The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สุขศึกษา พลศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by annsu.kamkai09, 2021-05-21 05:13:05

สุขศึกษา พลศึกษา

สุขศึกษา พลศึกษา

93

สลายตัวไดงายกวาปกติ นอกจากนี้ ยังพบวายาอะมิโนพัยรินและไดพัยโรน มีผลตอสวนประกอบของ
เลือดอยา งมาก

3. ความเปนพษิ ตอตบั ถึงแมตับจะเปน อวัยวะท่ีมีสมรรถภาพสูงสุดในการกําจัดยา แตมันก็ถูก
กับตัวยาในความเขมขนที่สูง จึงอาจเปนอันตรายจากยาดวยเหตุน้ีก็ได ยาบางขนานท่ีอาจเปนอันตรายตอ
เซลลของตบั โดยตรง เชน ยาจําพวก Chlorinated hydrocarbons ยาเม็ดคุมกําเนดิ ยาปฏิชวี นะจําพวก
โพลมิ กิ ซิน และวิตามินเอ ในขนานสงู มากๆ อาจทาํ ใหต บั หยอ นสมรรถภาพได

4. ความเปนพษิ ตอ ไต ไตเปนอวัยวะทสี่ ําคัญท่ีสุดในการขับถายยาออกจากรา งกาย ยาจาํ พวก
ซัลฟาบางขนานอาจตกตะกอนในไต ทําใหไตอักเสบเวลารับประทานยาพวกนี้จึงควรดื่มนํ้ามาก ๆ
นอกจากนี้ ยังมยี าทอ่ี าจทาํ ใหเ กดิ พษิ โดยตรงตอไตได เชน ยานีโอมัยซนิ เฟนาเซดิน กรดบอริก ยาจําพวก
เพนิซิลลิน หรือการใหวิตามินดีในขนาดสูงมากและเปนเวลานาน อาจกอใหเกิดพิษตอไต ไตหยอน
สมรรถภาพ จนถึงขัน้ เสียชวี ติ ได

5. ความเปนพิษตอ เสน ประสาทของหู ยาบางชนดิ เปน พษิ ตอเสนประสาทของหู ทาํ ใหอาการ
หูอ้อื หตู ึง และหหู นวกได เชน ยาสเตร็ปโตมัยซิน นโี อมัยซนิ กานามัยซนิ ควินิน และยาจําพวก
ซาลซิ ยั เลท เปน ตน

6. ความเปนพิษตอประสาทสวนกลาง ยาบางขนานทําใหมีอาการทางสมอง เชน การใช
แอมเฟตามีน ทําใหสมองถูกกระตุนจนเกิดควรจนนอนไมหลับ ปวดหัว กระวนกระวาย อยูไมสุข และ
ชักได สว นยากดประสาทจําพวกบารบิทูเรต ถาใชไปนาน ๆ จะทําใหเกิดอาการงวง ซึมเศรา จนถึงขั้น
อยากฆาตัวตาย

7. ความเปน พิษตอระบบหวั ใจและการไหลเวียนเลอื ด มักเกิดจากยากระตุน หัวใจ ยาแกหอบหืด
ไปทําใหหวั ใจเตน เรว็ ผิดปกติ

8. ความเปนพษิ ตอกระเพาะอาหาร ยาบางชนิด เชน แอสไพริน เฟนลิ บิวตาโซน เพรดโซโลน
อนิ โดเมธาซนิ ถา รับประทานตอนทองวางและรบั ประทานบอยๆ จะทาํ ใหก ระเพาะอาหารอกั เสบและเปน
แผลได

9. ความเปน พษิ ตอทารกในครรภ มยี าบางชนิดที่แมไ มค วรรับประทานระหวางต้ังครรภ เชน
ยาธาลโิ ดไมลช ว ยใหน อนหลับและสงบประสาท ยาฟโนบารบิตาลใชรักษาโรคลมชัก ยาไดอะซีแพมใช
กลอมประสาท และยาแกคลื่นไสอาเจียน เนื่องจากอาจเปนอันตรายตอตัวมดลูกและตอทารกในครรภ
เปน ผลใหเดก็ ท่ีคลอดออกมามคี วามพกิ าร เชน บางรายอาจมอื กุด ขากดุ จมูกโหว เพดานและรมิ ฝ
ปากแหวง หรอื บางคนศรี ษะอาจยุบหายไปเปนบางสวน ดังนน้ั แมใ นระหวา งต้ังครรภค วรระมัดระวงั การ
ใชย าเปนอยา งย่ิง

94

การใชย าผดิ และการตดิ ยา (Drug Abuse and Drug Dependence)
การใชยาผิด หมายถึง การใชยาท่ีไมตรงกับโรค บุคคล เวลา วิธี และขนาด ตลอดจน

จุดประสงคของการใชย าน้ันในการรกั ษาโรค เชน การใชย าบารบ ทิ ูเรต (เหลา แหง ) เพื่อใหนอนหลบั สบาย
โดยอยูภายใตก ารดูแลของแพทย ถอื วาเปน การใชย าถกู ตอ ง แตถาใชยาบารบ ิทเู รต (เหลา แหง ) จํานวนเดิม
เพือ่ ใหเ คลบิ เคล้มิ เปน สขุ (Euphoria) ถอื วา เปนการใชยาผิด

การติดยา หมายถึง การใชยาติดตอกันไปชั่วระยะเวลาหน่ึง แลวอวัยวะของรางกายโดยเฉพาะ
อยางย่งิ ระบบประสาท ไดยอมรบั ยาขนานน้นั เขา ไวเปนสิ่งหน่ึงท่ีจําเปน สําหรับเมตาบอลิซึมของอวัยวะน้ัน ๆ
ซึ่งถาหากหยุดยาหรือไดร ับยาไมเพยี งพอจะเกิดอาการขาดยา หรืออาการถอนยา (Abstinence or Withdrawal
Syndrome) ซึ่งแบง ไดเ ปน อาการทางกาย และอาการทางจติ ใจ
สาเหตุท่ที าํ ใหเกดิ การใชย าผิดหรอื การตดิ ยา อาจเนอื่ งมาจาก

1. ความเชอ่ื ทวี่ ายาน้ันสามารถแกโรคหรอื ปญหาตา งๆ ได
2. สามารถซื้อยาไดง ายจากแหลงตา งๆ
3. มีความพงึ พอใจในฤทธ์ขิ องยาที่ทาํ ใหร ูสกึ เคลบิ เคลิ้มเปน สขุ
4. การทําตามอยา งเพอื่ น เพอ่ื ใหเ ขากับกลุมได หรือเพ่อื ใหร สู กึ วาตนเองทันสมยั
5. ความเช่อื ทว่ี ายาน้นั ชวยใหม คี วามสามารถและสติปญ ญาดีขนึ้
6. ความไมพ อใจในสภาพหรือสังคมท่เี ปน อยู หรอื ความรูส กึ ตอตานวัฒนธรรม
7. การหลงเชอื่ คาํ โฆษณาสรรพคณุ ของยานัน้
การใชย าผดิ แบงตามลกั ษณะการใชโดยสังเขปไดเปน 2 ประการ คอื
1. ใชผ ิดทาง ไมเปน ไปเพ่อื การรักษาโรค เชน ใชยาปฏชิ วี นะเสมอื นหนึ่งเปน การลดไข ชาวนา
ใชข ้ีผ้ึงเพนิซิลลินทาแทนวาสลิน เพ่ือกันผิวแตก ซ่ึงอาจทําใหเกิดอาการแพจนถึงแกชีวิตได โดยท่ัวไป
แพทยจะใหน า้ํ เกลอื และยาบาํ รงุ เขา เสน ตาง ๆ เฉพาะผูที่ปวยเทาน้ัน แตผูท่ีมีสุขภาพดีกลับนําไปใชอยาง
กวา งขวาง ซ่ึงนอกจากจะไมใหป ระโยชนแลวยงั เปนอนั ตรายถึงชีวิตได
2. ใชพร่ําเพร่ือ เปนระยะเวลานานๆ จนติดยา เชน การใชยาลดไขแกปวด ซ่ึงมีสวนผสมของ
แอสไพรนิ และเฟนาเซติน เพื่อรกั ษาอาการปวดเม่อื ยหรอื ทําใหจ ิตใจเปน สขุ ถาใชต ดิ ตอกันนาน ๆ ทําให
ตดิ ยาและสขุ ภาพทรุดโทรม นอกจากนี้ การใชยานอนหลับ ยาระงบั ประสาท ยากลอมประสาท กญั ชา โคเคน
แอมแฟตามีน โบรไมด การสูดกาวสารทาํ ใหเ กิดประสาทหลอนตดิ ตอ กันเปน เวลานานจะทาํ ใหต ิดยาได
ขอควรระวังในการใชส มนุ ไพร
เมื่อมีความจําเปน หรือความประสงคท่ีจะใชสมุนไพรไมวาจะเพ่ือประสงคอยางไรก็ตาม
ใหระลึกอยเู สมอวา ถาอยากมสี ุขภาพที่ดี หายจากการเจ็บปวย สิง่ ที่จะนําเขาไปสูในรางกายเราก็ควรเปน
สง่ิ ทดี่ ี มปี ระโยชนตอรา งกายดวย อยา ใหความเช่อื แบบผดิ ๆ มาสง ผลเสยี กับรา งกายเพ่ิมขึ้น หลายคนอาจ
เคยไดย ินขาวเกี่ยวกับหมอนอย ซ่ึงเปนเด็กอายเุ พยี ง 3 ป 7 เดอื น ท่ีเปนขา วในหนา หนังสอื พมิ พเ มื่อป 2529
ทส่ี ามารถรกั ษาโรคไดทุกชนิดใชเ พียงกงิ่ ไมใ บไมอ ะไรกไ็ ดแ ลวแตจ ะช้ีไป คนเอาไปตมรับประทานดวย

95

ความเช่ือ ซ่ึงความจริงการเลือกใชสมุนไพรจะตองมีวิธีการ และความรูที่ถูกตอง การใชจึงจะเกิด
ประโยชน

ขอควรระวงั ในการใชอยางงายๆ และเปนแนวทางในการปฏิบัติเพื่อใหเกิดความปลอดภัยใน
การใชสมนุ ไพร คือ

- ใชใหถูกตน สมุนไพรบางชนิดอาจมีลักษณะคลายกัน หรือมีช่ือพองกัน การใชผิดตน
นอกจากไมเกดิ ผลในการรักษาแลว ยงั อาจเกิดพิษข้นึ ได

- ใชใหถกู สวน ในแตละสว นของพชื สมนุ ไพร เชน ใบ ราก ดอก อาจมีสรรพคุณไมเหมือนกัน
และบางสว นอาจมพี ษิ เชน เมลด็ ของมะกล่ําตาหนูเพยี งเม็ดเดียว ถา เค้ียวรับประทานอาจตายได ในขณะที่
สวนของใบไมเ ปนพิษ

- ใชใ หถ กู ขนาด ปรมิ าณการใชเปน สวนสาํ คัญทท่ี าํ ใหเกิดพษิ โดยเฉพาะ ถา มีการใชในปรมิ าณ
ที่มากเกนิ ไป หรอื ถานอยเกนิ ไปก็ไมเกิดผลในการรกั ษา

- ใชใ หถูกโรค สมนุ ไพรแตละชนิดมีสรรพคุณไมเ หมอื นกนั เปนโรคอะไรควรใชส มุนไพรท่ีมี
สรรพคณุ รกั ษาโรคนั้นๆ และสง่ิ ที่ควรคาํ นงึ คอื อาการเจ็บปวย บางอยางมคี วามรุนแรงถึงชวี ิตได ถา ไมได
รับการรักษาทันทวงทีในกรณีเชนนี้ไมควรใชยาสมุนไพร ควรรับการรักษาจากแพทยผูเช่ียวชาญจะ
เหมาะสมกวา

การรับประทานยาสมุนไพรจากท่ีเตรียมเอง ปญหาท่ีพบบอยคือ ไมทราบขนาดการใชท่ี
เหมาะสมวาจะใชป รมิ าณเทาใดดี ขอแนะนาํ คอื เริ่มใชแ ตนอยกอ นแลวคอ ยปรับปริมาณเพิม่ ขึ้นตามความ
เหมาะสมทหี ลัง (มีศัพทแ บบพน้ื บานวา ตามกําลงั ) ไมควรรับประทานยาตามคนอน่ื เพราะอาจทําใหรับยา
มากเกินควร เพราะแตละคนจะตอบสนองตอยาไมเหมือนกัน สําหรับยาที่ซ้ือจากรานควรอานฉลาก
วธิ กี ารใชอยางละเอยี ดและใหเขาใจกอ นใชทุกคร้งั

การหมดอายขุ องยาจากสมนุ ไพรเชนเดียวกันกับยาแผนปจจุบัน โดยทั่วไปสมุนไพรเมื่อเก็บ
ไวน านๆ ยอมมกี ารผุพัง เกดิ ความชื้น เช้อื รา หรอื มีแมลงวันมากัดกิน ทําใหอยูในสภาพที่ไมเหมาะสมท่ี
จะนาํ ไปใช และมกี ารเส่ือมสภาพลงแตก ารจะกําหนดอายุทแี่ นน อนน้นั ทาํ ไดยาก จึงควรนับตั้งแตวันผลิต
ยาสมุนไพรหรือยาจากสมุนไพรไมควรใชเม่ือมีอายุเกิน 2 ป ยกเวนมีการผลิตหรือเก็บบรรจุที่ดี และถา
พบวา มเี ชื้อรา มกี ลนิ่ หรอื สีเปลยี่ นไปจากเดมิ ก็ไมควรใช
ขอ สงั เกตในการเลือกซือ้ สมนุ ไพร และยาแผนโบราณ

ดังนัน้ ยาแตล ะชนดิ ทางกฎหมายมขี อ กําหนดท่แี ตกตางกนั ในการเลอื กซอ้ื หรอื เลอื กใชจงึ ตอ ง
รคู วามหมาย และขอกาํ หนดทางกฎหมายเสียกอ น จงึ จะรวู า ยาชนดิ ใด จะมีคณุ สมบัติอยางไร มีวิธีการใน
การสงั เกตอยางไร เพื่อที่จะไดบอกไดวายานั้น ควรที่จะใชหรือนาที่จะมีความปลอดภัยตอการใช ส่ิงท่ี
นาจะรูห รอื ทําความเขา ใจ คอื ความหมายของยาชนดิ ตาง ๆ ดังน้ี

ยาสมนุ ไพร คือ ยาท่ีไดจ ากพฤกษชาติ สตั ว หรอื แรธาตุ ซึ่งมไิ ดผ สมปรงุ หรอื แปรสภาพ

96

ยาแผนโบราณ คอื ยาท่ีมุงหมายใชในการประกอบโรคศลิ ปะแผนโบราณ ซ่ึงอยูในตาํ รา
แผนโบราณท่รี ัฐมนตรปี ระกาศ หรือยาทไ่ี ดรบั อนุญาตข้ึนทะเบียนเปน ยาแผนโบราณ

หรอื ใหเ ขา ใจงายๆ คือ ยาท่ีไดจ ากสมุนไพรมาประกอบเปนตํารับตามทร่ี ะบุไวใ นตาํ รายาหรือ
ทีก่ ําหนดใหเ ปนยาแผนโบราณ ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณนั้นกําหนดวา ใหใชวิธีท่ีสืบทอด
กันมาแตโบราณโดยไมใ ชกระบวนการทางวิทยาศาสตร เชน การนําสมุนไพรมาตมรับประทาน หรือทํา
เปน ผงละลายนาํ้ รับประทาน แตใ นปจ จุบันมขี อกําหนดเพม่ิ เตมิ ใหยาแผนโบราณมีการพัฒนารูปแบบให
สะดวกและทันสมยั ขึ้นเชน เดยี วกับยาแผนปจจบุ นั เชน ทําเปนเม็ด เม็ดเคลือบน้ําตาลหรือแคปซูล โดยมี
ขอสังเกตวาที่แคปซลู จะตองระบุวา ยาแผนโบราณ

เรือ่ งท่ี 3 ความเช่อื เก่ยี วกับการใชยา

ปจจบุ นั แมวา ความกาวหนา ทางแพทยส มยั ใหมร วมท้ังวิถีชีวติ ท่ไี ดร บั อทิ ธพิ ลจากตะวนั ตก จะทํา
ใหคนทั่วไปเม่อื เจ็บปว ยหนั ไปพึง่ การรกั ษาจากบุคลากรทางการแพทยซ ึง่ มงุ เนนการใชย าแผนปจจุบันใน
การรกั ษาอาการเจบ็ ปว ยเปนหลัก โดยใหค วามสาํ คญั ความเชื่อถอื ในยาพน้ื บา น ยาแผนโบราณลดนอยลง
ทําใหภมู ิปญ ญาพ้ืนบา นรวมถงึ ตาํ หรับยาแผนโบราณสูญหายไปเปนจํานวนมาก นอกจากนั้นยงั ขาดความ
ตอเนอ่ื งในการถายทอดองคความรูใ นการดูแลรกั ษาตนเองเบือ้ งตนดวยวธิ ีการและพชื ผัก สมนุ ไพร ท่ีหา
ไดงายในทอ งถิ่น

โดยองคความรูท่ีถา ยทอดจากรนุ สูรนุ นน้ั ไดผา นการวิเคราะหและทดลองแลววาไดผลและไมเ กดิ
อันตรายตอสุขภาพ อยางไรก็ตามยังคงมีความเชื่อบางประการเกี่ยวกับการใชยาเพ่ือเสริมสุขภาพ และ
สมรรถภาพเฉพาะดาน ซึ่งยังไมไดรับการพิสูจนดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตรการแพทย วามี
สรรพคุณตามคําโฆษณา อวดอาง หรือบอกตอ ๆ กัน ซ่ึงอาจกอใหเกิดอันตรายหรือผลขางเคียงหากใช

97

จํานวนมากและตอ เนอ่ื งเปนเวลานาน ไดแก ยาดองเหลา ยาฟอกเลือด ยาชงสมุนไพร ยาที่ทําจากอวัยวะ
ซากพืชซากสัตว เปน ตน รวมถึงยาชดุ ตาง ๆ ท่มี กั มกี ารโฆษณาชวนเชื่ออวดอาง สรรพคุณเกินจริง ทําให
คนบางกลุมหลงเช่ือ ซอื้ หามารบั ประทาน ยาบางชนิดมีราคาแพงเกนิ ปกตโิ ดยอางวาทาํ จากผลิตภัณฑท่ี
หายาก สรรพคุณครอบจกั รวาล สามารถรกั ษาไดส ารพดั โรค ซ่งึ สรรพคณุ ท่ีมกั กลาวอา งเกนิ จรงิ อาทิเชน

- กินแลวจะเจริญอาหาร ทําใหรับประทานอาหารไดมากข้ึน เชน ยาดองเหลา ยาสมุนไพร
บางชนดิ

- กนิ แลวจะทาํ ใหมกี าํ ลงั สามารถทาํ งานไดทนนาน
- กินแลวทําใหมีพลังทางเพศเพิ่มขึ้น เชน ยาดองเหลา ยาดองอวัยวะซากสัตว อุงตีนหมี
ดงี ูเหา ฯลฯ
- กนิ แลว จะทําใหเ ลือดลมไหลเวยี นดี นอนหลบั สบาย ผิวพรรณผอ งใส เชน ยาฟอกเลือด ยาสตรี
ยาขับระดู ฯลฯ
- กินแลว ทําใหเ ปนหนมุ เปนสาว อวยั วะบางสวนใหญข้ึน เชน เขากวาง และกวาวเครือแดง เสริม
ความหนุม กวาวเครอื ขาวเสรมิ ทรวงอก และความสาว เปน ตน
- กินแลวจะชวยชะลอความแกหรือความเสื่อมของอวัยวะ เชน รังนกซึ่งทําจากนํ้าลายของ
นกนางแอน หูฉลามหรือครีบของฉลาม หรอื โสม ซึง่ สว นใหญม รี าคาแพงไมคุมคากับประโยชนท รี่ า งกาย
ไดรบั จริง ๆ
- กนิ แลว รกั ษาอาการปวดเม่ือย ไขขอ อกั เสบเรอ้ื รงั เชน ยาชุดตาง ๆ ยาแกกระษัยไตพิการ ซ่ึงมัก
ผสมสารหนู ที่เปนอันตรายตอรางกายมาก เพราะผูใชอาจมักติดยาตองรับประทานเพิ่มขึ้นจึงเกิดการ
สะสมพษิ เมือ่ เกิดอนั ตรายมกั มีอาการรุนแรงยากแกการรักษา
ทัง้ น้ี การใชยาดังกลา วสวนใหญเกิดจากความเชื่อผิด ๆ หรือเชื่อในคําโฆษณาเกินจริง ที่แฝงมา
ดว ยภยั เงยี บที่กอ ใหเ กดิ อนั ตรายตอ รา งกายหากใชอยางตอ เนื่องและใชในจาํ นวนมาก นอกจากน้ียังทําให
เสยี คาใชจายคอนขางสงู แตไมเกดิ ประโยชนตอ รางกายไมมีผลในการรกั ษาอาการตาง ๆ ตามสรรพคุณท่ี
กลาวอาง ดังน้ัน กอนจะซ้ือหายาหรือผลิตภัณฑเสริมสุขภาพมาใช ควรศึกษาสรรพคุณ สวนประกอบ
แหลงผลิต วันหมดอายุ และความนาเชื่อถือของผูผลิตโดยพิจารณาจากมีเลขทะเบียนถูกตองหรือไม
มตี รา อย. หรือมีใบอนุญาตการผลติ ใบประกอบโรคศลิ ปะแพทยแ ผนโบราณ เปนตน
ความเชอ่ื และขอ ควรระวังในการใชย าชดุ ยาดองเหลา และยาชงสมนุ ไพร
1. ยาชดุ

ยาชดุ หมายถงึ ยาท่ผี ูข ายจดั รวมไวใหก ับผซู อ้ื สําหรับใหกนิ ครัง้ ละ 1 ชุด รวมกันหมด โดยไม
แยกวา เปน ยาชนิดใด ควรจะกนิ เวลาไหน โดยทัว่ ไปมกั จะมียา ต้งั แต 3 – 5 เมด็ หรืออาจมากกวาและอาจ
จดั รวมไวในซองพลาสตกิ เล็กๆ พิมพฉ ลากบงบอกสรรพคุณไวเ สร็จ

98

สรรพคุณท่พี มิ พไ วบนซองยาชดุ มกั โออ วดเกนิ ความจรงิ เพ่ือใหขายไดมาก ชื่อท่ีตั้งไวจะเปน
ชื่อท่ีดึงดูดความสนใจหรือโออวดสรรพคุณ เชน ยาชุดกระจายเสน ยาชุดประดงขุนแผน ยาชุดแก
ไขมาลาเรีย เปน ตน

เนอ่ื งจากผจู ดั ยาชุดไมม ีความรเู ร่อื งยาอยางแทจริง และมักจะมุง ผลประโยชนเปนสําคัญ ดังนั้น
ผูใ ชยาชดุ จึงมโี อกาสไดรบั อันตรายจากยาสงู มาก

อันตรายจากการใชยาชดุ
1. ไดรับตัวยาซ้ําซอน ทําใหไดรับตัวยาเกินขนาด เชน ในยาชุดแกปวดเมื่อย ในยาชุดหน่ึงๆ
อาจมยี าแกปวด 2-3 เม็ด กไ็ ด ซึ่งยาแกป วดน้จี ะอยใู นรปู แบบตางกัน อาจเปนยาคนละสีหรือขนาดเม็ดยา
ไมเทากัน แตมีตวั ยาแกป วดเหมอื นกัน การทไี่ ดรับยาเกินขนาดทําใหผ ูใ ชยาไดร บั พิษจากยาเพิ่มข้นึ
2. ไดร บั ยาเกนิ ความจําเปน เชน ในยาชุดแกหวัดจะมียาแกปวดลดไข ยาปฏิชีวนะยาลดน้ํามูก
ยาทาํ ใหจมูกโลง ยาแกไอ แตจริงๆ แลว ยาปฏิชีวนะจะใชรักษาไมไดในอาการหวัดที่เกิดจากเช้ือไวรัส
และอาการหวัดของแตละคนไมเ หมอื นกัน ถาไมปวดหัวเปน ไข ยาแกป วด ลดไขไ มจําเปน ไมมีอาการไอ
ไมควรใชยาแกไ อ การรกั ษาหวดั ควรใชบ รรเทาเฉพาะอาการท่ีเกิดขึ้นเทาน้ันไมจําเปนตองกินยาทุกชนิดที่
อยใู นยาชดุ
3. ในยาชุดมักมียาเส่ือมคุณภาพ หรือยาปลอมผสมอยู การเก็บรักษายาชุดที่อยูในซองพลาสติก
จะไมสามารถกันความชื้น ความรอน หรือแสงไดดีเทากับท่ีอยูในขวดที่บริษัทเดิมผลิตมา ทําใหยาเส่ือม
คุณภาพเรว็ นอกจากนนั้ ผูจ ัดยาบางชดุ บางรายตองการกาํ ไรมากจึงเอายาปลอมมาขายดว ย ซึง่ เปนอนั ตรายมาก
4. ในยาชดุ มักใสย าอนั ตรายมากๆ ลงไปดว ย เพ่อื ใหอาการของโรคบรรเทาลงอยา งรวดเร็ว เปน
ที่พอใจของผูซ อื้ ทัง้ ผขู ายโดยทย่ี าจะไปบรรเทาอาการแตไมไดแกสาเหตุของโรคอยางแทจริง อาจทําให
โรคเปนมากขึน้

ยาท่ีมีอันตรายสูงมากและจัดอยูในยาชุดเกือบทุกชนิด คือ ยาสเตียรอยด หรือที่เรียกวายา
ครอบจกั รวาล นิยมใสในยาชุด เพราะมีฤทธ์ิบรรเทาอาการไดมากมายหลายอยาง ทําใหอาการของโรค
ทเุ ลาลงเรว็ แตจะไมรักษาโรคใหห าย ยาสเตียรอยด เชน เพรดนิโซโลน เดกซาเมธาโซน ทําใหเกดิ อนั ตราย
ตอผูใชสูงมากทําใหเกิดอาการบวมนํ้า ความดันโลหิตสูง หัวใจทํางานหนัก หนาบวม กลมเหมือน
พระจันทร ทําใหกระดูกพรนุ เปราะหกั งา ย กระเพาะอาหารเปนแผล ความตานทานโรคลดลงและทําให
เกดิ ความผดิ ปกติดานประสาทจิตใจ

5. ผทู ใ่ี ชยาชดุ จะไดยาไมค รบขนาดรกั ษาทพ่ี บบอ ยคอื การไดร ับยาปฏชิ วี นะเพราะการใชย า
ปฏิชีวนะตองกนิ อยา งนอย 3-5 วนั วนั ละ 2-4 ครัง้ แลว แตชนดิ ของยา แตผซู อ้ื ยาชุดจะกนิ ยาเพียง 3-4 ชุด
โดยอาจกนิ หมดในหนงึ่ วนั หรือกนิ วันละชดุ ซ่งึ ทําใหไ ดร บั ยาไมครบขนาด โรคไมหายและกลับดอ้ื ยา
อกี ดว ย

99

การใชย าชุดจึงทําใหเ สียคณุ ภาพ การใชย าไมถ กู โรค ทําใหโ รคไมหายเปน มากขน้ึ ผปู วยเสี่ยง
อนั ตรายจากการใชย าโดยไมจ ําเปนสิน้ เปลืองเงนิ ทองในการรักษา

2. ยาดองเหลา และยาเลือด
หลายคนอาจเคยเห็นและเคยรับประทานยาชนดิ นี้มาบางแลว แตเดิมยากลมุ นจี้ ะใชใ นกลุมสตรี

เพ่ือบํารงุ เลอื ด ระดูไมป กติ และใชในกลุมสตรีหลังการคลอดบุตร เพ่ือใชแทนการอยูไฟ สวนประกอบ
ของตัวยาจะมีสมนุ ไพรทีม่ รี สเผ็ดรอ นหลายชนดิ เชน รากเจตมูลเพลิงแดง กระเทียม พริกไทย เทียนขาว
เปลือกอบเชยเทศ ขิง และสวนผสมอ่ืนๆ แลวแตชนิดของตํารับ มีขายทั้งที่เปนช้ินสวนสมุนไพรและท่ี
ผลิตสาํ เรจ็ รูปเปนยาผงและยาน้าํ ขาย สวนใหญย าในกลุมนยี้ ากท่จี ะระบถุ ึงสรรพคณุ ท่แี ทจรงิ เน่ืองจากยัง
ขาดขอมูล ผลของการทดลองทางคลินิกเทาท่ีทราบมีเพียงสวนประกอบของตัวยาซึ่งสวนใหญเปนสาร
นํ้ามันหอมระเหยและสารเผ็ดรอนหลายชนิด เม่ือรับประทานเขาสูรางกายจะรูสึกรอน กระตุนการ
ไหลเวยี นโลหิต สมุนไพรหลายชนิดในตํารับ เชน เจตมูลเพลิงแดง และกระเทียม มีรายงานวาสามารถ
กระตุนการบบี ตวั ของกลา มเน้ือมดลูก และมีรายงานการทดลองในหนูเพศเมยี เมื่อไดรับยาจะทาํ ใหล ดการ
ต้ังครรภได จงึ เปน ขอ ทคี่ วรระวังในผูท่ตี ้ังครรภไ มควรรับประทานยากลุมน้ีอาจทําใหแทงได และหลาย
ตํารับจะมีการดองเหลาดวย เม่ือรับประทานทําใหเจริญอาหารและอวนข้ึน การอวนมักเกิดจาก
แอลกอฮอล (เหลา ) ทไ่ี ปลดการสรางพลังงานท่ีเกิดจากกรดไขมัน (Fatty acid) จึงมีการสะสมของไขมัน
ในรางกาย และอาจเกดิ ตบั แขง็ ไดถ ารบั ประทานในปรมิ าณมาก ๆ และติดตอ กนั ทุกวัน นอกจากนี้การดื่ม
เหลา อาจทําใหเด็กทารกท่อี ยูในครรภเ กิดการพกิ ารได ในเรื่องยาเลือดนี้อาจมีความเชื่อและใชกันผิดๆ คือ
การนํายาเลือดสมุนไพรไปใชเปนยาทําแทง ซึ่งเปนสิ่งท่ีไมควรอยางยิ่งโดยเฉพาะเมื่อการตั้งครรภเกิน
1 เดอื น เนอ่ื งจากไมค อยไดผล และผลจากการกระตุน การบีบตัวและระคายเคืองตอผนังมดลูกที่เกิดจาก
การใหย าอาจทาํ ใหเ กิดการทําลายของเยื่อบุผนังมดลูกบางสวนเปนเหตุใหทารกเกิดมาพกิ ารได

3. ยาชงสมนุ ไพร
การใชย าสมุนไพรเปนทีน่ ยิ มกันในหลายประเทศ ท้ังทางประเทศยุโรปและเอเชียในประเทศ

ไทยปจจุบันพบมาก มีการเพิ่มจํานวนชนิดของสมุนไพรมาทําเปนยาชงมากข้ึน เชน ยาชงดอกคําฝอย
หญา หนวดแมว หญา ดอกขาว เปนตน

ขอดขี องยาชงคอื มักจะใชส มนุ ไพรเดี่ยวๆ เพียงชนดิ เดยี ว เมอ่ื ใชก นิ แลวเกดิ อาการอันไม
พึงประสงคอยางไรกต็ ามสามารถรูวาเกิดจากสมนุ ไพรชนิดใดตางกับตํารายาผสมท่เี ราไมส ามารถรูไดเลย
ในตา งประเทศมรี ายงานเรอื่ งความเปน พิษทีเ่ กดิ จากยาชงสมนุ ไพรท่ีมขี ายในทอ งตลาดกนั มาก และเกดิ ได
หลายอาการ

สําหรับประเทศไทย รายงานดา นนยี้ ังไมพ บมากนัก เนือ่ งจากสวนใหญมีการเลือกใชสมุนไพร
ทคี่ อ นขา งปลอดภัย แตท คี่ วรระวังมีชาสมนุ ไพรทีม่ สี วนผสมของใบหรอื ฝกมะขามแขก ใชประโยชนเ ปน
ยาระบายทอง บางยห่ี อระบเุ ปนยาลดความอวนหรอื รบั ประทานแลว จะทาํ ใหห นุ เพรียวข้ึน อาการที่เกดิ คือ
สาเหตจุ ากมะขามแขกซงึ่ เปน สารกลุมแอนทราควิโนน (Antharquinone) จะไปกระตุนการบีบตวั ของ

100

ลําไสใ หญ ทาํ ใหเกดิ การขบั ถาย การรับประทานบอยๆ จะทําใหรางกายไดรับการกระตุนจนเคยชิน เม่ือ
หยดุ รับประทานรางกายจึงไมส ามารถขับถา ยไดเ องตามปกติ มีอาการทองผูกตองกลับมาใชยาระบายอีก
เรื่อย ๆ จงึ ไมค วรใชยาชนิดน้ีติดตอกันนานๆ และหากจําเปนควรเลือกยาที่ไปเพ่ิมปริมาณกากและชวย
หลอ ล่นื อุจจาระโดยไมดูดซึมเขาสูรางกาย เชน สารสกัดจากหัวบุกจะปลอดภัยกวา แตการรับประทาน
ตดิ ตอ กนั นาน ๆ อาจทําใหร างกายไดร บั ไขมันนอ ยกวา ความตองการก็ได เพราะรา งกายเราตองการไขมัน
ตอการดํารงชีพดวย

สารกลมุ แอนทราควิโนน

101

บทที่ 7
ผลกระทบจากสารเสพตดิ

สาระระสาํ คัญ

มีความรู ความเขาใจ สามารถวเิ คราะหป ญ หา สาเหตแุ ละผลกระทบจากการแพรระบาดของ
สารเสพติดได มีสว นรว มในการปองกันส่ิงเสพตดิ ในชมุ ชน และเผยแพรความรูดา นกฎหมายทเ่ี ก่ยี วของ
กับสารเสพติดแกผูอ ่ืนได

ผลการเรยี นรูท ี่คาดหวัง

1. วเิ คราะหปญ หา สาเหตุ และผลกระทบจากการแพรร ะบาดของสารเสพติดได
2. ปฏิบตั ิตนในการหลกี เลยี่ งและมคี วามรวมมอื ในการปอ งกนั ส่ิงเสพติดในชุมชน
3. เผยแพรค วามรูดา นกฎหมายทเี่ กย่ี วขอ งกับส่งิ เสพตดิ แกผ อู ่นื ได

ขอบขายเนอื้ หา

เรอื่ งท่ี 1 ปญ หาการแพรระบาดของสารเสพติดในปจ จุบนั
เร่ืองท่ี 2 แนวทางการปอ งกนั การแพรระบาดของสารเสพตดิ
เรือ่ งที่ 3 กฎหมายทเ่ี ก่ียวของกับสารเสพติด

102

เรื่องท่ี 1 ปญหาการแพรร ะบาดของสารเสพติดในปจจุบนั

ปจจบุ ันปญ หาการแพรระบาดของสารเสพติดนับวา รุนแรงมากยงิ่ ขน้ึ โดยเฉพาะในกลุมเด็กและ
เยาวชน จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบวา จํานวนผูเสพและผูติดยาเสพติดในกลุมเด็กนักเรียน
เพม่ิ มากขนึ้ จนหนา เปน หวง ซง่ึ การท่เี ด็กวัยเรยี นมีการเสพตดิ ยอมสงผลกระทบตอสุขภาพ สติปญญาและ
สมาธิในการเรียนรูทําใหคุณภาพประชากรลดลง เปนปญหาตอการพัฒนาประเทศ และการแขงขันใน
ระดบั โลกตอ ไปในอนาคต

ทง้ั นจี้ งึ ควรปอ งกันและแกปญ หาอยา งเรงดวนทั้งในครอบครวั โรงเรียน ชุมชน และประเทศ
ปจจุบันมีส่ิงเสพติดอยูมากมายหลายประเภท ซึ่งออกฤทธิ์ตอรางกายในลักษณะตาง ๆ กัน
แบงไดเปน 3 ประเภท ดังนี้
1. ประเภทออกฤทธ์กิ ดประสาท ส่งิ เสพตดิ ประเภทน้ีจะทาํ ใหสมองอยูในสภาวะมนึ งง
มกี ารงวงซึม ไดแ ก ฝน มอรฟ น เฮโรอนี และจาํ พวกยานอนหลบั ยากลอมประสาท เชน เหลา แหง เปน ตน
2. ประเภทออกฤทธ์ิกระตุนประสาท ส่ิงเสพติดประเภทนี้จะทําใหเกิดต่ืนเตน ประสาท
ถูกกระตุน ไมใหมีอาการงวงหรือหลับใน เชน ยาบา ยาขยัน โคเคน ยามา แอมเฟตามีน กาแฟ และสาร
คาเฟอีน บุหร่ี กระทอ ม และยาลดความอว น เปนตน
3. ประเภทออกฤทธิห์ ลอนประสาท สิง่ เสพตดิ ประเภทนีจ้ ะทาํ ใหเกิดประสาทหลอน ภาพลวงตา
หแู วว หวาดกลัวโดยไมม สี าเหตุ อาจทาํ อันตรายตอตนเองและผูอ่ืน เชน แอล เอส ดี กวาวซีเมนต กัญชา
ไอระเหยของเบนซนิ ทินเนอร กาวตา ง ๆ ฯลฯ
นอกจากนี้ ปจจุบันไดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของสารเสพติดออกมามากมาย ทั้งท่ีเปนเม็ด
เปนน้ํา และผสมในเคร่ืองดื่ม ขนม หรืออาหารประเภทตางๆ ซ่ึงยากที่จะติดตามตรวจสอบ จึงนับวาเปน
อนั ตรายตอ เด็ก และเยาวชนเปนอยางย่งิ
1.1 สาเหตขุ องการตดิ สารเสพติด

ปญ หาการตดิ สารเสพตดิ มสี าเหตจุ ากสามปจจยั ตอไปนี้
1. ปจจยั ภายในตวั บุคคล ไดแ ก
วัยของบคุ คล มกั พบวา ผเู สพยาสว นใหญจะเร่มิ ตน ในชว งอายุเขา สวู ัยรุน กําลังอยูใน

วยั คะนอง อยากลอง อยากรู อยากเห็นในสง่ิ ทแ่ี ปลกใหม
- ความรู เจตคติ และความคิดเกยี่ วกับสารเสพตดิ ความรนุ แรง เชน เชื่อวา การใชก าํ ลัง

หรอื ใชคาํ พดู รุนแรงทําใหค นอน่ื เชอ่ื ฟง ทาํ ตาม การตลี กู ทําใหลกู ไดด ี ผมู ศี กั ดิศ์ รีใครมาหยามตอ งตอสูกัน
ใหแพชนะ ฯลฯ

- ขาดทักษะที่จําเปนในการอยูรวมกับผูอ่ืน เชน ทักษะการสื่อสาร การจัดการกับ
อารมณแ ละความเครยี ด การจดั การกับความโกรธ การแสดงออกท่ีเหมาะสม เปน ตน

- การใชยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล ทําใหคนขาดสติยับยั้ง ควบคุมตัวเอง
ไมได

103

- เคยเห็นการกระทํารุนแรงหรือเคยเห็นเหย่ือกระทํารุนแรง เม่ือเกิดอารมณโกรธ
ทําใหก อ ความรนุ แรงไดง าย

2. ปจจัยจากการเลย้ี งดูของครอบครวั
- ขาดความรัก ความเขาใจ และการสนับสนุนจากครอบครัว เชน เม่ือมีปญหาขาด

ผูใหญคอยดูแลใหค ําแนะนําชว ยเหลอื เปนตน
- เตบิ โตในบานท่ีใชความรุนแรง ทําใหเ หน็ แบบอยา ง และคิดวา ความรนุ แรงเปน เรื่อง

ปกติในสงั คม
- การถกู ลงโทษและเปน เดก็ ที่เคยถูกทําราย
- มีพอ แมหรอื พนี่ อ งทม่ี พี ฤติกรรมเกีย่ วขอ งกับอาชญากรรม

3. ปจ จยั จากสภาพแวดลอ ม
- ความไมเ ทาเทียมกนั ทางสงั คม เศรษฐกจิ สังคมเมือง และความแออัดทําใหค น

แขง ขนั สูง และเกิดความเครียด
- การเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ อยางรวดเร็ว และมีการวา งงานสงู ในกลุมประชากร

อายุนอ ย
- อิทธพิ ลจากสอ่ื เชน ภาพยนตร โทรทศั น หนงั สือพมิ พ ทแี่ สดงภาพความรนุ แรง

ตางๆ
- มาตรฐานทางสังคมทส่ี นับสนนุ พฤตกิ รรมความรุนแรง เชน การทค่ี นมีพฤตกิ รรม

ความรุนแรงไมไดรับการลงโทษ ความรนุ แรงเปน เร่ืองปกติในสังคม
- อยูในพน้ื ท่ที ่สี ามารถหายาเสพตดิ ไดงาย

1.2 โทษ ภัย และผลกระทบของสารเสพตดิ
โทษและภัยอันเกดิ จากการใชสารเสพตดิ นอกจากจะมีผลโดยตรง กอใหเกิดตอรางกายและ

จิตใจของผเู สพเองแลว ยังกอ ใหเ กดิ ผลกระทบตอระบบครอบครัว ระบบสังคม และประเทศชาติ ดังนี้
1. โทษและภยั ตอ ตัวผูเ สพ ฤทธ์ขิ องสารเสพตดิ จะมีผลตอระบบประสาทและระบบอวัยวะตางๆ

ของรา งกาย ตลอดจนจิตใจของผูท ่เี สพเสมอ ดังน้ัน จะพบวา สุขภาพรางกายของผูท่ีเสพยาจะทรุดโทรม
ท้ังรายกายและจิตใจ เชน มีรูปรางผอม ซูบซีด ผิวคล้ํา ไมมีแรง ออนเพลียงาย สมองเสื่อมและความจํา
สบั สน เปนโรคติดเช้ืออ่ืน ๆ ไดงาย เชน โรคตับอักเสบ ไตอักเสบ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ
โรคมะเร็ง ภูมิตานทานในรางกายจะลดลง มีสภาวะทางจิตใจไมปกติ สภาพจิตใจเส่ือมลง อารมณ
แปรปรวนงา ย ซึมเศรา วติ กกังวล ความรูสึกฟุงซาน ซ่ึงจากผลรายทเี่ กดิ ข้ึนดงั กลาว จะผลกั ดันใหผ เู สพ
ยาเสพติดเปนบุคคลที่ไรสมรรถภาพทั้งรางกายและจิตใจในการดําเนินชีวิตในสังคม ขาดความเชื่อม่ัน
สญู เสียบุคลิกภาพ ไมสนใจตนเอง ไมส นใจการงานหรือการเรียน และผเู สพบางรายอาจประสบอุบัติเหตุ
ถงึ ขั้นพกิ าร เชน พลัดตกจากท่ีสูงขณะทํางาน หกลม อันเนื่องมาจากฤทธิ์ของยาเสพติดท่ีมีผลตอระบบ
ประสาทและสมอง

104

2. โทษและภยั ตอครอบครัว การตดิ สารเสพติดนอกจากจะทาํ ใหเ ส่ือมเสียชื่อเสียงของตนเอง
และครอบครัวแลว ยังทําใหผูเสพกลายเปนบุคคลที่ขาดความรับผิดชอบตอครอบครัวไมหวงใยดูแล
ครอบครวั ทาํ ใหค รอบครัวขาดความอบอุน ตองสญู เสียเศรษฐกิจและรายไดของครอบครัว เนื่องจากตอง
นาํ เงนิ มาซื้อสารเสพติด บางรายอาจตอ งสูญเสียเงินจาํ นวนไมนอยเพ่ือรักษาตนเองจากโรครายแรงตาง ๆ
อันเกิดจากการใชสารเสพติด กลายเปนภาระของครอบครัวในท่ีสุด อีกท้ังนําไปสูปญหาครอบครัว
เกดิ การทะเลาะวิวาทกันบอ ยๆ เกิดความแตกแยกภายในครอบครัว เปน ตน

3. โทษและภยั ตอ สงั คมและเศรษฐกิจ ผูที่เสพสารเสพติด นอกจากจะเปนผูที่มีความรูสึกวา
ตนเองดอยโอกาสทางสังคมแลว ยังอาจมีความคิดหรือพฤติกรรมท่ีนําไปสูปญหาสังคมสวนรวมได
เชน กอ ใหเ กดิ ปญ หาอาชญากรรม เชน ปลน จ้ี ทาํ รา ยรา งกายผอู ืน่ เพ่ือชิงทรพั ย ปญ หาอุบตั เิ หตุ เชน รถชน
หรือตกจากที่สูง และปญหาโรคเอดส เปนตน นับวาเปนการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีคา ตลอดจน
ทรพั ยสนิ ของตนเองและสวนรวมอยางไรประโยชน ทําใหเปนภาระของสังคมสวนรวม ในการจัดสรร
บคุ ลากร แรงงาน และงบประมาณในการปราบปรามและบาํ บดั รกั ษาผูตดิ สารเสพติดในทส่ี ดุ

4. โทษและภัยตอประเทศชาติ ผูท่ีเสพสารเสพติดและตกเปนทาสของสารเสพติดอาจกลาว
ไดวา เปนผทู บ่ี อ นทาํ ลายเศรษฐกิจและความม่นั คงของชาติ เน่อื งจากผูท ีเ่ สพสารเสพติดทําใหรัฐบาลตอง
สูญเสยี กําลังคมและงบประมาณแผนดินจํานวนมหาศาล เพื่อใชจายในการปราบปรามและบําบัดรักษา
ผูติดสารเสพติด ทําใหตองสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีคา เกิดความไมสงบสุขของบานเมือง ทําให
เศรษฐกิจทรุด บ่ันทอนความมั่นคงของประเทศชาติ ตองสูญเสียกําลังสําคัญของชาติอยางนาเสียดาย
โดยเฉพาะถา ผูทเี่ สพสารเสพตดิ เปนเยาวชน

105

เร่ืองที่ 2 แนวทางการปองกันการแพรร ะบาดของสารเสพตดิ

ปญ หายาเสพติดเกดิ ขึน้ ไดเ พราะมีสถานการณสองอยางประกอบกัน คือ มีผูตองการใชยาอยูใน
สังคม (Demand) กับมียาเพื่อตอบสนองความตองการของผูใช (Supply) ซ่ึงองคประกอบทั้งสองน้ี
ตางฝายตางสงเสริมสนับสนุนซ่ึงกันและกันแบบลูกโซ ดังนั้น การแกไขปญหายาเสพติด จึงตอง
ดาํ เนนิ การกับองคป ระกอบท้ังสองอยางไปพรอม ๆ กัน คือ จะตองลดปริมาณความตองการยาเสพติดลง
ในขณะเดยี วกนั ก็จะตองลดปรมิ าณของยาเสพตดิ ในตลาดดวย ในทางปฏิบัติระหวางมาตรการสองอยางนี้
ดูเหมือนวา มาตรการลดความตองการจะไดรับความสนใจนอยกวา เพราะคนสวนใหญจะนึกถึงการลด
ปริมาณยาในตลาดเสียมากกวา

ปญหายาเสพติด คือ ปญ หาท่เี กิดจากการใชยาเสพติดหรือใชย าในทางที่ผิดซึ่งเปนปญหาพฤติกรรม
ของมนุษยอันเนื่องมาจากความคาดหวังที่จะไดรับประโยชนจากฤทธิ์ของยาหรือจากความคิดท่ีจะอาศัย
ฤทธ์ิยาเปนที่พึ่งในสถานการณตางๆ องคประกอบสําคัญของปญหาคือ ยากับคนเปนองคประกอบหลัก
โดยมีแรงจงู ใจใหใชยากบั โอกาสที่เอ้อื ตอ การใชย าเปน องคประกอบเสริมถาองคประกอบอยางใดอยางหนึ่ง
ขาดไปปญหายาเสพติดจะไมเกิดข้ึน มีแตคนแตไมมียา หรือมีแตยาแตไมมีคนใชยาปญหาก็จะไมเกิด
หรือมคี นมยี าแตไมม แี รงจูงใจใหคนเอายามาใช ปญ หาก็จะไมเ กดิ หรือแมจ ะมีแรงจูงใจใหใ ชยา มีคนที่อยาก
ใชย า และมยี าใหใ ช แตไมม โี อกาสจะใช เชน สถานที่ไมเหมาะสม ไมมีอุปกรณ มีตํารวจตรวจตราเขมงวด
หรอื อยใู นสายตาพอแม ครอู าจารยการใชยาจะเกดิ ขึน้ ไมได ปญ หายาเสพตดิ ก็จะไมเ กิด

ดงั น้ัน การปองกนั ปญหายาเสพติด ไดแก การปอ งกนั พฤตกิ รรมการใชยาของมนษุ ยท่เี กดิ จากการ
คดิ พ่งึ ยาและหวงั ผลจากฤทธย์ิ านน้ั เอง ซึ่งบุคคลในขายท่ตี อ งปองกันไมใหทําพฤติกรรมใชยาเสพติดอาจ
แบงออกเปน 3 กลุมดว ยกัน คือ

1. กลุม ท่ยี งั ไมเ คยใชยาและยงั ไมเรมิ่ ใชย า
2. กลมุ ทีเ่ คยใชยา ซ่ึงจาํ แนกออกไดเปนพวกทเ่ี คยลองใชแลวเลิก พวกที่ใชเ ปนคร้ังคราว
พวกท่ีใชบอย ๆ เปนประจาํ แตย ังไมถ ึงขั้นตดิ ยา และพวกตดิ ยาใชยาแลว
3. กลุม ที่ใชยาเปนประจําหรอื ตดิ ยาท่ีผานการบาํ บัดรกั ษาและเลิกใชย าตดิ ยามาแลว
เนือ่ งจากบุคคลทัง้ สามกลมุ ท่ีกลาวมานีม้ ีโอกาสที่จะเปน ผูใชยา และตดิ ยาในอนาคตได เชนเดียวกัน
กิจกรรมของขายงานปองกันจึงจําเปนตองครอบคลุมบุคคลทั้งสามกลุม โดยที่ผูดําเนินงานปองกัน
เปาหมายแตละกลุมจะตองกําหนดมาตรการและวิธีการใชแตกตางกันออกไป เพ่ือใหเหมาะสมกับ
ลักษณะเฉพาะของเปา หมายแตล ะกลุม

ลกั ษณะงานดา นปอ งกัน (Prevention) จึงมี 3 ระดับดวยกัน คือ
1. การปองกนั ขนั้ พื้นฐาน (Primary Prevention)
2. การปองกนั ขัน้ ท่สี อง (Secondary Prevention)
3. การปองกันข้ันท่สี าม (Tertiary Prevention)

106

1. การปอ งกันข้ันพ้ืนฐาน (Primary Prevention)
การปอ งกันพืน้ ฐานหรือบางคนเรียกวาการปอ งกันเบ้อื งตน หมายถึง การดําเนินการใด ๆ

เพอ่ื สรางภูมิคุมกนั ใหเ ยาวชนปดประตูท่ีจะนําไปสูการใชยาเสพติดอยางถาวร ใหเยาวชนตัดสินใจดวย
ตนเองทีจ่ ะไมใชย าเสพตดิ ไมค ิดจะเสยี่ ง ทดลอง เปน การมุง ปอ งกนั คนสว นใหญของแผนดนิ ไมใหเขาไป
หายาเสพตดิ เปนการปองกันอยา งถาวร

งานปองกันขนั้ พืน้ ฐานจงึ นบั เปนงานท่มี ีความสําคัญท่ีสุด และเปนกุญแจสําคัญนําไปสู
ความสําเร็จของการปองกันและแกไขปญหายาเสพติดของชาติ แตในขณะเดียวกันเปนงานท่ีมีความ
สลบั ซบั ซอนทําไดย าก เพราะเปน งานท่เี กีย่ วของกับการวางรากฐานใหกับคนสวนใหญของประเทศ ซึ่ง
ตองเร่ิมปลูกฝงตั้งแตยังเยาววัยตอเนื่องกันไปจนพนวัยเรียน โดยอาศัยความรวมมือจากหลายฝายให
ชว ยกันทาํ

2. การปองกันขนั้ ทสี่ อง (Secondary Prevention)
การปองกันขั้นที่สองนี้ใชกันในความหมายที่แบงเปน 2 นัย นัยหน่ึง หมายถึง

การปองกนั โดยทางออ ม ซึ่งหมายถงึ การกระทําใด ๆ ท่เี ปน การขดั ขวางไมใ หยาเขาไปสูคน โดยมีจุดหมาย
ทเ่ี ร่ิมจากตัวยาเสพตดิ ท่ีเปน ปญ หาหลัก ซ่ึงตรงกนั ขา มกบั การปอ งกนั ขั้นพนื้ ฐานทมี่ งุ ปองกนั ไมใหค นเขา
ไปหายา ดว ยการมองภาพทคี่ นเปนจดุ ต้ังตน

ดังน้ัน การปองกันข้ันท่ีสอง ตามความหมายนี้จึงครอบคลุมถึงงานเกี่ยวกับ
การปราบปราม ยดึ อายดั เผาทาํ ลายยาเสพติด การสกดั ก้นั การตรวจเขม การตรวจปสสาวะหาสารเสพติด
การสง เจา หนา ทต่ี ํารวจเขา ไปประจําทาํ การสอดแนมในโรงเรยี น รวมถงึ มาตรการตรวจจับ จําแนก
เพอ่ื แยกผใู ชย าเสพตดิ ไปรับการบําบัดรกั ษาฟน ฟู หรอื ปองกันไมใหผตู ิดยาสามารถเผยแพรยาเสพตดิ ไปสู
ผไู มใ ชเ สพติดดวย

ส ว น อี ก นั ย ห นึ่ ง เ ป น ค ว า ม ห ม า ย ที่ มั ก ใ ช กั น ใ น ว ง ก า ร ข อ ง ผู มี อ า ชี พ แ น ะ แ น ว
ในความหมายของการดําเนนิ การชวยเหลือใหผูที่เคยลองใชยาเสพติด หรือผูที่ใชยาเสพติดชนิดใดชนิด
หน่ึงเปนคร้ังคราวหรือใชบ อ ยๆ แตย ังไมติดยา ใหป รบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมเลิกใช เลิกเก่ียวขอ งกับยาเสพติด
ชนิดน้ันๆ เปนมาตรการแยกคนออกจากยา หรือดึงคนติดยาออกจากยาเสพติดดวยมาตรการแนะแนว
ใหคาํ ปรึกษาและจิตเวชบําบัด เปนการปองกันท่ีเนนการสกัดกั้นเพื่อหยุดย้ังพฤติกรรมการใชยาเสพติด
ของกลุมผูทใี่ ชยาเสพตดิ หรือมีประสบการณเ กี่ยวขอ งกับยาเสพติดมาแลว

3. การปอ งกันขน้ั ที่สาม (Tertiary Prevention)
การปอ งกันขั้นทสี่ าม คือ การปอ งกนั การตดิ ซ้าํ (Relapse) เปน มาตรการทใี่ ชสาํ หรับผตู ดิ

ยาเสพติดที่ไดรบั การบาํ บดั รกั ษาดว ยการถอนพษิ ยาแลว ไมใ หกลบั ไปตดิ ยาซาํ้ ใหมอ ีก เปน มาตรการเสริม
ท่ีสนับสนนุ มาตรการทางการแพทย เพ่ือใหผูปวยที่ไดร บั การรักษาใหห ายขาดจากยาแลว อยูอยางปลอดภัย
จากยาเสพตดิ ไดย าวนานข้ึนกอ นทีจ่ ะหวนกลบั ไปติดยาอีก

107

การปอ งกนั ขนั้ ท่สี ามจะอาศัยมาตรการทุกชนิดทีม่ ุง ใหผูตดิ ยาหายจากอาการตดิ ยาทางจิต
ดวยมาตรการฟน ฟจู ิตใจ (Rehabilitation) ดว ยวธิ จี ติ เวชบาํ บดั (Psychological therapy) การใหค าํ ปรกึ ษา
(Social counseling) กลมุ บาํ บัด (Group therapy) และนันทนาการบําบดั (Recreational therapy) เปน ตน

การปอ งกนั ผตู ดิ ยาเสพตดิ ทบี่ ําบัดแลวไมใหกลับไปติดยาใหมอีก ถือเปนสวนหน่ึงของ
งานดานการปองกันท่ีมุงลดความตองการยาลงดวยการสกัดก้ันไมใหกลับไปใชยาอีก ซึ่งจะเปนการ
ปอ งกนั ไมใ หพ วกเขานํายาไปเผยแพรตอ ใหค นอนื่ ไดดว ย

โดยสรปุ แลว การปองกนั ข้นั พื้นฐาน น้นั เปน การปองกันมิใหมีการทดลองใชยา การใช
ยาในทางทผี่ ดิ หรือมใิ หมีผูเ สพตดิ รายใหมๆ เกิดขึ้น การปองกันข้ันที่สองเปนการเรงรีบนําผูท่ีติดยาแลว
ไปบําบัดรกั ษา และการที่จะทําการปอ งกันการเสพติดไดอยา งมีประสิทธิภาพน้ันจาํ เปนตองมีความเขาใจ
ในสาเหตแุ ละองคประกอบของปญหาการเสพติดเสียกอน องคประกอบที่ทําใหเกิดการติดยาน้ัน ไดแก
คน ยา และปจจัยท่ีเอื้ออํานวยใหมีการติดยา การวางแผนแกไขและปองกัน จึงจําตองศึกษาหาสาเหตุ
เฉพาะและใหการปองกันใหตรงกับสาเหตุหลัก ดังนั้น การปองกันการเสพติดที่เจาะจงถึงสาเหตุน้ัน
มแี นวทาง 3 แนวทาง ไดแก

1. การปองกันในวงกวาง เปนการปองกันโดยเนนเปาหมายที่สังคมโดยท่ัวไปมุงสราง
สังคมใหต ระหนักถงึ พิษและภยั ของยา ลดความตองการของสังคม และลดการตอบสนองของยาเสพติด
ซึ่งการดําเนินงานมีหลายรูปแบบ เชน การพัฒนาสุขภาพ การสรางเสริมศีลธรรม การใชกฎหมาย
การพัฒนาสงั คม ฯลฯ กลวธิ ีของการปองกนั ในแนวกวาง ไดแก

1.1 การใหการศึกษาในการถายทอดความรู เพื่อใหเกิดการเรียนรูทักษะและ
ประสบการณใ นการสรา งคณุ ภาพชีวติ และการไมพงึ่ พายาเสพตดิ โดยเนนถึงการพัฒนาตนเองและจิตใจ
ใหมีความเช่ือมนั่ วา ตนเองมีคุณคา สรา งสุขนสิ ยั และฝก ทกั ษะในการประกอบอาชีพ

1.2 การใหขอ มูลและขาวสาร เปน การใหขอ มลู และขา วสารทถ่ี ูกตอ งของปญ หา
ยาเสพติด เพือ่ ใหชุมชนไดว เิ คราะห เลอื กขอมลู และตดั สนิ ใจดว ยตนเองในการนําไปใชใหเกิดประโยชน
ตอ ตนเอง

1.3 การจัดกิจกรรมทางเลือก ดวยการสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดกิจกรรมตาง ๆ
ทเี่ หมาะสมกบั พน้ื ฐานของบุคคลและชมุ ชน เพื่อเปนทางเลอื กในการใชเ วลาชวยเบีย่ งเบนความสนใจจาก
พฤติกรรมทีไ่ มเ หมาะสมและเปน การชว ยพัฒนาท้ังรา งกายและจิตใจ

2. การปองกันในวงแคบ มุงเนนเฉพาะบุคคลบางกลุม หรือชุมชนบางแหงท่ีเส่ียงตอ
ปญหาการเสพติด กลวิธใี นการดําเนินงาน การปองกันในวงแคบ ไดแ ก

2.1 การฝกอบรม เปนการฝกอบรมแกกลุมแกนนําและกลุมประชาชนใหมีความรู
ดานการปองกนั การเสพติด การใชย าในทางที่ถกู โดยมีจดุ ประสงคใ หก ลุม แกนนําประยุกตความรูนั้นไป
ปฏบิ ตั ใิ นชมุ ชนใหส อดคลอ งกบั สภาพของทองถิ่น สวนกลุมประชาชนน้ันใหมีความรูและมีพฤติกรรม
ตอ ตา นการเสพตดิ โดยตรง

108

2.2 การรณรงค เปนการเผยแพรขาวสารโดยการระดมสื่อตาง ๆ ภายใตขอบเขตท่ี
กาํ หนดไว ใหป ระชาชนเกิดการตื่นตวั ตระหนกั ถงึ ปญหาและเขา มามสี วนรวมในการแกปญหา

2.3 การปฏบิ ตั กิ ารทางสังคม เปนวิธีการที่หวังผลของการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว
เชน ขจัดแหลงม่ัวสุม กวาดลา งแหลง ผลิต ฯลฯ

3. การปอ งกนั กรณีพิเศษ เปนการปองกันท่ีเนนในวงแคบที่สุด โดยเปาหมายอยูท่ีผูคา
ผูติดยาเสพติด หรอื ผทู ีม่ ีความเสย่ี งสูง และครอบครัว เชน บคุ คลท่ีกาํ ลงั เผชิญกับปญ หาของตนเอง บุคคล
ทีค่ รอบครวั แตกแยก ผตู ดิ ยาที่ผา นการถอนพิษยามาแลว กลวธิ ีในการปอ งกนั ในกรณพี เิ ศษน้ี ไดแก

3.1 การวเิ คราะหปญหา เพ่ือใหผ ูติดยาไดท ราบเกี่ยวกับพฤติกรรมและปญหาของตน
ในการตดิ ยา

3.2 การใหคาํ ปรกึ ษาแนะนาํ เปน การใหแ นวทางปฏิบัติสําหรับเลือกปฏิบัติในกรณีท่ี
เกิดปญ หาเพือ่ หลกี เลีย่ งการใชยาเสพติด

3.3 การใหคําปรึกษาแกครอบครัว เพ่ือลดความกดดันในครอบครัวลงและให
แนวปฏิบัติแกค รอบครวั ของผูติดยาเสพติดหรอื ผทู ี่มีความเสีย่ งสูงเพอื่ ลดปญ หาของตนเอง

3.4 การใหสุขศึกษา เปนการใหความรูเรื่องยาและสุขภาพอยางถูกตอง เพื่อปองกัน
การกลับไปใชย าในทางที่ผดิ อกี

3.5 การใหกําลังใจ เพื่อเพ่ิมกําลังใจใหแกผูติดยาในขณะที่กําลังเผชิญปญหาท่ีอาจ
นาํ ไปใชใ นทางที่ผดิ อีก

3.6 การฝก อาชีพ เพื่อเปน แนวทางในการดํารงชีวิตตามความสามารถและความถนัด
ของตนเปนการลดความกดดนั ดานเศรษฐกจิ และใชเ วลาวา งใหเ ปนประโยชน

กลวธิ ที ุกอยา งสามารถนาํ ไปปฏบิ ัตพิ รอ มๆ กนั ไดหลายกลวิธไี มวา จะเปน การปองกัน
ในระดบั ไหน หรอื มีวตั ถปุ ระสงคเพ่อื ปอ งกนั มิใหเกดิ การใชย าในทางที่ผดิ หรือปองกันการติดซ้ําซ่ึงเปน
หัวใจสําคัญของการปองกันและแกปญหาการติดสารเสพติด ทุกฝายท่ีเกี่ยวของควรเขามามีสวนรวม
ดําเนินการอยางจรงิ จงั

เรอ่ื งที่ 3 กฎหมายทเี่ กี่ยวของกบั สารเสพติด

“ยาเสพตดิ เปน ภัยตอ ชวี ิต เปนพษิ ตอสงั คม” เปน คาํ กลา วทแ่ี สดงถึงภาพของยาเสพตดิ เปนอยา งดี
ในปจ จุบันปญ หาเรื่องยาเสพตดิ เปนปญ หาทท่ี ุกชาตใิ หค วามสําคัญเปนอยางมากในการปอ งกนั และ
ปราบปรามและถอื วาเปน ความผดิ สากลซงึ่ แตละชาติสามารถจับกุมและลงโทษผกู ระทาํ ความผิดเกยี่ วกบั
ยาเสพตดิ ไดท นั ที

กฎหมายเกีย่ วกับยาเสพติดไดใหค วามหมายของคาํ วา ยาเสพติดไวดังน้ี “สารเคมีหรือวัตถุชนิดใด ๆ
ซึ่งเมื่อเสพเขาสูรางกายไมวาจะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือดวยประการใด ๆ แลวทําใหเกิดผลตอ
รางกายและจิตใจในลักษณะสําคัญ เชน ตองเพ่ิมขนาดการเสพข้ึนเปนลําดับ มีอาการถอนยาเมื่อขาดยา

109

มีความตองการเสพทง้ั ทางรางกายและจติ ใจอยางรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยทว่ั ไปจะทรุดโทรมลง
รวมถึงพืชหรือสวนของพืชท่ีเปนหรือใหผลผลิตเปนยาเสพติดใหโทษ หรืออาจใชผลิตเปนยาเสพติด
ใหโ ทษและสารเคมีทีใ่ ชในการผลิตยาเสพติดใหโทษดวย” จากความหมายของยาเสพติดทําใหทราบวา
อะไรบา งท่ีเขาลักษณะของยาเสพติด พืชอาจเปนยาเสพติดได ถาเสพแลวเกิดผลตอรางกายและจิตใจจน
ขาดไมได มใิ ชเฉพาะแตเ ฮโรอนี ซ่ึงเปน สงิ่ สงั เคราะหเทาน้ันทเี่ ปนยาเสพติดใหโทษ
ประเภทของยาเสพตดิ และบทลงโทษตามกฎหมาย

ตามกฎหมายไดแบง ประเภทของยาเสพติดใหโทษแบงออกเปน 5 ประเภท
ประเภท 1 ยาเสพติดใหโทษชนดิ รา ยแรง เชน เฮโรอีน ฝน เปนตน
หา มมใิ หผ ูใด ผลติ จําหนา ย นําเขา สงออก หรือมไี วในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดใหโทษประเภท
1 เวน แตเพอื่ ประโยชนทางราชการตามท่ี รมต.ฯ อนญุ าตเปน หนงั สอื เฉพาะราย ผูฝ าฝน ระวางโทษตั้งแต 1
ปถ งึ ประหารชีวิต แลวแตจํานวนยาเสพตดิ ทจี่ ําหนายหรือมีไวใ นครอบครอง
ประเภท 2 ยาเสพตดิ ใหโทษทว่ั ไป เชน มอรฟ น
กฎหมายหามมิใหผูใดผลิต นําเขา หรือสงออก ซ่ึงยาเสพติดใหโทษประเภท 2 แตสามารถ
จาํ หนายหรอื มีไวใ นครอบครองไดเมอ่ื ไดรับอนญุ าตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผูซ่ึง
ไดรบั มอบหมายหรือสาธารณสขุ จังหวดั สาํ หรับการมีไวในครอบครองท่ีไมเกินจํานวนท่ีจําเปนสําหรับ
ใชรักษาโรคเฉพาะตัว โดยมีหนังสือรับรองของผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมไมตองขออนุญาต ผูฝาฝน
ระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กิน 5 ป ถึงจาํ คุกตลอดชีวติ แลว แตความหนกั เบาของความผดิ
ประเภท 3 ยาเสพติดใหโทษที่มียาเสพติดประเภท 2 เปนสวนผสมอยูดวย เชน ยาแกไอผสม
โคเคอีน เปน ตน
กฎหมายหามมิใหผูใดผลิต นําเขา หรือสงออก ซ่ึงยาเสพติดใหโทษประเภท 3 เวนแตไดรับ
อนุญาต ซึ่งตองเปนรานคาที่ไดรับอนุญาตใหผลิต ขายนําหรือสงเขาในราชอาณาจักรประเภทยาแผน
ปจจบุ นั และมเี ภสัชกรประจําตลอดเวลาทีเ่ ปด ทาํ การ ผฝู า ฝนระวางโทษจําคุกไมเกิน 1 ป ถงึ จาํ คกุ ไมเกิน
3 ป

ประเภท 4 สารเคมีที่ใชในการผลิตยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 1 หรือประเภท 2
กฎหมายหามมิใหผูใดผลิต นําเขา หรือสงออกหรือมีไวในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดใหโทษ
ประเภท 4 เวน แตร ัฐมนตรีอนญุ าต ผฝู า ฝนระวางโทษจาํ คุกตั้งแต 1 ป – 10 ป
ประเภท 5 ยาเสพติดใหโ ทษท่มี ิไดเขาอยใู นประเภท 1 ถึงประเภท 4 เชน กญั ชา พืชกระทอ มเปนตน
กฎหมายมิใหผูใดผลิต จําหนาย นําเขา สงออก หรือมีไวในครอบครอง ซ่ึงยาเสพติดใหโทษ
ประเภท 5 เวนแตร ฐั มนตรอี นญุ าต ผฝู าฝนระวางโทษจําคกุ ตงั้ แต 2 ป – 15 ป

110

บทลงโทษเก่ยี วกบั สารระเหย
ตามพระราชกําหนดปอ งกนั การใชส ารระเหย พ.ศ. 2533 กาํ หนด มาตรการควบคุมไมใหนําสาร

ระเหยมาใชใ นทางทผ่ี ดิ ไวหลายประการและกาํ หนดใหผ ูฝาฝนไมป ฏิบัตติ ามมาตรการดงั กลาว มคี วามผิด
และตองรบั โทษ ซึ่งมรี ายละเอียดดังน้ี

1. กาํ หนดใหผูผ ลิต ผนู าํ เขา หรือผูขายสารระเหย ตองจัดใหมีภาพหรือขอความที่ภาชนะบรรจุ
หรือหบี หอบรรจุสารระเหย เพอ่ื เปนการเตือนใหระวังการใชส ารระเหยดังกลา ว ผฝู า ฝนตองรับโทษจาํ คุก
ไมเกนิ สองปหรือปรบั ไมเกนิ สองหมื่นบาท หรอื ทง้ั จําท้ังปรับ

2. หามไมใหผูใดขายสารระเหยแกผูที่มีอายุต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณ เวนแตเปนการขายโดย
สถานศึกษาเพ่อื ใชในการเรียนการสอน ผฝู าฝน ตอ งรับโทษจาํ คุกไมเ กนิ หนึง่ ป หรือปรับไมเ กนิ หนึ่งหม่ืน
บาท หรือท้งั จําทงั้ ปรบั

3. หา มไมใ หผใู ดขาย จัดหา หรือใหสารระเหยแกผูอื่นซึ่งตนรูหรือควรรูวาเปนผูติดสารระเหย
ผูฝ า ฝนตอ งรับโทษจําคกุ ไมเกนิ สองป หรือปรบั ไมเกนิ สองหมื่นบาท หรือท้งั จาํ ท้งั ปรบั

4. หามไมใหผูใดจูงใจ ชักนํา ยุยงสงเสริม หรือใชอุบายหลอกลวงใหบุคคลอื่นใชสารระเหย
บาํ บัดความตองการของรางกายหรือจิตใจ ผูฝาฝนตองรับโทษจําคุกไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสอง
หม่นื บาท หรอื ทง้ั จาํ ท้งั ปรับ

5. หามไมใ หผูใ ดใชสารระเหยบําบัดความตอ งการของรา งกายหรอื จิตใจ ไมวาโดยวิธีสูดดมวิธี
อื่นใด ผูฝา ฝน ตอ งรับโทษจําคกุ ไมเ กินสองปหรอื ปรบั ไมเกนิ สองหมน่ื บาท หรือทง้ั จําทงั้ ปรับ

พงึ ระลกึ เสมอวา การเสพติดสารระเหย นอกจากจะเปนโทษตอรางกายแลว ยังเปนการกระทําที่
ผิดกฎหมายดวย

ทง้ั น้ี กฎหมายทีเ่ กยี่ วของกบั ยาเสพตดิ ท่มี กี ารออกพระราชบญั ญตั แิ ละระเบยี บตางๆ ใชกันอยูใน
ปจ จุบนั มหี ลายฉบับ ซ่งึ สามารถจัดเปนกลมุ ๆ ได คือ

1. กฎหมายทเ่ี กย่ี วกับตวั ยา ไดแ ก
1.1 พระราชบัญญตั ิยาเสพตดิ ใหโทษ พ.ศ. 2522
1.2 พระราชบญั ญตั ิยาเสพตดิ ใหโ ทษ (ฉบบั ท่ี 5) พ.ศ. 2545
1.3 พระราชบญั ญตั ิวัตถทุ ่อี อกฤทธิ์ตอ จติ และประสาท พ.ศ. 2528 แกไขเพม่ิ เตมิ พ.ศ. 2535

1.4 พระราชกําหนดปองกันการใชสารระเหย พ.ศ. 2533
1.5 พระราชบญั ญัตคิ วบคุมโภคภณั ฑ พ.ศ. 2495
2. กฎหมายทเี่ ก่ียวกับมาตรการ ไดแ ก
2.1 พระราชบัญญตั ิปอ งกนั และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519
2.2 พระราชบญั ญัติปองกันและปราบปรามยาเสพตดิ (ฉบบั ที่ 4) พ.ศ.2545
2.3 พระราชบัญญัตฟิ น ฟสู มรรภาพผตู ดิ ยาเสพติด พ.ศ.2545

111

ประชาชน นักเรียน นักศึกษาจึงควรศึกษาทําความเขาใจถึงขอกําหนดการกระทําผิดและ
บทลงโทษท่ีเกย่ี วกบั ยาเสพติด เพ่ือหลีกเล่ียงการกระทําผิดพรอมทั้งควรแนะนําเผยแพรความรูดังกลาว
แกเพื่อน สมาชิกในครอบครัว และประชาชนในชุมชน ใหตระหนักถึงโทษภัยของยาเสพติด รวมท้ัง
รวมกนั รณรงคปองกนั การแพรระบาดสูเด็กและเยาวชนในชุมชน ตอ ไป

ทัง้ น้ี การกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไมวาจะกระทําในหรือนอกประเทศตองรับโทษใน
ประเทศ ซง่ึ ถา รับโทษจากตา งประเทศมาแลว ศาลอาจลดหยอนโทษใหต ามสมควรและตามที่กลาวไวใน
ตอนตน ถงึ ความจริงจังในการปอ งกันและปราบปรามยาเสพติด จึงมีการกําหนดใหการกระทําบางอยาง
ตองรบั โทษหนักกวากฎหมายอื่น เชน กําหนดโทษใหผูพยายามกระทําความผิดตองระวางโทษเสมือน
กระทาํ ความผดิ สําเรจ็ ซึ่งตามกฎหมายอาญาผูพ ยายามกระทาํ ความผิดจะรับโทษเพียง 2 ใน 3 ของโทษมี
กาํ หนดสาํ หรับความผิดน้ันเทานั้น นอกจากน้ีผูสนับสนุน ชวยเหลือ ใหความสะดวกผูกระทําความผิด
ตองระวางโทษเชนเดยี วกบั ผกู ระทําความผิด และทรัพยสินทีไ่ ดม าจากการกระทําความผดิ จะตองถูกศาล
ส่ังริบ นอกจากพิสูจนไดวาทรัพยสินน้ันไมเก่ียวของกับการกระทําความผิด และในเรื่องการสืบทราบ
การกระทําผิดเจาหนาทม่ี ีอํานาจเรียกบุคคลใดใหถ อ ยคําสงบัญชีเอกสารหรือหลักฐานใด ๆ ประกอบการ
พิจารณาและมอี าํ นาจเขา ไปในเคหสถานเมือ่ ตรวจคนหลักฐานในกรณีมเี หตุอนั ควรสงสัยวามีการกระทํา
ความผิดเกีย่ วกับยาเสพติด เม่อื ตรวจสอบและพบหลักฐานการกระทาํ ความผดิ เกย่ี วกับยาเสพติดเจาหนาท่ี
มีอํานาจจับกุมและสอบสวนผูกระทําผิดและทําสํานวนฟองศาลตอไปตามกระบวนพิจารณาของศาล
ซึ่งโทษท่ีจะไดรับสําหรับผูกระทําความผิดจะเปนโทษท่ีหนักเน่ืองจากความผิดเก่ียวกับยาเสพติดเปน
ความผดิ รายแรงทแี่ ตละชาติไดใ หความสําคัญตามทีก่ ลาวไวในขางตน

112

บทท่ี 8
ทกั ษะชวี ิตเพ่ือสุขภาพจิต

สาระสําคญั

มีความรู ความเขา ใจ เกยี่ วกบั ความสาํ คัญของทักษะชีวิตทั้ง 10 ประการ และสามารถนําความรู
ไปประยกุ ตใ ชในชวี ติ ประจาํ วันในการทาํ งาน การแกปญหาชีวิตครอบครัวของตนเองไดอยางเหมาะสม
ตลอดจนสามารถนํากระบวนการทักษะชวี ิตไปใชในการแกปญ หาแกครอบครวั ผอู น่ื ได

ผลการเรียนรูทีค่ าดหวงั

1. สามารถบอกถงึ ความหมาย ความสําคัญของทกั ษะชีวติ ไดอ ยางถูกตอง
2. สามารถอธบิ ายถงึ ทกั ษะชีวิตท่จี ําเปนในชวี ติ 3 ประการไดอ ยา งถูกตอง

ขอบขายเนือ้ หา

เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คัญของทักษะชีวิต
เร่ืองที่ 2 ทกั ษะการตระหนกั ในการรตู น
เรอื่ งที่ 3 ทักษะการจัดการกบั อารมณ
เรือ่ งท่ี 4 ทกั ษะการจัดการความเครยี ด

113

เรือ่ งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญของทักษะชีวติ

ความหมายของทกั ษะชีวติ
คําวาทักษะ (Skill) หมายถึง ความจัดเจนและความชํานิชํานาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบุคคล

สามารถสรางขึ้นไดจากการเรียนรู ไดแก ทักษะการอาชีพ การกีฬา การทํางานรวมกับผูอื่น การอาน
การสอน การจัดการ ทักษะทางคณิตศาสตร ทักษะทางภาษา ทักษะทางการใชเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งเปน
ทักษะภายนอกทสี่ ามารถมองเหน็ ไดช ัดเจนจากการกระทํา หรือจากการปฏิบัติ ซึ่งทักษะดังกลาวนั้นเปน
ทักษะที่จําเปนตอการดํารงชีวิตที่จะทําใหผูมีทักษะเหลาน้ันมีชีวิตที่ดี สามารถดํารงชีพอยูในสังคมได
โดยมีโอกาสท่ีดีกวาผูไมมีทักษะดังกลาว ซ่ึงทักษะประเภทน้ีเรียกวา Livelihood Skill หรือ Skill for
Living ซึ่งเปนคนละอยางกับทักษะชวี ติ ท่ีเรียกวา Life Skill

ดงั นน้ั ทกั ษะชวี ติ หรือ Life Skill จึงหมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคม จิตวิทยา
(Psychosocial Competence) ที่เปนทักษะภายใน ท่ีจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตาง ๆ
ทเ่ี กิดขึน้ ในชวี ติ ประจําวันไดอยางมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพรอมสําหรับการปรับตัวในอนาคต
ไมว าจะเปนเร่อื งการดูแลสขุ ภาพ เอดส ยาเสพติด ความปลอดภัย ส่งิ แวดลอม คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ
เพอ่ื ใหส ามารถมีชวี ติ อยใู นสงั คมไดอยา งมคี วามสุขหรือจะกลา วงา ย ๆ ทกั ษะชีวิต ก็คือ ความสามารถใน
การแกปญหาท่ีตองเผชิญในชีวิตประจําวัน เพ่ือใหอยูรอดปลอดภัยสามารถอยูรวมกับผูอ่ืนไดอยางมี
ความสุขและเตรียมพรอ มสําหรับการปรับตัวในอนาคต

ความสําคญั ของทกั ษะชีวิต
เน่ืองจากสังคมปจจุบันมีความซับซอนในการดําเนินชีวิต เนื่องจากมีการเปล่ียนแปลงอยาง

รวดเร็วในดานเศรษฐกิจ สังคม ขาวสารขอมูล และเทคโนโลยี มีการแขงขันและความขัดแยงมากข้ึน
บุคคลมีความจําเปนตองปรับตัวใหทันตอความเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการแขงขัน สามารถสู
กระแสวิกฤติตาง ๆ ไดอยางมีเหตุมีผล รูจักนําเทคโนโลยีมาใชเพื่อพัฒนาตนและพัฒนาอาชีพ มีความ
เขาใจสถานการณและมีวิจารณญาณในการเลือกรับเลือกปฏิเสธ มีความสามารถควบคุมอารมณและ
บริหารความขดั แยง ท่ีเกดิ ขึ้นในวิถีชีวติ และมีคุณสมบัติที่พึงประสงคในการอยูรวมกับผูอื่น จึงจะอยูใน
สังคมไดอยา งมีความสขุ

ทักษะชีวติ ท่ีจําเปน
ทกั ษะชวี ิตจะมคี วามแตกตางกันตามวัฒนธรรมและสถานท่ี อยางไรก็ตาม มีทักษะชีวิตอยูกลุม

หนึง่ ที่ถอื เปน หัวใจสาํ คัญที่ทุกคนควรมี โดยองคก ารอนามยั โลกไดกําหนดไว ดังน้ี
1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making) เปน ความสามารถในการตัดสินใจเก่ยี วกับเรื่องราวตาง ๆ

ในชวี ติ ไดอยา งมรี ะบบ เชน ถา บคุ คลสามารถตดั สินใจเกีย่ วกบั การกระทําของตนเองทีเ่ กีย่ วกับพฤติกรรม

114

ดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลที่ไดจากการตัดสินใจเลือกทางท่ี
ถกู ตอ งเหมาะสม ก็จะมผี ลตอการมสี ุขภาพท่ีดที ง้ั รา งกายและจติ ใจ

2. ทักษะการแกปญหา (Problem Solving) เปน ความสามารถในการจัดการกบั ปญ หาท่เี กิดข้ึนใน
ชวี ิตไดอยา งมรี ะบบไมเกดิ ความเครียดทางกายและจิตใจ จนอาจลกุ ลามเปนปญหาใหญโ ตเกนิ แกไข

3. ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative Thinking) เปนความสามารถในการคิดทีจ่ ะเปนสวนชว ย
ในการตัดสินใจและแกไขปญ หาโดยการคิดสรางสรรค เพื่อคนหาทางเลือกตาง ๆ รวมท้ังผลที่จะเกิดข้ึน
ในแตล ะทางเลือก และสามารถนาํ ประสบการณม าปรับใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดอ ยางเหมาะสม

4. ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห
ขอ มูลตางๆ และประเมนิ ปญหาหรอื สถานการณท ีอ่ ยูรอบตัวเราท่ีมีผลตอการดาํ เนินชวี ิต

5. ทกั ษะการสื่อสารอยางมปี ระสิทธิภาพ (Effective Communication) เปนความสามารถในการ
ใชคําพูดและทาทางเพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรมและ
สถานการณตาง ๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตองการ การแสดงความชื่นชม
การขอรอง การเจรจาตอรอง การตักเตอื น การชว ยเหลอื การปฏเิ สธ ฯลฯ

6. ทกั ษะการสรางสมั พนั ธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal Relationship) เปน ความสามารถใน
การสรางความสัมพนั ธท่ดี ีระหวางกันและกัน และสามารถรักษาสมั พันธภาพไวไ ดย ืนยาว

7. ทักษะการตระหนักรใู นตน (Self Awareness) เปน ความสามารถในการคนหา รูจักและเขาใจ
ตนเอง เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการและส่ิงท่ีไมตองการของตนเอง ซึ่งจะชวยใหเรารู
ตัวเองเวลาเผชิญกบั ความเครียดหรือสถานการณต าง ๆ และทกั ษะนี้ยงั เปน พนื้ ฐานของการพฒั นาทกั ษะ
อืน่ ๆ เชน การส่อื สาร การสรางสมั พนั ธภาพ การตดั สนิ ใจ ความเห็นอกเห็นใจผูอนื่ เปน ตน

8. ทกั ษะการเขา ใจและเหน็ ใจผูอ ื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือนหรือ
ความแตกตา งระหวางบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วัย ระดบั การศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สีผิว อาชีพ
ฯลฯ ชวยใหส ามารถยอมรบั บคุ คลอน่ื ที่ตางจากเรา เกิดการชว ยเหลอื บคุ คลอืน่ ท่ีดอ ยกวา หรือไดรับความ
เดอื ดรอน เชน ผตู ดิ ยาเสพตดิ ผูต ดิ เชื้อเอดส เปน ตน

9. ทกั ษะการจัดการกับอารมณ (Coping with Emotion) เปนความสามารถในการรับรอู ารมณของ
ตนเองและผูอ่นื รวู า อารมณมีผลตอ การแสดงพฤตกิ รรมอยางไร รวู ธิ กี ารจดั การกบั อารมณโกรธและความ
เศราโศกที่สงผลทางลบตอรางกายและจติ ใจไดอ ยางเหมาะสม

10. ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with Stress) เปนความสามารถในการรับรูถึง
สาเหตุของความเครียด รูวิธผี อ นคลายความเครยี ด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพ่ือให
เกดิ การเบยี่ งเบนพฤติกรรมไปในทางทถ่ี กู ตองเหมาะสมและไมเ กิดปญหาดานสขุ ภาพ

115

กลวิธีในการสรา งทกั ษะชีวติ
จากทักษะชวี ิตทจี่ าํ เปน 10 ประการ สามารถแบง ไดเ ปน 2 สว น ดงั นี้
1. ทักษะชีวิตท่ัวไป คือ ความสามารถพ้ืนฐานที่ใชเผชิญปญหาปกติในชีวิตประจําวัน เชน

ความเครียด สขุ ภาพ การคบเพือ่ น การปรบั ตัว ครอบครัวแตกแยก การบรโิ ภคอาหาร ฯลฯ
2. ทกั ษะชีวติ เฉพาะ คือ ความสามารถทจี่ าํ เปนในการเผชิญปญหาเฉพาะ เชน ยาเสพตดิ โรคเอดส

ไฟไหม น้ําทวม การถูกลว งละเมดิ ทางเพศ ฯลฯ

เรื่องที่ 2 ทกั ษะการตระหนกั ในการรูตน

การรจู ักตนเอง เปน เรอื่ งใกลต วั ท่ดี ูเหมือนไมนาจะสําคัญอะไรท่ีเราจะตองมานั่งเรียนรูทําความ
เขาใจ แตทวากลบั มาความสาํ คญั อยางย่งิ ยวด เปรยี บไดกับเสน ผมบงั ภูเขาทีท่ ําใหคนจํานวนมากท่ีแม
มคี วามรูมากมายทว มหวั แตเ อาตัวไมรอด เนอ่ื งจากสงิ่ หนงึ่ ทีเ่ ขาไมร เู ลยนนั่ คอื การรูจักตวั ตนของเขา
อยางถอ งแทนนั่ เอง

ท้งั ๆ ที่ในความเปน จริงแลว การรจู ักตนเองนับเปนพน้ื ฐานสําคัญที่เราควรเรียนรูเปนอันดับแรก
สดุ ในชีวิต เน่ืองจากการรูจ ักตนเองจะนาํ ไปสกู ารมเี ปาหมายท่ชี ัดเจนในการดาํ เนินชวี ติ เนอื่ งจากรวู าตนมี
ความถนดั ความชอบ และความสามารถในดานใด ดังนั้น จึงรูวาตนควรจะเรียนอะไร ประกอบอาชีพอะไร
ควรแสวงหาความรูอะไรเพิม่ เตมิ

การรจู ักวิธเี ฉพาะตัวทีต่ นถนัดในการพฒั นาทกั ษะการเรียนรูในดานตางๆ ของตนเองใหเปนไป
อยางมีประสิทธิภาพ อาทิ รูเทคนิคการเรียนหนังสือของตนวาควรใชวิธีใดจึงประสบผลสําเร็จ รูตัววา
ความจาํ ไมด ี จงึ ตองใชว ธิ จี ดอยางละเอยี ดและทบทวนบทเรียนอยางสมาํ่ เสมอ เปน ตน

จุดออ นในชีวติ ไดร บั การแกไขอยางทันทว งที อาทิ เมือ่ เรารูตัววาเปนคนใจรอ น เมอื่ มเี หตุการณที่
เรารูสาเหตหุ ากอยใู นสถานการณเชน น้ีอาจนําไปสูการใชความรุนแรงได ดังน้ัน เราจึงเลือกที่จะแยกตัว
ออกมานงั่ สงบสติอารมณเพอื่ คิดหาวิธีการแกไ ขท่ีดีท่สี ดุ

การพฒั นาทกั ษะการแกไ ขปญ หาทเ่ี กดิ ขึ้นในชีวติ อยา งมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากรูวาปญหานั้นมี
สาเหตมุ าจากตนหรอื ไม และรูวาตนเองควรปรบั อารมณเ ชนใด เม่ือยามเผชิญปญหาและควรหาวิธีการใด
ทีเ่ หมาะสาํ หรบั ตนเองมากทส่ี ดุ ในการแกปญ หาใหล ุลว งไปไดดวยดี

การคนพบความสุขท่ีแทจริงในสิ่งท่ีตนเลือกทํา เน่ืองจากรูวาอะไรท่ีทําแลวจะทําใหตนเองมี
ความสขุ ได นาํ ไปสกู ารเรยี นรูและเขา ใจผอู ื่นไดม ากย่งิ ขน้ึ อนั เปน การลดปญหาความขัดแยงและนําไปสู
มติ รภาพทดี่ ีตามมา

ตรงกันขามกับผูท่ีไมรูจักตนเอง ซ่ึงมักใชชีวิตโดยปลอยไปตามกระแสสังคม เลียนแบบ
ทําตามคนรอบขาง โดยขาดจุดยืนท่ีชัดเจน เชน แสวงหาความสุขในชีวิตดวยการไปเท่ียวเตรกับเพ่ือน
เสพยาเสพติด การเลือกคณะท่ีจะสอบเขา มหาวิทยาลัยตามคา นิยมขณะนน้ั หรือเลือกตามเพื่อน สุดทายเขา
จึงไมสามารถพบกับความสุขท่ีแทจริงในชีวิตไดและนําไปสูปญหามากมายตามมา นอกจากน้ี คนที่

116

ไมร ูจกั ตนเองยามเม่ือตองเผชิญหนากับปญหา โดยมากแลว มกั จะไมดวู า ปญ หาท่ีเกิดขึ้นน้ันมาจากตนเอง
หรือไม แตมักโทษเหตกุ ารณห รือโทษผอู ่นื เอาไวกอน จงึ เปนการยากทจี่ ะแกปญ หาใหล ุลว งไปไดด วยดี

ทักษะการรูจักตนเองจึงเปนทักษะสําคัญที่เราทุกคนตองเรียนรูและฝกฝน เนื่องจากการรูจัก
ตนเองน้นั ไมไดเปน เรือ่ งท่ีนง่ั อยเู ฉยๆ แลว จะสามารถรูข น้ึ มาไดเ อง แตต องผา นกระบวนการบมเพาะผาน
ประสบการณตา งๆ การลองผิดลองถูก ความผิดหวัง เจ็บปวด ความผิดพลาดลมเหลวตางๆ เพื่อที่จะตก
เปนผลึกทางปญญาในการรูจักตนเอง รวมท้ังผานการปฏิสัมพันธกับบุคคลรอบขาง ซึ่งถือเปนกระจก
สะทอนช้ันดีใหเ ราไดเรยี นรจู ักตนเอง โดยยิง่ รจู ักตนเองเร็วเทาไรยงิ่ เปนการไดเปรียบในการออกสตารท
ไปสเู ปาหมายชวี ิตไดเ ร็วเทา นัน้ รวมทง้ั ยงั เปน รากฐานสําคญั ในการใชช วี ติ อยางมคี วามสุขและ
ประสบความสาํ เรจ็ ทามกลางปญ หาและแรงกดดนั ตา ง ๆ

การฝก ฝนทักษะการรจู กั ตนเองจึงควรเร่มิ ตั้งแตวัยเยาว โดยพอ แมเ ปนบคุ คลสําคัญแรกสุดในการ
ชวยลูกคน หาตนเอง โดยเรมิ่ จากเปดโอกาสท่ีหลากหลาย พอแมควรสรางโอกาสที่หลากหลายในการให
ลกู ไดเรยี นรูทดลองในสิ่งตาง ๆ ใหมากทสี่ ุด อาทิ การทํางานบาน กิจกรรมตาง ๆ ที่ลูกสนใจ โดยพอแม
ทําหนาท่ีเปนผูสนับสนุน อํานวยความสะดวกในการใหลูกไดเรียนรูจากประสบการณตาง ๆ อยางไร
กต็ าม กิจกรรมดังกลาวพอแมควรคัดกรองวาเปนกิจกรรมที่สรางสรรคและปลอดภัยสําหรับลูกหรือไม
อาทิ การทาํ งานอาสาสมคั รตา ง ๆ การเขาคายอาสาพัฒนา การเขาคายกีฬา ไมใชตามใจลูกทุกเรื่อง เชน
ลูกขอไปเก็บเก่ียวประสบการณจากแกงมอเตอรไซค หรือขอไปเที่ยวกลางคืนหาประสบการณทางเพศ
เปนตน ซ่ึงเปนกิจกรรมท่ีไมสรางสรรคและอาจเกิดอันตรายกับลูกได ใหอิสระในความคิดและ
การตดั สินใจ พอ แมไ มควรเปนนกั เผด็จการทคี่ อยบงการชวี ติ ลูกไปทุกเรื่อง อาทิ พอแมอยากเรียนแพทย
แตสอบไมต ดิ จงึ ฝากความหวงั ไวกบั ลูก พยายามสรา งแรงกดดันและปลูกฝงความคิดใหลูกตองสอบเขา
คณะแพทยใหได เพื่อทําความฝนของพอแมใหเปนจริง โดยไมคํานึงวาลูกจะชอบหรือมีความถนัด
ในดานนี้หรือไม พอแมท่ีปรารถนาใหลูกรูจักตนเองจึงควรเปดโอกาสใหลูกไดสามารถตัดสินใจ
ในการเลือกส่ิงตาง ๆ ไดดวยตัวเอง โดยพอแมทําหนาที่คอยชี้แนะอยูหาง ๆ ถึงขอดี ขอเสีย ประโยชน
หรอื โทษ ท่ีลกู จะไดรับผานการตัดสินใจน้ัน ๆ ซึ่งหากพอแมเห็นวาการตัดสินใจของลูกเปนไปในทาง
ที่ไมถูกตองและอาจจะนําไปสูอันตรายได พอแมสามารถใชอํานาจในการยับย้ังการกระทําดังกลาวได
โดยช้แี จงถงึ เหตุผลใหลูกไดเขา ใจ เปนกระจกสะทอ นใหลูกเหน็ ตนเอง พอแมต อ งทําหนา ทเ่ี ปน กระจกเงา
สะทอ นใหล กู ไดเ ห็นตนเองในมุมตา ง ๆ ทง้ั จดุ ออ น จุดแข็ง จุดดี จุดดอย โดยหลักการสําคัญ คือ ผิดจาก
ความเปน จรงิ หรืออาจรูจ ักตนเองอยางผดิ ๆ ผา นคาํ พดู ของคนรอบขา ง เพ่อื นฝูง ครู อาจารย ซง่ึ อาจทําให
ลูกมองตนเองดอยคา เกิดเปน ปมดอยในจิตใจ โดยมงี านวิจยั ยนื ยันวาหากพอแมปลอ ยใหลูกมีความเขาใจ
ทีผ่ ดิ ๆ เกยี่ วกบั ตัวเองในเรอ่ื งตาง ๆ ท้ัง ๆ ท่ีไมไ ดเปนความจริง และหากไมมกี ารรีบปรับความเขา ใจ
ท่ผี ดิ ๆ น้ันโดยเรว็ สง่ิ ท่ลี กู เขาใจเก่ียวกับตนเองผดิ ๆ น้ันจะกลับกลายเปน ความจริงในท่ีสดุ

117

ตัวอยางเชน ลกู อาจโดนครทู ี่โรงเรยี นตอ วา เร่ืองผลการสอบวิชาคณติ ศาสตรท ่ีลูกสอบตก วาเปน
เด็กไมฉ ลาด ทั้ง ๆ ท่ีพอแมเ ห็นลูกพยายามอยางเต็มที่แลวในวิชานี้ ในกรณีดังกลาวพอแมควรทําหนาที่
เปนกระจกสะทอนใหลูกเห็นในมมุ ทถ่ี กู ตองและใหกําลงั ใจวาลูกมีจุดแข็งที่พอแมภาคภูมิใจในเร่ืองของ
ความตง้ั ใจจรงิ ความขยันหมัน่ เพยี ร แตอ ยา งไรก็ตามทีผ่ ลการเรียนออกมาเชนนี้อาจเพราะลูกไมถนัดใน
วชิ าดงั กลาว และใหลูกพยายามตอไปอยา ทอถอย อยางไรก็ตามหากพอ แมไ มม กี ารปรับความเขาใจในการ
มองตนเองของลูกในเรื่องน้ี ลูกจะตอกยํ้าตัวเองเสมอวาเปนคนหัวทึบ และเขาจะไมมีวันประสบ
ความสําเร็จในชีวิตการเรียนไดเลย กระตุกใหลูกไดคิดวิเคราะหตนเอง โดยการหม่ันสังเกตพฤติกรรม
อารมณข องลกู ในสภาวะตาง ๆ หรือจากเหตุการณตาง ๆ และเร่ิมตั้งคําถามกับลูกเม่ือการเรียนรูตนเอง
แทนการโทษผูอื่น หรอื โทษสถานการณ

ตวั อยา งเชน เมอ่ื ลูกทําขอสอบไดคะแนนไมดี แลวโทษวาเพราะครสู อนไมร เู รื่อง หรืออางวายังมี
เพอื่ นท่ีเรยี นแยก วาเขาอีก พอแมควรกระตุนใหลูกไดคิดวาเราไมควรไปเปรียบเทียบกับผูที่เรียนแยกวา
หรือโทษวาครูสอนไมรูเร่ือง พรอมกับใหลูกวิเคราะหตัวเองถึงจุดออนจุดแข็ง เชน ลูกมีจุดออนเร่ือง
ระเบียบวนิ ัย การบริหารเวลาในการอานหนังสือหรือไม เพราะท่ีผานมาพอแมไมเห็นวาลูกจะตั้งใจอาน
หนังสือหรือทบทวนบทเรียนเลย แตมาเรงอานตอนใกลสอบ ดังนั้น ในการสอบคร้ังตอไปลูกตองวาง
แผนการเรยี นใหดแี ละขยนั ใหมากกวานี้ เปน ตน

การสอนและเตือนสติ พอแมเ ปนผูท ่เี ห็นชีวติ ของลูกใกลชิดที่สุด และมีความสามารถในการเขา
ใจความเปน ตวั ตนของเขามากทีส่ ุด ซึ่งในความเปนเด็กลกู เองยงั ไมส ามารถท่ีจะแยกแยะทําความรูจักกับ
พฤตกิ รรมหรืออารมณต าง ๆ ที่ตนแสดงออกมาได โดยพฤติกรรมบางอยางของลูกหากพอแมปลอยปละ
ละเลยไมส ง่ั สอนเตือนสติแตเ นิน่ ๆ พฤติกรรมนัน้ ๆ อาจบม เพาะเปนนิสัยแย ๆ ที่ติดตัวลูกไปจนโต และ
ยิ่งโตย่ิงแกย าก เขา ทํานองไมออนดัดงายไมแกดัดยาก ดังน้ัน พอแมจึงตองส่ังสอนและเตือนสติลูกทันที
ในพฤติกรรมที่ไมพ ึงประสงคต าง ๆ พรอ มชีใ้ หล กู เหน็ ถงึ ความรา ยแรงและหาแนวทางแกไขรว มกนั

ตัวอยางเชน พอแมเห็นวาลูกมีอุปนิสัยเปนคนเจาอารมณ โกรธงาย พอแมควรพูดคุยกับลูก
ถึงจุดออ นขอน้วี าจะสง ผลเสียอยางไรกบั ชีวติ ของเขาในระยะยาว พรอมทั้งหาวิธกี ารรว มกันในการฝกฝน
ใหลูกรูเทาทันอารมณของตน ไมตอบสนองตอเหตุการณตาง ๆ อยางผิด ๆ โดยใชอารมณความรูสึก
นําหนา อาทิ สอนใหลูกหลีกเลี่ยงตอสถานการณที่มากระตุนอารมณโกรธ สอนลูกใหตอบสนองอยาง
ถูกตองเม่ือโกรธ โดยการเดินไปหาท่ีเงียบ ๆ สงบสติอารมณกอนแลวคอยมาพูดคุยกัน ทาทายลูกให
ทําลายสถิติตนเองใหโกรธชาลง เชน แตเดิมเมื่อพบเหตุการณท่ีไมสบอารมณจะโกรธขึ้นมาทันที ครั้ง
ตอไปควรฝก ใหโกรธชา ลง เปน ตน

การเรียนรูจกั ตนเองอยา งถองแท นับเปนกระบวนการเรียนรูที่สําคัญมากยิ่งกวาการเรียนรูใด ๆ
การเรียนรูจกั ตนเองเปน กระบวนการเรยี นรูระยะยาวตลอดทัง้ ชีวติ อันนํามาซ่ึงความสุขและเปนรากฐาน
ของความสําเรจ็ ในชวี ติ โดยพอแมเ ปน บคุ คลสาํ คัญ ผูเปดโอกาสใหล ูกไดเรยี นรูจ ักตนเองและเปนกระจก
บานแรกทสี่ ะทอนใหลกู ไดเห็นอยา งถูกตอ งวา ตวั ตนทีแ่ ทจ ริงของเขานนั้ เปน เชน ไร

118

เรอ่ื งที่ 3 ทักษะการจดั การกับอารมณ

อารมณเปนพลังที่ทรงอํานาจอยางหน่ึงของมนุษย อารมณอาจเปนตนเหตุของสงคราม
อาชญากรรม ความขัดแยงเรื่องเชื้อชาติ และความขัดแยงอื่น ๆ อีกหลายชนิดระหวางมนุษยดวยกัน
ในทางตรงกันขามอารมณเปนนํ้าทิพยของชีวิต ทําใหทุกส่ิงทุกอยางสวยงามและนาอภิรมย ความรัก
ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความพอใจ หรือความตลกขบขัน ลวนแตทําใหชีวิตมีคุณคาและ
ความหมายทงั้ สิน้

อารมณมีความสําคัญเชนเดียวกับการจูงใจดังไดกลาวแลว อารมณ คือ หลายส่ิงหลายอยาง
ในทศั นะหนึง่ อารมณ คือ สภาวะของรา งกายซึง่ ถูกยัว่ ยุ จนเกดิ มีการเปลีย่ นแปลงทางสรีระวิทยาหลาย ๆ
อยาง เชน ใจสน่ั ชพี จรตน เร็ว การหายใจเร็วและแรงข้ึน หนาแดง เปนตน ในอีกทัศนะหน่ึง อารมณ คือ
ความรสู ึก ซงึ่ เกดิ ขน้ึ เพยี งบางสวนจากสภาวะของรางกายท่ถี กู ยัว่ ยุ อาจเปน ความรสู ึกพอใจหรือไมพ อใจ
กไ็ ด อามรณย งั เปนส่ิงท่ีคนเราแสดงออกมาดว ยนํ้าเสยี ง คาํ พดู สหี นา หรอื ทา ทาง
วิธจี ัดการกบั อารมณ

1. มองโลกในแงด ี เม่อื เรามคี วามคดิ ทีท่ าํ ใหซมึ เศรา เชน “ฉันทําวิชาคณิตศาสตรไมได” ใหคิด
ใหมวา “ถาฉันไดรบั ความชวยเหลอื ท่ถี ูกตองฉันกจ็ ะทําได” แลวไปหาครู ครูพิเศษ หรือใหเพ่ือนชวยติว
ให

2. หาสมุดบันทึกสักเลมไวเขียนกอนเขานอนทุกวัน ในสมุดบันทึกเลมนี้ หามเขียนเร่ืองไมดี
จงเขียนแตเรือ่ งดี ๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในวนั น้นั ตอนแรกอาจจะยากหนอย แตใหเขียน เชน มีคนแปลกหนายิ้มให
ถาไดล องตงั้ ใจทาํ มันจะเปล่ียนความคิดใหเ รามองหาแตเร่ืองดี ๆ จากการศึกษาพบวา คนทค่ี ดิ ฆา ตัวตายมี
อาการดขี ึน้ หลงั จากเรม่ิ เขยี นบันทกึ เรื่องดี ๆ ไดเพียงสองสปั ดาห

3. ใชเวลาอยกู บั คนทีท่ ําใหเ ธอหัวเราะได
4. ใสใ จกบั ความรสู กึ ของตนเองในเวลาแตล ะชวงวัน การตระหนกั รถู ึงอารมณของตัวเองจะทํา
ใหเ ราจับคงู านที่เราตอ งทํากับระดับพลงั งานในตัวไดอยา งเหมาะสม เชน ถา เรารูสึกดีท่ีสุดตอนเชา แสดง
วา ตอนเชา คอื เวลาจัดการกับงานเครียด ๆ เชน ไปเจอเพ่อื นที่ทาํ รา ยจติ ใจเรา หรือคุยกับครูที่เราคิดวาให

119

เกรดเราผดิ ถา ปกติเราหมดแรงตอนบา ย ใหเกบ็ เวลาชวงนนั้ เอาไวทํากิจกรรมทไี่ มต อ งใชพ ลังทางอารมณ
มาก เชน อา นหนงั สอื หรืออยูก ับเพ่อื น อยาทําอะไรเครยี ดๆ เวลาเหนอ่ื ยหรอื เครียด

5. สังเกตอารมณตัวเองในเวลาชวงตาง ๆ ของเดือน ผูหญิงบางคนพบวา ชวงเวลาที่ตัวเอง
อารมณไ มดีสัมพนั ธก ับรอบเดอื น

6. ออกกาํ ลังกาย การออกกําลังกายชวยใหเราแข็งแรงท้ังรางกายและจิตใจ การออกกําลังกาย
อยา งนอ ยแควันละ 20 นาที สามารถทําใหรูสึกสงบและมีความสุขได การออกกําลังกายจะชวยเพ่ิมการ
ผลติ เอนดอรฟนของรา งกายดว ย เอนดอรฟนเปนสารเคมใี นรา งกายท่ีทาํ ใหเกดิ ความรสู กึ ดแี ละมีความสุข
ตามธรรมชาติ โดยไมตองพงึ่ ยาเสพตดิ

7. รจู ักไตรต รอง แยกแยะ
8. ฟง เพลง งานวิจัยชนิ้ หนง่ึ พบวา จงั หวะของเสยี งเพลงชว ยจัดระเบียบความคิดและความรูสึก
มนั่ คงภายในจิตใจ และชว ยลดความตึงเครียดของกลามเน้อื
9. โทรหาเพื่อน การขอความชว ยเหลือทําใหคนเรารสู ึกผกู พนั กบั คนอื่นและรสู ึกโดดเด่ยี วนอ ยลง
10. การโอบกอดชวยใหรางกายหล่ังฮอรโมนที่ทําใหรูสึกดีออกมา ซึ่งจะชวยใหเรารับมือกับ
อารมณไ ด อยูทา มกลางคนทมี่ คี วามสุข อารมณดเี ปน โรคตดิ ตอ

แนวทางในการจัดการกบั อารมณทางเพศของวัยรุน
การจดั การกับอารมณท างเพศของวยั รนุ มแี นวทางการปฏบิ ตั ิทส่ี าํ คญั อยู 2 ลกั ษณะ ประกอบดวย

แนวทางการปฏิบตั ิเพ่ือระงับอารมณท างเพศ และแนวทางการปฏบิ ัติเพ่ือผอนคลายความตอ งการทางเพศ

แนวทางการปฏบิ ตั เิ พอื่ ระงับอารมณทางเพศ
แนวทางการปฏบิ ัตเิ พอ่ื ระงับอารมณทางเพศ หมายถึง ความพยายามในการที่จะหลีกเลี่ยงตอส่ิง

เราภายนอกท่มี ากระตุนใหเ กิดอารมณท างเพศท่เี พม่ิ มากขน้ึ
1. หลกี เล่ียงการดหู นังสอื หรือภาพยนตรห รอื สอื่ Internet ท่ีมีภาพหรอื ขอ ความที่แสดงออกทาง

เพศ ซ่งึ เปน การยวั่ ยใุ หเกิดอารมณท างเพศ
2. หลกี เลี่ยงการปฏิบัติหรือทําตัวปลอยวางใหความสบายเกินไป เชน การนอนเลน ๆ โดยไม

หลับ การน่ังฝนกลางวนั หรอื น่งั จินตนาการที่เกย่ี วขอ งกับเรื่องเพศ
3. หลีกเล่ียงสถานการณท่กี อใหเ กดิ โอกาสการถกู สมั ผัสในลกั ษณะตาง ๆ กบั เพศตรงขาม
4. ซ่งึ การกระทําดังกลา วมักกอใหเ กิดอารมณท างเพศได เชน การจบั มอื ถอื แขน (10%) การกอด

จูบ (60%) การลบู คลาํ (80%) การเลาโลม (100%)
5. หลีกเลีย่ งและรจู ักปฏเิ สธเมอ่ื ถูกชกั ชวนใหเ ที่ยวเตรพกั ผอ นในแนวทางกระตุน ใหเกดิ อารมณ

ทางเพศ เชน สถานทีท่ องเทย่ี วกลางคืน การดม่ื แอลกอฮอล เคร่ืองด่ืมมึนเมาตาง ๆ ซ่ึงสามารถนําพาไปสู
การเกดิ อารมณทางเพศได

120

เร่ืองที่ 4 ทักษะการจดั การความเครยี ด

ความเครียดคือ การหดตัวของกลามเน้ือสวนใดสวนหน่ึงหรือหลายสวนของรางกายน่ันเอง
ซงึ่ ทุกคนจําเปนตองมีอยูเสมอในการดํารงชีวิต เชน การทรงตัวเคลื่อนไหวทั่ว ๆ ไป มีการศึกษาพบวา
ทุกคร้ังที่เราคิดหรือมีอารมณบางอยางเกิดข้ึนจะตองมีการหดตัว เคล่ือนไหวของกลามเนื้อแหงใด
แหง หน่งึ ในรา งกายเกิดข้นึ ควบคูเ สมอ

ความเครียดมีท้ังประโยชนและโทษ แตความเครียดที่เปนโทษน้ัน เปนความเครียดชนิดที่เกิน
ความจําเปน แทนทีจ่ ะเปนประโยชนกลับกลายเปนอุปสรรคและอันตรายตอชีวิต เมื่อคนเราอยูในภาวะ
ตงึ เครียดรางกายจะเกดิ ความเตรยี มพรอมที่จะ “สู” หรอื “หนี” โดยท่รี า งกายมกี ารเปลี่ยนแปลงตา ง ๆ เชน
หวั ใจเตนแรงและเร็วขึ้น เพ่ือฉีดเลือดซ่ึงจะนําออกซิเจนและสารอาหารตาง ๆ ไปเลี้ยงเซลลทั่วรางกาย
พรอมกับขจัดของเสียออกจากกระแสเลือดอยางเร็ว การหายใจดีขึ้น แตเปนการหายใจต้ืน ๆ มีการขับ
อดรนี าลนี และฮอรโมนอื่น ๆ เขาสูกระแสเลือด มานตาขยายเพ่ือใหไดรับแสงมากขึ้น กลามเนื้อหดเกร็ง
เพอ่ื เตรียมการเคลอ่ื นไหว เสนเลือดบรเิ วณอวยั วะยอยอาหารหดตัว เหง่อื ออก เพราะมกี ารเผาผลาญอาหาร
มากขึ้น ทําใหอุณหภูมิของรางกายเพ่ิมขึ้น เม่ือวิกฤติการณผานพนไปรางกายจะกลับสูสภาวะปกติ
แตความเครยี ดที่เปนอันตราย คอื ความเครยี ดทีเ่ กิดข้ึนมากเกินความจําเปน เมื่อเกิดแลวคงอยูเปนประจํา
ไมล ดหรือหายไปตามปกติ หรอื เกิดขึ้นโดยไมมีเหตกุ ารณทเี่ ปนการคกุ คามจริง ๆ

121

ผลของความเครยี ดตอ ชวี ิต
ผลตอ สขุ ภาพทางกาย ไดแก อาการไมส บายทางกายตา ง ๆ เชน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามสวนตาง ๆ

ของรางกาย ความผดิ ปกติของหัวใจ ความดันโลหติ สูง โรคกระเพาะ อาการทอ งผกู ทอ งเสยี บอย นอนไมห ลบั
หอบหืด เส่ือมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ

ผลตอสุขภาพจิตใจ นําไปสูความวิตกกังวล ซึมเศรา กลัวอยางไรเหตุผล อารมณไมมั่นคง
เปลี่ยนแปลงงา ยหรอื โรคประสาทบางอยา ง

สาเหตุของความเครียด
- สภาพแวดลอ มทวั่ ไป เชน มลภาวะ ไดแก เสียงดังเกินไปจากเครื่องจักร เครื่องยนต อากาศ

เสียจากควันทอไอเสยี น้าํ เสีย ฝุนละออง ยาฆา แมลง การอยูก นั อยา งเบียดเสยี ดยดั เยียด เปน ตน
- สภาพเศรษฐกจิ ที่ไมนา พอใจ เชน รายไดนอยกวารายจา ย เปนตน
- สภาพแวดลอมทางสังคม เชน การสอบแขงขันเขาเรียน เขาทํางาน เลื่อนขั้น เล่ือนตําแหนง

เปนตน
- มสี มั พนั ธภาพกับคนอ่นื ๆ ทีไ่ มร าบรน่ื มักมีขอ ขดั แยง ทะเลาะเบาะแวงกับคนอ่ืนเปน ปกติวสิ ยั
- ความรูสกึ ตนเองตํ่าตอ ยกวา คนอืน่ ตอ งพยายามตอสเู อาชนะ
- ตอ งการมีอํานาจเหนอื ผอู ่ืน

วธิ ีลดความเครียด มหี ลายวธิ ี
1. วิธีแกไขที่ปลายเหตุ ไดแก การใชยา เชน ยาหมอง ยาดม ยาแกปวด ยาลดกรดในกระเพาะ

ยากลอ มประสาท แตว ธิ กี ารดงั กลา วไมไดแ กไ ขความเครียดทต่ี นเหตุ อาจทําใหค วามเครยี ดนัน้ เกิดขึ้นไดอ กี
2. วิธแี กไขทต่ี นเหตุ ไดแก แกไ ขเปลีย่ นแปลงวถิ ชี วี ิตท่ีเอ้อื อาํ นวยตอการกอ ใหเกิดความเครียด

เชน หางานอดิเรกทช่ี อบทําฝก ออกกาํ ลงั กาย บริหารรา งกายแบบงาย ๆ เปนตน
3. เปลี่ยนแปลงนิสัยและทัศนคติตอการดําเนินชีวิต เชน ลดการแขงขัน ผอนปรน ลดความ

เขมงวดในเรื่องตา งๆ
4. หาความรูความเขา ใจเกย่ี วกับโภชนาการ
5. สาํ รวจและเปล่ยี นแปลงทศั นคติตอตัวเองและผูอ่ืน เชน มองตัวเองในแงดี มองผูอื่นในแงดี

เปน ตน
6. สาํ รวจและปรับปรุงสัมพันธภาพตอ คนในครอบครวั และสังคมภายนอก
7. ฝก ผอนคลายโดยตรง เชน การฝกหายใจใหถ กู วิธี การฝก สมาธิ การออกกําลังกายแบบงายๆ

การฝกผอนคลายกลามเนอ้ื การนวด การสาํ รวจทา นั่ง นอน ยนื เดนิ การใชจ ิตนาการ นกึ ภาพทรี่ นื่ รมย
เมื่อเกดิ ความเครียดขึ้นมา ลองพยายามนึกทบทวนดูวา เกิดจากสาเหตุอะไร และเลือกใชวิธีลด

ความเครียดดังกลาวท่ีกลาวมาวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีรวมกัน อาจทําใหความเครียดผอนคลายหรือ
ไมเ ครยี ดเลยกไ็ ด

122

กิจกรรม
เขยี นตอบคําถามดานลางในกระดาษและนําเสนอในชัน้ เรียน
1. ความสาํ คญั ในการตระหนกั รูในตนเองมีผลตอ การดาํ เนนิ ชีวิตอยา งไร
2. เราสามารถจดั การกบั อารมณโ กรธไดอยางไร
3. ความเครยี ดสง ผลตอสุขภาพอยางไร และเราสามารถจดั การกับความเครยี ดทาํ ไดอยา งไร

123

บทท่ี 9
อาชีพจําหนา ยอาหารสําเร็จรปู ตามหลกั สุขาภิบาล

ประเทศไทยมีผลผลิตจาการเกษตรกรรมประเภทอาหารท่ีหลากหลาย ซ่ึงขึ้นอยูกับศักยภาพ
แตล ะภมู ิภาคทีแ่ ตกตา งกันไป การนําผลผลติ จาการเกษตรมาแปรรูปเปนผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป แลว
กระจายสินคา สูตลาดผบู รโิ ภคตลาดภายในประเทศ ตลาดอาเซียน และตลาดในภูมภิ าคอ่นื ท่วั โลก เปนอกี
ชอ งทางหน่งึ ทที่ ําใหเ กดิ อาชีพสาํ หรับผทู สี่ นใจ

การถนอมอาหารในปจ จุบันใชว ิวัฒนาการทางเทคโนโลยเี พอ่ื แปรรปู วตั ถดุ บิ จาํ นวนมากพรอม ๆ
กนั เปน ผลติ ภณั ฑอ าหารสําเรจ็ รปู หรือก่งึ สําเรจ็ รปู หรือปรับปรุงกรรมวธิ กี ารถนอมอาหารสมัยโบราณให
ไดผ ลติ ภณั ฑท ม่ี คี ุณภาพดขี ึ้น ทัง้ ในดา นความสะอาด สี กล่ิน รส เนื้อสัมผสั และเพื่อยืดอายุการเกบ็ อาหาร
นั้นใหไดนาน เทคโนโลยีการถนอมผลิตผลการเกษตรตองอาศัยความรูทางวิทยาศาสตรพ้ืนฐาน ความรู
พนื้ ฐานทางสงั คมธรุ กจิ และการจดั การควบคูกับความรูใ นการแปรรปู ผลติ ผลการเกษตร ใหเปน ผลติ ภัณฑ
ชนดิ ใหม หรอื ปรบั ปรุงของเดิมใหดียิ่งขึ้นท้ังในลักษณะท่ีมองเห็นหรือสัมผัสได เชน สี กล่ิน ความนุม
ความเหนยี ว เปน ตน รวมท้ังสิง่ ท่ีมองไมเ หน็ เชน คณุ คาทางโภชนาการ เปน ตน

ผลิตภัณฑอาหารสาํ เรจ็ รูป หมายถึง อาหารท่ีไดผ า นข้ันตอนการหงุ ตม หรือกระบวนการ แปรรูป
ผลติ ผลการเกษตรโดยใชเทคโนโลยีเพอ่ื ใหอาหารน้ันสามารถเก็บไดเปน เวลานานพอสมควรโดยไม
เนาเสีย สามารถดื่มหรือรับประทานไดทันทีเมื่อตองการจะอุนหรือไมอุนใหรอนกอนรับประทานก็ได
ผลิตภณั ฑประเภทนี้ทีร่ จู กั กันแพรหลาย คอื อาหารบรรจุกระปอ ง เชน สับปะรดกระปอ ง หรอื บรรจุกลอง
เชน นมสด เปนตน

ผลิตภัณฑอาหารกึ่งสําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ีไดผานขั้นตอนการหุงตมหรือกระบวนการ
แปรรูปแลว และสามารถเก็บไวไดน านเชน เดยี วกัน จะตองนาํ ไปหุงตม และปรุงรสหรอื ปรงุ แตงกอ นจึงจะ
รบั ประทานได เชน นา้ํ ผลไมเขม ขน ซงึ่ ตอ งผสมนาํ้ กอ นดม่ื นาํ้ พรกิ แกง เปน ตน

การแปรรูปหรือการถนอมอาหาร โดยหลักใหญ คือ การทําลายหรือฆาเช้ือจุลินทรียที่มีอยูหรือ
อาจเกิดข้ึนในอาหาร และทําใหเกิดการเนาเสียใหหมดไป ปจจุบันผลิตผลการเกษตรมีมากขึ้น และ
ประชากรมากข้ึนจึงไดมีการศึกษาคนควาและทดลองใชเทคโนโลยี เพ่ือถนอมผลิตผลการเกษตรให
สามารถเกบ็ ไวไ ดนาน เชน การใชความรอ นจากไอนาํ้ เพื่อฆาเช้ือจุลินทรียในการทําอาหารกระปอง การ
ใชร งั สแี กมมา เพอ่ื ยับยั้งหรือทําลายปฏิกิริยาของเอนไซมท ําใหการเปล่ียนแปลงทางเคมีชาลง และยังเปน
การทาํ ลายการเจริญเติบโตของจลุ ินทรยี อ ีกดว ย ในที่นี้จะกลาวถึงกรรมวิธีการถนอมอาหารทใ่ี ชก นั มากใน
ปจ จบุ ัน คือ

 การถอมอาหารโดยใชค วามรอ นสงู เชน ผลิตภณั ฑอ าหารกระปอ ง เปน ตน
 การถนอมอาหารโดยใชความเยน็ เชน ผลติ ภณั ฑอาหารเยอื กแขง็ เปนตน
 การถนอมอาหารโดยการทําใหแหง เชน ปลาหยอง กาแฟผง เปนตน

124

 การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง เชน ซอี ้วิ นํ้าสมสายชู เปนตน
 การถนอมอาหารโดยใชรงั สี เชน หอมหัวใหญอ าบรงั สี เปนตน

เรือ่ งท่ี 1 การถนอมอาหารโดยใชความรอนสงู

ภาชนะบรรจไุ ดมีการปรับปรุงพัฒนามาโดยเฉพาะอยางย่ิงที่ทําจากดีบุก ตอมาดีบุกหายากและ
แพงขนึ้ จงึ ใชก ระปอ งทท่ี ําดวยแผนเหลก็ เคลอื บผิวทงั้ สองดานดว ยดบี กุ ทําใหป ระหยดั ปรมิ าณของดีบกุ ที่
ใชไดมาก ขณะเดียวกันก็ไดมีการใชกระปองที่ทําจากอลูมิเนียมซ่ึงน้ําหนักเบาแตมีขอเสีย คือ บุบงาย
สวนมากจึงใชท าํ กระปองเพอ่ื บรรจุนา้ํ ผลไม หรอื เครื่องด่ืม หรือ นมสด แตการใชก ระปองอลมู เิ นยี ม
ไมแ พรห ลายเทา กับกระปองทีท่ ําจากแผน เหลก็ เคลอื บดีบกุ นอกเหนือจากภาชนะจะเปนสวนประกอบท่ี
สํ า คั ญ ใ น ก า ร ถ น อม ผ ลิ ต ผ ล ก า ร เ ก ษ ต ร แ ล ว ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง อา ห า ร ก็ มี ค ว า ม สํ า คั ญ ม า ก
รวมถึงการใชความรอนก็มีความสําคัญซ่ึงตองรู วาจะใชความรอนสูงเทาใดในการฆาเชื้อจุลินทรียใน
อาหารทตี่ อ งการเกบ็ รักษา เนื่องจากการถนอมผลิตผลทางการเกษตร โดยความรอนจะเปล่ียนสภาพของ
อาหารจากสดเปนอาหารสุกท่ีพรอมจะรับประทานได ดังน้ัน จึงมีการเติมเคร่ืองปรุงตาง ๆ หรือเปลี่ยน
สภาพเปนผลิตภัณฑอาหารชนดิ ใหม ซ่ึงในปจจบุ นั เรียกวา "การแปรรปู อาหาร" สวนประกอบอาจจะมีทั้ง
เน้ือสัตว ผักและเครื่องเทศ สําหรับอาหารคาวหรือถาเปนอาหารหวาน เชน ผลไมบรรจุในนํ้าเช่ือม
เปน ตน กรรมวิธกี ารผลิตอาหารกระปอ งหรืออาหารในขวดแกว จาํ เปน ตอ งใชความรอ น เพือ่ ทาํ ใหอ าหาร
ทบี่ รรจุภายในสุก และเพอ่ื ทาํ ลายเชือ้ จลุ ลินทรีย ความรอนท่ีใชจะตองสัมพันธกันเพราะถาใชความรอน
สูงเกินไป อาจจะทาํ ใหอาหารที่บรรจุในกระปอง/ขวดน่ิมและไมนารับประทาน ถาความรอนต่ําเกินไป
อาจจะมีจลุ นิ ทรยี หลงเหลืออยซู งึ่ จะทาํ ใหอาหารนั้นเสยี เกดิ กระปอ งบวมและระเบดิ ไดในท่ีสุด การถนอม
อาหารโดยใชความรอ น หมายถงึ การฆาเชอ้ื ในอาหารที่บรรจุในภาชนะท่ีปดสนิท เพื่อปองกันการเสื่อม
สลายหรอื เนาเสยี ทีเ่ กดิ จากเช้อื จลุ ินทรียห รอื จากการปฏิกิรยิ าของเอ็นไซมในอาหาร การฆาเช้ือโดยความ
รอนมี 3 ระดับ คือ การฆาเชื้อ (Sterilization) การฆาเชื้อระดับการคา (Commercially sterilization) และ
การฆา เชอื้ แบบปาสเตอร (Pasteurization)

การฆา เชอื้ หมายถงึ การถนอมอาหารโดยใชค วามรอนสงู ภายใตค วามดัน เพื่อใหจุลินทรียท่ีมีอยู
ท้งั หมดถูกทําลาย

การฆาเช้อื ระดับการคา หมายถึง การถนอมอาหารโดยใชค วามรอ นสูงเพ่ือทําลายจุลินทรียท่ีมีอยู
ในอาหารเกือบทง้ั หมด เพ่อื ใหอ าหารนั้น ๆ สามารถบรโิ ภคไดโดยไมเปน อนั ตราย และสามารถเก็บไวได
นานโดยไมเ นาเสียในภาวะปกติ

การฆา เชอื้ แบบปาสเตอร หมายถึง การถนอมอาหารโดยใชความรอ นตา่ํ กวาอณุ หภูมิของนํ้าเดือด
(ตา่ํ กวา 100o C) เพ่ือทําลายจุลนิ ทรยี บางสวน แตทั้งนีต้ อ งดาํ เนินควบคกู บั สภาวะอยางอื่น เชน ควรเก็บใน
ตูเย็นภายหลงั การผลิตแลว หรอื อาหารน้ันมี พเี อชตํา่ หรอื มปี รมิ าณนาํ้ ตาล หรือเกลือสูง

125

นกั วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีการอาหาร ไดแบงกลุมอาหารท่ีบรรจุในภาชนะท่ีปดสนิทเปน
กลมุ ใหญ ๆ ไว 2 กลุม คอื \

1. กลมุ อาหารท่ีเปนกรด (Acid foods) คือ อาหารท่ีมีคา PH ต่ํากวา 4.5 สวนมากเปนพวกผลไม
เชน สบั ปะรด สม หรือผักท่มี ีรสเปรี้ยว เชน มะเขือเทศ กระเจี๊ยบแดง เปน ตน

2. กลุม อาหารทีเ่ ปน กรดตาํ่ (Low acid foods) คอื อาหารที่มคี า พีเอช 4.5 หรือสูงกวา สว นมากจะ
เปน อาหารจําพวกเนื้อสัตวแ ละผักตาง ๆ เชน เนือ้ หมู ปลา ขา วโพดฝก ออ นและหนอ ไมฝร่งั เปน ตน

กระปอ งใชบรรจุ

โรงงานทําสบั ปะรดกระปอง

126

ตวั อยา งขั้นตอนการทําอาหารกระปอง
1. รบั ซอื้ วัตถดุ ิบ
2. ลา ง ตัดแตง
3. คดั เลอื กขนาด, จัดระดบั
4. ลวก
5. บรรจกุ ระปอ ง/ขวด
6. เติมน้ําบรรจุลงในกระปอ ง/ขวด <----- เตรียมเครอ่ื งปรงุ หรอื นํา้ บรรจุ
7. ไลอ ากาศ
8. ปด ผนึก
9. ฆา เชื้อดวยความรอน
10. ทาํ ใหก ระปอ งเย็น
11. ปดฉลาก
12. บรรจุหบี /กลอ ง
13. หอ งเก็บ
14. สง ขาย
15. ผูบริโภค

1.1 เคร่อื งมอื ทใ่ี ชเ กย่ี วกบั การผลิต
โดยทั่วไปเคร่ืองมือเคร่ืองใชและเครื่องจักรเก่ียวกับกรรมวิธีการผลิตอาหารกระปองตองไมเปน

อนั ตรายตอ สุขภาพ และตอ งอยูในสภาพท่สี ะอาดเสมอ ภาชนะท่ใี ชไดหลายครงั้ ตอ งทําดวยวัสดุที่ไมเปนพิษ
และออกแบบใหทําความสะอาดไดงายเพ่ือปองกันมิใหมีส่ิงสกปรกตกคางอยู วัสดุที่ใชทําภาชนะตาง ๆ
ควรเปนวัสดุท่มี ีผิวเรยี บ ไมม รี อยแตกหรือกะเทาะลอ น ไมเปนพิษ ไมทําปฏิกิริยากับอาหาร ควรเปนวัสดุที่
ลางและทาํ ความสะอาดไดงา ย ไมเ ปน วัสดทุ ีด่ ูดซึมงาย ยกเวนเพ่ือวัตถุประสงคบางประการที่จําเปนตองใช
เชน ถังไมใ นการหมกั ไวน ในสถานท่ีผลิตอาหารสาํ เร็จรูปจะมีเครอื่ งมือ เครอื่ งใชแ ละเครื่องจักรแตกตางกัน
ออกไปแลวแตป ระเภทและชนิดของผลิตภณั ฑ แตส ว นใหญแ ลวแบง ออกไดเปน 3 ประเภท คือ

 เครือ่ งมือ เคร่อื งใชท จ่ี าํ เปนในกรรมวิธีการผลติ
 เครื่องมอื เคร่ืองจกั รตามข้ันตอนของการผลิต
 เครอื่ งมือ เครอื่ งจักรตามประเภทของผลิตภัณฑ
1.1.1 เคร่อื งมอื เคร่อื งใชท จ่ี าํ เปน ในกรรมวิธกี ารผลติ
เครื่องมอื เครื่องใชนเ้ี ปน สง่ิ จําเปน ของผูป ระกอบกิจการการอุตสาหกรรมแปรรปู อาหารไมวา
ขนาดเล็กหรอื ขนาดใหญ โดยเฉพาะอยา งย่งิ การผลิตอาหารกระปอ ง

1) เครอ่ื งชงั่ ตวง วัด ใชใ นการชง่ั นํา้ หนกั หรือปริมาตรของสิ่งตา ง ๆ เชน วตั ถุดิบ
เครือ่ งปรงุ อาหาร เครื่องช่งั ตวง วดั ควรจะมีหลาย ๆ ขนาด

127

2) เคร่ืองวดั อุณหภูมิ เปนของจาํ เปน มากในการผลิต จะตองมีการควบคุมและตรวจสอบ
อุณหภมู ิตามขน้ั ตอนตา ง ๆ ระหวา งผลิตอยตู ลอดเวลา

3) เคร่ืองมอื วัดปรมิ าณเกลอื
4) เครอื่ งมือวดั ปรมิ าณนํา้ ตาล
5) เครื่องมือวัดความเปนกรด-ดา ง
6) เคร่ืองมือวัดความรอนของอาหารที่บรรจุในกระปอง (Heat penetration equipment)
เพอื่ คํานวณหาเวลาทจ่ี ะตองใชใ นการฆา เชอ้ื หลงั จากบรรจแุ ละปด ฝากระปอ งแลว เคร่ืองมือท่ีใชในการน้ี
เรียกวา เทอรมอคัปเปล (Thermocouples) ซึ่งใชวดั อุณหภมู ิ ณ จดุ ทคี่ วามรอนเขา ถงึ ชา ทีส่ ดุ ของกระปอง
7) เครอ่ื งมือวดั ขนาดของตะเขบ็ กระปอ ง ลกั ษณะของการเก่ียวกันระหวางขอฝา (Cover hook)
และขอของตัวกระปอ ง (Body hook) เปน ส่งิ สําคัญมาก ถา ไมเปนไปตามมาตรฐาน อาจจะทําใหกระปอง
รั่วได
8) เครอื่ งมือตรวจความดันในกระปอ ง ทดสอบวา กระปอ งจะรวั่ หรือไม โดยสูบลมอัดเขา
ไปในกระปอ งจนไดเปลงความดันที่ตองการแลวจุมกระปองลงในนํ้า ถากระปองรั่วจะมีฟองอากาศผุด
ออกมาตามรอยตะเข็บซึง่ จะตอ งทาํ การปรับเครอื่ งปดฝากระปอ งใหเ ขาท่ี
1.1.2 เครอ่ื งมอื เครอื่ งจักรตามขั้นตอนของการผลิต
เครอื่ งมือเครอ่ื งจักรท่ีใชใ นการทาํ อาหารกระปองแบง ออกตามขั้นตอนของการผลิต ประกอบดว ย
 การลาง เตรียม และตดั แตง วัตถุดิบ
 การลวก
 การหงุ ตม
 การบรรจุ
 การไลอ ากาศ
 การปดฝา
 การทาํ ลายเช้อื จลุ ินทรีย
1.1.3 เครอ่ื งมอื เครอื่ งจกั รตามประเภทของผลติ ภัณฑ เครื่องมอื เครื่องจักรอาจแตกตา งกันไปตาม
ประเภทของอาหารที่จะผลิต เชน เคร่ืองมือ เคร่ืองจักรสําหรับทําสับปะรดกระปองยอมจะแตกตางกับ
เคร่ืองมือเครื่องจักรของโรงงานทาํ ปลากระปอง
1.2 การทําความสะอาดสถานทผ่ี ลิตอาหาร
ในแงข อง "สุขลักษณะ" จะตองคํานึงถึงเช้ือจุลินทรียมากที่สุดเพราะจะทําใหเกิดอันตรายอยาง
มากตอสขุ ภาพของผบู รโิ ภค จงึ ตองมีการควบคมุ ปรมิ าณจลุ นิ ทรยี ซ่ึงตอ งทาํ ทั้งกับคนและเคร่อื งมือ คอื
1) ปอ งกนั มิใหส ัตวและแมลงมโี อกาสสมั ผสั กับอาหาร
2) ควรใสเส้ือกันเปอน ซ่ึงเสื้อนี้จะปองกันส่ิงสกปรกตาง ๆ จากเส้ือผาหรือตัวผูทําอาหารหรือ
เสิรฟ อาหาร และสวมหมวกหรือมีผา คลุมผมเพ่อื ปอ งกนั ไมใหผ มหลนลงในอาหาร

128

3) รักษาเคร่ืองจักร เครื่องมือ โตะเตรียมอาหาร อางน้ํา หองเตรียมอาหารใหสะอาดอยูเสมอ
เพอ่ื ปอ งกันเศษอาหารหลงเหลอื อยู ซึง่ จะเปนอาหารเลี้ยงเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ใหเ จริญเติบโตได

4) เศษอาหารควรทง้ิ ทกุ วนั
5) หอ งเก็บวัตถดุ บิ หองเก็บของ ตูเยน็ หองเยน็ ควรจะสะอาด
6) เครอื่ งจักร และเครอ่ื งมือตาง ๆ ควรวางหรอื เกบ็ ใหเปนที่เพอื่ จะทาํ งานสะดวกและปองกันการ
เสยี หาย
7) มหี อ งนาํ้ พอเพยี งเพ่อื ปองกันความสกปรกของคนงาน
8) ตรวจสุขภาพของคนงานเปนประจําทุกป
9) ผผู ลิตควรจะรวมมือกับ "ผตู รวจสอบ" ของรัฐบาล เพอื่ คําแนะนาํ และความรว มมอื ท่ีดี
10) ควรจะแกไ ขจดุ ตาง ๆ ตามที่ "ผูตรวจสอบ" แนะนาํ
1.3 การทาํ ลายเศษอาหาร กาก และสว นท่เี หลอื จากโรงงาน
การระบายน้ําเสียน้ัน เปนเรื่องทส่ี าํ คญั มาก เพราะนํ้าเสยี ยอมจะทาํ ใหเกดิ ผลเสยี ไดสองแง คือ
1) ความสะอาดและความปลอดภัยในการประกอบกิจ เพราะถาสิ่งแวดลอมสกปรกยอมจะเกิด
การเจอื ปนขนึ้ ไดงา ย
2) ความปลอดภยั สาํ หรบั ผอู ยใู กลเคียง การระบายน้ําและมีเศษอาหารอยยู อมเปน ท่ีรบกวนแก
ผูอาศยั ใกลเคียงได โดยเฉพาะการปลอยของเสียลงในน้ํายอมกอใหเกิดความลําบาก และยุงยากตอผูอยู
ปลายทาง
เรอื่ งที่ 2 การถนอมอาหารโดยใชค วามเย็น
การใหค วามเยน็ (Refrigeration) หมายถงึ กรรมวิธีการกาํ จดั ความรอ นออกจากสงิ่ ของหรือพื้นท่ี
ทีต่ อ งการทาํ ใหเ ย็นหรือตอ งการใหมอี ุณหภูมิลดลง ซงึ่ การทําใหเยน็ ลงนี้ แบง ออกเปน 2 ลกั ษณะ คือ
การแชเยน็ (Chilling) หมายถึงการทําใหอุณหภูมิของส่ิงของนั้นลดลง แตอยูเหนือจุดเยือกแข็ง
ของส่งิ นนั้ โดยของส่งิ นัน้ ยังคงสภาพเดิมอยู เชน การแชเ ยน็ อาหารจะเปน การลดอณุ หภูมิของอาหารต่ําลง
แมท ่ี -1o C แตตองไมท าํ ใหน ้าํ หรือองคประกอบในอาหารนน้ั แปรสภาพหรือแขง็ เปน นํ้าแขง็
การแชแ ข็ง (Freezing) หมายถึงการทําใหอณุ หภมู ิของสงิ่ ของนน้ั ลดต่ําลงกวา จดุ เยือกแขง็ ของ
ส่ิงน้ัน (-1 ถงึ -40o C) การแชแ ขง็ จะทาํ ใหเ กดิ การเปลีย่ นสภาพขององคประกอบในส่งิ ของ เชน ในกรณีท่ี
เปนอาหาร ความเย็นจัดจะทําใหนํ้าในเน้ือเยื่อของอาหารแปรสภาพเปนน้ําแข็ง ทําใหจุลินทรียไมอาจ
นาํ ไปใชไ ด แตค วามเย็นจัดไมไดทาํ ลายจุลินทรยี ใหตาย
จุดเยือกแข็ง (Freezing point) คือ อุณหภูมิท่ีเกิดภาวะสมดุลระหวางของแข็งกับของเหลว
ณ ความกดมาตรฐาน 1 บรรยากาศ หรอื อุณหภูมทิ ีข่ องเหลวเปลย่ี นสถานะเปน ของแขง็ ณ
ความกดมาตรฐาน 1 บรรยากาศ

129

การถนอมอาหารดวยความเยน็ มหี ลายวธิ ี
1) การใชน ้าํ แขง็ ความเยน็ ของนาํ้ แข็งที่ใชใ นการแชอ าหารจะลดอณุ หภมู ขิ องอาหารไดเรว็ และ

ถา มปี ริมาณนาํ้ แข็งเพยี งพอกจ็ ะทําใหอ าหารนนั้ เยน็ ลงจนมอี ณุ หภมู ิใกลเ คียงกบั 0o C
2) การใชส ารผสมแชแ ข็ง การใชน ํ้าแข็งผสมเกลือแกงหรือเกลืออนินทรยี อ่ืน ๆ จะทาํ ใหได

สารผสมทีม่ ีอณุ หภูมิต่าํ กวา 0o C
3) การใชน ํ้าแข็งแหง นา้ํ แข็งแหง คอื คารบ อนไดออกไซดท เี่ ย็นจนแข็ง มอี ุณหภูมิ

ประมาณ 80o C ใชในการเกบ็ รักษาอาหารทผี่ านการแชแขง็ มาแลว เหมาะสําหรับการขนสงในระยะเวลา
2-3 วนั

4) การใชไ นโตรเจนเหลว ไนโตรเจนเหลวที่ความดันปกติจะระเหยกลายเปน ไอที่
อุณหภูมิ 196o C ณ อุณหภูมินี้เปนอุณหภูมิตํ่าสุดที่สามารถทําใหอาหารเย็นลงไดอยางรวดเร็ว และ
เน่ืองจากไนโตรเจนเปน แกสเฉือ่ ย ไมเ ปนอันตรายกบั อาหารและผูบริโภค

5) การใชเ คร่ืองทาํ ความเยน็ เครอ่ื งทาํ ความเย็นทใ่ี ชก นั โดยท่ัวไป โดยเฉพาะตามบา นเรอื น คอื
ตูเย็น

เร่ืองที่ 3 การถนอมอาหารโดยการทาํ แหง
หลักการในการทําแหง มหี ลายวิธี คือ
1) ใชก ระแสลมรอ นสัมผสั กับอาหาร เชน ตูอ บแสงอาทิตย ตอู บลมรอน (Hot air dryer) เปน ตน
2) พนอาหารท่เี ปนของเหลวไปในลมรอน เครอ่ื งมือทใ่ี ชค อื เครอ่ื งอบแหง แบบพนฝอย

(Spray dryer)

130

3) ใหอ าหารขน สัมผสั ผวิ หนาของลกู กลิง้ รอน เคร่อื งมอื ท่ีใชคอื เครือ่ งอบแหง แบบลกู กล้ิง
(Drum dryer หรอื Roller dryer)

4) กําจัดความช้ืนในอาหารในสภาพที่ทํานํ้าใหเปนน้ําแข็งแลวกลายเปนไอในหองสุญญากาศ
ซงึ่ เปนการทาํ ใหอ าหารแหงแบบเยอื กแขง็ โดยเครอื่ งอบแหง แบบเยอื กแข็ง (Freeze dryer)

5) ลดความชน้ื ในอาหารโดยใชไมโครเวฟ (Microwave)
หลักในการทําอาหารใหแหง คือ จะตองไลน้ําหรือความชื้นที่มีอยูในผลิตผลการเกษตรออกไป
แตจ ะยังมีความชื้นเหลอื อยใู นผลติ ภณั ฑม ากนอ ยแลวแตช นดิ ของอาหาร
การถา ยเทความรอน จะเกดิ ตรงจุดท่ีมีความแตกตางของอุณหภมู ิ คือ อุณหภูมิของเครื่องมือท่ีใช
ในการอบ และอาหารที่ตอ งการทาํ ใหแ หง การถา ยเทความรอนมี 3 แบบ คอื
1) การนําความรอ น เปน การถายเทความรอ นจากโมเลกุลหนึ่งไปยงั อกี โมเลกลุ หน่งึ ท่ีอยูขางเคียง
ซึง่ จะเกดิ กบั อาหารท่ีมลี กั ษณะเปนของแขง็
2) การพาความรอ น จะเกดิ กับอาหารทเี่ ปนของเหลว โดยกระแสความรอ นจะถูกพาผานชอ งวางที่
เปน อากาศหรือแกสจากของเหลวชนิดหนึ่งไปยงั ของเหลวอีกชนิดหนงึ่
3) การแผร งั สี เปนการถา ยเทความรอนโดยการแผร งั สคี วามรอนไปยังอาหารซงึ่ จะเกดิ ขึ้นในกรณี
อบอาหารในสญุ ญากาศ และการอบแหงแบบเยอื กแขง็
ในทางปฏิบัติ การถายเทความรอ นในการอบแหง อาจเกิดขน้ึ พรอ มกันท้งั 2 หรือ 3 แบบกไ็ ด ทั้งน้ี
ขึ้นอยูกบั ลักษณะของอาหารที่นาํ ไปอบแหง
การเคลื่อนที่ของน้าํ ในอาหาร น้ําหรอื ความชนื้ จะเคล่อื นทีม่ าท่ผี ิวหนาของอาหารเม่ือไดรับความ
รอนในระหวางการอบ
เครอ่ื งอบแหง
เครื่องมอื ท่ีใชในการอบอาหารจาํ นวนมากในคราวเดยี วกันใหแ หง นัน้ มหี ลายแบบ แตละแบบก็มี
หลายขนาด
1) ตูอบหรือโรงอบที่ใชความรอนจากแสงอาทิตย โดยมีหลักการทํางานคือ ตูหรือโรงอบ
ประกอบดวยแผงรบั แสงอาทิตย ซงึ่ ทําดวยวสั ดใุ ส เม่ือแสงอาทิตยซ ง่ึ สว นใหญเปน รงั สคี ล่ืนส้ัน ตกลงบน
แผงรับแสงนแี้ ลวจะทะลผุ า นไปยังวสั ดสุ ดี ํา ภายในตแู ละเปลีย่ นเปนรังสีความรอน ซึ่งความรอนนี้จะไป
กระทบกับอาหารทําใหน ้าํ ในอาหารระเหยออกมา และผานออกไปทางชองระบายอากาศของตูอบ หรือ
โรงอบ มผี ลทาํ ใหอาหารแหง ในระหวางการอบควรกลบั ผลิตภณั ฑน ้ัน วันละ 1-2 คร้ัง เพอ่ื ใหผิวหนาของ
ผลติ ภัณฑท ุกสวนไดส ัมผัสกบั ความรอน ทําใหแหงเรว็ และสมํา่ เสมอ สวนมากตูอ บแสงอาทิตยนี้จะใชก บั
พวกผัก ผลไม และธัญพชื ขอดสี าํ หรับการใชตอู บที่ใชค วามรอ นจากแสงอาทิตย คอื

(1) ไดผลติ ภณั ฑสีสวย และสมาํ่ เสมอ
(2) สะอาดเพราะสามารถควบคุมไมใหฝนุ ละอองหรือแมลงเขา ไปได

131

(3) ใชเวลานอยกวาการตากแดดตามธรรมชาติทําใหประหยัดเวลาในการตากได
ประมาณหน่ึงในสาม

(4) ประหยดั พนื้ ทใ่ี นการตาก เพราะในตอู บสามารถวางถาดที่จะใสผลผลิตไดหลายถาด
หรอื หลายชั้น

(5) ประหยัดแรงงาน เพราะไมตองเก็บอาหารท่ีกําลังตากเขาที่รมในตอนเย็นและ
เอาออกตากในตอนเชา เหมอื นสมัยกอ น ซ่ึงมีผลทําใหต นทุนในการผลติ อาหารแหง ลดลง

เครื่องอบแหง แบบลูกกลิ้ง
เคร่ืองอบแหง ดว ยลมรอนแบบตหู รือถาด
2) เครอ่ื งอบแหง ทใี่ ชความรอ นจากแหลง อ่ืน ความรอนท่ีใชกับเครือ่ งอบประเภทน้สี วนมากจะได
จากกระแสไฟฟา หรือแกส สวนมากใชในระดับอตุ สาหกรรมซึ่งมีหลายแบบหลายขนาด โดยใชหลักการ
ทแี่ ตกตา งกันแลวแตประโยชนของการใชส อย เชน

(1) เครื่องอบแหง ดว ยลมรอนแบบตูหรือถาด ตูอบบุดวยวัสดุที่เปนฉนวนมีถาดสําหรับ
วางอาหารทีจ่ ะอบ เคร่อื งมือชนดิ น้ีจะใชอ บอาหารท่มี ปี รมิ าณนอ ย หรือสาํ หรับงานทดลอง

(2) เครอ่ื งอบแหง ดวยลมรอนแบบตอเนื่อง มีลักษณะคลายอุโมงค นําอาหารที่ตองการ
อบแหงวางบนสายพานที่เคลื่อนผานลมรอนในอุโมงค เม่ืออาหารเคลื่อนออกจากอุโมงคก็จะแหงพอดี
ตวั อยา งอาหาร เชน ผกั หรือ ผลไมอบแหง เปน ตน

(3) เคร่ืองอบแหงแบบพนฝอย การทํางานของเคร่ืองอบแบบนี้ คือ ตองฉีดของเหลวที่
ตองการทาํ ใหแ หง พนเปน ละอองเขาไปในตทู ่มี ลี มรอ นผา นเขามา เชน กาแฟผงสําเร็จรูป ไขผง นํ้าผลไม
ผง ซบุ ผง เปน ตน

(4) เครื่องอบแหงแบบลูกกลิ้งเคร่ืองทําแหงแบบนี้ใหความรอนแบบนําความรอน
ซ่งึ ประกอบดว ยลกู กลิ้งทาํ ดวยเหล็กปลอดสนิม อาหารที่จะทําแหงตองมีลักษณะขนและปอนเขาเครื่อง
ตรงผิวนอกของลกู กลงิ้ เปนแผนฟล ม บาง ๆ ความรอ นจะถา ยเทจากลูกกล้งิ ไปยงั อาหาร

(5) เคร่ืองอบแหงแบบเยอื กแขง็ ประกอบดว ยเครื่องที่ทําใหอาหารเย็นจัด (freezer) แผน
ใหความรอนและตูสุญญากาศ หลักการในการทําแหงแบบน้ี คือ การไลน้ําจากอาหารออกไปในสภาพ

132

สุญญากาศ การถา ยเทความรอนเปนแบบการนําความรอน ตัวอยางผลิตภัณฑที่ประสบความสําเร็จมาก
ทส่ี ดุ คือ กาแฟผงสําเร็จรปู

(6) ตูอบแหงแบบท่ีใชไมโครเวฟ ขณะน้ีไดมีการใชไมโครเวฟคลื่นความถ่ี 13x106
ไซเกิล เพื่อลดความชื้นของผกั เชน กะหล่าํ ปลแี ละผลติ ภณั ฑทไี่ ดจะมคี ณุ ภาพดี สสี วย ตัวอยางผลิตภัณฑ
ท่ีใชตูอบแหงแบบไมโครเวฟรวมกับการใชสุญญากาศ คือ ผลิตภัณฑน้ําสมผง ซ่ึงยังคงคุณภาพของ
สี กลน่ิ และรสของสม ไว

เรือ่ งท่ี 4 การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง

ปจจบุ นั ความกา วหนา ทางเทคโนโลยใี นดา นจุลชีววิทยามีมากข้ึน สามารถใชกระบวนการหมัก
เพ่ือผลิตผลิตภัณฑใหม ๆ ไดมากขึ้น และมีการใชจุลินทรียบริสุทธิ์และสายพันธุที่มีประสิทธิภาพให
ผลผลิตสูงสุด ซีอ้ิวและเตาเจี้ยว ผลิตภัณฑท้ัง 2 ชนิดนี้ มักจะผลิตพรอมกัน เนื่องจากใชวัตถุดิบอยาง
เดยี วกัน ในปจจุบนั มีการใชสปอรเ ชอ้ื รา แอสเพอรจ ิลลัส ฟลาวสั โคลมั นารสิ เพอ่ื ผลติ ซีอ้ิว ทําใหไดซีอิ้ว
ที่มคี ณุ ภาพสม่าํ เสมอตลอดป ซง่ึ เดมิ เคยมีปญหาเร่อื งการปนเปอ นจากเชอ้ื ราชนิดอ่ืน ๆ ในฤดฝู น ทําใหได
ซีอ้ิวทมี่ ีคุณภาพไมด เี ทา ทีค่ วร และทส่ี ําคัญยง่ิ คือ สปอรเ ช้ือราท่ใี ชต อ งไมส รางสารอฟลาทอกซิน ซ่ึงเปน
สารกอมะเร็ง

เรอ่ื งท่ี 5 การถนอมอาหารโดยใชร งั สี

รังสี หมายถึง คลื่นแสงหรือคลายกับแสง ซึ่งมีความยาวคลื่นท้ังสั้นและยาว การแผรังสีของ
สารกัมมันตภาพมลี ักษณะคลา ยสายน้าํ ของอนุภาค หรอื คลนื่ ซง่ึ มาจากหนว ยเลก็ ท่สี ุดของสสารคือปรมาณู
ธาตุชนิดหนึ่งประกอบดว ยปรมาณูชนดิ ตาง ๆ ซึง่ มลี กั ษณะทางเคมเี หมอื นกันแตม นี ้าํ หนกั ตางกนั ปรมาณู
ชนิดตาง ๆ ของธาตุเดยี วกนั แตมีนํา้ หนักแตกตา งกันนีเ้ รียกวา ไอโซโทป รงั สีทใ่ี ชใ นการถนอมอาหารนัน้
อาจใชรงั สีใดรงั สหี นึง่ ดงั น้ี

1) รังสีแกมมา เปนรังสีที่นิยมใชมากในการถนอมอาหาร สารที่เปนตนกําเนิดรังสีน้ี คือ
โคบอล-60 หรือซเี ซียม-137

2) รงั สีเอกซ ไดจ ากเคร่อื งผลติ รงั สเี อกซท ีท่ ํางานดวยระดับพลังงานท่ีตํ่ากวา หรือ เทากับ 5 ลาน
อเิ ล็กตรอนโวลต

3) รังสีอิเล็กตรอน ไดจากเครื่องผลิตรังสีอิเล็กตรอนที่ทํางานดวยระดับพลังงานท่ีตํ่ากวาหรือ
เทากับ 10 ลา น อิเล็กตรอนโวลต

5.1 หลกั การถนอมอาหารดวยรงั สี
รังสีท่ีฉายลงไปในอาหารจะไปทําลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรียหรือทําใหการ
เปลยี่ นแปลงทางเคมีลดลง ซ่ึงมีผลทาํ ใหการเก็บรักษาอาหารน้ันมีอายุยืนนานโดยไมเนาเสีย ทั้งน้ีข้ึนอยู
กบั ชนดิ ของอาหารและปรมิ าณรงั สที อ่ี าหารไดร ับและวตั ถุประสงคในการฉายรงั สี ซ่งึ พอจะสรุปไดดังนี้

133

1) ควบคุมการงอกของพืชผักในระหวางการเก็บรักษา ปริมาณรังสีท่ีฉายบนอาหาร
ประมาณ 0.05-0.12 กโิ ลเกรย ซ่ึงกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตใหอาหารนั้นมีปริมาณรังสีเฉลี่ยสูงสุดได
ถงึ 0.15 กโิ ลเกรย เชน กระเทียม หอมใหญ มนั ฝรง่ั เปนตน ซึ่งสามารถควบคุมการงอกและลดการสูญเสีย
น้าํ หนักในระหวา งการเกบ็ ในหอ งเย็นไดน านกวา 6 เดือน

2) การควบคุมการแพรพันธุของแมลงในระหวางการเก็บรักษา ปริมาณรังสีท่ีฉายบน
อาหารประเภทนป้ี ระมาณ 0.2-0.7 กิโลเกรย และกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตใหอ าหารน้นั มปี ริมาณรังสี
เฉลยี่ สูงสุดได 1 กโิ ลเกรย เชน ขาว ถวั่ เครื่องเทศ ปลาแหง เปนตน ซง่ึ รงั สีจะทําลายไขแมลงและควบคุม
การแพรพนั ธุข องแมลงและตวั หนอนในระหวางการเก็บรักษา หรอื ระหวา งรอการจาํ หนา ย

3) ยดื อายกุ ารเกบ็ รักษาอาหารสด การฉายรังสีอาหารทะเลและเนอ้ื สตั วดว ยรงั สีประมาณ
1-3 กิโลเกรย จะชวยลดปริมาณแบคทีเรียลงไดมาก ทาํ ใหสามารถเก็บรกั ษาไดนานข้ึน แตทั้งนี้ตองบรรจุ
ในภาชนะและเก็บในหองเย็น สวนผลไม เชน มะมวง กลวย ถาฉายรังสีดวยปริมาณ 0.3-1 กิโลเกรย
จะชะลอการสุกและควบคุมการแพรพันธุของแมลงในระหวางการเก็บรักษา ทําใหอายุการเก็บนานข้ึน
สว นสตรอเบอร่ี ถาฉายรังสีดวยประมาณ 3 กิโลเกรย จะชวยทําลายจลุ นิ ทรียท่ีเปนสาเหตุทําใหเนาเสียลง
บางสวน ทําใหย ดื อายกุ ารเกบ็ รักษาหรอื ในระหวางการจําหนายและการฉายรังสี ประมาณ 1-2 กิโลเกรย
จะสามารถชะลอการบานของเห็ด ทําใหก ารจาํ หนา ยมรี ะยะนานข้นึ

4) ทําลายเชื้อโรคและพยาธิในอาหาร ผลิตภัณฑที่ทําจากเนื้อสัตวอาจมีพยาธิหรือเชื้อ
โรคติดอยูได เชน พยาธิใบไมตับที่มีในปลาดิบ สามารถทําลายไดดวยรังสีต่ําประมาณ 0.15 กิโลเกรย
แหนมซง่ึ เปน ผลิตภณั ฑจ ากหมูทค่ี นไทยนิยมรบั ประทานดิบ ๆ ถาฉายรังสีในประมาณ 2-3 กิโลเกรย จะ
เพียงพอท่ีจะทําลายเชอื้ ซาลโมเนลลา ซงึ่ เปนสาเหตุทําใหเกิดทองรวงและทําลายพยาธิท่ีอาจจะติดมากับ
เน้ือหมูกอ นทําแหนมก็ได

5.2 กระบวนการฉายรงั สี
ในประเทศไทยการฉายรังสีอาหาร ควบคุม และดําเนินการโดย สํานักงานพลังงานปรมาณูเพ่ือ
สันติ กระทรวงวทิ ยาศาสตรเทคโนโลยแี ละการพลังงาน สวนมาตรฐานเก่ียวกับปริมาณของรังสีที่ใชและ
ความปลอดภัยตอ งเปนไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสขุ อาหารที่จะผานกระบวนการฉายรังสีมี
ทงั้ ผลผลติ การเกษตรหลงั การเกบ็ เกี่ยว และผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูปและกึ่งสําเร็จรูป ดังน้ัน การบรรจุ
หบี หอ อาจมคี วามจําเปน ตามชนดิ ของผลติ ภณั ฑ เชน แหนม หมูยอ ซึ่งหอหุมดวยใบตอง สวนหอมใหญ
มนั ฝรงั่ ไมมีสงิ่ หอหมุ เปน ตน ในการฉายรงั สผี ลิตผลเหลาน้ีตองบรรจุในภาชนะหรือหีบหอท่ีเหมาะสม
นําไปผานพลังงานคลื่นไฟฟาในรูปของรังสี ซ่ึงอยูในตึกแยกหางจากตึกกําเนิดรังสีและไดรับการ
ออกแบบใหม่ันคงแข็งแรงไดมาตรฐานดานความปลอดภัย เปนหลักประกันวาจะไมเปนอันตรายหรือ
กอ ใหเกิดปญ หาส่ิงแวดลอมตอ ชมุ ชนได

134

5.3 ปริมาณรังสที ี่ใชใ นการถนอมอาหาร
หนว ยของรงั สีเรยี กวา เกรย อาหารใดกต็ ามเมอื่ ผานการฉายรงั สีแลว รังสไี ดคายหรอื ถา ยพลังงาน
ใหเ ทา กบั 1 จลู ตอ อาหารจาํ นวน 1 กิโลกรัม เรยี กวา 1 เกรย หนวยของรงั สีวัดเปนแรด ซง่ึ 100 แรดเทา กับ
1 เกรย และ 1,000 เกรยเทากับ 1 กิโลเกรย องคการอนามัยโลก และทบวงการพลังงานปรมาณูระหวาง
ประเทศ ไดสรปุ วา การฉายรังสีอาหารใดก็ตามดวยระดับรงั สี ไมเ กิน 10 กโิ ลเกรย จะมีความปลอดภัยใน
การบริโภค และไมทําใหคุณคา ทางโภชนาการเปลย่ี นแปลงไป แตอ ยางไรก็ตามปริมาณของรังสีที่อาหาร
ไดรับตองเปนไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแตกตางกันตามชนิดของอาหารและตาม
วตั ถปุ ระสงควา ดว ยการถนอมอาหารในระดับตาง ๆ
5.4 การแสดงฉลาก
อาหารอาบรังสตี อ งมฉี ลากแสดงขอ ความเพ่ือใหผ บู รโิ ภคไดร ับทราบขอ มูล ซึง่ เปนประโยชนใน
การเลือกซือ้ อาหารมาบรโิ ภค โดยในฉลากจะตองระบุรายละเอียดดังตอไปนี้
1) ชอื่ และทีต่ ้ังของสาํ นกั งานใหญของผผู ลิตและผูฉ ายรังสี
2) วัตถปุ ระสงคใ นการฉายรงั สี โดยแสดงขอ ความวา "อาหารทไ่ี ดผ านการฉายรงั สเี พื่อ........แลว"
(ความทีเ่ วน ไวใ หร ะบวุ ตั ถุประสงคข องการฉายรังส)ี
3) วนั เดือนและปท ี่ทําการฉายรังสี
4) แสดงเครื่องหมายวาอาหารนัน้ ๆ ไดผ านการฉายรังสีแลว
อาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ีผูขายปรุงไวเรียบรอยแลว ผูซ้ือสามารถนําไปอุนหรือ
รบั ประทานไดท ันที อาหารสาํ เร็จรปู นร้ี วมถึงอาหารทผี่ บู รโิ ภคส่ังใหประกอบหรือปรุงใหม การเลือกซ้ือ
ควรสงั เกตสถานทขี่ ายสะอาด ภาชนะใสอาหารมสี ่งิ ปกปด กันแมลงและฝุนละออง ผูขายแตงกายสะอาด
ถกู หลักสขุ าภบิ าลอาหาร
อาหารสําเร็จรูปที่พรอมบริโภคทันที หมายถึง อาหารท่ีผลิตเรียบรอยพรอมบริโภคที่บรรจุใน
ภาชนะพรอมจําหนา ยไดท นั ที เชน น้ําพริกสําเร็จรปู (นาํ้ พริกเผา นํา้ พรกิ สวรรค น้าํ พริกตาแดง แจวบอง)
ขนมตาง ๆ (ขนมรังแตน ขาวแตน กระยาสารท ทองมวน ทองตัน ทองพับ กรอบเค็ม กระหรี่ปป
ขา วเกรียบทีท่ อดแลว ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมปงกรอบ คุกกี้ เอแคร ขนมอบกรอบ ขนมขบ
เค้ียว) พชื ผกั และผลไมแ ปรรูป (กลวยตาก กลวยฉาบ กลวยอบเนย กลวยกวน สับปะรดกวน มะมวงดอง
ฝรัง่ ดอง มะยมหยี มะมวงหยี ฝรั่งหยี มะดันแชอิ่ม มะมวงแชอ่ิม) ผลิตภัณฑจากสัตว (ไขเค็มตมสุก หมู
หยอง หมูทุบ หมแู ผน หมสู วรรค ปลาแผน หมูแผน เนอื้ สวรรค ฯลฯ)
อาหารพรอ มปรงุ หมายถงึ อาหารที่ผูขายจัดเตรียมวัตถุดิบ พรอมเครื่องปรุงไวเปนชุดผูบริโภค
สามารถซอื้ แลวนําไปประกอบเองท่บี าน ควรสงั เกตวนั เดือน ป ทผ่ี ลิตหรือวันหมดอายเุ พราะลักษณะของ
อาหารยังไมไดผ า นความรอ น มโี อกาสบดู เสียหรอื เสือ่ มคุณภาพไดมากที่สุด

135

เร่ืองท่ี 6 อาชพี จาํ หนา ยอาหารสําเร็จรูปตามหลักสุขาภบิ าล

อาชพี จาํ หนา ยอาหารสําเรจ็ รปู คือ กระบวนการเคล่ือนยา ยผลิตภัณฑจากผูผลิตอาหารสําเร็จรูป
ไปยงั ผูบรโิ ภค โดยคํานึงหลกั สุขาภบิ าล ตั้งแตข้ันตอนการผลิต การบรรจุหีบหอ บรรจุภัณฑ การขนสง
และการจัดเกบ็ เพอื่ รอจําหนาย กระท่งั ผลิตภณั ฑถ งึ ผบู ริโภค ดังรูป

กระบวนการผลติ การขนสงและ ผูบ ริโภค
และบรรจุภณั ฑ เก็บรักษา

ชอ งทางการจัดจําหนาย ประกอบดวย ผูผลิต คนกลาง และผูบริโภค ซึ่งอาจจะใชชองทางตรง
จากผูผ ลติ ไปยงั ผบู ริโภค และใชช อ งทางออ ม จากผผู ลิต ผา นคนกลาง ไปยงั ผูบ รโิ ภค ดงั รปู

ผูผ ลติ ผบู รโิ ภค

ผผู ลิต คนกลาง ผูบรโิ ภค

ตลาดผลติ ภัณฑอ าหารสําเร็จรปู
1. ตลาดภายในประเทศ
2. ตลาดระหวางประเทศระดับอาเซียน
3. ตลาดระหวา งประเทศระดับภมู ภิ าคอน่ื ทว่ั โลก
สวนประสมทางการตลาดสําหรับผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป หมายถึง การดําเนินงานเก่ียวกับ

การผลติ การจําหนา ย การกําหนดราคา และการสงเสรมิ การขายไดส ดั สวนกัน เหมาะสมกบั ความตองการ
ของลกู คา สภาพการแขงขนั และสอดคลอ งกับความตอ งการของสงั คม (หรอื เรียกวา 4Ps)

136

1. Product หมายถึง ผลติ ภัณฑอ าหารสําเร็จรูปถูกหลกั สุขาภบิ าลและตรงตามความตองการของ
ลกู คา

2. Price หมายถงึ ราคามีความเหมาะสม ลูกคาพงึ พอใจและยอมรับ
3. Place หมายถึง การจัดจาํ หนายโดยพิจารณาชองทางการจาํ หนาย หรือขายผานคนกลาง หรือ
พจิ ารณาการขนสงวา มีบทบาทในการแจกตัวอยางสินคาไดอยางไร หรอื ขั้นตอนการเกบ็ รกั ษาเพื่อรอ
จาํ หนา ย ท้งั น้ีตองคาํ นงึ ถงึ หลักสุขาภบิ าล
4. Promotion หมายถึง การสงเสริมการตลาด การใชส่ือตาง ๆ ใหเหมาะสมกับตลาดเปาหมาย
หรือการส่อื สารใหลกู คาไดทราบสถานทจ่ี ดั จําหนา ยสินคา ราคา ซงึ่ ประกอบดวยกระบวนการ คอื
การขายโดยใชพนกั งานขาย การสงเสริมการขายดวยวิธีการแจกของตัวอยาง แจกคูปอง ของแถม การใช
แสตมปเพอ่ื แลกสินคา ตลอดจนการใหรางวัลตาง ๆ และการประชาสัมพันธ
รูปแบบการขาย
1. การขายสง หมายถึง การขายสนิ คา ใหกบั ผซู อื้ โดยการขายแตล ะครั้งจะมีปริมาณ จํานวนมาก
เพอื่ ใหราคาสินคา มรี าคาถกู มากพอท่ีจะนาํ ไปขายตอได
2. การขายปลีก หมายถึง การขายสินคาและบริการแกลูกคาท่ีซ้ือสินคาและบริการไปใชสนอง
ความตอ งการของตนเองโดยตรง มิใชเ พือ่ ธุรกิจการขายตอ
3. การขายตรง หมายถึง การทําตลาดสินคาหรือบริการในลักษณะของการนําเสนอขายตอ
ผูบริโภคโดยตรง ณ ท่ีอยูอาศัยหรือสถานท่ีทํางานของผูบริโภคหรือของผูอื่น หรือสถานที่อ่ืนที่มิใช
สถานทปี่ ระกอบการคาเปน ปกติธุระ โดยผา นตัวแทนขายตรงหรอื ผูจาํ หนา ยอสิ ระชน้ั เดียวหรอื หลายชัน้
การเลอื กทําเลสาํ หรบั การประกอบอาชีพ สิ่งแรกที่ตองทํากอนคือ การหาทําเลท่ีดี เหมาะสมกับ
ธุรกจิ โดยจะตองคํานึงถงึ แหลง ประกอบการหรอื ผผู ลติ ปรมิ าณลกู คา และการคมนาคมทีส่ ะดวก

เร่อื งท่ี 7 การจดั ตกแตงรา นและการจัดวางสนิ คา อาหารสําเร็จรปู ตามหลักสุขาภบิ าล
การจัดตกแตง รา นคา มีความสาํ คัญตอ งคาํ นึงถึงส่งิ ตอ ไปน้ี

1. แสงสวางภายในราน แสงสวางธรรมชาติมักไมเพียงพอและแสงแดดมักทําความเสียหาย
ใหแ กสินคา การใชแสงไฟฟา แมจ ะมีคา ใชจา ยสูงแตก จ็ ูงใจลูกคา ใหเขา มาซื้อสินคาไดม ากกวารานที่
ดูมัว่ ซ่ัว ในรานควรเลอื กใชแสงจากหลอดฟลอู อเรสเซนต กอนตดั สินใจเร่อื งแสงสวา งควรรูว า คาไฟฟา
จะเปนสกั เทาใด และตอ งใชจ าํ นวนก่ีดวงถงึ จะคุมคา กับการขายสนิ คาดว ย

2. การตกแตงสีภายนอกและภายในราน นอกจากการทาสีรานคาใหสดใสสวาง สวยงามแลว
สขี องหบี หอ และตัวสนิ คาก็สามารถนํามาตกแตงใหรานคาดูดีข้ึนจะตองใหผูคนเห็นสินคา ชัดเจนและ
สวยงาม

137

3. การจัดวางสินคาบริเวณทางเขาราน ใกล ๆ ทางเขาราน เปนที่เหมาะสําหรับจัดวางสินคาท่ี
ตองการเสนอขายเปนพเิ ศษ เพราะเปนทีท่ ล่ี กู คา ทุกคนตอ งเดินผา นเขา ออก จงึ ตอ งจดั สินคา ไวบ รเิ วณนใี้ ห
เตะตาจริง ๆ โดยเฉพาะบริเวณโตะชําระเงินที่ลูกคาเขาแถวรอท่ีจะชําระเงิน ควรหาของเล็ก ๆ นอย ๆ
ทีล่ กู คาอาจลมื ซือ้ มาจัดวางไว

4. การจัดหมวดหมูของสินคา สินคาที่มีลักษณะคลายคลึงกัน หรือใชรวมกันจะตองจัดวางไว
ดวยกนั เชน นาํ้ ดมื่ เครื่องด่มื ประเภทน้าํ อัดลม ประเภทขนมปง สดและเบเกอรี่ ขนมขบเคีย้ ว เปน ตน

5. การติดปายบอกประเภทของสินคา เพื่อใหรูวาสินคาอยูที่ใด เปนการติดปายบอกชนิดของ
สินคาตามท่จี ัดไว เปนหมวดหมูแ ลว เพือ่ สะดวกในการคนหาสินคา ตามทลี่ กู คาตองการ อาจจะติดไวตาม
ผนังหอง และก่ึงกลางเหนือช้ันวางของ สินคาใดวาง ณ จุดใด ควรวางอยูเปนประจํา และไมควร
เปลีย่ นแปลงที่วางสนิ คาบอ ยเกนิ ไป เพราะจะทําใหลกู คา ตองเสียเวลาคนหาในคร้ังตอไปท่ีแวะเขามาซ้ือ
สนิ คา ทร่ี า น

6. การตดิ ปายราคาสนิ คา ปจ จุบนั ลูกคาสวนใหญมักสนใจในรายละเอียดของสินคาเพิ่มมากขึ้น
ท้ังรูปแบบของบรรจุภัณฑ ชื่อสินคา คําแนะนําการใชผลิตภัณฑน้ันๆ วันผลิตและวันหมดอายุ ดังน้ัน
จะตอ งตดิ ปายบอกราคาเพมิ่ ใหก ับตัวสินคาซง่ึ เปน สง่ิ สําคญั ท่สี ดุ ลงไปดว ย คือ ตองติดราคาบอกไวบนตัว
สินคาทุกช้ินให ชัดเจนพอท่ีลูกคาและพนักงานเก็บเงินจะอานได หรือ สินคาบางประเภทที่ขายกันเปน
จาํ นวนมาก อาจจะตดิ ราคาในรปู ของแผน ปา ยหรอื โปสเตอร จะเปน การชว ยประหยดั แรงงานและเวลาได
หากเปนสินคาชนิดเดียวกันแตตางย่ีหอกัน อาจจะติดราคาไวท่ีชั้นวางสินคาจะชวยใหลูกคาเห็นและ
เปรียบเทียบราคากันได ถึงแมวาจะตองใชเวลาและแรงงานในการติดราคากันใหม เมื่อสินคามีราคา
เปลี่ยนแปลงใหม แตก็เปนการใหประโยชนและรายละเอียดเพ่ิมเติมรวมถึงความสะดวกกับลูกคา
ทง้ั ยงั เปน การสะดวกในการเรียกเกบ็ เงินคา สินคาอกี ดวย

138

การจดั วางสินคา มคี วามสําคญั ตอการจูงใจลูกคาใหเลือกซ้ือสินคา เพื่อใหสะดวกและเกิดความ
พงึ พอใจควรคาํ นึงถึงสง่ิ ตอไปนี้

1. ความพงึ พอใจของลกู คา
2. จดั สนิ คาไวในบริเวณทีเ่ ราจะขาย
3. จดั สินคาไวใ นระดบั สายตาใหมากที่สุด
4. จดั สนิ คา ดานหนาบนช้นั ใหเ ตม็ อยูเสมอ
5. ช้นั ปรับระดับไดต ามขนาดของสินคาจะเปน การดี
6. การใชกลอ งหนุนสินคา ใหด ูงดงามแมจ ะมีสินคาไมมากนกั
7. ความเปนระเบียบเรียบรอย สินคาบางชนิด มีหลายแบบ หลายขนาด ควรจัดใหเปนระเบียบ
สะดวกในการเปรียบเทียบของลูกคา ดังนั้น สินคาที่เหมือน ๆ กันควรเอาไวดวยกัน และควรจัดตาม
แนวนอนอยูใ นระดับเดยี วกนั หรือจะจดั ในแนวดิง่ ดว ยกไ็ ด
8. สินคา มากอ นตองขายกอน เราตอ งขายสินคาเกา กอนสนิ คาใหมเสมอ พยายามวางสินคา มากอ น
ไวแ ถวหนา เสมอ ควรทําสนิ คาทมี่ ากอนใหดูสดใสสะอาดเหมอื นสินคาใหม
9. ปองกนั หลีกเลี่ยงการรวั่ ไหลของสนิ คา โดยการจดั วางผังทางเดนิ ภายในรานใหล ูกคา เดินไปมา
ไดสะดวก คือ หยิบก็งา ย หายก็รู สนิ คาบบุ ชํารุด ใกลห มดอายุควรจัดเปนสินคาลดราคาพิเศษ ลางสต็อก
ดว ยการจัดแยกขายไวตา งหาก
การจดั การและดูแลคลงั สินคาตามหลักสขุ าภบิ าล
การจัดการคลังสินคา เปนการจัดการในการรับ การจัดเก็บ หมายถึง การจัดสงสินคาใหผูรับ
เพ่ือกิจกรรมการขาย เปาหมายหลักในการบริหาร ดําเนินธุรกิจ ในสวนที่เกี่ยวของกับคลังสินคา
กเ็ พือ่ ใหเกิดการดําเนนิ การเปน ระบบใหค ุม กบั การลงทนุ การควบคมุ คุณภาพของการเก็บ การหยิบสินคา
การปอ งกนั ลดการสญู เสียจากการดาํ เนนิ งานเพือ่ ใหต น ทุนการดําเนินงานต่ําที่สุด และการใชประโยชน
เตม็ ทีจ่ ากพนื้ ท่ี
คณุ ลักษณะเพอื่ ความเปนเลิศในงานขาย
การบรกิ ารทดี่ จี ะเกดิ ขึ้นจากตัวบคุ คล โดยอาศัยทักษะ ประสบการณ เทคนิคตาง ๆ ท่ีจะทําให
ผูรบั บริการเกดิ ความพงึ พอใจ และอยากกลับเขา มาใชบรกิ ารอีก มีดงั ตอไปน้ี
 ตองมีจิตใจรักในงานดานบริการ (Service Mind) ผูใหบริการตองมีความสมัครใจทุมเทท้ัง
แรงกายและแรงใจ มคี วามเสยี สละ ผทู จี่ ะปฏบิ ัตหิ นาทไ่ี ดต อ งมใี จรกั และชอบในงานบริการ
 ตอ งมีความรูใ นงานท่ใี หบริการ (Knowledge) ผูใหบ ริการตองมคี วามรูใ นงานทีต่ นรับผิดชอบ
ที่สามารถตอบขอซักถามจากผูรับบริการไดอยางถูกตองและแมนยํา ในเรื่องของสินคาที่นําเสนอ
เพ่ือมิใหเกิดความผิดพลาด เสียหายและตองขวนขวายหาความรูจาก เทคโนโลยีใหม ๆ เพ่ิมข้ึนอยาง
สมา่ํ เสมอ

139

 มีความชางสังเกต (Observe) ผูทํางานบริการจะตองมีลักษณะเฉพาะตัวเปนคนมีความชาง
สังเกต เพราะหากมีการรบั รูวาบรกิ ารอยา งไรจงึ จะเปนท่ีพอใจของผรู ับบรกิ ารกจ็ ะพยายามนํามา
คิดสรางสรรค ใหเกิดบริการที่ดียิ่งขึ้น เกิดความพอใจและตอบสนองความตองการของลูกคาหรือ
ผรู ับบรกิ ารได มากยิง่ ขึน้

 ตองมีความกระตอื รือรน (Enthusiasm) พฤตกิ รรมความกระตือรือรน จะแสดงถึงความมจี ติ ใจ
ในการตอนรบั ใหช วยเหลือแสดงความหว งใย จะทําใหเกดิ ภาพลกั ษณท ่ดี ี ในการชว ยเหลือผรู บั บริการ

 ตอ งมกี ริ ิยาวาจาสภุ าพ (Manner) กริ ยิ าวาจาเปนสิ่งที่แสดงออกจากความคิด ความรูสึกและ
สงผลใหเกดิ บุคลกิ ภาพท่ีดี ดังนัน้ เพ่อื ใหล กู คา หรือผรู ับบรกิ ารมีความสบายใจทีจ่ ะตดิ ตอ ขอรบั บริการ

 ตอ งมคี วามคิดรเิ รม่ิ สรางสรรค (Creative) ผูใ หบ ริการควรมีความคิดใหม ๆ ไมควรยึดติดกับ
ประสบการณหรือบริการท่ีทําอยู เคยปฏิบัติมาอยางไรก็ทําไปอยางนั้นไมมีการปรับเปล่ียนวิธีการ
ใหบ ริการ จึงควรมีความคิดใหม ๆ ในการปฏิรปู งานบริการใหดีขึ้น

 ตอ งสามารถควบคุมอารมณได (Emotional control) งานบริการเปนงานที่ใหความชวยเหลือ
จากผูอ่ืน ตองพบปะผูคนมากมายหลายชนชนั้ มีการศกึ ษาทีต่ างกัน ดังน้ัน กิริยามารยาทจากผูรับบริการ
จะแตกตางกัน เมอ่ื ผูรับบรกิ ารไมไดด ังใจ อาจจะถูกตําหนิ พูดจากาวรา ว กริ ิยามารยาทไมดี ซงึ่ ผใู หบ รกิ าร
ตอ งสามารถควบคุมสตอิ ารมณไ ดเปน อยางดี

 ตองมีสติในการแกปญหาที่เกิดข้ึน (Calmness) ผูรับบริการสวนใหญจะติดตอขอความ
ชวยเหลอื ตามปกติ แตบ างกรณีลกู คาทม่ี ีปญ หาเรงดวน ผใู หบ รกิ ารจะตองสามารถวเิ คราะหถึงสาเหตุและ
คดิ หาวธิ ีในการแกไขปญหาอยา งมสี ติ อาจจะเลอื กทางเลอื กที่ดีที่สุดจากหลายทางเลือกในการใหบริการ
แกลูกคา

 มีทศั นคติตองานบรกิ ารดี (Attitude) การบรกิ ารเปน การชว ยเหลอื ผูทํางานบริการเปนผูให
จึงตองมีความคิดความรูสึกตองานบริการในทางท่ีชอบ และเต็มใจที่จะใหบริการ ถาผูใดมีความคิด
ความรูส กึ ไมชอบงานบริการ แมจ ะพอใจในการรบั บริการจากผูอ นื่ กไ็ มอาจจะทํางานบริการใหเปนผลดี
ได ถาบุคคลใดมีทัศนคติตองานบริการดี ก็จะใหความสําคัญตองานบริการ และปฏิบัติงานอยางเต็มที่
เปน ผลใหงานบรกิ ารมคี ณุ คา และนําไปสคู วามเปน เลิศ

 มีความรับผิดชอบตอลูกคาหรือผูรับบริการ (Responsibility) ในดานงานทางการตลาด และ
การขาย และงานบริการ การปลกู ฝง ทัศนคติใหเหน็ ความสําคัญของลกู คา หรือผูรับบริการดวยการยกยอง
วา “ลูกคาคือบุคคลท่ีสําคัญท่ีสุด” และ “ลูกคาเปนฝายถูกเสมอ” ท้ังนี้ก็เพื่อใหผูใหบริการมีความ
รบั ผดิ ชอบตอ ลกู คาอยางดีทส่ี ุด

140

เร่อื งที่ 8 พฤตกิ รรมผบู รโิ ภคกบั ชองทางการจําหนา ยอาหารสาํ เร็จรปู

พฤติกรรมของผูบริโภค (Consumer behavior) หมายถึง การแสดงออกรวมทั้งกระบวนการในการ
ตดั สินใจของแตล ะบุคคลทีเ่ กีย่ วขอ งโดยตรงกับการใชส ินคาและบริการ
ประโยชนของการศึกษาพฤตกิ รรมผูบรโิ ภค

1. ชว ยใหน กั การตลาดเขา ใจถึงปจจัยทีม่ ีอิทธิพลตอ การตัดสินใจซ้อื สนิ คาของผบู รโิ ภค
2. ชวยใหผูเก่ียวขอ งสามารถหาหนทางแกไ ขพฤตกิ รรมในการตดั สนิ ใจซ้ือสินคาของผูบรโิ ภคใน
สงั คมไดถูกตองและสอดคลอ งกับความสามารถในการตอบสนองของธุรกจิ มากยง่ิ ข้นึ
3. ชว ยใหก ารพฒั นาตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑส ามารถทาํ ไดดีขนึ้
4. เพื่อประโยชนในการแบง สวนตลาด เพ่อื การตอบสนองความตอ งการของผูบริโภค ใหตรงกับ
ชนิดของสินคา ที่ตอ งการ
5. ชว ยในการปรบั ปรุงกลยุทธก ารตลาดของธุรกจิ ตาง ๆ เพ่อื ความไดเปรยี บคแู ขงขัน
การประเมนิ ความพงึ พอใจของผบู ริโภค
ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรูสึกภายในจติ ใจของมนษุ ยซึ่งจะไมเหมือนกัน ซ่ึงข้ึนอยูกับแตละ
บคุ คลวาจะคาดหมายกบั สิ่งหน่ึงสิง่ ใด ถา คาดหวังหรือมคี วามตงั้ ใจมากเมื่อไดรบั การตอบสนองดว ยดีจะมี
ความพงึ พอใจมาก แตใ นทางตรงขา มอาจผดิ หวังหรือไมพ ึงพอใจเปนอยางยง่ิ เม่ือไมไดรับการตอบสนอง
ตามท่ีคาดหวังไวห รือไดร ับนอยกวา ทค่ี าดหวังไว ทัง้ นีข้ น้ึ อยกู บั สิ่งทตี่ ง้ั ใจไวว าจะมีมากหรือมีนอย
ปจ จัยสาํ คัญเพื่อประเมินคุณภาพของการบริการ
1. ความสะดวก หมายถึง ความสะดวกในการเขาพบหรือติดตอกับผูใหบริการ ซึ่งครอบคลุม
ท้ังเวลาท่ีเปดดําเนินการ สถานท่ีต้ังและวิธีการท่ีจะสามารถอํานวยความสะดวกใหแกผูบริโภคในการ
เขาพบหรือติดตอกบั ผใู หบ ริการ เชน สถานท่ีใหบ รกิ ารต้ังอยใู นทที่ ี่สะดวกแกก ารไปตดิ ตอ เปน ตน
2. การติดตอสอ่ื สาร หมายถงึ การส่อื สารและใหข อมูลแกลูกคาดวยภาษาท่ีงายตอการเขาใจและ
การรับฟงความคิดเห็น ตลอดจนขอเสนอแนะ หรือคําติชมของลูกคาในเร่ืองตาง ๆ ท่ีเก่ียวของกับการ
ใหบรกิ ารขององคการ
3. ความสามารถ หมายถึง การท่ีผูใหบริการมีความรูความสามารถและทักษะที่จะปฏิบัติงาน
บรกิ ารไดเ ปน อยา งดี เชน ความรูแ ละทักษะใหข อ มูลผลติ ภณั ฑ เปนตน
4. ความสุภาพ หมายถึง การท่ีผูใหบริการมีความสุภาพเรียบรอย มีความนับถือในตัวลูกคา
รอบคอบ และเปนมิตรตอผูบริโภค เชน การใหบริการดวยใบหนาที่ย้ิมแยมแจมใสและการสื่อสารดวย
ความสภุ าพ เปนตน
5. ความนาเชื่อถือ หมายถึง ความเชื่อถือไดและความซ่ือสัตยของผูใหบริการ ช่ือเสียงและ
ภาพลักษณท ่ีดี
6. ความคงเสนคงวา หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานท่ีไดสัญญาไวอยางแนนอนและ
แมนยํา เชน การใหบริการตามท่ีไดแจงไวกับแกล กู คา เปน ตน

141

7. การตอบสนองอยา งรวดเร็ว หมายถึง ความเต็มใจของผูใหบริการที่จะใหบริการอยางรวดเร็ว
เชน การใหบ รกิ ารแกผ รู บั บรกิ าร ณ เคานเตอรจ ายเงิน แบบทันทีทันใด เปนตน
การสาํ รวจความพงึ พอใจ

การสาํ รวจความพึงพอใจลกู คาเปนเครื่องมือทสี่ าํ คัญและมบี ทบาทในการพฒั นาและปรับปรุงการ
ทาํ งานในองคก ารอยา งมาก ขอ มูลทีไ่ ดจ ากการสาํ รวจเปน ขอมลู ปอนกลับไปสูหนวยงานท่ีแสดงใหเห็น
ถงึ พฤตกิ รรมและความตองการของลกู คา เชน พฤติกรรมการเลอื กซ้ือ/ใชบริการ และเปนตัวช้ีวัดผลการ
ปฏิบัติงานขององคการที่แมนยํา เทคนิคการวัดความพึงพอใจ อาจเร่ิมจาก การสังเกต การสัมภาษณ
แบบสอบถาม จนถงึ กระบวนการทําวิจยั

มหาตมะ คานธีกลา วไวว า
“ลูกคา คือ แขกคนสําคัญท่ีสุด ที่ไดมาเยือนเรา ณ สถานท่ีแหงนี้ เขามิไดมาเพ่ือพึ่งพิงเรา เรา
ตา งหาก ท่ีตอ งพ่ึงพาอาศัยเขา เขามใิ ชบ ุคคลท่มี าขดั จงั หวะการปฏบิ ตั ิงานของพวกเรา หากแตวา การรับใช
เขาคอื วตั ถุประสงคแ หงงานของพวกเรา เขามิใชบ คุ คลแปลกหนาแตเขา คือ สวนหน่ึงของสถานท่ีแหงน้ี
บรกิ ารจากพวกเรา มใิ ชก ารสงเคราะหเขา เขาตา งหากทกี่ ําลงั สงเคราะหพวกเรา ดว ยการยอมใหพวกเรามี
โอกาสไดร บั ใชเ ขา”
การสงเสริมการขาย
การสงเสรมิ การขายเปน กิจกรรมทก่ี ระตุนการตัดสนิ ใจซ้ือสินคา หรือบรกิ าร โดยการจัดกิจกรรม
การตลาดและสงเสริมการขายตา ง ๆ เชน การเสนอของแถม การแสดงสนิ คา และการจัดวางสินคา การลด
ราคา การตลาดทางไกล การตลาดทางไปรษณีย และวธิ กี ารอื่น ๆ เพ่อื ชวยกระตุนยอดขาย
วิธกี ารสง เสรมิ การขาย
 การสง เสริมการขายดานลดราคาสว นใหญเปนการลดราคาสินคา โดยอาจจะลดจากราคาขาย
ปกติ เชน การจัดโปรโมช่นั ตาง ๆ เปน ชวงเวลา การลดราคา 25% ทกุ วนั พธุ เปน ตน หรอื การเพ่ิมปริมาณ
สินคา โดยขายราคาเทา เดิม เชน แลกตาซอย เอ็กตรา 300 เพ่ิมปริมาณแตไมเพิ่มราคา เปนตน ยอดขายที่
เพิม่ ข้นึ จากการลดราคานี้ จะมตี นทนุ จากกาํ ไรทลี่ ดลง การตดั สินใจใชก ลยุทธน้ีจึงควรตองพิจารณาอยาง
รอบคอบ และควรคาํ นงึ ถึงผลกระทบตอ ชอ่ื เสียงของตราสนิ คาดวย
 การสง เสรมิ การขายโดยการใชคปู อง

คูปอง เปน อกี วิธกี ารหนงึ่ ในการลดราคา วัตถุประสงคห ลกั ของการใชก ารสงเสรมิ การขายโดย
ใชคูปอง คือ การกระตุนใหลูกคาใชค ูปองใหมากทส่ี ดุ โดยมีเทคนิคการแจกคูปองหลายอยา ง ตัวอยางเชน

- การตดิ คูปองไวบนบรรจภุ ณั ฑเพื่อกระตุนการซื้อซ้าํ
- การแจกคปู องในหนงั สือพิมพ หรือนติ ยสารเพื่อใหผ บู รโิ ภคไปใชซ ื้อสนิ คา
 การสงเสริมการขายโดยการใหของแถมเปนวิธีท่ีมีใชกันมาก โดยลูกคาจะไดรับของแถม
เมอื่ ซ้ือครบตามท่กี ําหนด เชน ซอื้ สนิ คาครบสิบชน้ิ ก็จะไดร ับของแถมหน่งึ ชนิ้ เปนตน

142

 การสงเสริมการขายโดยการแขงขันและใหรางวัลเปนอีกวิธีหนึ่งที่มีใชกันมากในปจจุบัน
โดยเฉพาะตามงานแสดงสนิ คา ตาง ๆ ก็จะมสี าวสวย (Pretty) แตงตัวนารัก มากลาวแนะนาํ ถงึ สรรพคณุ ทีด่ ี
ของสนิ คา และจดั เกมสต อบคาํ ถามงา ย ๆ พรอมของรางวลั เล็ก ๆ นอ ย ๆ เพือ่ เรยี กรองความสนใจของลูกคา
ที่เดินผานไปมาและมกี ารแจกของชาํ รว ยเลก็ ใหกบั ผทู ่ีเขา รวมกจิ กรรมและตอบคําถามไดถ กู ตอง เปนตน

 การสงเสรมิ การขายโดยการชิงโชค ซ่งึ วิธนี ้กี ็อาจจะมีหลายวิธี แตท่ีนิยมกันก็คือ การแนบใบ
ลนุ รางวลั มาพรอมกับสินคา หรือใหตัดชิน้ สวน หรือ ปายฉลาก สติ๊กเกอร อยางใดอยางหน่ึง สงไปรวม
ชิงโชค ซง่ึ วธิ ีการน้ีก็จะตองระมดั ระวงั เร่อื งความสะดวกในการท่จี ะสงชิ้นสว น หรือชิ้นสวนจะตองไมถ กู
แอบแกะอานดูกอ นท่ีผซู อ้ื จะเปนผูแ กะคนแรก

 การสงเสรมิ การขายสาํ หรับลกู คาประจํา เปนการกระตุนใหลูกคาประจํามาซื้อสินคาหรือใช
บริการบอย ๆ เชน สายการบิน มีการสะสมไมลเพื่อแลกเปนตั๋วเครื่องบินฟรี เมื่อสะสมไมลได
ตามทก่ี าํ หนด หรอื รานอาหารญปี่ นุ ฟูจิ หรอื เซน มกี ารประทับตราเมอื่ รับประทานอาหารครบทุก 300 บาท
และนาํ มาแลกเปน บัตรสวนลด หรืออาหาร 1 จานเมื่อครบตามที่กําหนด เปนการกระตุนใหลูกคามาซื้อ
สินคา หรอื ใชบ รกิ ารบอย ๆ หรือปม น้ํามนั มีการทําบตั รสมาชิกแลวใหสวนลดพิเศษสาํ หรับสมาชกิ เปนตน

 การสง เสรมิ การขาย ณ จุดวางสินคามีผลการวิจยั พฤตกิ รรมผูบริโภคในรานคาปลีกออกมาวา
ยอดขายจะเพิ่มข้ึนถาลูกคาสามารถเห็นสินคา ณ จุดวางสินคา การจัดวางสินคาที่นาสนใจ ใหขอมูล
เหมาะสม และวางในตําแหนงที่สังเกตไดงาย จะชวยใหลูกคาซ้ือสินคามากข้ึน ในปจจุบันจะเห็นไดวา
สินคา อุปโภคบริโภคท่ีวางจําหนายในซุปเปอรม ารเ ก็ต มกี ารจดั เรยี งเปนแถวอยางเปน ระเบยี บ ถาตองการ
ใหส นิ คาเปน ทีส่ งั เกตไดง าย พ้ืนทีว่ างสินคา ตอ งอยใู นระดับสายตา และตั้งวางสินคาเปนแถวอยางชัดเจน
และเปนระเบยี บ

 การสง เสรมิ การขายโดยการแจกสนิ คา ตวั อยางใหท ดลองใช วิธนี ี้ใหลูกคาไดทดลองใชสินคา
ดูกอน กอนท่ีจะตัดสินใจซ้ือ ซึ่งวิธีนี้ก็อาจสามารถดึงลูกคาท่ีใชสินคาของคูแขงอยูใหหันมาทดลอง
ของใหมโ ดยท่ไี มต องเสยี เงินซ้ือ เพราะบางคร้ังลูกคามีความคิดวาของท่ีใชอยูเดิมก็ดีท่ีสุดอยูแลว ทําไม
ตอ งไปเสยี เงินซอ้ื สนิ คาอื่นมาทดลองใช

อยา งไรก็ตาม การสงเสรมิ การขาย ควรยึดหลักทวี่ า ทาํ ส่ิงทงี่ า ย ๆ ทไี่ มใหลกู คา รสู กึ ยงุ ยาก
ในการทีจ่ ะเขารวมกิจกรรมทเ่ี ราวางไว

เทคโนโลยเี พิม่ ชอ งทางการจําหนา ย
E-Commerce การพาณิชยอิเลก็ ทรอนิกส คือ การดําเนินธุรกิจการคาหรือการซ้ือขายบนระบบ

เครือขายอินเทอรเนต โดยผูซ้ือ (Customer) สามารถดําเนินการ เลือกสินคา คํานวนเงิน ตัดสินใจซื้อ
สินคา โดยใชว งเงนิ ในบัตรเครดิต ไดโ ดยอัตโนมัติ ผูขาย (Business) สามารถนําเสนอสินคา ตรวจสอบ
วงเงินบตั รเครดติ ของลกู คา รับเงนิ ชาํ ระคาสนิ คา ตดั สินคา จากคลังสินคา และประสานงานไปยังผูจัดสง
สนิ คา โดยอัตโนมตั ิ กระบวนการดงั กลาวจะดาํ เนนิ การเสร็จสิ้นบนระบบเครอื ขา ย Internet


Click to View FlipBook Version