ก่ีกอ้ น

27. ป้านิ่มซ้ือมะม่วง 5 กิโลกรัม จ่ายเงินให้
แม่คา้ 95 บาท มะม่วงราคากิโลกรัมละกี่บาท
ก. 19 บาท
ข. 29 บาท
ค. 21 บาท
ง. 25 บาท

28. ขายหนงั สือ 4 เล่มไดเ้ งิน 288 บาท หนงั สือ
ราคาเล่มละกี่บาท
ก. 144 บาท
ข. 54 บาท
ค. 64 บาท
ง. 72 บาท

29. นกั เรียนช้นั ป. 3 มี 55 คน แบง่ เป็นกลุ่ม
กลมุ่ ละ 5 คน จะไดก้ ี่กลุ่ม

ก. 5 กลุม่
ข. 10 กลุ่ม
ค. 11 กลุ่ม
ง. 12 กลุ่ม

30. มีโต๊ะ 308 ตวั จดั เป็นแถว แถวละ 6 ตวั จะ
ไดก้ ่ีแถวและเหลือโตะ๊ กี่ตวั
ก. 51 แถว เหลือ 2 ตวั
ข. 61 แถว เหลือ 1 ตวั
ค. 50 แถว เหลือ 3 ตวั
ง. 60 แถว เหลือ 2 ตวั

เฉลย

แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

21. ง 11. ข 1. ค
22. ก 12. ค 2. ก
23. ค 13. ข 3. ง
24. ง 14. ข 4. ข
25. ค 15. ง 5. ค
26. ข 16. ง 6. ข
27. ก 17. ก 7. ก
28. ง 18. ก 8. ง
29. ข 19. ค 9. ค
30. ง 20. ข 10. ก

ตวั อยา่ งแบบฝกึ ทกั ษะเลม่ 1

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
เรอ่ื ง “การหาร” รว่ มกบั เทคนคิ การแข่งขันเปน็ ทมี

กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 3

ชดุ ท่ี 1
การหารทต่ี วั ตงั้ เปน็ จำนวนทม่ี สี องหลกั
และตวั หารมหี นงึ่ หลกั (การหารลงตวั )

นางธัญญรตั น์ ตอ่ พล

ชุดที่ 1

การหารทีต่ วั ต้ังเป็ น
จานวนท่ีมีสองหลกั

โรงเรยี นศรีแกง้ ครอ้และตวั หารเป็ นจานวนทม่ี ี
สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษ1าหชลยั กั ภ(ูมหิารเขลตงตัว2)

สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

คาชี้แจง

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการหาร ร่วมกบั เทคนิคการแขง่ ขนั เป็นทีม
ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 ชุดที่ 1 “การหารซ่ึงตวั ต้งั เป็นจานวนที่มีสองหลกั และตวั หารเป็น
จานวนที่มีหน่ึงหลกั ” ผจู้ ดั ไดศ้ ึกษาและวิเคราะห์เน้ือหาจากหนงั สือเรียนสาระ
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ซ่ึงผจู้ ดั มีจุดประสงคใ์ ชส้ าหรับเป็นเคร่ืองมือ
ใหน้ กั เรียนไดเ้ รียนรู้เน้ือหาเร่ืองการหาร ดว้ ยกิจกรรมท่ีสนุกสนาน ในแตล่ ะชุดกิจกรรมมี
ส่วนประกอบคือ

1. คานา
2. สารบญั
3. คาช้ีแจงในการใชช้ ุดกิจกรรม
4. แบบทดสอบก่อนเรียน
5. กิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการหาร โดยใชเ้ ทคนิคการแข่งขนั เป็นทีม
6. แบบทดสอบหลงั เรียน
7. เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
8. เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน

คาชี้แจงสาหรับครู

1. การปฏิบตั ิกิจกรรมในแต่ละชุดกิจกรรม ใชเ้ วลา 2 ชว่ั โมง
2. ก่อนใชค้ วรศึกษาชุดกิจกรรมใหเ้ ขา้ ใจ
3. ศึกษาจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ การวดั ผล
และประเมินผล
4. ก่อนใชช้ ุดฝึกครูควรช้ีแจงบทบาทและหนา้ ท่ีของนกั เรียนและกาหนด
ขอ้ ตกลงร่วมกนั
5. ใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนจานวน 10 ขอ้ เพ่อื ประเมินความรู้
พ้นื ฐานของนกั เรียน
6. ขณะที่นกั เรียนปฏิบตั ิกิจกรรม ครูควรเป็นท่ีปรึกษาใหค้ าแนะนานกั เรียน
อยา่ งใกลช้ ิด
7. เม่ือนกั เรียนปฏิบตั ิกิจกรรมครบทกุ กิจกรรมแลว้ ใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบ
หลงั เรียน เพื่อทราบผลการพฒั นาการเรียนรู้ของนกั เรียน

คาชี้แจงสาหรับนกั เรียน

1. ทาแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อวดั ความรู้พ้นื ฐาน จานวน 10 ขอ้
2. นกั เรียนศึกษาทาความเขา้ ใจใบความรู้อยา่ งต้งั ใจ
3. นกั เรียนปฏิบตั ิกิจกรรมตามใบกิจกรรมที่กาหนดใหค้ รบทกุ กิจกรรม
4. นกั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียนจานวน 10 ขอ้
5. ตรวจคาตอบแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลงั เรียนจากเฉลย
6. สรุปผลคะแนนที่ได้ เพอื่ ทราบผลการพฒั นาการเรียนรู้

แบบทดสอบก่อนเรียน

ชุดกจิ กรรมที่ 1
เร่ือง การหารซึ่งตัวต้ังเป็ นจานวนทีม่ ีสองหลกั และตัวหารเป็ นจานวนทีม่ ีหน่ึงหลกั

(หารลงตวั )

คาชี้แจง 1. แบบทดสอบมีท้งั หมด 10 ขอ้ คะแนน 10 คะแนน
2. เวลาในการทา 15 นาที
3. ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบที่เห็นวา่ ถูกที่สุดเพียงคาตอบเดียว

-------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ขอ้ ใดหมายถึงการหาร

ก. การบวกดว้ ยจานวนเดียวกนั
ข. การลบดว้ ยจานวนหลายจานวน
ค. การนบั เพม่ิ คร้ังละเท่าๆกนั
ง. การนบั ลดคร้ังละเท่าๆกนั
2. ขอ้ ใดคือวธิ ีการหารจานวนท่ีมีสองหลกั ดว้ ยจานวนที่มีหน่ึงหลกั
ก. เริ่มหารจากหลกั ร้อยไปหลกั สิบ
ข เริ่มหารจากหลกั สิบไปหลกั หน่วย
ค. เริ่มหารจากหลกั ใดก่อนก็ได้
ง. เริ่มหารจากหลกั หน่วยไปหลกั ตามลาดบั
3. 24 ÷ 2 ข้นั ตอนที่ 1 คิดอยา่ งไร
ก. นา 2 หาร 4 ในหลกั หน่วย
ข. นา 2 หาร 2 ในหลกั ร้อย
ค. นา 2 หาร 2 ในหลกั สิบ
ง. นา 2 หาร 4 ในหลกั สิบ
4. 48 ÷ 4 ข้นั ตอนที่ 2 คิดอยา่ งไร
ก. นา 4 หาร 8 ในหลกั หน่วย
ข. นา 4 หาร 8 ในหลกั สิบ
ค. นา 4 หาร 4 ในหลกั สิบ
ง. นา 4 หาร 4 ในหลกั หน่วย

5. 93 ÷ 3 =  ข. 30
ก. 31 ง. 17
ค. 13

6. 82 ÷ 2 =  ข. 42
ก. 14 ง. 24
ค. 41

7. 12 ÷ 4 =  ข. 2
ก. 4 ง. 3
ค. 1

8. 45 ÷ 9 = 
ก. 5 ข. 6
ค. 8 ง. 9

9. 55 ÷ 5 = 
ก. 5 ข. 10
ค. 11 ง. 15

10. ขอ้ ใดเป็นการตรวจคาตอบการหารท่ีถกู ตอ้ ง

ก. ผลหาร  ตวั หาร = ตวั ต้งั
ข. ผลหาร + ตวั หาร = ตวั ต้งั
ค. ผลหาร + ตวั ต้งั = ตวั หาร
ง. ผลหาร  ตวั หาร = ตวั ต้งั

กจิ กรรมนาเข้าสู่บทเรียน
เพลง การหาร

ทานอง เพลงลอยกระทง

มาเรียนเร่ืองการหาร
แสนสาราญสบาย
ใจ
การหารน้นั เป็ น
อย่างไร
ตอบได้ทนั ใด มนั คือการลบ
ลบคร้ังละเท่าเท่ากนั (ซ้า)
ลบออกเท่ากนั หมดแล้ว
ขอเชิญน้องแก้ว มานับจานวนคร้ัง
จานวนคร้ังน้นั คือผลหาร (ซ้า)
แสนสาราญเข้าใจแล้วเอย (ซ้า)
(ซ้าท้งั เพลง)

ใบความรู้ที่ 1
เรื่องการหาร

การหาร คือ การนบั ลดคร้ังละเท่าๆกนั หรือการแบ่งส่ิงตา่ งๆออกเป็นกลมุ่
กลุ่มละเทา่ ๆกนั ผลของการหารอาจจะพอดีโดยไม่เหลือเศษเรียกวา่
หารลงตวั เช่น 20 ÷ 5 = 4
ถา้ หารแลว้ เหลือเศษคือมีเศษที่มากกวา่ 0 แตน่ อ้ ยกวา่ ตวั หาร
เรียกวา่ หารไมล่ งตวั เช่น 22 ÷ 5 = 4 เศษ 2

ตัวอย่าง

มีกลอง 12 ลูก แบง่ เป็นกล่มุ ๆละ 3 ลกู เทา่ ๆกนั จะได้ 4 กลมุ่

ประโยคสัญลกั ษณ์การหาร 12 ÷ 3 = 4 ตอบ 4 กลุ่ม

การหารลงตัว
การหารลงตัว หมายถึง การหารท่ีไม่มีเศษ หรือ มีเศษเป็น 0
ประโยคสัญลกั ษณ์การหาร 10 ÷ 5 = 2
เรียก 10 วา่ ตวั ต้งั
เรียก 5 วา่ ตวั หาร
เรียก 2 วา่ ผลหาร

วิธกี ารหารลงตวั ทาไดโ้ ดยการนา ตวั หาร ไปคูณกบั จานวนนบั ใดๆ
แลว้ ไดผ้ ลคูณ เทา่ กบั ตวั ต้งั เมื่อนาผลคูณไปลบกบั ตวั ต้งั จะไมเ่ หลือเศษ
หรือ เศษเป็นศูนย์

ใบความรู้ที่ 2
เร่ือง การหารซ่ึงตวั ต้งั เป็ นจานวนท่มี ีสองหลกั

และตวั หารเป็ นจานวนท่ีมีหน่ึงหลกั (หารลงตวั )

การหาผลหารจานวนท่ีตวั ต้งั มีสองหลกั และตวั หารมีหน่ึงหลกั ทาไดโ้ ดยใชก้ าร
ต้งั หารโดยวิธีการหารทีละหลกั (วธิ ีลดั )

การหารยาวเป็นวิธีการหาผลหารอีกแบบหน่ึง โดยการเขียนตวั หารไวด้ า้ นหนา้ ของ

เครื่องหมาย ......... ผลหารจะเขียนไวข้ า้ งบน และตวั ต้งั จะเขียนขา้ งในเครื่องหมายหาร
วิธีการหารจะตอ้ งหารทีละหลกั จากซา้ ยไปขวา
เช่น 18 ÷ 2 = 

เครื่องหมายหารยาว 9 ผลหาร
ตวั หาร 2 18 ตวั ต้งั

ตวั อยา่ ง 46 ÷ 2 = 
วิธีทา

2 23 2  2 สิบ ได้ 4 สิบ
46
2  3 หน่วย ได้ 6
40. หน่วย 2  20
2 3
6

6

0

ดงั น้นั 46 ÷ 2 = 23

ตรวจคาตอบ 23  2 = 46
ตอบ ๒๓

ตรวจคาตอบทกุ คร้ัง โดยใชค้ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการคูณกบั การหารดงั น้ี

(ผลหาร  ตวั หาร) = ตวั ต้งั

กจิ กรรมที่ 1
เกม “คดิ หา...ผลหาร”

จุดประสงค์ เพ่ือฝึกทกั ษะการหารจานวนโดยใชค้ วามสัมพนั ธร์ ะหว่าง

การหารกบั การคูณ

ผ้เู ล่น แบ่งนกั เรียนออกเป็น 3 – 4 กลมุ่ เท่าๆกนั

เวลาในการเล่น 15 นาที

อปุ กรณ์การเล่น โจทยค์ ดิ หาผลหาร

กติกาการแข่งขนั

1. แจกโจทยค์ ิดหาผลหารใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลมุ่ กลุม่ ละ 1 ชุด
2. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกนั คดิ และเขียนแสดงวิธีหาผลหารโดยใชค้ วามสมั พนั ธ์ของการคูณและการหาร

จานวน 10 ขอ้
3. กลมุ่ ที่เขยี นเรียบร้อยแลว้ ให้นาผลงานมาติดบนกระดานดว้ ยกระดาษกาว โดยเรียงลาดบั ตามความ

รวดเร็ว
4. ร่วมกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ ง ใหค้ ะแนนขอ้ ละ 1 คะแนน
5. กลุ่มท่ีไดค้ ะแนนมากที่สุดเป็นฝ่ ายชนะ

โจทย์การแข่งขนั
“คดิ หา...ผลหาร”
คาชี้แจง จงแสดงวธิ ีหาผลหารโดยใช้ความสัมพนั ธ์ระหว่างการหารกบั การคูณ
ตวั อย่าง 54 ÷ 6 = 

วธิ ีคดิ 8  6 = 54

ตอบ 8 ……………………………………………
1. 30 ÷ 6 =  ……………………………………………
วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………….

ตอบ …………………….

2. 54 ÷ 9 = 

วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………


ตอบ …………………….

3. 16 ÷ 8 = 

วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

4. 16 ÷ 4 =  ……………………………………………
วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

5. 40 ÷ 5 = 

วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

6. 14 ÷  = 2

วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

7.  ÷ 3 = 9 ……………………………………………
วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

8. 45 ÷  = 9 ……………………………………………
วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

9. 40 ÷  = 5 ……………………………………………
วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

10.  ÷ 6 = 6

วธิ ีคดิ ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
…..

ตอบ …………………….

จดุ ประสงค์ กจิ กรรมที่ 2
จานวนผ้เู ล่น เกม “แชมป์ ...ชิงแชมป์ ”
เวลาในการเล่น
อปุ กรณ์การเล่น ลหาร”

เพ่ือฝึกทกั ษะการหารจานวนโดยใชว้ ิธีการต้งั หารยาว (วธิ ีลดั )
แบ่งนกั เรียนออกเป็น 3 – 4 กลมุ่ เทา่ ๆกนั
15 นาที

1. บตั รโจทยก์ ารหารจานวน 10 บตั ร
2. กระดาษสาหรับแสดงวธิ ีการต้งั หารยาว กลมุ่ ละ 10 แผน่
3. สีเมจิก

24 2 =  บัตรโจทย์การหาร

96 3 = 

48 4 =  50 5 = 

24 8 =  33 3 = 

25 5 =  82 2 = 

40 4 =  60 5 = 

กตกิ า / วธิ ีเล่น

1. แบ่งผเู้ ล่นออกเป็น 3 – 4 กลมุ่ แจกสีเมจิกและกระดาษแสดงวิธีการ
ต้งั หารยาวใหก้ ล่มุ ละ 10 แผน่

2. ครูสุ่มหยบิ บตั รโจทยก์ ารหารติดบนกระดาน 1 บตั ร
3. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั เขียนแสดงวิธีการหารยาว (วิธีลดั ) ในกระดาษ
4. เมื่อเขียนเรียบร้อยแลว้ ให้นากระดาษแสดงวิธีการคิดมาติดบนกระดานดว้ ย
กระดาษกาว โดยติดเรียงตามลาดบั ความรวดเร็ว
5. นกั เรียนและครูร่วมกนั ตรวจคาตอบของแตล่ ะกลุม่ บนกระดาน
6. กลุม่ ที่ทาไดถ้ กู ตอ้ งและรวดเร็วท่ีสุดจะไดค้ ะแนนสะสม 1 คะแนน
7. ครูสุ่มหยบิ บตั รโจทยป์ ัญหาติดบนกระดานทีละขอ้ จนครบท้งั 10 บตั ร
8. แข่งขนั กนั ตามกติกาเดิม
9. กลุ่มที่ไดค้ ะแนนสะสมมากท่ีสุดเป็นฝ่ ายชนะ

ตัวอย่าง

24 2 = 

กลุ่ม............. กลุ่ม............. กลุม่ .............

กจิ กรรมที่ 3

การหารจานวนทต่ี วั ต้ังมีสองหลกั และตวั หารมีหนึ่งหลกั

คาชี้แจง จงหาคาตอบโดยใช้วธิ ีการหเาดรยี ยวา”ว (10 คะแนน)
ลหาร”

ตัวอย่าง 46 ÷ 2 = 

2 23
46

4

6

6

0

ตอบ 23

1. 26 ÷ 2 =  2. 44 ÷ 4 = 

……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...

ตอบ …………………… ตอบ ……………………

ตอบ ……………………

3. 93 ÷ 3 =  4. 36 ÷ 3 = 

……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...

ตอบ …………………… ตอบ ……………………

5. 25 ÷ 5 =  6. 12 ÷ 6 = 

……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...

ตอบ …………………… ตอบ ……………………

7. 21 ÷ 7 =  8. 84 ÷ 4 = 

……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...

ตอบ …………………… ตอบ ……………………

9. 40 ÷ 8 =  10. 82 ÷ 2 = 

……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...
……………………………………………………... ……………………………………………………...

ตอบ …………………… ตอบ ……………………

กจิ กรรมท่ี 4
“สร้างประโยคสัญลกั ษณ์การหาร”
คาชี้แจง ให้นักเรียนสร้างประโยคสัญลกั ษลหณา์กรา”รหารที่ตวั ต้งั มสี องหลกั และตัวหาร

มหี นงึ่ หลกั (หารลงตวั ) แสดงวิธีทาและหาคาตอบให้ถูกต้อง (10 คะแนน)

ตวั อย่าง 46 ÷ 2 = 

23

วิธีทา 2 46
4
06
6
0

ตอบ 23

ตัวอย่าง 12 ÷ 2 = 

วิธีทา 2 06
12

12

00

ตอบ 6

1.

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....

2.

...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

3.

...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

4.

...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

5.

...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

แบบทดสอบหลงั เรียน

ชุดกจิ กรรมท่ี 1

เรื่อง “การหารซึ่งตัวต้ังเป็ นจานวนที่มสี องหลกั และตัวหารเป็ นจานวนทม่ี ีหนง่ึ หลกั ”

คาชีแ้ จง 1. แบบทดสอบมีท้งั หมด 10 ขอ้ คะแนน 10 คะแนน
2. เวลาในการทา 15 นาที
3. ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบท่ีเห็นวา่ ถูกที่สุดเพียงคาตอบเดียว

-------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ขอ้ ใดคือวิธีการหารจานวนที่มีสองหลกั ดว้ ยจานวนที่มีหน่ึงหลกั

ก. เร่ิมหารจากหลกั หน่วยไปหลกั ตามลาดบั
ข. เร่ิมหารจากหลกั ร้อยไปหลกั สิบ
ค. เร่ิมหารจากหลกั ใดก่อนกไ็ ด้
ง เร่ิมหารจากหลกั สิบไปหลกั หน่วย
2. 48 ÷ 4 ข้นั ตอนท่ี 2 คิดอยา่ งไร
ก. นา 4 หาร 4 ในหลกั หน่วย
ข. นา 4 หาร 8 ในหลกั หน่วย
ค. นา 4 หาร 4 ในหลกั สิบ
ง. นา 4 หาร 8 ในหลกั สิบ
3. 24 ÷ 2 ข้นั ตอนที่ 1 คิดอยา่ งไร
ก. นา 2 หาร 2 ในหลกั สิบ
ข. นา 2 หาร 4 ในหลกั หน่วย
ค. นา 2 หาร 4 ในหลกั สิบ
ง. นา 2 หาร 2 ในหลกั ร้อย
4. ขอ้ ใดหมายถึงการหาร
ก. การบวกดว้ ยจานวนเดียวกนั
ข. การนบั ลดคร้ังละเทา่ ๆกนั
ค. การลบดว้ ยจานวนหลายจานวน
ง. การนบั เพิ่มคร้ังละเทา่ ๆกนั

5. ขอ้ ใดเป็นการตรวจคาตอบการหารท่ีถกู ตอ้ ง
ก. ผลหาร + ตวั หาร = ตวั ต้งั
ข. ผลหาร  ตวั หาร = ตวั ต้งั
ค. ผลหาร  ตวั หาร = ตวั ต้งั
ง. ผลหาร + ตวั ต้งั = ตวั หาร

6. 45 ÷ 9 = 
ก. 8 ข. 9
ค. 6 ง. 5

7. 82 ÷ 2 = 
ก. 41 ข. 24
ค. 14 ง. 42

8. 93 ÷ 3 = 
ก. 13 ข. 17
ค. 31 ง. 30

9. 12 ÷ 4 = 
ก. 1 ข. 3
ค. 4 ง. 2

10. 55 ÷ 5 = 
ก. 11 ข. 15
ค. 5 ง. 10

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
ชุดกจิ กรรมที่ 1

เรื่อง “การหารซึ่งตัวต้ังเป็ นจานวนท่มี สี องหลกั และตวั หารเป็ นจานวนท่มี ีหนงึ่ หลกั ”

1. ง
2. ข
3. ค
4. ก
5. ก
6. ค
7. ง
8. ก
9. ค
10. ก

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
ชุดกจิ กรรมท่ี 1

เรื่อง “การหารซึ่งตัวต้ังเป็ นจานวนท่มี สี องหลกั และตวั หารเป็ นจานวนท่มี ีหนงึ่ หลกั ”

1. ง
2. ข
3. ก
4. ข
5. ค
6. ง
7. ก
8. ค
9. ข
10. ก

เฉลยกจิ กรรมที่ 3
เรื่อง “การหารจานวนทตี่ ัวต้ังมีสองหลกั และตัวหารมหี นง่ึ หลัก”

1. 13
2. 11
3. 31
4. 12
5. 5
6. 2
7. 3
8. 21
9. 5
10. 41

รายละเอียดเกณฑก์ ารให้คะแนน

แบบฝึกจานวน 10 ขอ้ คะแนนรวม 10 คะแนน

ประเดน็ การประเมิน เกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละข้อ
10

การหารจานวนที่ตวั ต้งั มีสอง แสดงวิธีทาไดค้ รบถว้ น แสดงวธิ ีทาไม่ครบถว้ น

หลกั และตวั หารมีหน่ึงหลกั คาตอบถูกตอ้ ง คาตอบไมถ่ ูกตอ้ ง

เฉลยกจิ กรรมที่ 4
เร่ือง “สร้างประโยคสัญลกั ษณ์การหาร”

การตรวจกจิ กรรมให้อย่ใู นดุลยพนิ จิ ของครูผู้สอน

รายละเอียดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

แบบฝึกจานวน 5 ขอ้ คะแนนรวม 10 คะแนน

ประเดน็ การ เกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละข้อ

ประเมิน 2 1 0

“สร้างประโยค - แต่งประโยค แตง่ ประโยคสัญลกั ษณ์ แตง่ ประโยคสญั ลกั ษณ์

สญั ลกั ษณ์ สัญลกั ษณ์การหาร การหาร การหาร

การหาร” ที่ตวั ต้งั มีสองหลกั และ แสดงวิธีทา แสดงวธิ ีทา

ตวั หารมีหน่ึงหลกั ได้ และหาคาตอบได้ และหาคาตอบ

ถกู ตอ้ ง ถกู ตอ้ งเป็นบางส่วน ไมถ่ ูกตอ้ ง

- อธิบายวธิ ีการหาร

ยาวโดยการเขียนแสดง

วธิ ีทาไดถ้ ูกตอ้ ง

- คาตอบถกู ตอ้ ง

ตวั อยา่ งแผนการจดั การเรยี นรู้แผนท่ี 1


Click to View FlipBook Version